“อยากมั่งคั่งอย่างยั่งยืน ต้องวางแผนการเงินตามหลักของ Financial Planning Pyramid”

วันนี้ขอเอาเรื่องหลักการวางแผนการเงินตามหลักสากลทั่วโลกมาเล่าให้ฟังครับ อาจจะยาวไปหน่อยแต่เชื่อว่าถ้าได้อ่านแล้วจะเข้าใจการวางแผนการเงินมากขึ้นแน่นอนครับ ซึ่งหลายๆคนมักจะมาถามผมในการสัมมนา หรือในเพจของผมว่า “อยากวางแผนการเงินครับ ช่วยแนะนำให้หน่อยว่า ควรจะแนะนำให้ลงทุนอะไรดี  หรือ ตอนนี้ลงทุนสินทรัพย์ตัวนี้อยู่ ดีมั้ยครับ”

ซึ่งผมขอบอกว่าเป็นการเข้าใจคำว่า การวางแผนการเงิน ไม่ถูกต้องนักหรือตีความหมายแคบไป เพราะ การวางแผนการเงินนั้นไม่ใช่มีแต่เพียงการเลือกว่าเราจะเอาเงินไปลงทุนอะไรดี หรือพูดง่ายๆว่า การวางแผนการเงิน เป็นมากกว่าการวางแผนการลงทุนครับ

ซึ่งคำว่าการวางแผนการเงินแบบให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือการจัดการทรัพย์สินทุกอย่างๆที่เรามีอยู่แล้ว และรวมไปถึงการจัดสรรรายรับรายจ่ายของเรา เพื่อที่จะสามารถทำให้เราบรรลุเป้าหมายทางการเงินที่ต้องการได้ แม้ว่าอาจจะไม่ได้ครบทุกเป้าหมายที่ต้องการทั้งหมด แต่ก็ควรต้องบรรลุเป้าหมายในส่วนที่สำคัญๆก่อนเสมอ (แน่นอนว่าทุกๆคนก็ต้องการหลายเป้าหมาย แต่ถ้างบประมาณเรามีไม่ถึงก็คงเอาเท่าที่ได้จริงมั้ยครับ)

ดังนั้นจึงอาจจะกล่าวได้ว่า การวางแผนการลงทุน การวางแผนการเกษียณอายุ การวางแผนการประกัน การวางแผนภาษี เป็นต้น ก็คือส่วนหนึ่งของการวางแผนการเงิน นั่นเอง แต่ต้องมีการจัดลำดับความสำคัญให้เหมาะสมว่าควรจะต้องจัดการเป้าหมายไหนก่อน แล้วค่อยๆไล่ไป จึงจะถูกต้อง

ซึ่งเป้าหมายการเงินที่เป็นของส่วนบุคคลนั้นได้แก่
1. เป้าหมายเรื่องการเกษียณอายุ
2. เป้าหมายเรื่องการศึกษาบุตร
3. เป้าหมายเรื่องความคุ้มครองรายได้ครอบครัว
4. เป้าหมายเรื่องคุ้มครองอุบัติเหตุสุขภาพโรคร้ายแรง
5. เป้าหมายเรื่องวางแผนภาษี
6. เป้าหมายเรื่องวางแผนมรดก
เป็นต้น

และจากเป้าหมายทั้งหมดข้างต้น จะเห็นว่ามีหลายเรื่องมากๆที่ต้องวางแผน แล้วเราจะวางแผนเป้าหมายอะไรก่อนหลังดีล่ะ?

ซึ่งตามหลักที่ทุกหลักสูตรวางแผนการเงินทั่วโลกใช้กัน ก็คือ การวางแผนการเงินตามหลักของปิรามิดทางการเงิน ( Financial Planning Pyramid)  ซึ่งหากท่านลองไป search คำว่า Financial Planning Pyramid ใน Google เราก็จะพบกับรูปปิรามิดมากมายหลายแบบเลยทีเดียว

แต่ทุกๆรูปมีหลักยึดเดียวกัน ซึ่งสามเหลี่ยมท่ีว่านั้น ก็คือ “ปิรามิดทางการเงิน”

หลักของการวางแผนการเงินตามหลักสากล นั้นก็ต้องเริ่มมาจากฐานรากของปิรามิด ซึ่งก็คือ

1. การวางแผนรายรับรายจ่าย (Cash Flow Management)

เพราะ เรื่องการบริหารรายรับรายจ่าย คือ พื้นฐานหรือฐานรากของการวางแผนการเงินจริงๆ เพราะ มันคือจุดชี้วัดว่าคนๆนี้ จะสามารถก้าวไปสู่เป้าหมายสุดท้ายที่คุณต้องการได้หรือไม่ คือ เงินเพื่อการเกษียณ เพราะ หากเรามีรายรับ น้อยกว่ารายจ่าย หรือ รายรับไม่มากกว่ารายจ่าย แบบนี้ แน่นอนว่า คุณไม่มีเงินเหลือเก็บเลยนะครับ แถมถ้าเราเกิดเป็นหนี้ โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิต จะมีเงินเหลือมาจัดการเป้าหมายอื่นมั้ย?  ดังนั้นหากมีหนี้ที่ไม่ใช่เกี่ยวกับการผ่อนสินทรัพย์ ก็ควรต้องรีบจัดการก่อนเป็นอย่างแรก

และหากเราจัดการหนี้อย่างดีแล้ว และบริหารให้มีรายรับมากกว่ารายจ่ายแล้ว ก็ควรต้องมีเงินสำรองฉุกเฉิน 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน เพื่อเกิดวันนึงเราเกิดต้องตกงาน หรือ หยุดงานกระทันหัน เราก็ยังพอเงินมากพอที่จะกินอยู่ ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ อย่างน้อยก็ 3 -6 เดือน ครับ  โดยสรุปง่ายๆของขั้นที่ 1 นี้ก็คือการมีวินัยทางการเงินของเรานั่นเอง ซึ่งหลังจากตรวจสอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ถึงขั้นตอนต่อไปคือ

2. การวางแผนจัดการความเสี่ยง ( Risk Management)

ซึ่งวัตถุประสงค์ของขั้นนี้คือ การประเมินว่าถ้ามีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นกับชีวิต ทั้งตัวเราและครอบครัว เช่นการจากไปก่อนวัยอันควร การเจ็บป่วยนอนโรงพยาบาล การป่วยโรคร้ายแรง รวมถึงกับทรัพย์สินของเราเช่นรถ,บ้าน เช่น ขับรถชน ไฟไหม้บ้าน เราจะเดือดร้อนมั้ย ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าเกิดเหตุดังที่กล่าวมา ก็มักจะทำให้เราต้องสูญเสียเงินก้อนใหญ่ ซึ่งเป็นเงินก้อนที่ไม่ตั้งตัว อาจจะเป็นเงินก้อนที่ตั้งใจเก็บไว้เพื่อเกษียณ แต่ต้องเอามาจ่ายค่าเสียหายในเหตุการณ์ดังกล่าว

ดังนั้นก็เหมือนกับว่า เรามีเงินเก็บในตู้เซฟแต่ ตู้เซฟนั้นมีรูรั่วอยู่ ดังนั้นเก็บๆไป ก็อาจจะต้องถอนมาก่อนเวลาที่ตั้งใจ เป็นต้น ซึ่งการวางแผนจัดการความเสี่ยงที่ถูกต้องคือการโอนความเสี่ยงให้บริษัทประกันรับผิดชอบดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิต ประกันสุขภาพ หรือประกันวินาศภัย เป็นต้น ซึ่งหากมีการโอนความเสี่ยงที่ดีพอ ก็จะไม่ไปกระทบกับแผนการเงินอื่นๆ เช่นกองทุนเกษียณ หรือกองทุนการศึกษาบุตร เป็นต้น

3. การวางแผนเพิ่มพูนความมั่งคั่ง ( Wealth Creation )

ในข้อนี้ก็คือการวางแผนที่จะทำให้เรามีมูลค่าสินทรัพย์ที่เพิ่มพูนขึ้น เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่สำคัญในอนาคต ซึ่งจะมีอยู่ 2 ส่วนสำคัญคือ

3.1 การออมเพื่อเป้าหมายสำคัญในชีวิต ( Saving for goal )

ซึ่งก็คือ การออมเพื่อเป้าหมายเกษียณอายุ กับ การออมเพื่อทุนการศึกษาบุตร  ซึ่งทั้ง 2 เป้าหมายนี้คือเป้าหมายสำคัญที่เราจะพลาดไม่ได้เลย เพราะ ทั้งเงินเพื่อเกษียณและเงินเพื่อให้ลูกเรียนนั้น มันไม่มีไม่ได้ บางคนเลยเรียกการออมในส่วนนี้ว่า “Serious Money” คือเงินต้องมี ณ วันที่ต้องการใช้ ดังนั้น สินค้าการเงินที่จะทำให้เงินเพิ่มพูนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้จึงควรต้องมีความเสี่ยงที่ไม่สูง และในส่วนการออมเพื่อการเกษียณนั้นก็ควรต้องมีสภาพคล่องที่ต่ำ และควรมีระยะเวลาที่ยาวพอเพื่อให้ได้เงินก้อน ณ วันที่ เกษียณพอดี เช่นการออมผ่านประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ แบบบำนาญ กองทุนสำรองเสี้ยงชีพ กองทุน RMF หรือกองทุนตราสารหนี้ก็ได้ ซึ่งส่วนใหญ่คนเรามักจะไม่อดทนพอกับการออมระยะยาว เลยทำให้มักจะออมสั้นๆ สุดท้ายวันที่เกษียณก็มีเงินไม่พอใช้

3.2 การลงทุนเพื่อให้เงินงอกเงย ( Investment )

ซึ่งส่วนที่ 2 นี้ก็ต้องทำหลังจากการออมเงินเพื่อเป้าหมายสำคัญเรียบร้อยแล้ว และยังมีเงินสดส่วนเหลือที่เกินจากการวางแผนส่วนที่ผ่านมา ซึ่งส่วนนี้เอง ที่คนส่วนใหญ่มักที่จะถามกันมาเยอะ ว่าจะไปลงทุนอะไรดี แน่นอนครับว่า ส่วนการลงทุนนี้ก็เพื่อทำให้เรามีโอกาสเพิ่มพูนความมั่งคั่งได้เร็วขึ้น ซึ่งถ้าเกิดการลงทุนนั้นมันเกิด Work ขึ้นมา เช่นผลตอบแทนเกิดเติบโตได้มากกว่าที่คาดหวัง เช่น Port การลงทุนดันโตถึง 15-20%  ต่อปีพอดี ก็อาจจะทำให้เราถึงเป้าหมายเกษียณเร็วขึ้น แต่การลงทุนที่จะได้ผลตอบแทนสูงๆนั้น มักจะไม่กินเวลานานเช่น อาจจะโตปีนี้ แต่ปีถัดไปอาจจะติดลบ 50% ก็ได้

