“ทำประกัน” แล้วเกี่ยวอะไรกับ “การวางแผนทางการเงิน?”

หลายคน พอพูดถึงคำว่า “วางแผนทางการเงิน” ก็มักจะนึกว่าเป็นเรื่องของการ “วางแผนการลงทุน” ว่า

จะเลือกซื้อหุ้น/กองทุนอะไรดี? 

จะซื้อจะขายเมื่อไหร่ดี? 

หรือจะต้องถือไว้นานเท่าไหร่? 

ต้องลงทุนเท่าไหร่? ถึงจะได้กำไรเยอะๆ

ดังนั้นก็คงจะสงสัยว่า แล้วเรื่องการลงทุนเหล่านี้จะมาเกี่ยวข้องอะไรกับการทำประกันได้ยังไง?

แน่นอนครับว่า การวางแผนการลงทุนนั้นเกี่ยวข้องกับการวางแผนทางการเงินแหงๆอยู่แล้ว (ก็มันต้องคิดว่าเอาเงินเราไปลงทุนยังไงเท่าไหร่ดี) แต่อันที่จริง เรื่องการลงทุนนั้นมันเป็นแค่ส่วนเดียวของการวางแผนทางการเงินเท่านั้น เพราะขึ้นชื่อว่า “เงิน” แล้ว มันไม่ได้มีแค่การลงทุนอย่างเดียวใช่ไหมล่ะครับ? ไหนจะเรื่องของรายได้ เรื่องค่าใช้จ่าย เรื่องของภาษี เรื่องของบัญชี เรื่องของการจัดทำพินัยกรรม มรดก และแน่นอน เรื่องของการทำประกันด้วยเช่นกัน เพราะมันกระทบกับเงินของเรายามเราเกิดเหตุไม่คาดฝันในชีวิตนั่นเอง

ลองคิดดูว่า ถ้าวันหนึ่งขณะที่เรากำลังลงทุน พอร์ตกำลังโตอยู่ดีๆ เราเกิดประสบอุบัติเหตุ บาดเจ็บหนัก หรือป่วยเป็นโรคร้ายแรง ต้องผ่าตัด ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลที่แพงมากๆอย่างต่อเนื่อง มันจะเป็นยังไง? ถ้าเราเป็นหัวหน้าครอบครัว มีภาระต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูคนในครอบครัว แต่วันหนึ่งเราเกิดโชคร้าย ประสบอุบัติเหตุร้ายแรงจนเป็นคนทุพพลภาพหรือเสียชีวิต แล้วคนที่เรารับผิดชอบเลี้ยงดูอยู่ล่ะ จะใช้ชีวิตกันต่อไปยังไง? ถ้าทรัพย์สินที่เรามีอยู่ไม่เพียงพอกับค่ารักษาหรือค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูจนกว่าคนที่อยู่ข้างหลังจะตั้งตัวเลี้ยงดูตัวเองกันได้

หากเรามีทรัพย์สินไม่มากพอ ชีวิตเราก็ย่อมจะมีความเสี่ยงที่เหตุการณ์ไม่คาดฝันจะส่งผลกระทบถึงความมั่งคั่งของเราได้เสมอ (เพราะคงไม่มีใครที่คิดว่า ทั้งชีวิตตัวเองจะไม่มีความเสี่ยงในเรื่องสุขภาพร่างกายหรือชีวิตเลยอยู่แล้วใช่ไหมล่ะครับ?)

นั่นทำให้เรื่องของการทำประกัน ไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิต ประกันสุขภาพ หรือประกันทรัพย์สิน ถูกจัดให้อยู่ในเรื่องของ “Wealth Protection” หรือ “การปกป้องความมั่งคั่ง” ตามหลักการวางแผนทางการเงินที่เป็นมาตรฐานกันทั่วโลก

เรื่องของการวางแผนทางการเงิน จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการลงทุน แต่เป็นเรื่องของการมองภาพรวมทางการเงินของเราในมุมกว้าง ทั้งเรื่องของการบริหารรายรับ-รายจ่าย การจัดการหนี้สิน เมื่อบริหารแล้วมีเงินเหลือก็ต้องปกป้องคุ้มครองความเสี่ยงที่จะกระทบกับเงินเก็บที่หามาได้ เมื่อมีการคุ้มครองแล้วก็ต่อยอดขนาดของทรัพย์สินของเราด้วยการวางแผนการลงทุน รวมถึงวางแผนภาษีเพื่อดึงเงินกลับคืนมาอย่างถูกต้อง 

สุดท้ายเมื่อเราสร้างความมั่งคั่งให้กับชีวิตได้จนถึงอายุที่เหมาะสมแล้ว ก็วางแผนส่งมอบทรัพย์สินที่มีให้แก่ลูกหลานต่อไป ซึ่งการเงินในแต่ละส่วนนั้น ล้วนแต่มีความเชื่อมโยงและส่งผลกระทบซึ่งกันและกันอย่างแยกไม่ออก เช่น ถ้าบริหารรายรับรายจ่ายได้ไม่ดี ก็คงไม่มีเงินเพียงพอจะมาลงทุนหรือทำประกัน หรือถ้าทำประกันมากเกินไป ก็อาจส่งผลกระทบต่อการบริหารรายจ่าย และไม่เหลือเงินเพียงพอมาลงทุน หรือถ้ามีเงินแล้วเอาแต่ไปลงทุน ไม่มีการปกป้องความเสี่ยง พอเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมาอาจจะทำให้รายจ่ายเพิ่มมากขึ้น รายได้หดหาย จนกระทบกับกระแสเงินสดและทรัพย์สินที่มีอยู่ก็ได้ การวางแผนทางการเงินจึงต้องพิจารณาการเงินของเราหลายๆด้านไปพร้อมๆกันด้วย

ผมจึงบอกได้เลยว่า ถ้ามีการวางแผนทางการเงินแล้วพบว่า ทรัพย์สินที่อยู่มีไม่เพียงพอต่อการรับความเสี่ยงด้วยตัวเอง ยังไงก็ต้องมีการวางแผนทำประกันเพื่อให้บริษัทประกันมารับความเสี่ยงให้แทน ดังนั้น เมื่อพูดถึงเรื่องของการวางแผนทางการเงินกันแล้ว ก็คงเข้าใจกันแล้วว่า ต้องมีเรื่องของการวางแผนทำประกันคุ้มครองความเสี่ยงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแน่นอนครับ 🙂

คาถาพารวยด้วยแก้ว 3 ประการสำหรับมนุษย์เงินเดือน

เขียนบทความนี้กันต้นปีเลยแล้วกันนะครับ พอดีเห็นช่วงนี้มีคนชอบแชร์เรื่องเกี่ยวกับ ดวงชะตาของราศีไหนจะเป็นอย่างไร ซึ่งก็มีคนแซวไว้อยู่เหมือนกันว่าต้องเป็นราศีที่ทำมาหากิน ฮาๆ พอเห็นคนชอบดวง สูตรลับ ผมเองก็เลยอยากจะมอบคาถาพารวยในแบบฉบับของผมบ้างนะครับ จะได้ร่ำรวยกันตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

คาถาพารวยของผมก็ง่ายๆเลย เพียงแค่เราท่องว่า

“เพิ่มตัง จ่ายยั้ง ออมจัง”

มาดูความหมายของแต่ละคำกันเลยดีกว่า

เพิ่มตัง = เพิ่มรายได้

วิธีการเพิ่มตังสำหรับมนุษย์เงินเดือนนั้นก็มีหลายวิธีนะครับ อย่างแรกสุดเลยก็คือ การได้ขึ้นเงินเดือนจากที่ทำงาน ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดแล้ว ก็ตั้งใจทำงาน สร้างสรรค์ผลงานให้กับเจ้านายเห็น รับรองว่าถ้าเจ้านายไม่ขึ้นเงินเดือนให้ แต่ผลงานเราเตะตาเจ้านายในบริษัทอื่น รับรองว่าคุณจะเกิดการถูกแย่งตัวกันเลยทีเดียวนะครับ บางทีก็จะมี Head Hunter โทรมาคุยเลยว่า อยากได้เงินเดือนเท่าไหร่ ไปลองสัมภาษณ์กับที่นั่นที่นี่ไหม? 

วิธีการที่ผมเคยทำก็คือเราต้องทำให้คนรู้จักเรามากให้มากขึ้น โดยเฉพาะทางสื่อ Online เช่น Facebook, LinkedIn, Blog ทำ Profile ความเชี่ยวชาญของเราและคอยให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่เราถนัด พอข้อมูลข้อเราไปเตะตาใครที่เขาต้องการอยู่ เขาจะติดตามเราพร้อมสืบประวัติและอ่านข้อมูลเรา เพื่อนำไปพิจารณาการ Offer งานใหม่ๆครับ 

หรือถ้าหากใครมีความคิดดีๆในการสร้างธุรกิจของตัวเองหลังเลิกงาน หรือในวันเสาร์-อาทิตย์ ก็เป็นเรื่องที่ไม่เลวเลยนะครับ บางคนชอบขายของ Online สมัยก่อนผมเลยทำพวกงาน ล่ามภาษาอังกฤษ สอนพิเศษเด็กๆ วันหนึ่งๆได้เงินมาเพิ่ม 2,000 – 3,000 บาทเลย ทำไปทำงานรายได้ส่วนนี้พอๆกับงานประจำเลย (เรียกได้ว่าทำแบบจนลืมนัดกับแฟนกันทีเดียว)

จ่ายยั้ง = คิดและวางแผนก่อนใช้เงิน

ถ้าวิธีการแรกรู้สึกลำบ๊ากลำบากในการหาเงินเพิ่ม ลองมาประหยัดกันแทนดูไหมครับ ผมเคยอ่านคำพูดของเบนจามิน แฟรงคลิน (คนที่คิดสายล่อฟ้านั่นแหล่ะครับ) พูดถึงเรื่องการออมเงินว่า ถ้าเราประหยัด 1 เพนนี ก็จะมีเงินเพิ่ม 1 เพนนี นะเธอว์!!! ซึ่งมันก็เป็นจริงนะครับ การประหยัดตังบางทีมันง่ายกว่าการหาตังซะอีก

