[แชร์ประสบการณ์จริงจากแฟนเพจ] การออมของมนุษย์เงินเดือน 7,000 บาท

“การออม” เป็นจุดเริ่มต้นของความมั่งคั่ง

เพียงแค่เริ่มต้นการออมเงิน คุณก็จะเข้าใกล้ความมั่งคั่งมากขึ้น จะเงินมากหรือน้อยก็ควรจะออมเงิน ที่สำคัญควรทำควบคู่กับการควบคุมรายจ่าย โดยวิธีการจดบัญชีรายรับรายจ่ายหรือตั้งงบประมาณรายจ่ายก็ได้เพื่อการจัดสรรเงินก้อนนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะมันจะไม่มีประโยชน์อะไรถ้าเรามีการออมเงินมากขึ้นแล้วใช้จ่ายมากขึ้นตามไปด้วย ถ้าเป็นแบบนี้จะมีการออมเงินมากมายแค่ไหนก็จะไม่มีความมั่งคั่งนะจ๊ะ

เรารู้สึกดีใจมาก ปลาบปลื้มน้ำตาไหลที่เห็นข้อความนี้

เรามีความสุขมากที่เพจเล็กๆแห่งนี้ได้จุดประกายให้คุณ Miji Jibi ได้รู้จักการออมเงิน โดยจดบัญชีรายวันมาได้ 1 เดือนจึงรู้ว่าอะไรบ้างที่จำเป็นและไม่จำเป็น และขอแชร์ไอเดียในการออมเงินที่ใช้กับตัวเอง เรายินดีมากๆที่จะให้บล็อกแห่งนี้เป็นที่แบ่งปันไอเดียในการออมเงินเพื่อคนอื่นจะได้ทำและนำไปต่อยอดความคิดได้อีก เรามองว่าวิธีการออมนั้นเป็นศิลปะที่ไร้รูปแบบ ไม่มีวิธีตายตัว ที่แต่ละคนล้วนออกแบบวิธีการออมได้ในรูปแบบของตนเอง

ตัวอย่างรูปแบบการออมของคุณ Miji Jibi ค่ะ

ลักษณะการแบ่งเงินเป็นส่วนๆ คือ

  • ส่วนที่ 1 การออมเงิน (ถูกต้องค่ะ ควรออมก่อนแล้วจึงนำเงินไปใช้จ่ายอื่นๆ)
  • ส่วนที่ 2 เงินใช้ประจำวัน
  • ส่วนที่ 3 เงินจำเป็น
  • ส่วนที่ 4 เงินจิปาถะ

การแบ่งเงินเพื่อเป้าหมายแต่ละอย่างนั้นจะทำให้เราจัดการเงินของเราง่ายขึ้น รู้ว่าควรใช้จ่ายอะไรเท่าไหร่ ถ้าเงินไม่พอใช้ก็จะรู้ว่าควรลดรายจ่ายที่ส่วนที่ 4 เงินจิปาถะเพื่อให้เงินพอใช้ เมื่อเราสามารถจัดการเงินก้อนนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้แล้ว อนาคตเรามีเงินเดือนมากขึ้น ระเบียบวินัยที่ฝึกฝนมาในตอนนี้จะทำให้เราจัดการเงินก้อนโตในอนาคตได้ดีมากขึ้นด้วย

อาการของโรคทรัพย์จาง

มาดูกันซิว่าสุขภาพการเงินตอนนี้ของคุณเป็นอย่างไร ถ้าคุณปราศจากอาการเหล่านี้ ก็ถือว่า คุณไม่ได้กำลังประสบอยู่กับอาการทรัพย์จางนะคะ

  • เงินเก็บไม่ถึง 10% ของรายได้ต่อเดือน
  • สภาพคล่องทางการเงินต่ำ ต้องหยิบยืมจากคนรอบข้างอยู่เสมอ
  • ไม่มีประกันชีวิต หรือประกันสุขภาพที่คุ้มครองถึงชีวิตหลังเกษียณ
  • มีหนี้สินเกินกว่า 50% ของรายได้
  • มีเงินสำรองฉุกเฉินที่ใช้ได้ไม่เกิน 3 เดือน หากตกงาน

ส่วนวิธีการรักษา ขึ้นอยู่กับตัวเราด้วยค่ะ ว่าจะมีวินัยในการใช้เงินมากแค่ไหน และก็การเลือกลงทุนเพื่อความงอกเงย ก็เป็นอีกทางที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคทรัพย์จางได้เหมือนกันค่ะ

5 สาเหตุที่การปลดหนี้ดีกว่าหาสามี

ปลดหนี้กับหาสามีอันไหนจะดีกว่ากัน?

คำถามนี้เป็นประเด็นโต้เถียงกันยาวเหยียดในไลน์กรุ๊ป Aommoney ระหว่างเรากับมาดามซูซี่ ที่นักบุญการเงินเป็นคนจุดประเด็นถามขึ้นมา แต่ไม่ช่วยกันหาคำตอบ จึงทำให้เจ๊ออมเงินอย่างเราต้องมาชี้แจงในบทความนี้ตอบโต้ไอเดียของกระเทยออมรักอย่างมาดามซูซี่

==> เราคิดว่าควรใช้เวลามานั่งปลดหนี้ให้ตัวเองดีกว่าการหาสามีที่นับวันจะเหลือของจริงน้อยลงทุกที

==> ส่วนมาดามก็บอกว่าควรหาสามีช่วยพัดวีแถมช่วยปลดหนี้ได้ด้วยมันดีที่สุดแล้วในสามโลก

เราจึงต้องแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่า “ปลดหนี้ดีกว่าหาสามีอย่างไร” เพื่อให้มาดามได้รู้ซึ้งสักทีว่าสามีเด็กหุ่นหมีน้อยเจ้าเนื้อที่กินตับกันอยู่กำลังจะสร้างหนี้ให้กระเทยออมรักอย่างมาดามซูซี่มากมายขนาดไหน ซึ่งนางก็ได้เขียนเอาไว้ที่นี่ http://bit.ly/1qQBNI9

1. ปลดหนี้เองสบายใจกว่าเยอะ

สาวสวยโสดอย่างเราควรยืนได้ด้วยลำแข้งของตนเอง ไม่หวังพึ่งพาลมหายใจจากคนอื่น เราสร้างหนี้เองต้องรับผิดชอบเองอย่างหวังหาสามีมาช่วยแบ่งเบา เพราะลำพังยังเอาตัวไม่รอด ถ้ามาอยู่ด้วยกันมีหวังพังไม่เป็นท่า