ดังนั้นคนที่มีเงินเหลือแล้วมาลงทุนในส่วนนี้จึงอาจจะต้องมีความรู้ ความเชี่ยวชาญและ สามารถรับความเสี่ยงได้สูงด้วย และที่สำคัญคือ หากเกิดภาวะการลงทุนเราไม่เป็นไปตามที่คาดหวังเช่น ผ่านไป 5 ปี Port ของเรากลับติดลบไป 20% ก็จะไม่กระทบกับเป้าหมายเกษียณของเรา เพราะ เราได้ทำการออมเพื่อเป้าหมายสำคัญในข้อ 3.1 เรียบร้อยแล้ว จริงมั้ยครับ

แต่ส่วนมากคนมักจะข้ามขั้น ไม่มีการออมเพื่อเป้าหมายสำคัญเลย โดยเอาเงินมาลงทุนในส่วนนี้เลยเช่น เอามาลงทุนหุ้น หรือกองทุนหุ้น เลย ถ้าเกิดมันเติบโตก็โชคดีไป แต่ถ้าดันไปพลาดขาดทุนตอนใกล้เกษียณนี่ ก็แทบจะกลับมาเริ่มใหม่ยากแล้วครับ ดังนั้นในส่วนนี้จึงขอแนะนำให้ทำในส่วนที่1 คือการออมเพื่อเป้าหมายสำคัญให้ดีก่อน ถ้ามีเงินเหลือค่อยมาจัดแผนการลงทุนเพื่อต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นต่อไป

4. การส่งมอบความมั่งคั่ง ( Wealth Distribution )

ซึ่งส่วนนี้ก็คือส่วนสุดท้ายของการวางแผนการเงิน เพราะ พอทำงานนานๆ ก็มักจะมีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นได้แก่ บ้าน ที่ดิน รถยนต์ โรงงานเป็นต้น ซึ่งหากวันนึงเจ้าของสินทรัพย์นี้เกิดจากไป ทรัพย์สินต่างๆที่เรียกว่า มรดก ก็จะต้องถูกส่งมอบให้กับทายาทต่อไป ไม่ว่าจะเป็น บุตร หลาน เป็นต้น ซึ่งหากก่อนเสียชีวิตไม่ได้มีการเขียนพินัยกรรมไว้ ก็ต้องมาแบ่งมรดกตามผู้สืบสันดาน ซึ่งหลายๆครอบครัวก็เกิดปัญหาคือแบ่งมรดกไม่ลงตัว เกิดทะเลาะกันต่อไปได้

ดังนั้นจึงควรวางแผนส่งมอบสินทรัพย์ ที่เรียกว่า “การวางแผนมรดก” ก่อนจะเสียชีวิต ก็คือการ จัดทำพินัยกรรม เพราะการทำพินัยกรรมคือการระบุคนรับมรดกตามเจตนาของเจ้ามรดกอย่างแท้จริง รวมถึงตอนนี้มีกฎหมายภาษีมรดกมาบังคับใช้แล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องวางแผนมรดกอย่างรอบคอบมากขึ้นอีกด้วย เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียภาษีมรดกมากเกินความจำเป็น

สุดท้ายในภาพปิรามิดวางแผนการเงินจะมีส่วนของการวางแผนภาษี ซึ่งตามหลักวางแผนการเงินจะถือว่าเป็นผลพลอยได้จากการวางแผนการออม เช่นทำอย่างไรให้เสียภาษีน้อยลง รัฐบาลก็เลยสนับสนุนให้คนที่วางแผนการออมระยะยาว เช่นลงทุนกับกองทุน RMF การซื้อประกันชีวิต และประกันบำนาญเป็นต้น ให้สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้เพิ่มขึ้น ซึ่งหากเราทำออมเงินเพื่อเกษียณ แล้วได้ลดหย่อนภาษีเพิ่มด้วยก็ถือว่าเราได้ผลตอบแทนจากการออมนั้นเพิ่มขึ้นไปด้วย

ดังนั้น สรุปการวางแผนการเงินตามหลักของ Financial Planning Pyramid จึงเป็นการวางแผนการเงินตามหลักสากลที่ทั่วโลกใช้กัน แต่ต้องสอดคล้องกับงบประมาณที่เรามี สินทรัพย์ที่เรามี วินัยการเงินที่เรามี รวมถึงรายรับรายจ่ายของเราด้วยว่า เราสามารถวางแผนการเงินได้ถึงระดับขั้นไหน ซึ่งไม่ควรอย่างยิ่งที่จะวางแผนข้ามขั้น เช่นหากเราละเลยการจัดการความเสี่ยงที่ดีพอ แล้วไปให้ความสำคัญกับการลงทุนเลย ก็อาจจะมีปัญหาได้หากต้องเจ็บป่วยเป็นโรคร้ายแรง เพราะต้องเอาเงินจาก Port การลงทุนมารักษาตัว เป็นต้น

ดังนั้นหากเราต้องการให้แผนการเงินของมีความมั่งคั่งและยั่งยืน ก็ลองมาวางแผนตามปิรามิดวางแผนการเงินกันนะครับ

*** มุ่งให้คนไทยทุกคนมีสุขภาพการเงินดี ***

by
สุรกิจ พิทักษ์ภากร
นักวางแผนการเงิน CFP
CEO บริษัท เวลท์แพลนเนอร์ จำกัด
#wealthplanner

ติดตามบทความอื่นๆได้ที่นี่ www.surakit.com

เงินเก็บแสนแรกสำหรับนักศึกษา…ไม่ยาก

สวัสดีค่ะ…ชาวนิสิตนักศึกษา รวมถึงผู้ที่สนใจทุกคน บทความนี้ได้แรงบันดาลใจมาตัวเองเลยค่ะ

ย้อนไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว สมัยยังเป็นนักศึกษาปีที่ 1 เป็นครั้งแรกในชีวิต
ที่ได้เงินจากคุณพ่อคุณแม่เป็นรายเดือน ถือว่าเป็นเงินก้อนใหญ่มากๆสำหรับเรา
เพราะสมัยมัธยมได้เงินไปโรงเรียนวันละ 50 บาท แต่พอเข้ารั้วมหาวิทยาลัย
ได้ถึงครึ่งหมื่นเลยทีเดียว (เราอยู่หอน้าาา)

เมื่อได้รับเงินมา จึงเริ่มคิดวางแผนการออมเงินของตนเอง
โดยจะหักเงินออมออกมาก่อน 50% แล้วใช้จ่าย 50%
ของเงินที่เหลืออยู่ (งกขั้นสุดอะ)

แต่ด้วยความที่เป็นการเปิดปีการศึกษาใหม่ จะมีค่าหนังสือเรียน
ค่าชีทเรียนต่างๆนานา จ่ายวิชานึงเป็นร้อยๆ แล้วลงเรียน 7 วิชา
ค่าน้ำค่าไฟหออีก

ทำยังไงดีคะ? ติ๊กต่อก…ติ๊กต่อก… โทรหาคุณพ่อคุณแม่ ขอเบิกเงินค่ะ 555555

ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ทีไร จะขอเบิกคุณพ่อคุณแม่ตลอด
และท่านจะให้เกินมา (มาก) ทุกครั้ง ส่งผลให้มีเงินออมมากกว่า 50%
(ยอมรับว่าเป็นพฤติกรรมที่ส่อถึงความงกเกินไปหน่อย หรือว่ามาก? แหะๆ)

พอครบเทอม เรามีเงินออมประมาณ 25,000 บาท มานั่งคิดๆว่า
“ จบปริญญาตรี ขอมีเงินออมซัก 100,000 บาทละกัน ค่อยๆเก็บไป ”
เทอมต่อไปคงเก็บไม่ได้เท่านี้ละแหละ เพราะที่เก็บมาได้นี่แทบจะขูดรีดเงินจากคุณพ่อคุณแม่จนหมดตัว ToT

ทีนี้เรามาเริ่มวางแผนเก็บเงินแสนภายใน 4 ปีกันค่ะ
ลองเอาเงิน 100,000 บาทมาหารแบบไม่มีปัจจัยเรื่องอัตราดอกเบี้ย
หรือ อัตราผลตอบแทนมาเกี่ยวข้องดูนะคะ
จะต้องออมเงินปีละ 25,000 บาท หรือ ประมาณ 2,084 บาทต่อเดือน

ถึงตรงนี้…บางคนอาจจะคิดว่า หูยย…เยอะจังเลย
แต่บางคนอาจจะบอกว่าก็กำลังพอดี

เราจะไม่สามารถบอกได้ว่า เงินจำนวนนี้เป็นจำนวนที่มากหรือน้อย
เพราะขึ้นกับรายรับ และการใช้จ่ายเงินของแต่ละคน

แต่หากเรานำเงินออมส่วนนี้ไปต่อยอดด้วยการฝากประจำ หรือ การลงทุน
จะทำให้สามารถออมเงินน้อยกว่า 2,084 บาทได้ค่ะ
ทั้งนี้การลงทุนขึ้นกับความเสี่ยงที่รับได้ของแต่ละคนด้วย

ตัวอย่าง

หากนำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมหรือหุ้นที่ให้ผลตอบแทน 8% ต่อปี
ในระยะเวลา 4 ปี จะต้องนำเงินไปลงทุนเดือนละประมาณ 1,763 บาท

หากเงินลงทุน 1,763 บาทนี้ อยู่ในช่วง 10-20% ของรายรับ
สามารถนำไปใช้ได้เลยค่ะ จะไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายเงินของเรามาก

หากเงินลงทุนนี้ มากกว่า 20% ของรายรับ และเรามีความสามารถที่จะลงทุน
ด้วยเงินจำนวนนี้ได้ ถือว่าดีมากๆค่ะ

แต่หากเงินลงทุนนี้ มากกว่า 20% ของรายรับ เราออมไม่ไหว เพราะมีปัจจัยอื่นๆเข้ามาเกี่ยวข้อง

เรามี 3 เทคนิคง่ายๆ มาให้ลองปรับใช้กันดูค่ะ

1. ลดค่าใช้จ่ายลง

ต้องมาดูว่าส่วนใหญ่เราเสียเงินไปอะไร เช่น ค่าอาหาร ค่า shopping

– ค่าอาหารอาจจะต้องลดการทานอาหารในห้างลงบ้าง

สำหรับนิสิตนักศึกษาที่อยู่หอพัก จะประหยัดได้ด้วยการทานอาหารที่โรงอาหาร
แต่วิธีการที่หักดิบที่สุดคือทำอาหารทานเองเลยค่ะ ประหยัดไปได้ 50% เลยทีเดียว
สำหรับนิสิตนักศึกษาที่ไม่ได้อยู่หอพัก อาจจะต้องเลือกกลับมาทานอาหารที่บ้าน
แทนการไปทานอาหารข้างนอกกับเพื่อน

– ค่า shopping ต้องถามใจตัวเองดีๆก่อนว่าของสิ่งนั้น เป็นของที่จำเป็นจริงๆ หรือ เราแค่อยากได้กันแน่ ???

