‘ภาระหนี้ในแต่ละเดือน จัดการอย่างไรดี ?’ ชวนดู ‘บริการรวบหนี้เป็นก้อนเดียวกับ ttb’ รวมทุกหนี้ไว้ที่เดียว ภาระลดลง ปิดหนี้ไวกว่า

แม้ในช่วงนี้สถานการณ์การเงินประเทศเราจะส่งสัญญาณดีขึ้นในหลายส่วน แต่สิ่งที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ทิ้งไว้ ยังคงเป็นปัญหาที่แก้ได้ยากและยังส่งผลกระทบต่อชีวิตคนไทยอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นคือปัญหาเรื่อง ‘หนี้สิน’ 

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดข้อมูลหนี้ NPL ไทยยังน่าห่วงพบหนี้เสีย 4.3 ล้านบัญชี 44.4% ในฐานข้อมูล NPL ของเครดิตบูโร ปัจจุบันสัดส่วนหนี้ครัวเรือน ต่อ GDP สูงถึง 88.2% หรือคิดเป็นวงเงินรวมกว่า 14.8 ล้านล้านบาท

เชื่อว่ามีเพื่อน ๆ หลายคนกำลังกังวลกับภาระหนี้ต่าง ๆ อยู่ ไม่ว่าจะเป็นหนี้บัตรเครดิต หรือสินเชื่อต่าง ๆ ทั้งดอกเบี้ยแพง และค่างวดต่อเดือนสูง รวมกันเป็นภาระก้อนใหญ่ให้เราในทุกเดือนจนแทบจะขยับตัวไปทำอย่างอื่นไม่ได้เลย

วันนี้ aomMONEY จึงอยากพาทุกคนไปรู้จักกับ ‘รวบหนี้เป็นก้อนเดียวกับ ttb’ (ttb Debt Consolidation) บริการที่ให้เราบริหารจัดการหนี้ได้ง่ายกว่า เพราะเหลือหนี้แค่ทางเดียว และปิดจบหนี้ด้วยระยะเวลาอันสั้นได้ไม่ยาก จะมีรายละเอียดอย่างไรนั้น มาดูกัน

ชวนรู้จัก ‘รวบหนี้เป็นก้อนเดียวกับ ttb’ ลดภาระหนี้ต่อเดือน เพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน

บริการ ‘รวบหนี้เป็นก้อนเดียว’ คือการช่วยให้ลูกค้าจัดการหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดภาระดอกเบี้ย และค่างวดต่อเดือนลง ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้สูงขึ้น โดยใช้บ้าน หรือรถยนต์เป็นหลักประกัน ซึ่งเรายังคงอาศัยอยู่ในบ้าน หรือนำรถยนต์ไปใช้งานได้ปกติเหมือนเดิม ในขณะที่เรากำลังปิดหนี้ไปด้วยนั่นเอง

สาเหตุที่เปิดบริการนี้ขึ้น เพราะ ttb ต้องการสร้างชีวิตทางการเงินที่ดีให้กับลูกค้าทุกคนในทุกมิติ และสิ่งสำคัญคือจะต้องมีความยั่งยืนด้วยเพื่อไม่ให้ลูกค้ากลับมามีภาระหนี้อีก ttb จึงได้มุ่งเน้นการให้ความรู้ และข้อมูลเรื่องการวางแผนจัดสรรการกู้ยืมที่เหมาะสม พร้อมนำสินทรัพย์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ สอดคล้องกับนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ส่งเสริมให้สถาบันการเงินมีแนวทางช่วยเหลือลูกค้าด้วยการรีไฟแนนซ์ และการรวมหนี้ เพื่อช่วยจัดการหนี้ได้อย่างยั่งยืน

‘รวบหนี้เป็นก้อนเดียวกับ ttb’ แตกต่างจากบริการสินเชื่ออื่น ๆ อย่างไร ? 

บริการ ‘รวบหนี้เป็นก้อนเดียวกับทีทีบี’ มีจุดเด่นที่แตกต่างจากบริการสินเชื่ออื่น ๆ อยู่ 3 ประการ โดย aomMONEY ขอสรุปไว้แบบนี้ครับ 

  • 1. การพิจารณาสินเชื่อครั้งนี้จะไม่นำภาระหนี้ที่ต้องการจะรวบมาคิดภาระหนี้ซ้ำ ลูกค้าจึงเบาใจได้ว่าแม้มีภาระหนี้สูงก็สามารถใช้บริการนี้ได้ 
  • 2. ลูกค้าสามารถปิดหนี้ได้จริง เพราะเมื่อสินเชื่ออนุมัติแล้ว ธนาคารจะตีเช็กตรงเพื่อให้ลูกค้าไปปิดหนี้สถาบันการเงินตามที่แจ้งไว้ แล้วเหลือหนี้กับ ttb เพียงแห่งเดียวที่ดอกเบี้ยถูกลง ค่างวดลดลง จึงสามารถช่วยลดภาระหนักจากค่างวดแต่ละเดือน และทำให้มีเงินเหลือไว้ใช้จ่ายในด้านอื่น ๆ ได้มากขึ้น
  • 3. กรณีที่มีเงินเหลือจากรวบหนี้แล้ว ลูกค้าจะได้รับเงินก้อนเข้าบัญชีเพื่อใช้เสริมสภาพคล่องในชีวิตประจำวันอีกด้วย 

บริการรวบหนี้ของ ttb มีอะไรบ้าง ?

ปัจจุบันบริการรวบหนี้จาก ttb มีอยู่ด้วยกัน 2 ตัว ซึ่งครอบคลุมหลักทรัพย์ค้ำประกันที่แตกต่างกัน คือ บ้าน หรือรถยนต์ โดยมีรายละเอียด ดังนี้ครับ

  • 1. ‘สินเชื่อบ้านแลกเงิน ทีทีบี เคลียร์หนี้’ เหมาะสำหรับลูกค้าที่ต้องการวงเงินก้อนใหญ่ ตั้งแต่ 1 แสนบาท ถึง 10 ล้านบาท ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก เริ่มต้นเพียง 5.53% ต่อปี (อัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก) ผ่อนต่อเดือนเริ่มต้นเพียงล้านละ 6,400 บาท 
  • 2. ‘สินเชื่อรถแลกเงิน ทีทีบีไดรฟ์ เคลียร์หนี้’ เหมาะสำหรับลูกค้าที่ต้องการวงเงินระดับกลาง ตั้งแต่หลักแสนจนถึงหลักล้าน อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 3.20% ต่อปี ผ่อนเบา ๆ เพียงแสนละ 59 บาทต่อวัน 

เพราะปัญหาหนี้สินท่วมตัวนั้น อาจเกิดกับใครก็ได้ และการแก้ปัญหานี้อาจกินระยะเวลายาวนาน ซึ่งเราอาจนำเวลาตรงนี้ไปสร้างประโยชน์ หรือการเติบโตด้านอื่น ๆ ได้อีกมากมาย การรวบหนี้กับบริการจาก ttb จึงช่วยให้เราไม่ต้องเสียเวลา และช่วยลดเงินค่าดอกเบี้ยที่เราต้องเสียจากหลายที่ไปอย่างเปล่าประโยชน์

ศึกษารายละเอียดของ ‘บริการรวบหนี้เป็นก้อนเดียวกับ ttb’ รวมถึงลองคำนวณค่างวด ดอกเบี้ย และผลลัพธ์เมื่อได้ลองใช้บริการ ของทั้งสองตัวได้ที่นี่ : 

สินเชื่อบ้านแลกเงิน ทีทีบี เคลียร์หนี้  

https://www.ttbbank.com/cyh-debt-kol-aommoney-feb23

สินเชื่อรถแลกเงิน ทีทีบีไดรฟ์ เคลียร์หนี้ https://www.ttbbank.com/cyc-debt-kol-aommoney-feb23

หรือดูคลิป VDO เพื่อศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=byYf1t-QtWs

บทความนี้เป็น Advertorial

‘ไม่เอาดอกไม้แล้วได้ไหม?’ เมื่อ Steph Douglas คุณแม่มือใหม่ เปลี่ยนของขวัญน่าเบื่อ เป็นไอเดียธุรกิจ 100 ล้าน

ถ้ามีถามว่าถ้าต้องให้ของขวัญผู้หญิงสักคนหนึ่ง เพื่อแสดงความรัก ความห่วงใย ความคิดถึง ควรให้อะไร?

เชื่อว่า ‘ดอกไม้’ น่าจะเป็นหนึ่งในคำตอบที่ถูกเลือกมากที่สุดอย่างหนึ่ง

มันไม่มีอะไรผิดหรอกครับ ดอกไม้ก็ไม่ได้ผิด มันก็ยังคงสวยงาม กลิ่นหอม และวางในแจกันก็ทำให้มองแล้วสบายตา เพียงแต่มันบางทีมันก็แค่ดูน่าเบื่อเกินไปสักหน่อย

นั่นคือสิ่งที่ สเตฟ ดักลาส (Steph Douglas) คิดตอนที่เป็นคุณแม่มือใหม่ในปี 2010 แล้วได้รับของขวัญเป็นช่อดอกไม้จากเพื่อน ๆ มากมาย จนถึงขั้นที่ว่าแจกันที่บ้านหมดใส่ไม่ได้อีกต่อไป

นอกจากจะรู้สึกว่ามันเยอะเกินไปแล้ว การได้รับของขวัญที่ต้องมานั่งจัด นั่งหาแจกันใส่ นั่งเปลี่ยนน้ำ ฯลฯ แม้ว่ามันจะสวย แต่แค่การเป็นคุณแม่ก็ยุ่งพอแล้ว ไม่อยากต้องมาทำอะไรพวกนี้อีก

นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของไอเดียธุรกิจจัดกล่องของขวัญสำหรับ ‘คนพิเศษ’ ชื่อว่า “Don’t Buy Her Flowers” (อย่าซื้อดอกไม้ให้เธอเลยนะ) ที่เธอเริ่มทำจากที่บ้าน หลังกลับมาจากงานประจำ

ถ้าตอนนี้เข้าไปที่เว็บไซต์ dontbuyherflowers.com จะเห็นว่าของของขวัญที่เราสามารถจัดใส่กล่องให้คนพิเศษนั้นมีหลากหลายมาก สามารถเลือกได้ว่าจะใส่อะไรในกล่องบ้าง

สมมุติว่าวันเกิดแฟนเราก็หยิบพวก ใส่พวกเทียนหอม ครีม แมสก์หน้า หนังสือที่ชอบ บัตรกำนัลไปนวดหน้าที่สปา หรือเครื่องประดับต่าง ๆ จัดใส่ในกล่องแล้วก็จ่ายเงิน กล่องที่เต็มไปด้วยของขวัญที่เราเลือกก็จะถูกส่งมาที่บ้านเลย หรือถ้าคิดไม่ออกก็มีของขวัญสำหรับคนพิเศษจัดใส่กล่องไว้ให้เลือกแล้วเช่นกัน

สี่ปีต่อมา ธุรกิจก็ค่อย ๆ เติบโตขึ้น จนกระทั่งในปี 2014 เธอมั่นใจแล้วว่าธุรกิจน่าจะไปต่อได้ จึงตัดสินใจลาออกจากงานการตลาดที่ทำอยู่ในเมืองลอนดอน มาทำธุรกิจของตัวเองเต็มตัว