ใครจะไปใจดีเหมือนมาดามหละจ๊ะ ที่ตอนแรกคิดว่าจะหาสามีมาช่วยจ่ายหนี้โบท็อก แต่สุดท้ายพอได้ยินเสียงเสียงออดอ้อนกับสายตาเว้าวอนว่าอยากได้ผู้ร่วมทุนไปทำธุรกิจด้วยกัน มาดามหวังว่าอยากจะร่วมอย่างอื่นด้วยก็เลยควักกระเป๋าจ่ายให้หมดตัวเลย แล้วยังไงหละ ตอนนี้ยังไม่ได้เงินคืนเลยสักบาท แบบนี้เรียกว่าจะไปหลอกเขาแล้วถูกเขาหลอกได้ปะ 5555

2. ปลดหนี้หมดรู้สึกเป็นไท แต่มีสามีมันติดคุกทางใจ

การหาเงินจ่ายหนี้ ต้องอดทน ค่อยๆชำระหนี้ไปสักวันหนี้มันก็หมด เราจะรู้สึกถึงความมีอิสรภาพที่ไม่มีหนี้สินอีกต่อไป ไม่เหมือนกันการมีสามีที่ทำให้เราติดคุกทางใจไปได้ตลอดชีวิต แม้ว่าเลิกลากันไปนานแล้ว แต่เรายังลืมเขาไม่ได้สักที

อยากถามมาดามเหมือนกันว่าตอนนี้ลืมแฟนคนแรกได้แล้วรึยังจ๊ะ ฮึฮึ

3. ปลดหนี้แล้วชีวิตเป็นสุข มีสามีแล้วชีวิตเป็นสุก

เมื่อจ่ายหนี้ครบแล้วจะรู้สึกมีความสุขม๊าก มาก สุขภาพจิตดีเพราะไม่ต้องมานั่งเครียดว่าหาเงินที่ไหนดีมาจ่ายหนี้ เราจะเป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้นอย่างสมบูรณ์ เคยได้ยินว่าการมีสามีที่ดีนั้นชีวิตยิ่งกว่าถูกหวยรางวัลที่ 1 แต่ถ้าดีในช่วงแรกๆแล้วต่อมาเริ่มมีลวดลาย นิสัยแย่ๆที่กลบเกลื่อนมานานแสดงชัดเจนขึ้นทุกวัน กลายเป็นอสุรกายพ่นไฟที่เราไม่เคยรู้จัก ถ้าเป็นแบบนี้การมีสามีก็ทำให้ชีวิตเราสุกทั้งเป็นจากไฟที่แผดเผา

แต่ก็ยกเว้นไว้คนนึงนะ ลุงเกรย์ผู้น่ารักที่ความรักกล่อมเกลาจิตใจจนทำให้เป็นเทพบุตรในร่างอสูรกาย ที่ภาพนอกดูเป็นคนแข็งกระดาง แต่ความคิด จิตใจสะอาดใสปิ้ง วิ้งๆ

4. ปลดหนี้หมดจะได้ออมเงิน แต่มีสามีจะอมเงิน

เราจ่ายหนี้ทุกเดือนจนกลายเป็นเรื่องปกติ เมื่อเราชำระหนี้ครบแล้วก็ควรนำเงินก้อนที่เคยชำระหนี้นั้นแหละมาเป็นเงินออม เพื่อฝึกนิสัยการออมเงิน เหมือนกับการผ่อนเงินออมของเราในอนาคต แต่มีสามีนั้นเราจะรู้จักแต่คำว่า “อมเงิน” ชอบนำไปซ่อนตามที่ต่างๆ กระเป๋าเสื้อ ในตู้เสื้อผ้า ซอกเล็กซอกน้อยตรงไหนก็ซ่อนได้ เหลือกลับมาให้เราไม่เท่าไหร่

มาดามซูซี่น่าจะรู้จักวิธีอมเป็นอย่างดีนะจ๊ะ ได้ข่าวว่าแฟนเด็กของมาดามชอบ “อม” บ่อยมาก โดยเฉพาะอมเงินในกระเป๋าเสื้อที่มาพร้อมรอยลิปสติกของใครไม่รู้ที่คอเสื้อ รอยปากเล็กๆที่เคยถ่ายรูปส่งมาให้ดูแบบนั้นไม่น่าจะใช่ของมาดามหรอกนะ เพราะปากมาดาม XXL ซะขนาดนั้น

5. หนี้สินมีวันหยุดทำงาน แต่สามีไม่มีวันหยุดทำงาน

เราสร้างวินัยการชำระหนี้โดยการจ่ายให้ตรงเวลาเพื่อเป็นการสร้างเครดิตลูกหนี้ที่ดี พร้อมกับเก็บเอกสารการชำระหนี้ทั้งหมดไว้เพื่อไปทำธุรกรรมต่างๆต่อไปในอนาคต เมื่อชำระหนี้ครบหนี้สินของเราหยุดทำงาน(ชำระหนี้หมด)และเครดิตลูกหนี้ที่ดียังคงอยู่ตลอดไป แต่สามีนี่ไม่เห็นมีวันหยุดทำงานเลย รักงานมาก ทำแต่งานจนไม่มีเวลาให้ครอบครัว กลับบ้านดึกดื่น พอตื่นเช้ามาบอกว่าทำงานหนักเพื่อลูกเมียแล้วก็รีบกระวีกระวาดออกไปทำงาน ทำงานหนักจนเสียสุขภาพ ไม่มีเวลาให้ครอบครัวแบบนี้ก็เป็นสามีที่ดีเกินไป ควรจะแบ่งเวลาต่างๆให้ชัดเจนระหว่างเวลางานและครอบครัว

อิจฉาแฟนปัจจุบันของมาดามมากๆ น้องหมีรักและทำงานหนักเพื่อหาเงินมาให้มาดามฉีดโบท็อก (ทั้งๆที่รู้ว่าเสียเงินเปล่า) เห็นทั้งวันก็นั่งทำแต่ Infographic เจอคอมพิวเตอร์มากกว่าเจอหน้ามาดามซะอีกนะ ระวังนะคะจะมีกิ๊กเป็นคอมพิวเตอร์ 5555

ข้อควรรู้ก่อนทำประกันชีวิต

วางแผนอย่างไรให้กับตัวเองดี เมื่อเริ่มมีงาน มีเงินเดือน ประกันชีวิตถือเป็นลงทุนเพื่อให้ชีวิตในอนาคตมั่นคงทางหนึ่ง และปัจจุบันประกันชีวิตก็มีให้เลือกมากมายหลายแบบเพื่อให้เหมาะแก่ชีวิตคุณ ราคาก็จะแตกต่างกันไปแล้วแต่ประเภท วันนี้เรามีเคล็ดลับเล็กๆในการเลือกซื้อประกันชีวิตมาฝากกันค่ะ

