ความเสียหายจากโรคร้ายแรงมีมูลค่าเท่าไหร่?

นอกจากอาการเจ็บป่วยที่สร้างความทุกข์ทรมานให้กับผู้ป่วยแล้ว ค่ารักษาพยาบาลโรคร้ายแรงก็ขึ้นชื่อว่าเป็นค่าความเสียหายก้อนใหญ่ที่สามารถสร้างอาการบาดเจ็บให้เงินในกระเป๋าได้เช่นกันเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ เราทุกคนมีโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคร้ายอยู่แล้ว ซึ่งแต่ละคนจะได้เจอกับรูปแบบอาการป่วยที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ชีวิตหรือกรรมพันธุ์

เราไม่สามารถให้คำตอบได้เลยว่าโรคร้ายแรงเหล่านี้จะมาเยี่ยมเยียนเราในช่วงไหนของชีวิต แต่เราสามารถเลือกที่จะหลีกเลี่ยง และมีป้องกันความเสียหายเหล่านี้ได้ ด้วยความซับซ้อนและอาการเจ็บป่วยที่รุนแรง ทำให้ค่ารักษาพยาบาลของบรรดาโรคร้ายแรงนั้นมีราคาสูง เพราะต้องใช้แพทย์ผู้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และเครื่องมือพิเศษราคาแพง

แน่นอนว่า คงไม่มีใครอยากทนทรมานจากโรคร้ายเป็นเวลานานหรอก ทุกคนต่างมองหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับตัวเองเสมอ

ดังนั้น โรงพยาบาลเอกชนจึงเป็นทางออกสำหรับผู้ป่วยที่ไม่อยากต่อคิวรอผู้ป่วยจำนวนมากในโรงพยาบาลรัฐ แต่ค่าใช้จ่ายเหล่านั้นมันก็ช่างแพงแสนแพง

โรคร้ายแรงยอดนิยมของคนไทยจากข้อมูลที่ผมได้เก็บมาได้จะมีค่ารักษาเฉลี่ยตามโรคดังนี้

• โรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ ค่าผ่าตัดรักษา 600,000 บาท

• กระบวนการรักษาโรคมะเร็งร้ายแรงทั้งหมด 700,000 – 1,500,000 บาท

• ค่าผ่าตัดมะเร็งเต้านม 200,000 บาท 

• ค่ารักษาโรคตับแข็ง 650,000 บาท (นักดื่มจำตัวเลขไว้นะ) 

• ค่ารักษาโรคหลอดเลือดในสมองแตกเฉียบพลัน 300,000 บาท

• ค่าผ่าตัดเนื้องอกในสมอง 400,000 บาท

ทั้งหมดเป็นแค่ค่ารักษาพยาบาลสำหรับแต่ละโรคเท่านั้นยังไม่รวมค่าพักฟื้นของผู้ป่วยในที่อาจจะมีค่ายา ค่าห้อง ค่าแพทย์เข้าพบ และค่าบริการอื่นๆเข้าไปอีก

สำหรับโรงพยาบาลเอกชนค่าใช้จ่ายขั้นที่ตามมาในช่วงเวลาพักฟื้นอาจจะอยู่ที่ 6,000 – 20,000 บาทต่อวัน ขึ้นอยู่กับโรงพยาบาลที่เข้าไปรับการรักษาด้วย ยิ่งอยู่นาน ค่าความเสียหายก็ยิ่งเพิ่มขึ้น เบ็ดเสร็จแล้วกว่าที่สุขภาพจะกลับมาแข็งแรงเหมือนปกติ เราอาจจะต้องสูญเสียเงินจำนวนมหาศาลแน่นอน

เป็นเรื่องที่น่าเสียดายจริงๆนะ หากเราต้องสูญเสียเงินก้อนไปกับเรื่องเหล่านี้ เพราะมันส่งผลกระทบโดยตรงต่อ “แผนการเงิน” ของเรา และ “เป้าหมายการเงิน” อาจจะประสบความสำเร็จได้ช้าลงและแผนการเกษียณอาจสั่นคลอนได้ถ้าเจอค่ารักษาพยาบาลเหล่านี้เข้าไป โดยเฉพาะในช่วงช่วงบั้นปลายของชีวิต

เรามาดูวิธีการป้องกันความเสียหายเหล่านี้กันดีกว่า ว่ามีวิธีไหนบ้าง

(เพื่อไม่ให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นกับตนเองและคนรอบข้าง ผมแนะนำให้แชร์เรื่องนี้ไว้ก่อนเลยครับ)

1. ทำประกันชีวิตและประกันสุขภาพ

จ่ายเงินค่าเบี้ยประกันรายปี เพื่อแลกกับความคุ้มครองจำนวนมหาศาล เป็นการป้องกันความเสี่ยงทางการเงินที่คุ้มค่าที่สุด เพราะถ้าเบี้ยประกันรายปีถูกรวมเป็นค่าใช้จ่ายในแผนการเงินของเราแล้ว มันยิ่งช่วยให้เราอุ่นใจได้มากขึ้น

เพราะเงินเก็บและเงินลงทุนของเราทั้งหมดถูกคุ้มครองด้วยประกันฯที่ทำไว้ ไม่ต้องกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาลจำนวนมหาศาล

การทำประกันจึงเหมือนการจ่ายเงินก้อนเล็กเพื่อคุ้มครองเงินก้อนใหญ่ในอนาคต

เพราะทันทีที่เราถูกตรวจพบโรคร้ายแรง ต้องเข้ารับการรักษา ประกันสุขภาพจะทำงานทันที โดยบริษัทประกันจะเป็นคนช่วยจ่ายเงินค่ารักษาแทนเราตามสัญญาที่ทำไว้

2. ซื้อแผนตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี

แผนตรวจสุขภาพของโรงพยาบาลเอกชนโดยส่วนมาก สามารถตรวจโรคร้ายแรงได้ค่อนข้างครบ จะซื้อเป็นคอร์สใหญ่ราคาสูงเพื่อได้รายละเอียดที่ครบถ้วน หรือแยกซื้อคอร์สแยกเลือกตรวจหาเฉพาะโรคที่เราเป็นกังวลก็ได้

3. ดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองให้ดีที่สุด

อาจจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด(เพราะไม่ต้องเสียเงิน) แค่รู้จักวิธีดูแลสุขภาพที่ถูกต้อง กินอาหารที่ดีให้ถูกหลักโภชนา ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ดื่มน้ำเป็นประจำ และนอนหลับให้ถูกวิธี ก็ช่วยลดความเสี่ยงที่โรคร้ายแรงจะเกิดขึ้นกับตัวเราได้แล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงที่มีจะหมดไป

ถ้าถามว่าวิธีไหนป้องกันได้ดีที่สุด ผมขอแนะนำว่าทำทั้งสามวิธีได้ผล 100%

เพราะความเสี่ยงยังคงเหลืออยู่หากดูแลสุขภาพตัวเองได้ไม่เต็มที่ แม้ตรวจสุขภาพเป็นประจำแล้ว ความเสี่ยงก็ยังมีโอกาสหลุดรอดมาได้

สุดท้ายถ้าเป็นโรคร้ายแรงจริงๆก็ต้องเสียค่ารักษาอยู่ดี ทำประกันซ้อนไว้อีกชั้นจึงเป็นเรื่องที่ดีที่สุด

ดีที่สุดคือทำมันทั้งสามวิธีนั่นแหละ!

ก็เพราะคนเราเกิดมาแค่ครั้งเดียว ดูแลรักษาสุขภาพให้ดีที่สุด เพื่อให้ชีวิตมีความสุขในทุกมิติเถอะครับ

เจาะลึกประกันรถยนต์ รู้ก่อนซื้อ เพื่อประกันที่ใช่สำหรับคุณ

ปี 2015 ไทยถูกองค์การอนามัยโลกจัดให้มีอัตราการสูญเสียชีวิตบนท้องถนนมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากประเทศลิเบีย จากการสำรวจทั้งหมด 180 ประเทศ เฉลี่ยแล้วทุกๆ ปีมีการเสียชีวิตบนท้องถนนในประเทศไทยประมาณ 24,000 รายต่อปี หรือประมาณ 66 รายต่อวัน

แบ่งเป็นอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์ทั้งแบบ 3 ล้อและ 2 ล้อในสัดส่วนร้อยละ 73 ขณะที่อีกร้อยละ 27 เป็นอุบัติเหตุจากรถยนต์ ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงอัตราการตายหรือเสียชีวิตบนท้องถนนสูงซึ่งถือเป็นดัชนีชี้วัดชั้นดีว่าทำไมการทำประกันภัยสำหรับผู้ขับขี่ยานพาหนะบนท้องถนนจึงสำคัญและจำเป็น

การทำประกันภัยนั้นเป็นการวางแผนเพื่อป้องกันความเสี่ยง ไม่ใช่เรื่องภาระทางการเงิน แต่เป็นการแบ่งเบาภาระในค่าใช้จ่ายหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นจริงๆ เพราะเราไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าเราจะประสบอุบัติเหตุเมื่อใด แต่เราสามารถป้องกันหรือบรรเทาความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินได้

ประกันภัยรถยนต์มีความแตกต่างกันอย่างไรแต่ละประเภทเหมาะสมกับผู้ทำประกันแบบใดบ้าง

ถ้าเราจำแนกประกันภัยรถยนต์ออกมา เราจะพบว่ามีการจัดลำดับชั้นของการประกันภัยรถยนต์เพื่อตอบโจทย์ผู้ทำประกันภัยได้อย่างหลากหลาย และสามารถแบ่งประเภทให้เข้าใจได้อย่างชัดเจน ซึ่งเราสามารถแบ่งรูปแบบที่ผู้คนนิยมทำประกันภัยได้ออกเป็น 5 รูปแบบ คือ

  • ประกันชั้น 1 
  • ประกันชั้น 2+
  • ประกันชั้น 2 
  • ประกันชั้น 3 
  • ประกันชั้น 3+  

