“เก้าอี้ทางการเงิน” สร้างความมั่งคั่งที่มั่นคง ด้วยหลัก 4 ขา 1 พนักพิง จากแนวคิด Financial Chair

1. รายได้จากการทำงาน

ขาที่หนึ่งที่ต้องทำให้แข็งแรงเป็นลำดับแรก คือ “ขารายได้จากการทำงาน” เป็นขาสำคัญที่ทุกคนต้องมีกันอยู่แล้ว แต่จะมีมากหรือน้อยก็แตกต่างกันไป ซึ่งไม่สามารถบอกตัวเลขที่เหมาะสมเป็นจำนวนที่เท่ากันได้

เช่น บางคนบอกว่า รายได้ 30,000 บาทต่อเดือนพอแล้ว แต่ถ้าถามอีกคนอาจบอกว่า รายได้ 40,000 บาทก็ยังไม่พอ

แน่นอนว่า รายได้จากการทำงาน ยิ่งหาได้มากเท่าไรก็ยิ่งดี อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถกำหนดรายได้ส่วนนี้ตามอำเภอใจได้ และอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารายได้ที่มีอยู่จะสิ้นสุดลงแบบกระทันหันหรือไม่ และนั่นคือ “ความเสี่ยง”

ทั้งนี้ ความหมายของ “รายได้” แต่ละคนก็อาจจะต่างกัน บางคนใช้ความหมายแคบ บางคนใช้ความหมายกว้าง

ความหมายแคบ: รายได้ = เงินเดือน
ความหมายกว้าง: รายได้ = เงินเดือน + รายได้เสริม

ดังนั้น การมีรายได้จากเงินเดือนแค่ทางเดียว ย่อมมีความเสี่ยงมากกว่า คนที่มีรายได้ทั้งจากเงินเดือน และอาชีพเสริม

และถึงแม้ว่ารายได้ของแต่ละคนไม่อาจวัดกันแบบเปะๆ ได้ แต่มันสามารถประเมินระดับที่เหมาะสมได้ ด้วยการคำนวณอัตราส่วนความอยู่รอด (Survival Ratio)

????สูตรคำนวณ: อัตราส่วนความอยู่รอด = รายได้ต่อเดือน ÷ ค่าใช้จ่ายต่อเดือน

➡ค่าที่เหมาะสม: มากกว่า 1

คำนวณอัตราส่วนความอยู่รอด (Survival Ratio) จะช่วยให้เรารู้ได้ว่าในแต่ละเดือนรายได้ที่เรามีสามารถทำให้เราอยู่ได้บนค่าใช้จ่ายที่เรามีหรือไม่ ถ้าค่ามากกว่า 1 คือ “อยู่รอด” แต่ถ้าค่าน้อยกว่า 1 ค่อนข้างน่าเป็นห่วง เพราะรายได้ที่มีไม่ครอบคลุมรายจ่ายในแต่ละเดือน

????ยกตัวอย่างเช่น

คุณออมสิน มีรายได้จากเงินดือนอยู่ที่ 30,000 บาท และมีรายได้เสริมจากขายของออนไลน์ประมาณ 20,000 บาทต่อเดือน และมีค่าใช้จ่ายต่อเดือนอยู่ที่ 40,000 บาท

คำนวณ: อัตราส่วนความอยู่รอด = (30,000 + 20,000) ÷ 40,000 = 1.25

ในเคสของคุณออมสิน Survival Ratio อยู่ที่ 1.25 หมายความว่า “อยู่รอด” คือ มีรายได้จากการทำงานที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว ซึ่งถือว่า ขาของการหารายได้จากการทำงานค่อนข้างแข็งแรง

2. รายได้จากการลงทุน

ขาที่สองเป็น “ขารายได้จากการลงทุน” เบื้องต้นให้ลองสำรวจตนเองว่า ถ้าวันหนึ่งทำงานไม่ได้แล้ว หรืออยู่ในภาวะที่ไม่มีรายได้จากการทำงาน เรามีช่องทางทำเงินมาจากส่วนอื่นอีกหรือไม่?

ถ้าคำตอบคือ “ไม่มี” นั่นแสดงว่า เรากำลังมีรายได้แค่ทางเดียว ที่มาจาก Active Income เท่านั้น

ในโลกของรายได้ จริงๆอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่

(1) Active Income = รายได้จากการทำงาน
(2) Passive Income = รายได้ที่เกิดจากการลงทุน

แน่นอนว่า ถ้าอยากมีชีวิตที่มั่งคั่งและมั่นคง การมี Active Income อย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องสร้าง Passive Income ที่มาจากการลงทุนด้วย

ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในกิจการห้างร้าน ลงทุนปล่อยเช่าอสังหาฯ หรือลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินก็ตาม

ซึ่งถ้าอยากรู้ว่าเรามีความมั่งคั่งแล้วหรือยังก็สามารถคำนวณได้ด้วย “อัตราส่วนความมั่งคั่ง (Wealth Ratio)”

????สูตรคำนวณ: อัตราส่วนความมั่งคั่ง = รายได้จากการลงทุนต่อเดือน ÷ ค่าใช้จ่ายต่อเดือน

➡️ค่าที่เหมาะสม: มากกว่า 1

การคำนวณอัตราส่วนความมั่งคั่ง (Wealth Ratio) จะช่วยให้เรารู้ได้ว่าในแต่ละเดือน เรามีรายได้ที่มาจากการลงทุนครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่มีแล้วหรือยัง ถ้าค่ามากกว่า 1 แสดงว่า ครอบคลุมแล้ว แม้เราจะไม่มีรายได้จากการทำงานเลย เราก็จะไม่เดือดร้อนอะไร เพราะยังมีรายได้ที่มาจากการลงทุนนั่นเอง

????ยกตัวอย่างเช่น

คุณออมทรัพย์ มีรายได้จากผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้น และการปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์ประมาณ 30,000 บาทต่อเดือน ซึ่งคุณออมทรัพย์มีค่าใช้จ่ายต่อเดือนคร่าวๆ อยู่ที่ 40,000 บาท

คำนวณ: อัตราส่วนความมั่งคั่ง = 30,000 ÷ 40,000 = 0.75

ในเคสของคุณออมทรัพย์ Wealth Ratio อยู่ที่ 0.75 ซึ่งมีค่าไม่ถึง 1 หมายความว่า แม้คุณออมทรัพย์จะมีรายได้จากลงทุน แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่มี ดังนั้น ยังคงต้องทำงานอยู่เพื่อนำเงินมาเป็นค่าใช้จ่าย และถือว่าคุณออมทรัพย์ยังไม่มีความมั่งคั่งทางการเงินนั่นเอง

3. เงินสำรองฉุกเฉิน

ขาที่ 3 เป็นขาที่จะช่วยให้มีความมั่นใจพร้อมตั้งรับเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันในระยะสั้นได้ นั่นก็คือ “ขาเงินสำรองฉุกเฉิน”

ถึงแม้ว่าเราจะมีรายได้จากการทำงาน หรือรายได้จากการลงทุน ที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายแล้ว แต่อย่าลืมว่ามันอาจจะมีเหตุไม่คาดฝันไว้ เช่น ถูกให้ออกจากงาน ทำให้ขาดรายได้กระทันหัน หรือต้องการใช้เงินแบบเร่งด่วน การไปถอนเงินลงทุนออกมาก็อาจจะไม่ทันการณ์

แต่ทั้งนี้ “เงินสำรองฉุกเฉิน” ….

มีน้อยไป = ไม่ดี (เพราะอาจจะไม่เพียงพอให้ใช้ยามฉุกเฉินได้จริง)
มีมากไป = ไม่ดี (เพราะส่วนที่เกินจะทำให้เสียโอกาสในการลงทุน)

ระดับที่ “เหมาะสม” ควรมี ดังนี้

????ในภาวะปกติ ควรเก็บอยู่ที่ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน
????ในภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอน ควรเก็บอยู่ที่ 6-12 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน

????ตัวอย่างเช่น

คุณออมเก่ง มีค่าใช้จ่ายต่อเดือนอยู่ที่ 30,000 บาท ดังนั้น ในสภาวะปกติ ควรมีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 90,000 บาท(3เท่า) และมากที่สุด 180,000 บาท (6 เท่า) นั่นเอง จึงจะถือว่าขานี้ค่อนข้างแข็งแรง

4. ทำประกันคุ้มครองความเสี่ยง

มาถึงขาสุดท้าย ถือว่าเป็นขาที่ขาดไม่ได้เช่นกัน ถ้าอยากมั่นคงจริงๆ เพราะมีหลายคนที่คิดว่ามีเงินได้ถึงจุดที่มั่งคั่งแล้ว และคิดว่าไม่น่าจะมีอะไรมาทำลายได้ สุดท้ายต้องมาเสียเงินทั้งชีวิตให้กับค่ารักษาพยาบาลจนหมดตัว

อีกอย่างหนึ่งคือ ขานี้มีหลายคนมักคิดว่าเดี๋ยวคอยใช้ “ขาของเงินสำรองฉุกเฉิน” ก็ได้ บอกเลยว่าการวางแผนแบบนี้ ไม่ค่อยเหมาะสมและรัดกุมเท่าที่ควร ควรจะแยกกันไปเลยดีกว่า

เพราะ วันหนึ่งเราอาจป่วยเป็นโรคร้าย ต้องใช้เงินรักษาก้อนใหญ่ วันหนึ่งเราอาจประสบอุบัติเหตุ ต้องพักรักษาตัว ขาดรายได้จากการทำงาน

สิ่งเหล่านี้คือ “ความเสี่ยงทางการเงิน” ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งหลังจากที่เกิดวิกฤติการระบาดใหญ่ คนไทยจำนวนมากก็หันมาสนใจทำ “ประกันสุขภาพ” กันมากขึ้น เพื่อเป็นหลักรับรองว่าหากเจ็บป่วยขึ้นมา อย่างน้อยก็มีคนจ่ายค่ารักษาให้ หรือได้เงินชดเชย

แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่คิดว่า การทำประกันสุขภาพนั้นไม่คุ้มค่า เพราะถ้าไม่เจ็บป่วยก็จะไม่ได้ใช้ เท่ากับว่าเราเสียเงินค่าเบี้ยทิ้งไปเปล่าๆ

ทั้งที่จริงแล้วการซื้อประกันสุขภาพ ก็ถือว่าเป็น “ความฉลาดทางการเงิน” อย่างหนึ่ง ซึ่งจะช่วยให้เราวางแผนการเงินได้อย่างรัดกุมมากขึ้น

5. พนักพิง: แผนเกษียณ

จากทั้ง 4 ขาของเก้าอี้ทางการเงิน ถ้ามีแล้ว รับรองว่าจะช่วยให้ชีวิตมีความมั่นคงและปลอดภัยทางเงินมากขึ้น แต่ถ้าอยากรู้สึกว่าอยากมีความสบายใจเพิ่ม ควรจะมีการตั้งเป้าหมายเงินก้อนที่จะใช้หลังเกษียณโดยไม่ต้องทำงานร่วมด้วย

เพราะเมื่อไรที่เราถึงเป้าหมายแล้ว แสดงว่าเราจะหยุดพักพิงอิงหลังเอนกายวันไหนก็ได้ โดยไม่มีเรื่องเงินเป็นที่ตั้ง

????ก่อนอื่นต้องถามตัวเองว่า เราอยากใช้ชีวิตแบบไหน?

การวางแผนเกษียณ มักจะออกแบบตามไลฟ์สไตล์ของเรา ลองถามตัวเองดูว่าหลังเกษียณแล้ว เราอยากจะใช้ชีวิตแบบไหน? แล้วตั้งเป้าหมายตามนั้น โดยสามารถใช้สูตรคำนวณคร่าวๆ ที่เรียกว่า “Replacement Ratio” เพื่อประเมินจำนวนเงินคร่าวๆ ที่เราจะใช้หลังเกษียณ

➡️ สูตรที่ 1 : คิดจากรายได้ก่อนเกษียณ

ลองคำนวณดูว่า ช่วง 1 ปีก่อนเกษียณ เรามี “รายได้” เดือนละเท่าไหร่ โดยค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณ ก็คาดว่าจะใช้ประมาณ 70% ของตัวเลขนั้น

เช่น ตอนอายุ 59 รายได้เดือนละ 100,000 บาท
ค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณ = ประมาณเดือนละ 70,000 บาท

➡️ สูตรที่ 2 : คิดจากรายจ่ายก่อนเกษียณ

แบบนี้จะคำนวณจาก “รายจ่าย” ช่วง 1 ปีก่อนเกษียณ ซึ่งค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณ ก็คาดว่าจะใช้ประมาณ 70% ของตัวเลขนั้น

เช่น ตอนอายุ 59 มีรายจ่ายเดือนละ 100,000 บาท
ค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณ = ประมาณเดือนละ 70,000 บาท

ลองเลือกว่าจะใช้สูตรไหน หลังจากนั้นให้เอาตัวเลขค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณ ไปคูณ 300 (ระยะเวลาหลังเกษียณ 25 ปี คูณ 12 เดือน) ก็คือ 70,000 x 300 = 21 ล้านบาท นี่คือเงินก้อนที่เราต้องมีเพื่อใช้ชีวิตเกษียณครับ

ลองทำตามกันดูนะครับ ผลเป็นยังไง มาเล่าให้ aomMONEY ฟังได้ครับ

เขียนโดย: วัฒนา มะสันเทียะ

“หนี้สิน” ไม่ใช่ข้ออ้างในการไม่ลงทุน? เป็นหนี้ก็ลงทุนได้

aomMONEY เชื่อว่าเป้าหมายชีวิตของทุกคนคงไม่ต่างกัน เหตุผลที่อดทนทำงานหนัก สุดท้ายแล้วเราก็แค่อยากสบายในบั้นปลายชีวิต มีเงินใช้ยามเกษียณ ไม่ต้องรบกวนลูกหลาน

แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ “ระหว่างทาง” กว่าจะไปถึงจุดนั้นมันไม่ราบรื่นอย่างที่คิด มีทั้งค่าใช้จ่ายมากมาย ไหนจะรายจ่ายฉุกเฉิน เจ็บป่วย ตกงานกะทันหัน ฯลฯ จากที่มีสภาพคล่อง ก็เริ่มหมุนเงินไม่ทัน จนต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาประทังชีวิต

หนี้ก็ต้องจ่าย เงินก็ต้องเก็บ ไหนจะต้องลงทุนเพื่อหารายได้เพิ่มอีก แล้วเราควรเริ่มจากตรงไหน? …aomMONEY จะเล่าให้ฟังครับ

ถ้าเปรียบการลงทุนเป็นการปลูกต้นไม้ การออมเงินเป็นน้ำในถัง หนี้ก็จะเป็นเหมือน “รูรั่ว” ที่จะทำให้น้ำไหลออกจากถังไปเรื่อยๆ เติมเท่าไรก็ไม่มีทางเต็มแน่นอน แล้วยังงี้เราจะเอาน้ำที่ไหนไปปลูกต้นไม้ล่ะครับ ดังนั้นก็ต้องจัดการอุดรูรั่วก่อน ด้วย 3 ขั้นตอนต่อไปนี้

(1) แยกประเภทของหนี้

✅ หนี้ดี คือหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้ เช่น หนี้กู้ยืมเพื่อทำธุรกิจ หนี้กู้ยืมเพื่อซื้อบ้าน หนี้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา

❌ หนี้เสีย คือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เช่น หนี้บัตรเครติด หนี้บัตรกดเงินสด หนี้นอกระบบ

(2) แจกแจงหนี้ทีละรายการ

???? ต้องจ่ายเดือนละเท่าไร
???? เสียดอกเบี้ยเท่าไร
???? เหลือเวลาผ่อนอีกนานแค่ไหน

(3) เคลียร์หนี้

เริ่มจากปิดหนี้เสียที่ดอกเบี้ยเยอะที่สุด หรือเหลือยอดค้างชำระน้อยที่สุดก่อน จะได้จบเป็นก้อนๆ ไป ส่วนหนี้ที่ดี จริงๆ แล้วถ้ามันสร้างรายได้ให้เรา เช่น กู้สินเชื่อมาทำธุรกิจ ต้องผ่อนคืนเดือนละ 10,000 บาท แต่เราได้กำไรจากการลงทุนเดือนละ 15,000 บาท แบบนี้ก็คุ้มค่ากับการเป็นหนี้อยู่นะ พอมีกำไรถึงจุดหนึ่งที่จะจ่ายหนี้ส่วนนี้ได้หมด ก็ค่อยจัดการปิดหนี้ แล้วใช้เงินส่วนตัวมาลงทุน

มีหนี้สิน จะเก็บเงินได้ไหม?

คำตอบก็คือ “ได้ครับ” อยู่ที่ว่าเราจะบริหารจัดการยังไง ระหว่างที่ทยอยใช้หนี้ ก็ลองทำบัญชีรายรับรายจ่ายดู อาจตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปได้ และควรหารายได้เสริม ใช้ทักษะ/ความถนัดที่มีให้เกิดประโยชน์ เท่านี้ก็จะมีเงินเก็บเพิ่มขึ้นแล้ว

เคลียร์หนี้+มีเงินเก็บแล้ว ต้องทำยังไงต่อ?

เมื่อเราเก็บเงินได้ตามเป้าหมาย ทีนี้ก็เริ่มลงทุนได้อย่างสบายใจ อาจเลือกให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยดูแล หรือถ้ามีเวลาจะศึกษาข้อมูลเองก็ได้ เพราะการลงทุนมีความเสี่ยง เสี่ยงน้อยก็มีโอกาสได้ผลตอบแทนน้อย เสี่ยงมากก็มีโอกาสได้ผลตอบแทนมาก ถ้าเรารู้จักวางแผนดีๆ แผนเกษียณก็อาจไม่ต้องรอจนถึงอายุ 60 ก็ได้นะครับ

พลิกชีวิตสู่ความมั่งคั่ง ที่ใครๆ ก็ทำตามได้! ด้วยการแบ่งเงิน 3 ก้อน

หนึ่งในวิธีบริหารเงินส่วนบุคคล ที่ได้รับความนิยมจากคนทั่วโลกนั่นก็คือ 50-20-30 Budget Rule เป็นแนวคิดของ เอลิซาเบธ วอร์เรน นักวิชาการและสมาชิกวุฒิสภาของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเธอได้เขียนไว้ในหนังสือ All Your Worth: The Ultimate Lifetime Money Plan เพื่อเป็นแนวทางให้กับคนทั่วไปได้จัดสรรงบประมาณส่วนตัว แบบเข้าใจง่าย ลงมือทำได้ทันที และจะช่วยนำไปสู่ความมั่งคั่งในอนาคตของทุกคนได้ครับ!

