[Review] : TrueYou แอพสุด Cool สำหรับกิน-เที่ยว-ช็อป!

ทุกครั้งที่พูดถึงเรื่องการประหยัดค่าใช้จ่ายขึ้นเมื่อไร หลายคนมักจะเบือนหน้าหนีแล้วบ่นเบาๆ ว่า  “อยากประหยัดนะพี่ แต่ถ้าจะให้ลดไลฟ์สไตล์ที่มีมันก็ไม่ใช่ป่ะ”

สารภาพตรงๆแบบไม่อายครับว่า ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่ค่อยชอบประหยัดค่าใช้จ่ายสักเท่าไร แหม่.. คนเราก็ต้องมีเรื่องสิ้นเปลือง เรื่องชอบใช้เงินตอบสนองชีวิตกันคนละอย่างสองอย่างสิน่า!!

ดังนั้น เทคนิคสำคัญมันอยู่ที่ว่า เราจะจัดการยังไงให้เรายังใช้ไลฟ์ไตล์ได้เหมือนเดิมแต่เพิ่มเติมคือจ่ายเงินน้อยลงแทนน่ะสิครับ ฮั่นแน่ ตอนนี้หลายๆคนคงมีคำถามแล้วใช่ไหมครับว่า “แล้วจะทำยังไง?”

ไม่ยากครับ ไม่ยาก!! เราแค่ใช้วิธีการหาส่วนลดและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่มีให้เลือกมากมาย เช่น ถ้าหากเราเป็นคนที่ชอบท่องเที่ยวพักผ่อน เราอาจจะหาคูปองหรือส่วนลดตามงานต่างๆ ที่มีมากมายตามไลฟ์สไตล์และสอดคล้องกับเงินในกระเป๋าของเราที่พร้อมจ่าย

หรือถ้าเราเป็นคนที่ชอบกินดื่มเราหาโปรโมชั่นต่างๆตามโอกาสที่เหมาะสมครับ อันนี้มีให้เลือกเยอะแยะเลย ไม่ว่าจะเป็นโปรโมชั่นบัตรเครดิต หรือส่วนลดจากแบรนด์ต่างๆ ไปจนถึงกิจกรรมจากทางร้าน โอ้ เยอะแยะเต็มไปหมดครับ

เห็นไหมครับว่า… จริงๆแล้วรายจ่ายพวกนี้ มันมีหลายวิธีที่จะช่วยประหยัดได้มากมายเลยล่ะครับ เพียงแค่เรารู้จักใช้ข้อมูลต่างๆและข่าวสารให้เป็นประโยชน์ บางทีอาจจะไม่จำเป็นต้องปรับไลฟ์สไตล์ แค่นี้ชีวิตก็สบายๆแล้วล่ะครับผมมม

เอาล่ะครับ… เข้าเรื่องกันสักที วันนี้ผมมีแอพเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์มา Review ให้ดูกันครับ ซึ่งแอพนี้น่าจะถูกใจใครหลายคน เพราะเป็นแอพรวมโปรโมชั่นเด็ดๆ ร้านโดนๆ สำหรับคนทุกสไตล์ไว้เรียบร้อย ซึ่งก็คือแอพ “TrueYou” อันนี้นี่เองครับ

พอมีชื่อขึ้นต้นว่า True ใครหลายคนคงจะคิดถึงค่ายโทรศัพท์มือถือชื่อดังค่ายหนึ่งใช่ไหมครับ อะฮ้า ไม่ต้องสงสัยไปครับ ใช่เลยล่ะครับ TrueYou นั้นเป็นแอพ ของ True แต่ไม่ได้จบอยู่แค่เรื่องการโทรเท่านั้น

ที่ผ่านมาหลายๆคนอาจไม่รู้ (รวมถึงตัวผมด้วยครับ แป่ว) พอมารู้ทีหลังก็เสียดายเหมือนกันเพราะ แอพนี้มีสำหรับลูกค้าของ True ทุกคนทุกประเภทครับ ไม่ว่าจะเป็น TrueMoveH, TrueVisions, TrueOnline พูดง่ายๆก็คือยกทั้งค่ายTrue นั่นแหละครับ ดังนั้นใครที่เป็นลูกค้า True อยู่แล้วถ้าไม่อยากเสียสิทธิฟรีๆก็อย่าลืมโหลดแอพ TrueYou กันไปใช้งานนะครับ

เรามาดูกันต่อเลยดีกว่าครับว่า TrueYou นั้น มีสิทธิประโยชน์ด้านไหนบ้างครับ!

เมื่อเข้ามาแล้วก็จะมีหน้าจอให้สมัครสมาชิก และอธิบายการใช้งานคร่าวๆของแต่ละเมนูให้กับเราครับ ซึ่งหน้าที่เราก็คือกรอกข้อมูลเข้าไป… หลังจากนั้นก็ไปต่อเลยครับ

หน้าตาหน้าแรกเป็นแบบนี้ครับ
(ผมสังเกตว่า ตัวแอพจะมีการอธิบายการใช้งานในครั้งแรกที่เปิดใช้เมนูต่างๆด้วย ตรงนี้ดีมากๆครับ)

หลังจากล็อคอินเข้ามาแล้ว มาดูทางเมนูซ้ายมือกันก่อนดีกว่าครับ ตรงนี้จะเป็นข้อมูลต่างๆของเราครับว่ามี TruePoint, TrueBonus เท่าไหร่

เริ่มกันที่ส่วนน่าสนใจกันอย่าง TruePrivilege กันดีกว่า

TruePrivilege คือ สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า True ที่ถือ True Card เป็นเหมือนการรวมโปรโมชั่นพิเศษที่น่าสนใจให้สำหรับผู้ใช้แอพ TrueYou โดยเฉพาะครับ (บางรายการ Black Card จะได้รับสิทธิประโยชน์มากกว่าครับ) โดยแบ่งเป็น Hot Deal, อิ่มกับทรู, ช้อปกับทรู, เพลินกับทรู นอกจากนี้เรายังสามารถกดเซฟสิทธิประโยชน์ที่เราชอบให้เป็น Favorite ไว้หาง่ายๆอีกด้วย

  • อิ่มกับทรูส่วนนี้เป็นส่วนที่ผมคิดว่าน่าจะมีโอกาสได้ใช้กันบ่อยมากที่สุดครับ เพราะมีหลากหลายร้านให้เลือกตั้งแต่ร้านที่เรามักกินประจำอย่างฟาสต์ฟู๊ด ร้านอาหารโรงแรม เท่าที่ดูแล้วมีดีลให้เลือกเยอะมากๆๆ
  • ช้อปกับทรูมีส่วนลดหลากหลายครับ ตั้งแต่ข้าวของเครื่องใช้ เครื่องสำอางค์ ชุดกีฬา รวมถึงออนไลน์ช้อปปิ้ง ฯลฯ แล้วแต่ไลฟ์สไตล์ของแต่ล่ะคน
  • เพลินกับทรูส่วนนี้จะเน้นเรื่องที่พัก การเดินทาง ท่องเที่ยว รวมไปถึงบริการด้านช่างต่างๆ เช่น ช่างซ่อมประปา ล้างแอร์ เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมี Hot Deal-Super Deal ที่เป็นดีลเด่นๆประจำวันครับ และ Free Gifts ไว้ลุ้นชิงของรางวัลได้ทุกวัน เป็นตัวเลือกเพิ่มเติมอีกด้วย

นอกจากนั้น เราสามารถดูโปรโมชั่นจากสถานที่ตั้งของเราจากแอพได้อีกด้วยครับ เพียงแค่กดแถบด้านบน ที่ชื่อว่า ‘Near Me’ เราจะรู้เลยว่าบริเวณที่เรายืนอยู่มีสิทธิประโยชน์อะไรบ้างที่น่าสนใจครับ ซึ่งถือว่าช่วยลดเวลาในการหาข้อมูลเองได้เยอะทีเดียว (จากตัวอย่างผมลองใช้แถวๆพัทยา ก็ยังมีหลายสถานที่ให้เลือกใช้เหมือนกันครับ)

หลังจากที่ผมลงทะเบียนเพื่อใช้งานระบบผ่าน TrueID(ใครมี TrueID แล้วใช้ได้เลย ไม่ต้องสมัครใหม่นะครับ)

มาต่อกันที่ TruePoint คือจำนวนคะแนนที่เกิดจากการจ่ายค่าบริการของ Trueโดยทุกๆ  25 บาท จะเท่ากับ 1 คะแนน ซึ่งสามารถนำมาแลกสิทธิ์ประโยชน์มากมายได้ เช่น ตั๋วคอนเสิร์ต ที่พัก  กาแฟ

ส่วน TrueBonus เป็นการคืนกำไรให้ลูกค้าที่ใช้บริการในเครือ True เช่น ฟรีค่าโทร อัพทรูวิชั่นแพคเกจ ฟรีเน็ต/Wifi ลูกค้าแต่ละคนได้ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ใช้บริการ ส่วนใครได้เท่าไรและสามารถแลกเป็นอะไรได้บ้าง ก็ลองดูตามเงื่อนไขของแต่ละอย่างกันไปนะครับ

สรุปภาพรวมแล้วแอพนี้ถือว่าเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนที่ชอบใช้ชีวิตนอกบ้าน ทั้งกิน-เที่ยว-ช้อป เพราะรวมความหลากหลายไว้ครบถ้วนครับ

4 กลเม็ดเคล็ดไม่ลับ สร้างเงินฉุกเฉิน

จากบทความก่อนหน้านี้ เรื่อง “ชีวิตง่ายไม่มีเงิบกับเงินฉุกเฉิน” ทำให้เรารู้แล้วว่าเงินฉุกเฉินมีความสำคัญอย่างไรและต้นทุนของเงินฉุกเฉินที่ไหนถูกที่สุด คำถามต่อมา คือ แล้วเราจะเก็บเงินฉุกเฉินที่ไหนดีหว่า?

