สรุป 7 ข้อสำคัญ เมื่ออาณาจักร “เซ็นทรัล” พลิกโฉม เป็น เซ็นทรัล รีเทล

ถ้าพูดถึงชื่อห้างสรรพสินค้าอันดับ 1 ของไทยอย่าง “เซ็นทรัล” ของตระกูลจิราธิวัฒน์ เชื่อว่าคงไม่มีคนไทยคนไหนไม่รู้จักแน่นอน แม้ว่าธุรกิจจะมีจุดเริ่มต้นจากกิจการร้านขายของชำเล็กๆ ของครอบครัว แต่ปัจจุบันเซ็นทรัลฯ คือ อาณาจักรค้าปลีกขนาดใหญ่ยักษ์ ขึ้นแท่นเป็นผู้นำด้านค้าปลีกในไทยโดยดำเนินธุรกิจมาอย่างยาวนานมากถึง 72 ปี และในตอนนี้ “อาณาจักรเซ็นทรัลฯ” ที่เราทุกคนรู้จัก กำลังจะสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ด้วยพลิกโฉมเป็น “Central Retail” เพื่อก้าวสู่ความเป็นผู้นำการค้าปลีกระดับโลก

ในวันนี้ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY ก็เลยขออาสา สรุป 7 ข้อสำคัญเกี่ยวกับการพลิกโฉมเป็น “เซ็นทรัล รีเทล” ให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกัน ว่ามีประเด็นอะไรที่น่าสนใจกันบ้าง…มาเริ่มกันเลยครับที่ข้อแรก!

1. เซ็นทรัล รีเทล ผู้นำธุรกิจค้าปลีก

“เซ็นทรัล รีเทล” เป็นบริษัทภายใต้กลุ่มเซ็นทรัล ที่ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) โดยเป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกผ่านรูปแบบและช่องทางที่หลากหลาย (Multi-format and Multi-category) นอกจากการดำเนินการในประเทศไทยแล้ว ยังมีการขยายธุรกิจไปต่างประเทศโดยเป็นผู้นำในประเทศประเทศอิตาลี และเป็นหนึ่งในผู้นำในประเทศประเทศเวียดนาม นอกจากนี้ เซ็นทรัล รีเทล ยังเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจค้าปลีกในรูปแบบ Customer-Centric Omni-channel ด้วยครับ ซึ่งถือว่าเป็นการช่วยเสริมเครือข่ายร้านค้าปลีกในกลุ่มบริษัทฯ เอง เรียกได้ว่า “เซ็นทรัล รีเทล” เป็นอาณาจักรค้าปลีกระดับแนวหน้าของไทยที่ครบเครื่องเลยจริงๆ

2. ความยิ่งใหญ่ของ เซ็นทรัล รีเทล ในไทย

ถ้าเราอัพเดตข้อมูลล่าสุดในวันที่ 30 ก.ย 62 ที่ผ่านมานะครับ “เซ็นทรัล รีเทล” มีร้านค้ารูปแบบต่าง ๆ ในประเทศจำนวนมากถึง 1,922 ร้านค้า และเคาน์เตอร์จำหน่ายสินค้าอีกจำนวน 1,784 เคาน์เตอร์ ใน 51 จังหวัด ซึ่งทำให้กลายเป็นผู้ประกอบการค้าปลีกผ่านรูปแบบที่หลากหลายที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในไทย อาทิเช่น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล (ได้รับการจัดอันดับเป็นห้างสรรพสินค้าอันดับ 1 ของไทย), ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน (ได้รับการจัดอันดับเป็นห้างสรรพสินค้าอันดับ 2 ของไทย) , โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ เซ็นเตอร์, ซูเปอร์สปอร์ต(ได้รับการการจัดอันดับให้เป็นร้านขายสินค้ากีฬาอันดับ 1 ของไทย), Central Marketing Group หรือ “CMG”, เพาเวอร์บาย (ได้รับการจัดอันดับเป็นผู้ค้าปลีกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าเฉพาะทางอันดับ 1 ของไทย), ไทวัสดุ, ท๊อปส์ มาร์เก็ต, ท๊อปส์เดลี่, ท็อปส์ พลาซ่า, เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์, แฟมิลี่มาร์ท เป็นต้น

3. ความยิ่งใหญ่ของ เซ็นทรัล รีเทล ในต่างประเทศ

นอกจากในประเทศไทยแล้ว “เซ็นทรัล รีเทล”ยังได้ขยายฐานธุรกิจสู่ต่างประเทศอีกด้วย อย่างประเทศเวียดนามก็มีร้านค้าในรูปแบบต่าง ๆ มากถึง 133 ร้านค้า ใน 40 จังหวัด อาทิเช่น Big C / Go! (ได้รับการจัดอันดับเป็นไฮเปอร์มาร์เก็ตอันดับ 1 ของเวียดนาม) เหงียนคิม ร้านขายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เฉพาะทาง และลานชี มาร์ท ไฮเปอร์มาร์เก็ตขนาดเล็กถึงกลางของเวียดนามตอนเหนือ ซึ่งทำให้กลุ่มบริษัทฯ เป็นผู้ประกอบการค้าปลีกข้ามชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศเวียดนามและเป็นผู้ประกอบการค้าปลีกที่มีขนาดใหญ่โดยรวมเป็นอันดับ 3 ของประเทศเวียดนามซึ่งเพื่อน ๆ ทุกคนคงทราบดีว่าเวียดนามเป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว “เซ็นทรัล รีเทล” เป็นบริษัทค้าปลีกขนาดใหญ่เพียงรายเดียวในประเทศไทยที่สัดส่วนรายได้ในธุรกิจค้าปลีกเวียดนามอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนประเทศอิตาลี กลุ่มบริษัทฯ มี  “รีนาเชนเต” ห้างสรรพสินค้าระดับไฮเอนด์จำนวน 9 สาขา ใน 8 เมืองถือเป็นผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศอิตาลี ใครจะไปคิดว่ากลับไม่ใช่กลุ่มห้างสรรพสินค้าของประเทศอิตาลีแต่เป็น ”เซ็นทรัล รีเทล” ที่เป็นผู้นำในตลาดนี้ จากรายงานของ Euromonitor International เมื่อพิจารณาจากส่วนแบ่งทางการตลาด

4. เชื่อมโลกช๊อปปิ้งออฟไลน์และออนไลน์ด้วย “Customer-Centric Omni-chanel Platform“

นี่ก็นับว่าอีกหนึ่งความยิ่งใหญ่ของ “เซ็นทรัล รีเทล”เลยครับในการเชื่อมต่อการช๊อปปิ้งของโลกออฟไลน์และออนไลน์เข้าไว้ด้วยกัน (Customer-Centric Omni-channel) เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคนี้ที่จะเลือกซื้อสินค้าที่ผสานช่องทางการจำหน่ายสินค้าทั้งทางออนไลน์และในร้านค้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสินค้าในร้านค้า ออนไลน์ ทางโทรศัพท์มือถือ และ Social Media โดยมีแพลตฟอร์ม Omni-channel เป็นเครื่องมือในการช่วยให้ลูกค้าสะดวกสบายมากขึ้นในการซื้อสินค้า โดยลูกค้าสามารถเลือกบริการได้อย่างหลากหลายไม่ว่าจะเป็น บริการ Click & Collect, Click & Delivery, Chat & Shop หรือ Reserve & Collect ทั้งนี้ การที่จะให้บริการดังกล่าวได้จะต้องมีทั้งหน้าร้านและช่องทางออนไลน์ ทำให้คู่แข่งที่มีเพียงช่องทางออนไลน์ไม่สามารถแข่งในตลาดนี้กับ “เซ็นทรัล รีเทล” ได้

5. เซ็นทรัล รีเทล มีโมเดลธุรกิจที่โดดเด่น ครอบคลุมทั้งแฟชั่น ฟู้ด และฮาร์ดไลน์

“เซ็นทรัล รีเทล” แบ่งกลุ่มธุรกิจออกได้ เป็น 3 กลุ่ม ทั้งแฟชั่น ฟู้ด และฮาร์ดไลน์ จนเรียกได้ว่า แทบจะคลุมความต้องการของมนุษย์ถึง 3 ใน 4 ทั้งเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยและอาหาร

ได้แก่

1. กลุ่มแฟชั่น

เน้นการจำหน่ายสินค้าเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับ เช่น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน Central Merket Group (CMG) ซูเปอร์สปอร์ต และรีนาเชนเต

2. กลุ่มฮาร์ดไลน์

เน้นการจำหน่ายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าตกแต่งและปรับปรุงบ้าน เช่น ไทวัสดุ บ้าน แอนด์ บียอนด์ เพาเวอร์บาย และเหงียนคิม

3. กลุ่มฟู้ด

เน้นการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าที่มักพบได้ทั่วไปในร้านสะดวกซื้อ เช่น ท๊อปส์ มาร์เก็ต ท๊อปส์ เดลี่ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ แฟมิลี่มาร์ท BigC / Go! และลานชี มาร์ท

6. ข้อได้เปรียบทางการแข่งขันของ เซ็นทรัล รีเทล

  •  “เซ็นทรัล รีเทล”  เป็นผู้นำในการทำธุรกิจค้าปลีกชั้นนำของไทยที่มีอายุยาวนานมาถึง 72 ปี มีแบรนด์ค้าปลีกชั้นนำ และการให้บริการผ่านแพลตฟอร์ม Omni-channel พร้อมการนำเสนอสินค้าที่หลากหลายและบริการแบบรู้ใจที่ตรงความต้องการเฉพาะบุคคล (Personalization) ผ่านการวิเคราะห์ฐานข้อมูลสมาชิก Loyalty Program ที่มีมากกว่า 28.8 ล้านรายทั่วโลก
  • ระบบนิเวศทางธุรกิจที่หลากหลาย ช่วยดึงดูดแบรนด์สินค้าที่มีชื่อเสียง ขับเคลื่อนการผนึกกำลังทางธุรกิจ และเพิ่มการมีส่วนร่วมของลูกค้าต่อเซ็นทรัล รีเทล
  • โอกาสในการเติบโตของ “เซ็นทรัล รีเทล” ทั้งจากการขยายและปรับปรุงสาขา และการเข้าซื้อกิจการอื่นๆ ในอนาคตทั่วโลก โดย“เซ็นทรัล รีเทล” ประสบความสำเร็จในการเข้าซื้อกิจการและการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ อาทิ ประเทศเวียดนามและประเทศอิตาลีในอดีต
  • จากธุรกิจครอบครัว ตอนนี้ “เซ็นทรัล รีเทล” มีทีมผู้บริหารที่มีความลงตัว (Hybrid Management team) ระหว่างผู้บริหารจากตระกูลจิราธิวัฒน์ ที่มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงตัวตนของธุรกิจ ผู้บริหารมืออาชีพมากประสบการณ์จากหลากหลายวงการ ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ทีมี DNA กล้าคิด กล้าทำ และเปลี่ยนแปลง โดยให้ความสำคัญกับความสำเร็จของลูกค้าเป็นที่ตั้ง

7. กลยุทธ์ที่น่าสนใจของ เซ็นทรัล รีเทล

  • เติบโตด้วยทั้งธุรกิจของตัวเองและการเข้าซื้อกิจการอื่นในประเทศไทย
  • ใช้ประโยชน์จากธุรกิจ Big C เร่งการเติบโตของธุรกิจในประเทศเวียดนาม
  • ใช้ประโยชน์จากรีนาเชนเต ในการแสวงหาโอกาสเติบโตทางธุรกิจที่อิตาลีและทวียุโรป
  • พัฒนาแพลตฟอร์ม Omni-Channel เพื่อสร้างความภักดีของลูกค้าและเพิ่มยอดขาย
  • แสวงหาโอกาสเติบโตทางธุรกิจทั้งในเอเชียและยุโรปอย่างต่อเนื่อง

และนี่ก็คือสรุป 7 ข้อสำคัญเกี่ยวกับการพลิกโฉมของ“อาณาจักรค้าปลีกใหญ่ยักษ์ เซ็นทรัล รีเทล” ที่ aomMONEY นำมาสรุปให้เพื่อนๆ อ่านกันครับ เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีความมั่นคงมาอย่างยาวนาน และยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมากทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เป็นความน่าภาคภูมิใจของไทย สำหรับครั้งหน้าทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY จะนำเรื่องอะไรมาเล่าให้เพื่อนๆ อ่านกัน ก็ต้องติดตามกันในบทความต่อไปครับ สำหรับวันนี้…สวัสดีครับ