ล่าสุดสร้างรายได้ปีที่แล้วกว่า 3 ล้านเหรียญ หรือราว ๆ 100 ล้านบาทไปเรียบร้อยแล้ว

เธอกล่าวว่าการเริ่มอาชีพเสริมสำหรับตัวเองคือการหารายได้พิเศษมากกว่า ด้วยค่าครองชีพที่สูงขึ้น เงินเฟ้อและดอกเบี้ยต่าง ๆ ยิ่งทำให้การมีรายได้ทางเดียวเป็นความเสี่ยงสำหรับครอบครัว

แต่สุดท้ายกลายเป็นว่างานเสริมสร้างรายได้มากแบบที่เธอคิดไม่ถึงมาก่อน และเธอก็แชร์หลักแนวคิดสำหรับคนที่อยากสร้างธุรกิจเสริมว่าต้องทำยังไงบ้าง

1. อย่าด่วนลาออก

หยุดความคิดนั้นไว้ก่อนเลย ดักลาสเตือน

ข้อนี้สำคัญมาก เรามีไอเดีย ศึกษาตลาดมาแล้ว มีเสียงตอบรับที่ดี โอ้ววว…ตื่นเต้นอยากลุยแล้ว อยากลาออกจากงานประจำแล้วกระโดดมาลุยงานในฝันให้เต็มที่

แม้คุณจะคิดว่าต้องทุ่มทุกวินาทีให้กับธุรกิจเพื่อให้มันเกิดสิ แต่มันไม่จำเป็นที่จะต้องรีบประสบความสำเร็จเลย และบางทีความสำเร็จที่ดูเหมือนจะได้มาชั่วข้ามคืน ส่วนใหญ่แล้วใช้เวลาหลายปี ถ้าไม่ใช่เป็นสิบปี กว่าจะไปถึงจุดนั้นได้

ดักลาสบอกว่า

“การมีความปลอดภัยเรื่องเงินเดือนไม่ใช่เรื่องแย่ ระหว่างที่ทำไอเดียให้มันชัดจัดเจน เพราะนี่อาจจะเป็นงานเสริมแรกแล้วผลออกมาไม่ได้เป็นอย่างที่คิดก็ได้”

ใช้เวลาที่ยังอยู่ในบริษัทนี่แหละที่จะฝึกฝนความสามารถ จนกว่าคุณจะแน่ใจว่ามันไปได้แน่ ๆ ถึงจะค่อยลาออก

2. พึ่งพาเครือข่ายที่มีให้มากที่สุด

สำหรับหลาย ๆ คนการขายของให้คนแปลกหน้าเป็นเรื่องที่สะดวกใจมากกว่าคนใกล้ตัว แต่ดักลาสก็บอกว่าที่จริงแล้วเพื่อนหรือเครือข่ายของเรานี่แหละที่มีประโยชน์มาก ๆ

“ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ของเด็ก ๆ ที่โรงเรียน เพื่อน หรือครอบครัว ลองเอาพวกเขามามีส่วนด้วย ทำให้พวกเขาตื่นเต้น”

เธอบอกว่านี่เป็นช่องทางในการสร้างการรับรู้ในกลุ่มเล็ก ๆ ที่ช่วยทำให้ได้รับฟีดแบ็กที่จำเป็นในช่วงเริ่มต้น เธอเอาเพื่อนและคนในครอบครัวมาช่วยตอนที่ธุรกิจเริ่มขยับขยายมากขึ้น

น้องชายทำในส่วนของปฏิบัติการ ส่วนฝ่ายดูแลลูกค้าและสต็อกสินค้าก็เป็นเพื่อนเก่าของเธอด้วย

เหตุผลหลักที่ทำให้เธอเชื่อว่าการทำงานกับเพื่อนหรือคนในครอบครัวคือกุญแจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจของเธอเติบโตได้ก็คือ ‘ความเชื่อใจ’ และ ‘ความซื่อสัตย์’ ที่ต่างคนต่างมีให้แก่กัน สำหรับธุรกิจในช่วงเริ่มต้นแล้วการจะหาพนักงานที่ไม่รู้จักมาล่มหัวจมท้ายด้วยไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

“คุณมีความซื่อสัตย์จากคนเหล่านั้นที่อยากจะทำไปพร้อม ๆ กับคุณ”

3. อันไหนทำเองได้ ให้ทำเอง

“พยายามทำให้ค่าใช้จ่ายต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำเท่าที่ทำได้ด้วยตัวเอง” ดักลาสบอก

ในช่วงสองสามปีแรกที่เริ่มธุรกิจ เธอดูทั้งฝั่งโซเชียลมีเดีย การตลาด การโปรโมท แพ็กของ ส่งของ “มันเป็นช่วงเวลาที่กดดันมาก มีลูกสองคนและทำงานประจำ มีออเดอร์ที่ต้องแพ็ก แต่มันก็ทำให้ได้ทดสอบแนวคิดโดยไม่ต้องใช้เงินกับโกดังเก็บของหรือพนักงานเลย”

อีกอย่างหนึ่งคือ ไม่มีใครรู้จักสินค้าหรือบริการของคุณดีเท่ากับคุณอีกแล้ว นั่นเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่คุณควรจัดการโซเชียลมีเดียของตัวเองจนกระทั่งได้สูตรและรูปแบบที่ต้องการ ต้องสื่อสารแบบไหน ภาพลักษณ์ออกมาแบบไหน กลุ่มที่ติดตามเป็นใคร ฯลฯ

ไม่เพียงแต่มันจะช่วยให้คุณประหยัดเงินเท่านั้น แต่จะทำให้เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ก่อนที่จะโยกงานนี้ไปให้ฝ่ายการตลาดดูแลในอนาคต

“ถ้าใครสักคนในอนาคตจะทำให้คุณ คุณต้องเข้าใจก่อนว่าพวกเขาจะทำอะไร มันมีเอเจนซีที่ทำทุกอย่างให้ได้ แต่ถ้าคุณไม่รู้ว่ามันทำงานยังไง คุณก็อาจจะจ่ายแพงเกินไปก็ได้”

4. ต้องใช้ความเชื่อ

ทั้งหมดที่กล่าวมาด้านบน สุดท้ายแล้ววันหนึ่งเมื่อธุรกิจมันเริ่มเติบโต คุณต้องเริ่มปล่อยมือและดึงคนอื่น ๆ เข้ามาร่วมทีมด้วย บางทีการพยายามกุมทุกอย่างไว้กับตัวกลายเป็นปัญหาได้เหมือนกัน

ดักลาสกล่าวว่ามีหลายครั้งที่เธอระวังเรื่องเงินและรายจ่ายมากเกินไปจนทำให้ ‘ธุรกิจชะงัก’ ไปเลย

จริงอยู่ที่เงินทุกบาทสำหรับธุรกิจเป็นเรื่องที่ต้องระวัง แต่สิ่งที่ต้องชั่งน้ำหนักด้วยก็คือเรื่องของพลังงานชีวิตของตัวคุณเองที่ต้องแลกมากับการทำทุกอย่างด้วย

แน่นอนว่าการลงมือทำทุกอย่าง ประหยัดเงินจริง แต่สุดท้ายคุณจะไม่มีแรงไปทำอย่างอื่นเลย ดักลาสบอกว่าถ้าเธอให้คนอื่นมาแพ็กส่งของให้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็คงสามารถใช้เวลาตรงนั้นไปโฟกัสเรื่องการโปรโมทและเติบโตได้เร็วขึ้นด้วย

แม้บางทีเราจะรู้สึกว่า ‘ยังไม่พร้อม ยังจ้างไม่ได้’ แต่ดักลาสก็บอกว่า “ทุกครั้งที่เชื่อ ธุรกิจก็จะโตขึ้นไปด้วย”

5. งานเสริมของงานเสริมอีกที

อย่าเพิ่งชะล่าใจไปเมื่อทุกอย่างกำลังดำเนินไปด้วยดี ลองหาช่องทางสร้างรายได้เสริมให้กับธุรกิจที่เราสร้างขึ้นมาเรื่อย ๆ เพื่อให้อยู่รอดในช่วงเศรษฐกิจผันผวนด้วย

ดักลาสเล่าให้ฟังถึงช่วงโควิด-19 ที่ยอดขายเธอพุ่งกระฉูด มีการจ้างงานและเติบโตอย่างมาก สิ่งที่พนักงานที่โกดังแพ็กของต้องเรียนรู้คือความแม่นยำในการแพ็กสินค้าที่ใส่ลงไปในกล่อง เพราะกล่องหนึ่งอาจจะเป็นสำหรับคุณแม่ที่เพิ่งมีลูก อีกกล่องหนึ่งอาจจะเป็นสำหรับผู้หญิงที่เพิ่งแท้งลูก เพราะฉะนั้นมันเป็นเรื่องที่เปราะบางมาก

ต้องแม่นยำและระวังเป็นอย่างมาก

พอมาถึงช่วงหลังโควิดที่ยอดขายเริ่มซาลงไป เธอต้องพยายามหางานเสริมมาให้กับพนักงานเพื่อหล่อเลี้ยงรายได้ของบริษัท จึงเริ่มบริการใหม่ ๆ อย่างการแพ็กของให้กับธุรกิจออนไลน์อื่น ๆ ซึ่งการแพ็กสินค้าเป็นสิ่งที่เธอและทีมเชี่ยวชาญอยู่แล้วจึงเป็นการสร้างงานเสริมที่ดีมาก ๆ

แต่มันก็ทำให้เห็นว่าการแตกบริการออกมาหรือหาช่องทางสร้างรายได้ใหม่ ๆ ให้กับธุรกิจนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

“เราไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายตรงนั้นเพราะไม่ได้ซื้อของมาสต็อค เราแค่เก็บของไว้ในโกดัง เก็บเงินบริษัทอื่น ๆ และแพ็กของเมื่อมีออเดอร์มาแล้วก็รับเงินตรงนั้น ความเสี่ยงมันเล็กน้อยมาก ๆ”

เข้าใจบทบาทของ ‘พระรอง’ หลักการตั้งราคาขายของให้ได้กำไรเพิ่มขึ้นโดยใช้ ‘ตัวล่อ’

สมมุติว่าคุณกำลังมองหาโทรทัศน์เครื่องใหม่สักเครื่องสำหรับห้องนอนที่บ้าน

ข้อมูลที่คุณได้รับคือ

Sony 36 นิ้ว 13,000 บาท
Panasonic 42 นิ้ว 16,000 บาท
Philips 50 นิ้ว 35,000 บาท

แน่นอนหลายคนอาจจะบอกว่าเราต้องอ่านรีวิว ไปดูของจริง หรือ ต้องถามคนที่เคยใช้มาแล้วเพื่อหาข้อมูลก่อน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือถ้ามีข้อมูลเพียงเท่านี้ คนส่วนใหญ่มักจะตัดสินใจซื้อรุ่นตรงกลาง ราคาแพงกว่าตัวเล็กนิดหน่อย แต่หน้าจอใหญ่กว่า แถมถูกกว่าตัวใหญ่ตั้งครึ่งหนึ่ง

นี่คือกลยุทธ์ของการตั้งราคาแบบใช้ ‘ตัวล่อ’ เพื่อดันให้ลูกค้าหรือผู้บริโภคให้ซื้อในสิ่งที่ธุรกิจต้องการจะขาย ซึ่งเราอาจจะตั้งคำถามว่าเฮ้ยยย…มันทำได้จริงเหรอ? มันทำได้จริง ๆ ครับ

