9 วิธีคิดในการเลือกซื้อประกันสุขภาพ

สิ่งสำคัญที่เสาหลักของครอบครัวควรมีวันนี้คือประกันสุขภาพ

ตั้งใจทำงาน ขยันหาเงินทุกช่องทาง ทำงานหนักเพื่อคนที่เรารัก เสาหลักของครอบครัวทุกคนรู้ดีว่าสิ่งที่เราทำไม่ใช่แค่เพื่อตัวเราเอง แต่เราทำทุกอย่างเพื่อให้ครอบครัวมีความสุข

แต่ทั้งหมดที่ว่ามานี้..จะไม่มีความหมายอะไรเลยค่ะ เมื่อเรา “ป่วย”

นี่คือเหตุผลว่าทำไมวันนี้มาดามถึงลุกขึ้นมาสะกิดให้พวกเราทั้งหลายที่เป็นเสาหลักของครอบครัว ต้องใส่ใจเรื่องสุขภาพ

ขอเล่าเรื่องจริงที่เกิดกับมาดามฟินนี่ เมื่อสองปีที่แล้ว…

วันนึงมาดามคลำเจอก้อนเล็กๆ ที่ด้านข้างเต้านมซ้ายค่ะ

คุณเอ๊ย…ใครไม่เคยไม่รู้ ว่ามันทั้งช็อค ทั้งตกใจ ทั้งกลัวขนาดไหน ทั้งๆ ที่เรายังไม่รู้ว่ามันคืออะไร

ความรู้สึกแรกคือ ถ้าเราเป็นมะเร็ง พ่อแม่เราจะอยู่ยังไง เราคือเสาหลักของครอบครัว

ตอนนั้นเงินเก็บก็ไม่มี สวัสดิการบริษัทรวมกับประกันสังคมก็คงช่วยให้เราได้รับการรักษาอย่างดีได้ยาก

มาดามนอนไม่หลับเลยค่ะ..ทำไงดี ทำไงดี

ตัดสินใจไปตรวจและโชคดีสุดชีวิตที่มันไม่ใช่เนื้อร้าย เป็นแค่ซีสต์หรือถุงน้ำในเต้านม

แต่ก็หมดค่าตรวจรักษาไปหลายพันบาท แม้จะมีประกันกลุ่มแต่วงเงินก็ไม่พอ มาดามต้องจ่ายส่วนต่างเองอีก

มาดามไม่อยากให้พวกเราเจอเหตุการณ์แบบที่มาดามผ่านมาค่ะ

มันไม่สนุก และคุณอาจไม่โชคดี

ลองจินตนาการว่าจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อ “เสาหลักของครอบครัว” อย่างเราๆ เจ็บป่วยขึ้นมา

แม้แต่โรคไม่ร้ายแรงแต่เรื้อรังอย่างพวกโรคออฟฟิศซินโดรม เบาหวาน ความดัน ที่เป็นโรคยอดฮิตมันก็ยังทำให้เราทำงานได้ไม่เต็มที่เลย แถมยังมีห่วงเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาต่อเนื่องอีกต่างหาก ไม่ต้องพูดถึงโรคร้ายแรงอย่างพวกมะเร็ง ถ้าเป็นขึ้นมาค่ารักษาอ่วมแน่

ซูเปอร์ฮีโร่, เสาหลักของครอบครัวทุกคน สำคัญที่สุดของวันนี้คือพวกเราต้องรักษาสุขภาพให้ดี

ไม่ป่วยดีที่สุด แต่ถ้าเกิดป่วยขึ้นมา ต้องไม่เดือดร้อน ครอบครัวต้องเดินต่อไปได้

มาดามขอให้หลักคิดง่ายๆ 9 ข้อนี้กับพวกเรา

9 วิธีคิดในการเลือกซื้อประกันสุขภาพ

1. ยอมรับก่อนว่าทุกคนมีโอกาสป่วยได้หมด ไม่ว่าตอนนี้จะแข็งแรงหรือไม่

2. ซื้อประกันสุขภาพไว้ ไม่ใช่การแช่งตัวเอง แต่เป็นการโอนความเสี่ยงเรื่องค่ารักษาออกไปจากตัวเรา

3. ลองดูประวัติครอบครัว มีโรคร้ายแรง หรือโรคที่ส่งต่อทางพันธุกรรมอะไรมั้ย

4. ลองดูสวัสดิการที่มีในมือ ทั้งที่นายจ้างมีให้ ประกันสังคมหรืออย่างอื่นที่รัฐบาลให้ว่าเพียงพอมั้ย ถ้าเราเกิดโชคร้ายต้องเจ็บป่วย

5. คนที่เป็นฟรีแลนซ์หรือเจ้าของธุรกิจส่วนตัว ยิ่งต้องเช็คให้หนักว่าเรามีอะไรคุ้มครองอยู่บ้าง

6. ดูจากวิถีการดำเนินชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ ว่าเรามีโอกาสป่วยด้วยโรคอะไรบ้าง

7. ดูว่าสวัสดิการที่มี เราพึงพอใจ รู้สึกปลอดภัยกับการรักษาที่จะได้รับมั้ยถ้าเกิดป่วย

8. ถ้าอยากซื้อประกันสุขภาพเพิ่ม เรามีงบประมาณในการจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพเท่าไร

9. มองหาประกันสุขภาพที่ตอบโจทย์ ทั้งเรื่องโรคที่เราเสี่ยงและงบของเรา

มาดามใช้หลัก 9 ข้อนี้แหละค่ะในการเลือกทำประกันสุขภาพ

คุณพระคุณเจ้า..พอได้ทำจนรู้สึกหมดห่วงแล้ว ทำมาหากินเจริญดีมากค่ะ เพราะเราไม่ต้องกังวล!!!!

วันนี้เราดูแลตัวเองให้ดีที่สุดอยู่แล้ว แต่ถ้าแจ๊คพ็อตแตก เกิดป่วย มาดามไม่ต้องกังวลเลย มาดามจะได้รับการดูแลรักษาอย่างดี ตามงบประมาณที่เราจ่ายไหว เรียกได้ว่า “จ่ายเงินน้อย เพื่อซื้อความสบายใจขนาดใหญ่”

แต่ยังไงก็ภาวนาว่าไม่ต้องใช้ผลประโยชน์เหล่านี้ และมาดามไม่เสียดายที่จ่ายเลย 555

วิธีคิดง่ายๆ เรื่องความคุ้มค่า

ยกตัวอย่างแผนประกันที่คุ้มครองโรคออฟฟิศซินโดรม โรคนี้คนเป็นเยอะมากแล้วก็ชอบไปร้านนวดเพื่อแก้อาการ แผนนี้ค่าเบี้ยประกันเริ่มต้นเดือนละประมาณ 400 บาท ถ้าเราบังเอิญเป็นขึ้นมาจริงๆ ค่าเบี้ยต่อเดือนเพียงเท่านี้สามารถช่วยให้เราได้รับการรักษาอย่างดีได้

มาดามเคยเป็นหนักอยู่พักนึง ไปหาหมอกายภาพบำบัด 1 ครั้ง ค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 700 บาท และต้องไปต่อเนื่องทุกสัปดาห์

…เห็นชัดว่าค่าเบี้ยนี้คุ้มค่ารักษา!

และก็ยังถูกกว่าค่าไปนวดผ่อนคลาย 2 ชั่วโมงที่พวกเราจ่ายกันแล้วค่ะ

ถ้าวันนี้คุณอ่านแล้วเข้าใจว่าเรื่องเจ็บป่วยเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ และคุณคือคนสำคัญของครอบครัว

มาดามแนะว่า…ต้อง “โอนความเสี่ยง” นี้ออกไปค่ะ

มาดามเพิ่งเห็นว่า ซิกน่า เค้ามีแบบประกันสุขภาพอันใหม่เข้าท่ามากชื่อ

“แผนประกันสุขภาพมิติใหม่ ซูเปอร์แพลน” เหมาะกับซูเปอร์ฮีโร่อย่างพวกเราเลยค่ะ

มาดามชอบตรงไหนน่ะเหรอ ชอบที่มันดูเข้าใจง่าย ดูแลเราแบบครบวงจร

  • ก่อนป่วย มีสายด่วนสุขภาพ 24 ชั่วโมง ให้โทรปรึกษาปัญหาสุขภาพ เหมือนมีเพื่อนเป็นหมอ
  • เมื่อพบโรค เค้ามีเงินก้อนจ่ายให้
  • ดูแลจนหายป่วย จ่ายค่ารักษาพยาบาลตามจริง

เค้าให้แผนนี้กับคนอายุ 20-60 ปี ก็คือวัยทำงานจนถึงสูงวัย

พอพูดถึงเรื่องโรคที่คุ้มครอง ยิ่งโดนใจ เพราะคุณ“เลือกโรคที่คิดว่าอาจจะเป็นและอยากคุ้มครอง”เองได้

นั่นคือ ไม่ต้องจ่ายเบี้ยสำหรับโรคที่เราไม่ต้องการค่ะ มาดามชอบตรงนี้

โรคที่คุ้มครองแบ่งเป็น 2 กลุ่ม

1. โรคเรื้อรัง โรคจากไลฟ์สไตล์

  • ออฟฟิศซินโดรม, เบาหวาน, โรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนและทางเดินอาหาร

2. โรคร้ายแรง

  • มะเร็ง (ทุกระยะ), เนื้องอก และซีสต์

ที่เก๋ไปกว่านั้น!

ยังมีความคุ้มครองเสริมให้เลือกเติมลงไปในแผน (ตรงนี้แหละที่เลือกว่าไม่เอาก็ได้)

  • หลอดเลือดสมองแตกหรืออุดตัน, กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากการขาดเลือด, เบาหวาน และความดันโลหิตสูง

ค่าเบี้ยแบ่งตามแผน Size S, M และ L เริ่มต้นที่หลักร้อยต่อเดือน

อยากรู้เพิ่มเติม ไปที่นี่เลยค่ะ https://goo.gl/vRfaAW

ลองใช้หลักการ 9 ข้ออย่างที่มาดามบอกเพื่อเลือกซื้อประกันสุขภาพดูนะคะ

เชื่อมาดามเถอะ เมื่อคุณสบายใจหมดห่วง การทำมาหากินของคุณจะดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

ไม่เชื่อก็ลองดู

โอเคนะ

มาดามฟินนี่

บทความนี้เป็น Advertorial

1,000 เดียวก็ลงทุนอสังหาให้เช่าได้ด้วยกองทุนรวม

อยากลงทุนอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าใช่ไหม?

