3 สูตรลัดเก็บเงิน “เบา กลาง หนัก” สำหรับชาว GEN Y

“ฝันอยากจะมีบ้าน รถ และเงินเก็บ ก่อนอายุ 40” นี่คือสิ่งที่ GEN Y หลายคนคิด

(ข้อมูลจาก TMB Analytics https://www.tmbbank.com/GenYbefore40)

ทว่าเพื่อน ๆ รู้มั้ยครับว่าในตอนนี้ “GEN Y” ที่เป็นกลุ่มวัยทำงานที่เป็นรากฐานและเป็นกำลังสำคัญของประเทศ กลับกลายเป็นกลุ่มคนที่มีปัญหาหนี้เสียบนบัตรเครดิตสูงที่สุดของประเทศ เหตุเกิดมาจากพฤติกรรมบริโภคนิยม ใช้จ่ายเงินเกินตัว และขาดการตั้งเป้าหมายเรื่องการเงินในระยะยาว aomMONEY เล็งเห็นว่าปัญหานี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เลยขออาสามาแชร์สูตรลัดการเก็บเงินทั้ง 3 รูปแบบ คือ  “เบา กลาง หนัก” เพื่อชาว Gen Y โดยเฉพาะ

ก็ลองคิดดูสิครับ…ถ้าอายุจะเข้า 40 แล้ว แต่ยังไม่มีตังค์เนี่ย เรื่องใหญ่เลยนะครับ!

สูตรลัดเก็บเงินแบบชิลล์ๆ สไตล์ aomMONEY

“ออมก่อนใช้…อย่างน้อย 10% ของรายได้ต่อเดือน”

ตามหลักสมการความมั่นคงทางการเงินที่ว่า รายได้ – เงินออม = รายจ่าย

และถ้าเพื่อนๆ ยังไม่รู้ว่า เอ…แล้วเราจะเก็บเงินไว้ที่ไหนดี  aomMONEY ขอแนะนำว่า  “ฝากไม่ประจำสิครัช รออะไร” ฟังไม่ผิด…เพราะไม่ใช่บัญชีฝากประจำ นี่เป็นบัญชีฝากไม่ประจำ หรือที่บางคนอาจคนเรียก บัญชีออมทรัพย์พิเศษ จะชื่ออะไรก็แล้วแต่ อันนี้จัดมาให้สายชิลล์โดยเฉพาะ เพราะจะฝากช่วงไหนของเดือนก็ได้ กี่ครั้งก็ได้ ให้ดอกเบี้ยสูงพอๆ กับฝากประจำ แต่ชิลล์กว่า เพราะถอนได้เหมือนออมทรัพย์ จำเป็นต้องใช้ก็ถอนได้ อันนี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับชาว GEN Y เลยครับ ถ้าไม่รู้ว่าที่ไหนดอกเบี้ยสูง  search เลยครับ  “ฝากไม่ประจำ ถอนได้ ดอกสูง” แล้วก็ตัดสินใจเลือกเอาเลยว่าอยากเลือกฝากกับแบงก์ไหนที่ให้ดอกเบี้ยที่เราพอใจ

สูตรลัดเก็บเงินแบบสายกลาง สไตล์ aomMONEY

“มีเงินเหลือเก็บได้ง่าย ๆ ด้วยการหาตัวช่วยลดหย่อนภาษี”

GEN Y ส่วนใหญ่หลายคนเป็นมนุษย์เงินเดือนกันใช่มั้ยล่ะครับ พอรายได้เรารวมต่อปีเรามากกว่า 310,000 บาท ขึ้นไป (หรือคนที่มีเงินเดือนประมาณ 25,834 บาท ต่อเดือนขึ้นไป) จะต้องเสียภาษีบุคคลตามกฎหมายให้ถูกต้อง แต่เพื่อนๆ ไม่ต้องกังวลไปนะครับ เพราะมันมีตัวช่วยหลายอย่างเลยที่จะช่วยลดหย่อนภาษีให้เราได้ ทำให้เหลือเงินในกระเป๋าสตางค์เพิ่มขึ้น!

“ลดหย่อนภาษีด้วยกองทุน SSF หรือกองทุนรวมเพื่อการออม Super Saving Fun”

วิธีนี้เหมาะกับชาว GEN Y ที่ต้องการลงทุนในระยะยาว 10 ปี เป็นต้นไป และต้องการผลพลอยได้ในการนำมาใช้ลดหย่อนภาษี (ใช้ลดภาษีได้ 5 ปี)  เพราะกองทุน SSF คือ กองทุนน้องใหม่ที่เข้ามาแทนกองทุน LTF ที่เพิ่งยกเลิกไปเมื่อปี 62 ที่ผ่านมานะครับ เพื่อน ๆ สามารถซื้อกองทุน SSF ได้ไม่เกิน 30% ของรายได้ทั้งปี และไม่เกิน 200,000 บาท โดยกองทุน SSF จะต่างกับกองทุน LTF ตรงที่… “เดิมกองทุน LTF เน้นลงทุนในหุ้น ขายคืนได้หลังจากถือครองกองทุนมาแล้วเป็นระยะเวลา 7 ปี” ส่วนกองทุน SSF จะลงทุนในสินทรัพย์ได้หลากหลายประเภทมากกว่า ไม่กำหนดขั้นต่ำในการซื้อ ไม่ต้องซื้อต่อเนื่องทุกปี  และขายคืนได้หลังจากถือครองไประยะเวลา 10 ปีขึ้นไป 

ชาว GEN Y ทั้งหลายที่สนใจก็อย่านะครับว่าการลงทุนมีความเสี่ยง เพราะฉะนั้นศึกษากันให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุนนะครับ

“อีกวิธี! ลดหย่อนภาษีด้วยประกันชีวิต” 

วิธีนี้เหมาะกับชาว GEN Y ที่มีเป้าหมายในการทำประกันอย่างชัดเจน และต้องการผลพลอยได้เป็นการลดหย่อนภาษี เช่น ต้องการเก็บเงินออม ต้องการเป็นทุนการศึกษาให้ลูก หรือต้องการวางแผนเกษียณ เป็นต้น ในกรณีที่วัยทำงานคนไหนอยากจะเก็บเงินออม aomMONEY ก็ขอแนะนำ “การเก็บเงินกับประกันชีวิตแบบออมทรัพย์”  เพราะมีการันตีว่าจะได้รับเงินเท่าไหร่เมื่อส่งเงินครบตามเงื่อนไขกรมธรรม์ และได้ความคุ้มครองเป็นเงินก้อนไว้ให้คนข้างหลัง กรณีที่ตัวเองเกิดเป็นอะไรไปขึ้นมา ซึ่งก็ถือว่าเป็นการป้องกันความเสี่ยงของเราเพื่อชีวิตที่มั่นคงขึ้นครับ

สูตรลัดเก็บเงินแบบจัดหนัก สไตล์ aomMONEY

“เก็บเงินก้อนด้วยการลงทุนระยะยาวกับกองทุนหรือหุ้น”

วิธีนี้เหมาะกับชาว GEN Y สายจัดหนักที่หวังผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝาก ซึ่งสำหรับมือใหม่ในเรื่องการลงทุนนี้ ขอแนะนำว่าให้เลือกใช้วิธี DCA (Dollar Cost Average) หรือการซื้อกองทุนหรือหุ้นเป็นงวดๆ เฉลี่ยงวดละเท่าๆ กัน โดยไม่สนราคาว่าจะถูกหรือแพงครับ แต่สายจัดหนักแบบนี้ก็ต้องระวังความเสี่ยงจากการขาดทุนด้วยนะครับ ซึ่งข้อดีของการ DCA นั้น นอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนในครั้งเดียว ไม่ต้องใช้เงินก้อน เพราะกองทุนบางที่ก็ซื้อขั้นต่ำได้ตั้งแต่ 1,000 บาท  และยังเป็นการสร้างวินัยในการออมที่ดีด้วยครับ

และทั้งหมดนี้ คือ 3 สูตรลัดการเก็บเงินแบบ “เบา-กลาง-หนัก” สำหรับชาว GEN Y ทุกคนที่ aomMONEY นำมาฝากกันนะครับ ทำตามนี้รับรองว่า “เก็บเงินทุกเม็ดได้อยู่หมัดแน่นอน” ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY เองก็เป็นชาว GEN Y เหมือนกัน ก็หวังว่าเพื่อน ๆ ที่อ่านบทความนี้ทุกคน จะนำไปใช้ และมีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นนะครับ 

#เงิน #ของมันต้องมีก่อน40 #TMBMakeTHEDifference

สำหรับครั้งหน้าทีมกองบรรณาธิการจะนำสูตรลัดเทคนิคดีๆ อะไรมาฝากล่ะก็ ติดตามกันในบทความต่อไปครับ สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

บทความนี้เป็น Advertorial

3 ทางเลือกเก็บเงินก้อนให้ลูก

อภินิหารเงินออมเชื่อว่าผู้ปกครองหลายท่านต้องการเก็บเงินไว้ก้อนหนึ่ง เอาไว้เป็นของขวัญในวันที่ลูกเรียนจบ เพื่อเป็นเงินลงทุนเริ่มต้นในการทำธุรกิจในฝันต่างๆต่อไป แต่จะเก็บเงินไว้ที่ไหนก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าเราเข้าใจวิธีการเก็บเงินแบบไหนบ้าง เพราะแต่ละแบบมีลักษณะแตกต่างกัน

บทความนี้จึงขอยกตัวอย่าง 3 ทางเลือกการเก็บเงินที่หลายคนคุ้นเคย คือ เงินฝากออมทรัพย์ การลงทุนและประกันชีวิต ว่าได้ผลลัพธ์แตกต่างกันอย่างไร เพราะมันมีเรื่องของ “ความไม่แน่นอน คือ เราอายุสั้น และความแน่นอน คือ เราอายุยืน” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โจทย์มีอยู่ว่าเราต้องการเก็บเงินเดือนละ 1,000 บาท ระยะเวลา 20 ปีแล้วให้ของขวัญในวันที่ลูกเรียนจบ เรามาดูกันว่าแต่ละทางเลือกจะมีเงินให้ลูกจำนวนเท่าไหร่

3 ทางเลือกเก็บเงินก้อนให้ลูก

ทางเลือกที่ 1 : บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ดอกเบี้ย 0.5%

เป็นวิธีการเก็บเงินแบบพื้นฐานที่หลายคนเลือกใช้เพราะง่าย ไปที่ธนาคารแล้วเริ่มต้นฝากเงินได้ทันที สิ่งที่จะเกิดขึ้นก่อนที่ลูกจะเรียจบ คือ ความไม่แน่นอน หากเราเสียชีวิตตอนที่ลูกยังเล็ก เงินออมของเราก็จะหยุดอยู่ตรงนั้น เช่น เก็บเงินมา 5 ปีแล้วเสียชีวิตมีเงินให้ลูก 60,743 บาท ทำให้เงินก้อนนี้กลายเป็นเงินของคนอื่นที่จะเข้ามาดูแลลูกของเรา

