สมัครบัตรเครดิตยังไงให้ธนาคารอนุมัติไว

สวัสดีค่ะทุกท่านวันนี้เจ๊มาเล่าเรื่องพร้อมสาระเนื้อหาความรู้จากกูรูตุ๊ดอย่างเจ๊ให้ทุกนางได้เข้าใจว่า สมัครบัตรเครดิตยังไงให้ธนาคารอนุมัติไว กรี๊ดดด อันที่จริงเจ๊ก็ไม่ค่อยอยากเล่าเรื่องเกี่ยวกับบัตรพวกนี้เล้ยเล้ยยยยเพราะกลัวอินักบุญการเงินมันจะมาด่าเจ๊ว่าทำให้คนเป็นหนี้ แต่เจ๊ไม่สนใจค่ะ เจ๊สวย อยากเล่าค่ะ ลูกเพจหลายคนก็มากระซิบที่หลังไมค์ว่าเล่าให้ฟังเรื่องบัตรเครดิตและเม้าท์เรื่องการใช้เงินใช้ทองแบบคนฉลาดๆให้ฟังหน่อยยยย เจ๊ทนไม่ได้ค่ะ ลูกเพจหล่อมาก  มาอ้อนวอนขนาดนี้ก็เลยต้องจัดให้นะค่ะเธอว์ๆๆๆๆ

ทำไมหล่อนถึงอยากมีบัตรเครดิตกันย่ะ?

เท่าที่เจ๊สังเกตพวกลูกหาบแมงดาห่าหอยหลายๆนางมีวัตถุประสงค์การใช้บัตรไม่เหมือนกัน ด้วยจำนวนส่วนมากที่พอจะนับได้ก็มีวัตถุประสงค์หลักในการใช้เงินอนาคตไปกับการซื้อของผ่อนชำระสินค้าที่ราคาแพง ดังตัวอย่างเช่น ไปทำคอร์สโบท็อกเพราะกลัวไม่สวย  ซื้อตู้เย็นตู้กับข้าว ซื้อมือถือเอาไว้แช็ทกับผ่องเพื่อนบุรุษ ตุ๊ด และ ชะนี ยังมีอีกสารพัดที่เจ๊นึกไม่ออก

กลุ่มต่อมาก็คือพวกที่ เอาไว้หักรายจ่ายทั่วไปที่ต้องจ่ายอยู่แล้ว อารมณ์ว่า เดี๋ยวอิพวกบิล ค่าน้ำ (น้ำประปานะยะห้ามทะลึ่ง) ค่าไฟ ค่าเช่าบ้าน ค่าห่า ค่าเหว ที่พวกหล่อนต้องจ่ายอยู่แล้วเป็นรายเดือนมันจะมาเก็บ พวกหล่อนก็มองว่าการตัดบัตรนสบายดีที่ไม่ต้องไปวิ่งวุ่นวายจ่ายทีละอันกับเรื่องพวกนี้ ก็ตัดแม่มผ่านบัตรไปเลยดีกว่า สวยๆ

และสุดท้ายก็คือพวกที่มีเงิน รวย และดันหมุนเงินเก่งสัส ไม่จ่ายอะไรออกไปจากชีวิตก่อนง่ายๆ เขี้ยวลากดิน คล้ายๆอิพวกทำธุรกิจแล้วเก็บเงินสดไว้ก่อนจนวันปลอดดอก (ดอกเบี้ย) หมดไปค่อยเอาเงินไปจ่ายเจ้าหนี้ ภาษาที่อิพวกนักลงทุนตัวแม่เขาเรียกกันคือ อิพวกนี้มีแคชไซเคิลติดลบ

มีกลุ่มอื่นอะไรอีกหล่อนๆก็ลองสำรวจดูแล้วมาบอกเจ๊ด้วยนะคะ เจ๊ไม่ค่อยอยากให้พวกหล่อนเป็นกลุ่มแรกกันเลย ขอร้องจริงๆเจ๊ขอร้อง ไม่อยากให้ใครติดหนี้ พอพวกหล่อนติดหนี้ก็ชอบมาใช้บริการเจ๊ โทรมาทั้งวันทั้งคืน “เจ๊ครับ รักเจ๊” เจอแบบนี้รู้เลยจะมายืมเงินไปจ่ายบัตร ระวังจะเจอมุก “ฮัลหราาา ใครอ่ะ ไม่ได้ยินเลย สัญญาณไม่ดี”

หนี้สินนะค่ะพวกหล่อน เพลาๆ แต่หัดมาบริหารเงินให้มัน เบิ้มๆ กันเถอะ

สมัครบัตรเครดิตอย่างไรให้อนุมัติไว

พวกหล่อนต้องเข้าใจพื้นฐานหรือ พริ้นซิเพิ่ล ของธนาคารก่อนนะค่ะ ธนาคารเนี่ยมันเป็นองค์กรที่ไม่ค่อยจะช่วยเหลือหล่อนตอนที่หล่อนต้องการเงินหรอก เพราะชีวิตหล่อนมีความเสี่ยงต่อการปล่อยกู้เมื่อไหร่ เขาก็ไม่ปล่อยหรอกย่ะ ไม่รู้ปล่อยไปจะเป็นหนี้เน่าเปล่า ธนาคารมันหากำไรนะคะ อะไรไม่กำไรมันไม่ปล่อยหรอกเธอว์

ในทางกลับกันถ้าหล่อนไม่ต้องพวกวงเงินการเมื่อไหร่ แบบว่า สวยและรวยมากเรียบร้อยแล้ว ธนาคารถึงจะมารุมข่มขืนหล่อนทางโทรศัพท์เพื่อขายประกันและบัตรเครดิตนะยะ คนสวยๆรวยๆอย่างเจ๊แม่มวันๆรับโทรศัพท์จนหูชาเลยค่ะ จนตอนนี้เจ๊ไปนั่งไล่ปิดบัตรเต็มไปหมดเลย เอาไว้เดี๋ยวเจ๊ว่างๆจะมารีวิวเรื่องอะไรแบบนี้ให้ฟังเรื่อยๆนะคะ

เมื่อรู้อย่างงี้แล้วหล่อนก็พอจะเดาได้แล้วใช่ไหมว่าธนาคารจะอนุมัติบัตรให้หล่อนง่ายๆเร็วๆได้ยังไง

1. หล่อนต้องทำตัวขาวสะอาด ไม่มีหนี้มาก่อน

สวยใสแบบมีพรมจรรย์ทางการเงินเนี่ย มันทำให้หล่อนดูดีมีสกุลรุนชาตินะยะ พอธนาคารเห็นหล่อนไม่มีหนี้สินมาก่อนเขาก็มองแล้วว่าน่าคบหา หรือถ้าหล่อนเคยมีหนี้มีสินและมีประวัติทางการเงินที่ดี รูดไปรูดมาแล้วจ่ายเงินคืนครบ ไม่เคยเบี้ยวหนี้ จ่ายหมดยกเซ็ต มันก็ทำให้เขามองว่าหล่อนมีวินัยทางการเงินดี แต่ถ้าหล่อนมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจของตัวเองที่ไม่ดีนัก แบบแว่… ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย ฟ้องล้มละลายกุสิ ธนาคารมันก็จะไม่ไว้วางใจหล่อนแล้ว บางทีเขาก็จะส่งชื่อหล่อนไปให้เครดิตบูโร แฉประวัติค้างชำระหล่อนให้รู้ทั่วกันในหมู่สถาบันการเงิน หล่อนไปขอกู้ที่ธนาคารอื่นเขาก็รู้กันหมดล่ะค่ะ พวกธนาคารถึงเขาจะเป็นคู่แข่งกันแต่เรื่องหนี้สินของลูกค้านี่มันขับไล่ไสส่งรวมกันนะยะ จะสมัครบัตรได้เร็วๆประวัติหล่อนต้องดี เตรียมพร้อมก่อนนะคะ

2.รายรับเลิศๆของหล่อนเอามาโชว์ซะ

อย่างที่เจ๊บอกนะคะว่าธนาคารเขาจะคบหล่อนถ้าหล่อนมีเงิน ถ้าหล่อนไม่มีเงินใครจะไปปล่อยกู้ให้ยะ ปล่อยไปแล้วไม่มีเงินมาคืนนี่เอาไปใช้เองไม่ดีกว่าหรอ แอร้ยยยย พูดตรงใจชาวธนาคารชิมิคะ เรื่องนี้พวกหล่อนต้องเข้าใจธนาคารด้วย นอกจากประวัติทางการเงินที่ดี หล่อนต้องมีรายได้ที่ให้เขาเห็นว่าหล่อนมีมากพอที่จะชำระหนี้ได้ ถ้าเจ๊ยกให้เห็นภาพนะคะ

อันที่หนึ่ง เขาจะดูรายได้หล่อนก่อน หล่อนอาจจะมีรายได้ 50,000 บาทต่อเดือน

อันที่สอง เขาจะดูต่อว่าหล่อนมีหนี้คงค้างในชีวิตที่ต้องผ่อนจ่ายเดือนละเท่าไหร่ ผัวเก่าเจ๊ที่เคยทำงานธนาคารบอกว่าหล่อนควรจะมีหนี้ไม่เกิน 70-80% ของรายได้ ไม่งั้นเขาจะมองว่าหล่อนเสี่ยงต่อโรคหนี้ค่ะ เช่นถ้าหล่อนต้องผ่อน 10,000 บาทต่อเดือน ธนาคารก็ยังยินดีที่จะอนุมัติบัตรค่ะ หล่อนยังสวย

แต่ทว่าถ้าหล่อนมีหนี้บานเบ่อ แบบต้องจ่ายห่าเหวถึง 42,000 บาทต่อเดือน อันนี้ธนาคารก็คิดแล้วคิดอีกที่จะปล่อยนะยะ ถ้าหล่อนกระสันอยากจะได้บัตรเครดิตจริงๆ หล่อนต้องหารายรับเลิศมาเพิ่มเพื่อให้ธนาคารได้เห็นว่าหล่อนน่ะ มีตังใช้หนี้ได้

สลิปเงินดือนเตรียมเลยค่ะ… อาชีพอิสระทั้งหลายหล่อนก็เอาใบภาษีหัก ณ ที่จ่ายมาให้เขาดูว่ารายได้หล่อนเป็นยังไง

3. ทำตัวให้ธนาคารรู้จักว่าหล่อนมีเงินเยอะ

บางทีหล่อนก็อาจจะไม่มีรายได้หรือกระแสเงินสดมากนัก แต่ถ้าหล่อนมีบัญชีเงินฝากธนาคารที่เป็นหลักประกันในชีวิตให้เขาเห็นว่าหล่อนมีเงิน มันก็จะช่วยทำให้เขาพอจะเห็นได้ว่าหล่อนมีเงินจ่ายคืน แน่สิ ถ้าหล่อนไม่มีรายได้เยอะอะไรแต่หล่อนมีเงินในบัญชีซัก 100 ล้าน โธๆๆๆๆ เธอข๋าใครๆก็อยากคลานเข่ามาคุยกับเธอเพื่อให้เ

เหตุใดกองทุนถึงยกเลิก ?

