(Review) วัดผลตอบแทนของพอร์ตกองทุนคำนวณอย่างไร และผลตอบแทนแบบ IRR คืออะไร และดีกว่าอย่างไร ?

สวัสดีครับ นักลงทุนทุกท่าน ผมหมอนัทประจำคลินิกกองทุนแห่งนี้คนเดิมเองครับ ในช่วงหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้รับคำถามจากนักลงทุนทั่วไปมากขึ้นเรื่อยๆ ในเรื่องของการวัดผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนรวมครับ เนื่องจากนักลงทุนหลายท่านที่ติดตามเพจกันมา พอลงทุนไปได้สักพักตามที่ผมได้ให้คำแนะนำไปนั้นก็เริ่มที่จะอยากรู้แล้วว่า ได้ผลตอบแทนตามที่คิดกันไว้ หรือไม่นั่นเองครับ

คำถามส่วนใหญ่ที่ถามเข้ามาก็มักจะถามว่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่ากองทุนยังสร้างผลตอบแทนดีอยู่หรือไม่ ลงทุนไปแล้วต้องตรวจสอบผลตอบแทนบ่อยแค่ไหน และถ้าหากลงทุนเป็นรายเดือนจะต้องวัดผลตอบแทนอย่างไร ผลตอบแทนที่วัดแบบ IRR คืออะไร ผลตอบแทนที่ได้นั้นถือว่าดีหรือไม่ดี? เรามีเครื่องมือ หรือว่าตัวช่วยในการติดตามผลตอบแทนไหม?

เอาเป็นว่า ยิงคำถามกันมาเป็นชุดๆ เลยครับ ซึ่งในวันนี้ผมจะพาไปหาคำตอบของคำถามเหล่านี้ไปพร้อมๆ กันนะคร้าบ

คำถามแรก เราจะรู้ได้อย่างไรว่า กองทุนยังทำผลตอบแทนได้ดีหรือไม่ ?

คำตอบ – ปกติแล้ว เราจะดูว่ากองทุนยังทำผลตอบแทนได้ดีหรือไม่นั้น จะดูได้ 2 อย่างคือ

1. กองทุนยังคงทำผลตอบแทนได้ดีกว่า ดัชนีมาตรฐาน หรือว่า Benchmark นั่นเองครับ ยกตัวอย่างเช่น ดัชนีหุ้นไทยปีนี้ปิดบวก 10% หากกองทุนหุ้นที่เราถืออยู่ได้ผลตอบแทนมากกว่า เช่นได้ผลตอบแทนที่ 15% ก็แสดงว่าผู้จัดการกองทุนสามารถเอาชนะ Benchmark ได้ และหากเอาชนะได้บ่อยๆ หรือว่าชนะได้อย่างสม่ำเสมอ ผมบอกเลยว่าคุณได้กองทุนที่ดีอยู่ในมือแล้วนั่นเองครับ

2. กองทุนสามารถเอาชนะกองทุนอื่นๆ ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันได้ เนื่องจากว่ากองทุนบางประเภทนั้น ดัชนีมาตรฐานนั้นอาจจะไม่เหมือนกัน เช่น กองทุนผสม หรือว่ากองทุนตราสารหนี้ และกองทุนตลาดเงิน ดังนั้น เรามักจะเปรียบกับดัชนีมาตรฐานได้ยาก แต่สามารถเอามาเปรียบเทียบกันเองในกลุ่มได้ว่ากองทุนไหนที่เป็นผู้นำติด Top 10 หรือ Top 20 อยู่บ่อยๆ ผมถือว่ากองทุนนั้นทำผลตอบแทนได้ดีอย่างสม่ำเสมอนั่นเองครับ

คำถามถัดมาคือ แต่ละปีลงทุนไปรู้ไหมว่าผลตอบแทนเท่าไหร่ ?

คำตอบ – เราจะแบ่งเป็น 2 กรณีครับ

1. ถ้าลงทุนเป็นเงินก้อน แน่นอนว่าการวัดผลตอบแทนเองไม่ได้ยากอะไรครับ เราแค่ดูว่ากองทุนที่เราลงทุนไปนั้น สุดท้ายแล้ว ผลตอบแทนที่ผ่านมาเป็นเท่าไหร่ โดยส่วนใหญ่เราจะดูที่ผลตอบแทนย้อนหลังที่เป็นปักหมุด นั่นก็คือ ดูผลตอบแทนย้อนหลังว่า 1,3,5 ปีย้อนหลังที่ผ่านมานั้น ได้ผลตอบแทนทั้งหมดเป็นเท่าไหร่ บางที่ก็จะแจ้งเป็นผลตอบแทนย้อนหลังที่ทำมาเป็นต่อปีให้กับเราอย่างเรียบร้อยแล้วนั่นเองครับ ยกตัวอย่างเช่น กองทุน A ที่ลงทุนมา 5 ปีที่แล้ว ได้ผลตอบแทนสะสมอยู่ที่ 60% โดยหากคำนวณเป็นผลตอบแทนต่อปี (Annualized) จะเท่ากับ 9.8% (ต่อปี) ครับ

2. ถ้าหากเราลงทุนเป็นรายเดือน (ที่บรรดามนุษย์เงินเดือนทั่วไปชอบทำกัน ที่เรามักจะเรียกว่า DCA หรือ Dollar Cost Average) หรือลงทุนตามรายได้ที่เข้ามาแบบไม่สม่ำเสมอนั้น (เหมาะสำหรับ Freelance) หรือเรียกโดยรวมๆ ว่าเป็นการลงทุนที่ไม่ได้ลงทุนด้วยเงินก้อนเดียวแล้วละก็ การวัดผลการลงทุนที่ถูกต้องคือ เราจะดูที่ผลตอบแทนของเงินที่เราได้ลงทุนไปในแต่ละครั้งว่าได้ผลตอบแทนเฉลี่ยแล้วเป็นเท่าไหร่ หรือที่เราเรียกว่า IRR (Internal Rate of Return) นั่นเองครับ

วิธีการนี้ค่อนข้างที่จะมีความยุ่งยากในการคิดครับ เนื่องจากเราต้องมีข้อมูลของเงินที่ลงทุนในแต่ละครั้ง และดูด้วยว่าลงทุนไปเมื่อไหร่ ทั้งนี้ก็เพราะว่าเงินแต่ละก้อนที่ลงทุนไปนั้น มีระยะเวลาในการลงทุน หรือว่าทำผลตอบแทนไม่เท่ากันครับ

ยกตัวอย่างเช่น นาย A ลงทุนทุกเดือน เดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 3 ปีต่อกัน ซึ่งเงินก้อนแรก 5,000 บาท ที่ลงทุนไปนั้น มีเวลาในการสร้างผลตอบแทนถึง 3 ปี แต่ในทางกลับกัน เงิน 5,000 บาท ก้อนที่ลงทุนไปล่าสุดเมื่อเดือนที่แล้วนั้น มีเวลาในการสร้างผลตอบแทนเพียงแค่ 1 เดือนเท่านั้นครับ (ช่างไม่ยุติธรรมเลยหากจะวัดผลตอบแทน 2 ก้อนนี้ที่ลงทุนไปว่าได้ผลตอบแทนมากหรือว่าน้อยกว่ากัน)

แน่นอนว่าหากเราคำนวณผลตอบแทนแบบธรรมดาก็มีโอกาสที่จะเข้าใจผิดเพี้ยนไปได้ครับ เช่น เงินที่เราลงทุนไปทั้งหมดเป็น 180,000 บาท (เดือนละ 5,000 เป็นเวลา 3 ปี) เงินที่ได้หลังจากลงทุนไป 3 ปี เป็น 235,700 บาท ถ้าวัดเป็นผลตอบแทนโดยรวมจะเป็น 31% หรือว่าตกปีละประมาณ 9.4% ต่อปี แต่ในความเป็นจริง หากคิดแบบผลตอบแทนแบบเฉลี่ยของเงินแต่ละก้อนที่ลงทุนไป หรือ IRR จะได้เท่ากับ 19.33% ต่อปีเลยทีเดียวครับ

นอกจากนี้เงินปันผลที่ได้รับมาระหว่างทาง หากกองทุนนั้นเป็นกองทุนปันผลด้วยแล้วละก็ นักลงทุนหลายท่านก็มักจะลืมไปว่าได้รับปันผลมากี่ครั้ง หากจะวัดผลตอบแทนโดยรวมก็ยากที่จะนำเงินปันผลกลับเข้ามารวมแล้วคิดผลตอบแทนอีกด้วยครับ ซึ่งถ้าหากเราใช้วิธี IRR คิดแล้วละก็ ปัญหานี้จะหมดไปทันทีครับ เนื่องจากวิธีนี้จะคำนวณเผื่อเรื่องการจ่ายปันผลแล้วนั่นเองครับ

เห็นไหมว่าตัวเลขที่คิดได้มันมีโอกาสที่จะแตกต่างกันมากๆ เลยครับ หากเราไม่เข้าใจก็จะทำให้เราไม่สามารถที่จะวัดผลได้อย่างถูกต้อง และผลที่ตามมาคือ ไม่ทราบว่าจะต้องลงทุนต่อ หรือว่าขายกองทุนเดิมทิ้ง เพราะว่าหากเราคำนวณด้วยวิธีปกติ อาจจะทำให้เราคิดว่าได้ผลตอบแทนไม่ดี ขายกองทุนที่ดีอยู่ในมือไปเสียอย่างนั้นครับ ดังนั้น การคำนวณแบบ IRR จะดูว่าเงินทุกๆ ก้อนที่เราลงทุนไปนั้น รวมถึงส่วนที่ขายออกและการจ่ายเงินปันผล เฉลี่ยแล้วได้ผลตอบแทนทั้งหมดของพอร์ตนั้นเป็นกี่เปอร์เซ็นต์นั่นเองครับ ซึ่งสูตรการคำนวณเป็นดังนี้ครับ

