(Exclusive Scoop) ถอดบทเรียนสุขภาพเศรษฐกิจที่ไม่สมดุลจากวิกฤติ ตุรกี เวเนซุเอลา และอาร์เจนตินา

สวัสดีค่ะ ปิ่นเองค่ะ คราวนี้กลับมาพร้อมเมฆฝน ไม่ใช่แค่เมฆฝนที่ปกคลุมท้องฟ้าเมืองไทยอย่างเดียว แต่หมายถึงพายุฝนแห่งวิกฤติที่โหมกระหน่ำใส่ประเทศตลาดเกิดใหม่หลายครั้งในช่วงนี้ ตั้งแต่ตุรกี เวเนซุเอลา จนมาถึงอาร์เจนตินาที่เป็นข่าวในสัปดาห์ที่ผ่านมาค่ะ

สิ่งที่เราเรียกกันว่าวิกฤติค่าเงิน จริงๆแล้วไม่ได้มีสาเหตุมาจากค่าเงินนะคะ แต่ค่าเงินเป็นตัวแสดงอาการขั้นสุดท้ายของสุขภาพเศรษฐกิจที่ไม่สมดุลค่ะ แล้วคำว่าเศรษฐกิจที่สมดุลหมายถึงอะไร แล้วเกี่ยวอะไรกับค่าเงินล่ะ


สุขภาพเศรษฐกิจและวิกฤติค่าเงิน

ลองนึกภาพตามนะคะ เวลาเราจะวิ่ง เราก็อยากวิ่งไปให้ได้เร็วๆ วิ่งไปให้ได้ไกลๆ แต่ก็ต้องดูด้วย ว่าร่างกายเราไปไหวมั้ย ได้รับสารอาหารพอมั้ย ได้พักผ่อนพอมั้ย กล้ามเนื้อต่างๆแข็งแรงพอมั้ย ถ้าเราวิ่งให้สมดุลกับกำลังของร่างกาย ต่อให้วิ่งได้ไม่เร็วนัก แต่ก็ยังไปต่อได้ แต่ถ้าเราวิ่งเกินกำลังของร่างกาย ต่อให้เราวิ่งเร็วแค่ไหนก็ไปไม่ได้นาน ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องหยุดวิ่ง 

เช่นเดียวกันนี้ สุขภาพของเศรษฐกิจจะเติบโตได้ ก็ต้องมีการใช้จ่ายต่างๆ ทั้งของเอกชนและรัฐบาล เพื่อบริโภคและลงทุน แล้วรายได้ที่จะเอามาใช้บริโภคและลงทุนจะเอามาจากไหน ก็เอามาจากรายได้จากการผลิตสินค้าเพื่อขายทั้งในและนอกประเทศและการให้บริการต่างๆ (เช่นการท่องเที่ยว) ทั้งกับคนไทยและชาวต่างชาติ คำถามก็คือ รายได้เหล่านี้เพียงพอกับการใช้บริโภคและลงทุนหรือไม่ ถ้าเกิดไม่พอ ตัวชี้วัดเหล่านี้จะแสดงอาการออกมาค่ะ

(Exclusive Scoop) ถอดบทเรียนสุขภาพเศรษฐกิจที่ไม่สมดุลจากวิกฤติ ตุรกี เวเนซุเอลา และอาร์เจนตินา

ตัวแรกคือ ดุลบัญชีเดินสะพัด ที่เอารายได้จากการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ได้รับจากต่างประเทศ มาหักลบกับรายจ่ายจากการนำเข้าและการไปท่องเที่ยวนอกประเทศ (บวกเงินโอนสุทธิด้วย) ถ้าเกิดดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบหรือขาดดุล ก็ส่งสัญญาณว่ารายจ่ายของประเทศเกินรายรับ

ตัวที่สองที่น่าสนใจคือ ดุลการคลัง หมายถึง รายได้ลบรายจ่ายของรัฐบาล ถ้าขาดดุลการคลังก็แปลว่ารัฐบาลใช้จ่ายเกินรายได้ของตัวเอง ถ้าหากประเทศขาดดุลบัญชีเดินสะพัดหรือขาดดุลการคลัง หรือขาดดุลทั้งสองอย่าง ก็มักจะกู้จากต่างประเทศมาโปะรายจ่ายที่มันเกินขึ้นมา 

เพราะฉะนั้น ตัวที่สามที่มักจะแสดงอาการคือ หนี้สินในเงินสกุลต่างประเทศ ที่เพิ่มขึ้นและอาจจะมากเกินกว่าเงินสกุลต่างประเทศที่สะสมไว้ หรือที่เรียกอีกชื่อนึงว่าทุนสำรองระหว่างประเทศนั่นแหละค่ะ 

ซึ่งถ้าหนี้สินในเงินสกุลต่างประเทศ โดยเฉพาะหนี้ระยะสั้น มีมากกว่าทุนสำรองระหว่างประเทศ สุขภาพเศรษฐกิจก็เริ่มส่งสัญญาณอันตราย ว่าประเทศนี้นอกจากรายได้จะไม่พอกับค่าใช้จ่ายแล้ว เงินที่มีสะสมไว้ก็ยังไม่พอใช้หนี้อีกต่างหาก

อีกอย่างนึง เมื่อรายจ่ายของประเทศเกินรายรับมากๆเข้า ก็จะดันให้ราคาสินค้าสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งดูได้จากตัวชี้วัดตัวที่สี่ คือ เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในเวลาอันสั้น

ถ้าตัวชี้วัดเหล่านี้แสดงอาการอย่างที่เล่ามา เสียใจด้วยค่ะ แปลว่าเศรษฐกิจโตอย่างไม่สมดุล และหากแก้ไขไม่ทันการณ์ก็ต้องหยุดชะงักลงไม่ช้าก็เร็ว เหมือนกันคนที่วิ่งเกินกำลังของร่างกายตัวเอง ซักวันก็ต้องล้ม และเมื่อไหร่ที่นักลงทุนเห็นว่าเศรษฐกิจของประเทศใดโตอย่างไม่สมดุล ไม่น่าจะไปต่อได้ ก็จะตัดสินใจรีบเทขายสินทรัพย์ต่างๆเช่น เงินสด หุ้น พันธบัตร ของประเทศนั้น เพื่อเอาเงินไปลงทุนที่อื่น ทำให้ค่าเงินของประเทศนั้นอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดวิกฤติค่าเงินในที่สุดค่ะ


วิกฤติตุรกีมาถึงจุดนี้ได้ยังไง

(Exclusive Scoop) ถอดบทเรียนสุขภาพเศรษฐกิจที่ไม่สมดุลจากวิกฤติ ตุรกี เวเนซุเอลา และอาร์เจนตินา

สิ่งที่เกิดขึ้นกับตุรกี เป็นผลมาจากสถานการณ์ที่ก่อตัวขึ้นกว่าสิบปี จากนโยบายที่กระตุ้นให้เศรษฐกิจโต จากการกดดอกเบี้ยให้ต่ำเพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนมากๆ เช่นในการก่อสร้าง ทำให้การนำเข้า เช่น การนำเข้าสินค้าและเครื่องจักรต่างๆ มีมูลค่ามากกว่าการส่งออก ส่งผลให้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และรัฐบาลก็ยังใช้จ่ายเกินรายได้ ทำให้ขาดดุลการคลัง เมื่อเป็นอย่างนี้ ก็ทำให้ต้องกู้จากต่างประเทศ 

ซึ่งดันตรงกับช่วงที่ดอกเบี้ยทั่วโลกต่ำและมีการอัดฉีดเงินจากธนาคารกลางสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น จึงสามารถกู้ได้ในราคาถูก รายจ่ายของประเทศก็ยังคงเกินรายได้ต่อไป เห็นได้จากดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลประมาณ 5.5% ของจีดีพี และดุลการคลังที่ขาดดุลประมาณ 1.5% ของจีดีพี 

นอกจากนี้ หนี้ในสกุลเงินต่างประเทศของภาคเอกชนก็พุ่งไปกว่า 2 แสน 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหนี้ระยะสั้นมีมูลค่ามากกว่า 90% ของทุนสำรองระหว่างประเทศ พร้อมกันนี้ เงินเฟ้อก็พลอยสูงขึ้นไปด้วยจนเกิน 15% แต่รัฐบาลก็ไม่ให้แบงค์ชาติตุรกีขึ้นดอกเบี้ยต่อเพื่อให้การลงทุนและเงินเฟ้อชะลอลง

ขณะที่ตัวเลขต่างๆแสดงอาการความไม่สมดุลของเศรษฐกิจตุรกีออกมา ธนาคารกลางของสหรัฐฯหรือเฟดก็เริ่มขึ้นดอกเบี้ยและถอนการอัดฉีดเงิน ทำให้ดอกเบี้ยทั่วโลกเข้าสู่ขาขึ้นและค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น นักลงทุนจึงเริ่มวิตกว่าตุรกีจะสามารถใช้หนี้สกุลเงินต่างประเทศได้หรือไม่

สรุปคือ สุขภาพเศรษฐกิจของตุรกีเหมือนกับคนที่วิ่งเกินกำลังของตัวเองมานาน โดยที่กล้ามเนื้อก็ไปไม่ไหว อาหารก็ไม่พอ พักก็ไม่พัก แบบนี้พอสะดุดอะไรนิดหน่อยก็ล้มอย่างง่ายดาย

แล้วสิ่งที่ทำให้ตุรกีสะดุดล้มก็คือ ปัญหาการเมืองกับสหรัฐฯที่ทำให้สหรัฐฯขึ้นภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมที่นำเข้าจากตุรกีเป็นสองเท่า ในวันศุกร์ที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนเอาเงินออกจากตุรกีและค่าเงินลีร่าก็อ่อนค่าลงเกือบ 25% ภายในวันนั้น และอ่อนค่าลงต่ออีก 10% ในวันจันทร์ที่ 13 สิงหาคมค่ะ (จากต้นปีจนถึงวันที่ 4 กันยายน ค่าเงินลีร่าอ่อนลง 43%)

แม้สถานการณ์ล่าสุดจะดีขึ้นบ้างจากการห้าม Short sell เงินลีร่าและจากการช่วยเหลือของประเทศอื่นๆ เช่น กาตาร์ แต่เช่นเดียวกับสุขภาพร่างกายที่ล้มแล้วต้องใช้เวลารักษาตัว สุขภาพเศรษฐกิจของตุรกีก็ต้องใช้เวลากว่าจะปรับสมดุลใหม่ ซึ่งหลักๆก็คงหนี้ไม่พ้นการปรับให้รายได้ของประเทศมีมากขึ้น เช่น เมื่อค่าเงินอ่อนลงสักพักก็คงจะช่วยทำให้ส่งออกได้มากขึ้น แม้กระทั่งมีคนมาเที่ยวมากขึ้น และปรับรายจ่ายของทั้งรัฐบาลและเอกชนให้น้อยลง รวมถึงสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนว่าจะสามารถชำระหนี้ได้ค่ะ

(ล่าสุดเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว ข่าวรองผู้ว่าการธนาคารกลางจะลาออกก็ทำให้นักลงทุนเทขายเงินลีร่าอีกครั้ง จนทำให้ธนาคารกลางต้องส่งสัญญาณว่าจะขึ้นดอกเบี้ยค่ะ)


เวเนซุเอลา วิกฤติเงินเฟ้อและค่าเงินครั้งประวัติศาสตร์

(Exclusive Scoop) ถอดบทเรียนสุขภาพเศรษฐกิจที่ไม่สมดุลจากวิกฤติ ตุรกี เวเนซุเอลา และอาร์เจนตินา

วิกฤติเวเนซุเอลาที่เกิดขึ้นในระยะใกล้ๆกันนี้ มีสาเหตุสำคัญจากโครงสร้างของสุขภาพเศรษฐกิจที่ไม่สมดุลมาตั้งแต่ต้น นั่นคือ เวเนซุเอลาพึ่งพารายได้จากการส่งออกน้ำมันเป็นอย่างมาก(คิดเป็น 95% ของการส่งออกทั้งหมด) และใช้รายได้จากการส่งออกน้ำมันเพื่อซื้อเกือบทุกสิ่งอย่าง ภาครัฐเองก็พึ่งพารายได้จากการส่งออกน้ำมันด้วย 