ส่วนเรื่องความแน่นอน คือ ถ้าเราดูแลตัวเองดีอายุยืน มีเงินก้อนให้ลูกตามที่ตั้งใจไว้แน่นอน 252,354 บาท (ในอนาคตดอกเบี้ยเงินฝาก 0.5% เท่าเดิม) แต่ก่อนที่ลูกจะเรียนจบใช้เวลาประมาณ 20 ปี ถ้าระหว่างนั้นเราเดือดร้อนต้องรีบใช้เงินเร่งด่วน อาจจะถอนเงินก้อนนี้ออกมาใช้ เพราะเงินฝากออมทรัพย์ถอนออกได้ตลอดเวลา ทำให้เสียวินัยการเงิน

ทางเลือกที่ 2 : กองทุนรวมหุ้น ผลตอบแทนเฉลี่ย 6%

เป็นวิธีการที่เริ่มซับซ้อนเพราะเราจะต้องเข้าใจตัวเองว่าสามารถรับความเสี่ยงได้ระดับไหน โดยการทำแบบทดสอบความเสี่ยง รวมถึงมีความรู้เรื่องการลงทุนในกองทุนรวม ไม่หวั่นไหวกับความผันผวนของราคาระยะสั้นที่อาจจะทำให้มีกำไรหรือขาดทุนก็ได้

การลงทุนที่ผลตอบแทน 6% มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง ทำให้เงินของเราขาดทุนหรือกำไรก็ได้ ถ้าเกิดความไม่แน่นอนในชีวิตของเราก็จะมีเงินให้ลูกประมาณ 69,770 บาท แต่ถ้าเราอายุยืน เวลา 20 ปีจะเก็บเงินให้ลูกได้ประมาณ 462,040 บาท จำนวนเงินที่จะได้รับไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับราคาของกองทุนรวมในตอนนั้นด้วยจ้า

ทางเลือกที่ 3 : ประกันชีวิตควบการลงทุน ผลตอบแทนเฉลี่ย 6%

เป็นการโอนความเสี่ยงในชีวิตของเราไปให้บริษัทประกันเป็นผู้ดูแล ประกันชีวิตควบการลงทุนเหมาะกับคนที่ต้องการความคุ้มครองสูง คนซื้อควรมีความเข้าใจเรื่องประกันชีวิตและกองทุนรวม เพราะมีความซับซ้อนมากกว่าประกันชีวิตแบบทั่วไป

  • ประกันชีวิตควบการลงทุน : เบี้ยประกันที่จ่ายไปจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ นำไปจ่ายความคุ้มครองชีวิตและนำไปซื้อกองทุนรวมที่เราเลือกเอง 
  • ประกันชีวิตทั่วไป(แบบชั่วระยะเวลา แบบสะสมทรัพย์ แบบตลอดชีพ แบบบำนาญ) บริษัทประกันจะนำเงินไปลงทุนในที่ที่ผลตอบแทนต่ำถึงปานกลาง เพื่อรักษาเงินต้นมาคืนให้เราในอีกหลายสิบปีข้างหน้า

ในภาพนี้เป็นตัวอย่างของคุณแม่อายุ 30 ทำประกันชีวิตควบการลงทุนเบี้ยประกันเดือนละ 1,000 บาท ได้รับความคุ้มครอง 3,000,000 บาท (ศัพท์ประกันจะเรียกว่า ทุนประกัน) ระยะเวลา 20 ปีจะได้รับเงิน 3 กรณี คือ

  1. หากทุพพลภาพ รับเงินก้อนแรก 3,000,000 บาท เพื่อดูแลตัวเองและครอบครัว
  2. หากเสียชีวิต รับเงินก้อน 3,000,000 บาทกับเงินจากกองทุนรวม เพื่อเป็นค่าเทอมส่งให้ลูกเรียนจบตามที่เราตั้งใจไว้
  3. เราอายุยืน ถ้าไม่ต้องการได้รับความคุ้มครองชีวิตอีกต่อไป สามารถทำเรื่องปิดประกันแล้วขายกองทุนรวมออกมาได้ มีเงินก้อนให้ลูกประมาณ 280,000 บาท

ภาพทางเลือกที่ 3 : ประกันชีวิตควบการลงทุน ผลตอบแทนเฉลี่ย 6%

เราเดินทางไปเที่ยวเชียงใหม่ไปได้หลายวิธี เช่น เดิน วิ่ง ขี่จักรยาน ขับรถยนต์ นั่งรถทัวร์ นั่งรถไฟ นั่งเครื่องบิน ฯลฯ แต่ละวิธีทำให้เราไปถึงเชียงใหม่ได้เหมือนกัน แต่อาจจะใช้เวลาแตกต่างกัน การเก็บเงินให้ลูกอีก 20 ปีข้างหน้าก็เช่นกัน ความจริงยังมีวิธีเก็บเงินให้เลือกอีกเยอะมาก บทความนี้ยกตัวอย่างมา 3 แบบเพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจ เคล็ดลับการเลือกว่าวิธีไหนเหมาะกับเรานั้นอยู่ที่ความรู้ “ยิ่งเรารู้จักผลิตภัณฑ์ทางการเงินมากขึ้น ก็จะมีทางเลือกในการเก็บเงินมากขึ้น”  นะจ๊ะ

——–

PR :  E-book วิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ รายละเอียดสารบัญอ่านได้ที่ https://bit.ly/3eeO33Q

อภินิหารเงินออม

Exclusive กว่า กับ THE WISDOM Dinning Extraordinaire

THE WISDOM คือผู้นำในธุรกิจ Wealth Management ในประเทศไทย

ถ้าพูดถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่ได้รับจากธนาคาร เมื่อถือครองสินทรัพย์ในรูปแบบทั้งเงินฝากและเงินลงทุนกับธนาคารตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไปแบรนด์ THE WISDOM ของธนาคารกสิกรไทย น่าจะเป็นชื่อแรกที่หลายคนนึกถึง เนื่องจากธนาคารกสิกรไทยถือเป็นผู้บุกเบิกในธุรกิจนี้ ปัจจุบัน THE WISDOM ถือได้ว่าเป็นเจ้าตลาด เพราะมีจำนวนลูกค้าบุคคลที่มีสินทรัพย์สูงมากกถึง 150,000 ราย ถือเป็นส่วนแบ่งการตลาด 55% จากกลุ่มลูกค้านี้ที่มีอยู่ประมาณ 270,000 รายจากทั้งประเทศ

สิ่งที่ THE WISDOM เน้นมาโดยตลอดและกลายเป็นความโดดเด่นของแบรนด์คือ การทำให้ลูกค้าได้รับสิทธิพิเศษใหม่ๆ ที่หลากหลายตรงกับความต้องการของตนเองทั้งในเชิงธุรกิจ การบริหารการลงทุนให้งอกเงย บริการและเอกสิทธิ์ต่างๆ ที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล  ซึ่งสิ่งที่แบรนด์นี้ลงทุนมาโดยตลอดคือ เน้นเอกสิทธิ์ทั้ง “World Class Financial Services” การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และรูปแบบบริการทางการเงินที่ดีที่สุด และ ”Worldwide Privileges” การคัดสรรสิทธิพิเศษทางด้านไลฟ์สไตล์ ที่เข้าถึงทุกรูปแบบการใช้ชีวิตของลูกค้า

อีกจุดแข็งของ THE WISDOM คือ THE WISDOM Lounge ซึ่งเป็น touch point กับลูกค้าให้ทันสมัยและสะดวกสบายยิ่งขึ้น  โดยปัจจุบันธนาคารมีศูนย์บริการเดอะวิสดอม 104 แห่ง อยู่ในกรุงเทพและปริมณฑล 57 แห่ง และในจังหวัดใหญ่ทุกภูมิภาค 47 แห่ง พร้อมทั้งใช้ช่องทาง Digital Media อัพเดทข้อมูลข่าวสาร อัพเดทการลงทุน และยังได้เพิ่มความพิเศษให้กับลูกค้าด้วยกิจกรรมพิเศษ

THE WISDOM Dinning Extraordinaire มากกว่ามื้อดินเนอร์หรู 

น่าจะเป็นโจทย์ที่ยากมากสำหรับแบรนด์หรูขนาดนี้เวลาจะจัดกิจกรรมให้กับลูกค้า เพราะต้องตีโจทย์คำว่า พิเศษ เหนือระดับ หรือคำอะไรก็ได้ที่บ่งบอกว่าแตกต่างไม่เหมือนใคร แล้วทำให้ลูกค้าชื่นชมและประทับใจกับรูปแบบกิจกรรมนั้นๆ ให้ได้มากที่สุด

กิจกรรม THE WISDOM Dinning Extraordinaire เป็นตัวอย่างกิจกรรมที่แบรนด์คิดขึ้นมาในปีนี้ เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสกับเอ็กซ์คลูซีฟดินเนอร์รูปแบบใหม่ นอกกรอบไปจากความคุ้นเคยแบบเดิม ๆ จากเชฟและร้านอาหารชื่อดังระดับมิชลินสตาร์ที่ได้รับรางวัลการันตีในเรื่องของฝีมือและรสชาติอาหารในระดับสากลที่ THE WISDOM จัดเป็นซีรี่ส์ต่อเนื่องตลอดทั้งปี อย่างเช่น เชฟ Chef Garima Arora จากร้าน GAA, เชฟ Takatomo Izumi จากร้าน Jiki Miyazawa, เชฟต้น ธิติฎฐ์ ทัศนาขจร จากร้านฤดู (Le Du), เชฟอ้อม สุจิรา พงษ์มอญ จากร้านสวรรค์ (saawaan) เป็นต้น

เชฟแต่ละท่านก็จะครีเอทเมนูพิเศษที่เรียกว่า THE WISDOM Signature Dish โดยเชฟจะนำเอกลักษณ์ของแบรนด์ THE WISDOM มาเป็นแรงบันดาลใจในการถ่ายทอดออกมาเป็นอาหารจานพิเศษ เน้นการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นคุณภาพระดับพรีเมี่ยมผสมผสานกับกรรมวิธีการปรุงอาหารแบบใหม่อย่างพิถีพิถัน และมีรสชาติล้ำเลิศสำหรับลูกค้าเดอะวิสดอมโดยเฉพาะ โดยไม่สามารถหารับประทานที่ไหนได้อีก แถมยังมีเรื่องเล่าและใช้เทคนิคแสงสีเสียงให้อลังการ  เรียกว่าเป็นกิจกรรมที่สามารถสร้างความประทับใจและให้ความรู้สึกพิเศษได้เป็นอย่างมาก

นี่คือหัวใจของบริการ THE WISDOM

ซึ่งมีโจทย์สำคัญว่า จะทำให้อย่างไรให้คำว่า “พิเศษ” โดดเด่นและเป็นที่ประทับใจของลูกค้า แน่นอนว่าการจะใช้คำว่าพิเศษได้ กิจกรรมต่าง ๆ ล้วนต้องมีการพัฒนาต่อยอดให้ลูกค้าตื่นเต้นและประทับใจกับสิ่งใหม่ ๆ ได้เสมอ โดยมีเป้าหมายสำคัญของธนาคารคือ เมื่อลูกค้านึกถึงความสุขจากความมั่งคั่งที่ยั่งยืน ต้องนึกถึงการให้บริการ THE WISDOM ของธนาคารกสิกรไทย เป็นอันดับแรก