 

เก็บในฝากประจำได้ไหม สลากออมสินดีรึเปล่าเผื่อได้ลุ้นถูกหวยด้วย หรือว่าใช้บัญชีออมหุ้นเป็นที่เก็บเงินฉุกเฉินเพราะจะได้ผลตอบแทนที่มากขึ้นด้วย เฮ้อ…มีทางเลือกเยอะก็ไม่รู้จะทำยังไง แนวคิดหนึ่งของเงินฉุกเฉิน คือ มีเงินใช้ทันใจและเงินต้นปลอดภัย แล้วจะเก็บยังไงมาดูต่อเลยจ้า

4 กลเม็ดเคล็ดไม่ลับสร้างเงินฉุกเฉิน

 

ข้อที่ 1 การออมเงินฉุกเฉิน

 

การออมเงินฉุกเฉินที่มา : 4 ขั้นตอนสร้างบัญชีเงินเดือนขั้นเทพ (https://aommoney.wpenginepowered.com/?p=15325 )

 

เราจะเห็นว่าเงินฉุกเฉินนั้นเป็นเงินออมระยะสั้น ส่วนแรกที่โคตรสำคัญกับลมหายใจของเรามากๆ ควรมีให้ครบก่อนเงินส่วนอื่นๆ จากหลักทฤษฎีการเงินกล่าวไว้ว่าควรออมเงินเริ่มที่ 10% ของรายได้ แล้วขยับเงินออมเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ในขณะที่บางคนออมมากกว่านั้นก็ได้ผู้เขียนเคยเห็นแฟนเพจบางท่านออมเงินถึง 50% ของรายได้ก็มี นั่นขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคน

 

สำหรับบางท่านที่มีภาระค่าใช้จ่ายมากอลังการอาจจะเห็นตัวเลข 10% แล้วเริ่มท้อใจคิดว่า “บ้าไปแล้วใครจะไปทำได้ แค่มีใช้ให้ครบเดือนก็จะแย่แล้ว” โอ๋ๆๆๆๆ ใจเย็นๆ เมื่อมีน้อยเราก็ออมน้อยนะจ๊ะ เริ่มต้นเพื่อเป็นกำลังใจให้ตนเอง เช่น เริ่มที่ 3% ของรายได้ เพื่อให้เกิดความเคยชิน เราจะไม่รู้สึกอึดอัดหรือบังคับใจตนเองมากเกินไป เมื่อปรับตัวได้แล้วก็เพิ่มการออมเงินขึ้นไปเรื่อยๆได้เช่นกัน

 

ข้อที่ 2 รู้จักแหล่งเก็บเงิน

 

แหล่งพักเงินที่เหมาะสมจะทำให้เงินฉุกเฉินปลอดภัย

 

เมื่อเราออมเงินได้แล้วก็ต้องหาแหล่งพักเงิน จากภาพนี้จะเป็นภาพรวมรูปแบบการลงทุนที่มีความเสี่ยงกับผลตอบแทนที่แตกต่างกัน คือ ความเสี่ยงต่ำ(สีเขียว) ผลตอบแทนก็ต่ำ และความเสี่ยงสูง(สีแดง) ผลตอบแทนสูง

 

เพิ่มเติม :  ถ้ามีคนมาชวนลงทุนอย่างอื่นแล้วบอกว่า “ความเสี่ยงต่ำมากและได้ผลตอบแทนสูง” ระวังเงินในกระเป๋าให้ดีๆ เพราะมันเป็นแชร์ลูกโซ่ที่ทำให้เราหมดตัวนะจ๊ะ

 

สินทรัพย์ทางการเงิน

 

เงินฉุกเฉินในบทความนี้จะเลือกที่ทำให้เงินปลอดภัยมากที่สุด (ไม่รวมผลกระทบจากเงินเฟ้อ) คือ ฝั่งซ้ายมือที่เป็นสีเขียว  เป็นประเภทเงินฝากและกองทุนรวมตลาดเงิน เพราะอะไรเรามาดูกันที่ข้อต่อไปเลยนะจ๊ะ

 

ข้อที่ 3 รู้จักผลตอบแทนจากการลงทุน

 

ภาพนี้เป็นผลตอบแทนจากการลงทุนย้อนหลัง 10 ปี ที่มีระดับความเสี่ยงต่ำ กลางและสูง เราจะเห็นว่ามีการปรับตัวขึ้นลงตลอดเวลา นี่เองที่เขาชอบพูดกันว่าการลงทุนมีความผันผวน อาจจะได้รับผลตอบแทนมากหรือน้อยแตกต่างกันไปตามช่วงเวลา เช่น

 

ในปี 2008 ช่วงที่เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ มีผลตอบแทนการลงทุน ดังนี้

  • การลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงในตราสารทุน (หุ้น) ติดลบ 47.5%
  • การลงทุนที่มีความเสี่ยงปานกลางในตราสารหนี้ (พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้) บวก 18.78%
  • การลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำในเงินฝาก 2.48%

 

ในปี 2009 หลังจากวิกฤต มีผลตอบแทนการลงทุน ดังนี้

  • การลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงในตราสารทุน (หุ้น) บวก 63.25%
  • การลงทุนที่มีความเสี่ยงปานกลางในตราสารหนี้ (พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้) ติดลบ 4.18%
  • การลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำในเงินฝาก 0.84%

 

return3

 

เรื่องของแหล่งเก็บเงินและผลตอบแทนจากการลงทุนมีผลกับ “เงินฉุกเฉิน” เป็นอย่างมาก เพราะถ้าเราเลือกแหล่งเก็บเงินที่ไม่เหมาะสมจะทำให้เงินต้นของเราหายไปในช่วงที่ต้องรีบใช้เงินได้เช่นกัน ลองคิดดูว่าหากเจอวิกฤตชีวิตต้องใช้เงินด่วน ในขณะที่แหล่งเก็บเงินผันผวนมากจนทำให้เงินที่จำเป็นต้องใช้มันมูลค่าลดลง (ลงทุนไป 100 บาท เหลือกลับมา 60 บาท) ชีวิตเราจะดราม่ามากๆ มีเรื่องเยอะจนเสียใจไม่ทันกันเลยทีเดียว

 

จากภาพนี้จะเห็นว่า “เงินฝาก” แม้ว่าจะได้ผลตอบแทนไม่สูงเท่ารูปแบบอื่น แต่มีความผันผวนน้อยกว่า จึงทำให้เงินฝากเป็นแหล่งเก็บเงินที่เหมาะสมของเงินฉุกเฉิน แต่ก็มีอีกรูปแบบหนึ่งที่ให้ผลตอบแทนมากกว่าเงินฝากแล้วยังมีสภาพคล่องใกล้เคียงเงินสด คือ กองทุนรวมตลาดเงิน เพราะอะไรเรามาดูต่อกันเลยจ้า

 

money7.1

ควรศึกษาเรื่องกองทุนรวมให้เข้าใจก่อนการลงทุน

 

ภาพนี้เป็นตัวอย่างของกองทุนรวมตลาดเงินกองหนึ่งที่มีผลตอบแทนไม่ได้โดดเด่นที่สุดในตลาด แต่นำมาให้ดูภาพรวมว่าผลตอบแทนยังสูงกว่าเงินฝาก ดูรูปแบบการจัดพอร์ตว่ามีการลงทุนในอะไรบ้าง เป็นสัดส่วนเท่าไหร่ ซึ่งส่วนใหญ่เก็บไว้ในรูปแบบเงินสด/เงินฝากและตราสารหนี้ จึงทำให้กองทุนรวมตลาดเงินมีความเสี่ยงต่ำ

 

จากสัดส่วนการลงทุนนี้ทำให้ได้รับผลตอบแทนในตารางข้างล่าง ซึ่งเงินฉุกเฉินของเรานั้นจะเก็บไว้ในช่วงสั้นๆ สมมติว่าเราเก็บเงินฉุกเฉินไว้ 1 ปี ถ้าเก็บไว้ในกองทุนรวมนี้ 1 ปี เราจะได้รับผบตอบแทน 1.36%

 

อ้าววว ตอนรีบใช้เงินแล้วต้องขายออกมา ราคาลดลงไหมอ่ะ?

 

ภาพข้างล่างนี้เป็นตัวอย่างราคาหน่วยลงทุนตั้งแต่เปิดกองทุน ซึ่งกองทุนรวมกองนี้มีมาตั้งแต่ปี 2548 ราคาก็จะปรับตัวขึ้นต่อเนื่องอย่างเชื่องช้า แต่ถ้าดูภาพรวมภายใน 1 ปีที่ผ่านมาก็ยังคงมีราคาขึ้นต่อเนื่องอย่างกระดืบๆ

 

moneymarket5

 

moneymarket6

 

จากข้อมูลนี้เรามั่นใจในระดับหนึ่งได้ว่ากองทุนรวมตลาดเงินสามารถเป็นแหล่งเก็บเงินฉุกเฉินได้ แล้วตอนขายออกเพื่อนำเงินมาใช้ในช่วงเร่งด่วนยังได้ผลตอบแทนมากกว่าการฝากออมทรัพย์อีกด้วย โดยก่อนจะใช้เงินนั้นเราจะต้องขายล่วงหน้า  1 วันเพราะระบบจะสั่งขาย ณ สิ้นวัน คือ หากสั่งขายหน่วยลงทุนวันนี้ เราจะได้รับเงินวันรุ่งขึ้น

 

ข้อที่ 4 เก็บเงินฉุกเฉินทันที!!

