‘หมดตัวถึงขั้นต้องยืมเงินพ่อ’ : 3 บทเรียนจากการตัดสินใจที่ล้มเหลวของ Ray Dalio ผู้ก่อตั้ง Bridgewater เฮดจ์ฟันด์ใหญ่ที่สุดในโลก

สำหรับคนที่อยู่ในแวดวงการเงินเมื่อเอ่ยชื่อ เรย์ เดลิโอ (Ray Dalio) ทุกคนน่ารู้จักกันเป็นอย่างดี เขาเป็นอดีตผู้บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท Bridgewater Associates เฮดจ์ฟันด์ที่ใหญ่สุดของโลก บริหารเงินมากกว่า 150,000 ล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน ช่วงที่ผ่านมาใครเดินเข้าร้านหนังสือแล้วหนังสือเล่มหนา ๆ สีดำ บนปกพิมพ์ชื่อหนังสือสีแดงว่า “Principles” นั่นแหละหนังสือของเขาครับ เป็นหนังสือที่เกี่ยวข้องกับหลักการใช้ชีวิตกึ่ง ๆ แนวคิดที่ช่วยทำให้เขาประสบความสำเร็จมาจนถึงตอนนี้ได้

เรย์ เข้ามาสู่ตลาดหุ้นโดยบังเอิญตอนอายุได้ 12 ปี ทำงานรับจ้างในสนามกอล์ฟ เพื่อนก็มาชวนไปซื้อหุ้นสายการบิน Northeast Airlines เขาก็เชื่อ ลงไปประมาณ 10,000 บาท แล้วหลังจากนั้นหุ้นขึ้นไปสามเท่า คงเป็น Beginner’s Luck สักอย่าง เขาก็คิดว่าตลาดหุ้นมันทำเงินได้ง่ายขนาดนี้เลยเหรอ ก็ลงเงินไปอีก ทีนี้ก็เหมือนอย่างที่ทุกคนน่าจะรู้ เดลิโอก็คืนกำไรให้ตลาดไปทั้งหมดเลย

แต่นั่นเป็นจุดที่ทำให้เขาสนใจมากขึ้นไปอีกเลย เข้าเรียนเกี่ยวกับการเงินที่ Long Island University และเรียนต่อ MBA ของ Harvard Business School และเข้าสู่โลกของการเงินการลงทุนตั้งแต่นั้นมา

เดลิโอบอกว่าก่อนที่เขาจะประสบความสำเร็จกับ Bridgewater Associates (มูลค่าทางทรัพย์สินของเขาอยู่ที่ราว ๆ 19,000 ล้านเหรียญ หรือ 640,000 ล้านบาท) เขาต้องเผชิญกับความล้มเหลวอยู่บ่อยครั้ง แต่ประสบการณ์เหล่านั้นก็ช่วยทำให้เขาเรียนรู้หลักการในการใช้ชีวิต ทำงาน และ การลงทุนต่าง ๆ มากมาย (จนเป็นหนังสือขายดีหลายเล่มเลย) เดลิโอได้แชร์ 3 หลักการจากหนังสือ “Principles for Success” ที่เขาเชื่อว่าจะช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราได้

1. คิดด้วยตัวเอง ในขณะเดียวกันก็ต้องเปิดใจให้กว้างด้วย

นี่คือหลักการแรกที่สำคัญมากที่สุดเลย ถ้าเราไม่อยากใช้ชีวิตอยู่ในกรอบหรือเดินตามเส้นที่คนอื่นขีดเอาไว้ให้ คุณต้องทำสองอย่างคือ : ตัดสินใจด้วยตัวเองและกล้าที่จะลงมือทำ

เดลิโอเปรียบว่าชีวิตของเราก็เหมือนกับการล่องลอยไปตามกระแสน้ำไปข้างหน้าเรื่อย ๆ และระหว่างนั้นก็ต้องเผชิญกับความจริงต่าง ๆ มากมาย ซึ่งการเผชิญหน้านี้แหละที่ทำให้ต้องตัดสินใจยาก ๆ อยู่เสมอ เราไม่สามารถหยุดกระแสน้ำไม่ให้ไหลไปข้างหน้าได้ และเราก็ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงอุปสรรคที่ขวางทางได้ด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราทำได้ก็คือการรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นในทางที่ดีที่สุดเท่านั้น

เขาบอกว่า

“คุณจะต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคและทำให้คุณต้องตัดสินใจนับล้านครั้ง คุณภาพของการตัดสินใจของคุณจะกำหนดคุณภาพชีวิตของคุณ การตัดสินใจที่ดีจะให้ผลลัพธ์ที่ดีแก่คุณ และการตัดสินใจที่ไม่ดีจะทำให้คุณเจ็บปวดในที่สุด”

ตลอดเวลาตั้งแต่เป็นเด็ก เขาจะคอยวิ่งไล่ตามความฝันของตัวเองเสมอ ล้ม ลุก แล้วก็วิ่งต่อ แล้วก็ล้มอีก แต่ทุกครั้งที่ล้มก็จะเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ และเปิดใจรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นเสมอ อีกแนวคิดหนึ่งที่เขาได้เรียนรู้ผ่านปัญหาที่เข้ามาก็คือการมองมันให้เป็นเหมือนกับ ‘จิ๊กซอว์ปริศนา’ ที่เขาจะได้รับรางวัลเมื่อแก้ไขมันได้ เขาจะถามตัวเองว่า “ถ้าเจอสถานการณ์แบบนี้อีกในครั้งต่อไปจะทำยังไง?” และเมื่อแก้ไขปัญหาได้ก็จะได้หลักการในการใช้ชีวิตที่ดีมากขึ้น

2. ความฝัน + ความจริง + ความมุ่งมั่น = ชีวิตที่ประสบความสำเร็จ

หากคุณจดจ่ออยู่กับการไปให้ถึงความฝัน เข้าใจความเป็นจริงและรับผิดชอบกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และทำสิ่งนั้นด้วยความมุ่งมั่น นั่นคือหลักการสำหรับชีวิตที่ประสบความสำเร็จแล้ว

‘แต่คุณคนเดียวเท่านั้นที่จะบอกว่า ‘ชีวิตที่ประสบความสำเร็จ’ หมายความว่ายังไง’

บางคนอาจจะบอกว่าต้องเป็นคนที่รวยที่สุดในโลกเท่านั้น หรือบางคนอาจจะบอกว่าได้เป็นเจ้าของที่ดินสักผืน ปลูกข้าว ปลูกผัก นอนกลางวัน ใช้เวลากับครอบครัว นั่นคือความสำเร็จแล้ว ซึ่งสุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับคุณนั่นแหละ

ตราบใดที่คุณมีความสุข สุขภาพแข็งแรง และเติบโต แต่คุณก็ต้องโอบกอดยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นกับทางเลือกที่คุณเลือกด้วย โดยเฉพาะความจริงที่ไม่สวยงาม

เขาเล่าว่าในช่วงแรก ๆ ปัญหาที่เขาเจอ ความจริงที่ไม่สวยงาม ความผิดพลาด และจุดอ่อนของตัวเองนั้นทำให้รู้สึกเจ็บปวดอย่างมากเพราะคิดว่าตัวเองไม่เก่ง ติดอยู่กับความคิดในหัวว่าอยากจะลบล้างสิ่งเหล่านี้ออกไปให้หมด แต่พอเวลาผ่านไปก็ตระหนักว่าความเจ็บปวดทั้งหลายที่เกิดขึ้นคือวิธีที่ชีวิตบอกกับเขาว่าเขาต้องยอมรับความจริง มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น มีอยู่และต้องรับมือกับมันให้ได้

3. ความเจ็บปวด + ย้อนดูตัวเอง = ความก้าวหน้า

ความล้มเหลวครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเดลิโอมาถึงในปี 1982 ตอนนั้นเศรษฐกิจของอเมริกาค่อนข้างกระท่อนกระแท่น เรียกว่าลูกผีลูกคน ไม่รู้จะออกหน้าไหน ความผันผวนในตลาดสูงมาก และเขาก็เชื่อว่ามันจะล่มอย่างแน่นอน

เขาเสี่ยงและตัดสินใจเปิดหน้าเทรดตามแนวคิดนั้น แต่มันเป็นความผิดพลาดครั้งมโหฬาร

ตลาดหุ้นวิ่งขึ้นอย่างแรง เป็นการขึ้นของตลาดกระทิงที่ยาวนานกว่า 18 ปี เศรษฐกิจของอเมริกาเรียกว่าบูมสุดขีด การเสี่ยงครั้งนั้นของเขาเหมือนเป็นการล้มหน้าฟาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต เรียกว่าเป็นจุดต่ำสุดเลยก็คงไม่ผิดนัก เขาหมดตัวถึงขั้นต้องไปยืมเงินพ่อเพื่อมาใช้จ่ายในบ้าน ขาดทุนอย่างหนักจนต้องตัดสินใจปลดพนักงานบริษัทออกหมด เหลือเพียงคนเดียวนั่นก็คือเขาเอง

เขากล่าวถึงประสบการณ์ในครั้งนั้นว่า “การผิดพลาดครั้งนั้น โดยเฉพาะผิดพลาดแบบที่ทุกคนเห็นด้วย ช่วยให้ผมถ่อมตัวลงอย่างมาก และทำให้ผมสูญเสียทุกอย่างที่สร้างมาที่ Bridgewater เลย”

เมื่อมองย้อนกลับไป เดลิโอรู้สึกว่าความผิดพลาดครั้งนั้นคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นกับเขาเลย เพราะมันช่วยปรับสมดุลให้กับแนวทางการลงทุนไม่ให้ทุ่มสุดตัวเกินไป เปลี่ยนกรอบความคิดของตัวเองไปเลยจากที่ “ฉันถูก” ไปเป็นการถามตัวเองเสมอว่า “ฉันรู้ได้ยังไงว่าตัวเองถูก?”

ประสบการณ์แบบนี้จะช่วยทำให้คุณย้อนกลับมาดูตัวเอง สะท้อนสิ่งที่สำคัญและบทเรียนที่ผ่านมา สูญเสียสิ่งที่เป็นของรักของหวง เจ็บป่วยถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ บางทีอาชีพหน้าที่การงานที่คุณเคยฝันอาจจะหายไปเลยในวันพรุ่งนี้ คุณอาจจะคิดว่าชีวิตได้จบสิ้นลงไปแล้ว ไม่มีทางไปต่อแล้ว

แต่สุดท้าย ทุกอย่างจะผ่านไป มันจะมีทางที่ดีขึ้น อาจจะยังไม่เห็นทันที แต่เมื่อทุกอย่างสงบลง เราได้ย้อนดูตัวเองอีกครั้ง ชีวิตยังมีวันพรุ่งนี้ให้เดินต่อเสมอ

=======

อ้างอิง

CNBC

รักษาแผลยังไง เมื่อความสัมพันธ์แตกร้าวเพราะความไม่ซื่อสัตย์เรื่องการเงิน?

“เรื่องเงิน” เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนเสมอในความสัมพันธ์ มีงานวิจัยหลายชิ้นที่บอกว่าประเด็นที่ทำให้คู่รักเถียงกันมากที่สุดอย่างหนึ่งคือเรื่องเงินนี่แหละ ประมาณ 19% บอกว่ารู้สึกกังวลกับเรื่องนี้ในความสัมพันธ์ ส่วนอีก 13% บอกว่ามันคือประเด็นที่ทำให้ทะเลาะกันเป็นประจำเลยทีเดียว

เรื่องหนึ่งที่ทำให้คู่รักทะเลาะกันบ่อย ๆ คือความไว้เนื้อเชื่อใจกันในเรื่องการเงิน เริ่มต้นทั้งคู่ก็เปิดใจ “สัญญา” ว่าจะดูแลเรื่องการเงินด้วยกัน ตั้งเป้าหมาย จะประหยัด เก็บเงินเพื่ออนาคต ฯลฯ ทุกอย่างก็ดูดีไปได้สักพัก

ไม่นานนักก็จะมีสักคนที่เถลไถลออกนอกลู่นอกทาง ใช้เงินเกินตัว เป็นหนี้ ติดเงินตรงนั้นตรงนี้ กลายเป็นประเด็นขึ้นมา คุณก็ไม่มีความสุข คู่รักของคุณก็ไม่มีความสุข ครอบครัวเริ่มระหองระแหง ทะเลาะกันเป็นประจำ ความแตกร้าวที่กลายเป็นปัญหาเรื้อรัง ถ้าไม่รีบแก้ไขทุกอย่างจะยิ่งบานปลายต่อไปเรื่อย ๆ

ความเชื่อใจในความสัมพันธ์ที่แตกร้าวไปแล้วนั้นเป็นสิ่งที่ยากจะรักษาให้มันกลับมาเหมือนเดิม โดยเฉพาะเรื่องเงินทองแต่มันก็พอจะมีทางทำได้อยู่

เราต้องเข้าใจก่อนว่าเรื่องเงินสำหรับแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการหาเงิน ใช้เงิน เก็บเงิน หรือบริจาคเงิน นั้นมีรากมาจากระบบค่านิยมเกี่ยวกับเงินของบุคคลนั้น ๆ ว่าเขา/เธอให้คุณค่ากับอะไร สิ่งที่ทำให้คนสองคนทะเลาะกันเรื่องเงินก็เพราะว่าค่านิยมเรื่องเงินของทั้งคู่นั้นไม่ตรงกันนั่นเอง เมื่อค่านิยมนี้ไปในทางเดียวกันทุกอย่างก็โอเค แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงก็มีโอกาสที่จะทะเลาะกันอยู่บ่อย ๆ

เอาตัวอย่างง่าย ๆ ก็ได้ครับ เช่นว่าค่านิยมเกี่ยวกับเงินของเราคือการออมเงินเพื่อครอบครัว เพื่ออนาคต เป็นการกระทำที่มาจากความรัก เราแคร์ความสัมพันธ์นี้อยากให้มันอยู่มั่นคงยาวนาน แต่อีกฝ่ายหนึ่งกลับจ่ายเงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย ใช้เงินเหมือนมันงอกออกมาจากต้นไม้หลังบ้าน พฤติกรรมนั้นไม่เพียงแต่จะสร้างความแตกร้าวให้กับความสัมพันธ์เท่านั้น แต่คุณจะรู้สึกเจ็บข้างในใจลึก ๆ ด้วย

“คุณซื้อเครื่อง Playstation 5 มาทั้ง ๆ ที่เรากำลังต้องเก็บเงินเป็นค่าเทอมลูกเนี้ยนะ! คุณทำเรื่องงี่เง่าแบบนี้ได้ยังไงกัน! เจ้าเครื่องชิบXXXมันจะทำให้ลูกฉลาดขึ้นรึไง!!!!”