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

บทความนี้เป็น Advertorial

ชีวิตฟรีแลนซ์ บริหารเงินอย่างไรให้มีเงินเหลือ มีชีวิตดี๊ดี

ผู้อ่านของ “aomMONEY x ปันโปร” คงเป็นผู้ประกอบการอิสระหรือที่เราเรียกกันเก๋ ๆ ว่า “ฟรีแลนซ์” ที่มักจะใช้ความรู้และเทคนิคฝีมือความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของเรา ในการหารายได้ให้กับตัวเอง ไม่ยึดติดกับการเป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีเวลาทำงานตายตัว

แต่ชีวิตจริง ๆ ก็ไม่ได้สวยหรูแบบนั้น คำว่า “อิสระ” ต้องแลกมากับคำว่า “ความมั่นคง” เรียกได้ว่าถ้าช่วงไหนไม่มีงานก็แทบจะเงินไม่พอใช้ แต่ช่วงไหนมีงานแม้บริษัทอื่น ๆ จะปิด แต่มนุษยฟรีแลนซ์ก็อาจจะยังต้องก้มหน้าปั่นงานกันไป ซึ่งความมั่นคงอย่างหนึ่งที่ราเป็นห่วงก็คือ “ความมั่นคงทางการเงิน” ดังนั้นอยากจะมีเคล็ดลับดี ๆ มาแนะนำมนุษย์ฟรีแลนซ์กัน สัก 3 ข้อครับ

1. จงแสวงหา “ความมั่นคง”ให้กับตัวเองด้วยประกัน

ถึงแม้เป็นมนุษย์ฟรีแลนซ์ เราก็สร้างความมั่นคงให้กับตัวเองได้ โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ มนุษย์ฟรีแลนซ์ควรจะแบ่งเงินไว้ 5-10% ในการสร้างความมั่นคงให้กับตัวเอง โดยเฉพาะการซื้อประกัน ไม่ว่าจะเป็นประกันอุบัติเหตุเผื่อกรณีฉุกเฉินที่เกิดขึ้นจากการทำงานหรือการดำรงชีวิต และถ้าคุณไม่ได้ส่งประกันสังคมขอแนะนำว่า “ประกันสุขภาพ” ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ควรจะมีติดตัว ถึงแม้หลายคนอาจจะมองว่าเป็นการจ่ายเงินทิ้งหากในปีนั้นไม่ได้มีการเบิกการเคลม  แต่จะอุ่นใจกว่าไหมหากเมื่อเกิดเรื่องร้ายแรงแล้วเราเปรยกับตัวเองว่า “รู้งี้ ซื้อประกันไว้ดีกว่า” เพราะไม่อยากนั้นคุณอาจจะเอาเงินเก็บทั้งหมดมารักษาตัว ซึ่งปัจจุบันก็จะมีประกันที่ชดเชยรายได้ระหว่างพักฟื้น ถ้าคุณเป็นมนุษย์เงินเดือนระหว่างพักฟื้นคุณยังได้เงินเดือน แต่สำหรับฟรีแลนซ์ คุณขาดโอกาสทางการเงิน เรื่องแบบนี้จะช่วยคุณได้ครับ

2. ถ้ารายได้มากหน่อยควรไปจด “ทะเบียนพาณิชย์” เพื่อเพิ่มเครดิต

สำคัญที่สุดก็คือการเปลี่ยน Mindset ว่าเราไม่ใช่แค่ลูกจ้างรายชิ้น แต่เราคือผู้ประกอบการ โดยสามารถไปยื่นจดได้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น/เขต ที่เราอยู่ โดยต้องมีสัญญาเช่าสถานที่ทำงาน หรือถ้ามีบ้านของตัวเองก็ให้พ่อแม่เซ็นยินยอมให้เปิดกิจการ ทำป้ายเล็ก ๆ ติดหน้าบ้านเพื่อเป็นหลักฐาน ข้อดี ก็คือ จะทำให้เครดิตทางการเงินทั้งการขอกู้หรือขอบัตรเครดิตก็ง่ายขึ้น การจัดการภาษีต่าง ๆ ก็ทำให้สะดวกขึ้น โอกาสถูกเรียกสอบภาษีย้อนหลัง น้อยกว่าเวลารับเป็นนามบุคคลจำนวนมาก ๆ  และสร้างความน่าเชื่อถือเวลาเราไปติดต่องานในที่ต่าง ๆ ได้มากขึ้น เช่น ลูกค้าบางเจ้ามีข้อจำกัดว่าจะต้องจ้างเป็นนามบริษัทเท่านั้นก็สามารถทำให้เรามีโอกาสนำเสนองานได้มากขึ้นด้วย

3. อย่าวาดฝันในอากาศ จะผ่อนอะไรต้องวางแผนให้ดีๆ

กับดักทางความคิดอย่างหนึ่งของมนุษย์ฟรีแลนซ์ก็คือ ชอบวาดฝันในอากาศและมองสถานการณ์ต่างๆแบบ Best Case ไว้ก่อนเสมอ เช่น ช่วงไหนกำลังมือขึ้นก็จะประเมินว่ารายได้เฉลี่ยจะเท่ากับตอนนั้น เช่น บางเดือนจับเงินแสน ก็จะมองว่าจะได้เงินแสนทุกเดือน ซึ่งในความเป็นจริงเราอาจจะต้องประเมินเฉลี่ยรายปี และมองแบบ Worst case ไว้ก่อน เพื่อที่จะมีเงินเก็บ ยิ่งหากต้องผ่อนชำระระยะยยาวเช่น รถยนต์หรือบ้านแล้ว ฟรีแลนซ์ควรต้องเผื่อค่างวด 3-4 เดือนไว้ขั้นต่ำ เพราะหากช่วงไหนเงินขาดมือ จะได้ไม่ถูกไฟแนนซ์ยึดเอา เวลาช่วงไหนมือขึ้นก็อยากให้นึกถึงเวลาไม่มี ฝากออมทรัพย์แบบดอกเบี้ยสูงไว้ยามฉุกเฉินดีที่สุด

สรุปแล้วคือ เป็นมนุษย์ฟรีแลนซ์นั้นไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากถ้าหากมีการวางแผน ชีวิตอิสระไม่ได้แปลว่าต้องอิสระจากความรับผิดชอบ เพียงแต่ถ้าคุณไม่มีอะไรต้องกังวล คุณก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระอย่างที่คุณเลือกได้เต็มที่กว่า จริงไหมครับ?

Mr.Priceless aomMONEY Writer

#SmartPaySmartShop #ฉลาดใช้ฉลาดช้อป #aomMONEY #PunPromotion #MoneyLiteracy

ลงทุนหุ้นระยะยาวไม่เครียดสไตล์ Value Investing กับกองทุนส่วนบุคคล “Jitta Wealth”

สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน ผมหมอนัทประจำคลินิกกองทุนแห่งนี้เองครับ คำถามที่ผมมักจะพบบ่อยๆ ในเพจคลินิกกองทุน และถือได้ว่าเป็นคำถามที่ตอบได้ยากมากครับ เนื่องจากว่าคำตอบของคำถามนี้ขึ้นอยู่กับตัวนักลงทุนเองด้วยบางส่วนครับ นั่นก็คือ “ลงทุนในหุ้นเอง หรือว่าลงทุนผ่านกองทุน อันไหนดีกว่ากัน?”

จากประสบการณ์การลงทุนมา 10 กว่าปี ผมต้องขอบอกว่า ถ้าหากนักลงทุนท่านไหนที่สามารถทำเรื่องเหล่านี้ได้ ก็สามารถที่จะลงทุนหุ้นเองได้

  1. มีวินัยสูงมาก
  2. จิตใจเข้มแข็ง ทนการขาดทุนได้ รับความเสี่ยงได้
  3. ยอมรับความผิดพลาดได้ ปรับปรุงตัวได้เร็ว
  4. มีความเข้าใจพื้นฐานการลงทุนเป็นอย่างดี
  5. มีความรู้ ความเข้าใจในหุ้น และตลาดหุ้นที่ตนเองกำลังจะลงทุนด้วยเป็นอย่างดี
  6. มีความสามารถในการหาข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูล รวมถึงแนวโน้มการลงทุนต่าง ๆ ได้
  7. อ่านงบการเงินได้ (ในสายที่ลงทุนเน้นพื้นฐาน)
  8. อ่านกราฟได้ (ในสายการลงทุนผ่านกราฟเทคนิคอล)
  9. มีกลยุทธ์ในการซื้อเข้า-ขายออก อย่างชัดเจน
  10. บริหารเงินเป็น (Money Management)

ผมคิดว่าหลายๆ คนอ่านแค่ข้อ 1-3 ก็อาจจะเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าจะทำได้หรือไม่ แต่ผมจะบอกว่าจริง ๆ แล้วข้อที่ 1-3 นั้นถือว่าเป็นหัวใจของการลงทุนระยะยาว ที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จได้ครับ

นอกจากนี้ยังเป็นสิ่งที่จะพิสูจน์ถึงความสามารถของนักลงทุนอีกด้วย โดยเฉพาะระหว่างนักลงทุนที่มีประสบการณ์ กับนักลงทุนหน้าใหม่ เพราะยิ่งผ่านสนามรบมามากก็ยิ่งเข้าใจมาก และถ้าปรับปรุงแนวทางการลงทุนได้ ก็มีโอกาสสูงที่จะทำผลตอบแทนได้ดีครับ

จึงไม่แปลกที่นักลงทุนหันหน้าไปพึ่งกองทุนรวมมากขึ้น เนื่องจากคนส่วนใหญ่ที่มาลงทุนนั้น อาจจะไม่ได้มีเวลาลงทุนเอง เป็นพนักงานบริษัทบ้าง เป็นผู้บริหารบ้าง หรือเป็นเจ้าของกิจการบ้าง ซึ่งผมเชื่อว่าอาชีพที่แตกต่างกันของแต่ละคน ก็ทำให้ความสามารถในการวิเคราะห์ หรือการหาข้อมูลต่างๆ ไม่เท่าเทียมกัน การลงทุนในกองทุนที่มีมืออาชีพบริหารจัดการให้ จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด สำหรับคนที่ยังปฏิบัติได้ไม่ครบ 10 ข้อที่กล่าวมา

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนระยะยาว แบบไม่ต้องบริหารจัดการเองมาก ก็อาจจะเริ่มพิจารณาจากตัวเลือกต่างๆ ต่อไปนี้ได้ครับ

กองทุนหุ้น VI เพื่อการลงทุนระยะยาว

ในปัจจุบันหลาย ๆ บลจ. ออกกองทุนที่ใช้วิธีการแบบ Value Investing หรือ VI แพร่หลายมากขึ้นครับ การลงทุนแบบนี้จะเน้นดูคุณค่า หรือ มูลค่าของกิจการอย่างแท้จริง เน้นลงทุนในหุ้นพื้นฐานดี โดยที่ให้ความสำคัญกับสภาวะเศรษฐกิจน้อยมาก หรือไม่สนใจเศรษฐกิจเลย เพราะไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร หุ้นเหล่านี้ก็มักจะไม่ได้รับผลกระทบ การลงทุนในหุ้นวิธีนี้ต้องอาศัยการลงทุนระยะยาว ๆ จะช่วยให้เรามีโอกาสที่จะไปถึงเป้าหมายได้ครับ

ถ้าลงทุนเอง จะคัดกรองหาหุ้นเหล่านี้ยากมาก เนื่องจากต้องอ่านข้อมูลที่มีอยู่มากมายมหาศาล และต้องมีความเข้าใจในธุรกิจนั้นอย่างมาก ๆ ครับ เปรียบเสมือนว่าเรากำลังจะหา “เพชรในตม” เลยละครับ

กองทุนบริหารแบบ Passive

ถ้ามองในมุมการบริหารจัดการ กองทุนรวมนั้นมีให้เราเลือกหลักๆ 2 แบบครับ คือ Active Fund กับ Passive Fund