เหตุใดกองทุนถึงยกเลิก ?

เนื่องจากมีคนถามผมเข้ามามากเหมือนกันในช่วงก่อนว่า เอ๊ะ !!

เคยมีกองทุนไหนยกเลิกไปบางแล้ว และ มีการยกเลิกเพราะเหตุใด รวมถึงสาเหตุที่ยกเลิกอีกด้วย

ซึ่งผมก็พยายามค้นข้อมูลเท่าที่จะหาได้มานั่ง พูดคุยกันกับท่านผู้อ่าน ผ่านบทความนี้ครับ หรือท่านใดมี เบาะแสเพิ่มเติม ของกองทุนที่เคยยกเลิกไป ก็ส่งเข้ามาได้นะครับที่ comment ด้านล่างได้เลยครับ

เนื่องจากกองทุนที่เปิดมาแล้ว ส่วนมากมักจะไม่ค่อยมีกองทุนที่ปิดตัวลงไปเสียเท่าไหร่ครับ (หรือว่าพวกเราไม่รู้ !! เพราะเห็นแต่กองทุนที่เหลือรอด) (หรือที่เราเรียกว่า Survival Bias) ก่อนอื่นที่จะไปดูกองทุนที่ปิดตัวลง เรามาดูเงื่อนไขกันก่อนดีกว่าครับ ว่า การที่กองทุนจะปิดตัวลงจะต้องมีเงื่อนไขอะไรบ้างครับ ภายหลังจากการเปิดกองทุนมา กองทุนจะสิ้นสุด หรือ มีการยกเลิกได้ก็ต่อเมื่อกรณีต่อไปนี้ครับ

1. มีผู้ลงทุนน้อยกว่า 35 ราย สำหรับกรณีของกองทุนรวมเพื่อผู้ลงทุนทั่วไป

2. มีผู้ลงทุนน้อยกว่า 10 ราย สำหรับกรณีของกองทุนรวมเพื่อผู้ลงทุนสถาบัน

(เว้นเสียแต่ว่าเป็นการจำหน่ายหน่วยลงทุนทั้งหมดให้กองทุนบำเหน็จ บำนาญข้าราชการ หรือ กบข. หรือกองทุนประกันสังคม)

3. หน่วยลงทุนมีมูลค่า รวมกับน้อยกว่า 50 ล้านบาท

4. สำนักงานเพิกถอนการอนุมัติ และการจัดการกองทุนรวม

ซึ่งโดยปกติใน หนังสือชี้ชวนจะมีบอกเอาไว้อยู่แล้วครับ รวมถึงวิธีการคืนเงินให้กับผู้ลงทุนด้วยครับ(เคยอ่านกันไหมครับ….ผมก็ไม่เคย ฮ่า ๆ… ล้อเล่นนะครับ) จริง ๆ แล้วเราควรที่จะต้องอ่านหนังสือชี้ชวนก่อนการลงทุนนะครับ !! ดังนั้นผมได้ตัดตอนมาให้อ่านกันเล่น ๆ โดยรายละเอียดปลีกย่อยสามารถอ่านได้ตามด้านล่างนี้เลยครับ ซึ่งอาจจะแตกต่างกันได้ในกองทุนแต่ละประเภทครับ

คราวนี้เรามาดู ตัวอย่างกันนะครับ กองทุนแรกเป็นตัวอย่างของกองทุนที่มีผู้ลงทุนจำนวนน้อยกว่าที่กำหนดไว้ครับ คือ

กองทุน I-CREDIT ของ บลจ MFC ครับ

ที่เพิ่งประกาศปิดกองทุนลงไปเมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2557 หรือเมื่อเดือนที่แล้วนั่นเองครับ โดยกองทุนนี้คือ เป็นกองทุน ETF ตราสารหนี้ต่างประเทศครับ และเน้นไปลงทุนใน ETF ตราสารหนี้ ของประเทศสหรัฐอเมริกาครับ โดย Rating ของตราสารหนี้เป็น investment grade หรือ กองทุนนี้เป็น ETF ที่ขึ้นลงตามดัชนีตราสารหนี้ชนิดที่ดี และสามารถลงทุนได้นั่นเองครับ แต่ถ้าบางท่านที่ติดตามข่าวสารอยู่เป็นประจำจะพบว่า สหรัฐอเมริกานั้น เริ่มที่จะมีแนวคิด เพิ่มอัตราดอกเบี้ยครับ โดยจะส่งผลให้กองทุนตราสารหนี้ต่าง ๆ ที่ลงทุนในสหรัฐนั้น ปรับตัวลดลงครับ (ดอกเบี้ยนโยบายเพิ่ม ตราสารหนี้มูลค่าจะลดลง ถ้าใคร งง ลองไปอ่านบทความตราสารหนี้ได้ครับ กดที่นี่ได้เล้ย)

ดังนั้น”ผมคาดการณ์ว่า”อาจจะเป็นเพราะเหตุนี้ เลยทำให้ความนิยมของกองทุนนี้น้อยลงครับ โดยสาเหตุที่ต้อง ยกเลิกกองทุนไปก็เนื่องจากว่ามีผู้ที่ถือหน่วยกองทุนไม่เกิน 35 รายนั้นเองครับ ซึ่งจริง ๆ แล้ว ผลตอบแทนจากกองทุนก็ยังไม่แย่มาก แถมก่อนหน้านี้ก็กองทุนก็ทำผลตอบแทนได้ค่อนข้างดีทีเดียว

จากความเห็นส่วนตัว ผมยังเห็นกองทุนนี้ก็ยังดีกว่า กองทุนหุ้น หรือกองทุนประเภทอื่นที่ ผลตอบแทนไม่ดี และยังเปิดอยู่ก็มีครับ รายละเอียดลึก ๆ ท่านสามารถอ่านได้จาก 4 Link นี้ครับ  1 2 3 4 หรือ จริง ๆ แล้ว อาจจะมีสาเหตุอื่น ๆ อีกก็เป็นไปได้ครับ

คราวนี้เรามาดูกองทุนที่น่าสนใจอีกกองทุนครับ คือ

กองทุน K ALEN หรือ กองทุนเปิดเค อัลเทอร์เนทีฟ เอเนอร์จี้ เอควิตี้

โดยกองทุนเปิด K-ALEN จะเป็นกองทุนในรูปแบบ (feeder fund) ที่ลงทุนในกองทุนต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว ซึ่งจะมุ่งลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีรายได้หลักจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทดแทนทั่วโลกผ่านหน่วยลงทุนในกองทุน Lyxor Dynamic Alternative Energy Equity Fund เพื่อเพิ่มทางเลือกในการลงทุนแก่ผู้ลงทุนที่ต้องการกระจายการลงทุนไปในต่างประเทศ และต้องการโอกาสรับผลตอบแทนสูงจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทดแทน รายละเอียดกองทุนเพิ่มเติม กดที่นี่ครับ อันนี้ด้วยครับ

แต่จากผลตอบแทนที่ผ่านมานั้น กองทุนทำผลตอบแทนได้ไม่ค่อยที่จะเข้าตากรรมการ หรือ ผู้ถือหน่วยลงทุนเสียเท่าไหร่ครับ จึงมีการขายคืนหน่วยลงทุนให้กัผู้ถือหน่วยไปเสียแล้วครับ (กดที่นี่)

จากที่ผมได้พูดคุยและ ได้ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน จึงได้ข้อสรุปคราว ๆ ว่า จริง ๆ แล้วแนวคิดการลงทุนของกองทุนนี้ เป็นแนวคิดที่ดีครับ แต่ออกจะล้ำหน้ามากไปนิดนึง เนื่องจากช่วงที่กองทุนเปิดตัวออกมา เป็นช่วงที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นครับ เนื่องจากในตอนนั้นมีหลายปัจจัยที่เข้ามากระทบ

นักวิเคราะห์หลายท่านคาดการณ์ว่าน้ำมันจะค่อย ๆ ทวีมูลค่ามากขึ้น ดังนั้นต้นทุนการทำธุกิจต่าง ๆ น่าจะปรับตัวสูงมาก ทำให้ประเทศต่าง ๆ หันมาใช้พลังงานทดแทน หรือ พลังงานทางเลือกกันมากขึ้น ดังนั้นอีก 40-50 ปีข้างหน้า บริษัทที่ทำธุรกิจด้านพลังงานทดแทน น่าจะเป็นอะไรที่ตอบโจทย์ครับ

แต่ “ปลาดุก” ว่า..เห้ย !!….”ปรากฏ” ว่า !! (เล่นมุขไม่ฮา..พาผู้อ่านเครียด)

พลังงานทดแทนนั้น ต้นทุนยังสูงมาก และได้ผลผลิตน้อยครับ คนก็เลยยังคงใช้พลังงานจากน้ำมัน(ที่ราคาปรับตัวลดลงแล้ว) ถ่านหิน และ ก๊าชธรรมชาติ อยู่แบบเดิมนั่นเอง รวมถึงในช่วงหลัง ๆ จะมีเจ้า shale gas เข้ามามีบทบาทอีกด้วยครับ (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Shale gas กดที่นี่ครับ) ทำให้ใครที่ถือหุ้น บ้าน.. เอ้ย !! กองทุนตัวนี้อยู่เรียกได้ว่างานเข้าครับ (พอดีว่าผมก็ดอยเจ้าปูอยู่เหมือนกัน…ฮือ ๆ ๆ) เพราะว่าผลตอบแทนไม่ได้ดีอย่างที่คาดคิดไว้เลย

[DIY] วิธี “วางแผนเกษียณ”ด้วยตัวเองแบบง่ายฝุดๆ

เมื่อพูดถึงคำว่า “วางแผนเกษียณ” เราทุกคนจะนึกถึงภาพของคนที่มีอิสรภาพการเงินในการใช้ชีวิต มีสิทธิและโอกาสใช้เงินตามใจปราถนา แต่เราเคยสังเกตและถามตัวเองหรือไม่ว่า ถ้าหากเราจะเกษียณ เราจะต้องวางแผนเกษียณยังไง ใช้เงินเท่าไร และมีอะไรจะต้องระวังบ้าง

วิธีคำนวณเงินเกษียณด้วยตัวเอง

ก่อนอื่น.. ถ้าเราอยากรู้ว่าต้องใช้เงินเท่าไรเพื่อวางแผนเกษียณ ขอบอกตรงๆเลยว่า เราสามารถคำนวณได้ง่ายๆ เพียงแค่รู้ส่วนประกอบแค่ 2 อย่าง คือ

ค่าใช้จ่ายต่อเดือน

และ

จำนวนปีที่คิดว่าจะมีชีวิตอยู่หลังเกษียณ

รู้แค่นี้ก็พอแล้วคร้าบ

1. ค่าใช้จ่ายต่อเดือน

สำหรับค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังจากเกษียณนั้น เราต้องประมาณให้ได้ก่อนว่า ในแต่ละเดือนๆๆที่ผ่านมา เรามีค่าใช้จ่ายเท่าไร และค่าใช้จ่ายหลังเกษียณหลังจากที่เราไม่มีรายได้หลักแล้ว มันควรจะเป็นเท่าไร บางตำราบอกว่าอัตราค่าใช้จ่ายหลังเกษียณที่เหมาะสมคือ