โอ้ววว…เราเคยเห็นหนังเรื่องนี้ฉายมาแล้ว อาจจะเป็นเวอร์ชันที่ต่างกันออกไป แต่ประเด็นคือความเห็นที่ไม่ตรงกันในการใช้เงินนั่นแหละครับ

แน่นอนว่า ‘ความใหญ่’ ของประเด็นเรื่องความไม่ซื่อสัตย์เรื่องการเงินนั้นต้องยังอยู่ในเกณฑ์ที่พอรักษาได้ด้วย ไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายไปใช้เงินซื้อกิน มีบ้านเล็กบ้านน้อย หรือ พาใครไม่รู้ไปดินเนอร์ใต้แสงเทียน อันนี้บ้านแตกครับ อาจจะไม่มีทางกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีกเลย

แต่ถ้ามันเป็นเรื่องการใช้จ่ายเกินตัว เก็บเงินไม่ได้ นิสัยที่ไม่ดี วางแผนไม่เป็น หรือไม่สามารถจัดเรียงความสำคัญของการใช้เงินในชีวิตได้ อันนี้ยังพอจะมีทางแก้อยู่

1. เริ่มจากการคุยกันอย่างเปิดอกว่าเกิดอะไรขึ้นและมันกระทบกับคุณอย่างไร

ต้องเข้าใจก่อนว่าในความสัมพันธ์ในพื้นฐานของมันคือความรักที่คนสองคนมีต่อกัน ตั้งวางตรงนี้ไว้ก่อน เหตุผลในการคุยกันครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อขุดคุ้ยหรือหาคนผิด แต่เป็นการคุยกันเพื่อให้ความสัมพันธ์นี้ไปต่อได้

ต่อจากนั้นก็เริ่มต้นคุย ดึงอารมณ์ออกไปให้หมด อย่าตะโกนเสียงดัง คุยบอกให้อีกฝ่ายเข้าใจว่าคุณรู้สึกยังไง ถ้าคุณเป็นฝ่ายผิดก็ต้องขอโทษอย่างจริงใจ เราอยากทำให้ดีขึ้น เราจะทำยังไงต่อไปกันได้บ้าง (แต่ถ้าบทสนทนาไม่กระเตื้องอาจจะต้องพบนักจิตวิทยาสำหรับคู่สมรสนะครับ)

การพูดกันเป็นก้าวแรก ถ้าไม่มีก้าวนี้จะไม่มีอะไรดีขึ้นเลย เพราะทุกอย่างมันอยู่ที่การให้คุณค่ากับเงินที่ทั้งสองฝ่ายต้องมาเจอกันตรงกลางก่อน ใช้ความซื่อสัตย์และจริงใจ

2. ร่วมกันแก้ไขปัญหา การจัดสรรเงิน และวางแผนสำหรับอนาคตร่วมกัน

ถ้ามีหนี้ก็วางแผนการจัดการเงิน หนี้บ้าน หนี้รถ หนี้นอกระบบ ก็คุยกันว่ามีอะไรบ้าง เงินที่จะเก็บไว้ตอนแก่เฒ่าหรือค่าเทอมลูกจะเก็บเดือนเท่าไหร่ มีเงินเข้าออกตรงไหนบ้าง สร้างบัญชีรายรับรายจ่าย กระแสเงินสดที่เข้ามาแล้วออกไปแต่ละเดือน วางแผนไว้ล่วงหน้าเลยสัก 6 เดือน หรือ 1 ปี ให้เห็นภาพที่ไกลขึ้น

เขียนไปเลยว่าค่าเช่าบ้านมีอะไร ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่านมลูก อันไหนที่ไม่จำเป็นอย่างค่าสตรีมมิ่ง 4-5 เจ้าลดลงได้ไหม ค่าเน็ตไปเปลี่ยนแพ็กเกจให้ถูกลงไหม ค่าน้ำมัน ค่าเดินทาง มีวิธีไหนบ้างที่จะประหยัดได้

วางแผนเก็บเงินเผื่อฉุกเฉิน ไว้สัก 6 เดือนหรือ 1 ปี เผื่อใครสักคนตกงาน ก็ยังจะไม่เดือดร้อนมาก แล้วก็ตั้งเป้าเก็บเงินเพื่อลงทุนสำหรับอนาคตด้วย หาความรู้เกี่ยวกับเรื่องการลงทุน หาหนังสือเกี่ยวกับการจัดการเงินมาอ่าน

ระหว่างทางถ้าเกิดปัญหาอะไรก็รีบบอกกันจะได้ช่วยกันแก้ไข และแน่นอนต้องติดตามไปด้วยกัน อย่าปิดบังสิ่งที่เกิดขึ้น ในงานวิจัยที่ชื่อว่า ‘Pooling Finances and Relationship Satisfaction’ (ความพึงพอใจในความสัมพันธ์และการรวมเงินเอาไว้ด้วยกัน) พบว่าการตัดสินใจเอาเงินมารวมกันหรือไม่ของคู่รักนั้นอาจจะเป็นตัวกำหนดได้เลยว่าความสัมพันธ์นั้นจะยืนยาวตลอดรอดฝั่งหรือไม่เลยทีเดียว

ทำให้เป็นประจำ อย่าโยนความผิดใส่กัน และสื่อสารให้ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องเงิน ทำอาทิตย์ละครั้งก็ได้ ตรวจดูเงินในแต่ละบัญชีมีเท่าไหร่ ตรงไหนขาดเหลือต่าง ๆ นานา และที่สำคัญให้กำลังใจซึ่งกันและกันอยู่เสมอด้วยครับ

รอยแตกร้าวในความสัมพันธ์ที่มันไม่ได้รุนแรงมาก ก็ยังมีโอกาสกลับมาสมานได้อยู่ ยังมีโอกาส อย่าลืมว่าความสัมพันธ์นี้เริ่มต้นด้วยความรัก เพราะฉะนั้นคุยกันให้เคลียร์ วางแผนกันให้ดี บางทีเครื่อง Playstation 5 อาจจะมาอยู่ที่บ้านเป็นของขวัญวันวาเลนไทน์ก็ได้นะ

https://apple.news/AA2qnf3BUS3SLTiVw9BmZpQ

https://www.sciencedaily.com/releases/2019/09/190916114014.htm

ชีวิตทบต้น ชัยชนะแบบเต่าในชีวิตที่ไร้แต้มต่อ ของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร จากหนังสือ ‘เด็กวัดดอน’

ถ้าเราไปคุยกับนักลงทุนไม่ว่าหน้าใหม่หน้าเก่าเมื่อพูดคำว่า ‘ดอกเตอร์’ ทุกคนจะเข้าใจในหัวเลยว่าคือ ‘ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร’ และถ้าเจาะลึกลงไปถึงแนวทางการลงทุนแบบ VI (Value Invester) ยิ่งจะหนีจากชายผู้เป็นต้นแบบของนักลงทุนแนวนี้ของประเทศไทยไปไม่ได้เลย

ถ้าให้พูดถึง ดร.นิเวศน์ ความทรงจำแรกที่เข้ามาในหัวคือหนังสือ ‘ตีแตก’ ที่ได้รับมาจากพี่สาวเพราะตอนนั้นผมเพิ่งเริ่มต้นลงทุนในตลาดหุ้นไทย พี่บอกว่าหนังสือเล่มนี้เขียนดีและอ่านสนุกมาก ซึ่งก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ เป็นหนังสือที่ไม่ได้ใช้ภาษาที่แพรวพราวเข้าใจยาก อันที่จริงแล้วภาษาออกจะเป็นแบบบ้าน ๆ เหมือนคุณลุงใจดีคนหนึ่งมาแบ่งปันเล่าให้ฟังซะด้วยซ้ำ นั่นอาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงติดตามงานของ ดร.นิเวศน์ มาโดยตลอด แม้ว่ายังไม่มีโอกาสเจอตัวจริงสักที แต่ก็รู้สึกว่ารู้จักตัวเขาผ่านผลงานทางด้านการเขียนและการลงทุนมาไม่น้อย

แต่หนังสือ ‘เด็กวัดดอน’ เป็นเล่มที่ต่างออกไป มันคือหนังสือชีวประวัติของ ดร.นิเวศน์ ผ่านการเล่าจากตัวดอกเตอร์เองและเขียนถ่ายทอดโดยคุณ ชัชวนันท์ สันธิเดช ซึ่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คลับ วีไอ จำกัด และมีผลงานเขียนและงานแปลหนังสือมาแล้วหลายสิบเล่ม มันจึงเป็นหนังสือที่ฉายภาพด้านอื่น ๆ ของชีวิตของดอกเตอร์ที่ไม่ใช่การลงทุนหรือแนวคิดเชิงธุรกิจเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ชีวิตเบื้องหลัง พื้นเพที่ยากลำบากตั้งแต่เกิด การตัดสินใจครั้งใหญ่ ๆ ในชีวิต ตั้งแต่การเรียนต่อมัธยมปลาย มหาวิทยาลัย ทำงาน ไปเรียนเมืองนอก แนวคิดทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไประหว่างทาง การถูกปลดออกจากงาน นอกจากนั้นยังด้านชีวิตส่วนตัว ความรัก และปรัชญาการใช้ชีวิตจนประสบความสำเร็จในปัจจุบันนี้ได้

พูดได้อย่างเต็มปากว่า ถ้าใครอยากรู้จัก ดร.นิเวศน์ เล่มนี้แหละคือตัวตนของเขาเลย

จุดเริ่มต้นที่ไร้แต้มต่อ

แน่นอนว่าหนังสือมีเนื้อหาที่เยอะมาก (อยากแนะนำให้อ่านทั้งเล่มจริง ๆ ครับ) แต่ละส่วนไล่ตั้งแต่ช่วงชีวิตในวัยเด็ก ความทรงจำของเด็กวัดดอนที่วิ่งเล่นในสลัมและป่าช้าวัดดอน การเติบโตมาในครอบครัวที่ยากจน พ่อแม่เป็นชาวจีนอพยพพูดภาษาไทยไม่ได้ด้วยซ้ำ ต้องทำงานเป็นช่างไม้ก่อสร้างแบบรายวัน วันไหนมีงานก็มีเงิน วันไหนพ่ออยู่บ้านก็รู้เลยว่าวันนี้ไม่มีงาน

ความทรงจำในวัยเด็กของเขาคือ ‘ความยากจน’ แต่นั่นก็เป็นแรงผลักที่ทำให้เขาต้องเอาตัวรอด ออกมาจากตรงนั้นให้ได้ ต้องเรียนหนังสือ ต้องเก่ง เพื่อจะอยู่รอดในสังคมที่มีการแบ่งชนชั้นอย่างชัดเจน ดร.นิเวศน์กล่าวว่า

“เราถูกเหยียด เราก็เลยต้องดิ้นรน ทำยังไงถึงจะก้าวขึ้นมา”

มันเป็นการแหกกรอบที่สังคมวางเอาไว้ว่าเขาควรอยู่ตรงไหน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราต้องอยู่เหมือนที่สังคมบอกเอาไว้ เขาบอกว่ามันคือการ ‘ปรับไปเรื่อย ๆ เกาะกลุ่มกับอีลีต (คนที่สถานะทางสังคมดีกว่า) เราค่อย ๆ ไต่จากวัดดอน ไปวัดสุทธิฯ ไปเตรียมฯ ไปวิศวะ (จุฬาฯ) เราเกาะกลุ่มอีลีตมาตลอดแต่เราอยู่ในส่วนล่างของเขา’

