3 เหตุผลที่คนส่วนใหญ่เอาชนะใจตัวเองไม่ได้..

เมื่อวันก่อน กรุตั้ง Status ในเฟสบุ๊ก @Such A Grayman ว่า “กรุจะเขียนเรื่องการเอาชนะใจตัวเอง ให้พวกมรุงฟังพวกมรุงมีประเด็นอะไรอยากรู้ จงถามมาโดยพลันนนนนน” ผลปรากฎว่าคำตอบทีได้รับทำให้กรุสรุปประเด็นหลักๆว่า “อยากเอาชนะตัวเองเรื่องความขี้เกียจ อยากเอาชนะตัวเองที่คอยเปรียบเทียบกับคนอื่น ไม่อยากพ่ายแพ้ต่อกิเลสตัณหาและราคะ” กรุมีเรื่องอยากจะให้พวกมรุงเข้าใจก่อนว่า การชนะใจตัวเองมันไม่ใช่เรื่องยาก แต่สิ่งที่ยากคือการเอาชนะใจด้วยตัวของมรุงเอง ‪เข้า‬ใจนะสัส แต่ถ้าไม่เข้าใจกรุจะสรุปวิธีการและเหตุผลง่ายๆจำนวน 3 ข้อให้พวกมรุงว่า เหตุใดทำไมพวกมรุงถึงไม่สามารถชนะใจตัวเองได้

ข้อแรก พวกมรุงแม่มไม่เคยให้คุณค่าตัวเอง

ปัญหาแรกคือ พวกมรุงไม่เคยให้คุณค่ากับตัวเองไงสัส มรุงคิดว่าตัวเองที่เป็นอยู่วันนี้มันกระจอก หันไปดูคนรอบข้างแม่มก็มีแต่คนเก่งคนดี คนรวย คนเท่ห์คูลชิกเบบี้บิงคส์กิ๊งๆ บางครั้งมรุงอิจฉาที่ตัวเองไม่มีอย่างเขา มรุงดูถูกตัวเองว่าต้อยต่ำ ดังนั้นคำถามคือ แล้วเมื่อไรพวกมรุงจะพัฒนาตัวเองได้สักทีวะ

สิ่งที่มรุงควรทำ คือก้มหัวลอดหว่างขามองดูตัวเองชัดๆ ว่ามรุงมีอะไรดีที่คนอื่นไม่มี มีอะไรดีที่มรุงทำแล้วมีความสุข นั่นแหละคือสิ่งที่มรุงต้องเริ่มมอง เพราะว่ามันคือคุณค่าในตัวมรุงที่มรุงจะมองเห็นเอง ไม่ต้องรอให้คนอื่นมาชม มาอวยว่า “อุ๊ย คุณดูดีจังเลย” แต่มรุงต้องทำให้ตัวเองนั่นแหละ พึงพอใจได้ว่าไม่เสียชาติเกิดอายหมาก็พอแล้วสัส

อ้อ… เห็นคุณค่าในตัวเองไม่ใช่หลงตัวเองนะสัส เห็นคุณค่าคือมองเห็นสิ่งมีค่าในตัวเอง ส่วนหลงตัวเองนี่แม่มคืออวดโอ้คุณค่าจอมปลอมของตัวเองกับคนอื่นไงดวกส์

ข้อสอง พวกมรุงไม่เคยสนใจความสำเร็จเล็กๆในแต่ละวัน

ปัญหาข้อนี้แม่มเป็นกันเยอะสัส อยากรวยเป็นสิบล้าน อยากมีบ้านสิบหลังกันใหญ่สัส แต่มรุงไม่เคยแม้แต่จะบังคับให้ตัวเองตื่นไปทำงานก่อนสิบโมงได้ ‪#‎สัสมรุงหาเงินในความฝันสินะ‬ ประเด็นคือพวกมรุงไม่เคยเริ่มต้นทำสิ่งเล็กๆน้อยๆในแต่ละวัน แต่มัวหาสิ่งที่ยิ่งใหญ่ คำถามที่กรุอยากถามคือ ถ้าบ้านมรุงไม่มีบันได มรุงจะไปชั้นสองได้ยังไงวะสัส

สิ่งที่มรุงควรเริ่มต้น คือ ให้คุณค่าสิ่งเล็กๆในแต่วัน เริ่้มทำความสำเร็จเล็กๆน้อยๆ เช่น ทำแผนงานที่มรุงตั้งใจไว้ใน 1 วันให้สำเร็จออกกำลังกายทุกวัน พัฒนาความรู้ ตั้งใจอ่านหนังสือวันละ 30 นาที สวดมนต์ไหว้นั่งสมาธิอะไรตามจริตที่พวกมรุงคัน เพราะเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ แม่มต้องเกิดขึ้นจากความสำเร็จเล็กๆก่อนสัส แต่พวกมรุงมองข้ามเพราะเห็นว่าไม่จำเป็นไง เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ของมรุงกรุเข้าใจ แต่ถ้ามรุงทำให้แต่ละวันของมรุงไม่ประสบความสำเร็จแบบย่อยๆได้ ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่แม่มก็เป็นแค่ฝันแบบง่าวๆแค่นั้นสัส

ข้อสาม พวกมรุงไม่รู้จักโต

ปัญหาข้อนี้มาจากการที่มรุงชินกับการที่ถูกโอบอุ้มว่ามรุงเป็นคนสำคัญ จากสังคม จากรอบตัว จากพ่อแม่พี่น้องปู่ย่าตายายลูกหลานเหลนโหลน เพื่อนสนิทมิตรสหาย มรุงยังคิดแบบเด็กที่ไม่ยอมโตว่า “ทำไมไม่มีใครเข้าใจเก๊าเลยก๊ะ” ไอสัส มรุงอายุเท่าไรไม่สำคัญแต่สำคัญคือมรุงเป็นผู้ใหญ่กว่าอายุได้ไหม มรุงยังหวังให้คนอื่นมาเข้าใจมรุง มาช่วยมรุง มาทำให้มรุง แต่การเอาชนะในตัวเองแม่มเป็นเรื่องของปัจเจกสัส คือถ้ามรุงไม่ทำก็เรื่องมรุง แค่คนอื่นเค้ามองมรุงเป็นคนขี้แพ้ แต่เค้าไม่กล้าพูดต่อหน้ามรุงเท่านั้นแหละสัส สรุปนะสัส การเอาชนะใจตัวเองแม่มเหมือนการต่อสู้อะไรบางอย่าง เพียงมันไม่ได้ต้องการพลังมากเพื่อขับเคลื่อน มันต้องการพลังเล็กน้อยที่มรุงใส่ใจให้ในทุกๆวัน เหมือนมรุงอยากลดน้ำหนักอ่ะสัส มรุงวิ่งออกกำลังกายได้สองอาทิตย์แล้วเลิก ดังนั้นสิ่งที่มรุงขาดไม่ใช่แรงใจในการออกกำลังกายหรอกสัส มรุงแค่พ่ายแพ้ต่อความไม่มีวินัยของตัวเอง และนั่นแม่มคือสิ่งที่ทำให้มรุงไม่มีวันชนะใจตัวเองได้เลยสัส ดวกส์

สุดท้าย กรุฝากไว้ก่อนจะไปซักผ้าให้เมีย ‪#‎วันนี้แดดดี‬ กรุเชื่อว่าพวกมรุงทำได้ทุกคน แต่มันไม่ได้อยู่ทีกรุหรอกสัส เพราะกรุเป็นได้

แค่คนเชื่อ ส่วนมรุงนั่นแหละเป็นคนทำ จงอย่าทำให้กรุผิดหวังนะสัส ‪#‎บัยย‬

5 วิธีคิด “พลิกชีวิตให้รวย”

วันนี้เรามาเริ่มต้นกับบทความเบาๆ กับคำถามยอดฮิตว่า “อยากรวยจะต้องทำยังไงบ้าง” @TAXBugnoms ขอบอกเลยว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมาและบรรดามิตรสหาย การที่เราจะกลายเป็น “คนรวย” หรือมีชีวิตการเงินที่ดึขึ้นนั้น มันไม่ใช่การหารายได้ให้มากๆ เพียงอย่างเดียว แต่มันอยู่ที่ทัศนคติเริ่มต้นตั้งแต่แรกเลยล่ะครับ และทัศนคติ 5 ข้อที่ควรนำมาปรับใช้นั้น มีดังนี้

1. ฉันลิขิตชีวิตตัวเองได้

คำแรกที่ต้องออกจากปากเรา คือ “เราสามารถลิขิตชีวิตตัวเองได้” เพราะคนทุกคนนั้นสามารถทำได้ทุกอย่างหาก “ตั้งใจจริง” ฟังแล้วอาจจะคิดว่าพูดเว่อร์เพ้อเจ้อกันใหญ่แล้วอีตาหนอม แต่ลองย้อนมองลงไปดูสิครับว่า คนส่วนใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตนั้น เริ่มต้นจากความ “ไม่มี” แต่เค้าทำให้มัน “มี” เพราะทัศนคติที่เปลี่ยนไปต่างหากครับ 

2. ฉันใช้จ่ายอย่างเหมาะสม

เรื่องต่อมา คือ “การใช้จ่าย” เป็นจุดเริ่มต้นสร้างอนาคต เพราะสิ่งที่เพิ่มขึ้นคือรายได้ แต่สิ่งที่ไม่ควรเพิ่มขึ้นตามคือรายจ่ายของเรา ดังนั้นถ้าเราอยากรวย ช่วยบอกตัวเองด้วยว่า ชั้นจะใช้จ่ายให้เหมาะสม ไม่นิยมจนเกินตัว