 

ข้อนี้สำคัญมากๆเพราะบทความนี้จะเกิดประโยชน์กับผู้อ่านก็ต่อเมื่อลงมือทำทันทีนะจ๊ะ แนวทางการเลือกที่เก็บเงินฉุกเฉินว่าทำอย่างไรให้ปลอดภัยนั้นขึ้นอยู่กับความเข้าใจในการลงทุนและความเสี่ยงของแหล่งเก็บเงิน

 

เก็บเงินฉุกเฉิน

 

หากเราเก็บเงินฉุกเฉินไว้ที่ความเสี่ยงต่ำเป็นรูปแบบเงินฝากหรือกองทุนรวมตลาดเงิน ผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดก็เสมอตัว เงินต้นอยู่ครบ (ไม่รวมผลกระทบจากเงินเฟ้อ) แต่ถ้าหากเราเก็บเงินฉุกเฉินไว้ที่แหล่งเก็บเงินที่มีความเสี่ยงสูงเพื่อหวังผลตอบแทนสูงควบคู่กันไปด้วย ก็ต้องทำใจเผื่อไว้ว่าอาจจะมีขาดทุนสูงด้วยเช่นกัน ทำให้เงินฉุกเฉินของเราไม่ปลอดภัย เพราะเงินต้นลดลง

 

 

สรุปว่า…

 

เงินออมอันดับแรกที่เราควรมี คือ เงินฉุกเฉิน โดยเริ่มต้นที่ 10% ของรายได้ จากนั้นก็เลือกแหล่งเก็บเงินที่ทำให้เงินของเราปลอดภัย โดยมีความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ สุดท้ายก็ต้องลงมือเก็บเงินฉุกเฉินทันที ไม่ควรมองว่าแค่เงินฉุกเฉินจะเก็บที่ไหนก็ได้ เพราะความจริงแล้วการเลือกแหล่งเก็บเงินที่เหมาะสมนั้นสำคัญ นั่นหมายถึงความปลอดภัยของเงินฉุกเฉินนะจ๊ะ

 

เปลี่ยนของเหลือใช้เป็นเงินออม

ขณะที่กำลังอ่านบทความนี้ รบกวนหันไปมองสิ่งของต่างๆรอบตัวเราว่ามีอะไรบ้าง

  • สิ่งของบางชิ้นที่เราซื้อมาแล้วยังอยู่ในถุงไม่ได้แกะออกมาใช้งาน
  • ของแถมบางอย่างที่เราได้จากบัตรเครดิตจากการทุ่มเงินหลายพันบาทซื้อของเพื่อสะสมแต้ม ตอนนี้ของแถมนั้นวางให้ฝุ่นจับอยู่บนหลังตู้
  • ตู้เก็บเสื้อผ้าที่มีเสื้อผ้าทะลักออกมาเพราะมีเยอะเกินกว่าจะใส่ได้ครบ ในขณะที่บางตัว ยังไม่เคยได้ใส่ #เหมือนเสื้อผ้ามันจะเล็กลงเลยใส่ไม่ได้ ^^!
  • มองไปที่โต๊ะเครื่องแป้งก็เห็นเครื่องสำอางที่ไปแย่งซื้อมาได้ในช่วงโปรโมชั่นซื้อ 2 แถม 2 ตอนนี้ยังอยู่ในสภาพเดิมที่สำคัญคือ มันหมดอายุแล้ว!!

สิ่งของที่มีประโยชน์นั้นเป็นสิ่งของที่ถูกใช้งาน ของบางอย่างเราอยากเก็บไว้ ไม่อยากใช้เพราะเสียดาย จนกระทั่งกลายเป็นของเก่าเก็บ เสียหายและใช้งานไม่ได้ สุดท้ายก็กลายเป็นขยะ นับเป็นรอยรั่วของราย จ่ายที่สำคัญ แต่โชคดีที่เราสามารถควบคุมได้ โดยใช้วิธีคิดให้ดีก่อนซื้อหรือเปลี่ยนของเหลือใช้ให้เป็นเงิน

 

5 วิธีเปลี่ยนของเหลือใช้ให้เป็นเงินออม

1. ดัดแปลง
สิ่งของบางอย่างกลายเป็นของเก่าเก็บอยู่ในห้องเก็บของ หากนำมาดัดแปลงก็ยังสามารถนำมาใช้งาน ต่อได้ โดยสามารถหาไอเดียได้จากทาง YouTube เช่น รายการแข่งขันของญี่ปุ่นที่นำเฟอร์นิเจอร์โต๊ะไม้เก่า มาดัดแปลงเป็นเตียงนอน จากหีบไม้ใส่รุ่นคุณทวดของกลายเป็นโต๊ะเขียนหนังสือ ฯลฯ การดัดแปลง ของเก่านี้จะทำให้ของที่เคยถูกทิ้งคิดว่าหมดประโยชน์ใช้สอย ได้กลับมาใช้งานอีกครั้ง รวมทั้งยังเป็น ของชิ้นเดียวในโลกที่ไม่เหมือนใคร จุดสำคัญ คือ ประหยัดเงินแล้วยังทำให้เรา
มีเงินเหลือมากขึ้น

2. ขาย
สิ่งของบางอย่างที่เรามีมากเกินความจำเป็นก็สามารถนำมา
ขายต่อในตลาดมือสองเปลี่ยนเป็นเงินกลับ มาได้ ซึ่งในปัจจุบันมีช่อง ทางการขายที่เข้าถึงง่ายมาก ใช้เวลาน้อย เข้าถึงคนซื้อได้กว้างมาก ช่องทางที่ว่านี้ คือ  การขายของผ่านอินเตอร์เน็ต ซึ่งจะทำให้คนซื้อและคนขายเจอกันง่ายขึ้น เพียงเราถ่ายรูปสิ่งของที่จะขาย แล้วอัพภาพ พร้อมบรรยายรายละเอียดของที่จะขาย เมื่อมีคนติดต่อซื้อก็ส่งของและรับเงิน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับ เว็ปไซด์ที่เราฝากขายและเงื่อนไขของเราด้วย ตัวอย่างช่องทางแบบออนไลน์  ร้านค้ามือสองแบบออนไลน์ โพสที่หน้า Facebook ของตนเอง เป็นต้น

3. ให้เช่า
สิ่งของบางชิ้นเราเสียดายไม่อยากขาย แต่ว่าเก็บไว้เฉยๆก็ไม่สร้างรายได้ การให้เช่านั้นเป็นทางเลือกหนึ่ง ที่เรายังเป็นเจ้าของเหมือนเดิมแล้วยังสามารถ
สร้างรายได้กลับมาให้เราอีกด้วย ตัวอย่างธุรกิจให้เช่า เช่น การเช่ากระเป๋าแบรนด์เนม การให้เช่ารถหรู การให้เช่าบ้านเพื่อถ่ายทำละคร การให้เช่าเสื้อผ้าออกงานต่างๆ เป็นต้น

4. แลกเปลี่ยน
สิ่งของบางอย่างเราใช้จนเบื่อแล้ว แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร หากทิ้งไปก็เสียดายเพราะยังใช้ประโยชน์ได้ ช่องทางอินเตอร์เน็ตทำให้เราเจอคนที่เราต้องการแลกของใช้กันได้ง่ายขึ้น แลกสิ่งของที่เราอยากได้ ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องใช้ไฟฟ้า และอีกสารพัดที่ไม่ผิดกฎหมายสามารถนำมาแลกได้ นอกจากใช้สิ่งของให้เกิดประโยชน์สูงสุดแล้วยัง
ประหยัดเงินที่จะต้องไปซื้อของชิ้นใหม่อีกด้วย

5. บริจาค
การให้นั้นเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้ของใช้เกิดประโยชน์สูงสุด ยังมีกลุ่มคนอีกมากที่ไม่มีแม้แต่ เงินซื้อเสื้อผ้าใส่ ขาดแคลนของใช้จำเป็นภายในบ้าน เราสามารถนำของที่มีอยู่ไปบริจาคสร้างประโยชน์ ให้แก่ผู้อื่นได้ ผู้บริจาคก็อิ่มใจ รู้จักเสียสละ ไม่ยึดติดกับสิ่งของรอบตัว ส่วนผู้รับก็ประหยัดเงินไม่ต้อง ซื้อของชิ้นใหม่

เปลี่ยนของเหลือใช้เป็นเงินออม

แนวทางการเปลี่ยนของเหลือใช้ให้เป็นเงินออมนั้น ผู้อ่านสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับตนเองได้ ไม่ว่าจะเป็น การดัดแปลง การขาย การให้เช่า การแลกเปลี่ยนและการบริจาค เพื่อให้สิ่งของต่างๆได้ใช้ให้เกิดประโยชน์ สูงสุด ลดปริมาณขยะ ประหยัดเงินเพราะไม่ต้องซื้อของชิ้นใหม่ซึ่งของเก่าบางอย่างก็สามารถสร้างรายได้ ให้เราได้อีกด้วย

 

 

 

 

เปลี่ยนของเหลือใช้เป็นเงินออม

ออมเงินยังไงให้เราไปเที่ยวญี่ปุ่นได้ฟรีๆ

ล่าสุดผมเจอน้องๆใน Fan Page ยิงคำถามครับ

“อยากไปเที่ยวญี่ปุ่นฟรีๆ ทำยังไงได้บ้างพี่?”