ถ้าเรากันเงินออมออกมาก่อนแล้ว (รายได้-เงินออม = ค่าใช้จ่าย) จะทำให้มีเงินไป shopping น้อยลง

เมื่อเราเก็บเงินถึงจำนวนที่ต้องการแล้ว ถ้าเป็นของที่จำเป็น เราก็ซื้อให้เป็นรางวัลตัวเอง
แต่ถ้าเป็นของที่เราอยากได้ ถึงตอนนั้นเราอาจจะรู้สึกเสียดายเงิน ไม่อยากซื้อแล้วก็ได้
อุตส่าห์เก็บมาตั้งนานหนิเนอะ

2. หารายได้เสริม

ช่วงเปิดเทอมอาจจะไม่ค่อยมีเวลาว่าง แต่ช่วงปิดเทอมถ้ามีเวลาว่าง 
ลองไปสอนพิเศษ หรือ สมัครงาน Part-time ดูก็ได้ค่ะ

3. นำรายรับที่ไม่คาดหวังเข้ามาลงทุนเพิ่ม

เช่น จากวันเกิด , แต๊ะเอียจากวันตรุษจีน

สรุป…
จะเห็นว่า หากมีเป้าหมายเดียวกันแล้ว และเรามีแผนการออมเงินตั้งแต่เนิ่นๆ 
จะทำให้ออมเงินด้วยจำนวนเงินที่น้อยกว่า 
ซึ่งจะไม่กระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันของเรามาก

ช่วงนี้น้องๆม.6 กำลังอยู่ในช่วงเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัย
หากน้องๆมีเป้าหมายอยากจะออมเงินแสน ลองนำแผนการเงินนี้ไปปรับใช้ดูได้นะคะ

แต่หากตอนนี้เป็นนิสิตนักศึกษา ปี 3 ปี 4 เหลือเวลาออมอีก 1-2 ปี
และมีความสามารถในการที่จะลงทุนได้ในเดือนละประมาณ 4,000-8,000 บาท
ก็ยังสามารถนำตารางด้านบนไปใช้ได้ค่ะ

แต่สำหรับนิสิตนักศึกษาที่มีเงินออมไม่ถึงเท่านั้นล่ะ?
ออมให้ได้เดือนละ 10-20% ของรายรับก็ถือว่าโอเคแล้วค่ะ
เมื่อมีรายได้เสริม หรือ รายได้ที่ไม่คาดหวังเข้ามา ก็สามารถนำไปโปะเพิ่มได้

สุดท้ายนี้สามารถติดตาม CheewitNisit ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/cheewitnisit
Line@ : http://line.me/ti/p/%40cjy1911n

7 การบริหารจัดการเงินอย่างสมดุลเพื่อความมั่นคงและมั่งคั่ง

สวัสดีค่ะผู้อ่านที่รักทุกท่าน หายไปซะนาน เนื่องด้วยว่ามีโปรเจ็คในชีวิตมากมาย อีกทั้งเป้าหมายก็มากมี ที่จะต้องดำเนินการให้เรียบร้อย ซึ่งในตอนนี้ก็สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี วันนี้ผู้เขียนกลับมาพร้อมกับแนวทางการบริหารจัดการเงิน ที่ผู้เขียนใช้ในชีวิตของตนเอง

ต้องขอออกตัวก่อนนะคะว่าผู้เขียนได้แนวคิดและข้อสรุปมาจากส่วนหนึ่งในหนังสือเปลี่ยนชีวิตเล่มโปรดเล่มหนึ่งชื่อ “ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน”  โดย ที ฮาร์ฟ เอเคอร์ ใครที่เคยอ่านหนังสือเล่มนี้ก็ให้ถือว่าเป็นการทบทวนอีกที หรือใครที่ไม่เคยอ่านก็ถือว่าให้เป็นแนวทางบริหารจัดการเงินกันนะคะ

1. เปิด “บัญชีอนาคต”

(ชื่อบัญชีแต่ละบัญชีจะตั้งยังไงก็ได้นะคะ เอาที่ชอบ) แล้วหัก 10% จากรายได้ ไปใส่ในบัญชีนี้ เงินในบัญชีนี้ห้ามใช้เด็ดขาด ห้ามมีบัตรเอทีเอ็ม บัญชีนี้มีไว้เพื่อนำไปลงทุนให้เงินงอกเงย หรือเก็บออมระยะยาวเพื่อการเกษียณ ไม่ว่าจะเป็นเงินฝาก ประกันชีวิต(ออม, บำนาญ), LTF, RMF, หุ้น เก็บตามที่ถนัด ที่สำคัญคือเงินในบัญชีนี้จะนำออกมาได้ก็ต่อเมื่อคุณเกษียณเท่านั้น

2. เตรียม “กระปุกมั่งมี”

กระปุกนี้ผู้เขียนมีเยอะ วางทุกแห่งของบ้านที่มีที่วาง เช้าก่อนออกจากบ้านหยอด เย็นกลับมาถึงบ้านก็หยอด มีเหรียญ, แบงค์ ค้างในกระเป๋าเสื้อ กระเป๋าถือ กระเป๋าสตางค์ กระเป๋ากางเกงนำมาใส่ในกระปุกนี้ หรือวันไหนรายได้มากหยอดมากหน่อย (วันไหนไม่มีรายได้ก็แคะกระปุก!!?? ฮา..ไม่ใช่ๆ.. วันไหนไม่มีก็ไม่ต้องหยอดก็ได้ค่ะ) สำหรับผู้มีรายได้เดือนละครั้งก็ใช้เป็นแบบเศษเงินทอนตอนทานข้าวหรือเศษเงินซื้อเครื่องดื่มหรือเศษเงินค่าเดินทางก็ได้นะคะ

3. เปิด “บัญชีใช้แหลก”

จะเปิดบัญชีหรือแบ่งเงินสดออกมาก็ได้ หัก 10% จากรายได้ ใช้จ่ายส่วนนี้เพื่อหาความสุขใส่ตัว ปรนเปรอความอยากได้ของเรา อย่างที่ผู้เขียนใช้ประจำคือท่องเที่ยวค่ะ เพราะการท่องเที่ยวทำให้เราเปิดโลกทัศน์ มองโลกในแง่ดี พบเจอผู้คนใหม่ๆ เข้าใจธรรมชาติ อยู่กับตัวเอง ผ่อนคลาย มีพลังขึ้น ผู้เขียนจะไม่ใช้ 50% เที่ยวนะคะ เพราะว่าหากใช้เงินท่องเที่ยวอย่างเดียว มันมีส่วนไปเบียดเบียนเงินในอนาคตด้วย ผู้เขียนจะรู้สึกผิดมาก ที่เป็นผู้กำหนดการใช้ชีวิตที่ลำบากในภายภาคหน้า สำหรับข้อนี้จำไว้เสมอเงินในบัญชีนี้ต้องถูกใช้อย่างปราศจากข้อแม้และเหตุผล สำหรับผู้อ่านก็เลือกใช้แหลก ไม่ว่าจะเป็น นวด สปา ทำหน้า ดัดฟัน ซื้อเครื่องเพชร ซื้อทองไปทานร้านอาหารหรู ทานร้านอาหารอร่อย จ้างคนรับใช้ส่วนตัว อะไรก็ว่าไป ตามวิถีเลยค่ะ

4. เปิด “บัญชีหมุนเวียน”

หัก 10% จากรายได้ บัญชีนี้ต่างจากบัญชีอนาคตนะคะ มันสามารถถอนเงินออกมาเป็นค่าใช้จ่าย เงินอาจมีเหลือมากน้อยหรือไม่เหลือเลยในบางโอกาสก็เป็นได้ บัญชีเงินหมุนนั่นเอง

5. เปิด “บัญชีเพื่อพัฒนา”

หัก 10% จากรายได้ สำหรับความรู้และการศึกษาค่ะ ซื้อหนังสือ ลงคอร์สเรียน สัมมนาอะไรก็ได้ ที่จะทำให้เราหรือคนในครอบครัวได้พัฒนาต่อยอดสายอาชีพ เพิ่มพูนความรู้ในสิ่งที่สนใจ ความรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้ อะไรก็ได้ที่ทำให้เราพัฒนาตนเองได้

6. เปิด “บัญชีปัจจัย 4”

หัก 50% จากรายได้ สำหรับค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค จำเป็นสำหรับชีวิตค่ะต้องแบ่งออกมาไว้มากหน่อย ( แต่มีบางครั้งบางเดือน, รายได้บางก้อนที่ผู้เขียนหักตรงนี้เพียง 40% เพื่อเฉลี่ยอีก 10% ไปทาง “บัญชีอนาคต” ด้วย เพราะอัตราเงินเฟ้อมีผลต่อค่าใช้จ่ายในอนาคต ซึ่ง 10% ในบัญชีอนาคตอาจจะไม่เพียงพอ หรือแบ่งมาที่ “กระปุกมั่งมี” )

7. เตรียม “กล่องเงินเพื่อสังคม”

สุดท้ายนี้คือ 10% ของรายได้เพื่อผู้อื่นหรือสาธารณะประโยชน์ สิ่งที่ผู้เขียนทำประจำคือ บริจาคเด็กกำพร้ามูลนิธิ ผู้ป่วยขาดแคลน บริจาคเงินสิ่งของให้ผู้ขาดแคลนยากไร้ ทำบุญ เลี้ยงอาหารผู้ยากไร้ รูปแบบของการให้มีมากมาย ใครถนัดให้แบบไหนก็ใช้วิธีในแบบของตนได้เลย  หากใครเห็นว่า 10% มากไปหรือน้อยไปก็เพิ่มลดได้ตามกำลังนะคะ แต่ต้องไม่เพิ่มและลดจนกระทบกับการจัดการเงินในบัญชีอื่นๆข้างต้นด้วย

เพื่อให้ง่ายขึ้นในการบริหาร รายได้ของผู้เสียภาษีอากรควรมีการคำนวณหักภาษีคร่าวๆมาแล้ว หรือใครอาจจะประยุกต์ โอนส่วนที่เป็นภาษีเข้าบัญชีข้างต้นตามความเข้าใจก็ได้ค่ะ