70% ของค่าใช้จ่ายรายเดือนในปัจจุบัน

แต่

@TAXBugnoms

ขอบอกว่ามันไม่แน่นอนหรอกครับ เอาเป็นว่าอยากจะใช้เท่าไรก็ลองประมาณตามสูตรใครสูตรมันละกันคร้าบบ

2. จำนวน ปี ที่คิดว่าจะมีชีวิตอยู่

อันนี้ก็ตรงตัวเลยครับ ลองถามตัวเองก่อนว่า

เราจะไปสบายเมื่อไร

ยกตัวอย่างเช่น บางคนคิดว่าจะเกษียณตอนอายุ 60 ปี และมีชีวิตอยู่ถึง 85 ปี ก็เท่ากับเราจะมีเวลาเหลืออยู่ 25 ปีหลังเกษียณนั่นเอง

สมมติว่า นายเกรย์แมนคิดจะเกษียณตอนอายุ 60 ปี และมีชีวิตอยู่ถึง 90 ปี โดยมีค่าใช้จ่ายหลังเกษียณต่อเดือนประมาณเดือนละ 20,000 บาท เราจะคำนวณได้ดังนี้

1. นายเกรย์แมนจะมีชีวิตอยู่หลังเกษียณ เป็นระยะเวลาจำนวน 30 ปี
2. ค่าใช้จ่ายต่อเดือนจำนวน 20,000 บาท คิดเป็นค่าใช้จ่ายต่อปีจำนวน 240,000 บาท

ดังนั้นนายเกรย์แมนจะต้องมีเงินทั้งหมด ณ วันเกษียณ เป็นดังนี้
เงิน ณ วันเกษียณ = 240,000 x 30 >>> คิดเป็นเงินทั้งหมด 7,200,000 บาท

ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อเงินเกษียณ

แหม่… ฟังดูแล้วเงินหลังเกษียณของเรานั้น ก็ไม่น่าจะเยอะเท่าไรใช่ไหมครับ แต่ความเป็นจริงแล้วมันยังมีปัจจัยหลักๆ อีก 2 ข้อที่เราต้องนำมาพิจารณา ได้แก่

1. เงินเฟ้อ หรือ เงินในวันนี้จะซื้อของได้น้อยลงในอนาคต (อ่านเรื่อง “เงินเฟ้อ” ประกอบได้ที่ ซีรีย์การเงินรวยได้ไม่ง้อพ่อ ตอน “นำเงินออมไปลงทุน”)

2. เงินออมตั้งต้น ผลตอบแทน และ ระยะเวลา โดย…

เงินออมตั้งต้น หมายถึง
เงินออมปัจจุบันนั่นแหละคร้าบ ยิ่งวันนี้ยิ่งเรามีเงินออมตั้งต้นมาก ภาระในการออมเงินเพื่อเกษียณก็จะน้อยลง

ส่วนผลตอบแทน หมายถึง
การนำเงินออมในปัจจุบันและเงินออมก่อนเกษียณไปลงทุน ยิ่งเราลงทุนแล้วได้รับผลตอบแทนมาก ภาระในการออมเงินเพื่อเกษียณก็จะน้อยลงเช่นเดียวกัน

และจำนวนปีก่อนเกษียณ หมายถึง
จำนวนปีที่เราทำงานก่อนที่จะเกษียณ ถ้าเหลือจำนวนปีมากหน่อย ภาระในการออมเงินเพื่อเกษียณก็จะยิ่งน้อยลงไปอีกหลายเท่าตัว

และเจ้าเงินออมตั้งต้น ผลตอบแทน ระยะเวลา ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ นั้นคือหลักการเดียวกันกับเรื่อง ค่าของเงินตามเวลา ที่เขียนไว้ในซีรีย์การเงินที่มีชื่อว่า “รวยได้ไม่ง้อพ่อ” นั่นเอง และมันคือสิ่งที่ตอกย้ำว่ายิ่งวันนี้เราออมก่อน เราจะยิ่งรวยกว่าคนที่ไม่ทำอะไรเลย ยังไงล่ะคร้าบบบ

ทีนี้… ลองดูข้อมูลเปรียบเทียบเพิ่มเติมครับว่า ถ้าหากเราต้องการมีเงินใช้หลังเกษียณเดือนละ 20,000 บาทเป็นเวลา 25 ปี ติดต่อกัน ณ อัตราเงินเฟ้อ 3 เปอร์เซ็นต์ และเมื่อลงทุนในผลตอบแทนที่แตกต่างกัน แต่ละวิธีนั้นจะต้องออมเงินอย่างไรบ้าง

เห็นไหมครับว่า ณ ผลตอบแทน 4% ต่อปี เราต้องออมเงินขั้นต่ำ 15,000 บาทตั้งแต่อายุ 22 ปี หากเราเกษียณตอนอายุ 60 ปี เพื่อให้มีเงินใช้จ่ายจำนวน 16 ล้านบาท แต่ถ้าเราอายุยิ่งมาก จำนวนเงินออมต่อเดือนก็ยิ่งจะมากขึ้น โดยถ้าเราวางแผนเกษียณตอนที่อายุ 55 ปี เราต้องออมเงินถึงเดือนละ 92,000 บาทกันเลยทีเดียว

แต่ถ้าหากผลตอบแทน 6% ต่อปี เราก็จะออมเงินน้อยลงไปได้เยอะถึงแบบครึ่งต่อครึ่ง เพราะนั่นคืออานุภาพของดอกเบี้ยทบต้นนั่นเองที่ทำให้ผลตอบแทนของเราเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ

ยิ่งเป็นผลตอบแทน 8% ต่อปีแล้วล่ะก็… รับรองว่าใช้เงินน้อยกว่าเดิมแน่นอน แต่คำถามที่ตามมาก็คือ แล้วเราจะหาผลตอบแทนแบบนี้ได้ที่ไหน … คำตอบนั้นอยู่ในตลาดหุ้นไทยและกองทุนรวมทั้งหลายครับ ส่วนจะเป็นกองไหน ยังไง แนะนำให้ค่อยๆศึกษาไปก่อนนะคร้าบ เพราะมันมีทั้งความเสี่ยงที่อาจจะทำให้เราขาดทุนได้เหมือนกันจ้า

บทความนี้ต้องการจะบอกว่า การวางแผนชีวิตเพื่อเตรียมตัวเกษียณนั้น ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับทุกคนครับ เพราะถ้าเรามีการวางแผนชีวิตที่ดีในทุกๆด้านแล้วล่ะก็ ย่อมเชื่อได้เลยว่า เราจะไม่เป็นภาระของใคร และไม่เป็นปัญหาสังคมอย่างแน่นอนครับ

และที่สำคัญไปกว่านั้น การวางแผนทางด้านการเงินทุกเรื่องนั้น เราต้องใช้วิธี วางแผนเผื่อ แต่ห้ามวางแผนขาดอย่างเด็ดขาดนะครับ ยังไงเหลือเงินไว้บ้างดีกว่าไม่เหลือเลย เพราะนอาจจะทำให้เรามีปัญหาชีวิต อย่างที่สุภาษิตเค้าบอกว่ากันไงครับว่า “ที่สุดแห่งความเสียดาย คือ ตายไปแล้วใช้เงินไม่หมด แต่ที่สุดแห่งความสลด คือใช้เงินหมดแล้วยังไม่ตาย”

สุดท้ายนี้ @TAXBugnoms ขอฝากไว้ว่า การวางแผนการเงินเพื่อเกษียณไม่ใช่เรื่องยาก หากเรารู้จักความต้องการของตัวเองดีพอ วางแผนอย่างรอบคอบ และกำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายชัดเจน อย่าขาดวินัยเรื่องการออม รวมถึงมีการการลงทุนอย่างเหมาะสม ร่ว&#

5 กลยุทธ์วางแผนแต่งงานและการเงินสำหรับคู่รัก

การวางแผนแต่งงานนั้น มันจะเริ่มต้นขึ้นได้ ก็เมื่อความรักของคู่รักสองคนนั้นสุกงอมและยินยอมพร้อมใจทั้งชายและหญิงเข้าสู่ประตูวิวาห์ แต่สิ่งสำคัญนอกจากความรักที่สุขงอมและลิสต์เพลงงานแต่งงานที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวต้องเตรียมให้พร้อม ไม่ใช่แล้วครับ!! มันมีเรื่องสำคัญอีกเรื่องทีต้องพูดถึงก่อน นั่นคือ “ความพร้อมทางด้านการเงิน”

@TAXBugnoms เชื่อว่าเรื่องของความพร้อมทางด้านจิตใจไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าฝ่ายชายตอบตกลงหรือขอแต่งงานเมื่อไร นั่นคือการตอบรับกลายๆว่าเขาพร้อมแล้วที่จะดูแลฝ่ายหญิงไปตลอดชีวิต หรือไม่พร้อมก็ต้องพร้อมแล้วแหละ!!!  เหมือนกับเพลงที่ร้องว่า “เธอทำให้ฉันรู้ และ เข้าใจคำว่าสองเรา ไม่ว่าจะร้อน หรือ ว่าจะหนาวก็ไม่กลัว มีเธอที่รักข้างในจิตใจ . . . ให้ฉันก้าวเดินต่อไป ต่อจากนี้” #ของขวัญ #Musketeers

เอาล่ะครับ เมื่อตรวจสอบความพร้อมเรียบร้อยแล้ว ทีนี้ก็ ถึงวิธีการวางแผนแต่งงานแล้วบ้างว่า จะทำอย่างไรให้ประหยัดกันแบบสุดๆ เรียกได้ว่าได้ทั้งใจของผู้ใหญ่ และใจของคู่รักกันไปพร้อมๆกัน วันนี้เลยมีเคล็ดลับ 5 ข้อมาเล่าสู่กันฟังครับ

ตรวจสอบความต้องการของทั้งสองฝ่าย

ความพร้อมคือจุดเริ่มต้น แต่ความต้องการคือจุดจบ นั่นคือ เมื่อเรารู้ตัวว่าพร้อมแต่ง หลังจากนั้นเราต้องวางแผนแต่งงานต่อว่า แล้วเราต้องการอะไรบ้างในงานแต่งงานของทั้งคู่ จะวางแผนงานใหญ่ งานเล็ก งานน้อย หรูหราไฮโซ โก้เก๋โชว์พาวเวอร์ หรือแค่มีฉันกับเธอก็พอแล้ว อันนี้เลือกได้เลยครับ แต่สิ่งที่สำคัญอยู่สิ่งเดียวที่ต้องระวัง นั่นคือ ขอให้แน่ใจว่า สิ่งที่เราต้องการนั้นมันคือความต้องการของทั้งสองฝ่าย