  1. กำหนดค่าคุ้มครองที่ต้องการ ควรจะคำนึงถึงความต้องการและความจำเป็นในการใช้ประกันชีวิต ว่ามันคุ้มครองครอบคลุมหรือไม่ พิจารณาข้อเสนอ และควรคิดถึงภาระหน้าที่และการเงินของคุณด้วย
  2. รู้จักการเปรียบเทียบ การซื้อประกันชีวิตก็เหมือนเวลาเราซื้อสินค้าอื่นๆ ต้องรู้จักเปรียบเทียบ ว่าแต่ละประเภท แต่ละแบรนด์มีข้อเสนอต่างกันอย่างไร แล้วเราจะได้อะไรบ้าง
  3. เป็นสิ่งที่ดีที่เราควรที่จะตรวจเช็คร่างกายก่อนที่จะลงมือทำกรมธรรม์ประกันชีวิต เพราะถ้าคุณมีสุขภาพที่ไม่ค่อยดี คุณอาจจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ และอาจจะถูกริดรอนสิทธิอะไรได้ เช่นถูกลดดอกเบี้ยประกันเป็นต้น
  4. อ่านข้อตกลงและทบทวนสัญญา ก่อนเซ็นต์สัญญาควรอ่านให้ครบถ้วนเสียก่อน บางทีอาจจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมซ่อนอยู่ก็ได้
  5. เมื่อเซ็นต์สัญญาไปแล้ว เราไม่ควรปล่อยทิ้งไปเฉยๆ ควรมีการอัพเดทนโยบายบริษัทประกันนั้นๆบ้าง เพื่อคอยดูว่ายังตรงกับความต้องการของเราหรือเปล่า
  6. ไม่ควรพลาดการชำระเงิน เพื่อที่จะได้ไม่เสียเครดิต และอาจเสียดอกเบี้ยเพิ่ม

การทำประกันชีวิตก็เหมือนการออมเงินทางหนึ่ง ซึ่งจะช่วยดูแลคุณตลอดชีวิตอีกด้วย อย่างไรก็ตาม การทำประกันชีวิตเป็นการลงทุนระยะยาว ควรศึกษาข้อมูลให้แน่ใจก่อน

แนวคิดบวกแบบผิดๆ แนวนี้มีจริงดิ่?

มรุงเคยได้ยินแนวคิด “คิดบวก” หรือ “Postive Thinking” อย่างที่บรรดากูรูเมืองนอกทั้งหลายแม่มแนะนำป่ะวะ ไม่ว่าจะเป็น T.Harv, Stephen Covey, Jim Rohn, Brian Tracy หรืออะไรก็ตามที่พวกมรุงเคยอ่านมาน่ะ รู้จักป่ะวะสัส ‪#‎อะไรนะไม่รู้จักเลยสักคน‬ เออไม่เป็นไรสัส เอาเป็นว่าวันนี้กรุจะมา Lecture ความคิดสไตล์บวกๆให้พวกมรุงฟัง

เรื่องของเรื่องคือไอ้แนวคิดบวก หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Self Development ทั้งหลายน่ะ กรุบอกเลยว่าแม่มเป็นแนวคิดที่ดีมากๆนะสัส ทำให้พวกมรุงกระตุ้นความคิด พลังชีวิต รวม ถึงการปฎิบัติประจำวันได้ดี อันนี้กรุสนับสนุน แต่วันนี้กรุจะมาอธิบายกูรูง่าวๆบางคนที่แม่มเข้าใจแนวคิดบวกแบบผิดๆ กับพวกลัทธิบ้าบอบางอย่างที่แม่มเอาไปตีความหมายง่าวๆ ซึ่งกรุแบ่งออกเป็นสองประเภท ได้แก่ “กูรูง่าวๆ” กับ “สาวกง่อยๆ”

ประเภทแรก “กูรูง่าวๆ” คนประเภทนี้คือ แม่มคิดบวกนะสัส แต่มันคิดบวกมากเกินไปสัส จนหลุดลอยออกจากโลกแห่งความจริง นั่นคือจากคิดบวก คิดปรับปรุงตัวเองดีๆ แม่มเสือกตีความหมายเป็นการคิดบวกโดยเหยียบคนอื่นให้จมดิน ไม่ว่าแนวคิดที่แม่มเสือกตีความผิดๆว่า กรุเจ๋งกรุเก่งที่สุด สัสมรุงมันแค่คนยกตนข่มท่านกับบรรดาอภิมหาสาวกเท่านั้นแหละดวกส์ ถ้ามรุงคิดบวกจริงๆล่ะก็ มรุงจะไม่ใช่คนที่เหยียบย่ำคนอื่น แต่มรุงจะเป็นคนที่คอยยกคนอื่นขึ้นมาต่างหากสัส อันนี้คือคนที่เค้าบวกจริงๆ จำไว้นะสัส แต่ที่มรุงทำน่ะ ระวังจะโดนบวกด้วยตีนเข้าสักวัน

มรุงดูง่ายๆสัส คนไหนบวกจริงไม่บวกจริง คนบวกจริงถ้ามรุงถามว่าใครเก่ง มันจะบอกเลยว่า คนทุกคนล้วนมีข้อดีแตกต่างกัน แต่ไอ้พวกบวกหลงตัวเองที่แม่มจะบอกคำสั้นๆ ว่า “กรุนี่แหละเจ๋งที่สุด” ‪#‎สัสบ้านมรุงมีกระจกบ้างป่ะวะ‬

ต่อมาประเภทสอง “สาวกง่อยๆ” คนพวกนี้แม่มเสือกเข้าใจว่า “กูรูที่แม่มเลือกนั่นคือคนที่เก่งที่สุด” สัสบ้านพวกมรุงนี่คือกะลาหรอวะ ออกจากกะลามาดูโลกบ้าง แม่มมีคนมากมายที่เก่งกาจคนละแบบ มรุงแค่เลือกคนที่มรุงคิดว่าใช่ในแบบของมรุง ส่วนคนอื่นที่เค้าคิดว่าใช่ ถ้ามันไม่ใช่คนเดียวกับมรุงแม่มก็ไม่ผิด มรุงอย่าทำตัวเหมือนแฟนบอลที่แย่งกันอวยทีมของตัวเอง ทำตัวเหมือนช่างกลที่แม่มยกพวกตีกันเพราะเป็นแค่ศิษย์คนละสำนัก มันตลกสัสๆ ถ้ามรุงจะศรัทธาใครสักคนแล้วคนอื่นคิดไม่เหมือนมรุง และที่สำคัญไอสาวกง่าวๆพวกนี้แหละที่แม่มทำให้คนแตกแยก ประเทศชาติแตกแยก เพราะแม่มคิดกันละแบบเท่านั้นแหละสัส

