“หย่ากันแล้ว” แบ่งสินทรัพย์ยังไง?เมื่อเส้นทางรักไม่ได้ไปต่อ

เมื่อคู่สามี-ภารยาเกิดความขัดแย้งและไม่สามารถพูดคุยปรับความเข้าใจหรือสมานรอยร้าวในใจได้ ทางออกของปัญหาจึงเป็นเรื่องของ “การหย่าร้าง” ฟังแล้วอาจดูเหมือนเป็นเรื่องของการยินยอมและเซ็นต์เอกสารเพื่อยุติความสัมพันธ์รัก แต่ในความเป็นจริงแล้วยังมีรายละเอียดยิบย่อยอื่นๆ ที่อดีตคู่รักต้องตกลงกันร่วมกัน นั่นคือ “การแบ่งสินสมรส”

“สินสมรส” คือ ทรัพย์สินที่คุณสามีและคุณภรรยาหามาได้หลังจากจดทะเบียนสมรส ไม่ว่าจะเป็น เงินเดือน ดอกผลจากสินทรัพย์ส่วนตัวและสินสมรส หรือทรัพย์สินที่ถูกระบุให้เป็นสินสมรสในทะเบียนสมรส รวมไปถึงหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนจดทะเบียนแต่ยังชำระไม่หมดและหนี้ที่เกิดขึ้นหลังจดทะเบียนเช่นกัน

เมื่อต้องหย่าร้าง ต้องแบ่งสินทรัพย์อย่างไร?

1. ขึ้นอยู่กับการตกลงของแต่ละคู่
2. ถ้าตกลงกันไม่ได้ วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือการแบ่งสินสมรสกันคนละครึ่งหรือการขายทุกอย่างเพื่อแบ่งเงินกัน 50/50
3. แบ่งกันตามกฎหมายหรือให้ศาลตัดสิน

แต่สำหรับบางคู่ การแบ่งสินทรัพย์อาจจะง่าย เพราะมีการทำสัญญาก่อนสมรส ที่เป็นสัญญาที่แบ่งตั้งแต่ก่อนการจดทะเบียนสมรสไว้ว่า มีอะไรบ้างที่เป็นของสามี มีอะไรบ้างที่เป็นของภรรยา เมื่อถึงเวลาในการจดทะเบียนหย่า ทรัพย์สินที่ทั้งคู่ต้องการก็จะไม่ถูกนำไปรวมเป็นสินสมรสเพื่อแบ่งกันอีกทอด

ในเรื่องของสินสอด ถือว่าไม่ใช่สินสมรส แต่เป็นทรัพย์สินที่ฝ่ายชายมอบให้พ่อแม่ผู้ปกครองของฝ่ายหญิงเพื่อขอบคุณที่ยอมแต่งด้วย สินสอดจะตกเป็นของฝ่ายหญิงทันทีเมื่อทั้งคู่แต่งงานกัน กล่าวคือสินสอดเป็นเรื่องของการสมรส ถ้าไม่มีการสมรสก็ต้องคืนสินสอด ไม่เกี่ยวกันกับการหย่า

สุดท้ายนี้การหย่าเป็นเรื่องที่คนสองคนต้องตัดสินใจอย่างละเอียดอ่อน เพราะมีผลกระทบต่อทั้งด้านการเงินและการใช้ชีวิต หรือบางครอบครัวอาจจะกระทบต่อลูกด้วย ดังนั้นการหย่าหรือการเลือกจบความสัมพันธ์ด้วยอารมณ์มีแต่จะส่งผลกระทบต่อตัวเองทั้งนั้น การพูดคุยกันเพื่อหาทางออกที่ทั้งสองคนพอใจและส่งผลที่ดีต่อลูก ถือเป็นทางออกดีที่สุด

ย้ายประเทศ : ทางเลือก โอกาส และความท้าทายคนไทยย้ายออกไปไหนและใครย้ายเข้ามาในประเทศไทยบ้าง?

บางคนใช้ชีวิตบนแผ่นดินเกิดตั้งแต่เด็กจนตาย ขณะที่อีกหลายคนต้องเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปอยู่ต่างแดน การย้ายถิ่นฐานอาจเป็นการตัดสินใจของเราเองหรือคนในครอบครัว แต่ทุกคนที่เลือกเส้นทางนี้ล้วนมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน นั่นคือการแสวงหาชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (International Organization for Migration: IOM) ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งภายใต้องค์การสหประชาชาติ (United Nations: UN) ให้คำจำกัดความว่าผู้ย้ายถิ่นฐานหมายถึงบุคคลที่ย้ายออกจากสถานที่ที่ตัวเองใช้ชีวิตอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นการย้ายในประเทศหรือออกนอกประเทศ การย้ายชั่วคราวหรือถาวรก็ตาม

ซึ่งผู้ย้ายถิ่นฐานนับรวมทั้งกลุ่มที่ย้ายแบบถูกกฎหมาย กลุ่มที่ลักลอบเข้าประเทศแบบผิดกฎหมาย และกลุ่มที่กฎหมายไม่ระบุสถานะของการย้ายไว้ว่าถูกหรือผิด เช่น นักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่ที่ต่างประเทศ โดยในปี 2020 จำนวนผู้ย้ายถิ่นฐานทั่วโลกมีมากถึง 281 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 1990 ซึ่งมีเพียง 128 ล้านคน หรือคิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นราว 120%

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาเฉพาะการเพิ่มขึ้นของ “จำนวน” ผู้ย้ายถิ่นฐานเพียงอย่างเดียวอาจฟังดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลนัก เพราะจำนวนประชากรบนโลกก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ดังนั้น เราจึงต้องพิจารณา “สัดส่วน” ของผู้ย้ายถิ่นฐานต่อจำนวนประชากรโลกควบคู่ไปด้วย โดยในปี 2020 อยู่ที่ 3.6% เพิ่มขึ้นจากปี 1990 ซึ่งอยู่ที่ 2.9% เท่ากับว่าจำนวนผู้ย้ายถิ่นฐานเพิ่มขึ้นในอัตราที่มากกว่าการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรโลก

คนไทยย้ายออกไปไหน และใครย้ายเข้ามาในประเทศไทย

องค์การสหประขาชาติประเมินว่าจำนวนคนไทยที่ย้ายไปอยู่ต่างแดนในปี 2020 มีประมาณ 1.1 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนราว 1.5% ของประชากรไทยที่อาศัยในประเทศ แม้ว่าสัดส่วนผู้ย้ายถิ่นฐานต่อประชากรของไทยจะต่ำกว่าโลก แต่เมื่อพิจารณาอัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนคนไทยที่ย้ายถิ่นฐานเทียบกับปี 1990 พบว่าสูงถึง 250% หรือมากกว่าโลกราว 2 เท่า สะท้อนว่ากลุ่มที่ตัดสินใจย้ายประเทศยังเป็นเพียงคนส่วนน้อย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าแนวคิดเรื่องการย้ายประเทศได้รับความสนใจจากคนไทยเพิ่มขึ้นมาก

จุดหมายปลายทางที่คนไทยย้ายไปมากที่สุดคือสหรัฐอเมริกา ซึ่งครองอันดับ 1 ตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยจำนวนคนไทยที่ย้ายไปสหรัฐฯ ในปี 1990 คิดเป็น 35% ของผู้ย้ายถิ่นฐานชาวไทยทั้งหมด อย่างไรก็ตาม การย้ายไปสหรัฐฯ ได้รับความนิยมน้อยลงหลังปี 2000 สะท้อนจากสัดส่วนคนไทยที่ย้ายไปสหรัฐฯ ที่ลดลงต่อเนื่องจนเหลือเพียง 24% ในปี 2020

ขณะที่เกาหลีใต้คือประเทศที่มาแรงในกลุ่มคนไทยที่ต้องการย้ายถิ่นฐาน และรั้งอันดับ 2 ในปี 2020 โดยสัดส่วนคนไทยที่ย้ายไปเกาหลีใต้พุ่งขึ้นจาก 0.7% ในปี 2000 มาอยู่ที่ 14.7% ในปี 2020

ส่วนเยอรมนีและออสเตรเลียคือจุดหมายปลายทางอันดับ 3 และ 4 ซึ่งมีสัดส่วนคนไทยที่ย้ายไปใกล้เคียงกันอยู่ที่ราว 8% ในปี 2020 จะเห็นได้ว่าคนไทยมีเป้าหมายที่จะย้ายไปประเทศพัฒนาแล้วที่มีรายได้ต่อหัวสูงกว่าไทยด้วยความหวังว่านี่อาจเป็นโอกาสในการสร้างรายได้ ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับมาตรฐานการครองชีพให้สูงขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง จำนวนชาวต่างชาติที่ย้ายเข้าไทยในปี 2020 มีจำนวนมากถึง 3.6 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนราว 5.1% ของประชากรไทย โดยกว่า 50% เป็นชาวพม่า อีก 25% เป็นชาวลาว และอีก 20% เป็นชาวเขมร มีเพียง 5% เท่านั้นที่เป็นผู้ย้ายถิ่นฐานสัญชาติอื่น

ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่าจำนวนคนจีนที่ย้ายเข้าไทยเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากสัดส่วนเพียง 0.02% ของผู้ย้ายถิ่นฐานเข้าไทยทั้งหมดในปี 2000 เพิ่มขึ้นเป็น 2.1% ในปี 2020 สูงเป็นอันดับ 4 รองจากผู้อพยพ 3 สัญชาติจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งคนที่ย้ายเข้ามาส่วนใหญ่ก็คาดหวังไม่ต่างจากคนไทยที่ย้ายออกนอกประเทศ

กล่าวคือคนกลุ่มนี้ต้องการมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยปัจจุบันรายได้ต่อหัวของไทยถือว่าสูงกว่าพม่า ลาว และ เขมร ค่อนข้างมาก นอกจากนี้ งานวิจัยส่วนมากยังมุ่งเป้าไปที่การทำความเข้าใจพฤติกรรมของผู้ย้ายเข้า เนื่องจากจำนวนชาวต่างชาติที่ย้ายเข้าไทยมากกว่าคนไทยที่ย้ายออกนอกประเทศ ขณะที่พฤติกรรมของผู้ย้ายออกยังไม่ค่อยมีคนศึกษามากนัก

การย้ายประเทศอาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับทุกคน

จริงอยู่ที่การย้ายประเทศเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ แต่ผู้ที่ตัดสินใจย้ายไปอยู่ต่างแดนอาจต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการกว่าจะบรรลุเป้าหมาย โดยจะขอพูดถึงใน 2 ประเด็น ดังนี้

1. การเดินทางเข้าประเทศอย่างถูกกฎหมาย : เป็นที่ทราบกันดีว่าคนไทยไม่ได้ถือพาสปอร์ตที่ทรงอิทธิพลเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก โดยในปี 2023 Henley & Partners ได้จัดพาสปอร์ตไทยไว้ในอันดับที่ 65 จาก 199 ประเทศทั่วโลก ต่ำกว่าพาสปอร์ตของประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียที่ทรงอิทธิพลเป็นอันดับ 11 ของโลก

ซึ่งคนมาเลเซียสามารถเดินทางเข้าอังกฤษ สหภาพยุโรป รวมถึงออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า ทำให้คนไทยมีความยุ่งยากมากกว่าในการเดินทางไปทำงานในต่างประเทศไม่ว่าจะชั่วคราวหรือถาวร อย่างไรก็ตาม การย้ายเข้าประเทศปลายทางอย่างถูกกฎหมายก็เป็นสิ่งที่ควรกระทำ เพื่อให้มั่นใจว่าจะอาศัยในประเทศนั้นได้อย่างยั่งยืนและได้รับสวัสดิการเทียบเท่ากับพลเมืองของประเทศนั้น ๆ

2. ทักษะที่จำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตในต่างแดน : นอกจากวิชาชีพเฉพาะทาง เช่น แพทย์ ทนายความ หรือวิศวกรรมที่มักเป็นที่ต้องการในประเทศพัฒนาแล้ว ทักษะด้านภาษาก็สำคัญไม่แพ้กัน โดยปัจจุบันภาษาอังกฤษคือภาษาที่มีคนใช้มากที่สุดในโลก และมีการเรียนการสอนอย่างแพร่หลายในประเทศไทย แต่สถาบัน Education First (EF) กลับจัดให้ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษของคนไทยอยู่ในกลุ่ม very low proficiency เช่นเดียวกับพม่า ลาว และเขมร ขณะที่มาเลเซีย เวียดนาม และอินโดนีเซีย อยู่ในกลุ่ม high, moderate และ low proficiency ตามลำดับ

บางประเทศจึงกำหนดให้คนไทยต้องผ่านการสอบวัดระดับภาษาอังกฤษหรือภาษาท้องถิ่นให้ถึงเกณฑ์ที่กำหนดเสียก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตหลังจากที่ย้ายไป

ท้ายที่สุด ผู้เขียนคงไม่สามารถบอกได้ว่าการย้ายออกนอกประเทศหรือการใช้ชีวิตอยู่ในประเทศที่ตัวเองเกิดแบบไหนคือตัวเลือกที่ดีกว่ากัน เพราะต่างคนต่างก็มีหนทางที่เหมาะสมกับตัวเอง แต่สิ่งที่ทุกคนควรมีคือความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลาหรือวัฒนธรรมในประเทศที่ตัวเองอยู่ เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม

———————————–

บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย
ผู้เขียน : พิรญาณ์ รณภาพ
เจ้าหน้าที่ลงทุนอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย
Email: [email protected]

“เป็นหนี้ท่วมหัว” จะออมเงินได้อย่างไร? สูตรเช็กสุขภาพการเงิน มีหนี้ก็มีเงินออมได้

แค่ได้ยินคำว่า “ออมเงิน” หลายคนก็คงร้องโอ๊ย โดยเฉพาะคนที่มีหนี้สินเกินตัว บางคนมีทั้งหนี้บ้าน หนี้รถ หนี้บัตรเครดิต หนี้นอกระบบ หนี้ยืมเงินเพื่อน หนี้ครอบครัว

สาเหตุของหนี้ส่วนใหญ่มักมาจากพฤติกรรมการใช้จ่าย “ที่ไม่จำเป็น” ซึ่งมักมีเหตุผลมาสนับสนุนการจ่ายเสมอ เช่น “ของมันต้องมี”, “เดี๋ยวคุยกับเพื่อนไม่รู้เรื่อง”, “ให้รางวัลตัวเอง”, “ผ่อน 0 %”, “ของมัน Sale อยู่ถ้าไม่ซื้อตอนนี้เสียดายแย่”, และวลีฮิตสำหรับยุคนี้ คือ “ช้อปดีมีคืน” ที่ได้รับการสนับจากรัฐบาลเพื่อนำไปลดหย่อนภาษี ซึ่งมาตรการนี้ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้ดี

หลายคนอาจบอกว่าหนี้เยอะไม่มีเหลือให้เก็บออม แต่หากพิจารณาดี ๆแล้วอาจจะมีเงินเหลือก็ได้ โดยเริ่มจากการทำงบกระแสเงินสด (บัญชีรายรับรายจ่าย) และงบดุล (บัญชีทรัพย์สินหนี้สิน) เพื่อดูพฤติกรรมการใช้จ่าย ควรลดรายจ่ายที่เป็นค่าความสุข เช่น ลดทานอาหารนอกบ้าน หยุดช้อปปิ้งกระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้า ของสิ้นเปลือง ลดค่าชา/กาแฟ ซึ่งจะส่งผลให้มีเงินเหลือไปเก็บออมได้ไม่มากก็น้อย โดยอาจเริ่มจากเก็บออมเป็นเงินสำรองสภาพคล่อง ให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายอย่างน้อย 3-6 เดือน เพื่อสำหรับกรณีฉุกเฉินหรือเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น เจ็บป่วย อุบัติเหตุ ตกงาน คนในครอบครัวจำเป็นต้องใช้เงินหรือเกิดโรคระบาดอย่างโควิด จากนั้นค่อยเริ่มลงทุนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนรวม เพื่อเตรียมสำหรับเกษียณ

ข้อดีของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คือ สร้างวินัยในการออมโดยจะถูกหักจากเงินเดือนอัตโนมัติ มีเงินเก็บไว้ใช้หลังเกษียณ ได้เงินสมทบจากนายจ้าง และนำเงินสะสมไปลดหย่อนภาษีได้ โดยตัวเลขในงบดังกล่าวสามารถนำมาวิเคราะห์สุขภาพทางการเงินได้ ดังนี้

✅อัตราส่วนสภาพคล่องพื้นฐาน
= สินทรัพย์สภาพคล่อง/ค่าใช้จ่ายรวม

➡เกณฑ์มาตรฐาน 3-6 เดือน

✅อัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์
= หนี้สินรวม/สินทรัพย์รวม

➡เกณฑ์มาตรฐาน < 50%

✅อัตราส่วนการชำระหนี้สิน
= เงินชำระหนี้/รายรับรวม

➡เกณฑ์มาตรฐาน< 35-45%

✅อัตราส่วนการออมและลงทุน
= (เงินออม+เงินลงทุน+เงินคงเหลือ)/รายได้รวม

➡เกณฑ์มาตรฐาน >10%

คนเป็นหนี้ท่วมหัวไม่ได้เป็นคนสิ้นไร้ไม้ตอกหาทางออกไม่ได้ การแก้ไขหนี้จะต้องใช้ความพยายาม ความตั้งใจและมีวินัย ทุกคนมีโอกาสเป็นหนี้ได้ เพียงแต่เมื่อเป็นหนี้แล้วอย่าจมกับปัญหา

อ้างอิง: หลักสูตรวางแผนการเงิน ชุดวิชาที่ 1 พื้นฐานการวางแผนการเงิน

เขียนโดย: ณิชาภา เลี้ยงบุตร CFP®,IP

4 เคล็ดลับ พลิกเงิน 15,000 สู่เงินหลักล้าน!