ทีนี้ปัญหาก็เกิดขึ้นเมื่อการผลิตน้ำมันลดลง (ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาในการบริหารจัดการ) ประกอบกับช่วงปี 2557 ที่ราคาน้ำมันตกต่ำ ทำให้ประเทศสูญเสียรายได้มหาศาลอย่างรวดเร็ว เศรษฐกิจหดตัวไปหนึ่งในสาม จากปี 2556 ถึง 2560 แม้ช่วงปีนี้ราคาน้ำมันจะกลับมาเพิ่มขึ้นแต่ก็แทบไม่ช่วยอะไร รายได้ก็ไม่สามารถรองรับความต้องการในประเทศได้อีกต่อไป ทำให้เกิดการขาดแคลนสินค้าต่างๆที่ใช้ในประเทศ ราคาสินค้าจึงพุ่งขึ้นอย่างฉุดไม่อยู่ 

นอกจากนี้ รัฐบาลก็พลอยเสียรายได้หลักไป จนกระทั่งขาดดุลการคลังขนาดถึงกับต้องพิมพ์เงินออกมาใช้จ่ายมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เงินที่พิมพ์ออกมาแทบจะไม่มีค่า (ปีนี้ไอเอ็มเอฟคาดว่าเวเนซุเอลาจะขาดดุลการคลังประมาณ 30% ของจีดีพี)

ทั้งหมดนี้ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ Hyperinflation หรือเงินเฟ้อสูงผิดปกติอย่างมหาศาล ซึ่งเกิดขึ้นเพียง 6 ครั้งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ พูดให้เห็นภาพก็คือ สินค้าต่างๆในเวเนซูเอลาแพงขึ้นเป็นสองเท่าในทุกเดือน ย้ำ ทุกเดือน ทำให้ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อของทั้งปีนี้จะเพิ่มขึ้นถึง 1,000,000% ทำให้เกิดการอพยพออกนอกประเทศเป็นประวัติการณ์

จนท้ายที่สุด รัฐบาลก็ต้องมาลดค่าเงินโบลิวาร์ไป 95% คือตัดเลขศูนย์ออกไป 5 ตัว (เช่น จาก 100,000 โบลิวาร์เหลือ 1 โบลิวาร์) ทำให้ค่าเงินร่วงจาก 250,000 โบลิวาร์ต่อหนึ่งดออลาร์สหรัฐ ลงมาทะลุ 6 ล้านโบลิวาร์ต่อหนึ่งดออลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นอัตราที่ใช้แลกเงินในตลาดมืด 

และแม้ว่าภาครัฐจะออกเงินสกุลใหม่ที่ผูกกับราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ลดค่าใช้จ่ายภาครัฐด้วยการลดเงินอุดหนุนสำหรับน้ำมัน และเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ แต่ก็คงต้องมีมาตรการต่างๆมากกว่านี้ เพื่อให้อัตราเงินเฟ้อลดลงอย่างรวดเร็ว (บางประเทศที่ประสบปัญหานี้ถึงขนาดว่าต้องเปลี่ยนมาใช้เงินดอลลาร์สหรัฐแทนเงินสกุลท้องถิ่น) และเพื่อให้รายได้สมดุลกับรายจ่ายของประเทศค่ะ


อาร์เจนตินา จากสุขภาพเศรษฐกิจที่ไม่สมดุลสู่วิกฤติศรัทธาต่อค่าเงิน

(Exclusive Scoop) ถอดบทเรียนสุขภาพเศรษฐกิจที่ไม่สมดุลจากวิกฤติ ตุรกี เวเนซุเอลา และอาร์เจนตินา

อาร์เจนตินาก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ประสบกับวิกฤติเศรษฐกิจหลายครั้ง ครั้งสำคัญคือช่วงราวๆ 20 ปีที่แล้ว ที่อาร์เจนตินาต้องกู้จากไอเอ็มเอฟ รัฐบาลไม่สามารถจ่ายหนี้กว่า 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐได้ และวิกฤติครั้งใหม่ที่กลับมาเป็นข่าวในสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นชัดว่า ค่าเงินเป็นตัวแสดงอาการขั้นสุดท้ายของสุขภาพเศรษฐกิจที่ไม่สมดุลค่ะ

วิกฤติระลอกนี้ของอาร์เจนตินา ก็เกิดจากสาเหตุที่ก่อตัวมานานกว่าสิบปีเช่นกัน เริ่มจากรัฐบาลชุดที่แล้ว (ปี 2550-2558) มีการใช้จ่ายสูง เช่น การให้เงินอุดหนุนทั้งด้านสาธารณูปโภคและการคมนาคม จนค่าใช้จ่ายเหล่านี้เกินรายได้ มีการเก็บภาษีการส่งออก จนชาวบ้านต้องเก็บข้าวไว้ไม่ส่งออกเพื่อหนีภาษี และยังมีการควบคุมค่าเงิน จนค่าเงินไม่สามารถอ่อนค่าลงและช่วยปรับสมดุลให้เศรษฐกิจ (โดยการทำให้สินค้าส่งออกถูกลงและเพิ่มการส่งออก) ได้ 

ผลก็คือ เกิดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด นอกจากนี้ รัฐบาลชุดก่อนยังมีกรณีพิพาทกับผู้ถือพันธบัตรรัฐบาลซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตั้งแต่วิกฤติครั้งก่อนอีกด้วย ซึ่งนั่นเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน

จนในปี 2558 สุขภาพของเศรษฐกิจอาร์เจนตินาก็แสดงอาการไม่สมดุลอย่างเห็นได้ชัด มีการขาดดุลการคลังถึง 5.4% ของจีดีพี ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดประมาณ 5% ของจีดีพี เงินเฟ้อพุ่งไปแตะ 40% หนี้ต่างประเทศมีมากกว่าทุนสำรองระหว่างประเทศถึง 2.3 เท่า 

เมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามา ก็ได้ยกเลิกการควบคุมค่าเงิน ทำให้เงินเปโซอ่อนลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นอาการขั้นสุดท้ายหลังจากที่เศรษฐกิจไม่สมดุล รัฐบาลใหม่พยายามจะแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้น ทั้งไปเจรจาไกล่เกลี่ยกับเจ้าหนี้ตั้งแต่วิกฤติครั้งก่อน ลดภาษีส่งออก เพิ่มการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์เพื่อชะลอการกู้ยืมของภาคเอกชน ลดการใช้จ่ายของรัฐบาล ลดหนี้ต่างประเทศโดยเฉพาะหนี้ระยะสั้น ควบคุมเงินเฟ้อ แม้กระทั่งเปลี่ยนผู้บริหารธนาคารกลาง

แต่นั่นก็ไม่มากพอที่จะเรียกศรัทธาต่อค่าเงินเปโซให้กลับมา

ซึ่งสาเหตุสำคัญก็คือ ประชาชนยังฝังใจกับวิกฤติครั้งที่แล้ว ซึ่งทางการถึงกับห้ามไม่ให้ประชาชนถอนเงินออกจากธนาคาร ทำให้ประชาชนหันมาเก็บเงินดอลลาร์สหรัฐแทน เพราะฉะนั้น เมื่อเกิดปัญหาเศรษฐกิจอีกครั้ง แม้แต่ประชาชนก็พร้อมจะเทขายเงินเปโซตลอดเวลา

และในปีนี้ ค่าเงินเปโซก็ยังดิ่งต่อไป แม้ธนาคารกลางจะขึ้นดอกเบี้ยจนไปถึง 40% เพื่อเพิ่มผลตอบแทนเงินสกุลเปโซและทำให้เงินไม่ไหลออก และเทขายเงินสำรองกว่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อพยุงค่าเงิน (ตั้งแต่ 23 เมษายนถึง 4 พฤษภาคม) แต่ก็เอาไม่อยู่ ในที่สุด รัฐบาลเลยตัดสินใจกู้ไอเอ็มเอฟอีกครั้ง คราวนี้วงเงินกู้สูงถึง 5 หมื่นล้าน สูงสุดตั้งแต่ไอเอ็มเอฟปล่อยกู้มา

จนในวันพุธที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา หลังจากที่ประธานาธิบดีของอาร์เจนตินาได้ขอเร่งรัดการเบิกจ่ายวงเงินกู้จากไอเอ็มเอฟ ก็เกิดแรงเทขายเงินเปโซอย่างรุนแรงอีกครั้ง ทำให้ในวันต่อมา ธนาคารกลางต้องขึ้นดอกเบี้ยจนไปอยู่ที่ 60% 

แต่ถึงอย่างนั้น ค่าเงินเปโซก็ยังอ่อนลงกว่า 16% ภายในวันเดียว ลงมาอยู่ที่ 41.36 เปโซต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่อ่อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ (จากต้นปีถึงวันที่ 4 กันยายน ค่าเงินเปโซอ่อนลง 52%) ประธานาธิบดีจึงประกาศมาตรการลดการใช้จ่ายของรัฐบาลเพื่อดึงความเชื่อมั่นของนักลงทุน


ผลกระทบต่อประเทศต่างๆในเอเชีย

วิกฤติของประเทศต่างๆเหล่านี้ มีส่วนทำให้นักลงทุนพลอยเอาเงินออกจากตลาดเกิดใหม่อื่นๆ โดยเฉพาะประเทศที่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ทำให้ค่าเงินสกุลอื่นๆโดนหางเลขไปด้วย ซึ่งในเอเชีย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคืออินเดียและอินโดนีเซียค่ะ ซึ่งค่าเงินรูปีของอินเดียในวันศุกร์ที่ผ่านมาก็แตะระดับ 71 รูปีต่อดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าที่สุดเป็นประวัติการณ์ และค่าเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียก็อ่อนค่าลงมาอยู่ที่ 14,750 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าที่สุดตั้งแต่ช่วงวิกฤติเอเชีย 20 ปีที่แล้วค่ะ

แล้วประเทศไทยล่ะ?                                                

ประเทศไทยของเรายังได้รับผลกระทบจากตรงนี้น้อยค่ะ (แม้แต่ในช่วงเกิดวิกฤติตุรกีใหม่ๆ เงินทุนต่างชาติโดยสุทธิก็ยังไหลเข้าประเทศไทย และค่าเงินบาทก็อ่อนค่าลงเพียง 0.5% เมื่อเทียบกับต้นปีนี้ ซึ่งอ่อนค่าลงน้อยกว่าเงินสกุลอื่นๆในเอเชีย) 

เพราะความสมดุลของสุขภาพเศรษฐกิจไทยเข้มแข็งและ Strong มากค่ะ ดูได้จากดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลมา 9% ของจีดีพี สูงเป็นอันดับต้นๆของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ 

มีทุนสำรองระหว่างประเทศมากกว่าหนี้สินระยะสั้นในสกุลเงินต่างประเทศ 3.5 เท่า 

ดุลการคลังก็ขาดดุลเพียงไม่ถึง 1% ของจีดีพี แถมเงินเฟ้อก็ยังไม่ถึง 2%

เพราะฉะนั้น สุขภาพของเศรษฐกิจไทยตอนนี้ก็เหมือนคนวิ่งเหยาะๆ แม้จะไม่เร็วแต่ก็ไม่สะดุดล้มค่ะ แต่ยังไงก็ตาม เราก็ยังต้องติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับประเทศอื่นๆและผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิดค่ะ

แล้วคราวหน้าปิ่นจะมาอัพเดทสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจอีกนะคะ ถ้าอยากเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจ ปิ่นว่าไม่ยากหรอกค่ะ

ภาครัฐ x สตาร์ทอัพ กับภารกิจปลดล็อคสตาร์ทอัพหมื่นล้าน

    สวัสดีครับ ครั้งนี้เป็นรอบที่สองแล้วที่เขียนบทความบน Next Empire ต่อจากคราวที่แล้วที่เขียนเรื่องหนักๆพอควร เกี่ยวกับ StartUps กับ Corporate คราวนี้น่าจะหนักกว่าเดิม ซึ่งต้องเน้นว่าเป็นความเห็นส่วนตัวของผมล้วนๆ ถ้าจะผิดหรือขัดใจใครไปบ้าง อาจจะต้องน้อมรับและขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ 

    ซึ่งอย่างที่บอกมันมาจากความเห็นส่วนตัวจากประสบการณ์จริงที่ได้สัมผัสมาจริงๆ ล้วนๆ ก็นำมาบอกเล่า ถ่ายทอด ให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ สตาร์ทอัพ ได้รับฟังกัน

รอบนี้จะขอเล่าเรื่องการทำงานของสตาร์ทอัพกับภาครัฐกันบ้าง

    ผมมักจะแชร์ความเห็นของผมบนเวทีต่างๆ ในเรื่องที่ว่า ทำไมต้องสตาร์ทอัพ? ที่ภาครัฐจะต้องมาอิรุงตุงนังกันอยู่ในหลายๆปีมานี้ มันคือ New OTOP ที่เป็น Mega Project Campaign ตัวใหม่ของภาครัฐอย่างงั้นหรือ?!!!