ถามว่าประหยัดอย่างไร วิธีง่ายๆเลยก็คือลองสำรวจตัวเองว่าวันๆใช้จ่ายอะไรบ้าง ลองทำบันทึกรายรับรายจ่ายไว้ก็ได่นะครับ แล้วพอเราไล่เรียงออกมาแล้วเราจะเห็น รายจ่ายอยู่ 2 แบบที่มันน่าหมั่นไส้จริงๆ

  • รายจ่ายที่ไร้สาระในชีวิตที่ตัดค่าใช้จ่ายได้: คือผมเข้าใจนะครับว่าคนเราต้องใช้เงินไปกับความสุข แต่ถ้าเรามีความสุขจนเป็นหนี้ อันนี้จะกลายเป็นความทุกข์ได้ ลองดูนะครับว่ารายจ่ายไร้สาระมันเกิดขึ้นในตัวเราบ้างหรือเปล่า อย่างตัวผมเองมีอยู่ช่วงๆหนึ่งเคยบ้ากินไอติมทุกวัน เช้า กลางวัน เย็น หมดค่าไอติมไปเยอะมาก แถมอ้วนอีกต่างหาก เลยใช้วิธี กินอันที่มันถูกลง กับ กินให้มันถี่น้อยลงเป็น 3 วันครั้ง
  • รายจ่ายที่จำเป็นแต่เราหาวิธีประหยัดได้: เชื่อไหมว่าบางครั้งรายจ่ายที่จำเป็นก็ประหยัดได้นะ เพียงแค่เราหาวิถีประหยัดมันให้เจอ เมื่อก่อนผมเคยต้องนั่งรถเมล์ไปสถานี BTS และจ่ายค่า BTS ไปทำงาน แต่อยู่ๆผมก็เจอวิธีที่ประหยัดได้มากกว่าเดิม คือแถวๆบ้านผมจะมีคนไปที่ทำงานด้วยกัน 4-5 คน ก็เลยหารค่ารถไปด้วยกัน นัดกันมาเจอแล้วโบกแทคซี่ไปด้วยกัน ถึงเร็วกว่าเดิมค่ารถต่อคนถูกกว่าเดิมด้วยครับ พวกนี้มันขึ้นอยู่กับการวางแผนนะ ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นใครว่ามันจะลดไม่ได้ล่ะ!!

ออมจัง = ออมเงินเยอะๆและหาทางต่อยอดเงินออม

แน่นอนครับว่า เงินออมนั้นมาจากความสัมพันธ์ระหว่างรายรับและรายจ่าย หากเรามีรายรับเยอะกว่ารายจ่ายเมื่อไหร่ เงินออมย่อมเกิดขึ้นแน่ๆ แต่ผมเชื่อว่าหลายๆคนก็อาจจะเซ็งกับดอกเบี้ยเงินฝาก ใช่ไหมครับ ออมอย่างเดียวสมัยนี้มันอาจจะไม่ได้สร้างความมั่งคั่งมากเท่ากับสมัยก่อน การเปลี่ยนเงินออมไปเป็นเงินที่ป้องกันความเสี่ยงและการลงทุนก็เป็นสิ่งที่สามารถทำเพิ่มได้

การป้องกันความเสี่ยงเป็นเบื้องต้นเลยที่เราน่าจะทำนะ เช่น การซื้อประกันไว้ เพราะถ้าเราเก็บเงินออมไปเรื่อยๆ แต่เกิดเหตุไม่คาดฝัน ต้องจ่ายเงินทีเป็นหมื่นเป็นแสน บางทีกลายเป็นความมั่งคั่งหายไป การทำประกันให้ครอบคลุมความเสี่ยงก็เป็นเรื่องที่ดีนะครับ 

นอกจากนี้แล้วเราก็ควรจัดพอร์ตการลงทุนเพิ่มเติมตามความเสี่ยงของเรา ด้วยการนำเงินออมไปลงทุนใน หุ้น กองทุนรวม ตราสารหนี้ ฯลฯ เพื่อให้เงินงอกเงยมากกว่าเดิม แต่การลงทุนมีความเสี่ยงเหมือนกันนะ หุ้นมีขึ้นก็มีลง ลงทุนไปก็อาจจะขาดทุนได้ การศึกษาและบริหารความเสี่ยงก็เป็นเรื่องสำคัญที่จะหนีไม่ได้ เมื่อเราสร้างเงินออมให้งอกเงยแล้วก็จะรวยขึ้นได้มากเช่นกันครับ

เพิ่มรายได้ – ลดรายจ่ายไม่จำเป็น – ต่อยอดผลตอบแทนเงินออม

ลองนำไปปรับใช้ในชีวิตของเราดูนะครับว่าจะต้องทำอย่างไร และก็ขอให้ทุกคนร่ำรวยๆ นะครับ

คุ้มสุดๆ!! โปรโมชั่น!! นิรโทษกรรมทางภาษี ยกเว้นความผิดให้แถมไม่คิดภาษีอีกด้วยยย

สวัสดีครับทุกคน เพิ่งผ่านพ้นปีใหม่กันไม่เท่าไร ทางภาครัฐก็มีกฎหมายฉบับใหม่เรื่องภาษีมานำเสนอกันอีกแล้วววคร้าบบ หลังจากที่สิ้นปีกระหึ่มด้วย ค่าลดหย่อนภาษีชอปปิ้ง เพื่อลดหย่อนภาษีให้กับบุคคลธรรมดา แต่มาถึงปี 2559 นี้.. นิติบุคคลอย่างบริษัทและห้างหุ้นส่วนก็ไม่น้อยหน้าเช่นเดียวกัน เพราะได้รับประโยชน์จากโปรโมชั่นใหม่ที่เรียกกันสั้นๆว่า นิรโทษกรรมทางภาษี แถมด้วยสิทธิยกเว้นและลดภาษีเงินได้นิติบุคคลไปอีกต่อหนึ่ง!! (เดี๋ยวนะ มันสั้นตรงไหน – -“)

โดยระหว่างช่วงหยุดยาวปีใหม่ ผมลองสังเกตดูตามหน้า New Feed เฟสบุ๊กส่วนตัว Line และ Twitter รวมถึงข่าวสารต่างๆ จากสำนักข่าวหลายแห่ง เรียกได้ว่าข่าวนิรโทษกรรมทางภาษีนี้กระหึ่มทั้งวงการธุรกิจกันเลยทีเดียวครับ

ก่อนที่จะเวิ่นเว้อเพ้อเจ้อจนเนื้อหายาวไปและทำให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆขี้เกียจอ่าน ผมนาย TAXBugnoms ขอสรุปสั้นๆให้ฟังกันครับว่า เมื่อวันที่ 1 มกราคม มีกฎหมายภาษีใหม่ออกมา 2 ฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ พระราชกำหนดยกเว้นและสนับสนุนการปฎิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร และ พระราชกฤษฏีกาออกความตามประมวลรัษฏากร (ฉบับที่ 595) นั่นเองครับ

ทีนี้เรามาดูกันว่ากฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้ มีที่มาที่ไปอย่างไร และเนื้อหาที่น่าสนใจเป็นแบบไหน เอาล่ะครับ.. เรามาเริ่มต้นจากเหตุผลของการออกกฎหมายกันดีกว่าครับ

เหตุผลที่ต้องมีนิรโทษกรรมและลดอัตราภาษี

สำหรับเหตุผลในการออกกฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้ เนื่องจากทางรัฐมองว่ามีความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องปรับปรุงระบบการจัดเก็บภาษีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสนับสนุนให้ผู้เสียภาษีทั้งหลายมีการจัดทำบัญชีให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของกิจการ ซึ่งวิธีการสนับสนุนก็ถูกนำมาใช้ผ่านเครื่องมือจูงใจที่เราคุ้นเคยกัน นั่นคือ การนิรโทษกรรมทางภาษี และ การลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลนั่นเองครับ

รายละเอียดและเงื่อนไขของกฎหมาย

ก่อนอื่น ผมขอพูดถึงกฎหมายฉบับแรก คือ พระราชกำหนดยกเว้นและสนับสนุนปฎิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากรตามประมวลรัษฏากร ก่อนนะครับ ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดรายละเอียดและเงื่อนไขไว้ดังนี้ครับ

ผู้มีสิทธิ : บริษัทห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่มีรายได้ไม่เกิน 500 ล้านบาทที่เกิดขึ้นในรอบบัญชีครบกำหนด 12 เดือนที่ผ่านมา และวันสุดท้ายของรอบต้องภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2558

สิทธิที่ได้รับยกเว้น : ยกเว้นจากการตรวจสอบ ไต่สวน ประเมิน หรือสั่งให้เสียภาษีอากร และความผิดทางอาญาตามประมวลรัษฏากร

สิ่งที่ยกเว้นให้ : รายได้ ฐานภาษี รายรับ หรือการกระทำตราสาร ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 มกราคม 2559

สิ่งที่ผู้มีสิทธิต้องทำ : ประกอบด้วยขั้นตอนดังต่อไปนี้ครับ

– จดแจ้งต่อกรมสรรพากร ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรกำหนด (ณ วันที่ 4 มกราคม 2559 ยังไม่มีประกาศออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร)

– ยื่นแบบแสดงรายการต่างๆ (ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ อากรแสตมป์) พร้อม “ชำระภาษี” (ถ้ามี) ให้ถูกต้อง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 เป็นต้นไป

– จัดทำบัญชี งบการเงินให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของกิจการตั้งแต่รอบบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2559 เป็นต้นไป รวมถึงไม่กระทำการใดๆ ที่เป็นการหลีกเลี่ยงภาษีอากร