*เงื่อนไขเป็นไปตามแต่ละบริษัทกำหนด* จากตารางการเปรียบเทียบความแตกต่างของประกันภัยรถยนต์ชั้น 1, ชั้น 2+, ชั้น 2, ชั้น 3 และชั้น 3+ ข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่าการประกันภัยรถยนต์แต่ละรูปแบบแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ต้องการทำประกัน เบี้ยประกันที่สามารถจ่ายได้ รวมถึงอายุการใช้งานของรถก็เป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดสิทธิประโยชน์ที่ผู้ทำประกันภัยจะได้รับ

  • ประกันภัยชั้น 1 นั้นสำหรับรถที่มีการใช้งานไม่เกิน 7 ปี คุ้มครองครอบคลุมทั้งความรับผิดต่อบุคคลภายนอกซึ่งรวมถึงทรัพย์สินด้วย คุ้มครองแม้ว่าไม่มีคู่กรณี กระจกแตก ตลอดจนรถถูกไฟไหม้ สูญหาย และเสียหายจากภัยธรรมชาติ 
  • ขณะที่ ประกันภัยชั้น 2+ นั้นเหมาะสำหรับรถยนต์ที่มีการใช้งานเกิน 7 ปีและไม่เกิน 15 ปี สำหรับประกันภัยชั้น 2+ นี้แตกต่างกับประกันภัยชั้น 1 แค่เพียงอายุการใช้งานของรถที่มากกว่า และความครองคุ้มครองอุบัติเหตุที่ไม่มีคู่กรณีและกระจกรถยนต์แตกเท่านั้น 
  • ขณะที่ประกันชั้น 3+ เหมาะสำหรับรถยนต์ที่มีการใช้งานอายุไม่เกิน 30 ปี คุ้มครองแค่เพียงความรับผิดต่อบุคคลภายนอกและทรัพย์สิน รวมถึงบริการรถยก 24 ชั่วโมงเท่านั้น 
  • ส่วนประกันชั้น 2 นั้น การให้ความคุ้มครองกรณีที่รถยนต์ที่เอาประกันเกิดความเสียหายจากไฟไหม้ สูญหาย นั้นมีเงื่อนไขที่ขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัท เช่น ให้ความคุ้มครองแต่ต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันเพื่อป้องกันตรงส่วนนี้เพิ่ม ขณะที่ประกันภัยจากธรรมชาติเช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว ส่วนใหญ่จะไม่ให้ความคุ้มครอง
  • ขณะที่ประกันชั้น 3 ให้ความคุ้มครองด้านความรับผิดต่อบุคคลภายนอกซึ่งรวมถึงทรัพย์สินเท่านั้น

ทั้งนี้ บริษัทที่เราเลือกทำประกันก็มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้ประกันภัยด้วยเช่นกัน หากเทียบผลประโยชน์ที่ได้รับ บริษัท A อาจให้สิทธิประโยชน์ และตอบโจทย์ในการใช้งานรถได้มากกว่าบริษัท B ดังนั้นผู้ประกันภัยจำเป็นต้องศึกษาเงื่อนไขและผลประโยชน์จากการทำประกันภัยให้ละเอียดเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าที่สุด ซึ่งประกันภัยชั้น 1 และชั้น 2+ นั้นจะมีความแตกต่างกันไม่มากนัก ที่แตกต่างชัดเจนคืออายุการใช้งานของรถที่ผู้ทำประกันครอบครองอยู่ 

วันนี้เรามีตัวอย่างการประกันภัยชั้น 2+ ใหม่ หรือประกันชั้น 2++ ที่น่าสนใจจากบริษัท ไดเร็คเอเชีย (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นนายหน้าประกันภัยดำเนินธุรกิจภายใต้การควบคุมของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) มาเปรียบเทียบให้ดูความคุ้มครองจากประกันภัยชั้น 2+ ร่วมกับแบรนด์อื่น โดยมีทุนประกันอยู่ที่ 200,000 บาท ดังนี้

TOYOTA / ALTIS / 2.0 / ปี 2013: มูลค่าของรถปัจจุบันคือ 440,000 บาท

ข้อมูลจากตารางเปรียบเทียบความคุ้มครองประกันภัยรถยนต์ชั้น 2++ ของบริษัท ไดเร็คเอเชีย (ประเทศไทย) กับบริษัทอื่นอีก 4 แห่ง โดยมีทุนประกันอยู่ที่ 200,000 บาท สำหรับรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานไม่เกิน 15 ปี พบว่า ประกันรถยนต์ชั้น 2++ DirectAsia มีความแตกต่างและความโดดเด่นที่น่าสนใจ ดังนี้

  • ผู้ทำประกันภัยสามารถเลือกทุนประกันและเบี้ยประกันได้ มีความยืดหยุ่นสูง ไม่ตายตัว โดยทุนประกันสามารถเลือกได้ตั้งแต่ 150,000 บาท – 350,000 บาท* โดยคำนวณจากลักษณะการใช้รถ สามารถโทรเช็คเบี้ยได้ที่เบอร์ 02-767-7777 มีพนักงานรอรับสายเพื่อให้คำปรึกษาอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องรอนาน
  • *ทุนประกันภัยที่เลือกซื้ออยู่ระหว่าง 150,000 – 350,000 บาท ขึ้นอยู่กับราคารถ ณ วันทำประกันภัย
  • มูลค่าของเบี้ยประกันนั้นขึ้นอยู่กับผู้ทำประกัน ทำให้สามารถเลือกซ่อมอู่หรือศูนย์บริการได้ตามความต้องการ 
  • จุดเด่นที่เป็นจุดแข็งของ DirectAsia คือ เมื่อเกิดความเสียหายกับรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นการสูญหายหรือไฟไหม้ สามารถให้ความคุ้มครองได้ 2 เท่า ! ของวงเงินคุ้มครอง แต่ไม่เกินมูลค่ารถ 
  • สำหรับกรณีนี้ ทุนประกันที่เลือกอยู่ที่ 200,000 บาท และรถมีมูลค่า 440,000 บาท เมื่อรถถูกไฟไหม้หรือสูญหาย จะได้รับความคุ้มครอง 2 เท่าของทุนประกัน = 200,000 x 2 เท่า = 400,000 บาท ซึ่งจะมีมูลค่าไม่เกินมูลค่ารถ และความคุ้มครองที่ได้เหมือนเทียบเท่ากับได้รถกลับมาทั้งคันอีกด้วย 

สำหรับประกันภัยชั้น 2+ ของ DirectAsia นี้แตกต่างกับประกันภัยชั้น 1 แค่เพียงอายุการใช้งานของรถที่มากกว่า และไม่คุ้มครองอุบัติเหตุที่ไม่มีคู่กรณีและไม่คุ้มครองหากกระจกรถยนต์แตกเท่านั้น  นอกนั้น ถือว่าความคุ้มครองของชั้น 2+ นี้มีความคุ้มครองเทียบเท่าประกันภัยชั้น 1 ค่อนข้างมาก 

ถ้าเราเป็นคนขับดีอยู่แล้ว ประกันชั้น 2+ ก็เป็นทางเลือกหนึ่งในการประหยัดเงินเพราะจ่ายเบี้ยถูกกว่าชั้น 1 แต่ความคุ้มครองแทบไม่ต่างกัน 

ท่านใดสนใจทำประกันภัยรถยนต์ชั้น 2++ ใหม่จาก DirectAsia สามารถโทรเช็คเบี้ยง่ายๆ ได้ที่ 02-767-7777 ที่พร้อมตอบรับทุกปัญหาและข้อสงสัยของลูกค้าทุกวันจันทร์-ศุกร์: เวลา 08.00 – 20.30 น. และเสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.00 – 18.00 น. หรือที่ rename.ly/aommoney-da-2plus-2

บทความนี้เป็น Advertorial

5 ขั้นตอนประหยัดรายจ่าย เก็บเงินเพิ่มได้แบบไม่ทรมาน

“เงินทุกบาทที่ไม่ใช้ กลายเป็นเงินเก็บได้”

ถ้าเหนื่อยที่ต้องหาเงินเพิ่ม การประหยัด คือ หนทางเพิ่มเงินเก็บ เงินออมที่ง่ายที่สุดค่ะ

แต่…ประหยัดมันฟังแล้วน่าเบื่อ ลองทำแล้วก็ทรมาน

มาดามฟินนี่รู้ค่ะ! เข้าใจดีเลย เพราะเคยเป็นแบบนั้น ก็เลยหาวิธีแก้อาการ 3 ขั้นตอนง่ายๆ มาฝาก

1. เลือกรายจ่ายที่สำคัญต่อใจ

เอารายจ่ายทั้งหมดที่เราต้องจ่ายอยู่ตอนนี้ มาแยกเป็นประเภท เช่น กิน เที่ยว งานอดิเรก เบี้ยประกัน ค่าบ้าน ค่าเดินทาง ค่าน้ำค่าไฟค่าอินเตอร์เน็ต รายจ่ายเกี่ยวกับลูกหรือพ่อแม่ รายจ่ายเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง เงินทำบุญ ค่าเรียนค่าหนังสือ ฯลฯ

จากนั้น… เลือก 10 หัวข้อค่ะ ที่แบบว่า สำคัญต่อใจมากสุด โดยเอาตามความรู้สึกว่าถ้าจ่ายพวกนี้ได้หมดคือสบายใจละ โดยไม่เกี่ยวกับความจำเป็นหรือตามความคิดเห็นของคนอื่นนะคะ

2. เล่นเกมส์ตัวเลข

เอารายได้ หักเงินออม เหลือเท่าไหร่ เอามาแบ่งกองให้กับ 10 รายจ่ายที่สำคัญต่อใจที่เราเลือกไว้ในขั้นที่แล้ว จากนั้นลองรวมดูว่าพอมั้ย ถ้าไม่พอ อันนี้ต้องพิจารณาตัดงบลงค่ะ เพราะเรายังมีรายจ่ายอื่นๆ ที่สำคัญน้อยกว่า 10 อันนี้ รออยู่อีกนะ

