เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 สิงหาคม 2561

เก็งหวยงวดวันแมวโลก กับสถิติย้อนหลัง10งวดล่าสุด สรุปเลขตัวเก็งจากทุกสำนัก และเหตุการณ์เด็ดพร้อมเอาไปตีเป็นตัวเลข

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 สิงหาคม 2561

1. สถิติย้อนหลังสิบงวด จากหลักการเก็งตัวเลขไม่ซ้ำกันติดต่อ10งวดล่าสุด ขณะนี้กองสลากได้ออกเลขอะไรไปบ้าง พร้อมสถิติตัวเลขที่ออกซ้ำกันมากที่สุดในแต่ละหลักให้คุณได้วิเคราะห์ความน่าจะเป็นในงวดนี้

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 สิงหาคม 2561

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 สิงหาคม 2561

2.
เก็งเลขเด็ดจากสถาบันเสี่ยงดวงชั้นนำ ในงวดนี้สถาบันเลขเด็ดชื่อดังได้บอกใบ้ คำนวณตัวเลขใดออกมาบ้าง ใช่เลขที่คุณตีความได้จากความฝัน หรือวงในแหล่งเลขเด็ดหรือไม่ หากศรัทธาสถาบันใดก็นำตัวเลขไปวิเคราะห์ต่อ หรือซื้อตามได้เลย

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 สิงหาคม 2561

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 สิงหาคม 2561

3. เหตุการณ์เด็ดวิเคราะห์ให้เป็นเลข นอกจากนี้เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในแต่ละวันก็สามารถนำมาวิเคราะห์ให้เป็นตัวเลขได้ อย่างวันที่เพิ่งผ่านไป คือ วันที่ 8 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันแมวโลก ทาสแมวอย่างเราๆก็ต้องอาศัยโชคจากนายท่านซะแล้ว

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 สิงหาคม 2561

ซึ่งสามารถตีเป็นเลขจากความฝันว่าหากฝันถึงแมวในอิริยาบถต่างๆ จะสามารถตีเป็นเลขใดได้บ้าง หากฝันเห็นแมว จะได้เลขเด่น คือ 2 5 หรือ 9 หากฝันว่าแมวให้หวยจะได้เลขเด่น คือ 5 และถ้าหากฝันว่าแมวกัด จะได้เลขเด่น คือ 1 6 8 ซึ่งเลขดังกล่าวสามารถนำไปจับกับเลขอื่นๆใดตามความชอบ หรือหากจะตีเลขจากพฤติกรรมของแมวของตนเอง หรือแมวเพื่อนบ้าน อย่างเช่น แมวคลอดลูก สังเกตว่าแมวคลอดลูกกี่ตัว หรือคลอดที่บ้านเลขที่ใด ใต้ท้องรถทะเบียนใด หรืออะไรที่เกี่ยวข้องกับตัวเลข หรือลองใช้วิธีแบบตรงๆคือการให้แมวเสี่ยงทายตัวเลข อย่างเช่น ทำหมายเลขมาให้แมวเลือกว่าเลขใดคือเลขนำโชค

การเก็งตัวเลขเป็นเพียงการคาดเดา ทั้งนี้ต้องใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล ความฝัน โชคชะตารวมถึงบุญกุศลประกอบกัน  ควรซื้ออย่างไม่เดือดร้อนต่อตนเอง และการเสี่ยงทายโดยใช้สัตว์เลี้ยง ควรคำนึงถึงความปลอดภัย และความสบายใจต่อสัตว์เลี้ยง ตนเอง และผู้อื่นด้วยนะ

CREDIT : https://lotto.mthai.com/dream/

   http://www.korhuay.com

“FinTech” ความท้าทายในโลกการเงินในยุคดิจิทัล สรุปสาระสำคัญเรื่องนี้จากงาน KRUNGSRI EXCLUSIVE Economic and Investment Mid Year Outlook 2018

วันที่ 19 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมาเป็นอีกวันหนึ่งทีมงาน aomMONEY ได้มีโอกาสเรียนรู้เกี่ยวกับ “FinTech” ความท้าทายในโลกกาเงินในยุคดิจิทัล งานสัมมนา  KRUNGSRI EXCLUSIVE Economic and Investment Mid Year Outlook 2018 ที่จัดโดย KRUNGSRI EXCLUSIVE ในครั้งนี้ถือว่าเป็นอะไรที่ “EXCLUSIVE” สมชื่อจริงๆ เพราะนอกจากสถานที่จัดงานคือโรงแรมสุดหรูใจกลางเมืองอย่างสยามเคมปินสกี้แล้ว และเหล่านักลงทุนที่ได้รับเชิญกันมาร่วมงานอย่างอุ่นหนาฝาคั่งแล้ววิทยากรที่มาพูดในงานนี้เป็นล้วนคนมีชื่อเสียงทั้งนั้น

  • คุณกรณ์ จาติกวณิช – ประธานสมาคมฟินเทคประเทศไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  • คุณฐากร ปิยะพันธ์ – ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรี คอนซูมเมอร์ และผู้บริหารสายงานดิจิทัลแบงก์กิ้งและนวัตกรรม ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
  • Mr. Andrew Slimmon – Managing Director at Morgan Stanley Investment
  • คุณศิริพร สินาเจริญ – กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด

งานนี้เป็นงานที่น่าสนใจ และมีประโยชน์กับนักลงทุนที่ทาง KRUNGSRI EXCLUSIVE เชิญมาร่วมงานมากเลยนะครับ ซึ่งทางทีม aomMONEY เองก็สังเกตว่า มีนักลงทุนและกูรูชื่อดังหลายท่านมาร่วมรับฟังในงานนี้ด้วยเช่นกัน

ในงานนี้แบ่งเป็น 2 ช่วง โดยมีเนื้อหาแตกต่างกันไป โดยช่วงแรกจะเน้นเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และการปรับตัวของธนาคาร นั่นคือช่วงของ “FinTech  และความท้าทายของประเทศไทยในโลกยุคดิจิตอล”

และในช่วงที่สองจะเป็นช่วงของการลงทุนแบบล้วนๆ โดยจะมีการเล่าภาพรวมการลงทุนในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา และแนวทางสำหรับนักลงทุนในการลงทุนครึ่งปีหลังให้อิงกับสถานการณ์โลก ในช่วงของ “Is it time for investors to scale black risk?”

ซึ่งวันนี้ทางทีมงาน aomMONEY ก็ไม่พลาดที่จะเก็บข้อมูลสำคัญๆ และภาพบรรยากาศ ในช่วงของ FinTech และความท้าทายของประเทศไทยในโลกยุคดิจิตอล มาฝากให้เพื่อนๆ ได้ติดตามกัน ให้รู้สึกเหมือนอยู่ด้วยกันในงานเลยทีเดียว ช่วงนี้วิทยากร ได้แก่ “คุณกรณ์ จาติกวณิช” ประธานสมาคมฟินเทคประเทศไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และประธาน บริษัท รีฟินน์ อินเตอร์เนชั่นแนล ดอทคอมจำกัด เรียกได้ว่าไม่มีใครในวงการ FinTech ในประเทศไทยที่ไม่รู้จักแน่นอน

และวิทยากร อีกท่านก็คือ “คุณฐากร ปิยะพันธ์” ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรี คอนซูมเมอร์ และผู้บริหารสายงานดิจิทัลแบงก์กิ้งและนวัตกรรม ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) โดยพิธีกรดำเนินรายการก็คือ “คุณแบงค์ พชร ปัญญายงค์” พิธีกรชื่อดังที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันดีนั่นเองครับ

FinTech คืออะไร?

สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่า FinTech ว่าคืออะไร ขอเกริ่นสักนิดครับว่า มันคือการเงินรูปแบบใหม่ยุคดิจิตอลที่นำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในด้านการเงิน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ใช้บริการด้านการเงินอย่างสิ้นเชิง หรือที่เราเรียกว่า “Disrupt” หากใครได้ติดตามข่าวสารด้านเทคโนโลยีอยู่บ้าง จะรู้ว่าช่วงที่ผ่านมาเทคโนโลยีนั้นพัฒนาขึ้นแบบก้าวกระโดด โดยเฉพาะกระแสของ FinTech ที่ถือว่าเป็นอะไรที่ใกล้ตัว และมาแรงที่สุดเลยก็ว่าได้

ยกตัวอย่าง เช่น ตอนนี้ จีนกำลังผลักดันเมืองเทียนสินเป็นเมือง “Cashless” หรือที่เรียกว่า “สังคมไร้เงินสด” ที่อังกฤษเองก็มีธนาคารที่เป็น Pure Internet Bank ซึ่งในไทยยังไม่เห็นแนวโน้มเท่าไหร่

สถานการณ์ FinTech ในประเทศไทย

ต้องขอบอกตรงๆเลยครับว่า ปีนี้เองถือเป็นปีที่เทคโนโลยีและ FinTech เข้ามามีบทบาทกับสังคมไทยมากขึ้นเรื่อยๆ และการแข่งขันเองก็เริ่มสูงขึ้นเรื่อยเช่นกัน

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพกันชัดๆ ก็คือ ในปีนี้ธนาคารในประเทศ ต่างพร้อมใจกันปรับลดธนาคารสาขา และ ตู้ ATM ลง และประกาศฟรีค่าธรรมเนียมการโอน เนื่องจากจำนวนผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เริ่มเข้าสาขาของธนาคารน้อยลง มีการทำธุรกรรมการเงินในมือถือมากขึ้น  (ประเทศไทยถึงขนาดติดอันดับเป็นประเทศที่ใช้ Mobile Banking อันดับต้นๆของโลกเลยทีเดียว)

