โอนความเสี่ยงเรื่องสุขภาพ แผนการเงินที่เราไม่ควรละเลย!

การวางแผนการเงินที่สมบูรณ์แบบนั้น ไม่ควรจะละเลยการวางแผนการจัดการความเสี่ยงเรื่องเกี่ยวคุ้มครองสุขภาพและโรคร้ายแรง

เพราะ มันเป็นส่วนของฐานรากของการวางแผนการเงินของทุกๆคน เพราะ หากเรามีแต่การวางแผนการออมเงินเพื่อการเกษียณ การวางแผนทุนการศึกษาบุตร การจัดสรรเงินลงทุน แล้วเราไม่มีการจัดการเรื่องการโอนความเสี่ยงเรื่องสุขภาพและโรคร้ายอย่างดีพอ

ก็เท่ากับว่าแผนการเงินของเราอาจจะมีสิทธิล้มทั้งกระดานได้เหมือนกัน เพราะ เท่ากับว่าแผนการเงินของเรานั้นยังมีรูรั่ว ที่พร้อมจะทำให้เงินเราไหลออกจากพอร์ตการเงินของเราได้ตลอดเวลา

บางคนเจอเหตุการณ์ไม่หนัก เช่นแค่ป่วยเป็นไข้ นอนโรงพยาบาล ก็อาจจะใช้เงินไม่มากในการรักษา หรืออาจจะมีสวัสดิการประกันกลุ่มเบิกได้ หรือสวัสดิการประกันสังคมเบิกได้ ก็อาจจะไม่กระทบกระเทือนกับแผนการเงินของเรามากนัก

แต่ถ้าบางคนเกิดต้องพบกับเหตุการณ์ที่รุนแรง เช่น ถ้าตนเองหรือคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคร้ายแรงล่ะ จะทำอย่างไร ใครจะจ่ายค่ารักษาพยาบาล

ซึ่งตามหลักของการวางแผนการเงิน ถ้าไม่มีสิทธิสวัสดิการอะไรที่เบิกได้ ก็จะเริ่มจาก

1. การถอนเงินจากสินทรัพย์สภาพคล่อง เช่น เงินฝากธนาคาร เงินฝากออมทรัพย์ กองทุนรวมตลาดเงิน Money Market Fund ออกมาก่อน 

ถ้าเอาไม่อยู่ล่ะ ?

2. ก็จะดึงเงินจากส่วนสินทรัพย์การลงทุน ที่เรามี เช่น กองทุนรวม ทองคำ หรือ หุ้นสามัญที่เราถืออยู่ แม้ว่าราคาอาจจะตก ก็ไม่อาจจะห้ามไม่ให้ถอนได้ จริงมั้ย ซึ่งก็จะรวมไปถึงการเวนคืนกรมธรรม์ก็จำเป็นต้องทำเพื่อหาเงินมารักษา

แล้วถ้ายังเอาไม่อยู่อีกล่ะ

3. ก็ถึงเวลาที่ต้องบอกว่า “มีรถขายรถ มีบ้านขายบ้าน หรือทรัพย์สินอื่นๆ เช่นที่ดิน หรือของสะสมอื่นๆ ” ซึ่งคงต้องบอกว่ามันเป็นสถานการณ์บังคับให้ต้องทำ เพราะต้องการเงินสดเพื่อมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่อาจจะบานปลาย เกินกว่าที่คาดคิด และแน่นอนว่า การจะแปลงสินทรัพย์ส่วนนี้เพื่อให้ได้เงินสดเร็วๆ ก็มิอาจจะตั้งราคาที่สูงเกินไปได้  สุดท้ายก็อาจจำเป็นต้องขายในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงก็ได้

ซึ่งหลายคนอาจจะคิดโต้แย้งในใจว่า “ใครจะทำถึงขนาดนั้นได้ ใครจะถึงกับต้องขายสินทรัพย์ บ้าน รถ เพื่อมารักษา”

หรือ บางคนอาจจะบอกว่า “ยังไงทุกคนมีสวัสดิการขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าประกันสังคม หรือ สิทธิหลักประกันสุขภาพทั่วหน้า 30 บาท”  ก็ใช้ก่อนสิ ไม่เห็นต้องขายบ้าน ขายรถ

ผมก็อยากจะขยายความว่า ผมก็เห็นด้วยกับความคิดเห็นดังกล่าวครับว่า ยังไงก่อนจะขายบ้าน ขายรถ ก็ใช้สวัสดิการพื้นฐานที่เรามีก่อน ครับ

แต่เงื่อนไขบางประการ เช่น ยาบางตัวก็ไม่อยู่ในบัญชีครับ ยาดีๆ ยาต่างประเทศ ก็ต้องจ่ายเงินเองครับ  (ซึ่งผมเคยถามอาจารย์ที่รักษาโรคมะเร็งว่า มีคนป่วยที่เป็นมะเร็งแล้วรักษาอยู่ได้นานๆมั้ย อาจารย์ท่านนั้นก็บอกว่า ขึ้นกับ งบประมาณแล้ว ถ้ายาดี ก็แพงหน่อย บางคนอาจจะอยู่ได้อีกหลายปี แต่ก็หมดไปกับค่ายาก็หลายล้าน ก็มีเหมือนกัน)

แถมอีกเรื่องคือ พอคนเราป่วยเป็นโรคร้ายแรง ซึ่งแม้ว่าอาจจะเบิกค่าใช้จ่ายกับสวัสดิการประกันสังคมได้ หรือสิทธิ 30 บาท ได้ แต่สิ่งที่จะสูญเสียไปก็คือ “ความพร้อมของร่างกายในการทำงาน” หลายๆคน พอเป็นโรคร้ายแรง ก็แทบจะทำงานไม่ได้ ต้องพักฟื้นกันเป็นเวลานาน รายได้ก็อาจจะลดลง (บางคนอาจจะถูกไล่ออกก็ได้) แถมถ้าบางคนทำงานเป็นนายตัวเองหรือธุรกิจส่วนตัว ก็อาจจะถึงขั้นปิดกิจการได้เลยครับ

ดังนั้นจากบทความนี้จึงอยากให้ทุกๆคน ลองตรวจสอบว่า ถ้าเราและครอบครัวเกิดโชคร้ายต้องเผชิญกับโรคร้ายแรงและทำงานไม่ได้ เราจะมีสิทธิเบิกอะไรได้บ้าง แล้วเรามีเงินเก็บที่เตรียมไว้แล้วเท่าไหร่ พอใจหรือไม่

ซึ่งผมมักจะได้ยินเสมอว่า “เวลาคนเรานอนโรงพยาบาลจะรักษาโรคร้ายแรง แทบจะทุกๆคน จะบอกหมอว่า หมอรักษาที่ดีที่สุด ค่ารักษาไม่อั้น ขอให้หายดี  … แต่เวลาคนเราจะซื้อประกันสุขภาพและโรคร้ายให้ตัวเอง มักจะบอกกับตัวแทนว่า ไม่เอาเยอะนะ ซื้อแค่นี้พอ พูดง่ายๆคือพอเป็นรายจ่ายเบี้ยประกันมักจะอั้น มีลิมิตกับรายจ่ายตรงนี้”

สรุป “เวลาจ่ายค่ารักษาไม่มีอั้น แต่เวลาจ่ายเบี้ยประกันขออั้นไว้เท่านี้”

และที่สำคัญสุดๆ ก็คือ ช่วงเวลาที่เรากดดันสุดๆนั้น กลับต้องกดดันกับเรื่องการเงินในการจะมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลเพิ่มอีก

มันต่างจากช่วงที่เราต้องจ่ายเบี้ยประกันก้อนเล็กๆ แถมไม่มีเรื่องอะไรมากดดัน  มันน่าจะสบายใจกว่าตั้งเยอะครับ

ดังนั้น การทำประกันสุขภาพและโรคร้ายแรง ก็คือ “การจ่ายเงินที่เป็นเบี้ยประกันที่จำกัด (เพราะเรารู้งบประมาณอยู่แล้ว)  เพื่อรองรับเหตุการณ์หรือความเสี่ยงที่ไม่จำกัด(ไม่มีใครรู้ว่าป่วยโรคร้ายนี้ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่พอ) ” จริงมั้ยครับ

ขอให้ทุกๆคนอย่าประมาทกับเรื่องนี้นะครับ และหมั่นตรวจสอบวงเงินคุ้มครองของตนเองและครอบครัวอย่างสม่ำเสมอครับ

*** มุ่งให้คนไทยมีสุขภาพการเงินดี ***

by สุรกิจ พิทักษ์ภากร
นักวางแผนการเงิน CFP
?#?wealthplanner?

ติดตามบทความวางแผนการเงินอื่นๆได้ที่ www.surakit.com

วิธีพาตัวเองออกจากพอร์ตเน่าๆ

ในช่วงการลงทุนที่ผันผวนหุ้นขึ้นๆลงๆ ก็มักจะมีน้องๆนักลงทุนมือใหม่บ่นหน้า Wall Facebook กันเป็นประจำ Capture ตัวเลขแดงๆให้เห็น (แหม อย่าคิดว่าไม่ได้ตามไปอ่านหน้า Wall ลูกเพจนะจ๊ะ) หลายคนตั้งคำถามว่าจะเอายังไงต่อดี พอร์ตเน่ามากๆ วันนี้พี่ต้าร์ก็มีแนวทางที่สามารถนำไปลองพิจารณาดูเผื่อจะเป็นประโยชน์ได้นะครับ

สาเหตุของพอร์ตเน่า

เท่าที่ลองสังเกตจากเพื่อนๆบ่นๆกันมา มันก็มีอยู่แค่ 2 เหตุผลหลักๆนั่นล่ะ คือ

  • เลือกหุ้นที่ไม่ดีมาลงทุน เช่น หุ้นที่มีการทำราคาแล้วทำให้เราอยากไปเก็งกำไรด้วย
  • เลือกหุ้นดีแต่อยู่ในจังหว่ะการลงทุนที่ไม่ดี หลายคนเลือกหุ้นดีแล้วนะ แต่ราคามันกลับสวนทางกับพื้นฐานของหุ้น เช่น หุ้นเติบโตดีในบางเวลาที่ไม่ดีมันอาจจะราคาลงก็ได้