เขาเปรียบเทียบชีวิตตัวเองเหมือนการเตะบอลว่า “เหมือนฟุตบอล เราค่อย ๆ ไต่ขึ้นมาทีละลีก แต่ว่าเป็นท้าย ๆ ของลีก ถ้าเป็นพรีเมียร์ลีก เราก็อยู่ท้ายของลีก”

แม้จะไม่ได้มีแต้มต่อ แต่ก็ไม่ยอมออกจากเกม เอาตัวรอดไปเรื่อย ๆ เพราะยังไงอยู่ตรงนี้ก็ ‘ได้’ มากกว่า ‘เสีย’ นี่คือหลักแนวคิดที่ทำให้นักลงทุนมหาเศรษฐีชื่อดังมายืนอยู่ตรงนี้ได้

“ผมจะไม่ยอมทำตามสิ่งที่ผมถูกตีกรอบเอาไว้ว่าคุณต้องเป็นอย่างนี้ ชีวิตคุณได้แค่นี้ คุณอย่าไปคิดแข่งกับคนอื่นที่เขาอยู่ในสเตตัสที่สูงกว่า”

ดร.นิเวศน์ กล่าวถึงแนวคิดที่เขาใช้อยู่เรื่อยมาตั้งแต่ยังเด็ก

วางแผน ลงมือทำ

หนังสือเล่มนี้นอกจากจะทำให้เข้าใจแนวคิดของการฉีกกรอบออกจากจุดที่ตัวเองอยู่แล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงแนวคิดที่สำคัญอีกอย่างของ ดร.นิเวศน์ ที่เป็นรากฐานของความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นชีวิตส่วนตัว การเรียน หรือการลงทุน นั่นก็คือการวางแผนและทำอย่างสม่ำเสมอ แม้จะช้า แต่ถ้าเตรียมตัวให้ดี คุณมีโอกาสที่จะชนะในเกมนี้ได้

ดร.นิเวศน์เล่าถึงช่วงเวลาที่เขารู้สึกภูมิใจมากครั้งหนึ่งตอนที่อยู่มหาวิทยาลัย ด้วยความที่เขาเป็นคนพูดไม่เก่ง แม้จะพยายามฝึกพูดก็ยังไม่เชี่ยวชาญเท่ากับเพื่อนสนิทอย่าง ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา (นักลงทุนเน้นคุณค่าอีกท่านหนึ่งที่รู้จักกันมาตั้งแต่มหาวิทยาลัยและยังคงเป็นเพื่อนสนิทกันจนถึงตอนนี้) แต่ได้เป็นตัวแทนกล่าวสุนทรพจน์ ‘รับน้องใหม่’ ของจุฬาฯ ที่จัดขึ้นปีละครั้ง ซึ่งเป็นการคัดเลือกโดยชมรมโต้วาที

ซึ่งในปีนั้นมีความพิเศษอีกอย่างคือ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นนิสิตใหม่ด้วย เขาเล่าว่าคนเลยไปสมัครกันเยอะมากในปีนั้น เพราะทุกคนอยากขึ้นไปกล่าว แต่เขาก็ได้รับคัดเลือกให้เป็นคนขึ้นไปพูด

“ผมชนะเลิศทั้งที่พูดไม่เก่งเลย แต่ผมท่องไป ผมชนะคนที่พูดเก่ง ๆ รวมถึงชนะอาจารย์ไพบูลย์ด้วย”

แต่ ดร.นิเวศน์ก็ยอมรับครับว่าที่ชนะไม่ใช่เพราะความสามารถอะไร ไม่มีวาทศิลป์ที่เหนือกว่าคนอื่น แต่เพราะ ‘ท่องไป’ เตรียมตัวมาอย่างดีเลยเอาชนะคนที่พูดเก่ง ๆ อย่าง ดร.ไพบูลย์ ได้ด้วย เขาเล่าต่อว่าถ้าจู่ ๆ เรียกเขาขึ้นไปพูดเลยทำไม่ได้แน่นอน แต่การไปหาอาจารย์ที่คณะต่าง ๆ เพื่อถามความเห็น หาข้อมูล แล้วก็ฝึกอย่างหนัก สุดท้ายเลยได้เป็นตัวแทน

นี่กลายเป็นจุดสำคัญในชีวิตของ ดร.นิเวศน์ เช่นเดียวกัน มันทำให้เขาเห็นว่าชีวิตเราสามารถประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้ยังไง

“ตรงนี้ทำให้ผมเกิดความคิดขึ้นมาว่า คุณไม่ต้องเก่งมากหรอก แต่ถ้าคุณเตรียมตัวให้ดี วางแผนให้ดี คุณชนะได้ คุณเปิดโอกาสให้ผมเมื่อไร ผมชนะคุณ”


ชนะแบบเต่า เชื่องช้าแต่มั่นคง

อันที่จริงแนวคิดนี้สะท้อนมายังการลงทุนของ ดร.นิเวศน์เช่นกัน ตอนที่เขาเริ่มลงทุนในหุ้น เขาถูกปลดออกจากงานเนื่องจากวิกฤติต้มยำกุ้ง มีเงินก้อนหนึ่งสิบล้านหลังจากทำงานมาหลายปีและเก็บออมมาเรื่อย ๆ (แนวทางการใช้ชีวิตของ ดร.นิเวศน์ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขามีเงินก้อนเก็บเยอะขนาดนั้น) ตอนนั้นเขาต้องชั่งน้ำหนักว่าจะทำยังไงต่อดี เพราะลูกสาวก็ยังเด็ก ส่วนตัวเขาก็เข้าวัยสี่สิบสี่ปีแล้ว

เขาลองหาวิธีที่จะทำให้เงินก้อนนี้งอกเงย จะซื้อที่ดินปลูกคอนโดฯให้คนอื่นเช่าก็กลัวเจ๊ง จะทำธุรกิจเองก็กลัวจะไม่รอด ทางเดียวที่เขารู้สึกว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดตอนนั้นก็คือหุ้น หุ้นที่มั่นคง ให้ปันผล อย่างน้อย ๆ ก็ได้เงินไปเป็นค่าเทอมลูกและเหลือเก็บนิดหน่อยก็โอเคแล้ว แต่จะไม่ซื้อมาขายไป จะลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investing) แบบที่เคยศึกษามาตอนไปเรียนปริญญาเอกที่อเมริกา เลือกซื้อหุ้นไทยที่ดี ๆ ราคาถูกเก็บเอาไว้แค่นั้น

แต่กว่าที่เงินของ ดร. นิเวศน์ จะงอกเงยจนร่ำรวยนั้นใช้เวลาหลายปี หลังจากได้ปันผลเขาก็เอากลับไปลงทุนเรื่อย ๆ ไม่ได้เอาออกมาใช้ เพราะเข้าใจเรื่องดอกเบี้ยทบต้นว่ามันจะแสดงผลก็ต่อเมื่อมีระยะเวลาที่นานพอแล้ว (ซึ่งที่จริงตอนที่ ดร.นิเวศน์ เข้าซื้อหุ้นไทยคือที่ 800 กว่าจุด ร่วงจาก 1700 กว่าจุด และหลังจากที่ซื้อมันก็ยังร่วงลงไปต่อต่ำสุดที่ 200 กว่าจุดเลย คนมักเข้าใจว่าเขาซื้อช่วงต่ำสุด แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่)

เพราะฉะนั้นความสำเร็จของการลงทุนอันยิ่งใหญ่นี้ก็มาจากการวางแผนเช่นเดียวกัน เติบโตอย่างช้า ๆ ชนะแบบเต่า แต่มั่นคงอย่างแท้จริง

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มหนึ่งที่สำหรับผมเองในฐานะผู้อ่านที่ติดตามงานของ ดร.นิเวศน์ มาได้สักพักและเป็นนักลงทุนแนว VI เฉกเช่นเดียวกันรู้สึกว่า ‘ครบรส’ ไม่หนักไปทางประวัติชีวิตดราม่าจนเกินไป ไม่เอียงไปทางแนวคิดการเมือง และ ไม่ใช่หนังสือแนะแนวการลงทุน เป็นหนังสือที่ช่วยทำให้เห็นภาพเต็มของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ว่าเป็นไปเป็นมายังไง และปรัชญาการใช้ชีวิต ความสำเร็จ แนวคิดของเขามาจากไหน

อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วจะเห็นว่าชีวิตดั่งเทพนิยายของเขา จากเด็กสลัมสู่นักลงทุนพันล้านที่เขาเป็นในวันนี้มีรากหยั่งลึกมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ความสมถะ เรียบง่าย การทำงานหนัก เลือกเล่นเกมชีวิตที่ตัวเองมีโอกาสชนะ แพ้ให้น้อย วางแผน และลงมือทำ ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องรีบรวย แต่มีเป้าหมายที่ชัดเจน

เหมือนที่เขากล่าวไว้ในหนังสือว่า

“ชีวิตผมดีขึ้น ซึ่งรวมถึงความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นเกือบทุกปี เป็นเวลาเกือบ 70 ปีแล้ว และแม้ว่าการดีขึ้นในแต่ละปีนั้นมักจะเกิดขึ้นทีละน้อย แต่มันก็ทบต้นมาตลอด”

เคล็ดลับ 6 ขั้นตอนเลือกหุ้น Super Stock ของ ดร.นิเวศน์ จากหนังสือ “เด็กวัดดอน”

สำหรับนักลงทุนแล้วถ้าเราเอ่ยชื่อ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ทุกคนน่าจะร้องอ๋อและรู้จักกันทุกคน เพราะนอกจากจะเป็นนักลงทุนเน้นคุณค่า (Value Investor) ที่มีชื่อเสียงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของไทยแล้ว พอร์ตการลงทุนหลายพันล้านแล้วเขายังถือเป็นบุคคลผู้จุดกระแสการลงทุนแนวนี้ในบ้านเราด้วย เรียกว่าเป็นคนแรก ๆ เลยก็คงไม่ผิดนัก

หนังสือ ‘เด็กวัดดอน’ ที่เพิ่งวางจำนวนได้เล่าถึงเรื่องราวชีวิตของนักลงทุนคนนี้ตั้งแต่ช่วงวัยเด็ก ๆ ลูกชายชาวจีนอพยพพ่อแม่พ่อพูดไทยไม่ได้ เป็นช่างไม้ก่อสร้าง นอนบ้านสังกะสี วิ่งเล่นในสลัม จนฝ่าฟันความท้าทายต่าง ๆ ในชีวิตจนประสบความสำเร็จได้จนทุกวันนี้ (เดี๋ยวมารีวิวหนังสือเล่มนี้ให้ฟัง สนุกมาก)

ครั้งหนึ่งที่งานปาฐกถาที่ประเทศมาเลเซีย ดร.นิเวศน์ ได้แชร์เทคนิคการเลือกหุ้นที่เขาเรียกว่า ‘Super Stock’ เอาไว้ 6 ขั้นตอนด้วยกัน

  1. มองหาอุตสาหกรรมที่อยู่ในเมกะเทรนด์ โดยดูว่าสินค้าหรือบริการอะไรที่คนอายุน้อยและผู้มีรายได้สูงต้องบริโภคมากขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต
  2. มองหาผู้ชนะในอุตสาหกรรมในข้อแรก จุดสังเกตคือมักจะมียอดขายทิ้งห่างคู่แข่งเป็นอย่างมาก
  3. มองหาธุรกิจที่มี ‘ความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน’ ซึ่งมักจะมีองค์ประกอบต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ได้แก่ แบรนด์ ความประหยัดจากขนาด เครือข่าย Switching Cost หรือต้นทุนในการเปลี่ยนไปใช้สินค้าหรือบริการของบริษัทอื่น การผูกขาดตามธรรมชาติ ความสามารถในการควบคุมต้นทุนวัตถุดิบให้อยู่ในระดับต่ำ และเป็นสินค้าหรือบริการซึ่งยากที่จะถูกดิสรัปต์ (Disrupt) โดยเทคโนโลยีใหม่ ๆ
  4. เป็นบริษัทที่อยู่ใน ‘วงจรแห่งความรุ่งเรือง’ (Virtuous Cycle) เช่นมีความได้เปรียบในการแข่งขัน ทำให้สร้างยอดขายได้มากกว่าคู่แข่ง เมื่อยอดขายสูงกว่า ก็มีเงินเอาไปใช้พัฒนาธุรกิจ จึงสามารถดึงดูดลูกค้าหน้าใหม่ ๆ และยิ่งทำรายได้มากขึ้นไปอีก เป็นเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ลักษณะนี้คือวงจรแห่งความรุ่งเรือง
  5. เป็นบริษัทที่มีฐานะการเงินดี โดยมีองค์ประกอบคือผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE – Return on Equity) ในระดับสูง อย่างน้อย ๆ 15% ขึ้นไป มีอัตรากำไรสุทธิในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมโดยรวม มีกำไรที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในระยะยาว
  6. กระแสเงินสดในการดำเนินงานสูง มีรายจ่ายลงทุน เงินที่ต้องใช้เพื่อบำรุงรักษาเครื่องจักรอุปกรณ์ ตลอดจนปัจจัยอื่น ๆ เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในระดับที่ต่ำ

สุดท้ายแล้วเมื่อพบหุ้นที่มีคุณสมบัติดังกล่าว ยังต้องมาดูด้วยว่า ‘ราคา’ อยู่ในระดับไหน ถูกหรือแพง ซึ่ง ดร.นิเวศน์ก็บอกว่ามันควรมี P/E หรืออัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ ( Price to Earnings Ratio) ต่ำกว่า 20 สำหรับหุ้นที่ดำเนินธุรกิจมาหลายปีและมีรากฐานที่มั่นคงในระดับหนึ่งแล้ว

หรือถ้าหากเป็น Super Stock ที่เพิ่งก่อตั้งมาได้ไม่นานและกำลังอยู่ในช่วงเติบโต ก็ต้องเป็นบริษัทที่ยังมีมูลค่าตลาดไม่มากนักเมื่อเทียบกับศักยภาพของบริษัทและหมายความว่ายังสามารถเติบโตได้อีกมาก

แชร์ประสบการณ์ใช้บุฟเฟต์เหมาจ่าย 6,999 บาท/ปี ของ AirAsia ข้อดีข้อเสียมีอะไรบ้าง ใช้แล้วจะคุ้มรึเปล่า?