กองทุนแบบ Active Fund คือกองทุนที่ผู้จัดการกองทุนจะทำทุกทางเพื่อให้ผลตอบแทนที่สูงที่สุดครับ ดังนั้นพอร์ตการลงทุนของกองทุนจะมีการเคลื่อนไหวเยอะหน่อย เพื่อพยายามสร้างผลตอบแทนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด โดยใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการหาหุ้นด้วยวิธี Top-Down (ดูจากเศรษฐกิจ และไปดูที่หุ้นว่าหุ้นตัวไหนที่มีแนวโน้มที่ดีตามเศรษฐกิจ) หรือบางกองทุนก็อาจจะมีกลยุทธ์แปลกใหม่ เช่น กองทุน Low Beta (เน้นลงทุนในหุ้นที่มีความผันผวนต่ำๆ ) บางกองทุนก็อาจจะเป็นกองทุนหุ้นปันผล (เน้นการจ่ายปันผลสม่ำเสมอทำให้ผู้ลงทุนรู้สึกว่าได้ผลตอบแทนกลับมาเรื่อย ๆ )

ส่วนบางคนที่ไม่ต้องการความหวือหวา ขอแค่เงินเติบโตสมเหตุสมผลในระยะยาว ก็มักจะไปลงเอยที่กองทุนประเภท Passive Fund ที่เน้นกระจายความเสี่ยงลงหุ้นหลายตัว ปรับพอร์ตไม่บ่อย และค่าธรรมเนียมต่ำ อย่างเช่นกองทุนดัชนี SET 50 ที่มูลค่าจะเคลื่อนไหวขึ้นลงตามดัชนี SET 50 หรือ Benchmark ซึ่งแน่นอนครับว่า ผลตอบแทนระยะยาวจะเติบโตไปเรื่อยๆ ตามตามแนวโน้มตลาดหุ้นระยะยาวที่เป็นขาขึ้นนั่นเองครับ

แม้ผลตอบแทนจะล้อไปกับดัชนีตลาด แต่การลงทุนผ่าน Passive Fund ในระยะยาว ก็ทำให้เรามีโอกาสสร้างผลตอบแทนดีสูงกว่า และประสบความสําเร็จได้ครับ

เอาเป็นว่ากองทุนที่สามารถทำผลตอบแทนระยะยาวได้ชนะตลาดหุ้น หรือเอาชนะ Benchmark (เช่นตลาดหุ้นไทย +10% ต่อปี กองทุนทำได้ +12%) ได้นั้นมีน้อยมากครับ ถ้าเป็นตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็จะยิ่งมีโอกาสน้อยมากเพราะว่าจำนวนหุ้นที่มีอยู่มากมายนั้น ทำให้ผู้จัดการกองทุนมีโอกาสที่จะเลือกหุ้นที่มีการเติบโตสูงกว่าตลาดหุ้นโดยรวมได้นั้นยากมากครับ ส่งผลให้มีกองทุนไม่ถึง 10% ที่สามารถเอาชนะตลาดหุ้นอันผันผวนได้ ส่วนในตลาดหุ้นไทยมีประมาณแค่ 20% เท่านั้น ดังนั้น แค่เลือกกองทุนแบบ Passive Fund ที่ผลตอบแทนล้อไปกับดัชนีตลาด ก็กลายเป็น 20% ที่ชนะตลาดหุ้นได้แล้วครับ

กองทุนแบบ Passive Fund จึงกลายเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงสุดๆ ของโลกในตอนนี้ เพราะว่าเราจะหาผู้จัดการกองทุนที่เก่งๆ  มีความสามารถครบ 10 ข้อที่ผมได้เกริ่นไว้ในตอนต้น และสามารถสร้างผลตอบแทนที่มีความสม่ำเสมอได้นั้น ยิ่งมีโอกาสน้อยครับ

กองทุนบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยี

แต่การลงทุนผ่านกองทุนรวมเองก็ยังคงหนีไม่พ้น Human Error หรือ Human Bias อยู่ดีครับ เพราะผู้จัดการกองทุนที่เราไปลงทุนด้วยนั้น ความรู้ ความสามารถต่างๆ ก็ไม่เท่าเทียมกัน โดยเฉพาะกลยุทธ์การลงทุน หรือแนวคิดการลงทุน ที่เราเรียกว่า ‘Investment Process’ นั้น แต่ละกองทุน แต่ละ บลจ. ก็ไม่เหมือนกันเลยครับ

และถึงแม้ว่าการบริหารกองทุนส่วนใหญ่จะนิยมแบบ Team Manage (บริหารแบบทีม) ที่มี Investment Process ที่ชัดเจน รวมถึงมีคณะกรรมการการลงทุนมาตรวจสอบ (Investment Committee) มากกว่าระบบ Star (ผู้จัดการกองทุนคนเดียว) ซึ่งจะช่วยลดข้อผิดพลาดลงได้มากกว่าก็ตามก็อาจจะมีข้อผิดพลาดได้

เนื่องจากการตัดสินใจก็ยังคงใช้ความคิด การคาดการณ์ สมมติฐานตามความเชื่อ มากกว่าเรื่องของข้อมูล หรือ Data โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Big Data ที่มีมากมายมหาศาล เอาเป็นว่ามนุษย์เองไม่สามารถที่จะวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้ได้เลย แค่จำยังลำบากเลยครับ (ลองนึกถึงอาหารเช้าเมื่อ 4 วันที่แล้วสิครับว่าทานอะไรไป)

จึงเป็นสาเหตุให้ระบบ Machine Learning และ AI เข้ามามีบทบาทในการลงทุนมากขึ้น ซึ่งจะเป็นตัวช่วยให้การลงทุนง่ายมากขึ้น และแม่นยำมากขึ้น รวมถึงลดโอกาสความผิดพลาดต่างๆ ลงอีกด้วยครับ เพราะว่า AI เหล่านี้ไม่เหนื่อย ไม่พัก ไม่หยุด ไม่มีอารมณ์ รักษาวินัย วิเคราะห์ได้เร็ว แม่นยำ เอาเป็นว่า 10 ข้อที่ผมพูดถึง AI ทำได้เองเกือบทั้งหมดครับ จึงทำให้เรามีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดีมากขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสไตล์การลงทุนในหุ้นระยะยาวที่ต้องอาศัยความอดทนมาก ๆ หลังจากที่เราได้วิเคราะห์กิจการว่าเป็นกิจการที่ดี รวมถึงมีมูลค่าที่น่าสนใจแล้ว ก็จะเข้าไปซื้อเพื่อลงทุนเสมือนว่าแต่งงานกินอยู่กันแบบระยะยาวอย่าง Value Investing นั่นเองครับ

ซึ่งถ้าเราไม่เข้าใจแนวคิดการลงทุนแบบ VI นี้ หรือ ไม่มีวินัยที่ดี ก็อาจจะทำให้เราขายหุ้นก่อนที่ราคาจะไปถึงมูลค่าที่แท้จริงของกิจการ ก็จะทำให้เรามีโอกาสจะไปถึงเป้าหมายได้น้อยลง หรือได้ผลตอบแทนที่ไม่ดีครับ

ดังนั้น ระบบ AI เองจะเป็นตัวช่วยจัดการเรื่องเหล่านี้ให้เรา เพื่อเพิ่มโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดี โดยจะคำนวนมูลค่าของหุ้นให้เราอย่างแม่นยำ ไม่มีความกังวลว่าจะคำนวนไม่ถูก และไม่มีอารมณ์ระหว่างทาง ไม่ซื้อ ๆ ขาย ๆ บ่อย ๆ แต่การซื้อขายแต่ละครั้งจะมีแนวทางชัดเจน ไม่ผิดจากที่ระบบคำนวนไว้ และประเมินคุณภาพของบริษัทได้อย่างไม่มี Bias เท่านี้ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับเราครับ

แต่ผมต้องขอบอกว่า นี่ไม่ใช่วิธีการที่เราจะ “รวยง่าย” หรือ “รวยเร็ว” นะครับ แต่จะเป็นการสร้างโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนตามที่นักลงทุนตั้งเป้าหมายไว้ ให้ใกล้เคียงมากที่สุด โดยลดความเสี่ยงต่างๆ โดยเฉพาะความเสี่ยงจาก Human Error ลงนั่นเองครับ

คราวนี้ก็มาถึงพระเอกของเราในครั้งนี้ครับ นั่นก็คือ “Jitta Wealth” คร้าบบบ

Jitta Wealth คือ การผสมผสานระหว่างกองทุน VI กองทุนแบบ Passive และกองทุนบริหารด้วยเทคโนโลยีครับ ออกมาเป็นกองทุนส่วนบุคคล ที่จะใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการลงทุน โดยจะมาช่วยในการคัดเลือกหุ้นที่พื้นฐานดี เติบโตได้ มีความแข็งแกร่งทางธุรกิจ / งบการเงิน และประเมินมูลค่าหุ้นเพื่อหาหุ้นที่ดีแต่ราคาหุ้นที่ไม่แพง โดยที่จะเน้นการลงทุนระยะยาวเสมือนว่าเป็นเจ้าของของธุรกิจนั้นจริง ๆ ตามแนวทางของนักลงทุนในหุ้นสไตล์ VI อันดับต้น ๆ ของโลก นั่นก็คือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ นั่นเองครับ

โดยระบบของ Jitta Wealth จะลงทุนในหุ้นที่ดีที่สุด โดยไม่จำกัดความรู้อยู่แค่หุ้นดังๆ เท่านั้นครับ แต่ AI จะวิเคราะห์หุ้นทุกตัวพร้อมๆ กันอย่างละเอียดเป็นมาตรฐาน เปรียบเทียบหุ้นได้เป็นหมื่นๆตัว เพื่อค้นพบหุ้นที่น่าลงทุนที่สุด จึงเป็นการตัด Human Bias หรือ Human Error ทิ้งไป จึงได้ประสิทธิภาพที่มากกว่าเดิมครับ

ระบบจะลงทุนด้วยเหตุและผล ตัดความเสี่ยงการขาดทุนจากอารมณ์ รวมถึงความชอบ ความเชื่อส่วนตัว (Human Bias) แล้วลงทุนตามข้อเท็จจริงล้วนๆ

นอกจากนี้ยังบริหารสัดส่วนของการลงทุนในหุ้น และ ทำการปรับสัดส่วนการลงทุนของพอร์ตการลงทุนให้กับเราอย่างอัตโนมัติ ซึ่งจะมีปรับพอร์ตปีละครั้ง ไม่ฟังข่าวสารจากตลาดที่จะทำให้ไขว้เขว จึงช่วยรักษาวินัยการลงทุนที่ดี

เช่น ถ้าหุ้นตัวไหนที่ไม่ดีแล้ว หรือมีมูลค่าที่สูงเกินมูลค่าแท้จริงไปมากก็จะทำการขายออกไป และเอาหุ้นตัวอื่นๆ ที่ดีๆ ราคาไม่แพงเข้ามาทดแทน โดยที่จัดสัดส่วนหุ้นต่างๆ ให้เราอย่างเหมาะสมครับ

การลงทุนของ Jitta Wealth ไม่ได้จำกัดการลงทุนเพียงแค่หุ้นไทย แต่จะมีตัวเลือกให้เราสามารถลงทุนต่างประเทศได้เพื่อกระจายความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสทำกำไรในต่างประเทศได้ เพราะมี AI วิเคราะห์ “หุ้นดีราคาถูก” และระบบอัตโนมัติจัดการลงทุนให้อยู่แล้วครับ

ซึ่งแต่ละประเทศที่ทาง Jitta Wealth เลือกมาให้นั้น ผมต้องขอชมทางทีมงานมากๆ เนื่องจากประเทศที่เลือกมานั้นต่างก็อยู่ในธีมการลงทุนระยะยาวได้ และมีโอกาสที่จะให้ผลตอบแทนที่สูงได้ เช่น ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่มีหุ้นกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีที่ยังคงมีโอกาสเติบโตได้อยู่มากมาย และหุ้นเหล่านี้ก็มีการกระจายความเสี่ยงในตัวมันเอง เนื่องจากธุรกิจเหล่านี้มีผู้ใช้อยู่ทั่วโลก และเป็นธุรกิจที่เป็นลักษณะ Platform อย่าง Facebook , Google , Amazon เป็นต้นครับ

หรือการลงทุนในประเทศเวียดนามที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเลยก็ว่าได้ครับ ซึ่งถ้าลงทุนระยะยาวได้ โอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีก็มีสูงมากขึ้นไปด้วยครับ