ในหนังสือ “พฤติกรรมพยากรณ์” (Predictably Irrational) ของ แดน อารีลีย์ (Dan Ariely) บอกว่า

“คนส่วนใหญ่ไม่รู้หรอกว่าตัวเองต้องการอะไร จนกว่าจะเห็นมันในสภาพแวดล้อมบางอย่าง”

หมายความว่าเราไม่รู้หรอกว่าเราอยากได้ทีวีแบบไหนจนกระทั่งเราเห็นมันเทียบกับรุ่นอื่น ๆ เราไม่รู้หรอกว่าอยากทำอะไรกับชีวิตจนกระทั่งเห็นเพื่อนหรือญาติกำลังทำสิ่งที่เรากำลังคิดว่าจะทำอยู่พอดี เขาเปรียบว่ามนุษย์ก็เหมือนนักบินที่กำลังจะลงจอดตอนกลางคืนที่ต้องมีไฟรันเวย์เปิดให้สว่างให้ชี้ให้เห็นว่าต้องเอาล้อลงตรงไหน

เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในชีวิตบ่อย ๆ และเรามักถูกชักจูงได้ง่ายกว่าที่เราคิดด้วย

ครั้งหนึ่งหนังสือพิมพ์ The New York Times ได้รายงานเกี่ยวกับเรื่องราวของเกร็ก แร็พพ์ ที่ปรึกษาด้านการบริหารภัตตาคาร โดยหน้าที่ของเขาคือการกำหนดราคาในเมนูอาหาร

นอกจากจะกำหนดราคาตามต้นทุนของวัตถุดิบที่ขึ้นลงตามท้องตลาด การจับคู่เมนูอาหารที่สร้างกำไรได้มากที่สุด หรือการปรับขึ้นลงเมนูอาหารเพื่อสร้างกำไรต่อจานให้เพิ่มขึ้นแล้ว เขายังมีเทคนิคการตั้งราคาด้วยหลักจิตวิทยาด้วย

โดยเขาจะตั้งราคาบางเมนูให้แพงเข้าไว้ แม้ว่ามันอาจจะไม่ได้ขาย แต่มันจะทำให้เมนูที่แพงรองลงมากลับขายดีขึ้นครับ เพราะคนส่วนใหญ่แล้วจะไม่สั่งอาหารที่แพงที่สุด แต่กลับสั่งเมนูที่แพงรองลงมาแทน

เพราะฉะนั้นถ้าอยากขายอาหารบางอย่างที่กำไรดี ก็ให้ตั้งราคาแพงรองลงมาเพื่อเพิ่มยอดขาย โดยในกรณีนี้เมนูที่แพงที่สุดก็เป็น ‘ตัวล่อ’ สำหรับเปรียบเทียบ หรือเป็น ‘พระรอง’ เพื่อให้ ‘พระเอก’ เด่นขึ้นมานั่นเอง

อารีลีย์ได้ลองทำการทดลองเพื่อทดสอบสมมติฐานนี้โดยนำเอาการสมัครสมาชิกของนิตยสารข่าว The Economist มาให้นักศึกษาของ MIT ลองตัดสินใจเลือก (เขาบอกว่านักศึกษาเหล่านี้คือหัวกะทิและเป็นมนุษย์ที่มีเหตุผลอย่างแน่นอน)

การทดลองครั้งแรก เขาให้ทางเลือกสามทาง

1) Online อย่างเดียว : $59
2) ส่งเป็นเล่มไปที่บ้าน อย่างเดียว : $125
3) Online + ส่งเป็นเล่ม : $125

ผลที่ออกมาคือคนซื้อแบบที่ 1 ทั้งหมด 16 คน แบบที่ 2 ทั้งหมด 0 คน และ แบบที่ 3 ทั้งหมด 84 คน

ซึ่งก็เข้าใจได้เพราะคงไม่มีใครจะเลือกแบบที่ 2 เพราะว่าแบบที่ 3 นั้นราคาเท่ากัน ได้เพิ่มมากกว่าด้วย ในกรณีนี้แบบที่ 2 คือ ‘ตัวล่อ’ เพื่อให้เราเปรียบเทียบกับแบบที่ 3 เพราะนั่นคือสิ่งที่เราอยากขายนั่นเอง

ซึ่งคิดเป็นรายได้ 59 * 16 + 125 * 84 = $11,444


ทีนี้เขาก็ทดลองอีกครั้ง แต่ลดทางเลือกลงเหลือแค่สองทาง

1) Online อย่างเดียว : $59
2) Online + ส่งเป็นเล่ม : $125

ผลออกมาจะพบว่าคนซื้อแบบที่ 1 ทั้งหมด 68 คน และ แบบที่ 2 ทั้งหมด 32 คน

ซึ่งเมื่อตัวล่อหายไป คนตัดสินใจต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงเลย เริ่มประหยัดเงินมากขึ้น เลือกสิ่งที่ราคาถูกกว่า

ตอนนี้รายได้จะเหลือเพียง 59 * 68 + 125 * 32 = $8,012

น้อยลงกว่า $3,432 หรือ 42.8% เลยทีเดียว

เรื่องการใช้ ‘ตัวล่อ’ ไม่ได้เพียงแค่ใช้ได้ในเชิงธุรกิจเท่านั้นนะครับ ที่จริงแล้วในสถานการณ์อื่นอย่างถ้าเราอยากไปงานปาร์ตี้คนโสดแล้วทำให้ตัวเองโดดเด่นขึ้นมา ให้ลองหาเพื่อนที่มีรูปร่าง หน้าตา สีผิว ที่มีความคล้ายกับคุณ แต่ต้องมีอะไรที่ด้อยกว่าหน่อยหนึ่ง ซึ่งก็ทำหน้าที่เป็น ‘พระรอง’ เช่นเป็นคนพูดไม่หยุด หรือ เสียงดังโวยวาย คุณจะกลายเป็น ‘พระเอก’ ในงานไปเลยทีเดียว

สิ่งเหล่านี้นอกจากจะเป็นการทดลองสนุก ๆ ที่จะทำให้เราเข้าใจการตัดสินใจของตัวเองมากขึ้นแล้ว ยังทำให้เห็นด้วยว่าเราถูกชักนำในการตัดสินใจได้ง่ายกว่าที่คิด มนุษย์แน่นอนว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผล แต่ในขณะที่มีความขี้เกียจ และตัดสินใจได้บิดเบี้ยวเพราะเปรียบเทียบแบบง่ายที่สุดจนเป็นนิสัยด้วย

ถ้าเรื่องนี้จะสอนอะไรเราสักอย่างหนึ่งก็คือว่าถ้าอยากไปงานปาร์ตี้คนโสดกับใครก็ตาม ก็ระวังอย่าไปเป็น ‘พระรอง’ ให้คนอื่นก็แล้วกันครับ

The New York Times

วอร์เรน บัฟเฟตต์ ไม่เอา Bitcoin เพราะ ‘มันไม่ได้สร้างอะไรเลย’ แต่ถ้าเป็นสินทรัพย์ 2 อย่างนี้พร้อมเซ็นเช็คให้ทันที

สำหรับใครก็ตามที่ติดตามข่าวของบิตคอยน์จะเห็นว่าช่วงที่ผ่านมานั้นมีความขึ้นลงผันผวนอย่างมาก แต่ถ้าย้อนกลับไปดูกราฟราคา 5 ปีที่ผ่านมา แม้จะเหวี่ยงขนาดไหน มันก็ขึ้นมาแล้วกว่า 175% จึงไม่แปลกใจถ้าหลายคนจะมองว่ามันช่องทางการลงทุนอย่างหนึ่งของยุคปัจจุบัน (และอนาคต) ไปแล้ว

แต่ดูเหมือนไม่ว่าใครจะว่ายังไง นักลงทุนที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกคนหนึ่งอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) ก็ยังรู้สึกว่ามันไม่ใช่การลงทุนที่เขาจะเลือกใช้อยู่ดี

ในการประชุมบริษัท Berkshire Hathaway เมื่อปีก่อนบัฟเฟตต์ก็บอกว่าตัวเขาไม่รู้หรอกว่าบิตคอยน์จะไปทางไหนต่อ แต่ว่าสิ่งที่เขามั่นใจก็คือ ‘มันได้สร้างอะไรเลย’

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงไม่เคยซื้อหรือเป็นเจ้าของบิตคอยน์เลย

“ถ้าคุณบอกผมว่าคุณเป็นเจ้าของบิตคอยน์ทั้งโลกแล้วขายให้ผม $25 ผมก็ไม่เอานะ จะเอาไปทำอะไรล่ะ? ผมก็ต้องขายคืนให้คุณไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง มันไม่ได้สร้างอะไรขึ้นมาเลย”

ตอนที่บัฟเฟตต์พูดในตอนนั้นราคาบิตคอยน์อยู่ที่ราว ๆ 38,000 เหรียญ ตอนที่เขียน (17/02/2023) มันร่วงลงมาอยู่ที่ราว ๆ 23,500 เหรียญ แต่ก็ขึ้นมาจากช่วงก่อนที่ 17,000 เหรียญในช่วงไม่กี่เดือนก่อนด้วย

ระหว่างที่เขาพูดในตอนนั้น บัฟเฟตต์เองก็ได้แชร์มุมมองสินทรัพย์สองอย่างที่เขาจะเขียนเช็คให้ทันทีเลยได้มีโอกาส

1. พื้นที่ทำการเกษตร

บิตคอยน์กับอุตสาหกรรมการเกษตรนั้นไม่ได้มีอะไรที่เหมือนกันเลย บิตคอยน์ถูกสร้างขึ้นมาในปี 2009 แต่มนุษย์เริ่มต้นอุตสาหกรรมการเกษตรมาตั้งแต่ 10,000 ปีก่อนแล้ว

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมบัฟเฟตต์ถึงมองแบบนั้น ทั้ง ๆ ที่ตัวเขาเองก็ไม่ได้เป็นนักลงทุนในสายเกษตรเลยด้วยซ้ำ สิ่งที่เขามองก็คือว่าถ้าเป็นเจ้าของพื้นที่ทำการเกษตร อย่างน้อย ๆ มันก็ยังจะสร้างผลผลิตอาหารขึ้นมาได้อยู่มากกว่า

“ถ้าคุณบอกว่าแลกกับดอกเบี้ย 1% ในพื้นที่การเกษตรทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา กับเงิน 25,000 ล้านเหรียญ ผมจะเขียนเช็คให้บ่ายนี้เลยนะ”

นั่นคือแนวคิดของบัฟเฟตต์ที่มองว่าบิตคอยน์นั้นไม่ได้สร้างอะไรขึ้นมาเลย แต่ถ้าเป็นพื้นที่การเกษตรก็ยังสร้างผลผลิตอยู่นั่นเอง

2. อะพาร์ตเมนต์

เขายังอธิบายต่อไปอีกว่า

“ถ้าคุณเสนอ 1% ของอะพาร์ตเมนต์ทั้งหมดในประเทศ และต้องการเงินอีก 25,000 ล้านเหรียญ ผมก็จะเขียนเช็คให้คุณอีกเช่นกัน มันง่าย ๆ แค่นั้นเลย”