ผมเพิ่งบินไปกลับกรุงเทพฯเมื่อวันพุธที่ผ่านมา นี่เป็นการใช้ตั๋วเครื่องบินครั้งที่สองจากโปรบุฟเฟต์เหมาจ่าย 6,999 บาท/ปี ของ AirAsia ที่ซื้อไว้เมื่อปลายปี 2022 เลยอยากมาแชร์ความรู้สึกและประสบการณ์การใช้สักหน่อย เผื่อเป็นประโยชน์กับคนที่อยากได้ข้อมูลสำหรับการตัดสินใจในอนาคต

โปร 6,999 บาท/ปี เหมาจ่ายของ AirAsia ที่ผมตัดสินใจซื้อเรียกว่า ‘SUPER+’ เป็นแพ็กเกจแบบรายปีที่เปิดขายช่วง 5 – 15 ธันวาคม 2022 ซึ่งเป็นแพ็กเกจการเดินทางที่ครอบคลุมทั้งเส้นทางภายในประเทศและระหว่างประเทศ อาทิ เส้นทางในอาเซียน ฮ่องกง มาเก๊า และอื่นๆ (รหัสเที่ยวบิน FD,AK,QZ และ Z2)

(ซึ่งที่จริงก็จะมีอีกโปรหนึ่งชื่อ ‘(SUPER+ Premium)’ 18,888 บาท/ปี ที่ครอบคลุมเส้นทางภายในประเทศและระหว่างประเทศ อาทิ เส้นทางในอาเซียน ฮ่องกง มาเก๊า อินเดีย ไต้หวัน มัลดีฟส์ ฟุกุโอกะ (รหัสเที่ยวบิน FD,AK,QZ และ Z2) รวมถึงเส้นทางญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย (รหัสเที่ยวบิน D7 ต่อเครื่องที่สนามบินกัวลาลัมเปอร์) รวมกว่า 130 เส้นทางบินด้วย)

ตัวผมอยู่เชียงใหม่เป็นหลัก แต่ทีมงานส่วนใหญ่อยู่กรุงเทพฯ นั่นคือเหตุผลแรกเลยที่ตัดสินใจว่าอยากลองซื้อแพ็กเกจ SUPER+ เพราะต้องบินลงมาบ่อย ๆ อย่างน้อยก็เดือนละครั้งเพื่อพบปะกับทีม

อย่างแรกที่ผมทำคือคำนวณค่าตั๋วว่าถ้าบินไปกลับโดยถ้าซื้อตั๋วธรรมแต่ละครั้งใช้เงินประมาณ 2,000 บาท ไปกลับเดือนละครั้งก็ 24,000 บาท/ปี พอมีโปรบุฟเฟต์แบบนี้มาเลยตัดสินใจง่ายหน่อยว่า 6,999 บาท ก็น่าจะคุ้ม (แต่ก็ยังมีข้อแม้อื่น ๆ อยู่)

ประเด็นคือ…ขึ้นชื่อว่าบุฟเฟต์ จะบินเมื่อไหร่ บินกี่เที่ยวก็ได้ใช่ไหม?

ตอบคือก็ใช่…และไม่ใช่

ทาง AirAsia ระบุว่า

“ผู้สมัครสมาชิก SUPER+ Subscription หรือแพ็กเกจสมาชิกรายปี มีระยะเวลาในการแลกเที่ยวบินได้เป็นเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่สมัครแพ็กเกจสมาชิก SUPER+ Subscription โดยทุกการสำรองที่นั่ง ต้องสำรองที่นั่งล่วงหน้าอย่างน้อย 14 วันและวันเดินทางต้องไม่ตรงกับช่วงวันหยุดยาวของสายการบินตามที่ระบุในข้อกำหนดและเงื่อนไข* โดยผู้ที่ซื้อรอบนี้สามารถเดินทางได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566”

แต่ถึงแม้จะระบุว่า 14 วันก่อนเดินทาง ส่วนใหญ่ที่ผ่านมา ถ้าไม่ใช่ว่าโชคดีจัด ๆ ไม่มีทางได้ตั๋วที่ใช้โปรได้ครับ

ต้องวางแผนไปเลยล่วงหน้าอย่างน้อย ๆ 3-4 เดือนในอนาคต ถ้าวางไว้ได้ทั้งปีเลยยิ่งดี เพราะไม่งั้นไม่มีทางหาตั๋วได้ เพราะแต่ละไฟล์ทจะมีจำนวนที่นั่งจำกัดสำหรับโปรนี้ (จำนวน 2-30 ที่นั่ง ต่อ 1 เที่ยวบิน) วันหยุดหรือหยุดยาวหมดสิทธิ์ ไม่ต้องพูดถึงไม่มีทางจองได้แน่นอน วันใกล้วันหยุดก็เหมือนกันโอกาสหาได้แทบจะไม่มี (บางคนอาจจะหาได้นะ แต่ผมไม่เจอ) ถ้าอยากบินช่วงนั้นก็จ่ายเต็มไป ส่วนใหญ่ที่จองได้มาคือช่วงกลาง ๆ อาทิตย์ และไม่มีวันหยุดรอบ ๆ แบบนี้จะพอหาได้

วิธีการหาวันยุ่งยากพอสมควรเลย เข้าไปในแอปฯ แล้วก็กดเลือกเที่ยวบิน เลือกวัน กว่าจะหาเจอกินเวลานานพอสมควร ที่จริงตรงนี้ AirAsia ควรปรับให้เห็นเป็นปฏิทินทั้งปีเลยก็ได้ว่าวันไหนมีโปรบ้าง แล้วก็ให้กดใส่ตะกร้าเช็คเอาท์ไป คือประสบการณ์การจองแบบนี้ที่ต้องกดเข้ากดออก เลือกวัน เลือกเที่ยวบินใหม่ เป็นอะไรที่น่ารำคาญพอตัวเลย

แล้ว 6,999 บาท/ปี นี่คือต้องจบแล้วใช่ไหม?

ไม่ใช่ครับ…ตั๋วที่ได้จะมีค่าภาษีค่าดำเนินการนู่นนี่จิปาถะตกไปกลับเชียงใหม่กรุงเทพฯที่ราว ๆ 450 บาท/เที่ยว (ไม่ใช่ฟรีนะ ย้ำ!) ทีนี้ถ้าใครจะซื้อให้คำนวณตรงนี้ให้ดีด้วย เพราะอย่างสมมุติว่าผมใช้โปรนี้ไม่ถึง 5-6 ครั้ง มันก็เหมือนซื้อราคาปกติเลย (เพราะรวมค่าดำเนินการและค่าภาษีต่าง ๆ นานาแล้ว บิน 5-6 เที่ยวจะราคาพอ ๆ กันเลย) เพราะฉะนั้นจะให้คุ้มค่าต้องคำนวณตรงนี้ให้ดี

อย่างผมไปทุกเดือนมันก็จะตกอยู่เที่ยวละ 1,240 บาท/เที่ยว (คำนวณ 12 เที่ยว 5400 + 6999 = 12,399) ซึ่งก็จะถูกกว่าซื้อธรรมดาอยู่ประมาณ 7000 – 8000 บาท แต่เสียเรื่องเวลาที่ยืดหยุ่นได้น้อยมาก ๆ คือต้องกำหนดวันไปให้ชัดเจนตลอดทั้งปีและเปลี่ยนแปลงไม่ได้

ถ้าเปลี่ยนไม่ได้ก็ไม่ต้องไปสิ ทิ้งตั๋วแล้วซื้อใหม่?

เท่าที่ทราบมาทำได้ แต่ทำบ่อย ๆ โดนแบนครับ จากข้อมูลที่ได้จากเพื่อนบอกว่าทิ้งตั๋วได้ 5 ครั้ง หลังจากนั้นจะโดนแบน ไม่สามารถใช้โปรนี้ได้อีกต่อไป

มีเลื่อนไฟล์ท มีแคนเซิลไหม?

เท่าที่บินมาสองครั้งยังตรงเวลาทั้งสองรอบ ทั้งไปและกลับ ซึ่งอันนี้ไม่แน่ใจว่าอนาคตจะเป็นยังไงเหมือนกัน

สรุปแล้วมันคุ้มไหมถ้าจะซื้อ?

จากประสบการณ์ตรงและเงื่อนไขชีวิตในการทำงานที่ต้องเดินทางไปกรุงเทพฯ เดือนละครั้ง สำหรับผมเองยังคุ้มอยู่ครับ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เงื่อนไขนี้เปลี่ยน เช่นเดินทางแค่สามสี่ครั้งต่อปี ก็คงไม่ซื้อแล้วเพราะถ้าไม่ใช้โปรก็บางทีราคาถูกกว่าด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นสำหรับใครก็ตามที่อยากซื้อเมื่อเขาเปิดขายครั้งหน้า ก็ลองพิจารณาเงื่อนไขชีวิตกันดูให้ดีด้วยครับ การบินไปต่างประเทศค่าภาษีต่าง ๆ ต่อเที่ยวก็หลายพันอยู่เช่นกัน (เพื่อนคนหนึ่งบอกบินไปกลับญี่ปุ่นราว ๆ 2000 บาทครับ)

หวังว่าจะมีประโยชน์ครับ อ๋อ…อีกอย่าง ผมไม่ได้โหลดกระเป๋าด้วย เพราะฉะนั้นอย่าลืมบวกเรื่องราคากระเป๋าเข้าไปในการคำนวณด้วยนะครับ

Gautam Adani คือใคร?​ ชายผู้ (ที่เคย) ร่ำรวยที่สุดในเอเชียที่กำลังตกเป็นประเด็นฉ้อโกงและปั่นหุ้น

ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ชื่อของ โกตัม อดานิ ​(Gautam Adani) กลายเป็นที่พูดถึงในวงกว้างบนโลกออนไลน์ ทั้งที่ก่อนหน้านี้คนที่จะรู้จักเขาส่วนใหญ่จะอยู่ในแวดวงธุรกิจและการเงิน แม้ชื่อของเขาจะไม่ได้เตะหูเหมือนอย่าง บิล เกตส์ (Bill Gates) หรือ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) แต่ความมั่งคั่งของเขาก็ถือว่าเทียบเคียงกับคนที่ร่ำรวยอันดับต้น ๆ ของโลก แต่ด้วยความที่อดานิไม่ค่อยออกสื่อเท่าไหร่ จึงทำให้ไม่ค่อยมีคนกล่าวถึงเขาสักเท่าไหร่

ในวันที่ 24 มกราคม 2023 Hindenburg Research บริษัทลงทุนแห่งหนึ่งในอเมริกาที่เชี่ยวชาญเรื่องการขายหุ้นแบบ ‘Short-Sell’ หรือการสร้างกำไรในช่วงขาลงของหุ้น ได้กล่าวหาว่าบริษัทของอดานิชื่อว่า Adani Group ที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ในอินเดียนั้นกำลังทำสิ่งที่เรียกว่าเป็น “การหลอกลวงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์องค์กร” เนื่องจากมีการปั่นหุ้นและการฉ้อโกงทางบัญชี โดยรายงานเปิดเผยว่าธุรกิจในเครือของตระกูล Adani ทุจริต ฟอกเงิน และขโมยเงินภาษีด้วย

ทาง Adani Group ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาตามรายงาน Hindenburg ทั้งหมดเลย ซึ่งก่อนที่รายงานนี้จะถูกปล่อยออกมา มูลค่าทางตลาดของ Adani Group อยู่ที่ราว ๆ 235,000 ล้านเหรียญ ส่วนตัวอดานิเองก็เป็นบุคคลที่ร่ำรวยเป็นอันดับสามของโลกและอันดับหนึ่งของเอเชียด้วย แต่ตั้งแต่มีข่าวนี้เกิดขึ้นมูลค่าของ Adani Group ได้ลดลงไปแล้วกว่า 70,000 ล้านเหรียญ ส่วนอดานิเองก็ร่วงไปอยู่อันดับ 22 แล้ว ณ ขณะที่เขียนบทความนี้ (03/02/2023)

แล้ว โกตัม อดานิ คือใครกัน? เขาร่ำรวยขนาดนี้ได้ยังไงกัน?