ลงทุนศาสตร์

บทความนี้เป็น Advertorial

HOW TO ลงทุนอย่างไร “ได้ทั้งเก็บเงินก้อน และ ลดหย่อนภาษี

วันนี้ aomMONEY ก็ขออาสามาแนะนำตัวช่วยดี ๆ ที่จะมาช่วยเก็บเงินก้อนให้ประสบความสำเร็จ และยังช่วยลดหย่อนภาษีในปีนี้ได้อีกด้วย จะมีอะไรกันบ้างเราไปดูกันเลย

1. “เก็บเงินด้วยกองทุน LTF”

กองทุน LTF เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้น สัดส่วนไม่น้อยกว่า 65% ของกองทุน ถ้าใครไม่เก็ทว่าเป็นยังไง ลองดูรายชื่อกองทุนครับ กองทุนไหนทีมีคำว่า “LTF” กองทุนนั้น คือ กองทุน LTF สำหรับระยะเวลาในการลงทุน ผู้ซื้อกองทุน LTF ต้องถือกองทุนเป็นระยะเวลา 7 ปีขึ้นไป ถึงจะขายคืนเพื่อรับเงินได้ 

ส่วนในการใช้ลดหย่อนภาษีเราสามารถใช้ลดหย่อนภาษีสูงสุดได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้ในปีภาษีนั้น แต่ต้องไม่เกิน 500,000 บาทครับผม

ข้อดี

เป็นการลงทุนระยะยาวและลงทุนในหุ้น ผลตอบแทนย่อมมากกว่าการฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์ หรือฝากประจำ

ข้อด้อย

จะซื้อกองทุน LTF ก็ต้องศึกษาเกี่ยวกับกองทุน LTF ให้เข้าใจด้วยครับ ว่าการลงทุนย่อมีความเสี่ยง และถ้าเลือกกองทุนที่ performance ไม่ดี ถึงแม้จะลงทุนระยะยาวก็มีความเสี่ยงในการขาดทุนได้ครับ

อันดับกองทุน LTF จัดอันดับตามผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี

(ข้อมูล ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2562)

– จาก morningstarthailand.com
– เข้าไปดูกันได้ที่ https://bit.ly/2M8b8d9

2. “เก็บเงินด้วยกองทุน RMF”

กองทุน RMF คือ “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ” เน้นการลงทุนเพื่อเก็บเป็นเงินก้อนไว้ใช้ยามเกษียณ โดยจะมีความคล้ายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของเอกชน และบำเหน็จบำนาญของรัฐบาลเหมาะกับเพื่อน ๆ ที่ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือบำเหน็จบำนาญ หรืออาจจะต้องการเงินเพิ่มจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือบำเหน็จบำนาญ

โดยกองทุน RMF สามารถขายได้เมื่ออายุมากกว่า 55 ปี ถึงจะไม่ผิดเงื่อนไขของการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี และสามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีสูงสุดได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้ในปีภาษีนั้น แต่ต้องไม่เกิน 500,000 บาท

ข้อดี

กองทุน RMF เป็นการลงทุนที่ต้องลงทุนต่อเนื่อง ทำให้เราได้เพิ่มโอกาสจากการรับผลตอบแทนจากดอกเบี้ยทบต้น เหมาะสำหรับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการเก็บเงินเกษียณ และสามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีได้

ข้อด้อย

ต้องถือกองทุนนาน เพราะขายกองทุนได้เมื่ออายุมากกว่า 55 ปีขึ้นไป ถึงจะไม่ผิดเงื่อนไขของการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี

อันดับกองทุน RMF จัดอันดับตามผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี

(ข้อมูล ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2562)

– จาก morningstarthailand.com
– เข้าไปดูกันได้ที่ https://bit.ly/36SNetV

3. “เก็บเงินด้วยประกันชีวิต”

ประกันชีวิตเป็นการป้องกันความเสี่ยง ช่วยเก็บเงิน เพื่อตัวเอง หรือคนข้างหลัง (หากเราเสียชีวิต) และสร้างความมั่นคงให้ชีวิตมากขึ้น โดยเบี้ยประกันภัยที่เราส่งในแต่ละปี สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร ไม่เกิน 100,000 บาท

ประกันชีวิตมีหลายประเภทด้วยกันครับ
แต่ที่จะแนะนำสำหรับการเก็บเงิน จะมี 3 แบบครับ

ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์

ประกันภัยประเภทนี้จะคุ้มครองผู้เอาประกันภัย โดยจะจ่ายเงินคืนเมื่อครบสัญญาตามเวลาที่กำหนด เช่น 10 ปี 20 ปี (ตามแต่เราเลือก) หากผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตภายในระยะเวลาประกัน บริษัทจะจ่ายเงินให้กับผู้รับประโยชน์แทน เหมาะกับผู้ที่ต้องการเก็บเงินก้อนและการคุ้มครองชีวิตไปพร้อมๆ กัน

ข้อดี

สามารถเลือกระยะสัญญาตามที่เราต้องการได้ เป็นการเก็บเงิน ที่มีการันตีว่าเมื่อครบสัญญา เราจะได้รับเงินก้อนเท่าไหร่ ไม่มีความเสี่ยงจากการขาดทุนเหมือนการบงทุน

ข้อด้อย

เงินที่ได้จากประกันสะสมทรัพย์ เมื่อเทียบกับการลงทุน อาจจะได้น้อยกว่าครับ

ตัวอย่างประกันสะสมทรัพย์

เป็นเพียงแค่การสุ่มมายกตัวอย่างนะครับ ถ้าเพื่อนๆ คนไหนสนใจ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่นะครับ https://bit.ly/35IXTqS

ประกันชีวิตแบบบำนาญ

ประกันชีวิตประเภทนี้จะจ่ายเงินหลังจากการเกษียณอายุ หรือมีอายุครบ 55 ปี หรือ 60 ปีเป็นต้นไป เป็นรายงวดอย่างสม่ำเสมอ (งวดรายเดือน 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี) เป็นระยะเวลาสูงสุดไม่เกิน 85 ปี หรือจนกว่าผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต และถ้าระหว่างที่เราส่งเบี้ยประกัน เกิดเสียชีวิตก่อนหรือระหว่างรอครบสัญญารับเบี้ยบำนาญ ก็จะได้รับเงินความคุ้มครองครับ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความคุ้มครองชีวิตและเงินสะสมไว้ใช้จ่ายยามเกษียณ

ข้อดี

มีการันตีจำนวนเงินที่จะได้หลังเกษียณแน่นอน ตามจำนวนที่เราระบุไว้กับสัญญาในประกัน สามารถรับเงินได้เมื่อเกษียณอายุเสมือนเป็นเงินเดือน

ข้อด้อย

เบี้ยที่ได้รับเป็นรายงวดจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับเบี้ยที่เราส่งในสัญญาด้วย ถ้าอยากได้เงินใช้เยอะ ก็ต้องส่งเบี้ยสูงตามไปด้วย

ตัวอย่างประกันแบบบำนาญ

เป็นเพียงแค่การสุ่มมายกตัวอย่างนะครับ และถ้าเพื่อน ๆ คนไหนสนใจ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่นะครับ https://www.krungthai-axa.co.th/th/iretire

ประกันชีวิต แบบ Unit Linked

ประกันชีวิตแบบ Unit Linked เป็นประกันชีวิตที่ควบการลงทุนไปด้วยครับ นอกจากจะเป็นการซื้อประกันชีวิตแล้ว ยังเป็นการลงทุนในกองทุนรวมอีกด้วย แต่ผู้เอาประกันภัยต้องเป็นคนบริหารการลงทุนเอง รับผิดชอบความเสี่ยงและผลขาดทุนด้วยตัวเอง เหมาะกับผู้ที่อยากได้การคุ้มครองจากประกันชีวิต และต้องการโอกาสในการรับผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนไปพร้อม ๆ ครับ

ข้อดี

ประกันชีวิตแบบนี้จะวงเงินคุ้มครองสูง และเรามีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนที่เราเลือกเองครับ

ข้อด้อย

เพราะเป็นประกันชีวิตที่ควบการลงทุน เพราะฉะนั้นในส่วนของการลงทุน เราต้องรับความเสี่ยงจากการขาดทุนเองครับ

ตัวอย่างประกันยูนิตลิ้งค์

เป็นเพียงแค่การสุ่มมายกตัวอย่างนะครับ และถ้าเพื่อนๆ คนไหนสนใจ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่นะครับ https://bit.ly/2Sb0shz

สำหรับ 3 HOW TO ลงทุนอย่างไร “ได้ทั้งเก็บเงินก้อน และ ลดหย่อนภาษี” ที่ aomMONEY ได้เล่าให้เพื่อนๆ อ่านกันข้างบน เป็นเพียงแค่ช่องทางเลือกหนึ่งในการเก็บเงินที่ได้สิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีร่วมด้วย สุดท้ายเพื่อน ๆ ต้องศึกษาและพิจารณาวิธีที่เหมาะสมกับตัวเองที่สุดนะครับ

“เริ่มเก็บเงินตั้งแต่วันนี้… ดีกว่า รู้ตัวอีกที… แต่ไม่เหลือเวลาให้ทำแล้ว”

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

6 เคล็ดลับทางการเงินเป็นเศรษฐีในปีหน้า “แค่ใช้เงินเป็น”

ต้องกล่าวคำว่า สวัสดีปีใหม่  ปีใหม่นี้มีความสุขมากๆ ไม่เจ็บไม่จน คิดอะไรสมหวัง สุขภาพแข็งแรง ทำงานกิจการใดได้ดั่งใจทุกประการ สำหรับแฟน “aomMONEY x ปันโปร” ด้วยนะ ปีใหม่นี้เป็นโอกาสดีที่จะเริ่มพฤติกรรมใหม่ ตั้งเป้าหมายใหม่ ๆ ให้กับชีวิต และใช้เวลาเพื่อพิสูจน์ตัวตนว่าเราสามารถเป็นคนใหม่ที่ดีกว่าเดิมได้

สำหรับเป้าหมายทางการเงิน เรามีเคล็ดลับทางการเงินดี ๆ มาฝาก อันนี้มาจากทาง CNBC สื่อระดับโลกพูดถึง 6 เคล็ดลับในการใช้เงินอย่างชาญฉลาดและทำให้คุณเป็นเศรษฐีได้เพียงแค่ใช้เงินเป็น เราไปชมกันว่าเคล็ดลับในการใช้การบริหารเงินแบบความคิดเศรษฐีเขาทำอย่างไรกันบ้าง

ข้อแรก “ต้องรู้ว่าจ่ายเงินกับอะไรไปบ้าง”

