เงินเดือน 15000 น้อยนิดแต่มหาศาล

เอาล่ะวันนี้กรุอารมณ์ดีมากๆๆๆๆๆ
เพราะมีคำถามมาทางหลังไมค์เยอะแยะสัส

เหนื่อยมากเกือบตอบไม่ทัน #จริงๆมีอันเดียวว่ะกุ๊กกุ๊กกุ๊ก
#ตอบกวนตีนไปด้วย #เก๊าขอโทดนะคั้บ

คำถามข้อที่ 1 ถามว่า… #กรุเป็นคุณไตรภพสินะ
ขอความคิดเห็นเกี่ยวกับการออมและการลงทุน
สำหรับมนุษย์เงินเดือนรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาทหน่อยครับ
#ความเห็นแรกคือหาทางสร้างรายได้ #แรงอ่ะไม่กล้าบอก

พวกมรุงเชื่อไหมว่า
กรุตอบคำถามง่ายๆนี้ภายในไม่ถึง 2 วินาที
นั่นคือ… ออมและลงทุนให้เยอะที่สุด #จบ

แต่ก็กลัวว่าพวกมรุงจะไม่เข้าใจ
#ไม่คิดจะเก็ทกันนะหน่อยหรอ และสับสน #ใจจะขาด
เลยต้องขออธิบายเพิ่มเติมว่า…

มรุงต้องแยกระหว่าง “เงินออม” ของมรุง
กับ “เงินลงทุน” ของมรุง ออกมาก่อน

เงินออมแม่มคือไว้ใช้ตอนฉุกเฉิน
#ฉุกมันเลยเพ่ #สัสนั่นมันฉุด
หรือตอนที่มรุงไม่มีเงินจะยาไส้

ซึ่งมรุงต้องดูว่าชีวิตน้อยนิดของพวกมรุง
ต้องการเงินสำรองเท่าไร #ไม่ใช่ลูกเสือ #กรุรู้มีคนคิด
เผื่อตกงาน ตกหมอน ตกใจ ตกกระไดพลอยโจน
จะได้มีเงินใช้ไม่ต้องร้องไห้ไปขอพ่อแม่ #แม่จ๋าหนูมาแล้วจ๊ะ

ส่วนเงินลงทุนแม่มคือส่วนที่เหลือจากออม
เมื่อออมถึงระดับที่มรุงคิดว่าโอเค #นะคะ #นะคะ
แล้วค่อยแยกส่วนนี้ออกมาให้ชัดๆเลยนะสัส
#แยกแยกเข้าไปให้มันหลุดโลก #สัสนั่นมันโยก

แล้วไปลงทุนตามความเสี่ยงที่มรุงยอมรับได้
จะหุ้น กองทุน เงินฝาก ฟิวเจอร์ ทองคำ ไรก็ได้
สุดแต่ใจของมรุงจะไฝ่ฝ้า #ไขว่คว้า
โดยคิดไปเลยว่าก้อนนี้ถึงหายก็ไม่เสียไต #ใจ
#รู้ว่าเสี่ยงแต่คงต้องขอลอง #รู้ว่าเหนื่อยแต่อยากได้ดอยที่สูง

ถามว่าจะเก็บเท่าไร
คำตอบคือ #มากที่สุด #และสำคัญที่สุด เท่าที่จะทำได้

มรุงมีปัญหาชีวิตอะไร แม่ท้อง เมียคลอด ผัวแก่
เลี้ยงหมา ด่าเป็ด ชอบกินเผ็ดทำไมไม่บอก
ก็ประเมินเอาจากชีวิตของแต่ละคน
แต่มรุงต้องหักเงินออกมาก่อน #ไม่ใช่บอกว่าเหลือค่อยเก็บ
ทั้งหมดก็มีแค่นี้ พอเข้าใจหลักการนะสัส

กรุไม่ใช่คนเก่ง ไม่ใช่คนดี ไม่ใช่คนรวย
แต่สิ่งที่กรุแบ่งปันพวกมรุงได้คือความคิดห่วยๆของกรุ

พวกมรุงเห็นว่าอันไหนดีก็จงนำไปทำ
อันไหนระยำก็เก็บงำไว้ อย่าไปบอกใคร #เพราะกรุอาย

ทั้งหมดนี้คือคำตอบหลังไมค์ที่กรุอยากจะแชร์ #น้ำตากรุไหล
ขอฝากเนื้อฝากตัวแอดมินเพจหลักพันคนนี้ด้วยนะกั๊บ
#ไม่ต้องดีที่สุด #แต่ขอหยุดที่คนสวย

#MrGrayman

จะซื้อหุ้น ซื้อกองทุน จะต้องไปซื้อที่ไหน?

สำหรับมือใหม่มากๆ มากถึงมากที่สุด มักจะมีคำถามว่า

“พี่ข๋าาาาา จะซื้อกองทุนที่ไหน?”

“พี่คร๊าบบบ จะเริ่มเล่นหุ้นอย่างไร?”

ผมเชื่อว่าทุกคนรู้จัก “ธนาคาร” เพราะธนาคารเป็นสถานที่ ที่เกี่ยวข้องกับเงินตราทั้งหลาย รู้จักกันตั้งแต่เด็กๆ เอาเงินไปฝากบ้าง ถอนเงินบ้าง โอนเงินบ้าง หลายๆคนพออายุมากขึ้นเริ่มรู้จักผลิตภัณฑ์การเงินจากธนาคารเช่น บัตรเครดิต การกู้บ้าน กู้ซื้อรถ ประกันชีวิต ทีนี้สำหรับคนที่สนใจจะลงทุนแล้ว ธนาคารเองก็มีช่องทางที่จะช่วยให้เราได้ลงทุนได้ และก็ไม่ใช่ธนาคารเท่านั้นที่ให้บริการการลงทุน จะมีในส่วนของสถาบันการเงินอื่นๆที่ให้บริการด้านการลงทุนเช่นกัน

ลงทุนในหุ้น

ธนาคารส่วนใหญ่จะมีบริษัทลูก หรือ บางครั้งก็อาจจะเป็นบริษัทที่เป็นสถาบันการเงินเอง เราเรียกว่า บริษัทหลักทรัพย์ ถ้าในภาษาอังกฤษพวกบริษัทหลักทรัพย์ก็จะเรียกว่า Securities Company คำนี้แปลว่าหลักทรัพย์นะครับ คำนี้ไม่ใช่ Security นะครับ อันนี้อีกความหมายแปลว่า “ยาม หน่วยรักษาความปลอดภัย” บริษัทเหล่านี้จะมีชื่อใกล้เคียงกับตัวบริษัทแม่ของเขา เช่น