3. ฉันชื่นชมคนรอบตัว

เราเห็นคนรวยกว่า คนนั้นมี คนนู้นเจ๋ง แต่อย่าน้อยเนื้อต่ำใจในสิ่งที่เราไม่มีไม่เป็น จนพาลไปหมั่นไส้หรืออิจฉาคนที่ดีกว่า แต่ให้มองกลับไปว่า เราควรจะชืนชมเค้าเหล่านั้น และหาทางที่จะทำให้ชีวิตเรานั้นประสบความสำเร็จเช่นเค้าบ้าง ยิ่งเราชื่นชมมากเรายิ่งมองเห็นหนทาง แต่ถ้าเรายิ่งหมั่นไส้ให้ร้าย เราก็เป็นได้แค่ตัวอิจฉาในละครนะคร้าบ

4. ฉันไม่กลัวปัญหา

ปัญหา คือ ความท้าทาย ถ้าเราอยากรวย แน่นอนว่าเราต้องทำอะไรที่มากกว่าธรรมดา และการทำอะไรมากกว่าธรรมดา นั่นแปลว่าเราต้องเจอกับปัญหามากกว่าปกติ ดังนั้นการที่เราไม่กลัวปัญหา มันจะทำให้เราแข็งแกร่ง ไม่ท้อแท้ และไม่ยอมแพ้ง่ายๆในยามที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ

5. ฉันมีปัญญาสร้างรายได้

ข้อสุดท้าย คือ การลงมือทำด้วยตัวเอง เพราะการที่บอกว่า เรามีปัญญาสร้างรายได้ นั่นคือ เราเป็นคนที่จะสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเอง และแน่นอนว่าเราจะเห็นโอกาสอย่างแน่นอนครับ

สุดท้ายขอบอกว่า… ความรวยนั้นไม่ใช่โชคช่วย แต่มันมาจากความตั้งใจจากก้นบึ้งในจิตใจของเรา และผมเชื่อว่าเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ สามารถทำได้แน่นอนคร้าบบบ

เพราะมี “รายได้” เยอะ “รายจ่าย” เลยเยอะตาม จริงหรือ?

รายได้ยิ่งมีมาก รายจ่ายยิ่งมาก

พอยิ่งมีรายได้มากขึ้น เราจะมีรายจ่ายมากขึ้น แต่ก่อนเงินเดือน 15,000 บาทก็อยู่ได้ พอเงินเดือนขึ้นมาเป็น 20,000 บาทเริ่มอยู่ไม่ได้ พอเงินเดือนแตะที่ 25,000 บาทเริ่มชักหน้าไม่ถึงหลังเพราะมีรายจ่ายมากขึ้นเป็นเงาตามตัว เอ๊ะ!! มันเกิดอะไรขึ้น? ทำไมรายได้ที่มากขึ้นไม่ได้การันตีทักษะการใช้เงินได้เลย ทำงานมีรายได้สูงหรือลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนมาก แต่สุดท้ายไม่มีเงินเหลือเก็บ มันพลาดตรงไหนกัน

พลาดเพราะมีรอยรั่วของรายจ่าย!!

เงินมันก็เหมือนน้ำฝนที่ตกลงมาแล้วก็ต้องมีภาชนะรองรับ แล้วถ้าภาชนะที่รองน้ำเก็บไว้มีรอยรั่ว น้ำมันก็แห้งได้เหมือนกัน ซึ่งความสามารถในการจัดสรรเงินให้มีเงินใช้ไปตลอดชีวิตนั้นเป็นสิ่งที่เราฝึกฝนกันได้ เพียงแต่ต้องดูแลรายจ่ายของเราให้ดี เราควรรู้ว่า…..

อะไรที่เราควรจ่าย

อะไรที่เราควรรอเวลา (เดี๋ยวค่อยซื้อ )

อะไรที่ไม่ควรจ่าย

ดังนั้น เพื่อให้เงินแต่ละบาทของเราได้ใช้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด ต้องคิดแล้วว่าจะทำอย่างไรให้เงินที่จำกัดของเราใช้จ่ายให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควรคิดให้ถ้วนถี่ก่อนจ่ายทุกครั้ง ซึ่งอาจจะใช้วิธีคิดนี้แบ่งแยกความจำเป็นก่อนตัดสินใจจ่ายเป็นแนวทางก็ได้ ดังนี้

  1. รายจ่ายเพื่อรายได้ คือ การจ่ายเงินซื้อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แล้วสิ่งนั้นสร้างเงินกลับมาให้เรา
  2. รายจ่ายเพื่อรายจ่าย คือ การจ่ายเงินซื้อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แล้วสิ่งนั้นไม่สร้างรายได้กลับมาให้เรา จ่ายแล้วจ่ายเลย

ควรจ่ายเงินกับสิ่งของที่จำเป็นเท่านั้น!!

อะไรบ้างหละที่เรียกว่า “สิ่งของจำเป็น”เพราะความจำเป็นของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน ของสิ่งเดียวกันเราอาจจะมองว่าเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยแต่กับอีกคนนับว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ เคยสงสัยวิธีการใช้เงินของตนเองไหมว่าแต่ก่อนของบางสิ่งไม่จำเป็นเลย ถึงไม่มีชีวิตเราก็ยังอยู่ได้ แต่พอรายได้มากขึ้นของสิ่งนั้นกลับมีความจำเป็นขึ้นมาและก็มีสิ่งอื่นๆที่คิดว่าจำเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ

สมมติว่าเราดื่มกาแฟแก้ง่วง จากแต่ก่อนดื่มกาแฟนอาแปะแก้วละ 20 บาทก็ว่าอร่อยหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง พอเงินเดือนมากขึ้นก็เริ่มทำใจออกห่างจากอาแปะไปดื่มกาแฟแก้วแพงขึ้นแก้วละร้อยกว่าบาทถึงหายง่วง พอลองกลับมาดื่มกาแฟอาแปะเหมือนเดิมกลับรู้สึกว่ารสชาติแย่มาก คิดว่าแต่ก่อนไม่รู้ดื่มไปได้อย่างไร นั่นซิ….กาแฟอาแปะเปลี่ยนไปหรือว่าลิ้นเราเปลี่ยนแปลง

เราสร้างเงินได้จำกัดแต่ความต้องการของเราไม่จำกัด จะทำอย่างไรให้เงินที่สร้างมานั้นเกิดประโยชน์สูงสุด เราควรเริ่มที่วิธีคิดก่อนตัดสินใจจ่ายเงิน คิดว่าคุ้มที่จะจ่ายหรือไม่ เราเห็นหลายคนซื้อเครืองสำอางแพงๆเพื่อดูแลใบหน้าของตนเองให้สวยงาม แต่กลับไม่มีเงินเหลือกินข้าวหรือซื้ออาหารที่มีประโยชน์ทาน ดูดีแต่ภายนอกแต่สุขภาพทรุดโทรมแบบนี้ โป๊ะเครื่องสำอางแพงแค่ไหนก็เอาไม่อยู่ 

ดังนั้น เราควรจัดการกับความต้องการใช้จ่ายเงินของเราด้วยเหตุผลของความเป็นจริงจากเงินในกระเป๋าของเราว่าสมควรจ่ายหรือไม่ มีน้อยใช้น้อย มีมากใช้มากหรือมีมากใช้น้อย แต่ถ้ามีน้อยใช้มากนี่ยังไงก็ไม่เหลือ ถูกมรสุมหนี้สินเข้าโจมตีแน่นอนจ้า

ตัวอย่างรายจ่าย “จำเป็นหรือแค่ต้องการ”

การนวดสปาเพื่อผ่อนคลาย

ในช่วงที่รายได้สูงก็เข้าสปาเพราะคิดว่าควรความผ่อนคลายความเครียดจากการทำงานด้วยการนวดบำบัดจึงคิดว่าการเข้าสปาเป็นสิ่งจำเป็นและขาดไม่ได้ จึงติดการนวด ถ้าช่วงไหนไม่ได้เข้าสปาจะรู้สึกไม่สบายตัว หงุดหงิดเพราะสมองได้ติดตั้งความจำไว้แล้วว่านวดสปาแล้วผ่อนคลาย ถ้ามีวันนึงรายได้ลดลง แต่เราก็คงยังคิดว่าสปาเป็นสิ่งจำเป็นเหมือนเดิม แบบนี้อาจจะไม่ถูกต้อง เพราะสปาจะกลายเป็นส่วนเกินในชีวิตที่ไม่จำเป็นอีกต่อไป เป็นรายจ่ายที่ควรปรับลงลงเพื่อนำเงินส่วนนี้ไปใช้จ่ายส่วนอื่นๆ

ความจำเป็นในอดีตอาจจะไม่จำเป็นในปัจจุบันก็ได้ ควรปรับตัวให้เข้ากับเงินในกระเป๋าในปัจจุบันของเรา ถ้าเราตัวเล็กก็ควรใช้ชีวิตแบบคนตัวเล็ก ไม่ต้องกลัวว่าคนอื่นจะมองเราว่าภาพลักษณ์ไม่ดี เพราะคนอื่นไม่ได้จ่ายเงินซื้อข้าวให้เรากินอิ่มท้อง