อย่างไรก็ตามเงื่อนไขที่ว่านี้ ไม่ได้ให้สิทธิแก่ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบภาษีอากร หรือเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีปลอม หรืออยู่ระหว่างดำเนินคดีในชั้นศาล ครับ อ้อ.. แน่นอนครับว่ารวมถึงบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จดทะเบียนประกอบกิจการหลังจากวันที่ 1 มกราคม 2559 นี้ หรือรอบบัญชีก่อนหน้ายังไม่ครบ 12 เดือน ก็ไม่สามารถใช้สิทธิตามเงื่อนไขนี้ได้เช่นเดียวกันครับ (แน่ละ.. เพิ่งจดจะมาขอนิรโทษกรรมได้อย่างไร)

นี่คือจุดเริ่มต้นของกฎหมายฉบับแรก ซึ่งผมเข้าใจว่าทางรัฐต้องการใช้เป็นแนวทางในการกระตุ้นให้ธุรกิจต่างๆทำถูกต้องตามระบบกฎหมาย โดยให้โอกาสล้างบางสิ่งที่ผิดพลาดในอดีต ทำนองว่าเรามา SET ZERO และเริ่มต้นใหม่อะไรแบบนั้นล่ะครับ (เอ๊ะ.. คุ้นๆว่าเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน แต่ช่างมันเถอะคร้าบ)

แค่นิรโทษยังไม่พอ
เรามาต่อกันด้วยสิทธิยกเว้นและลดภาษีกันอีก

ทีนี้.. หลังจากที่บริษัทและห้างหุ้นส่วนทั้งหลายมาลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ “นิรโทษกรรม” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว กฎหมายฉบับต่อมา คือ พระราชกฤษฏีกา ฉบับที่ 595 ได้กำหนดรายละเอียดและเงื่อนไขของการลดอัตราภาษีอากรและยกเว้นภาษีเงินได้ไว้ดังนี้ครับ

1. ยกเว้นภาษี

สำหรับกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นในรอบบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2559 แต่ไม่เกิน 31 ธันวาคม 2559 หรือพูดกันสั้นๆง่ายๆว่ารอบบัญชีปี 2559 ไม่ต้องเสียภาษีนั่นแหละจ้า (ว้าวววว)

2. ยกเว้นภาษี

กำไรสุทธิ 300,000 บาทแรก สำหรับรอบบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2560 แต่ไม่เกิน 31 ธันวาคม 2560 และเสียภาษีในอัตราร้อยละ 10 สำหรับกำไรส่วนที่เกิน 300,000 บาท โดยไม่มีการกำหนดเพดานจำนวน 3,000,000 บาท ไว้เหมือนเมื่อแต่ก่อน (อ้างอิง : ตาม พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 530 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.ฎ. 564 และ พ.ร.ฎ. 583)

แต่สิทธิประโยชน์เรื่องการยกเว้นภาษีนี้ … ไม่ใช่ว่าบริษัทและห้างหุ้นส่วนที่เข้าสู่ระบบ “นิรโทษกรรม” ตามกฎหมายฉบับแรก จะได้ใช้ลดอัตราภาษีกันทุกคนนะครับ เพราะมีเงื่อนไขเพิ่มเติมสำหรับกรณีนี้ก็คือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น ต้องไม่มีทุนชำระในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีใดเกิน 5 ล้านบาท และ ไม่มีรายได้จากการขายสินค้าและให้บริการในรอบบัญชีใดเกิน 30 ล้านบาท

และที่สำคัญที่สุดคือ ระหว่างใช้สิทธิลดหย่อนอัตราภาษีนี้ จะต้องไม่ถูกเพิกถอนสิทธิ์

พักเงินให้เติบโต

การที่เราจะเก็บเงินเพื่อให้บรรลุเป้าหมายไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายเล็กหรือเป้าหมายใหญ่ ก็ต้องใช้เวลา หากเป็นเป้าหมายเล็กที่ใช้เงินไม่มากก็ทำให้เราไปถึงเป้าหมายได้ง่าย แต่ถ้าเป็นเป้าหมายใหญ่ที่ใช้เงิน จำนวนมากก็ต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควรกว่าจะทำสำเร็จ

 

การที่เราจะตั้งเป้าหมายไม่ว่าเล็กหรือใหญ่นั้น สิ่งหนึ่งที่จะต้องคำนึงถึงนั้นจะต้องมีความชัดเจนและเป็นไปได้ คือ “อะไร เท่าไหร่ เมื่อไหร่” ตัวอย่างการตั้งเป้าหมาย เรากับกลุ่มเพื่อนวางแผนว่าช่วงสิ้นปีจะไปเที่ยวญี่ปุ่น 5 วัน ตั้งงบไว้คนละ 40,000 บาท

 

เมื่อรู้แล้วว่าเป้าหมายคืออะไร ต่อไปเรามาเริ่มเก็บเงินกันเลยจ้า

 

เรามีเวลาเก็บเงิน 12 เดือน วิธีที่จะทำให้เราเก็บเงินแบบสบายๆนั้นก็ควรจะทยอยสะสมทีละเดือน คือ 3,334 บาท ( 40,000 / 12 = 3,333.33 บาท) สมมติเราเก็บเป็นตัวเลขกลมๆที่ 3,400 บาท บางคนเลือกที่จะเก็บ เงินเองเดือนละ 3,400 บาทไว้ในกระปุกออมสิน พอครบกำหนดเราก็จะได้เงิน 40,800 บาท แต่ว่ามันน่าจะ ดีกว่านี้หากการเก็บเงินเวลา 12 เดือนจะทำให้เรามีเงินไปท่องเที่ยวมากขึ้น

แหล่งพักเงินให้เติบโตระยะสั้นกับ บัญชี ME เงินฝากดอกเบี้ยสูงกว่าออมทรัพย์ 5 เท่า น่าจะเป็น ทางเลือกให้เราได้ด้วยจุดเด่นที่การทำธุรกรรมแบบออนไลน์ จึงทำให้ธนาคารประหยัดต้นทุน ส่งผลให้ผู้ฝากเงิน ได้ดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงขึ้น แต่จะสูงขึ้นเท่าไหร่นั้น เราลองมาใช้โปรแกรมจากลิงค์นี้มาคำนวณกันนะจ๊ะ   https://www.mebytmb.com/calculator/

พักเงินให้เติบโต

 

จากภาพจะเห็นว่าเราใส่ข้อมูลตัวเลขเข้าไปทางด้านซ้ายมือ ผลของการคำนวณดอกเบี้ยจะออกมาให้เห็นทาง ด้านขวามือ ในกรณีนี้เราต้องการเก็บเงินเดือนละ 3,400 บาท เป็นระยะเวลา 12 เดือน ณ อัตราดอกเบี้ย ปัจจุบันที่ 2.55%  (เราสามารถติดตามอัตราดอกเบี้ยได้ที่ https://www.mebytmb.com/interest/) จากผลการคำนวณจะเห็นว่า เมื่อครบปีเราจะมีเงินไปเที่ยวเพิ่มขึ้น 562 บาท

นอกจากนี้โปรแกรมยังสามารถให้เราวางแผนการออมได้ด้วยว่าควรจะออมเงินเดือนละกี่บาท เพื่อจะได้ ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้จำนวนเงิน 40,000 บาท โดยเปลี่ยนมาคลิกที่ช่อง “คำนวณเงินออมต่อเดือน” ใส่ข้อมูล เป้าหมายของเราลงไป ผลการคำนวณจะเห็นว่าต้องฝากเงินเดือนละ 3,288 บาท ถ้าสมมติว่าเดิมเรา เก็บเงินเองเดือนละ 3,400 บาท บัญชีเงินฝากดอกเบี้ยสูงนี้จะทำให้เราเก็บเงินน้อยลงเดือนละ 112 บาท

พักเงินให้เติบโต

เป้าหมายบางอย่างก็ต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรในการรวบรวมเป็นเงินก้อน เมื่อครบกำหนดแล้วก็ถูกถอนออก นำไปใช้งานต่อไป

พักเงินให้เติบโต

ดังนั้น การหาแหล่งพักเงินที่ให้ผลตอบแทนสูงนั้นค่อนข้างสำคัญเพราะจะมีดอกเบี้ยเป็น ผู้ช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น ในขณะเดียวกันเราก็จะเก็บเงินรายเดือนน้อยลงอีกด้วย  

 

พักเงินให้เติบโต

18 รายการลดหย่อนภาษีประจำปี 2558 พร้อมเทคนิคประหยัดภาษีที่คุณต้องรู้

ในทุกๆปี สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาของพวกเราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือน เจ้าของกิจการ ร้านค้า ร้านอาหาร ฟรีแลนซ์ หรือ ไม่ว่าใครก็ตามที่มีรายได้จากการทำงาน นั่นคือเรื่องที่ชวนน่ารำคาญใจให้ปั่นป่วนที่เรารู้จักกันในชื่อว่า “ภาษี”

คำคมที่บอกไว้ว่า “สิ่งที่ทุกๆคนหนีไม่พ้น นั่นคือ ความตายและภาษี”  สอนให้เรารู้ว่าในเมื่อความตายเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องเจอเพียงครั้งเดียวในชีวิต แต่ภาษีกลับเป็นสิ่งที่ต้องจ่ายหลายๆครั้งนับไม่ถ้วน ดังนั้นถ้าหากหนีไม่พ้นแล้ว สิ่งที่เราควรจะทำก็คือการวางแผนภาษีนั่นเองครับ

เข้าสู่ช่วงสิ้นปีแบบนี้ (2 วันสุดท้ายของปี 2558) @TAXBugnoms เชื่อว่าเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ หลายคนคงกำลังวางแผนลดหย่อนภาษีอยู่ใช่ไหมครับ ดังนั้นถือเป็นโอกาสอันดีที่เราจะมา Update กันอีกสักทีครับว่า “ค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา” นั้นมีอะไรบ้าง เพื่อที่จะได้วางแผนลดหย่อนถูกต้องและครบถ้วนคร้าบ