ภาครัฐ x สตาร์ทอัพ กับภารกิจปลดล็อคสตาร์ทอัพหมื่นล้าน

  • ทำไมต้องสตาร์ทอัพ?

    ทุกวันนี้ชีวิตของเราไปเกี่ยวข้องกับ Service มากมายที่เกิดขึ้นจากสตาร์ทอัพหรือ อดีตสตาร์ทอัพตั้งแต่ลุกจากที่นอนมาอัพ Status , เปิดดูข้อความที่เพื่อนส่งมาทาง Messenger Service ต่างๆ, ฟังเพลง, เรียกรถมารับไปทำงาน, จองร้านอาหาร, จองโรงแรม ซื้อตั๋วเครื่องบิน เพื่อไปเที่ยว และอื่นๆอีกมากมาย

    มันคงไม่มีอะไร ถ้า Service เหล่านั้นเข้ามาเติมเต็มชีวิตของเราเฉยๆ โดยไม่ได้เกิดผลกระทบอะไรกับใคร

    แต่เปล่าเลย ธุรกิจหลายๆอย่างถูกบริการเหล่านี้ Disrupt และกลืนหายไปอย่างแบบเราไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ และอีกหลายๆธุรกิจที่กำลังจะจมดิ่ง เพราะสึนามิทางเทคโนโลยี ที่ถาโถมเข้ามาแบบไม่ทันจะคิดการตั้งรับด้วยซ้ำไป

แต่ที่น่ากลัว ส่วนใหญ่มันเป็น StartUps (หรืออดีต) จากต่างประเทศนี่สิ!!!

    Digital TV ที่เคยประมูลกันหลักหลายพันล้านบาท กลิ้งไม่เป็นท่าด้วยรายได้ที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด เหลือเพียงไม่กี่ช่องที่พอไปต่อไป หัวหนังสือที่เคยโด่งดังและเป็นสื่ออันดับต้นๆที่เข้าถึงคนแต่ละกลุ่มอย่างได้ผล หายไปจากแผงทีละเล่ม ทีละเล่ม จนเดี๋ยวนี้แผงก็หายไปด้วยแล้ว 

    เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เห็นผลกระทบได้ชัดเจน จากตลาดโฆษณาแบบเก่าที่ล่มสลาย เพราะการเข้ามาของสื่อใหม่ที่ได้ผลกว่า ถูกกว่า…อย่างพวก Social Network ทั้งหลาย ดึงเอางบมหาศาลของตลาดนี้ไปลงบนสื่อใหม่บนโลกออนไลน์ ซึ่งแซงหน้างบออฟไลน์ไปแล้วเรียบร้อย โดยเงินค่าโฆษณาวิ่งผ่านไปทางโครงข่ายไปยังเกาะสักที่ในโลกใบนี้ ที่สรรพากรบ้านเราไม่สามารถไปตามเคาะประตูเรียกหาภาษีได้ด้วยซ้ำ 

    นักร้อง นักแต่งเพลง นักดนตรี ค่ายเพลง ที่ย้อนกลับไป 10-20 ปีก่อน เคยได้รายได้มหาศาลจากการขาย เทป ซีดี ดีวีดี ปัจจุบันรายได้หลักมาจากการเล่น Concert และรายได้เสริมมาจากส่วนแบ่งการเปิดเพลงฟัง ของแอพต่างๆ ยิ่งค่ายเพลงที่เคยเป็นขาใหญ่ในวงการ ขยายธุรกิจไปยังสาขาอื่นๆที่สามารถใช้ ศิลปิน ในค่ายเป็น Magnet ได้ ยิ่งเจ็บหนัก รายได้ลดลงมหาศาล และหลุดจากสถานะขาใหญ่ไปในที่สุด เมื่อบทเพลงแทบจะไร้ราคา ศิลปินไม่ต้องพึ่งค่าย อย่างทุกวันนี้

    เหล่านี้คือตัวอย่างแค่ไม่กี่อัน ที่เห็นได้ชัดๆ ยังมีอีกหลายๆธุรกิจ ที่ปรับตัวไม่ทัน ล้มหายตายจาก หรือไม่ก็กลายเป็นลูกเบี้ย ของพี่เบิ้มคนใหม่ ที่เรียกตัวเองว่า Tech StartUps นั่นเอง

ภาครัฐ x สตาร์ทอัพ กับภารกิจปลดล็อคสตาร์ทอัพหมื่นล้าน

  • แล้ว ‘ภาครัฐ’ มาเกี่ยวยังไง

    ตรงนี้แหล่ะสำคัญ ไม่ใช่แค่ไทย หรอกที่โดนยึดและทำลาย ธุรกิจที่ทำกันหลายสิบปี อย่างที่กล่าวไปข้างต้น มันโดนกันถ้วนหน้า ทั้งยักษ์ใหญ่อดีตสตาร์ทอัพจาก ซิลิคัล วาเลย์ , ยูนิคอร์นจากหลายๆ StartUps Nation และ พี่บิ้กเบิ้มส่งตรงมาจากหลังกำแพงเมืองจีน

    แนวคิดการยึดและทำลาย คือหัวใจของการทำธุรกิจประเภทนี้ ซึ่งทั้งโลกรู้ เมืองไทยก็รู้ ผมมักจะเอาการเปรียบเทียบถึงเรือรบ ที่ครั้งหนึ่ง ถูกใช้เป็นเรือล่าอาณานิคมของชาวตะวันตก ที่ร่องไปปิดล้อม ยึดครอง จับเชลยยังเมืองต่างๆ ทั่วโลก เราเคยเสียพื้นทีี่หลายๆส่วนของประเทศ จากการโดนฝรั่งเศษปิดอ่าวไทย อย่างที่พวกเราที่เรียนประวัติศาสตร์ได้รับรู้กันมา

StartUp ก็คือเรือรบล่าอาณานิคมชนิดใหม่ ในยุคไซเบอร์นั่นเอง!

    เพียงแต่ไม่ได้ยึดแผ่นดิน แต่สิ่งที่ยึดไปคือคนในประเทศนั้น ที่กระโดดเข้าใส่แพลตฟอร์มจนถอนตัวไม่ขึ้น จนบริการอื่นๆที่ไม่สามารถตอบโจทย์จริงๆ ไม่สามารถรั้งผู้ใช้ได้จริงๆ สูญเสียส่วนแบ่งการตลาด ขาดทุน และปิดตัวลงในที่สุด

    ที่เกริ่นมายืดยาวทั้งหมดข้างต้นน่ะ คืออยากจะให้เห็นภาพว่า มันไม่ใช่แค่ OTOP ตัวใหม่เพื่อกระตุ้นการส่งออกนำรายได้เข้าประเทศเท่านั้น แต่มันอันตรายกว่านั้นเยอะ เราอาจจะตกเป็นเมืองขึ้นทางเศรษฐกิจได้เลย เงินในหลายๆอุตสาหกรรมจะไหลออกนอกประเทศอย่างไม่รู้หนทางควบคุม นี่แหล่ะ ทำไมภาครัฐเลยต้องเป็นภาคบังคับ ที่จะต้องเข้ามาดูแล สนับสนุน ส่งเสริม ให้มีเรือรบในประเทศ คอยป้องกันอาณาจักร และหวังว่าจะมีสักฝูงนึง ที่สามารถออกไปยังสมรภูมิอื่นๆ เพื่อล่าอาณานิคม ปักธงชาติไทยในต่างแดนได้บ้าง

    ทีนี้ปัญหามันอยู่ที่ ภาครัฐ รับรู้และเข้าใจมันแค่ไหน แน่นอนระดับกลยุทธ์สัมผัสอะไรได้บางอย่างมาสักพัก การขยับเขยื้อนเลยเกิดขึ้น เอาจริงๆก็ขยับกันมาหลายปี แต่การทำให้ระดับล่างลงมา ตระหนัก เข้าใจ และแอคชั่นอะไรบางอย่าง มันยากและซับซ้อนกว่านั้นมาก

    อย่าลืมว่าภาครัฐเหมือนองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งใหญ่มากๆ ใหญ่กว่า Corporate ที่ใหญ่สุดของไทย สักหมื่นเท่าได้ล่ะมั้ง คิดดูว่าการจะเปลี่ยน Corporate ยังยากมากๆ แล้ว Corporate ระดับมหายักษ์แบบนั้นมันไม่ โคตรของโคตรยาก เลยเหรอ

ภาครัฐ x สตาร์ทอัพ กับภารกิจปลดล็อคสตาร์ทอัพหมื่นล้าน

  • ภาครัฐ x สตาร์ทอัพ กับภารกิจใหม่

    ในปีแรกๆ เลยออกมาในภาพที่เหมือนตัวรัฐเองในหลายๆภาคส่วน พยายามทำความเข้าใจว่าสตาร์ทอัพ เนี่ยมันคืออะไรกันแน่ เถียงกันอยู่นานว่ามันต่างกับ SME ยังไง เคยหลงว่าเป็น SME เพิ่งจดทะเบียนไม่นาน มาพักใหญ่ๆ วิธีการสื่อสารออกไปเลยใช้แรงเยอะ ต้นทุนมหาศาล ซึ่งก็ออกมาในรูปของการจัดงานใหญ่ๆ อลังๆ ลากส่วนต่างๆเข้ามามีส่วนร่วม เอา show case ไปโรดโชว์ จนค่อยๆเข้าใจมันทีละนิด ทีละนิด แม้ในช่วงแรกๆ เอาจริงๆก็หลายปีอยู่ จะออกแนวต่างคนต่างทำ ต่างกรมต่างวาระ แต่หลังๆเริ่มเห็นการจับมือ การ Synchonize ทิศทางและแบบแผนกันระหว่างหน่วยงาน ที่เป็นรูปธรรมชัดเจนมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

    เริ่มมีวาระต่างๆ ขึ้นมา รวมถึงการทำงานมากขึ้นกับฝั่งภาคเอกชน สมาคมต่างๆ เปิดรับ เปิดใจ และมีทุนสนับสนุนที่เกิดขึ้นได้อย่างตรงจุดบ้าง ไม่ตรงบ้าง ซึ่งมันคือการเรียนรู้ไปด้วยกัน ดีกว่าไม่ขยับอะไรเลย เริ่มมีการดูแบบอย่าง แอบมองการทำงานของภาครัฐจากประเทศต่างๆ มีการสนับสนุนความร่วมมือ และอะไรต่ออะไรสารพัด ทั้งหมดทั้งมวลคือแรงสั่นสะเทือนที่บ่งบอกว่า ยักษ์ใหญ่ของเราเริ่มขยับตัวแล้ว 

    มาแล้ว…ยังดีกว่ามาช้า มาแล้ว…ยังดีกว่าไม่มา ซึ่งผมว่ามันยังทัน เพียงแต่ต้องเข็นนโยบายที่คม ชัด และปฎิบัติได้จริง ออกมาให้ได้โดยไว และผลักเรื่องข้อจำกัดเอาไว้ข้างๆไปก่อน เรียนรู้จากความผิดพลาด ปรับและแก้ไข อย่างสุขุม

  • แล้วบ้านเราต้องการ Unicorn?! จริงหรือ

    ผมว่า ‘ใช่’ ปัญหาปัจจุบันของ EcoSystem เราคือ Early Stage StartUps ระดมทุนกันยาก Angel ที่เข้าใจสตาร์ทอัพยังน้อย ซึ่งต้องปรับกันต่อไป Venture Capital ระดับนี้มีน้อยรายและไม่ค่อยจะ Venture กันนัก เพราะ performance ของกองทุนสำคัญต่อการ Raise กองต่อๆไปไม่น้อย การระดมทุนของสตาร์ทอัพแบบ Early Stage มันเลยยาก ส่วนใหญ่จะระดมทุนได้ก็ต่อเมื่อ ค่อนข้างชัวร์ว่ามีตลาด มีลูกค้า และ Scale ได้ ซึ่งหลายๆ StartUps ก็กัดฟัน Bootstrapping หรือหารายได้เพื่ออยู่รอดกันจนเลย Size ที่ VC ในระดับ Seed จะลงได้ไปเลย