และส่วนที่สำคัญมากๆ และถือว่าเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้เรื่องผลตอบแทน นั่นก็คือ ค่าใช้จ่ายที่ประหยัดลงมากกว่าการลงทุนในกองทุนประเภท Active Fund อื่นๆ (กองทุนที่พยายามเอาชนะ Benchmark หรือว่าดัชนีของตลาดหุ้น)

ทั้งนี้ก็เพราะเทคโนโลยีจัดการแทนคน ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียมจึงต่ำและยุติธรรม คิดจากกำไรที่ทำได้เป็นหลัก จึงมีเงินกลับไปลงทุนให้กำไรทบต้นมากขึ้นไปอีกครับ โดยที่ค่าธรรมเนียมการบริหารของกองทุนอยู่ที่เพียงแค่ 0.5% เท่านั้นครับ (ถูกกว่ากองทุน Passive บางกองทุนเสียด้วยซ้ำ)

และข้อดีข้อสุดท้ายของการลงทุนผ่าน Jitta Wealth ก็คือ ทำให้เรามีเวลาไปทำสิ่งที่อยากทำเยอะขึ้น ไม่ต้องกังวลว่าจะซื้อหุ้นเมื่อไหร่ ขายหุ้นเมื่อไหร่ ระบบอัตโนมัติจัดการให้หมดไม่มีวันหยุด เหลือเวลาว่างไปทำสิ่งที่รัก ที่อยากทำมากขึ้นครับ

สุดท้ายนี้ ก่อนที่จะจากกันไปในครั้งนี้ ผมอยากแนะนำนักลงทุนทุกท่านว่าก่อนลงทุนทุกครั้ง เราก็ควรที่จะต้องศึกษารายละเอียดก่อนเสมอครับ เพราะว่าการไม่เข้าใจในสิ่งที่กำลังจะลงทุนนั้น ถือว่าเป็นความเสี่ยงที่สูงที่สุดของนักลงทุนเลยก็ว่าได้ครับ

ซึ่งถ้าเราเข้าใจ แนวคิดการลงทุนของ Jitta Wealth แล้วละก็ จะทำให้เราลงทุนแล้วสบายใจ ถือกองทุนได้นาน ซึ่งการลงทุนระยะยาวนั้นจะลดโอกาสขาดทุนลงไปเรื่อยๆ และทำให้เราถึงเป้าหมายได้อย่างไม่ยากเย็นเลยละครับ

ถ้าใครอยากเข้าไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม หรือสนใจลงทุนก็สามารถเปิดพอร์ตการลงทุนได้ที่ jittawealth.com นะครับ

ขอให้นักลงทุนทุกท่านโชคดีในการลงทุน และมีความสุขในการลงทุนมากๆ นะครับ

ส่วนวันนี้ผมต้องขอลาไปก่อน สวัสดีครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

“ปลดหนี้นอกระบบ 3 ล้าน ภายใน 3 ปี” แบบฉบับมนุษย์เงินเดือน

“หนี้ของผม มันเริ่มจาก…ความมั่นใจในตัวเองของผมที่มากเกินไป”

คุณรุ่งโรจน์ อรุณเจริญพร –

คุณรุ่งโรจน์ อรุณเจริญพร เป็นบรรณาธิการข่าวของทีวีดิจิทัลช่องหนึ่ง เขาสามารถหารายได้เดือนละ 3-4 แสนบาท จากการรับจ้างทำงาน 3-4 งาน ด้วยความที่สามารถหารายได้ต่อเดือนได้สูงกว่ามนุษย์เงินเดือนธรรมดาทั่วไป ทำให้คุณรุ่งโรจน์มีความมั่นใจว่าจะทำงานทุกอย่างได้ โดยไร้อุปสรรค

แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็พลาด….

วันนี้คอลัมน์ aomMONEY INSPIRED ขอนำเสนอเรื่องราวหนี้ 3 ล้าน และวิธีการปลดหนี้ของคุณรุ่งโรจน์ อรุณเจริญพร ผ่านบทสัมภาษณ์นี้ครับ

รับงานครั้งแรกสู่การเป็นหนี้นอกระบบ

รุ่งโรจน์ อรุณเจริญพร : มีบริษัทหนึ่งที่เป็นรุ่นพี่ของผมไปประมูลงานผลิตสื่อให้กับทีวีราชการช่องหนึ่ง แล้วก็มาจ้างผมให้เป็นผู้ดำเนินการผลิต ผลิตข่าวหนึ่งชั่วโมง ผมรู้มาว่าเขาประมูลงานนี้มาประมาณ 5 ล้าน ผมก็มานั่งคิดว่าทำไมเราไม่ไปทำบ้างในเมื่อเราทำได้ แค่หาทีมงานเพิ่มที่เป็นช่างภาพ, นักข่าว ซึ่งจะมาทำบริษัทเอง แต่มันติดเงื่อนไขต่าง ๆ มากมาย เราเลยไปเช่าหัวบริษัทอื่นเพื่อมารับงานราชการ

พลาดเพราะเราไม่มีประสบการณ์ทำงานกับหน่วยงานราชการ

รุ่งโรจน์ อรุณเจริญพร : ตอนนั้นงานงบประมาณ 4 ล้านบาท ซึ่งเราไม่เคยรู้เลยว่าหน่วยงานราชการเบิกจ่ายงบประมาณช้ามาก ตอนเริ่มทำเราก็คิดว่า ทำไปหนึ่งเดือนเขาจะจ่ายเงินให้เรา ซึ่งค่าใช้จ่ายตก 2-3 แสนบาทต่อเดือน เราก็ไม่มีเงินทุนเลย จึงเริ่มยืมจากเพื่อนก่อนแล้วจะคืนอีกเดือน จนหมดเดือนเงินก็ยังไม่ได้ เราก็เลยเดินทางผิด ไปยืมเงินหนี้นอกระบบ

เป็นหนี้นอกระบบดอกเบี้ยร้อยละ 20

รุ่งโรจน์ อรุณเจริญพร : ผมยืมมา 4 แสนบาท เพื่อที่จะมาหมุนเวียนในธุรกิจ โดยมีดอกเบี้ยร้อยละ 20 ต่อเดือน หรือ 8 หมื่นบาท จนถึงอีกเดือนหนึ่งเงินที่รอการเบิกจ่ายงบประมาณก็ยังไม่ได้ ผมไปหากู้หนี้อีกเจ้าหนึ่งเพื่อมาใช้ก้อนแรก 5 แสนบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 20 คิดเป็นเงินต้นและเงินดอกจำนวน 6 แสนบาท

หนี้เพิ่มสะสมจากธุรกิจใหม่

รุ่งโรจน์ อรุณเจริญพร :ผมเห็นช่องทางในการที่จะไปเปิดธุรกิจร้านเหล้า  ก็เลยร่วมลงหุ้นกับเพื่อน  เปิดได้ประมาณ 1 เดือน ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่ในหลวงรัชการที่ 9  เสด็จสวรรณคตพอดี คนไทยทุกคนก็อยู่ในอารมณ์ที่โศกเศร้า ทำให้เป็นช่วงที่ผมขาดทุนสะสมจากร้านเหล้าด้วย และมีคนเข้ามาเจรจาเพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าไปรับงานหน่วยงานราชการนี้ได้ โดนหลอกโดนค่าดำเนินการไปหลายบาท ตอนนั้นรวม ๆ กัน มีหนี้ประมาณเกือบ 2 ล้านบาทได้ครับ

ลองเล่นพนันบอลเพื่อปลดหนี้

รุ่งโรจน์ อรุณเจริญพร : ถ้าเราไม่ใช้เงินก้อนนั้นดอกเบี้ยมันก็จะเพิ่มไปเรื่อย ๆ ทุกเดือน ซึ่งเท่ากับว่าต้องเสียดอกเบี้ยเดือนละแสนบาททุกเดือน เงินเก็บหรือเงินอะไรที่เรามีอยู่ก็หมด เราขายรถดูคาติเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายเราให้น้อยลง เรามีภาวะกดดันจนหลงผิดคิดว่าไปเล่นพนันบอลเพื่อที่มาใช้หนี้ เพราะคิดว่ามันสามารถหาเงินได้เร็ว จนมีหนี้เพิ่มไปอีกเกือบ 4 ล้านบาท

งานจบแต่หนี้ไม่หมด

รุ่งโรจน์ อรุณเจริญพร : เมื่องานผลิตสื่อให้กับหน่วยงานราชการเสร็จแล้ว จึงนำเงินที่เราได้ส่วนไปใช้หนี้ จนหนี้เหลืออยู่ประมาณ 3 ล้านบาท ตอนนั้นทำงานประจำแค่ที่เดียว มีรายได้เดือนละ 4 หมื่นบาท ซึ่งมันก็ไม่เพียงพอต่อการใช้หนี้ เราเป็นหนี้อยู่ประมาณเกือบ 20 คน ตั้งแต่หลักพันจนถึงหลักแสน ทุกคนก็กดดัน เราเครียดมาก แต่เราไม่มีความรุู้สึกว่าอยากฆ่าตัวตายเลย เพราะเราจะทิ้งทุกอย่างให้กับคนข้างหลัง ให้กับลูกต้องมาชดใช้หนี้แทนพ่อ คิดอย่างเดียวตอนนั้น คือ เราจะทำอย่างไรให้เราสามารถใช้หนี้  3 ล้าน ให้หมดโดยเร็วที่สุด

ทุบกระปุกเงินมีอยู่ 20 บาท

รุ่งโรจน์ อรุณเจริญพร : ช่วง 5 วัน สุดท้ายก่อนสิ้นเดือน เป็นช่วงเวลาหนึ่งที่เงินไม่มีเลย ไปแงะกระปุกไปกินข้าว มันมีเงินอยู่ 20 บาท ข้าวอย่างเดียวที่ซื้อได้ตอนนั้นคือข้าวไข่เจียว เราก็ซื้อมาแบ่งกันกิน วันนั้นผมน้ำตาไหลเลยครับ ร้องไห้  คือปฏิญาณกับตัวเองว่า ผมต้องทำให้ชีวิตผมดีขึ้นกว่านี้ ผมต้องดูแลคนที่มานั่งกินข้าวกับผม ให้อนาคตภายภาคหน้ามันมีความสุขมากกว่านี้

ตั้งเป้าหมายแล้วใช้หนี้จากจำนวนที่น้อยก่อน

รุ่งโรจน์ อรุณเจริญพร : ต้องขอบคุณโอกาสที่ทำให้ผมสามารถทำงานประจำได้ 2 ที่ มีเงินใช้จ่ายตอนนั้น แค่วันละ 150 บาท กับค่าข้าวค่าเดินทาง 2 ที่ ที่มันอยู่ไกลกัน ผมจึงขับมอเตอร์ไซค์ไปทำงาน จากนั้นเราเริ่มตั้งเป้าหมายว่า ภายใน 3-4 ปี ผมต้อใช้หนี้ปีละเท่าไหร่ ผมถึงจะปลดหนี้ได้ ผมเริ่มจากการใช้หนี้คนที่มีจำนวนหนี้น้อยก่อน เพื่อให้จำนวนคนที่ผมติดหนี้ลดลงเรื่อย ๆ ส่วนหนี้หลักแสนจะผ่อนจ่ายรายเดือน คนละ 5 พันบ้าง 1 หมื่นบ้าง ผมเริ่มหางานที่เป็นฟรีแลนซ์ต่าง ๆ ทำงานเขียน ทำให้รายได้ของผมเดือนละ 1 แสนบาท ใช้หนี้เฉลี่ยแล้วเดือนละ 8 หมื่นบาท เหลือเงิน 2 หมื่นบาท เราต้องขอบคุณแฟนที่อยู่ด้วยตอนนั้น มาให้กำลังใจมาช่วยในบริหารจัดการ มาช่วยในการลำดับการใช้เงิน ซึ่งแค่เป็นกำลังใจให้ มันก็ทำให้เรามีแรงในการทำงาน มีแรงในการที่เราจะใช้หนี้ไปทุก ๆ เดือน

กลับไปแก้มือหน่วยราชการ

เข้าสู่ปีที่ 3 ผมเหลือหนี้อยู่ประมาณ 1.5 ล้านบาท ผมเริ่มมองหาโอกาสที่จะสร้างรายได้ให้มากกว่านี้ คือการทำสิ่งที่ผมถนัดอย่างการผลิตสื่อให้กับหน่วยงานราชการ ซึ่งผมเคยล้มและมีบทเรียนกับเรื่องนี้แล้ว ตอนนั้นมีผู้ใหญ่ใจดีออกทุนให้ในการทำงาน ผมจึงมีรายได้เพิ่มขึ้นเดือนละเกือบ 2 แสนบาท จากเดิมตั้งเป้าว่าจะใช้หนี้หมดภายใน 4 ปี จนต้นเดือนที่แล้วผมสามารถใช้หนี้ทุกอย่างได้หมดในเวลา 3 ปี