ก่อนจากกันในวันเสาร์นี้ กรุมีเรื่องจะบอกให้พวกมรุงฟังอีกครั้ง มรุงไม่จำเป็นต้องศรัทธาใคร มรุงไม่จำเป็นต้องเชื่อใคร มรุงจะคิดบวกคิดลบ คิดหกคิดเหิน คิดดำเนินชีวิตอย่างไรมันก็เรื่องของมรุง การคิดบวกมันมีข้อดีในการพัฒนา แต่ถ้ามันไม่ใช่จริตมรุงก็ไม่ต้องไปบังคับ เราทุกคนแม่มล้วนเกิดมาแตกต่างกัน ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือ มรุงควรมองเห็นโลกอย่างที่สายตามรุงเห็น และถ้ามรุงมีความฝัน กรุแค่อยากบอกมรุงว่า จงทำตามนั้น ไม่ต้องไปฟังใคร

สุดท้าย มรุงคิดบวก ลบ คูณ หาร อย่างไร มรุงยังมีคนจัญไรอย่างกรุเป็นเพื่อนตลอดสัส กรุขอตัวไปเติมข้าวสารก่อน พอดีเมียกรุทำไอโฟนห้าเอสตกส้วม เลยต้องแช่ไว้ในถัง เดี๋ยวไปหาช่างจะไม่ทันกาลลลลลล บายยยยย

5 วิธี “งดจ่ายภาษีสังคม”

เมื่อวาน @TAXBugnoms เขียนเรื่องวิธีประหยัดค่าใช้จ่ายสำหรับมนุษย์เงินเดือนไป ก็ได้รับคำตอบจากเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ กลับมาว่า “ลดรายจ่ายสังสรรค์ยากจัง โดยเฉพาะพวกภาษีสังคมน่ะ ยากแบบสุดๆ จะลดยังไงได้บ้างล่ะ พอไม่เข้าสังคมเค้าก็ว่าหยิ่ง แต่จริงๆนะอายต่างหาก บางทีไปแล้วไม่รู้จะทำอะไร แต่บางงานไม่ไปก็ต้องฝากซองอีก เฮ้อออ” คิดแล้วปวดหัวว…

เมื่อปัญหามันหนักอกหนักใจขนาดนั้น วันนี้ขอแบ่งปันเคล็ดลับดีๆ ว่าเราควรจะทำอย่างไรดี เพื่อให้ไม่มีปัญหาเรื่องของ “ภาษีสังคม” บางคนอาจจะยังงงๆ ว่าภาษีสังคมคืออะไร ขออธิบายให้ฟังสักหน่อยคร้าบบบ

ภาษีสังคม เป็นศัพท์เฉพาะทาง หมายถึง รายจ่ายเพื่อการเข้าสังคมต่างๆหรือการสร้างเครือข่าย (Connection) ของตัวเอง เช่น งานแต่ง งานบวช งานศพ งานวันเกิด งานขึ้นบ้านใหม่ งานรับปริญญา งานหมาป่วย งานช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก เปิดศักราชรับตำแหน่งใหม่ ลูกคนสุดท้องคลอด ฯลฯ

แต่ที่จริงแล้ว… วิธีหลีกหนีภาษีสังคมนั้นไม่ยาก เพียงแค่เราวางแผนการเงินดีๆ โดยใช้หลักการที่มี 5 ข้อดังนี้

ข้อแรก : เข้าร่วมเท่าที่จำเป็น

คนเรานั้นมีเพื่อนหลายกลุ่ม หลายก๊วน แต่อย่าลืมว่าเราสามารถเลือกได้ว่า คนไหนที่เรารู้สึก “คลิก” โดยที่เราไม่จำเป็นต้องไป “ชิก” กับเค้าทุกกลุ่ม งานไหนงานนั้นเฮนู่นนั้นนี่ตลอดเวลา บางครั้งมันกลายเป็นการสร้างนิสัยใช้จ่ายล้างผลาญโดยไม่รู้ตัว

ดังนั้นเลือกคบคนที่จำเป็นในระดับหนึ่ง เอาแบบพอดีๆ สนิทกัน หรือจำเป็นจริงๆ และถ้าบางครั้งติดธุระหรือไม่ไหว เราก็หัดปฎิเสธดีๆเพื่อรักษาน้ำใจไว้บ้างก็คงไม่เป็นไร ส่วนงานไหนที่เลี่ยงไม่ได้ ก็อย่าไปคิดมากครับ ให้ปรับทัศนคติว่าเป็นการสร้างโอกาสใหม่ๆให้กับชีวิต

ข้อสอง : อย่าเห็นแก่หน้าตา

สำหรับคุณผู้ชายอย่าทำตัวเป็น “ป๋า” ส่วนคุณผู้หญิงก็อย่าทำตัวเป็น “เจ๊” คือไม่ต้องหน้าใหญ่ใจโตในทุกโอกาสครับ ไม่ใช่การที่เราเป็นคนจ่ายเงินเยอะๆแล้วคนจะมองว่าเราดี แต่คนที่คนอยากคบด้วยนั้น บางครั้งออกเงินพอเป็นพิธีแต่ทำให้เค้าสบายใจ ใครๆก็รักแล้วคร้าบบบ บางครั้งเราอยากโชว์เหนือโชว์พาว แต่คิดดูก่อนจะควักกระเป๋าสิครับว่า เราจะเอาชนะกันไปเพื่ออะไร

ข้อสาม : หน้าหนาเป็นบางครั้ง

บางครั้งต้องมีการตีมึนกันบ้าง สำหรับพวกคนที่เรียกร้องน้ำใจจากคนอื่น ทำนองว่า ฝากซองผ้าป่าหน่อยทุกโต๊ะ หรือหลานแต่งงานแต่แจกทั่วบริษัท อะไรแบบนี้ อันนี้ก็เกินไป สิ่งเดียวที่ทำได้คือ “มึนๆ” งงๆแล้วไม่ให้ แค่นั้นจบแน่นอนครับ เค้าจะไม่มาแวะเวียนมารบกวนเราอีก

ป.ล. ถ้าเค้าหาว่าเราไม่มีน้ำใจ เราก็ตอบกลับไปแบบเก๋ๆว่า “น้ำใจเค้าต้องให้ด้วยใจไม่ได้เรียกร้องเอาจากคนอื่นนะจ๊ะ” #รับประกันมีตบ