อย่างไรก็ตามหลายคนบอกว่า มีหนี้มากมายไม่มีจะให้แบ่งหรือบริหารหรอกเงินน่ะ ผู้เขียนให้ความเห็นแบบนี้ค่ะ หนี้ส่วนหนี้แบ่งไปชำระหนี้ตามลำดับความสำคัญ ถ้าคุณกังวลเรื่องหนี้จะทำให้คุณไม่ได้เริ่มบริหารเงินเลย ถ้าคุณใช้หนี้จนไม่มีเก็บหรือใช้ คุณจะเริ่มหาทางใช้เงินและเป็นคนที่สร้างหนี้แบบไม่รู้ตัวเพิ่มอีกในที่สุด เพราะจิตใต้สำนึกบอกว่าคุณขาดแคลนจากการที่ไม่มีอะไรเลย ได้มาใช้หนี้อย่างเดียว ชีวิตดูว่างเปล่า ไม่ได้ใช้จ่าย ไม่ได้ให้รางวัลกับตัวคุณเอง มีความเครียด หมดพลังและกำลังใจ เหล่านี้ผู้เขียนเคยได้รับประสบการณ์ตรงกับตัวเองมาในอดีต

– บัญชีอนาคต
– กระปุกมั่งมี
– บัญชีใช้แหลก
– บัญชีหมุนเวียน
– บัญชีเพื่อพัฒนา
– บัญชีปัจจัย 4
– กล่องเงินเพื่อสังคม

ทั้งหมดนี้คือการบริหารเงิน เก็บ ใช้ กิน เที่ยว ให้สมดุลกับชีวิต ซึ่งสามารถปรับแต่งให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนได้ ผู้เขียนมั่นใจว่า ถ้าผู้อ่านได้เริ่มปฏิบัติหรือนำไปประยุกต์ใช้อย่างจริงจังจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารเงินของตนเองและครอบครัว มาเริ่มกันเลยนะคะ ตั้งแต่ตอนนี้เลย

MaeMawnam
AllaboutFInance
Reference: Secrets of the Millionaire Mind by T. Harv Eker

ลงทุนกับ “กองทุนรวม” ให้ได้กำไรใน 3 วิ

วันนี้ผมคงจะมาเล่า แนวคิดในการลงทุนกับกองทุนรวมแบบง่าย ๆ และเข้าใจได้ไม่ยาก เนื่องจากได้เขียนบทความที่ดูแล้วยากสำหรับมือใหม่มาหลายตอน 55+ (มือใหม่อย่าเพิ่งงอนนะครับ) ถึงแม้ว่าบางท่านจะยังไม่มีประสบการณ์ก็สามารถยึดหลักนี้ในการดูและ เลือกกองทุนที่ดีได้แบบง่าย ๆ และรวดเร็ว ที่สำคัญสามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้อย่างแน่นอนเลยครับ

เรามาเริ่มกันเลยครับ กับ การลงทุนกับกองทุนรวมให้ได้กำไรใน 3 วิ

วิธีที่ 1 – วิเคราะห์

การวิเคราะห์นี้จะพุ่งประเด็นไปที่ การดูภาพรวมของกองทุนนะครับ ว่ากองทุนนี้ เป็นกองทุนแบบไหน – กองทุนเปิด หรือ ปิด , กองทุนมีประกันเงินต้นหรือไม่, ประเภทกองทุนเป็นอย่างไร เช่นกองทุนหุ้น กองทุนตราสารหนี้ ฯลฯ

วามเสี่ยงเป็นอย่างไรและ มีอะไรเป็นความเสี่ยงบ้าง – ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (กรณีที่เป็นกองทุนต่างประเทศ) ความเสี่ยงเรื่องสภาพคล่อง (กองทุนปิด) , ความเสี่ยงของผู้ออกตราสารในกองทุน (กองทุนตราสารหนี้)

ผลตอบแทนที่ผ่านมาเป็นอย่างไร? – ให้เลือกกองทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดี แต่อย่าดีแค่ปีเดียวนะครับ ให้ดูความสม่ำเสมอด้วยนะครับ เช่น กองทุนทำผลตอบแทนได้ดี เป็นที่ 1 อยู่ปีที่แล้ว อาจจะไม่ได้เป็นที 1 ในปีนี้ก็ได้ครับ แต่เราคงไม่สามารถหากองทุนที่เป็นที่ 1 ได้ทุกปี แต่เราสามารถหากองทุนที่ติด top 10 ได้ทุกปี ก็พอ (ยังพอมีนะครับ) 

ซึ่งใน วิ แรกนี้ เราสามารถหาอ่านได้จาก Fund Fact Sheet 

และ หนังสือชี้ชวนฉบับย่อครับ (อย่าลืมอ่านกันนะครับ)

ส่วนลำดับผลตอบแทนเราสามารถหาได้จาก website ต่าง ๆ ที่มีการจัดลำดับและเปรียบเทียบให้เราครับ เช่น Morning Star หรือ Siam Chart ก็ได้ครับ และก็ยังมี website อื่น ๆ อีกมากมายเลยครับ

วิธีที่ 2 – วิจารณ์

กองทุนที่ดีส่วนใหญ่จะได้รับคำชม และคำวิจารณ์เยอะครับ ข้อดีของคำวิจารณ์เหล่านี้ก็คือ ส่วนใหญ่จะมาจากคนที่เคยลงทุนกับกองทุนเหล่านี้มาก่อนครับ เรียกได้ว่าเป็นชุมทางของข้อมูลที่ดีเลยครับ

แต่เราจะหาข้อมูลเหล่านี้จากไหนกันละ ? ท่านผู้อ่านหลายคนคงจะเริ่มรู้แล้วสินะครับ ว่าผมหมายถึง webboard ที่ไหน 55+  ในประเทศไทยเราจะมีที่ไหนที่หาคำวิจารณ์ และ ซุบซิบได้เท่ากับ pantip ล่ะครับ ลองดูนะครับ ที่ pantip นี้มีข้อมูลดี ๆ จากผู้ลงทุนอยู่เยอะไปหมดครับ

ก่อนจะผ่านวิที่ 2 ไป ผมอยากจะบอกว่าเราต้องใช้ วิ แรก ที่ผมได้กล่าวมาให้เป็นประโยชน์ โดยดูควบคู่กับ วิที่ 2 นี้นะครับ อย่าเชื่อแต่คำวิจารณ์เพียงอย่างเดืยว เพราะว่าบางทีผู้วิจารณ์อาจจะไม่รู้บางข้อมูลและอาจจะทำให้เราเข้าใจผิดได้เสมอเลยครับ

วิธีที่ 3 – วินัย

แน่นอนครับ การลงทุนที่ดีต้องมีวินัย จริง ๆ น่าจะเป็น วิ แรกที่ผมจะเอามาพูดด้วยซ้ำ แต่ที่เอามาพูดตอนท้ายนี้ก็เพราะว่า เรียงลำดับเรื่องแล้วน่าจะมาเป็นอันดับสุดท้าย หลังเราเลือกกองทุนจาก การวิเคราะหฺ์ และ การฟังคำวิจารณ์แล้วครับ

การมีวินัยในการลงทุนก็เปรียบเสมือนตัวควบคุม ข้อบกพร่องของจิตใจเราไปในตัวด้วยนั่นเองครับ เช่น การที่เราลงทุนทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอ ทุก ๆ เดือน ด้วยเงินที่เท่า ๆ กัน หรือที่เราเรียกด้วยคำศัพท์ เทพ ๆ ว่า DCA (Dollar cost averaging) จะทำให้เราได้ราคากองทุนแบบถัวเฉลี่ยทำให้โอกาสขาดทุนของเราลดลง และความเสี่ยงในการลงทุนระยะยาวก็ลดลงเช่นกันครับ ยิ่งไปกว่านั้น จะทำให้เราไม่ต้องกังวลว่า จะต้องซื้อกองทุนเมื่อไหร่ ถึงเวลาซื้อแล้วรึยัง ซึ่งจะช่วยลดข้อผิดพลาดในการตัดสินใจด้วยครับ อย่างที่ผมได้บอกไว้ตอนแรก

ซึ่งวิธีนี้ก็เหมาะกับ พนักงานเงินเดือนทั่วไปที่ไม่มีเงินมากมาย ถ้าได้อ่านบทความเก่าของผม เรื่อง สร้าง passive income ด้วย passive fund แล้วละก็ จะเห็นได้ว่าถ้าเรามีวินัยในการลงทุนแล้วละก็จะทำให้มีเงินเก็บ และมี passive income อย่างแน่นอนเลยครับ

และแน่นอนว่า ถ้าเราปรับพอร์ตอย่างมีวินัย คือ ทุก ๆ ไตรมาส หรือ 6 เดือน หรือ 1 ปี ก็จะทำให้ความเสี่ยงในพอร์ตของเราคงที่ และไม่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา หรือ ตามสัดส่วนการลงทุนที่เพิ่มขึ้นเองแบบอัตโนมัติ ซึ่งท้ายที่สุดอาจจะทำให้มีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นก็ได้ครับ อย่างในเรื่องที่ผมได้เขียนถึงการปรับพอร์ตครับ

และวินัยนี่แหละครับ นอกจากจะทำให้เราประสบความสำเร็จในเรื่องการลงทุนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็แล้วแต่ ถ้าเรามีวินัยในตอนเองก็จะทำให้เรา ทำงานนั้น ๆ ได้อย่างราบรื่นด้วยครับ

เมื่อมี 3 วิ นี้แล้วก็ไม่ต้องพึ่งของวิเศษ หรือ วิธีที่ วิลิศมาหรา และ วิจิตรพิสดาร มาทำให้การลงทุนของเราดูดี เพราะว่าการแค่ดูดีด้วยวิธีประหลาด ๆ อาจจะไม่ทำให้เราประสบความสำเร็จก็ได้ครับ ลองใช้พื้นฐานการลงทุนแบบง่าย ๆ ดูนะครับ อาจจะทำให้ท่านไม่ต้องเสียเวลามาก และทำให้เกิดสุขภาพทางการเงินที่ดีเช่นกันครับ

กว่าจะพบกันครั้งหน้า ขอให้ท่อง 3 วิ ในใจ ก่อนลงทุนกันนะครับ 

ขอให้โชคดีครับ ผมเอาใจช่วยเสมอครับ ^_^

15 ขั้นตอน”ยื่นภาษี”สำหรับมนุษย์เงินเดือน (มือใหม่)

สำหรับบทความตอนนี้ @TAXBugnoms จะมาอธิบายข้อข้องใจที่ทำให้มนุษย์เงินเดือนทั้งหลายเกิดความสับสนอลหม่าน ว่าหลังจากที่ได้รับหลักฐานการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากนายจ้างแล้ว ควรจะทำยังไงต่อดี ใจมันรุ่มๆอยากจะยื่นภาษี แต่ว่าก็ไม่เห็นมีใครบอกตรูซะทีว่าควรทำยังไงบ้างล่ะนี่

เอาล่ะครับ จากความสับสนที่ว่ามาทั้งหมดนี้ จึงเป็นที่มาของบทความ 15 ขั้นตอนยื่นภาษีสำหรับมนุษย์เงินเดือน ที่ได้สรุปสั้นๆง่ายๆ โดย @TAXBugnoms ขอเอาหัวเป็นประกันว่าใช้ได้จริงและปฎิบัติกันมาแล้วโดยผู้เชี่ยวชาญของเรา (ใคร?) และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลามาเริ่มกันเลยดีกว่าคร้าบบบบบบ …