ค่าหมอรักษาสิวกับการทำศัลยกรรม

จำเป็นหรือไม่จำเป็น เราเลือกที่อาชีพว่าต้องใช้หน้าตาและรูปร่างภาพนอกหรือไม่

สำหรับผู้ที่ใช้ใบหน้าในการทำงาน เช่น คนขายเครื่องสำอางต่างๆ พนักงานในร้านเสริมความงามที่ต้องมีหน้าตาที่สดใส ปลอดสิวก็ควรให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาหน้ามากๆ รายจ่ายเพื่อดูแลผิวหน้าจึงจำเป็น เพราะถ้าหน้าเต็มไปด้วยสิวอาจจะมีผลต่อยอดขาย ลูกค้าไม่กล้าซื้อผลิตภัณฑ์ที่แนะนำ

ส่วนผู้ที่ต้องใช้รูปร่างในการทำงาน เช่น พนักงานที่สถาบันลดน้ำหนัก ฟิตเนส พริตตี้ ดารา ต้องทำให้ร่างกายแข็งแรง ภายนอกดูดี ใบหน้าสวยงามก็อาจจะต้องทำศัลกรรมทำตา ทำจมูก เหลาคาง ทำนม ฯลฯ ทำให้รายจ่ายการทำศัลกรรมจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อจะได้เจริญก้าวหน้าในอาชีพนั้นๆ ต่อไป

แต่ถ้าเราทำงานในออฟฟิศที่ทั้งวันเจอแต่คอมพิวเตอร์มากกว่าเจอหน้าเพื่อนร่วมงาน เจอแต่เอกสารกองโต ก้มหน้าทำงานทั้งวัน เงยได้แต่ช่วงตอนทานข้าวและเข้าห้องน้ำเท่านั้น รายจ่ายส่วนนี้ก็จะกลายเป็นสิ่งไม่จำเป็น มันเป็นการอยากได้เพื่อความสุขทางใจเท่านั้น ผลที่ได้อาจจะออกมาไม่ดี ถ้าความสุขแบบนี้ทำให้ครอบครัวเดือดร้อนหรือไม่มีเงินกินข้าว สำหรับบางคนตั้งใจจะทำศัลกรรมจริงๆ แต่มีเงินที่จำกัด อาจจะต้องกลับมานั่งคิดแล้วว่าจะนำเงินก้อนนี้ไปทำประโยชน์อย่างอื่นดีกว่าหรือไม่

4 วิธีทำใจเวลาโดนผัวทิ้ง

++เจ๊ยังไม่จบค่ะหล่อน++

สืบเนื่องจากดราม่าใน Line ที่อิป้าเงินออมมาด่ากับเจ๊และฉะกันไป 3 ยก ใน Blog #หล่อนอ่านในลิงค์ดูนะคะ #เรื่องลดหนี้กับมีผัวอะไรดีกว่ากัน

http://bit.ly/1nW2kVE <<<<< ของอีป้าเงินออมค่ะ
http://bit.ly/1qQBNI9 <<<<< ของเจ๊

ไม่อยากจะแฉนะคะว่าอิป้ามันก็เคยมีผัวแต่มันโดนผัวทิ้ง #น่าสงสารมากเลย #เจ๊น้ำตาจะไหลขอแชร์นะคะ ฝากบอกอิป้าเงินออมด้วยนะคะว่า เจ๊จะสอนวิธีทำใจเวลาโดนผัวทิ้งค่ะ จะได้ไม่ต้องมาดราม่าจะลดหนี้ทั้งวันทั้งคืนอีก ทำใจได้แล้วก็หาผัวใหม่เป็นตัวเป็นตนให้ได้นะคะ มีผัวดีผัวบำเรอค่ะ ดูอย่างอิเกย์แมนเป็นตัวอย่าง บำเรออีบอยทั้งวัน ดูในออฟฟิศสิย่ะ

4 วิธีทำใจเวลาโดนผัวทิ้งค่ะอิป้าาาาาาาาาา+++

ข้อที่ 1 หล่อนต้องทำตัวเป็นดารา

อย่าไปโทษว่าการมีผัวไม่ดีค่ะ มันเป็นปัญหาแค่หล่อนโดนทิ้งและหล่อนยังหาผัวใหม่ไม่ได้ วิธีง่ายๆคะคือต้องทำตัวเป็นดารา เวลาใครถามหล่อนก็ตอบสิคะ+++ ป้าโฟกัสเรื่องงานอยู่เลยยังไม่พร้อมจะมีผัว +++ มันดูดีกว่าหล่อนไปตอบว่า +++ มีผัวทำไม ลดหนี้ดีกว่า +++ ว้ายยย หล่อนไม่รู้หรอค่ะว่ามันเป็นประโยคน้อยใจของชะนีที่ผู้ชายยังไงก็ไม่กลับมาหรอก ดวกกกกกก ทำตัวเป็นดารานะคะ มุ่งมั่นทำงานค่ะ ทิ้งแล้วไง มีงาน มีเงิน สวยๆ อย่าไปร้องไห้ให้ผู้ชายค่ะ ถ้ามันจ่ายเงินเดือนให้ 5 แสนแล้วมันทิ้งหล่อน ค่อยร้องไห้เสียดายเงินเดือนค่ะ นี่มันก็ไม่ได้ให้เงินเดือน แต่งานให้เงินเดือนค่ะ ทำงานๆไป รวยค่ะ ลืมได้ และจะได้เจอผู้ชายดีๆอีกมากมายค่ะหล่่อนนนนนนนนนนนนนนนนนน #คิดสิคิด #เรื่องง่ายๆอย่าให้กะเทยต้องสอน

/me เติมแป้ง เตรียมถ่ายโฆษณา

ข้อที่ 2 เอาเงินไปลงทุนแทน

เวลาที่พวกหล่อนมีผัว เจ๊รู้ค่ะว่าพวกหล่อนก็ใช้จ่ายไปกับหลายๆสิ่งอย่างระเนระนาด ต่อให้ผัวเลี้ยงข้าวก็ตามเถอะ หล่อนก็ต้องแต่งองค์ทรงเครื่อง โบ๊ะหน้า ทาปาก แล้วก็ต้องมีค่าใช้จ่ายในเรื่องความรักความสัมพันธ์เต็มไปหมด #หล่อนเห็นอะไรบางอย่างไหมยามไม่มีผัว เวลาหล่อนไม่มีใครหล่อนจะประหยัดมากค่ะ ยิ่งผสมกับอิข้อ 1 ที่เจ๊บอกหล่อนจะรวยสุดติ่งเลยค่ะ #ตั้งใจทำงาน #ประหยัดยามไม่มีผัว #เอาเงินไปลงทุน #รวยบนคานก็สวยได้ทำไมละยะ แถมๆให้อิป้าแบบเอาออกเอาใจหน่อยก็ได้นะคะ หล่อนเอาเงินไป +++ ลดหนี้ +++ ของหล่อนได้เหมือนกันย่ะ สวยๆๆ ออมเงินอย่างเดียวไม่รวยนะคะ คานทองของหล่อนควรประดับเพชรที่ได้มาจากการลงทุนนะคะ หล่อนถามอิพี่หนอม อิพี่ต้า อิพี่นัทก็ได้นะยะไม่ใช่คานไม้ผุๆที่ได้รับการซ่อมแซมจากดอกเบี้ยเงินฝาก

ข้อที่ 3 ของที่ผัวเคยให้เอาไปขายค่ะ

เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อการลดหนี้ของหล่อนบ้าง เอาของไปขายค่ะ #อิที่ผัวหล่อนเคยให้มา #ขายเลยค่ะ #ได้เงินค่ะ อย่ามาทำเป็น +++ ลืมไม่ได้ มันเป็นความทรงจำดีๆ +++ ป้าข๋าาาาา เขาทิ้งหล่อนไปนะคะ ความทรงจำดีๆคือ อัลไล???? เดี๋ยวเจ๊ต้องให้นักบุญการเงินมาสวดหน่อยไหมค่ะ!!! หล่ออนนนนนอยู่กับโลกความฝันของดอกเบี้ยทบต้นอยู่ได้ +++ นั่งวาดฝันโมเดลทวีคูณของมหัศจรรย์การเงิน +++ ใช่ค่ะความทรงจำมันดีๆทวีคูณ แต่ถ้าเงินมันถูกถอนไปจากธนาคารแล้ว ใครจะให้ดอกหล่อนละย่ะ เขาทิ้งเราได้ เราก็ไม่ต้องเก็บอะไรไว้ให้ผัวใหม่มาเห็นหรอกค่ะ

เอาจริงๆ เรื่องของที่ผัวเคยให้ หล่อนสามารถทำได้ 3 ทางนะคะ

  • เก็บเอาไว้ให้ผัวใหม่งอน ใช่ไหมคะ แล้วจะเก็บไว้ทำโหยอะไรคะ ของวางไว้หล่อนจะบอกผัวใหม่หรอคะว่าผัวเก่าให้มา มันเป็นความทรงจำทีดี ค่ะ เดี๋ยวหล่อนก็ได้อยู่บนคานตลอดชาติแน่ๆคะ #ดราม่าสวยสุดก็ตรงเน้
  • บริจาคข้าวของ หล่อนอาจจะเอาตุ๊กตาหมีควายที่เขาให้มาไปบริจาคที่บ้านเด็กกำพร้าก็ได้นะคะ #หล่อนจะได้รู้สึกเป็นสุขใจด้วยที่ได้ให้กับเยาวชนค่ะ อิโครงการ CSR ทั้งหลายแบบนี้หล่อนถามนักบุญการเงินก็ได้ค่ะ อินี่มันเก่งอยู่แล้ว หล่อนถามว่าบ้านเด็กกำพร้าที่รับบริจาคของอยู่ตรงไหนบ้าง อินี่มันเต็มใจหาให้หล่อนแน่ๆ
  • ขายคะ ขาย อะไรหลายๆอย่างขายเป็นเงินได้คะ ผัวเก่าหล่อนรวยไม่ใช่หรอค่ะ เขาซื้อเพชรให้หล่อน ก็เอาไปขายทำกำไรสิยะ #มิน่าผัวมีหนี้เลยเกลียดหนี้ เจ๊ชอบวิธีนี้ที่สุด อย่าให้มันไปตัวเปล่าค่ะ ไปแล้วต้องมีเงินกลับมา ยกเว้นอะไรที่มันขายไม่ได้ หล่อนก็ทิ้งๆไปเหอะ