พอถึงขั้นนี้ เราก็จะพอเห็นแล้วค่ะ..ว่าทำไมเงินไม่เหลือเก็บ เงินเก็บน้อย เพราะอะไรๆ เราก็ว่าสำคัญไปหมดไง คนเราอ่ะ..ถึงเวลา บางทีมันก็ต้องเลือกนะ ถ้าอยากมีอนาคตทางการเงินที่ดี

3. ตัดใจจากสิ่งที่ไม่สำคัญ

เอารายจ่ายอื่นๆ ที่ไม่ติดอันดับสำคัญต่อใจ 10 อันดับแรก มาดูว่าเรามีเงินเหลือให้มาแบ่งใส่เรื่องพวกนี้อีกเท่าไหร่ จำไว้ว่าเงินทุกบาทที่ไม่ใช้ จะกลายเป็นเงินออม

รายได้ – เงินออม – รายจ่ายสำคัญต่อใจ = จำนวนที่เราเลือกได้ ว่าจะใช้กับสิ่งที่ไม่สำคัญมากมายที่เหลือหรือไม่ อย่างไร ตรงนี้ถ้าเหลือ ก็คือกลายเป็นเงินออมเพิ่มได้ค่ะ

4. สร้างแผนที่ชีวิตเรื่องใช้เงิน

เราจะรู้แล้วว่ารายจ่ายอะไรสำคัญ ไม่สำคัญ อะไรคือรายจ่ายที่เราจะจ่ายอย่างเต็มจ่ายไม่มีบิดพริ้ว เพราะจ่ายแล้วดีต่อใจ แบบที่เราก็มีเงินออมไปเก็บก่อนใช้แล้วด้วยซ้ำ (ชีวิตดี๊ดีเนอะ)

และเราก็จะรู้เช่นกันว่า…รายจ่ายอะไรไม่สำคัญ สำคัญน้อย พอเห็นอะไรเตะตาปุ๊บ เราก็จะตัดสินใจบอกผ่าน ไม่สนใจได้ง่ายขึ้น มีโอกาสเหลือเงินไปออมเพิ่ม และใช้เงินพอ ไม่ติดลบให้เป็นหนี้ให้ปวดใจ

5. จับตาดูและรีวิวนิสัยการใช้เงินสม่ำเสมอ

จัดแจง วางแผนซะสวยหรู แต่ถ้าไม่จับตาดูตัวเอง รับรองค่ะ ว่าแผนการคงเป็นได้แค่ฝัน

จดรายจ่ายทุกวัน อัพเดทการใช้เงินของเราทุกสัปดาห์หรืออย่างน้อยเดือนละครั้ง

สมัยนี้เค้ามีแอพจดรายจ่ายฟรีให้ใช้เยอะแยะ (มาดามชอบ Coinkeeper เพราะมันใช้ง่ายเหมือนเล่นเกมส์) เงินก็เหมือนแฟน ถ้าไม่ดูแลเค้า เค้าก็จะรู้สึกไม่มีค่า ไม่อยากอยู่กับเราค่ะ

ดังนั้น.. คอยดูแลเค้า ด้วยการจับตาดูตัวเอง รีวิวว่าเราใช้เงินตามแผนที่ชีวิตมั้ย

อยากปรับตรงไหน เราทำได้ตลอดค่ะ เพราะนี่ชีวิตของเรา เงินก็ของเรา รับรองค่ะ..ถ้าทำตาม 5 ขั้นตอนนี้ คุณจะประหยัดและเก็บเงินเพิ่มได้ แบบไม่ทรมาน เพราะเราทำทุกอย่างแบบที่เราเป็น “ผู้เลือก” เป็นคนออกแบบชีวิตเราเองจากการออกแบบการใช้เงิน เพื่อให้ในอนาคตเรามีชีวิต มีเงินเก็บอย่างที่เราฝันค่ะ

เป็นกำลังใจให้นะคะ…ชีวิตออกแบบให้มีเงินได้ค่ะ

มาดามฟินนี่

5 ข้อดีของการให้ลูกเรียนโรงเรียนใกล้บ้าน

ใครที่กำลังจะมองหาโรงเรียนให้ลูกน้อย น่าจะมีคำถามในใจว่า จะเรียนที่ไหนดี จะเอาแบบธรรมดาดี หรือ สองภาษาดี หรือ แนวอินเตอร์ไปเลยดี

แน่นอนครับ ว่าปัจจัยที่สำคัญที่สุดของการเลือกโรงเรียนให้ลูก ก็คือ “ค่าเทอม” ซึ่งก็คงต้องประเมินจากความสามารถของเราเองว่า ค่าเทอมระดับไหน ที่เราพอจะส่งได้ไปยาวๆ ซึ่งหากเราพอประมาณไว้แล้วว่า เราพอจะส่งได้ปีละเท่าไหร่ ก็ต้องมาดูว่า เหลือโรงเรียนกี่แห่งที่เราสนใจ

แต่จากประสบการณ์ของผมเองในการส่งลูกไปเรียนตลอด เกือบ 6 เดือน ส่วนตัวผมค่อนข้างจะแฮปปี้กับการส่งลูกเรียนโรงเรียนที่ใกล้ๆบ้านครับ เพราะ นอกจากจะไม่เสียเวลาแล้ว การจัดการอื่นๆ ก็ค่อนข้างลงตัวอีกด้วยครับ

ซึ่งผมเลยรวบรวม 5 ข้อดีของการให้ลูกเรียนใกล้บ้าน มีดังนี้

1. “ประหยัดเวลามากๆ”

เพราะ การที่เราใช้เวลาเดินทางสั้น ก็ทำให้ทั้งตัวพ่อแม่และลูก สามารถมีเวลาไปทำอย่างอื่นมากขึ้น เช่น ลูกผมเลิกเรียน ก็สามารถหาที่เรียนกิจกรรมอื่นๆ ได้เลย เช่น พาไปว่ายน้ำ หรือเตะฟุตบอล รวมถึงเรียนภาษาจีนเป็นต้น ก็ทำให้ไม่ต้องพาไปเรียนกิจกรรมอื่นในวันเสาร์ อาทิตย์ ซึ่งคนเยอะ

2. “ประหยัดค่าเดินทาง”

เพราะ การจะขับรถไปรับ หรือนั่งรถ Taxi หรือ ใช้ขนส่งสาธารณะ ก็เสียไม่แพง

3. “ลูกเราไม่ต้องตื่นเช้ามาก”

ซึ่งข้อนี้ก็จะทำให้ลูกของเราได้นอนพักผ่อนอย่างเพียงพอ ก็อาจจะมีผลทำให้สมอง หรือ ความจำดีอีกด้วย

4. “ลืมคำว่าโตในรถได้เลย”

ซึ่งวลีนี้ เกิดขึ้นเพราะ การที่เด็กต้องอยู่ในรถเป็นเวลานานๆ ไม่ว่าจะเป็นการไปส่ง หรือ รับกลับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแทบทุกบ้าน คือ ต้องหาอะไรไปกินในรถ เช่น กินข้าวในรถ เพราะ ต้องรับมือกับการที่ต้องรถติดบนถนนเป็นเวลานานๆ เป็นต้น

5. “รับมือกับเรื่องฉุกเฉินได้ทันใจ”

ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ เช่น เกิดทางโรงเรียนมีประกาศสำคัญเช่น เกิดโรงเรียนมีคนป่วย หรือ มีเหตุการณ์อันตรายในโรงเรียน โรงเรียนก็จะต้องรีบแจ้งผู้ปกครองให้มารับบุตรหลานด่วน ซึ่งหากเรามีบ้านใกล้ๆ เราเองหรือคนที่บ้านก็สามารถไปรับได้อย่างรวดเร็ว

ซึ่งที่ผมมาแชร์ 5 ข้อดีนี้ ก็มาจากประสบการณ์ของผมเองเท่านั้น ดังนั้น หากใครมีข้อเสนอแนะอื่นๆ ก็ลองส่งมาให้อ่านบ้างนะครับ

ขอให้ทุกครอบครัวมีความสุขและสุขภาพการเงินที่ดีนะครับ

พอร์ตลงทุน 3 สไตล์ที่ควรมีเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายชีวิต

“ความหมายของชีวิตคืออะไร?”

คำถามนี้น่าจะเคยวนเวียนอยู่ในหัวของใครหลายคนอยู่บ้าง…เพราะในครั้งหนึ่งเราอาจจะเกิดมาเพื่อหาความหมายให้กับชีวิต หรือบางทีเราจะปล่อยให้มันไม่มีความหมายเลยก็ได้

แต่สำหรับคนที่นิยามความหมายของชีวิตตัวเองได้แล้ว เชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่ทุกคนจะต้องมีเพื่อเติมเต็มความหมายเหล่านั้น ก็คือ “การตั้งโจทย์หรือเป้าหมายให้กับชีวิต”

แน่นอนว่าทุกเป้าหมายในชีวิตไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ต้องมีเรื่องเงินๆทองๆเข้ามาเกี่ยวข้อง และเพราะเหตุนี้ชีวิตเราก็ควรรู้จักกับ “การลงทุน” ด้วยเหมือนกัน ซึ่งการจะลงทุนเพื่อให้ตอบโจทย์นั้นเราก็ควรรู้จักวิธีการจัดพอร์ตลงทุนด้วย

ซึ่งปั้นเงินมีรูปแบบพอร์ตฯ 3 แบบที่ทุกคนควรมีเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายชีวิต รวมถึงความหมายของชีวิตในวันข้างหน้า โดยจะแบ่งเป้าหมายในการจัดพอร์ตตามนี้..