การแก้ปัญหาพอร์ตเน่า

หลายๆครั้งผมเองก็ต้องบอกกับน้องๆนักลงทุนมือใหม่ ให้กลับไปดูจุดประสงค์ของการลงทุนของตัวเองก่อน เพราะบางทีสับสน เก็งกำไรบ้าง แต่พอเก็งแล้วดอยก็ถือยาว ในจุดแรกผมเองก็มักจะแนะนำให้ดูวัตถุประสงค์การลงทุนของตัวเองก่อนนะครับ ถ้าจะเก็งกำไรก็ต้อง Cut loss ให้เป็น แต่ถ้าจะลงทุนระยะยาวก็ต้องถือหุ้นในช่วงวิกฤตให้ผ่านพ้นไปให้ได้

แต่โดยส่วนตัวผมแล้ว มักจะมองในพื้นฐานของธุรกิจเป็นหลัก ผมเลยเสนอแนวทางดังนี้ครับ

  • กรณีที่เลือกหุ้นไม่ดีมาลงทุน ผมไม่แนะนำให้ลงทุนระยะยาวตั้งแต่แรก แต่ถ้าเดิมพื้นฐานดีแต่อยู่ๆมันดูไม่ดีก็ต้องถอยเช่นกัน กรณีเก็งกำไรก็ต้อง Cut loss ให้เป็นนะครับ หุ้นไม่ดี อยู่ในพอร์ตยิ่งยาวยิ่งเสียหาย การขายเพื่อเอาเงินมาลงทุนในหุ้นที่มีการเติบโตดีน่าจะเป็นทางออกกว่าการรอคอยว่าเมื่อไหร่จะมีข่าวทำให้ขึ้นอีกครั้งนะครับ
  • กรณีเลือกหุ้นดีมาลงทุนแต่อยู่ในจังหว่ะการลงทุนที่ไม่ดี เช่น พอจับจังหว่ะการลงทุนอย่างดีแล้วแต่มีข่าวเศรษฐกิจโลกมากระทบทำให้หุ้นลงไปต่อ ตรงนี้อย่าไปกังวลมากครับ ถ้าหุ้นมันดี มันดีในตัวของมันอยู่แล้ว ถ้าการลงทุนมันกลับมาดี หุ้นดีจะถูกพิจารณาในการซื้อก่อน ถ้าเราถือได้ก็ถือรอได้นะครับ ตราบใดที่พื้นฐานมันยังดีอยู่เนอะ

การป้องกันพอร์ตเน่าอย่างยั่งยืน

ท้ายสุดแล้วผมก็ขอแนะนำสูตรของการป้องกันพอร์ตเน่าอย่างมีประสิทธิภาพนะครับ สูตรนี้เป็นสูตรเฉพาะตัวของผมเอง เผื่อใครจะนำไปประยุกต์ดัดแปลงได้นะ

  • ต้องวางเป้าหมายการเงินและการลงทุนของเรา : การลงทุนจะดีได้ก็ต่อเมื่อเราวางแผนการเงินมาเป็นอย่างดี เราควรตั้งเป้าหมายก่อนเลยครับว่าเราจะลงทุนเพื่ออะไร ถ้าเพื่อระยะยาวใช้ในยามเกษียณ อย่าไปยุ่งกับหุ้นที่ไม่ดี แต่หากเลือกหุ้นไม่ถนัด ลองดูกองทุนรวมก็ได้นะครับ แล้วแบ่งเงินมาลงทุนจากเงินออม เวลาหุ้นติดดอยจะได้ไม่เครียด
  • ศึกษาหาความรู้มากขึ้น : อย่างที่ผมบอกแหละว่าหุ้นมันมีประเภทที่ดีและไม่ดี แต่ถ้าเราอยากจะลงทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นก็ต้องเข้าใจธรรมชาติของธุรกิจแต่ละตัวเพื่อเราจะได้ทราบความเสี่ยงในการลงทุนด้วย เมื่อเรารู้ความเสี่ยง หุ้นจะราคาตก เจอช่วงเวลาที่ไม่ดี เราก็จะไม่หวาดกลัวอะไรครับ แถมบางคนซื้อเพิ่มอีก แน่นอนว่าอย่าลืมตรวจสอบความเป็นไปของธุรกิจด้วยนะครับว่าตอนนี้เขากำลังทำอะไรอยู่ พื้นฐานเปลี่ยนไปในทางที่ดีหรือไม่ดี อ่านงบการเงิน และอย่าลืมไปฟังผู้บริหารพูดและเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อให้เราเรียนรู้มากขึ้นด้วยเนอะ
  • หาเครื่องมือการลงทุนที่เหมาะสมและสร้างวินัยการลงทุน : ผมเชื่อว่าการลงทุนอย่างไรก็ต้องมีแผนให้ไปสู่เป้าหมายละครับ และเครื่องมือการลงทุนแต่ละชนิดก็ใช้งานต่างกัน ลองเลือกตามความเหมาะสมของตัวเองเลย โดยส่วนใหญ่ผมจะแนะนำให้นักลงทุนมือใหม่ซื้อเฉลี่นต้นทุน หรือที่เรียกว่าออมหุ้นแบบ DCA เพื่อสร้างวินัยการลงทุนระยะยาวครับ แต่ถ้าใครมีความสามารถมากขึ้นที่จะประเมินมูลค่าและรอคอยโอกาสดีๆ ก็ก้าวไปสู่การเป็น VI ได้ครับ ส่วนใครชอบสายเทคนิคก็อย่าลืมทำตามวินัยการขายทำกำไรและขายขาดทุนนะครับ

ก็หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกๆท่านนะครับ และเชื่อว่าทุกๆคนจะสามารถพาตัวเองออกจากพอร์ตเน่าๆได้อย่างยั่งยืนทุกคนครับ

[ซีรีย์] ลงทุนแบบนี้… เสียภาษียังไง : ตอนที่ 2 (บ้านเช่า)

สวัสดีครับ.. กลับมาพบกันอีกครั้งกับซีรีย์ตอนล่าสุดของผม TAXBugnoms ที่มีชื่อว่า “ลงทุนแบบนี้ เสียภาษียังไง” หลังจากที่ลืมเขียนไปได้เดือนกว่าๆ (แฮร๋) แต่โชคดีมากๆครับที่นึกขึ้นมาได้ เพราะว่าเมื่อช่วงกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา ผมได้รับเกียรติให้ไปเป็นแขกรับเชิญ (Guest Speaker) ในงานสัมมนา บ้านเช่าหลังแรกของพี่หนุ่ม The Money Coach ซึ่งผมก็รับผิดชอบพูดคุยในเรื่องของ ภาษีเงินได้ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ นั่นเองคร้าบบ

ว่าก็ว่าเถอะครับ เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ทีไร ผมมักจะนึกถึงคำพูดที่มิตรสหายท่านหนึ่งบอกไว้ว่า “สิ่งหนึ่งที่เราหนีไม่พ้น เมื่อมีรายได้ นั่นก็คือเรื่องของภาษี” ทีนี้เราลองมาดูกันก่อนครับว่า การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ อย่างบ้านเช่านั้น ต้องเสียภาษีแบบไหนยังไงบ้าง

โดยปกติคาถาพื้นฐานในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ The Money Coach หรือพี่หนุ่ม จักรพงษ์ เมษพันธ์ ย้ำอยู่เสมอ คือ “ถือได้เงิน ขายได้กำไร” นั่นหมายความว่า

ถือได้เงิน หมายถึง กระแสเงินสดหลังครอบครองทรัพย์สินนั้นต้องเป็นบวก (รายรับจากค่าเช่า หัก ค่าใช้จ่าย อาทิ ค่าส่วนกลาง ประกันภัย ฯลฯ – เงินผ่อน แล้วยังเหลือตังค์เข้ากระเป๋า)

ขายได้กำไร หมายถึง การซื้อในราคาที่ต่ำกว่าตลาดหรือเปรียบได้กับการมีส่วนลด (กำไรทันทีที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์) และเมื่อถือครองกินกระแสเงินสดไปเรื่อยๆ วันหนึ่งอยากจะขายออกก็ยังมีกำไรเพิ่มขึ้น

อันนั้นคือ คาถาดีๆ จาก The Money Coach ของเราครับ ทีนี้มาคาถาภาษีของพรี่หนอมกันบ้างครับ อันนี้จะเป็นคาถาสั้นๆง่ายๆเหมือนกันว่า ถือเราก็ต้องเสียภาษี ขายได้กำไรก็ต้องเสียภาษีอีกนั่นแหละครับ (แป่วววว มันคาถาตรงไหนฟระ!)

เพราะว่าอะไรรู้ไหมครับว่า เพราะว่าสิ่งที่เราได้มานั้น มันเข้าเงื่อนไขของเงินได้ตามกฎหมายที่ต้องเสียภาษียังไงล่ะครับ! (แนะนำให้อ่าน ภาษีง้ายยง่ายตอนที่ 1 : เงินได้ของเราต้องเสียภาษีไหม)

ทีนี้คำถามต่อมาก็คือ เอ๊ะ!!.. แล้วแบบนี้จะทำยังไงดี จะต้องเสียดีไหม เพราะปกติก็น่าจะไม่มีใครเสียนะ อีกอย่างพี่ๆสรรพากรเค้าก็ไม่รู้ด้วยสินะว่าเรามีรายได้ เนื่องจากไม่ได้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ (ในกรณีที่เราให้บุคคลธรรมดาเช่าจะไม่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย) เอาแบบนี้ดีกว่าครับ.. ผมมีทางเลือกให้ 2 ทาง คือ หนี กับ จ่าย ครับ!