ปัญหาที่แท้จริงมันก็คือ เราโตได้ไม่เร็ว หรืออยู่ได้ไม่นานพอ เดี้ยงซะก่อน 

    ยิ่งเรื่องจะหวังตีตลาดต่างประเทศเลยตั้งแต่ปีแรกๆ เลยไม่มีทาง เอาที่ไทย หรือแค่ กรุงเทพฯ ยังยาก เพราะไม่มีใครจะมา Venture ไปด้วยกัน

    พอโตได้ไม่เร็ว โตได้ไม่ใหญ่ ความ ยูนิคอร์น เลยห่างไกล พอมันไม่มียูนิคอร์น ไม่มีสตาร์ทอัพที่สร้างมูลค่า Return ให้นักลงทุนได้หลายๆๆๆเท่า ในไทย แล้ว VC ที่ไหนจะสนใจ เค้าเลยหนีไป อินโดนีเซีย ที่คนมีให้ยึดมากกว่าบ้านเราตั้ง 3 เท่า ไปสิงคโปร์ที่ สตาร์ทอัพที่นั่นตั้งเป้าออกหลายๆประเทศตั้งแต่วันแรกกันเลย (ก็ใช่สิ อยู่แต่ในเกาะนี่ฆ่าตัวตายชัดๆ และไทยคือก้อนเนื้ออันโอชะอันดับต้นๆในเป้าหมายของเค้าซะด้วยสิ) นั่นแหล่ะ คือคำตอบว่าทำไม เราต้องมี ยูนิคอร์น อย่างน้อยสักตัวในไทย ในเร็ววัน เพื่อพยุงทั้ง Ecosystem ขึ้นมาทั้งยวงได้เลยล่ะ

    ทีนี้แล้วเราจะทำกันยังไงล่ะ? สิ่งหนึ่งที่ผมว่า ภาครัฐเข้ามาได้ตรงจุดมากๆ คือตรงนี้ มี Government Grant ต่างๆ เพื่อสนับสนุนกันตั้งแต่การทำโปรดักส์ การออกตลาด การขยายตลาด เป็นต้นทุนหล่อเลี้ยงให้ตลอดทาง จนสามารถส่งต่อให้กับ VC ในไม้ถัดๆไปได้ ถ้าตัว StartUp เองสามารถไปถึงได้

    อีกทั้งยังมีโครงการ หน่วยงาน และพี่เลี้ยง คอยรับฟัง ช่วยเหลือและสนับสนุนในแง่ต่างๆ ออกมาจากหลากหลายหน่วยงานหลายกระทรวง เหล่านี้ทำให้เราไม่ได้รู้สึกว่าถูกทิ้งให้เดินเดียวดาย เป็นเรือโจรสลัดกลางมหาสมุทร โคลงเคลง รอวันจมอีกต่อไป

ภาครัฐ x สตาร์ทอัพ กับภารกิจปลดล็อคสตาร์ทอัพหมื่นล้าน

    ติดเรื่องเดียว ยักษ์ใหญ่ยังไม่ได้เข้าใจครบทุกตน กฎหมายภาครัฐที่เอื้อต่อการทำสตาร์ทอัพ, การจัดซื้อจัดจ้างจากภาครัฐเองยังไม่เอื้อ(ทั้งที่จะสนับสนุนการเติบโตได้มากที่สุด และทำให้รัฐมีบริการที่ดีขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว) ซึ่งน่าดีใจที่ทั้งสองเรื่องนี้กำลังอยู่ในกระบวนการแก้ไข 

    แต่ยังมียักษ์ใหญ่ที่ยังไม่เข้าใจบางส่วน ยังเข้าใจสับสนเรื่องการเข้าสู่ยุค 4.0 คือการสร้างแอพลิเคชั่นของหน่วยงานตัวเอง โดยการ copy เอาไอเดียของสตาร์ทอัพจัดตั้งงบประมาณ ไปเข้าสู่กระบวนการเก่าๆ ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างแบบเก่าๆ มีรอยโหว่ของกระบวนการแบบเก่าๆ และวนเวียนอยู่ในสังสารของการ สร้าง ทุบทิ้ง ของบเพื่อสร้างใหม่ แบบเก่าๆ แต่สามารถเอามาประกาศตัวเองได้ว่า หน่วยงานของเราเข้าสู่ยุค 4.0 เรียบร้อยแล้ว เราสร้างสตาร์ทอัพของตัวเองได้แล้ว 

เย้ ไชโย!!!! …. ที่นี่ประเทศไทย ….

แกะรอย หุ้น IPO “BGC” ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วอันดับ 1 ของไทย

“BGC” หรือ “บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน)” ประกอบธุรกิจผลิต นำเข้า ส่งออก และจัดจำหน่ายบรรจุภัณฑ์แก้ว ได้แก่ ขวดเบียร์ ขวดเครื่องดื่มไม่ผสมแอลกอฮอล์ ขวดอาหาร ขวดยาฆ่าแมลงและยา และขวดผลิตภัณฑ์อื่น เช่น ขวดเครื่องดื่มให้พลังงาน และสุรา เป็นต้น

BGC มีกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วมากที่สุดในประเทศไทย

อ้างอิงจากรายงานของ GlobalData Plc ณ 2 ก.พ. 2561 บริษัทฯ มีกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย โดยมีเตาหลอมแก้วทั้งหมด 10 เตา กำลังการผลิตรวม 3,095 ตันต่อวัน และถ้าโรงงานแห่งใหม่ที่ราชบุรีเริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ คาดว่าจะเพิ่มการผลิตรวมเป็น 3,495 ตันต่อวัน

โครงสร้างบริษัทฯ ในเครือ BGC

BGC มีโรงงานหลักในเครือ 5 โรงงานใน 5 จังหวัด

BGC ถือหุ้นอยู่ 99.9% ในโรงงานที่อยุธยา ขอนแก่น ปทุมธานี และราชบุรี เรียงตามจำนวนเตาหลอมและกำลังการผลิต ในขณะที่โรงงานที่ปราจีนบุรี บริษัทฯ ถือหุ้นอยู่ที่ 51.0% ส่วนโรงงานที่ระยองปิดเตาหลอมแก้วและอยู่ระหว่างการปิดกิจการ

การมีโรงงานอยู่หลายแห่งจะช่วยกระจายความเสี่ยงให้กับบริษัทฯ ได้มาก โดยเฉพาะความเสี่ยงทางธรรมชาติที่คาดเดาได้ยาก

นอกจากนี้ ยังมีประโยชน์ในแง่การกระจายอยู่ในทำเลอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ทำให้บริษัทฯ สามารถส่งสินค้าให้กับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ มากกว่าการตั้งโรงงานอยู่ที่ทำเลใดทำเลหนึ่ง จึงสังเกตได้ว่าทั้งอยุธยา ขอนแก่น ปทุมธานี ราชบุรี และปราจีนบุรี ต่างก็อยู่ในทำเลที่มีโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งมีศักยภาพและเป็นลูกค้าของบริษัทฯ ทั้งสิ้น

รายได้หลักของ BGC มาจากบรรจุภัณฑ์แก้วสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม

สัดส่วนบรรจุภัณฑ์แก้วที่สร้างรายได้ให้กับบริษัทฯ มากที่สุดคือ ขวดเบียร์ โดยมีสัดส่วนประมาณ 40% รองมาคือ เครื่องดื่มไม่ผสมแอลกอฮอล์ (Soft Drinks) ประมาณ 30% ส่วนที่เหลือจะเป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอื่นรวมกัน โดยหากมองในแง่ความมั่นคง ธุรกิจอาหารถือว่าค่อนข้างมีความมั่นคงสูง ผันผวนน้อย มีความต้องการในการใช้ค่อนข้างแน่นอน และเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตามสภาพเศรษฐกิจของประเทศ

ลูกค้าหลักของ BGC ในผลิตภัณฑ์เบียร์คือ กลุ่มบุญรอด ได้แก่ เบียร์สิงห์ เบียร์ลีโอ ยูเบียร์ ในขณะที่ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Soft Drinks ก็มีหลากหลาย เช่น สิงห์ (น้ำดื่มและโซดา) สปอนเซอร์ ไวตามิลค์ โคคาโคล่า เป็นต้น

บางกอกกล๊าสและกลุ่มบุญรอด เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และพาร์ตเนอร์สำคัญทางธุรกิจ

กลุ่มบุญรอดถือหุ้น 67.5% ใน BG หรือบริษัท บางกอกกล๊าส จำกัด (มหาชน) และ BG เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ BGC อีกทอดหนึ่ง โดยจะลดสัดส่วนการถือหุ้นลงจาก 100% เป็น 72.0% และแบ่งสัดส่วนหุ้นที่เหลือให้บุคคลทั่วไปร่วมลงทุนกับบริษัทฯ ผ่านการระดมทุน IPO ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

กลุ่มบุญรอดถือเป็นพาร์ตเนอร์สำคัญทางธุรกิจ เพราะเป็นกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ของบริษัทฯ มีสัดส่วนรายได้ประมาณ 60% ของรายได้รวม โดยสินค้าหลักคือ เบียร์สิงห์ เบียร์ลีโอ ยูเบียร์ น้ำดื่มสิงห์ และโซดาสิงห์ โดยการที่กลุ่มบุญรอดเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ภายหลัง IPO นับเป็นการแสดงถึงความเชื่อมั่นต่อบริษัทฯ ได้เป็นอย่างดีทีเดียว

สัดส่วนการถือหุ้นก่อนและหลัง IPO ของ BGC

ขีดเส้นใต้ว่าบทความนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์ในการแนะนำการซื้อ ถือ หรือขายหลักทรัพย์ เพียงแต่เป็นการสรุปหนังสือชี้ชวนให้เป็นประโยชน์ต่อการลงทุนของนักลงทุนเท่านั้น

หากนักลงทุนสนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถอ่านข้อมูลของบริษัทฯ เพิ่มเติมได้ที่ https://market.sec.or.th/public/ipos/IPOSEQ01.aspx?TransID=197190

ใครเป็นแฟนพันธุ์แท้เบียร์สิงห์ อย่าลืมศึกษาบริษัทนี้

เชียร์!

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 3-7 กันยายน 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับผม!!! อัศวินกองทุนยุค Digital กลับมาแล้วครับ

สัปดาห์นี้มีหลายตลาดที่น่าสนใจ บางตลาดก็กลับมาน่าสะสมได้แบบไม่คาดคิดกันเลยล่ะครับผม

สรุปประเด็นทุกตลาดสำคัญที่น่าสนใจลงทุน พร้อมกับมุมมองแบบนี้ได้ทุกสัปดาห์ ที่นี่ที่เดียวครับ

Focus ประเทศน่าลงทุนประจำสัปดาห์ที่ 3-7 กันยายน 2561

ทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ หุ้นยุโรป หุ้นญี่ปุ่น หุ้นไทย หุ้นเกาหลี H-SHARE และหุ้นอินเดีย

เหตุผล : เน้นตลาดประเทศพัฒนายังน่าสนใจอยู่ กับตลาดที่มีการบริโภคในประเทศที่แข็งแกร่ง หรือมีโอกาสใหม่ๆ 

Focus : ทุกตลาดตามที่ว่า มาแต่ใช้กลยุทธ์ทยอยสะสม

ความน่าสนใจ : สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ทำให้ต้องเลือกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบน้อยและมีโอกาสเติบโต รวมถึงประเทศกลุ่มที่มีโอกาสเพิ่มการบริโภคในประเทสเป็นหลัก

Scan การปรับตัวตลาดหุ้นทั่วโลก

สัปดาห์นี้ผมแนะนำให้ระมัดระวังการลงทุนในตลาดหุ้นจีน หลังการพบปะระหว่างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และจีนไม่สามารถมีข้อตกลงด้านการค้าที่ดีได้

ส่วนทางทรัมป์เองเริ่มโจมตีจีนเรื่องการจงใจให้ค่าเงินหยวนอ่อนเพื่อหนุนการส่งออก ซึ่งอาจนำไปสู่การขึ้นกำแพงภาษีรอบใหม่อีกทีหนึ่งครับ

ช่วงนี้ควรเน้นลงทุนในตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้วจากเศรษฐกิจที่เน้นการบริโภคในประเทศ ทำให้ได้รับผลกระทบน้อยกว่าจากแนวโน้มการค้าโลกชะลอตัวในตอนนี้ครับ