1. ขอเอกสารการหักภาษี ณ ที่จ่าย

ขั้นตอนแรกถ้าหากใครยังไม่ได้รับเอกสารใบนี้ กรุณาติดต่อนายจ้างทั้งหลายก่อนเลยครับ พร้อมกับตะโกนดังๆไปเลยว่า นี่มันใกล้จะหมดเวลายื่นแบบแล้วนะ (โว้ย) เมื่อไรจะให้เอกสาร (ตรู) สักทีละ (ฟระ)

2. ตรวจสอบดูว่ารายได้ทั้งปีเกินกว่า 50,000 บาทหรือไม่

เมื่อได้รับเอกสารมาแล้ว เราก็ทำการตรวจสอบดูว่ารายได้ที่ระบุในเอกสารนั้นมันมากกว่า 50,000 บาทหรือเปล่า

3. ถ้ารายได้ไม่เกินก็หยุด

หยุด ชีวิต หยุดที่ตรงนี้ ก้มหน้าก้มตาดู เอ๊ะ!! ไม่เกิน 50,000 บาทนี่หว่า (จบทันที) แต่ถ้าเกินกว่า 50,000 บาท เราก็ไปกันที่ข้อ 4 ต่อเลยครับ

4. สำรวจต่อว่ามีค่าลดหย่อนอะไรบ้าง

เมื่อรู้ตัวว่ารายได้เกิน 50,000 บาทแล้ว เราก็มาสำรวจกันต่อว่าตัวเรามีค่าลดหย่อนอะไรบ้างที่สามารถนำมาลดหย่อนได้ตามกฎหมาย เช่น  LTF, RMF, ประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ประกันชีวิต ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม ฯลฯ

หากใครสนใจ สามารถดูรายละเอียดค่าลดหย่อนเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ
http://www.rd.go.th/publish/557.0.html

5. เปิดคอม ต่ออินเตอร์เน็ต

ถ้าไม่มีคอมกับอินเตอร์เน็ตก็ไปเช

5 วิธีทำบุญให้รวยโคตรรรรรรรรรรร!!!!

ผ่านพ้นวันวิสาขบูชากันไปเรียบร้อยแล้ว

เฮ้อออ……..

วันหยุดยาวของเราก็หมดไปแล้วสินะ เย้ย.. ไม่ใช่แล้วครับ (แกมันใจบาปจริงๆไอ้เจ้า @TAXBugnoms!!)

ผมหมายความว่า วันวิสาขบูชาที่ผ่านมาหลายๆคนก็ได้ออกไปทำบุญ เวียนเทียน ไหว้พระ ทำสมาธิและจิตใจให้สงบกันไปแล้ว

พร้อมจะมีความสุขและกลับมาเริ่มต้นชีวิตการทำงานกันใหม่อย่างสดชื่น (เหรอ??)

แต่อย่างไรก็ตาม การทำบุญนั้นไม่ได้มีอยู่แค่วันสำคัญทางพุทธศาสนา

แต่เราทุกคนสามารถทำบุญได้ทุกวัน ไม่ว่าวันไหนๆ ใช่ไหมละคร้าบ

และในวันนี้ก็มีเคล็ดลับการทำบุญดีๆ จำนวน 5 ข้อ มาแบ่งปันกันครับว่า “ทำบุญอย่างไร เราถึงจะรวยขึ้นมาได้ “

ฮั่นแน่อยากอ่านกันแล้วใช่ไหมครับ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ

เคล็ดลับข้อแรก..

ทำเท่าที่พอไหว ไม่ต้องแข่งกับใครเขา

หลายๆคนเข้าใจว่าทำบุญต้องทำเป็นจำนวนเงินมากๆ (อุ้ยจะบ้าหรอ ทำน้อยๆคนอื่นก็ว่าได้สิ)

นั่นเป็นความคิดที่ผิด!! อย่างมหันต์เลย ครับ

เพราะพระท่าน ยังบอกเองเลยว่า การทำบุญทำทานนั้น ให้ทำตามกำลังตนเองที่มี

ไม่ใช่ต้องทำบุญแล้วไปเบียดเบียนตนเอง ไม่งั้นจากบุญมันอาจจะกลายเป็นบาปก็ได้ครับ

การทำตามกำลังทรัพย์ที่เรามีนั้น จะน้อยจะมากไม่สำคัญ ไม่ต้องเปรียบเทียบกับใครเพราะทั้งหมดนั้น มันอยู่ที่ใจของเรา

ทำบุญ 100 บาท กับไปล้างห้องน้ำวัดให้สะอาด

ด้วยจิตใจที่เป็นกุศล มันก็ได้บุญเหมือนกันนะคร้าบบบบบ

เคล็ดลับข้อที่สอง..

แบ่งเอาจากรายจ่ายที่สิ้นเปลืองมาทำสิจ๊ะ

ค่ากาแฟวันละ 150++ บาท ค่ากินดื่มดริ้งค์แดนซ์ดรั้งค์อาทิตย์ละหลายพัน

ลองแบ่งรายจ่ายพวกนั้นมาทำบุญดูบ้าง

ชีวิตที่ไม่สนุกอาจจะทำให้เรารู้สึกลำบากในตอนแรก

แต่ชีวิตที่เป็นสุขจากการให้ย่อมทำให้เราสบายใจแบบสุดๆตลอดชีวิต นะคร้าบบ

เคล็ดลับข้อที่สาม..

มุ่งมั่นมีมานะ ทำบ่อยๆเป็นประจำสม่ำเสมอ

การทำบุญไม่ใช่อยู่ที่ว่า ทำวันนี้มากๆแล้ววันหลังไม่ทำเลย

ถ้าลองเปรียบเทียบการทำบุญเป็นการออมเงิน

หากนานๆเราออมทีแต่เป็นจำนวนมาก คงไม่สามารถที่จะสู้ออมเงินในทุกวัน

ออมเป็นประจำ และสม่ำเสมอจริงไหมครับ

การทำบุญก็เช่นกัน เราต้องมีมานะในการทำบุญให้เป็นประจำ 

เพื่อเตือนตัวเองให้รู้จักแบ่งปันแก่เพื่อนมนุษย์อย่างสม่ำเสมอครับ

เคล็ดลับข้อที่สี่…

อย่าเผลอเรอ ลืมขอเอกสารลดหย่อนภาษี

หลายคนบ่นว่า.. อุ้ยทำบุญแล้วจะขอเอกสารลดหย่อนภาษี มันเป็นบุญที่ไม่บริสุทธิ์หรือเปล่า

ความจริงคือไม่เกี่ยวกันเลยครับ การขอ เอกสารภาษีเพื่อเป็นหลักฐานมาลดหย่อนนั้น

คือการใช้สิทธิถูกต้องตามกฎหมาย เพราะคงไม่มีใครอยู่ดีๆจะลุกขึ้นมาอยากทำบุญ

เพื่อไปลดหย่อนภาษีหรอกครับ แหม่…

ถ้างกขนาดนั้นผมว่าเค้าไปซื้อ LTF และ RMF แทนดีกว่าไหม

อีกอย่าง การขอเอกสารหลักฐานนั้นยังช่วยให้เรารู้ตัวว่า ทำบุญถูกที่ ไม่โดนมิจฉาชีพเอาเงินบุญไปทำบาปอีกต่างหากด้วยคร้าบ

เคล็ดลับข้อสุดท้าย…

ถ้าจะให้ดี ชวนพ่อแม่พี่น้องมาช่วยกันทำกันทั้งบ้าน

อ๊ะ! การทำบุญที่ดีนั้น ไม่ใช่จะเก็บกักบุญไว้คนเดียวไม่เผื่อแผ่ใครใช่ไหมครับ

เราต้องช่วยกันสร้างสรรค์สังคมที่ดี ชวนกันมาให้หมด

ไม่ว่าจะเป็น คุณพ่อ คุณแม่ พี่ ป้า น้า อา หลาน เหลน โหลน ลวด (ใคร??)

ภรรยาทั้งหลาย (เฮ้ย!มีคนเดียว) บุตรหลานและมิตร สหายอีกมากมาย

มาช่วยกันอนุโมทนาเรื่องดีๆด้วยกัน มันก็คงจะเป็นประโยชน์ส่งต่อไปให้ไพศาลทั้งชาตินี้และชาติหน้า (สาธุ)

สุดท้ายนี้ คำว่า “รวย” นั้น อยู่ที่ “ความพอใจ” ไม่ใช่ “จำนวนเงิน”

และเมื่อถึงจุดๆหนึ่งเราจะรู้ว่า การร่ำรวยเงินทองเพียงอย่างเดียวนั้น

สามารถซื้อความสบายแต่ไม่สามารถซื้อความสุขได้

ดังนั้นบทความสั้นๆตอนนี้จึงเพียงแค่อยากฝากข้อคิดสำหรับผู้ที่รวยเงินทองแล้ว

อย่าลืมมารวยความสุขกันด้วยการทำบุญนะคร้าบบบ

2 สเต็ปออมเงิน Go to Travel!!

“ออมเงิน ออมเงิน ออมเงิน”

มนุษย์เงินเดือนอย่างเราเจอคำนี้เข้าไปก็ถึงกับส่ายหน้า เพราะลำพังรายจ่ายที่รออยู่ตรงหน้าก็ยังไม่พอแล้วจะนำเงินที่ไหนมาออมกันล่ะ โถ่ๆๆๆ ความฝันที่จะได้ไปตามรอยซีรีย์เกาหลีจะเป็นจริงเมื่อไหร่กัน 🙁

ฮึ ฮึ ฮึ มันต้องมีสักทางสินะที่ทำให้เป็นจริงได้สักวัน ตอนนี้มีข้อมูลที่จะไปเที่ยวครบแล้วว่าจะต้องทำยังไงบ้าง ไปเที่ยวที่ไหน กินอะไรดี ที่พักแบบไหน แผนที่เดินทางอย่างไร สืบค้นข้อมูลครบทุกอย่างละแต่ขาดอยู่อย่างเดียว คือ “เงิน”

การเก็บเงินไปเที่ยวนั้นไม่ยากอย่างที่คิด เพียงแต่เราควรรู้วิธีว่าควรเก็บอย่างไร โดยเราควรเลือกวิธีการฝาก-ถอนให้เหมาะสมกับเป้าหมายเพื่อการท่องเที่ยวของเราให้มากที่สุด บทความนี้มีวิธีการเก็บเงินไปท่องเที่ยวมาแนะนำซึ่งจะแบ่งเป็น 2 วิธี คือ