ข้อที่ 4 อยู่เฉยๆพักหัวใจบ้างอะไรบ้าง

#อยู่เฉยๆคะ #ไม่ต้องไปทำอะไรทิ้งสิ้น มีผัวเหมือนมีเเงินป็นผล เดี๋ยวโชคชะตาประกาศจ่าย หล่อนก็ได้ผัวเอง เรื่องพวกนี้มันอยู่ที่จังหว่ะและโอกาสของหล่อนค่ะ แต่ไม่ใช่หล่อนจะเก็บตัวอยู่ให้ห้อง สื่อสารผ่านทางอินเตอร์เน็ทว่าจะลดหนี้ๆๆๆๆ ไม่เอาผัวๆๆๆ อย่างงี้ไม่เวิคนะคะ อยู่เฉยๆของเจ๊คือ หล่อนทำตัวปกติเหมือนเดิม สวยๆ ชิวๆ สบายๆ และก็ไม่ต้องไปเจอเรื่องที่คุ้นเคย ไม่ต้องไปร้านอาหารโปรดของผัวเก่าและดราม่าสั่งทานคนเดียวประหนึ่งเขายังคบหล่อนอยู่ +++ อันนี้เขาเรียกว่าเพ้อคะ +++ อย่าเอานิสัยนังเกย์แมนมาใช้ อิเกย์แมนก็อีกตัว เวลาทะเลาะกับอิบอยก็ชอบไปนั่งกินข้าวคนเดียว พูดคนเดียวซ้อมบทละครจะง้ออีบอยยังไง โอ้ย #เพ้อพก ไม่ต้องไปที่เดิมๆทำอะไรเดิมๆค่ะ เราสร้างชีวิตขึ้นมาใหม่ อยู่แบบของเรา ใช้ชีวิตปกติ นอกจากหล่อนจะได้พักใจ หล่อนจะได้ประหยัดด้วยนะคะ คือแบบไม่ต้องมาเรื่องเยอะกับการทำกิจกรรมต่างๆแบบในช่วงมีแฟน อยู่บ้านกับพ่อแม่บ้างทำอะไรให้ท่านกินบ้าง จะได้ไม่ต้องละเมอเกลียดผัวต้องลดหนี้

++ จบไหมคะอิป้าาาาา ไม่จบเดี๋ยวจัดต่อค่ะ ++

5 ประเภทภาษีที่เจ้าของธุรกิจต้องจ่าย

สวัสดีคร้าบ วันนี้เรามาพูดคุยในเรื่องของภาษีกันบ้างดีกว่า  หลายๆคนมักจะมีคำถามในใจว่าหลังจากเปิดบริษัทหรือจดทะเบียนทำธุรกิจต้องเสียภาษีอะไรบ้าง วันนี้ @TAXBugnoms เลยขอสรุปให้ฟังว่า ถ้าหากเราทำธุรกิจในรูปแบบของ “นิติบุคคล” เมื่อไร เราจะมีภาษีที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 5 เรื่อง ดังนี้ครับ

1. ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ภาษีเงินได้นิติบุคคล คือ ภาษีที่เรียกเก็บจากนิติบุคคลที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมายภาษีอากรที่ชือว่า “ประมวลรัษฎากร”  ถ้าหากเราทำธุรกิจธรรมดาทั่วไปในรูปแบบของบริษัทฯหรือห้างหุ้นส่วน นั่นแปลว่ากิจการของเรานั้นมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอย่างแน่นอนครับ

โดยปัจจุบันผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฏากร ได้แก่ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ และหมายความรวมถึงนิติบุคคลอื่นๆ ที่ไม่ได้จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

สำหรับแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้นจะมี 2 แบบ ก็คือ แบบแสดงรายการ ภ.ง.ด. 50 สำหรับภาษีสำหรับรอบลบัญชีที่ต้องยื่นภายใน 150 วันหลังจากวันที่ปิดบัญชี และ แบบแสดงรายการ ภ.ง.ด. 51 ที่ต้องยื่นภายใน 2 เดือนหลังจากรอบบัญชีครึ่งปีด้วยครับ

2. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

สำหรับภาษีหัก ณ ที่จ่าย นั้นมีความหมายคือ “ภาษีที่ถูกหักไว้ล่วงหน้า” หรือวิธีการจัดเก็บภาษีวิธีหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจของเราต้องเสียภาษีไว้ล่วงหน้า โดยกฎหมายกำหนดให้คนที่จ่ายเงินมีหน้าที่หักภาษีไว้เมื่อมีการจ่าย ซึ่งเป็นไปตามประเภทของเงินได้และอัตราภาษีที่กำหนด

หรือพูดง่ายๆก็คือ ภาษีที่ถูก“หัก” ไว้ตั้งแต่ตอนผู้จ่าย “จ่าย” เงินได้ให้กับเรานั่นเองครับ แหม่ ช่างเป็นวิธีการเก็บภาษีที่รวดเร็วซะนี่กระไร คล้ายๆกับหลักการออมเงินที่ว่า “ออมก่อนใช้” แต่สำหรับภาษีหัก ณ ที่จ่าย คงต้องเรียกว่า “เก็บ ก่อน จ่าย”

โดยคนที่หักภาษีไว้นั้น ต้องนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด. 3 กรณีที่หักบุคคลธรรมดา และ ภ.ง.ด. 53 กรณีที่หักนิติบุคคล ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไปด้วยนะครับ

3. ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ ภาษีที่เก็บจากมูลค่าส่วนที่เพิ่มขึ้น จากคนทำธุรกิจขายสินค้าหรือให้บริการประเภทต่างๆ โดยผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มคือ ผู้ประกอบการ และผู้นำเข้า ซึ่งรวมไปถึงผู้ผลิต ผู้ให้บริการผู้ขายส่ง ผู้ขายปลีก ส่งออก ผู้นำเข้า ซึ่งมีรายได้ต่อปีตั้งแต่ 1,800,000 บาทขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ตาม

ถ้าสังเกตให้ดีใน ทุกๆวันที่เรามีการใช้จ่ายในเรื่องต่างๆ อย่างเพลิดเพลินไม่ว่าจะเป็นกิน เที่ยว เปรี้ยวซ่า ลัลล้าต่างๆ เมื่อเหลือบมองดู “บิล” หรือ “ใบเสร็จ” เราอาจจะเห็นคำว่า “ใบกำกับภาษี” ซึ่งมีตัวเลขบอกว่าเงินที่เราจ่ายไปนั้น มี “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” อยู่ในนั้นกี่บาท เช่น ซื้อสินค้าในราคา 535 บาท เราจะเห็นตัวเลขค่าสินค้าราคา 500 บาทและค่าภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 35 บาท แบบนี้แหละคร้าบ

และสำหรับคนที่ทำธุรกิจส่วนใหญ่ มักจะต้องเสียภาษีชนิดนี้จากการซื้อขายหรือให้บริการ โดยต้องยื่นแบบ ภ.พ. 30 ทุกวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

4. ภาษีธุรกิจเฉพาะ 

ภาษีธุรกิจเฉพาะ เป็นภาษีตามประมวลรัษฎากรอีกประเภทหนึ่ง ที่จัดเก็บจากการประกอบกิจการเฉพาะอย่างแทนภาษีการค้าที่ถูกยกเลิก เช่น กิจการธนาคารพาณิชย์ โรงรับจำนำ หรือการขายอสังหาริมทรัพย์ และยื่นแบบแสดงรายการภาษีที่มีชื่อว่า ภ.ธ. 40 และในกรณีทั่วไปของธุรกิจ เมื่อมีการขายอสังหาริมทรัพย์หรือการให้กู้ยืมเงินจะเสียภาษีที่อัตรา 3.3% (รวมอัตราภาษีท้องถิ่น)

5. อากรแสตมป์

อากรแสตมป์ เป็นภาษีตามประมวลรัษฎากรอีกประเภทหนึ่ง แต่จะเรียกเก็บเมื่อมีการทำตราสารระหว่างกัน 28 ลักษณะ ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ โดยจะใช้การขีดฆ่าแสดงถึงการใช้แสตมป์ดังกล่าว ซึ่งผู้ที่จะขีดฆ่าได้ต้องเป็นไปตามกำหนดของประมวลรัษฎากร

โดยคำว่า “ตราสาร” ตามประมวลรัษฎากรหมายถึง เอกสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ หรือจะพูดง่ายๆก็คือ “สัญญา” นั่นแหละครับ เช่น ตราสาร (สัญญา) เช่าที่กับโรงเรือน เช่าซื้อทรัพย์สิน จ้างทำของ กู้ยืมเงิน ฯลฯ

และนี่คือภาษีทั้งหมด 5 ประเภทที่คนทำธุรกิจทุกคนควรรู้จัก
หากมีข้อสงสัยอะไร คอมเม้นท์คำถามไว้ได้เลยคร้าบ