(ตัวอย่างสมมติที่ไม่มีจริง)

Aommoney Bank ธนาคารออมมันนี่

Aommoney Securities บริษัทหลักทรัพย์ออมมันนี่

ซึ่งเราสามารถติดต่อกับเขาได้เพื่อเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ พอเราเปิดบัญชีได้เรียบร้อยแล้วก็สามารถนำบัญชีไปซื้อขายหุ้นได้เลย

ลงทุนในกองทุน

สำหรับกองทุนแล้วการติดต่อเพื่อเปิดบัญชีนี้ก็ทำได้ง่ายเพียงแค่ติดต่อ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน จะมีคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่แตกต่างออกไปคือ Asset Management บางบริษัทก็ใช้แค่คำว่า Asset แปลเป็นไทยก็คือ การจัดการทรัพย์สิน ง่ายๆก็คือ กองทุนจะเอาเงินของพวกเราไปจัดการให้ได้ผลตอบแทนงอกเงยนั่นล่ะ บริษัทเหล่านี้จะตั้งหน่วยงานที่ดูแลทรัพย์สินเป็นผู้จัดการกองทุนของเขา ใครสนใจก็ไปเปิดบัญชีซื้อขายกองทุนกับกองทุนนั้น มันต่างกับการซื้อขายหุ้นที่บัญชีเราจะซื้อหุ้นอะไรก็ได้ แต่บัญชีกองทุนจะซื้อกองทุนที่เราสมัครใช้บริการภายใต้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนนั้นๆเท่านั้น

(ตัวอย่างสมมติที่ไม่มีจริง)

Aommoney Bank ธนาคารออมมันนี่

Aommoney Asset Management บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนออมมันนี่

ต้องเข้าใจว่ากองทุนเขาจะเอาเงินของนักลงทุนรวมกันแล้วก็เอาเงินนั้นไปลงทุนตามนโยบายกองทุน เช่น กองทุนหุ้น กองทุนอสังหา กองทุนตราสารหนี้ LTF RMF การที่เราไปซื้อกองทุนที่เค้าเตอร์ธนาคาร หลายๆคนก็เข้าใจว่ามันเหมือนกับการฝากเงิน ธนาคารเลยจะต้องแปะป้ายว่า การลงทุนไม่ใช่การฝากเงินมันมีความเสี่ยง เพราะเงินที่ได้รับอาจจะได้กำไรหรือขาดทุนก็ได้ แต่ถ้าหากจะสอบถามเรื่องกองทุน ผมแนะนำให้ไปที่ เพจของ หมอนัท เพื่อสอบถามเพิ่มเติมนะครับ

มือใหม่ที่ไม่แน่ใจ ลองสอบถามธนาคารหรือสถาบันการเงินนะครับผม

วินัยทางการเงินสร้างได้ง่าย

หากจะออมเงินให้ได้ประสิทธิภาพ เราต้องสร้างวินัยทางการเงินที่ดีเสียก่อน การสร้างวินัยทางการเงินนั้นไม่ยาก ลองมาดูกันค่ะ ว่าทำอย่างไรได้บ้าง

สร้างแรงบันดาลใจ

โดยการเขียนข้อความระบุเป้าหมาย ติดตัว หรือติดไว้ในที่ที่เราได้พบเห็นบ่อยๆ เช่น ภายในปีนี้จะเก็บเงินแต่งงาน การทำแบบนี้เป็นแรงจูงใจ ที่เกิดขึ้นจากภายในของเราเอง

สร้างการยอมรับจากภายนอก

คือการบอกต่อคนอื่นว่า ตนเองนั้นมีวินัยเป็นอย่างไร เพื่อที่จะได้รับกำลังใจที่ดี และได้รับการตอบกลับพฤติกรรมที่ดีของตนเอง การสร้างการยอมรับจากจากผู้อื่น คือแรงขับเคลื่อนที่ดีอย่างหนึ่ง แทนที่จะเก็บไว้คนเดียว ชื่นชมคนเดียว

กำหนดการผูกมัดที่ปรับเปลี่ยนยาก การเพิ่มเงินเก็บในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือการฝากเงินเพื่อเป้าหมายบางอย่างผ่านบัญชีที่ไม่สามารถเบิกถอนได้ง่ายๆ

ยอมรับพฤติกรรมที่ดีและไม่ดี คิดทบทวนตนเองอยู่เสมอว่าอะไรดี อะไรไม่ดี จะช่วยทำให้เราลดการกระทำนั้นๆลง หรือยุติลงในที่สุด

ให้รางวัลสำหรับชีวิตที่มีวินัยบ้าง

เพื่อให้ตัวเองได้ผ่อนคายบ้าง

ออกห่างจากกิเลสทั้งปวง

ไม่ไปอยู่ในที่ๆทำให้ตนเองเกิดกิเลส เช่น ไม่เดินเข้าห้างในขณะที่อยู่ในช่วง sale ออกห่างจากร้านอาหารหรูๆ

แนวทางทั้ง 6 ทางนี้อาจไม่สามารถนำไปใช้ได้ดีกับทุกคน แต่ก็สามารถช่วยได้บ้าง แต่หากทุกคนมีเป้าหมายในใจอย่างแท้จริงแล้ว เชื่อว่าทุกคนจะสร้างวินัยให้ตนเองเพื่อเป็นบันไดไปสู่เป้าหมายได้อย่างแน่นอน

5 สัญญาณเตือนว่าเราเริ่มมีปัญหาการเงิน

“หนี้ก้อนโตมาจาก หนี้สะสมหนี้ก้อนเล็ก”

“ดินพอกหางหมู” เป็นสุภาษิตไทยที่ใช้อธิบายวิธีการสร้างหนี้ได้ดีมาก บางครั้งเราใช้เงินไปอย่างไม่ตั้งใจ โน้นนิด นี่หน่อย ใช้จ่ายจิปาถะไปเรื่อยๆ รูดบัตรเครดิตโดยไม่ค่อยใส่ใจอะไรมากเพราะเดี๋ยวพอถึงกำหนดก็จ่าย ทำแบบนี้ทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน ทำจนไม่รู้สึกว่ามีภาระอะไร จนทำให้เราสร้างหนี้แบบไม่รู้ตัว เพราะค่อยๆสะสม สะสม สะสม พอกพูนขึ้นเรื่อยๆ พอมารู้ตัวอีกที…..ก็มีปัญหาการเงิน