ขออนุญาตทบทวนความเข้าใจกับอีกทีนะครับว่า เจ้ารายการค่าลดหย่อนที่ว่านั้นนั้น คือ “รายการที่กฎหมายกำหนดไว้ให้นำไปหักออกจากเงินได้เพิ่มขึ้นหลังจากที่หักค่าใช้จ่ายแล้ว” ซึ่งมาจากวิธีการคำนวณตามนี้ครับ

ซึ่งถ้าเราคำนวณตามวิธีแรก เราจะพบว่า เงินได้สุทธิของเรายิ่งสูงขึ้นมากเท่าไร ยิ่งต้องเสียเพิ่มขึ้นเท่านั้น เช่นถ้าหากเราคำนวณเงินได้สุทธิออกมาได้ 1 ล้านบาท เราก็ต้องเสียภาษีสูงถึง  115,000 บาทนั่นเองครับ

จากวิธีการคำนวณและอัตราภาษีที่ว่ามานี้ ทำให้หนทางในการวางแผนประหยัดภาษีนิยมที่สุดคือการเพิ่ม “ค่าลดหย่อน” ให้มากที่สุด เพื่อให้เงินได้สุทธิของเราลดลงและเสียภาษีน้อยลงนั่นเองครับ

ยกตัวอย่างเช่น มนุษย์เงินเดือนคนหนึ่งมีรายได้ต่อปี 500,000 บาท แต่รู้ทั้งรู้ว่าหักค่าใช้จ่ายได้แค่ตามที่กฎหมายกำหนด คือ 40% ของรายได้แต่สูงสุดไม่เกิน 60,000 บาท ดังนั้นสิ่งที่มนุษย์เงินเดือนคนนี้ต้องทำ คือ การหาค่าลดหย่อนมาเพิ่มเติม ซึ่งประกอบไปด้วยรายการทั้งหมด 18 รายการ โดย TAXBugnoms ขอแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม เพื่อให้เข้าใจง่ายๆ ดังนี้ครับ

กลุ่มที่ 1 ค่าลดหย่อนส่วนตัว + ครอบครัว
และการเป็นคนดีศรีสังคม

สำหรับค่าลดหย่อนในกลุ่มแรกนี้ จะเป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวของเราครับ ซึ่งเป็นค่าลดหย่อนที่สามารถหยิบจับขยับเข้ามาใช้งานได้ง่าย เพียงแค่เรามีคุณสมบัติตามที่ว่ามา เราก็ได้สิทธิเดี๋ยวนั้นเลยครับ

1. ค่าลดหย่อนส่วนตัวจำนวน 30,000 บาท

คือ ค่าลดหย่อนสำหรับคนมีเงินได้ทุกคนที่ยื่นแบบแสดงรายการ แค่เพียงเรายื่นแบบแสดงรายการก็สามารถใช้สิทธิค่าลดหย่อนนี้ได้เลยครับ

2. ค่าลดหย่อนคู่สมรสจำนวน 30,000 บาท

คือ ค่าลดหย่อนของคู่สมรส (ตามกฎหมาย) กรณีที่คู่สมรส (สามี-ภรรยา) ของเราที่ไม่มีเงินได้ หรือมีเงินได้และเลือกยื่นแบบแสดงรายการรวมกันในการคำนวณภาษี เราจะได้สิทธิค่าลดหย่อนส่วนเพิ่มจากส่วนนี้ทันทีครับ

3. ค่าลดหย่อนบุตรและการศึกษาบุตรจำนวน 15,000 บาทและ 2,000 บาท

โดยคำว่า “บุตร” หมายถึง บุตรโดยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรม สามารถนำมาหักลดหย่อนได้ คนละ 15,000 บาท และหักได้สูงสุดไม่เกิน 3 คน (นับเฉพาะทีมีชีวิต) โดยมีเงื่อนไขดังนี้ครับ

– บุตรต้องมีอายุไม่เกิน 20 ปี
– ถ้าอายุอยู่ในระหว่าง 21-25 ปี ต้องศึกษาอยู่ในระดับ ปวส. ขึ้นไป
– บุตรต้องไม่มีเงินได้ในปีภาษีตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป

ส่วนค่าลดหย่อนการศึกษาบุตรนั้น มีสำหรับบุตรที่กำลังศึกษาภายในประเทศ โดยจะได้รับค่าลดหย่อนเพิ่มเติมอีกคนละ 2,000 บาท โดยคำว่าการศึกษาหมายถึงตั้งแต่ ชั้นอนุบาลไปจนถึงปริญญาเอก (ไม่รวมชั้นเตรียมอนุบาล)

4. ค่าเลี้ยงดูพ่อแม่เราและพ่อแม่คู่สมรส คนละ 30,000 บาท

ถ้าหากเราหรือคู่สมรสมีคุณพ่อคุณแม่ที่อายุมากกว่า 60 ปี และมีรายได้ทั้งปีไม่เกิน 30,000 บาท เราก็จะมีสิทธิหักลดหย่อนค่าเลี้ยงดูได้คนละ 30,000 บาท นั่นหมายความว่าถ้าเราเลี้ยงดูถึง 4 คนก็จะได้รับสิทธิสูงสุดถึง 120,000 บาทครับ

แต่มีเงื่อนไขนิดนึงในกรณีของพ่อแม่ของคู่สมรสที่จะนำมาลดหย่อนนั้น เราจะสามารถนำมาลดหย่อนได้ในกรณีที่คู่สมรสไม่มีรายได้เท่านั้นครับ

นอกจากนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องลงลายมือชื่อในหนังสือรับรอง (แบบ ลย.03) ว่าลูกคนไหนเป็นคนเลี้ยงดู และสิทธิในการเลี้ยงดูนั้นจะสามารถใช้สิทธิได้เพียงครั้งเดียวครับ เช่น พี่น้องสองคน คนโตใช้สิทธิลดหย่อนเลี้ยงดูพ่อ คนเล็กก็ไม่สามารถใช้สิทธิเลี้ยงดูพ่อแล้วครับ สามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้เฉพาะแม่ หรือถ้าคนโตใช้สิทธิทั้งคุณพ่อคุณแม่ ลูกคนเล็กก็ไม่มีสิทธิแล้วครับ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : 2 วิธีลดหย่อนภาษีสำหรับลูกกตัญญู!

5. เบี้ยประกันสุขภาพพ่อแม่จำนวน 15,000 บาท

เน้นว่า ต้องเป็นเบี้ยประกันสุขภาพคุณพ่อคุณแม่เท่านั้นครับ ซึ่งสามารถใช้สิทธิได้ในกรณีที่คุณพ่อคุณแม่มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี หากเรามีการซื้อประกันสุขภาพให้ท่าน สามารถนำค่าเบี้ยประกันสุขภาพมาลดหย่อนได้สูงสุดถึง 15,000 บาท และค่าเบี้ยประกันสุขภาพนี้สามารถแบ่งกันสำหรับลูกหลายๆคนได้ด้วยครับ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : 2 วิธีลดหย่อนภาษีสำหรับลูกกตัญญู!

6. ค่าลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ 60,000 บาท

ถ้าหากเราเป็นผู้ดูแลคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ หรือคนทุพพลภาพที่มีใบรับรองแพทย์ เราสามารถนำมาหักลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าคนพิการหรือคนทุพพลภาพที่นำมาลดหย่อนนั้นต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปีครับ

และในกรณีที่คนพิการหรือคนทุพพลภาพเป็น พ่อแม่ – บุตร – คู่สมรส ของเรา เราสามารถใช้สิทธิได้ทั้งสองส่วนครับ เช่น คู่สมรสไม่มีรายได้

[ซีรีย์] ซื้อประกันอย่างไรให้ถูกต้องและสบายใจ (ตอนที่ 1)

สวัสดีครับผม กลับมาพบกันอีกครั้ง คราวนี้ถึงเวลาที่ผมจะมีบทความเกี่ยวกับประกันชีวิตเป็นซีรีส์ยาวต่อเนื่องกันเป็นครั้งแรกนะครับ เรียกได้ว่า ถ้าอ่านจบทั้งซีรีส์จะทำให้เราเข้าใจภาพรวมทั้งหมดของการทำประกันชีวิตอย่างครบถ้วนแน่นอน! ขอให้ทุกคนติดตามบทความทุกตอนจนกว่าจะจบซีรีส์ด้วยนะคร้าบบบบ ^^

ในตอนแรกของซีรีส์นี้ ก็จะขอเริ่มกันที่คำถามพื้นฐานที่สุดของการทำประกันชีวิตกันเลย นั่นก็คือ “เราจะเริ่มซื้อประกันชีวิตยังไงดี?” (ซึ่งในที่นี่ ผมขอเริ่มที่ประกันชีวิตก่อนแล้วกันนะครับ)

คำตอบของผมก็คือ ก่อนที่เราจะไปเลือกซื้อประกันชีวิตที่เหมาะสมนั้น เราควรจะต้องมีข้อมูลความรู้ในเรื่องประกันชีวิตอยู่ 3 ด้าน ก่อน แล้วจึงค่อยมาสำรวจ และตอบคำถามตัวเองว่า “เรามีความจำเป็น หรือเหมาะสมจะทำประกันชีวิตประเภทไหน?” เมื่อตอบคำถามนี้ได้แล้ว นั่นแหละครับ ถึงจะถึงเวลาอันเหมาะสมที่เราจะเริ่มซื้อประกันชีวิตได้

ซึ่งความเข้าใจพื้นฐานทั้ง 3 ด้าน เกี่ยวกับการทำประกันชีวิตที่เราควรจะต้องรู้ก็คือ :
1. รู้ว่าประกันชีวิตมีกี่แบบ และแต่ละแบบหมาะสมกับวัตถุประสงค์อะไร
2. เข้าใจเงื่อนไขในการทำประกันชีวิต และการจ่ายเงินคืนหรือเงินชดเชย
3. อ่านข้อมูลในกรมธรรม์เป็น และทราบถึงสิทธิ์ที่ตัวเองมี หลังได้รับกรมธรรม์

โดยก่อนอื่น ขอให้อ่านทำความเข้าใจเรื่องคำศัพท์ที่ใช้ในการทำประกัน ตามที่ผมเคยเขียนไปในบทความนี้ก่อนนะครับ………………..