รายจ่ายในการจัดงานต้องวางแผนให้ชัด

หลังจากจัดการความต้องการเสร็จ สิ่งทีต้องทำคือการจดรายละเอียดสิ่งที่ต้องใช้ ต้องทำออกมาตามลำดับ และส่วนนี้แหละครับที่สำคัญ เพราะมันจะเป็นการกำหนดถึงเรื่องของการใช้จ่าย เพราะการวางแผนการเงินสำหรับงานแต่งงานนั้น มันคือการวางแผน “ใช้เงิน” เป็นหลัก ไม่ใช่การบริหารจัดการรายรับรายจ่ายเหมือนการออมเงินหรือวางแผนทางการเงินปกติทั่วไป

ดังนั้นเมื่อเป็นเรื่องของรายจ่าย สิ่งที่เราทำได้นั้นคือ “การประหยัด” ให้มากที่สุดสำหรับคนที่ต้องการแต่งงานแบบประหยัด อาจจะต้องตรวจสอบขั้นตอนนี้กันละเอียดว่าตกหล่นอะไรบ้างไหม และแต่ละเรื่องนั้นมีงบประมาณเท่าไร ไม่ใช่จดๆมาแล้วก็จ่าย แบบนั้นได้ใช้กันแบบสบายกระเป๋าชนิดที่เรียกว่าไม่เหลือเงินแน่นอนครับ

อย่าคิดเดินทางลัดด้วยการสร้างหนี้ (ที่ไม่จำเป็น)

เมื่อ “ความต้องการ” ไม่สอดคล้องกับ “งบประมาณ” สิ่งที่ตามมาคือสองทางเลือก ระหว่างเลือกที่จะ “ขอยืม” เพื่อให้งานเป็นไปตามที่ต้องการ หรือเลือกที่จะ “ขอลด” เพื่อให้เงินไม่หมดก่อนเวลา อันนี้ก็อยู่ที่ว่าใครจะตัดสินใจยังไง

ถ้าเราต้องการแต่งงานแบบประหยัด สิ่งที่เราต้องคิดก็คือ “เราต้องไม่สร้างรายจ่ายเพิ่มหลังจากจบงานแต่ง” เพราะสิ่งไม่มีชีวิตที่เรียกว่า “ดอกเบี้ย” นั้นอาจจะทำให้ชีวิตหลังแต่งงานของเรากลายเป็นสมรภูมิขนาดย่อมได้เหมือนกันครับ

ตกลงให้ดีเรื่องการเงินในอนาคต

สิ่งหนึ่งที่หลายๆคนลืมตกลงก่อนจะแต่งงาน นั่นคือเรื่องของการเงินในอนาคตว่าจะแบ่งความรับผิดชอบกันอย่างไรบ้าง อย่าลืมนะครับว่าการแต่งงานคือ “การที่คนสองคนมาร่วมกันเติมเต็มความสุขของกันและกันให้มากขึ้น”

ดังนั้นเรื่องการเงินในอนาคต มันไม่ได้หยุดแค่วันแต่งงานเท่านั้น แต่มันยังส่งผลต่อชีวิตที่เหลืออยู่ของคู่รักได้เช่นเดียวกัน  เพราะฉะนั้น อย่าลืมตกลงกันให้แน่ใจว่า หลังแต่งงานแล้ว การจัดการด้านการเงินจะเป็นอย่างไร จะแยกกันจัดการ หรือจะให้สามีจัดการ แต่สุดท้ายภรรยาจัดการทุกทีครับ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แฮร่

อดทนหารายได้เพิ่ม เพื่อเติมเต็มความฝันชีวิตคู่

เมื่อแต่งงานกันแล้ว แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายก็ต้องเพิ่มขึ้น บางคู่อาจจะซื้อบ้านใหม่ ตกแต่งบ้านใหม่ หรือลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆมากขึ้น ทำให้เงินออมลดน้อยหรืออาจจะต้องกู้หนี้ยืมสิน ดังนั้นในช่วงนี้แหละครับ คือช่วงที่ทั้งคู่ต้องลำบากไปด้วยกัน อาจจะกัดก้อนเกลือกินบางครั้ง อาจจะเจ็บบางที แต่เราต้องยิ้มสู้ครับ อดทนต่อไป หาหนทางสร้างรายได้เพิ่ม เพือให้ชีวิตคู่ของเราสมบูรณ์ แต่ที่สำคัญคืออย่าให้สิ่งที่เราอยากได้อยากมีนั้นเกินตัวจนลืมความสุขในครอบครัวนะครับ

สุดท้ายนี้… การวางแผนการเงินแต่งงานนั้นถือเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับทุกคู่รัก อย่าละเลยจนไม่เห็นความสำคัญ เพราะหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ความรักสมบูรณ์นั้น ความพร้อมทางการเงินก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามนะคร้าบบบ

ข้อแตกต่างของวิธีคิดการออมหุ้นแบบ DCA

ตั้งแต่ผมอยู่ในวงการตลาดหุ้นมาเนี่ย ผมเห็นหลายๆคนมีวิธีการที่หลากหลายกันมากเลยนะครับ มีตั้งแต่การใช้สัญญาณเชิงเทคนิคในการดูแนวโน้มการซื้อขายแล้วก็ทำกำไรกัน มีแบบการดูพื้นฐานและการประเมินมูลค่า ศาสตร์ของชาววีไอ รวมไปถึงศาสตร์ใหม่ๆที่ผมเข้าไม่ค่อยถึงก็คือแนวๆแบบ ใช้โหราศาสตร์ พระคำภีร์โบราณ เครื่องรางของขลัง การดูโชคชะตาราศีแล้วซื้อหุ้น หลายๆศาสตร์ผมไม่ค่อยเข้าใจหรอกนะครับ แต่โดยส่วนตัวแล้วก็มีแนวทางของตัวเองคือการ ออมหุ้นแบบ DCA Dollar Cost Average ซึ่งหลายๆคนก็ชอบมาถามว่า มันต่างกับการลงทุนแบบทั่วไปยังไงฟ่ะ

การลงทุนทั่วไปนี่คือแบบไหน? ถ้าส่วนใหญ่ที่เจอคือ แมงเม่าผจญภัย อะเปล่า!! ไม่ใช่แระ อันนั้นมันลงทุนแบบ ขึ้นๆ ลงๆ เอบีๆ ซีเล็ค สตาร์ท ละม้าง

การลงทุนในหุ้นมันเป็นยังไง?

ถ้าคุณเปิดธุรกิจซักอย่างนึงนะ มันจะต้องมีการระดมทุนใช่ป่ะ เอาเงินมารวมๆกับเพื่อน เช่น 1 ล้านบาท แจกกันไปเลย หุ้นละ 1 บาท รวม 1 ล้านหุ้น ใครจะลงกี่หุ้นก็ลงมาเลย แล้วเงินก้อนนี้เขาก็จะเอาไปลงทุน ซื้ออาคาร เช่าออฟฟิศ ซื้ออุปกรณ์ เอาไปจ้างพนักงาน เอาไปผลิตสินค้า ซึ่งมันคือทรัพย์สิน แล้วทั้งหมดทั้งมวลเขาก็จะเอาไปใช้เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์กับการสร้าง “ผลกำไร” พอบริษัทมีกำไรสุทธิเกิดขึ้น มันก็จะกลายเป็นผลตอบแทนมาให้กับผู้ถือหุ้น นักลงทุนลงเงินไปเท่าไหร่ กำไรต่อหุ้นเท่าไหร่มันก็จะไปสะสมอยู่ในนั้นล่ะ มันก็จะกลายเป้นมูลค่าหุ้นทางบัญชี เช่น จากเดิมลงทุนไปปีแรกหุ้นละ 1 บาท พอปีต่อมาก็ 1.2 บาท 1.5 บาท 2 บาท 3 บาท ก็ว่าไป

แต่ถ้าหุ้นตัวไหนที่มันไร้อนาคตสุดๆ มันก็อาจจะติดลบ (ขาดทุนยังไงครัช!) มันก็อาจจะเหลือ 0.90 บาท 0.80 บาท จนเหลือ 0.01 บาทไปเลยก็ได้นะครับ แต่มันก็ดูแค่นั้นไม่ได้หรอก บางทีมันก็ต้องดูเหตุและปัจจัยด้วยว่าทำไมผลกระทบต่อราคาหุ้นทางบัญชีมันเกิดขึ้น ถ้ามันเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เช่น ธุรกิจมันแข่งไม่ได้แล้ว ชาวบ้านเขาผลิตอาวุธนิวเคลียร์แล้วนี่ยังใช้ผลิตกระบองหอกดาบขายอยู่ใครจะซื้อ หรือของมันดีทำกำไรได้เพียงแต่มันเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองขึ้นมาอยู่ก็เลยทำให้ผลประกอบการไม่ดี หรือ บางทีกำไรมันน้อยลงเพราะต้องจ่ายดอกเบี้ยกำลังกู้เงินซื้อโรงงาน เดี๋ยวดอกเบี้ยหมดจะสวยจะรวยให้ดู เรื่องพวกนี้มันจะมีเรื่องทางบัญชีและความเป็นไปของกิจการให้เราตรวจสอบได้

ที่นี้พอหุ้นมันไปอยู่ในตลาด สิ่งที่มันเปลี่ยนไปคือ มูลค่าหุ้นทางบัญชีมันก็จะอยู่อย่างงั้นเหมือนเดิมล่ะ แต่มูลค่าหุ้นในตลาดมันอาจจะเปลี่ยนไปตามความคาดหวัง ถ้าบริษัทที่เราลงทุนมันดี๊ดี มูลค่าทางบัญชีสูงขึ้นเรื่อยๆแบบ 1.0 ไป 1.2 ไป 1.5 ไป 2.0 บาท ราคาที่ซื้อขายมันอาจจะพุ่งไปพร้อมๆกับความคาดหวังก็ได้ และก็ซื้อขายกันแบบที่ 9 บาทบ้าง 10 บาทบ้าง 11 บาทบ้าง แล้วก็ลงมาที่ 10 บาทบ้าง ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของตลาดในแต่ละวันนั้นแล….

ลงทุนตามพื้นฐานปกติทำยังไง?