พออ่านคำถามแล้ว เชื่อว่าหลายคนคงมองว่า โอ้ยยย มันจะเป็นไปได้อย่างไร นอกจากถูกหวยกับส่งผลไปลุ้นจับรางวัลกับบริษัทที่มันมีการแจกของ โอกาสที่เขาจะจับรางวัลโดนเรามันก็ดูไม่ง่ายเลย แล้วจะมีวิธีทางอื่นอะไรอีก 

เอาง่ายๆถ้าไปกับทัวร์ ก็ต้องใช้เงินอย่างน้อย 30,000 – 40,000 บาท เก็บเองง่ายกว่าไหม?

แต่ผมเลยลองนั่งคิดๆนะครับ…. มันก็คงพอจะมีวิธีการอยู่เหมือนกันเปล่า?

แนวคิดที่ผมคิดเล่นๆก็คือ ถ้าเราฝากเงินไว้ในธนาคาร 1,000 บาท เวลาผ่านไปแล้วธนาคารให้ดอกเบี้ยมา 100 บาท เราก็เอาเงินตรงนี้ไปทำโน้นทำนี่ได้ โดย 1,000 บาทไม่ได้หายไปไหน

แต่ก็อย่างว่านะครับ ถ้าจะเอาเงินไปฝากธนาคาร 1,000 บาทแล้วได้ 100 บาทคงใช้เวลาน่าดู นี่ยังไม่รวมเรื่องเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นอีกนะ กว่าจะได้ตังครบก็ใช้เวลาระดับนึง หรือไม่ก็ต้องเพิ่มตัวเลขของเงินฝากให้มันเยอะๆขึ้น แต่ถ้าเราเอาวิธีคิดนี้ไปไว้ในสินทรัพย์อื่นๆก็น่าจะทำได้เช่นกันหรือเปล่าครับ? ก็เลยน่าจะมีอีก 2 วิธีคือ

1. เที่ยวฟรีโดยเงินที่งอกจากการลงทุน

ถ้าเราลองเปลี่ยนเงินจากออมทรัพย์มาไว้ในการลงทุนน่าสนใจมากขึ้นไหมครับ การลงทุนนั้นหากเราลงทุนอย่างถูกต้องถูกวิธี และสถานการณ์ของตลาดเอื้ออำนวย การสร้างผลตอบแทนยอมทำได้ง่ายขึ้น ก็ทยอยสะสมความมั่งคั่งจากหุ้นและกองทุนรวมตรงนี้ กรณีที่เราลงทุนไปแล้วความมั่งคั่งเราเพิ่มขึ้น เช่น ลงทุนไปแล้ว 300,000 บาท ได้เงินงอกขึ้นมา 30,000 บาท เราก็ขายทำกำไรเงินจำนวนนี้เอาไปใช้เที่ยวตามเป้าหมายเราได้ ถูกไหมครับ

แต่สิ่งที่ต้องระวังก็คือ หลายๆครั้งการลงทุนตลาดไม่เป็นใจ จาก 300,000 บาท อาจจะเหลือแค่ 200,000 บาท จากการภาวะการลงทุน ณ ตอนนั้นก็ได้ อันนี้ก็เป็นความเสี่ยงของการลงทุนโดยปกติครับ เขาถึงมองว่าเราน่าจะมีการจัดเป็น Portfolio การลงทุน การทยอยเก็บเงินไปเรื่อยๆ ช้าๆหน่อย มันก็มีเงินงอกให้ไปเที่ยวแบบมีโอกาสเสียหายเงินต้นได้น้อยลง

2. เที่ยวฟรีโดยใช้เงินปันผลจากเงินทำงาน

ผมชอบวิธีนี้มากเลยนะ แนวคิดก็คือเมื่อเราลงทุนไปเรื่อยๆ ในบางหลักทรัพย์จะมีการแจกปันผล เช่น กองทุนรวมหุ้น-หุ้นที่จ่ายเงินปันผล กองทุนอสังหาริมทรัพย์ พอเราสะสมไปๆ เขาก็จะมีการจ่ายเงินปันผลในรูปแบบเงินสดให้กับเรา เงินตรงนี้คือเงินที่งอกขึ้นมาจากการทำกิจการ หากเราสะสมไว้มากๆในธุรกิจที่มีการเติบโตและจ่ายเงินปันผลที่มีอัตรามากขึ้นเรื่อยๆ จาก 100 เป็น 1,000 จาก 1,000 เป็น 10,000 เราก็จะมีกระแสเงินสดใช้มากขึ้นนะครับ

ผมเห็นหลายๆคนได้เงินปันผลจากหุ้นปีหนึ่งๆเรียกได้ว่า 100,000 – 200,000 บาท สามารถไปเที่ยวยุโรปได้ปีละครั้งเลยครับ ก็คือการใช้เงินทำงานนั่นแหระ เที่ยวฟรีหน่วยลงทุนจ่ายเงินปันผลให้ไปเที่ยว ทั้งนี้ทั้งนั้นนะครับเราก็ต้องมาตรวจสอบสิ่งที่เราลงทุนอยู่ดีนั่นแหละว่า มันจ่ายปันผลให้แล้วธุรกิจมันดีเปล่า ถ้ามันไม่ได้ดีจริงก็อาจจะเกิดการลดลงของมูลค่าได้ อันนี้ก็ไม่ได้ดีนะครับ ฮาๆ

ทั้ง 2 วิธีนี้ มันเป็นวิธีที่ผมมองว่าเรามีโอกาสไปเที่ยวฟรีๆได้ ยกเว้นจะขาดทุนในการลงทุนขึ้นมา รวมถึงใช้เวลานานหน่อย ต้องอดเปรี้ยวไว้กินหวาน แต่ผมว่ามันคงเป็นวิธีที่สนุกมากเลยนะครับ ก็ต้องลองดูตามความสะดวกของแต่ละคน บางคนถนัดการเก็บเงินปุ๊ปเที่ยวปั๊ป แต่บางคนหาตังลงทุนก่อน เงินงอกเงยแล้วค่อยเอามาเที่ยว ลองนำวิธีคิดไปปรับใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละคนได้เลยนะครับ

“ตีแผ่อาชีพ”! นักวางแผนทางการเงินคือใคร? (ตอนที่ 2)

จากตอนที่แล้วที่ผมได้พูดถึงอาชีพนักวางแผนทางการเงิน ในแง่ของขอบเขตการให้บริการ และขั้นตอนในการทำงานสำหรับผู้ที่อาจจะสนใจอยากใช้บริการการวางแผนทางการเงิน

(อ่านได้ที่“ตีแผ่อาชีพ”! นักวางแผนทางการเงินคือใคร? (ตอนที่ 1))

มาตอนนี้ ผมจะพาไปทำความรู้จักว่า การจะเข้าสู่อาชีพนี้ต้องทำยังไง? ต้องมีทักษะความรู้อะไร? งานแต่ละวันต้องทำอะไรบ้าง?

Q3 : ลักษณะการทำงาน, กิจกรรมที่ต้องทำในแต่ละวันของนักวางแผนทางการเงินมีอะไรบ้าง?

A3 : ผมคิดว่าการแผนทางการเงิน มันคือการช่วยเหลือผู้คน ไม่ต่างอะไรกับหมอ หรือทนายความ แต่ก็ใช่ว่ามันคือสิ่งที่คนทั่วไปจะรู้สึกตระหนักถึงความสำคัญจนกระทั่งเดินเข้ามาขอใช้บริการกับเราเอง (น้อยคนที่คิดแบบนี้) ดังนั้น หน้าที่ หรือกิจกรรมหลักๆที่อาชีพนักวางแผนทางการเงินต้องทำก็ย่อมหนีการ“หาลูกค้า”ไม่พ้นหรอกครับ ไม่ต่างอะไรกับการทำธุรกิจขายสินค้าหรือบริการอื่นๆเลย ซึ่งวิธีการหาลูกค้า หรือกลยุทธ์ทางการตลาด อันนี้ก็แล้วแต่ทักษะ ไอเดีย และความถนัดของแต่ละคนเลยครับ บางคนอาจจะใช้วิธี “ปากต่อปาก” (referral) ให้คนที่เป็นลูกค้าที่พึงพอใจกับบริการของเรา แนะนำคนอื่นๆต่อ หรือจะใช้วิธี “สร้างเครื่องข่าย” โดย “หาพันธมิตรหลายๆด้าน” หลายๆคน ให้ช่วยแนะนำ หาลูกค้าให้ แล้วแบ่งผลตอบแทนที่ได้มาให้ส่วนหนึ่ง (แต่ไม่ใช่แบบมาเป็น downline หลายๆชั้น ไม่ต้องมา motivate ไชโยโห่ร้อง หรือบังคับยอด เหมือนธุรกิจขายตรงบางเจ้าบางที่นะครับ) หรือบางคนอาจจะ “สร้างตัวตน สร้างเครดิตความน่าเชื่อถือ”ของตัวเองขึ้นมา จากการออกสื่อ จาก Social Network ทั้ง online และ offline เพื่อสื่อสารให้คนตระหนักถึงความสำคัญของการวางแผนทางการเงิน และเชื่อมั่นที่จะมาใช้บริการกับเราก็ได้ครับ (ซึ่งจริงๆก็พยายามทำทุกวิธีนั่นแหละ 555)

ดังนั้น กิจกรรมประจำวันของงานนี้ หลักๆแล้วก็คือการทำสิ่งเหล่านี้นี่แหละครับ (คิดกลยุทธ์การตลาด, เดินทางหาลูกค้า, หา partner, สร้างเครดิตความน่าเชื่อถือให้ตัวเองด้วยวิธีการต่างๆ ฯลฯ)

Q4 : รายได้และผลตอบแทนเป็นยังไง? ดีไหม?