โดยจะแบ่งรายได้ออกเป็น 3 ก้อน ดังนี้ครับ

(ก้อนที่ 1) 50% : Needs สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น

เมื่อเงินเดือนออกแล้ว ให้แบ่งก้อนแรกไว้ 50% เพื่อใช้จ่ายสิ่งที่จำเป็นในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าน้ำ-ไฟ รวมถึงค่างวดต่างๆ เช่น ค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ที่เราต้องจ่ายเป็นประจำทุกเดือนด้วย ซึ่งถ้าเกิดว่าเงินก้อนนี้ไม่พอใช้จ่าย นั่นแปลว่าเราอาจจะมีภาระมากเกินไป ควรลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น หรือหารายได้เพิ่มนั่นเองครับ

(ก้อนที่ 2) 30% : Wants สำหรับค่าใช้จ่ายเพื่อซื้อความสุข

ต่อมาให้แบ่งเงินไว้ 30% เพื่อใช้จ่ายสำหรับ ‘ซื้อความสุข’ เพราะเราทำงานเหนื่อยมาทั้งที ก็ต้องให้รางวัลกับตัวเองบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการช้อปปิ้ง ท่องเที่ยว ทานอาหารมื้อพิเศษ หรือแม้แต่ค่าใช้จ่ายในการอัพเกรด อย่างการซื้อ VIP ในแอปฯ สตรีมมิ่ง หรือการจ่ายเพื่อความสะดวกสบายต่างๆ

(ก้อนที่ 3) 20% : Savings เงินออมและการลงทุน

รายได้ส่วนที่เหลือก็คือการเก็บออม โดย “เงินสำรองฉุกเฉิน” คือเงินก้อนแรกที่ทุกคนควรมี เผื่อว่าเราเกิดตกงาน หรือเจ็บป่วยขึ้นมากะทันหัน อย่างน้อยๆ ก็ควรมีเงินสำรองเพียงพอกับค่าใช้จ่าย 6-12 เดือน จากนั้นค่อยเริ่มเก็บออมเพื่อเป้าหมายต่างๆ เช่น ออมเพื่อดาวน์บ้าน ออมเพื่อเกษียณอายุ และเรายังแบ่งเงินไปลงทุนตามความรู้/ความสนใจ เพื่อให้เงินงอกเงยได้อีกด้วยครับ

✅ ขอยกตัวอย่างให้ทุกคนเห็นภาพง่ายๆ ดังนี้ครับ

สมมติว่าผมมีรายได้เดือนละ 20,000 บาท
แบ่งเงินก้อนที่ 1 สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น (Needs : 50%) = 10,000 บาท
ก้อนที่ 2 สำหรับค่าใช้จ่ายเพื่อซื้อความสุข (Wants : 30%) = 6,000 บาท
ก้อนที่ 3 สำหรับเงินออมและการลงทุน (Savings : 20%) = 4,000 บาท

อย่างไรก็ตาม สำหรับเงินที่แบ่งไว้ในส่วน Needs 50% และ Wants 30% เพื่อนๆ ไม่จำเป็นต้องใช้ให้หมดเกลี้ยง เพราะถ้ามีเหลือไปสมทบกับส่วน Savings 20% เพื่อเป็นเงินออมเพิ่ม ก็จะยอดเยี่ยมมากๆ เลยล่ะครับ โดยวิธีนี้จะช่วยให้เราวางแผนการเงินได้ง่ายขึ้น และจะช่วยให้ทุกคนมีความมั่งคั่งได้อย่างแน่นอนครับ

’มัธยัสถ์กับขี้เหนียวนั้นต่างกัน’ เศรษฐีผู้เกษียณด้วยความมั่งคั่ง 35 ล้านบาท แนะนำ 3 อย่างที่เขาจะไม่มีทางเสียเงินซื้อ

ในปี 2016 ด้วยวัย 35 ปี สตีฟ แอดค็อก (Steve Adcock) เดินทางมาถึงเป้าหมายอิสรภาพทางการเงินที่ตั้งใจเอาไว้ด้วยเงินเก็บราว ๆ 35 ล้านบาท เขาไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวย ทำงานประจำเหมือนกับเราทุกคนนี่แหละ

หลังจากนั้นเขาก็ลาออกจากงานแล้วหันมาใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองใฝ่ฝัน ทำงานที่อยากทำ ออกไปถ่ายรูปบ้าง บางครั้งก็เขียนบทความบนเว็บไซต์ของตัวเองชื่อ “Millionaire Habits” โดยมีเป้าหมายเพื่อมอบความรู้ด้านการเงินให้ผู้อ่านนำไปใช้เป็นเข็มทิศนำไปสู่อิสรภาพทางการเงินและการเกษียณตั้งแต่ยังหนุ่มเหมือนเขาบ้าง

ถึงแม้ว่าตอนนี้แอดค็อกจะมีเงินที่ถือว่าอยู่ได้ไม่ลำบาก แถมยังมีการลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงเพื่อรองรับสถานการณ์ความผันผวนทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น เขาก็ยังใช้ชีวิตแบบมัธยัสถ์แบบเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง

แต่สำหรับเขาแล้ว คำว่า “มัธยัสถ์” นั้นไม่ได้หมายความว่าต้องใช้เงินให้น้อยที่สุด ประหยัดทุกบาท ขี้เหนียวสุดๆ แต่มันคือการ “ใช้เงินอย่างฉลาด” กับสิ่งที่จะมาเติมคุณค่าให้กับชีวิตของคุณต่างหาก

“นั่นคือความแตกต่างระหว่างมัธยัสถ์กับขี้เหนียวนะ” เขากล่าว พร้อมอธิบายต่อว่า 3 อย่างที่เขาจะไม่มีทางเสียเงินซื้อมีอะไรบ้าง

1. ลอตเตอรี่และการพนัน

เราเข้าใจได้ว่าการซื้อลอตเตอรี่ต่างๆ สำหรับหลายคนเป็นเหมือนการเสี่ยงโชคเพื่อซื้อความฝันและความหวัง แต่สำหรับแอดค็อกแล้วนี่เป็นสิ่งหนึ่งที่เขาจะไม่เสียเงินซื้อเลย เขาให้เหตุผลว่า

“ผมไม่เคยเล่นลอตเตอรี่เลย และปฏิเสธที่จะซื้อลอตเตอรี่ทุกครั้ง ผมได้ยินเหมือนกับคุณแหละว่า ‘ไม่เล่นก็ไม่ชนะ’ แต่เอาจริงๆ นะ แม้คุณจะเล่น คุณก็ไม่ชนะอยู่ดี”

ถ้าดูตามสถิติแล้วก็ต้องบอกครับว่าสิ่งทีแอดค็อกพูดก็ไม่ได้ผิดนัก

โอกาสที่จะถูกหวยรางวัลที่ 1 ประเทศไทยก็คือ 1 ในล้าน ส่วนรางวัลที่ 2 คือ 5 ในล้าน รางวัลที่ 3 คือ 10 ในล้าน รางวัลที่ 4 คือ 50 ในล้าน ส่วนรางวัลที่ 5 คือ 100 ในล้าน และเลขท้ายสองตัวคือ 10,000 ในล้าน

เรียกว่ารวมๆ กันแล้ว โอกาสถูก “รางวัลใดรางวัลหนึ่ง” ก็อยู่ที่ราวๆ 1.4% และนั่นหมายความว่า 98.6% จะไม่ถูกเลย

และการพนันอื่นๆ ก็ไม่ใช่สิ่งที่แอดค็อกสนใจเช่นกัน “ผมไม่เล่นพนันนะ ไม่เคยเลย มันมีหลายคนที่อาจจะหาเงินได้จากการพนัน แต่ผมจะไม่เสี่ยงแม้แต่สลึงเดียวด้วยซ้ำ” แล้วเงินที่จะไปซื้อลอตเตอรี่ “ผมก็เก็บแล้วเอาไปลงทุนแทนดีกว่า”

2. ขยายระยะเวลารับประกันสินค้า

อีกอย่างหนึ่งแอดค็อกจะไม่ซื้อเลยคือการขยายระยะเวลารับประกันสินค้า (Extended Warranty) ที่มาพร้อมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลายในปัจจุบัน โดยเขาให้เหตุผลว่า

“คุณก็คงไม่ได้ใช้มันและมันก็ไปเพิ่มกำไรให้กับร้านค้ามากกว่า”

สำหรับหลายคนอาจจะเห็นต่างออกไปในข้อนี้ เพราะรู้สึกว่าการมีประกันที่ยาวขึ้น จะช่วยทำให้อุ่นใจในการใช้งานอุปกรณ์เหล่านั้นได้มากกว่า แต่แอดค็อกบอกว่าปัญหาของประกันเหล่านี้คือสุดท้ายแล้ว “มันไม่การันตีว่าคุ้มครองทุกอย่าง” มันจะมีข้อแม้ตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อย สุดท้ายแล้วก็ต้องจ่ายเพิ่มเพื่อจะซ่อมอยู่ดี

“คุณจะใช้เงินในการซื้อประกันมากกว่าที่จะได้รับคืนมานั่นเอง”

สิ่งที่เขาแนะนำคือแทนที่จะซื้อประกันเหล่านี้ ให้เก็บเงินเข้ากระเป๋าฉุกเฉินเผื่อไว้สำหรับการซ่อมแซมที่ไม่คาดคิดในอนาคต

“คุณสามารถเก็บเงินเดือนละนิดและนั่นก็เหมือนการซื้อประกันสินค้าของตัวเองขึ้นมาด้วย”

เมื่อมันเสียขึ้นมาก็เอาเงินที่เก็บนี่แหละไปซ่อม และถ้ามันไม่เสียก็จะได้เอาเงินไปใช้ทำอย่างอื่นแทน

3. สินค้าที่ถูกที่สุด….หรือแพงที่สุด

เมื่อซื้อของอะไรสักอย่าง แอดค็อกจะหลีกเลี่ยงของที่มีราคาถูกที่สุดเอาไว้ก่อน โดยแนวคิดคือ “มันมีโอกาสเป็นไปได้มากกว่าที่ของราคาถูกนั้นจะเสียก่อนที่มีราคาแพง”

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะซื้อของที่แพงสุดๆ เช่นกัน “ผมจะซื้ออันที่คิดว่าจะเหมาะกับตัวเองที่สุดและอยู่กับผมได้นานที่สุดด้วย มันอาจจะไม่ได้มีฟีเจอร์หรือความสามารถเหมือนกับรุ่นท็อป ผมจะหาของที่มันอยู่ตรงกลางๆ”