ต้องรู้ละเอียด ชัดเจน อย่าสับสน เพราะมันเป็นเรื่องเงินของเรา เราไม่รู้แล้วใครจะมารู้กับเราล่ะ จงใส่ใจทุกรายละเอียดทางการเงิน เช่น คุณจ่ายเงินเพื่อเป็นสมาชิกสินค้าชนิดใดก็ตาม หลายคนไม่ค่อยสนใจเวลามีอีเมล์หรือ sms เตือนค่าใช้จ่ายของเราเด้งขึ้นมาซึ่งเป็นการฝึกวินัยให้เรารู้ตัวเรื่องการใช้เงินตลอดเวลา รวมไปถึงบางทีเขาอาจส่งโปรโมชั่นใหม่ๆเพื่อช่วยประหยัดเงินให้เราก็ได้ ดังนั้น ครั้งหน้าเอาใหม่นะครับจงใส่ใจ ใส่ใจ ใส่ใจการใช้จ่ายทางการเงินให้มาก

ข้อสอง “จงเรียนรู้ที่จะลงทุน”

ใช้เงินต่อเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด อย่าหวังฝันหวานแค่เงินออมอย่างเดียว มีเงินออม มีเงินเก็บเป็นเรื่องดี แต่ควรเรียนรู้ที่จะใช้เงินต่อเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้ว เงินออมนั้นสร้างรากฐานที่มั่นคงได้ แต่เงินลงทุนจะทำให้เงินงอกเงย รู้จักประเมินความเสี่ยงที่คุณรับไหวและเลือกระดับการลงทุนที่มีความเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นสลากออมทรัพย์ กองทุน หรือหุ้น ขึ้นอยู่กับคุณรับความเสี่ยงได้มากแค่ไหน

ข้อสาม ”การวางแผนสำคัญ”

การจัดการงบประมาณเป็นเรื่องใหญ่ อย่าละเลย กี่ครั้งกี่หนที่คุณใช้จ่ายเงินไปแบบไม่รู้ว่าเงินหายไปไหนหมด เลิกนิสัยเสียๆเหล่านี้ กำหนดงบประมาณและค่าใช้จ่ายทุกครั้ง เพื่อจะได้รู้ว่าเงินคุณ หายไปไหนหมด

ข้อสี่ “จงใช้ประโยชน์จากบิลต่าง ๆ อย่างชาญฉลาด”

ค่ารักษาทางการแพทย์ ถ้าเบิกได้ ก็จงเบิก ใช้สวัสดิการให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย แบบเดียวกับที่ทำงานให้ออฟฟิศอย่างหนักนั่นแหละ ใช้งานเราเค้ายังไม่เกรงใจเลย เราก็ต้องใช้สวัสดิการที่เราได้รับอย่างคุ้มค่าเวลาไปชอปปิ้งที่ใด เดี๋ยวนี้มักมีโปรโมชั่นท้ายบิล อ่านให้ละเอียด ถ้าใช้ประโยชน์จากมันได้ ก็เอามาใช้ อย่าลืมทิ้งบิลไปซะก่อน เพราะครั้งหน้าอาจทำให้เราจ่ายถูกกว่าเดิมได้

ข้อห้า “กล้าที่จะพูดปฏิเสธในสิ่งที่ไม่อยากทำ”

ไม่อยากไป ดินเนอร์มื้อหรู ทานบ่อยไปกระเป๋าตังค์เราก็พังได้ อย่าทำลายงบประมาณในใจของตัวเองเพราะคำว่าเกรงใจคำเดียว ท่องเอาไว้เงินของคุณ กระเป๋าของคุณ เวลาเดือดร้อนไม่มีใครช่วยเหลือคุณนอกจากตัวคุณเอง ดังนั้นมีสติในการใช้เงินให้มากๆ

ข้อหก “ทบทวนก่อนจ่ายล่วงหน้า”

เช่น สมาชิกฟิตเนส จ่ายก่อน ออกกำลังกายทีหลัง สุดท้ายจ่ายรายครั้งคุ้มค่ากว่า เพราะกว่าจะงัดตัวเองไปออกกำลังกายได้ ก็ตกเดือนละครั้งเท่านั้นเราก็ต้องเข้าใจสภาพชีวิตตัวเองด้วย ไม่ใช่ว่ายุ่งจนไม่มีเวลาจะนอน แต่อยากเป็นสมาชิกฟิตเนสรายปี แต่ใช้จริงแค่ 12 ครั้งต่อปี พอเถอะ ประเมินตัวเอง ว่างแค่ไหน สะดวกแค่ไหนที่พอจะไปออกกำลังกายได้ ถ้าไม่ว่างจงตัดใจจากสมาชิกรายปี เป็นรายครั้งก็พอ คุ้มกว่า

เชื่อว่าถ้าคุณทำตามได้ทั้ง 6 ข้อนี้เงินจะอยู่ในกระเป๋าของคุณได้นานขึ้น และคุณก็มีโอกาสเป็นเศรษฐีมากกว่าปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอน ขอให้ปีหน้าเป็นปีที่ดีนะครับ สวัสดีปีใหม่

Mr.Priceless aomMONEY Writer

#SmartPaySmartShop #ฉลาดใช้ฉลาดช้อป #aomMONEY #PunPromotion #MoneyLiteracy

M150 กับการตลาดมีหัวใจที่จะพาคนไทยไประดับโลก

M-150 เลือกอยู่เคียงข้างคนไทย

Sport Marketing หรือ การทำการตลาดของแบรนด์ผ่านการแข่งขันกีฬา ถือเป็นการตลาดยอดนิยมสำหรับเครื่องดื่มให้พลังงาน รวมไปถึงเครื่องดื่มที่เหมาะสำหรับผู้ออกกำลังกายเสมอ ด้วยการเสนอภาพลักษณ์ที่ชัดเจนตรงกับแบรนด์ สื่อสารง่าย และให้แรงบันดาลใจไปในเวลาเดียวกัน

การเลือกเป็นสปอนเซอร์ให้กับลีกต่างประเทศอาจจะง่ายกว่า

หากอยากเป็นแบรนด์ระดับโลก การลงทุนลงโฆษณากับการแข่งขันกีฬาระดับโลกอาจจะเป็นเรื่องที่ดูง่ายและรวดเร็ว ยอมเสียเงินก้อนใหญ่เพื่อจับจองสายตาจากผู้ชมทั่วโลก แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ M-150 ทำ เพราะจุดยืนหนึ่งที่สำคัญและเป็นหัวใจของแบรนด์ M-150 มาเสมอ คือ “การอยู่เคียงข้างคนไทย” M-150 จึงเลือกที่จะอยู่สนับสนุนคนไทย เป็นพลังฮึดสู้เพื่อคนไทย โดยพร้อมจะร่วมเดินทางไกลเพื่อพาคนไทยให้ไปได้ไกลถึงเวทีโลก

M-150 เลือกจะพาคนไทยให้ไปได้ไกลกว่า

เพราะการสนับสนุนถือเป็นแรงผลักดันที่สำคัญหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในวงการกีฬาเลย M-150 จึงยืนยันเสมอที่จะเป็นลมใต้ปีกให้กับคนไทย M-150 เลือกที่จะร่วมพัฒนาวงการฟุตบอลไทยตั้งแต่ฐานราก นับตั้งแต่ M-150 Championship , Thai League 1 ต่าง ๆ ไปจนถึงเป็นผู้สนับสนุนของทีมชาติไทยด้วย M-150 ยังให้คำมั่นที่จะร่วมเดินทางไปด้วยกันต่อ จนกว่าจะถึงวันที่ช้างศึกไทยผงาดอยู่ในสนามกีฬาระดับโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ

นอกเหนือจากวงการฟุตบอลแล้ว วงการมวยก็เป็นอีกหนึ่งวงการที่ M 150 ได้สนับสนุนตั้งแต่เริ่มต้นจนยอดมวยอย่าง แหลม ศรีสะเกษได้แชมป์ โดยผ่านเหตุการณ์ได้แชมป์และเสียแชมป์มาโดยตลอด เรียกได้ว่า M-150 เป็นแบรนด์ที่มอบพลังฮึดสู้ให้แก่นักกีฬามาโดยตลอด ซึ่งในปีหน้านี้ พี่แหลมจะไปทวงแชมป์คืนมาอีกครั้ง M-150 ก็จะคอยเป็นพลังฮึดสู้ให้กับวงการกีฬาไทยต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

ไม่ได้เข้มแต่โฆษณา เพราะว่าสูตรเครื่องดื่มก็เข้มข้นไม่แพ้กัน

M-150 ได้ทำการเปิดตัวสินค้าใหม่ในรอบหลายปีที่ถือว่ามีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก M-150 กระชายดำ เครื่องดื่มให้พลังงานที่ไม่ได้ให้แต่แค่พลังงานแต่ยังให้ประโยชน์จากกระชายดำและน้ำผึ้งอีกด้วย ความเข้มข้นจากวัตถุดิบที่มากกว่าจะช่วยให้ผู้ดื่มรู้สึกฟิตได้มากกว่าเกินวัย

ยิ่งได้พี่ตูนมาตอกย้ำยิ่งเห็นภาพชัด

บอกไปใครจะเชื่อว่า พี่ตูน บอดี้สแลม อายุ 40 ปีแล้ว หลายคนคงต้องตกใจเพราะพี่ตูนดูฟิตเกินคนวัยเดียวกันมาก วิ่งจากใต้สุดไปเหนือสุดของไทย ทั้งร่างกายและกำลังวังชาเกินขีดจำกัดของอายุ นี่ถือว่าตรงกับตำแหน่งทางการตลาดและภาพลักษณ์ของแบรนด์ M-150 ได้ดีที่สุด ถ้าพูดคำว่า “ฟิตเกินวัย ใจเกินร้อย” คนไทยจะนึกภาพใครขึ้นมาในหัวบ้าง ถ้าไม่ใช่คนสุดแกร่งอย่างพี่ตูน

ปิดท้ายกับความพิเศษสุดของ “แต้มเอ็ม”

หลายคนคงเกิดทันยุคที่เครื่องดื่มให้พลังงานจะมีรหัสอยู่ใต้ฝาไว้ชิงโชคร่วมกิจกรรมต่าง ๆ กับแบรนด์ ถึงแม้ว่าจะเป็นวิธีการสุดคลาสสิก แต่ก็ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีต่าง ๆ ในปัจจุบันหมุนไปไกลมากแล้ว ในเมื่อเราทุกคนในเวลานี้แทบจะมีสมาร์ทโฟนในมือกันหมดแล้ว คำถามคือแบรนด์จะทำอะไรได้บ้าง อะไรที่จะทำให้ผู้บริโภคได้สิ่งใหม่ที่มากกว่าเดิม

แต้มเอ็ม จึงได้ฤกษ์ถือกำเนิดขึ้น

แต้มเอ็ม คือ รูปแบบการทำโปรโมชันและร่วมกิจกรรมแบบใหม่ที่ M-150 ส่งมาเอาใจลูกค้าในยุคดิจิทัลใหม่แบบนี้ ด้วยแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นจะช่วยลดปัญหาการส่งฝาแบบเดิมไปได้เลย ส่งถึงบ้างไม่ถึงบ้าง ฝาตกรุ่นบ้าง เสียเวลาเสียอารมณ์มาคอยนั่งเก็บฝาบ้าง เสียค่าส่งบ้าง ปัญหาเหล่านั้นจะหายไป แต่แน่นอนว่าสิทธิประโยชน์จะยิ่งได้มากกว่าเดิมด้วย

