ผลตอบแทนจากหวยอยู่ที่จิตใจไม่ใช่เม็ดเงิน ทำความเข้าใจการพนันยอดฮิตต่อชีวิตและเศรษฐกิจของคนไทยตลอด 2 ศตวรรษ

ช่วงเวลาการหมุนวงล้อและสุ่มหยิบลูกบอลเพื่อออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลทุกวันที่ 1 และ 16 ของทุกเดือนอาจเปลี่ยนชีวิตของใครบางคนไปอย่างสิ้นเชิง นั่นเป็นเหตุผลที่คนไทยจำนวนมากหลงใหลในการพนันรูปแบบนี้ สลากกินแบ่งรัฐบาลหรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า ‘หวย’ สามารถหาซื้อได้ง่าย กติกาการเล่นไม่ซับซ้อน ที่สำคัญใช้เงินเพียง 80 บาทก็มีโอกาสได้รางวัลสูงถึง 6 ล้านบาท

ตามประวัติศาสตร์การเล่นหวยในประเทศไทยพบว่าเกิดขึ้นครั้งแรกในปี 1835 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 3 โดยตอนนั้นเรียกว่า ‘หวย ก ข’ ซึ่งประยุกต์วิธีการเล่นมาจากหวยของจีน ออกรางวัลที่โรงหวยทุกวัน วันละ 2 ครั้ง (เวลาเช้าและค่ำ) ต่อมา หวย ก ข ถูกยกเลิกไปในปี 1916 เนื่องจากคนไทยหวย ก ข อย่างหนักจนไม่ทำมาหากิน

อย่างไรก็ตาม การยกเลิก หวย ก ข ทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้จากอากรหวยที่เคยจัดเก็บได้ราว 3.8 ล้านบาทต่อปี เทียบเท่าเม็ดเงินประมาณ 300 ล้านบาทในปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้เอง หวยจึงกลับมาหาคนไทยอีกครั้งในรูปแบบของสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งเริ่มจำหน่ายครั้งแรกในปี 1934 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาเงินมา ‘บำรุงกิจการทางเทศบาล’ จะเห็นได้ว่าตลอด 2 ศตวรรษที่ผ่านมา การเล่นหวยไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมที่สร้างความบันเทิงผ่านการเสี่ยงโชคให้กับคนไทยเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทต่อเศรษฐกิจไทยในฐานะแหล่งรายได้ของภาครัฐอีกด้วย

การลงทุนซื้อหวย 1 ใบคุ้มค่าแค่ไหน

ความคุ้มค่าของการลงทุนซื้อหวย 1 ใบสามารถพิจารณาได้จากจำนวนเงินรางวัลและโอกาสในการถูกเงินรางวัล

โดยในทางเศรษฐศาสตร์มีวิธีการคำนวณสิ่งที่เรียกว่า ‘ค่าคาดหวัง (expected value)’ จากการซื้อหวย ซึ่งเท่ากับ

จำนวนเงินรางวัล (A) คูณ (*) ด้วยโอกาสในการถูกเงินรางวัล (B)

รางวัลABA * B
จำนวนเงินรางวัล (บาท)โอกาสในการถูกรางวัลค่าคาดหวัง (บาท)
รางวัลที่ 16,000,0001 ใน 1,000,0006.0
รางวัลที่ 22,000,0005 ใน 1,000,0001.0
รางวัลที่ 380,00010 ใน 1,000,0000.8
รางวัลที่ 440,0001 ใน 100,0000.4
รางวัลที่ 520,0001 ใน 10,0002.0
รางวัลเลขหน้า / เลขท้าย 3 ตัว4,0002 ใน 1,0008.0
รางวัลเลขท้าย 2 ตัว2,0001 ใน 10020.0

ที่มา: ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย คำนวณโดยผู้เขียน


ตามที่แสดงในตาราง หากผู้ซื้อหวยไม่ได้ตั้งความหวังไว้สูงว่าตัวเองจะต้องถูกรางวัลที่ 1 แต่ขอแค่ถูกรางวัลอะไรก็ได้ ให้นำค่าคาดหวังของรางวัลทุกประเภทมาบวกรวมกันจะได้เท่ากับ 38.2 บาท ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับเงินที่ต้องจ่ายเพื่อซื้อหวย 1 ใบที่ราคาขั้นต่ำคือ 80 บาท ดูยังไง ๆ ก็ไม่คุ้มเอาเสียเลย

อย่างไรก็ตาม ดาเนียล แบร์นูลลี (Daniel Bernoulli) นักคณิตศาสตร์ชาวสวิสได้เสนอแนวคิดไว้ในหนังสือที่ชื่อ Exposition of a New Theory on the Measurement of Risk ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1738 โดยเขาบอกว่าเมื่อคนเราต้องตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอน (uncertainty) เรามักเลือกตัวเลือกที่ทำให้เราพอใจมากที่สุด ซึ่งอาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ทำให้เราได้รับผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินสูงที่สุด

ต่อมาแนวคิดนี้ได้พัฒนาไปเป็นทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่ชื่อว่า ‘ทฤษฏีอรรถประโยชน์คาดหวัง’ (Expected Utility Theory) ซึ่งใช้วิธีการคำนวณค่าคาดหวังโดยวัดจากความพอใจ (Expected Utility) แทนการวัดจากตัวเงินที่จะได้รับ สำหรับกรณีของการซื้อหวย 1 ใบ

ค่า Expected Utility จะเท่ากับระดับความพอใจที่ได้รับจากการถูกรางวัลคูณด้วยโอกาสในการถูกรางวัล ทั้งนี้ ระดับความพอใจจากการซื้อหวยของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมว่าเป็นคนประเภท 1) ชอบความเสี่ยง (risk seeking) 2) ไม่ชอบความเสี่ยง (risk aversion) หรือ 3) เฉย ๆ กับความเสี่ยง (risk neutrality)

ต่อมา แดเนียล คาฮ์นะมัน (Daniel Kahneman) นักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบลในปี 2002 ได้พัฒนาทฤษฎีที่ชื่อว่า ‘ทฤษฎีคาดหวัง’ (Prospect Theory) ร่วมกับ เอมอส ทเวอร์สกี้ (Amos Tversky) นักเศรษฐศาสตร์อีกท่านที่เสียชีวิตไปในปี 1996 ซึ่งทฤษฎีนี้มีพื้นฐานแนวคิดว่าคนเราให้น้ำหนัก (weight) กับโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนไม่เท่ากัน โดยมักให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น (overweighting) กับตัวเลือกที่มีโอกาสที่เกิดขึ้นน้อย และให้น้ำหนักลดลง (underweighting) กับตัวเลือกที่มีโอกาสเกิดขึ้นมาก ตัวอย่างเช่น ถึงแม้ว่าโอกาสในการถูกรางวัลเลขท้าย 2 ตัวมีอยู่น้อยนิดเพียง 1% แต่ในความรู้สึกของผู้ที่ซื้อหวยคือโอกาสถูกรางวัลมีมากกว่า 1% ซึ่งอาจอ้างอิงกับความเชื่อส่วนบุคคล เช่น การทำนายตัวเลขจากความฝันหรือเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้น

โดยสรุป ถ้าถามว่าการลงทุนซื้อหวย 1 ใบคุ้มค่าแค่ไหน คำตอบในมุมของผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินคือไม่คุ้มเลย แต่ในแง่ของจิตใจสำหรับผู้ซื้อบางคนอาจคุ้มมากเสียจนไม่สามารถประเมินออกมาเป็นตัวเลขได้

แนวโน้มการเล่นหวยของคนไทย : จุดเปราะบางทางการเงินในอนาคต?

ถึงแม้การซื้อหวยจะให้คุณค่าทางจิตใจกับคนไทยจำนวนไม่น้อย แต่ก็อาจสร้างปัญหาทางการเงินให้กับผู้ซื้อและครอบครัวได้เช่นกัน โดยข้อมูลจากรายงานศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน ปี 2022 ที่จัดทำโดยศูนย์ศึกษาปัญหาพนัน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่าคนไทยนิยมเล่นพนันในรูปแบบของสลากกินแบ่งรัฐบาลมากที่สุด และจำนวนผู้เล่นในปี 2021 เพิ่มขึ้นจากปี 2019 ประมาณ 1.9 ล้านคน โดยเพิ่มขึ้นมากในกลุ่มเด็ก (อายุ 15-18 ปี) และกลุ่มผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 60 ปี) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการหารายได้ไม่มากนัก

สำหรับวงเงินหมุนเวียนในตลาดพนันสลากกินแบ่งรัฐบาลในปี 2021 ลดลงจากปี 2019 เนื่องจากการระบาดของ COVID-19 ทำให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลงดออกรางวัล 3 งวด อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาวงเงินหมุนเวียนต่องวดในปี 2021 พบว่าขยายตัวจากปี 2019 ประมาณ 6.3% ขณะที่ข้อมูลบัญชีรายได้ประชาชาติ ปี 2021 ที่จัดทำโดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แสดงให้เห็นว่ารายได้ที่ใช้จ่ายได้ของครัวเรือน (gross disposable income) ในปี 2021 ขยายตัวจากปี 2019 เพียง 1.8% เท่านั้น เพราฉะนั้น หากสมมติให้ครัวเรือนมีรายได้เท่ากันทุกเดือน จะพบว่าค่าใช้จ่ายในการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลโตเร็วกว่ารายได้ถึง 3.5 เท่า สะท้อนว่าความสามารถในการออมของครัวเรือนบางกลุ่ม โดยเฉพาะครัวเรือนกลุ่มรายได้น้อย อาจถูกกระทบจากการเล่นพนันสลากกินแบ่งรัฐบาลได้

ผู้เขียนจึงอยากฝากถึงผู้อ่านทุกท่านว่าการซื้อหวยเพื่อลุ้นโชคไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องมั่นใจว่าตัวเองมีวินัยทางการเงินมากพอ ก่อนจะซื้อหวยควรจัดสรรเงินที่หามาได้ไว้สำหรับเก็บออมเผื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินก่อน และไม่ควรซื้อในจำนวนเงินที่มากกว่าที่ตัวเองจะจ่ายไหวจนต้องไปกู้หนี้ยืมสิน หากทุกท่านรักษาวินัยทางการเงิน การซื้อหวยก็จะเป็นกิจกรรมที่ทั้งสร้างความสุขให้กับผู้เล่นและส่งเสริมให้รัฐบาลมีเงินทุนหมุนเวียนเพื่อใช้พัฒนาประเทศต่อไป

———————————–

บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย

ผู้เขียน : พิรญาณ์ รณภาพ

เศรษฐกรอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย

อ้างอิง

  • ประวัติการเล่นหวยในประเทศไทย จากสารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตสถาน [Link]
  • ข้อมูลภาษีอากรในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย โดย ศ. รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ [Link]
  • ประวัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จาก website ของหน่วยงาน [Link]
  • รายงานศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน ปี 2022 โดยศูนย์ศึกษาปัญหาพนัน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย [Link]
  • ข้อมูลบัญชีรายได้ประชาชาติ ปี 2021 จากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ [Link]

1 ปีสงครามรัสเซีย-ยูเครน กระทบเศรษฐกิจไทยแค่ไหนและส่งผลอย่างไรกับเงินในกระเป๋า

ผ่านมาแล้ว 1 ปี กับสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ที่สร้างผลกระทบทั่วทั้งโลก นอกจากความสูญเสียต่อทรัพย์สินและชีวิตของทหารและพลเรือนแล้ว ยังส่งผลกระทบก่อให้เกิดวิกฤติด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และมิติอื่น ๆ อีกมากมาย และแม้สงครามครั้งนี้อยู่ห่างไกลคนไทย แต่ที่จริงแล้วผลกระทบของมันก็สะเทือนเงินในกระเป๋าของเราไม่น้อย

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

– การส่งออก แม้สงครามครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกเพราะไทยมีสัดส่วนการส่งออกสินค้าไปรัสเซียเพียง 0.4% แต่ไทยมีการส่งออกไปประเทศสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรรวมกันกว่า 10.4% ซึ่งสงครามครั้งนี้ทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นทันที 1.3% ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของกลุ่มประเทศในยุโรป ทำให้มีการขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการไว้ 0.5%