ข้อสี่ : อย่าบังคับคนอื่นให้จ่าย

การบังคับให้คนอื่นจ่ายในสิ่งที่เค้าไม่ควรจ่าย คือสิ่งที่น่ากลัวของมิตรภาพครับ บางครั้งไปทานอาหารกันสิบคน แต่มีคนทานจริงๆแค่เจ็ดคน อีกสามคนกินแต่น้ำเปล่า แต่พอบิลออกมาดันหาร 10 ซะได้ แบบนี้เค้าเรียกเอาเปรียบกันไปหน่อยครับ ถ้าเราไม่ชอบให้ใครเอาเปรียบเรา เราก็อย่าไปทำกับคนอื่นนะครับ กรรมจะได้ไม่ตามสนองงงง และถ้ามีฝากใครใส่ซอง ทำบุญ ก็อย่าลืมคืนเค้านะครับ ไม่งั้นจะได้กลายเป็นบาปแทนแหงๆ

ข้อห้า : ไม่ต้องอายถ้าไม่มีจริงๆ

สำหรับข้อสุดท้ายนี้  ถ้าหากว่าเราไม่มีจริงๆ เราไม่จำเป็นต้องไปพยายามมี พยายามเป็น หรือพยายามให้คนอื่นเห็นว่า “เรามี” เพราะ “มิตรภาพที่ดี” นั้น ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นที่เงินเสมอไป ดังนั้นถ้าหากเราไม่มีให้บอกไปเลยว่าไม่มี ถ้าคนเราจะคบกันแค่นี้ก็คงต้องปล่อยไปครับ

แต่ถ้าหากเป็นเพื่อนสนิทมิตรสหายหรือสังคมที่เราสนใจ เราอาจจะเปลี่ยนจากเงินเป็นสิ่งที่เรียกว่า “น้ำใจ” แลกเปลี่ยนให้แทนครับ ช่วยอะไรเค้าได้ที่ไม่ใช่เงินก็ช่วยกันไป รับประกันได้เลยว่าไม่มีใครเค้าว่าเราอย่างแน่นอน ถ้าหากสิ่งที่เราทำนั้นออกจากใจที่แท้จริง ^^

สุดท้ายนี้… ถ้าใครมีปัญหาเรื่อง “ภาษีสังคม” แล้วอยากระบาย Comment ความเห็นไว้ได้เลยคร้าบบบบบ…

เมื่อคนแห่ถอนเงินจากธนาคารพร้อมกันจะเป็นอย่างไร

ในช่วงนี้ข่าวเด็ดและร้อนแรงอย่างหนึ่งที่ทุกคนพูดถึงกันคือเรื่องประชาชนแห่ถอนเงินจากธนาคารออมสิน โดยปกติแล้วธนาคารเป็นสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องกับหัวใจเศรษฐกิจของประเทศ ผมเชื่อว่าทุกคนนำเงินฝากของตัวเองไปไว้ที่ธนาคาร เนื่องจากมีความปลอดภัยในแง่ของการเก็บรักษาเงินมากกว่าพกติดตัวไว้ที่บ้าน แถมยังได้ดอกเบี้ยเงินฝากอีกด้วย

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจพื้นฐานของการทำธุรกิจของธนาคารเป็นอันดับแรก ธนาคารมีเงินฝากและเงินกู้เป็นเครื่องมือที่สำคัญ โดยเมื่อเรานำเงินไปฝากธนาคารแล้ว ธนาคารจะเป็นหนี้เราและมีหน้าที่ที่จะให้ดอกเบี้ยเงินฝากและเตรียมเงินสำรองไว้หากเราต้องการจะถอนเงิน ในอีกทางหนึ่งธนาคารจะนำเงินฝากของเราและคนอื่นๆไปรวมกันปล่อยกู้ให้กับผู้ที่ต้องการเงินและได้รับดอกเบี้ยจากการปล่อยกู้ ผลกำไรที่ได้จะนำไปเป็นทุนในการปล่อยกู้และจ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้ฝากเงิน

เพราะฉะนั้นแล้วการดำเนินงานของธนาคาร เงินฝากจะมีเพียงพอระดับหนึ่งไว้สำหรับผู้ฝากเงินได้ถอนนำไปใช้ อีกส่วนหนึ่งจะนำไปปล่อยกู้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่ธนาคารจะสามารถคืนเงินฝากให้กับผู้ฝากเงินได้พร้อมๆกัน ซึ่งหากมีเหตุปัจจัยหลายๆอย่างที่ทำให้คนแห่ถอนเงินขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความไม่เชื่อมั่นในสถานะทางการเงินธนาคาร หรือ เหตุปัจจัยทางการเมืองที่มีผลกระทบต่อความเชื่อของผู้ฝากเงินต่อการดำเนินนานของธนาคาร ทำให้ประชาชนเดินทางไปถอนเงินออกมาพร้อมๆกัน

หากคนที่ฝากเงินในธนาคารแห่งหนึ่งมีการถอนเงินออกพร้อมๆกันจะเกิดอะไรขึ้น?

สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ ธนาคารจะต้องนำเงินมาให้กับผู้ที่ต้องการถอนเงินเป็นจำนวนมากเพื่อให้เพียงต่อการถอน อันเป็นผลทำให้ธนาคารมีเงินสดในมือน้อยลง หากมีข่าวแพร่สะพัดอย่างรุนแรงเพิ่มขึ้นจะทำให้ประชาชนยิ่งเดินทางมาถอนเงินเพราะหากมาช้าอาจจะไม่ได้รับเงินจากธนาคารได้ ความเสียหายอาจจะเกิดขึ้นต่อเป็นโดมิโนเพราะโดยปกติธนาคารก็จะนำเงินไปฝากระหว่างธนาคารเช่นกัน เช่น ธนาคาร A ถูกประชาชนถอนเงินจนขาดสภาพคล่อง ก็จึงถอนเงินที่ธนาคาร A ฝากไว้ใน ธนาคาร B และ C กลับมา ซึ่งเมื่อธนาคาร B และ C ได้รับผลกระทบดังกล่าวก็จะทำให้ขาดสภาพคล่องตามมาและหากเกิดผลกระทบมากขึ้นก็จะกระทบต่อสถาบันการเงินอื่นๆทั้งระบบ เกิดเป็นวิกฤตทางการเงินได้

ต้องไป! รวม 5 ความเจ๋งใน Digital Thailand Big Bang 2017

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เตรียมสร้างปรากฎการณ์ใหม่ระดับประเทศ ในงาน Digital Thailand Big Bang 2017 ภายใต้แนวคิด “Digital Transformation” จัดเต็มทุกงานแสดงนวัตกรรมใหม่ ๆ ส่องทุกเทคโนโลยียุคดิจิทัล ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ชาเลนเจอร์ 1-2 ในวันที่ 21-24 กันยายนนี้

      ด้านสำนักงานฯ ได้เผย สิ่งที่คุณจะได้เจอในงาน ซึ่งคุณไม่ควรที่จะพลาดงานนี้!