ใครว่าเป็นมนุษย์เงินเดือนแล้วจะมีเงินล้านไม่ได้? วันนี้ลองมาดู 4 ตัวช่วยที่จะทำให้ฝันเป็นจริง แม้จะเงินเดือน 15,000 ก็เป็นไปได้ครับ

4 ตัวช่วยที่จะทำให้มนุษย์เงินเดือนมีเงินล้าน

(1) กองทุนประกันสังคม

เราจะถูกหักเงินเดือนส่วนหนึ่งไปสมทบกองทุนประกันสังคมอยู่แล้วทุกเดือน เพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาล และเป็นเงินออมในระยะยาว หากถูกเลิกจ้างหรือลาออก ก็สามารถลงทะเบียนขอรับเงินกรณีว่างงานได้ด้วย สิทธิประโยชน์เหล่านี้จะช่วยให้เราประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ต้องควักเนื้อ ทำให้เรามีเงินออมมากขึ้นครับ

(2) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

มนุษย์เงินเดือนมักมองข้ามสิ่งนี้ไป ซึ่งมันคือ “เครื่องมือสร้างเงินล้านที่ดีที่สุด” เพราะไม่ใช่แค่หักเงินเดือนเราไปสะสมเท่านั้น แต่นายจ้างยังจ่ายเงินสมทบให้อีกต่างหาก แถมเงินทั้ง 2 ส่วนนี้ยังถูกนำไปลงทุนโดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเราจะได้ผลตอบแทนจากตรงนี้อีกด้วย ดังนั้นใครที่มีสวัสดิการนี้ aomMONEY อยากให้เลือกหักเงินสมทบเข้ากองทุนให้มากที่สุด เพื่อโอกาสในการสร้างผลตอบแทน

(3) กองทุนรวม SSF, RMF

กองทุนรวมที่เราจะได้สิทธิประโยชน์ด้านการลดหย่อนภาษี โดยมีจุดเด่นแตกต่างกัน อย่าง SSF คือกองทุนรวมระยะกลาง-ระยะยาว ลงทุนในหุ้นโดยมีผู้จัดการกองทุนคอยดูแล ส่วน RMF คือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ เป็นการออมระยะยาวเพื่อเงินออมตอนเกษียณ ถ้าวางแผนดีๆ รับรองว่ามีเงินล้านแน่นอน

(4) ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์

เป็นการคุ้มครองชีวิตที่มีกรมธรรม์ออมเงินควบคู่กันไปด้วย โดยการันตีผลตอบแทนว่าจะได้เงินคืนมาเท่าไหร่ เราสามารถเลือกได้ว่าจะออมกี่ปี เช่น 5 ปี 10 ปี หรือ 20 ปี

ออมอย่างเดียวไม่พอ ต้องลงทุนด้วย

การออมเงินอย่างเดียวอาจใช้เวลานานในการสร้างเงินล้าน จึงควรลงทุนควบคู่ไปด้วย เพื่อให้เงินออมของเรางอกเงยมากขึ้น วิธีการลงทุนก็เลือกได้ตามต้องการ ขึ้นอยู่กับว่าเรารับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน ถ้ารับความเสี่ยงได้มาก โอกาสได้ผลตอบแทนก็มาก ถ้ารับความเสี่ยงได้น้อย โอกาสได้ผลตอบแทนก็น้อยลงเช่นกัน

เช่น มีเงินเดือน 15,000 บาท และบริษัทมีนโยบายขึ้นเงินเดือนปีละ 5%

ขอแค่หักเงินเพียงเดือนละ 10% ของรายได้ แล้วนำไปลงทุนในหุ้นหรือกองทุนที่ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10% ต่อปี ทำอย่างนี้ต่อเนื่องก็จะมีเงินล้านได้ภายใน 15 ปี

สรุปจาก aomMONEY ต่อให้ศึกษาทฤษฎี หรือมีตัวช่วยมากมาย แต่ถ้าเราไม่ลงมือทำ ก็ไม่มีประโยชน์ครับ ต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ เลือกวิธีการออมเงินที่เหมาะกับตัวเองแล้วลงมือทำ แรกๆ อาจจะยังไม่ต้องตั้งเป้าหมายสูง ขอแค่มีเงินแสนก้อนแรกก็แปลว่าเรามาถูกทางแล้ว หลังจากนั้นก็ใส่เกียร์เดินหน้าเลยครับ หนทางสู่เงินล้านอยู่ไม่ไกล

Paper สตาร์ตอัป 50,000 ล้านที่ Google ร่วมลงทุน ตั้งเป้าลดช่องว่างการศึกษา ติวนักเรียนฟรีทุกคน

การเรียนพิเศษหรือติวเสริมเป็นสิ่งที่เด็กไทยและหลายประเทศคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี โดยเฉพาะการติวเพิ่มเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่สร้างความมั่นใจและเสริมความรู้ในส่วนที่ขาดไป อาจสร้างความแตกต่างของผลลัพธ์ของการสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เลย

แม้บ้านเราจะไม่มีการเก็บสถิติที่ชัดเจนว่าการติวเสริมนี้ช่วยทำให้คะแนนสอบสูงขึ้นได้มากแค่ไหน แต่ที่อเมริกาบอกว่าการติวเสริมเพียงแค่ 20 ชั่วโมงส่วนตัวนั้นจะช่วยทำให้คะแนนสอบ SAT สูงขึ้นเฉลี่ย 112 คะแนนเลย ซึ่งคะแนนตรงนี้แม้จะไม่ใช่ทุกอย่างที่มหาวิทยาลัยใช้ตัดสินผู้เข้าสมัคร แต่มันก็สามารถสร้างความแตกต่างกับผลลัพธ์ได้อย่างมากเช่นกัน

ปัญหาคือไม่ใช่เด็กทุกคนที่สามารถเข้าถึงการติวเสริมแบบนี้ได้ นี่คือช่องว่างของการศึกษาระหว่างเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่ร่ำรวยและยากจน ซึ่งนับวันจะยิ่งกว้างและกลายเป็นปัญหาที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ

ฟิล คัตเลอร์ (Phil Cutler) ก่อตั้งสตาร์ตอัป Paper ขึ้นมาในปี 2014 เพื่อช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์จากเมืองมอนทรีออลประเทศแคนาดาตั้งเป้าหมายที่จะทำให้เด็กนักเรียนทุกคนเข้าถึงการติวเสริมแบบส่วนตัวนี้ได้แบบฟรี ๆ หรือเสียเงินน้อยที่สุด

มูลค่าของบริษัทตอนนี้อยู่ที่ราว ๆ 1,500 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 51,000 ล้านบาท ล่าสุดเพิ่งระดมทุนเพิ่มไป 390 ล้านเหรียญโดยมีเจ้าใหญ่ ๆ อย่าง Google และ Softbank เข้ามาร่วมด้วย

คัตเลอร์บอกกับเว็บไซต์ CNBC ว่า

“ผมไม่เคยคิดที่จะสร้างธุรกิจขนาดใหญ่เลย ไอเดียของผมคือลองแก้ปัญหาให้กับนักเรียนที่โรงเรียนที่ผมได้ร่วมทำงานด้วยและทำสนามแข่งขันมีความเท่าเทียมกันมากขึ้นดู”

ในโรงเรียนกว่า 400 แห่งทั่วเขตการศึกษาในอเมริกาเหนือใช้แพลตฟอร์มของ Paper มีติวเตอร์มากกว่า 3,000 คนเสนอการสอนแบบส่วนตัวแก่นักเรียนสำหรับหลักสูตรทุกประเภทและทุกระดับชั้นเลย มีบริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับเด็กหรือครอบครัวของเด็กเลยสักบาท เพราะ Paper ได้รับเงินจากเขตการศึกษา (เงินของรัฐบาล) ไม่ใช่จากนักเรียนนั่นเอง

จากไอเดียสู่ความเป็นไปได้

ตอนที่คัตเลอร์กำลังเรียนปริญญาตรีสาขาการศึกษาชั้นประถมวัยที่มหาวิทยาลัย McGill University เขามีโอกาสได้ติวเด็กนักเรียนในพื้นที่และได้เป็นอาจารย์เสริมให้กับโรงเรียนในเมืองมอนทรีออล สิ่งที่เขาได้เรียนรู้ในตอนนั้นก็คือว่าเด็กที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะส่วนใหญ่จะทำผลงานในโรงเรียนได้ดีกว่า ก่อนที่จะสร้างติวเตอร์ส่วนตัวด้วยซ้ำ

“ผมเริ่มเห็นระหว่างที่อยู่ในห้องเรียนแล้วว่ามันเป็นเด็กอีก 80%-90% ที่เหลือต่างหากที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษ เด็ก ๆ เหล่านี้ที่ไม่สามารถจ่ายค่าเรียนเสริมชั่วโมงละ 50 เหรียญได้ จะได้รับประโยชน์มากที่สุดหากได้รับการช่วยเหลือเพิ่มเติม”

หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยในปี 2013 คัตเลอร์จึงไปชวนเพื่อนคนหนึ่งชื่อว่า โรแบร์โต ซิปริอานี (Roberto Cipriani) มาช่วยกันทำความฝันตรงนี้ให้เป็นจริง ร่วมกันสร้างสตาร์ตอัปที่จะช่วยลดช่องว่างของการศึกษาและส่งเสริมความเท่าเทียมในสังคม ซิปริอานีที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีและพัฒนาซอฟต์แวร์เห็นความตั้งใจของคัตเลอร์ และเชื่อว่าผลิตภัณฑ์และแนวทางของธุรกิจจะช่วยทำให้โลกนี้ดีขึ้นได้ จึงตัดสินใจมาทำงานในฐานะประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) ของบริษัท