อดานิเกิดในปี 1962 ในรัฐคุชราต ที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย เขาเป็นหนึ่งในลูกแปดคนในครอบครัวชนชั้นกลางของศาสนาเชน ซึ่งเป็นศาสนาที่สอนการบำเพ็ญตบะและการกินเจอย่างเคร่งครัด เช่นเดียวกับชาวรัฐคุชราตอื่นๆ พ่อของอดานิเป็นผู้ประกอบการและทำธุรกิจสิ่งทอเล็กๆ แต่อดานิไม่ค่อยสนใจเรื่องสิ่งทอที่พ่อทำสักเท่าไหร่ เขาหยุดเรียนตั้งแต่อายุ 16 ปี ย้ายไปอยู่ที่มุมไบ ทำงานเป็นคนคัดเพชรอยู่สองสามปี

จนกระทั่งปี 1981 พี่ชายคนหนึ่งก็เริ่มต้นทำธุรกิจแปรรูปพลาสติก อดานิเลยย้ายกลับมาที่บ้านเพื่อช่วยทำงานตรงนี้ ต่อมาเขาเริ่มนำเข้าวัตถุดิบสำหรับใช้ในธุรกิจ จากนั้นก็ค่อย ๆ ขยายออกไปยังสินค้าและวัตุดิบอื่น ๆ อย่างเช่น โลหะ เวชภัณฑ์ และสินค้าโภคภัณฑ์จำนวนมากขึ้น เมื่อรัฐบาลรัฐคุชราตเปิดรับผู้บริหารท่าเรือมุนดรา อดานิซึ่งคุ้นเคยกับระบบราชการของอินเดียอยู่แล้วก็ชนะสัญญา เปิดท่าเรือในปี 2001 ซึ่งในปัจจุบันมุนดราถือเป็นท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดในอินเดียไปเรียบร้อยแล้ว

มุนดราเติบโตอย่างมากในช่วงหลังจากปี 2001 ต่อมาเมื่อ นเรนทระ โมที (Narendra Modi) (ซึ่งปัจจุบันเป็นนายกรัฐมนตรีของอินเดีย) เริ่มดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะรัฐมนตรีของรัฐคุชราตเป็นเวลา 13 ปี มีรายงานว่าฝ่ายบริหารของโมทีได้ปล่อยเช่าที่ดินให้กับอดานิในราคาแสนถูก ซึ่งช่วยให้อดานิขยายท่าเรือ (ซึ่งอดานิปฏิเสธคำกล่าวอ้างเรื่องเล่นพรรคเล่นพวกตรงนี้ด้วย)

เมืองมุนดราที่เจริญรุ่งเรืองพร้อมกับโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ในบริเวณใกล้เคียงเป็นรากฐานของอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ วิธีการของอดานิค่อนข้างเรียบง่าย เข้าไปซื้อสิทธิ์ในการรถไฟและน้ำ ที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ และรายได้ที่สร้างจากความสำเร็จขององค์กรหนึ่งเพื่อเป็นเงินทุนสำหรับธุรกิจต่อไป นำไปสู่การเกิดขึ้นของ ‘Adani Group’ บริษัทโฮลดิง ที่เข้าไปถือหุ้นกิจการต่างๆ ตั้งแต่ กิจการท่าเรือ ขนส่งโลจิสติกส์ ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานความร้อน น้ำมัน แก๊สธรรมชาติ เทคโนโลยีอวกาศ พลังงานสะอาด ซีเมนต์ไปจนถึงสื่อเลยทีเดียว

ความสำเร็จของอดานิช่วยสนับสนุนความสำเร็จของโมทีด้วย พรรณนาตัวเองว่าเป็นผู้นำที่สนับสนุนการเติบโต (Pro-Growth) เมื่อขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีของอินเดียในปี 2014 เขาเดินทางไปยังเดลี เมืองหลวงของอินเดียด้วยเครื่องบินของ…(ให้ลองทายเล่น ๆ) อดานินั่นแหละครับ

มิตรภาพระหว่างสองคนนี้ยังคงดำเนินต่อไป ในปี 2019 อดานิได้รับคำยินยอมจากรัฐบาลในการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษในรัฐฌาร์ขันท์ทางตะวันออก ซึ่งตรงนี้บริษัท Hindenburg ก็บอกว่ารัฐบาลหย่อนยานเกินไปในเรื่องการตรวจสอบ Adani Group แต่อดานิก็ปฏิเสธข้อกล่าวหาอีกนั่นแหละว่ารัฐบาลของโมทีเอื้อผลประโยชน์ให้กับธุรกิจของเขาอย่างไม่เหมาะสม เขาให้เหตุผลว่าความสำเร็จของเขามาจากการปฏิรูปที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อกว่า 30 ปีก่อน ซึ่งทำให้อินเดียเป็นมิตรกับธุรกิจมากขึ้นต่างหาก

ตรงกันข้ามกับนักธุรกิจผู้ร่ำรวยชาวอินเดียหลายคน อดานิมักจะไม่ค่อยออกสื่อและเก็บตัวอยู่อย่างเงียบ ๆ เสมอ แม้เบื้องหลังของเขาค่อนข้างจะเต็มไปด้วยเรื่องราวก็ตาม อย่างเช่นในปี 1998 มีรายงานว่าเขาถูกลักพาตัวไปพร้อมกับเพื่อนร่วมงาน และได้รับการปล่อยตัวโดยถูกเรียกค่าไถ่หลายล้านเหรียญ หรืออย่างในปี 2008 เขาอยู่ที่โรงแรมทัชมาฮาลในมุมไบระหว่างการโจมตีของผู้ก่อการร้าย ตอนนั้นต้องซ่อนตัวทั้งคืนอยู่ในห้องใต้ดิน

เขาไม่ค่อยพูดต่อสาธารณะเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้เลย ไม่มีบ้านหรือรถที่อู้ฟู่หวือหวา แต่งกายด้วยชุดสูทสีเข้มและเชิ้ตสีขาวที่ธรรมดา ๆ เขาเรียกตัวเองว่าเป็นอินโทรเวิร์ตด้วยซ้ำ ไม่ชอบไปงานสังสรรค์ที่มีคนเยอะ ๆ ด้วย ถึงแม้ว่าราคาหุ้นที่ร่วงลงไปของกลุ่ม Adani Group จะทำให้บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกของเขาจากอันดับที่ 3 เมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อน ลงมาอยู่อันดับที่ 22 ในตอนนี้ เขาก็ยังเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดคนหนึ่งอยู่และมีมูลค่าทางทรัพย์สินมากกว่า 57,900 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 1.9 ล้านล้านบาทอยู่ดี

ที่ผ่านมา Hindenburg สร้างชื่อด้วยการชี้แจงปัญหาในสตาร์ทอัปที่น่าดึงดูดแต่สุดท้ายก็จบไม่สวยได้หลายครั้ง ยกตัวอย่างเช่น Nikola บริษัทรถบรรทุกไฟฟ้าที่ผู้ก่อตั้งถูกตัดสินในข้อหาฉ้อโกง และ Lordstown Motors ผู้ผลิตรถยนต์ที่มีคำสั่งซื้อเกินจริง

ในการต่อสู้กับ Adani Group ครั้งนี้ถือเป็นการงัดข้อกับบริษัทขนาดใหญ่ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และถึงแม้ว่าตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าจะออกมาหน้าไหน สิ่งที่น่าสนใจคือหุ้นของบริษัทในเครือของ Adani Group บางอันก็ดูน่าสงสัย ยกตัวอย่างเช่น Adani Enterprises ซื้อขายกันที่ P/E กว่า 500 เท่า และ Adani Green Energy บริษัทพลังงานหมุนเวียนซื้อขายกันที่ P/E กว่า 500 เท่า ซึ่งมันสูงมากถ้าลองเทียบกับดัชนี Nasdaq ที่เน้นเรื่องเทคโนโลยีในอเมริการที่ซื้อขายกันที่ P/E น้อยกว่า 30 เท่าด้วยซ้ำ

Hindenburg บอกว่ามันเป็นระบบที่ซับซ้อนแล้วมีหลายบริษัทที่ควบคุมโดยตระกูล Adani ในแคริบเบียน มอริเชียส และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ “ไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนของการดำเนินงาน” เลยด้วยซ้ำ ซึ่งประเด็นคือมันเป็นการบิดเบือนราคาหุ้นของบริษัทจดทะเบียนและเปลี่ยนเงินไปยังงบดุล “เพื่อรักษาสถานะทางการเงินและการชำระหนี้” ท่ามกลางหนี้สินที่สูงและสินทรัพย์สภาพคล่องที่เบาบาง ซึ่งแน่นอนว่าข้อกล่าวหานี้ก็โดนปฏิเสธเช่นเดียวกัน และบอกว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นทั้งหมดนี้เป็นการ “จู่โจมการเติบโตและความทะเยอทะยานของอินเดียที่ถูกวางแผนเอาไว้แล้ว” ต่างหาก

=========

อ้างอิง

The Economist

The Economist

Forbes

เศรษฐีเงินล้าน 4 แบบและนิสัยการเงินที่ทำให้ร่ำรวยจากข้อมูลการสัมภาษณ์เศรษฐีเงินล้านกว่า 225 คน ระยะเวลากว่า 5 ปี

ในปี 2004, ทอม คอร์ลีย์ (Tom Corley) นักบัญชี ผู้ให้คำปรึกษาด้านการเงิน และผู้เขียนหนังสือการเงินขายดีอย่าง “Rich Kids” และ “Rich Habits” ได้ตั้งเป้าหมายในการไปสัมภาษณ์เศรษฐีเงินล้านเพื่อจะใช้ข้อมูลเหล่านั้นมาเขียนหนังสือ (ซึ่งก็คือหนังสือ “Rich Habits” นั่นแหละครับ) เขาใช้เวลาทั้งหมด 5 ปี ในการสัมภาษณ์และเก็บข้อมูลจากเศรษฐีเงินล้านกว่า 225 คน แล้วพบว่าสามารถแบ่งคนที่มั่งคั่งได้ออกเป็น 4 แบบ

  1. นักเก็บออม-นักลงทุน : ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไร คนเหล่านี้จะมีนิสัยการออมและการลงทุนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเสมอ มักมองหาลู่ทางที่จะทำให้ความมั่งคั่งเติบโตอยู่เรื่อย ๆ
  2. พนักงานผู้ไต่เต้าในองค์กร : คนกลุ่มนี้จะทำงานในองค์กรใหญ่ ๆ และใช้เวลาและพลังงานเพื่อจะทำให้ตำแหน่งการงาน (และการเงิน) ของตัวเองก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อย ๆ ไต่เต้าบันไดของตำแหน่งให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อให้เงินเดือนเยอะ ๆ
  3. ผู้เชี่ยวชาญ : คนกลุ่มนี้คือที่สุดของสายงานที่ตัวเองทำอยู่ เป็นตัวพ่อตัวแม่ในวงการและได้รับค่าจ้างผลตอบแทนในงานที่ทำแบบพรีเมียมสำหรับความรอบรู้และความเชี่ยวชาญตรงนั้น ไม่ว่าจะเป็นวิศวกร แพทย์ หรือ นักกฎหมาย ฯลฯ อาชีพอะไรก็ได้แต่ต้องเป็นคนที่สังคมนึกถึงเมื่อกล่าวถึงประเด็นนั้น ๆ (เช่นลงทุนแบบ VI = ดร.นิเวศน์ ประมาณนั้นเลยครับ)
  4. ผู้มีความฝันและผู้ประกอบการ : คนในกลุ่มนี้เป็นกลุ่มวิ่งตามความฝันและแพชชั่นในตัวอย่างแรงกล้า ออกไปทำธุรกิจ เป็นผู้ประกอบการ อยากทำอาชีพที่ตัวเองฝันมาแต่เด็ก อยากเป็นนักร้อง อยากเป็นศิลปิน อยากเป็นนักเขียนระดับประเทศ ฯลฯ

ไม่ว่าจะเป็นคนร่ำรวยประเภท สิ่งที่สำคัญที่สุด 88% ของคนที่คอร์ลีย์ไปสัมภาษณ์บอกว่า ‘การเก็บออม’ เป็นปัจจัยที่ทำให้ประสบความสำเร็จทางด้านการเงินในระยะยาว เพราะอย่างที่ทุกคนทราบดีว่า หาเงินได้มาก แต่ใช้ไปมากกว่า ตัวเลขในบัญชียังไงก็ไม่มีทางเติบโตขึ้นอย่างแน่นอน