เมื่อเข้าใจดีแล้ว เราไปทำความเข้าใจกับความรู้พื้นฐานทั้ง 3 ด้านของการทำประกันชีวิตกันเลยดีกว่าครับ!

1. แบบของประกันชีวิต และความเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการ

ประกันชีวิต แบ่งเป็น4 แบบทั่วไปและ 2 แบบพิเศษ ดังนี้ครับ

1) แบบชั่วระยะเวลา (Term)

= เป็นแบบที่เน้นการคุ้มครองชีวิตเพียวๆ 100% เลย คนทำประกันไม่มีวันได้ใช้เงิน คนที่ได้ใช้คือคนที่อยู่ข้างหลังเท่านั้น โดยมีระยะเวลาคุ้มครองและระยะเวลาชำระเบี้ยตามที่แต่ละแบบกำหนด เช่น 5/5 (จ่ายเบี้ย 5 ปี คุ้มครอง 5 ปี) 10/10 (จ่ายเบี้ย 10 ปี คุ้มครอง 10 ปี)

  • ข้อดี = เบี้ยประกันถูกที่สุดเมื่อเทียบกับแบบอื่น (ถ้ามองที่ทุนประกันเท่ากัน จะจ่ายเบี้ยน้อยกว่า หรือถ้ามองที่จ่ายเบี้ยเท่ากัน จะได้ทุนประกันสูงกว่า)
  • ข้อเสีย = เบี้ยที่จ่ายเป็นเบี้ยจ่ายเพื่อคุ้มครองภัยจากการเสียชีวิตอย่างเดียว (คล้ายประกันรถยนต์) ไม่มีส่วนเงินออม เมื่อครบกำหนดสัญญาจึงไม่มีมูลค่าใดๆ คืนให้ผู้เอาประกัน(เวลาเราจ่ายเบี้ย เบี้ยจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนของความคุ้มครองชีวิต และส่วนของผลประโยชน์เมื่ออยู่รอด แต่สำหรับแบบชั่วระยะเวลาจะมีแต่ส่วนความคุ้มครองชีวิตเท่านั้น)
  • เหมาะสำหรับ = คนที่ต้องการการคุ้มครองชีวิตเพื่อให้คนที่เราเลี้ยงดูได้มีเงินทุนไว้ใช้หากเราจากไปกะทันหัน ตามระยะเวลาที่ต้องการการคุ้มครอง โดยต้องการจ่ายเบี้ยถูก แต่ได้ทุนประกันสูงๆ

2) แบบตลอดชีพ (Whole Life)

= เป็นแบบที่เน้นการคุ้มครองชีวิตเช่นเดียวกับแบบชั่วระยะเวลา แต่ความต่างคือ จะจ่ายเบี้ยประกันเป็นระยะเวลาหนึ่ง แต่มีการคุ้มครองตลอดชีวิต (จนถึงอายุ 90 หรือ 99 ปี แล้วแต่แบบประกันของแต่ละบริษัท) เช่น จ่ายเบี้ย 5 ปี (หรือ 10, 15, 20 ปี แล้วแต่แบบ) คุ้มครองถึงอายุ 90 ปี

  • ข้อดี = เบี้ยประกันถูก ระยะเวลาคุ้มครองยาว ความคุ้มครองสูง (แต่น้อยกว่าแบบชั่วระยะเวลา) ไม่ใช่เบี้ยจ่ายทิ้ง เมื่อมีชีวิตอยู่จนถึงครบอายุ 90 หรือ 99 ปี แล้วแต่แบบประกัน จะได้รับเงินครบกำหนดสัญญา
  • ข้อเสีย = มีการคุ้มครองตลอดชีวิต (แล้วแต่แบบประกันของแต่ละบริษัท) ซึ่งอาจจะนานเกินความจำเป็นในการป้องกันความเสี่ยงที่มีอยู่
  • เหมาะสำหรับ = คนที่ต้องการการคุ้มครองชีวิต เช่นเดียวกับแบบชั่วระยะเวลา แต่ต้องการการคุ้มครองระยะยาว เช่น เจ้าของธุรกิจ (ต้องการการคุ้มครองให้ธุรกิจตลอดเวลา เพื่อให้แน่ใจว่าธุรกิจจะมีเงินทุนเดินต่อไปได้อย่างแน่นอน) หรือคนที่ต้องการสร้างหลักประกันให้ลูกหลาน

3) แบบสะสมทรัพย์ (Endowment/Saving)

= เป็นแบบที่รวมทั้งการคุ้มครองชีวิต และให้ผลตอบแทนเป็นเงินจ่ายคืนที่แน่นอน เข้าด้วยกัน โดยเงินจ่ายคืนมักจะบอกเป็น % ของทุนประกัน เช่น คืน 3% ของทุนประกันทุกสิ้นปีกรมธรรม์ มีทั้งแบบออมระยะสั้น กลาง ยาว โดยมีระยะเวลาชำระเบี้ยน้อยกว่าหรือเท่ากับระยะเวลาคุ้มครอง เช่น (จ่ายเบี้ย 7 ปี ระยะเวลาคุ้มครอง 15 ปี ครบ 15 ปี ได้เงินก้อนใหญ่คืน 150% (1.5 เท่า) ของทุนประกัน ระหว่างนั้น จะจ่ายเงินจ่ายคืน 3% ของทุนประกัน ทุกสิ้นปีที่ 3, 6, 9, 12 เป็นต้น (ตัวเลขสมมตินะครับ))

  • ข้อดี = เป็นการออมที่ได้ผลตอบแทนที่แน่นอน ไร้ความเสี่ยง ช่วยสร้างวินัยในการออมให้เรา เพราะต้องจ่ายเบี้ยอย่างสม่ำเสมอ
  • ข้อเสีย = ไม่เหมาะกับการทำเพื่อคุ้มครองชีวิต แม้จะมีทุนประกันคุ้มครอง เพราะเบี้ยที่จ่ายค่อนข้างแพง ทุนประกันที่ได้ไม่สูงนัก และไม่เหมาะกับการบริหารเงินที่ต้องการผลตอบแทนสูงๆ
  • เหมาะสำหรับ = คนที่ต้องการการันตีเงินเป้าหมายในอนาคต (เช่น ต้องการเงิน 1 ล้าน ในอีก 10 ปี แบบชัวร์ๆ ต้องได้เท่านั้นเป๊ะๆ) โดยมีการคุ้มครองชีวิตพ่วงเข้าไปด้วย หรือคนที่ต้องการสร้างวินัยในการออมระยะยาว

4) แบบบำนาญ (Annuity)

= เป็นแบบที่เน้นการออม เช่นเดียวกับแบบสะสมทรัพย์ แต่จะเป็นการออมระยะยาวจนถึงอายุเกษียณ (อายุ 55 หรือมากกว่า เช่น 60 หรือ 65 เป็นต้น) และจะได้เงินคืนเฉพาะช่วงหลังเกษียณเป็นต้นไปเท่านั้น จนถึงอายุ 85 หรือหรือมากกว่า (แล้วแต่แบบประกันของแต่ละบริษัท) โดยทุนประกันคุ้มครองชีวิตจะค่อยๆลดลงหลังเกษียณจนหมด

  • ข้อดี = เป็นการออมเพื่อการันตีเงินได้หลังเกษียณ ว่าตอนเกษียณจะมีเงินใช้ต่อปีเท่านี้แน่ๆ และช่วยสร้างวินัยในการออมระยะยาวเพื่อการเกษียณให้เรา รวมถึงได้ส

ของขวัญปีใหม่จากสรรพากร? ยกเว้นภาษีเงินได้บางกรณีให้แก่คณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญ

สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกครั้งกับ @TAXBugnoms และการแก้ไขกฎหมายภาษีอีกตัวหนึ่งในโค้งสุดท้ายปลายปีแบบนี้ครับ โดยวันนี้เป็นเรื่องของ “ห้างหุ้นส่วนสามัญและคณะบุคคล” นั่นเองครับ 

วันนี้ในหน้า Facebook ของกรมสรรพากรได้โพสรูปพร้อม Caption ประกอบสั้นๆว่า “คณะบุคคล และ หสม. ได้รับยกเว้นภาษี เป็นของขวัญปีใหม่ กฎกระทรวงฉบับที่ 309 (พ.ศ.2558) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร” ซึ่งกฎกระทรวงที่ว่านี้เป็นกฎหมายใหม่ที่เพิ่งออกมาสดๆร้อนๆเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี่เองครับ

ก่อนอื่นผมขอย้อนเวลาหาอดีตเรื่องการแก้ไขกฎหมายของห้างหุ้นส่วนสามัญและคณะบุคคลตั้งแต่ช่วงต้นปี 2558 ที่ผ่านมา ซึ่งมีเนื้อหาใจความสำคัญดังนี้ครับ

1. ห้างหุ้นส่วนสามัญและคณะบุคคลนั้นต้องคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเหมือนเดิม แต่ที่เพิ่มเติมคือการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายตามที่กฎหมายกำหนดเพื่อแสดงให้เห็นถึงส่วนแบ่งกำไรที่เป็นตัวเงินที่แท้จริงของกิจการ

2. ถ้าหากส่วนแบ่งกำไรตามข้อ 1 ที่ว่านี้ (ตามรายงาน) ได้มีการแบ่งปันให้กับผู้เป็นหุ้นส่วนที่เป็นบุคคลธรรมดานั้น ต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอีกรอบหนึ่ง โดยถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 นั่นเองครับ

