กับดักของ ‘นักลงทุน’ ติดดอย-ขายหมู-ขาดทุนหนัก ถ้าไม่รู้จัก ‘วงจรอารมณ์’

ในโลกของการลงทุนถ้าแบ่งนักลงทุนตามสไตล์ลงทุนอย่างกว้างๆ จะแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่

DIY

เป็นนักลงทุนที่สามารถศึกษาหาข้อมูล จัดการเลือกซื้อหลักทรัพย์ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งในปัจจุบันก็มีอยู่หลากหลายสไตล์ เช่น สายวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (VI), สายเทคนิค (Technical) หรือผสมผสานของทั้งคู่ (Hybrid)

PORT

เป็นนักลงทุนที่ใช้บริการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) หรือสถาบันการเงินที่มีกองทุนหรือพอร์ตลงทุนสำเร็จเตรียมไว้แล้ว โดยอาจมีการระบุอัตราผลตอบแทนคาดหวัง กลยุทธ์ลงทุน ผู้จัดการกองทุน และเงินลงทุนเริ่มต้น

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนทั้ง 2 ประเภท บางส่วนเน้นลงทุนเพื่อเก็งกำไร มากกว่าลงทุนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเงิน และหากนักลงทุนไม่ได้ศึกษาจนเชี่ยวชาญในการวางแผนการเงิน อาจไม่รู้ว่าควรลงทุนเท่าไร อย่างไร และนานแค่ไหน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินได้ ซึ่งเป้าหมายทางการเงินของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป เช่น การเกษียณอายุ การศึกษาบุตร มีบ้านหรือมีรถ

นอกจากนี้ นักลงทุนทั้ง 2 ประเภท ยังมักติดกับดักที่เรียกว่า “วงจรสภาวะอารมณ์ของนักลงทุน”

โดยวงจรสภาวะอารมณ์ของนักลงทุนแบ่งออกเป็น 4 ช่วง

➡️ช่วงที่ 1 เข้าซื้ออย่างตื่นเต้น บนยอดดอย

นักลงทุนเข้ามาในตลาดด้วยความตื่นเต้นและมองโลกในแง่ดี แม้ว่าตอนแรกจะยังไม่ได้ตัดสินใจซื้อ แต่พอราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้น คนในวงการเริ่มเชียร์ เรายิ่งอยากเข้าซื้อ เพราะกลัวตกรถ และยิ่งหากเข้าซื้อแล้วราคาพุ่งถึงจุดสูงสุดก็จะมีความสุขมาก และมั่นใจว่าตัวเอง คือ ผู้ชนะตลาด ทั้งที่ยืนอยู่บนดอยที่เสี่ยงและอันตรายที่สุด

➡️ช่วงที่ 2 มีขึ้นย่อมมีลง อารมณ์เราก็กังวลตามไปด้วย

เมื่อตลาดไม่เป็นไปตามที่คิด ราคาหุ้นเริ่มปรับตัวลง แต่ก็คิดว่าแค่ย่อ คงไม่เป็นไร แต่พอเวลาผ่านไปมันกลับตกลงเรื่อย ๆ จากที่แค่กังวลก็กลายเป็นกลัวมากขึ้น ขอแค่ไม่ขาดทุนก็ยังดี รู้สึกลังเลว่าจะตัดสินใจยังไงต่อไป ซึ่งในจุดนี้นักลงทุนบางคนก็เลือกย้ายสินทรัพย์เสี่ยงไปสินทรัพย์ปลอดภัยแทน หรืออาจจะยังคงถือพอร์ตที่เริ่มขาดทุนต่อไปด้วยความหวังว่ามันคงจะดีขึ้น

➡️ช่วงที่ 3 ท้อแท้และผิดหวัง

ข่าวร้ายทำให้ตลาดกลายเป็นขาลงเต็มตัว นักลงทุนที่ถือมาจนมันขาดทุนมากแล้ว ยอมตัดใจขายออกเพราะหมดหวัง โดยคิดว่าได้เงินกลับมาบ้างก็ยังดี บางคนรับความผิดหวังนี้ไม่ไหวก็จะออกจากตลาด โดยหารู้ไม่ว่านี่เป็นจุดที่มีโอกาสในการลงทุนสูงสุด เพราะเป็นจุดต่ำสุดของตลาดแล้ว

➡️ช่วงที่ 4 ความหวังครั้งใหม่ แต่ใจเรายังเหมือนเดิม

แปลกแต่จริง จุดที่ขายมักจะเป็นจุดใกล้ ๆ ต่ำสุดของรอบ แต่พอหุ้นวิ่งขึ้นมาใหม่ ช่วงแรกจะระวังก่อน ยังไม่กล้าเข้าซื้อ แต่ยิ่งดูยิ่งมีความหวัง เพราะราคาขึ้นต่อ บางทีขึ้นมาเทียบเท่ากับราคาเดิมที่เคยซื้อ ก็จะมองโลกในแง่ดีและกลับเข้าไปลงทุนใหม่อีกครั้ง หวังว่าครั้งนี้จะเป็นฟ้าหลังฝน ย่อมสดใส แต่มักกลับเข้าสู่ช่วงที่ 1 เป็นวงจรทางอารมณ์ที่บั่นทอนจิตใจได้ไม่รู้จบ เพราะกลับไปซื้อบนดอย อย่างมั่นใจอีกแล้ว

ซึ่งปัญหาทางอารมณ์ที่ว่ามานี้ มักจะไม่เกิดกับนักลงทุนที่มีนักวางแผนการเงินประกบ เพราะนักวางแผนการเงินจะทำให้นักลงทุนเข้าใจ Concept ว่าลงทุนเพื่ออะไร ช่วยกำหนดเป้าหมายและวิธีการไปสู่เป้าหมายร่วมกัน

เช่น นักลงทุน A อายุ 30 ปี ต้องการเกษียณอายุ ตอนอายุ 55 ปี โดยมีเงินใช้หลังเกษียณ 30,000 บาทต่อเดือนไม่รวมเงินเฟ้อ เพื่อให้รู้ว่านักลงทุน A สามารถเกษียณได้ตามเป้าหมาย นักวางแผนการเงินจะช่วยคำนวณก่อน หากไม่พอ จะปรับงบการเงินและวางแผนการลงทุนใหม่ให้เหมาะสมกับเป้าหมาย โดยนักวางแผนการเงินมักจะแนะนำวิธีการลงทุนเป็นรูปแบบของการ DCA หรือการซื้อแบบถัวเฉลี่ยทุกเดือน เพื่อป้องกันไม่ให้นักลงทุนตกเข้าไปในกับดักวงจรทางอารมณ์ เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไร สินทรัพย์นั้นจะขึ้นหรือลง จะมีวิกฤติเกิดขึ้นหรือไม่ หรือเกิดสงครามระหว่างประเทศ ทำให้นักลงทุนกังวลแล้วถอนเงินลงทุนออกมาก่อนจะประสบความสำเร็จ

นอกจากนี้ นักวางแผนมักแนะนำให้เราลงทุนกระจายความเสี่ยง โดยอ้างอิงจาก Asset class returns ตั้งแต่ปี 2008 – 2022 จะพบว่าการซื้อโดยกระจายการลงทุนไปในหลายหลักทรัพย์ (Asset Allocation) จะมีความผันผวนของผลตอบแทนน้อยกว่า กล่าวคือ ผลตอบแทนอยู่ในระดับกลาง ๆ ไม่หวือหวา

นักลงทุนทุกสไตล์สามารถฝ่าวิกฤติไปได้หากคุณรู้เท่าทันทางอารมณ์ ในเชิงทฤษฎีมันพูดง่ายแต่ปฏิบัติจริงได้ยาก ฉะนั้นการมีผู้เชี่ยวชาญอย่างนักวางแผนการเงินคอยให้คำปรึกษา เวลาเกิดเหตุการณ์ใด ๆ ที่ทำให้สภาพจิตใจอ่อนไหวไม่มั่นคง ย่อมรู้สึกอุ่นใจมากกว่า

เขียนโดย: ศุภิสรา อโณทยานนท์ ที่ปรึกษาการเงิน AFPT™

“เงินไม่หาย รายจ่ายลด เงินเก็บเพิ่ม”7 Steps ทำ “งบ” ง่ายๆ ด้วยตัวเองป้องกันอาการเดือนชนเดือน

การจัดทำงบประมาณ ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญประการหนึ่งที่ทำให้แผนการเงินบรรลุเป้าหมาย เพราะเป็นเครื่องมือช่วยวางแผนและบริหารการเงินให้มีประสิทธิภาพ พูดง่าย ๆ ไม่ให้หลงทางด้านการเงิน เช่น การวางแผนด้านรายได้ แผนการออมการลงทุนเพื่ออนาคต การตัดสินใจทางการเงินวันข้างหน้า แผนค่าใช้จ่าย

การจัดทำงบประมาณจะช่วยให้กำหนดได้ว่าตัวเองต้องการใช้เงินอย่างไรและใช้ไปกับสิ่งไหน และเมื่อเข้าใจในการจัดทำงบประมาณก็แน่ใจว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ถูกใช้ไปตามที่ต้องการ และสามารถติดตามการใช้จ่ายว่าตรงกับลำดับความสำคัญจริง ๆ

มีบ่อยครั้งเมื่อหลายคนเริ่มตั้งงบประมาณก็รู้สึกประหลาดใจที่เห็นว่าเงินถูกนำไปใช้กับสิ่งที่ไม่สำคัญ เช่น การช้อปปิ้งออนไลน์แบบไม่คิดหน้าคิดหลัง หรือรูดบัตรเครดิตเพื่อทานอาหารในห้างสรรพสินค้า สัปดาห์ละ 3 ครั้ง

ดังนั้น การจัดทำงบประมาณจะช่วยให้ติดตามความคืบหน้าว่าปฏิบัติตามแผนการเงินเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายทางการเงินที่ตัวเองกำหนดเอาไว้หรือไม่ สำหรับการจัดทำงบประมาณทุกคนสามารถทำได้จากขั้นตอน ดังนี้

(1) กำหนดรายได้

เริ่มต้นด้วยการตรวจสอบรายได้ต่อเดือน รวมถึงรายได้อื่น เช่น รายได้พิเศษ สวัสดิการต่าง ๆ ผลตอบแทนจากการลงทุน แต่หากมีรายได้ในแต่ละเดือนไม่สม่ำเสมอก็ใช้วิธีการคำนวณคร่าว ๆ ว่าต่อปีมีรายได้เท่าไหร่ จากนั้นก็หารด้วย 12 ก็จะรู้ว่าแต่ละเดือนมีรายได้เท่าไหร่