สิ่งที่เขาจะสนใจเป็นพิเศษคือสินค้าที่มีการันตี เครื่องมืออย่าง Craftsman หรือ Harbor Freight มีประกันตลอดชีพ ก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน

“คุณสามารถซื้อเครื่องมือที่ราคาแพงกว่านี้ได้ แต่ถ้าคุณซื้อแบรนด์พวกนี้ ถ้ามันเสียเขาก็เปลี่ยนให้ สำหรับผมคิดว่านั่นเป็นการจ่ายเงินที่คุ้มค่าที่สุดแล้ว”

วางแผนการทำประกัน ด้วยหลัก Asset Allocation ได้ทั้ง ‘คุ้มครองความเสี่ยง’ และ ‘กระจายความเสี่ยง’

ในปัจจุบันผลิตภัณฑ์ประกันภัย ได้รับการยอมรับมากขึ้น มีการทำประกันเพิ่มมากขึ้นตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ ไม่ว่าจะเพื่อความคุ้มครอง เพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาล หรือไว้เพื่อเป็นแหล่งเก็บออมเงินโดยซื้อประกันชนิดสะสมทรัพย์ (Endowment / Saving Insurance)

จากประเด็นดังกล่าวทำให้เกิดการพัฒนาช่องทางการจัดจำหน่ายที่หลากหลาย จากตัวแทนประกันชีวิต หรือนายหน้าประกันชีวิตที่ขายผ่านช่องทางอื่น ๆ เช่น Bancassurance และพัฒนาเป็นการซื้อประกันออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ สามารถเลือกแบบประกันที่เหมาะส สะดวกสำหรับการนำเสนอและการตัดสินใจซื้อ

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาแล้วจะพบว่ายังมีประกันแบบอื่น ๆ ให้ลูกค้าเลือกอีกหลากหลายรูปแบบ แต่เนื่องจากผลิตภัณฑ์ประกันบางประเภทมีความซับซ้อนสูง จึงทำให้แพลตฟอร์มหรือผู้ขายประเภทนายหน้าประกัน ไม่ได้เลือกแบบประกันที่ซับซ้อนให้ความคุ้มครองด้านอื่น ๆ เข้ามาเสนอขายมากนัก

ซึ่งในบางครั้ง อาจมีการนำเสนอให้กับลูกค้ารายเดิมในแบบประกันเดิม ทำให้ลูกค้ามีความคุ้มครองเพียงรูปแบบเดียว เช่น มีเฉพาะประกันแบบสะสมทรัพย์ที่มีแต่ความคุ้มครองชีวิต และอาจทำให้มีทุนประกันที่สูงเกินความจำเป็น (Over Insure) ในขณะที่ความคุ้มครองด้านอื่น ๆ เช่น ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล ความคุ้มครองด้านอุบัติเหตุ อาจจะมีน้อยหรือไม่มีความคุ้มครอง

เพราะฉะนั้นหากใช้หลัก Asset Allocation หรือการกระจายสินทรัพย์ในการลงทุนมาประยุกต์ใช้กับการนำเสนอประกันให้กับลูกค้า จึงเป็นการวางแผนปกป้องความเสี่ยงและทำให้ลูกค้าได้รับประโยชน์สูงสุด

โดยหลักการในด้านการลงทุน Asset Allocation จะช่วยลดความเสี่ยงและกระจายความเสี่ยงจากการลงทุน ยิ่งนำมาใช้ในการวางแผนประกันจะช่วยป้องกันความเสี่ยงได้ครบทุกด้าน

มีคำถามตามมาว่า ประชาชนจะรู้ได้อย่างไรว่าต้องวางแผนกระจายในการทำประกันแบบใดบ้าง โดยหลักการความเสี่ยงภัยที่แท้จริง (Pure Risk) ซึ่งเป็นความเสี่ยงภัยที่สามารถประกันภัยได้ หรือใช้การประกันภัยเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงได้ ถ่ายโอนความเสียหายไปยังบุคคลที่ 3 คือ บริษัทประกัน รับความเสี่ยงแทนได้ เป็นความเสี่ยงที่สามารถระบุและประเมินความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นเป็นตัวเงินได้ และเพื่อให้เหมาะสมสำหรับประชาชนทั่วไปในการใช้วางแผนประกัน สามารถแบ่งความเสี่ยงที่แท้จริงเป็นด้านต่าง ๆ ดังนี้

1. ความเสี่ยงภัยส่วนบุคคล

คือ ความเสี่ยงภัยที่มีผลกระทบต่อชีวิตของบุคคลนั้นโดยตรง เช่น

• การเสียชีวิตก่อนวัยอันควร มีผลกระทบกับค่าใช้จ่ายของครอบครัวที่ต้องดูแล
• การเกิดโรคภัยไข้เจ็บเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล
• การเกิดโรคร้ายแรง เช่น โรคหัวใจ โรคมะเร็ง มีผลกระทบกับค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล
• การประสบอุบัติเหตุต่าง ๆ
• กรณีทุพลภาพจนไม่สามารถทำงานได้ มีผลกระทำกับแหล่งเงินได้จากการประกอบอาชีพ
• การเกษียณอายุ มีผลกระทบกับค่าใช้จ่ายในช่วงหลังเกษียณอายุที่อาจไม่มีรายได้จากการทำงาน

2. ความเสี่ยงต่อทรัพย์สิน (Property Risk)

คือ ความเสี่ยงภัยที่มีผลกระทบต่อทรัพย์สินของบุคคลนั้น เช่น

• ค่าใช้จ่ายซ่อมแซมทรัพย์สินกรณีเสียหาย เช่น เกิดอัคคีภัยกับที่พักอาศัย
• ภาระหนี้สินต่าง ๆ

ดังนี้ เมื่อระบุความเสี่ยงของบุคคลออกมาได้หลายด้าน จึงสามารถวางแผนประกันโดยใช้แบบประกันที่หลากหลาย ให้เหมาะกับความเสี่ยงในแต่ละด้านได้เช่นกัน

โดยสรุปการทำ Asset Allocation ในการวางแผนและนำเสนอประกันให้กับลูกค้า ถือเป็นเรื่องจำเป็น โดยจากตารางการบริหารจัดการความเสี่ยงจะเป็นเครื่องมือในการนำเสนอวิธีจัดการความเสี่ยงด้านต่าง ๆ ตามความเสี่ยงเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล

ทั้งนี้ หากมีความเสี่ยงด้านใดที่มีผลกระทบมาก หรือต้องการปกป้องความเสี่ยงนั้นเป็นพิเศษ ก็สามารถวางแผนโดยการเพิ่มน้ำหนัก หรือให้ระดับความสำคัญของความเสี่ยงด้านดังกล่าว ได้โดยการซื้อทุนประกันให้เหมาะสม หรือสามารถติดต่อนักวางแผนการเงินเพื่อช่วยวางแผนและให้คำแนะนำที่ถูกต้องต่อไป

ผู้เขียน: อิศรินทร์ เมืองแตง ที่ปรึกษาการเงิน AFPT™

ทำไม? ลงทุนอะไรก็ “ติดลบ”พอร์ตแดงแบบนี้ ไปต่อหรือพอก่อนรู้ได้ด้วย 4 เคล็ดลับจากมืออาชีพ

โอ๊ย…เปิดดูพอร์ตกองทุนรวมมีแต่ติดลบ ดูกองไหนก็แดง จนอดถามตัวเองไม่ได้ว่า ไปต่อหรือพอกันที

ถ้าใครมีอาการแบบนี้ ต้องบอกว่า คุณมีเพื่อนร่วมทางเต็มยอดดอยพอร์ตแดงๆ เพราะในช่วงที่เต็มไปด้วยสถานการณ์ไม่แน่นอน เช่น เกิดสงคราม มีโรคระบาด หรือภัยพิบัติ ที่ไม่มีใครคาดคิด และส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจหรือกิจการที่กองทุนลงทุนอยู่ ผู้ลงทุนก็มีโอกาสเจอกับพอร์ตติดลบได้

หากย้อนไปเมื่อปี 2565 จะเห็นได้ชัดเจนว่า ลงทุนในหุ้นซึ่งเป็นสินทรัพย์ความเสี่ยงสูง จะขาดทุนมาก เพราะ เวลาผู้คนไม่มั่นใจกับเศรษฐกิจก็เลือกเทขายสินทรัพย์เสี่ยง หนำซ้ำ ยังมีแรงเทขายเพิ่มอีกจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ทำให้ความน่าสนใจของหุ้นน้อยลง พอลงทุนในตราสารหนี้ ที่ว่ากันว่าเป็นสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ ก็ขาดทุนเหมือนกัน ในช่วงที่ดอกเบี้ยขึ้นเร็ว จนทำให้ราคาตราสารหนี้เดิมที่กองทุนถืออยู่ปรับลดลง เพราะให้ดอกเบี้ยน้อยกว่าตราสารหนี้ที่กำลังจะออกใหม่

ส่วนในปี 2566 นี้ เศรษฐกิจทั่วโลกมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะถดถอย เป็นผลพวงจากการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลกเพื่อสู้กับเงินเฟ้อในปีที่ผ่านมา ฉะนั้น โอกาสที่ตลาดจะผันผวนสูงก็มีอยู่ ทางที่ดี ผู้ลงทุนจึงควรเตรียมพร้อมรับมือพอร์ตลงทุนที่มีโอกาสแดงยกพอร์ตได้อีก โดยเรามี 4 เคล็ดลับดีๆ มาแนะนำ