ตอนเด็กๆ ผมจำได้ว่าการมีอสังหาริมทรัพย์ให้เช่านั้นเป็นอะไรที่เท่มาก เรียกว่าเป็น “ธุรกิจเสือนอนกิน” เจ้าของแทบไม่ต้องทำอะไรเลย ทุกเดือนจะมีค่าเช่าค่าที่พักอาศัยเข้ามา ตอนนั้นใครอยากเกษียณก็ต้องเร่งสร้างทรัพย์สิน เพราะหวังว่าแก่ไปจะได้มีค่าเช่ามาให้เก็บดอกผลกินในยามที่ลาออกจากงานประจำแล้ว

แต่ในความเป็นจริงแล้วการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ให้เช่านั้นไม่ง่ายเลย เนื่องจากมูลค่าของทรัพย์นั้นค่อนข้างสูงมาก หากอยากลงทุนในบ้านเช่าอาจต้องมีเงินสำหรับซื้อทรัพย์ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท ในขณะที่ถ้าอยากลงทุนหอพักหรือออฟฟิศให้เช่าแล้วอาจต้องใช้เงินตั้งต้นไม่ต่ำกว่า 50 ล้านเลยทีเดียว

แต่ ‘กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์’ ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นกว่านั้น

กองทุนรวม คือการระดมทุนรูปแบบหนึ่งที่จะนำเงินจากนักลงทุนรายย่อยมาจัดสรรลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ต่อ ที่นักลงทุนส่วนใหญ่รู้จักกันมากคือกองทุนรวม LTF ที่เป็นกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นเป็นหลักและนำมาใช้ลดหย่อนภาษีได้

แต่ในความเป็นจริงแล้ว นโยบายกองทุนรวมนั้นหลากหลายกว่าหุ้นมาก ยกตัวอย่างเช่น กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่เน้นการนำเงินไปซื้ออสังหาริมทรัพย์และนำดอกผลที่ได้จากทรัพย์นั้น เช่น ค่าเช่า ค่าพักอาศัย ค่าใช้บริการ มาส่งคืนให้ผู้ถือหน่วยกองทุนรวมในรูปแบบเงินปันผลเป็นหลัก

กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ จะมีนโยบายที่ถูกควบคุมให้ดำเนินงานเพื่อสร้างกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่องเป็นหลัก โดยจะถูกกำหนดให้ถืออสังหาริมทรัพย์สำหรับเช่าไม่ต่ำกว่า 1 ปี และไม่ต่ำกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่ากองทุนรวม นอกจากนี้ กองทุนรวมยังจะต้องปันผลออกมาไม่ต่ำกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของกำไรสุทธิที่หาได้แต่ละปีเพื่อให้ผู้ถือหน่วยลงทุนได้กระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ ส่วนที่อาจจะเหลือเก็บไว้ 10 เปอร์เซ็นต์ส่วนใหญ่ก็ใช้สำหรับปรับปรุงทรัพย์สินให้ใหม่เหมาะกับการปล่อยเช่าต่อไป

ในความเป็นจริง สินทรัพย์คล้ายกองทุนรวมที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ยังแตกแยกย่อยไปอีกหลายประเภท

เช่น กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund) กองทุนรวมที่ลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์อีกทอดหนึ่ง รวมไปถึงทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Investment Trust: REIT) ที่มีลักษณะคล้ายกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์มาก แต่มีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกัน ซึ่งสิ่งสำคัญที่มากกว่าลักษณะของกองคือนโยบายของกองทุนมากกว่า หากนโยบายทั้งหมดของกองทุนรวมตรงตามความต้องการลงทุนของนักลงทุนแล้ว ลักษณะปลีกย่อยเล็กน้อยต่างๆ ก็ไม่จำเป็นเท่าไหร่นัก

กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์นั้นมีนโยบายการลงทุนในทรัพย์สินที่หลากหลาย ถึงแม้ว่าจะเป็นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แต่จุดประสงค์ในการปล่อยเช่าเพื่อสร้างรายได้ก็แตกต่างกันออกไป เช่น กองทุนรวมที่ลงทุนในบ้านเช่า กองทุนรวมที่ลงทุนในออฟฟิศให้เช่า กองทุนรวมที่ลงทุนในห้างให้เช่า กองทุนรวมที่ลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม กองทุนรวมที่ลงทุนในโรงแรม รวมไปถึงกองทุนรวมที่ลงทุนในสนามบิน

กองทุนรวมแต่ละแบบก็มีลักษณะการวิเคราะห์เจาะลึกที่แตกต่างกันออกไป ถ้าลงทุนในห้าง อาจต้องดูว่าชื่อเสียงและความนิยมของห้าง หากลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม อาจต้องติดตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและสนับสนุนธุรกิจในแต่ละพื้นที่ แต่ถ้าหากลงทุนในสนามบิน อาจต้องไปติดตามกระแสการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยว รวมไปถึงความนิยมของพื้นที่ใกล้เคียงสนามบินนั้น

แค่คิดก็สนุกแล้ว !

ที่สำคัญคือเงินเพียง 1,000 บาท ก็สามารถลงทุนได้แล้ว เนื่องจากราคากองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อขายกันอยู่ตอนนี้หลายกองมีราคาไม่เกิน 10 บาท แปลว่าหากซื้อ 100 หน่วย เราก็สามารถเริ่มต้นลงทุนโดยใช้เงินไม่ถึง 1,000 บาทเท่านั้น เรียกว่าหากจะรอมีอสังหาริมทรัพย์ของตัวเองอาจจะต้องเก็บเงินหลักล้าน แต่ถ้าหันมาลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ก็สามารถเริ่มต้นได้เลยด้วยวงเงินที่เราสามารถเข้าถึงได้

ศึกษากองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์อย่างถูกกฎหมายได้ที่ https://goo.gl/NH1WR6 แนะนำว่าถ้าสนใจก็ลองศึกษาให้ครบทุกกองทุน ดูว่านโยบายการลงทุนเป็นแบบไหน ผลประกอบการเป็นอย่างไร และลักษณะกองทุนรวมเหมาะกับตัวตนของเราหรือเปล่า

ต่อไปเวลาใครถามว่าตอนนี้มีรายได้จากไหนบ้าง เราก็จะได้ตอบไปเลยว่า “มีตึกปล่อยเช่ากินรายเดือนอยู่” ถึงแม้ว่าเราจะถือความเป็นเจ้าของแค่ส่วนเดียว แต่เราก็ไม่ได้โกหกใช่ไหมหละ เพราะว่าเราก็ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าจริงๆ นี่นา

“เริ่มต้นสะสมในกองทุนรวมทีละเล็กทีละน้อยตั้งแต่วันนี้ วันหนึ่งในอนาคต เงินของเราอาจจะพอกพูนมากพอจนมีอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าเป็นของตัวเองก็ได้ ใครจะรู้ !”

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ถูกใจคนรักความเร็ว : 812 superfast ทรงพลังที่สุดของ Ferrari

ครั้งแรกกับการปรากฎตัวบนสนามเมืองทองของ Ferrari 812 Superfast ที่เร็วสุดในประวัติศาสร์ของเฟอร์รารี่  มีสมรรถนะสุดยอดทั้งบนถนนและในสนามแข่ง ด้วยความเร็วของเครื่องยนต์และรูปลักษณ์โฉบเฉี่ยว ก็สะกดทุกสายตาคนในงานได้อยู่หมัด

Ferrai  812 Superfast เปิดตัวครั้งแรกในไทยให้ผู้ชื่นชอบความเร็วได้สัมผัส สำหรับรถยนต์ ectreme performence V12 berlinetta พร้อมกับเครื่องยนต์ production 800 แรงม้า ทรงพลังสุดของ Ferrari

  • ด้วยขุมพลัง V12 ความจุ 6.5 ลิตร ที่ผลิตกำลังได้สูงถึง 800 แรงม้า มาตารฐานใหม่ของ Ferrari
  • คันแรกที่มีระบบ EPS (Electric Power Steering) ทำให้เข้าถึงศักยภาพสูงสุดของรถได้
  • มาพร้อมกับ Virtual Short Wheelbase 2.0 (PCV) และพัฒนาซอฟท์แวร์เพิ่มความไวของรถ
  • มาพร้อมกับสี Rosso Settanna สีพิเศษในโอกาสครบรอบ 70 ปี
  • สมรรถนะความเร็วสูงสุดมากกว่า 340 กม./ชม. , 0-100 กม./ชม. ใช้เวลาแค่ 2.9 วินาทีเท่านั้น

ด้วยพละกำลังมหาศาลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Ferrari ที่เคยมีมา คาวาลลิโน มอเตอร์ ตัวแทนจำหน่ายเจ้าเดียวในไทย จึงมั่นใจอนาคตธุรกิจรถยนต์หรูเติบโตสูงสุด แค่เฉพาะ Ferrari 812 Superfast ก็น่าจะสามารถขายได้ถึง 1,000 ล้านบาทใน 5 ปี

คุณวรวุฒิ ภิรมย์ภักดี รองประธานบริษัท กรรมการบริหารบริษัท คาวาลลิโน มอเตอร์ จำกัด

โดยแผนการดำเนินธุรกิจในระยะ 3-5 ปีนับจากนี้ จะให้ความสำคัญ ในกลุ่มจีที คาร์ (Gran Turismo) มากสุด เนื่องจากเป็นรถสปอร์ตสำหรับไลฟ์สไตล์ของการใช้อย่างสะดวกสบายทุกวัน และสัมผัสถึงความเร้าใจผสมกลิ่นอายของเฟอร์รารี่อย่างเต็มเปี่ยมอีกด้วย

บริการหลังการขาย จะขยายการให้บริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างครบครันและครบวงจรมากยิ่งขึ้น หลังจากที่ลูกค้ารับรถไปแล้ว ก็ยังมีการดูแลและบริการหลังการขาย ฟรีถึง 7 ปี รวมทั้งรับประกัน 3 ปี รวมถึงการซ่อมรถเฟอร์รารี่ที่มีความพร้อมทางด้านบริการต่าง ๆ เช่น การทำสีรถ และการเคาะตัวถังรถ และการเพิ่มลิฟท์ยกรถในศูนย์ซ่อมบำรุง

“V12 series นี้เป็นการเฉลิมฉลองการครบรอบ 70 ปี ถูกพัฒนามาเพื่อลูกค้าที่ต้องการรถยนต์ Ferrari ที่แรงและพิเศษที่สุดทั้งบนถนนและในสนามแข่ง” 

“การจะขับเคลื่อนธุรกิจช่วง 3-5 ปี จากนี้ บริษัทจะผลักดันด้วยความหลากหลายของรถที่จะเข้ามาทำตลาดให้แก่กลุ่มลูกค้าตามความต้องการ ควบคู่ไปกับพัฒนาศูนย์บริการ ยกระดับบริการหลังการขาย และการรับประกัน” นายวรวุฒิ กล่าว”

ทั้งนี้ด้านภาพรวมตลาดรถซูเปอร์คาร์ ไฮแบรนด์ บริษัท คาวาลลิโน มอเตอร์  มีส่วนแบ่งทางการตลาดมากกว่า 50% ซึ่งถือว่าเป็นผู้นำในตลาดรถซูเปอร์คาร์ ซึ่งรถเฟอร์รารี่ในประเทศไทยมีค่าเสื่อมต่ำที่สุด และรุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่นและรถคลาสสิกบางรุ่นก็มีราคาที่เพิ่มขึ้นอีก ถือได้ว่าเป็นการลงทุนในทรัพย์สินที่ได้ความหลงใหลในการขับขี่และเป็นรถสะสมในเวลาเดียวกัน

แฟนพันธ์แท้ Ferrari สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-319-6109  หรืออีเมล [email protected] หรือเว็บไซต์ www.bangkok.ferraridealers.com

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 25-29 กันยายน 2560 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

กลับมาเจอกันอีกครั้งกับ ‘Weekly Outlook สรุปและอัพเดทกลยุทธ์การลงทุนประจำสัปดาห์’ กับผม อัศวินกองทุน สำหรับช่วงสุดท้ายปลายเดือนกันยายนกันอีกครั้งครับ