วิธีที่ 1 คือ การทยอยเก็บเงินทุกเดือน

วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่ชอบทยอยสะสมเงินที่ละนิดและไม่อยากให้เงินไปเที่ยวนั้นสร้างภาระในการดำรงชีพมากเกินไป โดยเก็บเงินในสินทรัพย์ทางการเงินที่ที่ความเสี่ยงต่ำเป็นหลัก เช่น เงินฝากออมทรัพย์ กองทุนรวมตราสารหนี้ เช่น ตั้งใจเก็บเงินไปเที่ยว 40,000 บาทเป็นระยะเวลา 10 เดือน โดยแบ่งเก็บเดือนละ 40,000/10 = 4,000 บาท

เงินฝากออมทรัพย์ เราควรเปิดบัญชีเพื่อการท่องเที่ยวแยกต่างหากไม่ควรปะปนกับรายการทางการเงินอื่นเพื่อกันความสับสน เมื่อเงินเดือนเข้าบัญชีเราก็โอนเงินไปเก็บไว้บัญชีเพื่อการท่องเที่ยวทันที เป็นการสร้างวินัยทางการเงินอีกแบบหนึ่งเพื่อที่จะได้ไปเที่ยวได้ตามที่ตั้งใจไว้ ทำแบบนี้ทุกเดือนๆละ 4,000 บาท จนครบเป้าหมายที่ 40,000 บาท

  • วิธีนี้เงินต้นอยู่ครบ ส่วนดอกเบี้ยจะได้หรือไม่ก็ต้องขึ้นอยู่กับวีธีการจ่ายดอกเบี้ยของแต่ละธนาคาร : กองทุนรวมตราสารหนี้ เราเปิดบัญชีกองทุนรวมที่ธนาคารหรือบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน โดยให้เจ้าหน้าที่แนะนำว่ามีกองทุนตราสารหนี้แบบใดบ้าง ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่าไหร่ เมื่อเลือกกองทุนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงแล้วเราก็ใช้วิธีผูกบัญชีเงินเดือนของเรากับบัญชีกองทุนรวมตราสารหนี้ เมื่อเงินเดือนออกก็จะถูกตัดมาซื้อหน่วยลงทุน ทำแบบนี้ทุกเดือนๆละ 4,000 บาท จนกระทั่งถึงจำนวนที่ต้องการ คือ 40,000 บาท จึงขายหน่วยลงทุน โดยเงินจากการขายหน่วยลงทุนจะได้รับในวันถัดไป ไม่เหมือนกับถอนเงินฝากที่ถอนแล้วได้เงินทันที
  • วิธีนี้เงินต้นอยู่ครบและอาจจะได้รับผลตอบแทนจากส่วนต่างของหน่วยลงทุนนิดหน่อย(ขึ้นอยู่กับการเลือกกองทุนรวม) ที่สำคัญที่สุดควรศึกษาหนังสือชี้ชวนให้เข้าใจก่อนการลงทุน

วิธีที่ 2 คือ การเก็บเงินก้อนเดียว

วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่มีเงินก้อน(เช่น เงินโบนัส) ต้องการได้รับผลตอบแทนที่มากกว่าวิธีที่ 1 โดยจะเก็บเงินในสินทรัพย์ทางการเงินที่มีระยะเวลาแน่นอน ถอนเงินระหว่างทางไม่ได้ มีเงื่อนไขการฝากเงินขั้นต่ำ เช่น การฝากประจำดอกเบี้ยสูงแบบกำหนดระยะเวลา กองทุนทริกเกอร์ฟันด์

เงินฝากประจำ ธนาคารแต่ละแห่งจะจูงใจผู้ฝากเงินด้วยอัตราดอกเบี้ยสูง ควรตัดสินว่าจะฝากกับที่ไหน ให้มองช่วงเวลาถอนเงินเป็นสำคัญ เช่น เงินฝากประจำ 3 เดือนดอกเบี้ย 2% ต่อปีของธนาคารXXXXX หมายความว่า เราฝากเงิน 40,000 บาทกับธนาคาร XXXXX รูปแบบเงินฝากประจำ 3 เดือน พอถึงวันครบกำหนด 3 เดือนเราจะได้รับเงินฝากคืนพร้อมดอกเบี้ย ซึ่งดอกเบี้ยนั้นจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ดังนั้นดอกเบี้ยที่เราจะได้รับจึงไม่ถึง 2% ต่อปีเพราะถูกหักภาษีดอกเบี้ย

กองทุนทริกเกอร์ฟันด์ เป็นกองทุนรวมอีกประเภทหนึ่งที่เป็นการลงทุนระยะสั้นถึงกลางโดยใช้ประโยชน์จากความผันผวนของตลาดหุ้น ซึ่งมีนโยบายในการลงทุนและเงื่อนไขการปิดกองทุนแตกต่างกัน ดังนั้นเราควรเลือกกองทุนที่ตรงกับเป้าหมายการออมเงินเพื่อการท่องเที่ยวของเรามากที่สุด โดยศึกษา “หนังสือชี้ชวน” ให้เข้าใจก่อนการลงทุน ตัวอย่างข่าวของกองทุนรวมทริกเกอร์ฟันด์

“กองทุนเปิดทิสโก้ ไทย อิควิตี้ ทริกเกอร์ 8% กองที่ 12 ลงทุนในหุ้นไทย ตั้งเป้าผลตอบแทนที่ 8% ไม่กำหนดอายุโครงการ โดยจะเลิกกองทุนหากผลตอบแทนถึงเป้าหมาย 8% ซึ่งกองทุนนี้ใช้เวลาปิดกองทุนเพียง 2 สัปดาห์”

  • ความเสี่ยง คือ เป้าหมายผลตอบแทนที่ 8% ถ้าทำไม่ได้ก็จะไม่ปิดกองทุน ก็หมายความว่าเงินก้อนนั้นของเราอาจจะไม่ได้ใช้ตามเวลาที่กำหนดในอีก 10 เดือนข้างหน้าก็ได้ แต่ถ้าเป็นไปตามเป้าหมาย 8% ก็อาจจะได้รับเงินเร็วกว่าที่คาดไว้ : “กองทุนเปิดกรุงไทย 5% ทริกเกอร์ฟันด์ 2 จะเลิกโครงการโดยอัตโนมัติเมื่อหน่วยลงทุนไม่ต่ำกว่า 10.5555 บาทเป็นเวลา 3 วันทำการติดต่อกัน และหากไม่สามารถทำผลตอบแทนได้ภายใน 6 เดือนบริษัทจะรับซื้อคืนหน่วยลงทุน”
  • ผลตอบแทนอาจจะไม่สูงเท่ากองทุนอื่น แต่ก็รับประกันได้ว่าเราสามารถขายหน่วยลงทุนคืนได้ ทั้งนี้ควรศึกษารายละเอียดส่วนอื่นประกอบว่ามีเงื่อนไขอะไรบ้าง เช่น เงื่อนไขการขายคืน เงื่อนไขการลงทุนขั้นต่ำ เป็นต้น

“เที่ยวให้พอดีกับเงินในกระเป๋า แล้วชีวิตเราจะไม่ลำบาก”

8 นิสัยเพื่อสร้าง “อิสรภาพทางการเงิน”

หลังจากที่ @TAXBugnoms เขียนบทความ “มีเงินล้านภายใน 5 ปี” ไปแล้ว ก็ได้ครับคำถามจากเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ หลายคนถามไถ่มาทั้งทางหน้าไมค์และหลังไมค์ว่าเราจะสร้างเงินล้านได้อย่างไร จะออมเงินในไหน ซื้อกองทุนรวมตัวไหน หุ้นอะไรดีที่ให้ผลตอบแทนมากๆดี

คำตอบของคำถามเหล่านี้ คือ “ไม่รู้ครับ” เพราะว่าไม่มีใครรู้อนาคต การลงทุนในวันนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแต่ละคนที่ยอมรับความเสี่ยงและมีระยะเวลาการลงทุนที่แตกต่างกัน แถมผลดำเนินงานในอดีตก็ไม่ได้การันตีผลตอบแทนในอนาคต แล้วใครมันจะไปบอกได้ จริงไหมล่ะครับ

แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่บอกแน่ๆ ได้ก็คือ หากเราอยากมีเงินล้านหรืออยากมีอิสรภาพทางการเงิน เราต้องเริ่มต้นจากการปลูกฝังนิสัยเหล่านี้ก่อน แล้วความสำเร็จจะตามมาอย่างแน่นอนคร้าบ เอาล่ะ เรามาดูกันดีกว่าว่า “8 นิสัยเพื่อสร้างอิสรภาพทางการเงิน” มีอะไรบ้าง

1. ออมเงินให้เป็นสันดาน

คำว่า “ออมเงินให้เป็นสันดาน” หมายถึง ออมเงินอย่างมีวินัยต่อเนื่องกัน อย่างน้อยในสัดส่วน 10% ของรายได้ และตั้งเป้าหมายเลยว่าเราต้องออมให้ได้อย่างน้อย 10 ปี เพราะถ้าเราคิดอยากจะมีอิสรภาพทางการเงิน เราต้องเริ่มจาก “วินัย” ที่ดีก่อน

2. หยุดล้างผลาญกับการใช้จ่าย

หยุดใช้จ่ายมั่วซั่ว หยุดล้างผลาญในสิ่งที่ไม่ควรใช้ ลด ละ เลิกในสิ่งที่ยั่วยวนจิตใจ เพราะกิเลสในวันนี้อาจจะทำให้เราไม่มีเงินใช้ในวันหน้าโดยไม่รู้ตัว

3. สร้างรายได้หลายๆทาง

มีเงินออม ลดรายจ่าย สุดท้ายคือเพิ่มรายได้ ดังนั้นเราต้องพยายามสร้างรายได้ให้มากขึ้นกว่ารายได้ประจำ ลองถามตัวเองดูครับว่า “ถ้าวันนี้ตรูไม่มีงานทำ แล้วเราจะทำยังไงเพื่อให้มีรายได้เลี้ยงตัวเอง” ถ้าหากยังไม่มีคำตอบในใจ ถือว่าอันตรายนะครับ

4. หยุดอ้างว่าทำไม่ได้

หลังจากอ่านข้อ 1-2-3 ไปแล้ว หลายคนอาจจะบอกว่า “มันจะยากไปไหน” เพราะภาระและหน้าที่แตกต่างกัน แต่ที่สำคัญเราต้องไม่ยอมแพ้ หยุดอ้าง หยุดบ่น หยุดท้อแท้ แล้วลุกขึ้นมาแก้ไขกันดีกว่า

5. กระจายการลงทุน

เมื่อเงินออมมีมากถึงระดับหนึ่ง ก็ได้เวลาที่เราจะนำเงินออมไปลงทุน แต่การลงทุนมีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ดังนั้น การพิจารณากระจายการลงทุนให้เหมาะสม (Asset Allocation) และเรื่องนี้ถือว่าเรื่องสำคัญที่เราต้องใส่ใจด้วยนะครับ