  • รวมทุกเทรนด์ Digital Transformation เผยแนวโน้มความต้องการของตลาด
  • รวมทุกกูรูคุณภาพคับแก้ว ได้รับการยอมรับในวงการด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล อาทิ Jeff Hoffman ผู้ร่วมก่อตั้ง Priceline และ Jeff Bezos ผู้ก่อตั้งเว็บ amazon.com ที่จะมาร่วมแชร์ทุกไอเดียธุรกิจ
  • รวมทุกนวัตกรรมระดับโลก ไม่ต้องเสียเวลาบินไปไกลถึงต่างแดน เอาทุกไอเดียด้านนวัตกรรมที่หาดูได้ยาก มาจัดแสดงไว้ในที่เดียว
  • รวมทุกความเจ๋ง อย่างการแข่งขันขับโดรนระหว่างมหาวิทยาลัย ด้วยฝีมือคนรุ่นใหม่
  • รวมทุกความเป็นเศรษฐกิจในยุคDigital ที่นักธุรกิจควรรู้ ไม่ว่าจะเป็นทิศทางโลกในอนาคต หรือแม้กระทั่งทิศทางของประเทศไทย เพื่อให้สอดรับกับนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0”

ทั้งหมดที่ว่ามานี้ยังเป็นเพียงแค่ออเดิร์ฟภายในงานเท่านั้น นับว่าเป็นอีกงานที่เหล่าสตาร์ทอัพ เอสเอ็มอี นักธุรกิจรุ่นใหญ่ หรือแม้แต่คนที่อยากจะเริ่มทำธุรกิจต้องไปให้เห็นกับตา! โดยผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ [email protected]

4 ธาตุแท้ของ “กระแสเงินสด” ประตูสู่ “อิสรภาพทางการเงิน”

กระแสเงินสด มันคืออะไร

แล้วมันนำอิสรภาพทางการเงินมาให้เราได้ยังไง?

มาค่ะ.. มาดามฟินนี่ขออาสาเคลียร์ ให้เห็นภาพ เข้าใจ ในภาษาแบบง่ายๆกัน

คืองี้.. วันก่อนมาดามไปเล่นเกมส์กระแสเงินสดที่จัดโดยมันนี่โค้ชมา

มันคล้ายเกมเศรษฐีที่เราเคยเล่นสมัยเด็กๆ แหละ แต่ล้ำลึกกว่า..

ได้ไอเดียมาเยอะแยะ แต่อยากมาแชร์แค่เรื่องนี้ก่อน

“กระแสเงินสด” คืออะไร?

กระแสเงินสดมันคือ… ตัวเงินจริงๆ ที่เหลือในก้นกระเป๋าเรา

สูตรอย่างง่าย

รายรับ ลบ รายจ่าย = กระแสเงินสด

ดูธรรมดาใช่มั้ย… อย่าค่ะ อย่าเพิ่งด่วนตัดสิน

มาดามฟินนี่ได้แอบไปรู้อะไรบางอย่างมาล่ะเธอ!!

อ่านเงียบๆนะ อย่าเอ็ดไป นี่คือธาตุแท้ของกระแสเงินสดที่มาดามฟินนี่ไปรู้มา

1. รายรับสูง ไม่จำเป็นว่ากระแสเงินสดจะสูงเสมอไป

เคยได้ยินมั้ย? “ได้เท่าไหร่ไม่สำคัญเท่ากับว่า..เหลือเท่าไหร่”

คนอาชีพเงินเดือนสูง ค่าใช้จ่ายอาจสูงตาม มันวัดกันที่ “บรรทัดสุดท้าย”

>> ที่ควรจดจำใส่แก่นสมอง.. คือ

“จงให้ความสนใจรายจ่าย คนเราวัดกันที่บรรทัดสุดท้าย”

ลองมาดูตัวอย่างสมมติกัน เธอจะเห็นได้ว่า รายได้ต่างกัน แต่บางทีบรรทัดสุดท้าย

หรือกระแสเงินสด อาจจะต่างกันไม่มากก็ได้นะ รายจ่ายจึงสำคัญ..ไม่ควรมองข้าม

หมายเหตุ: นี่ตัวเลขและอาชีพที่สมมติขึ้นเป็นตัวละครนะคะ อย่าซีเรียส

2. กระแสเงินสด ช่วยบอกได้..ว่าเราจะรวยขึ้นหรือจนลง?

กระแสเงินสด ถ้ามีเหลือ….เอาไปออม เอาไป “ลงทุน” ต่อยอดได้

แต่ถ้ามันติดลบ นั่นคือที่มาของ “หนี้”

โลกปัจจุบันของล่อตาล่อใจมันเยอะ แถมเป็นหนี้ก็แสนจะง่าย

สมัยก่อนเหรอ.. ไม่มีเงิน ก็ต้องทำใจ ไม่มีไม่ใช้ อยากได้อะไร..ต้องเก็บเงิน

สมัยใหม่.. ไม่มีเงินเหรอ รูดสิ ผ่อนสิ ผ่อนตั้งแต่ทีวี มือถือ จนยันมื้ออาหารแล้วนะเธอเดี๋ยวนี้!!

ลองดูตัวอย่างว่ากระแสเงินสดติดลบหน้าตาเป็นยังไง

อีกอย่างที่อันตราย หลายคนรายได้เพิ่มแต่รายจ่ายเพิ่มแบบแรงกว่า

ถ้าเป็นงี้ต่อไป ชีวิตจะติดขัดมากขึ้นเรื่อยๆ

นี่คือคำตอบว่าทำไม หาเงินได้มากขึ้น แต่ไม่รวยซักที

ที่โดนกันเป็นประจำตามวัยก็คือ ค่าเทอมลูก เปลี่ยนรถ กินอยู่หรู คอยจับตาดูด้วยนะยะ

มาดูกันว่าตัวอย่างของรายจ่ายโตไวกว่ารายได้เป็นยังไง

>> ที่ควรจดจำใส่แก่นสมอง.. คือ

“จงอย่าใช้จ่ายเกินตัว และคอยจับตาดูความเติบโตของรายจ่าย”