พอเห็นแบบนี้แล้ว หลายๆ คนก็คงถอดใจที่จะคำนวณแล้วใช่ไหมละครับ แต่ไม่ต้องกังวลไปนะครับ เดี๋ยวนี้เราอยู่ในโลกยุค 4.0 กันแล้ว เรามาดูเครื่องมือที่น่าสนใจในวันนี้กันดีกว่าครับ นั่นก็คือ การดูแลและติดตามผลการลงทุนในกองทุนด้วย “K-My Funds” จากบลจ.กสิกรไทย คร้าบบ

เนื่องจาก Application นี้ นอกจากจะมีข้อมูลของกองทุนของ KASSET อยู่ครบถ้วนแล้ว ยังมี Functions ต่างๆ ที่ใช้ในการติดตามผลอย่างมากมาย มีการเปรียบเทียบพอร์ตที่ลงทุนอยู่กับพอร์ตกองทุนที่แนะนำเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนที่ใช้บริการด้วยครับ

แน่นอนว่า หากเรามีจังหวะลงทุนเพิ่มเมื่อใดก็ตาม หรือลงทุนต่อเนื่องทุกเดือนกับ “K-My Funds” เราก็จะสามารถวัดผลตอบแทนได้อย่างไม่ผิดพลาด เนื่องจากมีการแสดงผลที่เป็นทั้งผลตอบแทนย้อนหลัง และผลตอบแทนแบบ IRR ด้วยครับ

ซึ่งวิธีการก็ง่าย แสนง่าย หากนักลงทุนอยากทราบผลตอบแทนแบบ IRR แล้วละก็ ก็แค่เอานิ้วไปจิ้มๆ ตรงที่ เส้นผลตอบแทน ทันใดนั้นผลตอบแทนแบบ IRR ก็จะโผล่ออกมาให้เห็น และจะเห็นทั้งในส่วน IRR ของพอร์ตแนะนำ(เส้น FIT Line) และ IRR ของพอร์ตเราเอง (แท่งกราฟ)

ส่วนเจ้า FIT Line คืออะไร ผมมีคำอธิบายแบบง่าย ๆ ดังนี้ครับ

เมื่อเรากรอกข้อมูลลงในระบบและ Login เป็นที่เรียบร้อย เราก็สามารถเข้ามาเลือกปรับพอร์ตได้อย่างเหมาะสม โดยมีเส้น FIT Line ช่วยนำทางให้เราได้การลงทุนตามพอร์ตที่ฟิตพอดีทั้งในระดับความเสี่ยง และการกระจายสัดส่วนในสินทรัพย์ต่างๆ อย่างเหมาะสมครับ  ซึ่ง FIT LINE มี 4 ระดับดังนี้

  • FIT Line S เหมาะกับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงในระดับ 1-2 
  • FIT Line M เหมาะกับผู้ที่รับความเสี่ยงระดับ 3-4 
  • FIT Line L เหมาะกับผู้ที่รับความเสี่ยงระดับ 5-6 
  • FIT Line XL เหมาะกับผู้ที่รับความเสี่ยงในระดับ 7-8  

เส้น FIT Line จึงเหมือนที่ปรึกษาคอยแนะนําให้ผู้ลงทุนเปรียบเทียบผลตอบแทนเพื่อเป็นแนวทางในการลงทุนที่เหมาะสมที่สุดภายใต้ความเสี่ยงที่ยอมรับได้นั่นเองครับ และเนื่องจากผลตอบแทน IRR ที่แสดงใน app เป็นการคำนวณแบบ % ต่อปี ดังนั้นของปี 2018 ซึ่งเป็นข้อมูล ณ ก.พ. 2018 (YTD) จะเห็นว่ากราฟปรับลงมา เนื่องจากช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์เป็นช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวลงพอดี และโปรแกรมได้คำนวณเป็นแบบ % ต่อปีให้เรียบร้อยแล้วครับ

อ้างอิง: http://www.kasikornasset.com/Pages/K-My-Funds/K-My-Funds.html 

นอกจากนี้หากเราไปจิ้มตรงส่วนของ My Portfolio ก็จะขึ้นเป็นภาพ Pie Chart สัดส่วนการลงทุนขึ้นมาให้เห็นได้ชัด “K-My Funds” ก็จะแนะนำพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมให้กับเรา โดยแนะนำกองทุนต่างๆ ตามสัดส่วนที่กำหนดมาให้แล้วไล่ระดับตั้งแต่ความเสี่ยงน้อยถึงความเสี่ยงมากให้เราได้เห็นสัดส่วนกัน นอกจากนี้ยังมีความเหนือชั้นด้วยการเปรียบเทียบพอร์ตของเรากับพอร์ตที่แนะนำให้เห็นความแตกต่างกันไปเลยครับ

ทั้งนี้เราต้องมีการติดตามผลการลงทุนของกองทุนอย่างใกล้ชิด และที่สำคัญคือต้องมีการวัดผลอย่างถูกต้องด้วย เพราะหากไม่รู้ว่าผลตอบแทนการจากลงทุนเป็นอย่างไร ก็จะไม่ทราบว่าเงินที่ลงทุนไปในแต่ละก้อนนั้นได้ตามเป้าหมายไหม และนั่นทำให้เราไม่สามารถกำหนดกลยุทธ์ในการลงทุนได้ หรือไม่ทราบว่าเมื่อไหร่ที่ควรจะปรับพอร์ต หรือปรับแผนการลงทุนอย่างไรดี ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากในเรื่องของการลงทุนครับ

ก่อนจากกันไป ผมอยากบอกว่าจริงๆ แล้ว เรื่องสำคัญที่สุดในการลงทุนนั้น คือ “เป้าหมาย” นั่นเองครับ หากเราลงทุนโดยไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าอยากได้ผลตอบแทนจากการลงทุนเท่าไหร่ เช่น 7% ต่อปี หรือว่า 10% ต่อปี แบบนี้แล้ว การวัดผลจะยากขึ้นไปด้วย เนื่องจากไม่สามารถจะทราบได้ว่ากองทุนที่เราลงทุนไปทุกๆ เดือนนั้นได้ทำหน้าที่ให้เราบรรลุเป้าหมายหรือไม่นั่นเองครับ

แน่นอนว่าคนที่กำหนดเรื่องนี้คือ ตัวของนักลงทุนเองครับว่าอยากได้ผลตอบแทนเท่าไหร่จึงจะบรรลุเป้าหมายในชีวิต และเป้าหมายหนึ่งที่ทุกๆ คนต้องทำให้ได้ในชีวิตคือ “การเกษียณ” นั่นเองครับ

นอกจากการคำนวณ หรือสร้างเป้าหมายของตนเองได้อย่างถูกต้องแล้ว ใน Application ก็ยังมี Functions ที่คำนวณเงินเกษียณ และประมาณผลตอบแทนได้อีกด้วยครับ ลองไปใช้กันดูนะคร้าบ

ผมคิดว่านักลงทุนเองน่าจะได้ความรู้ ความเข้าใจมากขึ้นในการวัดผล ที่สำคัญเลยคือได้เครื่องมือในการดูผลตอบแทน และติดตามผลชั้นเยี่ยมไปด้วย น่าจะทำให้การลงทุนมีประสิทธิภาพ และมีความสุขมากขึ้นนะครับ วันนี้ผมขอลาไปก่อน แล้วพบกันใหม่นะครับ สวัสดีคร้าบบบบ

สำรหรับลูกค้ากองทุนรวมกสิกรไทยที่สนใจสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “K-My Funds” ได้ ผ่าน App Store และ Play Store โดยไม่เสียค่าบริการใดๆ  สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ KASSET Contact Center 02-673-3888  หรือคลิกที่ http://www.kasikornasset.com/Pages/K-My-Funds/K-My-Funds.html

คําเตือน

– ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะ ของกองทุนแต่ละกองทุน เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

– Fit Line และพอร์ตลงทุนแนะนำที่นำเสนอ เป็นเพียงรูปแบบการลงทุนเพื่อให้ท่านพิจารณาเท่านั้น ในการเลือกลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนเทียบเคียงกับผลตอบแทนที่แสดงตาม Fit Line

– ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

บทความนี้เป็น Advertorial

ภาษีทรัพย์สินดิจิตอล คุณเห็นด้วยหรือไม่

คุณเห็นด้วยหรือไม่?
กับการเก็บภาษีทรัพย์สินดิจิตอล

พรี่หนอมอ่านข่าวเรืองนี้ตั้งแต่วันแรก แต่ยังไม่มีเวลาเขียนสักที วันนี้เลยถือโอกาสมาเขียนถึงแนวคิดที่มีต่อร่างกฎหมายฉบับนี้ให้อ่านกันครับ

ประเด็นที่ต้องรู้ก่อนคือ รัฐจะเก็บภาษีจากทรัพย์สินดิจิตอล 3 ประเภท คือ 1.คริปโทเคอร์เรนซี 2.โทเคนดิจิทัล และ 3.ทรัพย์สินในรูปหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์อื่นใดที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนด

แปลง่ายๆว่า เก็บภาษีจาก คริปโทเคอร์เรนซี่ หรือ Cryptocurrency สกุลเงินที่มีการเข้ารหัสและอยู่ในโลกออนไลน์ อย่าง Bitcoin Ripple Ethereum หรื่ออื่นอีกมากมายที่อยู่ในโลกออนไลน์ใบนี้