เพราะสะดวกกว่าไปสาขาของธนาคาร ทำได้ทุกที่ทุกเวลาแถมประหยัดเวลากว่าเยอะ อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนของธนาคารได้ ทำให้ผลประโยชน์ตกเป็นของผู้ใช้บริการไปเต็มๆ อีกทั้งยอดผู้ใช้บริการ “พร้อมเพย์” ที่เติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดด แสดงให้เห็นว่า ธนาคารและผู้คนภายในประเทศไทยกำลังเริ่มปรับตัวเข้าสู่ ”สังคมไร้เงินสด” อย่างชัดเจน

แต่ Mobile Banking หรือ พร้อมเพย์ ก็เป็นเพียงเสี้ยวนึงของ FinTech ในประเทศไทยเท่านั้น เพราะจริงๆ แล้ว FinTech ที่เกิดในประเทศไทยนั้น มีอยู่ 3 ประเภทที่เห็นชัดๆ ได้แก่

  • ประเภทบริหารหนี้ เช่น แบรนด์ Refinn ที่เข้ามาช่วยเรื่องการบริหารจัดการหนี้สินเชื่อที่อยู่อาศัย ด้วยการรีไฟแนนซ์
  • ประเภทประกัน เช่น “Claim Di” (เคลมดิ) Mobile Application ที่ช่วยให้คนขับรถ สามารถทำเคลมประกันภัยได้ด้วยตนเอง แบบรวดเร็ว ทันใจ เพียงใช้ปลายนิ้วสัมผัส โดยไม่ต้องรอประกันอีกต่อไป
  • ประเภทแนะนำการลงทุน เช่น Finnomena

นอกจากนี้ยังมี StartUp FinTech อีกมากที่กำลังผลักดันตัวเอง แต่ก็เป็นเรื่องน่าเสียดายมากครับที่ยังไม่สามารถทำได้ เพราะด้วยกฎหมายไทยยังไม่รับรอง ณ ปัจจุบัน เช่น การกู้ยืมระหว่างบุคคุล การทำประกันแบบกลุ่มที่รวมเงินกองกลางกับเพื่อน เป็นต้น

อะไรคืออุปสรรคของ FinTech ของประเทศไทย?

แน่นอนว่าสถานการณ์ FinTech ในประเทศไทย อุปสรรคสำคัญยังเป็นเรื่อง “ทัศนคติ” ของทางการครับ โดยเฉพาะผู้คุมกฏหมายที่ออกกฏเกณฑ์ เพราะกฎหมายของประเทศไทยในเรื่องนี้ถือว่ายังล้าหลังอยู่มาก เช่น Uber และ Grab ก็ยังไม่ถูกกฎหมายสักที จนกระทั่งตอนนี้ Uber ได้ถอนตัวไปจากประเทศไทยด้วยประเด็นนี้นั่นเอง

ก้าวต่อไปของธนาคารในยุค FinTech

อย่าลืมว่าโลกมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ยกตัวอย่างเช่น สมัยก่อนการลงทุนเป็นเรื่องเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้มากเท่านั้นเพราะข้อจำกัดสำหรับผู้มีรายได้น้อย แต่ปัจจุบันผู้มีรายได้น้อยก็เข้าถึงการลงทุนได้

คำถามที่ตามมาคือ “ถ้าวันใดประเทศไทยมีการปรับแก้ข้อกฎหมายให้รองรับการนำ FinTech เข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันแบบเต็มรูปแบบและธนาคารกลัวอะไร? และจะปรับตัวอย่างไร?”

คำถามนี้ถือเป็นคำถามที่ทีมงาน aomMONEY คิดว่าน่าสนใจที่สุดคำถามนึงเลยก็ว่าได้ ซึ่ง คุณฐากร ปิยะพันธ์ ตอบไว้แบบชัดเจนว่า “อนาคตอีก 10-20 ปี ธนาคารพาณิชย์จะเป็นอย่างไร คงไม่มีใครสามารถตอบได้ ลองคิดดูว่าขนาด 70 ปีที่ผ่านมาธนาคารไม่เคยไม่เก็บค่าธรรมเนียม แต่ตอนนี้ทุกธนาคารแทบไม่เก็บค่าธรรมเนียมแล้ว

โลกทุกวันนี้หมุนเร็วมาก องค์กรอย่างธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยถือเป็นองค์กรที่ใหญ่มากเวลาจะขยับก็ต้องใช้เวลาดังนั้น “Speed of Change” คืออุปสรรคของธนาคารและเป็นเรื่องที่ธนาคารกลัว สิ่งที่ทำได้คือพยายามปรับตัวให้เร็วที่สุด และมอง FinTech เป็น Partner มากกว่าคู่แข่ง”

โดยคุณฐากรเล่าว่า เมื่อก่อนเคยคิดว่า FinTech เป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของธนาคาร เพราะเทคโนโลยีธนาคารอาจยังมีช่องว่างมีและต้นทุนที่สูง FinTech จึงเห็นโอกาสที่จะเข้าสู่ตลาดในจุดนี้ แต่เมื่อทำความเข้าใจและเรียนรู้ FinTech แบบจริงจังจึงเปลี่ยนความคิดว่า FinTech เนี่ยแหละ จะมาเป็น Partner ของธนาคาร ธนาคารในประเทศไทยยังได้เปรียบในแง่ความความเชื่อใจ ความมั่นใจ ความปลอดภัย และมีสิ่งที่เป็นสินทรัพย์สำคัญนั่นคือ “ข้อมูล”

FinTech จะมาช่วยลดทอนขั้นตอนที่ธนาคารทำไม่ได้

ผู้ใช้บริการทำธุรกรรมต่างๆ ได้รวดเร็วและง่ายขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนของธนาคารอีกด้วย ซึ่งสุดท้ายแล้วผลประโยชน์ก็จะไปอยู่กับผู้ใช้บริการ ยกตัวอย่างเช่น ในอนาคตอาจธนาคารก็อาจปล่อยสินเชื่อให้กับคนหลายๆระดับได้มากขึ้น เช่น แม่ค้าก๋วยเตี๋ยว หรือ วินมอเตอร์ไซค์ เพราะเดี๋ยวนี้มี App รองรับเป็นหลักฐานที่มารายได้ชัดเจนมากขึ้น เปลี่ยนการให้น้ำหนักของ Statement มาที่ Information แทน ดังนั้นในอนาคตจะเป็นการแข่งขันโดยใช้ข้อมูลให้มีประสิทธิภาพ และใช้ให้ตรงกับความต้องการมากขึ้น เสนอผลิตภัณฑ์ตรงใจ และถูกเวลา

นั่นหมายความว่า หลังจากนี้เราจะไม่โดนโทรมาขายประกันและบัตรเครดิตอีกแล้วครับ ถ้าเราไม่ต้องการ(ฮา)

ด้าน คุณกรณ์ จาติกวณิช เองก็เสริมคุณฐากร ว่า ตอนนี้จีนคือผู้นำ “Cashless” อย่างแท้จริง บางเมืองแทบไม่มีการใช้เงินสดแล้ว แต่เรื่องนี้ไม่สามารถวัดวัดกันด้วยเศรษฐกิจของประเทศได้ เพราะขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมด้วย เช่น เยอรมันแม้เศริษฐกิจจะดี แต่ก็ยังนิยมใช้เงินสดอยู่ แล้วอะไรที่ทำให้จีนก้าวข้ามผ่านเรื่องนี้ได้?

“จริงๆ แล้ว Startup FinTech เกิดขึ้นจาก Pain point ของผู้บริโภค ที่เมื่อก่อนเทคโนโลยีมันยังแก้ปัญหาไม่ได้ แต่ทุกวันนี้สามารถแก้ได้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และสาเหตุที่จีนพัฒนาเรื่องนี้ได้แบบก้าวกระโดดเพราะ ธนาคารจีนไม่สามารถตอบโจทย์ของผู้ใช้บริการได้ พัฒนาตามเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วของประเทศไม่ทัน แต่สำหรับประเทศไทยนั้นธนาคารสามารถเติบโตตามเศรษฐกิจทัน ยังตอบโจทย์คนไทยได้อยู่ คนไทยจึงยัง Happy กับธนาคารและยังไม่มองหา FinTech เท่าไหร่นัก แต่ถ้าจะมองหาก็จะมองหา FinTech ที่ติดแบรนด์ของธนาคารมากกว่าอยู่ดี ดีที่สุดคือธนาคารกลายเป็น FinTech เอง”

ต่างจากประเทศอย่างอังกฤษที่ผู้ใช้บริการให้ความเชื่อมั่นในแบรนด์ใหม่ถ้าใช้แล้วตอบโจทย์ เช่น ธนาคารออนไลน์เต็มรูปแบบ ข้อดีคือต้นทุนต่ำกว่า ผลตอบแทนดีกว่า แต่ยังไม่ได้รับความสนใจในวงการ FinTech ไทย เพราะ ธนาคารแห่งประเทศไทยยังไม่มีความชัดเจน

แต่ถ้าในอนาคตประเทศไทยมี FinTech เกิดขึ้นใหม่ ก็ไม่ต้องกังวลมาก เพราะสุดท้ายแล้ว FinTech นั้นจะผ่านการคัดกรองโดยธรรมชาติ ถ้าเป็น FinTech ที่ดีมีประโยชน์ก็จะขายออก ถ้าทำแล้วไม่ดีก็ขายไม่ออก ดังนั้นความกังวลส่วนใหญ่จึงอยู่กับสถาบันการเงินมากกว่าว่าจะปรับตัวอย่างไร เพราะถ้าเลือกได้ใครก็ชอบที่มีธนาคารอยู่ในมือถือตัวเอง มากกว่าเดินไปธนาคารอย่างแน่นอน นอกจากนี้ AI และ Chatbot จะมาช่วยในการให้บริการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย

คุณฐากรยังย้ำอีกว่า “จีนก้าวหน้าไปมากไม่ใช่แค่เรื่อง payment อีกด้านที่ก้าวหน้ามากคือ “Biometric” การพิสูจน์ตัวตนทำได้ดีมาก น่าจะเป็นต้นแบบที่ประเทศไทยสามารถเอามาปรับใช้และพัฒนาให้เหมาะคนในประเทศได้อย่างแน่นอน”

โดยมีข่าวดีอีกว่า “ไม่เกินสิ้นปีนี้ผู้ใช้บริการธนาคารในประเทศไทยจะสามารถเปิด บัญชีผ่านมือถือ ด้วยการยืนยันตนเองผ่านเทคโนโลยี Biometric เพียงแค่ 3 นาทีก็เปิดบัญชีได้”

มาถึงตรงนี้บอกเลยว่า เนื้อหาในส่วน FinTech และก้าวต่อไปของธนาคาร นี่ทั้งข้อมูลและเนื้อหาจัดเต็มเข้มข้นมากๆ จนทำให้ทีมงาน aomMONEY อดตื่นเต้นไม่ได้เลยทีเดียว

วันนี้แต่ละธุรกิจต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลง?