ทั้งคู่ร่วมกันสร้างแพลตฟอร์มสำหรับติวเตอร์ชื่อว่า GradeSlam (ภายหลังมาเป็น Paper) และเข้าร่วมในโครงการ Real Ventures’ FounderFuel ซึ่งเป็นโครงการ “บ่มเพาะ” ธุรกิจที่ให้คำปรึกษาและคำแนะนำแก่สตาร์ตอัปตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นไอเดียให้เกิดรูปแบบธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ พัฒนาจนสามารถได้รับทุนสนับสนุนเริ่มต้นไปประมาณ 1.6 ล้านเหรียญ (ราว 55 ล้านบาท) ในอีกสามปีต่อมา

ในปี 2018 พวกเขาได้เริ่มทำงานกับเขตการศึกษาโรงเรียนรัฐบาลแห่งแรกที่ Laguna Beach Unified School District ของแคลิฟอร์เนียตอนใต้และขยายไปยังเมืองเออร์ไวน์รัฐแคลิฟอร์เนียที่อยู่ไม่ไกลออกไป

และหลังจากนั้นไม่นาน Covid-19 ก็เริ่มระบาด

การเติบโตของ Virtual Learning

สำหรับคนส่วนใหญ่บนโลกใบนี้ช่วงปลายปี 2019 ถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้น โลกได้รู้จักไวรัสโควิด-19 ที่ระบาดเร็วและรุนแรงจนทำให้โลกทั้งใบกลายเป็นอัมพาตไปภายในเวลาไม่กี่เดือน การเดินทางหยุดชะงัก บริษัทห้ามให้พนักงานเข้าออฟฟิศ โรงเรียนหยุด และทุกอย่างก็ต้องโยกย้ายไปออนไลน์กับทั้งหมด รวมถึงการเรียนการสอนด้วย

ในอเมริกาตอนนั้นเด็กนักเรียนนักศึกษาต่างต้องหันไปพึ่งพาการเรียนออนไลน์ แม้จะมีเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลมอบให้กับนักเรียนเพื่อเข้าถึงระบบการเรียนการสอนแบบใหม่ แต่ในครอบครัวรายได้ต่ำเงินเหล่านั้นก็ยังไม่เพียงพอ บางคนต้องซื้ออุปกรณ์ใหม่เพราะของเดิมที่มีอยู่เก่าเกินไปและทำให้เวลาเชื่อมต่อกับรูปแบบการเรียนการสอนแบบใหม่แล้วมีปัญหา

ตอนนั้น Paper อยู่ในจุดที่สามารถช่วยเหลือตรงนี้ได้พอดี เด็กหลาย ๆ คนที่บ้านไม่มีเงินเพื่อเรียนพิเศษเสริมก็เข้ามาในแพลตฟอร์มเพื่อเรียนเพิ่มแบบฟรี ๆ และก็ทำให้มันเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง คัตเลอร์กล่าวว่า

“เราเห็นการใช้งานสูงมากจากสังคมตรงนี้ ซึ่งมันมีพลังอย่างมากเมื่อเห็นอะไรแบบนั้น”

เป้าหมายของคัตเลอร์ต่อไปคือการไปพาร์ตเนอร์กับทุกโรงเรียนรัฐบาลในอเมริกาเหนือซึ่งเป็นความท้าทายครั้งยิ่งใหญ่เลยทีเดียว เพราะมีมากกว่า 18,000 แห่งแค่ในอเมริกาเพียงประเทศเดียว

อีกประเด็นหนึ่งก็คือเรื่องการโน้มน้าวเขตการศึกษาให้แบ่งเงินมาช่วยเหลือสนับสนุนตรงนี้ด้วย เพราะบางเขตการศึกษาก็เลือกที่จะไม่เข้าร่วมเพราะจะใช้เงินกับส่วนอื่น ๆ (อาหารกลางวัน, ความปลอดภัย ฯลฯ) หรือบางเขตก็มีเงินไม่เพียงพอสำหรับการใช้งานแพลตฟอร์มของ Paper โดยตอนนี้ค่าเฉลี่ยการใช้งานของเด็กอยู่ที่คนละ 40 เหรียญเท่านั้น

คัตเลอร์มองว่านี่เป็นจุดที่สมดุล ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป ทำให้บริษัทอยู่รอดและมีกำไรเพียงพอ ในขณะที่มอบคุณค่าให้กับนักเรียนทุกคนด้วย

สุดท้ายแล้วปัญหาหรืออุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดคัตเลอร์มองว่าไม่ใช่เรื่องราคาหรือตัวแพลตฟอร์มเอง แต่เป็นเรื่องของ ‘การรับรู้’ มากกว่า เขามองว่า “ท้ายที่สุดสิ่งที่ต้องเอาชนะให้ได้เมื่อกล่าวถึงเรื่องพวกนี้คือการรับรู้ ถ้านักเรียนไม่รู้ว่ามันมีอยู่ เขตการศึกษาซื้อไปแล้วแต่เอาวางไว้เฉย ๆ มันก็ไม่ดีสำหรับเรา ไม่ดีสำหรับพวกเขา เพราะฉะนั้นการสร้างการรับรู้คือสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุด”

‘คนขอกู้’ รู้อะไรไม่สู้รู้ใจ ‘ธนาคาร’ เทคนิคการขอสินเชื่อ ให้ผ่านแบบง่ายดาย

หลายคนอาจมีประสบการณ์ในการขอสินเชื่อจากธนาคาร มีทั้งสมหวัง และผิดหวัง จนมีข้อสงสัยว่า ทำไมการขอสินเชื่อถึงได้ยุ่งยากมากนัก เจ้าหน้าที่ธนาคารก็ตั้งคำถามมากมาย ทั้งเรื่องธุรกิจและเรื่องส่วนตัว อย่างไรก็ตามการพิจารณาให้สินเชื่อของธนาคาร จะมีหลักเกณฑ์การวิเคราะห์ เรียกว่า 5C3P

หลักเกณฑ์การวิเคราะห์สินเชื่อด้วย 5 C เป็นหลักเกณฑ์พื้นฐานเบื้องต้นที่จะใช้ในการวิเคราะห์ โดยใช้หลักในการดู

1. Character (บุคลิก อุปนิสัย และความตั้งใจจริงของผู้กู้)

จะพิจารณาจากภาพลักษณ์ที่บ่งบอกถึงบุคลิกลักษณะทั่วไป ประวัติการทำงานหรือหน้าที่การงาน ประสบการณ์ การใช้เงินกู้หรือการผ่อนชำระเดิม (ถ้ามี) บางครั้งอาจรวมถึงแนวคิดทางสังคม ซึ่งส่วนมากจะใช้ข้อมูลที่มาจากเครดิตบูโร เป็นสำคัญ

2. Capacity (ความสามารถในการทำกำไรและการชำระหนี้)

จะดูจากยอดขายหรือแหล่งที่มาของรายได้ เช่น เงินได้จากกิจการ หรือเงินเดือนประจำ ซึ่งจะต้องแสดงให้เห็นถึงความแน่นอนของรายได้ และความสามารถในการทำกำไร จากนั้นถึงเอามาดูกระแสเงินสดสุทธิคงเหลือว่ามีเพียงพอกับการผ่อนชำระหรือไม่ คำแนะนำตามหลักวิชาชีพของนักวางแผนการเงิน ไม่ควรเกิน 45% ของรายได้ ถึงจะแสดงให้เห็นว่ามีความสามารถในการผ่อนชำระหนี้คืน ข้อสังเกตรองลงไป หากผู้ขอกู้เป็นเจ้าของกิจการ จะต้องพิจารณาเพิ่มเติมถึง เป้าหมายของกิจการและ ศักยภาพในการแข่งขัน ในกลุ่มธุรกิจแบบเดียวกัน

3. Capital (เงินทุนของผู้ขอกู้เอง)

จะพิจารณาจากแหล่งเงินสำรอง หรือ สินทรัพย์อื่น ๆ นอกเหนือจากที่ขอกู้ หากกู้เงินก็ต้องแสดงเงินทุนของตัวเองด้วย เช่น ต้องการกู้เงินเพื่อซื้อบ้านในโครงการมูลค่า 1 ล้านบาท ควรที่จะขอเงินกู้ที่ 7 – 8 แสนบาท ส่วนที่เหลือควรจะเป็นเงินทุนของผู้ขอกู้เอง หรือหากจะขอกู้ในสัดส่วนที่มากกว่านี้ ก็ควรที่จะแสดงแหล่งเงินทุนหรือทรัพย์สินอื่นเข้ามาประกอบการพิจารณา

4. Collateral (หลักทรัพย์ค้ำประกัน)

หลักประกันเป็นเพียงการช่วยลดความเสี่ยงทางการเงิน เพื่อป้องกันหนี้มีปัญหาในอนาคต หรือการปล่อยสินเชื่อซ้ำในหลักประกันเดียวกัน สถาบันการเงินจะขอให้มีหลักทรัพย์หรือบุคคลค้ำประกัน เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ โดยจะพิจารณาจากราคาประเมินที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง บุคคลหรือนิติบุคคลเป็นผู้ค้ำประกัน บางครั้งหลักประกันอาจจะหมายรวมถึงการโอนสิทธิรับเงินจากสัญญาจ้างงานเพื่อเป็นหลักประกันได้เช่นเดียวกัน