โดยคำว่า หนี แปลว่า “ทำผิดกฎหมาย” นะครับ แต่สำหรับทางเลือกหนีนั้น เราต้องยอมรับความจริงก่อนว่าต่อให้พยายามจะ “หนี” แค่ไหนก็ตาม เราก็ไม่สามารถหลุดรอดภาษีที่ต้องเสียตอนขายไปได้เลย เพราะตอนขายนั้นเรามีหน้าที่จะต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย ณ สำนักงานที่ดิน (ใครเคยขายอสังหาริมทรัพย์คงจะทราบกันดี)

ดังนั้นถ้าหากเราจะหนี คือ หนีได้ทางเดียวเท่านั้น คือ การหนีด้านรายรับค่าเช่าในตอนที่เราเป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้นอยู่ ซึ่งโดยปกติแล้วคนเช่าบ้านเช่าของเราส่วนใหญ่จะเป็นบุคคลธรรมดา ซึ่งแปลว่าเค้าไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเราไว้นั่นเอง ทีนี้เมื่อไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ สรรพากรก็ไม่รู้ใช่ไหมล่ะ ว่าเรามีรายได้ แบบนี้จะหนีได้สบายๆ สินะ

ทั้งหมดที่พูดมา คือ สิ่งที่หลายๆคนพยายามจะถามผมแบบนี้ครับ แต่ผมอยากชี้ประเด็นให้เห็นไว้ข้อหนึ่งว่า เราจะหนีไปได้นานแค่ไหน หนีได้ตลอดไปหรือเปล่า ลองคิดภาพนะครับว่า ถ้าอยู่ดีๆ วันหนึ่งมีคนมาเคาะประตูบ้านเช่าแล้วเก็บภาษีเรา เราจะทำยังไงดี? เราจะมีเงินจ่ายไหม หรือเราจะตกใจว่า เฮ้ย.. เรามาถึงจุดนี้ได้ยังไงกันวะ?

นั่นแหละครับผม อันนี้ใครอยากจะเลือกแบบนี้ก็เลือกไปครับ แต่ขอให้เตรียมใจว่าถ้าโดนตรวจสอบเมื่อไรตายแน่นอนครับผม ย้ำนะครับว่า .. การหนีภาษีคือเรื่องที่ผิดกฎหมายครับ ดังนั้นรับความเสี่ยงกันเอาเองเน้อ

ส่วน “จ่าย” คือ การทำถูกต้องตามกฎหมาย โดยการเอารายได้จากการเช่ามาคำนวณภาษีและจ่ายเพิ่มเติมให้ถูกต้องครับ ถึงแม้เราจะรู้สึกว่า ชีวิตโดนทำร้ายจนลำบากที่ต้องมาเสียภาษี (กระซิกๆ) แต่มันอาจจะดีกว่าตรงที่ เราไม่ต้องมีอะไรให้กังวล ถ้าหากเราทำในสิ่งที่ถูกต้องเหมือนกันครับ และถ้าคิดจะจ่ายจริงๆแล้วล่ะก็ อย่าลืมวางแผนค่าใช้จ่ายส่วนนี้ลงไปเป็นต้นทุนในการคำนวณค่าเช่าด้วยนะครับ

โอเคครับ!! ก่อนที่จะมึนไปกว่านี้ ผมขอสรุปอีกทีก่อนครับว่า ภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจบ้านเช่านั้นมีอยู่ 2 กลุ่ม คือ

1. ภาษีที่ต้องเสียจากรายได้ค่าเช่า นั่นคือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และ ภาษีโรงเรือน
2. ภาษีที่ต้องเสียตอนขายทรัพย์สิน อย่าง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์

ทีนี้เรามาไล่กันไปทีละขั้นตอนเลยดีกว่าครับ ว่าเราจะวางแผนและคำนวณพวกนี้ยังไงบ้าง โดยผมขอเริ่มจากเรื่องรายได้ค่าเช่ากันก่อนเลยครับ

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

โดยปกติหลักการ การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้นแบ่งออกเป็น 2 วิธี คือ วิธีการคำนวณจาก เงินได้สุทธิ และ วิธีเงินได้พึงประเมิน

ผมอยากให้เริ่มดูที่วิธีแรกก่อน คือ วิธีเงินได้สุทธิ ที่เราทุกคนต้องคำนวณแน่ๆ ส่วนวิธีที่ 2 นั้น จะคำนวณก็ต่อเมื่อถ้ามีเงินได้ที่ไม่ใช่เงินเดือนเกิน 1 ล้านบาทเท่านั้น ถ้าหากใครต้องคำนวณทั้งสองวิธี ก็ให้เปรียบเทียบเอาภาษีที่คำนวณได้มากกว่ามาเสียภาษีครับ

สิทธิพิเศษในการลดหย่อนภาษีจากการมีอสังหาริมทรัพย์

โดยปกติสิทธิประโยชน์หนึ่งที่เราได้จากการมีอสังหาริมทรัพย์ (จากการกู้ซื้อ) ที่จะทำให้เราสบายขึ้น เพราะว่า เราสามารถนำสิ่งที่เรียกว่า ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม มาใช้ในการลดหย่อนภาษีได้ โดยหลักเกณฑ์ตามกฎหมายนั้นกำหนดไว้สั้นๆดังนี้ครับ

– ต้องเป็นการกู้ยืมจากสถาบันการเงินในประเทศ
– ต้องมีการจดจำนองทรัพย์สินนั้นๆเป็นหลักประกัน
– ต้องกู้ใช้เพื่ออยู่อาศัยเท่านั้น
– ลดหย่อนสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท

เงินเฟ้อ/เงินฝืด คืออะไร? มีผลอย่างไรกับนักลงทุน?

เงินเฟ้อ (Infation) เงินฝืด (Deflation) คืออะไร?

เงินเฟ้อ หรือ Infation คือ ภาวะเศรษฐกิจที่ระดับสินค้าและบริการเพิ่มสูงขึ้น เช่น เพื่อนๆ เคยซื้อน้ำอัดลมได้ 2 กระป๋องในราคา 10 บาท ปัจจุบันอาจจะซื้อได้เพียง กระป๋องละ 10 บาท เป็นต้นเงินฝืด หรือ Deflation คือ ภาวะเศรษฐกิจที่ระดับสินค้าและราคาลดลงต่อเนื่อง เช่น จากที่เคยซื้อน้ำอัดลมได้ 2 กระป๋อง 10 บาท ปัจจุบันอาจจะซื้อได้ 3 กระป๋อง 10 บาท เป็นต้น

เงินเฟ้อ เงินฝืด มีที่มาอย่างไร? 

ในระบบเศรษฐกิจส่วนใหญ่ในหลายๆประเทศจะใช้นโยบายแบบกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อ “Inflation Targeting” ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยรายปีจะอยู่ที่ร้อยละ 2.5 +- 1.5 โดยประเทศนั้นๆ อาจจะมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อให้ภาคเอกชนกู้ยืมและนำเงินจำนวนนั้นไปลงทุนในภาคอุตสาหกรรมด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ เพื่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น เกิดการลงทุน เกิดการจ้างงาน และจะนำมาซึ่งการจับจ่ายใช้สอย และเมื่อดัชนีการบริโภคเพิ่มขึ้น การจ้างงานเพิ่มขึ้น นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติจะทยอยเข้ามาลงทุน และจะเกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ (Money Flow) ปริมาณเงินในระบเพิ่มขึ้น ทำให้เศรษฐกิจขยายตัว

เมื่อเกิดภาวะเงินฝืดหรือปริมาณเงินในระบบน้อยเกินไป รัฐฯจะดูแลผ่านสถาบันการเงิน/ธนาคารพาณิชย์ โดยจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย เข้าซื้อสินทรัพย์หรือซื้อตราสารหนี้เอกชนเพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของเงินเข้าระบบ แต่หากปริมาณเงินในระบบมากเกินไป รัฐฯ อาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อดูดเงิน (Absorb) กลับเข้าสู่กระเป๋าคลัง โดยคำนึงถึงเป้าหมายเงินเฟ้อสมดุลที่ 2.5% เป็นสำคัญและจะต้องรักษาสภาพคล่องนั้นไว้

แล้วมีผลต่อการลงทุนอย่างไร?

สำหรับภาวะเงินฝืดแล้ว นักลงทุนบางท่านไม่อยากมาลงทุนในช่วงนี้ แต่จะรอจังหวะและโอกาสที่รัฐจะเข้ามามีบทบาทในระบบเศรษฐกิจ โดยจะใช้โอกาสนี้ลงทุนในบริษัทที่ได้ประโยชน์จากนโยบายภาครัฐ และในภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นช่วงที่ระบบเศรษฐกิจเริ่มมีการขยายตัว นักลงทุนบางท่านมีความสนใจและเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น เนื่องจากมีปัจจัยกระตุ้นจากภาคการผลิต การบริโภค ฯลฯ แต่เมื่อไรที่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย นักลงทุนจะ Movement เม็ดเงินนั้นๆ ไปลงทุนในตลาดอื่นๆที่ให้ผลตอบแทนได้ดีกว่า เป็นต้น

หวังว่าเพื่อนๆคงได้รับประโยชน์จากบทความนี้นะครับ

สร้างสมดุลการออมเงิน

เรื่องราวที่เราให้ความสำคัญและความสนใจนั้นจะเปลี่ยนไปตามอายุที่มากขึ้น เราลองย้อนเวลากลับไป ในช่วงวัยรุ่น เรื่องส่วนใหญ่ที่เราให้ความสำคัญจะเป็นเรื่องราวของความรักของพ่อแม่ รักเพื่อน รักแฟน เราก็จะทุ่มเทให้กับเรื่องความรักอย่างเต็มที่ แต่เมื่อเข้าสู่วัยทำงานที่ต้องเผชิญกับโลกแห่งความจริง ที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ก็จะเปลี่ยนมาให้ความสำคัญและทุ่มเทให้กับเรื่องการมองอนาคตเรื่องของชีวิต การงาน การเงิน ความเจริญก้าวหน้ามากขึ้น

ตอนนี้อยากให้เราใช้เวลาอยู่กับตนเองสักพัก นั่งนึกสิ่งที่เราทำผ่านไปในปีที่แล้ว นั่งคิดว่าวันเวลาที่ผ่านไป นั้นเราใช้เวลาไปกับเรื่องอะไรมากที่สุด เช่น เรื่องงาน เรื่องเงิน เรื่องความรัก เรื่องส่วนตัว เป็นต้น เราทุ่มเท ให้กับบางสิ่งบางอย่างมากเกินไปจนละเลยเรื่องอื่นๆไปหรือไม่ แม้ว่าทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่จะใช้อย่างมีประโยชน์สูงสุดหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการจัดลำดับชีวิตของแต่ละคน

 