อย่างที่ทราบกันดีว่า ในหัวเมืองใหญ่ตอนนี้นักท่องเที่ยวจีนเข้ามาเยอะมาก และส่วนใหญ่มีความต้องการใช้ ALIPAY ซึ่งเป็น FinTech ประเภทนึง ดังนั้นผู้ประกอบการก็ต้องใช้ให้เป็น และมีให้ใช้เพื่อรองรับตรงนี้ด้วย ที่สำคัญอย่าลืมว่า ตอนนี้นักท่องเที่ยวจีนที่มีพาสปอร์ต คิดเป็นเพียงประชากรแค่ 7% เท่านั้น อีกไม่กี่ปีข้างหน้า จะมีประชากรจีนที่มีพาสปอร์ตถึง 25% เลยทีเดียว

ดังนั้นอย่าลืมหาช่องว่างที่ลงตัวเหมาะสมกับธุรกิจและตอบโจทย์ได้ ก็จะเป็นการสร้างความสุขให้กับทั้งตัวเจ้าของธุรกิจและผู้บริโภคไปพร้อมๆ กันนั่นเองครับ

ICO (Initial Coin Offering) จะมีผลในประเทศไทยมากแค่ไหน

ในส่วนนี้ทางทีมงาน aomMONEY ขอเล่าก่อนว่า Cryptocurrency คือ สกุลเงินสกุลนึงในรูปแบบของดิจิตอล โดยใช้เทคโนโลยี Blockchain ในการจัดการ โดยสกุลแรกที่เกิดขึ้นคือ Bitcoin ถือเป็นนวัตกรรมทางการเงินที่จะใช้แทนเงินแบบเดิมๆ ที่เกิดจากแนวความคิดที่ไม่เชื่อมั่นต่อสกุลเงินของประเทศทั่วโลกที่มีการผลิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีวันสิ้นสุด แต่ Bitcoin มีการกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าจะมีเพียง 21 ล้านเหรียญ Bitcoin เท่านั้น (อ่านข้อมูลเกี่ยวกับ Bitcoin เพิ่มเติมคลิก Bitcoin สวรรค์ของนักเก็งกำไร หรือเหวของนักลงทุน!)

สำหรับเทคโนโลยีคือ Blockchain การแชร์ทุกๆ ขั้นตอนของธุรกรรมออกไปให้ทุกคนรู้เหมือนกัน เป็นธุรกรรมที่เอาไปใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย (อ่านข้อมูลเกี่ยวกับ Blockchain เพิ่มเติมคลิก Blockchain คืออะไร? ทำไมถึงเขย่าวงการธนาคาร)

แล้ว ICO มีประโยชน์ต่อ Startup มากแค่ไหน?

นี่เป็นที่มา ที่ผมต้องอธิบาย เรื่องของ Cryptocurrency และ Blockchain ไว้ก่อนนะครับ เพราะจริงๆแล้ว ICO นั้นในการระดมทุนผ่านระบบ Blockchain โดยใช้สกุลเงินของ Cryptocurrency แทนสกุลเงินทั่วไป ซึ่งหลักในการประเมิน ICO ก็เหมือนแนวทางประเมินหุ้น ผู้บริหาร แนวทางการทำธุรกิจ ICO หลายๆ เจ้าเวลาระดมทุน ชอบให้ใช้ Crypto สกุลใดสกุลนึง ทำให้ราคาของทั้งสองอย่างมันเกี่ยวเนื่องกัน แต่ปัญหาคือที่ผ่านมาคนที่ลงทุนไม่ยอมอ่าน White Paper (เปรียบเหมือนหนังสือชี้ชวนของ IPO ว่าธุรกิจนำไปใช้อะไรบ้างนั่นแหละ)

จนทำให้เกิดเหตุการ์ในปัจจุบัน นั่นคือ การเก็งกำไรแบบไร้เหตุผลกันมากเกินไป เมื่อมีคนเห็นช่องทางการทำเงินแบบนี้ ก็มีนักธุรกิจบางรายได้ออก ICO แบบแย่ๆมาเพื่อหวังกำไรระยะสั้น ส่งผลให้ราคาของ Crypto currency หลายสกุลราคาตกลงแบบน่าใจหายนั่นเอง นอกจากนี้ประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกๆ ในโลกที่มีกฏหมายมาควบคุมเรื่องนี้

ดังนั้นถ้าเพื่อนๆ คนไหน อยากลงทุนใน Cryptocurrency หรือ ICO แนะนำให้ศึกษาข้อมูลให้ดีก่อน ลองลงทุนแบบลองสนาม อย่าเพิ่งกระโดดเข้าไปแบบจริงจัง เพราะยังไม่มีใครสามารถคาดคำนวณได้นะครับ

สำหรับวันนี้ผมและทีมงาน aomMONEY คงต้องขอลากันเพียงเท่านี้ แต่หากใครสนใจ ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ KRUNGSRI EXCLUSIVE มากกว่านี้่ล่ะก็ คลิกที่ลิ้งค์นี้ได้เลย https://bit.ly/2Kwj441

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

หุ้น IPO “MVP” กับอีเว้นท์ด้านมือถืออันดับ 1 ของประเทศไทย

“MVP” หรือ “บริษัท เอ็ม วิชั่น จำกัด (มหาชน)” ประกอบธุรกิจการจัดงานอีเว้นท์ (Event Organizer) ซึ่งงานที่เป็นเรือธงของบริษัทจะเป็นงานเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือ เช่น Thailand Mobile EXPO ที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นงานด้านโทรศัพท์มือถือที่ดังที่สุดในประเทศไทยก็ว่าได้

Thailand Mobile EXPO อาจจะเรียกได้ว่าเป็นหัวใจของ MVP ก็ว่าได้

MVP จัดงาน Thailand Mobile EXPO มามากกว่า 12 ปี โดยจะจัดขึ้นปีละ 3 ครั้งที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ข้อดีของการจัด 3 ครั้งต่อปีคือรายได้จากงานอีเว้นท์จะค่อนข้างกระจายไปในหลายไตรมาส และงานเองก็ถือว่าเป็นที่นิยมและมีศักยภาพสูง ยอดคนเดินงานล่าสุดอยู่ที่มากกว่า 7 แสนคน และยอดขายรวมสะพัดเหยียบ 2,000 ล้านบาท

ธุรกิจโทรศัพท์มือถืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นธุรกิจที่กำลังอยู่ในกระแสอย่างชัดเจน เพราะนอกจากจำนวนเครื่องโทรศัพท์มือถือทั้งไทยและทั่งโลกที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องแล้ว โทรศัพท์มือถือเองกลายเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเชื่อมต่อไปสู่เทคโนโลยีอื่นมากมาย เช่น ทีวี เครื่องดูดฝุ่น กล้องถ่ายรูป หลอดไป อุปกรณ์ภายในบ้านต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะเทรนด์ Internet of Things (IOT) ในสหรัฐอเมริกากำลังมาแรงมาก ยกตัวอย่างเช่น การเชื่อมต่อหลอดไฟภายในบ้านกับมือถือให้ปรับไฟโทนสีต่างๆ ได้ การเชื่อมต่อกับตู้เย็นเพื่อแจ้งเตือนวันหมดอายุสินค้า อย่างในไทยเองก็มีการพัฒนาและนำไปใช้อย่างต่อเนื่อง เช่น การใช้แอพในโทรศัพท์แทนรีโมตแอร์ หรือการเชื่อมต่อมือถือกับกล้องเพื่อลงรูปในโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว

ภาพบรรยากาศงาน Thailand Mobile EXPO ที่มีผู้เข้าร่วมกว่า 7 แสนคน

Thailand Mobile EXPO เองก็ถือว่าเป็นหน่วยธุรกิจที่สามารถเติบโตได้

ทั้งแง่จากการเติบโตจากการเพิ่มพื้นที่ขายในงาน ซึ่ง MVP จะย้ายงานไปจัดที่ Bitec บางนาที่จะได้ประโยชน์จากขนาดงานที่ใหญ่ขึ้น รองรับผู้คนได้มากขึ้น หากมีพื้นที่ขายมากขึ้น รายได้ของบริษัทเองก็มีแนวโน้มเติบโต นอกจากนี้ การจัดงานชื่อดังได้ประสบความสำเร็จก็เป็นการความสามารถด้านการจัดอีเว้นท์อีกด้วย บริษัทจึงได้ขยายงานออกไปทางการจัดอีเว้นท์อื่นเพิ่มเติมซึ่งจะช่วยเพิ่มการเติบโตได้ อย่าง Samsung Galaxy 10K Thailand Championship 2016 หรืองานจอมบึงมาราธอน ก็เป็นผลงานของบริษัทด้วย