(2) จัดหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นและไม่จำเป็น

จดบันทึกค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายทุกเดือนและมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิต เช่น ค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าเดินทาง ค่าน้ำมันรถ ค่ามือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าหนี้บัตรเครดิต ให้พ่อแม่ รวมถึงเงินออมและเงินลงทุนด้วย

สำหรับค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นก็จดบันทึกเช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ทานอาหารนอกบ้าน สมาชิกฟิตเนส, สมาชิก Netflix หรือซื้อเสื้อผ้า เป็นต้น โดยค่าใช้จ่ายส่วนนี้ถือเป็นความต้องการในปัจจุบันแต่ไม่มีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตหากปรับลดค่าใช้จ่ายลง

ถึงแม้ว่าค่าใช้จ่ายทั้งสองส่วนจะไม่สามารถระบุเป็นจำนวนเงินได้ชัดเจนว่าต้องจ่ายเท่ากันทุก ๆ เดือน จึงให้ประมาณการจำนวนเงินคร่าว ๆ ว่าแต่ละเดือนน่าจะจ่ายในระดับดังกล่าว และเมื่อจัดหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายทั้งจำเป็นและไม่จำเป็น ก็ถึงเวลาจดสิ่งที่คิดว่าในเดือนต่อไปจะใช้จ่ายในแต่ละรายการอย่างไร

(3) เปรียบเทียบประมาณการกับค่าใช้จ่ายจริง

ย้อนกลับไปดูประวัติการใช้จ่ายในช่วงสามเดือนที่ผ่านมาและพิจารณาว่าใช้จ่ายจริงในแต่ละรายการต่อเดือนเป็นอย่างไร มีการใช้จ่ายตรงตามที่ประมาณการเอาไว้หรือไม่ หากตรงก็แสดงว่ามีการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ดี แต่หากค่าใช้จ่ายสูงกว่าประมาณการก็ต้องทบทวนเพื่อจัดการการใช้จ่ายและติดตามการเงินให้เข้มงวดขึ้น

(4) กำหนดวงเงินการใช้จ่ายภายใต้รายได้

เมื่อทราบแล้วว่าตัวเองใช้จ่ายไปเท่าไหร่ต่อเดือน ก็ให้กำหนดวงเงินใช้จ่ายเริ่มต้นด้วยการจัดทำงบประมาณกับค่าใช้จ่ายที่จำเป็น จากนั้นบวกค่าใช้จ่ายที่จำเป็นลบออกจากรายได้ โดยจำนวนเงินที่เหลือ คืองบประมาณสำหรับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ หรือก็สามารถนำไปเก็บออมในส่วนของเงินออมเผื่อฉุกเฉินก็ได้ ดังนั้น การตั้งงบประมาณค่าใช้จ่ายที่ดีจึงไม่ควรเกินรายได้ เพราะหากเกินอาจจะกลายเป็นหนี้

(5) มองหาทางเพื่อลดค่าใช้จ่าย

สมมติว่าในแต่ละเดือนมีรายจ่ายมากกว่ารายรับก็จะต้องหาวิธีลดค่าใช้จ่าย เริ่มต้นด้วยการลดวงเงินใช้จ่ายในรายการที่ไม่จำเป็น หากค่าใช้จ่ายยังเกินรายรับก็ต้องลดค่าใช้จ่ายที่จำเป็นบางรายการ เช่น จ่ายหนี้บัตรเครดิตให้หมดโดยเร็วที่สุด มองหาโปรโมชั่นมือถือและอินเทอร์ที่ถูกลง ขณะเดียวกันก็มองหารายได้เสริม (ถ้าทำได้)

(6) ติดตามการใช้จ่าย

เมื่อกำหนดงบประมาณสำหรับเดือนนั้นแล้วก็ต้องติดตามการใช้จ่าย และหยุดเมื่อค่าใช้จ่ายถึงกำหนด แต่หากมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายต่อไป เช่น เดือนนี้เดินทางมากกว่าปกติ ทำให้ค่าน้ำมันอยู่ที่ 2,000 บาท ซึ่งเกินที่ประมาณการไว้ 500 บาท ก็ต้องโอนค่าใช้จ่ายจากรายการอื่น ๆ มาใช้ได้ แล้วก็ปรับลดรายการนั้นลง ซึ่งการทำเช่นนี้ได้จะต้องตรวจสอบการใช้จ่ายก่อนใช้จ่าย เพื่อดูว่าเหลือเงินอยู่เท่าไหร่

(7) วางแผนสำหรับเดือนถัดไป

หลังจากที่จัดทำงบประมาณเดือนแรกเสร็จแล้ว การวางแผนสำหรับเดือนถัดไปก็จะง่ายขึ้น โดยเฉพาะการดูว่าใช้เงินเป็นอย่างไร ปรับรายการค่าใช้จ่ายให้เหมาะสมกับการใช้ชีวิต อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรระวังเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายก้อนโตที่อาจเกิดขึ้น เช่น ค่าเบี้ยประกันที่จะถึงกำหนดชำระ ค่าตรวจสภาพรถ หรือค่าใช้จ่ายช่วงวันหยุดยาวที่กำลังจะมาถึง ดังนั้น ควรวางแผนเตรียมเงินให้สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายพิเศษ หากทำได้จะทำให้ไม่ต้องกู้หนี้ยืมสิน ซึ่งอาจเป็นภาระในระยะยาว

โดยสรุป งบประมาณเป็นแผนประมาณการเงินที่จัดทำขึ้นล่วงหน้าที่แสดงรายการเงินทั้งหมดที่คาดว่าจะเกิดขึ้น จึงควรทำเป็นรายงวด (รายสัปดาห์, รายเดือน) เพื่อช่วยให้สามารถควบคุมการใช้จ่ายได้ในอนาคตอย่างเหมาะสม หากมีเงินเหลือจะได้วางแผนการออมและการลงทุนเพิ่มเติม หากเงินไม่พอก็จะได้เตรียมตัดลดค่าใช้จ่ายหรือหาทางแก้ไขปัญหา สำหรับเคล็ดลับเบื้องต้นในการทำงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ ดังนี้

ประมาณการอย่างรอบคอบ

ทั้งจำนวนเงินที่คาดว่าจะได้รับและเงินที่ต้องจ่าย การประมาณการจำนวนเงินที่ดีควรคำนึงถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องให้รอบด้าน อาจใช้จำนวนเงินรับและเงินจ่ายที่เกิดขึ้นจริงในอดีตเป็นเกณฑ์แล้วพิจารณาสถานการณ์ในปัจจุบันร่วมด้วย

ประมาณการอย่างสมเหตุสมผล

ต้องประมาณการเงินสดที่ทำให้ปฏิบัติได้จริง ไม่ประมาณการเงินสูงหรือต่ำเกินไป จนไม่สามารถทำได้

ประมาณการแบบยืดหยุ่นได้

เพราะความไม่แน่นอนเกิดขึ้นได้ งบประมาณเงินที่ดีจึงควรปรับให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม

ทำแล้วต้องใช้

คงไม่มีประโยชน์หากเสียเวลาทำงบประมาณเงินแล้วไม่ปฏิบัติตามที่วางไว้

งาน เงิน ชีวิต ความสัมพันธ์? คำอธิบายผู้เชี่ยวชาญว่าทำไมเราเริ่มตั้งคำถามเมื่อโมงยามชีวิตเข้าสู่ช่วงวัยกลางคน

เคยได้ยินเรื่อง ‘วิกฤติวัยกลางคน’ (Midlife Crisis) ไหมครับ?
อาการวิตกกังวล ตั้งคำถามกับประเด็นต่างๆ ในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เงิน ชีวิต ความฝัน ความสัมพันธ์ ฯลฯ

เริ่มสงสัยในสิ่งที่ทำว่ามันเป็นอย่างที่มันควรจะเป็นอยู่รึเปล่า? งานที่ทำใช่ที่ต้องการไหม? เงินที่เก็บมาจะพอใช้เหรอ? เส้นทางที่เดินมาตลอด ทำงานอย่างแข็งขันกำลังนำไปสู่เป้าหมายที่อยากจะไปจริงๆ ใช่ไหม? เรากำลังปีนเขาลูกที่อยากจะปีนอยู่จริงไหมนะ? คนรอบๆ ตัว คนรัก ความสัมพันธ์ จากที่ก่อนหน้านี้ดูไม่ได้มีปัญหาอะไร ตอนนี้ทุกอย่างกลายเป็นคำถามไปซะหมด

ที่สำคัญคือมันเริ่มกระทบกับชีวิตและคนรอบๆ ตัวด้วย

อาการความเครียดแบบนี้ บางคนเริ่มเร็วหน่อย ช่วงวัย 30 กว่าๆ เข้าสู่วัย 40 ก็เริ่มตั้งคำถาม บางคนก็อาจจะช้ากว่านั้นสักหน่อย (แต่ก็จะไม่เกิน 60 ปี) เหตุผลที่เราเรียกมันว่าวิกฤติวัยกลางคนก็เพราะอาการแบบนี้มักจะเกิดขึ้นช่วงวัยกลางคนนี่แหละ

มันเป็นช่วงเวลาที่เราเริ่มมองย้อนกลับไปในชีวิต ตั้งคำถามกับการตัดสินใจ เริ่มเชื่อมต่อจุดต่างๆ ว่าเราเคยเป็นใคร ตอนนี้เป็นใคร และกำลังจะเป็นใครในอนาคต

มันคือช่วงเวลาที่ “อดีต ปัจจุบัน และอนาคต มาบรรจบกัน” ชารอน เรย์ (Sharon Wray) ผู้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องวิกฤติวัยกลางคนกล่าวเอาไว้ได้อย่างชัดเจน

เอมี่ โมริน (Amy Morin) นักจิตบำบัดและนักเขียนหนังสือขายดีระดับนานาชาติ (หนังสือของเธอที่หลายคนอาจจะรู้จักคือ “13 สิ่งที่คนเข้มแข็งเขาไม่ทำกัน”) กล่าวนักวิจัยหลายคนเชื่อว่าวิกฤติวัยกลางคนนั้นเป็นสิ่งที่สังคมสร้างขึ้นมากกว่า เป็นความเชื่อที่ว่าพอเข้าสู่ช่วงวัยนี้จะเริ่มทำอะไรที่สุดโต่งสักอย่างในชีวิต

มีการทำแบบสอบถามเช่นกันพบว่ามีเพียง 26% เท่านั้นรู้สึกว่าตัวเองประสบกับวิกฤติวัยกลางคน และส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดเพราะอายุ แต่เป็นเหตุการณ์บางอย่างในชีวิตที่ทำให้รู้สึกว่ากำลังเกิดวิกฤติวัยกลางคน อย่างเช่นการจากไปคนรักในครอบครัว (พ่อแม่ พี่น้อง สามี/ภรรยา) การหย่าร้าง ตกงาน หรือการย้ายที่ทำงาน ฯลฯ

สัญญาณของวิกฤติวัยกลางคนมีอะไรบ้าง?