การท่องเที่ยว ในช่วงเริ่มสงครามส่งผลกระทบนักท่องเที่ยว 2 กลุ่มได้แก่

1. นักท่องเที่ยวรัสเซีย ที่มีประมาณ 4% ของนักท่องเที่ยวที่เข้าไทยก่อนการระบาดของโควิด-19 เมื่อเกิดสงคราม การคว่ำบาตรธนาคารรัสเซีย, การจ่ายเงิน VISA Master Card ถูกตัดขาด, ค่าเงินรูเบิลอ่อนค่าลง ส่งผลให้ชาวรัสเซียที่เข้ามาไทยลดลง และไม่มีนักท่องเที่ยวจากยูเครนเลย

2. นักท่องเที่ยวชาวยุโรป ที่เข้ามาไทยประมาณ 16% ของนักท่องเที่ยวก่อนการระบาดของโควิด-19 ได้รับผลกระทบจากการปิดน่านฟ้าของทางรัสเซีย ทำให้ต้นทุนการเดินทางสูงขึ้น และเปลี่ยนใจไปท่องเที่ยวที่อื่นที่มีต้นทุนต่ำกว่า


วิกฤติเชื้อเพลิง

รัสเซียเป็นผู้ส่งออกพลังงานสำคัญของโลกทั้งก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ 16.2% ของก๊าซที่ผลิตทั้งโลก และน้ำมันที่ผลิตได้ 12.1% ของน้ำมันทั้งโลก เมื่อเกิดสงครามก็ทำให้ไม่มีการส่งพลังงานออกมาทั้งจากมาตรการคว่ำบาตรของประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับสงครามและมาตรการโต้ตอบของทางรัสเซียเอง จึงส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโดยราคาขยับสูงสุดไปอยู่ที่ 120 เหรียญต่อบาร์เรลในช่วงเดือนมิถุนายน 2022 (ปัจจุบันอยู่ที่ 76 เหรียญต่อบาร์เรล) ส่งผลให้น้ำมันสำเร็จรูปในบ้านเราพุ่งขึ้นไปด้วย

โดยน้ำมันดีเซล ( ปตท.) ขึ้นสูงสุดไปอยู่ที่ 34.94 บาท/ลิตร จากการตรึงราคาจากรัฐบาล ถ้าไม่มีการตรึงราคา อาจพุ่งไปถึง 40-45 บาทได้

ส่วนราคาน้ำมันเบนซินขายปลีกในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ( ปตท.) ราคาสูงสุดอยู่ในช่วงเดือน มิถุนายน 2022 เช่นกัน ดังนี้

  • E85 สูงสุดอยู่ที่ 37.57 บาท/ลิตร ก่อนสงคราม 27.94 บาท/ลิตร ปัจจุบัน (14 มีนาคม 2023) ราคาอยู่ที่ 34.19 บาท/ลิตร 
  • E20 สูงสุดอยู่ที่ 44.04 บาท/ลิตร ก่อนสงคราม 34.64 บาท/ลิตร ปัจจุบัน (14 มีนาคม 2023) ราคาอยู่ที่33.74 บาท/ลิตร
  • Gasohol 91 สูงสุดอยู่ที่ 44.88 บาท/ลิตร ก่อนสงคราม 35.48 บาท/ลิตร ปัจจุบัน ( 14 มีนาคม 2023) ราคาอยู่ที่35.78 บาท/ลิตร
  • Gasohol 95 สูงสุดอยู่ที่ 45.15 บาท/ลิตร ก่อนสงคราม 36.15 บาท/ลิตร  ปัจจุบัน ( 14 มีนาคม 2023) ราคาอยู่ที่ 36.05 บาท/ลิตร

และจากราคาที่สูงขึ้นของน้ำมันเชื้อเพลิง ก็ส่งผลทำให้ค่าครองชีพอื่น ๆ สูงขึ้นตามไปด้วย เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าเดินทาง และบริษัทขนส่งสินค้าก็มีการขึ้นราคาค่าบริการจากภาระค่าเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น

เงินเฟ้อ

เศรษฐกิจในที่สงครามเกิดขึ้นนั้นมีความเปราะบาง ประเทศส่วนใหญ่พึ่งฟื้นตัวจากโควิด-19 ทำให้มีความต้องการทั้งพลังงานและสินค้าเพิ่มมากขึ้นในช่วงต้นปี 2022 การมีสงครามรัสเซีย-ยูเครนเข้ามากระทบ ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นทันที

ประเทศไทยเองก็มีอัตราเงินเฟ้อสูงสุดในรอบ 24 ปีนับตั้งแต่ปี 1998 (ช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง) โดยในไตรมาส 3 เงินเฟ้อของไทยขึ้นไปแตะที่ 7.3% และค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อทั้งปี 2022 อยู่ที่  6.1 % สูงขึ้นเกือบ 5% จากปี 2021 ที่มีค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อทั้งปีเพียง 1.2% เท่านั้น

โดยสินค้าสำคัญภาคอุตสาหกรรมที่ปรับตัวขึ้นได้แก่ สินค้าโลหะ ได้แก่ นิกเกิลและแพลเลเดียมที่เพิ่มสูงขึ้น 92% และ 59% จากปี 2021 ภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้าง โรงกลั่นน้ำมัน การขนส่งทางเรือ และอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น เนื่องจากอุตสาหกรรมเหล่านี้มีต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น ส่วนสินค้าเกษตรที่ขึ้นราคาได้แก่ ข้าวสาลี เพิ่มขึ้น 74% จากช่วงสิ้นปี 2021 ส่งผลให้ราคาอาหารสัตว์สูงขึ้น สร้างภาระต้นทุนแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์

ส่วนสินค้าจำเป็นโดยตรงของประชาชน ทั้งอาหาร อาหารกระป๋อง เครื่องปรุง บะหมี่สำเร็จรูป ซอสปรุงรส น้ำอัดลม นม เครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ปุ๋ย ฯลฯ ต่างก็พาเหรดกันขึ้นราคา

นอกจากนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยจำเป็นต้องมีการปรับดอกเบี้ยพื้นฐานเพื่อยับยั้งเงินเฟ้อ ซึ่งปกติไทยคงอัตราดอกเบี้ยพื้นฐานอยู่ที่ 0.5% ตั้งแต่ปี 2020 ก่อนจะปรับขึ้นมาเป็น 1.0% ในเดือนสิงหาคม 2022 และเพิ่มเป็น 1.5 % ในช่วงสิ้นเดือนมกราคม 2023 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยตามไปด้วย กระทบประชาชนที่มีหนี้กับสถาบันการเงิน

ราคาทองคำพุ่งทะยาน

เมื่อเกิดสงคราม ทรัพย์สินที่ผู้คนเก็บมากที่สุดก็ไม่พ้น #ทองคำ สงครามครั้งนี้ ก็ทำให้ราคาทองคำแท่งขึ้นไปแตะที่บาทละ 30,000 บาทในวันเริ่มสงคราม (24 กุมภาพันธ์ 2022) และขึ้นไปสูงสุดอยู่ที่บาทละ 32,100 บาท ในวันที่ 9 มีนาคม 2022 ทั้งที่ช่วงเดือนมกราคม 2022 ราคาทองคำอยู่ราว ๆ บาทละ 28,000 -29,000 บาทเท่านั้น โดย ปัจจุบัน (17 มีนาคม 2023) บาทละ 31,250 บาท)

สงครามครั้งนี้บอกอะไร?

ภาวะสงครามส่งผลให้เกิดความผันผวนทางเศรษฐกิจสูง ความไม่แน่นอน ความเปลี่ยนแปลง ปัญหาเหล่านี้มนุษย์เราต่างเผชิญกันมาหลายครั้ง ทั้งสงครามโลก สงครามเย็น แม้กระทั่งสงครามโรคระบาดอย่างโควิด-19 ที่ผ่านมา ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการมีเงินทุนสำรองกรณีฉุกเฉิน

ดังนั้นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับทุกคนคือการออมและเก็บเงินเหล่านั้นในที่ที่มีสภาพคล่องสูง ความเสี่ยงต่ำ เช่น ฝากออมทรัพย์ ทั้งนี้เงินสำรองกรณีฉุกเฉินควรมีเพียงพอสำหรับใช้จ่ายยาวนาน 3-6 เดือน ตามความจำเป็นของแต่ละคน

นอกจากนั้นการป้องกันความเสี่ยงก็เป็นเรื่องที่ต้องคำนึง เช่น การทำประกันชีวิต ประกันสุขภาพ รวมทั้งประกันที่ครอบคลุมเรื่องอื่น ๆ ด้วย ทั้งโรคร้ายแรง วินาศภัย โรคระบาด การก่อการร้ายและภาวะสงคราม เพราะทั้งหมดที่กล่าวมา ล้วนเป็นความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ โดยการซื้อประกันความเสี่ยง ควรซื้อตามกำลังที่มี ไม่วิตกกังวลมากเกินไป จนสร้างหนี้สินเพื่อป้องกันความเสี่ยง

การลงทุนในภาวะสงคราม

หากสงครามต้องใช้เทคโนโลยีและอาวุธยุทโธปกรณ์ในการสู้รบ การลงทุนก็จำเป็นต้องมีการปรับพอร์ตการลงทุนให้เข้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อเกิดภาวะวิกฤติ ก็ควรย้ายการลงทุนมาอยู่ในสินทรัพย์ที่เหมาะสมและปลอดภัย โดยสินทรัพย์ที่ควรลงทุนในภาวะสงคราม ได้แก่

  • พันธบัตรรัฐบาล ที่มีความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากรัฐบาลรับประกันการคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย
  • ทองคำ ขึ้นชื่อว่าเป็น Safe Heaven ที่ได้รับความนิยมสูงเพราะจับต้องได้ ไม่ได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ย และราคาสูงขึ้นตามความต้องการของตลาด
  • เงินฝากออมทรัพย์ แม้จะได้ดอกเบี้ยต่ำแต่ก็มีสภาพคล่อง
  • หุ้นพื้นฐานที่มีความแข็งแกร่ง ความเสี่ยงต่ำ หุ้นปลอดภัย (Defensive Stock) หรือกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากสงคราม เช่น หุ้นสินค้าอุปโภค หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลและยารักษาโรค หุ้นกลุ่มน้ำมันและพลังงาน เป็นต้น

แต่ภาวะสงครามหรือสถานการณ์วิกฤติส่วนใหญ่จะเป็นระยะสั้น ทำให้หุ้นและราคาของหน่วยลงทุนต่าง ๆ จะร่วงในช่วงเริ่มสงครามเพราะความกังวล แต่ระยะยาวมักจะกลับมาเป็นบวกอีกครั้ง ดังนั้นการลงทุนระยะยาวไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากสงคราม แต่ควรปรับพอร์ตให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ตั้งรับความผันผวนที่จะเกิดขึ้น และประเมินความเสี่ยงที่ยอมรับได้อยู่เสมอ

สุดท้ายไม่ภาวะสงครามจะเกิดขึ้นไกลหรือใกล้ตัว สิ่งที่ต้องคำนึงถึงอย่างแรกคือการมี #เงินสำรอง เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉินหรือช่วงที่เกิดความไม่แน่นอน และสิ่งสำคัญที่สุดที่จะลืมไม่ได้ไม่ว่าสถานการณ์ใด คือการลงทุนกับตัวเอง หมั่นเติมความรู้ใหม่ ๆ และติดตามสถานการณ์ ข่าวสารรอบตัว รวมถึงดูแลสภาพร่างกายและสภาพจิตใจให้เข้มแข็ง เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมในการเผชิญกับทุกสถานการณ์ต่าง ๆ ที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

เขียนและเรียบเรียงโดย อติพงษ์  ศรนารา

#aomMONEY #สงคราม #รัสเซีย #ยูเครน #เงินเฟ้อ #น้ำมัน #พลังงาน #ค่าครองชีพ #การออม #การลงทุน #วิกฤติการเงิน #ทองคำ