ผู้บริโภคจะเลือกได้มากกว่าเดิม

รหัสใต้ฝาไม่ต้องถูกรีบเร่งใช้แบบเดิมอีกแล้ว เพราะแต้มเอ็มจะมีอายุอยู่ได้ถึง 2 ปี ซื้อวันนี้ ได้แต้มวันนี้ แต่ไม่จำเป็นต้องใช้แต้มให้หมด เก็บแต้มสะสมไว้เรื่อย ๆ รอแคมเปญที่ชอบก็สามารถทำได้ เรียกได้ว่าทั้งตามใจและเอาใจผู้บริโภคอย่างสุด ๆ แน่นอนว่าในอนาคตก็จะมีการปรับรูปแบบให้ถูกใจผู้บริโภคให้เพิ่มมากขึ้นไปอีก ยิ่งการมีพันธมิตรต่าง ๆ อย่างทีมชาติไทย นครหลวง สิ่งเหล่านี้ย่อมต่อยอดให้การตลาดน่าสนุกมากขึ้น ทั้งสำหรับตัวผู้บริโภคและแบรนด์เอง ผู้บริโภคก็ตื่นเต้นเฝ้ารอว่าจะได้พบกับอะไรใหม่ ส่วนแบรนด์ก็ได้สนุกกับการหาวิธีเอาใจผู้บริโภคด้วยวิธีการใหม่ ๆ ไปทุกวัน

M-150 เป็นตัวอย่างของการตลาดที่ไม่หยุดนิ่งเลย

M-150 ไม่ได้ชวนแค่ให้คนไทยฮึดสู้ แต่ M-150 ก็ฮึดสู้ที่จะพาแบรนด์ไทยก้าวไกลไปสู่ระดับโลกด้วยเช่นกัน การทำการตลาดที่แสนจะมีหัวใจ เข้าใจผู้บริโภค และไม่หยุดนิ่งของแบรนด์บอกเล่าตัวตนความเอาจริงที่แบรนด์ชวนให้ทุกคนลึกขึ้นสู้เสมอ 

การตลาดของ M-150 พัฒนาใหม่เสมอ และดีขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวัน

การเลือกพรีเซนเตอร์ที่เฉียบขาด การได้รางวัลใหญ่จากเวทีระดับโลกอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาสินค้าใหม่ และการปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลบ่งบอกดีเอ็นเอความมุ่งมั่นของคนไทยได้เป็นอย่างดี ไม่ใช่แค่เรื่องเล่าที่แบรนด์พยายามจะเล่าให้เราฟังเท่านั้นที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราได้ สิ่งที่แบรนด์ M-150 กำลังมุ่งมั่นพัฒนาอยู่ในตอนนี้ก็เป็นแรงผลักดันให้เราฮึดสู้ขึ้นมาได้อย่างแพ้กันเลย

ลงทุนศาสตร์

บทความนี้เป็น Advertorial

รวม 7 บัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง! สำหรับมนุษย์เงินเดือน ประจำปี 2019

ใกล้จะสิ้นปีแล้ว สถานะการเงินของเพื่อน ๆ ปีนี้เป็นอย่างไรกันบ้างครับ ออมเงินได้สำเร็จตามเป้าหมายกันหรือเปล่า…สำหรับเพื่อน ๆ ที่ตั้งเป้าหมายไว้ว่าอยากจะเริ่มต้นปีใหม่ด้วยการออมหรือยังไม่ได้วางแผนทางการเงิน วันนี้ aomMONEY ก็ขออาสาแนะนำอีกหนึ่งทางเลือกดี ๆ ในการออมให้เพื่อน ๆ ได้รู้จักกันครับ นั่นก็คือ “บัญชีออมทรัพย์”

“บัญชีออมทรัพย์” เป็นบัญชีรูปแบบหนึ่งที่ช่วยให้การจัดการค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น เหมาะสำหรับผู้ใช้ทุกช่วงวัย เพราะข้อดีของบัญชีออมทรัพย์ คือ มีสภาพคล่องสูง ฝาก/ถอน หรือ โอนได้ทุกเมื่อ และยังมีความเสี่ยงต่ำอีกด้วยครับ แต่บัญชีออมทรัพย์ก็มีจุดด้อยอยู่เหมือนกันนะครับ เพราะหลาย ๆ คนก็มักจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ดอกเบี้ยต่ำกว่าการลงทุนประเภทอื่น” แถมในปีนี้ยังมีนโยบายปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงถึง 2 รอบ จึงยิ่งทำให้หลายคนกังวลว่าถ้าฝากเงินกับบัญชีออมทรัพย์จะได้ดอกเบี้ยไม่คุ้ม แต่ในความจริงถ้าศึกษาดีๆ ยังมีบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงที่เหมาะกับแบ่งสัดส่วนไว้พักเงินฉุกเฉินอยู่นะครับ 

วันนี้ทาง aomMONEY เลยอาสารวบรวม “7 บัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง แถมฝากขั้นต่ำไม่หนัก! ประจำปี 2019” มาแนะนำให้เพื่อน ๆ ได้รู้จักและใช้พิจารณาเพื่อวางแผนทางการเงินกันครับ

โดย aomMONEY จะใช้หลักเกณฑ์คัดเลือกบัญชีที่มีอัตราดอกเบี้ยตั้งแต่ 1.60% ต่อปีขึ้นไป และเงินฝากขั้นต่ำที่ไม่สูง หรือไม่มีขั้นต่ำครับ  

1. TMRW Savings ดอกเบี้ยสูง 1.6% ต่อปี

บัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงตัวแรก aomMONEY ขอแนะนำให้รู้จักกับ TMRW Savings บัญชีเงินออมรูปแบบใหม่ที่จะทำให้การออมเงินของเพื่อนๆ เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นครับผม

  • รับดอกเบี้ยได้สูงถึง 1.60% ต่อปี 
  • ไม่มีขั้นต่ำในการเปิดบัญชี
  • ไม่มีค่าธรรมเนียม บัญชีเคลื่อนไหวที่มียอดเงินฝากต่ำกว่าที่กำหนด
  • จุดเด่นของบัญชีตัวนี้สำหรับ aomMONEY คือ “City of TMRW” สนุกกับการเก็บเงินในรูปแบบเกมสร้างเมือง ยิ่งเก็บเงินได้มาก เมืองก็จะเพิ่มเลเวลขึ้น ช่วยให้การออมเงินสนุกยิ่งขึ้นครับ 

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : https://bit.ly/38VRrPj

2. TMB NO FIXED ดอกเบี้ยได้สูงถึง 1.6% ต่อปี

บัญชีเพื่อออม TMB NO FIXED จากธนาคาร TMB ครับ สำหรับบัญชีออมทรัพย์ตัวนี้ เราสามารถรับดอกเบี้ยได้สูงถึง 1.60% ตั้งแต่ฝากเงินบาทแรก ไปจนถึง 50 ล้านบาท

  • รับดอกเบี้ยได้สูงถึง 1.60% และยังมีดอกเบี้ยโบนัสพิเศษสำหรับนักลงทุนสูงถึง 1.80% ต่อปี 
  • เปิดบัญชีฟรี ไม่มีการกำหนดฝากขั้นต่ำ ไม่กำหนดระยะเวลาฝาก
  • ถอนเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่จำกัดจำนวนครั้ง
  • จุดเด่นของบัญชีตัวนี้สำหรับ aomMONEY คือ บริการ “Saving Goal” ที่จะช่วยให้เพื่อนๆ สามารถตั้งเป้าหมายในการเก็บออม ผ่านการจัดสรรเงินจากบัญชี TMB NO FIXED ช่วยให้การเก็บออมสำเร็จง่ายขึ้นครับผม 

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : https://bit.ly/34B2Alf

3. เงินฝากออมทรัพย์ Happy Home ดอกเบี้ยสูง 1.65% ต่อปี (สำหรับลูกค้าสินเชื่อของธนาคารอาคารสงเคราะห์)

บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ที่เริ่มต้นการเปิดบัญชีเพียง 500 บาทเท่านั้น และเพื่อนๆจะได้รับอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 1.65% ต่อปี โดยจะมีการจ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน (มิถุนายน และ ธันวาคม)

  • รับอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 1.65% ต่อปี 
  • เปิดบัญชีครั้งแรกเงินฝากขั้นต่ำ 500 บาท ขึ้นไป 
  • จุดเด่นของบัญชีตัวนี้สำหรับ aomMONEY คือ เป็นบัญชีที่เหมาะสำหรับลูกค้าสินเชื่อของธนาคารที่มีบัญชีเงินกู้กับธนาคารอาคารสงเคราะห์ในปัจจุบัน ซึ่งเราสามารถที่จะใช้บัญชีเงินฝากตัวนี้ชำระหนี้เงินกู้ได้ด้วยนะครับ

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : https://bit.ly/2rgG7ws

4. New Flexi ดอกเบี้ย 0.90% – 1.65% ต่อปี

บัญชีออมทรัพย์อีกตัวจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ที่ให้อัตราผลตอบแทนดอกเบี้ยสูงสุดถึง 1.65% ต่อปี โดยจะมีการจ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน (มิถุนายน และ ธันวาคม) และมีขั้นต่ำของการเปิดบัญชีอยู่ที่ 10,000 บาทครับ

  • รับดอกเบี้ยสูงสุดถึง 1.65% ต่อปี
  • จุดเด่นของบัญชีตัวนี้สำหรับ aomMONEY คือ เราสามารถที่จะชำระค่าสาธารณูปโภค เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา และโอนเงินชำระหนี้เงินกู้ผ่านการหักบัญชีเงินฝากได้ครับ และที่สำคัญ ใครที่ไม่เคยมีบัญชีเงินฝากทุกประเภทกับธนาคารที่เปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ New Flexi จะได้รับของสมนาคุณจำนวน 1 ราย ต่อ 1 ชิ้นครับผม  ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : https://bit.ly/2QacEwG

5. บัญชีออมทรัพย์ ME SAVE by TMB ดอกเบี้ยสูงถึง 1.70% ต่อปี

บัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงตัวต่อไป เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยได้ยินชื่อกันดีเลยครับกับเจ้า “ME SAVE by TMB” บัญชีเงินออมดิจิทัลดอกเบี้ยสูง 1.70% ต่อปี หรือคิดเป็น 4.5 เท่าของบัญชีออมทรัพย์ทั่วไป ฝาก – ถอน – โอน เมื่อไหร่ก็ได้ ไม่มีค่าธรรมเนียม และยังคงดอกเบี้ยสูง

  • รับดอกเบี้ยสูง 1.70% ต่อปี
  • ไม่มีกำหนดขั้นต่ำในการฝากเงิน 
  • จุดเด่นของบัญชีตัวนี้สำหรับ aomMONEY คือ เพื่อนๆ สามารถดูดอกเบี้ยสะสมได้ทุกวัน ไม่มีค่า SMS รายเดือน และที่สำคัญโอนเงินออกไม่ต้องรอ เพราะสามารถรับเงินได้ทันทีครับ และถ้าเป็นบัญชีต่างธนาคารก็ไม่เสียค่าธรรมเนียมด้วย  ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.mebytmb.com/me-save