พอเราเห็นภาพแล้วว่า ราคาซื้อขายของหุ้นมันไม่นิ่ง มันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ แต่แน่นอนว่าหุ้นมันจะถูกซื้อขายในราคาแพงกว่ามูลค่าทางบัญชีอยู่แล้วเพราะมีความคาดหวัง สิ่งที่เขาทำก็คือ “รอให้หุ้นมันถูกลง” แน่นอนล่ะ ของราคาที่มีมูลค่าแท้จริงที่ 1 บาท ขายในตลาดที่ 10 บาท หากเราต่อราคาแม่ค้าซัก 8-9 บาทได้ย่อมถือว่าราคาถูกใช่ไหมนักลงทุนหลายๆคนเลยพยายามหาจังหว่ะและโอกาสดีๆ กำเงินสดไว้เยอะๆ แล้วช่วยที่ราคามันลงมาพรวดๆก็ซื้อมันเลย เช่น ในช่วงที่เกิดการเทกระจาด ไม่รู้อยู่ๆมันเกิดไรขึ้น คนแห่กันขายทิ้งทั้งๆที่ธุรกิจมันไม่ได้มีอะไรเลยซักนิด บางทีอาจจะเกิดวิกฤตอะไรเล็กๆน้อยๆที่ทำธุรกิจสะดุดบ้าง แต่ถ้ามองพื้นฐานระยะยาวแล้วน่าลงทุน ราคามาอย่างน่าสนใจซื้อเลยครับ

นักลงทุนที่ใช้พื้นฐานนั้นก็จะดูมูลค่าต่างๆทางบัญชี เช่น อัตราส่วนทางการเงินอย่างค่า P/E (ซื้อมาราคานี้ กำไรประมาณนี้หวังจะคืนทุนกี่ปี)  P/BV (ซื้อมาราคานี้เทียบกับราคาจริงๆเท่านี้ ต่อไปราคาหุ้นเพิ่มก็คืนทุน) ช่วงไหนแพงช่วงไหนถูกนอกเหนือจากผลประกอบการต่างๆไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นของกำไร แนวโน้วการเติบโตธุรกิจ แล้วค่อยดูว่าจะซื้อหุ้นในราคาไหนดี แต่สิ่งที่ผมเห็นแล้วแอบเซ็งแทนก็คือ “บางทีเราไม่รู้ว่าโอกาสแบบนั้นจะมาเมื่อไหร่ล่ะซิ๊” แต่ถ้าเกิดมาปุ๊ปบางทีผมก็กลัวว่า จะกล้าซื้อหรอฟ่ะ กลัวไม่ใช่หุ้นลงแล้วหุ้นลงอีก กลายเป็นการเล่นไปกับอารมณ์การซื้อขาย ถ้าใจไม่นิ่งพอก็จะกลับมานั่งคิดต่ออีก จะ cut loss ดีไหม เข้าผิดจังหว่ะอะเปล่าเรา หรือจริงๆควรขายทำกำไรได้แล้ว ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคนในการมองประเภทหุ้นที่มีความเป็นไปที่แตกต่างกันด้วยนะครับ บางคนชอบหุ้นเติบโตก็ลงทุนเพื่อความมั่งคั่งระยะยาว บางคนจับจังหว่ะด้วยการดูมูลค่าและซื้อขายกันในระยะสั้น ซื้อมาในมูลค่าที่ถูกขายไปในมูลค่าที่แพง อันนี้ก็แล้วแต่คนเลยนะครับ วิธีการดูพื้นฐานของกิจการเนี่ยมันทำให้เราลงทุนได้หลากหลายรูปแบบด้วยล่ะ

ออมหุ้นแบบ DCA ทำยังไง?

จริงๆนักออมหุ้นชาว DCA มองไม่ได้ต่างกับนักลงทุนทั่วไปที่อยากได้ธุรกิจดีๆครับ ธุรกิจดีใครก็อยากได้ไม่ใช่หรอ ไม่มีใครอยากลงทุนแล้วขาดทุนหรอก เป้าหมายของนักลงทุน DCA เอง ใช้วิธีคิดอีกแบบว่า ถ้าหุ้นมันดีนะ มันจะต้องขึ้นชัวร์ ฟันธง แต่ถ้ามันไม่ขึ้นแล้วกำไรดีหุ้นดันลงนะแปลว่าหุ้นถูกสะสมตอนถูกได้ เทียบง่ายๆกับเวลาเราไปซื้อของ 1 บาทที่ตลาดนะ เราเห็นแม่ค้าขาย 10 บาท เราจะมองก่อนว่าอนาคตมันจะแพงกว่า 10 บาทป่ะ ถ้ามันแพงกว่านะ 10 ก็ซื้อไปเหอะ แพงแล้วมีแพงกว่าอีกได้ ถ้าหุ้นมันให้ผลตอบแทนที่มากขึ้นในอนาคตถึงเวลานั้นเราก็กำไรอยู่ดี แล้วถ้าหุ้นมันดีขึ้น ของมันราคากลายมูลค่าเพิ่มเป็น 2 บาท แต่ขายกันในตลาด 8 บาทล่ะ? โห นั่นยิ่งดีเลยเหอะ นั่นแปลว่าของถูกลงไปกว่า ของมูลค่า 1 บาท ซื้อกันที่ 10 บาทอีก

[แชร์ประสบการณ์แฟนเพจ] มีหนี้ก็มีเงินออมได้

เรารู้สึกดีใจทุกครั้งที่เห็นว่าหลายๆเรื่องที่เราตั้งใจเขียนแล้วสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น ครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของคุณครูนักออมเงินที่ครั้งหนึ่งเคยผิดพลาดร้ายแรงจากการก่อหนี้โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์มาแล้ว จนกระทั่งทำให้ตนเองหลุดจากวงจรหนี้ได้

นับว่าวิธีคิด วิธีการจัดการเกี่ยวกับการเงินเหล่านี้เป็นประโยชน์มากๆกับผู้อ่านหลายท่านซึ่งอาจจะนำมาปรับใช้เพื่อแก้ไขปัญหาของตนเองได้ เราขอขอบคุณคุณครูท่านนี้ที่ให้ประสบการณ์ชีวิตตนเองสอนเป็นวิทยาทานความรู้ให้แก่ผู้อื่นด้วย “ประสบการณ์มีหนี้ก็มีเงินออมได้” นะคะ ( * // \ * )

ข้อความข้างล่างตัวอักษรสีดำเป็นบทสนทนาของคุณครู เราจะเขียนอธิบายเพิ่มเติมในส่วนของ “หลักการ + วิธีใช้จริง” ว่าเป็นอย่างไรด้วยตัวอักษรเขียวค่ะ

24 กรกฎาคม 13:11 มีหนี้สินเหมือนกันค่ะ จากความรู้เท่าไม่ถึงการ สมัยทำงานใหม่ๆ เป็นหนี้บัตรกดเงินสด 2 ใบ แถมเป็นหนี้ กยศ.ด้วย แต่ตอนนี้มีประสบการณ์แล้ว ก็ค่อยๆใช้หนี้อย่างมีวินัย แต่ก็ออมควบคู่กันไปด้วยค่ะ

หนี้มี 2 แบบ คือ 1. หนี้ดี คือ หนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้ (หนี้ กยศ.) เพราะเป็นหนี้เพื่อการศึกษา เมื่อจบออกมามีงานทำ สามารถสร้างรายได้เลี้ยงตนเองได้  2. หนี้ไม่ดี คือ หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (หนี้บัตรกดเงินสด 2 ใบ) เป็นหนี้ที่ดอกเบี้ยแพงมาก

24 กรกฎาคม 19:24 จุดเริ่มต้นในการเป็นหนี้ เริ่มต้นตอนทำงานใหม่ๆค่ะ ยังไม่มีความรู้เรื่องการเก็บออมอยู่มาวันนึงมีจดหมายจากธนาคารแห่งหนึ่งส่งมาถึงดิฉัน แนบใบสมัครสินเชื่อบัตรกดเงินสด คงเพราะเงินเดือนทางบริษัทจ่ายผ่านบัญชีธนาคารนี้ เขาจึงเห็นว่ารายละเอียดดิฉันผ่านเกณฑ์ ฉันเลยลองสมัคร ก็กดเอามาหมุน มาซื้อของที่อยากได้ แต่ไม่ได้ศึกษาถึงดอกเบี้ยมหาโหดนั่นเลย 

จากมีหนึ่งใบ ก็เริ่มเป็นสองใบ จุดเปลี่ยนคือดิฉันว่างงาน ในช่วงที่ดิฉันหางานใหม่ ก็โดนคอลเซนเตอร์โทรมาทวง เสียสุขภาพจิตมาก และในช่วงเวลาเดียวกันดิฉันประสบปัญหาครอบครัว เครียดเกือบฆ่าตัวตาย อย่าว่าแต่เงินใช้หนี้เลยค่ะ เงินที่จะเป็นค่าข้าวแต่ละวัน ยังคิดแล้วคิดอีก  

วงจรหนี้

  • เปิดบัญชีบัตรเครดิต – ธนาคารต้องการหาลูกค้าเพิ่มจึงส่งใบสมัครให้ลูกค้า 
  • วิธีการใช้บัตร – ลูกค้าสมัครแล้วกดเงินมาใช้ซื้อของที่อยากได้โดยไม่ตรวจสอบเงื่อนไขของดอกเบี้ย
  • วิธีชำระหนี้ – เมื่อชำระหนี้ไม่ได้ก็เริ่มวนหนี้โดยเปิดบัตรใบใหม่ชำระหนี้บัตรใบเดิม
  • เกิดเหตุฉุกเฉิน – การเกิดเหตุไม่คาดคิด คือ ว่างงาน ประสบปัญหาครอบครัว ทำให้หาเงินชำระหนี้ยากลำบากขึ้น 
  • เสียสุขภาพจิต – การทวงหนี้ทำให้เราเครียด ยิ่งหาเงินไปชำระไม่ได้จะเครียดมากจนไม่มีสมาธิทำงาน

==> การสร้างหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้นั้นเกิดมาจากการซื้อสิ่งของเพื่อความสุขเพียงชั่วคราว แต่ยังไม่รู้ถึงผลกระทบระยะยาวจนกระทั่งเกิดปัญหาขึ้นจริงจึงเริ่มรู้สึกตัว เมื่อไม่มีเงินมาชำระหนี้ก็เกิดความเครียด บางรายอาจจะมีอารมณ์ชั่ววูบตัดสินใจผิดพลาดทำให้ฆ่าตัวตายเพื่อหนีปัญหา โชคดีมากๆ ที่คุณครูคิดได้ และลุกขึ้นมาต่อสู้กับปัญหาต่อไป

24 กรกฎาคม 19:27 ดิฉันได้งานใหม่เป็นครูอัตราจ้าง เงินเดือนตอนนั้นแค่เจ็ดพันกว่าบาท แต่โชคดีที่มีคนหยิบยื่นโอกาสให้ดีฉันมีงานพิเศษหารายได้ แต่ก็ยังไม่มีการออม เพราะยังไม่มีความรู้ แต่ละเดือนจึงเป็นลักษณะหาได้มามีแต่ใช้จ่าย และใช้หนี้ แต่ไม่มีเงินเก็บ  

การมีรายได้หลายทาง จะทำให้เรามีรายได้นอกเหนือจากงานประจำ หากเกิดเหตุไม่คาดฝันที่งานประจำเราหายไป ก็จะมีรายได้ทางอื่นมาจุนเจือครอบครัว ส่วนลักษณะการใช้จ่ายจะนำเงินที่ได้มาชำระหนี้ โดยไม่มีเงินออม