A : ขอพูดถึงแหล่งที่มาของรายได้ก่อนนะครับ รายได้หลักๆของนักวางแผนทางการเงินจะมาจาก

1) ค่าบริการที่ปรึกษาและจัดทำแผนทางการเงิน

ซึ่งจะคิดยังไง? จะมากน้อยแค่ไหน? ก็เก็บหรือไม่เก็บ? อันนี้แล้วแต่นโยบายของบริษัท หรือแล้วแต่คนเลยครับ (แต่เรทในปัจจุบัน จะคิดจากฐานรายได้รวมต่อปีของลูกค้า หรือจากมูลค่าทรัพย์สินที่ลูกค้ามีอยู่ทั้งหมด ถ้ามีน้อย ก็จะคิดค่าบริการน้อยกว่าผู้ที่มีมากครับ แต่โดยทั่วไป ค่าบริการจะอยู่ในหลักหมื่นต้นๆถึงกลางๆครับ)

2) ค่าคอมมิชชั่นจากสินค้าทางการเงินที่แนะนำ

ซึ่งบอกเลยว่า มันคือจากสินค้า “ประกัน”และ “กองทุนรวม” เป็นหลักครับ (แต่อาจจะมีจากสินค้าทางการเงินอื่นๆอีก) ดังนั้น นักวางแผนทางการเงินส่วนใหญ่ จึงมักจะไปขึ้นทะเบียนเป็นตัวแทนขายประกัน และตัวแทนขายกองทุนรวม เพื่อให้ได้ค่าคอมมิชชั่นจากการแนะนำประกันและกองทุนรวมครับ จะแตกต่างกันก็ตรงที่ การเป็นตัวแทนประกัน จะต้องขึ้นกับบริษัทประกันที่ใดที่หนึ่ง ได้แค่ที่เดียว โดยจะได้ค่าคอมมิชชั่นประมาณ 20-40% ของเบี้ยประกันในปีแรก (ปีต่อๆไปก็ได้ลดลงเรื่อยๆ แล้วแต่แบบประกัน) ส่วนตัวแทนขายกองทุนรวม (หรืออาจจะรวมถึง การเป็นผู้แนะนำการเปิดพอร์ตหุ้นให้ลูกค้า (Introducing Broker Agent : IBA) ) จะต้องไปขึ้นทะเบียนกับ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หรือที่เราเรียกว่าโบรคเกอร์นั่นแหละครับ ซึ่งปัจจุบันแทบจะทุกบล.ก็สามารถแนะนำกองทุนรวมได้เกือบทุกที่แล้ว โดยจะได้ค่าคอมมิชชั่นประมาณ 0.25-0.40% ของเงินลงทุนในแต่ละปีครับ

***จุดนี้แหละครับคือจุดสำคัญที่ผมอยากจะเน้นเป็นพิเศษ ก็เพราะว่าด้วยความที่ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ของการทำงาน จะมาจากค่าคอมมิชชั่นของประกันชีวิต (รวมถึงโบนัส, คอมมิชชั่นปีต่อ และผลประโยชน์อื่นๆจากบริษัทประกันอีกมากมาย) และยังแนะนำประกันได้แค่ที่เดียว ทำให้อาจจะทำให้คนที่ทำงานเกิดความรู้สึกเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ของลูกค้าได้ (อยากแนะนำให้ซื้อประกันชีวิตเยอะๆจะได้ได้ค่าคอมเยอะๆ) รวมถึงอาจจะเกิดความโน้มเอียงในการแนะนำประกันที่เหมาะสม (บางทีประกันประเภทเดียวกันรู้ว่าของที่อื่นเหมาะสมกว่า แต่ก็แนะนำได้แต่เฉพาะของบริษัทตัวเอง) ก็เป็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่ตัวของ นักวางแผนทางการเงินเองจะต้องมีจรรยาบรรณในการทำงาน ต้องมีหลักยึดว่าทำเพื่อผลประโยชน์ของลูกค้าเป็นหลัก และต้องเปิดเผยถึงความขัดแย้งที่มีให้ลูกค้าทราบ (ส่วนตัวผม ไม่มีความขัดแย้งตรงนี้ เพราะผมไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นตัวแทนประกันของบริษัทไหน ทำให้ผมไม่มีรายได้จากค่าคอมมิชชั่นโดยตรงครับ) เพราะฉะนั้นแล้ว ก่อนจะตัดสินใจใช้บริการนักวางแผนทางการเงินคนไหน ก็ควรพิจารณาให้ดีๆครับว่าแผนการเงินที่เขาวางแผนให้เรามันตอบโจทย์ชีวิตเรา เพื่อผลประโยชน์ของเราจริงๆหรือเปล่า

ส่วนรายได้อื่นๆของอาชีพนักวางแผนทางการเงินก็มี

1) ส่วนแบ่งผลประโยชน์กับพันธมิตรจากการแนะนำลูกค้า

คือถ้าใครหาลูกค้าให้เรา หรือเราส่งลูกค้าไปให้ใคร ก็แบ่งรายได้กันครับ เช่น เราส่งลูกค้าที่ต้องการการลงทุน หรือการวางแผนภาษีที่เฉพาะเจาะจงจากมืออาชีพ เราก็แนะนำลูกค้าไปให้เขา แล้วเราก็ได้ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากเขาส่วนหนึ่งครับ

2) รายได้จากกิจกรรมส่วนตัวอื่นๆ

เช่น จากการเขียนหนังสือ, จากการจัดสัมมนา, จากการออกสื่อ, จากการไปเป็นวิทยากรบรรยาย ฯลฯ อันนี้ก็แล้วแต่ความสามารถของตัวเองและช่องทางที่หาได้ครับ

ดังนั้น ถ้าจะถามว่า รายได้ดีไหม? ผมก็คงตอบว่า “ก็แล้วแต่คน” เลยครับ เพราะแต่ละคนก็มีแนวทางที่ต่างกัน มีวิธีการสร้างโปรไฟล์ การทำการตลาด มีฐานตลาด และกลุ่มลูกค้าที่เป็นเป้าหมายหลักที่ต่างกัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า มันคืออาชีพที่มีโอกาสได้รายได้

10 ที่สุดของไอเดียออมเงินสุดจี๊ดจากเพจอภินิหารเงินออม

เราใช้เวลาเขียนบทความนี้นาน 7 เดือนเลยนะเนี่ย!!

 

เราไม่เคยทำอะไรต่อเนื่องยาวนานขนาดนี้มาก่อนเลย การเป็นบล็อกเกอร์เขียนเรื่องการออมเงินทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไป เราสนุกกับการหาวิธีแปลกๆเพื่อแนะนำให้แฟนเพจออมเงิน จนกระทั่งเราเริ่มหยอดกระปุกออมสินเพื่อออมเงินเป็นเพื่อนแฟนเพจ เราหวังแค่ให้มีคนกลุ่มหนึ่งเริ่มออมเงินก็รู้สึกดีใจมากๆแล้วล่ะ

 

ผลงานในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมาได้กลายมาเป็นบทความนี้ ที่เราค่อยๆนั่งอ่านคอมเม้นท์เก่าๆ ทำอยู่เป็นสัปดาห์กว่าจะเสร็จ ก็แอบมีง่วงบ้างอะนะ มันเป็นบทความฟรีที่เราโคตรภูมิใจ แล้วเราก็อยากจะเก็บไว้ให้คนรุ่นใหม่ได้อ่านเพื่อเป็นแรงบันดาลใจที่จะออมเงินต่อไป

 

หลังบทความนี้เราจะจัดชุดใหญ่อีกครั้งหนึ่ง เป็นช่วงเก็บตกวิธีการออมเงิน เพื่อจัดเป็นของขวัญปีใหม่ให้แฟนเพจมีไอเดียออมเงินต้อนรับความรวยในปีต่อๆไป เราอยากจะให้เพจอภินิหารเงินออมนี้เป็นจุดเริ่มต้นให้คนไทยเริ่มออมเงิน เมื่อมีความภาคภูมิใจในตนเองว่าออมเงินได้แล้ว การต่อยอดเรื่องการลงทุนหรือการหาความรู้อื่นๆก็เป็นเรื่องง่ายแล้วหละ

 

เริ่มเลย….

 

สรุปภาพรวมทั้งปีว่าตลอดระยะเวลา 7 เดือนนี้แต่ละเดือนเราออมเงินได้เท่าไหร่บ้าง ก็มีมากบ้าง น้อยบ้างนะจ๊ะ เราก็ขอขอบคุณแฟนเพจมากๆที่ทำให้เรามีเงินออมก้อนนี้ไปซื้อ LTF นะจ๊ะ อิอิ สรุปว่าหยอดกระปุกออมสิน 7 เดือน ด้วยสารพัดวิธีนี้ได้เงินทั้งหมด 7,545 บาท!!