ภาพแผนผังงาน Thailand Mobile EXPO และรายชื่อลูกค้าที่มาซื้อพื้นที่ภายในงาน

นอกจากเทรนด์เรื่องโทรศัพท์มือถือ กระแสเรื่อง “Sport Tourism” ก็ถือว่าน่าสนใจ

ช่วง 2 – 3 ปีมานี้เชื่อว่าหลายคนต้องได้เห็นรูปถ่ายเพื่อนในเฟสบุ๊คที่ถ่ายคู่กับเหรียญงานวิ่งเป็นแน่ กีฬาวิ่ง โดยเฉพาะการวิ่งมาราธอนกลายเป็นกีฬายอดฮิตที่ดังขึ้นมาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่การวิ่งมาราธอนไม่ได้นำมาซึ่งสุขภาพที่แข็งแรงอย่างเดียว แต่งานวิ่งทำให้เกิดการเติบโตเชิงเศรษฐกิจอีกด้วย

การวิ่งมาราธอนจัดเป็นการท่องเที่ยวเชิงกีฬาหรือ Sport Tourism นึกง่ายๆ ที่เราจะเห็นเพื่อนบางคนบินไปต่างจังหวัดหรือขั้นต่างประเทศเพื่อเข้าร่วมการวิ่งมาราธอน นอกจากไปวิ่งแล้ว นักกีฬาที่ไปก็จะต้องจับจ่ายใช้สอยทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในท้องที่ด้วย ปัจจุบันมีรายการงานกีฬาในประเทศกว่า 700 รายการที่ส่งผลให้เกิดเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจ ซึ่ง Sport Tourism ก็ถือว่าน่าสนใจในเชิงการเติบโต เหมือนที่ครั้งหนึ่งประเทศไทยเคยเติบโตมาจาก Medical Tourism มาก่อนแล้ว

ภาคท่องเที่ยวถือว่าเป็นภาคอุตสาหกรรมที่สำคัญมากในประเทศไทย ประเทศไทยถือว่ามีสัดส่วนรายได้จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเทียบกับ GDP รวมสูงที่สุดในโลก และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวก็ถือว่ายังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าในปี 2561 ประเทศไทยจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเติบโตอยู่ที่ประมาณร้อยละ 7.0 ซึ่งก็ถือว่าสูงมากถ้าเทียบกับฐานเก่าซึ่งกรุงเทพก็ถือเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเป็นอันดับ 1 ของโลกอยู่แล้ว

MVP เองก็ถือว่าเกี่ยวข้องกับ Sport Tourism และการท่องเที่ยวโดยตรง เพราะเป็นผู้จัดงานวิ่งชื่อดังมากมาย เช่น งานจอมบึงมาราธอน งานเขาประทับช้างเทรล งานตะนาวศรีเทรล เป็นต้น นอกจากนี้ MVP ก็ยังมีธุรกิจเกี่ยวกับรถบ้านมาเสริมอีกด้วย ตรงนี้ก็จะสามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่ โดยเฉพาะสถานที่ที่มีทิวทัศน์สวยมาก แต่ไม่มีที่พักรองรับ การใช้รถบ้านก็จะได้ทั้งความสะดวกที่ครบครันภายในรถ และได้วิวทิวทัศน์ที่สวยระดับมาสเตอร์พีชได้ในเวลาเดียวกัน

ภาพบรรยากาศงาน Samsung Galaxy 10K Thailand Championship ที่ MVP เป็นผู้จัด

แต่นอกจาก MVP จะทำธุรกิจจัดอีเว้นท์ บริษัทก็ยังมีธุรกิจสื่อออนไลน์และ e-commerce ในมืออีกด้วย

MVP ประกอบธุรกิจงานโฆษณาและเอเจนซี่ที่ช่วยให้บริการด้านงานโฆษณาออนไลน์ ซึ่ง online marketing เองก็ถือเป็นสื่อในส่วนที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงและมีเม็ดเงินโฆษณาไหลมาอย่างต่อเนื่อง บริษัทเองก็มีช่องทางในมือที่แข็งแกร่ง ทั้งเว็บไซต์ที่มียอดผู้เข้าชมสูงและเฟสบุ๊คแฟนเพจที่มีผู้ติดตามหลักล้านคน

นอกจากนี้ บริษัทยังมีธุรกิจ e-commerce หรือแพลตฟอร์ตในการขายสินค้าออนไลน์อีกด้วย โดยเว็บไซต์ของบริษัทคือ www.s-estore.com ที่เป็นเว็บไซต์ขายโทรศัพท์มือถือแบรนด์ Samsung และสินค้าพวกเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ยอดขายของการขายสินค้าผ่านช่องทางเองก็มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เหมือนกับเทรนด์ขายสินค้าออนไลน์ที่เติบโตอย่างมากในปัจจุบัน

ตลาด e-commerce ในไทยถือว่ามีขนาดใหญ่มาก ภาพรวมมีขนาดถึง 2.812 ล้านล้านบาท

จากข้อมูลของ ETDA Thailand พบว่าในปี 2560 ตลาดรวมมีการเติบโตสูงขึ้นถึง 15.54% โดยมูลค่าตลาดรวมแบ่งเป็น B2B 16.75 แสนล้านบาท B2C 8.12 แสนล้านบาท และ B2G 3.24 แสนล้านบาท ซึ่งจะเห็นว่ามีขนาดใหญ่มาก ธุรกิจ e-commerce จึงถือว่าเป็นโอกาสในการทำธุรกิจที่สำคัญที่ไม่สามารถมองข้ามได้เลย

www.s-estore.com เว็บไซต์ e-commerce ในเครือ MVP

สรุปภาพรวมของ MVP จึงมีธุรกิจในเครือ 3 ด้านหลัก คือ การจัดงานอีเว้นท์ งานโฆษณาและเอเจนซี่ และ e-commerce

จากภาพรวมของ 3 ธุรกิจแล้วถือว่ามีการเติบโตทุกหน่วยธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ส่วนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของ MVP จะเป็นส่วนการจัดงานอีเว้นท์ที่มี Thailand Mobile EXPO เป็นเรือธงที่กินสัดส่วนจากรายได้รวมประมาณ 50% รองลงมาเป็นธุรกิจในส่วน e-commerce ที่เติบโตอย่างโดดเด่นมาก จากยอดขาย 2.62 ล้านบาทในปี 2558 กระโดดขึ้นมาเป็น 97.47 ล้านบาทในปี 2560 จากสัดส่วนรายได้เพียง 2.01% ขึ้นมาสูงถึง 34.23% ในปี 2560 ส่วนงานขาโฆษณาและเอเจนซี่เติบโตได้ดีในปี 2559 ก่อนจะทรงตัวในปี 2560 กินสัดส่วนจากรายได้รวมประมาณ 10% ต้นๆ

โครงสร้างรายได้และการเติบโตของรายได้ของ MVP

ธุรกิจของ MVP จึงถือว่าอยู่ในยุค 4.0 มากๆ

เพราะทุกหน่วยธุรกิจถือเป็นธุรกิจสมัยใหม่ทั้งสิ้น ทั้งการจัดอีเว้นท์ที่อิงกับการเติบโตของสมาร์ทโฟนและ Sport Tourism งานโฆษณาและเอเจนซี่ที่จับกลุ่มการตลาดออนไลน์ และ e-commerce ที่ก็ถือว่าเป็นธุรกิจสมัยใหม่เลยทีเดียว

ขีดเส้นใต้ว่าบทความนี้ไม่ใช่การแนะนำซื้อถือหรือขายหลักทรัพย์ เพียงแต่เป็นการสรุปข้อมูลที่น่าสนใจเพื่อนำไปต่อยอดในการลงทุน หากใครสนใจข้อมูลเพิ่มเติมของ MVP ก็ไปศึกษาข้อมูลต่อกันได้

แอบกระซิบว่าไปงานวิ่งคราวหน้าอย่าลืมดูชื่อผู้จัดงานนะ เพราะนอกจากจะได้เหล่หนุ่มสาวสุขภาพดีในงานแล้ว เราอาจจะได้ข้อมูลหุ้นกลับบ้านไปวิเคราะห์ต่ออีกด้วย

โก!