เวลาผ่านไปไว การลงทุนก็เช่นกัน จะเห็นว่าตั้งแต่ต้นปีมามีการเปลี่ยนแปลงมากมายหลายอย่างเกิดขึ้น ผันผวนกันไปเท่าไร แต่สำหรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดในช่วงหลัง ผมมองว่ามันยังมีเรื่องราวดีๆ ที่กำลังจะกลับมาครับ และถ้าหากเรามีกลยุทธ์ที่ดี ประกอบกับการจัดพอร์ทที่เหมาะสม รับรองเลยว่าการลงทุนของเรานั้นจะสำเร็จอย่างแน่นอนครับ

เอาล่ะ ไม่อยากจะพูดพร่ำอะไรมาก เรามาเริ่มต้นที่ภาพรวมของตลาดกันเลยดีกว่าครับ

ภาพรวมของตลาด

ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อครับ โดยเฉพาะตลาดหุ้นเอเชียที่ได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการลดความตึงเครียดจากสถานการณ์ทางการเมืองในคาบสมุทรเกาหลีลง อานิสงส์ทั้งหลายกำลังมาหรือเปล่า ติดตามกันครับ

ส่วนทางฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็ไม่ยอมน้อยหน้าครับ ยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อ หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยและเปิดเผยการลดงบดุล ทำให้หุ้นในกลุ่มธนาคารสูงขึ้น รวมถึงดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในเดือนส.ค. สูงขึ้นจาก 0.1% ในเดือน ก.ค.เป็น 0.4% ในเดือนสิงหาคม ซึ่งสูงสุดในรอบ 7 เดือน ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะมีอะไรดีๆ กลับมาเหมือนกันครับ

ย้อนมาดูทางตลาดหุ้นยุโรปกันบ้างครับ นี่ก็มีการปรับตัวสูงขึ้น หลังจาก Fed ส่งสัญญาณขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. ทำให้หุ้นในกลุ่มธนาคารปรับตัวขึ้น รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมันสูงขึ้นจากระดับ 10.0 จุดในเดือน ส.ค. อยู่ที่ระดับ 17.0 จุด ในเดือน ก.ย. ทำให้นักลงทุนมีความมั่นใจมากขึ้นเช่นกันครับ แหม ยุโรปก็ไม่น้อยหน้าครับผม

มาหยุดท้ายสุดที่ตลาดหุ้นไทยกันบ้างครับ อันนี้ต้องบอกเลยว่า ปรับตัวสูงงงงงงงง ขึ้นตามตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่ดีขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนที่กลับมาขยายตัวและการท่องเที่ยวที่เริ่มฟื้นตัวกลับมาครับ

ส่วนสินทรัพย์ทางเลือกอย่างราคาน้ำมันก็ปรับตัวขึ้นครับ หลังจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยว่าปริมาณคงค้างของน้ำมันเบนซินเหลือน้อยที่สุดในรอบ 22 เดือน และนักลงทุนคาดหวังกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันทั้งในและนอกโอเปกจะตกลงปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันลงเพื่อแก้ไขภาวะน้ำมันล้นตลาดได้สำเร็จ

เอาล่ะครับ ขึ้นกันทั่วหน้าแบบนี้ เรามาดูที่กลยุทธ์ในการลงทุนกันบ้างดีกว่าครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

  • ตลาดหุ้นญี่ปุ่น สำหรับฝั่งญี่ปุ่น ผมแนะนำให้สะสมหุ้นญี่ปุ่นต่อครับ หลังจากที่เริ่มน่าสนใจตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว เนื่องจากมูลค่าพื้นฐานของตลาดน่าสนใจมากขึ้นครับ หลังจากตลาดถูกกดดันต่อเนื่องจากความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี ในขณะที่นักวิเคราะห์ได้ปรับการคาดการณ์รายได้บริษัทขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ตัวเลขเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคในประเทศ เช่น ยอดค้าปลีก และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีการปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งของความต้องการในประเทศที่เพิ่มขึ้น แบบนี้คงถึงเวลาที่จะกลับมาอีกครั้งแล้วล่ะครับ
  • ตลาดหุ้นเกาหลี ยังคงแนะนำและยืนยันให้ชะลอการลงทุนในตลาดหุ้นเกาหลีอยู่นะครับ ซึ่งมีสาเหตุจากความตึงเครียดทางการเมืองที่อาจเพิ่มขึ้นหลังจากเกาหลีเหนือไม่มีท่าทีผ่อนปรน แม้ต่างชาติรวมถึงจีนจะออกมาตรการคว่ำบาตรทางการค้า และคาดว่าการทดลองอาวุธจากเกาหลีเหนือจะเกิดขึ้นต่อไป เนื่องจากเกาหลีเหนือมีความจำเป็นที่ต้องใช้อาวุธนิวเคลียร์เป็นข้อต่อรองทางการค้าครับ การหยุดดูสถานการณ์แบบนี้ก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์การลงทุนที่ต้องพิจารณาครับผม
  • ตลาดหุ้นเกิดใหม่ ยังไปต่อครับสำหรับตลาดนี้ ผมแนะนำให้สะสมหุ้นตลาดเกิดใหม่ เช่น ไทย จีน ที่ได้ประโยชน์จากการค้าโลกและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ฟื้นตัว รวมถึงหุ้นอินเดียที่ได้รับปัจจัยบวกหลังจากรัฐบาลอยู่ระหว่างการพิจารณานโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม นอกจากนี้ มูลค่าพื้นฐานของตลาดหุ้นเกิดใหม่โดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้ว ทำให้มีโอกาสที่มูลค่าพื้นฐานของตลาดหุ้นเกิดใหม่จะปรับขึ้นไปอยู่ระดับเดียวกับประเทศพัฒนาแล้ว เนื่องจากการขยายตัวของเศรษฐกิจที่สูงขึ้นกว่าแต่ก่อนครับ
  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ แนะนำให้สะสมหุ้นสหรัฐฯ ขนาดเล็กเพิ่มเติมครับ เพราะบนความคาดหวังนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงการประชุมสภาคองเกรส นอกจากนี้ ภาวะทางการเงินในประเทศสหรัฐฯ ที่ค่อนข้างผ่อนคลายและเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการของบริษัทขนาดเล็กที่มีสัดส่วนหนี้ต่อทุนในระดับสูง จึงคาดว่าหุ้นขนาดเล็กซึ่งผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปียังน้อยกว่าหุ้นขนาดใหญ่ มีโอกาสเร่งตัวตามขึ้นมาครับ ดังนั้นถ้ามีโอกาสจัดไปเลยครับผม
  • ตลาดหุ้นยุโรป ฝั่งยุโรปก็เช่นกันครับ ผมแนะนำให้สะสมหุ้นยุโรปหลังจากธนาคารกลางยุโรปยังคงมาตรการผ่อนคลายต่อไปและยังไม่ส่งสัญญาณถึงการลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ ประกอบกับเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวต่อเนื่องจะเป็นปัจจัยสนับสนุนรายได้บริษัทจดทะเบียน และในมุมมองเดียวกันครับ ผมแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นยุโรปขนาดเล็กเนื่องจากรายได้ของบริษัทส่วนใหญ่มาจากการบริโภคในประเทศ จึงคาดว่าจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าจากค่าเงินยูโรที่แข็งค่ามากกว่าครับผม

คำแนะนำกลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุนสัปดาห์นี้

ยังคล้ายๆ เดิมครับ ตลาดเกิดใหม่ยังสามารถสะสมได้ต่อครับ ได้ทั้งไทย จีน และทางฝั่งประเทศพัฒนาให้สะสมสหรัฐกับยุโรปต่อไป (แต่เน้นหุ้นเล็กนะครับ) ส่วนญี่ปุ่นภาพรวมผมว่ายังไปได้ครับ จัดต่อได้เลยครับผม

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

  • ตราสารหนี้สหรัฐฯ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นหลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกาศเริ่มลดขนาดงบดุล (Balance sheet) และยังย้ำว่าจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ ส่งผลให้ตลาดประเมินการขึ้นดอกเบี้ยมากขึ้น ซึ่งผมมองว่าฝั่งตราสารหนี้ระยะยาวอาจมีความผันผวนในระยะสั้นอยู่ครับ ยังคงต้องจับตาดูกันต่อไปครับผม
  • ตราสารหนี้ไทย สำหรับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 1-3 ปี มีการปรับตัวลดลงครับ จากความคาดหวังธนาคารแห่งประเทศไทยอาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจากแนวโน้มเงินเฟ้อชะลอลง และ ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่ส่งสัญญาณเชิงบวกต่อเนื่องจะเป็นปัจจัยลบต่อแนวโน้มตราสารหนี้ไทยเนื่องจากอัตราเงินเฟ้ออาจฟื้นตัวเร็วกว่าการคาดการณ์ของตลาด จึงแนะนำให้นักลงทุนระมัดระวังในการลงทุนตราสารหนี้ที่มีอายุยาวกว่า 1 ปีครับ

คำแนะนำกลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้สัปดาห์นี้

สำหรับตอนนี้ ผมอยากให้ระมัดระวังการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นทั้งไทยและต่างประเทศสักหน่อยครับ ถ้าจะให้ดีผมว่าการกระจายการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ ที่มีนโยบายลงทุนใน เงินฝาก ตราสารหนี้ที่มีคุณภาพ ตราสารหนี้ภาคเอกชน ภาครัฐ สถาบันการเงิน ซึ่งให้ผลตอบแทนที่ดีน่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในช่วงนี้ครับ

กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

  • ทองคำ ผมแนะนำชะลอการลงทุนในทองคำไปสักระยะครับ เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อาจแข็งค่าขึ้นจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นและจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังมีความเป็นไปได้ นอกจากนี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังย้ำถึงการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงปลายปี ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับตัวขึ้น ซึ่งทำให้ความจูงใจของการลงทุนในทองคำลดลงไป ดังนั้นอยู่ห่างอย่างๆห่วงๆครับผม
  • น้ำมัน แนะนำให้ซื้อสะสมน้ำมันเนื่องจากจำนวนแท่นขุดเจาะในสหรัฐฯ ปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 4 และการลดกำลังการผลิตที่สูงกว่าข้อตกลงถึงร้อยละ 20 สำหรับประเทศในกลุ่มโอเปค ซึ่งความร่วมมือที่ดีดังกล่าวจะเพิ่มโอกาสให้เกิดการร่วมมือในการประชุมรอบต่อไป  นอกจากนี้ ความต้องการน้ำมันดิบจากโรงกลั่นในสหรัฐฯ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหลังจากเฮอร์ริเคนฮาร์วี่สงบลง ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาน้ำมันทั้งหมดครับ

คำแนะนำกลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกสัปดาห์นี้

สัปดาห์นี้ยังต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้วเหมือนเคยครับ ทยอยสะสมน้ำมัน และชะลอการลงทุนในทองคำเหมือนเช่นเคยครับ

ภาพรวมโดยสรุปของสัปดาห์นี้

หลายสัปดาห์แล้วครับ ที่โอกาสยังเป็นของตลาดเกิดใหม่อยู่ ซึ่งเราก็ต้องดูแนวโน้มกันต่อไปครับ แต่สำหรับตลาดพัฒนาผมมองว่ายังไปได้ต่อทั้งสหรัฐอเมริกาและยุโรป (เน้นหุ้นเล็ก) ส่วนญี่ปุ่นนั้นก็ยังสะสมได้เช่นกันครับ ส่วนสินทรัพย์ทางเลือกนั้น ยังเน้นว่าน้ำมันยังสะสมได้ต่อ ส่วนทองคำยังคงชะลอต่อไปครับ