อ้างอิง

https://www.krungsri.com/th/research/research-intelligence/Russia-Ukraine-Impacts

https://www.pttor.com/th/oil_price

https://th.investing.com/commodities/crude-oil

https://www.bbc.com/thai/thailand-62174622

https://www.nesdc.go.th/ewt_news.php?nid=12567

https://www.bot.or.th/Thai/MonetaryPolicy/Pages/OverviewPolicyRate.aspx

https://xn--42cah7d0cxcvbbb9x.com

https://www.bot.or.th/Thai/MonetaryPolicy/MonetPolicyComittee/MPR/BOX_MPR/BOX2Q1_RusiaUkrain.pdf

https://www.scb.co.th/th/personal-banking/stories/grow-your-wealth/invested-during-the-war.html

https://www.advise-financial.com/what-to-do-with-your-investments-in-wartime/

https://www.stashaway.co.th/th-TH/r/what-to-do-with-money-during-inflation-war

มาซาโตชิ อิโตะ ชายอยู่เบื้องหลังตัว ‘i’ ใน ‘Seven & i Holdings’ ผู้นำ 7-Eleven จนโด่งดังระดับโลก

“ตี๊ด…ตึ๊ดดดด”

เสียงที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีเมื่อประตูอัตโนมัติร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven เปิดออกแล้วแอร์เย็นฉ่ำกระทบผิว มันเป็นที่พึ่งยามหิวโซ เป็นแหล่งพักพิงเมื่อเหนื่อยล้าจากการขับรถทางไกล บางทีเบื่อ ๆ ไม่รู้จะไปไหน 7-Eleven หน้าปากซอยก็กลายเป็นที่เดินเล่นแก้เหงาได้อยู่บ่อยครั้ง

ปัจจุบันตอนนี้ในประเทศไทยมี 7-Eleven อยู่ราว ๆ 12,800 สาขา (เริ่มมาตั้งแต่ปี 1989 ) แต่ถ้านับจำนวนสาขาทั่วโลกนั้นมีมากถึง 83,000 สาขา ซึ่งประมาณ 1/4 อยู่ในญี่ปุ่น ถือว่าเป็นหนึ่งในบริษัทเชนร้านสะดวกซื้อใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลกและทำให้ผู้ถือหุ้นใหญ่อย่าง มาซาโตชิ อิโตะ (Masatoshi Ito) นั้นมีมูลค่าทางทรัพย์สินกว่า 5,000 ล้านเหรียญก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในวันที่ 10 มีนาคม 2023 จากความชราด้วยวัยกว่า 98 ปี

อิโตะร่ำรวยขึ้นมาจากการขยายร้านค้าเล็ก ๆ ของครอบครัวให้เป็นหนึ่งในร้านค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นและพาร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ไปทั่วโลก ถูกขนานนามว่าเป็น แซม วอลตัน (Sam Walton – ผู้ก่อตั้ง Walmart บริษัทค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในโลก) ของประเทศญี่ปุ่น โดยมีสไตล์การทำธุรกิจแบบกระจายอำนาจซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากเพื่อนและที่ปรึกษาทางธุรกิจที่มีชื่อเสียงอย่างปีเตอร์ ดรักเกอร์ (Peter Drucker) ผู้ซึ่งเคยบอกว่าอิโตะคือ “หนึ่งในผู้ประกอบการและผู้สร้างธุรกิจที่ยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่งของโลก”

เริ่มจากจุดเล็ก ๆ

อิโตะถือกำเนิดในครอบครัวค้าขายพ่อไม่ค่อยเอางานเอาการสักเท่าไหร่ ส่วนแม่ทำงานหนักโดยตลอด ภายหลังแม่ก็หย่ากับพ่อและแต่งงานใหม่

หลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนอาชีวพาณิชย์โยโกฮาม่าในปี 1944 อิโตะเข้าทำงานกับบริษัท Mitsubishi Coal and Mining แต่ไม่นานเขาก็ถูกเกณฑ์เข้ารับราชการทหารและได้รับการฝึกฝนให้เป็นส่วนหนึ่งของหน่วยพลีชีพเพื่อโจมตีเรือข้าศึกแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงไปซะก่อน หลังสงครามไม่นาน เขาลาออกจาก Mitsubishi และเข้ามาดูแลธุรกิจของครอบครัวต่อ

ธุรกิจร้านเครื่องแต่งกายเล็กๆ ที่ย่านอาซากุสะในโตเกียวชื่อ ‘Yokado Clothing Store” ที่ก่อตั้งโดยลุงในปี 1920 โดยมีพี่ชายต่างมารดาสานต่อธุรกิจจนกระทั่งเสียชีวิตลงในปี 1956 ซึ่งตอนนั้นเองที่อิโตะได้เข้ามาช่วยดูและเปลี่ยนชื่อธุรกิจเป็น ‘อิโตะ-โยคาโดะ’ (Ito-Yokado) และทำการขยับขยายให้ธุรกิจเติบโตมากขึ้น

นอกจากจะขายเสื้อผ้าแล้ว เขายังเริ่มทำให้มันเป็นร้านสะดวกซื้อครบวงจรมากยิ่งขึ้นโดยขายของชำต่าง ๆ ด้วย มุ่งเน้นขยายสาขาในกรุงโตเกียว เมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่น และมีการนำระบบการบริหารซูเปอร์มาร์เก็ตจากอเมริกา มาใช้ภายในร้านจนกลายเป็นหนึ่งในธุรกิจค้าปลีกเจ้าใหญ่ของประเทศและเข้าตลาดหุ้นได้ในปี 1972

บริษัทของเขายังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องมีการก่อตั้ง Denny’s Japan Co. ซึ่งนำเครือร้านอาหารบรรยากาศครอบครัวจากสหรัฐฯ มาเปิดในประเทศญี่ปุ่นด้วย

7-Eleven

ช่วงเวลานั้นเอง โตชิฟูมิ ซูซูกิ (Toshifumi Suzuki) ผู้บริหารของอิโตะ-โยคาโดะเดินทางไปอเมริกาเพื่อมองหาโอกาสในธุรกิจใหม่ ๆ และเจอกับร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ซึ่งเขาเชื่อว่าร้านค้าปลีกขนาดเล็กแบบนี้คืออนาคตของธุรกิจค้าปลีก จึงตัดสินใจกลับมาโน้มน้าวอิโตะให้เข้าไปเจรจากับบริษัทเซาท์แลนด์ คอร์ปอเรชั่น (Southland Corporation) ซึ่งเป็นเจ้าของ 7-Eleven และนำมาเปิดในประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในปี 1974

มันได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ไม่นานนักสาขาของ 7-Eleven ก็ผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็วทั่วประเทศญี่ปุ่น โดยนำเสนอแนวคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับวิธีการดำเนินธุรกิจค้าปลีก รวมถึงการใช้แฟรนไชส์เพื่อขยายส่วนแบ่งการตลาดและเปิดดำเนินการตลอด 24 ชั่วโมงด้วย

ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 อิโตะ-โยคาโดะได้กลายเป็นอาณาจักรธุรกิจของญี่ปุ่นที่มีร้านค้าขนาดใหญ่ ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหารของ Denny’s ทั่วประเทศ และร้าน 7-Eleven มากกว่า 4,000 สาขา ซึ่งสร้างยอดขายต่อปีได้มากกว่า 12,000 ล้านเหรียญ

ในปี 1989 7-Eleven ของอิโตะได้เข้าไปถือสิทธิ์จัดการแฟรนไชส์ในรัฐฮาวาย ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นที่มักรู้สึกผิดหวังกับสาขาที่จัดการโดยฝั่งอเมริกาที่ไม่ทันสมัยเมื่อเทียบกับสาขาในญี่ปุ่น

หนึ่งปีให้หลังเซาท์แลนด์ประสบปัญหาทางการเงิน อิโตะ-โยคาโดะตัดสินใจเสนอข้อตกลงมูลค่า 430 ล้านดอลลาร์เพื่อซื้อหุ้น 70% ของบริษัท การตัดสินใจครั้งนี้อิโตะให้สัมภาษณ์กับ Nikkei Business ในปี 1996 ว่าเป็นการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับแบรนด์ หากมีข่าวเสียหายมาจากฝั่งอเมริกาก็จะทำให้แบรนด์ในญี่ปุ่นเสียหายไปด้วย

ในปี 1992 อิโตะประกาศลาออกจากตำแหน่งเพื่อรับผิดชอบการจ่ายเงินให้กับแก๊ง “ยากูซ่า” สามคนเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในการประชุมผู้ถือหุ้นโดยเจ้าหน้าที่ของบริษัทที่ขู่ว่าจะมาก่อความวุ่นวายในการประชุมบริษัท (ซึ่งในตอนนั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง)

ซูซูกิเข้ารับตำแหน่งต่อจากอิโตะในประธาน ต่อมาได้เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เขาเปลี่ยนชื่อธุรกิจใหญ่เป็น Seven & i Holdings ในปี 2005 และ 7-Eleven Inc. กลายเป็นบริษัทในเครือที่ถือหุ้นทั้งหมด อิโตะยังคงดำรงตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์ของบริษัทแม่ โดย “i” ในชื่อของบริษัทก็มาจาก ‘Ito-Yokado’ และนามสกุล (Ito) ของเขานั่นเอง

เมื่อถูกถามถึงเคล็ดลับความสำเร็จของเขาในการสัมภาษณ์กับ The Journal of Japanese Trade and Industry ในปี 1988 อิโตะกล่าวอย่างถ่อมตนว่า

“ผมมักถูกถามว่าประสบความสำเร็จเพราะทำงานหนักหรือเพราะโชคดี คำตอบคือก็มีส่วนทั้งสองอย่างนั่นแหละ”


Bloomberg

Ito Yokado

The New York Times

7 and i

CGU.EDU

SEJ

#aomMONEY #MoneyStoryTelling #7Eleven #Sevenandiholding #MasatoshiIto #มาซาโตชิอิโตะ #itoYokado #อิโตะโยคาโดะ #เสียชีวิต #ประวัติ #StoryofMoney

ถอดบทเรียนการล่มสลายของแบงก์อเมริกา ความโลภ ดอกเบี้ย และอนาคตเศรษฐกิจโลก

ช่วงนี้เกิดเรื่องช็อครายวัน ธนาคารถึงสามแห่ง #Silvergate #SVB #SignatureBank ถูกปิดตัวลง ซึ่งถือเป็นการล้มของแบงค์ที่เลวร้ายที่สุดเป็นอันดับที่สองของประวัติศาสตร์อเมริกา หลังจากฝุ่นเริ่มจาง เราจะมาถอดบทเรียนครั้งนี้กัน

1. ผลประโยชน์ของแบงค์จากช่องว่างของดอกเบี้ย

ธนาคารทั่วๆ ไปรับเงินฝากของลูกค้ามา โดยแลกกับการจ่ายดอกเบี้ยที่ต่ำมากๆ จนเกือบจะเป็นศูนย์ ส่งผลให้ต้นทุนของการยืมต่ำมาก แต่ธนาคารสามารถนำเงินยืมต้นทุนต่ำเหล่านี้ไปซื้อพันธบัตร ที่ดอกเบี้ยสูงกว่าเพื่อหาผลกำไรได้ ส่งผลให้ธนาคารต่างๆ ใช้วิธีนี้ในการแสวงหาผลกำไรในช่วงที่ผ่านมา

2. การขึ้นดอกเบี้ยของ FED

จากวิกฤตโควิดที่ผ่านมา ทำให้โรงงานและภาคการผลิตต่างๆ หยุดชงัก หลายๆ ธุรกิจต้นทางล้มหายตายจาก ส่งผลให้ข้าวของแพง เกิดภาวะเงินเฟ้อสูงสุดในรอบ 40 ปี ในการต่อสู้กับเงินเฟ้อ ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ FED ได้ทำการขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่เดือนพฤศภาคมในปีที่ผ่านมาได้ขึ้นดอกเบี้ยไปแล้วถึง 4.75% จาก 0.25% โดยหวังว่าการขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้ต้นทุนของการลงทุนในกิจการต่างๆ สูงมากขึ้น ต้นทุนดอกเบี้ยผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนต่างๆ ของผู้คนเพิ่มขึ้น เมื่อคนเหลือเงินน้อยลง จับจ่ายใช้สอยน้อยลง ความต้องการสินค้าน้อยลง ก็จะส่งผลให้ข้าวของราคาถูกลง