ด้วยความที่ “วิกฤติวัยกลางคน” ไม่ได้เป็นโรคที่มีการวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ มันเลยเป็นคอนเซปต์ที่ยากสำหรับนักวิจัยจะทำการศึกษาด้วย แถมยังมีการโต้แย้งกันค่อนข้างเยอะว่าจริงๆ แล้ววิกฤติวัยกลางคนต้องมีลักษณะอาการแบบไหน

โมรินกล่าวว่า “วิกฤติของคนหนึ่ง อาจจะไม่ใช่วิกฤติของอีกคนก็ได้”

แต่ส่วนใหญ่จะบอกว่าวิกฤติวัยกลางคนจะมีความรู้สึกกลัวเรื่องความเป็นความตาย หรือความต้องการที่จะกลับไปเป็นหนุ่มสาวอีกครั้ง แต่โดยทั่วไปอารมณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตวัยกลางคนอาจไม่ต่างจากความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตช่วงอื่นๆ ในชีวิตมากนัก

ซึ่งสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (The American Psychological Association) กล่าวว่าวิกฤตทางอารมณ์เห็นได้ชัดจาก “การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ชัดเจนและฉับพลัน” ตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมมีทั้ง

* ละเลยสุขอนามัยส่วนบุคคล
* พฤติกรรมการนอนที่เปลี่ยนไป
* น้ำหนักลดหรือเพิ่มเป็นพิเศษ
* การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ที่เด่นชัด เช่น โกรธมากขึ้น หงุดหงิด เศร้า หรือวิตกกังวล
* ไม่สนใจ/ใส่ใจในงานประจำหรือความสัมพันธ์รอบๆ ตัว

สาเหตุของวิกฤติวัยกลางคนมีอะไรบ้าง?

สำหรับหลายคนช่วงวัยกลางคนคือจังหวะชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น หน้าที่การงาน ความรับผิดชอบในชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป อาจจะต้องกลายเป็นผู้ดูแลพ่อแม่ที่สูงอายุ บางคนอาจจะเข้าสู่ช่วงวัยที่ลูกๆ เติบโตไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย หรือบางทีรู้สึกว่าลูกวัยรุ่นนั้นโตเร็วจนรับไม่ทัน

บางคนช่วงนี้อาจจะส่องกระจกแล้วเริ่มเห็นริ้วรอยของความชราภาพชัดเจนมากขึ้น อาจจะป่วย เริ่มสุขภาพไม่แข็งแรง วิ่งแล้วหอบไม่ฟิตเหมือนเดิม เดินขึ้นบันไดแล้วปวดขา ก้มแล้วปวดหลัง ฯลฯ

ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้เริ่มตั้งคำถามกับชีวิตและเกิดความรู้สึกเสียดายกับเรื่องต่างๆ ที่เคยผ่านมา

เหมือนเป็นจังหวะที่คิดถึงอดีตว่าพลาดอะไรไปบ้าง แล้วตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่ แล้วอีกไม่นานก็จะจากโลกนี้ไปแล้ว พอความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นก็จะกลายเป็นการตั้งคำถามแล้วว่า “แล้วถ้าเกิดว่าวันนั้นเลือก…”

บางคนอาจจะรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้เลือกสายอาชีพหนึ่ง บางทีเป็นเรื่องความสัมพันธ์กับใครสักคน หรือโอกาสที่จะได้มีชีวิตที่แตกต่างออกไปจากตรงนี้ ทำไมช่วงนั้นดูมีความสุขดี ตอนนี้ช่างแตกต่างกันจัง

หรือสำหรับบางคนอาจจะรู้สึกว่าต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างแล้ว มองย้อนกลับไปไม่ช่วยอะไร ตอนนี้แหละที่ต้องลุกขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับอีกครึ่งชีวิตที่เหลือ

เป็นช่วงเวลาที่ความสุขต่ำสุด

มีการศึกษาหลายชิ้นที่บ่งบอกว่าความสุขในช่วงชีวิตของมนุษย์จะทำกราฟเป็นลักษณะรูปตัว “U” ซึ่งมันจะค่อยๆ ลดลงตั้งแต่ช่วงปลายวัยรุ่นแล้วมาต่ำสุดช่วงอายุ 40++ หลังจากนั้นก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นหลังวัย 50++ แต่จะเพิ่มขึ้นก็ต่อเมื่อเริ่มค้นพบตัวเองอีกครั้ง เหมือนเป็นการหาเป้าหมายในอีกครึ่งชีวิตเจอนั่นเอง แต่ข้อมูลตรงนี้อาจจะพบมากกว่าในกลุ่มคนที่มีรายได้สูงมากกว่ากลุ่มคนที่มีรายได้น้อย

บางคนอาจจะรู้สึกเหมือนภาวะซึมเศร้าในช่วงระยะเวลานี้ มีข้อมูลในประเทศอเมริกาว่าผู้หญิงวัย 40-59 ปีนับว่ามีอัตราส่วนเป็นโรคซึมเศร้ามากที่สุดถึง 12.3% และผู้ชายวัย 45-54 ปีก็มีอัตราการเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายสูงที่สุดในทุกช่วงวัยด้วย (โดยเฉพาะชายผิวขาว)

วิกฤติวัยกลางคนทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า? หรือภาวะซึมเศร้าทำให้เกิดวิกฤติวัยกลางคน? หรือบางทีความรู้สึกซึมเศร้าที่ประสบช่วงวัยกลางคนคือวิกฤติวัยกลางคน?

แล้ววิกฤติวัยกลางคนทำให้ความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นไหม? คำถามเหล่านี้ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดเพราะมันระบุไม่ได้ว่าวิกฤติวัยกลางคนนั้นแตกต่างจากสภาวะวิกฤติทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากช่วงอื่นยังไง

แล้วมันมีข้อดีไหม?

สิ่งหนึ่งที่โมรินบอกว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้และมีโอกาสสร้างผลลัพธ์ในทางบวกคือ “ความอยากรู้อยากเห็น” (Curiosity)

“นักวิจัยพบว่าคนที่กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤติ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตหนึ่งส่วนสี่ของชีวิต (quarter-life crisis) หรือวิกฤติวัยกลางคน จะรู้สึกถึงความอยากรู้อยากเห็นที่เพิ่มมากขึ้นกับตัวเองและโลกที่กว้างขึ้น”

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่าความกังวลและความไม่แน่นอนที่กำลังรู้สึกนี่แหละที่ทำให้พร้อมเปิดรับไอเดียใหม่ๆ อาจจะเป็นแนวคิด การทำงาน ทางออกกับชีวิตที่สร้างสรรค์ขึ้น สร้างโอกาสใหม่ๆ และกลายเป็นเป้าหมายในชีวิตครั้งใหม่ที่ทำให้หลุดพ้นจะวิกฤติและกลับมามีความสุขอีกครั้งหนึ่ง

แอนน์ ดักลาส (Ann Douglas) ผู้เชี่ยวชาญและผู้เขียนหนังสือ “Navigating the Messy Middle: A Fiercely Honest and Wildly Encouraging Guide for Midlife Women” คู่มือการรับมือช่วงเวลายุ่งเหยิงวัยกลางคนของชีวิต บอกว่าเราทุกคนควรจะหยุดและสะท้อนถึงสิ่งที่เราเรียนรู้และการเติบโตที่ผ่านมา

“ท้ายที่สุดแล้ว เราก็ไม่ได้มีชีวิตซังกะตายไปตลอด : คุณต้องเรียนรู้และเติบโตทุกก้าวของการเดินทาง”

และที่สำคัญก็คือกว่า “การได้เห็นตัวเองเติบโตนั้นเป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าคุณมีชีวิตอยู่ เป็นหนึ่งในของขวัญมากมายของการเป็นมนุษย์ : สามารถตั้งคำถามกับความคิดของตัวเองและถามตัวเองด้วยคำถามสำคัญๆ อย่าง ‘ที่เชื่อนั้นจริงเหรอ?’ และ ‘ฉันยังรู้สึกแบบนั้นอยู่รึเปล่า?’”

วิกฤติวัยกลางคนอาจจะทำให้คุณตั้งคำถามกับทุกอย่างในชีวิต งาน เงิน ชีวิต ความสัมพันธ์

ถึงแม้จะดูน่ากลัว แต่มันก็เป็นหมุดหมายสำคัญที่ช่วยเตือนว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องของธรรมชาติ

การเปลี่ยนแปลงบางครั้งเจ็บปวด แต่ไม่มีอะไรแย่ไปกว่าอยู่เฉยๆ แล้วติดอยู่กับสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเราอีกต่อไป

เราไม่จำเป็นต้องเป็นคนเดิมในอดีต และถ้าอยากเปลี่ยนอนาคตก็ต้องตอนนี้
นั่นคือธรรมชาติและความเป็นมนุษย์ที่สุดแล้ว

“เงินเดือน” เข้าปุ๊บ-ออกปั๊บ How To ยืดอายุเงินเดือนให้อยู่กับเรานานขึ้น

ใครเป็นบ้าง “เงินเดือน” เข้าปุ๊บ-ออกปั๊บ? ต้นเดือนแบบนี้เชื่อว่า “มนุษย์เงินเดือน” คงจะได้รับค่าเหนื่อยจากการทำงานอันเป็นที่รักกันมาแล้ว แต่คำถามคือ “เงินเดือน” ที่ได้ยังอยู่ดีใช่มั้ย หรือกำลังเตรียมถูกจ่ายออกไปอย่างเมามัน ซึ่งถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกว่าเงินเดือนเข้ามาแล้ว แต่ออกไปไวเหลือเกิน วันนี้ aomMONEY มีเทคนิคดีๆ ที่จะช่วยคุณมาฝาก

ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่าเหตุผลของการที่เงินเดือนไม่เคยจะอยู่กับเราได้นานเป็นเพราะอะไรกันแน่ “เงินเดือนน้อยเกินไป” หรือ “ค่าใช้จ่ายมากเกินไป” ถ้าเป็นเรื่องของเงินเดือนน้อย ต้องบอกว่าเรื่องนี้ค่อนข้างอ่อนไหว เพราะเราไม่สามารถปรับเปลี่ยนเงินเดือนได้ภายในวันนี้หรือพรุ่งนี้ สิ่งที่อาจจะทำได้ คือ ต้องหารายได้จากช่องทางอื่นๆ เพิ่มเติม แต่สิ่งหนึ่งที่สามารถทำได้เลยไม่ต้องรอ คือ เรื่องของการปรับลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง และเพิ่มการบริหารจัดการเงินให้ดีขึ้น