ถ้าหากใครที่คิดว่าตัวเองไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของคณะบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนสามัญแน่ๆ หรืออ่านแล้วไม่เข้าใจว่าผมกำลังพูดถึงเรื่องอะไร ผมมีทางเลือกให้สองทางครับ ทางแรก คือ เลิกอ่าน ส่วนทางที่สองคือ อ่านรายละเอียดเรื่องนี้เพิ่มเติมเพื่อประดับเป็นความรู้จากบทความต่อไปนี้ครับ

[สรุป] การปรับปรุงภาษีห้างหุ้นส่วนสามัญคณะบุคคลในบทความเดียว
5 ขั้นตอนควรรู้ก่อนยื่นภาษีห้างหุ้นส่วนสามัญและคณะบุคคล

และเมื่อกฎหมายใหม่เมื่อต้นปีออกมาบังคับใช้แบบนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อปัญหาในเรื่องของการมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันในสินทรัพย์ต่างๆที่สามารถก่อให้เกิดรายได้ครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นกรรมสิทธิ์ที่ได้จากมรดก หรือการเปิดบัญชีเงินฝากธนาคารร่วมกันระหว่างบุคคลนั้น จะถือว่าการกระทำที่เกิดขึ้นนั้นจะอยู่ในรูปแบบของ “ห้างหุ้นส่วนสามัญ” และถูกบังคับให้เสียภาษีถึง 2 รอบกันเลยทีเดียว และแบบนี้มันก็คงไม่แฟร์สักเท่าไรใช่ไหมคร้าบ

จากการที่กรมสรรพากรได้เล็งเห็นปัญหาข้อนี้  (แม้ว่าจะเล็งนานไปหน่อย) จึงได้ออกกฎกระทรวงฉบับที่ 309 เพื่อแก้ไขข้อกฎหมายในประมวลรัษฏากรเพิ่มเติมสำหรับสองกรณีดังต่อไปนี้ครับ

“(๘๙) เงินได้ที่ได้รับจากส่วนแบ่งของกําไรจากห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่
นิติบุคคล ที่ได้รับจาก

(ก) การให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นกรรมสิทธิ์รวมอันได้มาโดยทางมรดก หรือได้รับจากการให้โดยเสน่หา ซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้ตามส่วน ๒ หมวด ๓ ลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร

(ข) ดอกเบี้ยเงินฝากตามมาตรา ๔๐ (๔) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร และถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามมาตรา ๕๐ (๒) แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ เฉพาะกรณีที่ผู้มีเงินได้ดังกล่าวไม่ขอรับเงินภาษีที่ถูกหักไว้นั้นคืนหรือไม่ขอเครดิตเงินภาษีที่ถูกหักไว้นั้นไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน”

ซึ่งทั้งสองกรณีนี้จะเป็นการแก้ไขในกฎกระทรวง 126 ซึ่งเป็นเรื่องของการยกเว้นภาษีเงินได้นั่นเองครับ และจากข้อกฎหมายจะเห็นได้ว่า หากเป็นส่วนแบ่งกำไรที่ได้รับจากการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นกรรมสิทธิ์ร่วมจากทางมรดก หรือ ได้รับจากการให้โดยเสน่หา จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในส่วนแบ่งกำไรนี้ครับ

และกรณีดอกเบี้ยจากเงินฝากที่ฝากร่วมกัน เมื่อยอมให้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ในอัตรา 15% โดยที่ไม่ขอคืนและนำมาใช้เครดิตภาษี (หักออกจากภาษีที่ชำระ) ก็จะได้รับสิทธิยกเว้นในขั้นของการแบ่งกำไรเช่นเดียวกันครับ

เพื่อความเข้าใจ…
ขออนุญาตยกตัวอย่างง่ายๆประกอบข้อกฎหมายดังนี้ครับ

กรณี บุคคลสองคนได้รับมรดก หรือ ได้รับที่ดินมาโดยเสน่หา (มีคนยกที่ดินให้) และนำไปหารายได้จากการให้เช่าร่วมกัน ก็จะถือว่าทั้งสองคนนั้นมีสภาพเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญโดยปริยายและต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในส่วนนี้ครับ แต่หลังจากที่เสียภาษีเรียบร้อยในส่วนนี้แล้ว ก็จะไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอีกทอดหนึ่งเมื่อมีการแบ่งกำไรของห้างหุ้นส่วนสามัญให้กับบุคคลทั้งสองคร้าบ

เช่นเดียวกัน กรณีที่บุคคลสองคน ร่วมกันฝากเงินในบัญชีธนาคารแล้วได้ดอกเบี้ย หากเลือกที่จะถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้แล้ว ก็ไม่ต้องนำส่วนแบ่งจากดอกเบี้ยมาเสียภาษีอีกรอบครับ

ป.ล. บทความทั้งหมดนี้อ้างอิงจากข้อกฎหมาย กฎกระทรวงฉบับที่ 309 นะครับ หากใครสนใจคลิกที่ลิงค์เพื่ออ่านข้อความเพิ่มเติมได้เลยคร้าบบ

สุดท้ายนี้ผมคงต้องบอกว่า สำหรับเรื่องราวของกฎหมายของห้างหุ้นส่วนสามัญและคณะบุคคลนี้ค่อนข้างซับซ้อนมากๆและอาจจะทำให้เรางงกันได้ครับ ดังนั้นถ้าหากใครอ่านแล้วมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถสอบถามผมผ่านข้อความในเพจ @TAXBugnoms ได้เลยครับ สำหรับวันนี้ต้องขอลาไปก่อน สวัสดีคร้าบบ …

อะไรลดหย่อนภาษีได้บ้าง?

แหม่… เปิดหัวกันมาแบบนี้ หลายคนคงสงสัยสินะครับว่า มันเป็นคำถามที่ต้องการอะไรกันแน่ ไม่เป็นไรครับ เพราะวันนี้ผมม TAXBugnoms เจ้าเก่าเจ้าเดิม เพิ่มเติมคือความสดใสในการลดหย่อนภาษีจะมาไขข้อข้องใจกับคำถามนี้ให้ฟังกันครับ

หลายๆคนที่เป็นมือใหม่ในการลดหย่อนภาษี มักจะเริ่มจากคำถามแบบนี้ด้วยความสงสัยครับว่า มันมีอะไรลดหย่อนภาษีได้บ้าง เห็นคนนู้นว่าดี คนนี้ว่าใช่ จะซื้ออะไรดี ประกัน LTF RMF หรือมีนโยบายอันไหนที่น่าสนใจกันบ้าง บอกมาให้หมดนะ!! เพราะชั้นอยากจะลดภาษีเต็มที่แล้ว!!

วันนี้ผมเลยอยากจะแนะนำเป็นคำถามง่ายๆ ในการตรวจสอบตัวเองครับว่า เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ พร้อมหรือยังกับการลดหย่อนภาษีของตัวเอง และควรจะวางแผนต่อไปยังไง ถึงจะเรียกว่าคุ้มค่าที่สุด

1. ปีนี้เสียภาษีเท่าไร?

คำถามแรกเหมือนคำถามทักทายว่าสบายดีไหมใช่ไหมครับ (ฮา) แต่จริงๆมันคือคำถามที่ตอกย้ำครับว่า “เราเข้าใจการคำนวณภาษีหรือเปล่า” เพราะถ้าหากเรายังไม่รู้เลยว่าเราเสียภาษีเท่าไร แล้วเราจะไปวางแผนลดหย่อนภาษีได้ยังไงกันล่ะครับ

2. เหลือค่าลดหย่อนอะไรที่ยังไม่ได้ใช้บ้าง?

คำถามต่อมา คือ ไอ้ภาษีที่ต้องเสียในข้อ 1 นั้น เราใช้ค่าลดหย่อนทั้งหมดครบหรือยังครับ (เช็ครายการค่าลดหย่อนล่าสุดได้ที่บทความ สรุปรายการลดหย่อนภาษีประจำปี 2559 พร้อม UPDATE เทคนิคประหยัดภาษีที่คุณต้องรู้!!) ซึ่งถ้าหากตรงนี้ค่าลดหย่อนยังไม่ครบ หรือหลงลืมตัวไหนก็อย่าลืมจัดไปให้ครบครับ มันจะเพิ่มการประหยัดภาษีให้เราได้อย่างแน่นอนครับ

3. แล้วเราควรที่จะเพิ่มค่าลดหย่อนอะไรบ้าง?

หลายคนอาจจะสงสัยว่าคำถามนี้ต่างจากคำถามข้อที่ 2 ยังไงใช่ไหมครับ ผมบอกเลยครับว่า ค่าลดหย่อนในข้อที่ 3 ที่อยากจะให้เพิ่มนั้น หรือควรหาเพิ่มนั้น มันคือค่าลดหย่อนในการออมเงินครับ ซึ่งตัวฮอตฮิตติดเทอร์โบก็จะมีอยู่ 3 ตัวที่รู้จักกันดี นั่นคือ LTF, RMF และ ประกันชีวิต ซึ่งแต่ละตัวก็มีเงื่อนไขในการลดหย่อนภาษีและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไปครับ โดยผมขอทวนหลักเกณฑ์สำหรับ 3 ตัวนี้ให้ฟังอีกทีนะครับ

กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)

เป็นกองทุนรวมประเภทหนึ่งที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อส่งเสริมการลงทุนในระยะยาว โดยเน้นลงทุนในตลาดหุ้นเป็นหลัก โดยที่เราสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ในจำนวนสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท ซึ่งมีเงื่อนไขว่าต้องถือหน่วยลงทุนไว้ไม่น้อยกว่า 7 ปีปฎิทินสำหรับการซื้อตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 – 31 ธันวาคม 2562  

กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

เป็นกองทุนรวมประเภทหนึ่งที่เราสามารถเลือกลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภทตั้งแต่ ตลาดเงิน ตราสารหนี้ หุ้น อสังหาริมทรัพย์และสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ โดยมีวัตถุประสงค์ไว้ใช้ในการวางแผนเกษียณ โดยที่เราสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ในจำนวนสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท ซึ่งมีเงื่อนไขเพิ่มเติมตามนี้ครับ