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

“บัตรเครดิต” จ่ายขั้นต่ำ ระวัง!!! จะกลายจุดเริ่มต้นวงจรหนี้

เวลาใช้ “บัตรเครดิต” ไปซื้อของอะไรก็แล้วแต่ มันก็ต้องมีวันที่เราไปชำระหนี้บัตรเครดิตใช่มั้ยครับ ซึ่งมันมีสองทางเลือกให้เราเลือกชำระ ก็คือเลือกจ่ายหนี้ทั้งหมดหรือเลือกจ่ายขั้นต่ำ 10% สิ่งนี้นี่แหละที่สำคัญ เพราะหลายคนเลือกการชำระหนี้บัตรเครดิตแบบจ่ายขั้นต่ำ แต่อาจจะยังมีความเข้าใจผิดอยู่ อาจจะต้องระวังกันนิดนึงนะครับ

หลายท่านอาจจะเข้าใจว่าการจ่ายหนี้บัตรเครดิตขั้นต่ำเป็นตัวเลือกที่ดีของผู้ที่ไม่มีเงินพอที่จะจ่ายเต็มจำนวน ซึ่งปัญหาก็อาจจะตามมา ถ้าเราไม่วางแผนจัดการหนี้บัตรเครดิตให้ดี เพราะว่า การจ่ายขั้นต่ำนี้มีการคิดดอกเบี้ยด้วย ซึ่งอาจจะถูกคิดดอกเบี้ยสูงสุด 20% ต่อปีทันทีในวันที่รูดบัตร ซึ่งอาจจะมีเงื่อนไขแตกต่างกันไปตามแต่ละธนาคาร

แล้วธนาคารเขาคิดดอกเบี้ยยังไง? ลองดูตัวอย่างกันครับ

ถ้าคุณมียอด “บัตรเครดิต” ที่ต้องจ่าย 20,000 บาท ซึ่งบัตรเครดิตนี้มีวันสรุปยอด วันที่ 24 กรกฎาคม  และวันกำหนดชำระบัตรเครดิตคือวันที่ 10 สิงหาคม ซึ่งคุณได้เลือกจ่ายขั้นต่ำ 10% นั่นคือ 2,000 บาท และในเดือนสิงหาคม (วันที่ 10-24) คุณก็ไม่ได้ใช้บัตรเครดิตอีก

การคิดดอกเบี้ยจะคิดเป็นสองขั้นครับ 

ขั้นแรกคือคิดดอกเบี้ยจากรายการที่เกิดขึ้นทั้งหมด 

ขั้นต่อมาคือคิดจากเงินคงเหลือหลังจากที่เราจ่ายขั้นต้นไปแล้ว

จากตัวอย่างก็จะได้ดังนี้ครับ

ขั้นแรก: 20,000 บาท(เงินต้นทั้งหมดที่ค้างจ่าย) x 20% (อัตราภาษี)  x 17 วัน (จำนวนวัน วันที่ 24 กรกฎาคม – 9 สิงหาคม) / 365 วัน = 186.30 บาท

ขั้นที่สอง: 18,000 (เงินต้นค้างจ่าย จาก 20,000-2,000) x 20% x 15 วัน (วันที่ 10 – 24 สิงหาคม) / 365 วัน = 147.95 บาท

เพราะฉะนั้นในงวดหลังจากจ่ายขั้นต่ำไป คุณจะไม่ชำระเพียงแค่เงินต้นค้างจ่าย 18,000 บาท แต่จะต้องรวมกับดอกเบี้ยทั้งสองขั้นไปด้วย ซึ่งจะต้องชำระทั้งหมด 18,000 + 186.30 + 147.95 = 18,334.25 บาท

และถ้ายิ่งจ่ายขั้นต่ำไปเรื่อยๆ ดอกเบี้ยก็จะยิ่งเพิ่มพูนไปอีกในลักษณะแบบเดียวกันกับตัวอย่างข้างบน กว่าจะจ่ายเงินต้นหมดดอกเบี้ยก็บานเป็นหนี้ก้อนใหญ่ เพราะฉะนั้นเราควรรู้จักการใช้บัตรเครดิตให้เป็น

อีกข้อเสียหนึ่งที่การจ่ายขั้นต่ำมีก็คือ บัตรเครดิตนี้หลังจากจ่ายขั้นต่ำ จะไม่มีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยอีก ก็คือถ้าคุณใช้บัตรเครดิตในครั้งต่อไป หมายความว่า คุณจะถูกคิดดอกเบี้ยทุกครั้งที่ใช้บัตรเครดิต จากบัตรเครดิต ก็จะกลายเป็นบัตรเครดอกในทันที 

การจ่ายขั้นต่ำนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีเงินก้อนในมือพอที่จะจ่ายเต็มได้ครับ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือเรารู้อยู่แล้วว่าตัวเองไม่มีเงินก้อนในมือเราควรจะวางแผนชำระหนี้บัตรเครดิตให้ดีครับ อย่ารูดบัตรจนเพลินมือเกินไป 

วิธีหนึ่งที่เราอยากเสนอก็คือ การกำหนดงบประมาณที่จะใช้บัตรเครดิตในแต่ละเดือนว่าไม่ควรเกินเท่าไหร่ เช่น กำหนดว่าในเดือนนึงเราสามารถใช้บัตรเครดิตได้ไม่เกิน 10,000 บาท แบบนี้จะช่วยให้เราควบคุมการใช้จ่ายของเราได้ดีขึ้นครับ

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Line@ : @aommoney

Website :  www.aomMONEY.com

Youtube :  http://www.youtube.com/c/AommoneyTH

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 6-10 สิงหาคม 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับผม!!! อัศวินกองทุน ยุค Digital กลับมาแล้วครับ

สัปดาห์นี้เรายังอยู่กันที่หุ้นไทยเหมือนเดิม ตัวเลขเศรษฐกิจแข็งแกร่ง  Fund Flow เริ่มกลับมา ส่วนตลาดต่างประเทศตลาดไหนน่าสนใจบ้าง อ่านได้เหมือนเคยครับ

สรุปประเด็นทุกตลาดสำคัญทั้งหมด ครบถ้วนจัดเต็มแน่นอนเหมือนเช่นเคย พบกันแบบนี้ทุกสัปดาห์ กดติดตามกันด้วยนะครับผม

Focus ประเทศน่าลงทุนประจำสัปดาห์ที่ 6-10 สิงหาคม 2561

เอาสิครับ สัปดาห์ที่ 3 แล้วที่ผมยังบอกให้ “ซื้อหุ้นไทย” จาก Valuation นั้นน่าสนใจในขณะนี้ เพราะแนวโน้มเศรษฐกิจในประเทศขยายตัวอย่างต่อเนื่องอยู่ ตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดี และที่สำคัญ Fund Flow จากต่างชาติเริ่มเข้ามาแล้วครับผม

ส่วนตลาดอื่นที่สะสมได้ในสัปดาห์นี้ คือ สหรัฐฯ ยุโรป จีน เกาหลีและอินเดีย เหมือนเดิมตามสัปดาห์ก่อนเลยครับ เพราะตอนนี้ภาพรวมทั้งหมดดูน่าสนใจกันทุกที่เลยครับ

  • เหตุผล : ตัวเลขเศรษฐกิจที่ดี กับ Fund Flow ที่เริ่มมา
  • Focus : ไทย ส่วนที่เหลือสะสมไปเรื่อยๆ ครับผม
  • ความน่าสนใจ : ตลาดแข็งแกร่งขึ้นจากตัวเลขเศรษฐกิจ

Scan การปรับตัวตลาดหุ้นทั่วโลก

  • สถานการณ์ในตอนนี้ ผมมองว่าหุ้นไทยยังน่าสนใจอยู่เหมือนเดิมครับเนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจในประเทศขยายตัวแข็งแกร่งต่อเนื่อง ประกอบกับเงินลงทุนที่ไหลกลับมาในตลาดบ้านเรา จึงคาดว่าผลประกอบการจะยังขยายตัวได้ดีอยู่ครับผม และการกลับมาในครั้งนี้ทำให้ความเชื่อมั่นของใครหลายคนเพิ่มขึ้นครับ  
  • ส่วนตลาดต่างประเทศนั้นต้องบอกว่าตอนนี้ดูน่าสนใจในหลายๆ ตลาดเลยครับผม คลิกแต่ละภาพเพื่อลองดูต่อแต่ละตลาดได้เลยครับ

Insight ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

เหมือนเดิมครับ เพิ่มเติมคือความเชื่อมั่นครับ เนื่องจาก สหรัฐฯ นั้นถือว่าเป็นจุดแข็งที่สุดตอนนี้ครับ เนื่องจากยังมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง จากการบริโภคในประเทศและการลงทุนเอกชนอยู่ครับ

แถมอย่างที่บอกไปในสัปดาห์ก่อนว่านโยบายการลดภาษีนั้น จะส่งผลบวกต่อการขยายตัวเศรษฐกิจต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนต่อไปอีกด้วยครับ

นอกจากนั้นตลาดยังคาดการณ์กับการขึ้นดอกเบี้ยไว้บ้างแล้ว แบบนี้แข็งแกร่งและไม่ถูกทำลายง่ายๆ แน่นอนครับ

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมต่อครับ

Insight ตลาดหุ้นยุโรป

หุ้นยุโรปขนาดเล็กยังไปได้ต่อครับ เนื่องจากรายได้บริษัทส่วนใหญ่มาจากการบริโภคในประเทศ นั่นแปลว่าหุ้นขนาดเล็กจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าหากสหรัฐฯ ขึ้นกำแพงภาษีสินค้าจากยุโรป ซึ่งกลุ่มนี้ถือว่ามีความแข็งแกร่งในตัวเองสูงครับ

ถ้านึกถึงยุโรปช่วงนี้ คงต้องให้น้ำหนักไปที่หุ้นเล็กจริงๆ ครับผม

สรุปสั้นๆ : สะสมได้ครับ แต่ขอให้โฟกัสที่หุ้นเล็กเป็นหลักเหมือนเดิม

Insight ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ตอนนี้ญี่ปุ่นน่าจะเป็นตลาดเดียวที่แนะนำให้ชะลอการลงทุนครับ เนื่องจากผลกระทบจากการที่จะโดนตั้งกำแพงภาษีค่อนข้างมาก ทำให้เกิดการกระทบต่อมูลค่าการส่งออก ดังนั้นตอนนี้อยู่นิ่งๆ ไปก่อนดีกว่าครับ

สรุปตอนนี้ : พักเบรกต่ออีกสัปดาห์นะครับ

Insight ตลาดหุ้นอินเดีย

สะสมต่อไปได้ครับ จากสาเหตุที่ทางรัฐบาลประกาศลดอัตราการเก็บภาษี Goods and Services Tax สำหรับสินค้ากว่า 50 รายการ เพื่อเพิ่มคะแนนนิยมให้กับพรรครัฐบาลเพื่อการเลือกตั้งในปีหน้า ฮ่าๆ คุ้นไหมครับว่าเหมือนกับที่ไหน