ชวนทุกคนมาเตรียมความพร้อมก่อนไปง้อ “เงินเดือน” กันก่อนดีกว่า โดยให้ทุกคนเริ่มด้วยการสำรวจหรือจดบันทึก “รายจ่าย” ที่ต้องจ่ายออกไปในแต่ละเดือนว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง เพื่อนำมาแยกรายการเป็น “ค่าใช้จ่ายจำเป็น” และ “ค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น” จากนั้นจึงท่องไว้ในใจว่าจะต้องไม่ใช้จ่ายกับสิ่งที่ไม่จำเป็นอีกนะ

โดยปกติแล้วถ้าเราจะง้อใครสักคน หลายคนอาจจะชอบใช้วิธีให้สิ่งของต่างๆ เพื่อง้อ ซึ่ง “เงินเดือน” ก็เหมือนกัน แต่การจะง้อเงินเดือนให้อยู่กับเรานานๆ เราต้องให้ “บัญชี” หลายๆ บัญชี เพื่อให้เงินเดือนได้กระจายออกไปอยู่ในบัญชีต่างๆ โดยให้แบ่งออกเป็นอย่างน้อย 3 บัญชี ได้แก่ (1) บัญชีค่าใช้จ่ายจำเป็น (2) บัญชีเงินออม (3) บัญชีค่าใช้จ่ายที่ยืดหยุ่นได้

บัญชีค่าใช้จ่ายจำเป็น

เป็นบัญชีสำหรับกระจายเงินเดือนมาพักไว้เพื่อรอใช้สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็นที่เราลิสต์ออกมาแล้ว โดยจะเป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นที่มียอดตายตัวไม่สามารถยืดหยุ่นได้ เช่น ค่าห้องพัก ค่าผ่อนรถ ค่าบัตรเครดิต ค่าโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น ซึ่งค่าใช้จ่ายในส่วนนี้อาจจะมีในส่วนของยอดผ่อนชำระหนี้ต่างๆ รายเดือนรวมอยู่ด้วย ซึ่งจำนวนเงินก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลว่ามีค่าใช้จ่ายหรือยอดผ่อนมากน้อยเพียงใด แต่โดยปกติแล้วหากคิดเฉพาะยอดผ่อนชำระหนี้รายเดือนทั้งหมดก็ไม่ควรเกิน 40-50% ของเงินเดือน โดยหากรวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในหมวดนี้ บัญชีนี้ก็ควรจะมีเงินระดับไม่เกิน 50-70% ของเงินเดือน เพื่อที่จะรอไปใช้จ่ายตามกำหนดต่อไป

บัญชีเงินออม

หลังจากที่แยกเงินเดือนไปเก็บในบัญชีค่าใช้จ่ายจำเป็นแล้ว ต่อมาให้แบ่งเงินเดือนเพื่อมาเป็นเงินออมก่อน โดยในทุกๆ เดือน ชวนทุกคนมาเก็บออมอย่างน้อย 10-20% ของเงินเดือน เพื่อเก็บไว้เป็นเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน โดยเราควรมีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินอยู่ที่ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือนเป็นอย่างต่ำนะครับ หากใครที่บอกว่ามีเงินสำรองฉุกเฉินครบแล้ว ก็สามารถนำเงินส่วนที่จะถูกแบ่งจากเงินเดือนมาไว้ในบัญชีนี้ไปลงทุนเพื่อหาโอกาสในการรับผลตอบแทนที่สูงขึ้นได้ บัญชีนี้จะช่วยสร้างวินัยในการออม และเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินที่เก็บไว้ก็สามารถนำมาใช้ได้หากเดือนไหนเกิดเหตุจำเป็นที่จะต้องใช้เงินเร่งด่วนขึ้นมานะครับ

บัญชีค่าใช้จ่ายที่ยืดหยุ่นได้

ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้อาจจะเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นสำหรับคุณก็ได้ เช่น ค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่ม หรือจะเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อไลฟ์สไตล์ก็ได้ เช่น ค่ากิจกรรมพักผ่อน โดยลักษณะค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เราจะสามารถปรับระดับความถูกหรือแพงได้ตามสภาวะการเงินของเราในช่วงนั้น โดยจะเป็นเงินที่เหลือจาก 2 บัญชีแรก แล้วนำมาเก็บไว้ในบัญชีนี้ ซึ่งตลอดทั้งเดือนค่าใช้จ่ายที่จะถูกจ่ายเป็นรายวันจะต้องมาใช้จากบัญชีนี้เท่านั้น โดยอาจจะดูยอดทั้งหมดที่เหลือในบัญชีนี้ แล้วหารเป็นค่าใช้จ่ายต่อวันก็ได้ เพื่อทำให้เรารู้ลิมิตว่าแต่ละวันเราจะสามารถใช้เงินได้มากน้อยแค่ไหน

ยกตัวอย่างเช่น นายออมเก่ง มีเงินเดือน 20,000 บาท เขาสำรวจแล้วว่า เดือนๆ หนึ่งเขามีค่าใช้จ่ายจำเป็นที่ต้องจ่ายตายตัวประมาณ 12,000 บาทต่อเดือน ดังนั้น เขาจึงต้องแบ่งเงิน 60% ของเงินเดือน หรือเท่ากับ 12,000 บาท มาไว้ในบัญชีที่ (1) ก่อนเลย ต่อมาเขาเลือกเก็บออมขั้นต่ำที่ 10% ของเงินเดือน ดังนั้นเงินจำนวน 2,000 บาทจะถูกแบ่งมาเก็บในบัญชีที่ (2) เพื่อไว้เป็นเงินสำรองฉุกเฉิน เท่ากับว่าตอนนี้นายออมเก่ง เหลือเงินเพื่อนำไปใช้สำหรับค่าใช่จ่ายที่ยืดหยุ่นได้อีก 6,000 บาท (=20,000-12,000-2,000) ดังนั้นค่าใช้จ่ายที่เหลือนี้จะถูกนำมาเก็บไว้ในบัญชีค่าใช้จ่ายที่ยืดหยุ่นได้ครับ

การใช้วิธีนี้จะช่วยทำให้เราจัดการเงินได้ชัดเจนตามวัตถุประสงค์ตั้งแต่แรกว่า เงินเดือนหรือรายได้ที่ได้มาจะถูกใช้จ่ายไปกับอะไรบ้าง ทำให้เราไม่เผลอหยิบเงินในส่วนที่เตรียมรอไว้เพื่อใช้จ่ายจำเป็นจริงๆ มาใช้ก่อน โดยที่เราอาจจะคิดว่ามีเงินก้อนใหญ่ในต้นเดือน ทำให้เราใช้จ่ายอย่างสนุกสนาน แต่ปลายเดือนแทบจะไม่เหลือเงินแล้ว นอกจากวิธีนี้จะทำให้เราคุมค่าใช้จ่ายได้แล้ว ยังช่วยให้เราได้เก็บก่อนใช้ ฝึกวินัยการออม และมีโอกาสต่อยอดเงินที่หามาได้อีกด้วย ยังไงก็ลองทำตามกันดูได้นะครับ ผลเป็นยังไง ง้อสำเร็จไหม มาบอกกกกันได้นะครับ

บทเรียนจากการล้มของธนาคารในสหรัฐอเมริกา

วันที่ 9 ธันวาคม 2565 ธนาคาร Silvergate ในอเมริกาซึ่งมีการทำแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโต รับฝากและปล่อยสินเชื่อคริปโต ประกาศล้มละลาย

3 เดือนต่อมา ในวันที่ 10 มีนาคม 2566 ธนาคาร Silicon Valley Bank (SVB) ในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดใน Silicon Valley และขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 16 ของสหรัฐอเมริกา ประสบกับปัญหาการขาดสภาพคล่อง เนื่องจากเงินฝากจำนวนมากถูกถอนออกมา ธนาคารมีลูกค้าเงินฝากส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่ม Venture Capital และมีการลงทุนและปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่ม Startups

แม้ธนาคาร SVB จะพยายามแก้ไขปัญหาสภาพคล่องด้วยการเพิ่มทุนแต่ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้เนื่องจากคนแห่ถอนเงิน ทำให้นักลงทุนขาดความมั่นใจ … ที่ว่าจะขายหุ้นระดมทุน เลยขายไม่ได้ เกมส์จบทั้งที่ยังไม่เริ่ม

ตามมาด้วยการปิดตัวของ Signature Bank ในวันที่ 12 มีนาคม 2566 ธนาคารนี้มีเพิ่งก่อตั้งเมื่อปี 2544 เดิมมีลูกค้าส่วนใหญ่ในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่ในปี 2551 เริ่มมีการทำธุรกิจกับกลุ่มคริปโตมากขึ้น มีเงินฝากจากกลุ่มนี้อยู่ในพอร์ตเงินฝากถึง 30% ในช่วงที่ตลาดคริปโตเติบโต

สาเหตุของการขาดเสถียรภาพทางการเงิน

????ทั้งสามธนาคารมีโครงสร้างทางธุรกิจคล้ายกัน นั่นคือ มีฐานลูกค้าที่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่ม Startup คริปโต และบริษัทลงทุน (Venture Capital) ด้านเทคโนโลยีและบริการด้านสุขภาพ
ตลาดขาลงของคริปโตและกลุ่มธุรกิจด้านเทคโนโลยี เกิดขึ้นหลังภาครัฐทั่วโลกมีการปรับกฏระเบียบและภาษีที่ทำให้ธุรกิจในกลุ่มเทคโนโลยีมีต้นทุนสูงขึ้น แถมด้วยการสูญเสียความเชื่อมั่นกับ crypto exchange รวมถึงการขาดทุนของ tech project ของบริษัทใหญ่

นอกจากนี้ ธุรกิจในสายเทคโนโลยีโดยส่วนใหญ่รวมถึงธุรกิจขุดเหรียญคริปโตอาศัยพลังงานในการดำเนินงานและการผลิต เมื่อราคาพลังงานสูงขึ้น กลุ่มธุรกิจเหล่านี้ก็มีต้นทุนการดำเนินงานและการผลิตสูงขึ้น

กลุ่มเทคโนโลยีอยู่ในขาลงมาเรื่อยๆ ตั้งแต่สถานการณ์โควิดเริ่มดีขึ้น แถมมีปัญหาผุดมาอย่างต่อเนื่อง ธนาคารที่ลงทุนในธุรกิจกลุ่มนี้ไม่ว่าจะเป็นบริษัทใหญ่หรือ startups ก็ต้องโดนผลกระทบกันไป