5. Condition (สภาวะแวดล้อมทางธุรกิจ)

วิเคราะห์ถึงภาวะเศรษฐกิจและการเงินที่เป็นภาพรวมของประเทศ รวมถึงแผนการป้องกันหรือลดความเสี่ยงด้วย โดยทั่วไปจะดูว่าสภาวะทางเศรษฐกิจและสังคมทั่วไปเป็นอย่างไร ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

หลักเกณฑ์การวิเคราะห์สินเชื่อด้วย 3 P จะใช้ในการวิเคราะห์ เพิ่มเติม ประกอบไปด้วย

1. Purpose (วัตถุประสงค์ในการกู้เงิน)

จะต้องบอกได้ว่าจะนำเงินกู้ไปทำอะไร เกี่ยวกับกิจการหรือไม่ หากเกี่ยวข้องกับกิจการจะช่วยให้กิจการมีกำไรมากขึ้นหรือไม่ วัตถุประสงค์ในการขอเงินกู้ควรเป็นสิ่งที่ดี ไม่ผิดกฎหมายหรือจารีตศีลธรรม และ ไม่มีความเสี่ยงที่สูงเกินไป

2. Payment (การชำระเงินกู้)

เป็นหัวใจการพิจารณาให้สินเชื่อ เป็นการพิจารณาว่ามีความสามารถที่จะชำระหนี้คืน ภายในระยะเวลาที่กำหนด หากเกิดภาวะวิกฤติหรือเศรษฐกิจตกต่ำยังสามารถชำระคืนได้ตามกำหนดหรือไม่ โดยจะประมาณการสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จากพื้นฐานของข้อมูลในปัจจุบัน

3. Protection (การป้องกันความเสี่ยง)

ต้องแสดงให้เห็นถึงมีแผนการป้องกันหากเกิดการผิดพลาดทั้งภายในและภายนอก เช่นมีความสามารถในการเพิ่มทุนหรือเพิ่มหลักประกัน หรือไม่หากเกิดภาระขาดทุนหรือรายได้ไม่เพียงพอติดต่อกัน ซึ่งจะมองจากตัวผู้กู้เอง และมองถึงบุคคลภายนอกที่จะเข้ามารับผิดชอบหนี้สิน

เมื่อทราบถึงหลักเกณฑ์ทั้ง 5C3P แล้ว ให้ลองนำไปวิเคราะห์ตนเองก่อนที่จะไปขอสินเชื่อธนาคารเพื่อหาแนวทางในการตอบคำถามที่ทางเจ้าหน้าที่จะถามเพื่อวิเคราะห์ทั้งสองหลักเกณฑ์ หากได้เตรียมตัวไว้ก่อนตามหลักเกณฑ์ทั้งสอง ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการขอสินเชื่อ

เขียนโดย: กิตติภัต แสงประดับ AFPTTM,IP

เคยมั้ย? ทำตามคนอื่นแต่ไม่รู้ว่าทำทำไมแห่ถอนเงิน – แห่ลงทุน – แห่ซื้อของรู้จัก Bandwagon Effect พฤติกรรมทำวิกฤติ

ช่วงนี้ มีข่าวช็อกแวดวงการเงินสหรัฐฯ เมื่อชาวอเมริกันแห่ไปถอนเงินจาก 3 ธนาคารยักษ์ใหญ่ ซึ่งทยอยปิดตัวติดต่อกันในรอบ 1 สัปดาห์ เริ่มต้นจาก Silvergate Capital แหล่งเงินทุนสำคัญของอุตสาหกรรม Cryptocurrency ตามมาด้วย Silicon Valley Bank หรือ SVB สถาบันการเงินที่มีความสำคัญต่อธุรกิจสตาร์ทอัพ และ Signature Bank ในนิวยอร์ก

การแห่ไปถอนเงินของลูกค้า 3 สถาบันการเงินนี้ นอกจากเป็นเพราะกังวลว่าเงินฝากจะสูญหาย จากการที่ธนาคารจะล้มละลาย ส่วนหนึ่งยังเกิดจากความตื่นตระหนกของผู้คนในสังคมอเมริกันด้วย

เริ่มจาก หลายๆ คน สังเกตว่า ธนาคารทั้ง 3 แห่ง ไม่เปิดให้ทำธุรกรรมทางออนไลน์ แต่กำหนดให้จ่ายเงินสด เป็น แคชเชียร์เช็ค ผ่านพนักงานหน้าเคาน์เตอร์เท่านั้น จึงกลัวว่าจะถอนเงินไม่ได้ จึงทยอยไปถอนเงินออกมา

คราวนี้ พอลูกค้าคนอื่นเห็นเขาก็เริ่มตื่นตระหนกและทำเลียนแบบ ด้วยเหตุผลที่ว่า “ใครๆ ก็ทำกัน” พอสื่อๆ ต่างประโคมข่าวนี้ ไม่หยุด แทบทุกคนที่รู้เรื่อง ต่างก็รีบแห่ไปเข้าคิวถอนเงินเรื่อยๆ

ในส่วนของประเทศไทย ก็เคยเกิดปรากฎการณ์แบบนี้เช่นกัน เมื่อปี 2557 คนไทยทั่วประเทศ ต่างแห่ไปถอนเงินจากธนาคารออมสิน เพราะไม่พอใจที่รัฐบาลสั่งให้ปล่อยกู้อินเตอร์แบงก์ กับ ธ.ก.ส. เพื่อใช้ในโครงการจำนำข้าวที่ส่อเค้าทุจริต คนเลยกลัวว่าเงินฝากเปลี่ยนไปอยู่ในกระเป๋านักการเมือง และกระแสความหวั่นวิตกได้กระจายไปในวงกว้าง คนจึงชวนกันไปถอนเงิน

และมีอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับวงการการลงทุนไทย เมื่อปี 2563 ช่วง COVID-19 ก็มีนักลงทุนไทยจำนวนมาก แห่ไปขายคืน 4 กองทุนตราสารหนี้ ของ บลจ. TMBAM Eastspring หลังมีกระแสข่าวว่าตลาดตราสารหนี้ในช่วงนั้นขาดสภาพคล่อง และภาวะเศรษฐกิจเจอมรสุมรอบด้าน นักลงทุนบางส่วนจึงอยากเปลี่ยนมาถือครองเงินสดแทน พอหลายคนเห็นข่าวนี้ จึงพากันไปแห่ขายกันอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายทาง บลจ. ต้องตัดสินใจปิดกองทุนตราสารหนี้ทั้ง 4 กองนี้เพื่อไม่ให้ NAV ลดลงไปมากกว่านี้ เพราะไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดผลเสียกับผู้ลงทุนมากกว่า

พอพูดถึงการแห่ทำตามๆ กันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเพราะความตื่นตระหนก กลัวตกขบวน หรือ มีความคิด ความเชื่อ ตามๆ กัน ทำให้นึกถึงทฤษฎี Bandwagon Effect ขึ้นมา

ถ้าพูดแบบบ้านๆ Bandwagon Effect ก็คือ การที่ผู้คน เห่อ หรือ แห่ ทำอะไรตามๆ กัน เพื่อให้อยู่ในกระแสนิยม โดยไม่สนใจว่าสิ่งที่ทำตามกันนั้น ถูก หรือ ผิด เพราะกลัวว่าจะตกขบวนหรือพลาดอะไรไป

ถามว่าทำไมเป็นแบบนั้น คงต้องยกคำพูดของ อริสโตเติล (Aristotle) นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ของกรีก ที่บอกไว้ว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม จึงชอบอยู่รวมกัน ทำอะไรเหมือนๆ กัน จะรู้สึกปลอดภัย เพราะคิดว่าทำตามคนส่วนใหญ่ไม่น่าจะผิด ทั้งที่ในใจอาจจะไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด แต่ก็เลือกทำตาม เพราะอย่างน้อย ถ้าผิดพลาดไป ก็มีคนอื่นผิดเป็นเพื่อน

แล้วจะผิดมั้ย ถ้ากลายเป็นเหยื่อ Bandwagon Effect

พูดให้เห็นภาพ กรณีลงทุนในตลาดหุ้น ถ้ามีนักลงทุนมือเก๋า เชียร์ให้ซื้อหุ้นตัวนั้นตัวนี้ บอกว่าน่าจะทำกำไร เลยคิดง่ายๆ ว่า ทำตามคนอื่นไม่น่าผิด จึงทุ่มเงินซื้อตาม โดยไม่ได้วิเคราะห์ข้อมูลให้รอบด้าน สุดท้ายก็ตั้งเสียใจ เพราะติดดอย

แล้วถ้าเปลี่ยนไปเป็นกรณีซื้อของฟุ่มเฟือยล่ะ อย่างบ้านไหนรวยจริงๆ เป็นผู้ดีที่แท้ทรู ต้องมีเปียโนซักหลังตั้งอยู่กลางบ้าน คราวนี้พอเรามีเงิน และอยากอวด(รวย) จึงทุ่มเงินไปซื้อเปียโนราคาเป็นล้าน มาวางไว้ เพราะคนรวยที่ไหนก็ทำกัน ทั้งๆ ที่คนในบ้าน ก็เล่นไม่เป็น วางไว้ก็เปลืองพื้นที่ แต่ใช้อวดสายตาผู้คนได้แค่นั้น บอกเลยแบบนี้ สิ้นเปลืองเงินสุดๆ