4 วิธีสร้างสมดุลการออมเงิน

1. แบ่งเวลาให้เรื่องงานกับสุขภาพ

หลายคนใช้เวลาอยู่ที่ทำงานมากกว่าอยู่บ้านกับคนรักเพราะต้องการหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว ทำงานชนิด หามรุ่งหามค่ำ ไม่ได้พักผ่อน ไม่ได้ออกกำลังกาย ทำให้สุขภาพอ่อนแอลงเรื่อยๆ จนต้องนอนป่วยอยู่บ้าน หรือถูกหามส่งโรงพยาบาลกระทันหัน สุดท้ายเราก็นำเงินออมที่หาได้มาจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ตนเอง

เรื่องบางอย่างมากเกินไปก็ไม่ดี เช่น การโหมทำงานหนัก
เรื่องบางอย่างน้อยเกินไปก็ไม่ดี เช่น การออกกำลังกาย
มันน่าจะดีกว่าถ้าแบ่งเวลาให้ทั้งสองเรื่องให้สมดุลกัน

เราอาจจะตั้งเวลาให้ตนเองว่าออกกำลังกายหลังเลิกงานวันละ 1 ชั่วโมง หรือถ้าไม่มีเวลาก็อาจจะใช้เวลา ช่วงวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ ขี่จักรยานหรือวิ่งออกกำลังกายกับครอบครัวที่สวนสาธารณะแถวบ้าน นอกจาก สุขภาพแข็งแรงแล้ว ยังสร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้กับครอบครัวอีกด้วย

 

2. แบ่งเงินใช้ในระยะสั้นและระยะยาว

หลายคนเลือกที่จะใช้เงินตอนนี้เพื่อสร้างความสุขอย่างเต็มที่เพราะคิดว่าตนเองยังมีเรี่ยวแรงที่จะหาเงินได้ หากเงินหมดก็หาใหม่ได้ ไม่ต้องเก็บเงินไว้เผื่ออนาคต แต่พอเวลาผ่านไป อายุเริ่มมากขึ้นออกไป ทำงานไม่ไหวหรือเริ่มไม่มีใครจ้างงาน เมื่อไม่มีงานก็ไม่มีเงิน ส่วนเงินเก็บสะสมก็ไม่มีเพราะไม่ได้เก็บเงินไว้ เผื่ออนาคตเลย กว่าจะรู้ตัวก็สายเสียแล้ว

หากต้องการจำลองประสบการณ์ไม่มีเงินใช้ว่ามันลำบากอย่างไรนั้น เราแค่ลอง “ลืมกระเป๋าสตางค์” ไว้ที่บ้าน แล้วออกไปทำงาน วิกฤตอาจจะเกิดขึ้นตั้งแต่ก้าวขาออกจากบ้านเลยล่ะ แม้จะเป็นการทดลองช่วงสั้นๆ แต่ก็ทำให้การใช้ชีวิตของเรายากลำบากมากๆ จดจำประสบการณ์นี้ไว้จะได้รู้ว่าหากตอนเกษียณแล้ว ไม่มีเงินใช้จะเป็นอย่างไร ดังนั้น แบ่งเงินใช้ระยะสั้นเพื่อความสุขในปัจจุบันแล้วก็ควรแบ่งเงินไว้ เพื่อความสุขในระยะยาวหลังเกษียณด้วย

 

3. แบ่งผลประโยชน์ของตนเองและผู้อื่น  

บางคนออมเงินเก่งมาก มีเศษเงินมากหรือน้อยก็เก็บเรียบ ในบางครั้งก็ไม่ใช่เงินเลย แต่กลับไปเอาเปรียบ ผู้อื่นหรือนำของส่วนรวมมาใช้ประโยชน์ส่วนตัว เพียงเพื่อจะได้ประหยัดเงินของตนเอง ลักษณะนี้เป็นการ ออมเงินที่ไม่ถูกต้องเพราะทำให้ผู้อื่นหรือสังคมเกิดความเสียหาย

ในขณะที่บางคนออมเงินแบบบังคับจิตใจและเข้มงวดกับตนเองมากเกินไป ตระหนี่มากจนเกิดความเครียด คิดอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด ลักษณะนี้ก็จะส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตใจและทำให้คนรอบข้างไม่ชอบ ก็ได้ ดังนั้น ควรออมเงินแบบสายกลาง มีเงินเท่าไหร่ก็ออมเท่านั้นและไม่เบียดบังผลประโยชน์ของคนอื่น   

 

4. แบ่งช่วงเวลาหาเงินและช่วงเวลาใช้เงิน

หลายคนมีความคิดว่าเมื่อ “หาเงิน” เหนื่อยแล้วก็ต้อง “ใช้เงิน” ให้คุ้มกับความเหน็ดเหนื่อย เมื่อหาเงินได้ 100% ก็ใช้หมดเลยทั้ง 100% บางครั้งก็ใช้เกินไปบ้างเพราะทำงานมาเหนื่อยมาก หากยังคิดแบบนี้ต่อไป ชีวิตอันตรายมากเลยนะคะ เพราะเราจะต้องเหนื่อยมากขึ้นเรื่อยๆ และเป็นการเหนื่อยที่ไม่มีจุดสิ้นสุด

  • หากหาเงินมาได้ 100 แล้วใช้ไป 150 : รับรองว่าอนาคตเกิดภาวะหนี้สิน
  • หากหาเงินมาได้ 100 แล้วใช้ไป 100 : เสมอตัว ไม่มีเงินเก็บ
  • หากหาเงินมาได้ 100 แล้วใช้ไป 90 เหลือเงินออม 10 : เริ่มก้าวเข้าสู่ความร่ำรวย
  • หากหาเงินมาได้ 100 แล้วใช้ไป 90 นำเงินไปลงทุน 10 : ชีวิตมีความมั่งคั่ง

การออมเงินคล้ายๆกับการที่เราตักน้ำใส่ตุ่ม หากตุ่มนั้นมันมีรอยรั่วเล็กใหญ่เต็มไปหมด ใส่ไปเท่าไหร่ ก็ไม่เต็มสักทีเพราะน้ำไหลออกไปหมด นอกจากเหนื่อยแล้วยังเสียเวลาอีกด้วย ถ้าเราใช้เวลาพักแป๊บนึง สำรวจว่ามีรอยรั่วตรงไหนบ้างแล้วหากาวมาอุดให้เรียบร้อย หากเราตักน้ำมาใส่ตุ่มไปเรื่อยๆ ในไม่ช้าน้ำ ก็จะเต็มตุ่ม การหาเงินและการใช้เงินก็เช่นกัน

“มันไม่สำคัญว่าเราหาเงินมาได้เท่าไหร่
แต่มันสำคัญที่เราสามารถรักษาเงินนั้นได้หรือไม่”

สร้างสมดุลการออมเงิน

การสร้างสมดุลการออมเงินนั้นเป็นการจัดลำดับความสำคัญของชีวิตว่าหากเราใช้เวลากับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง มากเกินไป ก็จะใช้เวลากับอีกเรื่องหนึ่งน้อยลงเช่นกัน ดังนั้น ควรแบ่งเวลาให้เหมาะสมระหว่างเรื่องานกับ เรื่องสุขภาพ เรื่องการใช้เงินระยะสั้นกับระยะยาว เรื่องผลประโยชน์ของตนเองและผู้อื่น สุดท้ายก็สร้างสมดุล ระหว่างการหาเงินและการใช้เงิน เพื่อที่เราจะได้มีทั้งคุณภาพชีวิตและสุขภาพทางการเงินที่ดีควบคู่กันนะจ๊ะ

 

 

 

 

สร้างสมดุลการออมเงิน

สูญเสียไปเท่าไหร่?! กับการไม่เข้าใจคำศัพท์ประกัน

ในเรื่องของการทำประกัน ไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ หรือประกันทรัยพ์สินต่างๆ ถ้าใครเคยทำก็จะเห็นว่า เวลาหยิบกรมธรรม์มาเปิดเนี่ย จะมีแต่ภาษาทางการยากๆ อ่านดูอย่างกับอ่านตำรากฎหมาย อ่านไปก็ไม่ค่อยจะเข้าใจว่ามันหมายความว่ายังไงทั้งนั้นเลยใช่ไหมล่ะครับ

แล้วเพราะความที่มันเข้าใจยากนี่แหละ ทำให้คนส่วนใหญ่เกิดความสับสน ไม่เข้าใจว่าตกลงแล้วคำนี้มันหมายความว่ายังไงกันแน่ ไม่ก็ทึกทักเข้าใจไปเองว่าหมายความว่าอย่างโน้นอย่างนี้ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด พอไปทำประกัน ก็เลยทำแบบผิดๆถูกๆ มารู้ทีหลังก็เสียหายเกินกว่าจะแก้ไปแล้ว

เนื่องจากผมพบเห็นปัญหาดังกล่าว วันนี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่ผมจะได้ทำ “ดิกชั่นนารีประกัน” ขนาดย่อม เพื่อให้ทุกคนได้เข้าใจศัพท์แสงในการทำประกันกันมากขึ้น จะได้ไม่ต้องมานั่งแปลเวลาเราพูดถึงประกัน หรือเวลาอ่านกรมธรรม์กันนะครับ ^^

====================================================================

กรมธรรม์ (Policy) = หนังสือสัญญาข้อตกลงระหว่างบริษัทประกัน กับ ผู้ทำประกัน ในนั้นจะอธิบายถึงรายละเอียดของประกันที่เราได้ทำไป ว่าเป็นประกันประเภทอะไร? แบบอะไร? ทุนประกันเท่าไหร่? จ่ายเบี้ยเท่าไหร่? วันครบรอบสัญญาแต่ละปีคือวันที่เท่าไหร่? วันครบกำหนดสัญญาคือเมื่อไหร่? รวมถึงเงื่อนไขการจ่ายเงินชดเชย หรือเงินคืนแบบต่างๆ ซึ่งมีรายละเอียดค่อนข้างมาก และภาษาที่ใช้ก็ค่อนข้างจะเป็นภาษากฎหมายซะเป็นส่วนใหญ่ ทำให้คนทั่วไปอ่านแล้วเข้าใจยากอยู่ไม่น้อย