ส่วน โทเคนดิจิตอล หรือ Token Digital คือ หน่วยแสดงสิทธิเพื่อใช้แสดงในการร่วมลงทุน มักจะเกี่ยวกับการระดมเงินแบบ ICO หรือ Initial Coin Offering มาเสนอขายให้กับคนทั่วไปผ่านระบบเทคโนโลยี Blockchain

สวนอันสุดท้ายนั้น แปลง่ายๆว่า ถ้ามีแนวทางอะไรออกมาใหม่ที่นอกเหนือจากสองตัวที่ว่านี้ ก็จะประกาศอีกทีละกัน ตอนนี้ยังไม่รู้ เขียนกฎหมายไว้เฉยๆ จ้า


ประเด็นต่อมา คือ เก็บยังไง ร่างกฎหมายฉบับนี้บอกว่าเก็บเป็นภาษีหัก ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% ของผลประโยชน์หรือกำไรที่ได้รับ (เก็บจากกำไรนั่นแหละ) โดยจะเขียนกฎหมายเพิ่มให้เป็นเงินได้ประเภทที่ 4 ในมาตรา 40(4)(ซ) และ 40(4)(ซ) และต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้ตอนปลายปีด้วยนะ ไม่ใช่เก็บตอนมีกำไรแล้วจบเลย ต้องมาคิดอีกทีหนึ่งด้วยจ้า

ส่วนคนที่มีหน้าทีต้องหักภาษีไว้ นั่นคือ ตัวกลาง โบรกเกอร์ นายหน้า แพลทฟอร์มต่างๆ ดังนั้นถ้าเกิดมีกำไรผ่านช่องทางต่อไปนี้ บอกเลยว่าหลบเลี่ยงได้ลำบากแน่นอนจ้า


ทีนี้มาเรืองของความเห็นว่าควรเก็บไหม? พรี่หนอมตอบความคิดเห็นจากใจเลยว่า จะเก็บไม่เก็บนั้น ต้องดูกันที่ความเท่าเทียมในการเสียภาษีของการมีรายได้ประเภทอื่นๆประกอบกันด้วย เช่นถ้าเก็บอันนี้แล้ว ทำไมไม่เก็บภาษีจากการมีกำไรในตลาดหุ้น การมีกำไรจากการขายสินทรัพย์ที่ไม่มีทะเบียนนอกระบบต่าง เช่น ทองคำ ของหายาก รวมถึงมองข้ามไปยังการเก็งกำไรสกุลเงินตามปกติอย่าง USD หรืออื่นๆอีกมากมาย

เขียนแบบนี้เพราะจะบอกว่าเก็บได้หรือไม่ควรเก็บนั้น เรื่องภาษีควรมองจากความเท่าเทียมและการสนับสนุนในหลายแง่มุมครับ เพราะสุดท้ายแล้วคนที่เสียภาษีให้รัฐนั้นเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนนั่นแหละจ้า

แต่ถ้ามองว่าเอามาเป็นการป้องกันการฟอกเงิน โกงเงิน ก็ต้องถามว่าการใช้นโยบายภาษีนั้นเป็นทางเลือกที่ถูกต้องหรือเปล่า ในขณะที่ความรู้ของเราทุกคนกับเรื่องนี้อาจจะยังไม่มีมากนัก (อันนี้วัดจากตัวเองนะครับ ออกตัวเลยว่าไม่ได้รู้มากขนาดนั้นเช่นกันครับผม)

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว คิดเห็นยังไงบอกกันได้นะครับ

ป.ล. ใครเล่นไลน์ก็แอดมาเป็นเพื่อนกันได้ที่นี่ครับ เอาไว้รับข่าวสารพิเศษกับแจกของฟรีที่ไม่เคยแจกที่ไหนกับ @TAXBugnoms หรือคลิก https://line.me/ti/p/@taxbugnoms ได้เลยครับผม

เอกสารประกอบการหักค่าใช้จ่ายจริง ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

กรมสรรพากรได้ออกตัวอย่างเอกสารการหักค่าใช้จ่ายจริงของบุคคลธรรมดามาครับ พรี่หนอมเห็นว่าน่าสนใจเลยเอามาสรุปให้ฟังกันอีกที โดยส่วนตัวสิ่งที่แนะนำสั้นๆ สำหรับบุคคลธรรมดาที่อยากจะหักค่าใช้จ่ายจริง ขอแนะนำตามนี้ครับ

1. ต้องทำรายงานเงินสดรับจ่าย (บัญชีรายรับรายจ่าย)
2. ไม่เอาเงินส่วนตัวมาเข้าบัญชีธุรกิจ แยกบัญชีให้ชัด
3. เก็บเอกสารทุกอย่างให้ครบ ถ้าไม่ครบก็ต้องหาหลักฐานการรับเงินมาครับ

อ้อ อีกอย่างที่ต้องระวังคือ การสร้างหลักฐานเท็จนั้นมีความผิดตามกฎหมายนะครับ จำคุก 3 เดือนถึง 7 ปี ปรับสองพันถึงสองแสนบาทจ้า ถ้าทำ 3 ข้อนี้ได้ ชีวิตสบายขึ้นแน่นอนครับ

บัญชีรายรับรายจ่าย คือ หัวใจสำคัญของธุรกิจ ต้องทำ ต้องทำ และต้องทำ ย้ำ 3 คำนี้ไว้ครับ แต่คำถามว่าจะทำยังไงดี กรมสรรพากรมีตัวอย่างให้ครับ คลิก http://www.rd.go.th/publish/38052.0.html

หลักฐานที่ดีที่สุดในการใช้หักค่าใช้จ่ายจริง คือ ใบเสร็จรับเงิน ดังนั้น ถ้ามีการซื้ออะไรทุกอย่าง อย่าลืมขอใบเสร็จนะครับผม

อีกตัวหนึ่งที่ดีไม่แพ้กัน คือ ใบกำกับภาษี ครับ เพราะเป็นเอกสารที่ยืนยันว่าเราซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มถูกต้องตามกฎหมาย และถ้าหากเราเป็นบุคคลธรรมดาที่มีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จำเป็นต้องเอามาใช้เป็นหลักฐานในการขอคืนภาษีด้วยนะครับ

มีหลายคนบอกว่าบิลเงินสดใช้ไม่ได้ แต่ที่จริงคือใช้ได้ครับ เพียงแค่ต้องมีรายละเอียดที่ระบุชัดเจนว่าเราเป็นคนซื้อสินค้าหรือบริการ พร้อมรายละเอียดครบถ้วน บิลเงินสดก็จะใช้ได้ไม่แพ้ใบเสร็จรับเงินเลยล่ะครับ

ตัวสุดท้าย คือ ใช้ในกรณีที่ผู้รับเงิน (คนขายหรือให้บริการ) ไม่สามารถออกเอกสารให้เราได้ครับ ให้เราทำใบสำคัญรับเงินให้เขาเซ็น พร้อมแนบรายละเอียดสำคัญๆที่เป็นหลักฐานได้ เช่น สำเนาบัตรประชาชน หลักฐานการเซ็นรับเงินจากเรา หรือหลักฐานการจ่าย แบบนี้ก็ใช้ได้เช่นเดียวกันครับ

อย่าลืมแอดไลน์@TAXBugnoms หรือคลิก https://line.me/ti/p/@taxbugnoms ด้วยนะครับผม

เลือกหักเหมาแล้วทำไมต้องทำบัญชีด้วย

พรี่หนอมเคยโพสเรื่องแนวทางการเก็บเอกสารหลักฐานหักค่าใช้จ่ายจริงของกรมสรรพากรไป มีคอมเม้นท์หนึ่งถามไว้ว่า

“ถ้าเลือกหักค่าใช้จ่ายเหมา ยังจะต้องทำบัญชีรับ-จ่าย อีกไหม ถ้ายังต้องทำบัญชีแล้วจะมีการหักค่าใช้เหมาทำไม คนธรรมดาไม่ใช่นิติบุคคลทำไมยังต้องทำ!!!”

คำถามนี้ดีมากครับ เลยตั้งใจเขียนโพสนี้มาอธิบายสั้นๆอีกทีหนึ่งว่าเพราะอะไร?

แยกออกเป็น 3 เรื่องก่อนนะครับ วิธีการเสียภาษี การทำบัญชีรายรับรายจ่าย และการเก็บเอกสารหลักฐานเพื่อหักค่าใช้จ่ายจริง

เริ่มที่วิธีการเสียภาษีก่อน… พรี่หนอมขออธิบายว่าวิธีการเสียภาษีสำหรับกรณีเงินได้ประเภทที่ 5-8 เนี่ย เค้าบอกว่าให้เลือกได้ 2 วิธี นั่นคือ 1. หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา กับ 2. หักค่าใช้จ่ายแบบจริง ซึ่งถ้าหักแบบเหมาก็ไม่ต้องใช้เอกสารหลักฐานใดๆ แต่หักจริงเนี่ยต้องมีหลักฐานด้วย

ถ้าใครเลือกหักจริง ต้องทำหลักฐานพวกนี้ไว้เพือใช้ยื่นเสียภาษี และเก็บไว้จนกว่าพี่สรรพากรจะมาขอดู (ไม่จำเป็นต้องยื่นตอนส่งภาษีนะครับ แต่ต้องมีให้ดูถ้าถูกตรวจสอบ) สวนคนที่เลือกหักเหมาก็ไม่ต้องเก็บ ไม่ผิดอะไร แต่จะหัก % เหมาได้น้อยหน่อยตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา

ประเด็นต่อมาคือทำบัญชี… อ่านดีๆนะครับว่า กฎหมายกำหนดให้ทำบัญชีรายรับรายจ่ายอยู่แล้วในกรณีที่มีรายได้ประเภทที่ 5-8 ที่ว่ามานี้ ตามประกาศอธิบดีฉบับที่ 161 (คลิกอ่านได้ตรงนี้ครับ http://www.rd.go.th/publish/33300.0.html)