24 กรกฎาคม 19:31 แย่ที่สุดคือ หนี้ที่จ่ายไปเป็นแค่ดอกเบี้ย ต้นก็แทบไม่ลดเลยค่ะ สรุป ดิฉันเป็นหนี้บัตรกดเงินสดสองใบ รวมเจ็ดหมื่น ยังไม่รวมทุนกู้ยืม กยศอีกเกือบสองแสนบอกได้เลยค่ะว่าสาหัส ดิฉันพยายามคิดมาตลอดว่าจะทำอย่างไร ให้พ้นจากสภาพนี้ได้สักที เพราะดิฉันเหลือตัวคนเดียว เนื่องจากแม่เสียชีวิตแล้ว ส่วนพ่อก็แต่งงานมีครอบครัวใหม่ มรดกติดตัวก็ไม่มี ถ้าดิฉันทำแบบนี้อีก มีหวังได้ลำบากตอนแก่แน่นอนค่ะ

การวางแผนชีวิต โดยคิด ณ ปัจจุบันว่าตนเองเป็นอย่างไรจากเหตุการณ์ต่างๆรอบตัว(เพราะเหลือตัวคนเดียว ไม่มีมรดกติดตัว) และมองไปถึงอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป จึงเริ่มคิดวางแผนมากขึ้นเพื่อจะได้สบายตอนชรา

24 กรกฎาคม 19:37 อยู่มาวันนึง ดิฉันเข้าไปในร้านหนังสือแห่งหนึ่ง เจอหนังสือเล่มที่เปลี่ยนความคิดดิฉันใหม่หมด ชื่อ”เงิน เรื่องใหญ่ที่โรงเรียนไม่เคยสอน” ของคุณโจ มณฑาณี ตันติสุข ทำให้ดิฉันเริ่มต้นหาออมเงินในวิธีต่างๆ แบบลองผิดลองถูก

ศึกษาหาความรู้ จากการอ่านหนังสือเพื่อเติมความรู้ พัฒนาตนเอง เมื่อเกิดความรู้แล้วสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การลงมือทำตาม ซึ่งคุณครูได้ลองนำแนวคิดในหนังสือมาทำจริงๆ

24 กรกฎาคม 20:04 พอดิฉันเริ่มเก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง ก็มีเหตุให้ต้องใช้ขึ้นมา คือ นำมาเรียนวิชาชีพครู ซึ่งเมื่อจบหลักสูตร ดิฉันจะได้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู เป็นใบเบิกทางเพื่อสอบบรรจุข้าราชการครู ซึ่งต้องใช้เงินเยอะพอสมควร

การลงทุนเพื่ออนาคต โดยการนำเงินมาเรียนวิชาชีพครูต่อยอดความรู้เพื่อสอบเป็นข้าราชการครู ซึ่งเป็นการลงทุนเพื่อสร้างรายได้ในอนาคต

ที่เล่ามาทั้งหมดนั่นก็คือการวางแผนชีวิตของคุณครูนั่นเอง

24 กรกฎาคม 20:35 แต่ดิฉันก็ยอมค่ะ เมื่อดิฉันเรียนจบ ได้ใบอนุญาตฯ ดิฉันก็ไปสมัครสอบบรรจุครูผู้ช่วยทันทีตอนนี้ ดิฉันก็เลยต้องเริ่มเก็บเงินใหม่ เมื่อได้เงินเดือน ดิฉันจะหักฝากบัญชีฝากประจำ 1000 บาทที่เหลือก็จะนำไปใช้หนี้และค่าใช้จ่ายประจำเดือนให้เรียบร้อย แล้วนำเงินที่เหลือมาบริหารหากมีรายได้จร เช่น เบี้ยเลี้ยงต่างๆ ค่ารับจ้างพิมพ์งาน สอนพิเศษ ก็จะหัก10%ของเงินที่หาได้ฝากธนาคารไว้ค่ะ  

วิธีการใช้เงิน

  • ออมเงินทันที – ฝากประจำ 1,000 บาท
  • รายจ่ายประจำ – ใช้เงินที่เหลือจากการออมมาจ่ายชำระหนี้และค่าใช้จ่ายประจำในแต่ละเดือน
  • ออมเงินจากรายได้ทางอื่น 10%  –  เมื่อมีรายได้ทางอื่นก็จะนำมาออมโดยการฝากธนาคารด้วย เช่น เบี้ยเลี้ยงต่างๆ ค่ารับจ้างพิมพ์งาน สอนพิเศษ

24 กรกฎาคม 20:43 ตอนนี้ก็ทยอยจ่ายหนี้ แต่ก็อดออมคู่กันไปด้วยค่ะ ใช้ว่ามีหนี้แล้วจะไม่มีเงินออมเสมอไปถือคติ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนค่ะดิฉันถือว่าโชคดีที่เจอปัญาหาตั้งแต่เริ่มชีวิตการทำงาน ทำให้แก้ไขเรื่องกันใช้เงินได้ทัน

วิธีการชำระหนี้ “ไม่มีกฎเหล็กข้อไหนที่บอกว่าหาเงินได้เท่าไหร่ใช้หนี้ให้หมด” เราควรรักษาสมดุลของช่วงเวลา ดังภาพนี้ เพราะหนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ขณะนี้เราทำงานเพื่อเลี้ยงชีพ ส่วนอนาคตเป็นเรื่องของการสร้างความมั่งคั่ง แต่ละช่วงเวลาให้เป็นแบบนี้ โดยการทำงานในปัจจุบันเพื่อชำระหนี้บางส่วนในอดีตและออมเงินเพื่อสร้างความมั่งคั่งในอนาคตไปพร้อมๆกันด้วย

24 กรกฎาคม 20:45 ขอขอบคุณหนังสือเล่มแรก ที่ทำให้ มีเล่มสอง สาม และเล่มอื่นๆตามมาค่ะ

24 กรกฎาคม 20:53 ขอขอบคุณแอดมินที่เปิดโอกาสให้แบ่งปันประสบการณ์ค่ะ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าอาจจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นบ้างไม่มากก็น้อยตอนนี้ดิฉันก็ยังไม่มีบ้าน ไม่มีรถ แต่จะไม่ท้อต่อการออมเพื่อตัวเอง เพื่ออนาคตค่ะ   ขอบคุณคุณครูเช่นกันค่ะ ที่ให้ดิฉันเผยแพร่ประสบการณ์ที่มีประโยชน์เหล่านี้ให้แก่ผู้อื่น ^_^

กลยุทธ์คุมใจไม่ให้ใช้เงินล้างผลาญ

เอาล่ะสัส เมื่อวานมีคนถามกรุว่า พี่เกรย์ครับผมจะควบคุมจิตใจและนิสัยที่ชอบใช้จ่ายเงินของตัวเองได้ยังไง ตอนแรกกรุก็ด่ามันไปว่าทำไมไม่รู้จักห้ามใจตัวเอง แต่คิดไปคิดมาแล้วมันก็คงเป็นอย่างที่พี่ตูน บอดี้แสลมเคยบอกไว้แหละว่า #ไม่มีสิทธิที่จะไปห้ามให้เธอไม่ไป

เมื่อคิดได้แบบนี้ กรุเลยไปค้นคว้าว่า นิสัยการจ่ายเงินของพวกมรุงนั้น มันมาจากจิตใต้สำนึกที่เค้าเรียกว่า.. เรียกว่าอะไรวะ เออ ช่างมันเหอะ เอาเป็นว่ามันมีวิธีง่ายๆในการที่มรุงจะควบคุมจิตใจตัวเองให้ว่า ทำยังไงให้เลิกอาการเสพติดใช้เงินสักที ซึ่งวันนี้กรุจะมาเปิดเผยวิธีให้พวกมรุงฟังแบบถึงแก่น

แต่ก่อนอื่น มรุงต้องรู้ก่อนว่า เงินมันไม่มีอารมณ์ แต่มันคือสิ่งของชิ้นหนึ่งที่ใช้เพื่อแลกเปลี่ยนเท่านั้น ดังนั้นคนที่ใช้จ่ายเงินคือ ตัวมรุงที่สร้างอารมณ์ใช้จ่ายจอมปลอมมาหลอกตัวเองว่า ใช้แล้วดี ใช้แล้วเด่น ใช้แล้วโดน แต่จริงๆแล้วมันเป็นเพียงการตอบสนองต่อมตัณหาความอยากของมรุงเท่าน้นแหละว่า “ใช้แล้วจะทำให้รู้สึกดี” ทั้งๆที่แม่มไม่มีอะไรเลยครับสัส #ว้ายคนอ่อนแอ

และวิธีของกรุที่กรุจะแนะนำนั่นคือการปรับปรุง “อารมณ์ของมรุงก่อนที่จะใช้เงิน” ซึ่งมันมีเคล็ดลับด้วยกัน 3 ข้อ อ่านแล้วกรุณาทำตามด้วยนะสัสดวกส์

ข้อแรก จะซื้ออะไร จงรอไปห้าวัน

เมื่อไรจะสัสที่มรุงอยากจะซื้อของ และของชิ้นนั้นแม่มไม่สำคัญ #อารมณ์ประมาณไม่มีก็ไม่ตาย มรุงจงรอต่อไปอีกสักห้าวัน ระหว่างนั้นมรุงจงเดินไปลูบๆคลำๆแม่มทุกวัน แต่ห้ามซื้อ แล้วถามตัวเองก่อนสัสว่า มรุงจะซื้อไปทำห่านอะไรวะสัสดวกส์

ข้อสอง คำนวณราคาด้วยเวลางานมรุง

ต่อมา มรุงจงคำนวณของที่มรุงอยากได้ ด้วยเวลางานของมรุง สมมติ มรุงมีรายได้วันละ 500 บาท ถ้ามรุงอยากซือของราคา 10,000 บาท นั่นเท่ากับว่ามรุงต้องทำงานตั้ง 20 วันแน่ะสัส แล้วพอคิดแบบนั้นมรุงจะรู้ว่า มรุงจะเอาเวลางานที่มีค่าของมรุงไปแลกของกากๆแบบนั้นทำไม

ข้อสาม จงจินตนาการภาพอดๆอยากๆตอนแก่ของมรุงทุกวันก่อนนอน

กรุไม่เถียงหรอกว่า วันนี้มรุงมีเงินใช้ วันนี้มรุงมีชีวิตที่ดี มรุงมีทุกอย่าง แต่สิ่งที่มรุงลืมคิดถึงไปก็คือ ในวันที่มรุงแม่มไม่มีรายได้ ไม่มีเงินเพิ่ม มรุงจะเอาเงินที่ไหนมาเลี้ยงชีวิตมรุงวะสัส ดังนั้น มรุงลองคิดง่ายๆก่อนว่า ถ้าวันนี้มรุงไม่มีรายได้ มรุงก็หางานใหม่ แต่ถ้ามรุงตกงานตอนแก่ ใครเค้าจะจ้างมรุงวะสัส ยิ่งถ้าไม่มีเงินเก็บไม่มีสินทรัพย์ มรุงเคยคิดบ้างไหมว่าจะเอาอะไรแดรกส์