      – ต้องซื้อติดต่อกันทุกปี (แต่ถ้าผิดเงื่อนไขสามารถผิดได้ 1 ปี)
      – ต้องซื้อเป็นจำนวนเงินขั้นต่ำ 3% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี หรือ 5,000 บาท
      – ต้องถือหน่วยลงทุนในกองทุนรวมไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี และถือไว้จนอายุครบ 55 ปี

นอกจากนั้นยอดรวมของ RMF + กบข./กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ/กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน + กองทุนการออมแห่งชาติ + ประกันชีวิตแบบบำนาญ เมื่อรวมกันทั้งหมดแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาทอีกด้วยครับ

เบี้ยประกันชีวิต มี 2 ประเภท คือ

      – ประกันชีวิต (แบบทั่วไป) ลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
      – ประกันชีวิต (แบบบำนาญ) ลดหย่อนภาษีได้ 15% ของเงินได้ สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท

โดยประกันชีวิตแบบทั่วไปนั้นในกรณีที่คู่สมรสไม่มีรายได้ การหักค่าเบี้ยประกันจะหักได้สูงสุด 10,000 บาท แต่ถ้าหากคู่สมรสมีรายได้จะหักสูงสุดได้ถึง 100,000 บาทครับ

สำหรับใครที่สงสัยว่าประกันชีวิตของตัวเองเป็นแบบไหน ลดหย่อนภาษีได้หรือไม่ ผมแนะนำให้สอบถามจากตัวแทนประกันได้เลยครับ หรือจะดูจากใบเสร็จรับเงินค่าประกันที่เราจ่ายไปก็ได้ครับว่าเรามี “เบี้ยประกันชีวิต” ที่สามารถนำไปลดหย่อนได้จำนวนเท่าไหร่ครับ

ทีนี้ลองมาตั้งโจทย์ดูกันเล่นๆครับว่า ในกรณีที่เงินได้ทั้งปีแตกต่างกันในแต่ละกรณี จะสามารถลดหย่อนภาษีด้วยค่าลดหย่อนทั้ง 3 ตัวนี้ได้สูงสุดเท่าไรบ้างครับ

ผมขอตั้งคำถามต่อให้ลองคิดกันอีกหน่อยครับว่า ในชีวิตจริงของเรานั้น เราคงไม่สามารถเลือกลดหย่อนภาษีได้เต็ม MAX แบบนี้ (เนื่องจากเราต้องมีเงินเหลือไว้ทำอย่างอื่นด้วยใช่ไหมครับ) ดังนั้นลองคิดดูครับว่า เราจะเลือกเกณฑ์อะไรมาใช้ในการเลือกดีล่ะว่า เราควรจะซื้อ LTF เท่าไร RMF เท่าไร และประกันชีวิตเท่าไร

สำหรับผมแล้ว ผมมองว่าเรื่องนี้ไม่มีคำตอบตายตัวครับ แต่มันต้องตั้งคำถามว่า เราต้องการอะไรบ้างตามวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไป (LTF คือ ลงทุนระยะยาว, RMF คือ วางแผนเกษียณ, ประกัน คือ ป้องกันความเสี่ยง) และเราสามารถปล่อยเงินจำนวนนี้ให้ “จม” ได้นานแค่ไหน เช่น

  1. ถ้าเลือก LTF เราต้องถือครอง 7 ปีปฎิทิน นั่นคือ เงินของเราทั้งจำนวนนั้นจะถูกฝังไว้ประมาณ 5 ปีกับอีกไม่กี่วัน แบบนั้นเราโอเคหรือเปล่า ถ้าหากฉุกเฉินต้องใช้เงินเรามีไหม?
  2. ถ้าเลือก RMF เราต้องซื้อติดต่อกันทุกปี และถือไปจนถึงอายุ 55 ปี นั่นแปลว่าเงินเราจะต้องอยู่นานขนาดนั้น (ตามวัตถุประสงค์การลงทุน) และเราโอเคกับมันหรือเปล่า หรือเรามีช่องทางในการวางแผนเกษียณทางอื่นที่ดีกว่านี้
  3. ถ้าเลือก ประกันชีวิต เราต้องแน่ใจว่ามีเงินส่งเบี้ยประกันครบตามอายุกรมธรรม์ ไม่มีการเวนคืนก่อนกำหนด (เพราะอาจจะผิดเงื่อนไขภาษี) รวมถึงมีความคุ้มครองที่พอดีและพอใจที่เราต้องการหรือเปล่า

นี่คือเรื่องของเกณฑ์คร่าวๆในการตัดสินใจลดหย่อนภาษีดัวยเครื่องมือที่ฮอตฮิตอย่างการออมและการลงทุน

ตั้งแก๊งออมเงิน

หลายคนอาจจะเคยอ่านกระทู้หรือบทความแล้วเกิดแรงฮึดสู้ว่า “ เราต้องออมเงินให้ได้ ” เริ่มต้นช่วง แรกๆก็ทำได้ พอหลายเดือนผ่านไปก็ถูกแทรกด้วยภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ทำให้ต้องถอนเงินออม ออกมาใช้จ่ายจนกระทั่งไม่เหลือเงินออม สุดท้ายก็กลับไปจุดเดิม คือ เดี๋ยวค่อยออมเงิน!!

หลายครั้งที่การออมเงินของเราล้มเหลว เพราะรู้สึกว่าไม่มีแรงกระตุ้น ไม่มีแรงบันดาลใจ หันไปทางไหนก็มี แต่คนใช้เงินให้รางวัลชีวิต โพสของเพื่อนใน Facebook ก็เห็นกลุ่มเพื่อนไปเที่ยวด้วยกันอย่างสนุกสนาน เรานั่งดูภาพแล้วคิดว่า “การใช้เงินนี่มันมีความสุขจริงๆ แล้วเรามัวมานั่งเก็บเงินไปทำไมกัน”

ภาพเบื้องหน้าที่เห็นรอยยิ้มของคนไปเที่ยวอย่างสนุกสนาน อาจจะมาจากการเก็บเงินไว้เป็นปีๆกว่าจะได้ ท่องเที่ยวสักครั้งหนึ่งในรอบปี ในขณะที่บางคนอาจจะกำลังประมาทกับการใช้ชีวิต หลอกตนเองว่ามีเงินใช้ ทั้งที่ความจริงแล้วเงินเหล่านั้นมาจากการสร้างหนี้เพื่อมาใช้จ่ายฟุ่ยเฟือย ดังนั้น ไม่ควรตัดสินคนอื่นจากสิ่ง ที่เห็น เพราะอาจจะไม่เป็นอย่างที่เราคิดก็ได้

การสร้างแรงกระตุ้นให้ออมเงินก็เหมือนกับการเห็นเพื่อนโพสรูปไปเที่ยวที่หน้า Facebook เมื่อเห็นเพื่อน ไปเที่ยว เราก็อยากไปเที่ยวบ้าง เราก็นำพฤติกรรมการเลียนแบบนี้มาดัดแปลงกับเรื่องการออมเงิน คือ “เห็นเพื่อนออมเงิน เราก็ออมเงินบ้าง” ซึ่งเป็นการเลียนแบบเพื่อสร้างสิ่งดีๆให้ตนเองอีกรูปแบบหนึ่ง

เรามีตัวอย่างกลุ่มคนที่ตั้งแก๊งออมเงินที่น่าสนใจ แฟนเพจอาจจะลองนำไอเดียนี้มาประยุกต์ใช้กับกลุ่ม เพื่อนตนเองก็ได้ การชวนเพื่อนออมเงินก็เป็นอีกหนึ่งแรงกระตุ้นทำให้เราอยากออมเงิน บางคนชอบการ แข่งขันอยากเอาชนะเพื่อน บางคนเข้ากลุ่มออมเงินแบบเน้นเฮฮา แต่ไม่ว่าจะด้วยวิธีการอะไรก็ตาม สุดท้ายแล้วเราก็ได้เงินออมจริงๆ

 

2 ตัวอย่างแก๊งออมเงิน

ตัวอย่างที่ 1 แก๊งสร้างตารางการออมเงิน

ตั้งแก๊งออมเงิน

เราออมเงินเป็นเพื่อนแฟนเพจ ซึ่งทุกวันที่ 13-14 ของทุกเดือนเราจะเปิดกระปุกออมสินเปิดนับว่าเราได้ เงินออมเท่าไหร่ แฟนเพจท่านนี้นำวิธีออมเงินมาโพส เราเห็นว่าเป็นวิธีที่น่าสนใจก็เลยนำมาเป็นตัวอย่าง การท้าทายในกลุ่มเพื่อนให้ออมเงิน โดยจัดทำเป็นตารางชัดเจนว่าแต่ละสัปดาห์จะออมเงินได้เท่าไหร่

 

บทสรุปของการแข่งขันเราไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร อาจจะมีทั้งคนที่ทำได้และทำไม่ได้ แต่ก็มีสิ่งดีๆเกิดขึ้น คือ แก๊งนี้สามารถเอาชนะใจตนเอง มีวินัยในการออมเงินและมีเงินออมได้ตามที่ตั้งใจไว้

วิธีการต่างกันแต่ได้ผลลัพธ์ที่ออมเงินได้เหมือนกัน ผู้อ่านลองนำไปประยุกต์ใช้กับกลุ่มเพื่อนตนเอง เช่น

  • ตั้งแก๊งลงทุนระยะยาว
  • ตั้งแก๊งสร้างวินัยออมเงินรายเดือน
  • ตั้งแก๊งประหยัด(โดยไม่เบียดเบียนผู้อื่น)
  • ตั้งแก๊งหาความรู้ทางการลงทุน

 