(1) พอร์ตลงทุนระยะยาวเพื่อเป้าหมายที่สำคัญที่สุด

เป้าหมายที่อยู่ไกลบางครั้งมันดูห่างไกลเกินไปจนไม่สำคัญ แต่อันที่จริงแล้วเป้าหมายระยะยาวนี่แหละคือสิ่งที่สำคัญและสามารถตัดสินความสำเร็จในการวางแผนการเงินของเราในอนาคตได้เลย

เรารู้กันดีว่าการลงทุนเพื่อนำเงินไปใช้ภายหลังการเกษียณอายุเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะเราต่างใช้เวลากว่า 1 ใน 3 ของชีวิตทำงานเพื่อสะสมเงินไปใช้ในยามบั้นปลาย ซึ่งในเวลาเราก็คงอยากใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายกันทั้งนั้น

พอร์ตลงทุนสำหรับเป้าหมายระยะยาวนี้จึงเป็นพอร์ตลงทุนแบบแรกที่ทุกคนต้องให้ความสำคัญ แม้จะไม่สำคัญในวันนี้ แต่มันสำคัญกับอนาคตจริงๆ

รูปแบบการลงทุน: เราสามารถใช้สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงอย่างหุ้นเข้ามาผสมในพอร์ตฯได้ 50-60% ขึ้นไป เพราะเราสามารถลดความเสี่ยงของหุ้นได้ด้วยการลงทุนระยะยาว โดยที่เหลือใช้สินทรัพย์ที่สร้าง Fixed Income 20-30% และลงทุนเพื่อนสภาพคล่อง 10-20%

(2) พอร์ตลงทุนระยะยาวเพื่อเป้าหมายที่ช่วยเติมเต็มชีวิต

ถ้าอยากให้ชีวิตในด้านอื่นๆได้รับการเติมเต็ม ผมขอแนะนำให้ทุกคนมีพอร์ตลงทุนสำหรับความสุขในด้านต่างๆของชีวิต เช่น การมีอิสรภาพทางการเงิน สร้างพอร์ตที่จ่าย Passive Income ให้เราได้ จัดพอร์ตเพื่อการกุศล สร้างวัด สร้างโรงพยาบาล หรือเพื่อการเดินทางท่องเที่ยวรอบโลก เป็นต้น

จะเห็นว่าความจริงแล้วเป้าหมายที่ผมยกตัวอย่างให้เห็น มันไม่ได้จำเป็นว่าทุกคนจะต้องมีเหมือนกัน แต่มันขึ้นอยู่กับขนาดของความพอใจหรือความหมายของสิ่งเหล่านั้นที่มีต่อชีวิต

ดังนั้นพอร์ตลงทุนเพื่อเป้าหมายนี้สามารถรับความเสี่ยงได้สูง เพราะเราตั้งใจจะลงทุนเพื่อเติมเต็มอะไรบางอย่าง ไม่ใช่เพราะว่ามันสำคัญจำเป็นกับชีวิตเรา

แต่ถ้ามันมีความหมายและสำคัญมากจริงๆผมแนะนำว่าจัดเป้าหมายนั้นให้อยู่ในกลุ่มแรกน่าจะดีกว่า

รูปแบบการลงทุน: ใช้สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงอย่างหุ้นเข้ามาทำให้พอร์ตนี้ถึงไปเป้าหมายได้เร็วขึ้นด้วย การให้น้ำหนัก 70-80% ขึ้นไป ส่วนที่เหลือลงทุนเพื่อสภาพคล่อง 20-30%

(3) พอร์ตลงทุนระยะสั้นเพื่อเป้าหมายอันสำคัญยิ่ง

ในบางครั้งเป้าหมายใหญ่และสำคัญก็เกิดขึ้นมาโดยที่เราไม่เคยรู้ว่าจะต้องมีมันมาก่อน เพราะจุดเริ่มต้นของเป้าหมายอาจจะเกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจ ภาระฉุกเฉิน หรือความตั้งใจพิเศษเสมอ

ซึ่งแน่นอนว่าความสำคัญของมันจะมีมากจนถึงขั้นที่เราต้องกันเงินบางส่วนไว้เพื่อวัตถุประสงค์เหล่านั้นโดยเฉพาะ ยกตัวอย่างเช่น…

บางคนแต่งงานอยากซื้อบ้านใหม่ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า บางคนอยากเริ่มต้นธุรกิจด้วยเงินเก็บที่มีภายในปีหน้า เป็นต้น

ระยะเวลาของเป้าหมายจึงสั้นและสำคัญเกินกว่าที่เป้าหมายนั้นจะรับความเสี่ยงได้ไหว

รูปแบบการลงทุน: ใช้เงินลงทุนวางทิ้งไว้ในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำเช่น บัญชีออมทรัพย์ กองทุนรวมตลาดเงิน หรือกองทุนรวมตราสารหนี้ ในสัดส่วน 100% จนกว่าจะถึงเวลาที่กำหนด และไม่ควรมีสินทรัพย์ที่เสี่ยงมากกว่านี้


ปั้นเงินมักจะแนะนำเสมอว่าพอร์ตลงทุนนั้นควรจัดแยกตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย เพราะเป้าหมายต่างๆในชีวิตเรารับความเสี่ยงได้ไม่เท่ากัน และต้องการผลตอบแทนที่ต่างกัน

เลือกจัดพอร์ตให้เหมาะสมกับเป้าหมายชีวิตกันเถอะ

“Legend Siam Pattaya” มีอะไรน่าสนใจ…ทำไมลงทุนมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท?

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2019 ที่ผ่านมา เป็นอีกวันหนึ่งครับที่ทีมงาน aomMONEY มีโอกาสได้ไปร่วมงานเปิดตัว “เลเจนด์ สยาม พัทยา (Legend Siam Pattaya)” ของบริษัท ณุศา เลเจนด์ สยาม จำกัด ที่เมืองพัทยา โดยงานเปิดตัวนั้นยิ่งใหญ่อลังการจนต้องบอกเลยครับว่า สมกับเป็นอีกหนึ่งสถานที่ไทยแลนด์ซิกเนเจอร์ ที่ลงทุนด้วยเงินถึง 4,000 ล้านบาท

เพราะนอกจากจะมีดาราชื่อดังมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็น โป๊ป-ธนวรรธน์ , เบลล่า-ราณี , มาริโอ้ เมาเร่อ , มิ้นต์-ชาลิดา, เต้ย-พงศกร และปราง-กัญญ์ณรัณ งานเปิดตัวในครั้งนี้ก็ยังถูกตระเตรียมการแสดงโชว์ไว้อย่างยิ่งใหญ่เช่นกันครับ ทั้งตำนานสยามศิวิไลซ์ที่เล่าถึงในยุคที่เฟื่องฟูที่สุดของเมืองไทย , วีรชนคนกล้าบ้านบางระจัน และตำนานรักแม่นาคพระโขนง ซึ่งทีมงานก็ได้นำภาพบรรยากาศในงานมาฝากเพื่อนๆ ชาว aomMONEY ได้ชมกันด้วยว่าตระการตาสมกับที่ได้กล่าวไว้ข้างบนไหม…

สำหรับที่ “Legend Siam Pattaya” สวนสนุกเชิงวัฒนธรรมแห่งนี้ ต้องยอมรับเลยครับว่าอลังการงานสร้างจริงๆ เพราะทันทีที่ทีมงานได้ก้าวเท้าเข้าไปเหยียบในพื้นที่แห่งนี้ ต้องขอบอกเลยครับว่ากว้างขวางมากและให้ความรู้สึกว่าเหมือนย้อนเวลากลับไปในสมัยอดีตเลยล่ะครับ ด้วยที่นี่มีพื้นที่กว่า 164 ไร่ รองรับนักท่องเที่ยวได้กว่า 20,000 คนต่อวัน และมีสิ่งก่อสร้างต่างๆ บนพื้นที่กว่า 100,000 ตารางเมตร เหมือนกับว่าเราได้เดินเข้ามาในโชว์รูมที่รวบรวมอัตลักษณ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นทั้ง 77 จังหวัดของประเทศไทยไว้ในพื้นที่เดียว รวมไปถึงมีสินค้าและอาหารคาวหวานต่างๆ ให้เราเลือกช๊อปกันอย่างหลากหลายเลยครับ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน ทีมงาน aomMONEY มองว่าน่าจะชอบแน่นอนครับ เพราะมีทั้งคาเฟ่ข้าวเหนียวมะม่วง คาเฟ่ข้าวเหนียวทุเรียน ร้านขายน้ำมะพร้าว และร้านอาหารอื่นๆ อีกมากมาย

“Legend Siam Pattaya” แบ่งพื้นที่ เป็นทั้งหมด 3 โซนครับ 

  • โซน 1 ความศิวิไลซ์แห่งอารยะธรรมสยาม
  • โซน 2 ไทยอารยะ
  • โซน 3 ภูมิแผ่นดิน  

ซึ่งใน 3 โซนนี้แต่ละโซนก็จะมีจุดน่าสนใจให้เดินเที่ยวเดินชม ถ่ายรูปเล่น แตกต่างกันไปนะครับ อาทิเช่น ประติมากรรมปูนปั้นพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณขนาดมหึมา ความสูงกว่า 11 เมตร , เรือนกลางน้ำและเรือนริมน้ำ ที่รวบรวมความอร่อยจากร้านอาหารขึ้นชื่อทั่วภูมิภาค รวมไปถึงมีบ้านผีสิงอย่างบ้านแม่นาคให้คนที่ชอบความตื่นเต้นได้ลองเข้าไปท้าทายกันด้วย (ซึ่งวันที่ทีมงานได้เดินทางไปวันเปิดตัว บางโซนยังไม่ได้เปิดให้เข้าชมนะครับ)

หลังจากที่ได้เยี่ยมชม “Legend Siam Pattaya” กับทีมงานเป็นเวลาหลายชั่วโมง ด้วยพื้นที่ที่กว้างขวางมากจนสุดลูกหูลูกตา ผมก็มีคำถามในใจครับว่าทำไมต้องเป็นที่นี่ ต้องเป็นที่พัทยา ที่นี่มีจุดน่าสนใจในการลงทุนยังไง ทำไมณุศาศิริถึงกล้าทุ่มลงทุน 4 พันล้านบาท ผมก็ได้หาข้อมูลเกี่ยวกับพัทยามาเพิ่มเติมครับ ซึ่งก็พอจะตอบคำถามผมได้ว่า…