ไม่ว่าเศรษฐกิจจะย่ำแย่หรือรุ่งเริงแค่ไหน คนก็ยังต้องการที่อยู่อาศัย และด้วยราคาบ้านที่แพงขึ้นจนคนส่วนใหญ่ไม่สามารถซื้อเป็นเจ้าของได้ด้วยซ้ำในเวลานี้ เพราะฉะนั้นอะพาร์ตเมนต์ให้เช่าจึงกลายเป็นทางเลือกเดียวสำหรับหลาย ๆ คน

เพราะฉะนั้นสินทรัพย์ทั้งสองอย่างนี้สำหรับบัฟเฟตต์แล้วมัน ‘ก่อให้เกิดอะไรบางอย่าง’ ขึ้นมาหลังจากการเข้าไปเป็นเจ้าของ อะพาร์ตเมนต์ก็สร้างรายได้จากค่าเช่า พื้นที่การเกษตรก็สร้างอาหารสำหรับคนในสังคม ส่วนบิตคอยน์นั้นไม่ได้สร้างอะไรเลยนั่นเอง

สำหรับนักลงทุนเน้นคุณค่าอย่างบัฟเฟตต์แม้อาจจะมองเห็นว่าในอนาคตบิตคอยน์มีโอกาสจะราคาสูงขึ้น แต่มันก็มีความเสี่ยงที่ผันผวนมากเกินไป การลงทุนของบัฟเฟตต์ นั้นจะพยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยตรงนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะฉะนั้นการเลือกสินทรัพย์ที่สร้างอะไรบางอย่างที่มีคุณค่ากลับมาด้วยจึงเป็นทางเลือกที่มาก่อนเสมอ


อ้างอิง

MONEYWISE

นักลงทุนเริ่มคาด ’ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ’ อาจจะไม่เกิด ติดเพียงสถิติที่ผ่านมา นักลงทุนก็คาดผิดมากกว่าถูก

ช่วงที่ผ่านมาเราได้ยินคำว่า “Soft Landing” กันบ่อย ๆ

คำเปรียบเปรยทางการเงินที่ถูกนำมาใช้กับการลงจอดที่สวยงาม ลงนิ่ม ๆ ไม่เจ็บตัว ต้นตอมาจากการลงจอดของยานอวกาศ Apollo 11 ที่ประสบความสำเร็จนั่นแหละ

ความหมายก็คือการลดความร้อนแรงของสภาพเศรษฐกิจในเวลานั้นโดยไม่ทำให้เกิด ‘ภาวะเศรษฐกิจถดถอย’ หรือ Recession ตามมานั่นเอง

แต่ถ้าย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์การใช้วลีเปรียบเทียบนี้ครั้งแรกในปี 1973 โดย จอร์จ ชูลท์ซ (George Shultz) ซึ่งเป็นรัฐมนตรีคลังของอเมริกาในสมัยนั้นกลับไม่ค่อยสวยงามสักเท่าไหร่

แผนการลงจอดอย่างนิ่มนวลครั้งนั้นไม่ได้เป็นไปตามที่วางเอาไว้

ไม่นานเศรษฐกิจถดถอยก็ตามมา เงินเฟ้อกระฉูดเป็นสิบปี มาเริ่มดีขึ้นตอนที่ พอล โวล์เกอ (Paul Volcker) ประธานธนาคารกลางสหรัฐเข้ามาทำงาน รับมือกับอัตราเงินเฟ้อระดับ 13% ในปี 1979 และ 1980 ด้วยการขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องจากร้อยละ 11 ไปเป็นร้อยละ 20 ในปลายปี 1980

เศรษฐกิจถดถอยอย่างหนัก ดอกเบี้ยและอัตราการว่างงานสูงที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง (อัตราคนว่างงานพุ่งขึ้นแตะร้อยละ 10.8 ในสองเดือนสุดท้ายของปี 1982) คนออกมาประท้วงมากมาย โวล์เกอถูกวิจารณ์อย่างหนัก

แต่สุดท้ายเมื่อทุกอย่างเริ่มสงบลง ดอกเบี้ยค่อย ๆ ลดลงมา ทำให้กลายเป็นรุ่งอรุณครั้งใหม่ของอเมริกาอีกครั้ง

แต่การคาดการณ์ของชูลท์ซที่ผิดพลาดนั้น ‘ไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติ’ ไมเคิล แคนโทรวิตซ์ (Michael Kantrowitz) จาก Piper Sandler บริษัทด้านการลงทุนชี้ให้เห็นว่านักลงทุนมักจะคาดเดากันไปเองว่าการลงจอดอย่างนุ่มนวลจะเกิดขึ้นหลังจากเฟดเริ่มหยุดคุมเข้มเรื่องดอกเบี้ย

ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน

ตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมาดัชนีราคาหุ้น S&P 500 ของบริษัทขนาดใหญ่ในอเมริกาได้เพิ่มขึ้น 16% ดัชนีราคาพันธบัตรบริษัทระดับการลงทุนที่รวบรวมโดย Bloomberg พุ่งขึ้นไปแล้ว 9%

เหมือนว่าความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยซึ่งก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือนทุกคนจะกลัวและกังวลกันอยู่จะถูกลืมไปแล้ว

อยากชวนกลับไปย้อนดูประวัติศาสตร์สักเล็กน้อย เพราะบางทีเราอาจจะเตรียมงานปาร์ตี้ฉลองเร็วไปสักหน่อย

ไม่ใช่ว่าการลงจอดอย่างนิ่มนวลนั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ถ้าย้อนกลับไปดูตั้งแต่ช่วง 70’s ธนาคารกลางสหรัฐทำสำเร็จไปสองครั้งในช่วง 1984 และ 1995 ตลาดหุ้นเริ่มพุ่งขึ้นหลังจากที่ดอกเบี้ยไปถึงจุดสูงสุด (ซึ่งสำหรับครั้งปัจจุบันคนก็บอกว่าจะไปหยุดช่วงกลาง ๆ ปี) ใครก็ตามที่ลงทุนช่วงนั้นก็ร่ำรวยกันไป

แต่ในขณะเดียวกันในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา เว็บไซต์ The Economist บอกว่ามันมีอีก 6 ครั้งที่ธนาคารกลางพยายามควบคุมให้เกิด Soft Landing แต่สุดท้ายก็เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยตามมาอยู่ดี (แม้ว่าครั้งที่ 6 จะค่อนข้างซับซ้อนเพราะเกิดในช่วงโควิด-19 ระบาดก็ตาม)​

บทเรียนจากตรงนี้ก็คือว่าการลงจอดอย่างนิ่มนวลไม่ใช่ไม่เคยเกิดขึ้น แต่มันเกิดขึ้นได้ยาก และการคาดการณ์ของนักลงทุนนั้นก็มักจะผิดตามสถิติแล้ว

ปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนคาดการณ์ผิดอย่างหนึ่งก็เพราะว่าในช่วงแรกของทั้งสองเหตุการณ์ (เกิด Soft Landing หรือไม่) นั้นเริ่มต้นคล้าย ๆ กันนั่นเอง

ก่อนตลาดจะหน้าคว่ำ ตลาดหุ้นจะขยับขึ้นอย่างคึกคัก บางครั้งเป็นปีเลยด้วยซ้ำ แต่เดี๋ยวสักพักทุกอย่างก็จะเริ่มพัง มุมมองด้านบวกในตลาดจะหายไป และหุ้นก็จะเริ่มร่วง

แคนโทรวิตซ์ บอกว่ามันยากมากเลยในช่วงแรก ๆ ที่จะฟันธงว่าอะไรจะเกิดขึ้นเพราะมันเหมือนกันมาก ทั้งสองเหตุการณ์จะมีดอกเบี้ยที่ขยับขึ้นสูง ตลาดเริ่มคาดการณ์ว่าธนาคารกลางจะเริ่มชะลอการขึ้นดอกเบี้ยและอาจจะลดในอนาคต ตลาดหุ้นก็เริ่มไต่ระดับสูงขึ้น (เหมือนตอนนี้) และถ้าเป็น Soft Landing ทุกอย่างก็จบแค่นี้

ปัญหาคือถ้ามันไม่จบแค่นั้น ถ้าหากมีอัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น ตามมาด้วยอุตสาหกรรมอสังหาฯที่อ่อนแอ ทีนี้แหละที่นักลงทุนมีโอกาสจะเจ็บตัวอย่างหนักเลยทีเดียว

เพราะฉะนั้นถ้าดูตามสถิติแล้ว ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะออกมาเฉลิมฉลองซะทีเดียว

แม้ โจ ไบเดน (Joe Biden) ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของอเมริกาจะออกมาชี้ให้เห็นว่าตอนนี้ตลาดแรงงานนั้นแข็งแกร่งมาก อัตราการว่างงานระดับ 3.4% ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในรอบ 54 ปี ระบุว่าแผนเศรษฐกิจของเขาได้ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจของสหรัฐฯ

แต่ก็มีอีกฝ่ายที่มองว่าอัตราดอกเบี้ยยังคงมีสิทธิ์ขึ้นต่อไปเพื่อจะยับยั้งระดับเงินเฟ้อที่ยังไม่ได้ใกล้เป้าหมายที่วางเอาไว้

เอ็ดเวิร์ด โคล (Edward Cole) ผู้จัดการสินทรัพย์จากบริษัท Man Group ออกมาแสดงความกังวลว่าภาวะตึงตัวในตลาดแรงงานและเงินออมในครัวเรือนที่ยังพอมีเหลืออยู่ ซึ่งเป็นผลที่ตามมาของช่วงโควิด-19 ส่งผลให้การคุมเข้มทางการเงินนั้นยังไม่ได้มีผลกระทบในวงกว้างมากนัก แต่มันจะตามมาอย่างแน่นอน

คำตอบจากนักเศรษฐศาสตร์มืออาชีพจำนวน 71 คนที่หนังสือพิมพ์ Wall Street Journal ได้สอบถามในเดือนมกราคมระบุว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยในอีก 12 เดือนข้างหน้ามีโอกาสจะเกิดขึ้นราว ๆ 61%

เพราะฉะนั้นบางทีการดูแค่ตลาดอย่างเดียวอาจจะไม่พอ เพราะเราเห็นการขยับขึ้นของราคาหลายคนก็อยากวิ่งเข้าไปร่วมวงกับเขาด้วย แต่ถ้าดูตัวบ่งชี้อื่น ๆ อย่างก่อนการ Soft Landing ครั้งก่อนจะมีดอกเบี้ยต่ำและการปล่อยกู้ของธนาคารที่ไม่เข้มงวด (ซึ่งตอนนี้ไม่ใช่เลย)

หรืออีกตัวเลขหนึ่งที่ยังเป็นตัวบ่งชี้ที่ควรติดตามคือช่องว่างระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีและ 3 เดือน โดยทั่วไปแล้วตรงนี้จะเป็นบวก โดยผลตอบแทนระยะยาวจะสูงกว่าผลตอบแทนระยะสั้น (เนื่องจากนักลงทุนต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อล็อกเงินไว้นานขึ้น) แต่ตอนนี้ช่องว่างตรงนี้เป็นลบ (หมายความว่านักลงทุนคาดหวังว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่ใกล้เข้ามาและต่อเนื่อง)

สิ่งนี้เกิดขึ้นเก้าครั้งในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา แปดครั้งตามด้วยภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ ส่วนครั้งที่ 9 เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมาและยังมีอยู่ในวันนี้

ขณะที่ธนาคารกลางของสหรัฐฯกำลังพยายามจะลงจอดอย่างนิ่มนวล ดูเหมือนสัญญาณต่าง ๆ จะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ถ้าเป็นหนังก็คงเห็นสัญญาณไฟต่าง ๆ กะพริบสีแดงเต็มหน้าจอ แต่กัปตันกลับบอกว่า ‘ทุกอย่างยังคงโอเค’ แล้วจู่ ๆ ภาพก็ตัดมืดไปเลย

The Economist

4 เหตุผลที่ ดร.นิเวศน์ จะขายหุ้นคุณภาพเยี่ยม จากหนังสือ ‘เด็กวัดดอน’

ทราบกันดีอยู่แล้วว่าสำหรับ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ที่เป็นนักลงทุนสาย VI (Value Investor) ส่วนใหญ่การซื้อหุ้นสักตัวหรือลงทุนอะไรจะถือไว้เป็นระยะเวลายาวเสมอ โดยเฉพาะหุ้น Super Stock ที่ถือเป็นหุ้นคุณภาพดี (ลองอ่านบทความนี้สำหรับหลักการหาหุ้น Super Stock ได้ครับ)

แต่ก็มีคำถามว่าแล้วเมื่อไหร่ที่ควรจะขายหุ้น Super Stock บ้าง? หุ้นคุณภาพดีแบบนี้ควรขายเมื่อไหร่และเพราะอะไร?