1. ทำใจ แล้วอยู่เฉยๆ

บางคนอาจจะอึ้ง! คิดว่า เราทำได้แค่นี้จริงหรือ ก็ต้องตอบว่า ใช่ ในกรณีที่คุณมองว่า พอร์ตลงทุนของตัวเองจัดสรรสินทรัพย์หลากหลายเพียงพอและมีระดับความเสี่ยงของพอร์ตโดยรวมที่เหมาะสมกับตัวเองแล้ว เป็นพอร์ตที่ออกแบบตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงินที่วางไว้แต่แรก และเป้าหมายมีเวลาอีก 3 ปี 5 ปี หรือ 10 ปีขึ้นไป

เมื่อการลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนมีโอกาสขาดทุนได้ และการขาดทุน ไม่ได้เกิดจากสินทรัพย์ไม่ดี ไม่มีคุณภาพ แต่มาจากสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ แต่สถานการณ์เหล่านี้มาแล้วผ่านไป เมื่อทุกอย่างคลี่คลาย กลับสู่ภาวะปกติ หากสินทรัพย์นั้นมีคุณภาพ ก็จะฟื้นตัว และมีโอกาสกลับมาให้ผลตอบแทนที่ดีได้ การทำใจร่มๆ อยู่เฉยๆ ก็คือคำตอบ

2. ถ้าคิดว่าดี ลงทุนต่อเนื่องไป

ในกรณีที่เรามั่นใจว่า พอร์ตลงทุนของเรามีการกระจายลงทุนที่ดีแล้ว และระดับความเสี่ยงเหมาะสม กองทุนที่เลือกมาดีอยู่แล้ว แต่ไม่อยากทำใจและอยู่เฉย อีกวิธีที่ทำได้คือ เดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง โดยอาจใช้วิธีการทยอยลงทุนด้วยจำนวนเงินเท่ากันทุกเดือน (Dollar Cost Average : DCA) ก็ได้

ข้อดีของการทำ DCA คือ ผู้ลงทุนมีโอกาสได้ซื้อกองทุนที่ใช่ในราคาที่ถูกลงกว่าช่วงก่อนหน้านี้ที่สถานการณ์ตลาดโดยรวมดี และเมื่อทยอยลงทุนเรื่อยๆ ก็จะช่วยให้พอร์ตกองทุนของเรามีต้นทุนเฉลี่ยโดยรวมลดลง เมื่อเทียบกับการไม่ทำอะไรเลย แต่ถ้าเลือกวิธีนี้ ต้องมั่นใจก่อนว่า กองทุนที่เราเลือกไว้ เป็นกองทุนที่ใช่สำหรับอนาคตจริงๆ

3. ถ้าใจบอกไม่ไหว ให้ปรับพอร์ต

ใครที่กลับมานั่งดูพอร์ตลงทุนตัวเองแล้วพบว่า ที่ฉันเคยคิดว่าจะรับความเสี่ยงสูงไหว เช่น อัดเงินใส่กองทุนหุ้นต่างประเทศไปเต็มข้อ เพราะไหวแหละ แต่พอเจอสถานการณ์จริง ใจหวิว ไม่ไหวเลย แนะนำให้ปรับพอร์ตลงทุน ในที่นี้ อาจไม่ใช่การขายกองทุนรวมที่ขาดทุนหนักๆ ออกมาทันที แต่อาจลองคำนวณสัดส่วนกองทุนรวมที่ถืออยู่ให้ดีว่า ปัจจุบัน เงินของเราอยู่ในกองทุนที่มีระดับความเสี่ยงสูงหรือเสี่ยงต่ำเท่าไหร่

สมมติว่าเดิม ลงทุนในกองทุนรวมหุ้น 80% ลงทุนกองทุนรวมตราสารหนี้แค่ 20% แล้วพบว่า พอร์ตผันผวนสูง มีโอกาสขาดทุนสูง เคยคาดว่าจะรับผลขาดทุน -20% หรือ -50% ได้ แต่เจอสถานการณ์จริง แค่ -15% ก็ใจบาง พอ -20% ก็นอนไม่หลับ แนะนำว่า ให้นำเงินใหม่ที่จะลงทุนเพิ่ม ไปลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ที่ความเสี่ยงต่ำเพิ่มขึ้น เพื่อให้สัดส่วนเงินลงทุนโดยรวมที่อยู่ในกองทุนหุ้นน้อยลง ส่วนเงินที่อยู่ในกองทุนรวมความเสี่ยงสูงๆ เมื่อปรับตัวขึ้นมาถึงจุดที่รับได้ ก็อาจโยกย้ายเงินบางส่วนไปอยู่ในกองทุนรวมที่ความเสี่ยงต่ำกว่า

4. ไม่รักกันแล้วก็ตัดใจ แยกย้ายไปหาใหม่

อาจดูใจร้าย แต่เป็นอีกทางเลือกที่ต้องพูดถึง โดยไม่แนะนำให้ตัดใจขายขาดทุนด้วย “อารมณ์” แต่ควรเป็นการตัดใจด้วย “เหตุผล” ถ้าพิจารณาแล้วว่ากองทุนรวมที่ติดลบหนักอาจไม่ได้เป็นเพราะสถานการณ์แวดล้อมอย่างเดียว แต่เป็นเพราะผู้จัดการกองทุนเลือกสินทรัพย์ไม่ดี ไม่มีคุณภาพ หรือนโยบายลงทุนของกองทุนนั้นไม่ตอบโจทย์เทรนด์ในอนาคตเลย มองไปแล้วไม่เห็นทางรอด จนผู้ลงทุนมั่นใจว่าขายออกแล้วขาดทุนหนักตอนนี้จะไม่เสียใจ คำแนะนำให้ตัดใจและขายทิ้ง ก็ดูจะตรงที่สุด

อย่างไรก็ตาม หากตัดสินใจเลือกทางนี้เพื่อไปหากองทุนใหม่ที่ใช่กว่า ผู้ลงทุนต้องพิจารณากองทุนที่จะไปเริ่มต้นใหม่ให้ดีว่ามีนโยบายการลงทุนตอบโจทย์เป้าหมายในอนาคตหรือไม่ มีระดับความเสี่ยงที่ตัวเองรับไหวจริงหรือเปล่า นอกเหนือจากพิจารณาผลการดำเนินงานในอดีตที่ไม่อาจยืนยันอนาคตได้

สุดท้ายนี้ การลงทุนมีความเสี่ยง ที่ระหว่างทางเรามีโอกาสขาดทุนได้แน่ๆ การคาดหวังให้พอร์ตลงทุนเป็นบวกทุกช่วงเวลา อาจไม่ใช่เรื่องง่าย หรือแทบเป็นไปไม่ได้ หากเราต้องการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนดีกว่าดอกเบี้ยเงินฝากหรือเงินเฟ้อ ย่อมต้องแลกด้วยความเสี่ยงที่สูงขึ้น

ซึ่งนั่นหมายความว่า ความไม่แน่นอนเป็นสิ่งแน่นอนที่ผู้ลงทุนต้องเจอ ขอเพียงในจุดเริ่มต้นของการลงทุน เราพิจารณาดีแล้วว่า ลงทุนเพื่อเป้าหมายอะไร เป้าหมายนั้นมีระยะเวลานานแค่ไหน แล้วเลือกสินทรัพย์ลงทุนที่สอดคล้องกับเป้าหมาย มีการกระจายการลงทุนที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่เรารับไหวจริงๆ โดยระหว่างการเดินทางสู่เป้าหมาย อย่าหวั่นไหว มองข้ามช็อตไปให้ถึงปลายทาง แล้วเดินหน้าต่อไป เพียงเท่านี้เราก็อยู่กับพอร์ตแดงๆ ในปัจจุบันได้แบบสบายใจ และมีโอกาสพบผลตอบแทนที่ตรงใจในอนาคตแล้ว…ขอให้ทุกท่านโชคดีในเส้นทางการลงทุน

เขียนโดย: จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์ ที่ปรึกษาการเงิน AFPTTM

แม้เรื่องเงินจะเรียนรู้ได้ แต่นิสัยการใช้เงิน อาจมาจาก DNA ของเราเอง!!

เมื่อพูดถึงความรู้ทางการเงิน ส่วนใหญ่หลายคนก็ได้รับความรู้มาจากการเรียนการสอนตั้งแต่เข้าโรงเรียน เพื่อเป็นการช่วยสร้างรากฐานให้มีนิสัยในการใช้เงินตั้งแต่เนิ่นๆ อย่างเช่น การออม ที่ตอนสมัยเด็กๆ จะมีเปิดบัญชีให้ออมวันละ 5-10 บาท

แล้วเคยสงสัยกันไหมครับว่า เราทุกคนต่างก็ได้รับความรู้ทางการเงินที่เหมือนกัน แต่ทำไมบางคนถึงมีนิสัยการใช้เงินที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

???? หรือจริงๆ แล้วนิสัยการใช้เงิน ไม่ได้มาจากการได้รับความรู้ด้านการเงินเท่านั้น?