ทุนประกัน หรือ จำนวนเงินเอาประกันภัย (Sum Assured) = จำนวนเงินที่เราเลือกให้บริษัทประกันจ่ายชดเชยให้เมื่อเราเสียชีวิต เวลาที่เราไปดูแบบประกัน เขามักจะบอกเป็น % ของทุนประกัน เช่น 100% ของทุนประกัน ก็แปลว่า จ่ายเงินเท่าทุนประกันนั้นแหละครับ หรือ 150% ของทุนประกัน ก็แปลว่า จะจ่ายเงินให้ 1.5 เท่า ของทุนประกันที่เราเลือกครับ

เบี้ยประกัน (Premium) = จำนวนเงินที่เราจ่ายเพื่อเป็นค่าทำประกัน (อาจจะเลือกจ่ายเป็นรายปี รายครึ่งปี หรือรายเดือนก็ได้ แล้วแต่แบบประกัน)

ผู้เอาประกันภัย = ก็คือคนที่เป็นคนทำประกันนั่นแหละครับ

ผู้รับผลประโยชน์ = คนที่เราเลือกว่าจะให้บริษัทจ่ายทุนประกันให้ เมื่อเราเสียชีวิต (อาจจะเป็นพ่อ แม่ ลูก หรือญาติพี่น้อง)

อนุสัญญา (Rider) = สัญญาประกันสุขภาพและอุบัติเหตุหรืออื่นๆ ที่สามารถเลือกซื้อเสริม พ่วงเข้าไปกับประกันชีวิตตัวหลักได้

เงินคืน = จำนวนเงินที่บริษัทจ่ายเป็นผลตอบแทนคืนให้ เป็นจำนวนที่แน่นอน โดยคิดเป็น % ของทุนประกัน (เงินที่เราได้รับคืนเป็นรายปี จากการทำประกันชีวิตประเภทสะสมทรัพย์ หรือแบบบำนาญ จะคือเงินคืน แบบนี้)

เงินปันผล= ผลตอบแทนที่บริษัทได้จากการนำเงินไปลงทุน และอาจจะจ่ายให้ผู้ทำประกันในบางแบบประกัน โดยที่เงินที่จ่ายอาจจะไม่แน่นอน แล้วแต่ผลการลงทุน (ไม่ใช่เงินคืนที่เราได้รับจากแบบประกันชีวิตสะสมทรัพย์หรือแบบบำนาญที่เราเห็นเป็น % ในแบบประกัน)

====================================================================

(**คนส่วนใหญ่ ทั้งคนที่ทำประกัน หรือแม้แต่คนขายประกัน รวมถึงบริษัทประกันบางแห่งเองก็ตาม มักจะเรียก “เงินคืน” ที่เป็นผลตอบแทนที่ได้มา (เช่น สมมติที่บอกว่า “3% ของจำนวนเงินเอาประกัน ในสิ้นปีที่ 3, 6, 9) ว่า“เงินปันผล” ทั้งๆที่เป็นคนละตัวกันเลย (เพราะเงินคืน จะได้ชัวร์ๆเท่านั้นแน่นอน แต่เงินปันผล ได้ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับผลการลงทุนของบริษัท ถ้าตัวแทนคนไหนบอกว่าจะได้ปันผลเท่านั้นเท่านี้ เช่น ได้ปีละ 2.75% ทุกปี แบบนี้ถือว่าให้ข้อมูลที่ผิดนะครับ)

====================================================================

มูลค่าเงินสดกรมธรรม์ = เหมือนเป็นเงินเก็บในกรมธรรม์ที่เรามีอยู่ โดยมูลค่าเงินสดจะเหลือจากการที่เบี้ยประกันที่เราจ่ายไปในแต่ละปี ถูกหักออกด้วยค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการทำประกันชีวิต ส่วนที่เหลือ บริษัทประกันจะนำไปบริหารจัดการลงทุนเพื่อให้เงินงอกเงย กลายเป็นกำไรของบริษัทและเป็นมูลค่าเงินสดในกรมธรรม์ของเรา สะสมมาเรื่อยๆ

โดยสิทธิ์ที่เราจะสามารถเลือกได้ หากเราจะหยุดจ่ายเบี้ยประกัน มีดังนี้

ใช้สิทธิ์ เวนคืนมูลค่าเงินสดในกรมธรรม์ = คือการหยุดจ่ายเบี้ยประกัน แล้วเลือกปิดกรมธรรม์ ยกเลิกสัญญา แล้วให้บริษัทประกันจ่ายคืนมูลค่าเงินสดกรมธรรม์ที่เหลืออยู่ทั้งหมดมาให้เราเป็นเงินก้อนทีเดียวจบเลย

====================================================================

(**หลายคนมักจะหลงผิดในการทำประกันชีวิต ว่าเป็นการ “ฝากเงิน” เหมือนกับบัญชีเงินฝากประจำ (แบบที่ชอบถูกคนขายประกันที่ไร้จรรยาบรรณหลอกให้เข้าใจผิด) คิดว่าฝากเงินเข้าไปแล้ว ถ้าจำเป็น สามารถถอนเงินที่ฝากกลับมาได้ โดยที่ยังมีมูลค่าเท่าเดิม จริงๆแล้วไม่ใช่ เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นการทำประกันชีวิตแล้ว มันคือการ “ซื้อประกัน” ดังนั้น เวลาเราจ่ายเบี้ยประกันไป เบี้ยส่วนหนึงจึงถูกหักเป็นค่าใช้จ่ายในการทำประกัน จึงเหลือเฉพาะส่วนที่เป็น “มูลค่าเงินสด” ซึ่งมันน้อยกว่าเบี้ยประกันที่จ่ายมาแน่ๆอยู่แล้ว (เพราะถูกหักค่าใช้จ่ายไป) เพราะฉะนั้น อย่าเข้าใจผิด หรือหลงเชื่อว่า เมื่อเราเวนคืนเงินสดกรมธรรม์ หรือเอาเงินคืนจากกรมธรรม์ มันจะได้เท่ากับเบี้ยที่เราจ่ายไปนะครับ)

====================================================================

ใช้สิทธิ์ มูลค่าเงินสำเร็จ = คือการหยุดจ่ายเบี้ยประกัน แล้วเลือกให้ยังมีการคุ้มครองชีวิตต่อไป จนกว่าจะถึงวันครบกำหนดสัญญาทำประกันที่ทำให้สัญญาสิ้นสุดลง แต่ระหว่างทาง ทุนประกันชีวิตที่ทำไว้จะมีมูลค่าลดลง

ใช้สิทธิ์ ขยายระยะเวลา = คือการหยุดจ่ายเบี้ยประกัน แล้วเลือกให้ยังมีการคุ้มครองชีวิตต่อไป โดยยังมีทุนประกันคุ้มครองชีวิตเท่าเดิม แต่จะต่อเวลาคุ้มครองออกไปได้อีกแค่ไม่กี่ปี (ไม่ยาวถึงครบกำหนดสัญญาเดิม)

====================================================================

เอาล่ะครับ นั่นคือคำศัพท์พื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการทำประกันชีวิตที่เราใช้กันบ่อยๆเวลาทำประกัน รวมถึงความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคำศัพท์ที่ยังสับสนกันอยู่ ก็หวังว่าจะทำให้คนที่ยังไม่คุ้นเคยกับการทำประกัน

มีเงินเหลือง่าย..ด้วยการประหยัดค่าใช้จ่าย 30 อย่าง

ใกล้สิ้นปีแล้วมาดามชวนเธอมีเงินเหลือเพิ่มแบบไม่ต้องเหนื่อยดีกว่า

ง่ายๆ เลยเธอ คือ

การนั่งทบทวนว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่เธอสามารถ

ลด เลือก ตัด เพื่อประหยัดเงินได้กัน

มาดามคิดเล่นๆ ออกมาได้ตั้ง 30 อย่าง

เธอลองเอาไปไล่ทบทวนดูนะ

หมวดค่าสาธารณูปโภค

  1. ค่าน้ำ
  2. ค่าไฟ
  3. ค่าโทรศัพท์

มาดามแนะนำให้ลองนั่งคิดหาจุดที่ทำให้เปลืองแล้วแก้ซะ

เช่น มีท่อน้ำรั่วตรงไหนมั้ย, โซนไหนของบ้านที่ชอบเปิดไฟแล้วไม่มีคนอยู่, ตรงไหนที่เปลี่ยนหลอดไฟเป็นหลอดประหยัดแล้วคุ้มกว่า, แอร์เก่าหรือเปล่า ประหยัดไฟเบอร์ 5 มั้ย ลองคิดๆดู

ส่วนโทรศัพท์บ้าน หลายๆบ้านไม่ต้องมีแล้ว ลองนึกถึงความจำเป็นว่ายังต้องมีจริงหรือไม่ดูนะ

หมวดค่าใช้จ่ายรายเดือน

  1. ค่ามือถือ
  2. ค่าอินเตอร์เน็ต
  3. ค่าเคเบิ้ลทีวี ดาวเทียม
  4. ค่าฟิตเนส

มาดามแนะนำให้ลองมองหาแพคเกจจากหลายๆค่ายมาเทียบ

ว่าตอนนี้โลกเค้าไปถึงไหนแล้ว

มีค่ายไหนที่โปรดีสุดคุ้มสุด บางค่ายก็รวมบริการพวกนี้เข้าไปแล้วประหยัดเงินได้

ส่วนอินเตอร์เน็ต ก็พยายามอยู่ในที่มีสัญญาณ wifi จะได้ไม่ต้องซื้อเน็ตความเร็วสูงบ่อยๆ ค่าฟิตเนสถ้าใช้คุ้มก็ใช้ต่อไปต่อรองดู ถ้าปีนึงไปสองหนก็เลิกเถอะ..มันเปลือง

หมวดค่าใช้จ่ายรายปี

  1. ค่าส่วนกลาง
  2. ค่าฉีดปลวก ฉีดแมลง ดูแลบ้าน
  3. เบี้ยประกันภัยรถยนต์
  4. เบี้ยประกันชีวิต