6. บัญชีออมทรัพย์ TISCO My Savings ดอกเบี้ยสูงสุด 2% ต่อปี

สำหรับบัญชีออมทรัพย์ TISCO My Savings ตัวนี้ จะให้อัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างตามแต่ละช่วงเงินฝาก โดยยอดเงินฝาก  0 – 30,000 บาท อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 0.15% ส่วนยอดเงินฝากส่วนที่เกิน 30,000 – 100,000 บาท จะได้รับอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 2.00% ต่อปี ครับ

  • จำนวนเงินเปิดบัญชีขั้นต่ำนั้นจะเริ่มต้นที่ 1,000 บาท 
  • จุดเด่นของบัญชีตัวนี้สำหรับ aomMONEY  คือ การได้รับดอกเบี้ยทุกเดือนครับ (เพราะบางธนาคารจะจ่ายดอกเบี้ยแค่ปีละ 2 ครั้งครับ) และไม่จำเป็นที่จะต้องฝากเงินในบัญชีทุกเดือน

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : https://bit.ly/2QgZ7U7

7. บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ดิจิทัล ซีไอเอ็มบี ไทย ดอกเบี้ย 2.00% ต่อปี

บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ตัวสุดท้ายที่ aomMONEY จะนำมาเล่าให้ฟัง คือ “บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ดิจิทัล ซีไอเอ็มบี ไทย” ดอกเบี้ยสูง 2.00% ต่อปีครับ อีกหนึ่งบัญชีเงินออมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ สามารถเปิดบัญชีได้ง่ายและรวดเร็วผ่านแอป CIMB THAI Digital Banking

  • รับผลตอบแทนอัตราดอกเบี้ย 2.00% ต่อปี เมื่อฝากเงินตั้งแต่ 5,001-50,000 บาท
  • ไม่มีขั้นต่ำในการฝากเงิน
  • จุดเด่นของบัญชีตัวนี้สำหรับ aomMONEY  คือ เปิดบัญชีได้ง่ายและผ่านแอป CIMB THAI Digital Banking ไม่จำเป็นจะต้องใช้เอกสารเปิดบัญชี นอกจากนี้เพื่อนๆ ยังสามารถสมัครบัตรเดบิต โดยได้รับสิทธิ์ฟรีค่าธรรมเนียมแรกเข้าและรายปีตลอดชีพอีกด้วยครับ 

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.cimbthai.com/th/personal/products/accounts/saving-account/digital-saving.html?cq_ck=1548841661111

และทั้งหมดนี้คือข้อมูลของบัญชีออมทรัพย์ที่มีดอกเบี้ยสูง ประจำปี 2019 ที่ทางทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY นำมาฝากเพื่อน ๆครับ สำหรับใครที่วางแผนจะเริ่มต้นปีใหม่ด้วยการออมเงินก็สามารถที่จะเริ่มต้นด้วยการเลือกเปิดบัญชีออมทรัพย์ที่มีผลตอบแทนสูงก็ได้ครับ

สำหรับครั้งหน้าทีมกองบรรณาธิการจะนำเรื่องราวดี ๆ อะไรมาฝากเพื่อน ๆ ก็ต้องติดตามกันในบทความต่อไปนะครับ สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

“WealthTech” มาแรง สร้างความมั่งคั่งจากการลงทุนให้ตัวเราด้วย Jitta Wealth

เพื่อน ๆ นักลงทุนทั้งหลายที่แฟนของ aomMONEY ถ้าติดตามข่าวสารด้านการลงทุนกันอย่างสม่ำเสมอ น่าจะพอทราบกันดีครับว่าเมื่อวันที่ 14 – 17 พ.ย. 62 ที่ผ่านมา ได้มีงานมหกรรมการลงทุนแห่งปีเกิดขึ้นอย่าง “SET in the City 2019”  ณ สยามพารากอน

สำหรับงานนี้เรียกได้ว่าเป็นบทพิสูจน์เลยครับว่า “เทรนด์ WealthTech หรือเทคโนโลยีช่วยบริหารความมั่งคั่ง” กำลังกลายเป็นเทรนด์ที่มาแรงในปีนี้ เพราะนอกจากจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นจำนวนมากแล้ว WealthTechยังเป็นกลุ่มสตาร์ทอัพเทคโนโลยีด้านการเงินการลงทุนที่น่าจับตา เพราะตอบโจทย์ประเทศไทยที่กำลังจะเข้าสู่ยุคสังคมผู้สูงอายุในตอนนี้อีกด้วย

กระแส WealthTech มาแรงขนาดไหน ดูได้จากผู้เข้าชมบูธ “Jitta Wealth” ในงาน SET in the City 2019 ก็ได้ครับ เรียกได้ว่าแน่นขนัดตลอดเวลา จน Jitta Wealth คว้ารางวัลบูธยอดเยี่ยมต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ซึ่ง Jitta Wealth เป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทสตาร์ทอัพด้าน WealthTech ที่บริหารจัดการโดย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน จิตตะ เวลธ์ จำกัดโดยเป็นสตาร์ทอัพรายแรกในไทยที่ได้รับอนุญาตบริหารจัดการกองทุนส่วนบุคคล จาก ก.ล.ต. ครั้งนี้ Jitta Wealth มาร่วมงานในธีมสวนสนุก พร้อมพากูรูผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนแบบเน้นคุณค่า มาแชร์ประสบการณ์การสร้างความมั่งคั่งด้วย WealthTech ให้กับนักลงทุนได้ฟังกัน

ทำไม WealthTech ถึงได้รับความสนใจเป็นจำนวนมาก?

หลายคนคงสงสัยกันแล้วใช่ไหมครับว่า WealthTech เข้ามาช่วยการลงทุนได้อย่างไร ทำไมถึงได้รับความสนใจเป็นจำนวนมาก การที่ WealthTech ได้รับความนิยม ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้วิเคราะห์ข้อมูลโดยคุณเผ่า CEO จาก “Jitta Wealth”  ได้พูดในงาน SET in the City 2019 เพราะเทคโนโลยีสามารถวิเคราะห์ได้แม่นยำมากกว่า 90% และสามารถวิเคราะห์ข้อมูลที่มากเกินกว่าที่มนุษย์จะทำได้ ที่สำคัญ คือ มีค่าธรรมเนียมที่ถูกอีกด้วยครับ และ aomMONEY ก็จะขอยกตัวอย่างของ WealthTech มาอธิบายให้ฟังคร่าว ๆ

  • Robo advisor โปรแกรมที่เปรียบเสมือนเป็นผู้จัดการด้านการลงทุนให้กับเรา คอยวิเคราะห์และแนะนำว่าในช่วงอายุเท่านี้ กับความเสี่ยงที่เราสามารถรับได้ เราควรจะลงทุนในแบบไหน และนอกจากนี้ยังให้บริการลงทุนได้อัตโนมัติอีกด้วยครับ
  • Micro-investing เป็นการตัดเงินส่วนหนึ่งจากการที่เราใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เข้ามาทบกันเพื่อลงทุนอัตโนมัติ เหมาะสำหรับผู้ที่มีเงินลงทุนน้อย
  • AI Portfolio Managerคือ การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการปรับพอร์ตการลงทุน และซื้อขายอัตโนมัติ ซึ่งในอนาคตคาดว่า AI จะสามารถแนะนำแผนทางการเงินให้เราได้ตั้งแต่เกิดยาวไปถึงจนเสียชีวิตเลยครับ อย่าง Jitta Wealth ก็ถือว่าอยู่ในหมวดหมู่ของ AI Portfolio Manager นี้ด้วย และเข้าถึงคนทั่วไปได้มากขึ้น เพราะใช้เงินลงทุนที่ต่ำกว่า 

“นอกจากเทคโนโลยีที่มีส่วนช่วยให้ WealthTech ได้รับความนิยมแล้ว WealthTech ยังเป็นประโยชน์กับเทรนด์การสร้างความมั่งคั่งระยะยาวแบบ passive อีกด้วย”

การลงทุนแบบ passive คือการลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงในหุ้นหลายๆ ตัว ซื้อขายน้อยครั้ง และค่าธรรมเนียมต่ำ ไม่เน้นผลตอบแทนหวือหวา แค่ล้อไปกับการเติบโตของตลาดหุ้น แต่อาศัยลงทุนนานขึ้น ให้เวลาช่วยทำผลตอบแทนให้งอกเงยทบต้นเป็นเงินก้อนโต ซึ่ง WealthTech ก็เข้ามาช่วยทำให้การลงทุนแบบ passive เป็นระบบอัตโนมัติมากขึ้น ตั้งแต่การบริหารจัดสัดส่วน กระจายความเสี่ยงลงทุนในหุ้นหลายๆ ตัว และปรับพอร์ตอัตโนมัติ แม้เราจะทำงานไม่ค่อยมีเวลามาดูพอร์ต ก็ยังสามารถปล่อยให้เงินเติบโตไปเรื่อยๆ ได้ นอกจากนี้ WealthTech ยังช่วยทำให้ต้นทุนปฏิบัติการต่างๆ ลดลง ส่งผลให้ค่าธรรมเนียมต่ำ นักลงทุนก็ได้กำไรกลับไปลงทุนต่อมากขึ้น

คุณธนัฐ ศิริวรางกูร หรือหมอนัท จากเพจ คลินิกกองทุน กล่าวเสริมบนเวทีเสวนาถึง WealthTech และ passive เรื่องการนำ WealthTech เข้ามาใช้ในการลงทุนแบบ passive นั้น จะทำให้ #ประหยัดค่าธรรมเนียม แล้วค่าธรรมเนียมที่น้อยลงจะมีผลอย่างไรกับการลงแบบ passive หมอนัทยกตัวอย่างให้เราฟังง่าย ๆ อย่างนี้ครับ 

ตัวอย่าง สมมุติเราลงทุน 1 แสนบาท ผลตอบแทน 7% ต่อปี ใช้เวลาลงทุน 20 ปี โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมต่อปี เราจะได้ผลตอบแทน ประมาณ 3.8 แสนบาท แต่ถ้าเราเสียค่าธรรมเนียม 2% ต่อปี เราจะได้ผลตอบแทน 2.5-2.8 แสนบาท ซึ่งเท่ากับว่าเราจะสูญเสียผลตอบแทนไปแสนกว่าบาท หรือ 1 ใน 3 เลยครับ

Jitta Wealth ทางเลือก WealthTech เพื่อการลงทุนแบบ Passive

“Jitta Wealth” เป็นอีกทางเลือกในการสร้างความมั่งคั่งผ่านการลงทุนในหุ้นแบบ passive ด้วยนวัตกรรมทางเทคโนโลยี (WealthTech) ที่ประกอบด้วยอัลกอริทึม AI วิเคราะห์หุ้นเฉพาะตัว และระบบบริหารจัดการกองทุนอัตโนมัติ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการตัดสินใจลงทุนด้วยอารมณ์ ช่วยกระจายความเสี่ยงลงทุนในหุ้นที่มีศักยภาพดีและราคาเหมาะสม 20-30 หุ้นจากอันดับต้นๆ ของ Jitta Raking และช่วยปรับพอร์ตอัตโนมัติปีละครั้งอย่างสม่ำเสมอ

Jitta Wealth เหมาะกับใคร?