ซื้อหุ้นอะไรให้ปันผลเยอะ

ซื้อหุ้นอะไรให้ปันผลเยอะ

ซื้อหุ้นอะไรให้ปันผลเยอะ

ซื้อหุ้นอะไรให้ปันผลเยอะ

ซื้อหุ้นอะไรให้ปันผลเยอะ

คำถามยอดฮิตในชีวิตของผมเลย

นักลงทุนจำนวนไม่น้อยที่เข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์มักจะค้นหาหุ้นที่มีการจ่ายปันผลที่เยอะสุดๆเพื่อเก็บเข้ามาไว้ในพอร์ท โดยที่แต่ละคนมีเป้าหมายในการลงทุนในระยะยาว ซึ่งผมมองว่ามันก็เป็นเส้นทางในการวางแผนความมั่งคั่งที่ดีนะครับ แน่นอนใครๆก็อยากได้เงินปันผลสูงๆในการลงทุนละเนอะ ทั้งนี้ทั้งนั้นนะ ผมอยากจะบอกว่า… ถ้าคุณเข้ามาลงทุนในวันแรกและไปนั่งดูว่า “ซื้อหุ้นตัวไหน ได้เงินปันผลเยอะบ้าง?”  โดยที่เราเอาราคาหุ้นกับเงินปันผลเทียบกัน เช่น ถ้าเราซื้อหุ้น 100 บาท เขาปันผล 5 บาท แหนะ น่าซื้อเพราะมันได้ต้อง 5% แล้วถ้าราคามันลดลงมาอีกเหลือ 80 บาท เราจะได้เงินปันผล 6.25% แหนะ เชื่อผมไหมว่าหากเราดูแค่นี้เราอาจจะพบกับความผิดพลาดในการลงทุนได้ เพราะ โลกนี้มันไม่ได้ง่ายอย่างง้านนนนน

สังเกตมาหลายคนแล้ว เวลาเราคิดอะไรเป็น % แล้วล่ะก็ เราอาจจะไปคิดในแนวทางที่เราเคยเห็นมาก่อนเช่นการคิดดอกเบี้ยเงินฝาก ฝากเงินมากขึ้น ดอกเบี้ยยิ่งมาก ยิ่งได้ผลตอบแทนที่มากขึ้น แต่สิ่งที่เราต้องไม่ลืมก็คือ การฝากเงินออมเงินนั้นจำนวนเงินมันไม่ได้ลดลงในบัญชีได้ ออมยังไงก็ไม่ขาดทุนในบัญชีหรอก (ยกเว้นบางคนเอาไปเทียบกับเงินเฟ้อ หรือ ธนาคารเจ๊งก็อีกประเด็น) ฝาก 10,000 บาท มันก็จะอยู่ในบัญชี 10,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอนาคตที่จะได้รับมา แต่สำหรับการลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงนั้น มูลค่าของทรัพย์สินทางบัญชีมันเปลี่ยนได้ จาก 10,000 บาท อาจจะลดลงไปเหลือ 5,000 บาท หรือ มูลค่าขึ้นไปเยอะกว่านั้นก็ได้

แล้วองค์ประกอบจริงๆของการเลือกหุ้นที่จะให้ปันผลเยอะๆที่ดีนั้นคืออะไร?

จากที่ผมบอกว่า คุณดูแค่ราคาหุ้นเทียบกับเงินปันผลจ่ายอย่างเดียวไม่ได้หรอก? เพราะอัตราตรงนี้มันเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และความสำคัญจริงๆของการมองรอบด้านนั้นก็คือ “การมองที่ตัวกิจการ” การที่บริษัทจะมีเงินมาจ่ายเงินปันผลได้จริงๆมันเกิดจาก “การดำเนินงานของกิจการที่ดีและสร้างผลกำไรมาสู่ผู้ถือหุ้น” เพราะฉะนั้นด่านแรกที่เราต้องมาดูก่อนว่ามันมีเหตุมีผลในการแจกปันผลเยอะๆไหมนั้นคือ ดูว่าบริษัทมีกำไรหรือเปล่า? ซึ่งเราสามารถมาดูได้ที่งบกำไรขาดทุน

ผมขอยกตัวอย่างทั่วไปนะ อาจจะไม่ใช่บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เท่านั้น พูดถึงธุรกิจที่เห็นได้จากทุกแห่งหนเลย

นอกเหนือจาก “กำไรที่ได้จากกิจการ” มันจะมีที่มาของการแจกเงินปันผลอย่างไรได้อีกบ้าง?

1. นำบุญเก่ามาจ่าย

บางบริษัทอาจจะขาดทุนอย่างต่อเนื่องก็ได้นะ แต่ทำไมเขามีเงินมาจ่ายปันผลได้ บางครั้งในอดีตเขาอาจจะเคยสร้างผลกำไรที่เยอะมากเก็บไว้ในบริษัท และมีการปันผลอยู่ตลอดเวลา จนไม่อยากให้ผู้ถือหุ้นต้องผิดหวังว่าบริษัทแย่แล้วจ่ายเงินปันผลไม่ได้ ก็เลยเอาเงินสะสมเก่าๆมาจ่ายให้แทน ถ้าเทียบกับตัวเราเองก็ไม่ต่างจากการที่เรา มีเงินเดือน 10,000 บาท แต่เราต้องใช้เงินเพิ่ม 2,000 บาท เงินตรงนี้เราอาจจะไปเบิกจากเงินเก็บในเดือนก่อนๆที่ฝากไว้ในธนาคารมาใช้ก่อนได้ บริษัทก็เช่นกัน เขาอาจจะมีเงินที่เป็นกำไรสะสมมานานนม แต่การแจกเงินปันผลไปเรื่อยๆก็อาจจะทำให้เงินหมดได้ซักวัน ถ้าเกิดกิจการมันยังไม่ดีในอนาคต

2. ขายทรัพย์สินมาจ่าย

บางบริษัทอาจจะไม่มีเงินแล้ว หรือมีเงินที่หมุนในกิจการ แต่ก็ไม่ได้มีกำไรมาก อาจจะขาดทุนก็ได้ แต่ก็ยังยืนยันที่ต้องจ่ายเงินปันผล วิธีการต่อมาคือเขาอาจจะขายทรัพย์สินที่ลงทุนไว้เปลี่ยนเป็นเงินสดเพื่อแจกจ่ายให้กับผู้ถือหุ้น ไม่ว่าจะเป็นขายหุ้น ขายตราสารหนี้ที่ลงทุนในบริษัทอื่น ขายออฟฟิศ สาขา รถ อุปกรณ์ โรงงานต่างๆ เปลี่ยนมาเป็นเงิน ซึ่งหลายๆบริษัทเมื่อขายทรัพย์สินออกมาแล้วก็มีการบันทึกว่าเป็นรายได้ ซึ่งทำให้นักลงทุนตื่นตาตื่นใจว่า รายได้มาจากไหนมหาศาล แต่รายได้จากการขายทรัพย์สินไม่ใช่รายได้จากกำไรกิจการนะครับ บางทีอาจจะได้รายได้แบบนี้แค่ครั้งเดียวจบและสถานะการณ์อาจจะไม่ได้ดีขึ้นก็ได้ ซึ่งสุดท้ายแล้วเมื่อทรัพย์สินลดลงไปก็สะเทือนและทำให้มูลค่าของกิจการลดลงด้วยเช่นกัน

3. กู้เงินมาจ่าย

เงินมันมีวิธีการหาเข้ามาในบริษัทหลายทาง บางครั้งเขาก็อาจจะกู้เงินมาใช้จ่ายก็ได้ ซึ่งถ้าหากเราเป็นเจ้าหนี้เงินกู้ก็ควรจะต้องระวังด้วยเช่นกันว่า การที่เราจะให้บริษัทใดบริษัทหนึ่ง หรือใครคนหนึ่งกู้เงินนั้นมันจะโอเคหรือเปล่า? บางครั้งบริษัทอาจจะมีหลักทรัพย์ในการค้ำประกันอยู่ และกิจการนั้นยังดี การขอกู้เงินก็เป็นเพียงการเสริมสร้างสภาพคล่องให้มาจ่ายเงินปันผลได้ แต่หากกิจการไม่ดี ขาดทุนตลอด ความน่าเชื่อถือก็ไม่ดี แน่นอนว่าเจ้าหนี้คงจะต้องให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยที่แพงมาก (ความน่าเชื่อถือไม่ดี ไม่มมีใครให้กู้ง่ายๆหรอก อยากกู้ก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยแพง) และยิ่งถ้าเราไปลงทุนในบริษัทในฐานะผู้ถือหุ้นเราก็ต้องคิดแล้วว่าการได้เงินปันผลมาแบบนี้มันจะได้หรือ เพราะถ้าพื้นฐานธุรกิจไม่ดี กำไรไม่มั่นคง อนาคตหารู้ไม่ แถมเจ้าหนี้ยังให้ยืมภายใต้ดอกเบี้ยที่โหดอีก การได้เงินปันผลมาอาจจะเจอความเสี่ยงทางธุรกิจที่มากขึ้นในอนาคตก็ได้

4. ชวนคนมาร่วมหุ้นแบบแชร์ลูกโซ่

ในหลายๆกิจการเป็นแบบนี้เลย กิจการไม่มีอะไรเลย มีแต่ลมปาก แต่สามารถให้ผลตอบแทนที่สูงได้ เห็นมาหลายอย่างๆตาม Facebook และ Internet ที่มีคนมาเชิญชวนให้ลงทุนผลตอบแทน 10-20% แล้วก็มีคนได้เงินอยู่พักหนึ่ง แต่พอมันแพร่ระบาดไปเรื่อยๆ คนที่มาที่หลังกลับพบความเสียหายจากการลงทุน พวกนี้มันก็ไม่พ้นกับ Money Game และ แชร์ลูกโซ่นะครับ พอบริษัทต้องให้ผลตอบแทนผู้ถือหุ้นสูง แต่ไม่มีรายได้ ทรัพย์สินขายหมดแล้ว เงินก็ไม่มีใครให้กู ก็เลยใช้วิธีเพิ่มทุนจากนักลงทุนหน้าใหม่ๆ แล้วก็เอาเงินจากหน้าใหม่ๆมาจ่ายให้คนเก่าๆ คนเก่าๆพอไ&