ฝากแนวคิดเรื่องการใช้เงิน

เราเป็นมนุษย์เงินเดือน เทคนิคเดียวของผมเลยคือ “สติ” ผมบอกตรง ๆ ตอนแรกก็สติหลุดครับ มันกระเจิง  เพราะว่าเราก็ไม่เคยเป็นหนี้เยอะขนาดนี้ แล้วเราก็ไม่รู้ว่าจะมาบริหารจัดการยังไง ผมถอยหลังกลับมา 3 ก้าว ผมถอยหลังกลับมามองปัญหาให้มันกว้างขึ้น  ทุกอย่างมันมีทางออก การแก้ปัญหาด้วยการกู้หนี้นอกระบบ ไปเล่นพนันฟุตบอล มันใช่ทางออกของปัญหา แต่มันยิ่งเป็นการเพิ่มปัญหาให้กับชีวิต และสิ่งสำคัญคืออย่าแก้ปัญหาด้วยการฆ่าตัวตาย ผมมีหนี้ 3 ล้าน แต่ผมก็สามารถดำเนินการใช้หนี้ได้ ซึ่งทุกคนก็สามารถดำเนินการใช้หนี้สินและฟันฝ่าอุปสรรคทุกอย่างได้เช่นกัน

เพื่อน ๆ ท่านใดอ่านบทความของทางทีม aomMONEY Inspired  แล้วชื่นชอบ อย่าลืมช่วยแชร์กันนะครับ ส่วนใครที่อยากดูรายการสัมภาษณ์แบบวีดีโอ สามารถคลิกเข้าไปชมได้ที่วีดีโอด้านล่าง สำหรับวันนี้ลากันไปก่อนครับ

รฐาพัชร ตุลยพิทักษ์ (บรรณาธิการ)

ทีมงาน aomMONEY Inspired

5 ข้อที่มนุษย์เงินเดือนควรรู้ ก่อนซื้อ “สลากออมทรัพย์”

อีกทางเลือกหนึ่งที่เพื่อน ๆ ไม่ควรมองข้ามสำหรับการลงทุนในปีนี้ นั่นก็คือ “สลากออมทรัพย์”

“สลากออมทรัพย์” คือ การออมเงินรูปแบบหนึ่ง ที่ผู้ฝากเงินจะได้รับทั้งดอกเบี้ยและยังได้รับสิทธิ์ในการลุ้นเงินรางวัลอีกด้วย ซึ่งสลากออมทรัพย์จะถูกนิยมนำมาใช้ในการออมเงินตั้งแต่ระยะกลางจนถึงยาว แต่ก่อนที่เพื่อน ๆ จะตัดสินใจเลือกลงทุนสลากออมทรัพย์ในปีนี้ ทาง aomMONEY มี 5 ข้อควรรู้ก่อนลงทุนสลากออมทรัพย์ มาแบ่งปันให้กับทุกคนครับ

1. รู้ว่า “สลากออมทรัพย์เหมาะกับใคร”

สำหรับผู้ที่อยากลงทุน ชื่นชอบการลุ้นรางวัล แต่ไม่ชอบความเสี่ยง สลากออมทรัพย์คือคำตอบครับ เพราะสลากออมทรัพย์มีความเสี่ยงที่ต่ำมาก และถึงแม้คุณจะไม่ถูกรางวัล แต่เงินต้นก็จะยังไม่สูญหายไปอย่างแน่นอน ซึ่งนอกจากเงินต้นจะไม่สูญหายแล้ว คุณยังได้รับดอกเบี้ยตามเงื่อนไขและได้รับสิทธิ์ในการลุ้นรับรางวัลในงวดหน้าต่อๆไปอีกด้วยครับ

2. รู้ว่า “สลากออมทรัพย์ต้องซื้อที่ไหน”

สลากออมทรัพย์ของแต่ละธนาคารจะมีการประกาศขายเป็นช่วงๆ ปัจจุบันการซื้อสลากออมทรัพย์สามารถทำได้หลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นผ่านทางธนาคาร ATM หรือ ผ่านทางแอพพลิเคชั่นของธนาคาร

3. รู้ว่า “สลากออมทรัพย์ สามารถเว้นภาษีเงินได้”

สำหรับผู้ที่ถูกรางวัลสลากออมทรัพย์ ต่อไปนี้คงไม่ต้องกังวลเรื่องภาษีกันแล้วนะครับ เพราะปัจจุบันผู้ที่ซื้อสลากออมทรัพย์ ธอส. ตั้งแต่ 1 ส.ค 2562 เป็นต้นไป จะได้รับสิทธิ์ในการยกเว้นภาษีเงินได้จากดอกเบี้ยและเงินรางวัลครับ

4. รู้ว่า “สลากออมทรัพย์ใช้เป็นหลักประกันกู้ยืมได้”

หากใครที่กำลังประสบปัญหาทางการเงิน คุณสามารถที่จะนำสลากออมทรัพย์ไปเป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินกับทางธนาคารได้ครับ

5. รู้ว่า ” เงื่อนไขของสลากออมทรัพย์มีอะไรบ้าง”

การศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับระยะเวลาการออกสลากลงทุน ระยะเวลาถือหน่วยลงทุน และเงื่อนไขการยกเลิกก่อนกำหนด จะช่วยให้คุณสามารถเลือกลงทุนในสลากออมทรัพย์แต่ละประเภทได้ตรงกับความต้องการครับ

หากใครที่สนใจจะลงทุนสลากออมทรัพย์ในปีนี้ ก็อย่าลืมไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุนนะครับ

ทีมกองบรรณาธิการ

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

ที่มา

http://www.wealthsolution.co.th/inde…/…/blogs/showArticle/11
http://www.investerest.co/finance/saving-lottery/
https://www.ghbank.co.th/…/public-relati…/gh-bank-lotto-2019

วางแผนเกษียณแบบรายปี เก็บเงินวันนี้รู้ว่าจะได้ใช้วันไหน

ก่อนหน้านี้อภินิหารเงินออมได้คุยกับเพื่อนคนหนึ่ง เขาบอกว่าเคยคำนวณแล้วว่าตัวเองจะต้องมีเงินเก็บไว้ใช้หลังเกษียณเท่าไหร่ แต่ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป เป็นประเด็นที่น่าสนใจก็ลองหาวิธีอื่นๆจนสรุปได้ออกมาเป็นบทความนี้นะจ๊ะ

เริ่มต้นที่คำนวณเงินเกษียณ

ตามหลักการจะมีการคำนวณค่อนข้างซับซ้อน อภินิหารเงินออมขอดึงมาเฉพาะบางส่วนที่น่าสนใจแล้วทุกคนสามารถคำนวณเองได้ สมมติเรามีโจทย์ว่าตอนนี้อายุ 30 เกษียณอายุ 60 หลังเกษียณต้องการใช้เงินเดือนละ 30,000 บาท ควรเตรียมเงินไว้เท่าไหร่

ความรู้ที่ต้องใช้ คือ เงินเฟ้อและการใช้เครื่องคิดเลขการเงิน (มีหลายคนทำคลิปไว้บนยูทูป ลองเปิดค้นหาเองได้จ้า) ในภาพข้างล่างนี้เขียนไว้ 2 ช่อง คือ ไม่รวมเงินเฟ้อกับรวมเงินเฟ้อเฉลี่ย 3%

เรื่องเงินเฟ้อ : แม้ว่าอนาคตเราจะเห็นจำนวนเงินเท่ากัน แต่มูลค่าไม่เท่ากัน เพราะเงินเฟ้อทำให้ค่าของเงินลดลงเรื่อยๆ แปลว่า เราใช้เงินมากขึ้น แต่ซื้อของได้เท่าเดิม

ถ้าอยากรู้ว่าอีก 30 ปีข้างหน้า ในวันที่เราเกษียณค่าของเงินจะกลายเป็นเท่าไหร่ คำนวณโดยใช้เครื่องคิดเลขการเงินแล้วจะเห็นว่า

  • ตอนนี้ค่าของเงิน 360,000 บาท 
  • ถ้ามีเงินเฟ้อเฉลี่ยปีละ 3% (มูลค่าเงินของเราลดลง)
  • เวลาอีก 30 ปีข้างหน้า 
  • อนาคตค่าของเงินจะกลายเป็น 873,814 บาท 

แปลว่า เราต้องเตรียมเงินเพื่อใช้หลังเกษียณปีแรก 873,814 บาท  ไม่ใช่จำนวนเงิน 360,000 บาท หากมีเงินเฟ้อเฉลี่ยแบบนี้ทุกปีไปจนถึงอายุที่คาดว่าจะเสียชีวิต คือ 80 ปี เราจะต้องเตรียมเงินรวม 25,057,929 บาท (แต่ถ้าไม่รวมเงินเฟ้อจะใช้เงิน 7,560,000 บาท) เป็นแบบภาพรวมที่ควรมีเก็บไว้

แยกเป็นรายปี “เก็บเงินวันนี้ ใช้เงินวันไหน”

มันก็เป็นคำถามต่อไปว่า 25 ล้านหรือ 7 ล้านแล้วยังไงต่อ ถ้าต้องการแบบละเอียด ตอนนี้เราควรนำเงินที่เก็บสะสมไว้ที่ต่างๆมาเรียงว่าแต่ละก้อนจะใช้ตอนอายุเท่าไหร่ มันเหมือนเงินเดือน ที่ต้องวางแผนว่าจะทำอย่างไร แบ่งใช้วันละเท่าไหร่เพื่อให้พอใช้ทั้งเดือน แต่การเก็บเงินเกษียณนี้เราจะต้องเฉลี่ยเงินให้มีใช้ไปจนวาระสุดท้ายที่อาจจะน้อยกว่าหรือมากกว่าที่คิดไว้

ความรู้ที่ต้องใช้ คือ ความรู้เรื่องผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ยิ่งเข้าใจความแตกต่างของการเก็บเงินแต่ละแบบ ก็จะมีทางเลือกให้ตัวเองมากขึ้น

ภาพข้างล่างนี้อภินิหารเงินออมลองทำให้ดูเป็นแนวทางว่าหลังเกษียณจะมีเงินอะไรเข้ามาบ้าง ซึ่งความแตกต่างของผลิตภัณฑ์การเงินจะทำให้เราได้รับเงินไม่เหมือนกัน (ดูที่ช่องสีเขียว) เช่น

  • ประกันสะสมทรัพย์(ประกันบำนาญ) เรารู้ว่าจะได้รับเงินเท่าไหร่แบบเป๊ะๆ ตั้งแต่วันแรกที่ทำประกันชีวิต แล้วยังใช้ลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย ผลตอบแทนอยู่ที่ IRR ประมาณ 1 – 2.5% ตัวอย่างวิธีการเปรียบเทียบประกันชีวิตแบบออนไลน์ http://bit.ly/2kSlaVl
  • กองทุนรวมหุ้นปันผล ในภาพนี้เป็นตัวอย่างการจ่ายเงินปันผลของกองทุนรวมหนึ่ง จำนวนหน่วยลงทุนเท่ากัน แต่ละปีเราได้รับเงินไม่เท่ากัน ในขณะที่บางปีก็ไม่ได้รับเงินปันผล ในอนาคตก็ต้องลุ้นว่าจะจ่ายเท่าไหร่ ถ้าจำเป็นต้องใช้เงินในปีที่ไม่จ่ายปันผล เราอาจจะต้องขายกองทุนรวมเอาเงินออกมาใช้จ่าย
  • ตราสารหนี้ 4% เราอาจจะต้องหาหุ้นกู้เกรด A ที่จ่ายดอกเบี้ยปีละ 4% ความเสี่ยงอยู่ที่หุ้นกู้ที่มีขายในตลาดตอนนั้นจะมี 4% หรือไม่ ถ้ามีแล้วอายุหุ้นกู้กี่ปี เช่น ถ้าอายุ 5 ปีแปลว่าเราก็ต้องหาหุ้นกู้รุ่นใหม่ทุกๆ 5 ปีที่ผลตอบแทนอาจจะแตกต่างกับที่วางแผนไว้ก็ได้