3. รายรับอาจหายไปได้ทุกเมื่อ แต่รายจ่าย (โค-ตระ) ยั้งยืนยง

ในเกมส์..อยู่ดีๆ เราอาจทอยลูกเต๋าได้ช่องตกงาน

รายได้ไม่มี แต่รายจ่ายยังคงเดินต่อค่ะ

ในชีวิตจริงก็เช่นกัน.. คนเรามีค่าใช้จ่ายตั้งแต่เกิดจนตายนะ คิดดีๆ

เกิด โต มีลูก แก่ เจ็บ ตาย ทุกระยะมีค่าใช้จ่าย

เราจะทำยังไง..ถ้าวันนึงเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ทำให้ขาดรายได้มันเกิดกับเรา

>> ที่ควรจดจำใส่แก่นสมอง.. คือ

“จงมีเงินสำรองเท่ากับรายจ่าย 3-6 เดือน เพราะเราไม่รู้ว่าวันไหนจะขาดรายได้”

(บางตำราไปถึง 8 ไปถึงเป็นปี มาดามฟินนี่ว่าเอา 3-6 ให้รอดก่อน)

4. รายได้มี 2 แบบ รายจ่ายก็มี 2 แบบ

รายได้

1) ต้องทำ..ถึงได้ (Active income) บริการหรือสินค้าทั่วไป หยุดทำ เงินก็หยุด

2) ไม่ต้องทำ..ก็ยังได้ (Passive income) มาดามฟินนี่ขอเรียกง่ายๆ ว่าคือ รายได้แบบ “เสือนอนกิน” พวกนี้มาจากการลงทุน หรือ ธุรกิจที่มันดำเนินได้โดยไม่ต้องมีเราอยู่ทุกวัน ตัวนี้จะมาได้ก็ต่อเมื่อเรา “สร้างทรัพย์สินหรือธุรกิจ”  ตัวอย่างเช่น ค่าเช่า ดอกเบี้ย เงินปันผล ค่าลิขสิทธิ์ เป็นต้น

การมีกระแสเงินสดเป็นบวกไว้มากๆ คือตัวช่วยเหยียบคันเร่งสู่การสร้างรายได้ Passive เพราะเราจะมีเงินเหลือไปลงทุน

ส่วนรายจ่าย แยกมองได้ 2 มุม

1) แบบลดไม่ได้ กับลดได้ – ลดไม่ได้คือปัจจัยสี่ที่ต้องกินและมีที่ซุกหัวนอน ภาษีที่ประหยัดแล้วก็ยังต้องเสีย เงินเลี้ยงลูกฯลฯ ส่วนรายจ่ายที่ลดได้คืออะไรที่เกินจำเป็นและตัดได้เช่นกินหรูอยู่สบายเกินระดับรายได้ รถหรูคันใหม่

2) แบบดีกับแบบเลว – แบบดีคือจ่ายแล้วได้คืน เช่น ดอกเบี้ยของเงินที่กู้มาลงทุน ส่วนแบบเลว คือ จ่ายแล้วไปแล้วไปลับโดยเฉพาะไอ้ที่ไม่จำเป็น

>> ที่ควรจดจำใส่แก่นสมอง.. คือ

“จงขยันลงทุนต่อยอดเพื่อเพิ่มรายได้ Passive และลดรายจ่ายเลวที่ลดได้”

เอาล่ะ…มาถึงพระเอกนางเอกที่หลายคนรอคอย

“อิสรภาพทางการเงิน”

คำในฝัน สวยๆ นี้จะมาหาเราก็ต่อเมื่อ..

วันที่รายได้เสือนอนกิน Passive ของเรามีมากกว่ารายจ่าย

เมื่อนั้นเราจะมีทางเลือกว่าเราจะทำงานที่ให้รายได้ Active ต่อไปหรือไม่ก็ได้

เนี่ยแหละ… เค้าถึงเรียก “อิสระ” เพราะว่าเรา “มีสิทธิ์เลือก” เข้าใจยัง?

3 เรื่องควรรู้ก่อนศึกษาการวิเคราะห์ทางเทคนิค

“คุณคาดหวังอะไรจากการวิเคราะห์ทางเทคนิค?”

คำถามนี้จะเป็นคำถามแรกที่ผมมักจะถามคนที่มาเรียนการวิเคราะห์ทางเทคนิคกับผม เนื่องจากประสบการณ์ในการสอนและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางเทคนิค ทำให้รู้ว่าคนจำนวนมากที่สนใจศึกษาการวิเคราะห์ทางเทคนิค มีคาดหวังผลลัพท์ที่สูงเกินกว่าสิ่งที่การวิเคราะห์ทางเทคนิคจะให้ได้ ส่งผลทำให้กลุ่มคนเหล่านั้นเวลาที่ตัดสินใจซื้อหุ้นจากผลของการวิเคราะห์ทางเทคนิคแล้วผลที่ได้รับไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ เกิดความไม่มั่นใจหรือสงสัยว่าการวิเคราะห์ทางเทคนิคจะนำไปใช้งานเพื่อซื้อขายหุ้นแล้วได้กำไรจริงๆ หรือเปล่า และความคาดหวังที่สูงเกินไปนี่เองที่ทำให้อีกหลายๆคนที่ศึกษาการวิเคราะห์ทางเทคนิคมากตั้งนาน เรียนกับอาจารย์หลายคน แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถนำความรู้ไปใช้ทำกำไรได้สักที

บทความนี้ผมจะยกตัวอย่าง ความหวัง 3 อย่างที่คนส่วนใหญ่ต้องการได้จากการเรียนรู้การวิเคราะห์ทางเทคนิค แต่เป็นสิ่งที่การวิเคราะห์ทางเทคนิคไม่สามารถจะให้ได้ เราลองมาดูกันครับว่ามีอะไรบ้าง 

ข้อแรก

หลายคนคาดหวังว่าการวิเคราะห์ทางเทคนิคเป็นศาสตร์ที่จะทำให้เราพยากรณ์หรือทำนายการขึ้นลงของราคาได้อย่างแม่นยำ ด้วยการดูกราฟ ลากเส้น ดูแนวรับแนวต้าน หรือใช้ indicator  แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าเราใช้เครืองมือทางเทคนิคอะไรก็ตาม หรือจะวิเคราะห์กราฟหุ้นและ Indicators อย่างละเอียดยิบขนาดไหนก็ตาม ก็ไม่สามารถทำนายการเคลื่อนที่ของราคาได้อย่างแม่นยำหรือถูกต้อง 100% การวิเคราะห์ทางเทคนิคจึงไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำนายหรือคาดการณ์ว่าราคาในอนาคตจะขึ้นหรือลง