วิธีสร้างเงินออม เมื่อจับได้ว่าผัวมีกิ๊ก

การสร้างเงินออม เมื่อจับได้ว่าผัวมีกิ๊กเนี่ยเป็นประสบการณ์ตรงของเจ๊เองค่ะ หลังจากที่เจ๊ได้พบว่าผัวมีกิ๊กเนี่ย เจ๊ก็เลยกลายเป็นนางฟ้าของเด็กๆแต่เป็นนางมารของพวกมนุษย์ร้อยเมีย ตอนนั้นเจ๊ทุกข์ใจมากค่ะ ทุกข์มากจนต้องทำไฟแนนช์เชี่ยวโมเดลขึ้นมาเลย ห่าาา เจ๊ก็ขอประกาศ ณ จุดนี้ ต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลกทั้งในอดีตชาติและอนาคตว่า บทความของเจ๊ฉบับนี้จะต้องเป็นประโยชน์ต่อ ตุ๊ด กะเทย ชะนี และสตรีมีคัน ทุกนางนะคะ #ใครอยาจีบเจ๊ก็เรียนเชิญนะคะ #อนุญาตให้มีกิ๊กได้ค่ะ#เมื่อมีกิ๊กเจ๊ก็จะรวยเสมอค่ะ ชิๆๆๆๆ พวกเธอมัวแต่สนใจเกย์แมน ไม่สนใจเจ๊เลย งอน งอน งอน

บทความนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ เกย์แมน เป็นอย่างใด อย่าเข้าใจผิดนะคะ

เวลาพูดถึงเจ๊ ใครๆก็คิดว่าเจ๊เป็นแฟนเกย์แมน ไม่จริงนะค่ะ ไม่จริ๊งงง ขอปฏิเสธอย่างรุนแรงค่ะ

ต้องเล่าให้ฟังก่อนนะคะ ว่าเจ๊เนี่ย… ก่อนที่จะมีสามีซักคน เจ๊จะต้องได้รับสิทธิในการเป็นเหรัญญิกประจำบ้าน นอกจากตำแหน่งนี้แล้วเจ๊จะต้องเป็น นักบัญชี ผู้ตรวจสอบบัญชี อินเวสเทอร์และผู้จัดการกองทุนประจำบ้านด้วยนะคะ เพราะฉะนั้นแล้วเจ๊สัญญาว่าการมาอยู่รวมชายคาบ้านเจ๊ พวกเธอจะรวยจากการบริหารความมั่งคั่งอย่างสูงสุด จุ๊ฟๆ พอเป็นเช่นเน้ เงินทุกบาททุกสตางค์ของครอบครัวเจ๊ก็ต้องมาอยู่ในกำมือของเดี้ยนเพื่อนำไปต่อยอดความมั่งคั่งค่ะ สามีเจ๊ยอมรับในจุดนี้ ซึ่งเจ๊ก็จะให้เงินเขาไปทำงานตามความเหมาะสม

หล่อนว่าวันๆ ผัวหล่อนควรจะใช้เงินเท่าไร่ค่ะ?

เจ๊ก็มานั่งๆคิด ค่ารถ เติมน้ำมัน ทานอาหารดีๆกับเพื่อนฝูง ตอนเย็นเผื่อเขาจะไปพาร์ที้กับลูกค้าบ้าง เจ๊คิดว่าวันละ 350 บาทก็พอค่ะ เจ๊ให้ไม่น่าเกลียดหรอกค่ะ มากกว่าค่าแรงขั้นต่ำอีก ไม่พอก็ต้องพอนะคะ ให้แค่นี้ #ค่าน้ำมัน #ค่าทางด่วน อะไรจิปาทะ ค่อยมาเบิกเอาเป็นรายเดือนไปค่ะ เจ๊จะเอาไปลงทุน เป็นผัวมีหน้าที่ให้เงินเจ๊มาบริหารพอแล้วค่ะ ส่วนจะใช้เงินเท่าไหร่เจ๊คิดให้เอง แล้วเจ๊ก็นำเงินเดือนผัวไปบริหารเงินได้เยอะแยะ เธอข๋า ผลตอบแทนจากเงินเดือนผัวนี่มันได้เกิน 50% ต่อปีได้เลยนะยะ แล้วปีนึงเราก็เอาผลกำไรกันไปเที่ยวที่ปาปัวนิวกินีกันซักทีให้มีความสุขค่ะ

แต่เมื่อวันหนึ่งความสุขนั้นมันหายไปแล้วพบว่า +++ ผัวมีกิ๊ก ++++ แอร้ยยยยยย พวกหล่อนจะทำอย่างไร?

จับผัวว่ามีกิ๊กไม่ยากหรอกค่ะ เจ๊ไม่ขอบอกหลักการนี้นะคะ เดี๋ยวอีเกย์แมนรู้ตัวแล้วเจ๊ไม่ได้เม้าท์กับเมียนาง แต่เอาเป็นว่าผัวมีกิ๊กนี่ไม่ใช่วิกฤตนะค่ะ มันคือโอกาสทางการเงินที่ดีเลยทีเดียว พวกหล่อนลองคิดสิยะ ถ้าชีวิตพวกเราสวยเลิศ ผัวเรามันจะไปเอาใครที่ไหนได้ค่ะ ถ้าไปก็ไปแต่ตัวค่ะ #สมบัติอยู่ที่อิฉัน #อิฉันเป็นเหรัญญิกประจำบ้าน คริคริ เจ๊เลยใช้วิธีการดังนี้ค่ะ

ข้อที่ 1 ลดเงินรายวันที่จะต้องให้ไปทำงาน

หน่อย มีกิ๊กใช่ไหมย่ะ ได้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ให้วันละ 350 สงสัยจะมากไป เจ๊ขอคำนวณใหม่ค่ะ ไปกลับ รถเมล์สาย 8 วิ่งผ่านหน้าออฟฟิศผัวแถวแฮปปี้แลนด์ 8 บาท 2 รอบ 16 บาท กินข้าวมื้อละ 35 บาทพอ เอาไปแค่นี้ล่ะค่ะ 51 บาท ขออนุญาตปัดเศษลงเป็น 50 นะค่ะ จะได้จำง่ายๆว่าต้องลงโทษซัก 2 อาทิตย์ หากยังไม่จบก็จะขยายเป็น 1 เดือน 3 เดือนตามลำดับ ส่วนเงินเดือนผัวมันทำ Direct Debit ตัดบัญชีเข้าบัญชีเจ๊อยู่แล้วค่ะ เจอแบบนี้เจ๊ก็จะทำให้ครอบครัวเรามีเงินออมมากขึ้นถึงวันละ 300 เลยนะคะถูกไหมค่ะ ลงโทษ 2 อาทิตย์ ก็ 3,000 บาท (เสาร์ อาทิตย์ไม่ได้ให้เงินอยู่แล้วค่ะ รวม 10 วัน) เจ๊ไม่โหดใช่ไหม

ข้อที่ 2 ให้นั่งรถเมล์ไม่ต้องขับรถ

ปกติจากบ้านไปที่ทำงานก็ไกลอยู่นะคะ ผัวทำงานแถวแฮปปี้แลนด์ จำได้มันมีรถเมล์ด่วนไป ราคา 8 บาท คันสีชมพู แต่ปกติผัวเจ๊จะขับรถนะคะ ค่าน้ำมันเดือนนึงก็หลายพัน แต่เจ๊ใจดีค่ะ อยากให้ผัวสบาย ก็ให้ขับเป็นส่วนใหญ่ แต่ต้องไปส่งเจ๊ที่อโศกก่อนบ้างเป็นบางวันค่ะ แต่พอมีกิ๊กเนี่ย ไม่ให้ขับนะคะ ไม่อนุญาตให้นั่งแทคซี่ด้วยค่ะ เจ๊ไม่พอใจก็ต้องตามเน้ สรุปว่านั่งสาย 8 ไปละค่ะ วิ่งเร็วออก ไปทำงานจะได้ตื่นเช้าๆ สดชื่น และครอบครัวเราจะได้มีเงินออมมากขึ้นด้วยนะคะ ค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน ค่าห่าเหวเกี่ยวกับรถจะได้ไม่ต้องมี เดือนๆประหยัดไปได้อีก 4-5000 แหนะ

ข้อที่ 3 สั่งให้กลับบ้านเร็วขึ้น

อิผัวเจ๊เนี่ยมันจะไปหากิ๊กตอนไหนละค่ะ คงไม่น่าจะโดดไปเจอกันในช่วงเวลางานหรอกมั้งนะคะ เพราะอิแซลลี่เพื่อนที่ทำงานผัวมันก็ update เฟสบุ๊คตลอดว่ามันต้องไปหาลูกค้าที่ไหนกันบ้าง แต่อิตอนเย็นสิคะ ช่วงฮันนี่มูน โทรไปไม่รับนี่ น่าสงสัย ทำไมต้องปิดมือถือ ไปดูหนังแล้วโดนโฆษณาในโรงสั่งให้ปิดก็เลยปิดหรือเปล่าย่ะ? ไม่ไว้ใจใคร แน่นอนค่ะ เจ๊ไม่ไว้ใจ เพราะฉะนั้นแล้วกรุณากลับบ้านให้เร็วค่ะ เลิกงาน 5.30 นั่งรถเมล์มาถึงบ้านไม่ควรเกิน 1 ทุ่ม ปกติเห็นมันต้องไปเที่ยวกับเพื่อนบ้างอะไรบ้าง แต่เพื่อนแน่หรอค่ะ พอจับได้ว่าเป็นกิ๊ก จบเห่ ค่ะ เจ๊สั่งไม่ให้กินข้าวเย็นกับเพื่อนทันที นี่ก็ประหยัดค่ากินตามห้างอีกนะค่ะ ไม่อยากเชื่อเลยค่ะว่าเงินที่ให้ไป 350 บาทนี่จะกินข้าวเย็นได้ทุกวี่ทุกวัน