สมมติว่ารายได้จาก 3 ช่องทางนี้ นำมารวมกันเป็นช่องสีชมพู เปรียบเทียบกับเงินที่จะต้องใช้หลังเกษียณ(ช่องสีม่วง) เราจะเห็นว่าแบบไม่รวมเงินเฟ้อ บางปีก็พอใช้ บางปีก็ไม่พอใช้ แต่ถ้ารวมเงินเฟ้อเข้าไปก็จะรู้ว่ายังขาดเงินอีกเยอะมาก หลายคนเห็นแบบนี้แล้วท้อใจ รู้มั้ยว่าเราโชคดีที่รู้ตอนนี้ที่ยังมีเวลาแก้ไขได้ ยังดีกว่ารู้ตอนที่เกษียณไปแล้ว กลับตัวแก้ไขอะไรไม่ได้นะจ๊ะ

เรียงลำดับเงินที่จะใช้หลังเกษียณ

เราคาดว่าจะเสียชีวิตตอนอายุ 80 ก็จริง การวางแผนก็ต้องเผื่อช่วงที่อายุยืนกว่าที่คิดด้วย เรานำสวัสดิการทั้งหมดที่มีมาเรียงไว้ว่าหลังเกษียณจะใช้เงินก้อนไหนในช่วงอายุเท่าไหร่ ภาพนี้เป็นเพียงตัวอย่างควรนำไปปรับให้เหมาะกับวิธีการเก็บเงินของตัวเองนะจ๊ะ เช่น เงินที่ได้รับแน่นอนนำมาเรียงไว้ก่อน (เงินบำนาญ ชราภาพจากประกันสังคม เงินคืนประกันชีวิต) ส่วนของการลงทุนเก็บไว้ใช้ช่วงท้ายเพื่อให้เงินเติบโต ถ้าค่ารักษาแพงเกินกว่าที่คิดก็ถอนเงินจากประกันชีวิตควบการลงทุนออกมาใช้

สรุปว่า…

เริ่มต้นที่ตัวเราว่าต้องการใช้เงินหลังเกษียณเท่าไหร่ คำนวณว่าหลังเกษียณเป็นค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ นำวิธีเก็บเงินของเราตอนนี้มาเรียงกันว่าจะใช้จ่ายตอนอายุเท่าไหร่ ถ้าอายุเกินกว่าที่คิดไว้จะใช้เงินก้อนไหน แม้ว่าทุกอย่างอาจจะดูยาวไกล แต่การเริ่มต้นตอนนี้มันเร็วที่สุดแล้วจ้า เพราะยังมีเรี่ยวแรงทำงาน มีเวลาค่อยๆปรับได้จ้า

อภินิหารเงินออม

ประชาสัมพันธ์

ตอนนี้สุขภาพการเงินของเรา “แข็งแรงหรืออ่อนแอ”

ถ้าตรวจสุขภาพประจำปีก็ต้องงดน้ำและอาหาร ไปถึง รพ. วัดความดัน เจาะเลือด ตรวจปัสสาวะ ตรวจคลื่นหัวใจ ฯลฯ เพื่อดูว่าสุขภาพเป็นอย่างไร มีแนวโน้มจะป่วยเป็นอะไรมั้ย เช่น กำลังจะเป็นเบาหวาน ก็ต้องระมัดระวังการกินมากขึ้น เรื่องการเงินเราสามารถตรวจสุขภาพได้เช่นกัน

ถ้าต้องการตรวจแบบละเอียดเพื่อให้รู้ว่าตอนนี้การเงินเป็นอย่างไร “แข็งแรงหรืออ่อนแอ” ส่วนไหนกำลังมีปัญหา ควรแก้ไขอย่างไร วิธีการตรวจจะต้องใช้อัตราส่วนทางการเงิน มีทั้งวิธีคำนวณเองกับคำนวณผ่านโปรแกรมสำเร็จรูป สิ่งสำคัญ คือ เราต้องใส่ตัวเลขให้ถูกต้อง ผลการคำนวณถึงจะนำมาใช้ได้นะจ๊ะ

เริ่มต้นที่ “งบการเงินส่วนบุคคล”

ทำให้เราเห็นภาพรวมว่าเงินของเราอยู่ที่ไหน ใช้จ่ายแต่ละเดือนคล่องมือมั้ย มี 2 เรื่องที่ต้องรู้ คือ 

1 => งบดุล

ทำให้รู้ว่าตอนนี้เรามีฐานะการเงินเป็นอย่างไร รวมทรัพย์สมบัติทั้งหมดของเราว่ามีมูลค่าปัจจุบันเท่าไหร่ ลบออกด้วยหนี้สินทั้งหมด เหลือเป็นความมั่งคั่ง ทำให้รู้ว่าตอนนี้มีความมั่งคั่งเป็นอย่างไร

  • เป็นบวก มีมูลค่าทรัพย์สินมากกว่านี้สิน ถ้าเราหายตัวไป ครอบครัวสามารถขายทรัพย์สินทั้งหมดมาชำระหนี้สินให้เราได้ ไม่ทิ้งภาระให้ใคร
  • เป็นลบ มีหนี้สินมากกว่ามูลค่าทรัพย์สิน ถ้าเราหายตัวไป ครอบครัวขายทรัพย์สินมาชำระหนี้แล้วก็ยังชดใช้ไม่หมด กลายเป็นภาระให้ครอบครัว 

2 => งบกระแสเงินสด

เหมือนกระแสน้ำที่ไหลไปมา ดูว่าเรามีรายได้ รายจ่ายเป็นอย่างไร

  • เป็นบวก รายได้มากกว่ารายจ่าย ใช้เงินคล่องมือ เก็บเงินเพื่อความฝันต่างๆได้เต็มที่
  • เป็นศูนย์ รายได้เท่ากับรายจ่าย หาได้เท่าไหร่ใช้หมดแบบนี้เหนื่อย ควรหาวิธีเพิ่มรายได้หรือลดรายจ่าย
  • เป็นลบ รายจ่ายมากกว่ารายได้ หมุนเงินไม่ทันกลายเป็นหนี้ ต้องลดรายจ่าย หารายได้เพิ่มพร้อมกับหาวิธีจัดการหนี้ เช่น ขายทรัพย์สินเพื่อให้หนี้เบาลง

ทั้งงบดุลและงบกระแสเงินสดว่ามีอะไรบ้าง อภินิหารเงินออมมีตารางมาให้กรอกพร้อมกับการวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินว่าดีกว่าหรือแย่กว่ามาตรฐาน ถ้าเราเข้าใจสูตรแล้วคำนวณเองได้ก็จะรู้ที่มาที่ไปของตัวเลขและรู้ว่าควรแก้ปัญหาที่จุดไหน ภาพข้างล่างนี้เป็นตัวอย่างเอกสารที่อยู่ในไฟล์ PDF สามารถดาวน์โหลดชื่อไฟล์ “เช็คชีพจรการเงินของตัวเอง”

ถ้าใครไม่ถนัดคำนวณเอง สามารถเข้าไปที่เว็บไซด์ของตลาดหลักทรัพย์ก็จะมีโปรแกรมช่วยคำนวณ https://www.set.or.th/project/caltools/www/html/financial.html พร้อมกับการประมวลผลว่าเรามีสุขภาพการเงินเป็นอย่างไร

เรารู้เรื่องอัตราส่วนทางการเงินเพื่ออะไร?

  • รู้จุดแข็งและจุดอ่อนเรื่องการเงินของตัวเอง
  • เรื่องสภาพคล่อง ทำให้รู้ว่าตอนนี้เรามีเงินฉุกเฉินครบแล้วรึยัง ควรเก็บเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ 
  • เรื่องการออมและการลงทุน มีมากหรือน้อยกว่ามาตรฐาน ควรเพิ่มทรัพย์สินเพื่อการลงทุนเท่าไหร่
  • เรื่องหนี้สิน เรามีหนี้สินพอดีหรือมีมากเกินไป ควรเตรียมแผนฉุกเฉินอย่างไร เช่น
    • ถ้ามีหนี้แบบพอดี ควบคุมได้ อาจจะแบ่งเงินบางส่วนซื้อประกันชีวิตความคุ้มครองสูง เพื่อโอนความเสี่ยงด้านหนี้สิน ถ้าเราหายตัวไปเงินก้อนจากประกันชีวิตจะมาจ่ายหนี้และเป็นเงินที่เลี้ยงดูครอบครัวแทนเราได้ 
    • ถ้ามีหนี้สินล้นพ้นตัว รายจ่ายมากกว่ารายได้ตลอดและกู้ยืมตลอดเวลา แบบนี้ก็ต้องแก้ไขหนี้สินให้เบาลงก่อน หยุดสร้างหนี้ใหม่แล้วค่อยเริ่มวางแผนการเงิน

กรอกข้อมูลผิดชีวิตเปลี่ยน

ช่วงที่ผ่านมา อภินิหารเงินออมดูตัวเลขทางการเงินให้กับหลายๆคน ทำให้รู้ว่าบางคนกรอกข้อมูลไม่ถูกต้อง ทำให้การคำนวณอัตราส่วนทางการเงินผิดพลาด ถ้าในอนาคตมีคนส่งตัวเลขมาให้ตรวจมากขึ้นแล้วพบความเข้าใจผิดอื่นๆ จะเอามาอัพเดทอีกครั้งนะคะ ตอนนี้เจออยู่ 2 เรื่อง คือ ราคาทรัพย์สินและมูลค่าเงินสดในประกันชีวิต

ราคาทรัพย์สิน

แนวคิด คือ ถ้าตอนนี้ขายทรัพย์สินทั้งหมดจะได้ราคาเท่าไหร่ นี่เองที่เป็น “มูลค่าปัจจุบัน” ของทรัพย์สินของเรา

=> รถยนต์ : ต้องดูว่าตลาดกลางรถยนต์มือสองว่าขายกันอยู่ที่ราคาเท่าไหร่ 

  • ความเข้าใจผิด : ใช้ตัวเลขราคารถยนต์ที่ซื้อมาหรือนำราคารถยนต์ที่ซื้อมาลบกับเงินค่างวดที่จ่ายไปจะเป็นมูลค่าปัจจุบันของรถยนต์ คิดแบบนี้ไม่ได้จ้า เพราะอย่าลืมว่าราคารถลดลงเรื่อยๆ 

=> บ้านและทรัพย์สินส่วนตัวอื่นๆ : เป็นราคาปัจจุบันที่ขายในตลาด ถ้าเราซื้อบ้านมาหลายสิบปีก็ต้องคำนวณว่าราคาขายแถวบ้านอยู่ที่ราคาเท่าไหร่ แล้วประมาณว่าราคาบ้านของเราอยู่ที่เท่าไหร่ ทำให้รู้ราคาปัจจุบันแบบคร่าวๆ 

  • ความเข้าใจผิด : ใช้ตัวเลขราคาบ้านที่ซื้อมาครั้งแรก อาจจะหลายปีแล้ว เป็นราคาเก่านำมาใช้ไม่ได้ ทำให้มูลค่าทรัพย์สินไม่ใกล้เคียงของจริง

ประกันชีวิต

แนวคิด คือ ประกันชีวิตของเราตอนนี้มีมูลค่าเท่าไหร่ด้วยการคำนวณ “มูลค่าเงินสดในประกัน” วิธีคำนวณในภาพข้างล่างนี้ ถ้าต้องการแบบละเอียดอ่านได้ในลิงค์นี้เลยจ้า http://bit.ly/2zsNRvu

  • ความเข้าใจผิด คือ นำทุนประกันมาใส่ในช่องนี้ ทำให้ความมั่งคั่งสูงเกินความเป็นจริง

ภาพรวมการเงินของเรา

นำตัวเลขการเงินทั้งหมดของเรามาสรุปไว้ด้วยกันเพื่อให้เห็นภาพรวม ถ้าในไฟล์ PDF “เช็คชีพจรการเงินของตัวเอง” จะอยู่หน้าที่ 4 เรานำตัวเลขทั้งหมดมากรอกในภาพ ก็จะเห็นภาพรวมการเงินของเราง่ายขึ้น ทั้งงบดุลที่แสดงสถานะการเงิน งบกระแสเงินสดที่ดูสภาพคล่องของเรา อัตราส่วนทางการเงินว่าดีกว่าหรือแย่กว่ามาตรฐานและภาพความฝันต่างๆของเราในรูปสามเหลี่ยม