3. การลดลงอย่างต่อเนื่องของราคาพันธบัตร

ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ราคาของพันธบัตรลดลง ยกตัวอย่างเช่น พันธบัตรที่จ่าย 1000 บาท ในอีกสามปีข้างหน้าอาจจะมีราคาปัจจุบันอยู่ที่ 800 บาท นั่นคืปเราจ่าย 800 บาทเพื่อเงิน 1000 บาทในอนาคต แต่ถ้าดอกเบี้ยเพิ่มมากขึ้น จะทำให้เงิน 800 บาท ควรจะมีมูลค่ามากกว่า 1000 บาทในอนาคต ส่งผลให้ราคาของพันธบัตรที่จะจ่าย 1000 บาท มีค่าลดลงต่ำกว่า 800

ธนาคารที่หาผลประโยชน์จากช่องว่างของดอกเบี้ยก็เริ่มประสบกับปัญหา ที่ทำให้บัญชีของตัวเองเริ่มที่จะติดลบ ซึ่งเอาจริงๆ ปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะมันเป็นการขาดทุนชั่วคราว (unrealised loss) ถ้าธนาคารไม่ขายพันธบัตรเหล่านี้ และถือไปจนครบอายุ ก็จะได้เงินทั้งหมดคืนตามสัญญาของพันธบัตร ซึ่งรวมดอกเบี้ยไปแล้วด้วย

4. การแห่ถอนเงินออกจากธนาคาร bankRun

พวกเราต้องเข้าใจก่อนว่าเราอยู่ในยุคของ Fractional Reserve ซึ่งหมายความว่าธนาคารทำเงินฝากของเราไปหาผลประโยชน์ และไม่ได้เก็บเงินฝากไว้ 100% ซึ่งธนาคารเป็นธุรกิจที่ leverage สูงมากๆ โดยปกติจะมีการเก็บเงินอยู่แค่ไม่ถึง 3-15% เท่านั้นเอง

เมื่อมีการระแคะระคายถึงการขาดทุนของธนาคารจากการถือพันธบัตร ทำให้คน และสถาบันต่างๆ ที่ฝากเงินไว้เริ่มทยอยกันถอนเงินออก และแจ้งคนที่อยู่ในเครือข่าย หลายๆคนที่มีชื่อเสียงเริ่มแจ้งผ่าน social media ต่างๆ จนแบงค์เริ่มขาดสภาพคล่อง

ซ้ำร้ายแบงค์อย่าง Silvergate หรือ SVB มีลูกค้ารายใหญ่เยอะมากๆ โดยสำหรับ SVB เงินในบัญชีที่มียอดสูงกว่า 250,000 usd มีมากถึง 89% ซึ่งการมีลูกค้ารายใหญ่เยอะขนาดนี้ย่อมส่งผลให้เงินไหลออกได้ง่าย เพราะรายใหญ่ไม่เหมือนรายย่อย มี stickiness ต่ำ พร้อมที่จะย้ายเงินตลอดเวลา เพื่อผลตอบแทนที่สูงขึ้น และเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง หนำซ้ำคนเหล่านี้มักจะอยู่ในเครือข่ายเดียวกัน เมื่อย้ายออก ก็ย่อมสะกิดเพื่อนๆให้ระวัง และถอนเงินออกด้วยเช่นกัน

เมื่อธนาคารเหล่านี้ตกอยู่ในสภาพที่ขาดเงินสด ก็ย่อมต้องขาดทรัพย์สินต่างๆ รวมถึงพันธบัตรอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิด realised loss ขึ้นมา (บางแห่งขายก่อนด้วยซ้ำ) ส่งผลให้เกิดการขาดทุน และไม่สามารถชำระหนี้เงินฝากได้ครบตามจำนวน

5. การตัดสินใจกระโดดอุ้มแบงค์ของ FED

การที่ FED ออกมาประกาศอุ้มแบงค์อย่าง SVB โดยคืนเงินให้กับผู้ฝากเต็มจำนวน สำหรับผมถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ดี (ที่สุดเท่าที่ทำได้ในตอนนี้)

เหตุผลเพราะไม่ใช่แค่ SVB แน่นอน ที่ประสบปัญหากับราคาของพันธบัตร หลายๆธนาคารก็ประสบปัญหาเดียวกัน และมียอดติดลบค้างอยู่สำหรับพันธบัตรเหล่านี้ การที่ FED ออกรีบออกมาอุ้มผู้ฝากเงินเป็นการช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ฝาก และทำให้ความกลัวในตลาดลดลง เพราะถ้าประชาชน รวมถึงสถาบันต่างๆ ยังหวาดกลัว เมื่อมีคนเริ่มต้นถอนและปล่อยข่าว ย่อมต้องมีแบงค์ที่ 4,5,6 ที่จะล่มสลายตามมา รวมถึงยังช่วยลดความกังวลจากโดมิโน่ที่จะเกิดขึ้นต่อจากสถาบันต่างๆ ที่ฝากเงินไว้กับ SVB

อย่างไรก็ตาม ผลเสียของการอุ้มแบบนี้ อาจจะทำให้เกิด moral hazard ซึ่งทำให้ธนาคารต่างๆ ตัดสินใจแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง รวมอาจจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นต่อของค่าเงินของสหรัฐอเมริกา

6. ผลกระทบหลังจากนี้

หลายๆคนคาดว่า การกระโดดมาอุ้ม SVB ของ FED น่าจะช่วยทำให้ความกลัวลดลง และสามารถที่จะหยุดการแผ่ขยายของปัญหาได้ อย่างไรก็ตามการล้มของธนาคารต่างๆ เกิดจากความกลัวที่บางครั้งก็อาจจะไม่ได้มีเหตุผลมากนัก ในยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างรวดเร็ว ความไม่แน่นอนเป็นสิ่งที่เราต้องยอมรับ

ในระยะสั้น startups ต่างๆ ที่ใช้บริการ SVB ย่อมได้รับผลกระทบ ทั้งในแง่ของการดำเนินการทางการเงินต่างๆ รวมไปถึงการใช้เงิน ซึ่งอาจจะทำให้หยุดชะงัก ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่เพราะ startups, tech companies ใหญ่ๆ เกือบจะทั้งหมดใน sillicon valley เป็นลูกค้าของ SVB

การล้มลงของธนาคาร ย่อมส่งผลต่อการตัดสินใจของ FED ในการต่อสู้กับเงินเฟ้อเช่นกัน อย่างไรก็ตาม หลายๆคนมองว่า FED จะยังคงให้ปัญหาเงินเฟ้อเป็นปัญหาหลัก โดยแนวโน้นรวมจะยังคงเป็นการขึ้นดอกเบี้ย แต่อาจจะผ่อนปรน และเบาลงในระยะสั้น

——-

ผศ.ดร.อุดมศักดิ์ รักวงษ์วาน (เพจ : ติดเล่า เรื่องลงทุน)

อาจารย์ภาควิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ผู้ร่วมก่อตั้ง FWX แพลตฟอร์มอนุพันธ์ไร้ศูนย์กลาง

Silvergate ธนาคารสำหรับบริษัทคริปโตประกาศปิดตัว หลังความเสียหายจากการล่มสลายของ FTX

หลาย ๆ คน อาจจะคิดว่า Silvergate เป็นธนาคารคริปโต ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ถูกต้อง Silvergate เป็นเหมือนธนาคารทั่วไปแต่โฟกัสการให้บริการกับบริษัททางด้านคริปโต เช่น ตลาดซื้อขายคริปโต (Exchange) หรือบริษัทที่ทำด้านการเทรดและการกู้ยืมคริปโต ซึ่งในอดีตธนาคารต่าง ๆ ทั่วโลกไม่ยอมเปิดบัญชี หรือไม่บริการกับบริษัทเหล่านี้ เนื่องจากความกังวลในแง่ของการถูกแข่งขันจากเทคโนโลยีคริปโต และความกังวลทางด้านกฎหมายซึ่งไม่ชัดเจน

ตั้งแต่ปี 2013 Silvergate เริ่มต้นให้บริการกับบริษัทต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมคริปโต และเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยตลาดซื้อขายคริปโตเกือบจะ 100% ทั่วโลกได้เป็นลูกค้าของ Silvergate โดยในปี 2019 Silvergate ได้เข้าตลาดหุ้น Newyork Stock Exchange และราคาหุ้นพุ่งขึ้นสูงกว่า 1,500% ในช่วงตลาดคริปโตขาขึ้น อีกหนึ่ง service ของ Silvergate ที่สำคัญมาก ๆ สำหรับอุตสาหกรรมคริปโตคือ Silvergate Exchange Network (SEN) ซึ่งเป็นตัวกลางที่ช่วยในการโอนเงินสำหรับสถาบัน นักลงทุน และ exchanges ต่าง ๆ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งลูกค้าของ Silvergate ก็เป็นเจ้ายักษ์ๆ ในตลาด เช่น Coinbase, Gemini, Microstrategy, Paxos, Bitstamp และ Circle

การล่มสลายลงของ Silvergate นับว่าเป็นอีกหนึ่งในผลกระทบจาก exposure ที่มาจาก Domino ที่ไล่มาตั้งแต่ Luna-terra, 3AC, Genesis รวมไปถึง FTX ในช่วงตลาดคริปโตระส่ำระสาย รวมไปถึงผลกระทบทางด้านกฎหมายที่ถูกรุกอย่างหนักจากทาง Regulators ซึ่งหนึ่งในคดีที่น่าตกใจคือ FTX ได้ทำการลักลอบโอนเงินของลูกค้าตัวเองออกไปให้ Alameda ผ่านทาง Silvergate

ถึงแม้ว่าการปิดตัวลงของ Silvergate อาจจะไม่ได้สร้างความเสียหายในเชิงตัวเงินของลูกค้ามากนัก ถ้าเทียบกับการล่มสลายของ FTX แต่ย่อมส่งผลกระทบในวงกว้างในการประกอบกิจการของบริษัทคริปโตต่าง ๆ ทั่วโลก เนื่องจาก Silvergate เป็น Infrastructure พื้นฐานตั้งแต่การเปิดบัญชี โอนเงิน จัดการการใช้จ่ายต่าง ๆ และน่าจะยังทำให้การไหลเวียนเงินของ institutions ในตลาดคริปโตลดลงเนื่องจากต้องรอเวลาข้ามคืนในการถอนเงิน ย้ายเงินมากยิ่งขึ้น มากกว่านั้นยังตอกย้ำถึงมีผลกระทบต่าง ๆ ที่อาจจะยังซ่อนอยู่ใต้พรมของทาง Greyscale, DCG และบริษัทอื่น ๆ หลังการล่มสลายของ FTX สิ่งเหล่านี้ย่อมเป็นอีกหนึ่งแรงกดดันสำหรับตลาดคริปโต ที่ทำให้ความหวังที่จะเกิดเป็นขาขึ้นรอบใหม่อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นมาในเร็ววันอย่างที่คิด

ผศ.ดร.อุดมศักดิ์ รักวงษ์วาน (เพจ : ติดเล่า เรื่องลงทุน)

อาจารย์ภาควิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ผู้ร่วมก่อตั้ง FWX แพลตฟอร์มอนุพันธ์ไร้ศูนย์กลาง

ความย้อนแย้งของความสุข ทำไมยิ่งอยากได้เราจึงยิ่งเป็นทุกข์?