นี่ก็เข้าช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีกันแล้วครับ เป็นยังไงกันบ้างครับกับทิศทางการลงทุนของผม อัศวินกองทุน
ซึ่งผมหวังว่าทุกคนที่ได้อ่านและติดตามบทความมาตั้งแต่แรก จะได้ทิศทางการลงทุนที่เหมาะสม และได้ผลกำไรจากการลงทุนกันทั่วหน้านะครับ

อย่าลืมติดตามกันต่อในสัปดาห์หน้าและต่อๆ ไปนะครับ สำหรับสัปดาห์นี้ขอลากันไปก่อน สวัสดีคร้าบ

หมายเหตุ : *ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่  21 กันยายน  2560 ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชักชวน ชี้นำ หรือ เสนอซื้อ-ขาย หลักทรัพย์ใดๆ  จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็นหรือคำแนะนำในการตัดสินใจการลงทุนทางการเงิน และทางธุรกิจแต่อย่างใดโดยสิ้นเชิง  ผู้ใช้ข้อมูลนี้ต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

รู้ก่อนได้เปรียบ! นักท่องเที่ยวจีนกับผลกระทบด้านการลงทุน

ผมได้ดูคลิปวีดีโอ How to be a Chinese Tourist เกี่ยวกับน้องท่องเที่ยวจีนในปารีสของ สำนักข่าวอัลจาซีราห์ น่าสนใจมากๆ เลยครับ ในตอนจบเห็นเขาบอกว่า คนจีนเนี่ยมี Passport แค่ 7% เท่านั้นเอง ส่วน Forbes ให้ตัวเลข 6% เทียบกับคนอเมริกันที่มีกัน 46%

สิ่งที่น่าสนใจคือ 6% นั้นมากแค่ไหน?

ถ้าเราเปิดตัวเลขอ้างอิงของจำนวนประชากรชาวจีนจากธนาคารโลกนั้นมีถึง 1.379 พันล้านคน แล้วที่ออกนอกประเทศได้ 6%-7% คือ 83-96 ล้านคน

เธออออออ… เพิ่มอีกไม่กี่ % ก็มีจำนวนเท่าพลเมืองอเมริกันที่มี passport แล้ว ตลาดนักท่องเที่ยวจีนนี่ใหญ่มากเลยทีเดียว

จากที่อัลจาซีร่าห์รายงานว่า รัฐบาลฝรั่งเศสเองก็อยากเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่อปีให้ได้ที่ 5 ล้านคน แต่สำหรับชาวจีนมาไทยนั้น จากข้อมูลเบื้องต้นจาก กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา มีดังนี้ครับ

ปี 2556 มี 4.6 ล้านคน
ปี 2557 มี 4.6 ล้านคน
ปี 2558 มี 7.9 ล้านคน
ปี 2559 มี 8.7 ล้านคน

แน่นอนว่าประเทศไทยเป็นประเทศต้นๆ ที่คนจีนมา ส่วนใหญ่คนจีนก็มาเที่ยวแถวนี้ล่ะ ฮ่องกง ไทย เกาหลี ญี่ปุ่น ส่วนที่ไปยุโรปนั้นจะเป็นกลุ่มคนมีเงินมากขึ้นไปอีก

ถ้าถามว่าคนจีนจะมาเที่ยวอีกไหม? ก็เอาง่ายๆ แค่ มาไทย 8.7 ล้านคนในปีที่แล้ว ซึ่งเป็น 10% ในกลุ่มคนที่มี Passport 90 ล้านคนซึ่งเป็นประชากรแค่ 7% ของประชากรจีน 1.379 พันล้านคน

ทีนี้คำถามก็คือ จำนวนคนที่มี Passport ได้จะไปถึงกี่คน ก็ต้องมาดูที่โครงสร้างรายได้ของคนจีน ถ้าผมมองง่ายๆ ก็คือ คนชั้นกลางขึ้นไปแบบเราๆ น่าจะมีรายได้พอจะออกจากประเทศได้ ซึ่ง CNBC บอกว่ามีการวิเคราะห์จาก Economist Intelligence Unit (EIU) ว่า ปัจจุบันมีคนรายได้น้อย 40% (เงินสุทธิต่ำกว่า $2,100) และคาดการว่าจะลดเหลือ 11% ในปี 2030 ซึ่งจะเป็นคนชั้นกลางรายได้ระหว่าง $2,100-$10,800 ส่วนคนชั้นกลางที่รายได้สูง Upper Medium ขึ้นไป ก็จะเพิ่มขึ้นไปอีก นั่นแสดงว่าโอกาสที่คนจีนจะใช้เงินในการซื้อของและท่องเที่ยวก็จะเพิ่มขึ้นได้อีกใน 10-15 ปีนี้

ในอีก 15 ปี คนจะมีเงินเงินสุทธิที่เป็น Disposable Income ตัวหัวประมาณ $29,590 และ 2 เท่าในเมืองใหญ่ๆ เช่น ปักกิ่ง เซียงไฮ้ เซินเจิ้น กวางเจา

ส่วนตัวมองว่าแนวโน้มนักท่องเที่ยวจีนมีโอกาสเพิ่มขึ้นอีกมากจากปัจจัยต่างๆ ครับ

+ คนจีนมีเงินเพิ่มขึ้น
+ คนจีนมี passport มากขึ้น
+ คนจีนชอบเมืองไทยมากขึ้น (หรือเปล่า? 55)

แนวโน้มที่ประเทศต่างๆ ได้รับหลังจากที่นักท่องเที่ยวจีนไปเยือน

จากข้อมูลสถิติของ China Tourism Academy (CTA) โดยปกติแล้วนักท่องเที่ยวจีนนั้นจะนิยมมาเที่ยวกันเองประมาณ 60% และเที่ยวเป็นหมู่คณะอีก 40% จากจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด ซึ่งเงินที่ใช้เงินนั้นจะมีสัดส่วนดังนี้ครับ

รู้ก่อนได้เปรียบ! นักท่องเที่ยวจีนกับผลกระทบด้านการลงทุน

Chinese Outbound Tourism Statistics in 2016

จะเห็นได้ว่าสิ่งที่คนจีนมองว่าสำคัญและจะจ่ายเงินให้เยอะ ก็จะมีในเรื่องของการเดินทาง จราจรถึง 33.7% รองลงมาคือการได้ชมสวยๆ งามๆ 20.9% จริงๆ ผมว่าส่วนนี้ก็คล้ายๆ คนไทยที่จะชอบไปถึงสถานที่สำคัญแล้วก็ Selfie กับเพื่อนฝูง ถ่ายแล้วถ่ายอีกใส่แอฟแล้วใส่แอฟอีก ในส่วนของอาหารคือ 15.4% และการซื้อของ 6.5% จากที่มีการวิเคราะห์กันนั้นคนจีนจะชอบซื้อ สินค้าแบรนด์เนมพวกเสื้อผ้า เครื่องสำอางค์ นมกระป๋อง วิตามิน และอย่างในเมืองไทยพวกของฝากที่เป็นขนมก็ได้รับความนิยมมากครับ ซึ่งนั่นมีผลทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับประเทศต่างๆ ที่ชาวจีนเข้าไปท่องเที่ยวด้วย อย่างในประเทศฝรั่งเศสเนี่ย คนจีนมาซื้อสินค้าแบรนด์เนมเป็นลูกค้าหลักกันเลยทีเดียว

ในส่วนอุตสาหกรรมที่น่าลงทุนของประเทศไทย ผมเขียนไว้ในบทความ ปี 2017 ‘หุ้น’ ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ยังน่าลงทุนอยู่ไหม? https://goo.gl/aDVFa7 ลองอ่านได้นะครับ

* ข้อมูลอ้างอิง

How to be a Chinese Tourist https://youtu.be/ZVhbRtnjT0E 

China will be middle-income by 2030,with spending on cars, luxuries, health to rise https://www.cnbc.com/2016/11/02/china-will-be-middle-income-by-2030with-spending-on-cars-luxuries-health-to-rise.html 

Chinese tourists buy Uniqlo, Coach plus makeup, vitamins and milk powder https://www.cnbc.com/2016/03/14/chinese-tourists-buy-uniqlo-coach-plus-makeup-vitamins-and-milk-powder.html

Chinese Outbound Tourism Statistics in 2016: 122 Million Chinese Tourists Make Outbound Trips, Spend $109.8 Billion http://news.travel168.net/focus_on/20170203/43145.html

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 18-22 กันยายน 2560 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับ เจอกันทุกสัปดาห์กับ Weekly Outlook สรุปและอัพเดทกลยุทธ์การลงทุนประจำสัปดาห์ กับผม อัศวินกองทุน คนนี้คนเดิมเหมือนอย่างเช่นเคยครับผม

สำหรับสถานการณ์ในอาทิตย์นี้ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องราวดีๆ ใช่ไหมครับ เพราะตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากนักลงทุนคลายความกังวลชั่วคราวจากเหตุการณ์ทดลองระเบิดนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือครับ เลยทำให้มีการทยอยขายสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ

เอาล่ะครับ ทีนี้เรามาดูภาพรวมของตลาดกันต่อเลยดีกว่าครับผม

ภาพรวมของตลาด

ทางฝั่งของกลุ่มที่กังวลมากอย่างตลาดหุ้นเกาหลีและญี่ปุ่นเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้น เพราะความกังวลเกี่ยวกับความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีเริ่มผ่อนคลาย หรือชาชินก็ไม่รู้ครับ จึงทำให้นักลงทุนเริ่มทยอยเข้าซื้อหุ้นเพิ่มขึ้นหลังจากตลาดหุ้นปรับลดมามากในช่วงที่ผ่านมา

ส่วนพี่ใหญ่อย่างตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็มีการปรับตัวดีขึ้นหลังจากความสูญเสียจากพายุเฮอริเคนฮาร์วี่ย์และเออร์มา สร้างความเสียหายน้อยกว่าที่มีการคาดการณ์ไว้มาก รวมถึงตัวเลขเงินเฟ้อที่มีการประกาศออกมาดีกว่าที่มีการคาดการณ์กันไว้ ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นในพื้นฐานเศรษฐกิจของสหรัฐฯ มากขึ้นนั่นเองครับ

กลับมาที่ฝั่งเอเชียอย่างตลาดหุ้นจีน ทางฝั่งนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากครับ หลังจากตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรม ยอดค้าปลีก และการลงทุน ขยายตัวน้อยกว่าการคาดการณ์ในเดือนสิงหาคม

ส่วนสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำถูกทยอยขายออกมาอย่างที่ว่าไว้ แต่ราคาน้ำมันปรับตัวดีขึ้นแตะราคาสูงสุดในรอบ 2 เดือนที่ 49.89 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากมีความต้องการน้ำมันจากโรงกลั่นน้ำมันในประเทศสหรัฐฯ เพิ่มมากขึ้นต่อเนื่อง หลังจากพายุฮาร์วี่ย์สงบลงครับผม

จบกันไปแล้วกับภาพรวมของตลาด

เรามาต่อกันที่กลยุทธ์ในการลงทุนกันเลยดีกว่าครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

  • ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ผมแนะนำให้ทยอยซื้อสะสมหุ้นญี่ปุ่นครับ ถึงแม้ว่าตลาดถูกกดดันต่อเนื่องจากความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี แต่ในขณะเดียวกันนักวิเคราะห์ปรับการคาดการณ์รายได้บริษัทขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้มูลค่าพื้นฐานของตลาดน่าสนใจมากขึ้น นอกจากนี้ ตัวเลขเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคในประเทศและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีการปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง แนวโน้มแบบนี้ยังถือว่าเป็นโอกาสครับผม
  • ตลาดหุ้นเกาหลี ผมยังคงแนะนำให้ชะลอการลงทุนในตลาดหุ้นเกาหลีอยู่ครับ เนื่องจากความตึงเครียดทางการเมืองที่อาจเพิ่มขึ้นหลังจากเกาหลีเหนือไม่มีท่าทีผ่อนปรน แม้ต่างชาติรวมถึงจีนจะออกมาตรการคว่ำบาตรทางการค้า นอกจากนี้ บริษัทจดทะเบียน ได้ประกาศผลประกอบการไตรมาสสองไปหมดแล้ว ทำให้ตลาดหุ้นขาดปัจจัยหนุนต่อ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงต้องชะลอการลงทุนครับผม
  • ตลาดหุ้นเกิดใหม่ ยังไปต่อครับ แนะนำเลยว่าให้สะสมหุ้นตลาดเกิดใหม่ เช่น ไทย จีน ที่ได้ประโยชน์จากการค้าโลกและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ฟื้นตัว นอกจากนั้นยังรวมถึงหุ้นอินเดียที่คาดว่าเศรษฐกิจจะกลับมาขยายในระดับปกติที่ร้อยละ 6-7 ในอนาคตอันใกล้นี้ (V-shape recovery) หลังจากที่ธุรกิจเริ่มปรับตัวกับภาษีระบบใหม่ได้ครับ นอกจากนี้ มูลค่าพื้นฐานของตลาดหุ้นเกิดใหม่โดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้ว ทำให้มีโอกาสที่มูลค่าพื้นฐานของตลาดหุ้นเกิดใหม่จะปรับขึ้นไปอยู่ระดับเดียวกับประเทศพัฒนาแล้ว เนื่องจากการขยายตัวของเศรษฐกิจที่สูงกว่านั่นเองครับ
  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผมแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯต่อไปครับ จากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและมีแนวโน้มเร่งตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง เป็นปัจจัยสนับสนุนการบริโภคและรายได้บริษัทจดทะเบียน นอกจากนี้ มีความเป็นไปได้ที่สภาคองเกรสจะเพิ่มวงเงินใช้จ่ายของรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อใช้ในการซ่อมแซมความเสียหายที่รัฐเท็กซัส ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มก่อสร้าง และผู้ผลิตวัสดุต่างๆ ครับ แบบนี้ยังแนะนำให้สะสมต่อไปครับ
  • ตลาดหุ้นยุโรป แนะนำให้สะสมหุ้นยุโรปต่อครับ หลังจากธนาคารกลางยุโรปยังคงมาตรการผ่อนคลายต่อไปและยังไม่ส่งสัญญาณถึงการลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ ประกอบกับเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวต่อเนื่องจะเป็นปัจจัยสนับสนุนรายได้บริษัทจดทะเบียนครับ และถ้าเป็นไปได้ ผมแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นยุโรปขนาดเล็กเนื่องจากรายได้ของบริษัทส่วนใหญ่มาจากการบริโภคในประเทศ จึงคาดว่าจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าจากค่าเงินยูโรที่แข็งค่าครับผม เอาล่ะครับ ลุยกันต่อไปเลยจ้า

คำแนะนำกลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุนสัปดาห์นี้

ตลาดเกิดใหม่ยังสามารถสะสมได้ต่อครับ ได้ทั้งไทย จีน อินเดีย และทางฝั่งประเทศพัฒนาให้สะสมสหรัฐกับยุโรปต่อไปครับ ส่วนที่เพิ่มขึ้นมาในอาทิตย์นี้คือ ญี่ปุ่นครับ แต่สำหรับเกาหลีขอให้ห่างออกไปเลยครับผม

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

  • ตราสารหนี้สหรัฐฯ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังจากนักลงทุนคลายความกังวลต่อความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี และตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน ส.ค. ออกมาสูงกว่าคาด ดังนั้นผมแนะนำให้นักลงทุนหลีกเลี่ยงการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวจากความเสี่ยงที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจมีการประกาศลดการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลในสัปดาห์หน้า
  • ตราสารหนี้ไทย อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ไทยระยะยาวปรับตัวขึ้นสอดคล้องกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แต่ผลตอบแทนระยะสั้นปรับตัวลงจากการเข้าซื้อของนักลงทุนต่างชาติ ทำให้อัตราผลตอบแทนลงมาอยู่ในระดับต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

คำแนะนำกลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้สัปดาห์นี้

สำหรับตอนนี้ ผมอยากให้ระมัดระวังการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวทั้งตราสารหนี้ไทยและตราสารหนี้ต่างประเทศทั้งหมดครับ เน้นกระจายการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ ที่มีนโยบายลงทุนใน เงินฝาก ตราสารหนี้ที่มีคุณภาพ ตราสารหนี้ภาคเอกชน ภาครัฐ สถาบันการเงิน และให้ผลตอบแทนที่ดีแทนครับ

กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

  • ทองคำ ตอนนี้ผมแนะนำให้ชะลอการลงทุนในทองคำ เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อาจแข็งค่าขึ้นจากปัจจัยสนับสนุน เช่น ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าการคาดการณ์ สะท้อนแนวโน้มการเร่งตัวที่ดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี นอกจากนี้ การประกาศนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในสัปดาห์หน้า อาจส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำอีกต่อหนึ่งครับ ดังนั้นอยู่เฉยๆในสัปดาห์นี้น่าจะดีกว่าครับ
  • น้ำมัน ผมแนะนำซื้อสะสมน้ำมันต่อไป หลังจากราคาปรับตัวลงจากจุดสูงสุดในเดือนสิ่งหาคม กว่า 5% สะท้อนข่าวพายุเฮอริเคนฮาร์วีย์บริเวณชายฝั่งรัฐเท็กซัส ซึ่งทำให้โรงกลั่นขนาดใหญ่ต้องปิดลง กระทบต่อความต้องการน้ำมันดิบ อย่างไรก็ตาม คาดว่าโรงกลั่นจะสามารถกลับมาดำเนินการผลิตได้อย่างรวดเร็วหลังจากพายุสงบครับ

คำแนะนำกลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกสัปดาห์นี้

สัปดาห์นี้ยังต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้วเหมือนเคยครับ ทยอยสะสมน้ำมัน และชะลอการลงทุนในทองคำเหมือนเช่นเคยครับ

ภาพรวมโดยสรุปของสัปดาห์นี้

โดยรวมแล้วแม้ว่าจะเพิ่มขึ้นแค่ไหนก็ตาม แต่โอกาสยังเป็นของตลาดเกิดใหม่เหมือนเช่นเคยครับ แต่สำหรับตลาดพัฒนาก็ยังไปได้ตอทั้งสหรัฐอเมริกาและยุโรป แถมยังเพิ่มญี่ปุ่นเข้ามาด้วยครับ เหลือติดอยู่ที่เกาหลีกับญี่ปุ่นเท่านั้นที่ต้องระวังครับผม ส่วนสินทรัพย์ทางเลือกก็ยังคงเกาะไปในทิศทางเดิมครับ นั่นคือ น้ำมันยังสะสมได้ต่อ ส่วนทองคำยังคงชะลอต่อไปครับ

อย่างไรก็ตาม อย่าลืมปรับพอร์ทให้เหมาะสมกับเป้าหมายที่ต้องการ และตั้งใจลงทุนตามแผนการที่วางไว้นะครับสำหรับสัปดาห์นี้ขอลาไปก่อนครับ แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้ากับผม อัศวินกองทุน คนนี้เหมือนเช่นเคยคร้าบบ

“ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน”

หมายเหตุ : *ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่  14 ก.ย. 2560  ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชักชวน ชี้นำ หรือ เสนอซื้อ-ขาย หลักทรัพย์ใดๆ  จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็นหรือคำแนะนำในการตัดสินใจการลงทุนทางการเงิน และทางธุรกิจแต่อย่างใดโดยสิ้นเชิง  ผู้ใช้ข้อมูลนี้ต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

24 เงื่อนไขกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ควรรู้ ตอนที่ 1

อย่างที่ทราบกันดีว่า เวลาเราทำประกันชีวิตเรียบร้อย เราจะได้รับกรมธรรม์มาไว้เป็นหลักฐาน ในการดูสรุปข้อมูล และผลประโยชน์ของแบบประกันชีวิตที่เราได้ทำไป (พร้อมสัญญาเพิ่มเติม ถ้ามี) รวมไปถึงเรื่องของ “เงื่อนไขต่างๆ” ของสัญญาเอาประกัน ที่เราทำไว้กับบริษัทประกันชีวิตด้วย แต่เนื่องจากเงื่อนไขดังกล่าวมีรายละเอียดที่ค่อนข้างเยอะ และอาจจะใช้ภาษาที่ตีความเข้าใจยาก จนทำให้คนส่วนใหญ่ ไม่ได้อ่านหรือศึกษาเงื่อนไขในกรมธรรม์กันอย่างจริงๆจังๆ  ในบทความนี้ ผมจึงขอนำเงื่อนไขดังกล่าว มาสรุปและแปลความให้เข้าใจได้กันได้ง่ายๆ เพื่อให้ทุกคนได้ทราบถึงเงื่อนไขทั้งหมดในการทำประกันชีวิตกันนะครับ

โดยเงื่อนไขของสัญญาประกันชีวิต อาจจะแตกต่างกันออกไปตามแบบประกัน หรือตามบริษัท ในรายละเอียดบางส่วน แต่สัญญาประกันชีวิตที่ผมยกตัวอย่างมา จะเป็นของแบบสามัญทั่วไป ซึ่งจะมีอยู่ 24 ข้อ ดังนั้น จึงขอแบ่งบทความนี้ออกเป็น 2 ตอน โดยแต่ละตอนจะลงไว้ตอนละ 12 ข้อ เริ่มจากข้อที่ 1-12 ในบทความนี้เลยครับ

และในบทความนี้ ผมขออนุญาต ใช้คำว่า “เรา” แทนคำว่า “ผู้เอาประกันภัย” ในฐานะที่รู้กันว่า ผู้เอาประกันภัยก็คือตัวเราเอง เพื่อให้ง่ายต่อการอ่านนะครับ

เอาล่ะครับ เมื่อเข้าใจแล้ว เราก็เริ่มไปดูเงื่อนไขแต่ละข้อกันเลยดีกว่า 

1. ความสมบูรณ์ของสัญญาประกันภัย

สัญญาประกันชีวิตจะสมบูรณ์ เมื่อเรากรอกใบสมัคร, แถลงข้อมูลต่างๆ ทั้งข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลสุขภาพ, เซ็นรับรอง และชำระเบี้ยแล้ว และบริษัทประกันเชื่อถือในข้อมูลที่กรอก จึงจะอนุมัติและทำสัญญาได้เรียบร้อย