แนวคิดของพีระมิดการเงิน

ถ้าฐานข้างล่างแข็งแรง ข้างบนก็จะแน่นไม่ล้มง่ายๆ จากภาพจะเห็นว่าฐานเรื่องการเงิน คือ สภาพคล่องและการโอนความเสี่ยง(ประกันชีวิต) ขยับขึ้นไปเป็นเป้าหมายการเงินระยะสั้น กลางและยาว ส่วนเรื่องการลงทุนจะอยู่บนสุด ในขณะที่คนส่วนใหญ่จะเป็นรูปสามเหลี่ยมกลับหัว คือ เก็บเงินไว้ที่การลงทุน แล้วไม่มีเงินฉุกเฉิน ไม่มีประกันชีวิต สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือ

  • ถ้าช่วงที่การลงทุนเติบโต กองทุนหุ้นหรือหุ้นที่ซื้อไว้ได้กำไรมากมาย แต่เจ็บป่วยหรือทุพพลภาพจำเป็นต้องใช้เงิน ก็ต้องถอนเงินจากการลงทุนมาใช้ เงินไม่เติบโตและเสียโอกาสการลงทุน
  • ถ้าเป็นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ การลงทุนขาดทุนติบลบหนัก แต่เจ็บป่วยหรือทุพพลภาพ ก็ต้องกัดฟันขายขาดทุนเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายดูแลสุขภาพตัวเอง

แนวคิดการแบ่งเงินตามเป้าหมาย

“การใช้คนให้ถูกกับงาน” ใครถนัดอะไรก็ทำงานนั้น ทำให้เกิดผลงานที่ดีออกมา เรานำแนวคิดนี้มาใช้กับการจัดการเงินได้เหมือนกัน คือ เลือกวิธีการเก็บเงินให้เหมาะสมกับเป้าหมายการเงินของเราในระยะสั้นกลางยาว เรียกง่ายๆว่า “แบ่งเงินตามเป้าหมาย” นั่นเองจ้า ภาพจะออกมาประมาณนี้

สรุปว่า…

สุขภาพการเงินของเราจะเป็นอย่างไร ดูได้จากงบการเงินส่วนบุคคล เพื่อรู้สถานะการเงินและสภาพคล่องของตัวเอง การสรุปภาพรวมการเงิน ทำให้รู้ว่าตอนนี้สุขภาพการเงินของเราเป็นอย่างไร ถ้าสุขภาพการเงินแข็งแรง มีเงินใช้คล่องมือก็ไปต่อกับเป้าหมายการเงินต่างๆของเราได้ แต่ถ้าสุขภาพอ่อนแอ มีหนี้สินรุมเร้าก็ต้องกลับมาแก้ปัญหาให้จบ ปิดรอยรั่วทางการเงินแล้วค่อยเริ่มวางแผนการเงิน สิ่งสำคัญ คือ การเลือกวิธีเก็บเงินให้เหมาะสมกับเป้าหมายการเงินนะจ๊ะ

อภินิหารเงินออม

ประชาสัมพันธ์

“ลุงติ๊กสเกล” ศิลปินโมเดลจิ๋ววัยเกษียณ สร้างรายได้หลักแสน ด้วยเงินเริ่มต้น 1,500 บาท

“เป็นคนแก่ไม่จำเป็นต้องหยุดนิ่ง เพราะยิ่งแก่ประสบการณ์ยิ่งสูง” 

– ลุงติ๊กสเกล ศิลปินโมเดลจิ๋ว –

“ลุงติ๊กสเกล” ธุรกิจโมลเดลจิ๋ว เกิดจากความพยายามของลุงติ๊กสเกล อดีต รปภ.แบงก์ชาติที่แม้จะเกษียณวัยแล้ว แต่หัวใจยังไม่เกษียณ ซึ่งลุงติ๊กนั้นได้นำทักษะวิชาความรู้ศิลปะที่เคยเรียนมาจากวิทยาลัยเพาะช่าง ผันตัวมาเป็นศิลปินทำโมเดลจิ๋วที่สามารถทำรายได้สูงถึงเกือบหลักแสนจนถึงทุกวันนี้ แต่กว่าที่จะมาเป็น “ลุงติ๊กสเกล” ในวันนี้ เส้นทางชีวิตของคุณลุงได้ผ่านอุปสรรคมามากมาย เคยมีปัญหาทางการเงินที่เกิดจากการกู้ยืมเป็นจำนวนมาก เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ลุงติ๊กต้องตัดสินใจลาออกจากงาน รปภ. ในวัย 58 ปี เพื่อนำเงินที่ได้จากการเกษียณมาปลดหนี้ และเหลือเงิน 1,500 บาท เป็นเงินก้อนสุดท้ายติดตัว

เงินก้อนสุดท้ายทำไมถึงเลือกทำโมเดลจิ๋ว

ลุงติ๊ก : ตอนนั้นลูกเสนอว่าให้ลุงลองทำฉากขายดูเพราะเคยเห็นลุงทำบ้านจากกล่องรองเท้า ซึ่งพอได้ยินตอนแรกลุงก็ปฏิเสธในทันที เพราะลุงคิดว่าตัวเองทำไม่ได้หรอก ถึงแม้จะเคยเรียนศิลปะมาแต่มันก็นานมากแล้ว แต่พอลูกบอกว่าลูกเชื่อว่าลุงทำได้ นั่นก็เลยเป็นจุดเปลี่ยนให้ลุงกล้าตัดสินใจนำเงินก้อนสุดท้ายไปซื้ออุปกรณ์ศิลปะมาลองทำโมเดลดู

โมเดลจิ๋วของลุงติ๊กแตกต่างจากโมเดลทั่วไปอย่างไร?

ลุงติ๊ก : แน่นอนว่า การทำงานในสายนี้ย่อมมีคู่แข่งจำนวนมาก เพราะฉะนั้นการที่เราจะทำให้ผลงานของเราโดดเด่น เราจำเป็นจะต้องมีเอกลักษณ์เสียก่อน ซึ่งลุงคิดว่าเอกลักษณ์ในโมเดลของลุงคือ ความเป็นไทย

งานชิ้นแรกสร้างรายได้เท่าไร?

ลุงติ๊ก : งานชิ้นแรกประมูลได้ 280 บาท ซึ่งตอนแรกลุงก็กังวลว่า จะมีคนมาซื้อโมเดลน้อย เพราะคนอาจจะไม่ค่อยนิยมเล่นสักเท่าไร แต่ลุงโชคดีที่พอยิ่งประมูลเท่าไรราคาของโมเดลก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น จาก 200 เป็น 600 จนพอลุงได้ทำวงเวียนบางแสนที่เป็นผลงาน Masterpiece ลุงก็เริ่มมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักในวงการมากขึ้น

ทำไมเปิดสอนการทำโมเดลจิ๋ว

ลุงติ๊ก : ลุงเป็นคนหนึ่งที่เคยล้มเหลวและลำบาก ลุงเชื่อว่ายังมีคนอีกมายที่เขายังลำบากอยู่ ดังนั้น เหตุผลที่ลุงเปิดสอนทำโมเดลจิ๋ว จึงเพื่อที่จะเปิดโอกาสให้หลายๆคนที่กำลังลำบากให้เขาได้มีทักษะหาเลี้ยงตัวเอง ซึ่งลุงก็มองว่ามันไม่ใช่การแย่งลูกค้า แต่มันเป็นการแบ่งปันทักษะความรู้ เหมือนกับการทำบุญเราให้และเราก็สุขใจ

ความยากของงานและวิธีการรับมือ

ลุงติ๊ก : ความยากของการทำโมเดลจิ๋ว คือ เราจะตีโจทย์อย่างไรให้ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากที่สุด เพราะฉะนั้นวิธีการแก้ไขปัญหาของลุง คือ เราต้องทุ่มเท อดทน และซื่อสัตย์ต่อลูกค้า อย่ากังวลมากเกินไป ทำงานของตนเองให้เต็มที่ที่สุดก็พอ

เป้าหมายในอนาคต

ลุงติ๊ก : ทุกครั้งที่ตั้งเป้าหมายลุงก็จะมีการวางแผนก่อนเสมอ ซึ่งเป้าหมายของลุงในตอนนี้ คือการทำแกลอรี่ เพื่อถ่ายทอดวิถีชีวิตของคนไทยให้ลูกหลานได้เรียนรู้สืบต่อไป

ฝากแนวคิดคนวัยเกษียณ

ลุงติ๊ก : หลายคนคิดว่าพอเกษียณแล้วตนเองก็จะสบาย สามารถไปเที่ยวพักผ่อนได้เต็มที่ปล่อยให้ลูกหลานทำหน้าที่คอยดูแล แต่ในความเป็นจริงมันไม่มีใครที่จะสามารถเลี้ยงดูเราไปได้ตลอดชีวิต ปัญหาผู้สูงอายุเป็นปัญหาเกิดขึ้นอยู่ทั่วโลก ซึ่งเราก็ไม่ควรที่จะมาเป็นภาระให้ลูกหลานต้องมาคอยลำบากเลี้ยงดูเรา เพราะฉะนั้นเราจึงควรใช้ประสบการณ์ที่เราเคยมีนำมาต่อยอดสร้างประโยชน์ให้ตนเอง เพียงแค่เลือกทำในสิ่งที่เรารัก เราชอบ ทุกอย่างมันจะออกมาดีอย่างแน่นอน

“ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ แต่ขึ้นอยู่ที่ความมุ่งมั่นและตั้งใจ”

และนี่คือเบื้องหลังแนวคิดและวิธีการประสบความสำเร็จจาก “ลุงติ๊กสเกล” ศิลปินโมเดลจิ๋วที่ทาง aomMONEY Inspired นำมาฝากเพื่อนๆ กันนะครับ ฟังแล้วก็รู้สึกภาคภูมิใจในแนวคิดของคุณลุงเลยนะครับ ที่ถึงแม้จะเกษียณแต่ความสำเร็จก็ยังเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่พยายาม และก่อนจากกันไปในวันนี้ เพื่อนๆที่อ่านบทความของเราแล้วชื่นชอบ อย่าลืมช่วยกันแชร์บทความเพื่อเป็นความรู้ต่อๆ กันนะครับ

รฐาพัชร์ ตุลยพิทักษ์ (บรรณาธิการ) 

ทีมงาน aomMONEY INSPIRED

การวางแผนการเงินตามราศีรับมือปี 2563 แบบไม่งมงายกัน : สำหรับราศีที่มีเคราะห์

ต้องกล่าวคำว่า “สวัสดีปีใหม่ 2563” สำหรับแฟนๆ aomMONEY x ปันโปร อีกครั้ง สำหรับการก้าวเข้าสู่ปีใหม่ หลายคนก็คงมีการตั้งเป้าหมายในชีวิตใหม่ๆ เพื่อที่จะเป็นแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตใช่ไหมครับ ทางเราก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่าน แต่สิ่งหนึ่งที่หนีไม่พ้นเวลาขึ้นปีใหม่สำหรับคนไทยก็คือ “การไปดูดวง” เวลาดวงบอกว่าดีเราก็มีแรงฮึด แต่ถ้าดวงบอกว่าปีนี้มีเคราะห์เราก็อาจจะห่อเหี่ยวได้

อย่างไรก็ตามเรื่องหนึ่งที่คนมักจะไปดูดวงกันก็คือเรื่อง การเงินการงาน เพราะเป็นตัวกำหนดชีวิตหลายๆ อย่าง aomMONEY เองก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์แต่เรามีความรู้ทางการเงินดีๆมาฝาก วันนี้จะขอเอาเคล็ดลับทางการเงินแบบวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ มาประกบกับโหราศาสตร์ของ อ.ช้าง ทศพล ศรีตุลา ที่ได้ทำนายไว้สำหรับคนที่มีเคราะห์ด้านการเงินในปี 2563 จะมีราศีไหนและคำแนะนำแบบใดบ้างไปดูกัน