สะสมได้ต่อไปครับ เพราะที่ไหนมีภาษีลด ที่นั่นย่อมมีการบริโภคเพิ่มขึ้น และส่งผลต่อตัวเลขที่ดีขึ้นผลประกอบการครับผม

สรุปสั้นๆ : สะสมต่อไปครับ

Insight ตลาดหุ้นเกาหลี

จากดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และยุโรป ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนต่อธุรกิจการส่งออกของเกาหลีให้ดีขึ้น บวกกับมูลค่าที่น่าสนใจ ทำให้ยังน่าสะสมต่อไปครับ

สรุปสั้นๆ : ค่อยๆสะสมไปครับ

Insight ตลาดหุ้นไทย

หุ้นไทยมาถึงวันนี้อีกครั้ง วันที่ยังอยู่ที่ 1,700 ต่อไป ไม่น่าจะลงมาง่ายๆ แล้วล่ะครับ ฮ่าๆ

ยังอยู่ปัจจัยเดิมนะครับว่าเศรษฐกิจในประเทศมีสัญญาณดีขึ้นจากทั้งการบริโภคครัวเรือน และการลงทุนเอกชน จะช่วยให้รายได้บริษัทจดทะเบียนในภาพรวมยังคงขยายตัวได้ดีขึ้นครับ ประกอบกับตัวเลขในไตรมาส 2 ที่น่าจะดี และเงินทุนจากต่างชาติที่กำลังกลับมา ทำให้หุ้นไทยตอนนี้น่าสนใจมากครับ

สรุปสั้นๆ : ซื้อต่อจ้า

Insight ตลาดหุ้นจีน

ผมมองว่าตอนนี้มูลค่าของตลาดจีนทั้ง A-SHARE และ H-SHARE ก็ยังน่าสนใจครับ สำหรับคนที่มองภาพรวมระยะยาวก็สามารถสะสมได้ครับ แต่ต้องระวังเรื่องของการผันผวนที่เกิดขึ้นครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมได้ครับ

แนะนำการลงทุนประจำสัปดาห์ จากอัศวินกองทุน

  • ตลาดตราสารทุน : ซื้อหุ้นไทย ทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ หุ้นยุโรป หุ้นจีน หุ้นเกาหลี หุ้นอินเดีย
  • ตลาดตราสารหนี้ : แนะนำลงทุนตราสารหนี้ High Yield สหรัฐฯ ส่วนตราสารหนี้ไทยแนะนำให้ซื้อตราสารหนี้ไทยช่วงอายุ 1-3 ปี
  • สินทรัพย์ทางเลือก : ชะลอการลงทุนในทองคำ แต่ทยอยสะสมน้ำมัน

เรามาดูสัดส่วนการลงทุนที่แนะนำประจำสัปดาห์กันบ้างครับ

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงต่ำ

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 44%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นไทย 14%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 42%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงกลาง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 20%
  • ตราสารหนี้ไทย 20%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 6%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 26%
  • หุ้นไทย 32%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 18%
  • ตราสารหนี้ไทย 19%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 2%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 3%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงสูง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 5%
  • ตราสารหนี้ไทย 5%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 8%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 42%
  • หุ้นไทย 44%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 4%
  • ตราสารหนี้ไทย 4%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 2%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 4%

หมายเหตุ : “ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน” ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 2 สิงหาคม 2561

ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำโดย นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดสรรสินทรัพย์และกองทุนต่างประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป โดยข้อคิดเห็นและบทความในเอกสารฉบับนี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ผู้ใช้ข้อมูลนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

“ถูกหวย” ต้นทุนที่ต้องจ่ายมีอะไรบ้าง?

ซื้อวันนี้ พรุ่งนี้รวย! 

เป็นวลีเด็ดของคอหวยที่เรามักได้ยินกันบ่อยๆ ความท้าทายเเละการเสี่ยงโชคนั้นเป็นสิ่งที่อยู่ในสายเลือดของคนไทยมาอย่างช้านาน เหล่านักเล่นหวยทั้งหลายมักจะลุ้นกันจนตัวเกร็งว่าใครจะได้เป็นผู้โชคดีคนนั้นที่ “ถูกหวย” ทุกๆ วันที่ 1 เเละ 16 ของทุกเดือน

ไม่ว่าจะเป็นเลขหวยจากปีที่การะเกดย้อนเวลากลับไปในละครบุพเพสันนิวาส หรือทะเบียนรถยนต์ที่ถูกชนจนป่นปี้แต่คนกลับรอดเพราะพระดี และอีกมากมายของเหล่าที่มาของเลขเด็ด

สมมุติว่าคุณ “ถูกหวย” ไม่ว่ารางวัลใดก็ตามจากการเสี่ยงดวงของคุณ คุณจะมีสิทธิเอาสลากกินแบ่งฯ ไปขึ้นรางวัลได้ในทันที นั่นหมายความว่าคุณกำลังจะรวยจริงๆ

เมื่อคุณ “ถูกหวย” คุณต้องเสียอะไรบ้าง?

สิ่งที่คุณต้องเสียคือ ภาษีเงินได้ครับ ซึ่งสลากมีอยู่ด้วยกัน 2 แบบ คือ .

1. สลากกินแบ่งรัฐบาล

หากคุณคือผู้โชคดีที่ถูกรางวัล คุณจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้จากเงินรางวัลทั้งหมด แต่ต้องเสียค่าอากรแสตมป์แทน คิดเป็น 0.5% ของรางวัลที่ผู้โชคดีได้รับ เช่น คุณถูกรางวัล 20,000 บาท คุณจะต้องเสียค่าอากร 100 บาทก่อนรับงินรางวัลเต็มจำนวน

2. สลากพิเศษ

ผู้โชคดีที่ถูกรางวัลสลากพิเศษนี้จะถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายคิดเป็น 1% ของรางวัลที่ได้รับทันที เช่น คุณถูกรางวัล 100,000 บาท ภาษีที่หัก 1 % คิดเป็นเงิน 1,000 บาท คุณจะได้รับเงินในรูปของเช็ค จำนวน 99,000 บาท

ทั้งหมดนี้คือค่าธรรมเนียมที่คุณต้องเสียสำหรับคนที่ถูกหวยทั้งหมด

* หมายเหตุ :ารจ่ายรางวัลไม่เกิน 20,000 บาท จะได้ในรูปของเงินสด หากรางวัลที่ได้มากกว่า 20,000 บาท คุณจะได้รูปของเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

สำหรับคนที่ถูกหวยกินนะครับ คุณอาจจะเบื่อกับโชคชะตาที่ไม่สามารถกำหนดได้ มาลองคิดตามผมดูนะ หวยเปรียบเสมือนการลงทุนประเภทหนึ่ง การเล่นหวยนั้นจริงๆ มีโอกาสถูกรางวัลเเค่ 1.4168% หากคุณรู้จักการลงทุนและเข้าใจมันดี คุณจะรู้ว่าการซื้อหวยที่ดีที่สุด คือ การซื้อหวยกับสลากออมสินและสลาก ธกส.

ศึกษาต่อได้ที่ http://bit.ly/2NlTPn5

ปัจจุบันมีคนจำนวนไม่น้อยที่ชอบเสี่ยงดวงอยู่กับหวย เพราะยังหวังที่จะรวยทางลัดกันอยู่ คนไทยส่วนใหญ่รู้จักความเสี่ยงแต่ไม่เข้าใจความเสี่ยงที่แท้จริงครับ ทั้งหมดนี้ก็อยู่ที่ตัวคุณแล้วว่าจะเลือกลงทุนในหวยประเภทไหนระหว่าง หวยความเสี่ยงสูงกับเงินต้นที่เสียไป กับ หวยแห่งการออมที่ได้เงินได้ดอกและไม่เสียเงินต้น 

ทีม aomMONEY ขอเป็นกำลังใจให้กับนักลงทุนในความเสี่ยงทุกคนครับ

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

“ทำอะไรได้หลายอย่างแต่ไม่เก่งอะไรสักอย่าง” คุณเคยรู้สึกแบบนี้กับตัวเองไหม?

คุณเคยรู้สึกว่าตัวเอง “ทำอะไรได้หลายอย่างแต่ไม่เก่งอะไรสักอย่าง” เลยไหม?

มีคนนิยามความสามารถแบบ “ทำอะไรได้หลายอย่างแต่ไม่เก่งอะไรสักอย่าง” เลยไหม? นี้ว่าเป็น “เป็ด” หลายครั้งการเป็นเป็ด มักถูกสังคมมองว่าเป็นคนเหยาะแหยะ รู้ทุกเรื่องแต่ก็ทำได้แค่อย่างละนิดอย่างละหน่อย สู้เป็นนกที่บินได้ไกลไปเลยอาจจะดีกว่า

ถึงแม้ว่าเป็ดไม่ได้เก่งที่สุด แต่ก็สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดีที่สุด เพราะเป็ดสามารถบินและว่ายน้ำได้ด้วยขนที่ไม่เปียกน้ำ พร้อมกับเท้าเป็ดที่มีพังผืดไว้ใช้หาอาหารในน้ำ พูดง่ายๆ ก็คือ การทำได้หลายอย่างนี่แหละที่เป็นจุดแข็งของเป็ด

ไม่แปลกเลยที่เป็ดสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ด้วยความสามารถที่หลากหลาย เพราะพอใจอยู่กับการเรียนรู้ทุกอย่างเรื่อยไปตามความชอบและความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นกีฬา ดนตรีและศิลปะ ฯลฯ

ด้านการเงิน เป็ดก็มีความสามารถในการหาเงินจากหลายๆ แหล่งตามทักษะที่มี เช่น บางคนเอาเวลาว่างวาดรูปประกอบขาย บางคนตกกลางคืนร้องเพลง-เล่นดนตรีตามร้านอาหาร แม้แต่เสาร์-อาทิตย์ บางคนก็รับงานถ่ายภาพ เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าการเป็นเป็ดนั้นชีวิตดูมีสีสัน ไม่เครียดจนเกินไป คุณอาจจะได้รับโอกาสดีๆ จากการที่คุณทำอะไรได้หลายอย่างมากขึ้น และบางครั้งสำหรับคุณอาชีพหลักอาจไม่จำเป็นอีกต่อไป

แม้ว่าคุณเป็นเป็ดที่ไม่เก่งซักเรื่อง คุณก็สามารถประสบความสำเร็จได้ด้วยการปรับตัว ปรับใช้และต่อยอดในสิ่งที่คุณชอบ  ทีมงาน aomMONEY ขอเป็นกำลังใจให้กับเหล่าเป็ดทุกท่านครับ

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

“เงิน 2 หมื่นล้าน” ทำอะไรได้บ้าง?