อั๊ยยะ!! ทำไมก้อนหนี้มันใหญ่ขนาดนี้หละ มันมาจากไหนกัน มีใครขโมยบัตรเราไปรูดรึเปล่า คิด คิด คิด บางครั้งเราคิดถึงสิ่งรอบตัวมากเกินไปจนลืมนึกถึง “ตัวเอง” ว่าเรามีนิสัยใช้จ่ายมักง่ายรึเปล่า ดูแลรายจ่ายได้ดีแค่ไหน บางคนมีนิสัยละเอียดถี่ถ้วนมาก คิดทุกอย่างที่เป็นรายได้เพื่อไม่ให้ตัวเองเสียเปรียบ ต้องได้ครบทุกบาททุกสตางค์ แต่พอฝั่งขาจ่ายกลับไม่สนใจดูแลใช้จ่ายตามอารมณ์ แบบนี้ชีวิตก็วิกฤตซิจ๊ะ

มันน่าจะมีสัญญาณเตือนก่อนที่จะเข้าสู่วังวนแห่งหนี้เพื่อที่เราจะได้เตรียมตัวถูกว่าตอนนี้เริ่มมีปัญหาการเงินแล้วรึยัง ถ้ามีแล้วอยู่ระดับไหน แล้วน่าจะพอมีการแก้ปัญหาได้อย่างไรบ้าง

สัญญาณที่ 1 มีรายจ่ายมากกว่ารายรับ

หาเงินได้เท่าไหร่ก็ใช้จนหมดและอาจจะใช้มากกว่าที่หาเงินได้ ซึ่งเป็นนิสัยเริ่มต้นของคนที่กำลังจะเป็นหนี้ในอนาคต ที่หาได้เท่าไหร่ก็ไม่พอใช้สักที

ทางแก้

หันกลับมาดูว่าปัญหามันอยู่ที่อะไร ระหว่างรายได้ที่มันได้น้อยเกินไปก็อาจจะหารายได้เพิ่มหรือกลับมาดูแลรายจ่ายของตนเองให้จ่ายน้อยลงพอกับรายได้ หลายอย่างรอบตัวที่เราคิดว่าจำเป็นอาจจะกลายเป็นสิ่งไม่จำเป็นอีกต่อไปเพราะถ้ารายได้เราลดลงก็ควรปรับการใช้จ่ายให้ลดลงด้วย ไม่ควรใช้จ่ายด้วยวิถีชีวิตแบบเดิม

สัญญาณที่ 2 ยืมเงินคนอื่นบ่อยๆ

เป็นหนี้ใกล้ตัวที่เราได้เงินเร็วที่สุด และเสียเพื่อนได้เร็วที่สุดเช่นกัน

ทางแก้

ปัญหาของเราก็ต้องแก้ไขเอง ถ้าเงินไม่พอใช้เพราะพฤติกรรมใช้จ่ายของตัวเองก็ต้องเริ่มปรับตัวเองก่อนที่จะพึ่งพาคนอื่น แต่ถ้าคิดละเอียดถี่ถ้วนแล้วว่ายังไงก็ต้องยืม ถ้ายืมนิดหน่อยพอค่าข้าว ค่ารถแล้วรีบใช้คืนก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ายืมแล้วหายจ้อยก็จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมีอันจบลง เพราะเครดิตที่ดีมีได้แค่ครั้งเดียว

สัญญาณที่ 3 ใช้บริการกดเงินสดจากบัตรกดเงินสดบ่อยขึ้น

เป็นที่รู้กันโดยทั่วหน้าว่าบัตรกดเงินสดนั้นดอกเบี้ยแพงเวอร์ คิดดอกเบี้ยตั้งแต่เริ่มกดเงินสดออกมาใช้ ถ้าเป็นแบบนี้เราเริ่มก้าวเท้าเข้ามาในวงจรหนี้แล้วหละ

ทางแก้

ถ้าสร้างหนี้จากการกดเงินสดแล้วควรรีบนำเงินมาชำระ อย่าเป็นหนี้บัตรกดเงินสดนานๆ เพราะนับวันดอกเบี้ยยิ่งเบ่งบาน ควรหันกลับมาดูสิ่งที่เรามีอยู่ในขณะนี้ว่ามีอะไรมาช่วยเหลือเราได้บ้าง เสื้อผ้าที่กองเต็มตู้ เครืองสำอางที่วางรกอยู่หน้าตู้กระจก ภูเขารองเท้าที่กองเรียงรายอยู่ในชั้นรองเท้า เครื่องเสียงชุดใหม่เสียงดี ฯลฯ ของสะสมหลายอย่างที่เราซื้อเก็บไว้ในช่วงที่มีรายได้เหล่านี้น่าจะเรียกสติการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยของเราให้หันกลับมาคิดได้ว่า “ถ้าซื้อแล้วมาเป็นขยะ เราก็จะจมอยู่กับกองขยะ แต่ถ้าเลือกซื้อแต่ของมีค่า มันก็จะช่วยเหลือเราเวลาเดือดร้อนโดยเปลี่ยนเป็นเงินสดช่วยชีวิตเราได้

สัญญาณที่ 4 สร้างหนี้จากบัตรเครดิตก้อนใหม่เพื่อชำระหนี้ก้อนเดิม โดยเปิดบัตรใบใหม่อยู่เรื่อยๆเพื่อรูดชำระหนี้ก้อนเดิม ถ้า

ถ้ามาถึงจุดนี้แสดงว่าเราอยู่ในวงจรหนี้สินอย่าเต็มตัวแล้วหละ

ทางแก้

ถ้ามันหมุนวนแบบนี้ไปเรื่อยๆก็จะไม่หลุดจากวงจรหนี้อย่างแน่นอน สิ่งแรกที่ควรทำ คือ ไม่ควรเปิดบัตรเครดิตเพิ่มเพื่อมาชำระหนี้แบบนี้ แล้วหาวิธีหาเงินมาปิดบัตรและยกเลิกการใช้งาน ในกรณีที่ขอยืมเงินในครอบครัวมาโป๊ะหนี้ จากเดิมที่เป็นหนี้บัตรเครดิตมาเป็นหนี้คนในครอบครัวแทน และผ่อนชำระด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าบัตรเครดิต แต่ถ้าเป็นหนี้บัตรหลายใบแล้วไม่มีคนในครอบครัวให้กู้ยืมก็อาจจะต้องหาวิธีรวมเจ้าหนี้ให้เหลือก้อนเดียว โดยหาแหล่งเงินกู้ที่ใหม่ดอกเบี้ยต่ำกว่าบัตรเครดิตมาโป๊ะหนี้และปิดบัตรให้หมด แล้วผ่อนชำระกับเจ้าหนี้แหล่งใหม่ที่เดียว