กลับมาถึงกรณีแห่ถอนเงิน เอาจริงๆ ถ้า ประชาชนทั้งหมด กลัวว่าธนาคารจะมีปัญหา เงินฝากจะสูญหาย จึงแห่ไปถอนเงินพร้อมกันหมด เพื่อเก็บเงินสดไว้ในมือ ก็อาจทำให้ธนาคารมีปัญหาต้องปิดกิจการขึ้นมาจริงๆ คราวนี้จะส่งผลกระทบกับทั้ง ผู้ฝาก กับ ผู้กู้ และสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งกระทบไปยังระบบการเงินและเศรษฐกิจภาพรวมด้วย

เอาจริงๆ การทำตามคนอื่น ก็ไม่ใช่เรื่องผิด หากพิจารณารอบคอบแล้วว่า สิ่งนั้นมีประโยชน์ ไม่ได้สร้างผลกระทบด้านลบ กับทั้งตัวเอง คนรอบข้าง และสังคม แต่หากทำตามคนอื่นแล้ว เป็นสิ่งที่ผิดต่อศีลธรรม ไม่เกิดประโยชน์กับผู้ใด ก็ควรชะลอไว้ก่อน หรือ เปลี่ยนใจไม่ทำตามจะดีที่สุด

อย่ามัวแต่รุก จนหลงลืมเกมรับ กฎความมั่งคั่งข้อแรกของการชนะเกมการเงินในชีวิต

ช่วงหนึ่งสมัยมัธยมปลาย ผมก็เหมือนกับเด็กวัยรุ่นชายในยุค 90’s ส่วนใหญ่ที่คลั่งใคล้กีฬาบาสเกตบอลเพราะกระแสมังงะอย่าง Slam Dunk มาแรงมากช่วงนั้น มีช่วงหนึ่งที่เล่นบาสฯทุกวัน ถึงขั้นติดทีมโรงเรียนและได้ไปแข่งขันกับโรงเรียนอื่น ๆ ด้วย

แม้ความฝันในการเป็นนักบาสฯทีมชาติหรือเล่นเป็นมืออาชีพจะแสนสั้นและตายไปในเวลานาน แต่ยังจำได้ดีถึงช่วงเวลาที่ฝึกซ้อมกับทีมและคำสอนหนึ่งของโค้ชที่ติดอยู่ในหัวตลอด

“ถ้ารับไม่ดี บุกให้ตายพวกเอ็งก็ไม่ชนะ”

นั่นคือสิ่งที่โค้ชมักพูดอยู่เสมอ และเน้นย้ำให้ทีมโฟกัสไปกับเล่นเกมป้องกันให้เหนียวแน่น กันอีกฝั่งหนึ่งไม่ให้ทำแต้มได้ ฝึกการตั้งโซน ฝึกรีบาวด์ ฝึกการอ่านเกมเพื่อตัดบอล ปรับเล่นดับเบิลทีม เปลี่ยนไปประกบ 1:1 ฯลฯ

จำได้ว่าช่วงเวลา 60%-70% ของการเก็บตัวซ้อมจะเน้นไปที่การฝึกการตั้งรับเป็นหลัก

ที่จริงปรัชญาการโฟกัสเรื่องการตั้งรับในเกมกีฬานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพียงแต่ในฐานะแฟนกีฬา เรามักจะเชียร์ให้ทีมทำแต้มให้ได้เยอะ ๆ และรู้สึกสนุกเวลาทีมทำคะแนนได้

แต่ถ้าลองปรับมุมมองมาเป็นผู้เล่นคนหนึ่งในเกม การทำคะแนนได้เป็นเรื่องสำคัญก็จริง แต่ถ้าทำแต้มแล้วโดนทำแต้มคืนง่ายๆ แบบไม่น่าเสีย เป็นเรื่องที่บั่นทอนความรู้สึกและกำลังใจที่จะสู้ต่อไปเยอะมากกว่าการทำแต้มซะอีก

ถ้าเอาจริง ๆ เราไปดูสถิติแชมป์บาสเกตบอล NBA ของแต่ละปี จะเห็นว่าพวกเขามีเกมป้องกันที่ดีที่สุดติดอยู่ 1 ใน 5 ของปีอยู่ตลอดไม่ว่าจะปีไหนก็ตาม ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลย

การตั้งรับที่ดีคือกุญแจสู่ความสำเร็จ ไม่ใช่แค่ในเกมกีฬาอย่างบาสเกตบอลเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเรื่องการสร้างความมั่งคั่งของเกมการเงินในชีวิตด้วย พอล ทูดอร์ โจนส์ (Paul Tudor Jones) มหาเศรษฐีชาวอเมริกัน ผู้จัดการกองทุนป้องกันความเสี่ยง (Hedgefund Manager) เขียนเอาไว้ในหนังสือ “Stock Market Wizards” ว่า

“เคล็ดลับของการทำเงินคือการเล่นเกมป้องกัน คุณต้องปกป้องเงินทุนของคุณและต่อต้านความรู้สึกถูกกระตุ้นที่จะลงไปเดิมพันแบบเสี่ยง ๆ ที่มีโอกาสประสบความสำเร็จต่ำ”

ซึ่งคำกล่าวที่เราเคยได้ยินมาบ่อยครั้งจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) ก็ไม่ต่างกัน เขาบอกว่า “กฎข้อแรกของการลงทุนคือ อย่าขาดทุนส่วนกฎข้อที่สอง คือ อย่าลืมกฎข้อแรก”

แล้วทำไมมันถึงสำคัญ?

ความเชื่อหนึ่งที่เราอาจจะเคยได้ยินคนพูดกันคือ “เสี่ยงมาก ได้มาก” (High Risk, High Return) และแห่ทำตามความเชื่อนั้นเพราะอยากได้ผลตอบแทนสูง ๆ ในช่วงเวลาอันสั้น โดยไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังเดินเข้าไปในเกมการเงินที่มีความเสี่ยงสูงโดยที่ไม่มีความรู้เลยด้วยซ้ำว่ากำลังทำอะไรอยู่

บางคนเห็นคนนั้นรวยจากการเล่นคริปโตฯ ก็ไปลงกับเขาด้วย บางทีเห็นคนนี้เทรด Forex ก็ไปกับเขาอีก หรือแม้แต่ได้ยินข่าวว่าหุ้นนี้กำลังจะมา ก็ตาม ‘พี่คนนั้น’ ไปลงด้วย เพราะมีชื่อเสียงในกลุ่มไลน์ลับ แน่นอนครับ…บางทีก็ฟลุ๊คได้เงินมาจริง (แล้วหลงผิดคิดว่านี่แหละคือทางสว่าง) แต่ส่วนใหญ่แล้วปลายทางก็จะเสียหายไปแล้วไม่น้อย

เหตุผลก็ค่อนข้างชัดเจน เพราะเราไม่มีความรู้เรื่องการเงินหรือการลงทุนเลยนั่นแหละ เราไม่รู้ว่าต้องป้องกันเงินทุนของตัวเองยังไง เราไม่เคยเรียนรู้เกมรับ แต่มัวแต่ไปโฟกัสที่เกมรุก บางทีอาจจะโชคดีทำเงินได้ แต่ไม่รู้จะรักษาไว้ยังไง พริบตาเดียวก็กลับมาขาดทุนอีกแล้ว

การเล่นเกมรับหลายคนอาจจะมองว่า ‘ป๊อด’ เป็นไก่อ่อน ไม่กล้าสู้ มีกรอบคิดของคนขี้แพ้ คนที่จะชนะในเกมการเงินต้องเสี่ยงสิถึงจะได้เงิน ซึ่งถ้าใครคิดแบบนั้น คุณก็ปล่อยเขาไปเถอะครับ เขาอาจจะทำได้ก็ได้ แต่คุณจำเป็นต้องเสี่ยงตามเขาไหม? ตอบได้เลยว่าไม่จำเป็น

ทุกการตัดสินใจลงทุนคือการตัดสินใจของคุณ เงินของคุณ คนอื่นบอกให้เสี่ยง เขาไม่ได้มาเสียกับคุณด้วย จำข้อนี้ไว้ให้ดี

ที่สำคัญคือการค่อย ๆ สร้างความมั่งคั่งโดยเน้นเกมรับคือการที่เราคิดคำนวณมาแล้วว่าความเสี่ยงไหนคือสิ่งที่ทำได้ อันไหนที่มีโอกาสมากกว่าก็ค่อยเล่น ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร เคยพูดไว้ในรายการ ‘Millionaire Mindset’ ว่า

“เกมไหนผมมีโอกาสชนะ 80% ผมถึงค่อยเล่น ไม่งั้นก็ไม่รู้จะเล่นทำไม”

แม้แต่เซียนหุ้นพันล้านที่มีประสบการณ์มานานหลายสิบปีคนนี้ยังบอกว่าโอกาส 50%, 60% หรือแม้แต่ 70% ก็ยังถือว่าเสี่ยงเกินไป สำหรับผมนั่นคือสิ่งที่คนมีเหตุผลทุกคนควรทำ

ทีนี้เราจะเล่นเกมรับทางการเงินของเรายังไงดี?