แต่……. การวิเคราะห์ทางเทคนิคที่แท้จริงจะเป็นการวิเคราะห์เพื่อตอบคำถามว่าพฤติกรรมของคนที่เข้ามาซื้อขายในตลาด ณ ปัจจุบันเป็นอย่างไร ฝั่งซื้อหรือฝั่งขายฝั่งไหนแสดงความรีบร้อนในการลงมือมากกว่ากัน (ซึ่งไม่เกี่ยวกับการทำนายอนาคตเลยครับ)  หลังจากที่เราวิเคราะห์พฤติกรรมของคนที่เข้ามาซื้อขายในตลาดได้แล้ว เราจะตัดสินใจว่าจะซื้อหรือขายหุ้นอย่างไร โดยพิจารณาจากความน่าจะเป็นว่าการลงมือซื้อหรือขายในครั้งนั้น เราจะต้องมีโอกาสได้กำไรมากกว่าโอกาสที่จะขาดทุน หรือที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า High Winning Probability

ข้อสอง

หลายคนคาดหวังว่าการวิเคราะห์ทางเทคนิคจะช่วยให้เราซื้อขายได้กำไรทุกครั้ง  แต่จากความจริงในข้อแรก สิ่งที่เราจะได้รับจากการวิเคราะห์ทางเทคนิคคือ High Winning probability เพราะฉะนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่เราซื้อขายแล้วจะได้กำไรทุกครั้ง ความจริงข้อนี้นักวิเคราะห์ทางเทคนิคขั้นเซียนรู้ดีกันทุกคน แต่สำหรับมือใหม่บางคนที่ไม่ทราบความจริงข้อนี้เวลานำความรู้ที่ได้เรียนมามาลงมือซื้อขายในสนามจริง แล้วผลการซื้อขายออกมาเป็นขาดทุนก็จะเริ่มไม่มั่นใจว่าความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาดีจริงหรือไม่ จากนั้นก็ทดลองไปเรียนกับอาจารย์คนใหม่ ศึกษาเทคนิคอื่นๆเพื่อเติม แต่ถึงยิ่งเรียนมากเท่าไหร่ ก็ยังมีครั้งที่ซื้อขายแล้วขาดทุนเกิดขึ้นอยู่ สุดท้ายก็ตีโพยตีพายไปว่าการวิเคราะห์ทางเทคนิคไม่ดีจริงใช้ซื้อขายแล้วไม่ได้กำไร

ดังนั้นสิ่งที่เราจะต้องยอมรับก่อนก็คือความจริงที่ว่า ถึงแม้วิเคราะห์ทางเทคนิคมาอย่างดีหรือมีแนวทางการวิเคราะห์ที่ละเอียดซับซ้อนแค่ไหนก็ตาม ผลที่เกิดขึ้นจากการซื้อขายจะต้องมีครั้งที่เป็นกำไรและครั้งที่ขาดทุนเกิดขึ้นเสมอๆสลับกันไป (Random Outcome) แต่สิ่งที่เราจะคาดหวังที่ได้จริงๆ จากการวิเคราะห์ทางเทคนิคได้ก็คือ เมื่อเราซื้อขายด้วยจำนวนครั้งที่มากพออย่างต่อเนื่องในระยะยาว ผลลัพท์ของการซื้อขายทั้งหมดจะออกมาเป็นกำไร (Consistent Results)

ส่วนตัวผมมีความเชื่อว่าไม่มีเซียนเทคนิคคนไหนที่ให้หวย(หุ้น)แม่นทุกตัวหรือทุกรอบครับ ลองคิดดูครับว่าถ้าเซียนเหล่านั้นรู้ว่าหุ้นตัวไหนจะขึ้นจริงๆ ทำไมเค้าต้องหวังดีมาบอกกับเราด้วย? ถ้าเซียนเหล่านั้นรู้ว่าหุ้นตัวไหนจะขึ้นจริงควรเก็บข้อมูลนี้ไว้คนเดียว แล้วขายบ้าน ขายรถ กู้หนี้ยืมสิน มาซื้อหุ้นตัวนั้นเพื่อจะได้กำไรคนเดียวน่าจะดีกว่า จริงไหมครับ 

ข้อสุดท้าย

หลายคนหวังว่าการวิเคราะห์ทางเทคนิคจะช่วยให้ซื้อขายแล้วได้กำไรมากๆในเวลาอันรวดเร็ว ในหัวข้อนี้ผมไม่ได้มีเจตนาอยากจะดับความฝันของใครนะครับ แต่เชื่อว่าหลายคนคงจะมีความหวังว่า หลังจากเรียนการวิเคราะห์ทางเทคนิคแล้วจะสามารถซื้อขายหุ้นโดยทำกำไรได้เป็นเท่าตัวหรือหลายเท่าตัวในเวลาอันรวดเร็ว

แต่…… ความจริงก็คือการที่เราจะได้กำไรมากหรือน้อย เงินลงทุนเติบโตขึ้นเร็วหรือช้า ไม่มีใครสามารถจะรู้ได้ บางครั้งหุ้นที่ซื้อก็ขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาสั้นๆ บางครั้งราคาก็ไม่ขึ้นเลย บางครั้งราคากลับลดลงไปอีก ทำให้ตลอดระยะเวลาที่เราซื้อขายหุ้นในระยะยาวไม่สามารถคาดเดาได้ว่าช่วงใดจะเป็นช่วงที่เงินทุนของเราจะเติบโตอย่างรวดเร็ว และสถานการณ์ที่จะต้องพบเจอแน่ๆ คือ เราจะต้องพบกับบางช่วงเวลาที่เกิดผลขาดทุนหรือเงินทุนไม่เติบโตขึ้นเลย ซึ่งอาจจะกินระยะเวลานานเป็นปีๆ ก็เป็นไปได้ แต่ถ้าเรามีวางแผนหรือกลยุทธ์ในการซื้อขายหุ้นที่ดีในระยะยาวผลตอบแทนโดยรวมจะออกมาเป็นกำไร ซึ่งผมมั่นใจว่าจะไม่ใช่ผลตอบแทนในระดับ หลายสิบเปอร์เซนต์ หรือเป็นร้อยๆเปอร์เซนต์ทบต้นติดต่อกันหลายๆปี

ลองดูข้อมูลจากตารางด้านล่างซึ่งผมคิดว่าเป็นข้อมูลที่สามารถเรานำมาใช้อ้างอิงได้ดีเกี่ยวกับความคาดหวังเรื่องผลกำไรจากการซื้อขายหุ้นของเราในระยะยาว เนื่องจากเป็นผลการดำเนินงานของคนที่เราเชื่อได้ว่ามีฝีมือระดับพระกาฬ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save