ส่วนธุรกิจในกลุ่ม Venture Capital ประสบกับปัญหาการระดมทุน เนื่องจากดอกเบี้ยในตลาดสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นและกำไรของธุรกิจกลุ่มนี้ลดลง

>> ทำให้ธนาคารทั้งสามที่มีฐานลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มธุรกิจเหล่านี้ได้รับผลกระทบมากกว่าธนาคารทั่วไปที่มีฐานลูกค้าที่กระจายตัวไปในหลายอุตสาหกรรม

???? อีกสาเหตุหนึ่ง คือ การดำเนินธุรกิจของธนาคารมีการบริหารสินทรัพย์และหนี้สินที่ไม่สอดคล้องกัน ทางเศรษฐศาสตร์ เราเรียกว่า asset-liabilities mismatch

ใครนึกไม่ออกว่าคืออะไร ให้นึกถึงการดำเนินธุรกิจของธนาคารในประเทศไทยก่อนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งค่ะ

นั่นคือ มีการระดมเงินทุนระยะสั้น ผ่านเงินฝากระยะสั้น ทำให้เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดสูงขึ้น ต้นทุนดอกเบี้ยเงินฝากสูงขึ้นตาม

แต่ในขณะเดียวกัน ธนาคารนำเงินทุนนี้ไปลงทุนในตราสารหนี้รวมถึงพันธบัตรระยะยาวของรัฐบาล ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยคงที่ … มูลค่าของตราสารหนี้ที่ลดลงเมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดสูงขึ้น ทำให้มูลค่าสินทรัพย์ของธนาคารลดลง

เมื่อการปรับตัวของดอกเบี้ยในขาหนี้สินและสินทรัพย์ไม่สอดคล้องกัน ก็เกิดปัญหาทันที เพราะต้นทุนสูงขึ้น แต่รายได้เท่าเดิม

ในขณะเดียวกันการขายตราสารหนี้เพื่อระดมเงินทุนของธนาคารก็ยิ่งทำให้มูลค่าตราสารหนี้ที่ยังถืออยู่ลดลงด้วย และหากธนาคารใช้พันธบัตรระยะยาวเป็นส่วนหนึ่งของกองทุนขั้นที่ 1 อัตราส่วนของกองทุนก็จะลดลงไปด้วย

ผลกระทบและสัญญาณเตือนแก่ระบบธนาคารทั่วโลก

แม้ว่าสถาบันคุ้มครองเงินฝากของสหรัฐฯ คุ้มครองเงินฝากจำนวนเงินไม่เกิน USD 250,000 ต่อผู้ฝาก แต่ลูกค้าส่วนใหญ่ของ SVB เป็นลูกค้าบริษัทที่มีมูลค่าเงินฝากต่อรายสูงกว่าวงเงินคุ้มครอง ทำให้เงินฝากส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกคุ้มครอง

การขาดทุนจากการขายพันธบัตรของ SVB และภาระดอกเบี้ยฝั่งหนี้สิน (เงินฝาก) ที่สูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ฝากเงินในกลุ่ม Venture Capital และ Startup มีความเสี่ยงไม่ได้รับเงินคืนครบถ้วนถ้า SVB ล้ม เมื่อผู้ฝากไม่มั่นใจว่าจะได้เงินคืนครบจากธนาคาร ก็ถอนเงินออก

เมื่อมีการไหลออกของเงินฝากมากขึ้น การขาดสภาพคล่องภายในธนาคารก็เกิดตามมา ความกังวลของบรรดาเจ้าของเงินฝากเหล่านี้ขยายต่อไปที่ Signature Bank ที่มีลักษณะโครงสร้างการทำธุรกิจที่คล้ายกันกับ SVB ทำให้เกิด Bank Run ในวันศุกร์ที่ 10 มีนาคม 2566

การเทขายตราสารหนี้ของ SVB ทำให้มูลค่าตราสารหนี้ในตลาดลดลง ซึ่งหากตลาดเกิดแตกตื่น ขายตราสารหนี้ทิ้งกลัวราคาตกไปกว่านี้ ก็อาจส่งผลกระทบต่อมูลค่ากองทุนตราสารหนี้ทั่วโลกได้

???? กรณีการล้มละลายของธนาคารในสหรัฐและปัญหาการขาดสภาพคล่องของ SVB นี้ กำลังเตือนธนาคารทั่วโลกที่มีการลงทุนในตราสารหนี้สูงขึ้นกว่าในอดีต และมีการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีและ startups มากขึ้น ดังนี้

– ธนาคารควรระมัดระวังในการบริหารสินทรัพย์และหนี้สินให้มีความสอดคล้องกันทั้งในเรื่องระยะเวลาและระดับความเสี่ยง
– การดำเนินธุรกิจธนาคารควรให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยงและมีกระบวนการบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม
– ฐานเงินฝากไม่ควรปล่อยให้มีการกระจุกตัวในกลุ่มธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง และ
– การลดลงของมูลค่าตราสารทุนหรือคล้ายทุนสามารถส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเงินของธนาคาร จึงควรนำเข้ามาร่วมคำนวณอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นที่หนึ่ง เพื่อให้สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของกองทุน

นับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2551 ธนาคารทั่วโลกให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ

และในปัจจุบัน วิธีการบริหารความเสี่ยงจำเป็นต้องมีเครื่องมือและการคำนวณที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ตามขอบเขตการดำเนินธุรกิจธนาคารที่ขยายไปยังภาคการลงทุนมากขึ้น และยังมีความซับซ้อนของรูปแบบตราสารหนี้และตราสารทุนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา

ธนาคารในประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเรียนรู้และปรับวิธีคิดและการทำงานให้คำนึงถึงการบริหารความเสี่ยงมากขึ้น เน้นสร้างความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจ ไม่ใช่เพียงแต่เน้นการขายหรือผลกำไรเท่านั้น

==========
ดร. นงนุช ตันติสันติวงศ์ (เพจ : Dr. Nuch Tantisantiwong )
Visiting Academic
School of Electronics and Computer Science
University of Southampton, UK
==========

วิธีเลือก “ประกันสุขภาพ” ตัวแรกให้เหมาะกับ “มนุษย์เงินเดือน”

เชื่อว่าจากสถานการณ์ในช่วงนี้ เพื่อนๆ หลายคนน่าจะตระหนักถึงความสำคัญของประกันสุขภาพกันเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเลยใช่ไหมครับ วันนี้ aomMONEY ขออาสาพาทุกคนไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับประกันสุขภาพ รวมถึง “วิธีเลือกซื้อประกันสุขภาพ” ตัวแรกสำหรับมนุษย์เงินเดือนทุกคนครับ ก่อนจะซื้อ..ต้องรู้จักประกันสุขภาพแต่ละประเภทก่อน

ประกันสุขภาพผู้ป่วยใน (IPD)

คือ แผนประกันสุขภาพที่จะครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลตามสัญญาของเราในกรณีที่เราป่วยและมีความเห็นจากแพทย์ว่าต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล ไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง

ประกันสุขภาพผู้ป่วยนอก (OPD)

คือ แผนประกันสุขภาพที่จะครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลตามสัญญาของเราในกรณีที่เราเข้ารักษาและแพทย์วินิฉัยว่าไม่ต้องนอนโรงพยาบาล

ประกันสุขภาพโรคร้ายแรง (ECIR)

คือ แผนประกันสุขภาพที่จะครอบคลุมค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่าย หรือลักษณะที่เจอ จ่าย และจบปิดสัญญาเลยในกรณีที่เราเจอโรคร้ายแรงตามที่เราทำประกันไว้ครับ

ประกันอุบัติเหตุ (PA)

คือ แผนประกันสุขภาพที่จะครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลตามสัญญาที่เราทำไว้ในกรณีที่เราบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ

ประกันชดเชยรายได้

คือ แผนประกันสุขภาพที่จะจ่ายเงินให้เราในกรณีที่เราต้องนอนโรงพยาบลตามแพทย์สั่ง ไม่ว่าจะด้วยการรักษาโรคหรืออุบัติเหตุครับ
.
เห็นแบบนี้เพื่อนๆ คงมีคำถามใช่มั้ยครับว่าแล้วแบบนี้เราจำเป็นต้องซื้อทั้งหมดทุกแบบเลยมั้ย จะเลือกซื้อยังไงดีถึงจะเหมาะสม ไม่มากจนเกินไป ขอสรุปวิธีการเลือกซื้อประกันสุขภาพ ในแบบฉบับ aomMONEY ให้อ่านกันตามนี้ครับ

4 วิธีช่วยตัดสินใจ เลือกซื้อประกันสุขภาพตัวแรก

1.วิเคราะห์ตัวเองว่ามีความเสี่ยงอะไรบ้าง

สิ่งสำคัญที่สุดเลย คือ เราต้องรู้จักตัวเองก่อนว่าเรามีความเสี่ยงที่อะไรบ้าง เช่น ความเสี่ยงด้านโรคกรรมพันธ์ ความเสี่ยงจากการใช้ชีวิต ความเสี่ยงจากอาชีพ เป็นต้น เพื่อเราจะได้มาจัดสรรเงินที่เรามีอยู่ว่าควรแบ่งซื้อประกันสุขภาพประเภทไหนบ้าง

2.สิทธิพื้นฐานด้านสุขภาพ

หลังจากที่เราวิเคราะห์ความเสี่ยงแล้ว เราก็มาดูกันต่อว่าเรามีสิทธิการรักษาพยาบาลอะไรบ้างที่ได้รับ เช่น ประกันสังคม บัตรทอง หรือใช้สิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการ เพื่อเราจะได้ดูต่อว่าสิทธิที่เรามีอยู่ครอบคลุมค่ารักษาอะไรบ้าง ครอบคลุมเท่าไร คิดว่าเพียงพอต่อการรักษาพยาบาลของเราไหม เพราะบางคนมีข้อจำกัน เช่น ต้องเข้ารักษาพยาบาลโรงพยาบาลเอกชน หรือไม่สะดวกห้องรวมต้องเป็นห้องพิเศษเท่านั้น ข้อจำกัดพวกนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละคนเลยครับดังนั้นเราจะเลือกประกันตามใครไม่ได้

3.เบี้ยประกัน

ส่วนนี้ก็สำคัญ เพราะเบี้ยประกันสุขภาพเราต้องจ่ายเป็นรายปีครับ บางคนอาจจะตั้งไว้งบไม่เกิน 15,000 บาท เพราะเบี้ยประกันส่วนนี้สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท และเขาคิดแล้วว่าประกันในงบเท่านี้ครอบคลุมแล้ว หรือบางคนอาจจะใช้สูตร 10 – 15% ของรายได้ทั้งปี ก็เป็นอีกแนวคิดหนึ่งครับ แต่ผมอยากให้เริ่มจากเท่าที่กำลังทรัพย์เราไหวก่อน ซื้ออันที่จำเป็นก่อน หากเรามีรายได้เพิ่มค่อยขยายความคุ้มครอง อย่าถึงขนาดที่ต้องกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อทำประกันครับ