สัญญาณที่ 5 เข้าสู่วงจรหนี้ที่เรามีรายจ่ายส่วนใหญ่หมดไปกับการผ่อนชำระ (ไม่มีเงินเหลือใช้อย่างอื่นเลย)

อีกทั้งจ่ายชำระไปยอดหนี้แทบไม่ลดลงเพราะดอกเบี้ยที่เบ่งบานขึ้นเร็วกว่าเงินที่หาได้ สมองเราจะคิดแต่เรื่องหนี้จนไม่มีเวลาคิดเรื่องานหรือเรื่องอื่นๆ จากนั้นก็เริ่มเสียค่าปรับเพราะชำระหนี้ล่าช้า บางครั้งจะได้รับโทรศัพท์ทวงนี้ สุดท้ายถ้าไม่จ่ายก็จะถูกฟ้องร้องตามกฎหมายทำให้เสียประวัติการเงิน ในอนาคตจะกู้ซื้ออะไรก็ลำบาก

ทางแก้

ถ้าถึงขั้นตอนการฟ้องร้องจนทำให้ประวัติการชำระหนี้ไม่ดีก็ยังแก้ไขได้นะจ๊ะ อดีตหนี้เสียเราอาจจะแก้ไขไม่ได้ แต่เราสามารถทำประวัติให้ดีในอนาคตได้ โดยการจ่ายชำระหนี้ให้ตรงเวลา เก็บใบเสร็จการชำระหนี้ไว้ทุกครั้ง เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันวินัยในการชำระหนี้ของเราในอนาคต

การไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ

แต่จะให้เลิศก็ควรเป็นหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้

สุดยอด 5 นิสัยที่นำไปสู่ความยากจนและวิธีแก้ไข

ใครบ้างอยากเดินไปสู่ความยากจน? โปรดยกมือขึ้น..

ถ้าเธออ่านอะไรแบบนี้อยู่ตอนนี้..เชื่อว่าคงไม่อยาก!

แต่เชื่อมั้ย? มีหลายคนไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังเดินอยู่บนเส้นทางนี้

ความน่ากลัวคือลืมตามาอีกที..อีกกี่ปีไม่รู้นะ

เธออาจพบว่าเธอมาถึงที่ที่เธอเองไม่คิดอยากจะไปเลย (>_<)

มาดามรวบรวมจากประสบการณ์ที่เป็นและที่เห็นมาฝาก

อะไรบ้าง 5 นิสัยและหนทางที่นำไปสู่ “ความยากจน” พร้อมวิธีแก้ไข

มาดูกัน..

1) เห็นว่าการเป็นหนี้เลว เป็นเรื่องธรรมดา

นิสัยนี้เนี่ย..ตัวท็อปตัวแม่เลยเธอเอ๊ย

“หนี้เลว” คืออะไร คือก่อหนี้เพื่อการใช้จ่าย ไม่ใช่ลงทุน

ให้ความอยากมาอยู่เหนือสติ ความต้องการเหนือความจำเป็น!!!

ซื้อไปเหอะ..รูดไปก่อนผ่อนไปก่อน ทั้งๆที่ไม่กำลัง

คุ้นมั้ย..เป็นกันอยู่รึเปล่า หืม???

มาดามเป็นมาก่อน ข้ารู้ข้าเห็น มีเยอะ!!

ทางแก้

คาถา เอาไปท่องไว้ค่ะ

“ไม่มีปัญญา..ไม่ซื้อ”

“อยากได้..ให้เก็บเงิน”

“จำเป็นมั้ย..ถ้าไม่..รอก่อน”

2) ไม่คิดหาทางเพิ่มรายได้

อยากรวยแต่ไม่ขยัน มีหนี้แต่ไม่ลุกขึ้นแก้

เฮ้ย…มันยังไงกันเธอ?!?

ถ้าการลดค่าใช้จ่ายมันยาก การหารายได้เพิ่มคือทางเลือกที่สวยงามนะ

ใช้หัวหน่อยเธอ งานหรือธุรกิจที่ทำ มีมุมไหนที่ทำเงินเพิ่มได้

ถ้าไม่ได้ ต้องหางานเสริมมั้ย หรือหางานใหม่

ทางแก้

อย่า อยู่ เฉยๆ!

การมโนเพ้อหาความรวยไม่ช่วยอะไร

คิดค่ะ..เราชอบทำอะไร เก่งอะไร อะไรที่คนจ่ายเงินให้ทำ

เริ่ม ทดลอง ไม่เวิร์คก็แก้ไข ปรับปรุง ทำต่อไป 

ไม่จำเป็นที่ต้องเราทำเองทุกสิ่ง อะไรใช้แรงใช้เวลาคนอื่นได้ จงลองทำ

คนที่มีรายได้เพิ่มตลอดเวลา เค้าไม่เคยอยู่เฉยๆนะ

บางทีเราเห็นเค้าสบาย แต่เชื่อเหอะ..ก่อนสบายเค้าเหนื่อยมาก่อนค่ะ

3) ไว้ใจคนผิด

อันนี้รวมถึงไว้ใจตัวเองด้วยนะ ถ้าเราไม่มีความรู้ไม่มีสติ

เราอาจตัดสินใจอะไรผิดๆได้ 

ส่วนไว้ใจคนอื่น..มันมีหลายเรื่อง

  • ปรึกษา > ต้องรู้ว่าเรากำลังปรึกษาใคร มีความรู้,ประสบการณ์ความจริงใจแค่ไหน
  • ลงทุน > เรารู้จักเค้าดีมั้ย การตัดสินใจ ทิศทาง นิสัยไปทางเดียวกันรึเปล่า 
  • ให้ยืมเงิน > กรณีคลาสสิค สนิทไม่สนิทมีโอกาสเงินสูญอยู่เสมอ

ทางแก้

“สติและมรณานุสติ”

สติ คือ ตอนเลือก เลือกให้ดี ด้วยใจเป็นกลาง ด้วยสมอง ไม่ใช่ใจ

มรณานุสติ คือ คิดไปเลยว่าถ้าแย่ที่สุด อะไรจะเกิดขึ้น

สมัยเรียนกฎหมาย อาจารย์เคยบอกมาดามว่าการเข้าร่วมหุ้นธุรกิจนั้นไม่ยาก..ตอนเลิกสิยากกว่า ให้ลองคิดถึงตอนเลิกตั้งแต่เริ่ม ว่าถ้าวันนึงเราต้องเลิก เราจะตีกับคนนี้มั้ย ทางออกคืออะไรคิดเผื่อไว้เลย, ตอนให้ยืมเงินก็เช่นกัน ถ้าจำนวนเงินนี้ไม่ได้คืน เราเดือดร้อนมั้ย อย่าหน้าใหญ่แล้วมาหน้าแห้งทีหลัง

4) พอมีเงินก็คิดแต่จะใช้

ต้องแปลไทยเป็นไทยอีกมั้ยจ๊ะ?