ดร.นิเวศน์ ได้แชร์มุม 4 เหตุผลที่เขาจะขายหุ้นของ Super Stock ไว้ในหนังสือ “เด็กวัดดอน” (สามารถอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ)

  1. หากหุ้นตัวนั้นไม่ได้เข้าเกณฑ์ Super Stock อีกต่อไป เช่น ไม่มีอำนาจผูกขาดตลาดเหมือนที่เคยมีมาอีกต่อไป ไม่สามารถควบคุมต้นทุนวัตถุดิบได้จนส่งผลต่อกำไรของบริษัท เป็นต้น
  2. หุ้นตัวนั้นอาจไม่ได้มีปัญหา แต่เราไปเจอ Super Stock อีกตัวที่มีโอกาสเติบโตมากกว่า ทว่าเวลานั้นเรามีเงินสดไม่พอ ก็อาจจำเป็นต้องขายทิ้งเพื่อเอาเงินไปซื้อหุ้นตัวใหม่
  3. หากตลาดเริ่มอิ่มตัวกับสินค้าหรือบริการของบริษัท โดยสินค้าหรือบริการนั้นไม่สามารถเติบโตได้อีกต่อไปแล้ว
  4. กรณีที่ราคาหุ้นตัวนั้นแพงเกินมูลค่าของตัวมันเองไปมาก ๆ จนไม่สมเหตุสมผล เช่นนั้นเราก็อาจพิจารณาขายมันทิ้ง

สำหรับใครก็ตามที่อยากลงทุนในหุ้นซึ่งก็ถือว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง ตลาดมีความผันผวน มันเป็นเรื่องที่จำเป็นในการหาข้อมูลและเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนที่ประสบความสำเร็จมาก่อนแล้วเพื่อลดโอกาสในความผิดพลาดของเราเอง (ไม่ได้หมายความว่าจะไม่พลาด แต่มีโอกาสที่จะพลาดน้อยลง)

เหมือนอย่างคำกล่าวของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) นักลงทุนเน้นคุณค่าผู้ยิ่งใหญ่อีกคนหนึ่งของโลก ที่บอกว่า

“ในชีวิตคุณทำถูกแค่ไม่กี่ครั้งก็พอ ตราบใดที่คุณไม่ได้ผิดพลาดมากมายนัก”

ผิดให้น้อย ถูกไม่ต้องมากก็ได้ แต่ทำให้แน่ใจว่าถูกจริง ๆ แค่นี้ก็สามารถทำให้คุณประสบความสำเร็จในชีวิตได้ครับ

วางแผนเกษียณอย่างไรให้มีเงินใช้ ด้วย ‘ประกันสุขภาพ-ประกันอุบัติเหตุ’

เมื่อก่อนนี้หลายคนคิดว่าการ วางแผนเกษียณ เป็นเรื่องไกลตัว รอให้อายุมากค่อยเริ่มทำก็ได้ แต่ปัจจุบันมีหลายเหตุผลที่ทำให้คนตื่นตัว หันมาให้ความสำคัญกับการ วางแผนเกษียณ มากขึ้น เช่น ไม่อยากลำบากตอนแก่ ไม่อยากเป็นภาระลูกหลาน ไม่หวังพึ่งสวัสดิการรัฐ

วันนี้เราจะมาพูดถึงกันว่าถ้าอยาก วางแผนเกษียณ คำนวณ อย่างไร? ออมแค่ไหนถึงจะพอ มีเครื่องมืออะไรบ้างที่จะช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายได้สำเร็จ และรู้หรือไม่ว่า ‘ประกันสุขภาพ-ประกันอุบัติเหตุ’ มีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการ วางแผนเกษียณ ไปหาคำตอบกันได้เลย

วางแผนเกษียณ คำนวณ อย่างไร?

ถ้าเราอยากรู้ว่าต้องออมเงินเท่าไหร่ถึงจะพอ? ก็มีวิธีคำนวณง่าย ๆ 2 แบบดังนี้

ตัวอย่าง​เช่น เราต้องการ วางแผนเกษียณ แบบมีเงินใช้สบาย ๆ เดือนละ 40,000 บาท โดยคาดว่าจะมีชีวิตอยู่ถึงอายุ 80 ปี (หรือ 20 ปีหลังจากเกษียณ)

1. เกษียณแบบนำเงินออมมาใช้จ่าย

สูตรคำนวณ : ค่าใช้จ่ายต่อเดือน x 12 x จำนวนปีที่คาดว่าจะมีชีวิตอยู่หลังจากเกษียณ = เงินก้อนที่ต้องมีในวันเกษียณ

40,000 x 12 x 20 = เงินก้อนที่ต้องมีในวันเกษียณคือ 9,600,000 บาท​

2. เกษียณแบบนำดอกผลของเงินออม-เงินลงทุนมาใช้จ่าย

สูตรคำนวณ : ค่าใช้จ่ายต่อเดือน x 12 ÷ อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยของเงินลงทุนในช่วงหลังเกษียณ = เงินก้อนที่ต้องมีในวันเกษียณ

40,000 x 12 ÷ 6% ต่อปี = เงินก้อนที่ต้องมีในวันเกษียณคือ 8,000,000 บาท

เครื่องมือ วางแผนเกษียณ มีอะไรบ้าง ?

1. ประกันสุขภาพ-ประกันอุบัติเหตุ

เราจะไม่สามารถ วางแผนเกษียณ ให้มั่นคงได้เลย หากยังมีรอยรั่วทางการเงิน อย่างเช่นค่ารักษาพยาบาล ซึ่งอาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด เราจึงต้องปิดความเสี่ยงด้วยการทำ ‘ประกันสุขภาพ-ประกันอุบัติเหตุ’ โดยเลือกวงเงินคุ้มครองให้เพียงพอกับค่าใช้จ่าย เพียงเท่านี้ชีวิตวัยเกษียณของเราก็ได้รับการดูแลอย่างอุ่นใจแล้ว

อย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่า ถ้าอยาก วางแผนเกษียณ คำนวณ อย่างไร ในส่วนนี้เราจะพูดถึงเรื่องของค่ารักษาพยาบาลกันบ้าง มาดูกันว่าถ้าเราวางแผนเกษียณ ด้วยประกันสุขภาพ-ประกันอุบัติเหตุ จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายได้อย่างไร

โรคมะเร็งคือสาเหตุอันดับ 1 ที่คร่าชีวิตคนไทย ดังนั้นเราขอยกตัวอย่างประมาณการค่าฉายรังสี สำหรับโรคมะเร็งที่พบบ่อย โดยฝ่ายรังสีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เช่น มะเร็งเต้านม 84,500 บาท มะเร็งลำไส้ใหญ่ 103,000 บาท มะเร็งปากมดลูก 144,400 บาท มะเร็งต่อมลูกหมาก 182,400 บาท และมะเร็งปอด 197,600 บาท

นี่เป็นเพียงแค่ ‘ค่าฉายรังสี’ เท่านั้น ยังไม่รวมถึงค่าผ่าตัด ค่าแพทย์ ค่าห้องพักรักษาตัว ฯลฯ ซึ่งค่าใช้จ่ายในอนาคตก็จะสูงขึ้นกว่านี้ โดยเพิ่มขึ้นอีกราว 3-5% ตามอัตราเงินเฟ้อ ดังนั้นจึงควรทำ ‘ประกันสุขภาพ’ เพื่อป้องกันความเสี่ยง ควรมีวงเงินอย่างน้อย 1 ล้านบาท เพื่อความอุ่นใจว่าจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด

นอกจากนี้เมื่อเราอายุมากขึ้น ก็เสี่ยงต่ออุบัติเหตุมากขึ้นด้วย อย่างเช่นการลื่นหกล้ม กระดูกหัก อาจถึงขั้นต้องพักรักษาตัว หากเป็นโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของสภากาชาดไทย ค่าห้องเดี่ยวเริ่มต้นที่คืนละ 3,500 บาท หรือถ้าใครต้องการพักที่โรงพยาบาลเอกชน เช่น โรงพยาบาลกรุงเทพ ค่าห้องเดี่ยวเริ่มต้นที่คืนละ 11,300 บาท ดังนั้นเราจึงควรทำประกันอุบัติเหตุที่มีวงเงินค่าห้องสูง และคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลอย่างน้อย 1 ล้านบาท 

หากเราไม่มีทั้งประกันสุขภาพ-ประกันอุบัติเหตุ และสวัสดิการอื่น ๆ ก็ไม่เพียงพอ เราก็จะต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเองทั้งหมด อาจสูงถึงหลักล้านบาท ซึ่งส่งผลกระทบต่อเงินออมเพื่อการ วางแผนเกษียณ แน่นอน

Tip การเลือกซื้อประกันสุขภาพ-ประกันอุบัติเหตุ

สิ่งสำคัญคือเราต้องพิจารณาเงื่อนไขในการรับประกันให้ละเอียดว่า ให้ความคุ้มครองอะไรบ้าง? ในวงเงินเท่าไร? สำหรับคนที่อายุยังน้อย ไม่เคยเจ็บป่วย ก็อาจไม่ต้องกังวลมาก แต่ถ้าซื้อประกันตอนอายุมาก หรือเคยมีประวัติเจ็บป่วยมาแล้ว ก็ต้องศึกษารายละเอียดให้ดี

อีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือ ‘ความสามารถในการจ่ายเบี้ยประกัน’ โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แนะนำว่าเราควรแบ่งเงินมาทำประกันไม่ควรเกิน 10-20% ของรายได้ทั้งปี เช่น มีรายได้ 240,000 บาทต่อปี ก็ไม่ควรจ่ายเบี้ยประกันเกินกว่า 24,000-48,000 บาทต่อปี จึงจะไม่เดือดร้อนต่อสภาพคล่องทางการเงิน