สุดท้ายนะสัส…

สิ่งที่กรุแนะนำให้พวกมรุงฟังน่ะ มันเป็นการชะลอความอยากทางอารมณ์ของพวกมรุงไว้ ดังนั้นพวกมรุงก่อนที่จะตัดสินใจซื้ออะไร จงทำใจคิดวิเคราะห์แยกแยะให้ดี ไม่ให้ชีวิตนี้เป็นทาสของอารมณ์อยากได้เพียงอย่างเดียวนะสัส เพราะสุดท้ายแล้วถ้ามรุงไม่มีเงินจะใช้ มรุงอาจจะกลายเป็นทาสชีวิตของใครก็ไม่รู้ กรุขอเตือนจากใจนายใหญ่เกรย์แมน ผู้ดูแลทาสรักกว่า 100 ชีวิตในเรือนเบี้ยครับสัส

3 ขั้นตอนตั้งงบสยบรายจ่าย

จะทำยังดีหละ? ไม่อยากจดบัญชีรายรับรายจ่าย

แต่อยากควบคุมรายจ่ายและมีเงินออม

สำหรับผู้ที่ต้องการมีเงินออมแต่ไม่อยากจดบัญชีรายรับรายจ่ายเพราะรู้สึกหวาดผวาและสะเทือนใจทุกครั้งที่เห็นยอดรายจ่ายรวมของตนเองซึ่งบางครั้งแทบเป็นลมคาหน้าจอสรุปยอดจ่ายรายเดือน จนทำให้ยกเลิกจดบัญชีเพราะทำใจยอมรับไม่ได้ แน่นอนว่าการจดบัญชีเป็นทางออกที่ดีที่ทำให้รู้จักรูรั่วของรายจ่ายที่ดีที่สุด แต่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้เพราะความอ่อนไหวและความขยันของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน

น่าจะมีวิธีอื่นที่ไม่ต้องจดบัญชีแล้วสามารถจัดระเบียบรายจ่าย แถมมีเงินออมอีกด้วย วิธีนี้ประยุกต์มาจากวิธีการตั้งงบประมาณรายจ่ายโดยมีแนวคิดว่าจะใช้จ่ายอะไรก็ได้แต่ต้องอยู่ภายใต้งบประมาณเหล่านี้เท่านั้น จึงใช้ชื่อวิธีนี้ว่า “ตั้งงบสยบรายจ่าย

รายได้ – เงินออม – รายจ่ายห้ามเบี้ยว = รายจ่ายลั้นลา

รายจ่ายจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ

==> เงินออม (กระปุกเงินออม)

คือ รายจ่ายเพื่อเป้าหมายของตนเองและสร้างความมั่งคั่งในอนาคต ซึ่งควรออมอย่างน้อยที่สุด 10% ของรายได้ทุกเดือน

==> รายจ่ายคงที่(รายจ่ายห้ามเบี้ยว)

คือ รายจ่ายแบบมีภาระผูกพันที่ต้องจ่ายอย่างสม่ำเสมอ ไม่สามารถปรับลดรายจ่ายส่วนนี้ได้ มิฉะนั้นจะส่งผลเสียหายร้ายแรง เช่น ค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ถ้าไม่จ่ายจะถูกยึดบ้าน ยึดรถ

==> รายจ่ายผันแปร(รายจ่ายลั้นลา)

คือ รายจ่ายภายในชีวิตประจำวันทั่วไป มีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ ถ้าเราต้องการตัดลดรายจ่ายจะเริ่มที่รายจ่ายส่วนนี้

หมายเหตุ ใช้คำในวงเล็บแทนคำศัพท์ที่เป็นทางการเพื่ออธิบายเข้าใจง่ายมากขึ้น

วิธีการตั้งงบสยบรายจ่ายมี 3 ขั้นตอน คือ

ขั้นตอนที่ 1

สรุปภาพรวมของรายจ่ายตนเองตามเป้าหมายการใช้เงิน ว่าจะแบ่งรายจ่ายแต่ละส่วนไว้ใช้ทำอะไรบ้าง โดยเปิดบัญชีต่างๆแยกไว้ต่างหาก เช่น มีบัญชีเงินเดือนกับธนาคาร B ก็เปิดบัญชีธนาคารเพิ่มอีก 2 บัญชี คือ บัญชีกระปุกเงินออมและบัญชีรายจ่ายห้ามเบี้ยว สรุปว่าเราจะมีบัญชีธนาคาร 3 บัญชี (ถ้าเป็นนักลงทุนก็อาจจะใช้บัญชีกระปุกเงินออมเป็น พอร์ตหุ้น กองทุนรวม ออมทอง ให้เช่าคอนโด ฯลฯ ก็ได้)

ขั้นตอนที่ 2

ตั้งงบประมาณว่า “กระปุกเงินออมและรายจ่ายห้ามเบี้ยว” นั้นเป็นกี่ % ของรายได้ ตั้งงบที่ต้องจ่ายออกมาก่อนเพื่อจะได้รู้ว่าเหลือเงินเท่าไหร่ที่จะนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน (รายจ่ายลั้นลา)

ขั้นตอนที่ 3

เปิดบัญชีแยกตามเป้าหมายการใช้เงิน จัดให้แต่ละบัญชีพ่วงกับบัญชีเงินเดือน โดยใช้ระบบตัดเงินอัตโนมัติ เมื่อถึงวันที่เงินเดือนเข้า ระบบจะจัดการโอนงินออกจากบัญชีเงินเดือนไปยังบัญชีต่างๆที่เปิดเตรียมไว้ทันที เราจะเห็นและใช้เฉพาะยอดเงินที่เหลือในบัญชีเงินเดือนเท่านั้น

เราต้องใช้เงินที่เหลือจากการออมและรายจ่ายห้ามเบี้ยว

ให้เพียงพอในแต่ละเดือน

กองทุนปันผล VS กองทุนปันหน่วย

จากครั้งที่แล้วที่ผมได้พูดถึงเรื่องกองทุนปันผล กับ กองทุนไม่ปันผลไปแล้ว

คราวนี้เรามาดู “กองทุนที่ปันผล” กับ “กองทุนปันหน่วย” กันดีกว่าครับ

หลายคนคงจะงงว่า ไอ้ กองทุนปันหน่วยคืออะไร จริง ๆ เป็นชื่อที่ผมตั้งขึ้นเองครับ 55+

เนื่องจากว่ามันเป็น กองทุนมีการปันผล ออกมาด้วยการบังคับขายหน่วยลงทุนครับ

หรือ เราที่เรียกกันแบบปกติว่า “การขายคืนอัตโนมัติ” ครับ หรือ “Auto Redemption” นั่นเองครับ

ก่อนที่จะไปถึงเรื่อง การขายคืนอัตโนมัติ เรามาย้อนรอยกันซักนิดครับ

กองทุนที่มีนโยบายการจ่ายเงินปันผล หรือ กองทุนที่มีการจ่ายเงินออกมาเป็นงวด ๆ ตามอัตราและระยะเวลาตามที่กองทุนกำหนดครับ เช่น กองทุนมีนโยบายจ่ายปันผล ไม่เกินปีละ 4 ครั้งครับ และจุดที่สำคัญก็คือ ตอนที่เรารับเงินปันผลนั้น ทาง บลจ. ที่เป็นผู้ออกกองทุนจะหักภาษี ณ ที่จ่าย  10%  ครับ หรือ เราสามารถเลือกที่จะไม่ต้องจ่ายภาษีเงินปันผลก็ได้ครับ แต่เราก็ต้องเงินปันผลนั้นมารวมเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีตอนต้นปีครับ

คราวนี้เรามาดู กองทุนรวมประเภท auto redemption กันบ้างครับ โดยกองทุนนี้เป็นกองทุนที่มีการจ่ายเงินคืนให้ผู้ลงทุนเป็นงวด ๆ เหมือนกองทุนปันผลแหละครับ เพียงแต่เงินที่เราจะได้รับกลับมานั้นไม่ใช่เงินปันผลนะครับ แต่กองทุนจะแจ้งเตือนเรา ทาง email ครับ และบังคับให้เรา ขายคืนหน่วยลงทุนแบบอัตโนมัติ ครับ ซึ่งจะมีเงื่อนไขต่าง ๆ ตามที่ ผู้จัดการกองทุนได้กำหนดไว้ครับ

การรับเงินจากการขายคืนหน่วยลงทุนมีข้อดีคือ เหมือนได้รับเงินปันผลครับ แต่ไม่เสียภาษีเพราะว่าเป็นการขายกองทุนออกมาครับ

ส่วนเงื่อนไขการขายคืน หรือ การทำ Auto redemption ก็ขึ้นกับทาง บลจ ละครับว่าจะกำหนดเงื่อนไขที่ขายคืนอัตโนมัติเมื่อราคาของหน่วยลงทุนเพิ่มขึ้นถึงระดับไหน และจะจ่ายคืนเท่าไหร่ด้วย เช่น กองทุนจะขายคืนอัตโนมัติให้ ครึ่งนึงของหน่วยลงทุนที่ปรับเพิ่มขึ้นมา( 2.5 บาท) เมื่อราคาหน่วยลงทุนปรับตัวเพิ่มขึ้น 5 บาท 

ถ้างง ลองดูตัวอย่างการตั้งระดับการขายคืนหน่วยลงทุน จาก หนังสือชี้ชวนดูครับ

ส่วนผลที่ตามมาของการ Auto redemption หรือ ขายหน่วยลงทุนคืน นั้นก็คือ “จำนวนหน่วยจะลดลงครับ” แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายนะครับ เพราะว่า NAV หรือมูลค่าหน่วยลงทุนที่ท่านถือนั้น ไม่ได้ลดลงอย่างเวลาที่ปันผลนะครับ

ลองมาทำความเข้าใจกันซักเล็กน้อยครับ 

เช่น สมมติว่าเราลงทุนกับกองทุน 10,000 บาท จะได้ 1000  หน่วย หากราคา NAV ต่อหน่วยเป็น 10 บาท

ต่อมากองทุนทำผลกำไรได้ดี NAV ต่อหน่วยเพิ่มมูลค่า มาเป็น 11 บาท

ดังนั้นกองทุนก็จะปันผลออกมาให้กับเราครับ ตามเงื่อนไขที่ตั้งไว้

โดยกองทุนก็จะบังคับขายหน่วยลงทุนออกมาเป็นปันผลครับ โดยขายออกมาเท่ากับ 90.9091 หน่วย ครับ หรือ คือ 1,000 บาทนั่นเอง

เห็นไหมครับว่าเราได้รับเงินปันผลออกมาเป็นหน่วยแทน

ดังงนั้นหน่วยที่เรามีเหลือก็จะเท่ากับ 909.0909 หน่วยครับ

ลองดูตามตารางด้านล่างนี้น่าจะเข้าใจได้ไม่ยากครับ

(ตารางดัดแปลงจาก หนังสือ CFP module 2 การวางแผนการลงทุน)

โดยสรุป นะครับ หลังจากการปันผล และ ปันหน่วยออกไปแล้ว จะเป็นตามด้านล่างนี้ครับ

 ปันผลปันหน่วย
NAVลดลง(ตามสัดส่วนเงินปันผล)เท่าเดิม
จำนวนเงินในพอร์ตเท่าเดิมเท่าเดิม
หน่วยเท่าเดิมลดลง(ตามสัดส่วนเงินปันผล)
ภาษีเสีย 10 %ไม่เสีย