ดังนั้นแปลว่าต้องทำบัญชี ถ้าไม่ทำมีความผิดตามกฎหมาย แต่ถ้าถามว่าผิดหนักแค่ไหน บอกเลยว่าไม่ได้อะไรมาก เพียงแค่ปรับ 2,000 บาทเท่านั้น

แต่ปัญหาและประเด็นที่สำคัญกว่านั้น คือ การที่เราไม่ทำบัญชีรายรับรายจ่าย แล้วเราจะมีหลักฐานชัดเจนได้ยังไงว่า เรามีรายรับและรายจ่ายเท่าไร เมื่อสรรพากรตรวจเราจะเอาอะไรไปคุยกับเขา นี่คือสิ่งที่เราต้องสนใจครับ เพื่อประโยชน์ของเราล้วนๆ

และที่สำคัญ ถ้าคุณไม่ทำบัญชีรายรับรายจ่าย แล้วคุณจะรู้ได้ยังไงว่าธุรกิจทุกวันนี้คุณมีกำไรหรือขาดทุนกันแน่ ซึ่งตรงนี้มันเป็นปัญหาที่แย่กว่าการถูกตรวจสอบโดยสรรพากรเสียอีกครับ

ดังนั้นถามว่าควรทำบัญชีรายรับรายจ่ายไหม ผมบอกเลยว่าต้องทำ ไม่ใช่แค่ควร เพราะมันทำให้คุณมีทั้งหลักฐานของตัวเอง และไว้ยืนยันว่าคุณยื่นภาษีถูกต้องตามบัญชีที่มีมา

เรื่องสุดท้าย เอกสารหลักฐาน ที่ต้องมี ในกรณีที่เลือกหักค่าใช้จ่ายจริง อันนี้ต้องมีให้ตรวจสอบครับ เพราะมันเป็นทางเลือกที่คุณเลือกไว้ และที่สำคัญถ้าเลือกหักจริงแล้วไม่มีเอกสารหลักฐานให้ดู คุณจะไม่มีสิทธิเปลี่ยนไปหักแบบเหมาได้นะครับ มีเอกสารแค่ไหนก็หักค่าใช้จ่ายได้ตามนั้น ตรงนี้ระวังกันไว้ด้วยครับผม

แต่ตรงนี้ผมให้ข้อสังเกตว่า เอกสารหลักฐานไม่ใช่เรื่องของบัญชีรายรับรายจ่าย เช่น ถ้าคุณเลือกหักเหมา คุณอาจจะไม่ต้องเก็บเอกสาร แต่คุณยังต้องมีบัญชีรายรับรายจ่ายไว้ตามที่กฎหมายกำหนด และเพื่อประโยชน์ของคุณเองครับ

อยากให้แยกเรื่องนี้ให้ดีก่อน เพราะถ้าแยกเรื่องนี้ไม่เข้าใจ ผมว่ามันเป็นปัญหาของธุรกิจที่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่กว่าการเสียภาษีอีกครับ

ก่อนเกษียณต้องรู้จักกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

สวัสดีครับวันนี้พรี่หนอมขอเปลี่ยนประเด็นเพิ่มเติมเสริมยอดไปยังเรื่องที่เกี่ยวข้องกับภาษีและชีวิตหลังเกษียณกันบ้างครับ นั่นคือเรื่องของ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ที่ให้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีแก่มนุษย์เงินเดือนกับเรา และเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยให้เรามีกินมีใช้หลังเกษียณแบบสบายๆ เลยล่ะครับ เอาล่ะ เพื่อไม่ให้เสียเวลา เรามาทำความรู้จักกับ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” เลยดีกว่าครับ

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คือ กองทุนที่นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันจัดตั้งขึ้น โดยเงินของกองทุนจะมาจากเงินที่ทั้งสองฝ่ายร่วมกันสะสมเข้ากองทุน ซึ่งเงินที่จ่ายจากทางฝั่งลูกจ้างจ่ายจะเรียกว่า “เงินสะสม“ ส่วนเงินที่นายจ้างจ่ายจะเรียกว่า “เงินสมทบ” นั่นเองครับ ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวจะถูกนำไปบริหารให้เกิดดอกผลงอกเงยโดยผู้บริหารมืออาชีพครับ

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นลักษณะของสวัสดิการอีกประเภทหนึ่งที่นายจ้างมีให้กับลูกจ้างครับ เรียกได้ว่าเป็นเครือ่งมือที่ช่วยให้ลูกจ้างนั้นสามารถสร้างวินัยในการออมอย่างต่อเนื่อง แถมด้วยเงินจากนายจ้างที่ช่วยออมอีกต่อหนึ่งครับ โดยมีอัตราการสะสมเงินดังนี้ครับ

นอกจากสิทธิประโยชน์เรื่องการออมเงินและการสร้างวินัยแล้ว กองทุนสำรองเลี้ยงชีพยังได้รับสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย โดยมีเงื่อนไขดังนี้ครับ

• เงินสะสมที่สมาชิกจ่ายเข้ากองทุน สามารถนำมาหักลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ โดยหักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินปีละ 10,000 บาท สำหรับส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 15% ของค่าจ้าง และไม่เกิน 490,000 บาท ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำไปรวมกับเงินได้ที่เสียภาษี

ยกตัวอย่างเช่น นายบักหนอมมีเงินเดือนตลอดทั้งปี คือ 500,000 บาท แต่จ่ายเข้ากองทุน 5% แบบนี้นายบักหนอมจะได้รับสิทธิลดหย่อนทั้งสิ้น 25,000 บาท ซึ่งเงินค่าลดหย่อนจำนวน 10,000 บาทจะถูกนำไปคิดเป็นค่าลดหย่อน ส่วนอีก 15,000 บาทที่เหลือจะถูกนำไปหักออกจากเงินได้ครับ

• สำหรับเงินที่สมาชิกได้รับจากกองทุนเมื่อสิ้นสุดสมาชิกภาพ ส่วนที่เป็นเงินสะสมได้รับยกเว้นภาษี สำหรับเงินสมทบ ผลประโยชน์เงินสะสม และผลประโยชน์เงินสมทบ ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีไม่ต้องเสียภาษีเงินได้เมื่อทำงานจนอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ หรือ ตาย ทุพพลภาพ

สำหรับคนที่เป็นมนุษย์เงินเดือนทุกคน ผมอยากแนะนำครับว่า ถ้าหากกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพของบริษัทเรานั้นได้รับผลตอบแทนดี ไม่มีปัญหา และเราเองก็วางแผนที่จะทำงานบริษัทนี้ไปอีกนาน สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะให้ทำเป็นอันดับแรก คือ “การตัดเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพด้วย % ที่สูงสุด” ครับ

ที่แนะนำอย่างนี้เพราะว่าอยากให้เริ่มต้นสร้างวินัยในการออมเงินกันก่อนครับ และถ้าหากสามารถทำได้แล้ว เรายังสามารถเพิ่มผลตอบแทนโดยการเลือกประเภทของกองทุนให้ตรงกับความต้องการและความเสี่ยงของเราอีกด้วยครับ

หลังจากนั้นสิทธิในการสะสมของเราทุกๆเดือนนั้น ยังสามารถนำไปลดห่ย่อนภาษีได้อีกด้วย ซึ่งถือว่าครบถ้วนจบทั้งกระบวนความกันเลยทีเดียวครับผม

เห็นไหมครับว่า กองทุนสำรองเลี่ยงชีพนั้นให้อะไรกับเราหลายอย่างจริงๆ ทั้งเรื่องของวินัย การออม ผลตอบแทนจากการลงทุน และไปจบที่เรื่องของการลดหย่อนภาษี อีกด้วยครับ

หลายคนคงเคยได้ยินกันว่า “อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา” ใช่ไหมครับ ผมคิดว่ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพนี่ถือเป็นอีกตัวอย่างที่ดีในการจัดการ “เงินเก็บน้อยๆ” ของเรา เพื่อสะสมไปสู่อนาคตที่ยิ่งใหญ่หลังวัยเกษียณยังไงอย่างนั้นเลยล่ะครับ

แนะนำเพิ่มเติมเรื่องการสร้างสิทธิประโยชน์ส่วนเพิ่มในการลงทุนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สำหรับท่านที่ลงทุนทุกเดือนอยู่แล้ว หรือยังไม่รู้เทคนิคเพิ่มเติมในการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนี้เพิ่มขึ้นครับ โดยมีเทคนิค 2 ข้อที่อยากจะแนะนำ นั่นคือ การเพิ่มผลตอบแทน และการประหยัดภาษี เมื่อออกจากงานครับผม

วิธีที่ง่ายที่สุดในการเพิ่มผลตอบแทนให้กับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้น มี 2 ทาง คือ เพิ่มเงินออมของเรา และ เปลี่ยนแปลงแผนการลงทุน ครับ ซึ่งการเพิ่มเงินออมของเรานั้น ทราบดีอยู่แล้วว่าจะทำให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นแน่ๆ เนื่องจากเงินต้นเพิ่มขึ้น ผลตอบแทนก็ย่อมต้องเพิ่มตามใช่ไหมคร้าบ

แต่วิธีการเปลี่ยนแปลงแผนการลงทุนนั้น คือ การเลือกวิธีลงทุนให้เหมาะสมกับเราครับ อาจจะเคยได้ยินคำว่า Employee Choice หรือการที่สมาชิกสามารถเลือกนโยบายการลงทุนที่เหมาะกับตัวเอง ผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่มีหลายนโยบาย โดนสมาชิกกองทุนอย่างเราๆ สามารถเลือกที่จะแบ่งสัดส่วนกองทุนของตัวเอง ไปลงทุนเพียงนโยบายเดียว หรือหลายนโยบายก็ได้ ตามทีต้องการครับ

ถ้าหากนำเงินออกมาจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพก่อนอายุ 55 ปี เราทุกคนมีหน้าที่ต้องเสียภาษีด้วยครับ โดยประเด็นที่ต้องดูคือ ระยะเวลาการทำงาน ดังนี้ครับ

• ถ้าหากมีระยะเวลาทำงานน้อยกว่า 5 ปี ต้องนำเงินที่ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปคำนวณภาษี รวมกับเงินเดือนของเราครับ ซึ่งจะถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 1 นั่นเองครับ

• ถ้าหากมีระยะเวลาทำงานตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป ตรงนี้จะมีข้อดีตรงที่ สามารถเลือกเสียภาษีโดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีกับเงินเดือนครับ ซึ่งจะเรียกว่าแยกคำนวณต่างหาก กรณีเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเนืองจากออกจากงานครับ ซึ่งจะมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายแยกต่างหากเป็นจำนวนเท่ากับ 7,000 บาทคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน และนำส่วนที่เหลือมาหักค่าใช้จ่ายอีก 50% ของเงินที่เหลือนั้น แล้วจึงค่อยคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้ครับ

จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นว่าถ้าหากทำงานเกินกว่า 5 ปี จะมีสิทธิในการแยกคำนวณภาษีเพื่อให้ประหยัดมากขึ้นกว่าคนที่มีระยะเวลาทำงานน้อยกว่า 5 ปี ใช่ไหมครับ แต่เท่านั้นยังไม่พอครับ เพราะว่าเราสามารถประหยัดได้มากกว่านั้นอีก แม้ว่าจะเปลี่ยนงานก่อนครบ 5 ปีก็ตาม โดยเลือกจากวิธี 2 วิธีนี้ คือ

1. คงเงินหรือผลประโยชน์นั้นไว้ทั้งจำนวนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และรอให้ได้รับผลประโยชน์อีกครั้งหลังจากอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ครับ โดยจะใช้วิธีขอพักไว้ก่อนแล้วโอนไปยังที่ทำงานใหม่ โดยไม่ถอนเงินจำนวนนี้ออกมาจากกองทุน ก็จะถือว่าไม่ได้ออกจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพครับ เลยไม่ต้องเสียภาษี

2. โอนไปกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF แทนครับ ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติกองทุนสํารองเลี้ยงชีพ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2558 ให้สามารถนำเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปลงทุนต่อเนื่องใน RMF ได้ (โปรแกรมนี้ชื่อว่า RMF for PVD ครับ)

โดยทั้ง 2 ขั้นตอนนี้ สามารถดำเนินการได้ง่ายๆ โดยแจ้งความประสงค์ไปยังนายจ้างหรือฝ่ายบุคคลครับ อย่างน้อยน่าจะประมาณ 30 วันก่อนจะพ้นสภาพลูกจ้างครับ โดยระบุกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF ที่ต้องการจะให้ย้ายเงินไป

เป็นเพื่อนกันได้ทุกที่ แต่ถ้าจะมาเป็นเพื่อนที่ไลน์ ก็พิมพ์หา @TAXBugnoms หรือคลิก https://line.me/ti/p/@taxbugnoms ได้เลยจ้า

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 19-23 มีนาคม 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับ อัศวินกองทุน โฉมใหม่มารายงานตัวแล้วครับผม!! ปรับโฉมคราวนี้ผมมาแบบล้ำๆให้เข้ากับ Digital Trend ที่กำลังมาแรงในปีนี้

และขอบอกไว้ก่อนนะครับว่า กลับคราวนี้ไม่ใช่มาแค่แนะนำการลงทุนเท่านั้น แต่จะมาจัดพอร์ทแนะนำกันไปเลยครับผม!!!

จากตัวเลขเศรษฐกิจในประเทศหลักที่ออกมาดีอย่างต่อเนื่องนั้น ช่วยสนับสนุนให้สหรัฐฯ น่าสนใจ ในขณะที่อินเดียนั้นเกิดจากการปรับตัวลงในเรื่องของภาษี แต่ยังมีภาพรวมที่แข็งแกร่งอยู่

ส่วนตลาดอื่นๆ จะเป็นยังไง มาดูกันไปพร้อมๆกันได้เลยครับผม

Focus ประเทศน่าลงทุนประจำสัปดาห์ที่ 19-23 มีนาคม 2018

สำหรับสัปดาห์นี้ ตลาดที่น่าสนใจที่สุดตกเป็นของ สหรัฐอเมริกา ครับ เนื่องจากตัวเลขการจ้างงานและตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ที่ออกมาดีต่อเนื่องในขณะนี้ เงินเฟ้อที่ไม่ได้เร่ง และยังไม่เห็นความจำเป็นที่ FED จะต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยในตอนนี้

ปัจจัยดีๆ ทั้งหมดนี้ ค่อนข้างทำให้หุ้นสหรัฐฯ เป็นที่น่าสนใจ ดังนั้นผมแนะนำว่าถ้าหากใครยังไม่มี งานนี้ต้องรีบสะสมแล้วล่ะครับ

Scan การปรับตัวตลาดหุ้นทั่วโลก 

ตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมามีความผันผวนเนื่องจากความกังวลที่ FED ขึ้นดอกเบี้ย และทรัมป์ที่เริ่มส่งสัญญาณนโยบายกีดกันการค้า ซึ่งเป็นประเด็นที่ยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด แต่ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม มุมมองของผมมองว่าตลาดหุ้นโดยรวมยังคงมีความน่าสนใจ จากตัวเลขเศรษฐกิจในประเทศหลัก เช่น สหรัฐฯ ยุโรป และจีน ออกมาดีต่อเนื่อง สนับสนุนการบริโภคและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน

ในฝั่งของตราสารหนี้ ผมคาดว่าตลาดได้สะท้อนข่าว FED ขึ้นดอกเบี้ยในเดือน มี.ค. ไว้มากแล้ว ประกอบกับความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ และราคาน้ำมันที่เริ่มพักตัว จะช่วยลดแรงกดดันต่อตราสารหนี้ระยะยาวต่อ

Insight ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

สัปดาห์นี้ ผมยังแนะนำให้นักลงทุนกลับมาทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯครับ  เนื่องจากตัวเลขการจ้างงานที่ออกมาดีต่อเนื่องในขณะนี้ ในขณะที่ตัวเลขเงินเฟ้อไม่ได้เร่งตัวอย่างที่ตลาดคาด ทำให้ FED ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรีบขึ้นดอกเบี้ยอยู่

แต่อย่างไรก็ตามความกังวลต่อผลกระทบของมาตรการการกีดกันทางการค้าซึ่งอาจจะนำมาถึงสงครามทางการค้าระหว่างประเทศยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามต่อไปครับ

สรุปสั้นๆ : แนะนำให้ สะสมไว้ ครับผม!!!

Insight ตลาดหุ้นยุโรป

สำหรับสัปดาห์นี้ ผมแนะนำให้นักลงทุนชะลอลงทุนในหุ้นยุโรปไว้ก่อนครับ จากค่าเงินยูโรที่ยังคงแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ และแนวโน้มจะมีนโยบายกีดกันทางการค้าที่เพิ่มมากขึ้นจากสหรัฐฯ ในขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจออกมาตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้

สรุปสั้นๆ : ชะลอไว้ก่อนดีกว่าครับ!!

Insight ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

สัปดาห์นี้ ขอแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นญี่ปุ่น เนื่องจากมูลค่าของตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับลดลงมาในระดับที่น่าสนใจ ในขณะที่นโยบายการเงินของ BOJ ยังมีทิศทางผ่อนคลายต่อไป หลังจากนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นสนับสนุนให้นาย Haruhiko Kuroda ดำรงตำแหน่งเป็นประธาน BOJ อีกสมัย ซึ่งโดยรวมแล้วนี่คือโอกาสที่จะไปต่อครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมกันต่อไป!!!

Insight ตลาดหุ้นอินเดีย

สัปดาห์นี้แนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นอินเดียต่อไปครับ หลังจากราคาตกลงมามากแล้วจากความกังวลต่อนโยบายการจัดเก็บภาษีจากกำไรจากการขายหุ้น ซึ่งผมมองว่าพื้นฐานเศรษฐกิจยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งจากนโยบายการปฏิรูปภาษี และการอัดฉีดสภาพคล่องของรัฐบาลอยู่ แบบนี้ถือว่าเป็นโอกาสที่จะสะสมเพิ่มครับผม

สรุปสั้นๆ : สะสมได้เลยเพราะพื้นฐานดี!!!

Insight ตลาดหุ้นเกาหลี

สัปดาห์นี้ แนะนำให้ชะลอการลงทุนในหุ้นเกาหลี หลังจากนักวิเคราะห์มีการปรับประมาณการผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนโดยรวมลง ในขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และเกาหลีอาจโดนผลกระทบจากนโยบายการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯอีกต่อหนึ่ง ซึ่งโดยรวมแล้วนับว่าเป็นปัจจัยลบต่อหุ้นทั้งหมด ดังนั้นตอนนี้ควรดูท่าทีก่อนครับ

สรุปสั้นๆ : หยุดตรงนี้ดูท่าทีก่อนครับ!!