มาดามแนะนำว่าลองต่อรองเรื่องจ่ายล่วงหน้าเป็นปี บางทีจะได้ส่วนลดพิเศษ

แต่ถ้าไม่มีส่วนลด การกระจายไปจ่ายรายเดือนก็โอเค ถือว่าเป็นตัวช่วยบริหารเงินสดแบบไม่มีต้นทุน สำหรับเบี้ยประกัน เธออย่าลืมพิจารณาความเหมาะสมของทุนประกันทุกปี คุ้มครองเท่านี้โอมั้ย เงื่อนไข เคลมง่ายยาก แล้ววัดเอา ว่าจะยังอยู่เจ้าเดิม ซื้อเท่าเดิม หรือย้ายค่ายนะ

หมวดของใช้สิ้นเปลืองในบ้าน

  1. สบู่ แชมพู ยาสีฟัน
  2. ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาล้างจาน น้ำยาทำความสะอาด
  3. ผ้าอ้อม อุปกรณ์อำนวยความสะดวกลูกน้อย
  4. กระดาษทิชชู่ คอตต้อนบัด สำลี ผ้าอนามัย

ค่าใช้จ่ายพวกนี้เอาดีดีเธออย่าเป็นคนชอบลองชอบเปลี่ยนบ่อยแล้วจะรุ่ง

เพราะพอเธอใช้อยู่ยี่ห้อสองยี่ห้อเธอจะจำได้ว่าอะไรไซส์ไหนมันราคาเท่าไหร่ เวลาที่ไหนลดที่ไหนจัดโปรเธอจะได้พุ่งไปซื้อแล้วคุ้มจริง อีกอย่างการชอบลองน่ะหลายทีก็คือความสิ้นเปลืองนะ หากอยากลองเปลี่ยนยี่ห้อของใช้ มาดามแนะนำให้ซื้อไซส์เล็ก จะได้ไม่ทิ้งเงินเยอะๆ

หมวดค่าจ้างทุ่นแรง

  1. ค่าซักผ้า รีดผ้า
  2. ค่าจ้างแม่บ้านทำความสะอาดบ้าน
  3. ค่าตัดหญ้า
  4. ค่าล้างรถ

ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ถ้าลดไม่ได้ให้ลองเหมาจ่าย จ่ายล่วงหน้าอาจได้ส่วนลด

แต่ดูนิดนึงเรื่องความน่าเชื่อถือ จะได้มั่นใจหน่อยว่าเขาเหล่านั้นจะไม่ปิดร้านเชิดเงินเธอไป มาดามไม่สนับสนุนให้เธอต้องทำทุกอย่างเองนะถ้าเธอมีกำลังจ่าย

เธอสามารถเอาเวลามาพักผ่อนหรือหารายได้เสริม เธอรู้มั้ยว่าถ้าเธอนั่งทำเองแล้วต้องไปเข้าร้านนวดให้หมอดึงเส้น มันก็เป็นเงินเป็นค่าใช้จ่ายเหมือนกัน (แถมมืออาชีพเหล่านั้น ทำดี ทำสะอาดกว่าเธอ)

หมวดค่าใช้จ่ายรายวันจิปาถะ

  1. ค่าอาหารการกิน
  2. ค่าบริจาคการกุศล
  3. ค่าท่องเที่ยว
  4. ค่าภาษีสังคม ของขวัญ งานศพ งานแต่ง
  5. หนังสือนิตยสาร
  6. ดูหนังฟังเพลง
  7. อบรมสัมมนา
  8. เสื้อผ้ากระเป๋ารองเท้า
  9. สปานวดผ่อนคลายความงาม
  10. ปาร์ตี้กินดื่มสังสรรค์
  11. ค่านํ้ามันค่าเดินทาง

เหล่านี้มันแล้วแต่ไลฟ์สไตล์ที่ชอบที่ชอบของแต่ละคน

มาดามแนะนำให้ใช้วิธี “เลือก” 

อันไหนมีความหมาย ดีต่อใจ จงเก็บไว้

แล้วตัดอย่างอื่นๆ เอาใจเธอเป็นหลัก

จากนั้นถ้าจะลด มันลดได้จาก..สองมิติ

  • ความถี่
  • เงินที่จ่ายต่อครั้ง

ให้เธอทำยังไงก็ได้ตามใจ โดยใช้ “งบประมาณ” เป็นเพดานกำกับ

มาดามจะพูดอย่างนี้..

เธอจะไม่มีวัตถุดิบมานั่งคิดเรื่องพวกนี้เลย

ถ้า…. “เธอไม่จดรายจ่าย”

ถ้าไม่จด ไม่มีร่องรอย ไม่รู้เงินไปไหน

ถ้าขี้เกียจจด จงเริ่มจากเก็บบิล

เก็บบิลแล้วค่อยมาจด จดแล้วค่อยขยำบิลทิ้ง

นี่คือวิธีการฝึกตัวเอง

ขอให้หาโบนัสสิ้นปีให้ตัวเองเจอกันทุกคนนะคะ..

แล้วส่งข้อความมาบอกมาดามที่เพจด้วย

ว่าเธอได้โบนัสจากกิจกรรมสุดหรรษานี้..กี่บาทกัน

โอเคนะ

มาดามฟินนี่

ถ้าชอบอะไรแบบนี้ ติดตามกันได้ที่

  • เพจ “มาดามฟินนี่ Money-More-Fin”
  • Line: @madamfinney

ออมเงินด้วยแบงค์ 50

หากพูดถึงการ “ออมเงิน” หลายคนอาจจะส่ายหน้าแล้วบอกว่า “มันยาก” พร้อมกับมีข้ออ้างสารพัดมากมาย ที่ทำให้ตนเองไม่สามารถออมเงินได้ เช่น รายจ่ายเยอะ มีหนี้สินเต็มไปหมด รายได้น้อย ฯลฯ ในขณะที่ บางคนเริ่มออมเงินไปสักพักก็มีเหตุจำเป็นต้องนำมาใช้ทุกครั้ง สุดท้ายก็ออมเงินไม่สำเร็จ

หลายๆคนอาจจะมองว่าเรื่องการออมเงินนั้นเป็นเรื่องยาก น่าเบื่อ เป็นยาขม รวมทั้งรู้สึกว่าการออมเงิน เหมือนเป็นการสูญเสียอะไรบางอย่างไป ทั้งที่ความจริงนั้นเราออมเงินเพื่ออนาคตตนเอง

ลักษณะคล้ายๆกับเด็กเล็กที่กำลังป่วยหนัก ต้องทานยาถึงจะหายป่วย หากให้ยาที่มีรสชาติขมก็ไม่ อยากทานเพราะไม่อร่อย คุณหมอก็ต้องงัดสารพัดวิธีเพื่อหลอกล่อให้เด็กทานยา จึงต้องมีการปรับ สูตรยาเพื่อให้เด็กทานง่ายขึ้นโดยทำให้มีรสชาติหวาน เด็กจะได้รู้สึกสนุกกับการกินยาเพราะมันอร่อย กินง่าย มากกว่าถูกบังคับให้กินยาขมๆ ผลลัพธ์สุดท้ายก็สามารถรักษาอาการป่วยได้เหมือนกัน

การออมเงินก็เช่นกัน ถ้าต้องการจะเปลี่ยนเรื่องยากให้กลายเป็นเรื่องง่ายนั้นต้องใช้ความสนุกเข้าช่วย วิธีการออมเงินด้วยแบงค์ 50 นั้นก็เป็นอีกหนึ่งที่จะสร้างความสุขให้กับการออมเงินได้ เพราะว่า…

  • ทำง่ายและเริ่มทำได้ทันทีที่ได้รับเงินทอน
  • เราต้องคอยลุ้นว่าจะได้รับเงินทอนมาเป็นแบงค์ 50 หรือไม่ ถ้าได้มาก็นำไปหยอดกระปุกออมสิน
  • การออมเงินด้วยจำนวน 50 บาทนั้นกำลังพอดี ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป

หลายคนที่เคยท้อใจกับการออมเงินแล้วคิดว่าตนเองไม่สามารถออมเงินได้ เราอยากจะให้เริ่มต้นออมด้วย แบงค์ 50 นะจ๊ะ เก็บไปเรื่อยๆแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก เมื่อครบ 1 ปี ค่อยเปิดออกมานับแล้วไปฝากธนาคาร หรือไปลงทุนอื่นๆต่อไป เราอาจจะเพิ่มความสนุกในการออมเงินให้มากขึ้น โดยการแข่งขันกันออมเงิน กับคนในครอบครัวหรือชวนเพื่อนร่วมงานออมเงินก็ได้ จะได้รู้สึกมีแรงกระตุ้นอยากออมเงินมากขึ้น

บางคนอาจจะเคยได้ยินเรื่องการออมเงินด้วยแบงค์ 50 มาบ้างแล้ว ก็รู้สึกว่ามันจะทำให้ออมเงินได้จริงๆหรือ ตอนนี้เรามาลองดูตัวอย่างของคนที่ออมเงินด้วยแบงค์ 50 กันว่าเป็นอย่างไร อาจจะสร้างแรงฮึดสู้และเป็น แรงบันดาลใจให้กับคนที่พึ่งเริ่มออมเงินได้มากๆเลยล่ะ

ภาพตัวอย่างการออมเงินด้วยแบงค์ 50 จากเพจอภินิหารเงินออม

ออมเงินด้วยแบงค์ 50

ออมเงินด้วยแบงค์ 50

บางครั้งเราอาจจะนำหลายๆวิธีมาผสมกันก็ได้ เช่น แบงค์ 50 กับค่าใช้จ่ายด้านอาหารการกิน

ออมเงินด้วยแบงค์ 50

จุดที่ยากที่สุดของการออมเงินนั้นเป็น “จุดเริ่มต้น” กว่าจะทำให้ไฟในการออมเงินติดได้นี่ต้องใช้เวลา แต่ถ้าได้ทดลองออมเงินทีละนิดๆจนคุ้นเคยแล้ว เรื่องการออมเงินนั้นจะกลายเป็นเรื่องง่ายทันที

ออมเงินด้วยแบงค์ 50

 

เมื่อมีเงินออมแล้วมันจะทำให้เราหันมาสนใจศึกษาเรื่องการลงทุนที่จะต่อยอดเงินให้เติบโตได้แบบอัตโนมัติ

ที่มา : ภาพจากอัลบั้ม “รู้ยัง!! คนไทยออมเงิน” คลิกที่นี่

 