4.ความมั่นคงของคนข้างหลัง

บางคนมีครอบครัวหรือคนที่ต้องดูแลเรื่องนี้ก็ไม่สามารถละเลยได้ครับ เช่น เราเป็นเสาหลักของครอบครัว มีอาชีพเป็นฟรีแลนซ์หากเกิดเจ็บป่วยขึ้นมาก็จะไม่มีรายได้ก็อาจจะต้องเลือกทำประกันชดเชยรายได้ระหว่างที่เราพักรักษาตัวเพื่อที่จะมีเงินมาจุนเจือในช่วงนั้นครับ

ยกตัวอย่าง

สมมุติ นาย ก.เป็นพนักงานบริษัทที่ทำงานช่วงเวลากลางคืน ชอบปั่นจักรยานไปทำงาน ไม่ค่อยเจ็บป่วย2 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ไปโรงพยาบาลเลย แต่ถ้าต้องนอนโรงพยาบาลขอห้องพิเศษนะครับ คุณพ่อคุณแม่เป็นข้าราชการและมีญาติเคยมีประวัติคนเป็นมะเร็ง ถ้าดูแบบนี้แล้วความเสี่ยงและความต้องการของ นาย ก.จะส่งผลต่อการเลือกซื้อประกันสุขภาพดังนี้ครับ

ประกันโรคร้ายแรง

เพราะครอบครัวเคยมีคนเป็นมะเร็ง และเป็นโรคที่เกี่ยวกับกรรมพันธ์ุ ที่ผมเลือกประกันโรงร้ายแรงขึ้นก่อน เพราะผมเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นครับ และประกันกลุ่มนี้ถ้าเราเป็นแล้วเราจะทำไม่ได้ ต้องทำก่อนเป็นครับ

ประกันผู้ป่วยใน

เพราะมีความต้องการนอนห้องพิเศษ ซึ่งเป็นพนักงานบริษัทอยู่แล้วก็จะมีสิทธิประกันสังคมจ่ายได้ส่วนหนึ่ง ประกันผู้ป่วยในก็ให้เลือกที่มีวงเงินบวกกับสิทธิประกันสังคมแล้วครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลและห้องพิเศษในโรงพยาบาลที่เราจะไปรักษาครับ

ประกันอุบัติเหตุ

เพราะผมชอบปั่นจักรยานไปทำงานตอนกลางคืน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้สูง ประกันนี้ส่วนใหญ่ราคาไม่สูงครับ

ประกันชดเชยรายได้

เนื่องจากเป็นพนักงานบริษัท อยู่แล้วครอบครัวก็เป็นข้าราชการก็อาจจะยังไม่จำเป็นตอนนี้ รวมถึงประกันผู้ป่วยนอกด้วยครับเพราะเป็นคนไม่ค่อยเข้ามาสถานพยาบาล แต่ถ้ามีเงินเหลือพอที่จะทำให้ก็อยากให้ทำติดไว้นะครับ

เป็นอย่างไรบ้างครับ หวังว่าช่วยเป็นแนวทางให้เพื่อน ๆ เลือกซื้อประกันสุขภาพกันบ้างนะครับ aomMONEY อยากย้ำอีกทีนะครับว่า “ประกันสุขภาพ” ช่วยเราบริหารความเสี่ยงในเรื่องของค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลได้ แต่ควรเลือกให้เหมาะสมคุ้มค่ากับเราที่สุดนะครับ

“มีแต่ดี ไม่มีเสีย”ทำไม? ควรวางแผนภาษีให้สำเร็จตั้งแต่ต้นปี

หลายคนมักคิดว่าการจัดการภาษีเป็นเรื่องที่สามารถทำเมื่อไรก็ได้ เพียงแค่จัดการให้ทันภายในสิ้นปีของทุกๆ ปี ส่วนจะจัดการอย่างไร จะลดหย่อนด้วยสินค้าทางการเงินอะไร เป็นปริมาณเท่าไร ขึ้นอยู่กับกระแสเงินสดในช่วงนั้นๆ หรือบางคนมีการจัดการที่ดีขึ้นอีกขั้น เตรียมจัดสรรเงินส่วนหนึ่งไว้สำหรับการซื้อสินค้าทางการเงินเพื่อการลดหย่อนภาษี

หากถามว่าสิ่งที่กล่าวมานั้น คือ การจัดการภาษีที่เรียบร้อยหรือไม่ คำตอบคือ ใช่ เป็นการจัดการภาษีที่เรียบร้อย แต่อาจไม่ใช่วิธีการจัดการภาษีอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลที่ดีที่สุด

ดังนั้น เพื่อให้การจัดการภาษีมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลที่สุด ต้องเปลี่ยนจากการจัดการภาษี เป็น “การวางแผนและจัดการภาษี”

อ่านดูเผินๆ เหมือนจะเพิ่มแค่คำว่า “วางแผน” แต่ผลประโยชน์ที่ได้มีมากมายแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการวางแผนจัดการภาษีตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่รอจนกระทั่งโค้งสุดท้ายของปีภาษี

อาจสงสัยว่าเพียงแค่การวางแผนภาษีจะมีประโยชน์อะไรมากมาย จะจัดการภาษีช่วงไหน จะทยอยจัดการหรือจัดการทีเดียวช่วงปลายปี สุดท้ายไม่น่าจะมีความแตกต่างกัน หากปริมาณค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนภาษีไม่แตกต่างกัน มาลองดูถึงข้อดีและข้อได้เปรียบ ว่าถ้าหากผู้มีภาระภาษีมีการวางแผนจัดการภาษีที่ดีและมีการเริ่มต้นจัดการตั้งแต่เนิ่นๆ จะสามารถจัดสรรปัจจัยต่างๆ อะไรได้บ้าง

(1) จัดสรรแผนการจัดการได้อย่างครอบคลุม

แนวทางที่ดีสำหรับการเริ่มต้นวางแผนภาษีคือ การที่สามารถคาดการณ์ถึงสถานการณ์ต่างๆ ที่จะมีผลกระทบทั้งในเชิงบวก และเชิงลบกับภาระภาษี ฐานเงินเดือนที่สูงขึ้น ตำแหน่งงานที่สูงขึ้น หรือเหตุการณ์อื่น ๆ ในชีวิตที่มีโอกาสจะกระทบกับภาระภาษี ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถประเมินหรือคาดการณ์ล่วงหน้าได้ อาจจะไม่แน่นอน 100% แต่ถ้าจะรอสถานการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น แล้วต้องมาปรับเพิ่มค่าลดหย่อนต่าง ๆ ปลายปี อาจจะไม่ทันการ ไม่ว่าจะเหตุผลด้านความพร้อมของกระแสเงินสด ความพร้อมของเวลา เป็นต้น

(2) จัดสรรเวลาได้อย่างเหมาะสม

ในขณะที่ผู้มีภาระภาษีสามารถจัดสรรเวลา แบ่งมาจัดการภาษีได้อย่างเหมาะสม เพราะมีการวางแผนล่วงหน้าและทยอยลงมือจัดการมาโดยตลอดปีภาษี ขณะที่อีกคนหนึ่งต้องมานั่งกังวล เร่งรีบหาสินค้าทางการเงิน เปรียบเทียบสินค้าทางการเงิน ใช้เวลาไปกับการจัดการภาษีที่ใกล้จะหมดเวลาเต็มที และอีกปัจจัยที่เชื่อว่าอาจเคยประสบพบเจอ คือ ในช่วงปลายปีจะมีวันหยุดค่อนข้างเยอะ สินค้าทางการเงินบางประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าทางการเงินประเภทกองทุน โดยเฉพาะกองทุนรวมหุ้นต่างประเทศบางกองที่อยากจะลงทุน แต่ติดวันหยุดยาว สุดท้ายต้องไปซื้อกองทุนกองอื่น โดยที่ไม่เป็นไปตามความต้องการที่แท้จริง

(3) จัดสรรกระแสเงินสดได้อย่างลงตัว

ผู้มีภาระภาษีที่มีการวางแผนจัดการภาษีแต่เนิ่น ๆ ย่อมสามารถจัดสรรกระแสเงินสดได้อย่างเหมาะสม เพราะอย่าลืมว่ากระแสเงินสดรับที่เข้ามาไม่ว่าคุณจะประกอบอาชีพใด เป็นผู้มีเงินได้ 40( 1 ) – 40( 8 ) ส่วนใหญ่แล้วมักจะทยอยเข้ามาตลอดทั้งปี อาจจะเป็นรายเดือน ราย 3 เดือน แต่เชื่อว่าน้อยคนที่จะรับรายได้ก้อนเดียวปลายปี ดังนั้น การทยอยจัดการลดหย่อนภาษีไม่ว่าจะเป็นด้านการลงทุนในกองทุน SSF และ RMF ในรูปแบบของ DCA (Dollar-Cost Average) หรือแบ่งช่วงเวลาในการซื้อสินค้าลดหย่อนอื่น ๆ ย่อมช่วยให้ผู้มีภาระภาษีสามารถบริหารกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่รัดตัวในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งมากจนเกินไป โดยเฉพาะผู้มีเงินได้ 40( 5 ) – 40( 8 ) ที่มีหน้าที่ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) ดังนั้น การไม่วางแผนจัดการภาษีให้ดีย่อมส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดตั้งแต่การยื่นภาษีครึ่งปีแรกอย่างแน่นอน

ข้อนี้สำหรับผู้มีเงินได้ 40(1) ลูกจ้างสามารถแจ้งสิทธิค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนที่จะใช้หักได้ตั้งแต่ต้นปีเพื่อที่นายจ้างจะสามารถคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายเป็นรายเดือนให้แก่ลูกจ้างในปริมาณที่ถูกต้องตามข้อกำหนด และวิธีการของกรมสรรพากร1 ซึ่งเมื่อเทียบกับการหักภาษี ณ ที่จ่ายโดยไม่รวมสิทธิการลดหย่อนภาษี ลูกจ้างที่มีการวางแผนจัดการภาษี และมีการแจ้งสิทธิแก่นายจ้าง ย่อมโดนหักภาษี ณ ที่จ่ายน้อยกว่า และมีกระแสเงินสดส่วนเพิ่มสามารถนำไปจัดการแผนการเงินต่อ