  • “พัทยา” ติดอันดับ 20 สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่องเที่ยวในปี 2017 และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ใกล้กรุงเทพ ใช้เวลาเดินทางไม่ถึง 2 ชั่วโมง 
  • “พัทยา” คือ แหล่งท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากถึง 16.8 ล้านคน และสร้างรายได้อย่างมหาศาล เป็นรองเพียงกรุงเทพมหานครที่เดียวเท่านั้น
  • “พัทยา” เป็นหนึ่งในจุดหมายของชาวจีนที่มาท่องเที่ยวที่ประเทศไทย ด้วยตัวเลขเฉลี่ยปีละ 1.16 – 2.03 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 4 ของชาวจีนทั้งหมดที่เดินทางมาประเทศไทย
  • “เมกะโปรเจค EEC” หรือ “Eastern Economic Corridor” ส่งผลให้การลงทุนด้านการท่องเที่ยวมาทางโซนจอมเทียนและสัตหีบมากขึ้น 
  • สนามบินนานาชาติอู่ตะเภากำลังขยายความสามารถในการรองรับผู้โดยสารที่มีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น

อ้างอิงข้อมูลจากบทความของ http://bit.ly/2SnbInv , http://bit.ly/2Srj49w

และนี่คือเรื่องราวของ “Legend Siam Pattaya” ที่เราได้นำมาแชร์ให้กับเพื่อนๆ ชาว aomMONEY ฟังกันครับ ทีมงานของเราก็คาดหวังครับว่า สวนสนุกเชิงวัฒนธรรมมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาทแห่งนี้ จะสามารถก้าวสู่การเป็นอนาคตแลนด์มาร์กสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของเมืองพัทยา ที่ทั้งชาวไทยและต่างชาติพากันหลั่งไหลเข้ามาท่องเที่ยว เพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยเรานะครับ

สำหรับวันนี้ผมก็คงต้องขอลาเพื่อนๆ ชาว aomMONEY กันเพียงเท่านี้  หากเพื่อนๆ อ่านบทความของเราแล้วสนใจ อยากรู้จักกับเจ้าของ Legend Siam Pattaya  นั่นก็คือ  “คุณหมวย ศิริญา เทพเจริญ” ที่อดีตเป็นเพียงสาวชาวไร่ ก่อนจะสู้ชีวิตจนก้าวขึ้นมาสู่เจ้าของบริษัทอสังหาฯ พันล้านชื่อดัง อย่างบริษัท ณุศาศิริ จำกัด มหาชน ก็แวะเวียนไปดูรายการ aomMONEY INSPIRED ได้ที่ลิ้งค์ด้านล่างเลยครับ

https://youtube.com/watch?v=nAo8qDXegHE%3Fwmode%3Dopaque

กองบรรณาธิการ aomMONEY

จับตา “AP WORLD” ยุคสมัยใหม่ในโลกอสังหาฯ สู่คุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

“Disrupt or Die?”

ประโยคนี้ลอยขึ้นมาในหัวขณะที่ผมกำลังฟัง คุณอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เอพี (ไทยแลนด์) พูดแสดงวิสัยทัศน์ในงาน “AP WORLD : a new vision of quality of life”

โลกหมุนทุกวัน โลกธุรกิจก็หมุนไปทุกวันเช่นกัน

บางอุตสาหกรรมเปลี่ยนแปลงเร็ว บางอุตสาหกรรมเปลี่ยนแปลงช้า แต่สิ่งที่แน่นอน คือ ไม่มีอุตสาหกรรมไหนไม่เปลี่ยนแปลง แม้กระทั่งอุตสาหกรรมที่ดูจะเปลี่ยนแปลงไปไม่มากอย่างธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แต่ผู้เล่นในตลาดก็จำเป็นต้องลุกขึ้นมาปรับตัว บริษัทที่ล่มสลายไปแล้วมากมายสอนนักธุรกิจมือเก๋าที่ยังหมุนไปตามโลกอยู่ว่า “เปลี่ยนแปลงตัวเองก่อน ก่อนที่จะโดนบังคับให้เปลี่ยนแปลง”

AP WORLD คือ การปรับตัวครั้งสำคัญของ AP

จากแบรนด์พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ที่มีวิสัยทัศน์ในการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดสรรพื้นที่เพื่อความสุขในการใช้ชีวิต (Space Expert for Living Satisfaction) จนล่าสุดเอพีขยับตัวมาสู่วิสัยทัศน์ใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม  AP WORLD : a new vision of quality of life ที่ไม่ใช่แค่การจัดสรรพื้นที่เพื่อสร้างความสุขผ่านอสังหาริมทรัพย์แล้วเท่านั้น แต่เอพีจะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้บริโภค วิสัยทัศน์ใหม่นี้เอพีต้องการจะสร้างพิมพ์เขียวแห่งคุณภาพชีวิตที่ดีในวันข้างหน้า ซึ่งจะสมบูรณ์ไปด้วยระบบนิเวศ (Eco System) ที่เอพีพัฒนาขึ้นอย่างไม่หยุดนิ่ง เพื่อมุ่งสู่การเป็นรายแรกที่ริเริ่มสร้างสรรค์โลกแห่งคุณภาพชีวิตที่ดี อีกทั้ง ยังเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน

SEAC (เอสอีเอซี), VAARI (วาริ) และ CLAYMORE (เคลย์มอร์) คือ “โลกใบใหม่ของเอพี”

จากความเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดสรรพื้นที่ชีวิต ผ่าน 3 ธุรกิจสำคัญในด้านอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่

  • AP ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อจำหน่ายที่ถือเป็นธุรกิจหลัก
  • BC (บีซี) ธุรกิจรับฝากขายฝากเช่าอสังหาริมทรัพย์ทุกรูปแบบ ที่มีผลการดำเนินงานเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีมูลค่าอสังริมทรัพย์ซื้อ-ขาย-เช่า สูงถึง 12,000 ล้านบาท
  • และ SMART (สมาร์ท) ธุรกิจบริหารและจัดการอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร ที่ปัจจุบันมีโครงการภายใต้การดูแลมากกว่า 200 โครงการ รวมเป็นจำนวนครอบครัวมากกว่า 55,000 ครอบครัว

“แน่นอนว่า 3 ธุรกิจประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากแต่เอพีกำลังจะขยับไปให้ไกลกว่าสู่การรังสรรค์คุณภาพชีวิตที่ยอดเยี่ยม”

SEAC (เอสอีเอซี) คือ ธุรกิจด้านการศึกษา

SEAC จะเป็นศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน โดยได้รับความร่วมมือจากสถาบันระดับโลก อาทิ Stanford University 

ในยุคปัจจุบันที่โลกหมุนไวจนน่าตกใจ ในวันที่เราเรียนจบการศึกษา ความรู้ที่สะสมมาก็แทบจะล้าหลังไปเสียหมดแล้ว ผู้คนจำนวนมากในตลาดแรงงานต้องการปรับตัว ต้องการเปลี่ยนแปลง ต้องการพัฒนาตนเอง แต่รูปแบบการศึกษาในปัจจุบันจำนวนมากกลับไม่ตอบโจทย์ SEAC จะมาช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ เอสอีเอซีจะช่วยยกระดับความรู้ของผู้คน โดยที่พวกเขายังสามารถโลดแล่นอยู่ในโลกของการทำงานได้อย่างเต็มที่ แน่นอนว่านี่คือวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเอพี

VAARI (วาริ) คือ ธุรกิจด้านการจัดการคุณภาพชีวิต

VAARI คือ ผู้สร้างระบบนิเวศเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการคุณภาพชีวิต งานของ VAARI คือการมองหา Pain ของผู้อยู่อาศัยในวันนี้ มองหาปัญหาที่จะช่วยเข้าไปแก้ให้ดีขึ้นได้

ยิ่งโลกหมุนไปทุกวัน ประสบการณ์ในการใช้อสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยยิ่งต้องได้รับการยกระดับมากขึ้น ความต้องการที่ต้องเข้ากันได้ดีกับไลฟ์สไตล์ของคนยุคปัจจุบัน VAARI จะช่วยทำให้ผู้อาศัยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทำอย่างไรให้การใช้ชีวิตในแต่ละวันมีความสุข นี่คือโจทย์สำคัญที่วาริจะเข้าไปช่วยหาคำตอบ

CLAYMORE (เคลย์มอร์) คือ ธุรกิจนวัตกรรม

CLAYMORE ปักธงหลักในการพัฒนานวัตกรรมดีไซน์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่ยังไม่ถูกค้นพบ (Unmet Need) ของคนในสังคม

นวัตกรรมที่คิดค้นต้องจับต้องได้ และใช้งานได้จริง โดยการมองของนวัตกรรมจะไปไกลกว่าขอบเขตธุรกิจเดิมที่เคยมี มองข้ามแบรนด์ มองข้ามธุรกิจ มองข้ามอุตสาหกรรม CLAYMORE จะเป็น Innovation Lab ที่บ่มเพาะนวัตกรรมที่ตอบโจทย์กับสังคมโลกยุคปัจจุบัน แน่นอนว่าเราไม่ได้กำลังพูดถึงแต่เรื่อง Space เหมือนอย่างเคย แต่เรากำลังมองหาสิ่งที่ยิ่งกว่าอย่าง Quality of Life

“ธุรกิจหลักตั้งเป้าเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ธุรกิจใหม่เติมเต็มอนาคตแห่งคุณภาพชีวิตที่ดี”