ข้อที่ 4 เสาร์-อาทิตย์จงอยู่บ้านทำงานบ้าน

ที่บ้านเจ๊ไม่ได้มีคนรับใช้อะไร บางทีเจ๊กับผัวก็ช่วยกันทำงานบ้านนะคะ แต่ถ้ามีกิ๊กนี่เจ๊ไม่ทำค่ะ เจ๊ว่าเจ๊เหนื่อยมากพอที่จะใช้เวลาในการหาหลักฐานเพราะฉะนั้นแล้วงานบ้านโปรดเป็นหน้าที่ของจำเลยนะคะ ต้องกวาดถูก ล้างจาน ซักผ้า อาบน้ำให้อิปุ๊กปิ๊กกับปุกปุย แล้วก็ไปรดน้ำต้นงิ้วหน้าบ้านด้วยค่ะ เดี๋ยวถ้าต้นงิ้วมันโตเจ๊จะสั่งให้มันปีนไถ่โทษ พอผัวเจ๊ไม่ได้ออกไปไหนแล้วแน่นอนว่าเรื่องกิ๊กไม่มี และเรา 2 คนก็ใช้ชีวิตอยู่บ้านด้วยกันเหมือนเดิมทำให้เราไม่ต้องไปเสียตังดูหนังกินข้าวนอกบ้าน เจ๊ก็ไม่ได้ใจร้ายนะคะ ยังทำกับข้าวพวก ข้าวผัด โอเลี้ยงให้สามีกินบ้างอะไรบ้าง ++ ไม่กล้าให้มันทำกับข้&

กองทุนตลาดเงิน Vs. บัญชีฝากไม่ประจำ

ช่วงนี้มีคำถามเข้ามาเยอะครับ ว่ากองทุนตลาดเงินนั้น มีข้อดี ข้อเสีย ต่างจาก บัญชีเงินฝากไม่ประจำอย่างไร

และอันไหนดีกว่ากันครับ ซึ่งผมก็ต้องบอกว่าขึ้นกับผู้ใช้แหละครับ ว่าชอบแบบไหน

แต่ก่อนที่เราจะตัดสินใจ เรามาดูข้อมูลต่าง ๆ ก่อนดีกว่าครับ

ก่อนอื่น เรามารู้จัก เงินฝากออมทรัพย์ประเภทจ่ายคืนเมื่อทวงถาม แบบไม่กำหนดระยะเวลา หรือ
ที่เราเห็นกันบ่อย ๆ และมีคำถามเข้ามามากเหลือเกินครับ คือ ME by TMB

จุดที่น่าสนใจของ บัญชีแบบนี้คือ อัตราดอกเบี้ยค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับเงินฝากออมทรัพย์ธรรมดาแบบอื่นครับ รายละเอียดคือ

– ยอดเงิน 10 ล้านบาทแรก ได้ดอกเบี้ยเท่ากับ 3.00% ต่อปี

– ยอดเงินส่วนที่เกิน 10 ล้านบาทขึ้นไป เท่ากับ 0.50% ต่อปี

** แต่ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยที่ได้รับอาจแตกต่างไปจากอัตราที่กล่าวถึงข้างต้น โดยขึ้นอยู่กับการจัดโปรแกรมส่งเสริมการขายของธนาคารในแต่ละช่วงเวลา

จุดที่น่าสนใจอื่น ๆ

  • ไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี ไม่มีขั้นต่ำ ฝาก-ถอนเมื่อไหร่ก็ได้
  • ความถี่ในการรับดอกเบี้ย : 6 เดือนครั้ง (ดอกเบี้ยคำนวณทุกวัน) หลังเดือนมิถุนายน และธันวาคมของทุกปี
  • การฝากเงิน สามารถทำได้โดยการโอนเงินเข้า การฝากเงินสดที่เครื่องฝากเงินอัตโนมัติของธนาคารทหารไทย และการฝากเช็คที่สาขาของ ME by TMB
  • ท่านสามารถใช้บริการได้ 1 ท่าน ต่อ 1 บัญชีเท่านั้น โดยหากทำการปิดบัญชีแล้ว จะไม่สามารถสมัครใช้บริการใหม่ได้อีก
  • ไม่มีความเสี่ยงเนื่องจากไม่สามารถถอนเป็นเงินสดได้ และการโอนเงินต้องโอนเข้าบัญชีที่ผูกไว้ซึ่งเป็นชื่อของท่านเท่านั้น
  • โอนเงินภายใน TMB : ไม่มีค่าธรรมเนียม
  • โอนเงินต่างธนาคาร
  • – โอนทันที  0 – 20,000 บาท : 25 บาทต่อการโอน และ 20,000.01 – 50,000 บาท : 35 บาทต่อการโอน
  • – โอนวันทำการถัดไป :    ฟรีค่าธรรมเนียมสองครั้ง ต่อเดือน
  • ครั้งที่ 3 เป็นต้นไป  0 – 100,000 บาท : 20 บาทต่อการโอน และ 100,000.01 – 500,000 บาท : 75 บาทต่อการโอน

หมายเหตุ: ค่าธรรมเนียมอื่น ๆ จากการใช้บริการ บัญชี ME ฝากไม่ประจำ นอกเหนือจากข้างต้น (ถ้ามี) ให้ถือตามประกาศอัตราค่าธรรมเนียมของธนาคาร

คำเตือน : เงินฝากนี้ได้รับความคุ้มครองจากสถาบันคุ้มครองเงินฝากตามจำนวนที่กำหนดไว้ในกฎหมาย โดยในปัจจุบันคือสูงสุดไม่เกิน 50 ล้านบาท จนถึง 10 ส.ค.2558 และหลังจากนั้นจะลดลงเหลือไม่เกิน 25 ล้านบาท จนถึง 10 ส.ค.2559 และไม่เกิน 1 ล้านบาท ตั้งแต่ 11 ส.ค.2559

ข้อมูลจาก https://www.mebytmb.com/product#product-step01

ส่วนกองทุนตลาดเงินมีรายละเอียดดังนี้ครับ

กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund) ก็คือการที่กองทุนไปซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงินระยะสั้น ที่มีความคล่องตัวคล้ายเงินสด(แต่ก็ไม่ถึงขนาดเงินสดนะครับ) โดยเป็นกองทุนที่มี นโยบายการลงทุนในเงินฝากของธนาคารต่าง ๆ ทั้งนอกและในประเทศ ตั๋วเงิน รวมถึงตราสารหนี้ที่อายุคงเหลือไม่เกิน 1 ปี

กองทุนตลาดเงินเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุด แต่ผมไม่ได้หมายความว่าไม่มีความเสี่ยงนะครับ ความเสี่ยงของกองทุนตลาดเงิน ก็มีความเสี่ยงใกล้เคียงกับการเงินฝากบัญชีออมทรัพย์ และ ฝากประจำ ร่วมกับความเสี่ยงของตราสารหนี้ระยะสั้น นั่นแหละครับ คือถ้าแบงค์ล้มเราก็ล้มด้วยครับ หรือถ้าคนที่ออกตราสารหนี้เบี้ยวหนี้แล้วหนีไป เราก็จะไม่ได้รับเงินคืนนั่นเองครับ

ส่วนเรื่องความเสี่ยงเพิ่มเติม ของกองทุนตลาดเงิน และ พรบ คุ้มครองเงินฝากที่กำลังจะมาถึง ไปอ่านกันได้ได้เลยครับ กดที่นี่

จุดเด่นของบัญชีแบบฝากไม่ประจำอย่าง Me by TMB คือ การที่ได้รับดอกเบี้ยค่อนข้างสูง ซึ่งคงที่กว่าการซื้อกองทุนรวมตลาดเงิน และเหมาะกับคนที่ใช้ internet อยู่เป็นประจำครับ เพราะว่าสามารถโอนเงินไปบังบัญชีต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดายอีกด้วย ที่สำคัญ ไม่มีบัตรเดบิต หรือ การถอนเงินสดโดยตรง ซึ่งจะเหมาะกับคนที่อยากเก็บเงินจริง ๆ แบบไม่ต้องการถอนออกมาใช้บ่อย ๆ ครับ เหมาะกับการสะสมเงินออมแบบระยะยาว หรือเหมาะกับคนที่มีการวางแผนในการใช้เงิน รวมถึงสร้างวินัยในการเก็บเงินด้วยครับ

ส่วนถ้าคนไหนที่มีเงินสะสมไม่มากก็สามารถค่อย ๆ ทยอยสะสมเข้าบัญชีได้ เนื่องจากไม่มีค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ในการฝาก และไม่มีขั้นต่ำด้วยครับว่าต้องฝากเท่าไหร่ แต่ส่วนเรื่องสภาพคล่อง อาจจะต้องวางแผนการโอนเงินซักเล็กน้อยครับ จะได้ไม่เสียค่าธรรมเนียมในการโอนเงินครับ