เหมาะกับผู้ที่ต้องการลงทุนในหุ้นระยะยาวสไตล์ passive มุ่งหวังสร้างผลตอบแทนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้น และสามารถลงทุนได้อย่างน้อย 3-5 ปี โดยไม่ต้องบริหารจัดการพอร์ตด้วยตนเอง 

ทำไม  Jitta Wealth ถึงได้รับความสนใจ

1. ผลตอบแทนระยะยาวสูงกว่าดัชนีตลาด

การลงทุนโดยมนุษย์นั้นเราต้องยอมรับเลยครับว่าเลี่ยงไม่ได้ที่จะมี “เรื่องอารมณ์” เข้ามาเกี่ยวข้องในการลงทุน ทำให้การลงทุนอาจจะไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คาดหวัง ซึ่ง “Jitta Wealth” จะเข้ามาแก้ปัญหาในส่วนนี้ได้ด้วยการใช้เทคโนโลยีลงทุนตาม Jitta Ranking ที่เป็น AI จัดอันดับหุ้นดีราคาถูกน่าลงทุน ด้วยแนวคิดการลงทุนแบบวอร์เรน บัฟเฟตต์ ทำให้ได้ผลตอบแทนระยะยาวสูงกว่าดัชนีตลาด เพราะ AI ไม่มีปัญหาเรื่องอารมณ์เหมือนมนุษย์

2. ค่าธรรมเนียมถูก

เนื่องจาก  “Jitta Wealth” ใช้เทคโนโลยี บริหารจัดการการลงทุน ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายเรื่องต้นทุนจึงสามารถเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ใช้บริการได้ต่ำ โดยคิดค่าธรรมเนียมการจัดการเพียง 0.5% ต่อปี และ 10% ของกำไร

3.สะดวกสบายไม่ต้องมานั่งเฝ้าจอ

เพราะ “Jitta Wealth” ใช้เทคโนโลยีทำงานแทนตัวเรา ทั้งการซื้อขายและปรับพอร์ตหุ้นให้อัตโนมัติ โดยเราสามารถเพิ่มเงินและถอนเงินได้บ่อยเท่าที่ต้องการ เหมือนลงทุนเองเลยครับ 

4. ลงทุนต่างประเทศได้ง่ายกว่า

ถ้าเพื่อน ๆ อยากลงทุนในต่างประเทศ แต่ไม่ชอบความยุ่งยาก และไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร “Jitta Wealth” สามารถเข้ามาช่วยจัดการให้ได้ครับ ไม่ว่าจะเป็น ด้านเอกสาร แลกเปลี่ยนเงินตรา และกฏเกณฑ์การลงทุนในแต่ละประเทศ  และในปัจจุบันเปิดให้ลงทุน 3 ประเทศด้วยกันครับ คือ ไทย สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม


เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับข้อมูลที่ aomMONEY นำมาฝากเพื่อนๆ ในบทความนี้ ต้องบอกเลยว่าการลงทุนสไตล์ passive โดยใช้ WealthTech เข้ามาช่วยนี่น่าสนใจและเหมาะกับเทรนด์การลงทุนในยุคนี้มากๆ แต่ก่อนที่เราจะมั่นใจฝากเงินลงทุนไว้ให้ใครดูแลนั้น เพื่อนๆ ควรจะศึกษาวิธีการลงทุนและทำความเข้าใจแนวคิดการลงทุนให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ด้วยนะครับ

และถ้าเพื่อนๆ สนใจจะลงทุนกับ Jitta Wealth ภายในปีนี้ มีโปรโมชั่นพิเศษ ทุก 1 ล้านบาท รับเงินเพิ่มทุน 100,000 บาท รับเพิ่มได้สูงสุดถึง 1 ล้านบาท หรือเทียบเท่าเงินลงทุนเริ่มต้น 10 ล้านบาท

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ลิ้งค์นี้เลยครับ https://jittawealth.co/t/gkxp

https://youtube.com/watch?v=SpMa0NWp4MU%3Fwmode%3Dopaque

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

บทความนี้เป็น Advertorial

ASP-SME และ ASP-SMELTF” กองทุนหุ้นเล็ก ขุมพลังใหญ่ ผลตอบแทนโดดเด่นเป็นอันดับ 1* ผลการดำเนินงานตั้งแต่ต้นปี ณ วันที่ 22 พ.ย. 62

ในยุคสมัยที่คนส่วนใหญ่เริ่มหันมาสนใจผลตอบแทนจากการลงทุนมากกว่าดอกเบี้ยออมทรัพย์ เรามักจะมองหาสินทรัพย์ที่เหมาะสมกับการลงทุนในระยะยาว เพราะการลงทุนระยะยาวจะตอบโจทย์เรื่องผลตอบแทนได้มากกว่า

และเป็นที่กันรู้ดีว่าหุ้นคือสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนระยะยาวมากที่สุด นักลงทุนส่วนมากจะเลือกหุ้นขนาดใหญ่พื้นฐานดี หรือไม่ก็เลือกลงทุนในกองทุนรวมแบบ Passive Fund หรือ Index Fund ที่เน้นการลงทุนไปที่หุ้นใหญ่เหมือนกัน

แต่ถ้าเราลองสังเกตผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้น จะพบว่าการลงทุนในหุ้นเริ่มให้ผลตอบแทนลดลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสภาพเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงขาลงทั้งในประเทศและทั่วโลก รวมถึงมีเรื่องสงครามการค้าเข้ามากดดันให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นลดลงต่ำกว่าที่หลายคนคาด

นักวิเคราะห์หลายคนเริ่มมีการปรับประมาณการผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยลดลง และเริ่มมองว่ากำไรของกิจการในบางบริษัทอาจไม่เพียงพอที่จะสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ลงทุนได้ดีเหมือนก่อน เป็นสาเหตุการลงทุนในปีหน้า มีความท้าทายเพิ่มขึ้น การเข้าลงทุนจำเป็นจะต้องคัดสรรบริษัทที่จะเข้าลงทุนอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างความมั่นใจว่ากำไรของบริษัทเหล่านั้นจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ ทั้งนี้การลงทุนใน Passive Fund หรือ Index Fund อาจจะไม่เพียงพออีกต่อไป นักลงทุนอาจจะต้องมีการพิจารณาการพิ่มสัดส่วนการลงทุนใน Active Fund มากขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์จากการคัดเลือกการลงทุนของผู้จัดการกองุนในกองทุนประเภท Active Fund ให้สามารถตอบโจทย์การลงทุนที่มีความท้าทายมากขึ้นในระยะข้างหน้าได้

หากเราลองวัดผลตอบแทนของ Benchmark ในหุ้นขนาดต่าง ๆ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาก็จะพบว่าผลตอบแทนจากหุ้นขนาดกลางเล็กทำได้ดีกว่าหุ้นใหญ่ในระยะยาว

โดย Benchmark ของหุ้นขนาดใหญ่อย่าง SET50TRI ทำผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 4.15% ต่อปี ในขณะที่ FTSE Thai Small Mid Cap Thai ซึ่งเป็น Benchmark ของหุ้นขนาดกลางเล็กทำผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 6.25% ต่อปี (ช่วงเวลาคำนวณผลตอบแทน 31 ธ.ค. 58 – 31 ต.ค. 62)

ทำให้กองทุนหุ้นขนาดกลางเล็กกลายมาเป็นทางเลือกหนึ่งของสินทรัพย์ที่น่าสนใจในการจัดพอร์ตลงทุน เพราะสามารถผลักดันให้พอร์ตลงทุนของเราเติบโตได้เร็วขึ้น โดยลักษณะของกองทุนหุ้นขนาดกลางเล็กมักจะเป็นแบบ Active fund ที่พยายามเอาชนะ Benchmark ให้ได้ในทุกช่วงเวลา

นับเป็นขุมพลังหนึ่งที่เหมาะสมในการสร้างผลตอบแทนสำหรับนักลงทุนผู้รับความเสี่ยงได้สูง มีกลยุทธ์หลักเน้นที่การเติบโตของมูลค่าเงินลงทุน และไม่มีเวลามากพอในการศึกษาข้อมูลสำหรับการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง

โดยวันนี้ทางทีมบรรณาธิการ aomMONEY ขอแนะนำให้รู้จักกองทุนรวมหุ้นขนาดกลางเล็กที่ทำผลตอบแทนได้อย่างโดดเด่นเป็นอันดับหนึ่งในกลุ่มกองทุนรวมประเภทเดียวกันนับตั้งแต่ต้นปี 2562

นั่นก็คือ กองทุนเปิด แอสเซทพลัส สมอล แอนด์ มิด แคป อิควิตี้ (ASP-SME และ ASP-SMELTF) จาก บลจ. แอสเซทพลัส

“ASP-SME และ ASP-SMELTF” เป็นกองทุนเปิดที่มีนโยบายเน้นลงทุนกับบริษัทขนาดกลางเล็กที่มีมูลค่าตลาด (Market Capitalization) น้อยกว่า 80,000 ล้านบาท โดยให้ความสำคัญที่คุณภาพการเติบโตของผลประกอบการ และมีเป้าหมายระยะยาวเน้นไปที่ความสม่ำเสมอของผลการดำเนินงาน เพื่อให้กองทุนสามารถสร้างผลตอบแทนให้นักลงทุนได้อย่างมั่นคง

การลงทุนกับหุ้นขนาดกลางเล็กจะเพิ่มโอกาสในการเติบโตในอนาคตได้มากกว่าหุ้นขนาดใหญ่

โดยทั่วไปหุ้นขนาดกลางเล็กที่มีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจสูงจะค่อยๆสร้างกำไรให้เติบโตได้ในทุกปี เป็นที่หมายปองของนักลงทุนรายย่อยและสถาบัน เพราะโอกาสในการเติบโตของผลตอบแทนจากกำไรบริษัทและราคาหุ้นจะมีรันเวย์ยาวกว่าหุ้นขนาดใหญ่มาก

แม้จะมีความเสี่ยงสูงแต่ถ้ามีกระบวนการคัดเลือกหุ้นที่เหมาะสม ก็สามารถปิดความเสี่ยงได้บางส่วนเพื่อแลกกับผลตอบแทนที่รออยู่ในอนาคต กองทุน ASP-SME ที่มีกลยุทธ์ในการทำ Stock Selection จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในยุคนี้

เพราะด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซาในปัจจุบันส่งผลต่อกำไรของหุ้นขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักกับ SET Index เมื่อกำไรของกิจการเติบโตน้อยกว่าเดิม SET Index  การลงทุนกับ Index Fund ก็มีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้น้อยลง ทำให้การลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่มีผลกับน้ำหนักของ Index มีโอกาสเติบโตได้น้อยลง

Performance แข็งแกร่งเป็นอันดับหนึ่ง เมื่อนับผลตอบแทนแบบ YTD

ตั้งแต่ต้นปี 2562 ASP-SME สามารถทำผลตอบแทน YTD ได้สูงถึง +17.52% ในขณะที่กองทุนฝาแฝดอย่าง ASP-SMELTF สามารถทำผลตอบแทน YTD ได้ที่ +15.39%  (นับผลการดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 2 ม.ค. – 29 พ.ย. 62) โดยเอาชนะ SETTRI ซึ่งเป็น Benchmark ของกองทุนได้อย่างขาดลอย (ในระยะเวลาเท่ากัน SETTRI ทำผลตอบแทนได้ +4.80%)

และนับเป็นกองทุนที่ทำผลตอบแทนสูงสุดเป็นลำดับที่หนึ่งในกองทุนรวมประเภทเดียวกัน!