เบื้องต้น เอพี ไทยแลนด์ คาดว่าจะปิดปี 2561 ด้วยการโตสวนกระแสกว่า 30% เติบโตเป็นประวัติการณ์ และขึ้นแท่นอันดับ 2 ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีรายได้สูงสุดของอุตสาหกรรม

มองไปไกลกว่าปีนี้ปีหน้า เอพี ไทยแลนด์ ตั้งเป้ารายได้แตะหลัก 60,000 ล้านบาทในอนาคตอันใกล้ ถึงแม้ว่าจะขออุบไว้ว่าเป็นตัวเลขภายใน แต่คุณอนุพงษ์ก็แย้มๆ ว่าอยากเห็นตัวเลขนี้ภายใน 2565 โดยหวังจะเห็นตัวเลขมาจากธุรกิจใหม่กว่า 6,000 ล้านบาท อย่างภายในปี 2562 นี้ก็ตั้งเป้าโครงการใหม่ 39 โครงการ มูลค่ารวม 56,800 ล้านบาท แบ่งเป็น โครงการแนวสูง 5 โครงการ และโครงการแนวราบอีก 34 โครงการ ซึ่งที่ดินในการเปิดโครงการทั้งหมดมีพร้อมหมดเรียบร้อยแล้ว

AP Thailand กล้าที่จะแตกต่าง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดสำหรับคนไทย

การเข้าร่วมฟังการแสดงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารระดับสูง AP ในครั้งนี้ ทำให้ผมนึกถึงหนังสือระดับตำนานอย่าง Blue Ocean Strategy ของปรมาจารย์ด้านกลยุทธ์อย่าง Ren?e Mauborgne และ W. Chan Kim

“AP มองข้ามน่านน้ำสีแดงของโลกธุรกิจปัจจุบัน ไปยังน่านน้ำสีครามที่อยู่ไกลออกไป”

บริษัทมองข้ามเวลาและพาตัวไปสู่โลกของการเปลี่ยนแปลงแห่งดิสรับชัน บริษัทมองข้ามอุตสาหกรรมและพากล้าตัวเองไปยังโลกของอุตสาหกรรมที่แตกต่าง และบริษัทยังกล้ามองข้ามห่วงโซ่อุปทานแบบดั้งเดิมเพื่อเข้าไปช่วยผู้บริโภคแก้ปัญหาในการใช้ชีวิตเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

“เปิดใจ ปรับตัว เปลี่ยนแปลง และก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ ดูเหมือน AP จะกระโดดตัวเองเข้าสู่โลกใหม่ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างเต็มตัวแล้ว”

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

ทบทวนกรมธรรม์ ทำไปทำไมและต้องทำยังไงดี

ในทางการเงินแล้ว เวลาเราวางแผน และลงมือทำตามแผนเรื่องอะไรก็ตาม เช่น แผนการลงทุน เมื่อระยะเวลาผ่านไป สิ่งที่เราควรทำก็คือ เราควรมีการ “ทบทวนแผน” เพื่อตรวจสอบดูว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เราได้กำไร/ขาดทุนเท่าไหร่ คิดเป็นผลตอบแทนเท่าไหร่ ผลการลงมือทำของเราเป็นไปตามแผนที่วางไว้หรือไม่ และเมื่อเทียบกับค่ามาตรฐานแล้วถือว่าเราทำได้ดีกว่าหรือแย่กว่าแค่ไหน เพื่อให้เราทราบสถานการณ์และอาจพิจารณาปรับเปลี่ยนแผนตามความเหมาะสม เพื่อให้มีโอกาสบรรลุเป้าหมายการลงทุนได้สูงขึ้น

เช่นเดียวกัน ในเรื่องของประกันเอง เราก็ควรจะต้อง “ทบทวนกรมธรรม์” ที่เราทำไว้ เพื่อตรวจสอบดูว่า ปัจจุบันความคุ้มครองหรือผลตอบแทนต่างๆที่เรามีอยู่ สอดคล้องกับความเสี่ยงในชีวิต ณ ปัจจุบันของเรา หรือเป้าหมายการเงินที่เราต้องการหรือไม่ เนื่องจากเมื่อเวลาผ่านไป ความเสี่ยงในชีวิตเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ในแต่ละช่วงชีวิต ซึ่งอาจจะแตกต่างจากตอนที่เราทำเริ่มทำประกันในแต่ละกรมธรรม์ เช่น มีหนี้สินเพิ่มขึ้นหรือลดลง  เพื่อที่จะได้ปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม หากทำมากเกินไปก็อาจจะพิจารณาหยุดจ่ายเบี้ยบางกรมธรรม์เพื่อลดภาระ หรือหากทำน้อยเกินไป ก็จะได้พิจารณาทำเพิ่มในส่วนที่ขาดได้

ซึ่งแนวทางที่ผมจะขอแนะนำในการทบทวนกรมธรรม์ มีอยู่ 4 ขั้นตอน ดังนี้

1. สรุปผลประโยชน์กรมธรรม์

การสรุปผลประโยชน์กรมธรรม์ คือการรวบรวมความคุ้มครองและผลตอบแทน รวมถึงเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายทั้งหมดของกรมธรรม์ทุกฉบับที่เรามีอยู่ เพื่อสรุปให้เราทราบว่า ปัจจุบันนี้ เรามีความคุ้มครองในแต่ละเรื่องเท่าไหร่ เราเบิกอะไรได้บ้าง เราจะได้เงินคืนปีไหนเท่าไหร่บ้าง และเราต้องจ่ายเบี้ยประกันทั้งหมดเท่าไหร่ ต้องจ่ายไปอีกกี่ปี เพื่อให้เราสามารถเข้าใจสถานะปัจจุบันว่าเราจะได้ผลประโยชน์จากประกันที่เราทำอยู่เท่าไหร่ และเราต้องรับภาระในการจ่ายเบี้ยประกันทั้งหมดเป็นจำนวนเท่าไหร่ ซึ่งจะช่วยให้เราตัดสินใจต่อไปได้ ว่าเราควรจะปรับเปลี่ยนหรือบริหารกรมธรรม์ที่มีอยู่ต่อไปอย่างไรดี ซึ่งข้อมูลที่ผมแนะนำให้เก็บรวมรวมจากแต่ละกรมธรรม์ ได้แก่

  • ชื่อแบบประกันและบริษัทประกัน
  • หมายเลขกรมธรรม์ (ใช้ในกรณีติดต่อหรือแจ้งกับตัวแทนหรือบริษัทประกัน)
  • วันที่กรมธรรม์ (วันที่เริ่มสัญญา) และวันสิ้นสุดสัญญา
  • ระยะเวลาจ่ายเบี้ย และระยะเวลาคุ้มครอง (กี่ปี หรือจนถึงอายุเท่าไหร่)
  • ทุนประกัน (จำนวนเงินเอาประกัน)
  • เบี้ยประกันต่อปี
  • ผลประโยชน์กรณีที่มีชีวิตและเสียชีวิต (ได้เท่าไหร่บ้าง ในแต่ละปีและเมื่อครบสัญญา)
  • รายละเอียดสัญญาเพิ่มเติม (ที่คุ้มครองสุขภาพและอุบัติเหตุ คุ้มครองกรณีใดบ้าง รายการใดบ้าง แต่ละรายการคุ้มครองเท่าไหร่ ค่าเบี้ยประกัน ณ อายุปัจจุบันเท่าไหร่)
  • มูลค่าเงินสดกรมธรรม์ ณ สิ้นปีปัจจุบันในแต่ละสิทธิ์ (เวนคืน, กรมธรรม์เงินสำเร็จ, ขยายเวลาคุ้มครอง)

ซึ่งข้อมูลต่างๆเหล่านี้ เราสามารถดูได้จากหน้าสรุปข้อมูลกรมธรรม์ที่อยู่หน้าแรกๆของกรมธรรม์, หน้าข้อมูลผลประโยชน์กรมธรรม์ และหน้าตารางมูลค่าเงินสดกรมธรรม์ และเพื่อให้ง่ายต่อการบันทึกข้อมูล แนะนำให้บันทึกข้อมูลไว้ในไฟล์คอมพิวเตอร์โดยใช้โปรแกรมที่เป็นตารางบันทึก เช่น Microsoft Excel หรือ Google Sheet ก็จะสะดวกต่อการบันทึก สรุปรวบรวมและทบทวนข้อมูล มากกว่า

*Update ใครที่สร้างไฟล์เองไม่เป็น สามารถโหลดไฟล์ที่ผมทำไว้ให้ ไปใช้ได้ฟรี ที่นี่

http://www.mediafire.com/file/ec064ydh911ghqe/Policy_Review_V.1.xlsx/file

ส่วนวิธีการใช้งานไฟล์นี้ สามารถศึกษาได้จากคลิปวิดีโอนี้ https://youtu.be/t4yUkLYTJnA

2. ประเมินความเสี่ยงในปัจจุบันของตัวเอง

เราจะยังไม่สามารถบอกได้ว่า ความคุ้มครองและผลประโยชน์ทั้งหมดที่เรามีอยู่ มีมากหรือน้อยเกินไป จนกว่าเราจะทราบว่า เราควรจะมีความคุ้มครองเท่าไหร่ ถึงจะเหมาะสม ดังนั้น เราจึงต้องมาประเมิน หรือคำนวณความคุ้มครองที่เราควรมีอยู่คร่าวๆ หากเป็นเรื่องของประกันชีวิต ก็ควรมีความคุ้มครองชีวิตที่ครอบคลุมภาระหนี้สินทั้งหมด บวกภาระเลี้ยงดูผู้อยู่ในอุปการะทั้งหมด (จนกว่าพวกเขาจะดูแลตัวเองได้) หักมูลค่าเงินออมและเงินลงทุนที่มีทั้งหมด หากเป็นเรื่องของสุขภาพ ก็ต้องประเมินรายจ่ายที่จะเกิดขึ้นหากต้องเข้าพักรักษาในโรงพยาบาลที่เราจะไปเข้ารักษาตัว เช่น ค่าห้อง (รวมค่าอาหารและค่าบริการ), ค่าผ่าตัดและค่ายา กรณีทั่วไปและกรณีร้ายแรง รวมถึงเงินก้อนสำหรับกรณีโรคร้ายแรงด้วย