เมื่อก่อนคำว่า ‘พอ’ สำหรับผมเมื่อก่อนคือคำอธิบายของ ‘คนขี้แพ้’ แต่วันหนึ่งก็รู้ว่าตัวเองเข้าใจผิดมาโดยตลอด

ความฝันของผมตอนเป็นเด็กคือการได้เป็นโปรแกรมเมอร์ มันเป็นความฝันที่ยิ่งใหญ่ของเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง แม้จะใช้เวลาหลายปี ต้องเดินทางไกลจากบ้านไปเรียนต่างประเทศ แล้วสุดท้ายผมก็ทำมันสำเร็จตอนอายุราว ๆ 25 ปี ได้ทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ในบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งของโลก

และไม่นานต่อจากนั้นผมก็คิดว่า ถ้าจะสำเร็จจริง ๆ ก็ต้องเป็นหัวหน้าสิ ดูแลทีมดูแลโปรเจกต์ ผมก็ทำงานอย่างหนักเพื่อให้ไปถึงจุดนั้น

ถ้ามีรถยนต์สักคันผมคงมีความสุขกว่านี้ และผมก็ได้รถยนต์ในฝันด้วยน้ำพักน้ำแรงการทำงาน

ถ้ามีบ้านสักหลังมันจะต้องมีความสุขแน่ ๆ เลย บ้านในฝันที่จะสร้างครอบครัว นี่แหละคือเป้าหมายชีวิต แต่สุดท้ายพอซื้อบ้านมาแล้ว ก็รู้สึกว่าโรงรถมันเล็กจัง ถ้าขยายโรงรถคงดีกว่านี้ สนามหญ้าดูไม่เขียวเลยต้องไปซื้อหญ้ามาปลูก ทำไมมันมีอะไรให้ทำเยอะแยะไม่รู้จบ

โอ้ว…แล้ววันหนึ่งชีวิตก็ผกผัน เป้าหมายชีวิตเปลี่ยน เพราะต้องกลับมาเมืองไทยและการเป็นโปรแกรมเมอร์ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป

ความฝันครั้งใหม่คือการเป็นนักเขียนอาชีพ แค่ออกหนังสือสักเล่มผมจะมีความสุขมาก ๆ เลย และหลังจากถูกปฏิเสธนับครั้งไม่ถ้วนอยู่หลายปี ผมก็มีหนังสือเล่มแรก

จะเรียกว่าสำเร็จก็ต้องออกกับสำนักพิมพ์หัวใหญ่ ๆ สิ และผมก็พยายามอีกครั้งจนได้ออกกับแซลมอน หลังจากนั้นผมก็ได้ออกอีกเล่ม แล้วก็อีกเล่ม…ถึงตอนนี้กำลังเขียนเล่มที่ 8 ของตัวเองแล้ว

มองย้อนกลับไปมันทั้งภูมิใจและเหนื่อยซะเหลือเกิน

แต่นี้คือธรรมชาติของมนุษย์ ความต้องการของเรานั้นมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด เราอยากมีมากขึ้นอย่างไม่ลดละ ขยับเป้าหมายให้ไกลออกไปเรื่อย ๆ บางทียังไม่ถึง ก็เริ่มมองหาเป้าหมายใหม่ซะแล้ว

ถ้ามองในเชิงวิวัฒนาการแล้วมันเป็นเรื่องที่มีเหตุผล มนุษย์มาถึงจุดนี้ได้เพราะการผลักดันให้ตัวเองทำให้ดีขึ้น มีมากขึ้น

แต่การโหยหาอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนี้เป็นเส้นทางไปสู่ความสุขจริง ๆ รึเปล่า? บางทีมันอาจจะไม่ใช่ก็ได้

นักเขียน เคิร์ต วอนเนกุต (Slaughterhouse Five) และโจเซฟ เฮลเลอร์ (Catch-22) อยู่ในงานปาร์ตี้สุดหรูนอกนครนิวยอร์ก วอนเนกุตยืนอยู่ในบ้านอันโอ่อ่าของเจ้าบ้านมหาเศรษฐีเริ่มคุยกับเพื่อนอย่างอยากรู้อยากเห็น (บทสนทนานี้ถูกตีพิมพ์ใน ‘New Yorker’ ปี 2005)

“ผมถามว่า ‘โจ คุณรู้สึกยังไงเมื่อรู้ว่าเจ้าของงานปาร์ตี้นี้ทำเงินได้เมื่อวานวันเดียวอาจจะมากกว่าที่นายทำได้จากนิยาย Catch-22 ของนายเลย?’
และโจก็บอกว่า ‘ผมมีบางอย่างที่เขาไม่มีวันจะมีได้’
และผมก็พูดว่า ‘มันเป็นได้ยังไง โจ?’
และโจก็บอกว่า ‘ผมรู้ว่าตัวเองมี ‘พอ’ แล้ว’”

ผมเคยมองคนที่ประสบความสำเร็จมากกว่า รู้สึกว่าพวกเขาช่างดูมีความสุขเหลือเกิน ชีวิตพวกเขาต้องดีมากแน่ ๆ เลย จะต้องทำยังไงถึงจะไปอยู่ตรงนั้นได้ ทำยังไงถึงจะมีเหมือนคนอื่น ๆ


ตลอดชีวิตที่ผ่านมาผมทำงานหนักมาตลาด คำว่า ‘พอ’ สำหรับผมเมื่อก่อนคือคำของคนขี้แพ้ ไม่ทะเยอทะยาน จนกระทั่งเหตุการณ์หนึ่งได้ทำให้ผมรู้ว่ามันไม่จริงเลย

เมื่อประมาณ 2 ปีก่อนที่ลูกสาววัย 5 ขวบอยู่ในช่วงปิดเทอมกำลังเตรียมตัวจะขึ้นประถมหนึ่ง เขาอยากไปว่ายน้ำที่สระน้ำในหมู่บ้าน ซึ่งเขาก็ชวนมาหลายวันแล้วแต่ผมยังไม่ว่างพาไปสักทีเพราะมีงานที่ต้องทำ (เหมือนอย่างตลอดทุกครั้ง) จนกระทั่งวันหนึ่งเธอก็ถามว่า ‘ป๊าทำงานหนักเพราะอะไรเหรอ?’ ผมก็ตอบว่า ‘ก็อยากให้ครอบครัวเราสบายไง อยากให้ลูกมีความสุข’ แล้วเธอก็ตอบว่า ‘แต่ตอนนี้หนูไม่มีความสุข หนูอยากไปว่ายน้ำกับป๊า แต่ป๊าไม่ว่างสักที’

แค่นั้นแหละครับ…โลกของผมพลิกเลย เหมือนมีคนมาเปิดไฟในห้องที่มืดมิดมานาน คำว่า ‘พอ’ สำหรับผมเปลี่ยนไปทันที เริ่มมีความสงบนิ่งมากขึ้น ไม่วิ่งวุ่น ทำ ทำ ทำ แทบไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองมีน้อยหรือด้อยกว่าคนอื่น ๆ อีกต่อไป

แน่นอนว่าความเปลี่ยนแปลงนี้ก็นำมาซึ่งความกังวลเช่นกันว่าพอรู้สึกแบบนี้งานจะไม่ก้าวหน้าหรือไม่พัฒนารึเปล่า? ถ้ารู้สึกพอเพียงหรือพอใจทำไมยังต้องทำงานหนักอีกล่ะ?

ความรู้สึกไม่เพียงพอหรือไม่พอใจทำให้ผมสร้างผลงานที่ดีจริง ๆ เหรอ? ที่จริงแล้วความรู้สึกเหล่านั้นแหละที่ทำให้ต้องรับงานมากมายจนไม่มีเวลาเหลือให้กับสิ่งสำคัญอื่น ๆ ในชีวิต (อย่างเวลาที่จะได้ไปว่ายน้ำกับลูกจะเกิดขึ้นได้อีกสักกี่ครั้งกันในชีวิตนี้?)

แต่ผลงานหรืองานที่ผมทำจริง ๆ นั้นมาจากการทำเพราะเรารักในสิ่งที่ทำ ผมเขียนเพราะรักในอาชีพ นั่นต่างหากคือสิ่งที่ขับเคลื่อนอยู่ข้างใน ไม่ใช่แค่รู้สึกว่าตัวเองต้องมีมากขึ้น ให้เหมือนคนอื่น ๆ ที่ประสบความสำเร็จมากกว่า

เฮลเลอร์เขียนนวนิยายอีก 6 เล่มหลังจาก ‘Catch-22’ ซึ่งก็ขายดีเช่นกัน เขาไปสอน เขียนบทละครและภาพยนตร์ต่อด้วย

ความรู้สึก ‘พอ’ ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้อง ‘หยุด’ ทำงานหรือพัฒนางานที่เรารัก

สำหรับผมตอนนี้ คำว่า ‘พอ’ ไม่ใช่สำหรับ ‘คนขี้แพ้’ อีกต่อไป

มันคือคำที่เอาไว้เตือนตัวเองว่าความสุขไม่ได้มาพร้อมกับการมีมากขึ้นหรือต้องมีเหมือนคนอื่น ๆ แต่มันคือความเข้าใจว่า เงิน ชื่อเสียง หรือแม้แต่การยกย่องเชิดชูจากคนอื่น ๆ นั้นไม่ว่ามากแค่ไหนก็ไม่เคยเพียงพอถ้าเราไม่รู้จักคำว่าพอ

ทุกคนไม่ว่าจะยากดีมีจนขนาดไหน ก็มีปัญหาของตัวเองที่แตกต่างกันออกไป มันไม่จริงเลยที่คนประสบความสำเร็จหรือคนที่ร่ำรวยมหาศาลจะไม่มีความทุกข์

มันคือการกลับมามองตัวเองและงานที่ทำใหม่อีกครั้ง โดยรู้ว่าการมีมากขึ้นไม่ใช่คำตอบ ยิ่งอยากได้ยิ่งอยากมียิ่งเป็นทุกข์ นั่นคือความย้อนแย้งของความสุข

เล่าจื้อนักปรัชญาชาวจีนเคยกล่าวไว้ว่า

“เมื่อตระหนักได้ว่าเราไม่ได้ขาดแคลนอะไร เมื่อนั้นโลกทั้งโลกก็เป็นของเรา”

เมื่อเข้าใจคำว่าพอในมุมมองนี้ คุณอาจจะเหนื่อยน้อยลง ทำน้อยลง แต่กลับเติมเต็มและมีความสุขมากยิ่งกว่าเดิม

https://www.themarginalian.org/2014/01/16/kurt-vonnegut-joe-heller-having-enough/

Berkshire Hathaway ของวอร์เรน บัฟเฟตต์ ลงทุนเงียบ ๆ ในบริษัทที่กำลังเติบโตด้าน EV อีก 288,000 ล้านบาท 

รถยนต์ไฟฟ้าถือเป็นอุตสาหกรรมดาวรุ่งที่กำลังเติบโตอย่างร้อนแรงในเวลานี้ เราเห็นแบรนด์ใหญ่ ๆ อย่าง Tesla หรือ BYD ที่กำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือดเพื่อจะขยายตลาดและสร้างฐานลูกค้าใหม่ บริษัทอื่นๆ แม้ไม่ได้เป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าก็พยายามเข้าเกาะเทรนด์นี้และหวังจะเติบโตไปกับคลื่นธุรกิจลูกใหม่ครั้งนี้ด้วย

วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) นักลงทุนผู้มีชื่อเสียงและร่ำรวยที่สุดคนหนึ่งของโลกก็ทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี นั่นคือเหตุผลที่ Berkshire Hathaway บริษัทโฮลดิงของเข้าไปซื้อหุ้น BYD บริษัทรถยนต์ไฟฟ้าของจีนตั้งแต่ปี 2008 และสร้างผลตอบแทนได้กว่า 3000% ในช่วงเวลาที่ผ่านมา (แม้ตอนนี้จะเริ่มทยอยขายไปบ้างแล้วก็ตาม)

ความกังวลและคำถามหนึ่งสำหรับเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าหรือกำลังชั่งใจว่าจะซื้อรถยนต์ไฟฟ้าดีรึเปล่าคือเรื่องของสถานีชาร์จรถนั่นแหละครับ เพราะไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าขับรถไฟฟ้าแล้วแบตหมดกลางทางหาที่เสียบชาร์จรถไม่ได้อีกแล้ว

ซึ่งนี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไมล่าสุดเดือนมกราคมที่ผ่านมาบริษัท Berkshire Hathaway ได้ตัดสินใจทุ่มเงินกว่า 8,200 ล้านเหรียญ หรือราว ๆ 288,000 ล้านบาท เพื่อจะซื้อหุ้นของบริษัท “Pilot Travel Centers” ผู้ให้บริการจุดท่องเที่ยวและพักรถที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกามากกว่า 650 สถานี จนตอนนี้ถือหุ้นของบริษัทแล้วกว่า 80% (ทยอยซื้อมาตั้งแต่ปี 2017 ตอนนั้นถืออยู่ราว ๆ 38.6%)