โดยเฉลี่ยแล้วใช้เวลาประมาณ 12-32 ปี เพื่อจะมีความมั่งคั่งจนสามารถเรียกตัวเองได้ว่าเป็นเศรษฐีเงินล้าน และมีเงินเก็บเฉลี่ยราว 3-7 ล้านเหรียญ (แปลเป็นค่าเงินบาทก็ราว ๆ 100 – 230 ล้านบาท)


คอร์ลีย์ยังแชร์นิสัย 3 อย่างที่เศรษฐีเหล่านี้มีร่วมกันและเราก็สามารถเรียนรู้และนำมาปรับใช้ได้ด้วย

1. เก็บเงินแบบอัตโนมัติ 20% จากรายได้

คอร์ลีย์บอกว่าในกลุ่มของนักเก็บออม-นักลงทุนที่เขาไปสัมภาษณ์มาทุกคนบอกว่าจะออมอย่างน้อย 20% ของรายได้ที่เข้ามาในแต่ละเดือนเลย ส่วนใหญ่จะทำให้มันเป็นเรื่องอัตโนมัติ ถอนไปเก็บไว้ก่อน ส่วนที่เหลือค่อยเอามาจัดแจง โดยเขาแนะนำว่าให้แบ่งเงินเก็บตรงนี้เป็นสองส่วนเท่า ๆ กัน ครึ่งหนึ่งเอาไปออมไว้ในบัญชีที่ได้รับการสนับสนุนจากนายจ้าง (อย่างของบ้านเราก็จะมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อันนี้ลองไปค้นหาต่อได้ครับ) และอีกครึ่งหนึ่งก็เอาไปเข้าบัญชีเงินฝากที่แยกไว้ต่างหาก

นอกจากนั้นแล้วยังจะแบ่งเงินออกมาอีก 10% เพื่อไปลงทุนต่อด้วย (ไม่ว่าจะกองทุน พันธบัตรรัฐบาล หรือหุ้นก็ตาม)

คอร์ลีย์แนะนำว่าถ้า 20% ดูมากเกินไป ก็อาจจะเริ่มน้อยหน่อยได้ แต่ขอให้ทำเป็นประจำสม่ำเสมอและเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายทางการเงินที่วางเอาไว้

2. ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ

สิ่งที่เราต้องไม่ลืมคือเรื่องของกำไรทบต้นที่ช่วยทำให้เงินลงทุนนั้นเติบโตในระยะยาว ช่วงแรก ๆ เราจะยังมองไม่เห็น แต่เมื่อเวลาผ่านไปสัก 10 ปี เงินลงทุนตรงนี้ พร้อมกำไรทบต้นจะเติบโตได้อย่างไม่น่าเชื่อเลย เศรษฐีเงินล้านที่เป็นกลุ่มนักเก็บออม-นักลงทุนที่คอร์ลีย์สัมภาษณ์ ช่วงสุดท้ายของชีวิตการทำงานมีเงินเฉลี่ยที่สะสมมากกว่า 3.3 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 100 ล้านบาทเลยทีเดียว

สำหรับกลุ่มคนที่เป็นผู้มีความฝันและผู้ประกอบการ ส่วนใหญ่แล้วจะไม่สามารถเก็บเงินหรือออมเงินเพื่อลงทุนได้ในช่วงแรก ที่จริงแล้วส่วนใหญ่ต้องเอาเงินเก็บสำรองมาใช้เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอีกด้วยต่างหาก แต่เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง มีกระแสเงินสดเป็นบวก คนกลุ่มนี้ก็จะเริ่มแบ่งเงินมาลงทุนมากขึ้นด้วย

3. จงประหยัดให้มาก

คอร์ลีย์อธิบายว่านิสัยอย่างหนึ่งที่เหมือนกันของคนมั่งคั่งไม่ว่าจะประเภทไหนก็ตามก็คือนิสัยแห่งความประหยัด เริ่มต้นตั้งแต่เงินก้อนแรกที่ได้รับในชีวิตเลย โดยเขาอธิบายต่อว่าการประหยัดต้องใช้สามอย่าง

- รู้ตัว : รู้ว่าตัวเองใช้เงินไปกับอะไร
- โฟกัสที่คุณภาพ : ใช้เงินกับสิ่งที่มีคุณภาพและบริการที่ดี
- ช้อปพร้อมส่วนลด : หาดีลที่ดีที่สุดเพื่อจ่ายเงินให้น้อยที่สุด

แน่นอนว่าการประหยัดเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้คุณเป็นเศรษฐีได้ แต่มันก็เป็นส่วนประกอบที่สำคัญมาก ๆ เลยทีเดียว เพราะยิ่งเราประหยัดมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้มีเงินเหลือเพื่อจะไปออมและลงทุนมากขึ้นเท่านั้น

======

CNBC

CNBC

Rich Habits

สมมุติว่าเชื้อราครองโลก ระบบการเงินในซีรีส์ The Last of Us จะหน้าตาเป็นอย่างไร? และอะไรจะทำให้เรามั่งคั่ง?

‘The Last of Us’ ซีรีส์ดังที่ว่าด้วยการเอาชีวิตรอดจากภาวะเชื้อราครองโลก เรื่องราวดราม่าสุดโหดที่ทำให้ผู้ชมซีรีส์อินและสร้างความฟินให้สาวกเกมเมอร์ ถ่ายทอดออกมาได้ดีเยี่ยมไม่ผิดเพี้ยนจากต้นฉบับ องค์ประกอบเหล่านี้ส่งให้ซีรีส์เรื่องนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นซีรีส์ที่ดีที่สุดที่สร้างจากเกมเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

สำหรับคนที่ได้ดูตอนแรกไปแล้วจะเห็นได้ว่าหลังจากที่เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้น ตัวเอกต้องเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในเมืองบอสตันที่ปกครองโดยทหาร ก็ยังต้องทำงานหาเลี้ยงชีพเอาชีวิตรอดให้ได้อยู่ดี เพราะฉะนั้นมันก็ทำให้เห็นว่าตราบใดที่มนุษย์อยู่รวมตัวเป็นสังคม และเกิดวิกฤติล้างโลกระดับใดก็ตาม เรื่องเงินทองก็เป็นเรื่องสำคัญเสมอ 

แล้วถ้าสมมติว่า โลกต้องเป็นแบบซีรีส์เรื่องนี้จริง ๆ ระบบการเงินที่ใช้นั้นจะเป็นอย่างไร ต้องปรับตัวแบบไหน และที่สำคัญจะมั่งคั่งอย่างไรในโลกแห่งเชื้อราแบบนี้?

**หมายเหตุ บทความนี้มีสปอยล์บางส่วนของซีรีส์เบา ๆ แต่อย่ากังวลไปเลย เราจะเปิดเผยให้น้อยที่สุด

The Last of Us เริ่มต้นด้วยการสนทนาแลกเปลี่ยนเรื่องโรคระบาดของผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่ยุค 60’s ว่าทำไมเชื้อราจึงร้ายกว่าที่คิด

ต่อมาในช่วงปี 2003 เชื้อราที่สามารถควบคุมร่างกายของมนุษย์ได้ระบาดหนัก โลกเข้าสู่ความโกลาหล (ตรงนี้เชื่อว่าหลายคนนึกย้อนไปในช่วงที่โควิด-19 เริ่มแพร่ระบาดเมื่อปี 2020 หรือเมื่อ 3 ที่แล้ว ตอนนั้นภาวะเศรษฐกิจชะงัก สร้างความแตกตื่น อลหม่านไปทั่วโลก) ระบบต่าง ๆ เริ่มล่มสลาย

ภาพตัดมาอีกครั้งในปี 2023  ยังมีกลุ่มมนุษย์ที่รอดชีวิตมาได้ และหลายสังคมก็ถูกปกครองด้วยทหาร หรือหน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่ดูแล ป้องกันไม่ให้มีการแพร่ระบาดของเชื้อราด้วยการใช้วิธี #ล็อกดาวน์ (ทำไมคุ้น ๆ) โดยสร้างกำแพง กั้นเมือง ใครจะออกจะเข้าต้องผ่านการตรวจ ประชาชนภายใต้การปกครองจะมีการทำงานแลก “Ration Card”​ หรือ ‘บัตรปันส่วน’ (เอาไว้แลกเป็นอาหาร เสื้อผ้า ของใช้จำเป็น ฯลฯ) ที่ทางรัฐบาลมอบให้ 

ระบบ Rationing หรือการปันส่วนนั้นถูกใช้ในยามวิกฤติ อย่างเช่นสงคราม หรือมีการขาดแคลนทรัพยากร คำถามต่อมาคือ ทำไมเลือกใช้ #บัตรปันส่วน แทนที่จะใช้แร่มีค่าอย่าง เงิน ทอง หรือทองแดง กันล่ะ?


ก่อนจะตอบคำถามนี้ เราลองมาย้อนดูวิวัฒนาการของการแลกเปลี่ยน รวมถึงจุดกำเนิดของเงินกันก่อน

#เงิน คือสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน (Medium of Exchange) รวมถึงเป็นเครื่องวัดมูลค่าของสินค้าและบริการ ซึ่งแรกเริ่มนั้น เงินอาจเป็นอะไรก็ได้ ที่ผู้คนนำมาแลกกัน เช่นวัวแลกไก่ ข้าวแลกปลา เรียกว่า “การแลกเปลี่ยนโดยตรง” (Direct Exchange) แต่เมื่อสังคมขยายมากขึ้น เงินจึงจำเป็นต้องวิวัฒนาการ โดยมีรูปแบบดังนี้

1. สินค้าเป็นเงิน (Commodity Money) หมายถึง มนุษย์ในชุมชนหรือกลุ่มนั้น ๆ เลือกเอาสินค้าที่ทุกคนยอมรับขึ้นมาเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยน โดยอาจเป็นสินค้าอุปโภค บริโภค กระทั่งถึงเครื่องประดับหายาก เปลือกหอย หินสี กระดูกสัตว์ ขนสัตว์ หรืออื่น ๆ ตามแต่ตกลง

2.  เงินจากโลหะ (Metallic Money) ต่อมาเมื่อสังคมโตขึ้น การแลกเปลี่ยนแบบเดิมไม่สะดวก จึงมีการนำโลหะต่าง ๆ มาใช้แลกเปลี่ยน เช่น ทองคำ เงินและทองแดง โดยมีหลักฐานกระจายอยู่ทั่วโลก เก่าแก่ที่สุดค้นพบที่อินเดียสร้างเมื่อ 5,000 ปี ก่อนคริสตกาล ในจีนมีการใช้มากกว่า 2,000 ปี ก่อนคริสตกาล โรมันมีการใช้เหรียญแบบวงกลมที่กลายมาเป็นมาตรฐานเมื่อช่วงปี ค.ศ. 300-500 

3. เงินกระดาษ (Paper Money) แม้โลหะจะคงทน แต่ปัญหาคือมีไม่เพียงพอต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ จึงมีการทำ “สัญญา” ในกระดาษที่ระบุว่าผู้ที่มีสัญญานี้จะสามารถแลกเงินโลหะคืนได้ โดยที่ประเทศจีนมีการผลิตเงินกระดาษนี้ช่วงศตวรรษที่ 9 ก่อนที่อื่น (มีนวัตกรรมการผลิตกระดาษก่อนใครเพื่อน) แต่ไม่สำเร็จ เพราะคนที่เข้าถึงเงินกระดาษจะเป็นกลุ่มคนที่มีทรัพย์สินหรือคนชั้นสูง ก่อนจะมาทำสำเร็จในช่วงศตวรรษที่ 17 จึงทำให้จีนเป็นชาติแรกที่ใช้เงินกระดาษ


ทางฝั่งตะวันตกเงินกระดาษเกิดมาจากกลุ่มช่างทองในช่วงศตวรรษที่ 17 โดยประชาชนไม่สะดวกพกเงินโลหะจึงนำไปฝากพวกช่างทองเพราะเป็นกลุ่มคนฐานะดี และช่างทองจะออกตั๋วหรือใบรับฝาก ซึ่งสามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ ต่อมาช่างทองเหล่านี้ก็กลายเป็นนายธนาคาร และวิวัฒนาการเงินกระดาษเป็น “บัตรธนาคาร” ที่เป็นสัญญาที่นำมาแลกเงินโลหะคืนได้ ต่อมารัฐบาลแต่ก็นำสิทธิ์ในการออกบัตรธนาคารมาเป็นของธนาคารกลางและจัดพิมพ์ “ธนบัตร” ขึ้นมาใช้แทน โดยยกเลิกการแลกเงินโลหะและประกาศให้ธนบัตรสามารถชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย (Legal Tender) 

จากวิวัฒนาการของเงินเราจะพบว่า คุณสมบัติที่สำคัญของตั๋วกระดาษคือการพกพาสะดวก แต่ก็มีข้อเสียคือปลอมแปลงและเสียหายได้ง่ายเช่นกัน ดังนั้นแต่ละประเทศจึงใช้เทคโนโลยีการพิมพ์เข้าไปเพื่อให้ปลอมแปลงยากและกลายเป็นธนบัตรที่ใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน 

แต่ด้วยการที่เงินถูกควบคุมของรัฐบาลแต่ละประเทศ ทำให้มีกลุ่มคนที่คิดว่าจะดีกว่าไหมหากควบคุมเงินกันเอง จึงเกิดเป็นสกุลเงินดิจิทัลหรือ Cryptocurrency ขึ้นมาในปัจจุบัน (แต่ขอข้ามเรื่องนี้ไปก่อน เดี๋ยวจะยืดยาวเกินไป)

กลับมาที่ซีรีส์ The Last of Us 

เราเห็นเลยว่าผู้รอดชีวิตไม่มีทรัพยากรที่ดีพอในการผลิตธนบัตร ดังนั้นรัฐบาลปกครองจึงเลือกใช้บัตรปันส่วนในการแลกเปลี่ยนหรือจ่ายเป็นค่าแรงในการทำงานของประชาชนแทน (ซึ่งก็น่าคิดว่ามีการจัดการควบคุมเงินเฟ้อได้มากน้อยแค่ไหน เพราะช่วงแรกที่โลกมีการใช้เงินกระดาษนั้น ถือว่าล้มเหลว เพราะมีการพิมพ์เงินกระดาษออกมาโดยไม่มีทรัพย์สินใด ๆ มาอ้างอิงเลย)

คำถามที่น่าสนใจต่อมาคือเมื่อตัวเอกเดินทางข้ามพื้นที่หรือไปเมืองอื่น บัตรปันส่วนนี้ยังใช้ได้ไหม?