3. เทียบความเสี่ยงกับความคุ้มครองที่มีอยู่

เมื่อเราทราบว่า เรามีความคุ้มครองทั้งหมดอยู่เท่าไหร่ และความคุ้มครองที่เราควรมีเป็นเท่าไหร่แล้ว ก็จับมาเทียบ (ลบ) กัน เราก็จะทราบได้ว่า ความคุ้มครองทั้งหมดที่เรามีอยู่นั้น มีเพียงพอ มากเกิน หรือน้อยกว่า ความคุ้มครองที่เราควรมี เพื่อที่เราจะได้ปรับลดหรือเพิ่มเติมความคุ้มครองให้เหมาะสม 

4. ปรับเปลี่ยนการทำประกันให้เหมาะสม

ถ้าหากความคุ้มครองทั้งหมดที่เรามีอยู่ มีมากกว่าความคุ้มครองที่เราควรมี แปลว่าเราอาจทำประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพมากเกินความจำเป็น ซึ่งเราอาจพิจารณาลดหรือเลิกความคุ้มครองบางอย่างลง โดยการหยุดจ่ายเบี้ยประกัน เพื่อนำค่าเบี้ยที่ประหยัดได้ ไปบริหารจัดการการเงินในเรื่องอื่นๆให้ได้ประโยชน์มากขึ้น สำหรับประกันชีวิต เมื่อเราหยุดจ่ายเบี้ย เราก็สามารถเลือกสิทธิ์ในการบริหารจัดการกรมธรรม์ได้ว่าจะใช้สิทธิ์ไหนถึงจะเหมาะสมและคุ้มค่าที่สุด ระหว่างเวนคืนมูลค่าเงินสด, แปลงกรมธรรม์เป็นกรมธรรม์ใช้เงินสำเร็จ หรือแปลงกรมธรรม์เป็นกรมธรรม์แบบขยายเวลาความคุ้มครองแทน

ในทางตรงกันข้ามหากความคุ้มครองทั้งหมดที่เรามีอยู่ มีน้อยกว่าความคุ้มครองที่เราควรมี เราก็ควรพิจารณาทำประกันด้านนั้นๆเพิ่มเติม แต่เราก็ต้องพิจารณาเรื่องค่าเบี้ยประกันร่วมด้วย ว่าถ้าเราทำเพิ่มจะจ่ายเบี้ยประกันทั้งหมดมากเกินกำลังที่จะจ่ายไหวหรือไม่ หากไม่ไหว เราอาจจะต้องดูว่าสามารถปรับเปลี่ยนกรมธรรม์ที่มีอยู่ให้มีความคุ้มครองเพิ่มขึ้นได้ไหม เช่น ขอเพิ่มทุนประกันโดยจ่ายเบี้ยเท่าเดิม, ใช้สิทธิ์ขยายเวลาความคุ้มครองโดยไม่ต้องจ่ายเบี้ยต่อ แล้วนำค่าเบี้ยที่ประหยัดได้ไปซื้อความคุ้มครองเพิ่ม หรือยกเลิกความคุ้มครองบางส่วนของกรมธรรม์หนึ่ง แล้วไปทำความคุ้มครองใหม่กับกรมธรรม์ใหม่ ที่ความคุ้มครองสูงกว่าเดิม แต่จ่ายค่าเบี้ยไม่ต่างจากเดิมมากนักหรือน้อยลงกว่าเดิม เป็นต้น

ทั้งหมดนั้น คือการทบทวนกรมธรรม์ที่เรามีอยู่ ว่า ณ ปัจจุบัน เรามีการทำประกันอย่างเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราควรทำ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ในการทบทวนกรธรรม์ของตัวเองอยู่เสมอ ตามภาระและความเสี่ยงที่เปลี่ยนไป ทั้งหมด เพื่อช่วยทำให้เราทำประกันอย่างคุ้มค่า และบริหารจัดการเงินที่เรามีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ดังนั้น ใครที่เคยทำประกันแล้วมีอยู่หลายกรมธรรม์ แต่ไม่เคยหยิบจับมารวบรวมสรุปผลประโยชน์ดูเลย ก็อย่าลืมลองมาสรุปและทบทวนกรมธรรม์ของตัวเองดูด้วยนะครับ

อยากได้ภาษีปี 2561 คืนไวๆ ต้องใช้วิธีไหนบ้าง?

ขอคืนภาษีปี 2561 ให้ไว ต้องทำยังไง และปีนี้มีอะไรเปลี่ยนแปลงที่เราควรรู้บ้าง?

สำหรับคนที่ยื่นภาษีและต้องการขอคืนภาษี พรี่หนอมได้สรุปประเด็นสำคัญที่ควรระวังและสิ่งที่ต้องรู้สำหรับการยื่นภาษีประจำปี 2561 นี้ เพื่อให้ได้รับสิทธิขอคืนภาษีอย่างถูกต้องและไวขึ้นกว่าเก่ามาให้อ่านกันครับ โดยไล่เรียงกันตามขั้นตอนต่อไปนี้เลยครับผม

1. ตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องก่อนยื่นภาษี

เรื่องแรกนี้สำคัญที่สุดครับ นั่นคือข้อมูลเราที่ยื่นภาษีนั้นต้องถูกต้องเสียก่อน เพราะถ้าหากข้อมูลไม่ถูกต้องแล้ว การยื่นขอคืนจะเสียเวลามากๆในการตรวจสอบข้อมูลและหาเอกสารหลักฐานครับ

เบื้องต้นตอนนี้สามารถตรวจสอบข้อมูลได้จากระบบ MyTAXAccount ของกรมสรรพากร โดยตอนนี้สามารถตรวจสอบข้อมูลค่าลดหย่อนรายการต่อไปนี้ได้ครับ

1. ประกันสุขภาพ (ที่แจ้งไปเมื่อปีก่อน)
2. เงินบริจาค (ที่ผ่าน e-Donation)
3. เงินสะสมเข้ากองทุน (เข้าใจว่าน่าจะได้แค่ กบข. เท่านั้นนะครับ)

พรี่หนอมลองเล่นดูคร่าวๆของข้อมูลค่าลดหย่อนในปี 2561 ก็รู้สึกว่าใช้งานง่ายดีครับ เข้าใจว่ากรมสรรพากรทำระบบนี้ขึ้นมาให้เช็คอีกทีว่าเรามีค่าลดหย่อนภาษีอะไรบ้าง แม้ว่าจะไม่ครบทุกรายการ แต่ก็พอช่วยได้บ้างครับผม

2. อย่าลืมเลือกช่อง “ขอคืนภาษี” ก่อนที่จะกดปุ่มยื่นแบบแสดงรายการภาษี

เหมือนจะเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ไม่น่าพลาด แต่เชื่อเถอะครับว่าหลายคนพลาดกับเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก ซึ่งถ้าหากใครพลาดเหมือนกับเพื่อนๆอีกหลายคน วิธีแก้ให้สามารถขอคืนภาษีได้นั้น คือ การยื่นแบบเพิ่มเติม ครับ

การยื่นแบบเพิ่มเติม คือ การยื่นแบบแสดงรายการภาษีใหม่ โดยกรอกข้อมูลใหม่ทั้งหมด เหมือนว่าเราไม่เคยยื่นภาษีมาก่อน ซึ่งพี่สรรพากรจะพิจารณาข้อมูลที่เรายื่นเข้าไปใหม่นี้แทนครับ (ใครงงดูวิธีการยื่นเพิ่มเติมในคลิปนี้ได้เลยครับ)

https://youtube.com/watch?v=m6a_YIr3nOE%3Fwmode%3Dopaque

3. ยื่นภาษีเสร็จแล้ว อัพโหลดเอกสารรอไว้ได้เลย ไม่ต้องรอให้สรรพากรขอเอกสาร

ปกติเราต้องเข้าไปเช็คสถานะขอคืนภาษีว่าไปถึงขั้นตอนไหนแล้ว แต่สำหรับการยื่นภาษีปี 2561 นี้ เราสามารถเข้าไปที่ เมนูบริการสอบถามข้อมูลขอคืนภาษี แล้วอัพโหลดเอกสารไว้ก่อนได้เลยครับ

4. สมัครพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขบัตรประจำตัวประชาชนเท่านั้น

พรี่หนอมมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องเล่นตามเกมของกรมสรรพากรและระบบราชการนะครับ ถ้าอยากได้คืนไว เข้าบัญชีเร็ว การสมัครพร้อมเพย์ที่ผูกกับบัตรประชาชน (ห้ามผูกกับเบอร์โทรศัพท์) ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ควรทำครับ เพราะปีนี้ไม่มีเช็คคืนภาษีแล้วนะครับ มีแต่หนังสือแจ้งคืนภาษี สำหรับคนที่ไม่สมัครพร้อมเพย์ ต้องเอาไปติดต่อที่ธนาคารกรุงไทยด้วยตัวเองเท่านั้นครับ และสามารถเลือกได้ว่า จะให้โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย (หรือเปิดบัญชีใหม่ก็ได้) หรือ ได้รับเป็นบัตร E-Money เพื่อนำไปกดเงินที่ตู้ ATM หรือใช้สินค้าบริการแทนก็ได้เช่นเดียวกันครับ

แต่สำหรับคนที่ไม่สามารถไปรับเงินคืนด้วยตัวเองได้ กรณีมีเหตุจำเป็น เช่น ชาวต่างชาติที่ไม่อยู่ในไทย ผู้พิการ ผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษี บุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ กรณีนี้สามารถให้ผู้อื่นไปรับเงินแทนได้นะครับ แต่ต้องมีเอกสารพิสูจน์ได้ว่าเป็นผู้แทนโดยกฎหมาย (เช่น หนังสือมอบอำนาจ หรือ หนังสือที่แสดงว่าตัวเองเป็นผู้ดูแลที่เกี่ยวข้องกับผู้มีเงินได้นั้นๆ เช่น ผู้จัดการมรดก ผู้ดูแลคนพิการหรือ ผู้อนุบาลคนเสมือนไร้ความสามารถ)