“สเตฟาน ซีเกล” ศาสตราจารย์ด้านการเงินและเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ก็ได้ให้ความสนใจถึงพฤติกรรมต่างๆ ในการใช้เงินของคนทั่วไป ซึ่งเขาได้พบข้อมูลจากงานวิจัยเกี่ยวกับปัจจัยกำหนดพฤติกรรมทางการเงิน โดยพบว่า “1 ใน 3 ของสาเหตุที่พฤติกรรมหรือนิสัยการใช้เงินของแต่ละคนแตกต่างกัน ส่วนใหญ่มาจากเราถูกกำหนดโดย DNA ของเราเองนั่นเองครับ”

และจากการศึกษาของ “โธมัส บูชาร์ด” มหาวิทยาลัยมินนิโซตา โดยอิงจาก Minnesota Center for Twin and Family Research (ทะเบียนคู่แฝดที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา) ได้สำรวจคู่แฝดที่เหมือนกันและเป็นพี่น้องกัน ประมาณ 30,000 คน โดยสังเกตว่าพวกเขาประหยัดเงินได้เท่าไร ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากแค่ไหน และมีอคติในการลงทุนอย่างไร ก็พบว่า “ความรู้ทางการเงินที่ได้รับหรือจากการเลี้ยงดู มีส่วนน้อยที่ทำให้นิสัยการใช้เงินต่างกัน เพราะ DNA มีผลมากกว่าปัจจัยอื่นๆ ครับ”

ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์ ยังเชื่อกันว่า พฤติกรรมหรือนิสัยบางอย่างถูกถ่ายทอดมาจากทาง DNA รวมทั้งยังมีส่วนที่มาจากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงดูอีกด้วย

✅ พฤติกรรมหรือนิสัยบางอย่าง จะถูกถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่ลูกโดยผ่านทาง DNA ซึ่งพฤติกรรมเหล่านั้นก็จะถูกถ่ายทอดเท่าๆ กับลักษณะทางกายภาพ เช่น หน้าตา ความสูง ฯลฯ ที่คล้ายกับพ่อแม่นั่นเอง

✅ นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องของปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมกับการเลี้ยงดูอีกด้วยครับ ซึ่งนับว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อนิสัยของแต่ละคนอย่างมาก เช่น การมีพ่อแม่เลี้ยงดูเอง มีครูช่วยสอน ซึ่งก็จะเป็นการช่วยปลูกฝังและสร้างนิสัยของแต่ละคนให้เป็นแบบนั้นๆ

แม้ว่านิสัยการใช้เงินอาจมาจาก DNA ของเรา แต่ aomMONEY เชื่อว่า “วินัย” จะช่วยเปลี่ยนนิสัยการเงินของเราได้ รวมไปถึงการที่ได้รับการถูกปลูกฝังเรื่องการใช้เงินตั้งแต่เด็กๆ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ชีวิตด้านการเงินราบรื่นในอนาคตครับ

และนี่คือเรื่องราวที่ aomMONEY นำมาฝากในวันนี้ครับ

“ต้องทำซ้ำ ๆ ถึงจะเห็นผล”ถอดแนวคิด Design Thinkingวางแผนเกษียณให้ถึงฝัน

สำหรับแนวคิดแบบ Design Thinking หรือการคิดเชิงออกแบบนั้นเป็นแนวความคิดที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้แก้ปัญหาในลักษณะที่เป็น Human-Centered Design หรือเป็นปัญหาที่ตอบสนองความต้องการของมนุษย์

ซึ่งได้มีการนำมาใช้ในมากมายในการวางแผนพัฒนาธุรกิจ ออกแบบผลิตภัณฑ์ รวมถึงการวางแผนในชีวิตส่วนบุคคล หากได้ลองนำวิธีคิด (Mindset) ของ Design Thinking มาประยุกต์ใช้กับการวางแผนการเกษียณก็อาจช่วยให้ตอบโจทย์ความต้องการของบุคคลได้ดียิ่งขึ้น เพราะ Design Thinking เป็นแนวคิดสร้างสรรค์ “อนาคต” เป็นสิ่งที่ยังไม่เคยมีมาก่อนสำหรับชีวิตของเราทุกคน ซึ่งบางครั้งการเก็บเงินเพื่อการเกษียณเพื่อรอไปใช้ชีวิตหลังจากสิ้นสุดการทำงานอาจทำให้เราไม่แน่ใจว่า สิ่งที่เป็นเป้าหมายเหล่านั้นเป็นชีวิตที่เราต้องการจริงหรือไม่

ดังนั้นหากได้ลิ้มลองประสบการณ์ที่ตัวเองต้องการ ด้วยวิธีคิดต่างๆ จากหลักการ Design Thinking มาประยุกต์ใช้กับการวางแผนทางการเงินเพื่อการเกษียณได้ก็เป็นสิ่งที่จะตอบสนองประสบการณ์ในวัยเกษียณได้ดีขึ้น

สิ่งสำคัญของ Design Thinking คือ วิธีการที่เรียกว่า Iterative Process นั่นคือ กระบวนการทำซ้ำหลายๆ ครั้ง ตามกระบวนการขั้นตอนดังต่อไปนี้ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มรายละเอียด แง่มุมในแผนเกษียณของแต่ละท่านได้มากขึ้น ทำได้ด้วยประยุกต์หลักการดัง 3 อย่างดังนี้

1. การเข้าใจอย่างลึกซึ้งและกำหนดปัญหา (Empathize & Define Problem)

สำหรับขั้นตอนนี้เป็นการทำความเข้าใจปัญหา ทำความเข้าใจความต้องการตนเองว่า เกษียณแล้วต้องการใช้ชีวิตแบบไหน มีไลฟสไตล์อย่างไร โดยอาจเริ่มพิจารณาจาก (1) ด้านรายได้ ส่วนใหญ่เมื่อเข้าถึงวัยเกษียณจะมีรายได้ลดน้อยลง อาจต้องเริ่มพิจารณาว่า ผลกระทบจากการมีรายได้ที่น้อยลงอาจทำให้ต้องปรับพฤติกรรมการใช้เงิน (2) ด้านรายจ่าย พิจารณาไล่เรียงไปตามปัจจัยสี่ อาจต้องมีรายจ่ายบางอย่างที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น เช่น ด้านการปรับปรุงบ้านที่ต้องเหมาะสมกับวัยที่ต้องมีความปลอดภัยมากขึ้น มีอุปกรณ์ที่เสริมอำนวยความสะดวกในการใช้ห้องน้ำ ห้องนอน เป็นต้น

การระบุปัญหาให้ได้ว่า รายได้จะลดลงเป็นเท่าใด ไลฟสไตล์ที่ต้องการนั้นใช้เงินเท่าใด ตั้งโจทย์ขั้นมาให้ชัดเจน แล้วต้องสรุปว่าจะกำหนดแนวทางอย่างไร เช่น สรุปว่าต้องหารายได้เพิ่ม โดยมีเงื่อนไขการใช้เวลาและพลังงานในแต่ละวันให้เหมาะสมกับร่างกายและจิตใจ หรือการระบุให้ได้ว่ารายจ่ายรายการใดที่จะต้องลดลงเพื่อทำให้มีฐานะทางการเงินมั่นคงได้ในระยะยาว เป็นต้น

2. การสร้างสรรค์ไอเดีย (Ideate)

เป็นการคิด โดยอาจตั้งคำถามว่าเมื่อเกษียณแล้วสามารถทำอย่างไรได้บ้างที่จะมีชีวิตอย่างเติมเต็ม ภายใต้เป้าหมายและข้อจำกัดในขั้นตอนก่อนหน้านี้ โดยอาจจะสร้างทางเลือกไว้อย่างน้อย 3 ทางเลือก เพื่อที่จะพิจารณาข้อดี ข้อเสียในแต่ละทางเลือก ตัวอย่างการแก้ปัญหาการเกษียณจากต่างประเทศ ในกรณีที่มีเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวันไม่เพียงพอ อาจทำได้ด้วยการจัดการทรัพย์สินเพื่อเพิ่มรายได้ในการเกษียณ โดยอาจจะขายบ้านหลังใหญ่เพื่อนำเงินไปซื้อบ้านหลังเล็กลง (Downsizing) เพื่อที่จะประหยัดค่าส่วนกลาง หรือค่าบำรุงรักษา และบ้านที่อยู่อาศัยที่เล็กลงนี้ก็สามารถที่จะเลือกว่าจะเลือกซื้อ เลือกเช่า หรือเลือกไปอยู่ บ้านพักผู้สูงอายุ ที่เหมาะสมกับแต่ละท่าน

โดยสร้างสามารถสร้างตาราง ลิสต์ประเด็นต่างๆ ขั้นมาหรือจะทำความเข้าใจความต้องการของตนเอง และเพื่อเปรียบเทียบต้นทุนทางการเงิน และประโยชน์ที่จะได้รับจากทางเลือกนั้นๆ บางครั้งไอเดียใหม่ๆ ไม่เกิดถ้าบังคับให้คิด ต้องคอยสังเกต หลักการคือต้องสร้างทางเลือกเยอะๆ (Divergent Thinking) ก่อนแล้วจากนั้นวิเคราะห์ทางเลือก (Convergent Thinking) เพื่อตัดสินใจเลือก

3. การทดลองสร้างแบบจำลองและทดสอบ (Prototype & Test)

ขั้นตอนสร้างแบบจำลอง และทดสอบ หาเวลาทดลองใช้ชีวิตในรูปแบบการเกษียณที่ต้องการเพื่อที่จะตอบสนองความต้องการของตัวเองให้ได้ตรงจุด โดยบางท่านอาจมีความประทับใจในการใช้ชีวิตในพื้นที่ต่างจังหวัดที่ตัวเองชื่นชอบ แต่ก็ไม่แน่ว่าอาจมีประเด็นปัญหาอะไรต่างๆ ที่ซ่อนอยู่ เช่น ข้อจำกัดในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล ความสะดวกสบายในการเดินทาง สิ่งเหล่านี้เป็นประเด็นที่ต้องคำนึงถึง เนื่องจากหากพิจารณาว่ามีค่าใช้จ่ายที่ต่ำ แต่ก็อาจจะทำให้ชีวิตไม่ได้รับความสะดวกสบาย

ลงมือทดสอบชีวิตใช้ที่ต้องการใช้ ชีวิตในแบบที่เกษียณแล้ว เช่น การไปใช้ชีวิตอยู่ใน Home Stay เพื่อที่จะสามารถเข้าใจความรู้สึก เข้าใจบทบาทการที่ไม่ต้องทำงานอีกต่อไป เพื่อเรียนรู้ว่าเราสามารถดำรงชีวิตอยู่อย่างดีมีความสุขในรูปแบบใด สิ่งสำคัญในขั้นตอนนี้คือได้รู้ Feedback เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาคำตอบสำหรับการเกษียณของตัวเอง