6. มุ่งมั่นหาความรู้ในสายอาชีพ

หากเรายังไม่เก่งเรื่องลงทุน หรือยังไม่มั่นใจที่จะลงทุน กลัวความเสี่ยง อาจจะเมียงมองวิธีการอื่นในการลงทุน เช่น เลือกที่จะลงทุนในตัวเอง เพื่อสร้างความรู้ความสามารถที่จะแข่งขันในสายอาชีพของเราแทน ก็ถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ไม่เลวนัก แต่ถ้าทำไปพร้อมๆกันได้ทั้งสองทางแล้วล่ะก็ รับประกันว่าความสำเร็จคงไม่ไกลอย่างแน่นอนครับ

7. รีบทำตั้งแต่อายุน้อย

การ “เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้” ในทุกๆเรื่อง ทั้งเรื่องการออม การลงทุน การศึกษาหาความรู้ แม้จะไม่มีวันสาย แต่ถ้าหากใครเริ่มต้นก่อน รับรองได้ว่ามีชัยไปกว่าครึ่ง เพราะ “เริ่มก่อนรวยกว่า”

สำหรับเรื่องนี้ @TAXBugnoms ขอแนะนำให้อ่านเรื่อง “ค่าของเงินตามเวลา” ในซีรีย์การเงิน รวยได้ไม่ง้อพ่อ ตอนที่ 2 ประกอบนะครับ

8. ไม่เพัอเจ้อคอยวาสนา

อย่าลงโทษตัวเองด้วยความผิดพลาด หรือก่นด่าด้วยคำว่า เราไม่ดีพอ เราไม่เก่งจริง เราทำไม่ได้หรอก เราไม่โชคดีเหมือนคนอื่นเขา เพราะยิ่งบ่นยิ่งว่าตัวเองมากแค่ไหน เราก็ยิ่งพ่ายแพ้มากแค่นั้น สิ่งเดียวที่ทำได้คือลุกขึ้นสู้ต่อโชคชะตา เพราะว่าคนสำเร็จทั้งหลายนั้น เค้าไม่บ่นคอยวาสนากันหรอกครับ

ถ้าเราอยากประสบความสำเร็จ สิ่งเดียวที่ทำได้ คือ “หยุดบ่นแล้วลงมือทำ”

สุดท้ายแล้ว นิสัยทั้ง 8 ข้อนี้ อยู่ในตัวเราทุกคน อยู่ที่ว่าเราจะปลุกมันขึ้นมาได้หรือไม่ต่างหาก ก่อนจากกันขอฝากข้อคิดไว้สักนิดว่า ไม่มีความสำเร็จไหนในชีวิต ที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ โดยที่ไม่ต้องพยายาม”

จริงไหมครับ…

ก้าวใหม่ KAsset ตอนที่ 1 : กลยุทธ์การลงทุนต้องแข็งแกร่ง

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้ผม หมอนัท จะพาผู้อ่าน Investment Idol ทุกคน ตามมารู้จักกับเรื่องราวในบ้านหลังใหญ่อย่าง KAsset วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับทีมผู้บริหารกองทุน KAsset ที่ได้ชื่อว่าเป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนของเอกชนที่บริหารเงินลงทุนหรือสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยบริหารกองทุนรวม    144 กองทุน รวมมูลค่าสินทรัพย์เกือบ 9 แสนล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 22.52% ด้านจำนวน AUM หรือ สินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหารจัดการในทุกธุรกิจ  มีมูลค่ารวม 1.10 ล้านล้านบาท คิดเป็น 20.7% ของมูลค่ารวมทั้งอุตสาหกรรมครับ (ข้อมูลจาก AIMC ณ วันที่ 30/09/2015)

น่าสนใจใช่ไหมครับ ว่าการบริหารเงินที่มากมายขนาดนี้ ผู้จัดการกองทุนต้องทำอะไรบ้าง ต้องบริหารอย่างไร และมีหลักคิดแบบไหนในการบริหารกองทุน เพราะว่ายิ่งเป็น บลจ. ที่ใหญ่ ก็ยิ่งจะต้องมีการควบคุมความเสี่ยงที่มีมาตรฐานสูง และต้องไม่มีความผิดพลาดเกิดขึ้น

ก่อนจะไปถึงบทสัมภาษณ์ ผมขอเกริ่นเกี่ยวกับ KAsset สักเล็กน้อย เพื่อเพิ่มความเข้าใจการทำงานของ KAsset  ซึ่งที่นี่มีทีมจัดการลงทุนอยู่ประมาณ 48 คน มี CFA อยู่ 37 คน ซึ่งในจำนวนนี้มี CFA  Level 3 ซึ่งเป็น level สูงสุด ถึง 18  คน และยังมีทีมนักวิเคราะห์อีก 9 คน โดยผู้จัดการกองทุนมากกว่า 25 คน มีประสบการณ์ในการจัดการกองทุนมากกว่า 10 ปี นอกจากนี้ อัตราการ turnover ของผู้จัดการกองทุนนั้นก็ไม่ได้สูงเลย

จะเห็นได้ว่า ผู้จัดการกองทุนของที่นี่ไม่ธรรมดาเลย ทั้งประสบการณ์ และคุณวุฒิที่ได้รับ การจะผ่าน CFA นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ นะครับ ในประเทศไทยมี CFA อยู่ประมาณ 300 กว่าคนเท่านั้นเอง

เท่านี้ยังไม่พอที่จะบอกว่าเป็น บลจ. ที่ดีครับ เพราะว่าก็ต้องขึ้นกับการบริหารที่ดีด้วย และที่นี่ก็ได้รางวัลมาเยอะทีเดียวครับ เป็นการการันตีเรื่องการบริหารงานได้อย่างดีทีเดียว

คราวนี้เรามาดูแนวคิดการบริหารงาน และมุมมองทางการลงทุนกันดีกว่าครับ โดยผู้ที่จะให้ความกระจ่างกับเราในวันนี้มี 4 ท่านครับ คือ
    1. คุณพงศ์พิเชษฐ์ นานากุล ตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ
    2. คุณนาวิน อินทรสมบัติ ตำแหน่ง รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุนต่างประเทศและทางเลือก
    3. คุณธิดาศิริ ศรีสมิต, CFA ตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุนในตราสารทุน
    4. คุณชัยพร ดิเรกโภคา, CFA ตำแหน่งผู้บริหารฝ่ายด้านการลงทุนด้านตราสารหนี้

dr.nut : แนวทางการบริหารของ KAsset ต่อจากนี้คืออะไรครับ นักลงทุนจะได้เห็นอะไรจาก KAsset บ้าง

คุณพงศ์พิเชษฐ์ :  ตอนนี้สิ่งที่เราให้ความสำคัญ จะเป็นเรื่องการจัดพอร์ต หรือ Asset allocation ไปสู่รายย่อยเลย ซึ่งเราพยายามให้รายย่อยกระจายการลงทุนนะครับ

ด้วยความที่ธนาคารกสิกรไทยเรามีความมั่นคงประกอบกับตัวบริษัทเองก็อยู่มาค่อนข้างนาน เราก็เน้นให้ลูกค้าบริหารการลงทุนควบคู่กับการบริหารความเสี่ยง เพราะว่าจริงๆ แล้ว ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่เปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนเข้าถึงสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น เพื่อให้ผู้ลงทุนมีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่สูง แต่เราจะทำอย่างไรให้ผู้ลงทุนมีความเข้าใจว่า กำลังรับความเสี่ยงอะไรอยู่

เราก็จะเน้นให้ความรู้กับนักลงทุนผ่านสาขาของธนาคารต่างๆ และฝึกอบรมพนักงาน เพื่อให้สามารถให้ข้อมูลกับนักลงทุนได้ถูกต้อง ล่าสุดเรามี K-Expert ที่จะยกระดับการให้บริการตามสาขา ให้พนักงานใฝ่หาความรู้มากขึ้น เพื่อตอบสนองต่อลูกค้าที่มีมากขึ้นได้เป็นอย่างดี ถูกหลักการการวางแผนการเงิน แต่สุดท้ายนักลงทุนจะต้องเลือกสิ่งที่เหมาะกับตัวเอง หน้าที่หลักของเราก็คือโค้ชที่ให้คำแนะนำในเรื่องการลงทุน แล้วก็ทำซุปเปอร์มาร์เก็ตคือมีกองทุนที่หลากหลายให้นักลงทุนเลือกลงทุน

dr.nut : กลยุทธ์ของ KAsset ตอนนี้คืออะไร

คุณพงศ์พิเชษฐ์ : เราเน้นเรื่องของการทำงานเป็นทีม เพราะฉะนั้นปัจจุบันเราจัดฟังก์ชันงานแยกตามความเชี่ยวชาญ เราเน้นรูปแบบการบริหารงานที่ดี เพื่อส่งต่อความมั่นใจไปยังนักลงทุนผ่านทีมการตลาด ยิ่งไปกว่านั้นเราให้ความสำคัญกับเสียงสะท้อนจากผู้ลงทุน ความต้องการของผู้ลงทุนที่ส่งผ่านเข้ามานี้ เป็นเรื่องสำคัญมากครับ

คุณธิดาศิริ : เราเลือกที่จะให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์พื้นฐานที่ดีในแต่ละหลักทรัพย์ และมองว่าธีมการลงทุนในแต่ละปีหรือแต่ละช่วงเวลาเป็นแค่ส่วนประกอบหนึ่งในการช่วยคัดสรรหลักทรัพย์ แต่เราจะเน้นคุณภาพของทีมจัดการกองทุนและการทำงานเป็นทีม โดยกระบวนการตัดสินใจลงทุนของเราเน้นการเลือกหุ้นที่พื้นฐานดี และธุรกิจมีการเติบโตเป็นหลัก อีกทั้งเราจะพยายามเฟ้นหาหุ้นที่ดีมาเพิ่มเติม ในส่วนการวิเคราะห์ภาพรวมทางเศรษฐกิจ หรือ ภาพรวมของแต่ละอุตสาหกรรม ก็จะเอาเข้ามาช่วยในการทำ Asset Allocation โดยขั้นตอนนี้ถูกรวมอยู่ในขั้นตอนการวิเคราะห์ปัจจัยที่มากระทบตัวธุรกิจอยู่แล้ว หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เรามองหุ้นพื้นฐานดีและมองเศรษฐกิจควบคู่กันไป เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดี

เราแบ่งการทำงานไปในแต่ละตราสารตามความเชี่ยวชาญ ทั้งตราสารหนี้ ตราสารทุน และการลงทุนต่างประเทศ  โดยผู้จัดการกองทุนและนักวิเคราะห์ของแต่ละทีมจะมีการประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันก่อน จากนั้นเราจะนำผลสรุปของแต่ละทีมมาวิเคราะห์ร่วมกันในคณะกรรมการการลงทุน (Investment Committee) เพื่อสรุปออกเป็นกรอบใหญ่ของกลยุทธ์การลงทุน (Core House View)