5. ติดต่อ สอบถาม และตรวจสอบเป็นระยะ

สำหรับคนที่ทำทุกวิธีแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้คืนภาษี อาจจะต้องขยันโดยการเข้าไปตรวจสอบสถานะใน เมนูบริการสอบถามข้อมูลขอคืนภาษี อยู่เรื่อยๆครับ ถ้าหากมีเบอร์โทรศัพท์ให้ติดต่อสอบถามเพิ่มปรากฎขึ้นมาก็ได้เวลาโทรไปสอบถามเพิ่มเติมเรื่อยๆ แต่ขอให้เห็นใจพี่ๆสรรพากรด้วยกันนะครับ เขาก็ต้องทำงานเหมือนกัน และวันๆก็ดูเหมือนว่าจะต้องรับสายเยอะอยู่เหมือนกันแหละครับผม

ทีนี้สิ่งที่ต้องคิดสำหรับเรื่องการขอคืนภาษีปี 2561 ที่หลายคนอาจจะรู้สึกว่าช้า หรือมีความยุ่งยากวุ่นวายมากขึ้นนั้น เราอาจจะต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่เพื่อตรวจสอบตัวเองว่า ที่เราต้องขอคืนภาษีนั้น เกิดจากเรื่องอะไร? และภาษีที่ถูกหักไว้เกินไปนั้นมันมาจากไหนกันบ้าง

เช่น ถ้าหากเราเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในแต่ละเดือนไว้มากเกินไป จนทำให้เราต้องมาขอคืนภาษีในทุกๆปี วิธีแก้ก็คือ “การหักภาษี ณ ที่จ่าย ไว้เท่าที่จำเป็น” โดยการกรอกแบบฟอร์มลดหย่อนภาษี (ลย.01) เพื่อแจ้งข้อมูลลดหย่อนภาษีกับทางบริษัทไว้ว่าเรามีค่าลดหย่อนหลายตัวนะ และภาษีที่หักเราไว้ในแต่ละเดือนมันมากเกินไป

ซึ่งถ้าหากเรากรอกข้อมูลค่าลดหย่อนต่างๆของตัวเองครบ ภาษีที่คำนวณได้ย่อมจะน้อยลงกว่าการที่ไม่กรอกข้อมูลค่าลดหย่อนอะไรเลย เนื่องจากภาษีคำนวณตามวิธีเงินได้สุทธิ (เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) ซึ่งยิ่งค่าลดหย่อนที่มากขึนก็จะทำให้เสียภาษีน้อยลง และถูกหักภาษีไว้ในแต่ละเดือนน้อยลงด้วยครับ และท้ายที่สุดแล้วเราก็จะขอคืนภาษีน้อยลงตามไปด้วย หรือบางทีอาจจะไม่ต้องขอคืนภาษีแล้ว เพราะยอดที่ถูกหักไว้นั้นใกล้เคียงกับยอดภาษีที่ต้องเสียในแต่ละปีนั่นเองครับ (อ่านเพิ่มเติม : รู้จักกับ “ลย.01” แบบฟอร์มลดหย่อนภาษีที่มนุษย์เงินเดือนมองข้าม!!)

บางทีแล้วการจัดการเรื่องของการขอคืนภาษี ไม่ได้อยู่แค่การจัดการปัญหาหรือเวลาเพียงอย่างเดียว แต่อาจจะต้องมองไปถึงต้นตอที่เกิดขึ้นมาว่า สิ่งที่เราวางแผนไว้นั้นมันถูกต้องหรือเปล่า หรือเราสามารถจัดการอะไรเพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดได้หรือไม่

ถ้าหากทำได้ตั้งแต่เนิ่นๆ มันก็ย่อมจะดีกว่า จริงไหมล่ะครับผม

รายได้เท่าไรต้องยื่นภาษี และถ้าไม่ยื่นจะมีปัญหาไหม?

แม้ว่าคุณจะไม่เสียภาษี แต่คุณยังต้องยื่นภาษี
ทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้ดี จะได้ไม่มีความผิดย้อนหลัง

ช่วงยื่นภาษีปี 2561 นี้ มักจะมีหลายคนถามพรี่หนอมว่า “ไม่เสียภาษีต้องยื่นภาษีไหม” หรือไม่ก็ “ถ้ารายได้ไม่ถึง 150,000 บาท ไม่ต้องยื่นภาษีให้เสียเวลา จริงไหมครับ” วันนี้เลยถือโอกาสเขียนบทความเพื่อเล่าเรื่องนี้พร้อมกับอธิบายที่มาที่ไปให้ชัดเจนครับ

ถ้าพูดให้ชัดๆ คือ เราต้องแยกเรื่องของการยื่นภาษี กับ การเสียภาษีออกจากกันก่อนครับ นั่นคือ จำนวนเงินที่กฎหมายกำหนดให้ยื่นภาษี ตาม มาตรา 56 แห่งประมวลรัษฏากร จะเป็นดังนี้ครับ

นั่นคือกรณี สำหรับ “คนโสด” ต้องมีรายได้เงินเดือน (อย่างเดียว) ปีละ 120,000 บาทขึ้นไป หรือรายได้อื่นๆ ปีละ 60,000 บาทขึ้นไป มีหน้าที่ต้องยื่นภาษีแม้ว่าจะไม่เสียภาษีก็ตามครับ

สำหรับ “คนมีคู่” ที่มีรายได้จากเงินเดือน (อย่างเดียว) ปีละ 220,000 บาทขึ้นไป หรือรายได้อื่นๆ ปีละ 120,000 บาทขึ้นไป ก็ต้องมีหน้าที่ยื่นภาษีเช่นเดียวกันครับ โดยเหตุผลสั้นๆ ก็คือ

เพราะจำนวนที่ว่านี้ คือ ยอดที่คำนวณออกมาแล้วมีเงิน ได้สุทธิ = 0 บาท เมื่อไม่มีเงินได้สุทธิ ก็ไม่จำเป็นต้องยื่นภาษี แบบนี้ไงครับผม

ถ้าใครเข้าใจวิธีการคำนวณภาษี ก็จะรู้ดีว่า เงินได้สุทธิ มาจากการคำนวณโดย รายได้ –  ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน เมื่อหักทั้งหมดแล้วออกมาเป็น 0 บาท มันก็แปลว่าไม่มีเงินได้สุทธิ ดังนั้นก็ไม่เสียภาษีนั่นเองครับ

เอ๊ะ!! แต่เราจำได้นี่ว่า ถ้าคำนวณมาแล้ว เงินได้สุทธิ ไม่เกิน 150,000 บาท ก็ไม่ต้องเสียภาษีไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่เป็นแบบนั้นล่ะ?

สำหรับยกเว้นเงินได้สุทธิ 150,000 บาทที่ไม่ต้องเสียภาษีนั้น มันเป็นอีกเรื่องที่ กฎหมายยกเว้นภาษีให้ ตามพระราชกฤษฏีกา 470 ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ออกมาเพื่อบรรเทาภาระภาษีที่ต้องจ่าย ต่างหากครับ

ทีนี้… ถ้าไม่ยื่นจะผิดไหม? เพราะยังไงก็ไม่เสียภาษีอยู่แล้ว

ถ้าตอบตามหลักของกฎหมายเลย การไม่ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เมื่อมีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กำหมายกำหนด (เกณฑ์ยื่นภาษีที่ว่ามา) ถือว่ามีความผิดทางกฎหมาย โดย ต้องระวางโทษค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตามมาตรา 35 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งในทางปฎิบัติสำหรับกรณีที่ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรมสรรพากรจะมีการลดค่าปรับให้ด้วยความใจดี เหลือเพียง 200 บาทเท่านั้นครับ

เล่าอีกนิดหนึ่งครับว่า โดยปกติถ้าหากมีเงินภาษีต้องชำระ  กรมสรรพากรจะมีการคิดเงินเพิ่ม (ดอกเบี้ย) อีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือน (นับเศษของเดือน = 1 เดือน) อีกด้วยครับ แต่เนื่องจากกรณีนี้ไม่มีภาษีทีต้องเสีย ก็เลยจะไม่เสียเงินเพิ่ม เสียแค่ค่าปรับอาญาเฉยๆ

เอาจริงๆ ถึงแม้ว่าค่าปรับที่ว่าอาจจะดูน้อยนิด และก็ไม่น่าจะมีใครคิดมาตามเราจริงๆหรอก แต่ข้อหนึ่งที่พรี่หนอมอยากชวนให้คิด ในกรณีที่เรายื่นภาษีไว้ตั้งแต่วันนี้ วันที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องยื่นเสียภาษีตามกฎหมาย แม้ว่าจะไม่เสียก็ตาม แต่ก็ถือว่าเราได้ทำตัวเป็นประโยชน์ต่อประเทศนี้ เพราะช่วยให้รัฐรู้ข้อมูลรายได้ที่ถูกต้องของประชาชนไทย  และเอาไปจัดการวิเคราะห์จัดสรรงบประมาณต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ 

สำหรับใครที่ยังยื่นภาษีไม่เป็น หรือเป็นมือใหม่ พรี่หนอมทำคลิปสอนไว้ สามารถดูได้เพิ่มเติมที่นี่เลยครับผม มีทั้งหมด 12 ตอนครับ (และกำลังจะทำเพิ่มอีกให้ครบ 15 ตอน ฮ่าๆ)

https://youtube.com/watch?v=ELAI6jD4wVU%3Fwmode%3Dopaque

ดังนั้น มายื่นภาษีกันเถอะครับ แม้ว่าเราจะไม่เสียภาษี
เพราะว่ามันเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน…

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FTaxBugnoms%2Fposts%2F2909043212454409&width=500

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save