จากดัชนีที่มีการปรับตัวขึ้นในตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เห็นได้ชัดเจนนะครับว่า สหรัฐฯมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งจากการบริโภคในประเทศและการลงทุนเอกชนอยู่ครับ  ประกอบกับนโยบายการลดภาษีนั้น จะส่งผลบวกต่อการขยายตัวเศรษฐกิจต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนต่อไปอีกด้วยครับ

อย่างที่เคยบอกไปครับว่าเหมือนกับพี่ใหญ่ที่ทะเลาะกับหลายคน แต่ตัวเองพื้นฐานแน่นอยู่ ดังนั้นทยอยสะสมไปได้ครับ

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมต่ออีกสัปดาห์ครับ

ทางฝั่งยุโรปขอคอนเฟิมเหมือนเดิมนะครับว่า การสะสมหุ้นยุโรปขนาดเล็กนั้นจะให้ประโยชน์ในระยะยาว จากเหตุผลที่เคยบอกไปแล้วครับว่า ถ้ามีปัญหาจะได้รับกระทบน้อยกว่าแน่ๆ แม้ว่าสหรัฐฯ ขึ้นกำแพงภาษีสินค้าจากยุโรป ซึ่งกลุ่มนี้ถือว่ามีความแข็งแกร่งในตัวเองสูงครับ

ประกอบกับ ECB ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจในประเทศ ดังนั้นยุโรปยังน่าสนใจอยู่ครับผม

สรุปสั้นๆ : สะสมต่อไป แต่ขอให้โฟกัสที่หุ้นเล็กเป็นหลักเหมือนเดิม

สัปดาห์นี้เหมือนสัปดาห์ที่แล้วเลยครับผม หุ้นญี่ปุ่นผมมองว่ายังสะสมต่อได้ครับผม จากมุมมองที่ว่าผลประกอบการบริษัทที่ขยายตัวแข็งแกร่ง และจากแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยนซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทส่งออกญี่ปุ่นให้เติบโตมากขึ้นครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมต่อไปครับ

เกมส์พลิกอีกแล้วครับสำหรับหุ้นเกาหลี!! หลังจากรัฐบาลเสนอร่างงบประมาณการใช้จ่ายภาครัฐปี 62 เพิ่มขึ้น 10% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดตั้งแต่ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจทีผ่านมา โดยคาดว่านโยบายดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนเอกชน ขณะที่ลดผลกระทบของการส่งออกที่มีแนวโน้มชะลอตัวอีกด้วยครับ

แม้ว่าช่วงก่อนหน้าจะเป็นวิกฤต แต่ตอนนี้โอกาสกลับมาอีกครั้งให้เราไปต่อแล้วครับ สู้ๆจ้า

สรุปสั้นๆ : แฟนพันธ์ุแท้โอปป้าถึงเวลาแล้วครับ

หุ้นอินเดียในสัปดาห์นี้ยังน่าสนใจด้วยเหตุผลเดิมครับ การลดอัตราการเก็บภาษี Goods and Services Tax สำหรับสินค้ากว่า 50 รายการ เพื่อเพิ่มคะแนนนิยมให้กับพรรครัฐบาลเพื่อการเลือกตั้งในปีหน้ามาสักระยะ ทำให้หุ้นอินเดียตอนนี้น่าสนใจอยู่ครับ เพราะที่ไหนมีการลดภาษี ที่นั่นย่อมมีการบริโภคเพิ่มขึ้น และส่งผลต่อตัวเลขที่ดีขึ้นผลประกอบการแน่นอนครับผม

สรุปสั้นๆ : สะสมต่อไปครับ

ยังคงทยอยสะสมได้เรื่อยๆ ครับ สำหรับหุ้นไทย จากภาพรวมของเศรษฐกิจในประเทศมีสัญญาณดีขึ้นจากทั้งการบริโภคครัวเรือน และการลงทุนเอกชน จะช่วยให้รายได้บริษัทจดทะเบียนในภาพรวมยังคงขยายตัวได้ดีขึ้นครับ

อย่างที่บอกไปตลอดครับ แม้ว่าตลาดหุ้นไทยจะผันผวน แต่ยังอยากชวนให้สะสมต่อครับ เพราะเชื่อว่าระยะยาวนั้นมันมีอะไรดีๆ รออยู่แน่นอนครับ จากเงินลงทุนของ LTF ที่กำลังจะไหลเข้ามา เราน่าจะได้เห็นอะไรดีๆ ช่วงปลายปีครับ

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมกันต่อไปจ้า

สำหรับสัปดาห์นี้ยังคงเฝ้าระวังอยู่เหมือนเดิมครับ เนื่องจากผมมองว่าสถานการณ์ประเด็นสงครามการค้าสหรัฐฯ  ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ซึ่งยังเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นจีนอยู่เรื่อยๆ  ประกอบกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงมากกว่าคาด และผลประกอบการหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ค่อนข้างน่าผิดหวัง ดังนั้นควรจะหยุดดูท่าทีไปก่อนครับโดยเฉพาะส่วนของ A-SHARE แต่ถ้าใครเป็นแฟน H-SHARE ก็ยังพอสะสมได้ครับ

สรุปสั้นๆ : ขอหยุดก่อนนะครับสำหรับ A-SHARE

แนะนำการลงทุนประจำสัปดาห์

ตลาดตราสารทุน :  ทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ หุ้นยุโรป หุ้นญี่ปุ่น หุ้นไทย และหุ้นอินเดีย และ จีน H-Share

ตลาดตราสารหนี้ : แนะนำลงทุนตราสารหนี้ High Yield สหรัฐฯ ส่วนตราสารหนี้ไทยแนะนำให้ซื้อตราสารหนี้ไทยระยะสั้น

สินทรัพย์ทางเลือก : ชะลอการลงทุนในทองคำ แต่ทยอยสะสมน้ำมัน

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงต่ำ

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 44%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 44%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงกลาง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 20%
  • ตราสารหนี้ไทย 20%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 6%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 25%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 20%
  • ตราสารหนี้ไทย 20%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 2%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 3%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงสูง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 5%
  • ตราสารหนี้ไทย 5%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 8%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 40ฃ2%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 5%
  • ตราสารหนี้ไทย 8%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 1ฃ2%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 4%

“ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน” ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 30 สิงหาคม 2561

ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำโดย นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดสรรสินทรัพย์และกองทุนต่างประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป

โดยข้อคิดเห็นและบทความในเอกสารฉบับนี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ผู้ใช้ข้อมูลนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

Model การสร้างความมั่งคั่งเพื่อสร้าง Active และ Passive Income

บทความนี้ผมสรุปประเด็นจากหัวข้องานสัมมนาที่ผมไปเป็นวิทยากรนะครับ โดยวัตถุประสงค์ของงานสัมมนานั้นจัดเพื่อให้ นักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่และผู้ที่อยู่ในวัยเริ่มต้นทำงาน อายุไม่เกิน 25 ปี ก็เป็นการแชร์ประสบการณ์ของผมในแง่ของการทำงานและการลงทุนสร้างรายได้ในยุค 4.0 ที่กำลังมาถึง

รูปภาพข้างล่างนี้คือ Model ชีวิตในการสร้างความมั่งคั่ง ซึ่งจะประกอบด้วย 2 ส่วน

ส่วนที่ 1 คือการเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างรายได้จากการทำงาน (Active Income) วิธีคิดที่ทำให้เราก้าวหน้า มีรายได้ที่มากขึ้น หรือหากเราทำงานอิสระก็จะสามารถต่อยอดด้วยเครื่องมือต่างๆที่ใช้เทคโนโลยีในปัจจุบัน

ส่วนที่ 2 คือการเพิ่มความมั่งคั่งจากการลงทุนในทรัพย์สินให้เกิดดอกผล (Passive Income) และการพาตัวเองไปสู่เป้าหมายทางการเงินได้อีกด้วย ส่วนนี้ผมจะพูดถึงบ่อย โดยเฉพาะเรื่องการวางแผนเกษียณในระยะยาวที่สร้างหลักประกันทางการเงิน

ทั้ง 2 ส่วนที่กล่าวมานั้นจะสร้างรายได้ให้กับเรา ซึ่งเราจะต้องจัดการแผนเงินของเราให้ดีและหากเราสามารถสร้างเงินออมได้แล้ว มันจะสามารถใช้หมุนไปเรื่องของการลงทุนต่างๆ และกลับมาเป็นรายได้อีกทางให้กับเรา ตัวอย่างง่ายๆคือมีเงินลงทุนและได้รับ ดอกเบี้ย เงินปันผลกลับมาเป็นรายรับในชีวิต

ทีนี้เราจะพัฒนาให้มันดีขึ้นอย่างไร?

Active Income

การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้เป็นมืออาชีพ

รายได้ของแต่ละคนและแต่ละอาชีพนั้นไม่เท่ากัน หากเราวิเคราะห์เจาะลึกลงไปจะเห็นว่าอาชีพที่ใช้แรงในการทำงานโดยไม่ได้มีทักษะใดๆประกอบในการทำงาน มักจะได้เงินเดือนและรายได้น้อย เนื่องจากแรงงานนั้นเป็นสิ่งที่สามารถหาของทดแทนได้ไม่ยาก มีราคาตลาดค่าแรงรองรับและมีทางเลือกอื่นๆของผู้จ้างที่จะตัดสินใจไม่ว่าจะเป็นการจ้างคนใหม่ การใช้เครื่องทุนแรง เป็นต้น

ในขณะที่การพัฒนาตัวเองไปสู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีทักษะนั้น จะทำให้โอกาสในการถูกแทนที่ลดลงเพราะเกิดความเป็น Specialist หรือ ผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้นๆมากขึ้น มีโอกาสต่อรองในเรื่องค่าแรงฝีมือการทำงานได้

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร อดัม สมิท เคยบอกมาเป็นร้อยๆปีแล้วว่าการเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาใดๆ มันทำให้เราเกิดประสิทธิภาพในการทำงาน คนจ้างก็ไม่ต้องลองผิดลองถูก จ้างผู้เชี่ยวชาญมาค่าตัวอาจจะแพง แต่ลดต้นทุนความเสียหายจากความไม่รู้ได้เยอะกว่าได้ อีกทั้งประสิทธิภาพที่เกิดขึ้นจะมาในแง่ของ Productivity และ Innovation ด้วย ในส่วนนี้เราก็ต้องวางแผนชีวิตของเราว่าจะไปในทางไหนและต่อยอดในเส้นทางนั้นๆ และพยายามดีดตัวเองออกมาจากการทำงานที่ใช้แรงงานทั่วๆไป

การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้เป็นมืออาชีพในยุค 4.0

ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าโลกเรามันเปลี่ยนเร็วมากๆ สิ่งที่เราทำๆอยู่ในวันนี้ อาจจะถูกเทคโนโลยีมาแทนที่ (Technology Disruption) ที่ทำให้เราอยู่ๆก็ตกงานก็ได้ เช่น เราอาจจะทำงานเป็นพักงานขายของที่ร้านค้า แต่อยู่ๆระบบ Platform Online เข้ามาทำให้เจ้าของปิดสาขาและเราก็ต้องออกจากงาน

แต่ถ้าเราสังเกตดีๆ การถูกแทนที่ในอาชีพ ย่อมมาพร้อมกับโอกาสในการเห็นลู่ทางใหม่ๆเสมอ ร้านค้าออนไลน์เดี๋ยวนี้เปิดง่ายกว่าร้านค้าตามท้องถนน ไม่ต้องลงทุนด้วยเงินเยอะๆ หลายคนก็เลยใช้โอกาสนี้มาทำธุรกิจออนไลน์แทน จะเห็นได้ว่าหากเรารู้ว่าเครื่องมือและเทคโนโลยีต่างๆที่สามารถเพิ่มศักยภาพในการทำงานของเรานั้นก็จะให้ชีวิตการทำงานของเรา Smart ขึ้นได้ ผมเชื่อว่าเดี๋ยวนี้คงไม่มีใครเขียนจดหมายแล้วให้นกพิราบไปส่งแล้วใช่ไหมครับ เราใช้เทคโนโลยีอีเมล ไลน์ มันเร็วกว่าเยอะ