ในอเมริกานั้นการเดินทางระหว่างเมืองด้วยรถยนต์ถือเป็นเรื่องปกติ และระหว่างทางก็จะมีจุดพักรถที่เรียกว่า ‘Rest Stop’ เป็นระยะสำหรับคนขับรถ และ Pilot ก็เป็นเจ้าใหญ่ที่ให้บริการจุดพักรถเหล่านี้ โดยตรงนี้ก็จะมีปั๊มน้ำมัน ร้านขายอาหาร ของที่ระลึก ของว่าง ฟาสต์ฟู้ด ห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ หรือแม้แต่ตู้ซักผ้าหยอดเหรียญพวกนี้ก็มีเช่นกัน

รายได้ของ Pilot ถือว่าไม่ธรรมดาเช่นกัน เพราะรายได้เติบโตจาก 20,000 ล้านเหรียญในปี 2017 มาเป็น 45,000 ล้านเหรียญในปี 2021 และมีกำไรก่อนหักภาษีกว่า 1,000 ล้านเหรียญเลยทีเดียว

ที่สำคัญคือล่าสุดปีที่ผ่านมา Pilot ได้ร่วมมือกับแบรนด์ผลิตรถยนต์เจ้าใหญ่อย่าง GM (General Motors) เพื่อจะสร้างเครือข่ายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าจำนวน 2,000 แห่งภายในปี 2026 และกำลังอยู่ในขั้นตอนการเจรจารูปแบบเดียวกันกับ Volvo เพื่อสร้างสถานีชาร์จรถบรรทุกไฟฟ้าในแบบเดียวกันด้วย แน่นอนว่าการที่ Berkshire Hathaway เข้ามาถือก็จะได้ประโยชน์จากการร่วมมือนี้อย่างแน่นอน

บัฟเฟตต์เป็นนักลงทุนที่มองการณ์ไกล การลงทุนที่ผ่านมาล้วนสร้างผลกำไรได้อย่างมหาศาล ตั้งแต่ American Express, Coca-Cola หรือ Apple แม้ว่ชาช่วงปี 2020-2021 Berkshire Hathaway จะเน้นหนักไปทางขายหุ้นที่ตัวเองถืออยู่เพื่อทำกำไรซะมากกว่าซื้อเข้ามาเพราะยังไม่เห็นโอกาสในการลงทุนครั้งใหม่ เริ่มกลับมาลงทุนในปี 2022 รวมแล้วกว่า 34,000 ล้านเหรียญในขณะที่ตลาดหุ้นเริ่มร่วงหนัก ซื้อบริษัทประกัน Alleghany ไปด้วยเงิน 12,000 ล้านเหรียญและซื้อหุ้นบริษัทคืนอีก 8,000 ล้านเหรียญ

ส่วนปี 2023 ก็เริ่มต้นมาด้วยการซื้อหุ้นของ Pilot ไป 8,200 ล้านเหรียญ และซื้อหุ้นบริษัทคืนไปแล้ว 700 ล้านเหรียญ เพราะฉะนั้นปีนี้เราน่าจะเห็นการขยับตัวของ Berkshire Hathaway มากขึ้น ซึ่งสำหรับนักลงทุนทุกคนแล้วก็น่าจะเป็นสัญญาณที่ควรจับตามองไม่น้อยเลยทีเดียว

=====

Business Insider

Business Insider

Malton Gates กรุงเทพกรีฑา บ้านที่คิดมาทุกมิติเพื่อคุณคนพิเศษ

บ้าน คือที่อยู่อาศัย แต่ในนิยามของหลาย ๆ คน บ้านเป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย เพราะมันคือสิ่งที่สะท้อนความเป็นตัวตนและค่านิยมในการใช้ชีวิต 

บ้านที่ดีนั้นมีให้เลือกมากมายในปัจจุบัน แต่บ้านที่ใช่คือสิ่งที่บางครั้งก็ไม่ได้หาง่าย โดยเฉพาะบ้านเดี่ยวในพื้นที่ของกทม. ที่ราคามากกว่า 30 ล้านบาทขึ้นไป ข้อมูลจาก บริษัท ซีบีอาร์อี ประเทศไทย จำกัด (CBRE) ระบุว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตลาดบ้านกลุ่มราคา 30 ล้านบาทขึ้นไปนั้นได้กระแสตอบรับจากลูกค้าที่ดีมาก ตลาดกลุ่มนี้เติบโตถึงปีละ 30-40% ต่อปี แม้จำนวนลูกค้าจะไม่สูงมาก แต่ก็เป็นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้ออย่างแท้จริง ยิ่งหากโครงการไหนมีเอกลักษณ์และมีทำเลน่าสนใจ อย่างเช่นในย่านพระราม 9 – กรุงเทพกรีฑา, ราชพฤกษ์ และบางนา ก็ยิ่งเพิ่มความร้อนแรงในการซื้อเข้าไปอีก

ถ้าเราต้องการหาบ้านสักหลังที่เดินทางง่าย สะดวก จะไปไหนมาไหนก็ไม่ยาก มีพื้นที่ใช้สอยเยอะ แต่ก็พร้อมด้วยความเป็นส่วนตัว การออกแบบที่เหนือกาลเวลา และที่สำคัญคือ ฟังก์ชั่นการใช้งานที่คิดมาอย่างดีเพื่อการใช้ชีวิตในทุกมิติ บ้านที่ตอบโจทย์ได้ทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะยังมีอยู่ไหม ในสภาวะที่ตลาดของบ้านระดับราคานี้กำลังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง

คำตอบคือมีแน่นอน เพราะล่าสุด บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ได้เปิดตัวบ้านเดี่ยวระดับลักซูรีแบรนด์ใหม่ในชื่อ Malton Gates กับโครงการ Malton Gates กรุงเทพกรีฑา บ้านที่คิดมาทุกมิติเพื่อการใช้ชีวิตในแบบที่เป็นคุณ

Malton Gates กรุงเทพกรีฑา เป็นโครงการบ้านเดี่ยวหรู ซึ่งตั้งอยู่บนถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้า (ถนนกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่) แขวงทับช้าง เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร ซึ่งสามารถเดินทางได้จากหลาย ๆ เส้นทาง ทั้งจากถนนพระราม 9, ถนนศรีนครินทร์, ถนนรามคำแหง, มอเตอร์เวย์ และยังใกล้กับรถไฟฟ้า Airport Link รวมถึงรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาลที่กำลังสร้างอยู่อีกด้วย

ตัวโครงการมีขนาดพื้นที่ 21 ไร่ ซึ่งโครงการ Malton Gates กรุงเทพกรีฑา มีจำนวนบ้านที่อยู่ในโครงการเพียง 49 หลังเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในโครงการที่มีจำนวนหลังที่น้อยที่สุดในโซนนี้ เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยได้รับความเป็นส่วนตัวสูงสุด ตามคอนเซปต์ Luxury Gated Community นอกจากนั้น ด้วยความที่จำนวนที่อยู่อาศัยในโครงการน้อย ทำให้บ้านแต่ละหลังมีเนื้อที่ให้ใช้ประโยชน์ได้เยอะ และพื้นที่ส่วนกลางที่ลูกบ้านทุกคนสามารถใช้งานร่วมกันได้อย่างเพียงพอ โครงการ Malton Gates กรุงเทพกรีฑา จะมีแบบบ้านให้เลือกอยู่ทั้งหมด 3 แบบคือ 

1) SMITHSON บนเนื้อที่ 71.9-90.0 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 403 ตารางเมตร ประกอบด้วย 4 ห้องนอน, 4 ห้องน้ำ, 1 Powder, 2 พื้นที่พักผ่อน, 1 ห้องแม่บ้าน และจอดรถได้ 3 คัน

2) MIDDLETON บนเนื้อที่ 90-108 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 448 ตารางเมตร ประกอบด้วย 4 ห้องนอน, 4 ห้องน้ำ, 1 Powder, 2 พื้นที่พักผ่อน, 1 ห้องแม่บ้าน และจอดรถได้ 4 คัน

2) LIVINGSTON บนเนื้อที่ 102-137 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 544 ตารางเมตรประกอบด้วย 5 ห้องนอน, 5 ห้องน้ำ, 1 Powder, 2 พื้นที่พักผ่อน, 2 ห้องแม่บ้าน และจอดรถได้ 5 คัน

จะเห็นได้ว่า โครงการ Malton Gates กรุงเทพกรีฑา คือโครงการบ้านเดี่ยวที่หาได้ไม่ง่ายนัก ในพื้นที่ซึ่งสามารถเดินทางเข้า-ออกเมืองได้อย่างสะดวกสบาย และมี ดีไซน์ที่โดดเด่น Timeless และคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวระดับสูงสุดของลูกบ้าน แต่สิ่งที่ทำให้ Malton Gates กรุงเทพกรีฑา พิเศษขึ้นไปอีกก็คือ ความเป็นบ้านที่คิดมาทุกมิติเพื่อ Well-living หรือความเป็นอยู่ที่ดีและสุขภาพของผู้อยู่อาศัย 

โครงการ Malton Gates กรุงเทพกรีฑา สรรค์สร้างและออกแบบโดยคำนึงถึง 6 องค์ประกอบ ของลูกบ้าน ได้แก่The Gates to Well Design การออกแบบที่อยู่เหนือกาลเวลา, The Gates to Well Community ความเป็นส่วนตัวและพื้นที่ส่วนกลางที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์, The Gate to Well Rest การพักผ่อนได้อย่างสบายใจ ด้วยระบบป้องกันความปลอดภัยและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ, The Gates to Well Health การมีสุขภาพที่ดี ด้วยสถานที่ออกกำลังกาย และสิทธิพิเศษร่วมกับโรงพยาบาลสมิติเวช, The Gates to Well Essence ความเป็นอยู่ที่ดีจากพื้นที่สีเขียวในโครงการ และการสร้างบรรยากาศที่ดี ด้วยกลิ่นเอกลักษณ์เฉพาะที่รังสรรค์ร่วมกับแบรนด์Panpuri, และ The Gates to Well Service ที่ส่งมอบ Major Concierge การบริการเหนือระดับที่คอยอำนวยความสะดวกลูกบ้านตลอด 24 ชั่วโมง ทั้ง 6 องค์ประกอบนี้ได้ผสานรวมกันจนก่อให้เกิดโครงการ Malton Gates ภายใต้แนวคิด The Gates To Well-living

หากเปรียบกับการลงทุน ไม่ใช่ทุกครั้งที่เราจะเจอหุ้นหรือหลักทรัพย์ใดก็ตามที่ตอบโจทย์ได้ทั้งการเติบโตและพื้นฐานของกิจการที่ดีพอจนถือลงทุนได้อย่างสบายใจ หุ้นเหล่านี้ไม่ใช่หุ้นราคาถูกจนน่าเหลือเชื่อ แต่ขอเพียงมีราคาเหมาะสมก็นับได้ว่าเป็นการลงทุนที่ดี ในกรณีของ Malton Gates กรุงเทพกรีฑา ก็เช่นกัน นอกจากจะมองในฐานะของที่อยู่อาศัยแล้ว บ้านในทำเลกรุงเทพกรีฑายังคงมีความต้องการสูงขึ้นเรื่อย ๆ และตลาดบ้านหรูก็ยังคงเติบโตต่อเนื่อง ข้อมูลจากบริษัท CBRE ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับสากลในกรุงเทพมหานครระบุว่า ตลาดบ้านหรูนั้นเติบโตติดต่อกันมา 3 ปีแล้ว โดยราคาเฉลี่ยของบ้านหรูที่ซื้อขายกันนั้นอยู่สูงถึง 56 ล้านบาทเลยทีเดียว

จริงอยู่ บ้านและที่อยู่อาศัยมากมายอาจมีทำเลที่ยอดเยี่ยมหรือคุณสมบัติที่ดีไม่แพ้กัน แต่บ้านที่อยู่ในทำเลที่ตอบสนองได้กับกลุ่มการใช้ชีวิตทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะการขับรถเข้าไปทำธุระในเมือง ลูก ๆ ที่นัดเที่ยวกับเพื่อนตามแนวรถไฟฟ้า หรือการเดินทางไปห้างสรรพสินค้าในวันหยุด และยังเป็นบ้านที่ตอบโจทย์ได้ทั้ง 6 มิติเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีที่สุด ไม่ใช่โครงการที่จะหาได้ง่าย ๆ 