ข้อดีของการปันหน่วยคือ

1. NAV จะไม่ลดลงครับ ทำให้ราคา NAV นั้นไม่แกว่งขึ้นลงเหมือนกับการปันผลครับ

2. ผู้ที่ลงทุนไม่เสียภาษี เพราะว่าเหมือนกับการขายหน่วยลงทุนครับ

3. จำนวนเงินในพอร์ตของเราก็ไม่เปลี่ยนแปลงครับ

**ข้อสังเกตคือ ถ้าผู้ลงทุนไม่ได้มีการซื้อหน่วยลงทุนเพิ่มเติม ก็อาจจะทำให้จำนวนหน่วยลดลงเรื่อย ๆ หลายท่านอาจจะสงสัยว่าจะทำให้เงินเราหายไปรึเปล่า ผมจะบอกว่าไม่เกี่ยวครับ เพราะว่า NAV ที่เรามีนั้น มูลค่าไม่ได้ลดลงไปด้วยครับ

สรุป การทำ Auto redemption ของกองทุน ไม่ได้มีผลอะไรครับ เพียงแต่เงินที่เราได้จากการขายหน่วยลงทุนอัตโนมัตินั้น ไม่ต้องเสียภาษีครับ

แต่ผมเองก็ไม่อยากให้นักลงทุนเอามาเป็นประเด็นหลักในการเลือกกองทุนนะครับ (หลายคนเห็นเรื่องไม่ต้องจ่ายภาษีปันผล 10 % ก็ตาโต) เพราะว่าเนื้อแท้ของการลงทุนก็อยู่ที่ว่าเราเลือกกองทุนได้ดี และถูกต้องหรือไม่ครับ

ลองนึกภาพดูนะครับ ถ้าเราเลือกกองทุนแบบนี้มาเยอะ ๆ ไว้ในพอร์ตเพราะคิดว่าอยากจะได้เงินปันผลที่ไม่ต้องเสียภาษี แต่ปรากฏว่ากองทุนเหล่านี้ไม่เคยทำผลตอบแทนได้ถึงเกณฑ์ที่จะปันหน่วยออกมาเลย อาจจะแย่กว่าที่เราเลือกกองทุนปันผลธรรมดาซึ่งมีการปันผลตลอดเวลาอย่างสม่ำเสมอแล้วละก็ ท่านจะเลือกกองทุนแบบไหนครับ ? คงไม่ต้องบอกใช่ไหมละครับ

กว่าจะพบกันครั้งหน้า ขอให้มีความสุข และสนุกกับการลงทุนนะครับ ^_^

6 สเต็ปบริหารเงินสไตล์พอเพียง (Step-by-Step Money Management with Sufficiency Style)

เราอาจมีความเชื่อว่า “การมีชีวิตแบบพอเพียงนั้นใช้ในชีวิตโลกทุนนิยมจริงไม่ได้” ความคิดดังกล่าวอาจเป็นความคิดที่ผิด แท้จริงแล้วเราสามารถประยุกต์พอเพียงกับทุนนิยมแบบสุดโต่งอย่างในปัจจุบันได้  เพียงแค่ลองทำตาม 6 ข้ออย่างเป็นลำดับขั้นตอน เพียงเท่านี้เราก็จะรวยแบบพอเพียงในยุคปัจจุบันนี้ได้แล้ว

6 ขั้นตอนบริหารเงินแบบพอเพียงมีขั้นตอนจาก 1 ไป 6 ดังนี้ (ถ้าเรียงผิด ชีวิตอาจเปลี่ยน)

1. ประกอบอาชีพอย่างยั่งยืน (Sustainable Earning)

ในขั้นแรกเราต้องคิดหาทางทำงาน ทำธุรกิจ หาเงินโดยสัมมาอาชีพ หมายถึง อาชีพการงานที่ดี สุจริต และมีความยั่งยืน ไม่ใช่การกะเก็งกำไรชั่วครั้งชั่วคราว หรือทำงานที่รายได้ดีเพียงแค่วูบเดียว เช่น รายได้ดี 1-3 ปี แต่หลังจากนั้นต้องมานั่งทำสร้างงานปั้นธุรกิจกันใหม่ แบบนี้เรียกว่าไม่ยั่งยืน ไม่ควรเลือกงานที่รวยเร็ว รวยไว แต่ไปไว ควรจะเลือกวิธีทำงาน เลือกทำธุรกิจที่จะอยู่ร่วมกับเราไปตลอดชีวิต หรืออย่างน้อยสัก 30 ปี ศึกษาผลกระทบในระยะยาวว่างานที่ตนเองทำอยู่นั้นจะเป็นไปในแนวทางขาขึ้นหรือขาลงอย่างไรบ้าง

2.ใช้จ่ายเงินที่ได้มาอย่างพอเพียงและประหยัดตามกำลังของเงินที่มี (Sufficiency Spending)

เมื่อเราได้เงินมาแล้วจากลำดับข้อ 1 ขั้นตอนต่อมาคือ การใช้จ่ายอย่างประหยัด ตามกำลังเงินที่มี ไม่สุรุ่ยสุร่าย มีสติทุกครั้งก่อนจ่ายเงินออกไป รู้ทันเล่ห์กลการตลาดและโฆษณาต่างๆที่จะมาดึงเงินออกจากกระเป๋าเราไป ไม่ใช้จ่ายเกินตัว มี100ใช้90ถึงจะถูกต้อง ไม่ใช่มี100ใช้110แบบนี้ไม่ถูกต้อง

3. ปราศจากการกู้หนี้ยืมสิน (Zero Loan)

สิ่งที่ขัดขวางความร่ำรวยของคนไทย คือ ความคิดผิดและหนี้สิน ความคิดผิดในที่นี้หมายถึงความคิดที่ว่า ถ้าเรามีสิ่งของภายนอกที่ดูเท่ห์ดูรวยดูดีมาประดับตัวถึงจะทำให้เรารู้สึกรวย รู้สึกดี เมื่อมีความคิดผิดดังนี้จึงออกไปดูสินค้า ปรากฎว่าเงินที่มีอยู่ไม่พอ แต่ใจก็ยังอยากได้อยู่ มีโฆษณาบอกว่า ลองกู้ยืมเงินไปใช้ก่อนสิแล้วฝันทุกคนจะเป็นจริง ว่าแล้วก็ไปกดบัตรเงินสด ไปสมัครบัตรเครดิต ไปยื่นขอสินเชื่อต่างๆ นานา จนกระทั่งเป็นหนี้กันมากมาย การก่อหนี้อาจจะเป็นสิ่งดีที่ทำให้เรามีโอกาสซื้อสิ่งที่คาดว่าจะแพงขึ้นในอนาคตด้วยราคาปัจจุบันแต่เราอาจจะลืมนึกถึงดอกเบี้ยที่เกิดตามมา บางครั้งการอดทนรอซื้อตอนที่มีเงินจริงๆ เปรียบเทียบกับการซื้อทันทีโดยกู้ยืมมาแล้วราคาบรรทัดสุดท้ายอาจจะพอๆ กัน แต่ความสบายใจและความภาคภูมิใจหรือสตอรี่ของชีวิตเรานั้นต่างกันแน่นอน เพราะการอดทนเพื่อได้ในสิ่งที่หวังไว้นั้นมีค่ามากเมื่อเราอดทนจนกระทั่งสำเร็จ

4. มีเงินเหลือก็แบ่งเก็บออมไว้บางส่วน (Saving for Better Future)

เมื่อเรามีการใช้จ่ายตามกำลัง ไม่มีหนี้สิน จะส่งผลให้เรามีเงินเหลือเก็บออมแน่นอน สูตรในการออมต้องแล้วแต่ความชอบและเหตุผล บางคนอาจจะแบ่งการออมออกเป็นดังนี้ ออมเพื่อการศึกษาในอนาคต ออมเผื่อฉุกเฉินบาดเจ็บล้มป่วยตกงาน ออมเพื่อรอลงทุน เป็นต้น การมีเงินออมทำให้เรารู้สึกรวยอยู่ตลอดเพราะมีสภาพคล่อง จะใช้เงินเมื่อไหร่ก็ได้ หากมีวิกฤติต่างๆ ในชีวิตก็ไม่ต้องเดือดร้อนอะไรมากเพราะรู้ตัวอยู่แล้วว่ามีเงินออมคอยหนุนหลังเวลาตนลำบาก

5. มีเงินช่วยเหลือผู้อื่นบางส่วน (Help Others)

โดยปกติคนเรามีความเห็นแก่ตัวเป็นทุนเดิม คนเราจะไม่แบ่งถ้าตนเองยังไม่อิ่ม สิ่งนี้เป็นเรื่องปกติธรรมดาเพราะคนเรามีสัญชาตญาณเอาตัวรอดอยู่แล้ว เราจะไม่แบ่งคนอื่นตราบใดที่เราเองยังไม่อิ่มไม่พอ การที่เราจะมีเงินเหลือจนกระทั่งอยากช่วยเหลือคนอื่นนั้นแสดงว่าเรามีเงินเก็บบางส่วนอยู่แล้วบวกกับใจที่รู้สึกว่าพอแล้ว ส่วนที่เหลือที่เกินออกมาเราจึงอยากจะแบ่งปันออกไปเพื่อช่วยให้ผู้อื่นมีความสุขและความสุขนั้นก็ย้อนกลับมาที่เราให้รู้สึกมีคุณค่าที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่นเช่นกัน

6. มีเงินใช้จ่ายเพื่อปัจจัยเสริม (Follow Your Desire)

เมื่อเรามีเงินเหลือหักลบจากทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นไปหมดแล้ว (ไม่ว่าจะเงินใช้ในชีวิตประจำวัน เงินออม เงินช่วยเหลือผู้อื่น) เงินก้อนสุดท้ายที่เราจะมีคือเงินเพื่อปัจจัยเสริมสำหรับการใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายตามอำเภอใจ ใช้ซื้อสิ่งของตามอารมณ์ความอยากได้เต็มที่สุดๆ เพื่อความสุขอย่างมีคุณค่าสมกับที่ได้อดทนรอคอยมา ปัญหาทางด้านการเงินของคนยุคนี้ส่วนใหญ่มาจากการเรียงลำดับผิดขั้น หลายคนทำข้อ 6 ก่อนเลย จึงทำให้ชีวิตการเงินค่อนข้างล้มเหลว ชีวิตที่ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนนั้นจำเป็นต้องทำตามลำดับ มีรากฐานที่มั่นคง ค่อยๆ สร้างขึ้นมาทีละสเต็ปเหมือนการสร้างคอนโดจำเป็นต้องมีการตอกเสาเข็มก่อน ถ้าเสาเข็มไม่มั่นคงตึกก็ไม่มั่นคงตามไปด้วย

ลองนำ 6 สเต็ปนี้ไปคิดพิจารณาตาม แล้วลองทำตามดู ชีวิตการเงินของเราจะเปลี่ยนไปทางที่ดีขึ้นแน่นอน

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save