หลายๆ คนคงเคยได้ยินเรี่องจอห์นนี เดปป์ ดาราฮอลลีวูดชื่อดังที่ผลาญเงินไปมากกว่า “เงิน 2 หมื่นล้าน” บาท เพื่ออยู่อย่างหรูหรา แต่การหมดเงินไปของเขาก็ทำให้เราได้รับบทเรียนหลายอย่าง อย่างแรกก็คือการกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่าเงินสามารถซื้อความสุขของคนได้จริงๆ หรือไม่?

บางคนอาจจะบอกว่าได้ แต่บางคนก็บอกว่าไม่ได้ แต่ข้อเท็จจริงที่ออกมาก็คือ สำหรับเดปป์การใช้ชีวิตที่ผลาญเงินไปมากขนาดนี้ เขาบอกว่าเป็นจุดที่ตกต่ำที่สุดในชีวิตแล้ว

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?.    

นอกจากปัญหาชีวิตส่วนตัวของเดปป์แล้ว เขายังมีปัญหาด้านการใช้เงินด้วย นั่นก็คือเขาไม่ได้มีการบริหารจัดการการเงินไม่เป็น จากคำบอกเล่าของอดีตที่ปรึกษาด้านการเงินของเขาเอง นี่แหละที่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เดปป์ตกอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่

ในทางตรงกันข้าม ถ้าเรามีเงินแบบเดปป์บ้าง “เงิน 2 หมื่นล้าน” บาท เราจะเอาไปทำอะไรดี นี่คือตัวอย่างของสิ่งที่คุณสามารถซื้อได้เมื่อมีเงินมากขนาดนี้

– ซื้อ 98 wireless คอนโดที่แพงที่สุดในกทม. ได้ 32 ห้อง
– ซื้อตั๋วบอลโลกนัดชิง ได้ 428,740 ใบ
– ซื้อกล้อง Leica M10 ได้ 93,204 ตัว
– ซื้อรองเท้า Virgil Abloh x Jordan ได้ 1 378,745 คู่
– ซื้ออัลบั้ม River – BNK48 ได้ 21,437,000 แผ่น
– ซื้อรถ Honda HR-V 2018 ได้ 21437 คัน
– ซื้อเนย์มาร์ได้ 2 คน
– ซื้อนาฬิกา Richard Mille รุ่น RM30 ได้ 5,954 เรือน

ถ้าให้เลือกระหว่าง มีเงินมากมาย แต่บริหารจัดการการเงินไม่เป็นจนถังแตกแบบจอห์นนี เดปป์ กับ มีเงินพอกินพอใช้ แต่บริหารจัดการการเงินเป็น คุณอยากจะมีชีวิตแบบไหน?

สิ่งหนึ่งที่จอห์นนี เดปป์ ทำให้เราเห็นก็คือ มีเงินมากเท่าไหร่ก็มีวันหมดลงได้ แต่ในขณะที่เรามีความรู้ทางด้านการเงิน จะมีเงินจำนวนน้อยแค่ไหน ก็สามารถบริหารจำการทำให้กลายเป็นเงินจำนวนมากได้

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

“เป็นเจ้าของกิจการ” ควรแบ่งเงินเดือนให้ตัวเองอย่างไรดี?

ใครๆ ก็อยาก “เป็นเจ้าของกิจการ” เจ้าของร้าน หรือมีธุรกิจเล็กๆ ได้เป็นนายตัวเอง เเต่คุณเคยสงสัยไหมว่าคุณควรให้เงินเดือนตัวเองเท่าไหร่?

ควรให้ตามใจตัวเองรึเปล่า?

ถ้าสมมติว่าธุรกิจเรามีกำไร 1 แสน  มันถือว่าเป็นเงินเดือนของเราได้ไหม แล้วถ้าใช้เงิน 1 แสนนี้ไปกับค่าใช้จ่ายในบ้านหรือค่าใช้จ่ายส่วนตัวทั้งหมดจะเป็นยังไง?

คำตอบก็คือ เจ๊งครับ!

ถ้าคุณไม่ได้แยกเงินส่วนของธุรกิจของคุณ กับเงินส่วนตัวของคุณออกจากกัน ลองนึกภาพว่า ถ้าคุณใช้เงิน 1 แสนที่เป็นกำไรของธุรกิจไปกับค่าใช้จ่ายในบ้าน เอาไปเที่ยว ไปช้อปปิ้ง ไปใช้จ่ายอื่นๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกิจการเลย ใช้จนเกือบหมด แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปหมุนในกิจการ

สุดท้ายก็วนมาคำตอบข้างบนคือ เจ๊งครับ

วิธีแยกเงินทั้ง 2 ก้อนนั้นง่ายมากครับและเป็นวิธีที่เจ้าของธุรกิจทุกคนต้องทำครับ ย้ำครับว่าต้องทำ! นั่นก็คือ การทำงบขึ้นมาสองงบครับ แยกเป็น งบกำไรขาดทุน ที่เป็นการบันทึกรายได้ของกิจการและรายจ่ายที่เป็นต้นทุนเพื่อดูว่ากิจการของคุณมีกำไรหรือขาดทุนเท่าไหร่ และงบรายรับรายจ่ายที่เป็นการบันทึกค่าใช้จ่ายส่วนตัวครับ

การทำงบทั้งสองงบนี้ จะช่วยทำให้คุณสามารถแยกเงินออกจากกันได้ง่าย เพราะคุณจะเห็นภาพมากขึ้น ภาพแรกก็คือเงินได้จากธุรกิจไม่ว่าจะเป็นกำไรหรือขาดทุน ภาพที่สองเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว พอได้เห็นทั้งสองภาพนี้แล้วก็ต้องคำนึงอีก 2 ข้อนะครับ คือ

1. กิจการต้องมีเงินหมุนให้พอกับต้นทุนในเดือนถัดๆ ไป

2. คุณต้องใช้จ่ายและมีเงินเก็บออม

เมื่อคุณเห็นภาพชัดเจนเเล้ว คุณก็จะสามารถแบ่งเงินเดือนให้กับตัวเองได้ง่ายขึ้นครับ เช่น เจนนี่เปิดร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านมีต้นทุนต่อเดือน 100,000 บาท และขายได้เดือนละ 300,000 บาท แบบนี้เมื่อทำงบกำไรขาดทุนก็จะมีกำไร 200,000 บาท

แล้วเจนนี่ก็ไปทำงบรายรับรายจ่ายของตัวเอง

ปรากฎว่ามีเงินที่ต้องใช้ต่อเดือนประมาณ 50,000 บาท

 ถ้าอย่างนั้นเจนนี่ควรให้เงินเดือนตัวเองเท่าไหร่ดีครับ?

ข้อแรก : ก็คือต้องเอาเงินที่เป็นกำไร 2 แสนนี้มาแบ่งให้ร้านก๋วยเตี๋ยว อย่างน้อยที่สุด ก็คือให้เท่ากับต้นทุนของร้าน ก็คือ 100,000 บาท และถ้าจะให้ดีก็ควรแบ่งเผื่อไว้อีกหน่อย

ข้อที่สอง : ก็คือแบ่งให้ตัวเอง เป็นค่าใช้จ่าย 50,000 บาท และเก็บออมอีกสัก 30,000 บาท

แบบนี้เงินเดือนของเจนนี่ก็อาจจะประมาณ 80,000 บาท

และเงินที่กลับเข้าไปที่ร้านก๋วยเตี๋ยวก็จะเป็น 120,000 บาท

เพราะฉะนั้นการแบ่งเงินเดือนของเจ้าของกิจการที่สำคัญที่สุด คือ การทำงบกำไรขาดทุนสำหรับกิจการ และทำงบรายรับรายจ่ายสำหรับตัวเอง แต่อย่าลืมว่าการทำงบกำไรขาดทุนของกิจการไม่ใช่การทำแบบเดือนต่อเดือน แต่เป็นการทำงบล่วงหน้า เพื่อจะสามารถมองภาพในอนาคตของกิจการและวางแผนจัดการต่อได้ครับ

การ “เป็นเจ้าของกิจการ” ที่มีการทำกำไรมาก แต่ไม่แบ่งเงินส่วนตัวออกจากธุรกิจ หรือแบ่งอย่างไม่เหมาะสม มันอาจจะทำให้เกิดปัญหาคาราคาซังในอนาคตได้นะครับ เพราะฉะนั้นถ้าใครจะเริ่มต้นทำธุรกิจ ขอให้เริ่มทำงบสองตัวนี้ก่อนจะดีที่สุดครับ หรือสำหรับใครที่เริ่มไปแล้วต้องทำงบทั้งสองงบนี้ทันทีครับ