แต่ Malton Gates กรุงเทพกรีฑา คือโครงการที่ทำให้ทั้งบ้านที่ดีและบ้านที่อยู่แล้วชีวิตดี กลายเป็นสิ่งเดียวกันได้

หากใครสนใจศึกษาข้อมูลโครงการเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ http://bit.ly/3JeyGLO

อ้างอิงข้อมูล:

ยุคโควิด “บ้านหรู” โตต่อเนื่อง 3 ปี : https://www.prachachat.net/property/news-886983

อสังหาฯปี 65 บ้านหรูมาแรง รายใหญ่เพิ่มน้ำหนักบ้าน-คอนโดฯตลาดบน : https://www.reic.or.th/News/RealEstate/455617

‘บ้านพรีเมียม’ ทำเลทอง ไปต่อ! ซัพพลายทะลัก รับดีมานด์ ‘ครอบครัวเศรษฐีใหม่’

https://www.thansettakij.com/real-estate/551229

#MaltonGates #MaltonGatesKrungthepKreetha #TheGatesToWellLiving #LuxuryGatedCommunity #LuxuryWellnessResidence #MajorDevelopment #กรุงเทพกรีฑา

บทความนี้เป็น Advertorial

“อย่าเลือกหุ้น แต่ให้เลือกธุรกิจ” Secret Sauce ความสำเร็จของ วอร์เรน บัฟเฟตต์

วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) ถือเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของยุคนี้ เรียกว่าพูดชื่อปุ๊บทุกคนน่าจะรู้จักอย่างแน่นอน ในจดหมายถึงนักลงทุนฉบับล่าสุดเขาได้กล่าวถึง “Secret Sauce” ที่ทำให้ตัวเขาและพาร์ตเนอร์ที่ทำธุรกิจด้วยกันมาหลายทศวรรษอย่าง ชาลีย์ มังเกอร์ (Charlie Munger) ประสบความสำเร็จมาจนถึงตอนนี้ได้ก็คือการเป็น “นักเลือกธุรกิจ” ไม่ใช่ “นักเลือกหุ้น” ต่างหาก (ใครสนใจสามารถไปอ่านบทสรุปได้ที่ -> https://www.facebook.com/aommoneyth/photos/5848337725219319)

เขาขยายความต่อว่ามันคือ “การลงทุนในธุรกิจที่มีลักษณะทางเศรษฐกิจที่เอื้ออำนวยในระยะยาวและผู้จัดการที่น่าเชื่อถือ”

มันเป็นเทคนิคที่เรียบง่าย แต่สร้างผลตอบแทนในระยะยาวให้กับนักลงทุนสาย VI มาแล้วมากมาย เพราะเป้าหมายของนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าคือการหาธุรกิจที่ยอดเยี่ยม ซื้อและถือหุ้นของบริษัทเอาไว้ตราบเท่าที่จะนานได้ โดยไม่สนใจว่าตลาดจะเหวี่ยงขึ้นลงระหว่างทาง ตราบใดที่ธุรกิจยังเติบโตได้และมีอนาคต ก็จะถือเก็บเอาไว้ ไม่ซื้อ ๆ ขาย ๆ ตามตลาด

แน่นอนว่าพูดง่ายกว่าทำเสมอ การเลือกธุรกิจที่ดีที่สามารถเอาชนะตลาดได้ในระยะยาวก็ไม่ใช่ว่าจะทำกันได้ง่าย ๆ แต่โชคดีที่มังเกอร์คู่หูคนสำคัญของบัฟเฟตต์ได้เขียนกฎสี่ข้อที่เขาและบัฟเฟตต์จะทำตามในการเลือกว่าธุรกิจไหนควรจะลงทุน เป็นคำถามที่เราสามารถนำมาปรับใช้ในการลงทุนของเราได้เช่นเดียวกัน

1. คุณเข้าใจธุรกิจรึเปล่า?

ไม่เพียงแต่เราต้องรู้ว่าธุรกิจนั้นทำงานยังไง แต่ต้องทราบด้วยว่ามันมอบอะไรที่ ‘มีคุณค่า’ ให้กับลูกค้าบ้าง ต้องสามารถมองเห็นได้ว่าอีก 10 ปีต่อจากนี้บริษัทจะไปทางไหน (ถ้ามากกว่านั้นได้ยิ่งดี) บัฟเฟตต์กล่าวว่า “ถ้าคุณไม่พร้อมที่จะถือหุ้นไว้ 10 ปี ไม่ต้องคิดแม้แต่จะถือไว้ 10 นาทีเลยด้วยซ้ำ”

หลายคนอาจจะเคยได้ยินว่า Berkshire Hathaway บริษัทโฮลดิงของบัฟเฟตต์พลาดโอกาสในการลงทุนใน Google และ Amazon ในช่วงต้น ๆ ของยุค 2000 เพราะตัวบัฟเฟตต์เองไม่เข้าใจธุรกิจเหล่านั้นจึงไม่ได้ตัดสินใจที่จะเข้าไปลงทุนและไม่รู้เลยว่าในระยะยาวแล้วกำไรจะออกมาเป็นยังไงบ้าง จึงทำให้ยากในการคำนวณมูลค่าของหุ้นและบริษัท

เมื่อไม่เข้าใจ เขาก็ไม่ลงทุน สั้น ๆ แค่นั้น แม้หลายคนจะมองว่าเป็นการเสียโอกาส แต่เราจะมองว่าเป็นการเดินหมากที่เน้นปลอดภัยก็ได้เช่นเดียวกัน เพราะอย่าลืมว่ากฎข้อที่ 1 ของการลงทุนของบัฟเฟตต์คือ “อย่าขาดทุน”

และถึงแม้ว่า Berkshire จะไม่ได้ลงทุนใน Google หรือ Amazon แต่พวกเขาก็ได้กำไรอย่างสวยงามในหุ้นที่ดีอย่าง Coca-Cola และ American Express ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา

2. ธุรกิจมีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนรึเปล่า?

สิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จในระยะยาวคือความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน โดยบัฟเฟตต์เปรียบเทียบเหมือนกับการมีคูเมืองล้อมรอบปราสาทที่เป็นตัวธุรกิจ ป้องกันคู่แข่งที่จะเข้ามาในอุตสาหกรรม ยิ่งมีคูเมืองที่แข็งแกร่ง ยิ่งทำให้คู่แข่งเข้ามาได้ยาก

ยกตัวอย่างง่าย ๆ สูตรลับเครื่องดื่มโค้ก ก็ถือเป็นคูเมืองที่ใหญ่มาก ไม่มีแบรนด์ไหนมาแข่งได้ หรืออย่างถ้าบ้านเราก็จะมี 7-11 ที่ครองตลาดร้านสะดวกซื้อ หรือ Makro ที่ครองอุตสาหกรรมขายส่ง ซึ่งธุรกิจเหล่านี้คือธุรกิจที่มีความได้เปรียบคู่แข่งอย่างมาก

3. ผู้บริหารของธุรกิจมีความซื่อสัตย์และมีความสามารถรึเปล่า?

ข้อนี้น่าจะเป็นสิ่งที่วัดผลอย่างที่สุดแล้วในกฎลงทุนทั้งสี่ข้อ บัฟเฟตต์กล่าวว่าเขามองหาคุณสมบัติสามอย่างในตัวผู้จัดการหรือผู้นำ: ความฉลาด ความคิดริเริ่ม และความซื่อสัตย์ แต่ในสามอย่างนี้ความซื่อสัตย์คือสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะถ้าไม่มีสิ่งนี้คุณลักษณะสองอย่างแรกจะทำให้ทุกอย่างล้มไปกันหมดเลย

บัฟเฟตต์เขียนไว้ในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นปี 1998 ว่า “เราไม่ต้องการเข้าไปทำงานร่วมกับผู้จัดการที่ขาดคุณสมบัติที่น่าชื่นชม ไม่ว่าโอกาสทางธุรกิจของพวกเขาจะน่าดึงดูดเพียงใด เราไม่เคยประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจที่ดีกับคนไม่ดีเลย”

เมื่อมีความซื่อสัตย์สิ่งที่ตามมาคือความเชื่อใจ นั่นหมายความว่าบัฟเฟตต์หรือมังเกอร์ก็ไม่ต้องคอยมาตรวจสอบหรือดูแลธุรกิจที่อยู่ในเครือโดยวางคนที่ไว้ใจได้ให้ตัดสินใจตรงนั้นไปเลย พวกเขาเปรียบเทียบการหาผู้จัดการกับการเลือกนักเบสบอล หาคนที่ดีแล้วก็ปล่อยให้เขาทำงานโดยไม่ต้องไปสั่งอะไรเลย

4. ราคาสมเหตุสมผลรึเปล่า?

สิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งของวิธีการลงทุนของบัฟเฟตต์และมังเกอร์คือการมองหาธุรกิจที่ดีในราคาที่เหมาะสมต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงของมัน

แม้ว่าจะไม่มีการวัดมูลค่าที่เป็นสากลว่ามูลค่าของบริษัทตอนนั้นเป็นเท่าไหร่ แต่บริษัทที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้ที่ยาวนานมักจะมีรายได้ที่สม่ำเสมอ กระแสเงินสดที่ดีและมีหนี้สินจำนวนน้อย เมื่อราคาหุ้นดูต่ำเมื่อเทียบกับมูลค่าของบริษัท นั่นคือโอกาสในการซื้อ

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าทั้งคู่จะรอจนกว่าราคาหุ้นร่วงหนักแล้วถึงเข้าไปซื้อนะครับ ที่จริงแล้วเมื่อราคามันสมเหตุสมผล การลงทุนในเวลานั้นก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิดอะไร อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ต้นว่าพวกเขาคือนักเลือกธุรกิจและไม่ใช่นักเลือกหุ้น เพราะฉะนั้นมันคือการลงทุนในระยะยาว มองไปในอนาคต ไม่ใช่แค่ราคาหุ้นในตอนนี้

“มันดีกว่ามากที่จะซื้อบริษัทที่ยอดเยี่ยมในราคาที่สมเหตุสมผล แทนที่จะซื้อบริษัทที่โอเคในราคาที่ยอดเยี่ยม”

นั่นคือสิ่งที่บัฟเฟตต์กล่าวในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นในปี 1998 และเขาก็เสริมจุดนี้ว่า

“เมื่อซื้อบริษัทหรือหุ้นสามัญ เรามองหาธุรกิจชั้นหนึ่งพร้อมกับการบริหารชั้นหนึ่งเช่นกัน”

=====

อ้างอิง

CNBC

CNBC

CNBC

Berkshire Hathaway

Berkshire Hathaway

Inc

“ที่ Berkshire เราไม่มีเส้นชัย” สรุปเนื้อหาสำคัญของจดหมายผู้ถือหุ้น Berkshire Harthaway 2022 จาก วอร์เรน บัฟเฟตต์

ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2023 บริษัทโฮลดิ้ง Berkshire Hathaway ที่ดูแลโดยสองนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่อย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) และ ชาร์ลี มังเกอร์ (Charlie Munger) ได้มีการแชร์จดหมายถึงนักลงทุนประจำปี 2022 บนโลกออนไลน์ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่นักลงทุนหลายต่อหลายคนตั้งตารอคอย (รวมถึงผมด้วย) เพราะสิ่งที่อยู่ข้างในจดหมายนั้น เนื้อความสำคัญไม่ใช่เรื่องของผลประกอบการอันน่าทึ่งหรือบริษัทได้กำไรมากมายกี่พันกี่หมื่นล้าน แต่สิ่งที่หลายคนสนใจคือหลักแนวคิด ปรัชญาของการลงทุนของผู้เชี่ยวชาญทั้งสองมากกว่า

นี่คือบางส่วนที่น่าสำคัญ [ใครสนใจอ่านแบบเต็ม ๆ ไปดูได้ที่นี่ครับ] ที่อยากนำมาแชร์กันครับ

[…ส่วนข้างล่าง แปลมาจากบางส่วนของจดหมายถึงผู้ถือหุ้นของ Berkshire Hathaway 2022…]