ราศีกรกฎ ช่วงปี 62 ที่ผ่านมา

เป็นราศีที่เปลี่ยนแปลงเยอะทั้งในเรื่องการทำงานและเรื่องส่วนตัว ปี 63 นี้จะมีเรื่องใหญ่ที่ต้องตัดสินใจในการทำงาน   การเงินพอไปได้ แต่ให้ระวังเรื่องของการถูกโกง เช่นเอกสารสัญญา บัญชีตัวเลขต่างๆ สำหรับคำแนะนำทางการเงินของ aomMONEY ก็คือ ให้มีความสะเอียดรอบคอบทางการเงินมากขึ้น โดยเฉพาะในการลงนามหนังสือสัญญาต่างๆ การออมการลงทุนควรเป็นการลงทุนที่ความเสี่ยงต่ำ เช่น การฝากประจำดอกเบี้ยสูง หรือกองทุนระยะยาวแบบRMF ที่ผลตอบแทนจะไปออกดอกผลเมื่อใกล้บั้นปลายชีวิต อย่าไปลงทุนในธุรกิจที่หวือหวาหรือเราไม่รู้จักธุรกิจนั้นดี เพราะเสี่ยงต่อการขาดทุนได้

ราศีพฤษภ เป็นราศีที่ดวงแรงสุดๆ

ได้รับผลกระทบจากความผันผวนและการเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่จะเหนื่อยพอสมควร ต้องสู้ ต้องลุยด้วยตัวคุณเอง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะเปลี่ยนแบบกะทันหัน ต้องระวัง อาจจะมีปัญหาเกิดขึ้นกับผู้ใหญ่ ที่เขาไม่ชอบเรา ให้ดูแลเรื่องชื่อเสียงการทำงาน สุขภาพให้ระวังทั้งตัวคุณเอง และคนในครอบครัว โอกาสจะมีโรคประจำตัว เจ็บป่วยเรื้อรัง คำแนะนำของ aomMONEY ก็คือ ปีนี้ซื้อประกันกันไว้ดีกว่าแก้ ไม่ว่าจะเป็นประกันสุขภาพรวมไปถึงแพกเกจโรคร้าย ประกันอุบัติเหตุ และประกันชีวิตไว้ก็ดี หลายคนมักจะมองว่าประกันจ่ายเงินทิ้งเสียเงินฟรี แต่พอมีปัญหาทีไรเราก็จะคิดว่า “รู้งี้ ซื้อประกันป้องกันไว้ดีกว่า”

ราศีสิงห์ เป็นราศีในช่วงปี 62 มีความวุ่นวายหลายอย่าง

เช่นเรื่องภายในบ้าน ภายในครอบครัว ปี 2563 ดวงมีความก้าวหน้ามากขึ้น มีดวงในเรื่องของการเปลี่ยนงาน เปลี่ยนแล้วดีขึ้น ต้องรอในช่วงๆกลางปี คนราศีสิงห์มักจะจริงจังจนเกินไป ไม่ค่อยดูแลตนเอง ควรดูแลสุขภาพของตนเองงด้วย  ใช้ชีวิตให้พอดี  คำแนะนำสำหรับ aomMONEY ก็คือในเรื่องเกณฑ์ของการเปลี่ยนงานนั้นไม่ควรมีภาระเงินผ่อนระยะยาวเพิ่ม เช่น พอจะเปลี่ยนงานแล้วออกรถใหม่ ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าภาวะเศรษฐกิจแบบนี้บริษัทต่างๆจะปิดตัวเมื่อใด ดังนั้นอย่าเพิ่มภาระหนี้ หนี้ที่มีรีบเคลียร์ให้หมดก่อนที่จะเปลี่ยนงาน เช่น พวกหนี้บัตรเครดิตต่างๆ ส่วนหนี้ระยะยาวแบบบ้าน ให้เผื่อเงินไว้สำหรับค่างวดจนกว่าจะผ่านโปรฯที่ทำงานใหม่จะปลอดภัยกว่า

เป็นอย่างไรบ้างตรงกับราศีของท่านใดก็สามารถนำหลักเกณฑ์และคำแนะนำทางการเงินไปปรับใช้ได้ และเชื่อว่าถ้าดำรงตนอยู่ในความไม่ประมาท ปี 2563 ทุกท่านจะผ่านมันไปได้อย่างดี แค่กันไว้ดีกว่าแก้ รับรองชีวิตต้องดีๆแน่ๆครับ

Mr.Priceless aomMONEY Writer

#SmartPaySmartShop #ฉลาดใช้ฉลาดช้อป #aomMONEY #PunPromotion #MoneyLiteracy

เงินออมแบบ “เบา กลาง หนัก” ในฉบับ GEN Y ของมันต้องมีก่อน 40

ไหนใครเป็นเจนวายยกมือขึ้น!! เชื่อว่าหลายๆ คนกำลังมีลิสต์ความคิดที่จะช้อปจะเที่ยวเยอะแยะมากมาย เรียกได้ว่าของมันต้องมีเต็มอยู่ในหัวเยอะแยะ แต่ก่อนที่จะใช้จ่ายไปนั้น เคยคิดไหมว่าเงินจะพอไหม หรือจะจ่ายบัตรเครดิตพอไหม

ถ้าคิดแล้วเงินทองมีปัญหา อยากจะบอกว่าคุณมาถูกทางแล้ว เพราะอภินิหารเงินออม มีทริคง่ายๆ ด้วยการออมแบบ เบา กลาง หนัก 3 สไตล์ที่ GEN Y คนไหนอ่านก็ทำได้แน่นอน เพื่อของมันต้องมีในวัย 40 แบบชีวิตการเงินไม่พัง

สูตรลัดเก็บเงินแบบชิลล์ๆ สไตล์ อภินิหารเงินออม :

“GEN Y ต้องมีเงินเก็บฉุกเฉิน”

เผื่อชีวิตเกิดดราม่า จะได้ไม่ต้องเข้าไปสู่วังวนหนี้สินที่ยับเยินเพราะดอกเบี้ยเงินกู้แสนแพง เช่น ตกงานกระทันหัน เราก็ไม่เดือดร้อน ยังมีเงินกินข้าว บ้านรถยังอยู่ครบเพราะมีเงินฉุกเฉินที่ตุนไว้มาใช้จ่ายระหว่างรองานใหม่

ควรมีเท่าไหร่ :  เตรียมไว้ 3 – 6 เท่าของค่าใช้จ่าย เช่น หนี้สินและใช้จ่ายส่วนตัวเดือนละ 25,000 บาท ควรมีเงินฉุกเฉินไว้ 75,000 – 150,000 บาท ถ้าตกงานก็ยังมีเงินใช้ต่อลมหายใจไปได้อีก 3 – 6 เดือน

เก็บเงินไว้ที่ไหน : ควรเลือกวิธีเก็บเงินที่เงินต้นอยู่ครบ มีสภาพคล่องสูงทำให้เราถอนใช้ง่ายๆ เช่น ฝากไม่ประจำ ถอนได้ ดอกเบี้ยสูง

และนี่คือ 3 สูตรลัดง่ายๆ การเก็บเงินที่สุดแสนจะชิลล์ ที่แนะนำโดย Guru ที่เชี่ยวชาญ ชาว Gen Y ทั้งหลายที่เพิ่งเริ่มต้นก็สามารถลองหยิบสูตรลัดการเก็บเงินแบบชิลล์ๆ เหล่านี้ไปใช้กันดูได้เลย เพราะอีกไม่นานเราก็จะเข้าวัย 40 กันแล้ว ไม่มีแฟนไม่เท่าไหร่ แต่ไม่มีตังค์นี่เรื่องใหญ่! #ของมันต้องมีก่อน40

สูตรลัดเก็บเงินแบบสายกลาง สไตล์ อภินิการเงินออม :

GEN Y ต้องมีเงินเก็บเพื่อความฝัน

เราต้องการใช้เงินก้อนนี้ไว้ทำอะไร เช่น ท่องเที่ยว ซื้อบ้าน แต่งงาน ทำศัลยกรรม ซื้อรถยนต์ เรียนต่อ เก็บไว้ใช้ในวัยอิสระหลังอายุ 60 ฯลฯ

ควรมีเท่าไหร่ : เรามีเรื่องใช้เงินไม่จำกัด แต่เรามีรายได้แบบจำกัด เราอยากทำทุกความฝันพร้อมกันไม่ได้ เราต้อง “จัดลำดับความสำคัญ” ว่าเรื่องจำเป็นต้องทำก่อน เรื่องที่ไม่รีบไว้ค่อยทำทีหลัง เพื่อจะได้แบ่งเก็บเงินให้เหมาะสมกับช่วงเวลาที่จะใช้เงิน เราแบ่งเป้าหมายความฝันไว้ 3 ช่วงเวลา

สูตรลัดเก็บเงินแบบจัดหนัก สไตล์ อภินิหารเงินออม :

ใช้เงินแบบนี้แล้วชีวิตดี๊ดี!! เริ่มจาก รายได้ – เงินออม – หนี้สิน = รายจ่ายส่วนตัว พอเงินเดือนเข้ากระเป๋าปุ๊บ ก็เอาไปออมก่อนแล้วจ่ายหนี้สิน สุดท้ายเหลือเท่าไหร่ก็ใช้เท่านั้น เราแบ่งรายได้ 100% เป็น 3 ส่วน ตามนี้จ้า …

ถ้าเรามีหนี้สินหรือรายจ่ายส่วนตัวน้อยลงก็จะมีเงินออมมากขึ้น เอาล่ะ หลังจากที่เรามีเงินฉุกเฉินครบ 3 – 6 เท่าของค่าใช้จ่ายและแบ่งเงินเพื่อชีวิตอิสระในวัยเกษียณแล้ว อย่าลืม!! เก็บเงินเพื่อเรื่องนี้ด้วยจ้า

แบบจัดหนัก!! : เงินออมกับชีวิต เพื่ออนาคตที่สดใส

“เรารู้วันเกิด แต่ไม่รู้วันตาย” เมื่อรายได้ของเราเป็นเสาของบ้านที่ยึดโครงสร้างทุกอย่างไว้ให้มั่นคง ถ้าทำประกันปิดประตูความเสี่ยงไว้ แม้ว่าโชคร้ายเกิดแผ่นดินไหวหนักครั้งใหญ่ บ้านพังยับ ก็ยังเบาใจเพราะครอบครัวมีเงินก้อนมาสร้างบ้านหลังใหม่ได้

วิธีการคำนวณ : เราทำงานอีก 30 ปี มีรายได้เดือนละ 30,000 บาท สมมติรายได้คงที่ ตลอดชีวิตเราสร้างรายได้ให้ครอบครัวประมาณ 360,000 บาท x 30 ปี = 10,800,000 บาท ถ้าอย่าลืมว่ารายได้ของเราเพิ่มขึ้นทุกปีตามความสามารถของเรา อนาคตก็จะมีเงินมากกว่านี้

  • แนวคิดการทำประกันชีวิต คือ ซื้อความคุ้มครองชีวิต (เรียกเป็นทางการว่าทุนประกัน) 1,800,000 – 10,800,000 บาท เช่น เราต้องการสร้างความคุ้มครองรายได้ 5,000,000 บาท ที่ประกันชีวิตแบบควบการลงทุน เบี้ยประกันปีละ 24,000 บาท
  • เบี้ยประกันที่เราจ่ายเพื่อซื้อความคุ้มครองเปลี่ยนแปลงไปตามเพศ อายุ จำนวนความคุ้มครอง ควรเลือกให้เหมาะสมกับสภาพคล่องของตัวเองด้วย
    • คนโสด จ่ายเบี้ยประกันต่อปี ไม่ควรเกิน 15 – 20% ของรายได้ต่อปี
    • คนมีครอบครัว จ่ายเบี้ยประกันต่อปี ไม่ควรเกิน 10 – 15% ของรายได้ต่อปี

ตัวอย่าง : การออมเงินแบบจัดหนัก

เราอายุ 30 มีรายได้เดือนละ 30,000 บาท รายจ่ายเดือนละ 25,000 บาท แบ่งออมเดือนละ 5,000 บาท อยากมีเงินสำรองไว้เผื่อตกงานและเก็บเงินไว้ใช้หลังเกษียณ ควรแบ่งเก็บที่ไหน เท่าไหร่

  • เงินฉุกเฉิน : จำนวน 75,000 – 150,000 บาท เราทยอยเก็บไว้เงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงเดือนละ 1,500 บาท
  • เงินเกษียณ : เราเก็บไว้ที่กองทุนรวมหุ้นต่างประเทศเดือนละ 1,500 บาท
  • เงินปกป้องรายได้ : เราเก็บไว้ที่ประกันควบการลงทุนเดือนละ 2,000 บาท

อย่ารอ อย่าเดี๋ยว ต้องเริ่มทำทันที!!

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save