ส่วนจุดเด่นของการลงทุนกับกองทุนตลาดเงิน คือ กองทุนตลาดเงินนั้น จะไม่มีการคิดภาษีจากการขายกองทุนครับ (ดอกเบี้ยที่ได้รับจากตราสารต่าง ๆ ในกองทุน ไม่โดนคิดภาษี) ถึงแม้จะมีค่าบริหารจัดการกองทุน แต่ดอกเบี้ยที่ได้รับ ก็ไม่น้อยทีเดียวครับ มากกว่าฝากออมทรัพย์ทั่วไปอย่างแน่นอน ที่สำคัญมีสภาพคล่องค่อนข้างดีครับ คือขายกองทุนวันนี้ พรุ่งนี้ได้เงินทันที (แต่ให้ระวังวันหยุดของ ธนาคารหน่อยนะครับเดี๋ยว ได้เงินไม่ตรงวันที่จะใช้ครับ 55+) แต่อาจจะต้องตรวจสอบเรื่องขั้นต่ำในการซื้อกองทุนก่อนนะครับ เพราะว่าแต่ละที่มีขั้นต่ำในการซื้อกองทุนไม่เท่ากันครับ

จุดสำคัญของการลงทุนกับกองทุนตลาดเงินก็คือ การได้ทดลองซื้อกองทุนรวม ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการลงทุนผ่านกองทุนรวมนั่นเองครับเรียกได้ว่า เป็นการ วอร์มอัพ นั่นเองครับ

ดังนั้น ท่านผู้อ่านต้องเลือกแล้วละครับ ว่าอยากเก็บเงินของตัวเองไว้ที่ไหน

กว่าจะพบกันครั้งหน้า ขอให้ทุกคนโชคดีกับการเก็บออม และลงทุนนะครับ

[กิจกรรมพิเศษ] แจกรางวัล!! ฉลองครบรอบ 3 เดือน AomMoney.com

สวัสดีค่ะ พวกเราทีมงาน Aommoney.com
ตอนนี้ก็ครบ 3 เดือนแล้วที่เราได้เผยแพร่เว็บไซต์สู่สาธารณะชน

จากกระแสตอบรับที่ดีมากๆ
ทำให้เราทราบว่าคนไทยจำนวนไม่น้อย
ให้ความสำคัญกับความรู้ด้านการเงิน

บอกได้คำเดียวว่า… “ขอบคุณมากค่ะ”
พวกเราจะสรรหาเรื่องราวดีๆเกี่ยวกับการเงิน
และความรู้ที่น่าสนใจมาแบ่งปันต่อไป
และฝากติดตาม Aommoney.com ตลอดไปด้วยนะคะ

สุดท้ายยยนี้…
เพื่อเป็นการคืนความสุขแก่ท่านผู้อ่านทุกคน
เรามีกิจกรรมร่วมสนุกชิงรางวัลเล็กๆ น้อยๆ

เพียงแค่คุณ “แสดงความคิดเห็น” ว่า
อยากเห็นอะไรหรืออยากรู้อะไรใน Aommoney.com
เพียงแค่นี้… ก็ลุ้นรับรางวัลได้เลยค่ะ

เมื่อหนังสือพิมพ์บอกว่า “ยอดขายเพิ่ม” แต่…….

เคยอ่านหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับหุ้นไหมครับ?

บางครั้งเราจะได้ยินคำต่างๆที่ทำให้รู้สึกว่า หุ้นมันน่าซื้อมากๆเลยนะ ยกตัวอย่างเช่น

“ยอดขายทะลัก” (ต้องทะลักล้นเลยนะ)

“Backlog อื้อซ่า”

“ยอดขายพุ่ง”

“รับงานเกินพิกัด”

“ลุยโปรเจคใหม่”

แล้วทั้งหลายทั้งปวงก็เป็นข่าวที่ที่ผู้บริหารแถลงออกมาทำให้นักลงทุนแห่เข้าไปซื้อหุ้น แต่เดี๋ยวก่อน!! จริงๆแล้วเขาบอกแค่ว่ายอดขายเขามากขึ้น แต่สิ่งที่เราอาจจะต้องเช็คเพิ่มเติมเพื่อรักษาผลประโยชน์ของพวกเรานั้นก็คือ การดูงบการเงินอื่นๆประกอบนะครับ มันก็เป็นไปได้ว่า แม้ยอดขายเพิ่มขึ้น แต่อย่างอื่นที่เขาไม่ได้บอก อาจจะมีหลายๆเรื่องเพิ่มเติมดังนี้

1. เขาอาจจะไม่ได้บอกว่าต้นทุนเพิ่มขึ้น

การที่ยอดขายเพิ่มนั้นเป็นผลดีหากต้นทุนที่เขาบริหารนั้นไม่ได้เป็นอัตราส่วนที่เปลี่ยนแปลงไป แต่มันก็มีกิจการที่ไม่สามารถควบคุมต้นทุนได้ ยิ่งขายของมากขึ้นก็ยิ่งต้องใช้พลังและต้นทุนที่สูงขึ้นไปกับค่าใช้จ่ายต่างๆ เดิมทีขายของได้มูลค่า 1,000 บาท ต้นทุน 500 บาท พอขายได้มากขึ้นเป็น 2,000 บาท แต่ต้นทุนกลับขึ้นเป็น 1,500 บาท มันมีความเป็นไปได้ในเรื่องทุกอย่างนะครับ เราอาจจะไปลองเช็คได้จากต้นทุนทางตรง ต้นทุนในการบริหารงานและต้นทุนทางการเงินดูว่ามันขายได้มากขึ้นและทำให้ผลตอบแทนมากขึ้นตามไหม

2. เขาอาจจะไม่ได้บอกว่าบริษัทอาจจะขาดทุน

ข้อนี้หนักเข้าไปใหญ่เลยครับ แต่ก็มีความเป็นไปได้ หลายๆครั้งที่ต้นทุนเพิ่มขึ้นไม่ว่าจะมีจากค่าใช้จ่ายอะไรก็ตาม แต่ถ้าอยู่ๆต้นทุนนั้นมีจำนวนเกินมูลค่ายอดขายไปก็อาจจะทำให้บริษัทขาดทุนได้ เช่น ผู้บริหารอาจจะปวดหัวครับ เลยจ้างที่ปรึกษาเต็มไปหมด ปรึกษาจนกำไรหายหมดเลยก็เป็นได้ ถ้ายอดขายเพิ่มแต่ผลสรุปคือการขาดทุนของธุรกิจ นั่นก็หมายความว่าบรืษัทจะไม่มีกำไร ซึ่งจะส่งผลต่อกำไรสะสมของบริษัทและมูลค่าหุ้น ยอดขายเพิ่มแต่กำไรลด นั่นก็ไม่ใช่เรื่องดีนะครับ

3. เขาอาจจะไม่ได้บอกว่าบริษัทจะต้องเพิ่มทุน

ถึงแม้บริษัทอาจจะยอดขายเติบโตก็ตาม แต่ถ้าผลสุดท้ายแล้วบริษัทขาดทุน ซึ่งทำให้เงินอาจจะหมดไปจากกระเป๋าไม่มีสภาพคล่องหลงเหลืออยู่เลย บริษัทก็อาจจะมีความจำเป็นต้องเพิ่มทุนหรือกู้เงินเพื่อนำกระแสเงินสดเข้ามาใช้จ่ายหมุนเวียนในบริษัท และแน่นอนว่าหากมีการเพิ่มทุนเกิดขึ้น นั่นก็หมายความว่านักลงทุนจะต้องนำเงินมาซื้อหุ้นเพื่อรักษาสิทธิในอัตราส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัท ไม่เช่นนั้นแล้วความเป็นเจ้าของในบริษัทก็จะน้อยลง อันเป็นผลต่อการได้รับการจัดสรรปันส่วนของเงินปันผลในอนาคตที่ลดลงเช่นกัน

4. เขาอาจจะไม่ได้บอกว่าบริษัทจะต้องกู้เงินเพิ่ม

ต่อจากข้อ 3 นอกจากหนทางในการแก้ปัญหาในเรื่องสภาพคล่องที่เกิดจากการขาดทุนด้วยการเพิ่มทุน บริษัทอาจจะเลือกการกู้เงินเพิ่มเพื่อเสริมสภาพคล่องเป็นทางเลือกได้เช่นกัน ซึ่งการกู้เงินนั้นทำให้บริษัทจะต้องจ่ายดอกเบี้ย และเป็นต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นในการทำธุรกิจและถ้าหากไม่สามารถแก้ปัญหาต้นทุนต่างๆได้ มันจะกลายเป็นปัญหาซ้ำซ้อนเข้าไปใหญ่ ยอดขายโตแต่ขาดทุน แถมกู้เงินมาแล้วต้นทุนสูงขึ้นก็ขาดทุนต่อเนื่องเข้าไปอีก

จากตัวอย่าง 4 ข้อที่เล่าให้ฟังก็อาจจะเป็นเรื่องง่ายๆที่อาจจะตั้งเป็นข้อสังเกตเสมอว่าธุรกิจที่เรากำลังจะลงทุนและมีข่าวดีนั้น ลึกๆแล้วเป็นข่าวดีที่ต้องวิเคราะห์กันให้ถี่ถ้วนหรือเปล่าว่าข่าวนั้นเป็นข่าวที่ดีจริงและเป็นผลดีต่อการลงทุนของเรา บางครั้งการลงทุนมันก็ต้องใช้ความรอบคอบในการตัดสินใจเสมอนะครับ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save