Passive Income

การเพิ่มรายได้จากการเปลี่ยนเงินออมเป็นเงินลงทุน

ถ้าเราเคยอ่านหนังสือประวัติศาสตร์มา ลองสังเกตดูนะครับว่าชาติที่ร่ำรวยนั้นนอกจากจะอยู่ในจุดที่ภูมิศาสตร์ดี ในน้ำมีปลาในนามีข้าวแล้ว การที่บ้านเมืองจะเจริญเติบโตและอยู่รอดในยามสงครามได้จะต้องมีการสะสมเสบียงและทรัพยากรอยู่ตลอดเวลา และถ้าทรัพยากรมากเกินการบริโภคก็สามารถนำไปขายได้

พอเรามามองในโลกปัจจุบันโดน ทรัพยากรที่เราหามาได้มันเปลี่ยนไปเป็นเรื่องเงินทองที่เราหามาได้ ก็ต้องมีบางส่วนเก็บสำรองไว้ บางส่วนใช้จ่าย หากมีส่วนเกินก็สามารถนำไปต่อยอดสร้างความร่ำรวยเช่นกัน วิธีการมันอาจจะเปลี่ยนไปบ้าง แต่หัวใจของการสร้างความมั่งคั่งมันเริ่มมาจากการสะสมทุนและทรัพยากรของชีวิตเรานั่นล่ะ

เมื่อเรามีรายได้ที่มากขึ้น มีรายจ่ายที่น้อยกว่ารายได้ เราย่อมสามารถนำเงินออมไปสร้างโอกาสต่างๆให้กับความมั่งคั่งในชีวิตได้ ถ้าภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่าการนำเงินไปต่อเงินเพื่อทำให้เกิดรายรับที่มากขึ้น และแน่นอนว่าสิ่งที่เป็นพื้นฐานที่สุดที่เราพอจะนึกออกก็คือ “ดอกเบี้ยเงินฝาก”

จะว่าไป ดอกเบี้ยเงินฝากนั้นเป็นอะไรที่ให้ผลตอบแทนน้อยมากในปัจจุบันและไม่สามารถเอาชนะเงินเฟ้อที่ทำให้ของแพงมากขึ้นในระยะยาวได้ด้วย การนำเงินออมไปลงทุนจึงเป็นแนวทางที่อยู่ในกระแสของยุคนี้ แต่การลงทุนนั้นก็มีความเสี่ยงอยู่เหมือนกันเราจึงต้องรู้จักการประเมินตัวเอง (อายุ ภาระ ความเสี่ยง) รู้จักความเสี่ยงของทรัพย์สินในการลงทุน (หุ้น ตราสารหนี้ กองทุนรวม) รวมถึงแนวทางในการจัดพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่เรารับได้

การออมให้ประสบความสำเร็จ เป้าหมายต้องชัด แผนต้องมี วินัยต้องเลิศ

สิ่งแรกที่เราควรทำนั้นคือตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าเราจะออมไปเพื่ออะไร ใช้เงินเท่าไหร่? และมีเวลาเตรียมตัวยาวนานแค่ไหน เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญนะเพราะถ้าไม่มีเป้าหมายเราจะเก็บเงินไปเรื่อยๆโดยไม่สามารถกำหนดวิธีการที่มีประสิทธิภาพได้

หากเรากำหนดเป็นแผนแล้ว สิ่งที่จะมาตอบแผนของเราได้ก็คือกลไกล 3 พลัง (เงินต้นที่ต้องใช้ ระยะเวลาที่มี และอัตราผลตอบแทนที่คาดหวัง) ซึ่งเมื่อเราคำนวณได้แล้วจะกลายเป็นแผนของการออมและการลงทุน

ตัวอย่างเช่น เป้าหมายเกษียณที่ 7.6 ล้านบาท มีระยะเวลาในการหาเงิน 30 ปี ก็จะต้องเก็บเงินให้ได้เดือนละ 7,000 บาท โดยมีอัตราผตอบแทนที่คาดหวัง 6.4% อันนี้เป็นตัวอย่างคราวๆของกลไกล 3 พลังที่เราจะใช้วางแผนได้นะครับ

จากที่ผมสังเกตมา เป้าหมายทางการเงินที่เราควรมีมันจะหนีไม่พ้นเรื่อง เกษียณ การศึกษา ท่องเที่ยว การสร้างทรัพย์สิน ดูแลสุขภาพ การเพิ่มความมั่งคั่ง การวางแผนบุตร การดูแลพ่อแม่ และการสร้างมรดก ซึ่งหากเราสามารถกำหนดได้เป็นองค์รวมว่าเราแผนเราจะต้องมีอะไรบ้าง จะทำให้เราวางแผนในภาพรวมอย่างเป็นระบบได้ครับ

อีกส่วนก็คือการมีวินัยในการออมและการลงทุน เราจะต้องลงทุนแบบประจำเพื่อให้ไปถึงเป้าหมาย วิธีที่ง่ายที่สุดคือ เมื่อเงินเดือนออก ให้หักเงินออมเก็บเอาไว้ก่อนจะเอาเงินที่เหลือนำไปใช้ และนำเงินออมไปทยอยลงทุนแบบ DCA (Dollar Cost Average) จากการเลือกทรัพย์สินที่ดี มีโอกาสเติบโตระยะยาว โดยที่ไม่สนใจราคาที่ขึ้นลงในระยะสั้น มุมมอง Mindset และ Concept ในการลงทุนคือ คือ

  • หุ้นลงก็ดี ลงทุนด้วยเงินเท่าเดิมก็ได้หุ้นหรือหน่วยลงทุนมากขึ้น
  • หุ้นขึ้นก็ดี ลงทุนด้วยเงินเท่าเดิมแต่จำกัดความเสี่ยงในการซื้อหุ้นจำนวนมาก และการที่หุ้นขึ้นมันก็ทำให้เราเกิดความมั่งคั่งได้ด้วย

การลงทุนแบบนี้เป็นวิธีการง่ายๆไม่ซับซ้อน สามารถใช้ซื้อหุ้นหรือกองทุนรวมก็ได้ เหมาะสำหรับนักลงทุนมือใหม่ ผู้ที่อยากเริ่มต้น หรือคนไม่มีเวลาติดตามจังหว่ะในการซื้อ หากใครทำอาชีพในลักษณะ Freelance มีรายได้ที่เข้าบ้างไม่เข้าบ้าง ก็สามารถกำหนด Pool เงินลงทุนและตัดเงินมาลงทุนตามระยะเวลาครับ

สะสมไปเรื่อยๆ ความมั่งคั่งจะเกิดขึ้น รวมถึงเราสามารถสร้าง Passive income ได้ ไม่ว่าจะเป็นการที่กองทุนจ่ายเงินปันผล หรือเราอาจจะส่งคำสั่งขายกองทุนด้วยตัวเอง ตรงนี้ก็อยู่ที่แต่ละคนวางแผนแล้ว

ผมก็หวังว่า Model วิธีคิดในเรื่องการสร้างความมั่งคั่งนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนนะครับ อย่าลืมวางแผนในเรื่องการพัฒนาตัวเองและการวางแผนการเงินที่ดีเพื่อพาเราไปสู่เป้าหมาย ทุกคนทำได้ครับ สู้ๆ

ทำความรู้จักขนมประจำชาติไทย “มรดกจากท้าวทองกีบม้า”

ทำความรู้จักขนมประจำชาติไทย “มรดกจากท้าวทองกีบม้า”
.
มารี กีมาร์ หรือท้าวทองกีบม้า หัวหน้าห้องเครื่องต้นวิเสทในราชสำนัก ลูกครึ่งโปรตุเกส – ญี่ปุ่น ภริยาของเจ้าพระยาวิชาเยนทร์
.
ว่ากันว่านางได้ประดิษฐ์ขนมไทยที่ได้รับอิทธิพลจากอาหารโปรตุเกส เช่น ทองหยิบ, ทองหยอด, ฝอยทอง, ทองม้วน และหม้อแกง จนได้สมญาว่าเป็น “ราชินีแห่งขนมไทย” ด้วยรสชาติ ละมุนลิ้น รูปลักษณ์สวยงาม ขนมเหล่านี้จึงได้รับความนิยมข้ามศตวรรษมาจนปัจจุบัน อากาศร้อนๆแบบนี้ เห็นทีจักต้องไปหาขนมหวานหอมๆชื่นใจมากินกันบ้างแล้วหนาออเจ้า

ทำความรู้จักขนมประจำชาติไทย “มรดกจากท้าวทองกีบม้า”

ทำความรู้จักขนมประจำชาติไทย “มรดกจากท้าวทองกีบม้า”

ทำความรู้จักขนมประจำชาติไทย “มรดกจากท้าวทองกีบม้า”

ทำความรู้จักขนมประจำชาติไทย “มรดกจากท้าวทองกีบม้า”ทำความรู้จักขนมประจำชาติไทย “มรดกจากท้าวทองกีบม้า”

ทำความรู้จักขนมประจำชาติไทย “มรดกจากท้าวทองกีบม้า”

ทำความรู้จักขนมประจำชาติไทย “มรดกจากท้าวทองกีบม้า”

ทำความรู้จักขนมประจำชาติไทย “มรดกจากท้าวทองกีบม้า”ทำความรู้จักขนมประจำชาติไทย “มรดกจากท้าวทองกีบม้า”

มนุษย์เงินเดือนวางแผนการออมอย่างไรให้มีเงินใช้ในยามเกษียณ

ในช่วงหลังเราจะเห็นได้ว่าสังคมไทยนั้นก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) มากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งหลายคนก็เป็นโสด มีทั้งแบบตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจจะขึ้นคาน ซึ่งหลายคนก็ทำนายชีวิตของตัวเองได้เลยว่าจะต้องใช้ชีวิตแบบไม่ได้มีลูกหลานดูแลแน่ๆ

หากมาดูจากสถิติที่ทาง CIA ได้ทำข้อมูลไว้ในปี 2016 ประชากรไทยในวัย 35 – 45 ทั้งชายและหญิงเป็นกลุ่มที่มีจำนวนเยอะที่สุดในโครงสร้างของประชากร ซึ่งเมื่อผ่านไป ประมาณ 10-20 ปี โครงสร้างอายุจะถูกยกขึ้นไปบริเวณตำแหน่งสูงขึ้น และพวกเราก็จะแก่ไปด้วยกันนะครับ ฮาๆ

www.cia.gov

นี่ล่ะมันถึงทำให้ผมมองว่าเราควรจะต้องให้ความสำคัญกับการออมตั้งแต่วันนี้ และคำถามที่เรามักจะเจอก็คือ 

1. เราควรมีเงินออมอย่างน้อยเท่าไหร่เพื่อใช้ในวัยเกษียณ

2. มนุษย์เงินเดือนจะมีวิธีเก็บออมกันอย่างไร?

มาดูคำตอบและวิธีการในแต่ละข้อกันนะครับ :

ข้อที่ 1 หากเราจะวางแผนเก็บเงินออมเพื่อใช้ในยามเกษียณนั้น แน่นอนว่าเราจะต้องมีตัวเลขในใจซักตัวเลขหนึ่งว่าเท่าไหร่น่ะมันถึงจะพอ? 1 ล้านไหม? 5 ล้านพอไหม? หรือต้องในระดับ 10 ล้าน?