2. ประกันชีวิตแบบบำนาญ-ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์

ประกันชีวิตแบบบำนาญ คือแหล่งรายได้หลังเกษียณ ซึ่งเราจะได้ทั้งความคุ้มครองชีวิต และได้ผลตอบแทนเป็นเงินคืนรายงวดหลังเกษียณ ส่วนประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์จะเป็นเงินคืนตามระยะเวลาที่กำหนดในสัญญา เช่น 10 ปี 20 ปี ทำให้เรา วางแผนเกษียณ ง่ายขึ้นเพราะรู้ว่ามีเงินก้อนรออยู่ในอนาคต

3. หุ้น-กองทุน

วิธียอดนิยมในการลงทุนเพื่อ วางแผนเกษียณ คือการ DCA (Dollar Cost Average) ในหุ้น-กองทุนที่มีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว โดยซื้อสม่ำเสมอด้วยเงินเท่า ๆ กัน ตัวอย่างเช่น SSF และ RMF คือกองทุนรวม วางแผนเกษียณ ที่มีสิทธิประโยชน์ด้านภาษี มีนโยบายให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่สินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำไปจนถึงความเสี่ยงสูง ทั้งในและต่างประเทศ

4. สวัสดิการต่าง ๆ

กองทุนประกันสังคมช่วยให้เรามีรายรับหลังเกษียณ ระหว่างทางก็มีสวัสดิการอื่น ๆ เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าชดเชยกรณีว่างงานขาดรายได้ ฯลฯ

ส่วนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เมื่อเราส่งเงินเข้ากองทุน ฝั่งนายจ้างก็จะสมทบเงินอีกส่วนหนึ่งให้ด้วย

หรือถ้าใครประกอบอาชีพอิสระ อยากเพิ่มทางเลือกเงินออม วางแผนเกษียณ ก็สามารถสมัครกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ได้เลย

จากเครื่องมือทั้ง 4 ข้อนี้จะเห็นได้ว่า ‘ประกันสุขภาพ-ประกันอุบัติเหตุ’ มีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการ  วางแผนเกษียณ เราจึงอยากชวนมาดูกันชัด ๆ ว่า ‘ประกันสุขภาพ-ประกันอุบัติเหตุ’ มีข้อดีอย่างไรบ้าง และทำไมทุกคนจึงควรมี

3 เหตุผลที่การทำ ‘ประกันสุขภาพ-ประกันอุบัติเหตุ’ ดีต่อใจ ปลอดภัยต่อแผนเกษียณ

1. ถ้าเจ็บป่วยก็ไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน

ยิ่งอายุมากขึ้น ความเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บก็ยิ่งสูงขึ้น ถ้าต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลจำนวนมาก อาจรบกวนการ วางแผนเกษียณ ของเราก็ได้ ดังนั้นเราจึงต้องปิดความเสี่ยงด้วยการทำประกันสุขภาพ-ประกันอุบัติเหตุ หากเราจากโลกนี้ไป อย่างน้อยก็ยังอุ่นใจได้ว่าครอบครัวหรือคนข้างหลังจะไม่ลำบาก เพราะได้รับเงินก้อนชดเชยจากประกันอุบัติเหตุ

2. ช่วยเพิ่มทางเลือกในการรักษา

สวัสดิการที่เรามีอาจไม่ครอบคลุมการรักษา รวมถึงยานอกตำราต่าง ๆ แต่ถ้าเรามีประกันสุขภาพ-ประกันอุบัติเหตุ ในวงเงินความคุ้มครองและเงื่อนไขครอบคลุม ก็จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการรักษาได้มากขึ้น

3. ลดหย่อนภาษีได้

การทำประกันสุขภาพ-ประกันอุบัติเหตุของตนเอง (เฉพาะที่ให้ความคุ้มครองเรื่องการรักษาพยาบาล การทุพพลภาพ การสูญเสียอวัยวะ และการแตกหักของกระดูก) ใช้ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่สูงสุดต้องไม่เกิน 25,000 บาท และเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตทั่วไป และเงินฝากแบบมีประกันชีวิต จะต้องไม่เกิน 100,000 บาท

ประกันสุขภาพ วี เบทเทอร์ แคร์

เติมสวัสดิการมนุษย์เงินเดือน เพิ่มความคุ้มครอง อุ่นใจยามเจ็บป่วย คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่

ประกันภัยอุบัติเหตุ พร้อมค่ารักษาพยาบาล

แผนสุดคุ้ม 360 องศา สบายใจ… เราจ่ายแทนคุณ คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่

สุดท้ายนี้อยากฝากไว้ว่า การ วางแผนเกษียณ สำคัญสำหรับทุกคน ใครเริ่มวางแผนเร็วยิ่งดี  และถ้าเราไม่อยากให้แผนที่วางไว้พัง ก็ควรทำประกันเพื่อปิดความเสี่ยง หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน จะได้ไม่กระทบเงินเกษียณที่เก็บออมไว้นั่นเอง

Sources : 

https://www.1213.or.th/th/moneymgt/retire/Pages/retire.aspx

https://www.set.or.th/th/education-research/education/happymoney/knowledge/article/44-how-much-should-be-set-aside-for-insurancepurchase

https://www.chulacancer.net/services-list-page.php?id=514

https://chulalongkornhospital.go.th/kcmh/our-services/opd-ipd/rates/

https://www.bangkokhospital.com/visit/room-rate?selectedType=standard&selectedDetail=standard-ward-8c

บทความนี้เป็น Advertorial

ต้นทุนพุ่งสูง e-Commerce หดตัว ‘เคอรี่’ (KEX) ปี 65 ขาดทุน 2,829.8 ล้านบาท กำไรต่อหุ้นลดลงกว่า 6,114.6%

ตลาดปี 65 ที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของบริษัทมากมาย อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น การขึ้นดอกเบี้ยของรัฐบาลกลางของสหรัฐฯและประเทศไทย ยังมีเรื่องสงครามรัสเซีย-ยูเครน และการปิดเมืองแบบ zero-covid ของประเทศจีนอีก จึงไม่แปลกใจที่ตลาดหุ้นส่วนใหญ่นั้นจะร่วงและทำผลงานได้ไม่ดีมากนัก

ในบ้านเราเองก็ได้รับผลกระทบไม่น้อย แม้ว่าตลาดหุ้นทั้งปีจะถือว่าเพิ่มขึ้น แต่ก็เป็นการเพิ่มแบบเล็กน้อยเท่านั้น (0.66%) เพราะฉะนั้นจะเรียกว่าย่ำอยู่กับที่ก็คงไม่ผิดนัก แต่สำหรับบางธุรกิจอย่างขนส่งและ e-Commerce ดูเหมือนว่าจะได้รับผลกระทบที่ค่อนไปทางลบซะเป็นส่วนใหญ่

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ KEX หรือ บริษัท เคอรี่เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้มีการเปิดเผยตัวเลขผลการดำเนินการของปี 2565 ที่ผ่านมาไม่ค่อยสดใสสักเท่าไหร่ ขาดทุนไปกว่า 2,829.8 บาท คิดเป็นการลดลงกว่า 6,114.6% ของกำไรต่อหุ้น (จาก 0.027บาท/หุ้น เป็น -1.624บาท/หุ้น) และมีเงินสดและเงินลงทุนในสินทรัพย์สภาพคล่องรวมทั้งสิ้น 2,963.1 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2565 ลดลง 59.4% จาก สิ้นปี 2564 อีกด้วย

สาเหตุและประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้น

  • ความขัดแย้งของรัสเซีย-ยูเครน การเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ จนนำมาสู่การขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางในประเทศต่าง ๆ รวมถึงไทยด้วย รวมไปถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนเกือบทั้งปีจากนโยบาย Zero-Covid สิ่งเหล่านี้แปลงมาเป็นต้นทุนของการดำเนินงานของบริษัท โดยเฉพาะค่าน้ำมันที่สูงขึ้นและกำลังซื้อลดลงไปด้วย
  • สถานการณ์รอบ ๆ ที่ดูไม่ค่อยดี ส่งผลให้ตลาด e-Commerce เริ่มมีการชะลอตัว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่ามูลค่าตลาด B2C e-Commerce ปี 2565-2566 จะเติบโตชะลอลง หลังจากเติบโตแบบก้าวกระโดดในช่วงแรก ๆ ของโควิด-19 ตรงนี้ก็ส่งผลกระทบโดยตรงกับธุรกิจจัดส่งพัสดุอย่างไม่ต้องสงสัย
  • เมื่อมีการเปิดประเทศมากขึ้น คนก็กลับไปซื้อของแบบ Offline มากขึ้นด้วย ยิ่งทำให้การขนส่งพัสดุน้อยลงไป
  • การแข่งขันในตลาดที่ดุเดือด จำนวนผู้เล่นในตลาดที่สู้กันด้วยราคาอย่างรุนแรงต่อเนื่องเพื่อเพิ่มปริมาณพัสดุที่จัดส่งและส่วนแบ่งของตลาด
  • ข่าวดีเล็ก ๆ คือว่า แม้การแข่งขันจะสูงมาก แต่ทาง KEX ก็ยังสามารถเพิ่มจำนวนพัสดุที่จัดส่งได้ถึง 18% เทียบกับปีก่อน แต่การเติบโตดังกล่าวก็นำมาซึ่งต้นทุนที่สูงขึ้นเช่นกัน กลายเป็นรายได้ที่ลดลงจากการขายและการให้บริการจาก 18,817 ล้านบาท ในปี 2564 มาเป็น 17,003 ล้านบาทในปี 2565
  • เมื่อน้ำมันขึ้น พัสดุภัณฑ์ขึ้น ตลาดแรงงานที่ตึงตัว สิ่งเหล่านี้กลายเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นด้วย จาก 18,858.1 ล้านบาท ในปี 2564 มาเป็น 20,681.5 ล้านบาทในปี 2565 เพิ่มขึ้นกว่า 9.7%
  • โดยรวมแล้ว รายได้จากการขายและการให้บริการลดลง ต้นทุนสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารสูงขึ้น จนสุดท้ายทั้งปี 2565 ขาดทุน 2,829.8 ล้านบาท กำไรต่อหุ้นลดลงกว่า 6,114.6%

แผนดำเนินการต่อจากนี้

  • ในปี 2566 ทาง KEX กล่าวว่าจะเริ่มวางแผนปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน กระบวนการและอุปกรณ์ต่าง ๆ โดยจะพึ่งพาแรงงานคนให้น้อยลง และที่สำคัญคือการปรับปรุงคุณภาพของการให้บริการซึ่งตรงนี้จะช่วยรักษาส่วนแบ่งของตลาดเอาไว้ด้วย
  • ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 65 เริ่มมีการปรับลดค่าใช้จ่ายมากขึ้น ลดค่าใช้จ่ายส่วนเกิน ปรับโครงสร้างของพนักงานในองค์กร ปิดสาขา จุดให้บริการ และศูนย์กระจายพัสดุที่มีต้นทุนสูงและประสิทธิภาพต่ำ สุดท้ายคือปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานด้วย (ซึ่งตรงนี้ก็กลายเป็นค่าใช้จ่ายกว่า 384.2 ล้านบาทสำหรับค่าชดเชยพนักงานที่ปิดสาขาและศูนย์บริการต่าง ๆ ด้วย)
  • โครงการไหนที่ยังไม่สามารถทำกำไรหรือสร้างผลประโยชน์ในระยะสั้นได้จะถูกชะลอเอาไว้ก่อนเพื่อกลับมาโฟกัสกับการสร้างผลกำไรอีกครั้งในปี 2566
  • นอกจากนั้นแล้วยังจะมีการปรับปรุงระบบอัตโนมัติที่มีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และการพึ่งพาการใช้แรงงานคน ที่สำคัญคือพยายามรักษาส่วนแบ่งของตลาดโดยการปรับปรุงคุณภาพในการให้บริการที่ดีด้วย