ชาร์ลี มังเกอร์ พาร์ทเนอร์ที่อยู่ด้วยกันมานานของผมและตัวผมเองมีหน้าที่จัดการเงินเก็บออมของคนอื่น ๆ มากมาย เรารู้สึกขอบคุณสำหรับความเชื่อใจที่ยาวนาน ความสัมพันธ์ที่ส่วนใหญ่มักกินเวลาส่วนใหญ่ของช่วงวัยผู้ใหญ่ด้วย ผู้คนเหล่านี้แหละคือบุคคลสำคัญที่ผมนึกถึงอยู่ตลอดเมื่อเขียนจดหมายฉบับนี้

สิ่งที่เราทำ

ชาร์ลีกับผมได้จัดสรรเงินออมของคุณที่ Berks3hire ในสองรูปแบบของการเป็นเจ้าของที่มีส่วนเกี่ยวข้องกัน แบบแรกเราลงทุนในธุรกิจที่เราควบคุม โดยปกติจะซื้อ 100% ของแต่ละธุรกิจ Berkshire กำกับการจัดสรรเงินทุนที่บริษัทย่อยเหล่านี้และเลือก CEO ที่คอยตัดสินใจการดำเนินงานในแต่ละวัน เมื่อมีการจัดการองค์กรขนาดใหญ่ ทั้งความเชื่อใจและกฎเป็นสิ่งสำคัญ Berkshire ให้ความสำคัญกับเรื่องแรกมากในระดับบางคนบอกว่าสุดโต่งเลยด้วยซ้ำ ความผิดหวังเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราเข้าใจเกี่ยวกับข้อผิดพลาดทางธุรกิจ แต่จะไม่ทนต่อการประพฤติผิดส่วนบุคคล แบบที่สองของการเป็นเจ้าของ เราซื้อหุ้นที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งเราเป็นเจ้าของธุรกิจแบบพาสซีฟ การถือครองการลงทุนเหล่านี้ เราไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวในเรื่องการบริหารจัดการได้

เป้าหมายของเราในการเป็นเจ้าของทั้งสองรูปแบบคือการลงทุนที่มีความหมายในธุรกิจที่มีลักษณะทางเศรษฐกิจที่เอื้ออำนวยในระยะยาวและผู้จัดการที่น่าเชื่อถือ โปรดทราบไว้ก่อนว่าเราเป็นเจ้าของหุ้นที่ซื้อขายสาธารณะตามความคาดหวังเกี่ยวกับผลการดำเนินงานทางธุรกิจในระยะยาว ไม่ใช่เพราะเรามองว่าหุ้นเหล่านี้เป็นเครื่องมือสำหรับการซื้อและการขายอันชาญฉลาด

ประเด็นนั้นสำคัญมาก: ชาร์ลีกับผมไม่ใช่นักเลือกหุ้น เราเป็นนักเลือกธุรกิจ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผมทำผิดพลาดมามากมาย ด้วยเหตุนี้ กลุ่มธุรกิจที่มากมายกว้างขวางของเราในปัจจุบันจึงประกอบด้วยองค์กรไม่กี่แห่งที่มีผลประกอบการยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง หลายธุรกิจมีลักษณะทางเศรษฐกิจที่ดีมาก และมีกลุ่มใหญ่ที่อยู่ชายขอบ ระหว่างทาง ธุรกิจหลายแห่งที่ผมลงทุนล้มหายตายจากไป ผลิตภัณฑ์ของพวกเขาไม่ได้เป็นที่ต้องการของตลาดไปเรียบร้อย

ระบบทุนนิยมมีสองด้าน: ระบบสร้างผู้แพ้ที่กองทับถมเพิ่มขึ้นมากมาย ในขณะเดียวกันก็มอบสินค้าและบริการที่ดีขึ้นอย่างล้นหลาม โจเซฟ ชุมปีเตอร์ (Schumpeter) เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “การทำลายอย่างสร้างสรรค์” (“Creative Destruction”)

ณ จุดนี้ รายงานจากผมจึงดูเป็นเรื่องที่เหมาะสมแล้ว : ใน 58 ปีของการบริหาร Berkshire การตัดสินใจจัดสรรเงินทุนส่วนใหญ่ของผมไม่ได้ดีไปกว่าที่จะเรียกว่า ‘พอดูได้’ ในบางกรณี การตัดสินใจที่แย่ ๆ ก็ได้รับความช่วยเหลือจากโชคก้อนโตเช่นกัน (จำการหลบหนีจากภัยครั้งใหญ่ที่ USair และ Salomon ได้ไหม ผมยังจำมันได้ดีเลย)

ผลลัพธ์ที่น่าพอใจของเราเป็นผลมาจากการตัดสินใจที่ดีจริง ๆ ประมาณหนึ่งโหล – ซึ่งจะประมาณหนึ่งครั้งทุก ๆ ห้าปี – และนี่คือข้อได้เปรียบซึ่งเป็นประโยชน์ต่อนักลงทุนระยะยาวอย่าง Berkshire ที่บางครั้งถูกลืม ลองมาดูหลังม่านกันดีกว่าว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

The Secret Sauce

ในเดือนสิงหาคม ปี 1994 – ใช่แล้วครับปี 1994 เลย – Berkshire เสร็จสิ้นภารกิจซื้อหุ้น 400 ล้านหุ้นของ Coca-Cola ที่ใช้เวลาเจ็ดปีที่เราเป็นเจ้าของในปัจจุบัน ค่าใช้จ่ายทั้งหมดอยู่ที่ 1,300 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่มีความหมายมากสำหรับ Berkshire เงินสดปันผลที่เราได้รับจากโค้กในปี 1994 คือ 75 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2022 เงินปันผลเพิ่มขึ้นเป็น 704 ล้านดอลลาร์ การเติบโตเกิดขึ้นทุกปีไม่ต่างกับวันเกิด สิ่งที่ผมกับชาร์ลีต้องทำคือเอาเช็คเงินปันผลรายไตรมาสของโค้กไปขึ้นเงินสดเท่านั้น เราคาดว่าเช็คเหล่านั้นมีแนวโน้มที่จะเติบโตสูงขึ้นไปอีก

American Express ก็เป็นเรื่องที่ไม่ต่างกัน การซื้อ Amex ของ Berkshire เสร็จสมบูรณ์ในปี 1995 และบังเอิญมีค่าใช้จ่าย 1,300 ล้านดอลลาร์เท่ากันด้วย เงินปันผลประจำปีที่ได้รับจากการลงทุนนี้เพิ่มขึ้นจาก 41 ล้านดอลลาร์เป็น 302 ล้านดอลลาร์ เช็คเหล่านั้นก็ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นสูงเช่นกัน กำไรจากเงินปันผลเหล่านี้แม้ว่าจะน่าพอใจ แต่ห่างไกลจากคำว่างดงาม สิ่งที่มาพร้อมกับพวกมันคือราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญต่างหาก

ณ สิ้นปี การลงทุนในโค้กของเรามีมูลค่า 25,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ Amex มีมูลค่า 22,000 ล้านดอลลาร์ แต่ละอันคิดเป็นประมาณ 5% ของมูลค่าสุทธิของ Berkshire ซึ่งคล้ายกับสัดส่วนเมื่อนานมาแล้ว ลองสมมติว่าผมทำผิดพลาดในการลงทุนที่มีขนาดใกล้เคียงกันในช่วงปี 1990 ซึ่งเป็นการลงทุนแบบไม่เติบโตและมีมูลค่าคงที่ 1,300 ล้านดอลลาร์ในปี 2565 (ตัวอย่างคือพันธบัตรอายุ 30 ปีเกรดสูง) การลงทุนที่น่าผิดหวังนี้จะคิดเป็นเพียง 0.3% ของมูลค่าสุทธิของ Berkshire เท่านั้นและจะสร้างรายได้ต่อปีที่ไม่เปลี่ยนแปลงให้กับเรา 80 ล้านดอลลาร์หรือประมาณนั้น

บทเรียนสำหรับนักลงทุน: วัชพืชจะเหี่ยวเฉาไปพร้อมกับดอกไม้ที่ผลิบาน เมื่อเวลาผ่านไป ผู้ชนะเพียงไม่กี่คนก็สามารถสร้างสิ่งมหัศจรรย์ได้ และใช่ครับ การเริ่มต้นเร็วและใช้ชีวิตจนเลยวัย 90 ก็ช่วยได้เช่นกัน

โดยสรุปในปีที่ผ่านมา

Berkshire มีปี 2022 ที่ดี กำไรจากการดำเนินงานของบริษัท – เงื่อนไขสำหรับรายได้ของเราถูกคำนวณโดยใช้หลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป (Generally Accepted Accounting Principles – “GAAP”) โดยไม่รวมกำไรหรือขาดทุนจากการขายหุ้น – สร้างสถิติที่ 30,800 ล้านดอลลาร์ ชาร์ลีและผมมุ่งเน้นไปที่ตัวเลขการดำเนินงานนี้และขอให้คุณทำแบบนั้นเช่นกัน ตัวเลข GAAP ซึ่งไม่มีการปรับเปลี่ยนจากเรา ผันผวนอย่างรุนแรงและไม่แน่นอนในทุกรายงานของทุกวัน

รายได้ GAAP นั้นทำให้เข้าใจผิด 100% เมื่อดูรายไตรมาสหรือรายปี แน่นอนว่าผลกำไรจากส่วนต่างของราคาหลักทรัพย์มีความสำคัญอย่างมากต่อ Berkshire ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา และเราคาดว่ากำไรจากการลงทุนจะเป็นประโยชน์อย่างมากในทศวรรษต่อๆ ไป แต่การหมุนรอบไตรมาสต่อไตรมาสของตัวเลขเหล่านี้ซึ่งสื่อพาดหัวข่าวอย่างสม่ำเสมอและไร้เหตุผลทำให้นักลงทุนเข้าใจผิดอย่างสิ้นเชิง

สุดท้ายนี้ คำเตือนที่สำคัญ : แม้แต่ตัวเลขรายได้จากการดำเนินงานที่เราชื่นชอบก็สามารถถูกดัดแปลงโดยผู้จัดการที่ต้องการทำเช่นนั้นได้ไม่ยาก การดัดแปลงดังกล่าวมักถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ความช่ำชองโดย CEO กรรมการและที่ปรึกษาของพวกเขา ผู้สื่อข่าวและนักวิเคราะห์ต่างยอมรับการมีอยู่ของมันเช่นกัน

การเอาชนะ “ความคาดหวัง” ถือเป็นชัยชนะในการบริหาร เป็นเรื่องน่าขยะแขยง ไม่จำเป็นต้องมีพรสวรรค์ก็ดัดแปลงตัวเลขได้ : สิ่งเดียวที่ต้องมีคือความต้องการลึก ๆ ที่จะหลอกลวงคนอื่นเท่านั้น “การบัญชีที่สร้างสรรค์อย่างกล้าหาญ” ดังที่ซีอีโอคนหนึ่งเคยอธิบายการหลอกลวงของเขาให้ผมฟัง ได้กลายเป็นความอัปยศอย่างหนึ่งของระบบทุนนิยม

สำหรับอนาคต Berkshire จะถือครองเงินสดจำนวนมากและตั๋วเงินคลัง (Treasury Bills – ตราสารหนี้ระยะสั้นอายุไม่เกิน 1 ปี ที่รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังเป็นผู้ออกจำหน่าย เพื่อกู้ยืมเงินระยะสั้นจากประชาชน) ของสหรัฐอเมริกาพร้อมกับธุรกิจต่างๆ มากมาย นอกจากนี้ เราจะหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่อาจส่งผลให้เกิดความต้องการเงินสดในช่วงที่เวลาที่ไม่เหมาะสม รวมถึงความตื่นตระหนกทางการเงินและการสูญเสียเงินประกันที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

CEO ของเราจะเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารความเสี่ยงเสมอ (Chief Risk Officer) ซึ่งเป็นงานที่ส่งให้คนอื่นทำไม่ได้ นอกจากนี้มูลค่าสุทธิของ CEO ในอนาคตส่วนใหญ่จะอยู่ในหุ้นของ Berkshire ซึ่งซื้อด้วยเงินของพวกเขาเอง และแน่นอน ผู้ถือหุ้นของเราจะยังคงเก็บออมและประสบความสำเร็จโดยกำไรที่ถูกรักษาเอาไว้

ที่ Berkshire เราไม่มีเส้นชัย

The Financial Express

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save