วิธีคิดทำได้ง่ายๆเช่น คำนวณค่าใช้จ่ายในปัจจุบัน เช่น เราใช้จ่ายอยู่ที่เดือนละ 20,000 บาท หากเราต้องมีชีวิตอยู่ตั้งแต่อายุ 60 – 80 ปี (กินเวลาไป 20 ปี หรือ 240 เดือน) นั่นหมายความว่าอย่างน้อยเราจะต้องเก็บเงินในวันนี้ให้ได้ 4,800,000 บาท แต่ต้องไม่ลืมว่าโลกเรานั้นมีเงินเฟ้อและของในแต่ละปีจะแพงขึ้นเรื่อยๆด้วยนะครับ อีก 30 ปีข้างหน้าอาจจะหมายถึงตัวเลข 6-10 ล้านบาทก็ได้

ซึ่งหากใครมี Lifestyle ที่หรูหรากว่านี้ก็ต้องเตรียมเงินเอาไว้ใช้มากกว่าด้วยเช่นกัน ตรงนี้อยู่ที่การกำหนดของตัวเรานะครับ ซึ่งเมื่อเราทราบแล้วว่ามันต้องเตรียมตัว ทางออกของเราก็มีอยู่ 3 ทาง ได้แก่

  • ยื่นเวลาเกษียณอายุออกไป ทำงานตอนแก่ด้วย
  • ลดภาระการใช้เงินของเราลงในยามเกษียณ
  • เก็บเงินเพิ่มและหาผลตอบแทนเพิ่มในปัจจุบัน

ซึ่งแน่นอนว่ามันก็จะมาสู่คำถามข้อที่ 2 ที่ผมกำลังจะพูดถึงต่อนั่นก็คือ เราจะมีวิธีการออมกันอย่างไร? สมัยนี้ยุค 4.0 แล้ว การออมก็ต้องมีการพัฒนาไปอีกก้าวเช่นกัน

การออมแบบมนุษย์เงินเดือน

สำหรับมนุษย์เงินเดือนแล้ว สิ่งที่เราได้เปรียบมากกว่าหลายๆอาชีพคือ เรามีกระแสเงินสดเข้ามาในกระเป๋าทุกเดือนๆอย่างสม่ำเสมอ และยังมีสวัสดิการและเครื่องมือทางการเงินการลงทุนอีกหลายๆอย่างที่ช่วยเราวางแผนได้

อย่างแรกสุดเลยก็คือการกำหนดเงินออม ลองวางเป้าหมายดูนะครับว่าเราจะต้องออมเงินให้ได้เท่าไหร่ อย่างตัวอย่างในรูปนี้นะครับ ผมลองกำหนดว่าถ้าราอายุ 30 ปี และจะเกษียณอายุตอนอายุ 60 ปี หากออมเงินเดือนละ 10,000 บาท โดยอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 5% ต่อปี เป็นเวลา 360 เดือน (30 ปี) จะได้เงินเท่าไหร่?

ตัวเลขที่ได้มาคือประมาณ 8.3 ล้านบาท ซึ่งน่าจะมีโอกาสเพียงพอจากสมมติฐานที่เรากำหนดนะครับ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเราอาจจะปรับได้โดยการออมที่มากขึ้นหรือการเพิ่มความเสี่ยงในการลงทุน (แต่ต้องอยู่ในความเหมาะสมของชีวิตเรานะครับ เสี่ยงมากไปถ้าพลาดก็พัง)

http://www.fncalculator.com

เครื่องมือในการเก็บออมของมนุษย์เงินเดือนเพื่อใช้ในอยามเกษียณมีอะไรบ้าง?

พอเราเห็นตัวเลขแบบนี้แล้ว การฝากเงินในธนาคารก็คงไม่ใช่คำตอบของเราชาวมนุษย์เงินเดือนแล้วใช่ไหมครับเพราะอัตราดอกเบี้ยนั้นไม่ได้สร้างความมั่งคั่งได้เหมือนในอดีต เครื่องมือที่มนุษย์เงินเดือนมีก็เยอะมาก ได้แก่

  • กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ : บริษัทไหนที่มีโครงการแบบนี้ สามารถให้เขาหักจากรายได้ในแต่ละเดือนไปลงทุนให้นะครับ
  • LTF RMF : เป็นการลงทุนในกองทุนรวมระยะยาวที่ได้สิทธิในการลดหย่อนภาษี แต่การลงทุนมีความเสี่ยงเช่นกันนะครับ ลองจัดพอร์ตกันดีๆและทำตามเงื่อนไขและข้อกำหนดครับ
  • ประกันบำนาญ : สำหรับคนที่ไม่ชอบรับความเสี่ยงมากจนเกินไปกับหุ้นหรือกองทุนรวม เราก็ลองนำประกันบำนาญมาวางแผนร่วมด้วยในยามเกษียณได้
  • กองทุนรวมทั่วไป : เป็นเครื่องมือการลงทุนที่จะมีผู้จัดการกองทุนรวมบริหารพอร์ตการลงทุนตามนโยบายที่กำหนดนะครับ แต่ไม่สามารถลดหย่อนภาษีได้แบบ LTF RMF ครับ
  • หุ้น : เป็นการลงทุนในบริษัทและกิจการต่างๆ มีความเสี่ยงสูงกว่าทรัพย์สินอื่นๆ (ขาดทุนได้เยอะ) แต่ถ้าสร้างผลตอบแทนได้มากหากเราเลือกหุ้นที่ดี มีการเติบโตในระยะยาว
  • ทรัพย์สินทางเลือกอื่นๆ : หากเรามีความรู้และความเข้าใจในเรื่องทรัพย์สินที่สามารถต่อยอดความมั่งคั่งให้เราได้ก็สามารถนำเงินมาลงทุนได้เช่นกันครับ เช่น อสังหาริมทรัพย์ ลงทุนในที่ดิน บ้านและคอนโดเอาไว้ขายหรือ เก็บค่าเช่า 

จะเห็นได้ว่าเครื่องมือเรามีเยอะมาก แต่ๆๆๆๆ ก่อนที่จะนำเงินออมของเราไป ลงทุน หรือ ออมหุ้น ออมกองทุน ทั้งหลายทั้งปวง ต้องไม่ลืมว่าการลงทุนนั้นมีความเสี่ยงด้วยนะครับ หากเราไม่เข้าใจและลงเงินไป อาจจะขาดทุนเสียหายและทำให้แผนการออมในยามเกษียณบรรลุเป้าหมายได้ครับ

อย่าลืมการออมอย่างสม่ำเสมอด้วย DCA

อย่างที่ผมบอกล่ะ ข้อดีของมนุษย์เงินเดือนคือมีเงินเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ ลองจัดเงินในแต่ละเดือนมาลงทุนในทรัพย์สินที่เราได้มีการจัดพอร์ตการลงทุนและวางแผนไว้ วิธีที่ง่ายที่สุดคือการใช้หลักการ Dollar Cost Average หรือ DCA เพื่อทยอยซื้อในทรัพย์สินเป้าหมายในแต่ละเดือนตามวันเวลาที่เรากำหนดโดยไม่สนใจราคาขึ้นลงระหว่างวัน แต่ต้องไปทรัพย์สินที่มีอนาคตในระยะยาวนะครับ

ทั้งหมดนี้ก็เป็นหลักการคร่าวๆที่อยากจะนำเสนอนะครับ มนุษย์เงินเดือนทุกคนสามารถวางแผนเกษียณได้ด้วยการวางแผนเกษียณให้กับตัวเอง คำนวณดูว่าจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ และเงินในปัจจุบันนี้จะต้องออมอย่างไร ออมหุ้น ออมกองทุนรวม ตามแผนที่เราวางไว้เท่าไหร่เพื่อให้ได้อัตราผลตอบแทนที่คาดหวังจนไปถึงเป้าหมายของเรานะครับ

ขอให้ประสบความสำเร็จในการลงทุนนะครับ

คุ้มไหมกับการซื้อกาแฟแก้วละ 100 กว่าบาท

คุ้มไหมกับการซื้อกาแฟแก้วละ 100 กว่าบาท?

ช่วงนี้เป็นช่วงที่กินกาแฟติดกัน 2 วันแต่เป็นคนละยี่ห้อ วันหนึ่งผมกิน Starbucks แก้วละ 140 บาง พอมาอีกวันมาลองกินของ Amazon แก้วละ 75 บาท

ราคาของทั้ง 2 แก้วนี้ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด จากที่ซื้อมาราคาต่างกันเกือบเท่านึงเลยนะ ถ้าถามว่าคุ้มค่าไหม มันวัดได้หลายรูปแบบนะ

1. รูปแบบตัวเงินที่จ่าย

ถ้าเรามองแค่ตัวเงินที่จ่ายออกจากกระเป๋าตังเราเนี่ย แน่นอนว่า Starbucks จะถูกนำไปเปรียบเทียบกับสินค้าอื่นๆในลักษณะของมารร้ายทางการเงินทันที ฮ่าๆ ในขณะที่ของที่มีราคาถูกกว่าในตัวเงินก็จะกลายเป็นพระเอก อารมณ์แบบว่า แกรรรร ซื้อกาแฟแก้วนึง 140 บาทแหนะ กินข้าวจานละ 40 บาทได้ 3 จานกว่าๆเลยนะ

แต่การมองแบบนี้มันก็อาจจะเป็นประโยชน์ก็ได้หากเราอยากจะเก็บเงิน ด้วยการสำรวจดูว่าเราใช้เงินกับอะไรที่แพงๆ ใช้บ่อยๆ และคิดว่าถ้าลดมันได้ก็อาจจะทำให้เราเก็บเงินได้มากขึ้น บางคนบ่นว่าไม่มีเงิน เงินไม่พอแต่เห็นซื้อกาแฟวันละ 2-3 แก้วทุกวัน ประหยัดมากขึ้นก็รวยขึ้นได้

2. มองจาก Experience ที่ได้รับ

ถ้าเรามองในอีกแง่หนึ่งโดยที่เอาเงินไปเทียบกับประสบการณ์ของชีวิต คำตอบมันอาจจะเปลี่ยนไปก็ได้ถูกไหมครับ? คำว่าประสบการณ์นั้นผมไม่ได้หมายความว่าการจ่ายเงินแพงจะได้ของคุณภาพดีกว่า แต่มันพูดถึงองค์รวมของสิ่งที่เราได้รับ คุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่าเราก็จะตัดสินใจกันเอาเอง

ตัวอย่างเช่น ถ้าเราไปเที่ยวปารีสแล้วชั้นบนสุดของหอไอเฟลมีกาแฟขาย คิดเป็นเงินไทยราคา 500 บาท ซึ่งแพงกว่าราคาโดยทั่วไปและรสชาติธรรมดาๆแบบกาแฟที่หากินที่ไหนก็ได้ เราอาจจะมองว่า มันแพงจัง กาแฟแบบนี้แก้วละ 100 ก็พอป่ะ?

แต่ถ้าผมบอกเพิ่มไปว่า นี่เป็นโอกาสเดียวที่คุณจะได้จิบกาแฟบนยอดหอไอเฟลที่มีแห่งเดียวในโลกและคนทั้งโลกเก็บเงินเพื่อเดินทางมาหามัน เมื่อคุณซื้อไปแล้วคุณจะต้องไปยืนที่มุมหนึ่งเพื่อถ่ายรูปที่อดีตประธานาธิบดีของฝรั่งเศสทุกยุคจะต้องเดินทางมาในจุดนี้!

โอ้ว โหฟังแบบนี้ ให้จ่าย 1,000 เลยดีไหม? 500 ถูกไปเปล่าวะ?

เชื่อผมไหมว่าหลายคนจะซื้อมันโดยทั้งที่รู้ว่าราคามันแพง แต่มันคือความคุ้มค่าที่เราขึ้นมาอยู่บนหอไอเฟลแล้วซื้อกาแฟมาแล้วยกกล้องขึ้นมา Selfie เพื่ออวดเพื่อนทั้งโลกว่า

“ฉันอยู่บนหอไอเฟล จิบกาแฟอยู่นะแกรรรรร”

เรื่องพวกนี้มันคือการตัดสินใจเพื่อเลือกซื้อประสบการณ์ของเราอยู่แล้ว จริงๆแล้วความแพงไม่แพง มันมองจากจุดนี้ด้วยก็ได้

แน่นอนว่าบางคนอาจจะมองว่าการนั่งจิบกาแฟใน Starbucks มันคือ Lifestyle ของเรา มีประวัติและตำนานทั้งตัวร้านและเมล็ดกาแฟ ตอนซื้อน้องก็จะถามชื่อเรา เขียนชื่อเราลงในแก้ว จ่ายบัตรเครดิตก็ได้ และมี Identity บางอย่างที่เราชอบและพร้อมจ่ายกับมูลค่ากับมัน พอเป็นแบบนี้แล้วการ Starbucks อาจจะเป็นพระเอกเมื่อเทียบกับการซื้อของทั่วๆไปที่ราคาไม่แพงก็ได้

ทั้งหมดก็อยู่ที่มุมมองนะครับ ส่วนตัวผมว่าเมืองไทยเรานี้ผู้บริโภคเดิมอาจจะเน้น Fictional แต่กำลังเปลี่ยนเป็น Emotional มากขึ้นจากคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รายได้ที่มากขึ้น สินค้าบริการในอนาคตก็จะเน้นการสร้าง Extrinsic Value โดยใช้ Customer-Centric ผ่านกระบวนการรับรู้สินค้าและบริการผ่าน Customer Experience มากขึ้นนะครับ

ก็อยากจะบอกล่ะว่าเรื่องการเงิน มันไม่ได้มีแค่เรื่องตัวเงิน แต่มันมีเรื่องของความเป็นชีวิตของเราด้วย ใช้ชีวิตทางการเงินให้ดีและมีความคุ้มค่าตามที่เราคิดว่าเหมาะสมกับ Lifestyle มันก็ทำให้ชีวิตเราเก๋ๆ มีความสุขได้เนอะ