 

ออมเงิน

 

สรุปผลงานการออมเงินในรอบปีไปแล้วก็มาต่อด้วยประกาศไอเดียออมเงินสุดจี๊ด อาจจะมีบางวิธีที่เปิดเผยชื่อเพราะเราขออนุญาตเจ้าของเรื่องแล้ว แต่บางไอเดียที่ปิดชื่อไว้เพราะเรายังไม่ได้สอบถามเจ้าของเรื่องว่าสะดวกให้เปิดเผยชื่อหรือไม่ แต่เราเห็นว่าเป็นไอเดียที่น่าสนใจและโพสไว้ที่หน้าเพจ จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ค่ะ ส่วนแหล่งที่มาเราจะทำลิ้งค์ไว้ที่ข้างท้ายบทความให้ไปตามอ่านกันต่อได้นะจ๊ะ

 

"10 ที่สุดของไอเดียออมเงินสุดจี๊ด

จากเพจอภินิหารเงินออม"

 

Aออมเงิน

 

Bออมเงิน

 

Cออมเงิน

 

Dออมเงิน

 

Eออมเงิน

 

Fออมเงิน

 

Gออมเงิน

 

Hออมเงิน

 

Iออมเงิน

 

Jออมเงิน

 

 

แฟนเพจชอบไอเดียไหนก็บอกกันได้นะจ๊ะ

 

 

 

แหล่งที่มาทั้งหมด

4 วิธีออมเงินง่ายๆจากเพจอภินิหารเงินออม คลิกที่นี่

แชร์ไอเดียการออม คลิกที่นี่

การออมเดือนพฤศภาคม คลิกที่นี่

การออมเดือนมิถุนายน คลิกที่นี่

การออมเดือนสิงหาคม คลิกที่นี่

การออมเดือนกันยายน คลิกที่นี่

การออมเดือนตุลาคม คลิกที่นี่

INVESTORY ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯกันเถอะ

เมื่อวานไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่ตึกทำการใหม่มานะครับ ก็เลยอยากจะชวนเพื่อนๆไปเที่ยวกัน ผมได้ถ่ายรูปบรรยากาศมาให้ดูบ้างนิดหน่อยนะครับ เพราะอันนี้เป็นการ Review ด้วยตัวเองในฐานะผู้ไปเที่ยวครับ 

พี่หมีและพี่กระทิงนั่งกันอยู่ใกล้ๆทางเข้าเลย เป็นสัญลักษณ์แห่งตลาดหลักทรัพย์แท้ๆ ไม่ต้องไปถ่ายกระทิงไกลถึง Wall Street แล้วนะครับ มาถ่ายที่นี่เลยได้ทั้ง 2 ตัว เก๋ กว่าอเมริกามาก ฮาๆๆ

Concept ของ INVESTORY น่าสนใจดีเดียว

มีการเล่าเรื่องราวของ เด็ก 2 คนที่มีความฝัน อยากมีความมั่งคั่ง แต่ในระยะทางของชีวิตที่เขาเดินทางจะพบกับ Money Monster ที่คอยทำลายความฝัน ให้การเงินไปไม่ถึงฝั่ง แต่ก็จะมี SET Hero ออกมาช่วยอยู่ 4 คน คือ พี่ S พี่ B พี่ M พี่ D ก็ย่อมมาจาก Stock – Bond – Mutual – Fund – Derivative

ซึ่งทาง SET เองเขาก็ให้เราเข้าไปอยู่ในการผจญภัยตรงนั้นด้วยนะครับโดยที่เราต้องลงทะเบียนกับทางเขาเพื่อตรวจสอบสถานะทางการเงินของเรา พร้อมๆกับเรียนรู้กับการลงทุนตั้งแต่ประวัติศาสตร์รวมถึงไปเล่นเกมส์สร้างความมั่งคั่ง ขอบอกเลยว่าของแสดงแต่ละอย่างไฮเทคมากมาย

บรรยากาศข้างใน ลงทะเบียนและดูวีดีทันศ์แล้วเราจะออกมาจากประตู Star War ด้านขวามาที่โถงกลางเริ่มพิพิธัณฑ์นะครับ (แหม เวลาเปิดประตูนี้ความรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นดาร์ท เวอเดอร์เลย) ห้องแรกๆก็จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันนะครับ ต้องลองไปดูเอง ไม่ได้ถ่ายรูปมาทั้งหมด อิอิ

สำหรับผมแล้วจะชอบดูของเก่าๆ ซึ่งก็มีการคัดลอกนำมาจัดแสดง อย่างรูปนี้จะเป็นการออกพันธบัตรเพื่อสร้างทางรถไฟในสมัยรัชกาลที่ 5 ในช่วงสมัยนั้นเป็นช่วงที่สยามกำลังพัฒนาในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานหลายๆอย่าง ก็เลยต้องระดมทุนจากต่างประเทศ เช่น อังกฤษและฝรั่งเศส

อันนี้ก็เป็นการจำลองการกระดานซื้อหุ้นสมัยก่อน ที่เขาบอกว่ามันต้องให้โบรเกอร์วิ่งไปเคาะกระดาน แล้วใช้ระบบมือเขียนกันเลย มันก็เลยมีคำพูดติดมาถึงปัจจุบันว่าเคาะซื้อ เคาะขายนั่นแหระ

แต่ละจุดจะมีเกมส์และการวิเคราะห์ให้เล่นด้วยนะครับ อันนี้เป้นตัวอย่างที่บอกว่าถ้าผมมีรายจ่าย 10,000 บาทต่อเดือน อนาคตตอนแก่มันจะกลายเป็นกี่บาท และมันจะเพิ่มตามเงินเฟ้อเท่าไหร่ ก็ลองคำนวณดูว่าอนาคตเราควรจะต้องมีเงินเท่าไหร่ ตรงนี้เล่นกันได้สนุกเลยนะครับ จะปาด สไลด์ซ้ายขวา เกษียณกี่ปี ทำงานกี่ปี ลองได้เลย

อันนี้เป็นบรรยากาศอีกรูปนะครับ จะให้ความรู้โดย SET Hero แต่ละคนว่าการลงทุนในแต่ละรูปแบบเป็นอย่างไร มีเกมส์ให้เล่นด้วยนะครับในแต่ละสุด เป็นแบบ Touch Screen ไล่ดูเรื่อยๆได้เลยตั้งแต่ความเสี่ยงที่น้อยที่สุดจนไปถึงความเสี่ยงที่สูงที่สุด 

ตัวอย่างเกมส์ในการลงทุน เราจะต้องเดินตามทางไปซื้อหุ้น แล้วก็จะมีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้น เราก็ต้องตัดสินใจว่าเราจะขายหุ้นหรือซื้อเพิ่ม ตอนจบจะสรุปผลคะแนนออกมาให้เราด้วยว่าผลตอบแทนจะเป็นเท่าไหร่ บางเกมส์ผมชอบมากเลยนะ เป็นอัศวินเข้าไปสู้รบ เล่นเกมส์แบบคุ๊กกี้รัน 555 ต้องลองไปเล่นเองนะครับ

ชอบที่สุดก็คือเขาเอาระบบการซื้อขายมาให้เราเล่นนะครับ สามารถไปลองเล่นได้ว่า เราจะซื้อขายหุ้นในช่วงเวลาต่างๆยังไง อันนี้ผมก็ลองเล่น Trade ของผมเองนะครับ มีคนทำได้ถึง 6,000% เลยด้วยเนี่ย เก่งมากมาย

บรรยากาศของงานอีกรูปหนึ่ง สวยเนอะ ที่นั่งพึ่งสังเกตว่าเป็นตราสัญลักษณ์ของ SET ด้วย 

และเมื่อเราทำภารกิจด้านการลงทุนเป็นที่เรียบร้อยแล้วทางพิพิธภัณฑ์เขาจะส่งบทสรุปมาให้เราทาง email ด้วยนะครับว่าเราลงทุนเป็นอย่างไร ไฮเทคไหมล่ะ? บอกแล้ววววววววววววว

สำหรับเพื่อนๆที่สนใจก็ลองไปเยี่ยมชมได้นะครับที่ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

เปิด อังคาร – อาทิตย์ เวลา 9:00 – 19:00

ลง MRT ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ทางออก 3 นะครับ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ทางเจ้าหน้าที่นะครับ http://www.set.or.th/INVESTORY/

ให้เงินเติบโตอย่างมั่นคง แม้เศรษฐกิจผันผวน ด้วยกองทุนหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน

ในช่วงเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง ตลาดหุ้นเดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง เชื่อว่าหลายคนคงกำลังมองหาสินทรัพย์สำหรับลงทุนที่มีความเสี่ยงไม่มาก แต่ยังได้รับผลตอบแทนที่ดีแม้ในสภาวะเศรษฐกิจผันผวน และถ้าใครได้ติดตามผลงานของผมก่อนหน้านี้ จะรู้ว่าผมเป็นคนหนึ่งที่สนใจลงทุนในกองทุนประเภทกองทุนอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund หรือ REITs) และ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) เนื่องจากเป็นประเภทสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดี ความเสี่ยงไม่มาก ได้รับกระแสเงินสดสม่ำเสมอ และได้รับผลกระทบน้อยแม้เศรษฐกิจผันผวน

รู้จักธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานกันก่อน

ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจเป็นธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าและบริการที่ตอบสนองความจำเป็นทางเศรษฐกิจ และสร้างประโยชน์ต่อสาธารณะในวงกว้าง ซึ่งมักจะมีความเกี่ยวข้องกับ พลังงาน การคมนาคมขนส่ง สาธารณูปโภค และโทรคมนาคม

ตัวอย่างธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เช่น ธุรกิจท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ธุรกิจสนามบิน ทางด่วนหรือทางพิเศษ ท่าเรือขนส่งสินค้า ธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตและจำหน่าย

ไฟฟ้า, น้ำประปา, พลังงานทดแทนและทางเลือก ธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตและติดตั้งเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์ไร้สาย การให้บริการสื่อสารผ่านดาวเทียม และการติดตั้งเส้นใยแก้วนำแสงสำหรับธุรกิจบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต เป็นต้น

ทำไมธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานถึงน่าสนใจ

เหตุผลที่ผมคิดว่าธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานเป็นธุรกิจที่น่าสนใจลงทุนในระยะยาว เนื่องจากเหตุผลดังต่อไปนี้ครับ

1. มีศักยภาพในการเติบโต

ตัวเลขประมาณการค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก (Global Infrastructure Spending) จะมีมูลค่ามากถึง 9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2025 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 6.5% ต่อปี

*กราฟตัวเลขประมาณการค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก (ที่มา : Oxford Economics , PWC 1024)