ตัวอย่างที่ 2 แก๊งเงินหมื่นในกระปุกออมสิน

ตั้งแก๊งออมเงิน

วิธีการนี้เรานำมาจากบทความ “ 6 ที่สุดของวิธีออมเงินขั้นเทพ ” https://aommoney.wpenginepowered.com/?p=5816 หลายๆคนอาจจะเคยเห็นบทความนี้แล้วว่าเป็นเพื่อน 3 คนตั้งใจหยอดกระปุกออมสินจากค่าอาหารกลางวัน และวันเงินเดือนออกก็จะออมเพิ่มเท่าไหร่ก็ได้ ผ่านไป 9 เดือนได้เงินมา 8 หมื่นกว่าบาท เฉลี่ยคนละ 2 หมื่นกว่าบาท

จากตัวอย่างนี้หลายคนน่าจะมีแรงกระตุ้นออมเงินขึ้นมากันเลยทีเดียว เราก็ไม่คิดว่าแค่ค่าอาหารกลางวัน ก็ทำให้มีเงินหลักหมื่นได้ เราสามารถประยุกต์วิธีการนี้มาใช้เป็นการออมเงินจากรายจ่ายได้ เช่น

  • ออมเงิน 10% ของเงินช้อปปิ้ง
  • ออมเงิน 10% ของเงินท่องเที่ยว
  • ออมเงิน 10% ของเงินค่าเหล้า บุหรี่ เบียร์

ตั้งแก๊งออมเงิน

 

สรุปว่า…
การตั้งแก๊งออมเงินนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรามีแรงกระตุ้นในการออมเงินมากขึ้น เพราะเห็นเพื่อนทำ เราก็อยากจะทำตามบ้าง แต่ถ้าเราไม่มีกลุ่มเพื่อนที่มีแนวความคิดต้องการออมเงินเหมือนเรา แล้วไม่รู้ว่าจะ ชวนใครออมเงิน ขอให้รู้ไว้อย่างหนึ่งว่าเพจอภินิหารเงินออมนี้จะออมเงินเป็นเพื่อนแฟนเพจนะจ๊ะ เรามีนัดกันทุกวันที่ 13-14 ของเดือนเพื่อเปิดกระปุกออมสินนับเงิน

 

จะรออะไรอยู่ เตรียมเงินหยอดกระปุกออมสินกันเลย

 

 

ตั้งแก๊งออมเงิน

อย่าลืม!! เที่ยวหรือช็อปก่อนสิ้นปี ได้สิทธิลดหย่อนภาษี 30,000 บาท !!

สวัสดีครับ เนื่องจากเมื่อวานนี้ (22 ธันวาคม 2558) หลายๆคนคงได้เห็นข่าวอันแสนจะฮือฮาเรื่องการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจำนวนสูงสุดถึง 15,000 บาทจากการชอปปิ้งงงง (ที่มา : ขาช็อปเฮ !!! คลังจัดหนักยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาซื้อสินค้า-บริการ 1.5 หมื่นบาท) โดยมีเนื้อหาของข่าวโดยสรุปดังนี้ครับ

กระทรวงการคลังได้เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณามาตรการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการในระหว่างวันที่ 25 -31 ธ.ค.58 จากผู้ประกอบกิจการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท โดยให้ผู้มีเงินได้ต้องมีหลักฐานการซื้อสินค้าหรือรับบริการเป็นใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบตาม ม.86/4 แห่งประมวลรัษฎากร แต่ไม่รวมถึงการซื้อสุรา เบียร์ ไวน์ ยาสูบ น้ำมันและก๊าซสำหรับเติมยานพาหนะ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เรือ

Update ล่าสุด มติดังกล่าวได้ประกาศเป็นกฎหมายตาม กฎกระทรวงฉบับที่ 310 เพื่อยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามเงื่อนไขดังนี้ครับ

ข้อ ๑ กําหนดให้เงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้รับใบกํากับภาษีตามมาตรา ๘๖/๔ แห่งประมวลรัษฎากร ในระหว่างวันที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ตามจํานวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินหนึ่งหมื่นห้าพันบาท เป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนํามารวมคํานวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกําหนด

ข้อ ๒ การซื้อสินค้าตามข้อ ๑ ไม่รวมถึงสินค้า ดังต่อไปนี้
(๑) สุรา เบียร์ และไวน์
(๒) ยาสูบ
(๓) น้ํามัน และก๊าซสําหรับเติมยานพาหนะ
(๔) รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเรือ

จากข่าวและกฎหมายข้างต้น @TAXBugnoms ขอสรุปข้อมูลที่น่าสนใจไว้ดังนี้ครับ

1. กฎหมายฉบับดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม – 31 ธันวาคม 2558 เท่านั้น โดยมีวงเงินจำนวน 15,000 บาท (ซึ่งในส่วนนี้รวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่มที่จ่ายไปด้วยครับ)

2. คำว่า “ค่าซื้อสินค้าและบริการ” หมายความถึงการซื้อสินค้าและบริการทั่วไปนี่แหละครับ จะของอะไรก็ได ้บริการแบบไหนก็ได้ ยกเว้นการซื้อสุรา เบียร์ ไวน์ ยาสูบ น้ำมันและก๊าซสำหรับเติมยานพาหนะ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เรือ และต้องเป็นการซื้อจากผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเท่านั้นครับ ตัวอย่างเช่น ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ หรือ ร้านค้าหรือผู้ให้บริการที่สามารถออกใบกำกับภาษีได้

3. หลักฐานที่ใช้ประกอบการลดหย่อนภาษี ต้องเป็น “ใบกำกับภาษี” แบบเต็มรูป เท่านั้น ไม่ใช่ใบเสร็จรับเงินนะครับ โดยใบกำกับภาษีต้องมีข้อความถูกต้องตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฏากร ซึ่งหน้าตาเป็นประมาณนี้ครับ นั่นแปลว่าใบกำกับภาษีอย่างย่อใช้ไม่ได้ครับ

ทีนี้มีหลายคนสงสัยว่าต้องทำยังไงบ้าง ผมขอชี้แจงและย้ำรายละเอียดให้ทราบเพิ่มเติมนะครับ

1. ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป บุคคลธรรมดาอย่างเราสามารถขอได้ครับ เวลาซื้ออย่าลืมขอให้ออกเป็นชื่อเราด้วยนะครับ

2. รายการนี้ คือ การลดหย่อน ไม่ใช่รายการลดยอดภาษีนะครับ ถ้าเราซื้อของ 15,000 บาท จะเอามาหักออกจากเงินได้สุทธิที่คำนวณภาษีได้ ดังนั้นดูดีๆด้วยครับว่าเราเสียภาษีในขั้นภาษีไหน เช่น ถ้าเสียภาษีในขั้น 10% เราก็จะประหยัดภาษีได้สูงสุด 1,500 บาท (เหมือนซื้อของลด 10% นั่นเอง)

3. การซื้อสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการจดทะเบียนมูลค่าเพิ่มนั้น ตอนนี้ยังไม่มีข้อห้ามนอกจากตัวที่ยกเว้นในกฎหมายนะครับ คือ สุรา เบียร์ ไวน์ ยาสูบ น้ำมันและก๊าซสำหรับเติมยานพาหนะ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เรือ ดังนั้นถ้าหากไม่ใช่ของพวกนี้ สามารถซื้อได้และนำมาลดหย่อนได้ครับ 

4. ในหลักการเดียวกันกับข้อ 3 ย่อมแปลว่าการซื้อของเงินผ่อน หรือ ผ่อนชำระ ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันครับ เนื่องจากไม่มีข้อห้ามทางกฎหมายว่าไว้ครับ

5. ถ้าเอาง่ายๆ และป้องกันปัญหาได้แน่ๆ คือ การซื้อของตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำครับ เพราะมั่นใจได้ว่าสามารถออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปได้แน่ๆครับ

สิ่งที่สำคัญสำหรับภาษีเรื่องนี้ คือ กระแสเงินสดนะครับ อย่าซื้อของฟุ่มเฟือยถ้าไม่จำเป็น ดังนั้นสำรวจตัวเองก่อนว่า เรามีเงินพอที่จะซื้อสินค้าหรือบริการเหล่านี้หรือเปล่า อย่ามองแต่เรื่องลดภาษีเป็นหลักนะครับ แต่ให้ดูความต้องการที่เหมาะสมและสภาพคล่องของตัวเองประกอบด้วยครับ

และนอกจากค่าลดหย่อนสำหรับขาช้อปจำนวน 15,000 บาทแล้ว เรายังมีค่าลดหย่อนท่องเที่ยวสำหรับ เงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวหรือที่ได้จ่ายเป็นค่าโรงแรมภายในประเทศ ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท โดยมีเงื่อนไขดังนี้ครับ

1. ผู้รับเงินคือใคร คือ  “ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว” ที่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ หรือ “ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม” ที่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม 

2. ค่าใช้จ่ายแบบไหน ต้องเป็นการจ่าย “ค่าบริการ” ให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือที่ได้จ่ายเป็น “ค่าที่พักในโรงแรม” ให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมสำหรับ การเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศเท่านั้นนนน  นั่นแปลว่า ค่าเดินทาง เช่น น้ำมันรถ ค่าตั๋วรถทัวร์ ค่าตั๋วเครื่องบิน หมดสิทธิครับผม (TwT)

3. จำนวนเงินเท่าไร  ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่สูงสุดแล้วรวมกัน ไม่เกิน 15,000 บาท

สำหรับใครที่สนใจเรื่องนี้ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมค่าลดหย่อนท่องเที่ยวได้ที่บทความ ไปเที่ยวทั้งที มาลดหย่อนภาษีกันดีกว่า ครับ

ดังนั้นสรุปสั้นๆก็คือ ในช่วงก่อนสิ้นปี ตั้งแต่วันที่ 25 – 31 ธันวาคม 2558 หากใครที่ยังไม่ได้ท่องเที่ยวหรือยังไม่ได้ชอปปิ้ง ก็สามารถใช้สิทธินี้มา

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save