หลายคนเงินยังมาไม่ถึงมือ แต่ใจนี่คิดไปล่วงหน้าแล้วว่าจะใช้อะไรบ้าง 

แล้วมันจะมีวันรวยมั้ย?????

คือนอกจากจะไม่รวยแล้วยังมีโอกาสเป็นหนี้สูงมากอีกต่างหาก

ทางแก้

มองเงินเป็น “เมล็ดพันธุ์”

อย่าทิ้งขว้าง! วางมันในดินที่ดี มันงอกได้ค่ะเธอ

และต้นไม้เงินนี้ เราปลูกเพื่อให้ร่มเงาตัวเอง โดยเฉพาะยามชรา

5) ไม่หาความรู้และคอนเนคชั่นเพื่อต่อยอดเงิน

หลายคนสามารถหารายได้เพิ่ม ลดค่าใช้จ่ายได้

แต่ไปไม่ถึงไหน ไปด้วยสปีดที่ช้า เพราะความรู้คอนเนคชั่นไม่มี

อย่างที่บอก..

เงินคือเมล็ดพันธุ์ ถ้าเราไม่วางลงดิน ไม่รดน้ำ

มันก็จะอยู่อย่างนั้นแหละจ้า…

ทางแก้

จะเลือกเอาสักอย่างก็ได้ แต่ถ้าอยากรวยเร็วแรงก็เบิ้ลสองอย่างไปเลย

-หาความรู้ทางการเงินค่ะ เอาเงินไปต่อยอดลงทุนยังไง

ในแบบที่ได้ผลตอบแทนตามที่ต้องการ ในความเสี่ยงที่เรารับได้

ความเสี่ยงรับได้แค่ไหน ก็ดูง่ายๆว่า กินได้นอนหลับ รึเปล่า?

-ขี้เกียจหาความรู้ก็หาคอนเนคชั่น ช่องทางทำกินดีๆมีที่ไหน

ก็ตามเค้าไป ก็ง่ายดี..

แต่ระวังนิดนึง…ถ้าเราไม่มีความรู้ ก็อาจโดนหลอกได้ไง รู้ไว้ดีกว่า

…………………………

โอเคนะ..มาถึงตรงนี้ รู้ยังว่าเรามีกี่ข้อ?

ข่าวดีคือ เรารู้วันนี้เรายังเปลี่ยนทันไง

แก้ซะค่ะ.. มันไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยาก

ถ้าอยากรวย ก็จงทำอย่างปากว่า เดินบนหนทางของคนจะรวย

ก้าวแรกง่ายๆ คือ เดินออกจากหนทางสู่ความจน

โอเคนะ

มาดามฟินนี่

>> ถ้าอยากดูอยากแชร์แบบวีดีโอคลิป..คลิกตามไปดูที่นี่เลย..

https://www.facebook.com/5minutesworth/videos/590656424427428/

ถ้าชอบอะไรแบบนี้..เป็นเพื่อนกันได้ที่ 

https://www.facebook.com/madamfinney/

มีไลน์ด้วยนะ

http://line.me/ti/p/%40madamfinney

กองทุนเงินล้าน “Private Fund”

คำว่า Private Fund หลายท่านที่เป็นนักลงทุนอยู่แล้วคงจะพอรู้จักกันมาบ้างนะครับ

ส่วนหลายท่านที่เป็นมือใหม่ในการลงทุนอาจจะคิดว่าเป็นกองทุนของนาย ไพรเวท หรือเปล่า (มุขไม่ฮา พาคนอ่านเครียด) คำตอบคือไม่ใช่นะครับ แต่มันคือ“กองทุนส่วนบุคคล” ครับ เรียกได้อีกอย่างว่า กองทุนแบบรวยคนเดียว ครับ…..อันนี้ขำ ๆ นะครับ

เนื่องจากทั้งนี้ การลงทุนผ่านกองทุนส่วนบุคคลนั้น นอกจากจะเป็นบุคคลธรรมดาแล้ว อาจจะเป็น “นิติบุคคล” ก็ได้ โดยอาจจะช่วนเพื่อน ๆ มาลงทุนด้วยกันครับ แต่ก็ขอจำกัดเฉพาะเพื่อนที่รู้ใจกันที่ต้องมีไม่น้อยกว่า 2 คนแต่ก็ต้องไม่เกิน 35 คนนะครับ กลายเป็นกองทุนที่สามารถรวยกันทั้ง(เพื่อน)ฝูงเลยละครับ

ถ้ากองทุนเปรียบเสมือนเสื้อผ้าที่เราสามารถเลือกซื้อและเอามาสวมใส่ได้ แล้วละก็ กองทุนรวมทั่วไปก็เหมือนการไปเลือกซื้อเสื้อผ้า จากในห้างดังที่ได้มีเป็นร้อย ๆ แบบ และเป็นชุดสูท (หรือสูตร) สำเร็จที่มีให้เลือกเฉพาะบางไซร์เท่านั้นครับ

แต่ถ้าเป็นกองทุนส่วนบุคคล ก็คือ การตัดสูท หรือตัดเสื้อให้พอดีตัวกับผู้ซื้อนั่นเองครับ โดยมอบหมายให้ บลจ.เป็นผู้บริหารการลงทุนให้ครับ โดยที่ผู้ลงทุนจะสามารถกำหนด แนวทางการลงทุนต่าง ๆ เองบางส่วนได้

เช่น จะลงทุนกับสินทรัพย์อะไรได้บ้าง ซึ่งบางคนก็มีความต้องการที่ไม่เหมือนคนอื่น ๆ ครับ เช่นไม่ต้องการลงทุนกับหุ้นที่เป็นธุรกิจค้าขายจำหน่ายเนื้อสัตว์ หรือ ของมึนเมา เรียกได้ว่า “จัดให้” เป็นการส่วนตัวเลยครับ หรือแม้แต่สัดส่วนการลงทุน และสินทรัพย์ที่ผู้ลงทุนชอบครับ รวมถึงยังได้ผู้จัดการกองทุนและทีมที่ดีคอยดูแล และ จัดสินทรัพย์ได้เหมาะสมกับความเสี่ยงของผู้ลงทุนโดยตรงครับ (ชุดเข้ารูปสุด ๆ )