นอกจากนี้ธุรกิจยังสามารถปรับค่าบริการขึ้นได้ตามอัตราเงินเฟ้อ จึงไม่เสียโอกาสด้านการเติบโตของราคาสินค้าและบริการ

2. มีผลตอบแทนโดดเด่น

ถ้าเราเปรียบเทียบข้อมูลผลตอบแทนของดัชนี 5 ปีย้อนหลัง (วันที่ 23 ก.พ. 2011 – 23 ก.พ. 2016) จะเห็นได้ว่าธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกมีผลตอบแทนสะสม 46.85% ซึ่งสูงกว่าเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นโลกที่มีผลการดำเนินงานสะสมเพียง 27% ในช่วงระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา

กราฟแสดงผลตอบแทนสะสมเปรียบเทียบผลตอบแทนดัชนีหุ้นโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกกับผลตอบแทนดัชนีหุ้นโลก
( ที่มา: Morningstar ข้อมูล ณ วันที่ 24 ก.พ. 2016)

3. ผลตอบแทนสม่ำเสมอ และมั่นคง

บริษัทที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานจะมีรายได้สม่ำเสมอ มีอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ดีและสามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างต่อเนื่อง สินทรัพย์ที่ครอบครองมักจะมีระยะเวลาใช้งานยาวนาน จากตารางแสดงแสดงอัตราการจ่ายเงินปันผลของหุ้นในกลุ่มต่าง ๆ แสดงให้เห็นว่าดัชนีโครงสร้างพื้นฐานมีการจ่ายเงินปันผลสูงกว่าหุ้นอสังหาริมทรัพย์และหุ้นทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

ตารางแสดงแสดงอัตราการจ่ายเงินปันผลของหุ้นในกลุ่มต่าง ๆ (ที่มา : Bloomberg ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2015)

หมายเหตุ : อัตราการจ่ายปันผลของดัชนีรายปี คำนวณจาก ผลรวมของเงินปันผลของหุ้นแต่ละตัว เทียบกับ ผลรวมของราคาหุ้นแต่ละตัวในดัชนีชี้วัด ในช่วงเวลา 1 ปี

– ดัชนีโครงสร้างพื้นฐาน คือ S&P Global Infrastructure Index

– ดัชนีหุ้นโลก คือ MSCI World Index

– ดัชนีอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก คือ FTSE EPRA/NAREIT Developed Real Estate (Net)

และเนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ และการพัฒนาประเทศ ทำให้มีความต้องการใช้งานในสินค้าและบริการที่แน่นอน ผลการดำเนินงานของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานจึงค่อนข้างมั่นคงในทุกสภาวะเศรษฐกิจ

4. ช่วยให้พอร์ตลงทุนได้ผลตอบแทนมากขึ้น ความเสี่ยงน้อยลง

การเปรียบเทียบผลตอบแทนและความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน พบว่าถ้าเรากระจายการลงทุนไปในหุ้นโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก จะทำให้พอร์ตการลงทุนมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น ในขณะเดียวกันทำให้ความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนลดลงอีกด้วย

กราฟเปรียบเทียบผลตอบแทนกับความเสี่ยงของพอร์ตที่มีสัดส่วนการลงทุนแบบต่าง ๆ
(ที่มา: บทความ Morgan Stanley มกราคม 2016)

หมายเหตุ : ข้อมูลระยะเวลา 10 ปี สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2015 ใช้ผลตอบแทนรายเดือน มาคำนวณ

– Global equity ใช้ S&P Global BMI  เป็นตัวแทนของหุ้นโลก

– Global Fixed Income ใช้ Barclays Global Aggregate เป็นตัวแทนของตราสารหนี้โลก

– Global Infrastructure ใช้ Dow Jones Brookfield Global Infrastructure เป็นตัวแทนของโครงสร้างพื้นฐานโลก

จากตาราง พอร์ตลงทุน A และ C มีการลงทุนในหุ้น 75% เท่ากัน แต่พอร์ตลงทุน A ที่มีการกระจายลงทุนในหุ้นโครงสร้างพื้นฐานได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่า บนความเสี่ยงที่ต่ำกว่า พอร์ตลงทุน C ซึ่งมีการลงทุนในหุ้นทั่วโลกอย่างเดียว

5. มีคู่แข่งน้อย และคู่แข่งรายใหม่เข้ามาสู่ธุรกิจได้ยาก

เนื่องจากธุรกิจโดยส่วนมากที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานมักจะมีผู้แข่งขันน้อยราย หรือเป็นแบบผูกขาด (monopoly) ที่มีการทำสัญญาหรือสัมปทานระยะยาว (เช่น ทำสัญญาขนส่งน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติกับรัฐวิสาหกิจหรือภาครัฐ) คู่แข่งรายใหม่เข้ามาสู่ธุรกิจได้ยาก เพราะมีอุปสรรคในการเข้าสู่อุตสาหกรรมสูง (high barrier to entry) สินทรัพย์ที่ลงทุนต้องใช้เงินลงทุนสูงและใช้เวลานานในการสร้างมูลค่า

KGIFRMF โอกาสเติบโตอย่างมั่นคง แม้เศรษฐกิจผันผวน แถมประหยัดภาษี

ตอนนี้มีกองทุนที่จะเสนอขายโดย บลจ. กสิกรไทย ในวันที่ 11-17 พฤษภาคมนี้ ซึ่งมีนโยบายไปลงทุนในกองทุน

วิธีลดหย่อนภาษีแบบนี้ก็มีด้วย

น้องมั่งคั่ง : พี่มั่นคงคะ วันก่อนมั่งคั่งเพิ่งอ่านบทความเรื่องวางแผนภาษีไปอีกครั้ง เลยสงสัยว่า ยังมีวิธีอื่นเพิ่มเติมในการวางแผนการเงินเพื่อลดหย่อนภาษีได้อีกรึเปล่า พี่มั่นคงพอจะมีคำแนะนำให้น้องบ้างไหมคะ

 

พี่มั่นคง : อืมมม.. สำหรับน้องมั่งคั่งที่เรียนรู้การวางแผนภาษีแบบมืออาชีพไปแล้ว คราวนี้ลองมาดูเทคนิคการลดหย่อนภาษีแบบพิเศษกันบ้างนะครับ ซึ่งวิธีนี้พี่มั่นคงเชื่อว่าน่าจะตรงใจใครหลายคนครับ

 วิธีประหยัดภาษีแบบนี้ก็มีด้วย-01

พี่มั่นคงเชื่อว่า คุณผู้อ่านหลายคนคงจะสามารถคำนวณภาษี และวางแผนใช้ค่าลดหย่อนภาษีอย่างครบถ้วน จนสามารถนำเงินภาษีไปลงทุนต่อให้เกิดประโยชน์ได้แล้วใช่ไหมครับ แต่วันนี้พี่มั่นคงมีอีกวิธีหนึ่งมาแนะนำกัน ซึ่งไม่ได้มีประโยชน์แต่ในเรื่องของการลดหย่อนภาษีเท่านั้น แต่ยังได้ดูแลคนที่เรารักไปพร้อมๆ กันอีกด้วย นั่นคือ การดูแลคุณพ่อคุณแม่ด้วยประกันสุขภาพนั่นเอง หลายๆ คนอาจจะยังไม่ทราบว่าเบี้ยประกันสุขภาพที่เราเป็นคนจ่ายให้กับคุณพ่อคุณแม่นั้น สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน โดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้ครับ

  1. สำหรับคนที่จ่ายเบี้ยประกันสุขภาพให้กับคุณพ่อคุณแม่ สามารถนำเบี้ยประกันสุขภาพที่จ่ายนั้นไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท โดยมีข้อพิจารณาเพิ่มเติมดังนี้
  • ถ้าคู่สมรสของเราไม่มีเงินได้ เราสามารถนำค่าเบี้ยประกันสุขภาพที่เราจ่ายให้พ่อแม่ของคู่สมรส มาใช้หักลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่รวมกันสูงสุดต้องไม่เกิน 15,000 บาท
  • ถ้าเรามีการจ่ายเบี้ยประกันร่วมกันกับพี่น้องคนอื่นๆ สามารถนำมาเฉลี่ยกันหักลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่เมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 15,000 บาท เช่น ถ้าพี่มั่นคงจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพคุณพ่อคุณแม่ร่วมกันกับน้องมั่งคั่งเป็นจำนวน 15,000 บาท แบบนี้แต่ละคนจะมีสิทธิหักลดหย่อนเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดาได้คนละ 7,500 บาท

 

  1.  เงื่อนไขการรับสิทธิ ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดดังต่อไปนี้
  • ผู้ใช้สิทธิต้องเป็นลูกแท้ๆ ตามกฎหมายของพ่อแม่
  • คุณพ่อ คุณแม่ต้องมีรายได้ทั้งปีภาษีไม่เกิน 30,000 บาท
  • ตัวเราหรือพ่อแม่ต้องอยู่ในประเทศไทยครบ 180 วันในปีภาษีนั้น

โดยคำว่าประกันสุขภาพนั้น ต้องเป็นความคุ้มครองพ่อแม่ซึ่งได้แก่ ประกันภัยคุ้มครองการรักษาพยาบาลการชดเชยทุพพลภาพและสูญเสียอวัยวะเนื่องจากเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บ หรือประกันภัยอุบัติเหตุที่คุ้มครองเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล การทุพพลภาพ การสูญเสียอวัยวะ และการแตกหักของกระดูก ประกันภัยโรคร้ายแรง หรือประกันภัยแบบดูแลระยะยาว ซึ่งตัวอย่างของแบบประกันประเภทนี้ ได้แก่ บีแอลเอ ซูเปอร์ ซีเนียร์ (เพื่อผู้สูงอายุ) จากกรุงเทพประกันชีวิต ที่คุ้มครอง 5 กลุ่มโรคร้ายแรง อุบัติเหตุ และชีวิต สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.bangkoklife.com/supersenior