สำหรับ KEX แล้วการแข่งขันยังคงเข้มข้น ตลาดที่เริ่มเปลี่ยนแปลงจะกลายเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ การปรับตัวโดยนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดต้นทุนการทำงานจะเป็นกุญแจสำคัญในการพลิกฟื้นธุรกิจให้กลับมากำไรในปีนี้ด้วย แน่นอนอย่าลืมว่าคู่แข่งเจ้าอื่น ๆ ในตลาดก็ยังคงพัฒนาในด้านอื่น ๆ (อย่างเราเห็น Flash ทำ F-Commerce ที่ให้อินฟลูเอนเซอร์/KOL มาไลฟ์สดขายของ) เพราะฉะนั้นจะหวังว่าลดต้นทุนเพื่อให้กำไรอย่างเดียวไม่ได้ ต้องพยายามขยายไปยังตลาดใหม่ ๆ เพื่อหารายได้ที่มาเพิ่มเติมในส่วนที่ลดลงไปพร้อมกันด้วย

https://weblink.set.or.th/dat/news/202302/23014989.pdf

https://www.kasikornresearch.com/th/analysis/k-social-media/Pages/B2C-FB-02-12-2022.aspx

เตือนภัยจุดสังเกตเพจเครื่องสำอาง Clinique ปลอมที่ย้อมแมวขายสินค้าที่ไม่ใช่ของจริง (เพราะภรรยาก็เกือบตกเป็นเหยื่อมาแล้ว)

“โดนไป 2,900 ค่ะ ปั๊มครีมออกมารู้สึกได้เลยว่าของปลอม เพราะเซรั่มเหลวมาก ขวดกับฉลากก็แบบต้องพิจารณาดีดีถึงรู้สึกถึงความแตกต่าง เอามาเปรียบเทียบกับของเคานเตอร์แบรนด์ที่ซื้อมาแล้วรู้เลย … เซ็งมากกกกกก ????????”

“ทำเวปซะเหมือนเลยค่ะ เคยพลาดซื้อไปแล้วของที่ได้เนื้อไม่เหมือนที่เคยใช้ เลยโยนทิ้งไปเลยค่ะ เสียดายเงินมาก“

“โดนไป 2900 เซ็งมากค่ะ แค่กล่องก้อดูปลอมมาก”

[…]

นั่นเป็นเพียงความคอมเมนต์บางส่วนของผู้ที่ถูกหลอกให้ซื้อของย้อมแมวจากเว็บไซต์เครื่องสำอาง Clinique ปลอม (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในโพสต์ของ Clinique ได้ครับ) มีผู้เสียหายหลายราย และที่สำคัญมันใกล้ตัวมาก ๆ เพราะภรรยาก็ ‘เกือบ’ โดนตกเช่นเดียวกัน

ช่วงเย็นวันหนึ่งเมื่ออาทิตย์ก่อน ภรรยาแชร์เรื่องนี้ให้ฟัง เธอบอกว่ามีคืนหนึ่งระหว่างที่นั่งเล่น Facebook ไปเรื่อย ๆ ก็เห็นโปรโมชันของเครื่องสำอาง Clinique โผล่ขึ้นมาบนหน้าฟีด ซึ่งเป็นเซรัม (อะไรสักอย่างที่เมื่อภรรยาพูดแล้วมันเหมือนทะลุผ่านสมองสามีไปเลย) ที่เธอใช้อยู่แล้วมันเป็น ‘1 แถม 1’ เธอจึงกดเข้าไปตามลิงก์ดังกล่าว เพราะราคาแบบนี้มัน ‘ดีมาก ๆ’

พอกดเข้าไปเสร็จปุ๊บก็จะเหมือนเว็บไซต์ทั่วไป มีรายละเอียดต่าง ๆ นานา และแน่นอนว่าโปรโมชันตรงนั้นก็เด่นขึ้นมาเลย เธอก็กด ‘ซื้อเลย’ แล้วแทนที่เว็บจะให้ไปเช็คเอาท์ตามขั้นตอนปกติ มันกลับให้ใส่ชื่อและที่อยู่แล้วก็มีแค่ปุ่ม ‘ซื้อเลย’ ไว้แค่นั้น

เธอก็ใส่รายละเอียดแล้วก็กดปุ่ม และกระบวนการทุกอย่างก็จบลง เธอก็งงว่าแล้วคือยังไงต่อ

เวลาผ่านมาสองสามวันก็มีขนส่งเจ้าหนึ่งมากดกริ่งหน้าบ้าน บอกมีพัสดุส่งมา ‘เก็บเงินปลายทาง’ ราคา 2,900 บาท เธอก็ตกใจเพราะปกติไม่เคยสั่งของมาเก็บเงินปลายทาง (โชคดีที่วันนั้นเธออยู่บ้าน เพราะไม่งั้นถ้าคนอื่นอยู่แล้วเกิดจ่ายไปก่อนนี้เสร็จเลย) เลยดูชื่อหน้ากล่อง เป็นบริษัทชื่อแปลก ๆ แล้วก็เริ่มนึกได้แล้วว่าต้องเป็นเจ้าเซรัมนั่นแน่นอน และมันก็แปลกมากที่มาเก็บเงินปลายทาง จึงตัดสินใจไม่รับของ

พี่พนักงานขนส่งก็ดีครับบอกว่า ‘ได้ครับผม เห็นช่วงนี้มีเยอะเลยแบบนี้’

แล้วเธอก็เอาเรื่องนี้มาเล่าให้ผมฟัง ผมเลยบอกว่า ‘โจรมันเก่งขึ้นทุกวันนะ ยังไงเรื่องใส่ข้อมูลบนเว็บไซต์หรือพวกโปรโมชันนี่ต้องดูดี ๆ เลย เพราะบางทีไม่ได้เสียแค่เงินค่าของ มันจะเอาข้อมูลเราไปทำอะไรต่อก็ไม่รู้’

หลังจากนั้นผมก็เข้าไปใน Facebook หาข้อมูลเกี่ยวกับ Clinique ปลอม จนกระทั่งเจอโพสต์ของ Clinique ว่าตอนนี้มีคนเอาชื่อไปแอบอ้างใช้เพื่อขายสินค้าปลอม (โพสต์ลิงก์ด้านบน) และก็มีเหยื่อจำนวนไม่น้อยที่เสียรู้ไปเรียบร้อย บางคนก็เกือบไปยกเลิกตอนขนส่งมาส่งที่บ้านทัน บางคนก็รู้สึกว่ามันทะแม่ง ๆ ตั้งแต่ให้ใส่รายละเอียดเลยกดปิดไปก่อน ผมเลยเอาจุดสังเกตต่าง ๆ ที่พอจะช่วยป้องกันความเสียหายมาแชร์กันครับ

  1. จำนวน Like ของเพจนั้นยังเป็นตัวกรองอันดับแรก เราจะเห็นเลยว่าเพจปลอมนั้นจำนวนจะน้อยกว่าค่อนข้างมาก ของปลอมหลักพัน กับ ของจริงหลักล้าน อันนี้เห็นได้ค่อนข้างชัด ยังไงก่อจะกดลิงก์สังเกตตรงนี้ก่อน
  2. ถ้าโปรโมชันมัน ‘ดีมาก ๆ’ หรือ ‘ดีเกินจริง’ ก็ให้คิดไว้ก่อนเลยว่า แบรนด์ใหญ่ ๆ อย่าง Clinique ไม่เคยทำแบบนี้ และก็คงไม่ทำแบบนี้อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นก็คงไม่มีจริง
  3. ให้สังเกตติ๊กถูกสีฟ้าข้างหลังชื่อเพจบน Facebook ครับ (อันนี้จะเห็นว่าเพจปลอมเอาติ๊กสีฟ้าไปใส่ในรูป ซึ่งก็หลอกตาทำให้เรานึกว่าเป็นเพจจริงได้เหมือนกัน ตรงนี้สังเกตให้ดีครับ)
  4. สังเกตเรื่องโดเมนตอนที่กดลิงก์ก็เข้าไปด้วยก็จะช่วยได้อีกระดับหนึ่ง อย่างของปลอมจะเป็น .co (ซึ่งใครก็ซื้อได้) ของจริงจะเป็น .co.th ซึ่งเป็น domain สำหรับ การพาณิชย์และธุรกิจ ได้แก่ บริษัท, ห้างหุ้นส่วน และ เครื่องหมายการค้า ซึ่งจะต้องเป็นองค์กรพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศไทย หรือ บริษัทต่างประเทศที่มีตัวแทนอยู่ในประเทศไทย

ตรงนี้เป็นจุดสังเกตคร่าว ๆ ที่พอจะช่วยป้องกันการถูกหลอกได้ ยังไงใครมีจุดสังเกตอื่น ๆ ฝากแชร์ใส่คอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะครับ เผื่อคนอื่น ๆ ที่เข้ามาอ่านด้วย

อีกอย่างหนึ่งคือตอนนี้ไม่ใช่มีแค่แบรนด์เดียวที่เจอ มีเพจแอบอ้างไปอีกหลายแบรนด์และโจรก็ปรับกลยุทธ์ไปเรื่อย ๆ (ซึ่งก็เป็นอะไรที่น่ากวนใจไม่น้อย) เราอาจจะคิดว่าเราคงไม่พลาดหรอก แต่เราไม่มีทางรู้หรอกว่าเมื่อไหร่ที่เราหรือคนใกล้ตัวจะตกเป็นเหยื่อเพราะฉะนั้นระวังไว้ก่อนดีกว่า

“Only the Paranoid Survive” หรือแปลง่ายๆว่า “มีแต่คนขี้ระแวงเท่านั้นที่จะรอด” แนวคิดจากหนังสือเลื่องชื่อของซีอีโอระดับตำนานผู้ล่วงลับไปแล้วของ Intel อย่าง แอนดรูว์ โกรฟ ที่แม้จะถูกเขียนมาแล้วเกือบ 30 ปี ก็ยังใช้ได้ดีในปัจจุบัน

ระแวงไว้ก่อน ถ้าเห็นโปรฯ อะไรที่ดี ๆ ก็อย่าเพิ่งรีบกด หลักจิตวิทยา Loss Aversion (ความกลัวการสูญเสีย นับถอยหลังโปรฯหมดต่าง ๆ นานา) ที่เว็บไซต์หลาย ๆ แห่งใช้ยิ่งทำให้คนกดซื้อและรีบตัดสินใจผิดพลาดเยอะขึ้นด้วย

ลองหาเบอร์ติดต่อศูนย์หรือสาขาของแบรนด์นั้น ๆ เพื่อตรวจสอบรายละเอียดและคอนเฟิร์มก่อนก็จะช่วยได้เยอะเช่นกัน คิดในหัวเสมอว่า ถ้าเป็นโปรจริงแล้วเราพลาดเพราะซื้อไม่ทันหรือของหมด ก็ยังจะดีกว่าโดนหลอก หรือ ได้ของปลอมมาจะเสียอารมณ์มากกว่า