เรื่องนี้ทำให้นึกถึงการค้าระหว่างประเทศในสมัยล่าอาณานิคม ซึ่งประเทศจะค้าขายกันยากลำบากพอสมควร จึงมีการคิดระบบแลกเปลี่ยนเกิดขึ้น และถ้าโลกการเงินของ The Last of Us จะมีการค้าระหว่างเมือง ก็จำเป็นต้องมีการประชุมกันเพื่อตกลงว่าจะใช้สินค้าหรือสิ่งของใดเพื่ออ้างอิง แต่วิกฤติแบบนี้แค่มีชีวิตรอดก็ยากแล้ว การเจรจาคงไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น จึงไม่น่าเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ

ดังนั้นบัตรปันส่วนของเมืองหนึ่งอาจเป็นแค่กระดาษไร้ค่าเมื่ออยู่เมืองอื่นก็ได้ การแลกเปลี่ยนที่เหมาะสมก็น่าจะย้อนกลับไปใช้ระบบ #สินค้าคือเงิน มีอะไรมาแลกก็เจรจากัน โดยสินค้าสำคัญ (ในซีรีส์) ที่น่าจะใช้แลกเปลี่ยนได้คือ ยารักษาโรค (บางอย่าง) ยาเสพติด บุหรี่ หรือสิ่งของจากโลกเก่า เช่นถ่านไฟฉาย แบตเตอรี่ อาหาร รวมถึงอาวุธ ดังนั้นหากตัวเอกจะเดินทางข้ามเมือง จำเป็นต้องหา อาวุธ บุหรี่หรือยาพกไว้ เผื่อใช้แลกอาหารหรือสิ่งจำเป็นในการเดินทาง

แล้วโลกแบบนี้คนที่มั่งคั่งจะเป็นยังไง? 

คำตอบกว้าง ๆ ที่น่าจะเป็นแนวทางได้ ไม่ว่าโลกของเราจะเป็นแบบไหน คือการมองให้ออกว่า ผู้คนมีความต้องการอะไร หากเราสามารถค้นหานำมาตอบสนองความต้องการได้ ไม่ว่าระบบแลกเปลี่ยนจะเป็นอย่างไร ก็มีโอกาสที่เราจะมั่งคั่งได้เสมอ 

แต่หากดูในซีรีส์ธุรกิจที่สร้างความมั่งคั่งหรืออำนาจต่อรองก็น่าจะเป็น ธุรกิจอาหาร ยารักษาโรค ธุรกิจออกไปตามหาของจำเป็นนอกเมือง (เหมือนที่ตัวเอกทำ) การทหารและการป้องกันภัย เป็นต้น 

บทความนี้ถูกเขียนขึ้นด้วยความสงสัย และกลายมาเป็นการสมมติเล่น ๆ (เป็นตุเป็นตะ) จากความอินในซีรีส์ผีเชื้อรา แต่มันก็ทำให้เห็นว่าบางอย่างที่เกิดขึ้นในซีรีส์นั้นก็สะท้อนมาจากเรื่องจริงไม่มากก็น้อย ถ้าตัดเรื่องเชื้อราควบคุมสมองมนุษย์ออกไป โรคระบาด วิกฤติต่าง ๆ ภาวะสงคราม ความโกลาหล การปกครอง อำนาจ ความเหลื่อมล้ำ คนจน คนรวย การกดขี่ และแนวคิดที่แตกต่างกันของสังคม สิ่งเหล่านี้ล้วนกระทบเราโดยตรงหรือมีผลต่อการเงินและการใช้ชีวิตของเราทุกคนทั้งสิ้น

สุดท้ายนี้ ก็หวังว่าบทความนี้จะชวนให้คิดและอ่านกันสนุก ๆ สำหรับใครที่ยังไม่ได้ดูตอนแรกก็อยากแนะนำให้ไปดูกัน ส่วนตอนนี้ขอตัวไปดู EP 2 ก่อนนะครับ 

อ้างอิง

Bank of Thailand

http://old-book.ru.ac.th/e-book/e/EC331/ec331-1.pdf

nbb museum

www.eco.ku.ac.th/admin/pdfmacro/chap13.pdf

silpa-mag

zipmex

national ww2 museum

เศรษฐกิจแม้จะป้อแป้ แต่คนที่แย่ไม่ใช่คนรวย : ยอดขายสินค้าหรูชี้ชัด คนรวยก็ยังรวยอยู่วันยังค่ำ

ฟังข่าวที่ไหนใครก็พูดว่าเศรษฐกิจแย่ โลกกำลังเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ใช้จ่ายเงินให้ระมัดระวัง ขนาดมหาเศรษฐีอันดับต้น ๆ ของโลกอย่าง เจฟฟ์ เบโซส์ (Jeff Bezos) ผู้ก่อตั้งและอดีตซีอีโอของ Amazon ยังออกมาบอกเลยว่า

“ถ้าคุณเป็นคนทั่วไปที่กำลังคิดว่าจะซื้อทีวีจอใหญ่ อาจจะรอสักหน่อย เก็บเงินเอาไว้ก่อน ดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น เหมือนกันกับรถยนต์คันใหม่ ตู้เย็น หรืออะไรก็ตาม เอาความเสี่ยงออกไปจากสมการให้หมดเลย”

สำหรับ ‘คนทั่วไป’ คำกล่าวของเบโซส์เป็นคำเตือนที่สติที่ดีเลยทีเดียว เพราะเศรษฐกิจช่วงนี้ถือว่าอ่อนแอจนเรียกได้ว่าป้อแป้ ล้มแหล่ไม่ล้มแหล่ ข่าวบริษัทปลดพนักงานมากมายเกิดขึ้นแทบทุกวัน ไม่ใช่แค่บริษัทเทคโนโลยีเท่านั้น อุตสาหกรรมอื่นอย่าง​ธนาคาร ยานยนต์ หรือแม้แต่สินค้าอุปโภคบริโภคก็กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาเรื่องดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย

แต่สำหรับคนที่ไม่ใช่คนทั่วไปบางกลุ่มอย่างคนรวยที่ถือเป็นเปอร์เซ็นต์ส่วนน้อยในสังคม สภาวะเศรษฐกิจที่กำลังถดถอยและสร้างความลำบากใจกลับไม่ใช่สิ่งที่พวกเขากังวลใจอะไรมากนัก คนกลุ่มนี้ยังจับจ่ายซื้อของเป็นปกติ จริงที่ยอดขายสินค้าตามซูเปอร์มาร์เก็ตอาจจะตกเพราะคนทั่วไประมัดระวังในการจับจ่ายซื้อของมากขึ้น สะท้อนมายังภาพรวมของตลาดหุ้นที่ร่วงไป 20% ในปี 2022 แต่ในขณะเดียวกันยอดขายของสินค้าและประสบการณ์หรูนั้น ‘เติบโต’ เทียบเป็นเปอร์เซ็นต์เท่า ๆ กันในปีที่แล้ว

ข้อมูลจากบริษัท Bain & Company ที่ศึกษาเกี่ยวกับตลาดสินค้าหรูนั้นช่วยให้เราเห็นภาพตรงนี้ชัดขึ้น

ตลาดสินค้าหรูอย่างเสื้อผ้า กระเป๋า และ เครื่องประดับ ที่เติบโตในปีที่แล้วเป็นมูลค่ากว่า 56 ล้านล้านบาทนั้นส่วนใหญ่มาจากการช้อปปี้ของกลุ่มลูกค้า Gen Z และ Millenials โดยรายงานจาก Bain & Company บอกว่า

“การจับจ่ายของ Gen Z หรือเด็กกว่าอย่าง Gen Alpha นั้นมีโอกาสเติบโตได้เร็วกว่ารุ่นก่อนหน้าถึงสามเท่าภายในปี 2030”

แสดงให้เห็นเลยว่าแนวคิดเชิงวัตถุนิยมนั้นถูกส่งต่อไปยังรุ่นต่อไปเรียบร้อยแล้ว แถมยังถูกส่งต่อในอัตราที่เร่งขึ้นอีกด้วย

เราอาจจะคิดว่าคลื่นการบริโภคสินค้าหรูมาจากฝั่งของประเทศจีนรึเปล่า? ที่จริงแล้วไม่ใช่ อย่าลืมว่าเมื่อปีก่อนประเทศจีนยังคงอยู่ในช่วงล็อกดาวน์ (ปีนี้อาจจะเห็นการฟื้นกลับมาตรงนี้) แต่จากข้อมูลแล้วเป็นชาวอเมริกันต่างหากที่ขับเคลื่อนการบริโภคแบรนด์หรูเหล่านี้ โดยเฉพาะในพื้นที่อย่างนิวยอร์กที่กลายเป็นเมืองหลวงแห่งสินค้าหรูไปเรียบร้อย

ความเข้าใจของคนส่วนใหญ่คือคนที่ร่ำรวยนั้นแม้ว่าจะไม่ได้ลำบาก แต่พออยู่ในช่วงเศรษฐกิจขาลงหรือภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนแบบนี้ก็อาจจะลดการซื้อของลงไปด้วย โดยเฉพาะสินค้าที่ยังไม่มีความจำเป็น รอจนกว่าตลาดจะฟื้นค่อยกลับมาซื้อใหม่ แต่นั้นเป็นเรื่องที่ไม่จริงสักเท่าไหร่

มิลตัน เปดราซ่า (Milton Pedraza) ซีอีโอของ The Luxury Institute บริษัทให้คำปรึกษาเกี่ยวกับงานวิจัยสินค้าหรูและบริการที่ตั้งอยู่ในนิวยอร์ก บอกว่าในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมานั้นกลุ่มคนที่ร่ำรวยมาก ๆ ที่เรียกว่าเป็นยอดพีระมิด 5% ของคนที่รำ่รวยนั้นสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล เพราะฉะนั้นการที่ตลาดหุ้นหรือเศรษฐกิจร่วงแค่ 20% ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ส่งผลกระเทือนอะไรเลยแม้แต่น้อย

เปดราซ่าบอกว่า “ความร่ำรวยมีมากมายในโลกใบนี้” และที่สำคัญกลุ่มคน 5% ผู้มั่งคั่งนี่แหละที่คิดเป็น 40% ของยอดขายโดยรวมของทั้งตลาดสินค้าหรูหราเลย

ด้วยเงินที่มีมากมายมหาศาล ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ ‘มีเวลา’ ใช้เงินมากกว่าคนทั่วไปด้วย โดยสถิติแล้วอายุขัยของคนกลุ่มนี้จะสูงกว่ากลุ่มคนยากจนประมาณ 10 ปี เพราะได้รับการรักษาพยาบาลเป็นอย่างดี อาหารการกินครบถ้วน การพักผ่อนที่เพียงพอ และความเครียดต่าง ๆ ที่หลายคนเชื่อว่าคนรวยนั้นต้องทำงานหนัก เปดราซ่าบอกว่าเป็นความเชื่อที่ผิด ๆ ทั้งสิ้น

เปดราซ่าอธิบายว่าสำหรับกลุ่มคนรวยแล้ว “มันเหมือนการวิ่งเร็ว ไม่ใช่มาราธอน พวกเขาทำงานหนัก ปิดดีล แล้วหลังจากนั้นก็พักยาวไปเลย” โดยจากการสัมภาษณ์กลุ่มคนที่เรียกว่า UHNW (Ultra High Net Worth) หรือคนที่มีความมั่งคั่งอย่างล้นหลามนั้น เปดราซ่าบอกว่าพวกเขาทำงานวันหนึ่งไม่เกิน 6 ชั่วโมงเพราะฉะนั้นจึง ‘เครียดน้อยกว่า’