กุญแจคือเราต้องมีสติเสมอเวลาตัดสินใจลงทุน ศึกษา หาความรู้ วิเคราะห์ให้หนักก่อนจะตัดสินใจ

1. อย่าเอาเงินทุกบาทมาลงทั้งหมด

ทุ่มหมดตัว หลายครั้งก็หมดตัวจริง ๆ อย่าทำแบบนั้นเด็ดขาดกับเงินทุนที่เรามี ความเชื่อว่า อยากได้เงินเยอะ ก็ต้องทุ่มสิ ส่วนใหญ่แล้วจะเสียมากกว่าได้

2. กระจายความเสี่ยง

หาวิธีกระจายความเสี่ยงในการลงทุน ลงทุนในตลาดหุ้น ซื้ออสังหาฯ สร้างธุรกิจ ลงเรียนคอร์สพัฒนาทักษะต่าง ๆ สร้างผลิตภัณฑ์ ฯลฯ หาวิธีกระจายการลงทุนของคุณ ไม่ใช่แค่กระจายซื้อหุ้นหลาย ๆ ตัวในตลาดหุ้นเท่านั้น

3. ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย

ปัญหาหนึ่งของคนคือความโลภ อยากรวยให้เร็ว อยากมีอย่างคนอื่น ความโลภคือแรงผลักที่ทำให้เราอยากเอาชนะในตอนนี้ วันนี้ พรุ่งนี้ ลองหาวิธีใช้ชีวิตให้เรียบง่ายมากขึ้น พยายามไม่เปรียบเทียบกับคนอื่น ใช้เวลากับคนที่เรารัก อาจจะหางานอดิเรกที่ทำให้มีความสุขโดยไม่ต้องอาศัยเงินเยอะ (เรียนคอร์สออนไลน์ อ่านหนังสือ วิ่ง ปลูกต้นไม้ ฯลฯ)

4. อย่าเชื่อใครง่าย ๆ

เวลามีคนมาเล่าเรื่องความสำเร็จหรือคนนั้นรวยแบบนี้ คนนี้ขายครีม ทำธุรกิจนำเข้า รวยแบบนั้น ต้องพยายามตั้งคำถามเอาไว้ก่อนเลย ไม่มีเงินที่ได้มาง่ายๆ ในโลกใบนี้ ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ

การเล่นเกมรับ เริ่มจากแนวคิดที่ถูกต้อง

“ถ้ารับไม่ดี บุกให้ตายพวกเอ็งก็ไม่ชนะ”

ถ้าอยากชนะในเกมบาสเกตบอลก็ต้องเริ่มที่การเล่นเกมรับที่ดี

ถ้าอยากชนะในเกมการลงทุนก็ต้องเริ่มจากการปกป้องเงินทุนของคุณให้ดีเช่นกัน

เมื่อไม่เสียแต้มและป้องกันเงินทุนได้แล้ว ทีนี้เราก็มีเวลาที่จะเลือกแล้วครับว่าจะเดินหมากยังไงต่อไป จะลุยเมื่อไหร่ จะเล่นเกมรุกต่อไปยังไง

ความมั่งคั่งแบบทบต้นไม่ได้เกี่ยวกับผลตอบแทนที่คุณได้รับ มันขึ้นอยู่กับว่าคุณสามารถรักษาผลตอบแทนที่เป็นบวกได้ยาวนานขนาดไหนต่างหาก

“วันหยุดมีประโยชน์” 6 เรื่องเงินที่ต้องเช็ก ในช่วงหยุดยาว 6 วัน

เมื่อเอ่ยถึงวันหยุดยาว ก็จะเป็นช่วงเวลาตื่นเต้นที่จะไปหยุดพักผ่อน เดินทางท่องเที่ยวกับครอบครัวหรือเพื่อนๆ หรือวางแผนช้อปปิ้ง ซื้อข้าวของตกแต่งบ้าน

แน่นอนว่าไม่ว่าจะทำกิจกรรมอะไรเพื่อทำให้วันหยุดยาวเป็นวันพิเศษ มักจะมีคำว่า “การใช้เงิน” เข้ามาเกี่ยวข้องไม่มากก็น้อย ดังนั้น สิ่งที่คำนึงก่อนถึงวันหยุดยาว คือ ต้องแน่ใจว่ามีเงินเพียงพอ และไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อนหรือก่อหนี้เพิ่ม พูดง่ายๆ ต้องวางแผนการเงินให้ วันนี้ aomMONEY เลยอยากชวนทุกคนมาใช้เวลาก่อนวันหยุดให้เกิดประโยชน์ เพื่อเช็กสิ่งที่ต้องระวังในช่วงวันหยุดยาวว่าจะมีอะไรบ้าง?

ระวังการใช้จ่าย

เป็นเรื่องปกติที่เมื่อถึงวันหยุดยาวก็มีโอกาสจับจ่ายใช้สอยอย่างเพลิดเพลิน ยิ่งเดินทางไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ นอกจากค่าที่พัก ค่ากิน ยังรวมถึงซื้อของฝาก ซึ่งมีโอกาสที่จะทำให้ “การใช้จ่ายบานปลาย” ดังนั้น ควรกำหนดวงเงินที่จะจ่ายในวันหยุดยาวให้ชัดเจน และก็ใช้จ่ายไม่ให้เกินวงเงินที่กำหนดไว้ เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นการให้รางวัลกับชีวิต แต่ในขณะเดียวกันก็รักษาเป้าหมายทางการเงินของตัวเองให้เป็นไปตามแผนด้วย

ระวังค่าอาหารเพิ่ม

เมื่อไหร่ที่จะต้องเดินทางท่องเที่ยว ส่วนใหญ่มักมองหาร้านอาหารที่มีชื่อเสียงหรือมีแผนไปนั่งดื่มด่ำที่ค่าเฟ่สุดชิค ไม่ผิดที่จะทำแบบนี้ แต่ในระหว่างการออกไปข้างนอกบ้านเป็นเวลานาน ควรนำของว่างและอาหารแพ็คไปด้วยเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้จ่ายเงินกับอาหารราคาแพงในร้านอาหาร

ระวังการช้อปปิ้ง

หากเป็นสายช้อปปิ้ง มักจะเริ่มต้นช้อปปิ้งตั้งแต่วันแรกของการเดินทาง ยิ่งสถานที่ที่ไปมีสินค้าให้เลือกหลากหลาย บวกกับมีโปรโมชั่นสำหรับนักท่องเที่ยว อาจนำไปสู่การใช้จ่ายแบบหุนหันพลันแล่น หรือขณะที่ซื้อข้าวของตกแต่งบ้านภายในห้างสรรพสินค้าก็มีโอกาสแวะช้อปปิ้ง ดังนั้น ควรระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการช้อปปิ้งโดยไม่จำเป็น

ระวังการเป็นหนี้

หนึ่งในกับดักอันตรายของการใช้จ่ายในช่วงวันหยุดยาวที่สามารถทำลายแผนการเงินได้ คือ การเป็นหนี้โดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต เพราะดอกเบี้ยบัตรเครดิตสูงมาก ดังนั้น หากมั่นใจว่าจะไม่สามารถชำระหนี้ได้เต็มจำนวน ควรหลีกเลี่ยงการก่อหนี้เพื่อวันหยุดยาวในทุกกรณี

ระวังโปรโมชัน

ก่อนเดินทางท่องเที่ยว ควรค้นหาข้อมูลร้านอาหารหรือสถานที่ท่องเที่ยวที่วางแผนจะไปผ่านเว็บไซต์ เพื่อดูว่ามีส่วนลดจากโปรโมชันอะไรบ้าง เช่นเดียวกันหากมีแผนใช้ช่วงวันหยุดยาว ซื้อข้าวของตกแต่งบ้าน ก็ต้องดูว่าร้านเป้าหมายที่จะไปซื้อมีโปรโมชั่นในช่วงวันหยุดอะไรบ้าง หรือหากเป็นสมาชิกสำหรับร้านอาหาร ที่พัก สถานที่ท่องเที่ยวก็ต้องนำมาใช้เพื่อรับคะแนนและส่วนลด

ระวังเงินหมด

ในระหว่างเพลิดเพลินกับวันหยุดยาว สิ่งที่ลืมไม่ได้ คือ การติดตามค่าใช้จ่าย โดยบันทึกลงสมุด หรือแอพพลิเคชั่น เพื่อให้แน่ใจว่าค่าใช้จ่ายยังอยู่ในงบประมาณที่วางแผนเอาไว้

การวางแผนทางการเงินสำหรับเทศกาลวันหยุดยาว ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แต่ควรวางแผนล่วงหน้าให้รัดกุม เตรียมเงินให้พร้อม ที่สำคัญควรมีวินัยเกี่ยวกับการใช้จ่าย เพื่อให้วันหยุดยาวเต็มไปด้วยความเพลิดเพลิน คุณภาพ โดยไม่กระทบต่อฐานะทางการเงินโดยรวม

ควรวางแผนล่วงหน้า

ทุกคนจะรู้ล่วงหน้าว่าช่วงไหนจะเป็นวันหยุดยาว จึงสามารถวางแผนคร่าวๆ ได้ว่าจะทำกิจกรรมอะไรเช่น วันออกพรรษา (เดือนตลุลาคม) จะไปท่องเที่ยวเทศกาลไหลเรือไฟที่ จ.นครพนม หรือช่วงวันพ่อ (5 ธันวาคม) จะพาคุณพ่อไปไหว้พระที่จังหวัดเชียงใหม่ หรือไปพักผ่อนที่เกาะสมุย เป็นต้น