(Review) @WORK ลาดพร้าว เกษตรนวมินทร์ “Home Office Building ตึกโฮมออฟฟิศเดี่ยว แบบ Independent unit ผนังไม่ติดใคร” คำตอบของชีวิต Work Life Balance

กระแส Home Office กำลังกลับมาเป็นกระแสอีกครั้งในปัจจุบัน

ในอดีต คนยุค Baby Boomer การใช้บ้านเป็นที่ทำงานถือเป็นเรื่องปรกติมาก นึกสภาพถึงห้องแถวเก่าๆ ที่ชั้นล่างมักจะเป็นธุรกิจอะไรสักอย่าง เช่น ร้านอาหาร ร้านโชห่วย ร้านตัดผม ในขณะที่ชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัย เรียกอีกอย่างว่าในสถานที่เดียวกันเป็นทั้งบ้านเป็นทั้งออฟฟิศ ถ้าหันไปถามพ่อแม่ถึงเหตุผลว่าทำไมถึงเอาบ้านมาเป็นที่ทำงานด้วย คำตอบก็คงจะเป็นประหยัด คล่องตัว โดยเฉพาะในยุคนั้น ธุรกิจส่วนมากมักเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ไม่มีความจำเป็นต้องแยกตัวธุรกิจออกไปทำให้ใหญ่โต

ผ่านมายุคเจนเนอเรชัน X เราเริ่มแยกบ้านออกจากออฟฟิศมากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตดี การใช้บ้านเป็นออฟฟิศก็ขยับขยายลำบาก แถมคนในยุคนี้ก็จะเห็นความลำบากจากคนยุคก่อน ผู้คนจึงต้องการความมั่นคง อยากทำงานในองค์กรใหญ่ การใช้โฮมออฟฟิศจึงดูจะไม่เป็นที่นิยมและจำกัดอยู่ในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กเท่านั้น

กลับมาในยุคปัจจุบันของคนเจเนอเรชัน Y ต่อกับ Z ยุคสมัยที่มนุษย์ทำงานรู้ซึ้งถึงการทำงานหนักของคนยุคก่อนหน้าซึ่งมักจะเป็นพ่อแม่ได้เป็นอย่างดี คนยุคนี้จึงเริ่มกลับมาตั้งคำถามเรื่อง Work Life Balance หรือสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน ทำงานอย่างไรให้เป็นสุข ทำงานอย่างไรให้เหมือนได้ใช้ชีวิตไปด้วย ทำงานอย่างไรที่ไม่ใช่เพื่อการเก็บเงินไปเที่ยวกำแพงเมืองจีนตอนเกษียณ

Home Office จึงกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง

องค์กรสมัยใหม่พยายามปรับตัวองค์กรให้ดูมีความเป็นบ้านมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเชิงกายภาพ เราเริ่มเห็นห้องนั่งเล่น ห้องดูทีวี ห้องเล่นเกม หรือแม้กระทั่งห้องนอน ในออฟฟิศสมัยใหม่ พัฒนาการของออฟฟิศที่เข้าใกล้ความเป็นบ้านเหล่านี้จะช่วยลดความเครียดของพนักงานลงและเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ให้มากยิ่งขึ้น องค์กรเองก็เข้าใจความต้องการของพนักงานว่าต้องการสร้างสมดุลให้ชีวิต องค์กรจึงสร้างออฟฟิศให้เหมือนบ้านเสียเลย อย่างบริษัทระดับโลกบางบริษัทก็มีสไลเดอร์ ห้องตีปิงปอง รวมไปถึงห้องนอนให้พนักงานใช้กันอย่างเต็มอิ่มเลย

แน่นอนว่าโฮมออฟฟิศที่ดีต้องมาจากโครงสร้างของสิ่งปลูกสร้างที่เหมาะสมด้วย หากเราเลือกเช่าออฟฟิศบนตึกสูง พื้นที่มีแต่ห้องสี่เหลี่ยม โต๊ะทำงานจัดเป็นพาร์ทิชัน (หรือที่ชอบเรียกติดตลกกันว่าคอก) แบบนี้การจะสร้างอารมณ์ความเป็นบ้านก็ยากลำบาก อสังหาริมทรัพย์เพื่อโฮมออฟฟิศโดยเฉพาะจึงแพร่หลายในปัจจุบัน คือเป็นตึกลักษณะซื้อเพื่ออยู่ก็ได้ ซื้อเพื่อเป็นออฟฟิศก็ได้ ความสูงไม่มากให้ความรู้สึกเหมือนบ้าน เหนื่อยล้าจากการทำงานก็เดินลงมาเหยียบพื้นหญ้าบนสวนหย่อมได้

Nirvana @WORK ลาดพร้าว เกษตรนวมินทร์ คือ Home Office ที่น่าสนใจและกำลังจะเปิดตัว Type ใหม่

Nirvana @WORK ลาดพร้าว เกษตรนวมินทร์ เป็นโฮมออฟฟิศที่พัฒนาโดยบริษัท เนอวานา ไดอิ จำกัด (มหาชน) ความโดดเด่นของโครงการคือ @WORK ลาดพร้าว เกษตรนวมินทร์ เป็นตึกเดี่ยว หรือที่เรียกในคอนเซปต์เท่ๆ ของโครงการว่า“Home Office Building ตึกโฮมออฟฟิศเดี่ยว ผนังไม่ติดใคร” และมีเพียง หลังโดยจะมี Exclusive Sales วันที่ 8 – 9 กันยายน 2561 นี้

การไม่เป็นอาคารพาณิชย์ที่เรียกติดกันเป็นชุดก็มีประโยชน์หลายอย่าง สิ่งแรกที่ตัดเรื่องการรบกวนจากตึกข้างเคียงไปได้เลย เสียงดังเอย ปัญหาจากการใช้ผนังร่วมกันเอย และสิ่งสำคัญอีกอย่างที่ดีมากคือความรู้สึกเป็นบ้านที่มากกว่า ตึกที่มีพื้นที่รายล้อมส่วนตัวย่อมให้ความเป็นบ้านที่จะส่งเสริมความผ่อนคลายให้ผู้อยู่อาศัยตามสไตล์โฮมออฟฟิศ

เรื่องภาพลักษณ์การออกแบบก็ไม่ต้องห่วง @WORK ลาดพร้าว เกษตรนวมินทร์ มาในสไตล์ Loft ดีไซน์เรียบหรูแต่เน้นการใช้ประโยชน์เต็มที่ได้ทุกส่วนของพื้นที่ ความสูง 4 ชั้นสำหรับ Independent Unit พื้นที่ใช้สอยรวมมากถึง 517 ตารางเมตร พื้นที่จอดรถ 6 คัน ซื้ออยู่เป็นบ้านก็ได้ ซื้ออยู่ทำเป็นออฟฟิศก็ได้ หรือจะควบสองเป็นโฮมออฟฟิศ ทั้งบ้านและออฟฟิศก็ได้เช่นกัน

ทำเลของโครงการก็ถือว่าสะดวกสบาย

Nirvana @WORK ลาดพร้าว เกษตรนวมินทร์ ติดถนนใหญ่ ใกล้ทางด่วน ใกล้รถไฟฟ้สายสีน้ำตาลและสายสีชมพู ห้างสรรพสินค้าใกล้เคียงก็มี Central East Ville, Crystal Park, Fashion Island และ CDC เดินทางไปไหนมาไหนก็สะดวก โซนฝั่งนั้นก็มีออฟฟิศตั้งกันอยู่เยอะมาก

นอกจากตัวโฮมออฟฟิศเอง สิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการก็ครบถ้วน ทั้งระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง ระบบวงจรปิด ระบบคีย์การ์ดเข้าโครงการ นอกจากนี้ยังมีห้องฟิตเนส ห้องประชุมและเวิร์คช็อป ห้องอาหารและร้านกาแฟ ร้านซักรีด บริเวณอินเทอร์เน็ตฟรี และป้ายบริษัทหน้าออฟฟิศและ tower sign หน้าโครงการอีกด้วย

ในมุมมองของความคุ้มค่าในการตัดสินใจซื้อก็ถือว่าน่าสนใจ

การซื้อโฮมออฟฟิศหมายถึงการได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันระหว่างบ้านและที่ทำงาน มองในแง่ต้นทุนของเจ้าของ เราจะได้ตั้งแต่การประหยัดค่าเดินทาง หรือการแบ่งต้นทุนบางอย่างระหว่างบ้านและออฟฟิศที่จะทำให้ค่าใช้จ่ายรวมต่ำลง ยิ่งการทำออฟฟิศหมายถึง การที่สินทรัพย์สามารถนำไปสร้างมูลค่าทางธุรกิจต่อ สร้างรายได้ต่อ มุมมองนี้ก็ย่อมน่าสนใจ เพราะเงินที่เราจ่ายซื้อสินทรัพย์ไปจะได้ผลตอบแทนกลับมาในแง่ของผลลัพธ์ทางธุรกิจอีกด้วย

ผลตอบแทนจากการลงทุนซื้อโฮมออฟฟิศจึงมาจากการได้ความประหยัดจากการแบ่งต้นทุน การประหยัดค่าเดินทาง ความผ่อนคลายของพนักงานที่อาจจะนำมาซึ่งผลงานที่ดีมากขึ้น รวมไปถึงเราก็สามารถปรับสัดส่วนระหว่างบ้านและออฟฟิศได้เอง หากอนาคตธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว เราก็ยังเหลือพื้นที่ให้ขยายผ่านการปรับสัดส่วนให้เหมาะสม

กระซิบว่าวันที่ 8 – 9 กันยายน 2561 นี้จะมี Exclusive sales พร้อม Special price 33 ล้านบาท* พร้อมรับ Macbook Pro และ Macbook Air เฉพาะเมื่อจองในงานนี้เท่านั้น ที่สำคัญมีเพียง 8 หลังเท่านั้น ใครสนใจอยากเข้าไปจับจอง หรือจะเข้าไปสอบถามพูดคุยรายละเอียดก่อนตัดสินใจ ก็สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/2PbO642 เลย หรือโทร 1787

ทำงานเครียดๆ แล้วได้เดินลงไปเหยียบหญ้านี่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายมากเลยนะ

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

หรือสันติภาพจะเกิดขึ้นจริง? ทรัมป์-คิม จับมือปรองดองที่สิงคโปร์

หรือสันติภาพจะเกิดขึ้นจริง? ทรัมป์-คิม จับมือปรองดองที่สิงคโปร์

หรือสันติภาพจะเกิดขึ้นจริง? ทรัมป์-คิม จับมือปรองดองที่สิงคโปร์

2ผู้นำของโลกสหรัฐอเมริกาและเกาหลีเหนือ เข้าร่วมประชุมลงนามข้อตกลง 4 หัวข้อหลักในการประชุมครั้งประวัติศาสตร์ที่โลกจับตามอง ณ ประเทศสิงคโปร์

ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดและทัศนคติกัน ในเรื่องเกี่ยวกับการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น และความยั่งยืนมั้งคั่งที่จะเกิดขึ้นกับทั้งสองประเทศ โดย 4 หัวข้อนั้นประกอบไปด้วย

1.สหรัฐและเกาหลีเหนือให้คำมั่นว่าจะสร้างความสัมพันธ์ใหม่ตามความปรารถนาของประชาชนทั้ง 2 ประเทศเพื่อสันติภาพ และความรุ่งเรือง

2.สหรัฐและเกาหลีเหนือจะร่วมกันสร้างระบอบสันติที่ยั่งยืนและมั่นคงบนคาบสมุทรเกาหลี

3.ยืนยันตามปฏิญญาปันมุมจอมวันที่ 27 เม.ย. 2561 เกาหลีเหนือให้คำมั่นว่าจะเดินหน้าปลดนิวเคลียร์คาบสมุทรเกาหลีอย่างสมบูรณ์

4.สหรัฐและเกาหลีเหนือให้คำมั่นว่าจะค้นหาร่างเชลยสงครามและหรือทหารที่สูญหายขณะปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งเร่งส่งคืนร่างที่พบแล้ว

โดยในตอนสุดท้ายทั้งสองผู้นำ จะรีบดำเนินการตามข้อตกลงให้เร็วที่สุด เพื่อประชาชนของทั้งสองประเทศ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save