ขอให้โชคดีกับธุริกิจในฝันของท่านทุกคนครับ 🙂

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

(Preview) นอนดูวิวเจ้าพระยาบนทำเลศักยภาพสูงกับ Chapter One Flow Bangpo

เตาปูน – บางโพ ถือเป็นทำเลที่กำลังเติบโตอย่างสูงที่ไม่อาจมองข้าม

จากทำเลเชิงพาณิชย์ยอดนิยมตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 บางโพเปลี่ยนแปลงตัวเองจากแหล่งค้าไม้และเฟอร์นิเจอร์ขึ้นชื่อมาเป็นทำเลที่กำลังเติบโตอย่างสูงในการเป็น HUB ใหญ่แห่งใหม่ในการเดินทาง ด้วยความที่บางโพตั้งอยู่บนจุดเปลี่ยนสาย (interchange) ของเส้นทางการเดินทางทั้ง 3 สาย ได้แก่ รถไฟชานเมืองสายสีแดง (บางซื่อ – รังสิต) รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (บางซื่อ – ท่าพระ) และรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางใหญ่ – เตาปูน)

“จึงไม่แปลกที่ทำเลศักยภาพสูงอย่างบางโพจะเนื้อหอม และโดนรุมจีบจากนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์”

จุด Interchange ของเส้นทางรถไฟบอกถึงความสำเร็จอย่างมากมาแล้วในกรุงเทพชั้นในอย่างสุขุมวิทและสยามแสควร์ “บางโพ” จึงถูกจับตามองว่าเป็นทำเลที่จะต้องเนื้อหอมในอนาคต ด้วยโครงสร้างพื้นฐานการเดินทางที่เอื้ออำนวย นอกจากโครงสร้างด้านรถไฟฟ้าที่มีให้เลือกถึง 3 สายแล้ว ยังติดแม่น้ำเจ้าพระยาที่สามารถรองรับการเดินทางทางเรือได้ รวมไปถึงอยู่ใกล้จุดขึ้นลงทางด่วนโครงการทางพิเศษสายศรีรัช – วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร หรือหากจะข้ามไปฝั่งธนบุรีก็มีสะพานพระราม 7 หรือสะพานกรุงธนบุรีอยู่ไม่ไกล

เสน่ห์ของทำเลนี้คือ “พื้นที่ที่เติบโตดีแบบมีวิวแม่น้ำ”

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าโค้งแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นภาพทิวทิศน์ที่ใครหลายคนอยากจะเห็นเมื่อกลับถึงบ้าน แต่ในอดีต คนซื้อบ้านหรือคอนโดอาจจะไม่กล้าตัดสินใจเท่าไหร่ เพราะยังติดปัญหาเรื่องการเดินทางอยู่มาก ด้วยทำเลคอนโดที่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าในสมัยก่อนมีให้เลือกไม่มากนัก แต่ตอนนี้รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและสายสีม่วงที่เปิดให้บริการแล้วเหมือนช่วยปลดล็อคศักยภาพของทำเลยให้สมบูรณ์มากขึ้น คนซื้อคอนโดไม่ต้องเลือกระหว่างวิวสวยหรือเดินทางสะดวก เพราะปัจจุบันมีให้เลือกทั้ง 2 อย่างในราคาที่ไม่แพง

Chapter One Flow Bangpo คือ “คอนโดวิวโค้งน้ำเจ้าพระยาที่สวยที่สุดในกรุงเทพฯ และตั้งอยู่บนทำเลที่มีศักยภาพ”

ด้วยความครบทั้งทิวทัศน์แบบมาสเตอร์พีชกับการเดินทางที่สะดวกสบายอาจจะเรียกได้ว่า บางโพ คือทำเลที่ไม่ได้หาได้ง่ายนัก ทีม Premium ของพฤกษา (Pruksa) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อันดับต้นของประเทศจึงหยิบบางโพขึ้นมาเจียระไนจนได้คอนโด Chapter One Flow Bangpo ที่เหมือนบ้านพักต่างอากาศที่อยู่ได้ทุกวัน

โครงการเปิดทั้งสิ้น 385 ยูนิต แบ่งออกเป็น

  • ห้อง 1 ห้องนอนวิวเมือง 32 ตารางเมตร
  • ห้อง 1 ห้องนอน วิวแม่น้ำ 43 ตารางเมตร
  • ห้อง 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ วิวแม่น้ำ 49 ตารางเมตร
  • ห้อง 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ วิวแม่น้ำ 64 ตารางเมตร

อาคารพักอาศัยสูง 41 ชั้น ส่วนของชั้น 40 และ 41 เป็นชั้น Facility floor สำหรับส่วนกลาง และอาคารจอดรถสูง 3 ชั้น ที่ด้านบนตกแต่งเป็นสวนขนาดใหญ่กว่า 800 ตร.ม.

งานออกแบบโครงการจะเป็นการผสมผสานระหว่างพื้นที่สีเขียวกับบรรยากาศโค้งน้ำเจ้าพระยา

อาคารพักอาศัยจะแยกออกจากอาคารจอดรถเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและการระบายอากาศระหว่างอาคาร แต่ละส่วนของโครงการมีการแยกส่วนกันชัดเจน ล็อบบี้จัดวางด้วยแรงบันดาลใจสไตล์ร้านค้าไม้ย่านบางโพ ฝั่งสวนซึ่งเป็นพื้นที่สีเขียวส่วนกลางได้วิวทั้งฝั่งสวนและฝั่งแม่น้ำ พื้นที่ส่วนกลางมีทั้งสวน ห้องอ่านหนังสือ ห้องปาร์ตี้ และพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ

ขีดเส้นใต้ที่ Sky Facility

ชั้น 40 และ 41 ของโครงการเป็น Sky lounge ซึ่งมีไฮไลท์เด็ดเป็นสระว่ายน้ำ 2 บรรยากาศได้แก่ Infinite Edge Pool ซึ่งเป็นสระว่ายน้ำขนาดยาว 20 เมตรพร้อมทั้ง Leisure Pool ที่ให้คุณดื่มด่ำกับวิวสวนและวิวแม่น้ำไปพร้อมกัน ว่ายน้ำไปมองโค้งแม่น้ำเจ้าพระยาไป ส่วนของฟิตเนสและซาวน่าก็ครบครันด้วยวิวแม่น้ำเจ้าพระยาจากมุมสูงด้วยเช่นกัน

สิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบก็ครบครันและน่าสนใจ

  • ศูนย์การค้า Gateway บางซื่อ, เทสโก้โลตัสประชาชื่น, แม็คโครสามเสน, สุพรีมคอมเพล็กซ์, บิ๊กซีวงศ์สว่าง, เดอะมอลล์งามวงศ์วาน และเซ็นทรัลพลาซ่าลาดพร้าว
  • โรงพยาบาลบางโพ, โรงพยาบาลยันฮี และโรงพยาบาลวิชัยยุทธ
  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
  • โรงเรียนโยธินบูรณะ โรงเรียนเซนต์คาเบรียล โรงเรียนโยนออฟอาร์ค โรงเรียนราชินีบน และโรงเรียนเซนต์ฟรังซิสซาเวียร์คอนแวนต์

ใครบ้างที่เหมาะกับ Chapter One Flow Bangpo

  1. คนที่มองหาคอนโดหลังแรกสำหรับอยู่เองที่ต้องการวิวโค้งแม่น้ำเจ้าพระยาและสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีลูกวัยเรียนหรือจะเข้าวัยเรียนในอนาคต ทำเลตรงนี้อยู่ศูนย์กลางแหล่งการศึกษาชั้นเยี่ยมมากมาย
  2. คนที่มองหาคอนโดหรือบ้านหลังที่ 2 สำหรับเปลี่ยนบรรยากาศ วิวโค้งแม่น้ำเจ้าพระยาจะตอบโจทย์การพักผ่อนได้ชัดเจนมาก เปลี่ยนบรรยากาศจากความเครียดจากการทำงานมานอนมองโค้งแม่น้ำเจ้าพระยาสัปดาห์ละครั้งสองครั้งก็น่าสนใจ
  3. คนที่มองหาคอนโดเพื่อการลงทุน เตาปูน – บางโพ เป็นศักยภาพที่มองข้ามไม่ได้ ด้วยจุดทำเล Interchange ที่สร้างแทรกฟิกได้อย่างมหาศาล ใครมองว่าทำเลตรงนี้ยังโตได้อีกมาก จะซื้อลงทุนเก็บไว้และปล่อยเช่ากินค่าเช่าไปพลางๆ ก็น่าสนใจ

โค้งแม่น้ำเจ้าพระยาบนทำเล Interchange รถไฟ 3 สายคงถูกใจใครหลายคนแน่!

อยากรู้จักคอนโดที่มีวิวโค้งแม่น้ำเจ้าพระยาที่สวยที่สุดในกรุงเทพฯ อย่าง Chapter One Flow บางโพ ให้มากขึ้นแล้วล่ะก็สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติม และลงทะเบียนเพื่อรับส่วนลดสูงสุด 100,000 บาท* ได้ที่ http://bit.ly/2J7VPgg หรือติดต่อที่ http://bit.ly/ChapterOneCondo

  • 1 Bedroom City view เริ่ม 2.59 ล้าน* (เริ่ม 81,000 บาท/ตร.ม.)
  • 1 Bedroom Exclusive River view เริ่ม 3.9 ล้าน* (เริ่ม 90,000 บาท/ตร.ม.)

ถ้าใครอยากนอนดูวิวแม่น้ำเจ้าพระยา บนทำเลศักยภาพสูงสามารถเข้าชมห้องตัวอย่างได้ตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคมนี้ เป็นต้นไป

Google Map: https://goo.gl/maps/ETAcq745dX62

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save