กระบวนการบริหารกองทุน ช่วยให้นักลงทุนมั่นใจได้ในระยะยาว

สาเหตุที่กองทุนรวมสามารถทำผลตอบแทนได้ดี มาจากขั้นตอนการวิเคราะห์คัดเลือกบริษัทในเชิงลึกของทีมบริหารกองทุน เน้นที่การวิเคราะห์ที่ตัวบริษัทมากกว่าการมองภาพรวมของอุตสาหกรรม (Bottom-Up Analysis) เพื่อตรวจสอบว่าหุ้นที่จะลงทุนมีความสามารถในการทำกำไรและการแข่งขันเป็นอย่างไร

หากมีบริษัทขนาดกลางเล็กที่มีความสามารถทำกำไรได้อย่างโดดเด่น และมีความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ASP-SME ก็พร้อมจะเข้าไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนในระยะยาวให้กับผู้ถือหน่วยลงทุน

เมื่อเจอหุ้นที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดี ทีมงานจะคัดเลือกหุ้นมาวิเคราะห์กันอย่างละเอียด ทั้งโมเดลการทำธุรกิจ ลงภาคสนามสำรวจธุรกิจจริง และการตรวจสอบคุณภาพทางการเงินเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน รวมถึงจับตาดูเทรนด์ที่จะช่วยสนับสนุนผลกำไรของธุรกิจอีกด้วย

Active Fund ความเสี่ยงสูง ที่ให้ผลตอบแทนก็สูงเช่นกัน

ASP-SME จึงเหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง และอยากมีกองทุนที่ให้ผลตอบแทนเติบโต เพื่อเป็นขุมพลังหนึ่งในพอร์ตลงทุนระยะยาว ในขณะเดียวกันนักลงทุนที่อยากได้ผลตอบแทนจากหุ้นขนาดกลางเล็ก พร้อมสิทธิในการลดหย่อนภาษีด้วย ก็สามารถซื้อ ASP-SMELTF ในปีนี้ได้อีกด้วย

แม้จะเป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นพื้นฐานดี แต่อย่างลืมว่าหุ้นขนาดกลางเล็กจะมีความผันผวนด้านราคาสูงกว่าหุ้นขนาดใหญ่ ใครที่สนใจจะลงทุนกับ ASP-SME ต้องสามารถรับความเสี่ยงจากความผันผวนด้านราคาได้ เพื่อแลกกับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว

และไม่แนะนำให้นักลงทุนที่รับความเสี่ยงไม่ได้ หรือรับความเสี่ยงได้ไม่สูงมาก ลงทุนกับกองทุน ASP-SME เพราะไม่เหมาะกับเป้าหมายหรือระดับความสามารถในการรับความเสี่ยงส่วนตัว

หากชื่นชอบไอเดียการลงทุนในหุ้นขนาดกลางเล็กแล้ว กองทุน ASP-SME และ ASP-SMELTF นับได้ว่าเป็นตัวเลือกที่มาแรงในปีนี้ เพราะผลการดำเนินการโดดเด่นกว่า Benchmark และเป็นอันดับหนึ่งในกองทุนประเภทเดียวกัน

เพื่อน ๆ นักลงทุนคนไหน สนใจ และอยากมีกองทุนลักษณะนี้ติดอยู่ในพอร์ตเพื่อเป็นขุมพลังของการเติบโตในระยะยาว สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บลจ. แอสเซท พลัส หรือ www.assetfund.co.th หรือดาวน์โหลด App ASP FUND ได้ทั้ง IOS และ android แต่ถ้าอยากได้ข้อมูลเร็วๆก็ Customer Care โทร. 02-672-1111 ได้เลยจ้า

“มณีฟรีโซลูชั่น” กระบวนท่าทางเลือกและทางรอดของ SME ไทยที่จะสู้ไปด้วยกัน

“บาดเจ็บจากต้นทุน”

ปัญหาของ SME ที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมหยุมหยิมมากมาย

ทุกครั้งที่เสียงเมจเสจจากการเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมของการโอนเงินข้ามธนาคาร โอนเงินข้ามเขต ดังขึ้นในโทรศัพท์ พ่อค้าแม่ขายต้องสะดุ้งเฮือกด้วยความหวาดระแว้งเหมือนมีคนมาตามเก็บเงินอยู่ตลอดเวลา นี่คือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงกับเจ้าของกิจการหลายๆ คนที่ ‘ค่าธรรมเนียม’ ยังคงตามติดเป็นปัญหาชีวิต ที่กวนใจ SME ที่พยายามหาทางหนีทีไล่อย่างไร ก็หนีไม่พ้นรายจ่ายยิบย่อยอย่างค่าธรรมเนียมเสียที 

ครั้งนี้ aomMONEY ได้รับวิชากระบวนท่าทางเลือกเพื่อทางรอดของ SME ไทยที่จะต่อสู้ไปด้วยกัน นั่นคือ มณีฟรีโซลูชั่น บริการสุดล้ำที่จะเป็นอาวุธลับ เสมือนผู้ช่วยเรื่องธุรกิจ SME ไทย

ตั้งท่าสู้ด้วย “มณีโซลูชั่น” ท่าไม้ตายทางเลือกและทางรอดที่ออกแบบมาเพื่อ SME ไทย

มณีฟรีโซลูชั่น  คือ วิทยายุทธที่ถูกสั่งสมและฝึกฝนมาจาก SCB ที่มีประสบการณ์จากการรู้จักและคลุกคลีกับ SME ไทยมาอย่างช้านาน จึงเห็นปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะการทำธุรกรรมทางการเงินของพ่อค้าแม่ขาย ที่ได้เสียรู้และพลาดท่าต่อค่าธรรมเนียมอยู่บ่อยครั้ง นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นและแรงบันดาลใจต่อการกำเนิดท่าไม้ตายของ มณีฟรีโซลูชั่น ที่แม่ค้า ต้องฝึกฝนและเรียนรู้

“หมัดแรก” ด้วยการเปิดบัญชีมณีมั่งคั่ง บัญชีเงินฝากเดินสะพัดที่มาพร้อมกับดอกเบี้ยสูงสุด 1 %

เมื่อลูกค้าโอนเงินจากการซื้อสินค้าเข้ามา การเก็บเงินจากในบัญชีที่มีอัตราดอกเบี้ยต่อปีทั่วไป จึงไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมนักของ SME ทาง SCB จึงถ่ายทอดหมัดแรกกระแทกใจแม่ค้าพ่อค้า ด้วยการเปิดบัญชีมณีมั่งคั่ง บัญชีเงินฝากเดินสะพัด ไม่มีกำหนดการเปิดขั้นต่ำ และมีสิทธิ์ได้ดอกเบี้ยสูงสุด 1% กรณีมียอดเงินคงเหลือทุกสิ้นวันตั้งแต่ 100,000 บาทขึ้นไป สำหรับผู้ประกอบการต้องมียอดขายปีล่าสุด ไม่เกิน 75,000,000 บาท เรียกได้ว่าเป็นบัญชีที่มีสภาพคล่องและยังมีดอกเบี้ยให้สูงทุกๆ เดือนอีกด้วย

ตัวอย่างการคำนวณดอกเบี้ยสูงสุด 1% จากเงินต้นตามเงื่อนไขภายในระยะเวลา 5 ปี

อัตราดอกเบี้ยแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่

  • อัตราปกติ (Normal Saving ของกลุ่มลูกค้านิติบุคคล 0.375%*) คำนวณทุกสิ้นวัน คิดจากยอดคงเหลือ ในแต่ละวัน *ตามประกาศของธนาคารฯ
  • อัตราดอกเบี้ยพิเศษ (0.625%) คำนวณเดือนละครั้ง โดยคิดจากยอดเงินฝากต่ำสุดของเดือนนั้น ๆ โดยต้องมียอดเงินตั้งแต่ 100,000.- บาทขึ้นไป

วิธีการคำนวณอัตราดอกเบี้ย (รายเดือน)

หากมีการฝากเงินไว้อย่างคงที่ 100,000.- ทุกวันในเดือนนั้น ๆ (กรณีเดือนนั้นมี 30 วัน)

จะได้รับดอกเบี้ยดังนี้

อัตราดอกเบี้ยปกติ         30.82 บาท

อัตราดอกเบี้ยพิเศษ        51.37 บาท

รวมได้รับดอกเบี้ย           82.19 บาท 

เมื่อเปรียบเทียบเป็นรายปี ดอกเบี้ยที่ได้รับ คือ 100,000*1% = 1,000 บาท ต่อปี

จะได้รับดอกเบี้ย 5,000 บาท ซึ่งปกติ เงินฝากประเภทเดินสะพัดจะไม่มีดอกเบี้ย

“กระแทกเข่า” ด้วยการยกเลิกค่าธรรมเนียม! เมื่อทำธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัล

หมัดแรกผ่านไป เอาให้มั่นใจด้วยท่ากระแทกเข่ายกเลิกค่าธรรมเนียม! เมื่อทำธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัลแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็นด้านการโอนในเรื่องต่างๆ เช่น โอนเงินต่างธนาคารแบบทันที โอนเงินต่างธนาคารแบบล่วงหน้า 1 วัน โอนเงินต่างธนาคารแบบไม่จำกัดยอดเงินสูงสุด และ โอนเงินเดือนพนักงาน เรียกได้ว่าเป็นท่าทีเด็ดไม้ตายที่ทำให้ SME ไทยเอาชนะปัญหาค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นมาช้านาน

รียนรู้พิชิตอุปสรรคด้านความคิดด้วย ฟรี! สัมมนาต่อยอดไอเดียเพื่อเสริมคมให้ธุรกิจเดินหน้า

ส่งท้ายกระบวนท่าด้วยท่าเตะอุปสรรคด้านความคิดออกไปเพื่อ SME ไทย ด้วยสิทธิพิเศษในการเติมเต็มความรู้ เพื่อต่อยอดไอเดียทางธุรกิจให้แก่ SME ได้ลับอาวุธทางความคิดเพื่อรับมือกับเทรนด์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ผ่านพื้นที่บริการฟรี Co-Working Space พื้นที่พบปะและต่อยอดธุรกิจสำหรับผู้ที่คิดอยากทำธุรกิจ และสัมมนาธุรกิจต่างๆ ที่ SCB BUSINESS CENTER นั่นเอง

มาถึงช่วงสุดท้ายแล้ว หากศึกษาทุกกระบวนท่าจาก มณีฟรีโซลูชั่น จนเกิดความสนใจหรือความสงสัยสามารถติดต่อไปยังช่องทางบริการได้ที่ธนาคาร SCB ได้ทุกสาขา หรือโทร 02-722-2222 หรือ https://www.scb.co.th

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save