สิ่งที่ลืมไม่ได้เลยคือในกระบวนการ Design Thinking ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก คือกระบวนการทำซ้ำหลายๆ รอบ (Iterative Process) โดยแต่ละรอบสามารถที่จะพัฒนาปรับปรุงให้ตอบสนองความต้องการได้ดีมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเรากำลังสร้างทางที่เดินไปข้างหน้าในทุกๆ วัน

เขียนโดย: ศุทธวีร์ มงคลสินธุ์ นักวางแผนการเงิน CFP®

คุณยายวัย 101 ปี เกษียณไปหลายครั้ง แต่ก็เลือกกลับมาทำงาน เพราะ “เพื่อนทำงานที่ดี” ช่วยให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้น

สำหรับหลายคน การเกษียณอาจจะถือว่าเป็นเป้าหมายของชีวิต

หลังจากทำงานหนักมาหลายปี บั้นปลายช่วงสุดท้ายก็ขออยู่สบายๆ นั่งชมนกชมไม้ว่ากันไป

แต่สำหรับ เจย์น เบิร์นส์ (Jayne Burns) ที่อายุตอนนี้ 101 ปีเข้าไปแล้ว เป้าหมายของเธอกลับเป็นการทำงานจนถึงวันที่จะทำงานไม่ได้หรือไม่ก็เท่าที่บริษัทจะรับให้เธอทำงานนั่นแหละ

เธอยังคงขับรถไปที่ทำงานที่ห่างจากบ้าน 20 นาที ด้วยตัวเอง ตอกบัตรเข้างานสัปดาห์ละสี่วันในตำแหน่งพนักงานตัดผ้าที่ร้านขายอุปกรณ์ตัดเย็บ “Joann Fabric and Crafts” ที่รัฐโอไฮโอประเทศอเมริกา

แม้ไม่เคยวางแผนว่าจะยังทำงานจนอายุขนาดนี้ เพราะเคยเกษียณไปแล้วสองสามครั้งในช่วงอายุ 70 – 80 ปี แต่หลังจากอยู่บ้านเฉยๆ ได้ไม่กี่เดือนสุดท้ายเธอก็กลับมาทำงานอีกครั้ง เพราะคิดถึงงานประจำและการนั่งทานข้าวเที่ยงกับเพื่อนๆ

เบิร์นส์ทำงานที่นี่มาแล้ว 26 ปี และงานที่ทำก็เป็นสิ่งที่ชอบมากๆ ด้วย

“ฉันชอบในสิ่งที่ทำนะ อยากจะทำต่อไปเรื่อยๆ จะทำตราบที่ยังทำได้หรือเท่าที่พวกเขาจะให้ทำนั่นแหละ”

เธออายุครบ 101 ปีไปเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม ที่ผ่านมา หลังจากสามีเสียชีวิตในปี 1997 เพียงไม่กี่เดือน เธอก็เริ่มมาทำงานที่ร้านนี้เพราะลูกสาวแนะนำ ซึ่งตอนนั้นลูกสาวก็ทำงานที่นี่เช่นกันและคิดว่าแม่ก็คงไม่อยากอยู่บ้านเฉยๆ ทำงานนิดหน่อยเพื่อให้ลืมความเศร้าจากการสูญเสียมากกว่า

ก่อนหน้านี้เบิร์นส์ทำงานเป็นพนักงานบัญชีมาเกือบตลอดอาชีพการทำงาน พยายามเกษียณหลายครั้งแต่สุดท้ายก็อดใจที่จะ “เลิกเกษียณ” แล้วกลับมาทำงานไม่ได้ เธอบอกว่า

“ฉันชอบที่จะคุยกับทุกคนที่ทำงานด้วย เจอลูกค้าที่น่ารัก แม้ว่าบางคนอาจจะตกใจนิดหน่อยที่เจอฉันทำงานอยู่ในส่วนของการตัดผ้า” ซึ่งเคล็ดลับของการมีชีวิตที่มีความสุขและอายุยืนขนาดนี้เบิร์นส์ก็บอกว่าที่จริงมันก็ไม่ได้เป็นเคล็ดลับอะไรหรอก “การทำงานมันก็ช่วยจริงๆนะ”

สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยใน ‘งานที่ดี’ ที่เธอได้เรียนรู้ตลอดเส้นทางการทำงานหลายสิบปีก็คือการมี “เพื่อนร่วมงานที่ดี” มันสำคัญมากที่จะเจอเพื่อนๆที่นิสัยดี เป็นมิตร และจิตใจอ่อนโยน

อย่างที่นี่เธอก็จะมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งชื่อ แมกกี้ ฮัสวาร์ (Maggie HusVar) ที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยปี 4 แม้อายุต่างกันมาก แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นกำแพงขวางกั้นมิตรภาพที่ดีระหว่างทั้งสองคน ฮัสวาร์สอนให้เบิร์นส์เล่น TikTok บางทีก็มีอัดวิดีโอ ทำคลิปอะไรด้วยกัน เต้นด้วยกัน หรือบางครั้งก็แค่นั่งคุยกันถึงความทรงจำดีๆ ของเบิร์นส์ที่ผ่านมา (เช่นเจอสามีได้ยังไง)

เมื่อปีก่อนเพื่อนๆ ก็รวมตัวกันจัดงานวันเกิดแบบเซอร์ไพรส์ให้ฉลองครบรอบ 100 ปี การมีความสัมพันธ์ในหน้าที่การงานที่ดีนั้นไม่เพียงแต่ทำให้งานสนุกเท่านั้น แต่สำหรับเบิร์นส์แล้วนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เธอมีอายุยืนได้ขนาดนี้ด้วย

“เมื่อเรายุ่งก็จะไม่ได้โฟกัสที่ความเจ็บปวดและโศกเศร้า มันทำให้ง่ายขึ้นที่จะเดินหน้าต่อไป”

ซึ่งที่จริงแล้วสิ่งที่เบิร์นส์ประสบอยู่ถือเป็นหลักฐานของโครงการศึกษาชีวิตมนุษย์นานกว่า 85 ปีจากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดด้วย

โครงการ Harvard Study of Adult Development เป็นโครงการศึกษาชีวิตมนุษย์ ที่นานที่สุดเท่าที่เคยมีมาตลอด 85 ปี ศึกษาชีวิตของคนกว่า 724 คน ถามพวกเขาเกี่ยวกับงาน ความเป็นอยู่ และสุขภาพ ปีแล้วปีเล่า โดยไม่รู้เลยว่าสุดท้ายแล้วชีวิตของพวกเขาจะเป็นอย่างไร

การศึกษาชิ้นนี้ค้นพบจากข้อมูลจำนวนหลายหมื่นหน้า บทเรียนของชีวิตที่ดี ไม่ได้เกี่ยวกับความร่ำรวย ความโด่งดัง หรือการทำงานหนัก สิ่งที่ชัดเจนที่สุด ที่งานวิจัยชิ้นนี้บ่งบอกคือ ‘ความสัมพันธ์ที่ดี’ จะช่วยให้เรามีความสุขและแข็งแรงมากขึ้น และนั่นก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับเบิร์นส์ด้วย

เรื่องราวของเบิร์นส์อาจจะทำให้หลายคนกลับมาตั้งเป้าหมายเรื่องการเกษียณใหม่อีกครั้งหนึ่ง ถ้าอยากมีความสุขและมีชีวิตที่ยืนยาวหลังเกษียณ แทนที่จะนั่งๆ นอนๆ เราควรหางานอะไรสักอย่างที่ทำแล้วมีความสนุก มีเพื่อนที่ดี ทำงานด้วยแล้วสบายใจ สร้างความสัมพันธ์กับคนรอบตัว และนั่นอาจจะเป็นบั้นปลายชีวิตที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุขจนน่าอิจฉาเลยทีเดียว

แลกเป๊ปซี่กับเรือรบ ศาสตร์การทูตของซีอีโอเป๊ปซี่ที่ขยายตลาดน้ำอัดลมไปสหภาพโซเวียตในช่วงสงครามเย็น

ในช่วงที่สถานการณ์สงครามเย็นระหว่างอเมริกาและสหภาพโซเวียตกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่บีบคั้น เหมือนลูกโป่งที่ตึงเปรี๊ยะพร้อมจะแตกหากมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดมาสะกิดมาเพียงเล็กน้อย แต่ โดนัลด์ เคนดัลล์ (Donald Kendall) ซีอีโอของเป๊ปซี่ในเวลานั้นกลับกำลังทำภารกิจบางอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด เขากำลังพยายามลากจุด สร้างเส้นทางการค้าระหว่างบริษัทของกับมหาอำนาจคอมมิวนิสต์อันฉาวโฉ่อย่างเงียบ ๆ

เคนดัลล์มีภูมิหลังจากครอบครัวเกษตรกรรมเช่นเดียวกับชาวอเมริกันจำนวนมากในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เกิดที่เมือง Sequim รัฐวอชิงตัน ลาออกจากวิทยาลัยเพื่อไปรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังกลับจากสงคราม เขาเริ่มงานแรกที่เป๊ปซี่ ในโรงงานบรรจุขวดและพนักงานส่งสินค้าในวัย หลังจากนั้นก็ทำงานเลื่อนตำแหน่ง 6 ครั้งใน 9 ปี และก้าวขึ้นเป็นซีอีโอในปี 1963 ด้วยวัย 42 ปี

ปัญหาที่เป๊ปซี่เผชิญในตอนนั้นคือคู่แข่งในตลาดที่เข้มแข็งอย่างโคคา-โคล่า ที่ตลอดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นไม่ว่าทหารอเมริกันจะไปที่ไหนก็จะต้องเอาไปด้วย (ช่วงนั้นคือยุโรป) เป๊ปซี่เข้าใจดีว่าถ้าจะแข่งกับโคคา-โคล่าก็ต้องขยายเข้าไปยังประเทศอื่นเช่นเดียวกัน นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเคนดัลล์ถึงพยายามมองหาพื้นที่ใหม่ที่ยังโค้กยังเข้าไปไม่ถึงเพื่อจะไปสร้างน่านน้ำใหม่ของตัวเอง ภายใน 6 ปี เขาขยายธุรกิจในต่างประเทศของบริษัทเป็นสองเท่าจาก 60 ประเทศเป็นเกือบ 120 ประเทศเลยทีเดียว