ดังนั้น สามารถวางแผนการเงินสำหรับเทศกาลวันหยุดยาวล่วงหน้า โดยประเด็นที่ควรคำนึง คือ ไม่ควรดึงเงินเก็บเพื่อเป้าหมายอื่นๆ (เช่น เงินเก็บเพื่อเกษียณ เงินเก็บค่าเทอมลูก เงินลงทุนกองทุนรวม) มาเพื่อจ่ายในวันหยุดยาว หมายความว่า เมื่อรู้ล่วงหน้าว่าช่วงไหนจะเป็นวันหยุดยาว ควรเตรียมเงินสำหรับใช้จ่ายในวันหยุดยาวโดยเฉพาะ

อย่าลืมว่าการใช้จ่ายช่วงวันหยุดอาจเป็นค่าใช้จ่ายที่สำคัญ ดังนั้น การวางแผนการเงินถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้มีเงินใช้จ่ายอย่างมีความสุข โดยที่ไม่ต้องดึงเงินจากส่วนอื่นหรือใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต เพราะอาจทำให้เป้าหมายการเงินผิดพลาดหรือเป็นหนี้ในระยะยาว

งานวิจัยบอกว่าเมื่อคนรวยบริจาคเงินเพื่อช่วยแก้ไขความไม่เท่าเทียมทางสังคม คนที่ได้ประโยชน์อาจจะเป็นตัวเองซะมากกว่า

การบริจาคเงินเพื่อการกุศลและการช่วยสังคมจากอภิมหาเศรษฐีช่วยแก้ไขความไม่เท่าเทียมทางสังคมได้จริงหรือ?

“ไม่เท่าไหร่” นั่นคือคำตอบถ้าอ้างอิงจากการศึกษาชิ้นใหม่ของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย บาธ (University of Bath) ที่อังกฤษพบว่าผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการบริจาคทั้งหมดนี้คือ “ผู้ใจบุญ” เหล่านั้นเองมากกว่า การทำบุญโดยกลุ่มคนที่ร่ำรวยนั้นยิ่งทำให้ปัญหาเหล่านี้ยืดยาวออกไปมากกว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาด้วยซ้ำ

ยิ่งกว่านั้น การศึกษาชิ้นนี้ยังชี้ให้เห็นอีกว่าการกระทำเพื่อการกุศลมักจะทำให้คนรวยมีอำนาจและมีอิทธิพลเหนือการเมืองและสังคมโดยรวมมากขึ้น

ทีมนักวิจัยร่วมมือกับนักวิทยาศาสตร์จาก Newcastle University Business School ในระหว่างโครงการนี้ สรุปออกมาว่าการทำการกุศลโดยมหาเศรษฐีนั้นไม่สามารถช่วยเหลือประเทศยากจนในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาได้อย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย

“นี่เป็นเรื่องยากในการทำใจยอมรับ เราอาจจะบอกว่าการทำบุญใด ๆ ก็ตามล้วนเป็นสิ่งที่ดีทั้งสิ้นและมันก็เป็นแบบนั้นแหละหากมันเป็นการทำเพื่อผู้อื่นอย่างแท้จริง แต่สิ่งที่เราค้นพบก็คือการบริจาคเพื่อทำบุญของคนร่ำรวยนั้นอาจทำให้ความไม่เท่าเทียมกันยังคงอยู่ต่อไปด้วยการสนับสนุนแนวคิดของกลุ่มชนชั้นนำ เพิ่มอิทธิพลและอำนาจของอภิมหาเศรษฐี และทำให้คนทั่วไปชินชากับความไม่เท่าเทียมในสังคม” ศาสตราจารย์ไมรี แมคคลีน (Mairi Maclean) จากมหาวิทยาลัยบาธกล่าวในเอกสารที่เผยแพร่ของมหาวิทยาลัย

บริจาคเพียงเพื่อการยอมรับ?

นักวิจัยกล่าวว่าในหลายกรณี ความใจบุญสุนทานของกลุ่มคนที่ร่ำรวยนั้นสุดท้ายลงเอยโดยการเป็นประโยชน์แก่คนรวย ๆ มากกว่าใครเพื่อนเลย เมื่อคนกลุ่มนี้บริจาคเงินจำนวนมาก สาธารณชนก็มักจะยกย่องสรรเสิรญเชิดชู และสื่อก็พูดถึง ทำข่าวมากมาย ประเด็นก็คือว่าเศรษฐีใจบุญผู้ร่ำรวยส่วนใหญ่จะบริจาคเพื่อองค์กรการกุศลและสถาบันที่มีชื่อเสียง ซึ่งนักวิจัยพบว่าองค์กรเหล่านี้เป็นกลุ่มที่อาจมีบทบาททำให้ความไม่เท่าเทียมกันที่เลวร้ายลงไปอีกด้วยซ้ำ

การเลือกที่จะโฟกัสที่องค์กรเหล่านี้จะช่วยสร้างชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้นแต่กลับไม่ได้ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมเลย นักวิจัยบอกว่ามีคนที่ร่ำรวยจำนวนน้อยนิดเท่านั้น (ไม่ใช่ไม่มี) ที่บริจาคเงินส่วนใหญ่ของตัวเองให้กับองค์กรการกุศล แต่ส่วนใหญ่แล้วจะไม่ได้เป็นแบบนั้น แมคคลีนบอกว่า

“ความจริงก็คือว่าคนร่ำรวยมหาศาลส่วนใหญ่มอบเงินน้อยมากเมื่อเทียบกับทรัพย์สินของพวกเขาที่มีอยู่”

ศาสตราจารย์ชาร์ลส์ ฮาร์วีย์ ผู้ร่วมวิจัยจาก Newcastle University Business School กล่าวเสริมว่า

“เงินส่วนใหญ่ก็อยู่กับตัวเองในประเทศที่พัฒนาแล้วนั่นแหละ มูลนิธิ Bill and Melinda Gates เป็นหนึ่งในมูลนิธิเพียงไม่กี่แห่งที่เปิดรับการพัฒนาในประเทศอื่น ๆ แต่ถึงแม้ในกรณีนี้ก็ตาม เงินส่วนใหญ่ที่ใช้ในงานวิจัยและพัฒนาก็เกิดขึ้นในประเทศที่พัฒนาแล้วเท่านั้น”

บริจาคเพื่อซื้อชื่อเสียง

เมื่อคนที่ร่ำรวยบริจาค ส่ิงที่นักวิจัยพบก็คือว่าพวกเขามักจะมีนัยสำคัญแฝงอยู่ในนั้นด้วยเสมอ อารมณ์ประมาณว่า “เราช่วยนาย นายช่วยเรานะ” มักจะใช้การบริจาคเพื่อการกุศลเพื่อวาระส่วนตัวและการเมือง ในบางกรณีสามารถสร้างเครือข่ายอิทธิพลต่อภาคส่วนของรัฐหรือสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงได้ด้วย

“มหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น ฮาร์วาร์ดและเยลในสหรัฐอเมริกา และอ็อกซ์ฟอร์ดและเคมบริดจ์ในสหราชอาณาจักรต่างพร้อมรับเงินเพื่อการกุศลก้อนโตอย่างไม่ลังเล ซึ่งทำให้พวกเขาได้เปรียบในการแข่งขันกับมหาวิทยาลัยอื่น ๆ และคงความไม่เท่าเทียมกันทางสังคมต่อไป” แมคคลีนกล่าว

ในสหราชอาณาจักร คนที่ร่ำรวยบางคนบริจาคเงินจำนวนมหาศาลเพียงเพื่อจะได้รับบรรดาศักดิ์เป็นอัศวิน และที่สำคัญคือคนที่ร่ำรวยเหล่านี้ยังได้รับประโยคจากเรื่องภาษีจากเงินที่บริจาคอีกด้วย

“ทั้งในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ผู้ใจบุญเหล่านี้มีอำนาจเพิ่มขึ้นโดยสามารถใช้เงินบริจาคไปหักล้างกับภาษีที่ต้องจ่ายด้วย โดยผิวเผินแล้วดูเหมือนเป็นการส่งเสริมให้คนบริจาคเพิ่มขึ้น แต่มันก็หมายความว่าเงินเหล่านั้นสามารถถูกบริจาคไปยังสิ่งที่พวกเขามีความสนใจหรือต้องการมีอิทธิพลหรือเพื่อชื่อเสียงได้ด้วย พูดอีกอย่างคือพวกเขาตัดสินใจว่าควรใช้ภาษีของตนแบบไหนและตรงไหน แทนที่จะเป็นรัฐบาลนั่นเอง” ฮาร์วีย์รายงาน

แมคคลีนสรุปตอนท้ายว่า “มันง่ายที่จะตั้งคำถามกับเรื่องนี้ เรายอมรับว่าโลกนี้มีผู้ใจบุญจำนวนมากที่ทำเพื่อพัฒนาชีวิตของผู้อื่นอย่างจริงใจ แต่เพียงอยากจะชี้ให้เห็นว่าความใจบุญนั้นไม่ใช่เหตุผลเพียงอย่างเดียวที่อยู่เบื้องหลังการกระทำของพวกเขา มีแนวโน้มมากที่การบริจาคเพื่อการกุศลของของคนที่ร่ำรวยนั้นจะให้ผลตอบแทนมากกว่าความพึงพอใจทางความรู้สึกของการทำคุณประโยชน์เพื่อส่วนรวมและการวิจัยของเราก็แสดงให้หลักฐานในเรื่องนี้เช่นกัน”

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save