ส่วนในแง่ของการวิเคราะห์ในรายหลักทรัพย์  เนื่องจากว่าทีมของเรามีความได้เปรียบในแง่ทีมที่ค่อนข้างใหญ่ ทำให้มีการแบ่งความผิดชอบการวิเคราะห์เป็นรายอุตสาหกรรมได้อย่างชัดเจน  ดังนั้นการวิเคราะห์ของเราจะมีความลึกพอสมควร 

รวมถึงการที่เรามีการติดต่อกับ บลจ. ระดับโลกในต่างประเทศมากกว่า 20  บลจ. เพราะเราไปลงทุนในกองทุนต่างประเทศที่หลากหลาย ทำให้เราได้รับการแชร์ข้อมูลการวิเคราะห์และแลกเปลี่ยนแนวคิดการลงทุนได้ค่อนข้างครอบคลุมในทุกสถานการณ์

เมื่อผ่านการวิเคราะห์เป็นรายหลักทรัพย์แล้ว  หลังจากนั้นก็เป็นการสร้างพอร์ตฟอลิโอ โดยเอาความน่าสนใจของหุ้นมาเรียงลำดับกัน โดยมีการนำเอาปัจจัยเรื่องสภาพคล่องมาร่วมพิจารณาด้วย

5 สิ่งที่คนเข้าใจผิดเกี่ยวกับ “กองทุนปันผล”

สวัสดีครับกลับมาพบกับ ผมหมอนัท ประจำคลินิกกองทุนแห่งนี้กันอีกครั้งนะครับ 

ในช่วงนี้ มีหลายท่านเลยครับ ที่อยากจะเริ่มการลงทุนกับกองทุนรวม และจำนวนนักลงทุนในกองทุนรวมเองก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

โดยกองทุนที่น่าสนใจก็มักจะเป็นกองทุนหุ้น ,กองทุนหุ้นต่างประเทศตามที่หลาย ๆ บลจ. แนะนำกัน

เรียกได้ว่า กองทุนเหล่านี้ฮอทฮิตกันในหมู่นักลงทุนทั่วไปเลยทีเดียว !!!

ส่วนรูปแบบกองทุนที่นักลงทุนส่วนใหญ่ มักจะชอบและให้ความสนใจมากก็คือ “กองทุนปันผล” ครับ เนื่องจากว่าเสน่ห์ของกองทุนปันผลนั้น คือ “กระแสเงินสด” ที่มีออกมาให้กับผู้ลงทุนนั้นเอง แต่จากประสบการณ์ของผม มีหลายท่านอาจจะเข้าใจว่า “กองทุนหุ้นปันผลมีความเสี่ยงที่น้อยกว่า” กองทุนไม่ปันผล

ซึ่งผมคงต้องบอกว่า “ไม่ใช่”ครับ เพราะว่าในความเป็นจริงแล้ว กองทุนทั้งสองประเภทนั้น “มีความเสี่ยงที่เท่ากัน” เนื่องจากว่ากองทุนทั้ง 2 ประเภท ได้ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงเท่ากันอย่าง “หุ้น” นั่นเอง

และผมเชื่อว่ายังมีอีกหลายเรื่องที่หลายคนยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับกองทุนปันผลอยู่ครับ ซึ่งในวันนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังกันครับ

1. ซื้อกองทุนที่ NAV ต่ำ ๆ จะดีกว่าซื้อกองทุนที่ NAV สูง ๆ

จริง ๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจผิดกันทั้งกองทุนปันผลและไม่มีปันผลนะครับ ลองดูตัวอย่างดังนี้ครับ ซื้อกองทุน A ราคาหน่วยละ 20 บาท แต่ระหว่างปีกองทุนเลือกหุ้นได้ดี ทำให้ปลายปีราคา NAV เพิ่มขึ้นเป็น หน่วยละ 22 บาท
ส่วนกองทุน B ราคาหน่วยละ 10 บาท แต่ระหว่างปีกองทุนเลือกหุ้นได้ไม่ค่อยดี ปลายปีราคา NAV ลดลง เหลือหน่วยละ 8 บาท จากตัวอย่างนี้เห็นไหมครับว่าการซื้อกองทุนที่มี NAV ต่ำ ๆ ไม่ได้ดีอย่างที่คิดนะครับ
ซึ่งผลตอบแทนจริง ๆ จะขึ้นกับ “นโยบายการลงทุน และ สินทรัพย์ในกองทุนที่ผู้จัดการกองทุนบริหาร” นั่นเอง

2. กองทุนปันบ่อย ๆ เยอะ ๆ ดีกว่ากองทุนปันผลไม่บ่อย และปันผลน้อย

เพื่อให้เห็นภาพ และเข้าใจง่าย ผมขอยกตัวอย่างดังนี้ครับ กองทุน A ซื้อมาราคาหน่วยละ 10 บาท ได้เงินปันผล 4 ครั้ง (ครั้งละ1 บาท) และเมื่อถึงสิ้นปีมีราคาเป็น 15 บาทต่อหน่วย

ดังนั้นผลตอบแทนคือ 5 บาท + เงินปันผล 4 บาท ผลตอบแทนรวมทั้งปี = 9 บาท กองทุน B ซื้อมาราคาหน่วยละ 10 บาท  ได้จ่ายเงินปันผล 2 ครั้ง (ครั้งละ 0.5 บาท) และเมื่อสิ้นปีมีราคาเป็น 19 บาทต่อหน่วย

ดังนั้นผลตอบแทนคือ 9 บาท + เงินปันผล 1 บาท ผลตอบแทนรวมทั้งปี = 10 บาท สรุปว่ากลายเป็นกองทุนที่ปันผลน้อยกว่า แถมจำนวนครั้งที่ปันผลก็ยังน้อยกว่า กลับมีผลตอบแทนที่ดีกว่าแทนครับ !!!
นี้ก็ขึ้นกับ “นโยบายการลงทุน และ สินทรัพย์ในกองทุนที่ผู้จัดการกองทุนบริหาร” อีกแล้ว

3. ซื้อกองทุนก่อนปันผล ดีกว่าซื้อหลังปันผล

ผมมักจะเจอคำถามนี้ค่อนข้างบ่อยกว่าคำถามอื่นครับ ผมจะมายกตัวอย่างให้ทุกท่านได้เห็นว่า จริง ๆ แล้วการซื้อหลังปันผลนั้น มีข้อได้เปรียบเรื่องภาษีเงินปันผลมากกว่าด้วยซ้ำครับ ยกตัวอย่างเช่น เราซื้อกองทุน A ก่อนปันผลที่ราคาหน่วยละ 10 บาท ปลายปีราคากองทุนเป็น 20 บาท

คิดเป็นผลกำไร 10 บาท บวกเงินปันผล 5 บาท ดังนั้นผลตอบแทนรวมเป็น 15 บาท แต่ถ้าเราซื้อกองทุน A หลังปันผลด้วยราคาหน่วยละ 5 บาท ปลายปีราคากองทุนเป็น 20 บาท

คิดเป็นผลกำไร 15 บาท ก็จะกลายเป็นผลตอบแทนรวม 15 บาท เท่ากัน !!

เห็นไหมครับว่าจะซื้อหลัง หรือก่อนก็ไม่แตกต่างกัน
แต่ว่าในเรื่องของภาษีที่เราต้องจ่าย 10% จากเงินปันผล
จึงทำให้การซื้อหลังปันผลนั้นจะไม่ต้องเสียภาษีเงินปันผลครับ

4. การเอาเงินปันผลออกมาแล้วลงทุนกลับเข้าไปดีกว่ากองทุนไม่ปันผล

หลาย ๆ ท่านอาจจะคิดว่ากองทุนปันผลนั้นมีข้อดีคือ ได้รับเงินปันผลออกมาเก็บไว้ก่อน หรือ เก็บกำไรไว้ก่อนถ้าตลาดหุ้นยังเป็นขาขึ้น ก็ค่อยนำเงินมาลงทุนในภายหลังซึ่งน่าจะดีกว่าการที่ลงทุนในกองทุนไม่ปันผล

แต่หลาย ๆ ท่านอาจจะลืมไปว่าในแต่ละครั้งที่เราได้รับเงินปันผลออกมานั้น เราจะต้องเสียภาษี 10%
เท่านั้นยังไม่พอครับ เราต้องเสียค่าธรรมเนียมในการซื้อกองทุน หรือ Front-end fee อีกครั้งด้วย
และอย่าลืมค่าเสียโอกาส หากตลาดหุ้นเป็นขาขึ้นจริง ๆ

สำหรับคนที่เอาเงินปันผลมาลงทุนนั้น เราอาจจะลงทุนได้ไม่ตรงจังหวะ หรือ มีความล่าช้าออกไปครับ
ดังนั้นการนำเงินปันผลกลับมาลงทุนอาจจะไม่ใช่คำตอบที่ดีของนักลงทุนก็ได้ครับ

5. ในกองทุนหุ้นปันผลมีแต่หุ้นปันผลอยู่ในกองทุน

อันนี้ต้องบอกว่าไม่จริงเลยครับ กองทุนปันผลนั้นอาจจะมีหุ้นที่ไม่ได้มีการปันผลอยู่ก็เป็นไปได้ครับ แต่เงินปันผลที่เราได้รับนั้นจะมาจากการขายหุ้นที่มีกำไร และเงินปันผลจากหุ้นออกมา จากนั้นจึงนำเงินที่ได้มาจ่ายให้กับผู้ถือหน่วยครับ

สุดท้ายนี้ การที่เราจะตัดสินใจลงทุนกับกองทุนปันผลนั้น ผมอยากให้นึกถึงผลประโยชน์ที่แท้จริงของการลงทุนกับกองทุนปันผลมากกว่า รายละเอียดปลีกย่อยอื่น ๆ อย่างที่เรามักจะเข้าใจผิดในเรื่องที่ผมได้กล่าวไปแล้ว ผลประโยชน์ที่เราควรพิจารณาในการเลือกองทุนปันผลก็คือ กระแสเงินสดที่เข้ามาให้กับเรา อย่างที่ผมได้เล่าถึงไปในตอนต้น แต่ก็อย่าลืมนะครับว่า ในช่วงที่ตลาดหุ้นเป็นขาลง และกองทุนไม่ได้ทำผลตอบแทนที่มากพอจะจ่ายปันผล เราเองก็อาจจะไม่ได้รับเงินปันผลก็เป็นไปได้เช่นกันครับ อย่าคิดว่าชื่อกองทุนปันผลแล้ว กองทุนจะให้เงินปันผลกับเราตลอดไปนะครับ

ดังนั้นเราต้องคอยติดตามผลตอบแทนของกองทุน และหากองทุนที่ทำผลตอบแทนได้สม่ำเสมอ ทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มความเป็นไปได้ที่กองทุนจะจ่ายเงินปันผลให้กับเรานั่นเองครับ

วันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีนะครับ ทุกท่าน ^_^

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save