แต่ถ้าบริษัทประกันตรวจพบทีหลังว่า ข้อมูลสุขภาพที่เราแจ้ง ไม่ตรงตามความจริง (แจ้งผิด, ปกปิด) แล้วข้อมูลที่ปกปิดมีผลต่อการรับประกันหรือการเพิ่มเบี้ย สัญญาที่ทำมาจะถือเป็น “โมฆียะ” คือ ยังมีผลบังคับอยู่จนกว่าจะถูกบริษัทประกันยกเลิก (บริษัทประกันมีสิทธิ์บอกล้างสัญญา ไม่จ่ายค่าสินไหมชดเชย หรือเงินผลประโยชน์ตามสัญญาได้ทันที ภายใน 1 เดือนนับตั้งแต่วันที่ทราบ ถ้าเกินจากนั้นจะไม่สามารถบอกล้างได้แล้ว)

2. การไม่โต้แย้งหรือคัดค้านความไม่สมบูรณ์ของสัญญาประกันภัย

ถ้าบริษัทรับทำประกันให้เรา และทำสัญญากับเราเรียบร้อย โดยที่สัญญานั้นมีความผิดพลาด จากฝั่งเรา ที่บริษัทตรวจไม่พบ (เช่น ไม่แถลงข้อมูลสุขภาพตามความเป็นจริง) บริษัทไม่สามารถปฏิเสธ ว่าจะไม่จ่ายเคลมหรืองดชดเชยให้เราได้ ถ้าสัญญาที่ทำผ่านไปแล้ว 2 ปี นับตั้งแต่วันทำสัญญา แล้วเรายังมีชีวิตอยู่ *ยกเว้น กรณีที่เราแจ้งอายุผิดจากความจริงไปมากๆ จนอยู่นอกอัตราเบี้ยปกติ (แต่จะกี่ปีก็ขึ้นอยู่กับอัตราเบี้ยปกติที่กำหนด)

3. สิทธิและการใช้สิทธิในกรมธรรม์

สิทธิ์ทั้งหมดในกรมธรรม์จะเป็นของเรา ยกเว้นจะยกสิทธิ์ให้คนอื่นโดยทำหนังสือแจ้งไปที่บริษัทประกัน และบริษัทอนุมัติแล้วเท่านั้น

4. การโอนประโยชน์แห่งสัญญาประกันภัย

เราสามารถเปลี่ยนผู้รับผลประโยชน์ได้ ถ้ายังไม่ได้มอบกรมธรรม์ให้ผู้รับผลประโยชน์คนนั้น และผู้รับผลประโยชน์คนนั้นยังไม่ได้ส่งหนังสือแจ้งบริษัทประกัน ว่าจะขอแสดงตนเป็นผู้รับผลประโยชน์นี้

ซึ่งถ้ามีการแสดงตนแล้ว จะมีการออกบันทึกสลักหลังให้ เพิ่มในกรมธรรม์ และถ้าบริษัทมีการส่งมอบผลประโยชน์ให้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นผู้รับผลประโยชน์คนไหน ถ้ามีเหตุผิดพลาดให้การรับผลประโยชน์ไม่เป็นไปตามที่ต้องการเปลี่ยน บริษัทประกันไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบใดๆอีก

5. ผู้รับผลประโยชน์ตามกรมธรรม์

หากเราเสียชีวิต บริษัทประกันจะจ่ายเงินผลประโยชน์ให้ผู้รับผลประโยชน์ที่เราระบุไว้ แต่ถ้าไม่ได้ระบุชื่อใครเลย เงินผลประโยชน์จะถูกจ่ายเข้ากองมรดกเราแทน

ถ้ามีผู้รับผลประโยชน์คนเดียว แล้วเสียชีวิตก่อนเรา เราสามารถเปลี่ยนตัวผู้รับผลประโยชน์ได้โดยทำหนังสือแจ้งไปที่บริษัท แต่หากเราไม่ได้แจ้งเปลี่ยน แล้วต่อมาเราเสียชีวิต เงินผลประโยชน์จะถูกจ่ายเข้ากองมรดกเราแทน

ถ้ามผู้รับผลประโยชน์หลายคน แล้วมีคนหนึ่งเสียชีวิตก่อนเรา ก็สามารถแจ้งเปลี่ยนตัวผู้รับผลประโยชน์คนนั้นเป็นคนอื่นได้ หรือไม่ต้องเปลี่ยนใครมาแทน แต่เปลี่ยนสัดส่วนของผลประโยชน์ที่ผู้รับผลประโยชน์ที่เหลืออยู่จะได้รับก็ได้ แต่หากไม่ได้แจ้งบริษัทจะเอาผลประโยชน์ส่วนของผู้รับผลประโยชน์คนที่เสียชีวิตไปแล้ว มาหารด้วยจำนวนผู้รับผลประโยชน์ที่เหลืออยู่ แล้วแบ่งเพิ่มให้คนละเท่าๆกัน

6. การเปลี่ยนตัวผู้รับผลประโยชน์

เราสามารถเปลี่ยนตัวผู้รับผลประโยชน์ได้เสมอ จนกว่าเราจะมอบกรมธรรม์ให้ผู้รับผลประโยชน์คนนั้น และผู้รับผลประโยชน์คนนั้น ส่งหนังสือแจ้งกับบริษัทแล้วว่าจะขอรับผลประโยชน์นี้ หลังจากนี้ก็จะเปลี่ยนไม่ได้ (จนกว่าผู้รับผลประโยชน์คนนั้นจะเสียชีวิตไปก่อน)

ถ้าผู้รับผลประโยชน์คนใหม่ เป็นพ่อแม่ สามีภรรยา หรือลูก เราแค่ทำหนังสือแจ้งกับบริษัทก็พอ แต่ถ้าไม่ใช่ ต้องรอให้บริษัทพิจารณาอนุมัติก่อน และถ้าบริษัทจ่ายผลประโยชน์ไปให้หมดแล้ว บริษัทไม่ต้องชดใช้หรือรับผิดชอบผลประโยชน์ใดๆเพิ่มอีก ถ้าบริษัทไม่ทราบถึงการขอเปลี่ยนตัวผู้รับผลประโยชน์นี้

7. การแก้ไขกรมธรรม์

การแก้ไขข้อมูลหรือข้อตกลงในกรมธรรม์ใดๆ จะมีผลสมบูรณ์เมื่อบริษัทอนุมัติ และออกบันทึกสลักหลังเพิ่มให้ในกรมธรรม์เรียบร้อยแล้ว

8. การเปลี่ยนแบบกรมธรรม์

เราสามารถขอบริษัทเปลี่ยนแบบกรมธรรม์ที่ทำ เป็นแบบอื่นได้ ถ้าบริษัทอนุญาต ซึ่งถ้าเปลี่ยนแล้วเบี้ยถูกลง หรือมูลค่าเวนคืนต้องสูงขึ้น บริษัทจะคืนส่วนต่างค่าเบี้ย หรือส่วนต่างค่าเวนคืน หักด้วยหนี้สินในกรมธรรม์ (ถ้ามี) มาให้ แต่ถ้าเปลี่ยนแล้ว เบี้ยแพงขึ้น หรือมูลค่าเวนคืนต้องลดลง บริษัทจะเรียกเก็บค่าเบี้ยหรือค่าเวนคืนนั้นเพิ่ม

9. การฆ่าตัวตายหรือถูกฆาตกรรม

บริษัทจะไม่จ่ายเงินผลประโยชน์ (ทุนประกัน) เมื่อเสียชีวิตให้ ถ้าพบว่า

9.1 เราฆ่าตัวตายภายใน 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ทำสัญญา หรือวันต่ออายุกรมธรรม์ครั้งสุดท้าย โดยบริษัทจะ    แค่คืนค่าเบี้ยที่จ่ายมาทั้งหมด หรือค่าเบี้ยที่จ่ายเพื่อต่อสัญญา เท่านั้น

9.2 ถ้าเราถูกผู้รับผลประโยชน์ฆ่าตายโดยเจตนา บริษัทจะจ่ายเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ให้ (หักด้วยหนี้สิน    กรมธรรม์ ถ้ามี) แต่..

  • ถ้ากรมธรรม์ยังไม่มีมูลค่าเวนคืน บริษัทจะคืนค่าเบี้ยทั้งหมดที่จ่ายมาให้
  • ถ้ามีผู้รับผลประโยชน์หลายคน บริษัทจะจ่ายเงินผลประโยชน์ (ทุนประกัน) ให้เฉพาะผู้รับผลประโยชน์ที่ไม่มีส่วนรู้เห็นในการฆาตกรรม ตามสัดส่วนที่เราระบุให้ผู้รับผลประโยชน์แต่ละคน ตามปกติ แต่จะไม่คืนค่าเบี้ย หรือมูลค่าเวนคืนให้ ในส่วนของผู้รับผลประโยชน์ที่เป็นคนฆ่าด้วย

10. การแถลงอายุหรือเพศคลาดเคลื่อน

ถ้าแถลงอายุหรือเพศไม่ตรงตามความจริง แล้วทำให้เราจ่ายเบี้ยน้อยกว่าที่ต้องจ่าย แล้วบริษัททราบ บริษัทจะลดผลประโยชน์ที่เราจะได้ลง (ทั้งตอนตายและตอนมีชีวิต) ให้เท่ากับผลประโยชน์ของเบี้ยที่ต้องจ่ายจริง แต่ถ้าแถลงไม่ตรง แล้วทำให้เราจ่ายเบี้ยแพงกว่าที่ต้องจ่าย บริษัทจะเพิ่มผลประโยชน์ให้แทน

แต่ถ้าแถลงอายุหรือเพศ ต่างจากความเป็นจริงไปมาก (อายุจริงอยู่นอกจำกัดอัตราเบี้ยตามทางค้าปกติ ที่บริษัทกำหนด) สัญญาประกันจะถือเป็นโมฆียะ บริษัทมีสิทธิ์ยกเลิกสัญญาได้ โดยบริษัทจะคืนเบี้ยทั้งหมด หักด้วยหนี้สินกรมธรรม์ (ถ้ามี) ให้เรา หรือผู้รับผลประโยชน์แล้วแต่กรณี

11. การแจ้งตายและการพิสูจน์ศพ

ถ้าเราเสียชีวิต ผู้รับผลประโยชน์ต้องแจ้งบริษัทภายใน 14 วัน นับตั้งแต่วันที่เราเสียชีวิต แต่ถ้าไม่ทราบ ต้องแจ้งบริษัทภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันที่ทราบ

โดยเวลาจะขอเคลม ผู้รับผลประโยชน์จะต้องยื่นหลังฐานการเสียชีวิตของเราให้บริษัท (ใบมรณะ) หรือเอกสารอื่นๆ ที่บริษัทอาจจะขอเพิ่มเติม และบริษัทจะจ่ายเงินผลประโยชน์ให้ ก็ต่อเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขตามข้อที่ผ่านๆมาแล้วเท่านั้น

12. สิทธิเกี่ยวกับเงินค้างจ่ายตามกรมธรรม์

เมื่อกรมธรรม์ครบสัญญา หรือเมื่อเราเสียชีวิต แล้วเราหรือผู้รับผลประโยชน์ยังไม่ได้รับเงินผลประโยชน์ตามสัญญา ภายใน 3 เดือน นับตั้งแต่วันที่ครบสัญญา หรือวันที่เราเสียชีวิต บริษัทจะจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มให้ ตามอัตราดอกเบี้ยที่ใช้ในการคำนวณเบี้ย ที่แจ้งไว้ในกรมธรรม์

นั้นคือเงื่อนไข 12 ข้อแรกในสัญญากรมธรรม์ประกันชีวิตนะครับ แล้วติดตามอีก 12 ข้อถัดไป (ข้อ 13-24) ในตอนหน้านะครับ สวัสดีครับ

เรื่องใกล้ ไม่ไกลตัว ‘ออมเงิน’ ใครๆ ก็ทำได้!