เมื่อผู้จัดการกองทุนส่วนบุคคลเป็นผู้เลือกสินทรัพย์ให้กับผู้ลงทุน ตัวผู้ลงทุนเองจะได้กรรมสิทธิ์ในการเป็นเจ้าเสมือนเป็นผู้ซื้อหุ้นด้วยตนเองโดยมีผู้ดูแลทรัพย์สินคอยดูแลให้ครับ ไม่ใช่ต้องไปลงทุนผ่านหน่วยลงทุนเหมือนกองทุนรวม

แต่การลงทุนในประเภทนี้ ผู้ลงทุนควรจะต้องศึกษาข้อมูลให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุนอยู่ในระดับที่ดี เสียก่อนครับ เพราะว่าจะต้องทำความเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ ที่ทางผู้จัดการกองทุนได้นำเสนอกับผู้ลงทุน ไม่งั้นเดี๋ยวจะ งง ไปกันใหญ่ว่าผู้จัดการกองทุนได้ทำเลือกสินทรัพย์อะไรให้เราลงทุนบ้าง และที่สำคัญควรหาผู้จัดการกองทุนที่มีสไตล์การลงทุนแบบเดียวกับผู้ลงทุนนะครับ ไม่งั้นได้เถียงกันตลอดเวลาแน่ ๆ ครับ

ส่วนค่าธรรมเนียมนั้นแน่นอนว่าอาจจะสูงกว่าการที่เราลงทุนในกองทุนรวม แต่ก็จะได้ผลตอบแทนที่ดี และเหมาะกับเรามากที่สุดครับ

ส่วนใหญ่การลงทุนในกองทุนส่วนบุคคลอาจจะต้องใช่เงินค่อนข้างสูงครับ อยู่ที่ประมาณ 10-20 ล้านบาทขึ้นไป แต่ไม่นานมานี้เอง ผมก็เริ่มเห็นกองทุนส่วนบุคคลบางที่เริ่มจะขยับมาหารายย่อยมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยลดจำนวนเงินขั้นต่ำในการลงทุนลงครับ อยู่ที่ประมาณ 1 ล้านบาทเท่านั้น เรียกได้ว่าเป็นกองทุนหลักล้าน หรือ กองทุนเงินล้านครับ

สิ่งสำคัญที่เรียกได้ว่าต้องระวังก็คือ “ผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนในกองทุนส่วนบุคคลต้องเสียภาษีตามปกติ” เช่น ถ้าตราสารหนี้ในกองทุนส่วนบุคคลได้รับดอกเบี้ย ดอกเบี้ยที่ได้รับก็ต้องถูกหักภาษี 15 % ตามปกติครับ หรือแม้แต่กำไรที่ได้จากการขายก็ต้องเสียภาษีด้วยนะครับ

แน่นอนว่าจะแตกต่างจากกองทุนทั่วไปคือ ผลตอบแทน หรือ ดอกเบี้ยที่ได้รับมาเมื่ออยู่ในกองทุนทั่วไป จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี เมื่อเราทำการขายกองทุนครับ

ถ้าหากท่านไหนสนใจ และมีเงินถุงเงินถัง ก็สามารถที่จะเลือกลงทุนกับ บลจ. หรือ บล. ที่ชอบกันได้เลยครับ

“ปกป้องเงิน 90% ของคุณด้วยเงินเพียง 10%” ก่อนที่เงินคุณจะหายไปทั้ง 100%

ช่วงชีวิตของคนเราทุกๆคนนั้น ตอนวัยเด็กเป็นวัยพึ่งพิง จะใช้เงินก็ต้องขอจากคุณพ่อคุณแม่ พอเรียนจบก็หางานทำ ประกอบอาชีพเพื่อมีรายได้ ซึ่งรายได้ก็นำมาซึ่งทรัพย์สินต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน รถ พอมีครอบครัวก็ต้องมีเงินเลี้ยงดูครอบครัว แล้วก็เก็บเงินเพื่อที่จะเอาไว้ใช้ตามเกษียณ หรือ เก็บเงินเป็นทุนการศึกษาบุตร รวมถึงต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ยามแก่ชรา เป็นต้น

ซึ่งเรื่องที่มากล่าวข้างต้นนั้น ก็เพื่อเชื่อมโยงให้เห็นถึงความสำคัญของการทำงานเพื่อให้มีรายได้เลี้ยงดูครอบครัว บางคนก็อาจจะมีซื้อสินทรัพย์ต่างๆ เช่น บ้าน รถ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะซื้อผ่อน ก็เลยทำให้บางคนก็ยังมีภาระหนี้สิน อีกด้วย ดังนั้นหากเราจะเปรียบว่า ความสามารถในการหารายได้ของเรา คือสิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คงไม่ผิดนัก

เพราะ ความสามารถในการหารายได้ของเรา นำมาซึ่งทุกๆอย่างของครอบครัว จริงมั้ยครับ

และถ้าจะถามว่า “ถ้าวันนี้ คุณต้องสูญเสียเงิน 90% ของที่คุณมี ไปจริงๆ คุณจะเดือดร้อนมั้ย” เพราะ หากท่านที่ตอบว่าไม่เดือดร้อนได้จริงๆ ก็ต้องยอมรับเลยว่า ท่านมีสถานะการเงินที่ยอดเยี่ยมมากๆเพราะหากเกิดไรกับเราก็ตาม เรามีสถานะการเงิน ที่มากพอกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้

แต่ที่พบส่วนใหญ่เลยจริงๆ ก็จะตอบว่า “คงเดือดร้อนสิ” ถ้าเงินต้องหายไปถึง 90% ของชีวิตจริงๆ

ดังนั้นเหตุการณ์ที่จะทำให้เงินของชีวิตเรา จู่ๆหายไป 90-100% ก็มีสาเหตุหลักๆคือ การเสียชีวิตไปก่อน การพิการทุพพลภาพ และ การเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรง เพราะ หากต้องเสียชีวิตไปก่อนหรือพิการ ก็เท่ากับว่ารายได้ที่คาดว่าจะมีในอนาคต ก็จะมลายหายไปด้วย

แล้วถ้าถึงวันนั้น คนข้างหลังจะอยู่อย่างไร หรือ หากต้องเจ็บป่วยเป็นโรคร้ายแรงล่ะ ก็ต้องรีบหาเงินมารักษา มีเท่าไหร่ก็แทบจะเอาออกมาขายจนหมด เช่น ขายบ้าน ขายรถ มารักษาตัว

แถมสุดท้ายก็อาจจะยังต้องจากไปก็ได้ (เท่ากับสูญเงินเปล่าๆ)