 

 

ออมเงินด้วยแบงค์ 50

ทำไมจึงไม่ควรพลาดการลงทุนในยุโรป (EU) และสหรัฐฯ (US)

 

สวัสดีครับทุกท่าน กลับมาพบกันอีกครั้งนะครับจากเมื่อครั้งก่อนผมได้พูดถึงการลงทุนทางประเทศตลาดเกิดใหม่หรือ Emerging Market (EM) เช่น อินเดีย จีน กันไปแล้ว ในคราวนี้เราจะมาดูการลงทุนในกลุ่มตลาดพัฒนาแล้ว Developed Market (DM) กันบ้างนะครับ ว่ามีอะไรที่น่าสนใจ ? แนวโน้มการลงทุนเป็นอย่างไร ? และจำเป็นหรือไม่ที่เราต้องลงทุนกับประเทศเหล่านี้กันครับ

ถึงแม้ว่าการลงทุนในกลุ่มตลาด  EM จะมีแนวโน้มที่ดีเพราะว่ายังมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงมากเมื่อเทียบกับกลุ่มตลาด DM แต่นั่นเป็นเพราะว่าประเทศในกลุ่มตลาด DM นั้นมีการพัฒนาไปมากแล้ว ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศหรือด้านการลงทุนในรูปแบบต่างๆ จึงทำให้ตัวเลขการเจริญเติบโตด้านเศรษฐกิจอาจดูไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับกลุ่มตลาด EM แต่ท่านทราบมั้ยครับว่า กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วนั้นมีประชากรที่มีกำลังซื้อสูงค่อนข้างมาก และประชากรเหล่านั้นยังมีความต้องการบริโภคสินค้าหรือบริการต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของประเทศ

นอกจากนี้ สินทรัพย์ทางการเงินในกลุ่มตลาด DM ก็มีให้เลือกลงทุนหลากหลาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตราสารที่ออกโดยบริษัทที่มีชื่อเสียงระดับโลกหรือเป็นบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง สำหรับทางด้านนักลงทุนในตลาด DM ส่วนใหญ่เป็นผู้มีความรู้หรือมีประสบการณ์สูง หรืออาจจะเป็นนักลงทุนสถาบัน เช่น บริษัทประกัน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนรวม จึงทำให้การตัดสินใจในเวลาที่ต้องการจะซื้อขายหุ้นนั้นมักจะคิดเยอะ (อย่างน้อยก็เยอะกว่าเม่าอย่างเราแหละครับ ฮาๆ) ทำให้ตลาดพวกนี้ไม่ขึ้นลงรุนแรง ไม่เหวี่ยงไปเหวี่ยงมาเหมือนนรถไฟเหาะอย่างตลาดบ้านเรา และผมเชื่อว่าด้วยความเสี่ยงที่ไม่มากเท่ากับกลุ่มประเทศเกิดใหม่ น่าจะทำให้ใครหลาย ๆ คนเริ่มจะอยากลงทุนในตลาดหุ้นของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วใช่ไหมครับ

แต่ก่อนที่เราจะไปเจาะลึกกัน เวลาที่เราจะเลือกลงทุนกับตลาดหุ้นในต่างประเทศนั้น ผมมักจะใช้หลักคิดง่าย ๆ 4 ข้อในการตัดสินใจลงทุนในแต่ละประเทศดังนี้ครับ

  1. มีพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดี
  2. มูลค่าของตลาดหุ้นมีราคาถูกเมื่อเทียบกับแนวโน้มการเติบโตในอนาคต
  3. มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
  4. มีกระแสเงินไหลเข้า

 

เมื่อได้หลักการ 4 ข้อนี้แล้ว ผมจะขออาสาทำหน้าที่พาพวกเราไปเจาะลึกกันไปเลยเรามาดูกันซิว่า สหรัฐฯ และยุโรปนั้น น่าลงทุนจริง ๆ หรือไม่ ถ้าพร้อมแล้ว ว๊าปปปปปตามผมมาเลยคร๊าบบบบ

  1. สหรัฐฯ “ประเทศยักษ์ใหญ่ ผู้นำด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจของประเทศพื้นตัวเต็มที่”

สหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ และมีขนาดการค้าการลงทุน รวมถึงขนาดเศรษฐกิจเองก็ใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลก โดยส่วนใหญ่เศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะขึ้นอยู่กับการบริโภค และภาคบริการมากกว่าภาคการผลิตครับ และในปี 2559 ก็ดูเหมือนจะเป็นปีที่สดใสของเศรษฐกิจสหรัฐฯ เนื่องจากว่าตัวเลขเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่ออกมานั้น ดูแล้วมีแนวโน้มที่ดี โดยประธานธนาคารกลางของสหรัฐฯ (Fed) หรือนาง เจเน็ต เยลเลน เองก็ได้แสดงความมั่นใจต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ มากขึ้น โดยสหรัฐฯ เริ่มทำการปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น เพื่อลดประมาณ QE ลงครับ (QE : Quantitative Easing คือ มาตรการการผ่อนคลายการเงิน หรือที่เราเรียกว่าการพิมพ์แบงค์ออกมาเพื่อส่งเสริมสภาพคล่อง และกระตุ้นเศรษฐกิจ)

การปรับลด QE มีผลอย่างไรต่อเศรษฐกิจในช่วงถัดไป? แน่นอนว่าการที่สหรัฐฯ เริ่มที่จะปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นและลดปริมาณ QE ลงนั้นย่อมแน่ใจแล้วว่าเศรษฐกิจของประเทศตนนั้นได้ฟื้นคืนและไม่จำเป็นต้องพึงพามาตรการ QE อีกต่อไปซึ่งการดำเนินการดังกล่าวนี้คาดการณ์ว่าจะมีเงินทุนไหลกลับเข้าสู่สหรัฐฯ ทั้งในส่วนของตลาดตราสารหนี้ รวมถึงตลาดหุ้นด้วย และอาจส่งผลให้ในระยะแรกตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศอื่นๆ ทั้งในตลาดพัฒนาแล้ว หรือตลาดเกิดใหม่เกิดการผันผวนตามไปด้วยบ้าง ซึ่งการผันผวนนี้อาจจะใช้เวลาสักพักกว่าจะกลับเข้าสู่ความสมดุลของตลาดแบบที่ควรจะเป็น ดังนั้น ก็อาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ลงทุนอีกทางในการจับจังหวะเพื่อเข้าลงทุนกันนะครับ

อีกประเด็นที่น่าสนใจก็คือ พวกบริษัทที่มีชื่อเสียงระดับโลก และมีผลประกอบการที่แข็งแกร่งหลายๆ บริษัทนั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นบริษัทที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ​ฯ ด้วยกันทั้งนั้น เช่น Google, Facebook, Amazon, Pfizer ดังนั้นการลงทุนในระยะยาวๆแล้ว ตลาดสหรัฐฯ ก็ยังน่าสนใจครับ แต่อาจต้องเลือกหุ้นให้ถูกกลุ่ม ถูกตัวด้วยนะครับ

มาถึงตรงนี้ถ้าหากพิจารณาจากหลัก 4 ข้อที่ผมได้ให้ไว้แล้วล่ะก็ ตลาดสหรัฐฯ นั้น ถือว่ามีเกือบครบครับ คือเศรษฐกิจเริ่มกลับมาดี ทำให้มูลค่าหุ้นในตลาดเริ่มแพงแต่ถึงเป็นแบบนั้นก็ยังมีแนวโน้มการเติบโตได้อีกในระยะยาว ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มจะเริ่มลดลง (ลดQEลง) ซึ่งส่งผลให้เริ่มจะมีกระแสเงินไหลกลับเข้าบ้างแล้ว ดังนั้นผม มองว่ายังน่าลงทุนครับ แต่ยังต้องอาศัยระยะเวลาการลงทุนเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย ก็ต้องรอลุ้นกันสักนิดนะครับ

คราวนี้เรามาดูในฝั่งของยุโรปกันบ้างครับ

  1. ยุโรป “เศรษฐกิจฟื้นตัวดี มี QE ช่วยส่งเสริม หุ้นราคาไม่แพง”

ในช่วงหลังๆ มานี้ ผมมองว่ายุโรปยังคงเป็นกลุ่มประเทศที่น่าสนใจครับ เนื่องจากวิกฤตทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว และขณะนี้ประเทศต่างๆ ในกลุ่มยูโรโซนก็อยู่ระหว่างการปรับตัวขึ้นอย่างช้าๆ โดยตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมานั้นได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการปรับตัวขึ้นของการใช้จ่ายภาคครัวเรือนและภาคการผลิต นอกจากนี้ตัวเลขอัตราการว่างงานที่เคยสูงถึง 12.10% ในช่วงปี 2013 ก็ยังมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ อีกด้วยครับ 
(source : www.tradingeconomics.com)

สำหรับเศรษฐกิจยุโรปในระยะยาวผมมองว่าอาจจะค่อยเป็นค่อยไปเนื่องจากปัจจัยหลายๆด้านที่ยังส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรป ทั้งปัญหาด้านเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว หรือปัญหาด้านการเมืองซึ่งอาจส่งผลให้ตลาดเกิดความผันผวนอยู่บ้าง ทั้งนี้ในส่วนธนาคารกลางยุโรปเองก็พร้อมที่จะออกมาตรการต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การออกนโยบายการคงอัตราดอกเบี้ย หรือการคงมาตร

[บทความพิเศษ] ประสบการณ์มีลูกยาก ติดทีเดียวแฝดสามใช้เงินไปเฉียดล้าน

ผมอยากบันทึกเรื่องราวความทรงจำกว่าจะได้เป็นพ่อคน และแบ่งปันความรู้ให้กับคนที่ฝันอยากมีลูกแฝด ขณะที่เขียนลูกผมอายุ 5 เดือนแล้วนับจากวันคลอด วัยกำลังน่ารักน่าชังเป็นแฝดสอง ชายหนึ่งหญิงหนึ่ง สมหวังกับความอดทนรอคอยมานานแสนนาน