เมื่อโจรมันเก่ง เราก็ควรเก่งไม่แพ้โจรเช่นกัน

กระแสการใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ “DINKWAD” คู่รักทำงานเลือกที่จะไม่มีลูกแต่มีน้องหมาแทน

UN ประเมินในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2022 คือวันที่โลกมีประชากรแตะ 8,000 ล้านคนเป็นครั้งแรก จาก 7,000 ล้านคนเมื่อปี 2010 ซึ่งถือว่ามาไกลมากจาก เพียง 2,500 ล้านคนในยุค 50’s แต่การเพิ่มขึ้นครั้งนี้ก็มาพร้อมกับตัวเลขที่ลดลงเช่นเดียวกัน ตอนนี้ผู้หญิงโดยเฉลี่ยแล้วจะมีลูกเพียง 2 คน (บวกลบนิดหน่อย) ซึ่งต่างจากในยุค 50’s ที่มีลูกเฉลี่ยถึง 5 คน และต่อจากนี้ในอนาคตคนก็มีจะอัตราการเกิดที่ลดลงเรื่อย ๆ

ในประเทศจีนล่าสุดประชากรลดลงเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1961 ซึ่งครั้งนั้นก็มาจากปัญหาของความอดอยากหิวโหย อาหารไม่พอ แต่ในปัจจุบันไม่ได้เป็นแบบนั้นแล้ว ช่วงที่ผ่านมาจำนวนประชากรที่เริ่มลดลงและชะลอตัวก็มาจากหลาย ๆ ปัจจัย ระดับการศึกษาที่สูงขึ้น ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงลูกที่แพงขึ้น หรือบางทีก็เป็นทางเลือกในการใช้ชีวิตของคนในปัจจุบันด้วย

ล่าสุดมีเทรนด์หนึ่งที่กำลังเป็นกระแส และหลายคนอาจจะเห็นผ่านตามาบ้างบนโลกออนไลน์ที่เรียกว่า “DINKWAD” ซึ่งย่อมาจาก “Double Income, No Kids, With a Dog” ที่แปลว่า “คู่รักทำงานเลือกที่จะไม่มีลูกแต่มีน้องหมาแทน” นั่นเอง ซึ่งตอนนี้มีคู่รักหลายคู่ที่ออกมาประกาศตัวเลยว่าเป็น DINKWAD อย่างภาคภูมิใจ

อย่างผู้ใช้งานชื่อ Matt Benfield และ Omar Ahmed ทั้งคู่ก็โพสต์วิดีโอบน TikTok บอกว่า

“เสน่ห์ของวิถีชีวิตแบบ DINKWAD นั้นอยู่ที่อิสรภาพทางการเงินและของตัวเองโดยไม่ต้องมีความรับผิดชอบใดๆเลย”

ทั้งคู่ชอบเดินทางและไม่คิดเลยว่าอยากจะมีลูกในอนาคต แต่มีไปรับน้องหมาจรจัดจากสถานสงเคราะห์สัตว์มาเลี้ยงด้วยกันหนึ่งตัว ซึ่งถ้าเข้าไปดูใน TikTok จะเห็นเลยว่าไม่ใช่แค่คู่รักเพศเดียวกันเท่านั้น เราเห็นคู่รักมากมาย หลายเพศสภาพ หลายพื้นที่ของโลก ที่เชื่อในวิถีชีวิตแบบนี้ ทุกคนก็ดูมีความสุข เดินทาง ใช้ชีวิตกันตามปกติ โดยมีน้องหมาคอยมาสร้างรอยยิ้มให้เสมอ มีคนมาคอมเมนต์ตอบในวิดีโอของ Matt Benfield และ Omar Ahmed บอกว่า

“เป้าหมายในชีวิต ลูกน่ะเหรอ?​ไม่เอาหรอก น้องหมา?​ ใช่แน่นอนเป็นพัน ๆ ครั้ง”

Pamela Aronson ศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาและเครือข่ายสตรีและเพศศึกษาแห่งมหาวิทยาลัย University of Michigan-Dearborn กล่าวกับ Insider ว่า “ไอเดียนี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วบนโซเชียลมีเดีย มีการยอมรับมากขึ้นในการไม่มีลูก การไม่มีลูกก็เริ่มไม่ได้เป็นเรื่องที่มลทินขนาดนั้นแล้ว”

กระแสนี้ชี้ให้เห็นเลยว่าสภาพเศรษฐกิจและสังคมกำลังปรับเปลี่ยนรูปร่างของความฝันและเป้าหมายในชีวิตของคนรุ่นใหม่ เหล่าคนยุค Millenials แต่งงานช้าลง บางคนเลือกที่แต่งงานช้าเพราะอยากสร้างความมั่นคงในชีวิตให้ได้ก่อน บางคนเลือกที่จะไม่แต่งงานเลยด้วยซ้ำ การเป็นเจ้าของบ้าน หรือที่ดินในบางส่วนของโลกแทบจะเป็นไปไม่ได้อีกต่อไปด้วยภาวะของตลาด การมีครอบครัว มีลูกเป็นสิ่งที่ใช้เงินมหาศาล อัตราการเกิดของทารกชะลอตัว จึงไม่แปลกใจที่เราจะเห็นเทรนด์อย่าง DINKWAD เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

Benfield ซึ่งก็เป็นชาว Millenial คนหนึ่งกล่าวว่า

“ยุคของเราและ Gen Z ที่เพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยไม่มีเงินที่จะดูแลตัวเองแล้ว อย่าไปพูดถึงการมีลูกเลย เงินจ่ายค่าเช่าบ้านก็แทบไม่พอ ค่าน้ำค่าไฟ ค่าอาหารทุกอย่างแพงมาก ไอเดียของ DINKWAD คือการที่คุณมาจัดการตัวเองก่อนที่จะมีลูกหรืออะไรก็ตาม”

มันเป็นทางเลือกของชีวิต

Nicole Valdez ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์สำนักพิมพ์วัย 37 ปี ซึ่งเติบโตมากับความคิดที่ว่าเธอจะแต่งงานและมีลูก — นั่นความคิดที่คนรอบ ๆ ตัวฝังไว้ในหัวเธอมาตลอด หลังจากที่เธอย้ายออกจากบ้านพ่อแม่ของเธอเป็นครั้งแรก เธอก็ได้สุนัขมาอยู่เป็นเพื่อน “ฉันคิดว่าอนาคตก็ยังจะมีน้องหมาอยู่ตลอดไป”

เธอเล่าให้กับสื่อ Business Insider ฟังว่าพอเริ่มแก่ตัวมากขึ้นก็เจอกับความจริงทางเศรษฐกิจจนไม่คิดถึงลูกอีกเลย เพราะรู้สึกว่ามันเป็นไปไม่ได้เลยในเรื่องการเงิน ตอนที่เจอแฟนคนปัจจุบัน ก็บอกไปตรง ๆ เหมือนกันว่ามองไม่ออกเลยว่าตัวเองอยากจะมีลูกในอนาคต แม้ว่าเวลาอยู่กับเด็กคนอื่น ๆ ก็มีความสุขดี

“ในช่วงวัยยี่สิบต้น ๆ ตอนที่คนอื่น ๆ พูดเรื่องการมีลูก ฉันก็จะบอกว่าตัวเองยังแทบดูแลตัวเองเรื่องการเงินยังไม่ได้เลย จะเลี้ยงดูลูกได้ยังไง คนอื่น ๆ ก็จะพูดเสมอว่าเดี๋ยวก็หาทางได้เองแหละ ฉันก็ยังคิดเสมอนะว่ามันเป็นอะไรที่แปลกดี เพราะมันไม่ใช่ว่าจะหาทางได้เองนะ คุณต้องวางแผนสิ”

ต่อมาหลายปี เธอกับแฟนก็เจอปัญหาเรื่องรายได้ที่หยุดนิ่งไม่เติบโต จนเมื่อไม่นานมานี้เองที่เริ่มจะดีขึ้น แค่นี้ก็ยากแล้วที่จะใช้ชีวิตในปัจจุบัน การมีลูกเป็นเรื่องที่เกินเอื้อมไปเลย ตอนนี้เพิ่งได้เริ่มมองหาบ้านกันเอง

“การตัดสินใจที่จะไม่มีลูก และตัดสินใจที่จะโฟกัสไปยังความสนใจของเรา ความต้องการในชีวิต ช่วยให้เรามีอิสระมากขึ้น มันคือการใช้เวลาบนโลกนี้อย่างเต็มที่ในตอนนี้เลย แทนที่จะรอจนกว่าลูกโตหรือเราเกษียณ​ ถ้าเราได้เกษียณด้วยนะ”

ตอนนี้จากรายงานของ The Wall Street Journal บอกว่าค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งในอเมริกาจนโตเข้ามหาวิทยาลัยอยู่ที่ราว ๆ 300,000 เหรียญ (หรือราว ๆ 10 ล้านบาท) ในส่วนของบ้านเราทางเครดิตบูโรบอกว่าการมีลูกหนึ่งคนนั้นถ้าเรียนโรงเรียนรัฐบาลก็อยู่ที่ราว 350,000 บาท ตั้งแต่เกิดจนถึงจบปริญญาตรี แต่ถ้าเรียนโรงเรียนนานาชาติหรือต่างประเทศก็แตะ 15 ล้านบาท ได้เช่นเดียวกัน

แม้จะฟังดูแย่ แต่ความเป็นจริงมันโหดร้าย ไม่ว่าจะอยากยอมรับหรือไม่ก็ตาม โลกในปัจจุบันเด็กเกิดมาโดยที่ผู้ปกครองไม่สามารถส่งให้เรียนหรือไม่สามารถดูแลได้อย่างเต็มที่นั้นจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังในสังคมที่แข่งขันกันสูงอย่างรวดเร็ว เมื่อโตขึ้นยิ่งเห็นได้ชัด การศึกษา โรงเรียน เครือข่ายสังคมล้วนเอื้อต่อครอบครัวที่มีเงินส่งลูกไปโรงเรียนดี ๆ ไม่ได้หมายความว่าเด็ก ๆ ที่เกิดมาในครอบครัวยากจนแล้วจะไม่สามารถก้าวหน้าหรือประสบความสำเร็จในชีวิต เพียงแต่ทำให้เด็กที่มาจากครอบครัวยากจนหรือไม่มีแต้มต่อทางสังคมเสียโอกาสและเสียเปรียบซะเป็นส่วนใหญ่

คู่รักบางคู่ไม่ใช่ไม่อยากมีลูก แต่มีไม่ได้มากกว่า แม้ว่าจะทำงานกันสองคนแล้วก็ตาม รายได้ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ค่าใช้จ่ายรอบ ๆ ตัวทุกอย่างแพงหมด เพราะฉะนั้นการเลี้ยงน้องหมาที่ใช้ค่าใช้จ่ายและดูแลน้อยกว่าจึงเป็นทางเลือกในการใช้ชีวิตของคู่รักในปัจจุบัน ซึ่งตรงนี้ก็กลายเป็นประเด็นเรื่องความไม่เท่าเทียมกันในสังคมอีกด้วย การใช้ชีวิตที่ ‘มั่นคง’ และ ‘มีความสุข’ เท่าที่จะทำได้จึงกลายเป็นทางเลือกที่เหมาะสมมากกว่า

======

Business Insider

CNN

TikTok

Business Insider

Business Insider

Business Insider

Census.gov

Business Insider

NCB

The Wall Street Journals

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save