ซึ่งหากเราไม่มีการเตรียมวางแผนการประกันไว้ก่อนอย่างมากพอ ก็น่าจะมีผลต่อครอบครัวในอนาคตแน่นอน เช่น อาจจะต้องทำให้ภรรยาที่เป็นแม่บ้านต้องมาทำงาน หรือ ต้องย้ายโรงเรียนลูกจาก โรงเรียนเอกชน ไปเรียนโรงเรียนรัฐบาล ก็ได้

และถ้าจะถามว่า ถ้าเกิดเงินเราหายไป 10 บาทจาก 100 บาท เราคิดว่าเราเดือดร้อนมากมั้ย ? ซึ่งคำตอบส่วนใหญ่ก็คงตอบว่าคือ “ไม่เดือดร้อนเลย”

ดังนั้นการวางแผนการประกัน คือ “การยอมสูญเสียเงินเพียง 10% ของเรา เพื่อเอาไว้ใช้ปกป้องเงินอีก 90% ที่เหลือ “ โดยใช้เงินเพียง 10% ของรายได้เราจ่ายเป็นค่าเบี้ยประกัน เพื่อเป็นการโอนความเสี่ยงให้บริษัทประกันรับผิดชอบแทน

เพราะหากต้องเกิดเหตุที่ไม่คาดคิดกับเราแล้ว บริษัทประกันก็จะชดเชยค่าความเสียหายให้ตามวงเงินที่ซื้อความคุ้มครองไว้ ซึ่งก็ยังดีกว่าเราต้องจ่ายเงินก้อนโต กับการที่ต้องฟื้นฟูให้ความเสียหายนั้น กลับมาดีเหมือนเดิมให้มากที่สุด

ซึ่งถ้าเราไม่ยอมเสียเงิน 10% นั้นก็เท่ากับว่า “เรายอมรับความเสี่ยงเองทั้งหมด” และ ต้องยอมรับผลที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาให้ได้อีกด้วย เพราะ หากเกิดเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้น เงินทั้งหมด 100% ก็คงหายไปทั้งหมดด้วย จริงมั้ยครับ

ดังนั้นแผนการเงินที่ปราศจากการทำประกันที่มากพอ (ทั้งเรื่องความคุ้มครองชีวิต ทรัพย์สิน สุขภาพ และโรคร้ายแรง) ก็เท่ากับว่าแผนการเงินนั้นยังมีสิทธิที่จะล้มเหลวได้

สุดท้ายนี้หวังว่าทุกๆท่านจะวางแผนการประกันด้วยไอเดียการจ่ายเงินเพียง 10% เพื่อรักษาเงินส่วนใหญ่ถึง 90% ของเรากันให้ได้นะครับ แล้วคุณจะเป็นคนนึงที่ได้ชื่อว่า มั่งคั่งอย่างยั่งยืนแน่นอนครับ

*** มุ่งให้คนไทยทุกคนมีสุขภาพการเงินดี ***

by สุรกิจ พิทักษ์ภากร
นักวางแผนการเงิน CFP
CEO บริษัท เวลท์แพลนเนอร์ จำกัด
#wealthplanner

ติดตามบทความอื่นๆได้ที่นี่ www.surakit.com

มนุษย์เงินเดือนแบบไหนที่เรียกว่า “เจ๋ง”

กรุถามพวกมรุงคำหนึ่ง พวกมรุงคิดว่ามนุษย์เงินเดือนแบบไหนเจ๋งสัสๆวะ ระหว่าง CEO เงินเดือนหลักแสน เซลล์ยอดนักขายพันล้าน หรืออะไรก็ตามที่พวกมรุงคิดอีกมากมาย แต่สำหรับกรุ มนุษย์เงินเดือนที่เก่งจริงๆ แม่มคือมนุษย์เงินเดือนธรรมดาคนหนึ่งนี่แหละสัส มันอาจจะเป็นป้าแม่บ้านในออฟฟิศ พี่ยามหน้าหมู่บ้าน หรือยัยแอดมินหน้าบานที่ถูกนายด่าทุกวัน

พวกมรุงอาจจะบอกว่า คนเก่ง คนรวย คนเจ๋ง คนคูลชิกกิ๊กกาปู้แม่มน่าชื่นชม แต่มรุงรู้ป่ะสัส ความอดทนต่อความกดดันของคนธรรมดาพวกนี้นี่แหละ แม่มเก่งสัสๆ แล้ว

โลกนี้มันมีภาพแห่งความสำเร็จมากมาย
ให้มรุงชื่นชมปลื้มปลิ่มยินดี

แต่เบื้องหลังที่มรุงไม่เคยเห็น
มันคือความทรมาน ความอดทน
ของคนธรรมดาทั้งหลาย
ที่ช่วยสร้างภาพฉายแสงงดงาม
ให้ผู้คนพวกนั้นต่างหาก

คนเราพื้นฐานไม่เท่ากัน คนธรรมดาแม่มมักจะโดนคนเก่งเหยียบย่ำว่าทำไมทำไม่ได้ แต่มรุงไม่รู้หรอกว่าคนพวกนั้นแม่มกระเสือกกระสนจนแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว

ถ้ามรุงเป็นคนเก่ง
อย่าลืมเห็นหัวคนธรรมดา

ถ้ามรุงเป็นหัวหน้าที่ฉลาด
อย่าขาดความเข้าใจลูกน้องง่าวๆ

แสงไฟบนเวที แม่มส่องคนคนเดียวเสมอแหละสัส บางคนมันอาจจะเป็นได้แค่คนฉายไฟ แต่มรุงไม่มีสิทธิไปมองว่ามันไม่ใช่คนไม่สำคัญนะสัสสส

สุดท้ายนี้ จำไว้อย่างนึงว่า
ถึงแม้พวกมรุงจะเป็นคนธรรมดา
แต่มรุงมีค่ากับกรุเสมอ 

5 วิธีประหยัดสำหรับ”มนุษย์เงินเดือน”ทุกคน

ใครๆก็บอกว่าเป็นมนุษย์เงินเดือนสามารถที่จะมีอิสรภาพทางการเงินได้ แต่หลายคนยังงุนงงยังสงสัย ว่าจะทำอย่างไรดี @TAXBugnoms ขอแนะนำว่าสิ่งแรกที่เริ่มต้นได้ทันทีนั้น คือ “การลดค่าใช้จ่าย” นั่นเองครับ

ทุกๆวันนี้ เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ อาจจะมีการใช้จ่ายที่มากมายในแต่ละวัน แต่ไม่รู้ว่าจะประหยัดอย่างไรดี ขออนุญาตแนะนำวิธีการง่ายๆ จำนวน 5 ข้อ สำหรับใครหลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร

1. ทำอาหารมากินเองตอนกลางวัน

สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ทำงานในย่านธุรกิจนั้น รับประกันได้ว่าค่าครองชีพสูงมาก ไม่ว่าจะเป็น ค่าอาหารเช้า – กลางวัน – เย็น บางคนนั้น 100-200 บาทอาจจะยังไม่พอ แต่ถ้าหากเราจัดการชีวิตตัวเองแบบง่ายๆ โดยการทำอาหารมากินตอนกลางวันแทน รับรองเลยว่าประหยัดไปได้หลายบาทเลยทีเดียว และที่สำคัญบางครั้งเราอาจจะค้นพบพรสวรรค์ที่ซ่อนอยู่ในตัวเองก็เป็นได้

2. งดเมามันส์กับการชอปปิ้งตลาดนัด

เต้นท์หรือตลาดนัด รอบออฟฟิศที่ทำงานนั้น ถือเป็นของหวานสำหรับขาประจำ ชอปปิ้งทั้งหลาย บางครั้งไม่มีอะไรที่อยากได้ แต่เดินๆไปได้มาซะงั้น ดังนั้นเราต้องแก้ที่ต้นเหตุ โดยการหยุดทุกอย่าง หยุดก้าวเดินเข้าไปสู่แดนสนธยาโดยเด็ดขาด

สำหรับใครที่ทำตามข้อ 1 ได้ รับประกันว่า ข้อ 2 จะตามมาอย่างง่ายเลยครับ เพราะถ้าเราเลิกลงไปทานอาหารกลางวันข้างล่างออฟฟิศได้แล้วล่ะก็ ความอยากในการชอปปิ้งก็จะลดลงตามลงมา เหมือนกับสโลแกนที่ว่า “ไม่เห็น อย่าซื้อ” นั่นเองครับ ^^

3. อย่าซัดชา กาแฟ และกินของจุกจิก

บางคนติดนิสัยทานจุกจิกในเวลาทำงาน เช้ามาต้องกาแฟ 1 แก้ว สายๆต่อด้วยชานมไข่มุก บ่ายๆแก้ง่วงขอมอคค่าแฟรบเป้แกรนเดย์อีกสักแก้ว  ไม่รวมถึงขนมขบเคี้ยว ผลไม้ และอาหารจุกจิกต่างๆที่ทานกันตอน (แอบ) พัก ระหว่างการทำงาน

รู้หรือเปล่าครับว่า.. ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ตกเดือนละหลายพันบาท ดังนั้นถ้าลด ละ เลิก ได้ รับประกันว่านอกจากประหยัด คุณอาจจะได้หุ่น Fit & Firm กลับมาด้วยนะครับ

4. หยุดชิก หยุดคูล หยุดปาร์ตี้หรูไฮโซ

ศุกร์แฮงค์เอ้าท์ เสาร์ปาร์ตี้ อาทิตย์นี้ขอถอน บางคนใช้ชีวิตแบบนี้เป็นกิจวัตรทุกสัปดาห์ แต่รู้ไหมครับว่าการใช้ชีวิตแบบนี้ทำให้เงินในกระเป๋าหายไปอย่างมาก ดังนั้นถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ลดค่าใช้จ่ายด้านนี้ลงได้บ้าง เงินจะได้เหลือค้างถึงปลายเดือนคร้าบ

5. โชว์ฝีมือในการทำงานไม่ใช่การ “ใช้จ่าย”

เราทุกคนต่างอยู่ในสังคมที่วุ่นวาย มองดู Social Network ทั้งหลายเห็นคนมี คนได้ดี บางทีเราอยากจะมีอยากจะได้ตามเขา แต่อย่าลืมถามตัวเองก่อนว่า “เราไหวแค่ไหน” และที่สำคัญนั้น ความภูมิใจในชีวิตนั้นไม่ได้อยู่ที่การ “มี” ตามคนอื่น แต่มันอยู่ที่การ “เป็น” ตัวของเราเองต่างหากครับ

วันนี้ลองถามตัวเองว่า… เราได้สร้างคุณค่าในตัวเองได้มากแค่ไหน สำหรับมนุษย์เงินเดือนแล้ว สิ่งที่ดีที่สุด คือ การทำงานของตัวเองให้ดี รับผิดชอบหน้าที่ให้ถูกต้อง และสร้างประสบการณ์ให้ก้าวหน้า มากกว่าที่เราจะมาตามมาไขว่ขว้าของนอกกาย จริงไหมล่ะครับ

ทั้งหมดนี้คือเคล็ดลับดีๆ จำนวน 5 ข้อที่เอามาฝากกัน บางข้อหลายคนอาจจะบอกว่ายากเกินไป แต่ถ้าหากเริ่มต้นลงมือทำได้บางข้อ ก็ถือว่าเป็นก้าวสู่สู่อิสรภาพทางการเงินของเราทุกคนแล้วล่ะคร้าบบบบบบบ

RMF ทางเลือกความสบายหลังเกษียณ

RMF (Retirement Mutual Fund = กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ)

เป็นกองทุนรวมลดหย่อนภาษีโดยที่เน้นการลงทุนระยะยาวเพื่อชีวิตที่มั่งคั่งหลังเกษียณ

นโยบายการลงทุนของ RMF

  • RMF มีความเสี่ยงต่ำถึงความเสี่ยงสูง มีการลงทุนที่หลากหลาย เช่น หุ้น ตราสารหนี้ กองผสมและลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ เช่น ทองคำ
  • RMF ไม่มีการจ่ายเงินปันผล
  • ควรเลือกลงทุนให้เหมาะกับระดับความเสี่ยงที่เราสามารถรับได้

เงื่อนไขการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษี

วิธีการลงทุน

  1. ซื้อกองทุนเดียวหรือซื้อหลายกองทุนในบริษัทเดียวกันหรือหลายบริษัทก็ได้ตามใจชอบ
  2. สามารถซื้อปีเว้นปีได้
  3. มีช่วงการซื้อขั้นต่ำสุดและสูงสุด

ซื้อขั้นต่ำ

คือ ต้องไม่น้อยกว่า 3% ของเงินได้พึงประเมินหรือไม่น้อยกว่า 5,000 บาทต่อปี แล้วแต่จำนวนใดจะต่ำกว่า

ซื้อขั้นสูงสุด

คือ ไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมินแต่ต้องไม่เกิน 500,000 บาท เมื่อรวมกับการออมอื่นๆ ดังนี้

  • RMF
  • กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund)
  • กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)
  • ประกันชีวิตชนิดบำนาญ
  • กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save