แต่ก่อนผมไม่เคยรู้เลยว่าการตัดสินใจมีลูกช้าตอนอายุเยอะมันยาก ตอนนั้นเชื่อสนิทใจว่าสร้างฐานะให้พร้อมแล้วค่อยมีจะดีกว่า ไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะมีลูกแฝด ขอแค่มีสักคนก็ชื่นใจแล้ว ไม่เคยรู้เลยว่าการตั้งท้องแฝดสามเสี่ยงมากและมีค่าใช้จ่ายหลักล้านรออยู่ เข้าใจผิดคิดว่าเอาค่าคลอดลูกคนเดียวมาคูณสามก็พอ

ผมแต่งงานช้าตอนอายุเกือบ 30 ตามสไตล์คนที่มีนิสัยชอบวางแผนการเงิน ต้องเตรียมเงินให้พร้อมก่อนแล้วค่อยใช้ชีวิตคู่ หลังแต่งงานก็ย้ายออกมาอยู่เรือนหอกันสองคน ต้องปรับตัวทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ ไม่มีคนรับใช้มาคอยช่วยเหลือทำโน่นทำนี่ให้ แต่ก็ได้ชีวิตอิสระอย่างที่ใจต้องการ ได้เดินทางไปเที่ยวบ่อยแทบทุกเดือน

จุดเริ่มต้นของความคิดอยากมีลูกอย่างจริงจังมาจากน้องสาวบอกว่าตั้งท้องแล้วนะ เฮ้ยแต่งงานทีหลังแต่ไงมีลูกก่อน ความเป็นพี่ชายคนโตผมเริ่มรู้สึกเลยว่าอยู่เฉยไม่ได้ละเดี๋ยวมีลูกโตไม่ทันลูกน้องสาว จึงกลับบ้านมาคุยกับภรรยาแล้วตกลงกันว่าถึงเวลามีลูกแล้วนะ โดยคิดเอาเองว่าเปิดปุ๊บติดปั๊บง่ายอย่างที่ใจต้องการ

เราเริ่มจากไปตรวจสุขภาพเพื่อเช็คความพร้อมก่อนมีบุตรที่โรงพยาบาล หลังจากรู้ผลว่าสุขภาพดีทั้งคู่ก็พยายามกันเองอยู่ 6 เดือนแต่ไม่สำเร็จ ระหว่างนั้นหาข้อมูลในเน็ตไปด้วยว่าทำยังไงถึงจะมีลูก เพิ่งรู้ว่าคนที่อายุเกิน 30 เริ่มเสี่ยงมีลูกยาก อายุยิ่งเยอะโอกาสมีลูกยิ่งน้อยลงทวีคูณ สาเหตุมาจากความเครียดและสุขภาพที่เสื่อมถอยลง และท้องตอนอายุเยอะลูกในท้องมีความเสี่ยงเป็นดาวน์ซินโดรมแถมมาด้วย โอ้มายก๊อด

เราเริ่มรับรู้ถึงแรงกดดันจากคนรอบข้าง ไม่ว่าไปไหนเจอใครมักถูกถามว่า “มีลูกแล้วหรือยัง” “เมื่อไรจะมี” “แต่งงานนานแล้วนะมีได้แล้ว” อยากจะบอกกลับไปว่า พยายามอยู่จ้า มาถามกันอย่างนี้มันเครียดนะฮ้าบ ด้วยแรงกดดันทำให้เราตัดสินใจหาตัวช่วยดีกว่า โดยเลือกไปปรึกษาหมอแมะกินยาจีนอยู่เกือบปี ทุกครั้งที่ไปมีค่าใช้จ่ายราว 4,000 บาท และได้รับคำตอบเหมือนเดิมทุกรอบว่า กินยาต่อไปใกล้สำเร็จแล้ว แต่ไม่เคยใกล้ความจริงซักที

ตลอดเวลาที่อยากมีลูก ใครบอกว่าที่ไหนศักดิ์สิทธิ์ขอลูกแล้วสำเร็จเรารีบไปไหว้เลย ใครบอกว่าหมอดูคนไหนแม่นเราไปเลย แต่ก็ยังไม่เห็นมีวี่แววว่าจะมา เลยคิดว่าต้องหาทางใหม่ละจึงเปลี่ยนมาหาหมอผู้บุตรยากที่โรงพยาบาลรักษาด้วยวิธีการฉีดเชื้อ IUI ทำไปหลายครั้งหมดไปหลายหมื่นแต่ก็ล้มเหลว มาถึงจุดนี้เริ่มท้อแล้ว ไม่เห็นมีแม้แต่ 2 ขีดจางๆให้ลุ้นเหมือนคนอื่นเขา หรือชาตินี้ไม่มีบุญพอได้อุ้มลูก

เราท้อแท้หยุดหาหมอทุกอย่าง กลับมาคิดว่าถ้าไม่มีลูกก็ได้ใช้ชีวิตคู่ชิลๆเหมือนที่เคยเป็น และไม่อยากผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนมาถึงเช้าวันหนึ่งปาฏิหารย์มีจริง ภรรยาผมท้องโดยวิธีธรรมชาติ เราดีใจมากไม่ต้องรอชาติหน้าแล้ว แต่ดีใจได้เพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆไม่กี่สัปดาห์ หลังจากนั้นความเศร้าก็เข้ามาเยือนอีกเป็นครั้งที่ร้อย เพราะอัลตร้าซาวน์ไม่พบหัวใจลูกหรือที่เค้าเรียกกันว่า “ท้องลม” จึงต้องให้หมอขูดมดลูกยุติการตั้งครรภ์ ขมขื่นใจอย่างบอกไม่ถูก เฮ้อทำไมต้องเป็นเรา

ท้องลมทำให้ผิดหวังเสียใจมาก แต่ก็ทำให้เรารู้ว่ายังท้องได้ หลังจากเว้นช่วงพักฟื้นร่างกายจิตใจ เราตัดสินใจขอหมอที่โรงพยาบาลทำอิกซี่ ICSI ไปเลยมีค่าใช้จ่ายราว 200,000 บาท และมีโอกาสสำเร็จเพียง 20%-30% ทั้งๆที่เป็นวิธีช่วยมีลูกดีที่สุดแล้ว เทคนิคต่างๆลึกล้ำมากสามารถคัดเกรดสเปริ์มและไข่ดีที่สุดมาผสมกันในแล็บ แล้วดูว่าไข่ใบไหนหลังผสมแบ่งเซลล์ดีสุดก็ใส่กลับเข้ามดลูก ผลลัพท์ที่ได้คือ ภรรยาผมตั้งท้องสำเร็จ ดีใจจังไม่เสียตังค์หลักแสนไปฟรีๆ

สัปดาห์ที่ 5 ของการตั้งครรภ์ หมอนัดครั้งแรกไปดูการเต้นของหัวใจลูก เป็นวันที่ผมลุ้นมากกลัวจะเป็นท้องลมเหมือนครั้งก่อน ผมนั่งรอข้างนอกอารมณ์เหมือนรอผลสอบเอ็นทรานซ์ จู่ๆหมอก็เปิดประตูออกมาเพื่อเดินผ่านไปห้องข้างๆหันกลับมาพูดว่า ติดแฝด 3 นะ แล้วก็เดินจากไป ทิ้งให้ผมงงว่าใส่ไข่ไป 2 ใบ ไหง๋ติด 3 หรือว่าภรรยาผมไข่ตกธรรมชาติอีกใบเนี่ย หลังจากนั้นซักพักหมอมาอธิบายถึงรู้ว่าเกิดจากไข่ใบนึงแตกเซลล์ดีมากจึงเกิดแฝดแท้หนึ่งคู่ เข้าใจผิดไปนั่น

แฝด 3 มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมากแค่ 0.1% ท้องนี้ไม่ธรรมดาเลย พอบอกใครต่อใครเค้าก็ชื่นชมแล้วพูดว่ามาทีเดียวคุ้มปิดอู่ได้เลย แต่หมอกังวลมากเพราะ ตรวจดาวน์ซินโดรมไม่ได้ มีความเสี่ยงรกพันกัน เด็กน้ำหนักตัวต่างกันมาก คลอดก่อนกำหนด มดลูกขยายตัวมากเกินจนกลับมาไม่ได้ ภาวะช็อกจากเสียเลือดมากขณะคลอด เป็นต้น ส่วนเรื่องการหาข้อมูลท้องแฝดสามก็หายาก หนังสือแฝดสามมีวางขายเล่มเดียวในร้านหนังสือ ในเน็ตมีคนเขียนไม่ถึงสิบคน โชคยังดีตอนหลังมาเจอเพจ บ้านน้องแฝด และ กลุ่มคุณแม่ลูกแฝด แชร์ข้อมูลแต่เรื่องแฝดโดยเฉพาะได้ความรู้เยอะดี

ท้องแฝด 3 หมอจึงนัดบ่อยทุกๆ 2 สัปดาห์ เพื่ออัลตร้าซาวน์ดูว่าอยู่กันดีหรือเปล่า แต่ละครั้งใช้เวลาดูนานเกือบชั่วโมงเพราะต้องดูเด็กทีละคน เวลาผ่านเรื่อยมาจนมาถึงสัปดาห์ที่ 25 หมอตรวจพบว่าลูกคนหนึ่งมีปัญหาน้ำหนักตัวน้อยกว่าอีกสองคน 20% อยู่ในขั้นน่าเป็นห่วงและมีอาการท้องแข็งถี่ซึ่งเป็นสัญญาณใกล้คลอด เลยสั่งให้แอดมิดนอนโรงพยาบาลจนถึงวันคลอดทันที ผมและภรรยางงทำอะไรไม่ถูกไม่ได้เตรียมใจมาก่อนว่าต้องนอนโรงพยาบาลเร็วขนาดนี้ อาการภายนอกก็ยังไม่ได้รู้สึกว่าเจ็บปวดอะไรเลย

เราประเมินค่าใช้จ่ายดูแล้วว่านอนโรงพยาบาลนานขนาดนี้ค่าใช้จ่ายบานปลาย เลยขอคุณหมอทำเรื่องย้ายจากโรงพยาบาลเอกชนไปรัฐบาล และขอเวลาไปเก็บข้าวของที่บ้านก่อน วันถัดมาถึงโรงพยาบาลตั้งแต่เช้าตรู่ ห้องที่ภรรยาพักคือห้องà

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save