ถ้าใครที่คิดว่าชาตินี้เราออมเงินไม่ได้หรือออมเงินไปแป๊บนึงแล้วมักพ่ายแพ้ต่อสิ่งรอบตัว จนต้องหยิบเงินออมออกมาใช้จนหมดเกลี้ยง อภินิหารเงินออมอยากลองดูวิธีการออมเงินของ 3 บุคคลตัวอย่างที่เขียนไว้ในบทความนี้ รับรองว่าอ่านจบแล้วเราจะมีแรงฮึดและเริ่มต้นออมเงินได้แน่นอน 

แม้ว่าพวกเขาเป็นคนธรรมดาทั่วไปที่อยู่ในวัยเรียนและคนค้าขาย แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือ ความอดทน เรื่องราวของพวกเขาจะเป็นอย่างไร อ่านต่อกันได้เลยจ้า…

คนแรก : นักเรียน นักออม

เรื่องใกล้ ไม่ไกลตัว ‘ออมเงิน’ ใครๆ ก็ทำได้!

ขอบคุณข้อมูลจาก FB (https://goo.gl/kEwozj)

ในช่วงเดือนเมษายน 2560 เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยเห็นการแชร์เรื่องราวบน FB และสื่อโทรทัศน์ ของนักเรียนคนหนึ่งที่ออมเงินจากค่าขนมมาจ่ายค่าเทอมจำนวน 6,380 บาท เรามาดูกันว่าเขาเป็นใครมาจากไหนและมีวิธีการออมเงินอย่างไร

  • น้องคนนนี้ ชื่อ นายกานต์ พานิช หรือ ป๊อป อายุ 18 ปี อยู่ที่จ.ฉะเชิงเทรา เรียนที่วิทยาลัยการอาชีพพนมสารคาม สาขาช่างกลโรงงาน ตั้งใจว่าจะนำความรู้ที่ได้มาพัฒนาการทำเกษตรของที่บ้าน

  • ครอบครัวทำอาชีพเกษตรกรรม ปลูกผักไว้ขาย เช่น มันสำปะหลัง ถั่ว และแตง ไม่ค่อยจะมีเงินมากนัก เพราะบ้านกับโรงเรียนอยู่ห่างกันประมาณ 70 กิโลเมตร ทำให้ต้องจ่ายค่ารถรับส่งเดือนละ 1,700 บาท และต้องตื่นไปโรงเรียนตั้งแต่ตีสี่ทุกวัน

  • การออมเงิน : ต้องการเก็บเงินเพื่อแบ่งเบาภาระของพ่อแม่และเก็บเอาไว้ใช้จ่ายในยามจำเป็น จึงเริ่มออมเงินใส่กระปุกออมสินที่ทำจาก กระบอกไม้ไผ่ (ตัดมาจากข้างบ้าน)และขวดน้ำพลาสติก เงินที่นำมาหยอดนั้นเป็นเงินค่าขนมที่แม่ให้วันละ 100 บาท พอเหลือกลับมาก็จะหยอดทุกวันๆ ละ 5-10 บาท

ข้อคิดที่เราได้จากเรื่องราวของน้องป๊อบ…

  • การตั้งใจเรียนเพื่อนำความรู้ที่ได้รับมาสร้างรายได้ให้ตนเองและดูแลครอบครัว
  • การปลูกฝังนิสัยออมเงินต้องเริ่มต้นจากครอบครัว เช่น ได้รับเงินค่าขนมแล้วแบ่งไปออมเก็บไว้
  • ถ้าเราสามารถจัดการกับเงินก้อนเล็กๆ ได้ ความรู้ตรงนี้ก็จะทำให้เราจัดการกับเงินก้อนโตที่เราจะได้รับในอนาคตได้เช่นกัน
  • สำหรับคนวัยทำงานอาจจะนำแนวคิดนี้มาปรับใช้ได้ คือ “ออมก่อนใช้” เมื่อได้รับเงินเดือนมาแล้วควรไปเก็บออมไว้ก่อน เหลือจากนั้นค่อยนำมาใช้จ่าย

คนที่สอง : พ่อค้านักออม

เรื่องใกล้ ไม่ไกลตัว ‘ออมเงิน’ ใครๆ ก็ทำได้!

ที่มา FB ประทีป ประทีป อะวะรัมย์ (https://goo.gl/WiLc3K)

ช่วงวันปีใหม่ปี 2560 มีการแชร์คลิปทางสื่อออนไลน์ของพ่อค้าหนุ่มคนหนึ่ง แบ่งเงินที่ขายของได้มาหยอดกระปุกออมสินเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้พ่อกับแม่ สะสมเงิน 1 ปี มีเงินออมกว่า 380,000 บาท เรามาดูกันว่ากว่าจะมีวันนี้เขาต้องผ่านอะไรมาบ้างและมีวิธีการออมเงินอย่างไร

  • หนุ่มคนนี้ ชื่อ คุณประทีป อะวะรัมย์ อายุ 31 ปี เป็นหนุ่มบุรีรัมย์

  • อดีตเคยถูกหลอกไปลงทุนแชร์ลูกโซ่และกู้หนี้ยืมสิน ซึ่งพ่อช่วยเหลือเขาโดยการนำที่นาไปจำนอง เพื่อนำเงินไปซื้อรถ แต่งตัว และออกไปหาลูกทีม ใช้เงินกว่า 1,000,000 บาท เขาเล่าว่า พอหาลูกทีมได้ 1- 2 คน ก็รู้สึกว่าไม่ใช่ ยิ่งทำยิ่งจน ไม่มีเงิน แต่มีหนี้ ถึงขนาดกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็ต้องหักครึ่ง แต่ยังแต่งตัวดีออกไปหาลูกทีม เลยรู้สึกว่าถูกหลอก เคยร้องเรียนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบแต่ไม่มีความคืบหน้า

  • การออมเงิน : ต้องการหยอดกระปุกออมสินเป็นขวัญปีใหม่ตอบแทนบุญคุณพ่อกับแม่ เงินที่นำมาหยอดนี้ได้มาจากธุรกิจขายเสื้อผ้าตามตลาดนัดและขายสินค้าออนไลน์ แบ่งเงินที่ขายของได้ร้อยละ 5 -10 ในแต่ละวัน มายอดกระปุกเป็นระยะเวลา 1 ปี

  • วิธีจัดการรายได้ : ตอนนี้มีรายได้จากธุรกิจ แต่ก็ต้องประหยัดด้วยการแบ่งเงินเดือน 15,000 บาทให้ตนเอง ไม่เอาเงินที่ร้านมาใช้ ขณะนี้เขาไม่มีหนี้สินแล้วและเตรียมสร้างบ้านใหม่ให้พ่อแม่

ข้อคิดที่เราได้จากเรื่องราวของคุณประทีป…

  • แม้ว่ามีเงินมากแค่ไหน ก็หมดตัวได้เพราะแชร์ลูกโซ่ ซึ่งปัจจุบันใช้วิธีการหลอกลวงที่เปลี่ยนไป เราควรติดตามข่าวสารตลอดเวลา ทางที่ดีอะไรที่บอกว่าได้ผลตอบแทนสูงๆ ความเสี่ยงต่ำ ลงทุนปุ๊บ 3-7 วันได้เงินกลับมาทันทีหรือว่าได้เงินง่ายๆ ก็ควรระมัดระวังไว้

  • แม้ว่าอาชีพค้าขายจะต้องมีเงินหมุนตลอดเวลา แต่ก็ต้องแบ่งเงินออมเก็บไว้ด้วย เผื่อไว้ใช้ในช่วงขายของไม่ดีจะได้นำเงินออมออกมาใช้ได้ โดยไม่ต้องกู้ยืมให้เสียดอกเบี้ย ทางที่ดีควรแยกบัญชีส่วนตัวและบัญชีของร้านออกจากกัน เพื่อจะได้ไม่ใช้เงินปะปนกัน

  • เมื่อเราทำงานมีรายได้แล้วควรแบ่งเงินทำบุญกับพระในบ้านด้วยการให้เงินพ่อแม่ด้วย แต่ควรให้อย่างมีขอบเขตเพราะบางครอบครัวพ่อหรือแม่ติดการพนัน เอาเงินที่ลูกให้ไปเสียพนันจนหมด แบบนี้ลูกอาจจะไม่ให้ก็ได้ จากประสบการณ์ที่เคยเจอเป็นแม่ของเพื่อนติดหวย ลูกให้เงินล้านกว่าบาทก็หมดเกลี้ยง สุดท้ายลูกจำเป็นต้องเลิกให้เงินช่วยเหลือพ่อแม่  

บทความแนะนำ

  • บทความปกป้องเงินของเรา : แชร์ลูกโซ่หายนะคนไทย ภัยร้ายของคนโลภ https://goo.gl/iF7gaa
  • 4 ขั้นตอนมีเงินออมทันที ฉบับคนมีอาชีพค้าขาย https://goo.gl/EFaSNU

คนที่สาม หมูปิ้งร้อยล้าน

เรื่องใกล้ ไม่ไกลตัว ‘ออมเงิน’ ใครๆ ก็ทำได้!

เฮียนพ หนุ่มนครสวรรค์ ที่ล้มเหลวกับหลายๆ อาชีพจนกระทั่งได้มาเจอสูตรหมูนุ่มเจ้าเด็ดขายดี มียอดขายกว่า 800,000 ไม้ต่อสัปดาห์ ส่งขายทั่วประเทศ สร้างรายได้กว่า 200 ล้านบาทต่อปี แต่กว่าจะมีวันนี้ได้ต้องผ่านอุปสรรคอะไรมาบ้าง อ่านต่อกันได้เลยจ้า

  • คุณชวพจน์ ชูหิรัญ หรือเฮียนพ ปัจจุบันอายุ 49 ปี มีพี่น้อง 4 คน พอเรียนจบ ม.3 ก็ไม่ได้เรียนต่อ
  • ประสบการณ์ในอดีต  
    • เริ่มทำงานก่อสร้างมาตั้งแต่อายุ 15 ปี พออายุ 17 ปีเข้า กทม. มาทำงานเป็นช่างทาสี ทำเฟอร์นิเจอร์
    • ปี 2533 บริษัทเปิดใหม่แถวปทุมฯเปิดรับพนักงานวุฒิ ม.3 ก็เลยไปสมัครเป็นลูกจ้างรายวันๆ ละ 70 บาท ทำงานมาเกือบ 10 ปีเห็นว่าดีเพราะมีสวัสดิการดี เช่น มีรถรับส่ง มีโรงอาหาร
    • ปี 2540 เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งก็ถูกเลิกจ้างได้เงินก้อนมา 2 – 3 หมื่นบาท ตอนนั้นอายุ 30 ปี สมัครงานที่ไหนไม่ค่อยมีคนรับ ก็เลยหันมาขายของตามตลาดนัด ทำน้ำยาล้างจานขาย ขายไอติมกระทิสด ขายเสื้อผ้าเด็ก ขายต้นไม้มงคล ขับแท็กซี่ รปภ. แต่ก็ยังล้มเหลว สุดท้ายบ้านถูกยึดและเลี้ยงชีพด้วยการขับวินมอไซด์