Insight ตลาดหุ้นไทย

สัปดาห์นี้ แนะนำให้ซื้อหุ้นไทย จากเศรษฐกิจที่มีสัญญาณดีขึ้นในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ส่งสัญญาณฟื้นตัว ในขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐที่คาดว่าเม็ดเงินในปี 61 จะสูงขึ้น รวมทั้งโครงการ EEC จะช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจและการลงทุนระยะถัดไปอีกด้วย

สรุปสั้นๆ : หุ้นไทยอนาคตยังสดใส แนะนำซื้อครับ!!

Insight ตลาดหุ้นจีน

สัปดาห์นี้ยังไม่มีอะไรอัพเดทมาก ดูตามภาพได้เลยครับผม

คำแนะนำเพิ่มเติม : หุ้นโกลบอล Global Population Trend

สัปดาห์นี้ แนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นโกลบอล Global Population Trend เนื่องจากหุ้นในกลุ่มนี้จะได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรโลก ทั้งการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรที่มากขึ้น การขยายตัวของชนชั้นกลาง และการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้สูงวัย ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทั่วโลกในอนาคตข้างหน้านี้ครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมไว้ เป็นอีกกลุ่มที่น่าสนใจ!!

แนะนำการลงทุนประจำสัปดาห์

ตลาดตราสารทุน : แนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ หุ้นญี่ปุ่น หุ้นอินเดีย และหุ้นไทย

ตลาดตราสารหนี้ : ถ้าเป็นสหรัฐฯแนะนำตราสารหนี้ high yield และ หุ้นกู้เอกชน อายุการลงทุนสั้น ส่วนถ้าเป็นไทยแนะนำหุ้นกู้เอกชนครับ

สินทรัพย์ทางเลือก : ทยอยสะสมทองคำ จากแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า เช่นเดียวกันกับน้ำมันที่เป็นจังหวะที่น่าเข้าสะสมเนื่องจากความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น

เรามาดูสัดส่วนการลงทุนที่แนะนำประจำสัปดาห์กันบ้างครับ

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงต่ำ

พอร์ตการลงทุนระยะยาว (การวางแผนการลงทุนในระยะยาว)

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 44%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น (การปรับพอร์ตตามสถานการณ์)

  • หุ้นไทย 16%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 40%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงกลาง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว (การวางแผนการลงทุนในระยะยาว)

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 20%
  • ตราสารหนี้ไทย 20%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 6%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น (การปรับพอร์ตตามสถานการณ์)

  • หุ้นต่างประเทศ 26%
  • หุ้นไทย 34%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 13%
  • ตราสารหนี้ไทย 21%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 3%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 3%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงสูง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว (การวางแผนการลงทุนในระยะยาว)

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 20%
  • ตราสารหนี้ไทย 20%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 8%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น (การปรับพอร์ตตามสถานการณ์)

  • หุ้นต่างประเทศ 41%
  • หุ้นไทย 44%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 1.5%
  • ตราสารหนี้ไทย 5.5%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 4%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 4%

หมายเหตุ : “ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน” ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 15 มี.ค. 2561

ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำโดย นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดสรรสินทรัพย์และกองทุนต่างประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป โดยข้อคิดเห็นและบทความในเอกสารฉบับนี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ผู้ใช้ข้อมูลนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

นักลงทุนที่ดีที่สุดคือนักลงทุนที่รู้จักตัวเองมากที่สุด

บนโลกใบนี้มีนักลงทุนชื่อดังที่ประสบความสำเร็จ และเป็นแบบอย่างของนักลงทุนรุ่นใหม่มากมาย หลายๆ คนอาจจะรู้จัก Warren Buffett, Peter Lynch, George Soros หรือ Ray Dalio กันอยู่แล้ว บางท่านที่ผมพูดถึงอาจจะเป็นไอดอลที่หลายคนยกย่องให้เป็นต้นแบบการลงทุน เผื่อว่าซักวันหนึ่งเราจะประสบความสำเร็จเหมือนอย่างพวกเขาบ้าง

ซึ่งนักลงทุนต้นแบบแต่ละท่านต่างมีสไตล์การลงทุนเป็นของตัวเอง แน่นอนว่านักลงทุนรุ่นใหม่อย่างเราก็มีพวกเขาเหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจในการลงทุน พวกเรารู้จักนักลงทุนเก่งๆ รู้จักสไตล์การลงทุนของเขาและเส้นทางที่เขาเดินเป็นอย่างดี

แล้วเรารู้จักตัวเองดีพอแล้วหรือยัง ?

นักลงทุนที่ดีต้องรู้จักตัวเองดีที่สุด

ก่อนที่จะไปถกเถียงกับเพื่อนๆ ว่ากองทุนตัวไหนดี หุ้นตัวไหนกำลังมา จะเล่นสั้น ถือยาว หรือจะลงทุนด้วยวิธีไหน นักลงทุนทุกคนควรทำความรู้จักตัวเองเสียก่อน

Warren Buffett เคยพูดถึงขอบข่ายแห่งความชำนาญ บัฟเฟตต์จะเลือกลงทุนเฉพาะกิจการที่ตนเองเข้าใจและชำนาญเท่านั้น จะไม่เลือกทำในสิ่งที่ตนไม่ถนัดเป็นอันขาด

George Soros จะไม่เก็งกำไรหรือนำเงินไปลงทุนในสิ่งที่ตนเองคาดการณ์ไม่ได้ หรือมีความไม่แน่นอนที่จะเสียเงินลงทุนก้อนนั้นไป เรียกง่ายๆ ว่าถ้าไม่ใช่เกมที่เขาถนัดเขาจะไม่มีวันลงเล่นเป็นอันขาด

Mohnish Pabrai ผู้เขียนหนังสือ Dundho Investor บอกไว้ว่าตนเองจะลงทุนเฉพาะสิ่งที่เขามองเห็นว่า โอกาสได้กำไรมีมากมาย แต่โอกาสขาดทุนจะทำให้เสียเงินจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น

เห็นมั้ยล่ะว่านักลงทุนชั้นอ๋องทุกคนต่างก็ลงทุนในสิ่งที่ตนเองถนัด และจะไม่ลงทุนเกินกว่าขอบเขตความรู้ความเข้าใจของตัวเอง ต่อให้ผลตอบแทนของการลงทุนนั้นจะหอมหวานขนาดไหนก็ตาม

แล้วสิ่งสำคัญที่เราต้องรู้ดีกว่าใคร มีอะไรบ้างล่ะ?

การทำความรู้จักตัวเองที่ผมพูดถึงก็คือ พื้นฐานแรกของนักลงทุนที่ดีทุกคน ซึ่งสิ่งสำคัญที่เราต้องรู้ประกอบไปด้วย…

รู้ว่าตัวเราสามารถรับความเสี่ยงได้มากแค่ไหน

เพราะความสามารถในการรับความเสี่ยงของคนเราไม่เท่ากัน คนที่ชอบใช้ชีวิตโลดโผนอาจจะไม่ใช่นักลงทุนที่ชอบความเสี่ยงก็ได้ ขณะเดียวกันคนที่เรียกตัวเองว่าเป็นเทรดเดอร์หรือนักเก็งกำไร อาจจะไม่สามารถรับความผันผวนของการเก็งกำไรได้ ดังนั้นเราต้องรู้ก่อนว่าความเสี่ยงจากการลงทุนที่เรารับได้มีมากหรือน้อย

เป้าหมายในการลงทุนคืออะไร

เป้าหมายการลงทุนก็เป็นเรื่องที่สำคัญ การลงทุนที่ดีต้องสอดคล้องกับความต้องการในชีวิต บางคนเอาเงินที่ตั้งใจจะใช้เกษียณในอีก 5 ปีข้างหน้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเพราะเชื่อว่าตัวเองรับความเสี่ยงได้สูง ถ้าบังเอิญเจอวิกฤตเศรษฐกิจล่ะ!? เงินทั้งหมดก็อาจจะสูญไปได้ เป้าหมายที่จะใช้เงินก้อนนั้นก็เป็นไปไม่ได้

มีความตั้งใจและความพยายามในการเรียนรู้มากน้อยแค่ไหน

ความหมายของการลงทุนในสิ่งที่ถนัด นั่นคือเราต้องมีความรู้ในสิ่งนั้นมากพอ เพราะ “ความเสี่ยง” เกิดจากความไม่รู้ ถ้านักลงทุนรู้และเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองลงทุนอย่างถ่องแท้ ความรู้ที่มีนั้นก็ช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนไปได้ นักลงทุนที่ดีจึงต้องตั้งใจหาความรู้ใส่หัวอยู่เสมอ หากไม่รู้หรือไม่เข้าใจในสิ่งไหนก็ไม่ควรลงทุน

มีเวลามากเพียงพอมั้ย

สิ่งสำคัญที่นักลงทุนควรมีก็คือ “เวลา” ในการติดตามและเรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง นักลงทุนบางคนอาจจะมีภาระงานหรือภารกิจต่างๆ ทำให้ไม่มีเวลาสำหรับการเรียนรู้ ติดตามสิ่งที่ลงทุนอยู่ (ถ้ารู้ตัวว่าไม่มีเวลามากพอ ก็สามารถเลือกใช้บริการกองทุนรวมได้นะครับ)

เป็นคนขี้กังวลหรือเชื่อมั่นในตัวเองขนาดไหน

ปัจจัยนี้เกี่ยวข้องกับการลงทุน เพราะนักลงทุนที่ดีจะต้องรับผิดชอบเงินของตนเอง ไม่โทษคนอื่นยามขาดทุน เชื่อมั่นในสิ่งที่ตนตัดสินใจ แต่ก็พร้อมรับฟังคำแนะนำจากคนรอบข้างอยู่เสมอ คนที่ขี้กังวลมักจะไขว้เขวตามข้อมูลข่าวสารที่ได้รับ คนที่เชื่อมั่นในสิ่งที่คิดมากเกินไปก็จะเกิด Bias ในการลงทุนได้ การรู้ว่าเราเป็นคนประเภทไหนจะเป็นตัวตัดสินวิธีการลงทุนในอนาคตได้

ทั้งหมดที่ผมพูดมา บอกตรงๆ ว่ามันเป็นแค่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ บางส่วนที่นักลงทุนทุกคนต้องรู้ และทำความเข้าใจตนเองก่อน ต่อให้รู้ลึกในรายละเอียดของกองทุนรวม รู้จักหุ้นที่ลงทุนเป็นอย่างดี หรือมีความรู้มากมายเกี่ยวกับกราฟเทคนิคถ้าเราไม่รู้จักตัวเองดีพอ ก็คงหาวิธีการลงทุนที่ทำให้ตัวเองประสบความสำเร็จได้ยาก

เพราะพื้นฐานที่แข็งแรงที่สุด คือการรู้จักตัวเองดีที่สุด!