และสำคัญที่สุด อยากให้ทุกคนที่มีภาระภาษีต้องจัดการ ตระหนักไว้เสมอว่าผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่สามารถนำมาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ไม่ใช่แต่เพียงด้านภาษีเท่านั้น ผลิตภัณฑ์ทางการเงินแต่ละประเภทล้วนมีประโยชน์ และมีวัตถุประสงค์ตามคุณลักษณะเฉพาะตัวของผลิตภัณฑ์ทางการเงินนั้นๆ

– กองทุน SSF, RMF สำหรับสั่งสมมูลค่า เพิ่มพูนความมั่งคั่ง และเป็นกองทุนในยามเกษียณอายุ
– ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ เพื่อสร้างทุนประกันให้กับคนที่คุณรัก ห่วงใย หรือเป็นทุนการศึกษาให้กับบุตร
– ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ เพื่อการออมเงินที่ได้ผลตอบแทนที่แน่นอน พร้อมทั้งทุนประกันตลอดระยะเวลาของสัญญา
– ประกันชีวิตแบบบำนาญ เพื่อเงินคืนในยามเกษียณอย่างคงที่ (เปรียบเสมือนเงินบำนาญ) และการันตีเงินคืนรายงวด

ดังนั้น อย่าให้การซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อการลดหย่อนภาษีเป็นเพียงการจ่ายเงินหรือลงทุนไปเพื่อผลประโยชน์ทางภาษีเท่านั้น แต่อยากให้ทุกคนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ โดยอิงจากแผนทางการเงินที่จัดการมาอย่างรอบคอบและได้รับผลพลอยได้ของสินค้าทางการเงินนั้นๆ ในรูปของสิทธิประโยชน์ที่สามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษี

หากอ่านถึงตรงนี้และมีความต้องการเริ่มวางแผนจัดการภาษี ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่ควรลงมือทำได้ทันที เชื่อเลยว่าจะได้เห็นถึงข้อได้เปรียบ ข้อดี และเห็นข้อแตกต่าง รวมถึงความเปลี่ยนแปลงจากปีที่ผ่านๆ มา และสุขภาพทางการเงินจะดีขึ้นอย่างแน่นอน

เขียนโดย: ณัฐพล ควรสถิตย์ นักวางแผนการเงิน CFP®

“ลูก” คือ “รายจ่าย” อยากมีลูกต้องวางแผนให้ดี ทั้งเงิน เวลา และความเสี่ยง เมื่อค่าครองชีพสวนทางรายได้

เคยได้ยินคำว่า “ถ้ามีลูกแล้วคุณภาพชีวิตลูกไม่ดีก็ไม่มีดีกว่า” สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไปจากคนรุ่นก่อนๆ ที่คิดว่า “การมีลูกจะทำให้ครอบครัวสมบูรณ์แบบมากขึ้น”

จากผลสำรวจสถิติประชากรอัตราการเกิดของประชากรทั่วประเทศไทยจากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง พบว่าปี 2556 อัตราการเกิดอยู่ที่ 782,129 คน และได้ลดลงมาเรื่อยๆจนปี 2565 อัตราการเกิดเหลืออยู่ที่ 502,107 คน หรือลดลงไปกว่า 35.8%

การมีลูกสักคนในยุคปัจจุบันนั้นต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายๆ อย่าง ความพร้อมของเราเองทั้งทางร่างกาย จิตใจ และเงินในบัญชีด้วย เพราะเราต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจสังคมทำให้การมีลูกเท่ากับมีภาระมากขึ้นสำหรับบางคน

ดังนั้น การวางแผนการเงินสำหรับการมีบุตรอาจจะต้องรัดกุมมากขึ้นเพราะการเลี้ยงดูเด็กให้เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ดีได้นั้นอาจจะต้องใช้เงินไม่น้อย

อีกประเด็นหนึ่งก็ต้องบอกว่าหลักคิดของคนแต่ละ Gen ก็จะแตกต่างกันไป คนรุ่นใหม่อาจจะถ้าอยากจะมีลูกตัวเองก็ต้องมีความมั่นคงให้ได้ก่อน ทั้งหน้าที่การงาน ครอบครัว คู่ครอง จึงไม่ได้มองว่าการมีลูกคือเป้าหมายหลักในชีวิตอีกต่อไป เมื่อค่าครองชีพที่สวนทางกับรายได้ อยากมีลูกต้องวางแผนทั้งเงิน เวลา และความเสี่ยง และการมีลูกกลายเป็นค่าใช้จ่ายที่อาจจะยังไม่พร้อมรับเข้ามาเพิ่มในชีวิต

อย่างไรก็ตาม แม้มันเป็นเรื่องที่ดูจะลำบาก แต่สำหรับใครก็ตามที่กำลังวางแผนและเตรียมตัวสำหรับเรื่องนี้ aomMONEY เลยได้ไปเก็บข้อมูลมาฝาก ว่าถ้าอยากมีลูกสักคนต้องวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆและวางแผนสำหรับเลี้ยงดูให้เติบโตมาอย่างมีคุณภาพ ต้องทำยังไงบ้าง

1. เช็กสุขภาพทางการเงิน

ในปัจจุบัน เราปฎิเสธไม่ได้ว่าค่าครองชีพของเรานั้นสูงขึ้น ยกตัวอย่างเมื่อปี 2557-2558 ค่าแรงวันละ 300 บาท ข้าวกระเพราไข่ดาวจานละ 30 บาท วันหนึ่งกินได้ 10 จาน แต่มาปี 62-63 ค่าแรงวันละ 336 บาท ข้าวกระเพราไข่ดาวจานละ 50-60 บาท ไปแล้ว กินได้เพียง 5-6 จานเท่านั้น

พูดอีกอย่างคือข้าวของทุกอย่างแพงขึ้น แต่ค่าแรงเราไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราที่เท่ากัน

เราต้องคำนึงถึงสภาพคล่องทางการเงินของเราว่าการมีบุตร 1 คน จะมีผลกระทบสภาพคล่องทางการเงินมากน้อยแค่ไหน อาจจะมีการคำนวนรายรับ-รายจ่ายในชีวิตประจำวัน และสิ่งสำคัญที่ต้องคำนวนคือค่าใช้จ่ายสำหรับการมีบุตรและการเติบโตของบุตรในอนาคตอย่างครอบคลุม

2. วางแผนการเงิน

การวางแผนทางด้านการเงินสำหรับการมีบุตรถือว่าเป็นเรื่องที่ท้าท้ายพอสมควร สำหรับบางคน เราจึงควรวางแผนทางด้านการเงินให้ดีเพื่อประสิทธิภาพในการเลี้ยงดูบุตร ตามอ้างอิงของธนาคารออมสินจะมีค่าใช้จ่ายค่าใช้จ่ายเริ่มต้นในช่วงต้นของการมีลูกเราจะมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการฝากท้อง การไปพบหมอเพื่อตรวจครรภ์ ค่าใช้จ่ายในการคลอดลูก โดยค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะอยู่ระหว่าง 50,000 – 100,000 บาท ในช่วงเวลา 9 เดือน และยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกด้วย

ค่าใช้จ่ายซื้ออุปกรณ์สำหรับเด็กแรกเกิด

สำหรับเด็กแรกเกิด คุณพ่อ และคุณแม่ต้องเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม อันได้แก่ เสื้อผ้าเด็ก ผ้าอ้อม นม และเครื่องอุ่นนม เปลนอน เครื่องอาบน้ำ อาหารสำหรับเด็ก เป็นต้น โดยค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะตกราวๆ 30,000 – 50,000 บาทในการจ่ายขั้นต้น และตลอดระยะเวลาการเลี้ยงจะมีค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายทุกเดือนอีกราวๆ 5,000 – 10,000 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูของแต่ละครอบครัวครับ

ค่าอาหารการกินของลูก

สำหรับค่าอาหารการกินของลูกจะเป็นสิ่งที่เรียกว่า “ค่าใช้จ่ายประจำ” ประมาณ 3,000 – 5,000 บาทต่อเดือน ซึ่งส่วนนี้ยังไม่รวมค่ารักษา ค่าวัคซีนต่างๆ ที่ต้องฉีดให้กับเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 12 ปี

ค่าพี่เลี้ยงเด็ก

ผู้ปกครองบางคนต้องทำงานประจำไม่มีเวลาเลี้ยงดู จะใช้ค่าใช้จ่ายประมาณเดือนละ 5,000 – 10,000 บาทต่อเดือนเพื่อให้คลุมทุกค่าใช้จ่ายที่จะต้องมีนั่นเอง

ค่าเล่าเรียนลูก

ผู้ปกครองต้องคำนวณให้เหมาะสมกับสภาพคล่องของเราเอง โดยค่าเล่าเรียนเฉลี่ยต่อปีตลอด 9 ปี ราวๆ 20,000 – 50,000 บาท รวมตลอด 9 -10 ปี (ยังไม่รวมอุปกรณ์การเรียนขึ้นอยู่กับโรงเรียน และค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล)

ค่าใช้จ่ายเสริม

สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนเสริมต่างๆ เช่น ค่าเดินทางท่องเที่ยว ของเล่นลูก ค่ายานพาหนะ ฯลฯ ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้จะขึ้นลงค่อนข้างกว้าง ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ของแต่ละครอบครัว ภายในระยะเวลา 10 ปีประมาณ 500,000 – 1,000,000บาท

โดยเราเริ่มอาจจะเริ่มจากการประเมิน 3-5 ปีก่อนว่าควรใช้เงินประมาณเท่าไหร่แล้ววางแผนต่อไปเรื่อยๆยิ่งเราว่าเราสามารถวางแผนและบริหารจัดการเพื่อเตรียมสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ยิ่งเราสามารถวางแผนเพื่อรับมือได้ดีมากเท่าไหร่โอกาสที่จะเกิดความล้มเหลวหรือความผิดพลาดทางด้านการเงินที่อาจจะลดลงและอาจจะมีเหตุการณ์ฉุกเฉินสามารถเกิดขึ้นได้โดยที่เราอาจไม่คาดคิดเพราะฉะนั้นเราควรป้องกันความเสี่ยงโดยอาจจะต้องเก็บเงินสำรองฉุกเฉินไว้ประมาณ 6 เท่าของรายจ่ายต่อเดือนเป็นอย่างต่ำเพื่อลดความกังวลกับสถานะการณ์เสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และเราอาจจะศึกษาวิธีต่อยอดเก็บเงินสำรองให้เกิดประโยชน์สูงสุด