แต่มีประเทศหนึ่งที่เคนดัลล์หมายตาเอาไว้แต่ยังเข้าไปไม่ได้ ประเทศที่มีทรัพยากรมหาศาล ตลาดขนาดใหญ่ โอกาสทางธุรกิจที่ยังไม่มีใครเข้าถึงนั่นก็คือสหภาพโซเวียต แต่ด้วยกฎหมายและนโยบายเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ทำให้การไปเป็นพันธมิตรทางการค้าเป็นเรื่องที่ท้าทายกว่าปกติมาก นอกเหนือจากนั้นแล้ว ความลำบากอีกอย่างหนึ่งคือสหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกามีช่องทางการสื่อสารแบบทางการเพียงไม่กี่ช่องทาง ทำให้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสร้างสะพานการค้าให้เกิดขึ้น

แต่ด้วยความมุ่งมั่นอย่างไม่ลดละ การขยายตลาดเป๊ปซี่เข้าสู่สหภาพโซเวียตจึงกลายเป็นเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของเคนดัลล์ตลอดช่วงสี่สิบปีต่อจากนั้น

ความพยายามครั้งแรก

ในปี 1959 เคนดัลล์ได้โอกาสแรกในการโน้มน้าวสหภาพโซเวียตให้เอาเป๊ปซี่เข้าไปขาย ประธานาธิบดีของสหรัฐฯในตอนนั้นคือ ดไวท์ ไอเซนฮาวร์ (Dwight Eisenhower) มีความพยายามที่จะพัฒนาความสัมพันธ์กับสหภาพโซเวียตให้ดีขึ้นโดยการจัดงานนิทรรศการแห่งชาติอเมริกา (American National Exhibition) ที่เมืองมอสโก

ริชาร์ด นิกสัน รองประธานาธิบดีในขณะนั้น พร้อมด้วย นิกิตา ครุชชอฟ เลขาธิการโซเวียต ได้เยี่ยมชมบูธนิทรรศการหลายแห่ง ซึ่งแน่นอนว่าส่วนใหญ่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทอเมริกัน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่การต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ (Red Scare) กำลังอยู่ในช่วงที่เข้มข้น ธุรกิจในสหรัฐฯ จำนวนมาก รวมถึงโคคา-โคล่าจึงค่อนข้างระมัดระวังไม่อยากเอาผลิตภัณฑ์ของตัวเองไปเกี่ยวข้องกับสหภาพโซเวียต นี่จึงกลายเป็นโอกาสสำคัญสำหรับเคนดัลล์และเป๊ปซี่ เขาเล่าเรื่องนี้ในหลายปีต่อมาว่า

“ในคืนก่อนงานเริ่ม ผมบอกนิกสันว่า ผมต้องเอาเป๊ปซี่ให้กับครุชชอฟให้ได้ ไม่งั้นผมมีปัญหาแน่นอน”

ตลอดงานนั้นครุชชอฟและนิกสันมีการถกเถียง โต้กันถึงประเด็นข้อดีข้อเสียต่างๆ ของระบบทุนนิยมกับลัทธิคอมมิวนิสต์ เหตุการณ์นี้ต่อมาขนานนามว่า “The Kitchen Debate”

นักธุรกิจหัวแหลมอย่างเคนดัลล์ฉวยโอกาสตรงนี้ เมื่อครุชชอฟเดินมาถึงบูธของเป๊ปซี่ เคนดัลล์รู้ดีว่าต้องใช้ความรู้สึกอันแรงกล้าต่อลัทธิคอมมิวนิสต์ของครุชชอฟให้เป็นประโยชน์ ระหว่างที่ยื่นเป๊ปซี่ให้กับครุชชอฟเขาพูดว่า

“ผมมีเป๊ปซี่อยู่สองแบบ อันหนึ่งผลิตที่นิวยอร์ก และอีกอันทำที่มอสโก ผมอยากให้คุณลองชิมทั้งสองแบบเลย แล้วบอกผมหน่อยนะครับว่าอันไหนรสชาติดีกว่ากัน”

แน่นอนครับครุชชอฟบอกว่าที่ทำในสหภาพโซเวียตอร่อยกว่า เป็นสินค้าที่ดีกว่า ตามรายงานแล้วดื่มไปถึงเจ็ดแก้วในคืนนั้น

กองเรือรบมาแลกกับเป๊ปซี่

น่าเสียดาย แม้จะได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากการฉวยโอกาสครั้งนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศก็กลับมามาคุอีกครั้งหนึ่งในช่วงปี 1960 ทำให้บริษัทในอเมริกาถูกตัดขาดจากการทำธุรกิจกับสหภาพโซเวียตต่อไป

โอกาสครั้งที่สองกลับมาอีกครั้งหนึ่งในอีกทศวรรษให้หลังในปี 1971

หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไปในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา อย่างวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา กำแพงเบอร์ลิน สงครามเวียดนาม แต่เคนดัลล์ยังคงมีความฝันเดิม ตอนนี้นิกสันกลายเป็นประธานาธิบดีก็เริ่มเจรจาสันติภาพกับ อะเลคเซย์ โคชีกิน (Alexei Kosygin) ผู้นำคนใหม่ของโซเวียต จนกลายมาเป็นการประชุมทางธุรกิจระหว่างประเทศ

เคนดัลล์แอบเอาวิทยุทรานซิสเตอร์ที่มีรูปร่างเหมือนกระป๋องเป๊ปซี่ผ่านด่านรักษาความปลอดภัยเข้าไปและมอบเป็นองขวัญให้โคชีกิน ซึ่งโคชีกินคิดว่ามันตลกดี นำไปสู่การเจรจาประเด็นที่เคนดัลล์ต้องการคุย วันรุ่งขึ้นโคชีกินก็มอบไฟเขียวแก่เคนดัลล์เพื่อนเป๊ปซี่เข้ามาขายในประเทศโซเวียตได้สำเร็จ

ปัญหาใหญ่ต่อมาคือเรื่องค่าเงินรูเบิลของโซเวียตในตอนนั้น มันไม่สามารถตีมูลค่าหรือเปลี่ยนเป็นเงินสกุลอื่นได้เลย ด้วยเหตุนี้ เคนดัลล์และเป๊ปซี่จึงต้องหาวิธีหาเงินสำหรับโรงงานเป๊ปซี่ที่กำลังจะสร้างในประเทศนี้ใหม่ ทั้งสองฝ่ายตัดสินใจทำข้อตกลงแลกเปลี่ยน โดยฝ่ายโซเวียตจะใช้วอดก้าซึ่งในประเทศมีเยอะมาก ๆ มาจ่ายค่าเป๊ปซี่แทน

“เราจึงตัดสินใจนำ Stolichnaya ซึ่งเป็นวอดก้าของรัสเซียมาที่นี่ [อเมริกา]” เคนดัลล์กล่าว “นั่นเป็นวิธีที่เราหาเงินได้ ต้องไปขายวอดก้าแทน” สองทศวรรษต่อจากนั้น เป๊ปซี่ขายดิบขายดีในโซเวียต และชาวอเมริกันหลายล้านคนก็ดื่มวอดก้ากันอย่างเอร็ดอร่อย ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบตกลงกัน แต่พอมาถึงปี 1989 เจ้าหน้าที่ของเป๊ปซี่ตระหนักว่าพวกเขาเงินที่ขายวอดก้าเริ่มไม่เพียงพอสำหรับค่าเป๊ปซี่ จึงต้องการวิธีรับเงินแบบใหม่เพื่อตอบรับความต้องการเป๊ปซี่ที่เพิ่มขึ้นในโซเวียต

ในปีนั้นเองเกิดข้อตกลงทางธุรกิจที่แปลกประหลาดที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์บริโภคนิยม เป๊ปซี่และสหภาพโซเวียตได้ทำข้อตกลงว่าโซเวียตจะจัดหากองเรือรบมูลค่า 3 พันล้านดอลลาร์มามอบให้กับเป๊ปซี่ นั่นคือเรือดำน้ำ 17 ลำ เรือลาดตระเวน 1 ลำ และเรือพิฆาตอีก 1 ลำ ในปีต่อมาก็เช่นเดียวกัน สหภาพโซเวียตจ่ายค่าเป๊ปซี่ที่ขายในโซเวียตด้วยเรือบรรทุกน้ำมันและเรือบรรทุกสินค้า

แต่สุดท้ายแล้วในช่วงต้นของยุค 90’s สหภาพโซเวียตก็ล่มสลาย เวลาหลายปีแห่งการสร้างความสัมพันธ์ที่เคนดัลล์ได้ลงทุนลงแรงไปก็พังทลายไปพร้อมกับมันด้วย ต่อมาโคคา-โคล่าก็เริ่มเข้าตลาดด้วย และตอนนี้ก็ขายดีกว่าเป๊ปซี่ไปแล้ว

แม้ในที่สุดเป๊ปซี่จะพ่ายแพ้ในตลาดแห่งนี้ แต่ความพยายามของเคนดัลล์ในการเปิดการค้าของเป๊ปซี่ไปยังโซเวียตก็ยังคงถือเป็นตำนานอยู่ดี ในปี 2004 เคนดัลล์ได้รับเหรียญ Russian Order of Friendship จากวลาดาเมียร์ ปูติน เพื่อตอกย้ำสถานะของเขาในฐานะหนึ่งในบุคคลสำคัญทางธุรกิจที่มีอิทธิพลมากที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างโซเวียตกับอเมริกาด้วย

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save