ขายฝากสินทรัพย์ไปแล้ว แต่อยากได้คืนต้องวางแผนอย่างไร?

การเงินถือเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับทุกคนและในหลายๆเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามา อาจจะทำให้เรามีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงิน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องส่วนตัวหรือในเรื่องของธุรกิจ ซึ่งทางเลือกในการหาแหล่งเงินทุนในปัจจุบันนั้นก็มีหลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการกู้ยืมเงินกับทางธนาคารหรือสถาบันการเงินต่างๆ และการขายฝากนั้น ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เราสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนโดยใช้อสังหาริมทรัพย์ที่เรามี

อย่างไรก็ตามเมื่อขายฝากไปแล้วแต่ไม่ได้วางแผนในการนำเงินมาไถ่ถอนพร้อมผลประโยชน์ตอบแทนที่จะมอบให้กับผู้รับซื้อฝากตามสัญญา ทรัพย์สินนั้นก็จะตกเป็นของผู้รับซื้อฝากโดยสมบูรณ์ เพราะฉะนั้น หากต้องการไถ่ถอนสินทรัพย์คืนจากผู้รับซื้อฝากจริงๆ ก็ควรจะต้องวางแผนทางการเงินเพื่อให้ปฎิบัติตามสัญญาที่ได้ทำไว้อย่างมีประสิทธิภาพดังนี้

1. กำหนดเป้าหมายของเงินทุนว่าจะนำไปใช้ทำอะไร

ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือการกำหนดเป้าหมายทางการเงินว่าเป้าหมายในการนำเงินไปใช้คืออะไร มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินทุนมากขนาดไหน เป็นระยะเวลาเท่าไหร่ เช่น การนำเงินทุนไปใช้เพิ่มศักยภาพทางธุรกิจ การนำไปหมุนเวียนเมื่อเกิดเหตุจำเป็น ทั้งนี้ควรคำนวณเงินทุนที่จะต้องใช้ให้อย่างเหมาะสมเพราะการนำเงินทุนมาใช้เกินความจำเป็นจะทำให้ต้องเสียต้นทุนทางการเงินและมอบผลประโยชน์ให้กับผู้รับซื้อฝากที่มากขึ้นตามไปด้วย 

2. คำนวณเงินและระยะเวลาในการชำระเงิน

ในการขายฝากนั้น จะมีการตกลงในสัญญาว่าจะต้องจ่ายค่าตอบแทนให้ผู้รับซื้อฝากเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ และจะต้องจ่ายล่วงหน้ากี่เดือน ดังนั้น จึงต้องมีการคำนวณเงินล่วงหน้าอย่างแม่นยำ เพื่อวางแผนทางการเงิน และเมื่อครบกำหนดตามสัญญาจะต้องนำเงินไปไถ่ถอนให้ครบตามสัญญา

ยกตัวอย่างเช่น มูลค่าขายฝาก 1,000,000 บาท ทำสัญญา 1 ปี กำหนดประโยชน์ตอบแทน 15% ต่อปี เท่ากับ 150,000 บาท หรือ 12,500 บาทต่อเดือน โดยมีการให้ผลประโยชน์ตอบแทนใน 3 เดือนแรก 37,500 บาทและคงค้าง 112,500 บาทซึ่งจะต้องมอบให้เป็นรายเดือนตั้งแต่เดือนที่ 4 เป็นต้นไปและเมื่อครบกำหนดสัญญาจะต้องนำเงิน 1,000,000 บาทมาไถ่ถอนทรัพย์สินคืน เป็นไปตามแผนในตารางข้างล่าง

ขายฝากสินทรัพย์ไปแล้ว แต่อยากได้คืนต้องวางแผนอย่างไร?

3. ตรวจสอบความสามารถในการชำระเงินของตัวเรา

สิ่งหนึ่งที่เราจำเป็นจะต้องคิดและคำนวณให้ดีคือ เมื่อเราต้องการขายฝากเพื่อได้รับเงินทุนมาทำกิจกรรมใดๆก็ตามแล้วเราอยากจะไถ่ถอนทรัพย์สินนั้นคืน เราจะต้องมีความสามารถในการหาเงินเพื่อมามอบผลประโยชน์และเงินต้นเพื่อมาไถ่ถอนในวันสิ้นสุดสัญญาด้วย

ในกรณีตัวอย่างมูลค่าขายฝาก 1,000,000 บาท กำหนดผลประโยชน์ 150,000 บาท อย่างน้อยที่สุดเราจะต้องมีความสามารถในการหาเงินมาไถ่ถอนรวม 1,150,000 บาท หรือเฉลี่ยเดือนละ 95,833 จึงมีโอกาสที่จะสามารถไถ่ถอนทรัพย์สินสำเร็จ 

ขายฝากสินทรัพย์ไปแล้ว แต่อยากได้คืนต้องวางแผนอย่างไร?

4. ดำเนินการตามแผนที่วางไว้

หลังจากที่คำนวณแล้วว่าการขายฝากนั้นจะทำให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ โดยที่เงินทุนดังกล่าวจะนำมาใช้ตามวัตถุประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีแผนการดำเนินงานที่สามารถหาเงินทุนกลับมามอบผลประโยชน์และไถ่ถอนต่อผู้รับซื้อฝากได้ตามสัญญา ก็จะทำให้มั่นใจได้ว่าการทำสัญญาขายฝากในครั้งนั้นจะทำให้เราได้รับทรัพย์สินกลับมาอย่างแน่นอน

การเลือกผู้รับซื้อฝากความสำคัญที่หลายๆคนมองข้าม

นอกจากนี้แล้วในการทำสัญญาขายฝากนั้น ผู้ขายฝากจะต้องหาผู้รับซื้อฝากที่น่าเชื่อถือ ไว้วางใจได้ และพร้อมปฏิบัติตามสัญญาที่ทำไว้ในอีกฝั่งหนึ่งเช่นกัน

ZAZZET สามารถเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกและแก้ปัญหาของผู้ขายฝากที่กำลังต้องการแหล่งเงินทุนได้ โดยทำหน้าที่ในการดูแลกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่หาผู้รับซื้อฝาก ตรวจสอบเอกสาร และมีระบบ Matching ในการยื่นข้อเสนอผลประโยชน์ให้กับผู้ขายฝากได้เลือกทางเลือกที่ดีที่สุด ซึ่งผลประโยชน์ที่จะต้องจ่ายนั้นอาจจะต่ำกว่า 15% ต่อเดือนก็ได้

สรุปแล้วการเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้วย ‘การขายฝาก’ นั้น หากมีวัตถุประสงค์ในการใช้เงินทุนที่ชัดเจน อยู่ในเกณฑ์ความสามารถที่ทำได้และมีแผนในการชำระและไถ่ถอนอย่างเป็นระบบ จะทำให้เราปฏิบัติตามสัญญาได้และได้รับทรัพย์สินกลับมาได้ตามแผนอย่างแน่นอน

ขายฝากสินทรัพย์ไปแล้ว แต่อยากได้คืนต้องวางแผนอย่างไร?

ยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มช้าแบบนี้!! มีค่าปรับอะไรบ้างนะ?

เริ่มจาลำดับแรกคือ ทำความเข้าใจก่อนว่า การยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มที่ช้านั้น จะมาจาก 2 สาเหตุนี้คือ

1. ไม่เคยยื่นมาก่อน แต่เกินกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนดแล้ว
2. เคยยื่นมาแล้ว แต่จะยื่นเพิ่มเติมเกินกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด (ยื่นครั้งที่ 2 เป็นต้นไป)

เมื่อยื่นช้า ความผิดที่เกิดขึ้นย่อมจะถูกทำโทษ โดยปรับตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งจะประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 อย่างครับ นั่นคือ ค่าปรับ เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม ซึ่งมีความหมายแตกต่างกัน

ค่าปรับ หรือ ค่าปรับอาญา จะปรับครั้งเดียวตอนยื่นแบบแสดงรายการเท่านั้น

เบี้ยปรับ จะคิดเป็น % จากจำนวนภาษีที่ต้องจ่าย ซึ่งมีอัตราหลายอย่างแตกต่างตามประเด็นความผิดที่เกิดขึ้น

เงินเพิ่ม คือ ดอกเบี้ย ที่คิดเพิ่มจากยอดภาษี ซึ่งปกติแล้วจะกำหนดไว้ที่อัตรา 1.5% อัตราเดียว (อาจจะมีลดได้บางกรณี)

เร่ิมต้นกันที่ค่าปรับอาญาก่อน ซึ่งจะเสียก็ต่อเมื่อเราไม่เคยยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม แล้วปล่อยให้เกินกำหนดเวลา (ยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนนี้หลังจากวันที่ 15 ของเดือนถัดไป) โดยคิดอัตราดังนี้