คนที่ร่ำรวยไม่เพียงแค่อายุยืนขึ้นเท่านั้น ตอนนี้มีเพิ่มมากขึ้นด้วย หลายทศวรรษที่ผ่านมาเราเห็นการเติบโตในประเทศกำลังพัฒนาทำให้เกิดคนร่ำรวยมากขึ้นในสังคม เมื่อรวมมันเข้าไปกับกลุ่มคนร่ำรวยในรุ่นก่อน ๆ ก็ยิ่งทำให้จำนวนของคนร่ำรวยในโลกใบนี้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงกลุ่มคนชราเลยทีเดียว คลอเดีย ดราร์พิซีโอ (Claudia D’Arpizio) ที่ทำงานร่วมกับ บริษัท Bain & Company บอกว่า “ตอนนี้คุณมีผู้บริโภคสินค้าแบรนด์หรู 5 เจนเนอเรชั่นที่ซื้อแบรนด์ต่างๆ เช่น วิตตอง แอร์เมส หรือชาแนล ซึ่งพวกเขาก็เติบโตกับของเหล่านี้เลย”

แบรนด์เหล่านี้แหละที่สร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำในช่วงหลัง พวกเขาไม่ได้พยายามเข้าสู่ตลาดผู้บริโภคทั่วไป (80% ของผู้บริโภค) ซึ่งถือว่าเป็นตลาดที่วิ่งตามกระแสเศรษฐกิจของโลก แต่จัดตัวเองให้เป็นสินค้าแบรนด์หรูที่ตั้งเป้าหมายเป็นกลุ่มคนที่มีเงินจริง ๆ ไม่ว่าจะช่วงไหนของเศรษฐกิจก็ตาม เปดราซ่ากล่าวว่า “แบรนด์เหล่านี้ตั้งเป้าที่แนวคิด ไม่ใช่กลุ่มลูกค้า” และแนวคิดของแบรนด์คือการสร้างสินค้าที่สามารถส่งต่อให้รุ่นอื่น ๆ ต่อได้

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้สินค้าพรีเมียมได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้นในช่วงที่ผ่านมาคือกระแสของตลาดสินค้าหรูมือสองที่ได้รับความนิยมจากคนรุ่นใหม่มากขึ้น สินค้าบางอย่างที่เป็น limited edition หรือ รุ่นที่หายาก ราคาพุ่งขึ้นสูงกว่าสินค้าใหม่ก็มี บางคนซื้อมือสองเพราะรู้สึกว่ามันเป็นทางเลือกที่ดีต่อโลกมากกว่าซื้อสินค้ามือหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าถือ เสื้อผ้า นาฬิกา หรือแม้แต่เครื่องประดับต่าง ๆ

ในฝั่งของเอเชียเองแม้จีนหรือญี่ปุ่นดูจะเงียบลงไปในตลาดสินค้าพรีเมียม แต่กลายเป็นว่าลูกค้าในฝั่งของเกาหลีใต้เติบโตอย่างเห็นได้ใช้ ไม่ใช่แค่ในกลุ่มคนที่รวยสุด ๆ ในสังคมด้วย แต่ในกลุ่มของคนชั้นกลางก็มีการซื้อสินค้าแบรนด์เนมมากยิ่งขึ้นเนื่องจากกระแส YOLO (You Only Live Once) การใช้ชีวิตให้มีความสุขมากที่สุดในตอนนี้ ซึ่งเป็นภาพที่สะท้อนถึงตลาดบ้านที่ราคาสูงเกินเอื้อมสำหรับคนรุ่นใหม่ จากเมื่อก่อนที่คนฝันเก็บเงินอยากมีบ้าน ตอนนี้ในเมื่อมันไปไม่ถึงก็ซื้อของที่ทำให้มีความสุขในตอนนี้ดีกว่า

พนักงานบริษัทประกันภัยคนหนึ่งในเกาหลีใต้ที่ได้เงินเดือนปีละประมาณ 800,000 บาท ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg ว่า

“เพื่อนของฉันทุกคนมีกระเป๋าแบรนด์เนมอย่างน้อยคนละใบ Gen-Z ในเกาหลีใต้มีคติประจำใจว่า YOLO เมื่อเราซื้อบ้านไม่ได้ แพงเกินไป ทำไมต้องเก็บเงินเพื่ออนาคตด้วยล่ะ?”

เทรนด์ของตลาดนี้จะไปต่อไหม? มูลค่าของตลาดสินค้าพรีเมียมจะยังเติบโตต่อไปรึเปล่า? เป็นคำถามที่น่าสนใจเพราะหลังจากนี้ที่ตลาดเข้าสู่ภาวะถดถอย ไม่มีเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล มีคนตกงานเยอะมากขึ้น (ข่าวเรื่องการปลดพนักงานยังคงมีมาตลอดแทบทุกวัน) ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่เพิ่มขึ้น รวมถึงสินค้าแบรนด์พรีเมียมเหล่านี้ที่ขึ้นตลอดทุกปีอยู่แล้ว

เราอาจจะเห็นกลุ่มคนที่มีรายได้ปานกลางที่ซื้อสินค้าแบรนด์หรูหายไป แต่ก็อาจจะมีบ้างที่ยอมเป็นหนี้ รูดบัตรซื้อกระเป๋าแบรนด์หรือนาฬิกายี่ห้อดัง (ซึ่งตอนนี้ดอกเบี้ยก็ยิ่งแพงทำให้จ่ายคืนลำบากขึ้นอีก) โดยเฉพาะประชากรในกลุ่มประเทศอย่างที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ในสังคมค่อนข้างมาก แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่แล้วน่าชะลอการซื้อและตลาดสินค้าพรีเมียมมีโอกาสที่จะหดตัวลดลงในปีนี้

แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม คนที่รวยที่สุด กลุ่มท็อป 5% ของคนที่มีความมั่งคั่งในสังคมและวิถีชีวิตก็คงจะไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก พวกเขาก็ยังคงใช้เงินแบบเดิมต่อไป (อาจจะมากขึ้นกว่าเดิมเพราะของแพงขึ้น) ส่วน ‘คนปกติทั่วไป’ อย่างเราก็ควรทำตามคำแนะนำของเบโซส์ครับ “รอสักหน่อย เก็บเงินเอาไว้ก่อน ดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น เอาความเสี่ยงออกไปจากสมการให้หมดเลย”

==============

Financial Times
Economists
Yahoo Finance
Bloomberg
Bloomberg

2 เทคนิคประหยัดเงินจาก Bernadette Joy โค้ชการเงินที่ล้างหนี้หลัก 10 ล้านได้ภายใน 3 ปี

ความท้าทายอย่างหนึ่งของการบรรลุเป้าหมายทางการเงินที่ตั้งเอาไว้ในแต่ละเดือนคือหยุดตัวเองไม่ให้ใช้จ่ายเงินเกินตัว มื้อค่ำกับเพื่อน หรือกางเกงยีนตัวใหม่ หรือเสื้อแจ็คเก็ตลายสวย ๆ ที่เพิ่งออกคอลเลกชั่นใหม่ การปฏิเสธหรือยับยั้งตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่พูดง่ายแต่ทำได้ยากมาก

แต่ถ้าเราอยากไปถึงเป้าหมายทางการเงินที่ต้องการ แน่นอนว่ามันเป็นสิ่งจำเป็น

เบอร์นาเดต จอย (Bernadette Joy) โค้ชการเงินผู้ก่อตั้งเว็บไซต์การเงิน ‘Crush Your Money Goals’ ที่ล้างหนี้หลัก 10 ล้านได้ภายใน 3 ปี และมีเงินลงทุนกว่า 33 ล้านบาทด้วยตัวเองภายในอายุ 37 ปีได้แชร์ 2 เทคนิคลดการใช้จ่ายกับ CNBC ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอใช้กับตัวเองแล้วได้ผลจนสามารถจ่ายหนี้ก้อนใหญ่นั้นได้ เธอบอกว่ามันคือการสร้างกรอบให้กับตัวเอง “ตัดสิ่งที่มีก็ดี การซื้อด้วยอารมณ์ ดีในตอนนั้นและบางทีก็ไม่ได้สำคัญเลย” ออกไป แล้วจะมีเงินเหลือเยอะขึ้น

โดย 2 เทคนิคที่เธอใช้คือ

1. กฎ 1 เหรียญ

สำหรับกฎนี้จอยบอกว่ามันเป็นอะไรที่ง่ายมาก “สินค้าไหนก็ตามที่การใช้แต่ละครั้งถูกกว่าหรือเท่ากับ 1 เหรียญ ฉันก็จะอนุญาตให้ตัวเองซื้อ กฎนี้จะให้ฉันสามารถที่จะซื้อของที่ใช้บ่อย ๆ และป้องกันการซื้อแบบตามอารมณ์และซื้อแค่เพราะมันเป็นดีลที่ราคาดีเท่านั้น”

ที่จริงกฎข้อนี้เราอาจจะต้องเอามาปรับให้เข้ากับบริบทของค่าเงินของเราสักหน่อย อย่างของจอยใช้กฎ 1 เหรียญ มูลค่าอยู่ที่ราว ๆ 35 บาท เราอาจจะลดลงมาหน่อย ปรับเป็นกฎ 20 บาท แบบนี้ก็พอได้เพราะค่าเงินของเราถูกกว่า

วิธีการใช้กฎนี้ก็คือว่า สมมุติเราไปเห็นเสื้อกันหนาวตัวละ 5,000 บาท ถ้าเราใช้กฎ 20 บาท ก็คือเอาราคาของสินค้าที่อยากได้ (ในกรณีนี้ก็ 5,000 บาท) ไปหาร 20 บาท ผลลัพธ์ที่ได้คือจำนวนครั้งที่เราควรต้องใช้สินค้านั้นให้เพื่อให้คุ้มค่า อย่างในกรณีนี้ 5,000 / 20 = 250 ครั้ง ถ้าเราคิดว่าไม่มีทางที่เราจะใส่เสื้อกันหนาวตัวนี้ 250 ครั้งในปีนี้อย่างแน่นอน เพราะบ้านเราก็ไม่ได้หนาวตลอดปีและเสื้อที่บ้านก็มีอยู่แล้ว ก็ตัดใจจากมันได้เลย

เทคนิคนี้ช่วยให้เธอสามารถเลือกสินค้าได้ดีขึ้น ส่วนใหญ่แล้วมีคุณภาพมากขึ้นด้วย เธอยกตัวอย่างเช่นเสื้อยืดตัวละ 200 บาท ถ้าใส่แค่ครั้งเดียวยังไงก็ไม่คุ้ม แม้ว่าจะแค่ 200 บาทก็ตามที

2. กฎ 80/20

กฎข้อนี้ก็ไม่มีอะไรยุ่งยากครับ เธอบอกว่าให้ลองคำนวณว่าสิ่งที่เราจะซื้อนั้นจะใช้เยอะแค่ไหน 80%? หรือแค่ 20%?

จอยยกตัวอย่างว่า “ฉันเคยบ่นกับเพื่อนว่าไม่อยากซื้อโทรศัพท์ใหม่หรือแล็ปท็อปเครื่องใหม่เพราะมันราคาสูง แต่ฉันก็ใช้ทั้งคู่ทุกวัน มันก็เลยลบล้างความรู้สึกผิดตรงนั้นไปเพราะมันเป็นสิ่งที่จำเป็น”

เพราะฉะนั้นถ้าคุณซื้อมาแล้วใช้มันแค่ 20% อาจจะลองตัดสินใจใหม่อีกครั้งดูเพราะความคุ้มค่าน่าจะยังไม่พอ เช่นจะซื้อเตาอบขนมมาติดบ้าน โดยที่ ‘คิดว่า’ ถ้าว่างจะลองทำขนมตาม YouTube ดู ส่วนใหญ่แล้วจะไม่ค่อยว่างและเตาอบพวกนี้ก็จะไปอยู่ในห้องเก็บของในอีกไม่นานในอนาคต

อะไรก็ตามที่ตกระหว่าง 20%-80% ก็ลองชั่งใจดูครับว่าจะใช้มันเยอะแค่ไหน เพราะของที่มีก็ได้ ก็คงไม่มีก็ได้เช่นเดียวกัน

จอยเน้นย้ำว่าการลดหรือตัดค่าใช้จ่ายนั้นไม่ได้หมายถึงการตัดทุกอย่างที่สนุกออกไปจากชีวิต อย่าทำให้ตัวเองรู้สึกลำบากหรือของที่ทำให้ตัวเองมีความสุข การ ‘ติดตามเงินทุกบาทหรือด่าตัวเองไม่ได้ช่วยทำให้ใช้จ่ายน้อยลง’ แต่ให้จัดสรรเงินสำหรับสิ่งที่รักหรือนำความสุขมาให้จริง ๆ ดีกว่า

CNBC

Crush Your Money Goals

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save