3.วางแผนการจัดสรรเวลา

เด็กช่วงอายุตั้งแต่ 0 – 5 ขวบ เป็นช่วงที่บุตรจะมีการเรียนรู้และซึมซับสิ่งต่างๆ จากพ่อแม่มากที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าเป็นช่วงเวลาที่คุณพ่อและคุณแม่ต้องให้เวลาและใส่ใจดูแลบุตรอย่างใกล้ชิด เพื่อให้บุตรมีพัฒนาการที่ดีและเมื่อเราบุตรเริ่มโตขึ้นเราก็ต้องมีวิธีดูแลบุตรอย่างเหมาะสมตามช่วงวัยเพื่อให้บุตรเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพและจะได้ไม่มีปัญหาทางด้านจิตใจตามมาได้ + พ่อแม่ต้องจัดสรรเวลาทำงานกับเวลาเลี้ยงลูกให้ดี

4.วางแผนสิ่งแวดล้อมให้กับลูก

แน่นอนว่าสภาพแวดล้อมเป็นส่วนสำคัญอย่างมากสำหรับการเติบโตของบุตรเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นสภาพจิตใจและพัฒนาการ ถ้าเรามีสภาพทางการเงินที่คล่องตัวมากพอเราก็เป็นการเพิ่มทางเลือกสำหรับสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับเจ้าตัวน้อยของเราได้ด้วย

5.วางแผนการทำประกัน

ประกันเป็นเรื่องที่หลายคนอาจมองข้ามไปเมื่อเรามีการวางแผนทางการเงินให้มีสภาพที่คล่องตัวแล้วเราอาจจะคำนึงถึงการซื้อประกันให้ลูกโดยเราอาจจะศึกษาการทำประกันแต่ละตัว และเลือกประกันที่ดีและเกิดประโยชน์สูงสุดในระยะยาว การทำประกันเปรียบเสมือนการบริหารความเสี่ยง ทั้งฝ่ายบิดา มารดาจะได้กังวลน้อยลงเมื่อมีค่าใช้จ่ายเมื่อมีเหตุฉุกเฉิน และบุตรจะรับการรักษาพยาบาลที่ถูกต้อง รวดเร็ว ไม่ต้องกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาลและได้รับการรักษาที่ทันท่วงที

ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่บีบคั้นความกดดันจากหน้าที่การงาน เทคโนโลยีการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แนวคิดเรื่องการมีลูกเมื่อพร้อมจริงๆ ทั้งร่างกาย จิตใจ และการเงิน โดยภาพรวมจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่อัตราการเกิดของเด็กจะลดลงเรื่อยๆ

ทุกคนมีเป้าหมายของตัวเอง (และครอบครัว) ที่แตกต่างกัน ไม่ว่าเราจะตัดสินใจว่าจะมีบุตรหรือไม่ เราก็อาจจะต้องถามความพร้อมของตัวเองและวางแผนให้รอบครอบเพราะบางสิ่งที่เราตัดสินไปแล้วอาจจะส่งผลกระทบต่อบุตร คู่รัก และตัวเองอย่างมากในอนาคต

“เก็บน้อย” ดีกว่า “ไม่เก็บเลย” ทำไมการเก็บเงิน 10% ของรายได้ถึงเป็นสัดส่วนการออมที่เหมาะกับมือใหม่?

ปัญหาส่วนใหญ่ของมือใหม่หัดออม คือไม่รู้ว่าควรเริ่มอย่างไร แบ่งเก็บเดือนละเท่าไรดี ซึ่งพอเริ่มศึกษาไปซักพัก คิดว่าทุกคนต้องเคยได้ยินประโยคที่ว่า “ควรออมเงิน 10% ของรายได้” กันบ้างแน่ๆ ถึงแม้ทฤษฎีใหม่จะบอกว่าควรออมเงินมากกว่า 10% แต่สุดท้ายแล้วตัวเลขนี้ก็ยังเป็นพื้นฐานอยู่ดี

สงสัยกันไหมครับว่า ทำไมต้องเป็น 10% ตัวเลขนี้มีที่มาอย่างไร? aomMONEY จะเล่าให้ฟัง

1.เริ่มต้นได้ง่ายสำหรับมือใหม่

คนที่จิตใจเข้มแข็ง หรือออมเงินเก่งแล้ว อาจรู้สึกว่าตัวเลข 10% นั้นฟังดูน้อย แต่สำหรับคนที่ไม่เคยออมเงินมาก่อนเลย มันก็เหมือนกับเงินหายไป 10% จึงเป็นเหมือนไฟต์บังคับให้รู้จักวางแผนการเงิน เป็นการสร้างนิสัยการออมขั้นพื้นฐานที่ดี

2.เป็นตัวเลขที่เข้าใจง่าย ไม่ต้องคำนวณ

ตัวเลข 10% ทำให้เข้าใจง่าย ไม่ต้องคำนวณให้วุ่นวาย ท่องไว้เลยว่า “แค่ตัด 0 ตัวท้ายออก” เช่น เรามีเงินเดือน 20,000 บาท การออม 10% ก็คือต้องออมเดือนละ 2,000 บาท ถ้าเงินเดือน 30,000 บาท ก็คือออมเดือนละ 3,000 บาท

3.ทำได้จริงในระยะยาว

เดือนไหนที่ค่าใช้จ่ายเยอะ การกำหนดสัดส่วนเงินออมไว้ที่ 10% จะทำให้เราไม่ต้องรับภาระมากเกินไป อย่าลืมว่าไม่จำเป็นต้องออมทีละมากๆ สิ่งสำคัญคือการทำอย่าง “สม่ำเสมอ” ต่างหาก

ทริกสนุกๆ ในการออม

ถ้ารู้สึกว่าต้องการออมเงินเพิ่มจาก 10% แต่ยังไม่อยากกำหนดเปอร์เซ็นต์ตายตัว ลองทริกสนุกๆ แบบนี้ดูครับ เช่น ถ้าซื้อของ 2,000 บาท ก็ต้องออมเงินเพิ่มอีก 10% หรือ 200 บาท ช้อปยังไงให้มีเงินออมเพิ่มเก๋ๆ

ทริกสำหรับนักออมมือใหม่ที่เริ่มเก๋า

พอเริ่มออมเงินไปสักพัก หรือมีรายได้มากขึ้น ลองเพิ่มความท้าทาย อัพเลเวลด้วยการเพิ่มสัดส่วนของการออม จากเดือนละ 10% เป็นเดือนละ 15-20% หรือมากกว่านั้น โดยกำหนดตัวเลขให้สัมพันธ์กับรายรับ-รายจ่าย ได้เลยครับ

ไม่ว่าจะยุคไหน การออมเงินก็ยังเป็นเรื่องสำคัญ เพราะมันคือการการันตีอนาคตว่าเราจะมีเงินเก็บไว้ใช้ตอนเกษียณ หรือตอนที่ตกงานไม่มีรายได้ ดังนั้นมาเริ่มออมเงินกันเถอะครับ เดือนละเล็กละน้อยตามกำลังก็ยังดี ด้วยความปรารถนาดีจาก aomMONEY

“ออมแค่ 1% ของเงินเดือน ก็ยังดีกว่าไม่ออมเลย” เปิดเหตุผล แม้เงินน้อย ก็ควรเก็บออมทุกเดือน

คนไทยจำนวน 86.68% มีเงินฝากในบัญชีน้อยกว่า 50,000 บาท เฉลี่ยเงินออมต่อหัวเพียง 4,754 บาทเท่านั้น

หากมองย้อนไปช่วงก่อนโควิดระบาด ในปี 2562 ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย (TMB Analytics) ระบุผลสำรวจจากคนไทยผู้ประกอบอาชีพ จำนวน 35 ล้านคน พบว่า ราว 80% มีเงินออมสำรองฉุกเฉินไม่พอใช้สำหรับ 6 เดือน โดยเกือบครึ่งหนึ่งเลือกที่จะ “ใช้เงินก่อน แล้วค่อยออม” ส่วนอีก 13% คิดว่า “ยังไม่ต้องออมก็ได้”

นอกจากนี้ ก็ยังชี้ชัดเจนว่า ปัญหาการออมเงิน “ไม่ได้ขึ้นอยู่กับระดับรายได้” เพราะ 70% ของคนที่มีรายได้เกิน 30,000 บาทต่อเดือน ก็มีปัญหาเงินออมไม่พอเช่นกัน

ซึ่งนักวางแผนการเงิน มักจะบอกเสมอว่า เราควรออมอย่างน้อย 10% ของรายได้ หรือถ้าใครมีรายได้มาก และไม่มีภาระ ก็ควรออม 30-40% ขึ้นไป

คำถามคือ แล้วในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ คนที่รายได้น้อยควรทำอย่างไร?

ถ้าเปรียบการออมเงิน เป็นการออกกำลังกาย พอเข้าช่วงปีใหม่ทีไร หลายคนก็ตั้งเป้าหมายไว้ว่า “ปีนี้ฉันจะลดน้ำหนักให้ได้ 10 กิโล!” คนที่ทำได้ก็อาจจะทรมานตัวเองอย่างหนัก ออกกำลังกายแบบหักโหม หักดิบงดข้าวเย็น แต่ aomMONEY เชื่อว่า ส่วนใหญ่พอเอาเข้าจริงก็ทำงานยุ่ง จนไม่มีเวลาเสียมากกว่า

ดังนั้นการออกกำลังกายแม้เพียง 10 นาที ให้ร่างกายได้ขยับเคลื่อนไหวบ้าง ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย

การออมเงินก็เช่นกันครับ หากตอนนี้เรามีภาระเยอะ ค่าใช้จ่ายตึงมือ แต่ก็ยังมีเป้าหมายใหญ่ในชีวิต ที่อยากจะมีเงินใช้ตอนแก่ ดังนั้นการออมแม้เพียง 1% ของเงินเดือน อาจฟังดูน้อยนิด แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ออมเลย

ตัวอย่างเช่น เราเป็นมนุษย์เงินเดือน มีรายได้เดือนละ 30,000 บาท

การออม 1% ก็เพียงแค่หักออกมา 300 บาทเท่านั้น

พอสิ้นปีเราก็จะมีเงินออม 3,600 บาท สามารถนำไปลงทุนในหุ้นหรือกองทุนให้เงินงอกเงย สร้างผลตอบแทนเพิ่มขึ้นได้อีก ซึ่งเดี๋ยวนี้การซื้อกองทุนส่วนใหญ่ ก็เริ่มต้นแค่เพียง 500 บาทเท่านั้น

สรุปแล้วก็คือ แม้ในช่วงเศรษฐกิจฝืดเคือง แผนการออมเงินเพื่อเกษียณ เก็บไว้ใช้ในบั้นปลายชีวิต ก็ยังเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่อยากให้คนไทยละทิ้งไป ดังนั้นหากออมได้เพียงสัก 1% ของเงินเดือนก็ยังดี แล้วเมื่อเราเริ่มมีรายได้มากขึ้น ก็ค่อยขยับขยายแผนการออมต่อไปครับ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save