กรณียื่นช้าไม่เกิน 7 วัน ปรับ 300 บาท
กรณียื่นช้าเกิน 7 วัน ปรับ 500 บาท

หลังจากนั้นให้ดูที่ยอดภาษี ถ้ามีภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องจ่าย (ภาษีขาย > ภาษีซื้อ) จะต้องมีการคำนวณเบี้ยปรับต่างกันไป โดยดูจากหลักการดังนี้

ถ้าไม่เคยยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มมาก่อน จะเสียเบี้ยปรับในอัตรา “สองเท่า” และคิด % ของเบี้ยปรับจากจำนวนภาษี ตามจำนวนวันที่ยื่นเกินกำหนดเวลา ดังนี้

1-15 วัน อัตรา 2% x 2 เท่า
16-30 วัน อัตรา 5% x 2 เท่า
31-60 วัน อัตรา 10% x 2 เท่า
เกินกว่า 60 วัน อัตรา 20% x 2 เท่า

ส่วนกรณีที่เป็นการยื่นเพิ่มเติม (เคยยื่นแบบไว้แล้ว) จะคิดในอัตราปกติที่ไม่ต้องคูณ 2 ดังนี้ครับ

1-15 วัน อัตรา 2%
16-30 วัน อัตรา 5%
31-60 วัน อัตรา 10%
เกินกว่า 60 วัน อัตรา 20%

โดยตรงนี้พูดในกรณีที่ยื่นด้วยตัวเองเท่านั้น แต่ไม่รวมกรณีที่ถูกประเมินโดยเจ้าหน้าที่สรรพากรนะครับผม

สุดท้าย อย่าลืมเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน (18% ต่อปี) สำหรับเงินเพิ่มนี้จะคิดในทุกกรณีที่มีการยื่นภาษีช้า ไม่ว่าจะเคยยื่นหรือยื่นเพิ่มเติม ทั้งหมดจะคิดในอัตราเท่ากัน แต่เงินเพิ่มนั้นจะสูงสุดไม่เกินกว่าจำนวนภาษีที่ต้องเสียครับ เช่น ถ้าต้องเสียภาษี 100 บาท เงินเพิ่มก็จะคิดที่ 1.5% ต่อเดือน แต่มากที่สุดก็คือ 100 บาท


ติดตามความรู้เรื่องภาษีสำหรับคนทำธุรกิจได้ที่แฟนเพจ พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ หรือกดเพิ่มเพื่อนได้ที่ Line @BizTaxThai หรือคลิกที่ลิงค์
https://line.me/ti/p/@biztaxthai ครับ

จ่ายให้กรรมการแบบไหน เป็นค่าใช้จ่ายธุรกิจได้บ้าง?

ประเด็นแรกที่ต้องเข้าใจ คือ กรรมการ ต่างจาก ผู้ถือหุ้น และอาจจะเป็นคนละคนหรือคนเดียวกันก็ได้

กรรมการ มีหน้าที่ บริหารจัดการบริษัท และทำงานตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้ถือหุ้น

ผู้ถือหุ้น คือ เจ้าของบริษัทที่มีสิทธิ์และส่วนร่วมตามจำนวนหุ้นที่ตัวเองถือ

ดังนั้น ผู้ถือหุ้นสามารถเป็นกรรมการบริษัทได้ครับ

กรรมการมีทรัพย์สิน เอามาให้บริษัทเช่า เป็นรายจ่ายได้ไหม

คำตอบ คือ เป็นรายจ่ายของบริษัทได้ ไม่ผิดกฎหมาย เพียงแต่ต้องระวังประเด็นต่อไปนี้

– สัญญาเช่าครอบคลุมตามเงื่อนไขอย่างถูกต้อง
– ราคาเช่าเป็นไปตามราคาตลาด ไม่มากเกินไป
– กรรมการนำรายได้ส่วนนี้มายื่นภาษีบุคคลธรรมดา
– การเช่่านั้นเกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจของบริษัท
– มีมติ หรือ การอนุมัติที่เหมาะสม

จ่ายเงินเดือนให้กรรมการได้ไหม และจ่ายเท่าไรดี?

ประเด็นแรกสำหรับเรื่องนี้คือ ยกเรื่องของการวางแผนภาษีออกไปก่อน และมองหลักการที่แท้จริงใหม่เสียว่า

– กรรมการทำหน้าที่อะไร
– กรรมการควรได้รับเงินเดือนตามความเหมาะสม

ถ้าหากกรรมการทำงานจริง การจ่ายเงินเดือนให้กรรมการไม่ถือว่าเป็นปัญหาทางภาษีของธุรกิจครับ แต่ขอให้พิสูจน์ได้ว่า เป็นการจ่ายจริงที่เกี่ยวข้องกับบริษัท และไม่ใช่จ่ายเกินกว่าความจำเป็นของธุรกิจ

จ่ายค่าที่ปรึกษาให้กรรมการได้ไหม และจ่ายเท่าไรดี?

ประเด็นตรงนี้ให้มองที่หน้าที่ของกรรมการเป็นหลัก ถ้าหากมีการทำงานเงินเดือนปกติแล้ว การจ่ายค่าที่ปรึกษานั้นจะถือเป็นเงินได้ของกรรมการที่เพิ่มจากเงินเดือน (ถือเป็นประเภทเดียวกันคือประเภทที่ 1) แต่ถ้าหากกรรมการไม่มีเงินเดือน ส่วนนี้จะถือเป็นเงินได้ประเภทที่2 ของกรรมการ

หลักการตรงนี้ยังคงเหมือนกับการจ่ายเงินเดือนก่อนหน้านี้ นั่นคือ สนใจหน้าที่และค่าตอบแทนที่เหมาะสมเป็นหลัก เพื่อให้เหมาะสมกับการทำงานให้กับกิจการครับ

ซื้อรถยนต์ให้กรรมการได้ไหม และควรซื้อยังไง?

หากบริษัทมีฐานะการเงินที่ดี รายได้สูง การซื้อรถยนต์ให้กับกรรมการไม่ใช่เรื่องแปลก อาจจะมีรถประจำตำแหน่ง หรือ รถที่ใช้ในกิจการได้ แต่ถ้าหากฐานะไม่ดี รายได้ต่ำ คำถามที่อาจจะเป็นปัญหาสงสัย คือ กิจการเอาเงินจากไหนมาซื้อรถยนต์ให้กรรมการ

สิ่งที่ต้องระวังในตอนนี้ หากมีการซื้อรถยนต์ในชื่อกรรมการเลยนั้น ไม่สามารถเป็นรายจ่ายได้เพราะถือว่าเป็นการให้โดยเสน่หา ขัดกกับกฎหมายมาตรา 65 ตรี (3) ดังนั้นควรจะซื้อในนามบริษัทมากกว่า เพื่อให้สามารถเป็นค่าใช้จ่ายได้โดยการคิดค่าเสื่อมราคา หรืออาจจะพิจารณาเรืองการเช่ารถยนต์ประกอบการตัดสินใจอีกทีหนึ่ง

กู้ยืมเงินจากกรรมการได้ไหม คำตอบคือได้ แต่สิ่งทีต้องระวังคือ กรรมการคิดดอกเบี้ยบริษัทไหม และคิดเท่าไร?

หากมีการคิดดอกเบี้ยและจ่ายจริง ดอกเบี้ยจำนวนนั้นสามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ แต่อย่าลืมหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ด้วยนะครับ

ส่วนกรรมการนั้นสามารถเลือกได้ว่า จะยื่นรายได้ดอกเบี้ยส่วนนี้หรือยอมให้หักภาษี 15% ไปแล้วจบกันได้เลย

จ่ายค่าอบรมให้แก่กรรมการได้ไหม คำตอบคือได้ ถ้าไปอบรมเพื่อนำมาพัฒนาบริษทั ถือว่าเกี่ยวข้องกับธุรกิจ

นอกจากนั้น ถ้าการจ่ายค่าอบรมสัมมนาที่ว่า เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดเงื่อนไข อาจจะสามารถหักเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มถึง 2 เท่าได้ในการคำนวณภาษี เรียกได้ว่าบริษัทประหยัดได้ถึง 2 ต่อกันเลยทีเดียว

จ่ายค่าประกันให้กับกรรมการไ้ด้ไหม จะเป็นรายจ่ายได้ยังไงบ้าง 

ประเด็นที่ต้องสนใจสำหรับเรื่องนี้เพื่อให้เป็นค่าใช้จ่ายได้ คือ
– จ่ายให้กับกรรมการทุกคนเท่านั้น บางคนไม่ได้
– มีระเบียบ มติ หรือการประชุมอนุมัติที่ชัดเจน
– จ่ายด้วยเหตุที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์ในการทำธุรกิจ

โดยค่าประกันที่จ่ายให้นั้น จะถือเป็นประโยชน์ของกรรมการ ต้องถือเป็นรายได้ของกรรมการด้วย แต่สามารถนำไปลดหย่อนประกันชีวิตได้ ถ้าเข้าเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดครับ

ติดตามความรู้เรื่องภาษีสำหรับคนทำธุรกิจได้ที่แฟนเพจ พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ หรือกดเพิ่มเพื่อนได้ที่ Line @BizTaxThai หรือคลิกที่ลิงค์
https://line.me/ti/p/@biztaxthai ครับ

#ภาษีธุรกิจ #กรรมการ #ค่าใช้จ่าย
#ภาษีเงินได้นิติบุคคล #รายจ่ายธุรกิจ
#พรี่หนอมสอนภาษ๊ธุรกิจ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save