 

และหลักฐานสำคัญที่ต้องใช้เพื่อลดหย่อนภาษีก็คือ ใบเสร็จหรือหนังสือรับรองการชำระเบี้ยประกันสุขภาพจากบริษัทประกันนั่นเอง ขอเน้นอีกทีว่า ต้องเป็นเบี้ยประกันในส่วนของสัญญาสุขภาพเท่านั้น ไม่รวมถึงเบี้ยประกันของสัญญาชีวิตนะครับ

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่เราได้จากการทำประกันสุขภาพให้กับคุณพ่อคุณแม่นั่นก็คือ การป้องกันความเสี่ยงและดูแลคนที่เรารัก เพราะยิ่งอายุเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บและภาวะทางร่างกายต่างๆ ก็มากขึ้นเป็นธรรมดา ดังนั้น การมอบหลักประกันด้านสุขภาพให้กับคุณพ่อคุณแม่ จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีในการบอกรัก และตอบแทนท่านด้วยความกตัญญู ดังนั้น พี่มั่นคงจึงอยากจะฝากไว้ให้ทุกคนอย่าลืมพิจารณาถึงความสำคัญในส่วนนี้ไว้ด้วยนะครับ

 

น้องมั่งคั่ง : ขอบคุณพี่มั่นคงมากนะคะ ที่มาแชร์วิธีดีๆ ให้ เป็นประโยชน์มากเลยค่ะ อีกอย่าง…ปีนี้น้องรู้แล้วล่ะว่าจะมอบของขวัญอะไรให้คุณพ่อคุณแม่ดี

 

พี่มั่นคง : ดีมากเลยครับ เห็นไหมครับว่าการวางแผนการเงินที่ดีและลดหย่อนภาษีให้เหมาะสมกับตัวเอง ให้ประโยชน์ได้รอบด้านจริงๆ ว่าแต่ ของขวัญคุณพ่อคุณแม่ปีนี้ เรามาออกกันคนละครึ่งดีไหมครับ (ยิ้ม)

จิ๊กซอร์เป้าหมายการออม

“น้ำฝนแต่ละเม็ดตกมารวมกันเป็นลำธาร
ลำธารแต่ละสายไหลมารวมตัวกันเป็นแม่น้ำ”

ธรรมชาติสอนให้เรารู้ว่าสิ่งของที่อยู่รอบตัวเรานั้นล้วนมาจากสิ่งเล็กๆ ที่สะสมกันมากลายเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แม่น้ำเกิดขึ้นไม่ได้หากไร้เม็ดฝน การออมเงินก็เช่นกัน เป้าหมายความร่ำรวยที่หลายคนวาดฝันไว้ว่ามีเงินใช้ จ่ายอย่างสุขสบายนั้น ล้วนมาจากสิ่งเล็กๆที่เป็นส่วนประกอบของความขยัน ความพยายามและความอดทน ที่จะเก็บเล็กผสมน้อยจากเงินก้อนเล็กๆ จนกลายเป็นเงินก้อนโต พร้อมกับเป้าหมายอันยิ่งใหญ่

 

ทำไมต้องมีเป้าหมายชัดเจน?
ลองนึกภาพว่าวันนี้เราปีเป้าหมายว่า “เราอยากไปเที่ยว” แล้วอย่างไรต่อไปดีล่ะ

  • เที่ยวที่ไหน
  • เที่ยวกับใคร
  • เที่ยวช่วงไหน
  • ต้องใช้เงินเท่าไหร่
  • เที่ยวในประเทศหรือต่างกระเทศ
  • เดินทางแบบไหน รถไฟ รถยนต์ เครื่องบิน
  • แผนการเดินทางยังไง
  • พัก กิน นอนพักที่ไหน
  • ฯลฯ

เราจะเห็นว่าเป้าหมาย “เราอยากไปเที่ยว” นี้มันกว้างมาก แล้วก็ตามมาด้วยคำถามอีกสารพัด เมื่อมันกว้าง เกินไปก็ไม่รู้วิธีว่าจะทำอย่างไรให้มันสำเร็จ ไม่ต่างกับคำว่า “เราอยากรวย” ที่ไม่รู้ว่าเท่าไหร่ถึงเรียกว่ารวย จะรวยตอนไหน รวยด้วยวิธีอะไร ฯลฯ ถ้าต้องการให้เป้าหมายนั้นสำเร็จก็ต้องตีกรอบให้แคบลงสักนิด

 

 

การตีกรอบเป้าหมาย
เราควรนั่งทบทวนเขียนความต้องการที่แท้จริงของตนเองออกมา โดยใช้ 3 คำนี้ คือ “อะไร เท่าไหร่ เมื่อไหร่” จากเรื่องเป้าหมายอยากไปท่องเที่ยวข้างต้น เราทำให้ชัดเจนขึ้นเป็น “อีก 6 เดือนข้างหน้า เราวางแผนไปเที่ยวภูกระดึงกับกลุ่มเพื่อน ตั้งงบไว้ประมาณคนละ 3,000 บาท” จากเป้าหมายนี้เราจะ วางแผนการไปเที่ยวได้ง่ายขึ้นว่าจะเก็บเงินเดือนละเท่าไหร่ ไปนอนที่ไหน ต้องเตรียมของใช้อะไรบ้าง เดินทางอย่างไร ฯลฯ สุดท้ายเป้าหมายของเราก็จะสำเร็จได้

ในขณะที่บางคนอาจจะมีหลากหลายเป้าหมายในเวลาเดียวกัน เช่น

  • ปีหน้าต้องการซื้อบ้านราคา 3 ล้านบาท
  • ต้องการใช้เงิน 3 แสนในการปรับปรุงบ้านหลังเก่า
  • รถยนต์คันเก่าพังแล้วซ่อมบ่อยมาก ก็ต้องการซื้อรถยนต์คันใหม่ราคาประมาณ 5 แสนบาท
  • ต้องการเก็บเงินเรียนต่อปริญญาโท ใช้เงินประมาณ 2 แสนบาท
  • ต้องการเก็บเงินไปท่องเที่ยวญี่ปุ่น ใช้งบประมาณ 4 หมื่นบาท
  • ต้องการมีเงินไว้ใช้หลังเกษียณเดือนละ 2 หมื่นบาท

แม้ว่าเราจะมีโครงการในอนาคตมากมาย แต่ก็ไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ในเวลาเดียวกัน เพราะกำลัง ทุนทรัพย์ไม่เพียงพอ แต่ถ้าหากต้องการจะทำให้สำเร็จพร้อมกันก็อาจจะสร้างหนี้สินในปริมาณที่สูงมาก จนเกินกำลังที่จะผ่อนจ่ายได้ กลายเป็นภาระอันยิ่งใหญ่ในอนาคต ดังนั้น เพื่อให้เราบรรลุเป้าหมาย ได้ครบทุกข้อ ก็ควรมาจัดลำดับความสำคัญว่ามีอะไรบ้างที่ควรทำทันทีหรือว่าอะไรที่รอให้ พร้อมกว่านี้แล้วค่อยลงมือทำ

 

การจัดลำดับความสำคัญ
เมื่อเงินของเรามีจำกัด แต่ความต้องการของเรามีไม่จำกัด สิ่งหนึ่งที่จะทำให้เป้าหมายของเราสำเร็จได้ คือ การจัดลำดับความสำคัญของความต้องการให้เหมาะสมกับเงินในกระเป๋าของเรา โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว

เราควรให้ความสำคัญกับเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปากท้องของตนเองเป็นอันดับแรกเพราะเป็นสิ่งที่เราต้องกิน และใช้ในปัจจุบัน โดยจัดให้อยู่ในแผนระยะสั้นซึ่งก็คือ การเก็บเงินฉุกเฉินที่ต้องเก็บ 3 – 6 เดือนของ ค่าใช้จ่าย เมื่อเก็บครบแล้วก็ค่อยจัดสรรเงินให้กับแผนในระยะปานกลางและระยะยาวต่อไป

ตัวอย่าง การวางแผนเงินออม

จิ๊กซอร์เป้าหมายการออม

จากภาพนี้เมื่อเรามีเป้าหมายการเงินแล้ว ก็นำมาจัดลำดับความสำคัญไว้ในแผนระยะสั้น ระยะปานกลาง หรือระยะยาว เพื่อจะได้เห็นภาพรวมของแผนการใช้เงินได้ชัดเจนขึ้นว่าควรจะแบ่งเงินไว้ในแต่ละส่วน อย่างไรบ้าง จากภาพนี้เป็นเพียงตัวอย่าง ผู้อ่านควรปรับให้เหมาะสมกับช่วงวัยของตนเองนะจ๊ะ

จิ๊กซอร์เป้าหมายการออม

 

สรุปว่า….
จิ๊กซอร์ที่จะทำให้เป้าหมายการออมเงินเป็นรูปร่างนั้นจะต้องชัดเจน ด้วยการตีกรอบเป้าหมายด้วยคำว่า “อะไร เท่าไหร่ เมื่อไหร่” แล้วก็จัดลำดับความสำคัญ โดยเริ่มทำสิ่งที่สำคัญที่สุดของชีวิตก่อน เมื่อเหลือเงิน ค่อยไปทำตามเป้าหมายอย่างอื่นต่อไป

 

จิ๊กซอร์เป้าหมายการออม

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save