  • เริ่มทำหมูปิ้ง  
    • กลุ่มแม่บ้านตำรวจที่ทำหมูปิ้งขายว่าจ้างเฮียนพที่ขับวินมอไซด์ให้ไปส่งหมูปิ้งหลายๆ ที่ จนกระทั่งน้องสาวเริ่มขายหมูปิ้ง ในขณะที่เฮียนพช่วยผลิตหมูปิ้ง
    • จุดพลิกอยู่ที่ปี 2554 น้ำท่วมใหญ่ ผู้ผลิตหมูปิ้งคนอื่นๆ หยุดผลิตกันหมดเพราะหนีน้ำท่วม แต่เฮียนพไม่หยุดเพราะคิดว่ามันไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว จากวิกฤตก็กลายเป็นโอกาส ทำให้เฮียนพได้ทั้งลูกค้าและลูกน้องของผู้ผลิตรายอื่นๆ มาในช่วงน้ำท่วม

  • การสะสมเงิน  
    • เมื่อขายได้เงินมาแล้วก็จะหักค่าใช้จ่ายต่าง เช่น เนื้อหมู ค่าแรง ฯลฯ เหลือเงินเท่าไหร่ค่อยนำไปหย่อนตู้ฝากธนาคารเก็บไว้ เก็บไปเรื่อยๆ ก็ไม่รู้ว่าตัวเองมีเงินเก็บเท่าไหร่ จนกระทั่งวันหนึ่งจำเป็นจะต้องซื้อรถเพื่อขับส่งของ เพราะคันเก่ามันสภาพไม่ค่อยดี เปิดดูเงินในบัญชีก็ตกใจเพราะมีเงินเกือบ 3 ล้านบาท!!
    • แม้ว่ามีรายได้เยอะ แต่ก็ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม ปัจจุบันก็ยังอยู่บ้านเอื้ออาทร

  • ขยายกิจการจากเงินออม
    • เมื่อพื้นเก่าที่ใช้ผลิตหมูปิ้งถูกนำไปสร้างศูนย์อาหาร จึงต้องย้ายคนงานร้อยกว่าคนไปเช่าโรงงานเก่าๆ เดือนละ 30,000 บาท ส่วนเงินที่สะสมไว้ตั้งใจว่าจะนำไปซื้อที่ดินเพื่อตั้งโรงงานจะได้ไม่ต้องจ่ายค่าเช่าโรงงาน แต่ก็ถูกญาติพี่น้องตำหนิเพราะลงทุนเป็นล้านไม่รู้ว่าจะได้คืนตอนไหน และคิดว่าหมูปิ้งใครๆ ก็ทำได้ คนอื่นทำอยู่ริมถนนเต็มไปหมด
    • สาเหตุที่ตัดสินใจทำโรงงานเพราะธุรกิจมันดีขึ้นเรื่อยๆ ลูกค้าไม่เคยมีปัญหา ถ้าเรามีสัจจะทำตามที่ให้สัญญากับลูกค้าไว้ รักษาเวลา รักษาคุณภาพก็จะมีลูกค้ามากขึ้น

  • เคล็ดลับความสำเร็จ
    • ตั้งแต่ตกงานปี 2540 ใช้เวลา 12 ปี กว่าจะเจอสูตรหมูปิ้งที่ทำให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งจะต้องใช้ความตั้งใจ มีสติและความอดทนเป็นอย่างมากในการดิ้นรนเพื่อหนีความลำบาก
    • เน้นทางด้านคุณภาพในการสร้างจุดแข็งให้ตัวเองและสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า โดยทำให้โรงงานได้รับมาตรฐาน อย. เขามองว่าถ้าของมีคุณภาพ ลูกค้าก็จะไม่เกี่ยงราคา
    • เฮียนพมองการขายหมูปิ้งออกเป็น 2 มุม คือ
      • ทำเพื่อหาเช้ากินค่ำ ขายเองได้เงินวันต่อวันก็พออยู่ได้ แต่มันไม่เติบโต
      • ทำเป็นธุรกิจ คือ ทำให้เติบโตโดยการพยายามเพิ่มสาขาไปเรื่อยๆ หาคนมาขายแทนเราแล้วยังช่วยเหลือให้คนอื่นมีงานทำอีกด้วย  

ข้อคิดที่เราได้จากเรื่องราวของเฮียนพหมูนุ่ม…

  • ชีวิตของทุกคนล้วนมีปัญหา ถ้าเรามีสติและมีความอดทนมากพอก็จะผ่านมันมาได้
  • เรื่องการออมเงินไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ควรปรับให้เข้ากับชีวิตของตัวเราเอง 
    • เฮียนพทำอาชีพค้าขาย รายได้ไม่แน่นอน จึงใช้วิธีจ่ายก่อนแล้วค่อยออมเงิน  
    • ถ้าเรามีรายได้แน่นอนแล้วอยากปรับวิธีนี้มาใช้กับตัวเองควรจะเป็น “การออมก่อนใช้จ่าย” ก็ได้นะจ๊ะ
  • เมื่อเราพอมีรายได้บ้างแล้ว ควรช่วยเหลือสังคมด้วย เช่น การทำให้คนอื่นมีงานทำเพื่อเขาจะได้ช่วยเหลือตัวเองได้
  • ธุรกิจที่คนอื่นทำแล้วสำเร็จ เราทำตามแล้วอาจจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ได้ ทางที่ปลอดภัยถ้าเรายังไม่แน่ใจว่าจะสำเร็จเหมือนคนอื่นๆ หรือไม่ ควรเริ่มทำจากเล็กแล้วค่อยๆ เติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ จากเงินออมของตัวเอง ถ้าทำแล้วเห็นกำไร มันเริ่มเสถียรแล้วก็อาจจะใช้วิธีการกู้ยืมเงินเข้ามาช่วย เพื่อทำให้ธุรกิจของเราเติบโตได้เร็วขึ้น

อ่านถึงตรงนี้แล้วเราจะรู้เลยว่าวิธีออมเงินที่แสนจะธรรมดา แต่ได้ผลดีเกินคาด ไม่ว่าจะเป็นการหยอดกระปุกออมสินหรือการฝากเงินเข้าธนาคารผ่านตู้รับฝากเงิน ซึ่งสิ่งที่ทั้ง 3 คนมีเหมือนกัน คือ วินัยในการออมเงินที่ทำอย่างสม่ำเสมอ อภินิหารเงินออมคิดว่า 3 บุคคลตัวอย่างนี้น่าจะทำให้หลายๆ คนมีแรงฮึดและมีกำลังใจที่จะออมเงินมากขึ้นนะจ๊ะ พร้อมแล้วรออะไร เริ่มออมเลยจ้า…

ขอบคุณข้อมูลจาก

ภาษีขายของออนไลน์ สำหรับปี 2560 พร้อมวิธีคำนวณภาษีง่ายๆด้วยตัวเอง

ขายของออนไลน์ต้องเสียภาษีไหม
เปิดร้านมานานแล้ว แต่ไม่เคยยื่นภาษี ควรจะทำยังไงดี?
อยากรู้เรื่องภาษีแต่ไม่เข้าใจ ยากจังเลย

สวัสดีครับผม วันนี้พรี่หนอมจะมาแนะนำเคล็ดลับ วิธีคิด และคำนวณภาษีสำหรับคนขายของออนไลน์ให้เข้าใจง่ายๆ โดยอธิบายเป็นภาษาคนให้ฟังกัน ซึ่งเรื่องนี้เคยสอนไปหลายครั้งแล้วในเพจ TAXBugnoms แต่วันนี้จะมาสรุปทุกความเข้าใจเป็นบทความให้อ่านกันแบบยาวๆตั้งแต่ต้นจนจบไปเลยครับ

ทำความเข้าใจ “เรื่องภาษี” พื้นฐานก่อน

1. มีรายได้ = ยื่นภาษี และคำนวณภาษีให้ถูกต้อง เพราะกฎหมายกำหนดไว้

ถ้ารายได้ที่มีไม่ได้สิทธิ์ยกเว้นภาษี ก็ต้องเอามาคำนวณภาษี ซึ่งรายได้จากการขายของออนไลน์นั้นเป็นรายได้ที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีแน่ๆครับ ดังนั้นต้องคำนวณภาษีให้ถูกต้องครับ

2. ไม่เสียภาษีสรรพากรตรวจไหม? จะรู้ว่าเรามีรายได้หรือเปล่า?

โอเคครับ พรี่หนอมอยากให้ลองคิดก่อนว่า ถ้าเราทำผิด ก็มีโอกาสโดนตรวจสอบถูกไหมครับ (ถ้าสงสัยว่าไม่ยื่นภาษีผิดตรงไหน กรุณาอ่านข้อ 1 ซ้ำอีกรอบครับผม)

สำหรับคนที่คิดจะทำผิดก็สำรองเงินไว้จ่ายภาษีด้วยละกันครับผม เพราะเบี้ยปรับและเงินเพิ่มโทษหนักสุดคือ 4 เท่าของภาษีที่ต้องจ่าย ทำเอาหลายคนปิดกิจการมานักต่อนักแล้วล่ะครับ ดังนั้นระวังไว้ด้วยนะครับ

3. สิ่งที่ต้องทำก่อนจะไปถึงเรื่องของภาษี คือ “บัญชีรายรับรายจ่าย”

เรื่องนี้โคตรสำคัญกว่าภาษีหลายเท่า เพราะมันคือตัวกำหนดชีวิตของธุรกิจเราเลยล่ะครับ เพราะถ้าไม่รู้ว่าตอนนี้มีรายได้ ค่าใช้จ่าย กำไร ไปจนถึงเงินสดเท่าไร พูดได้เลยครับว่า หายนะชัวร์ๆครับผม

เมื่อเข้าใจหลักการแล้ว สิ่งต่อมาที่เราต้องรู้ก็คือ ไม่เสียภาษี ก็ยังมีหน้าที่ยื่นภาษี เพราะสองเรื่องนี้มันคือคนละเรื่องเดียวกันครับ นั่นคือการยื่นภาษี หมายความว่า เมื่อเราขายของออนไลน์มีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดต้องยื่นภาษี แม้ว่าจะไม่เสียก็ตามจ้า แต่ในขณะที่ การเสียภาษี คือ การนำรายได้จากการขายของออนไลน์มาคำนวณภาษีตามวิธีที่กฎหมายบอก แล้วถ้ามีภาษีต้องเสียก็ต้องจ่ายนั่นเองครับ

เอ๊ะๆๆ แต่เคยได้ยินเขาว่ากันว่า ถ้ามีรายได้ไม่เกิน 150,000 บาทต่อปี ไม่ต้องเสียภาษีนี่นา อันนี้ก็ต้องเข้าใจว่าคำว่า “ไม่ต้องเสียภาษี” ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องยื่นภาษีนะครับผม เพราะกฎหมายกำหนดไว้ตามมาตรา 56 แห่งประมวลรัษฎากรไว้ว่า ถ้ามีรายได้ต่อปีเกิน 60,000 บาทต้องยื่นภาษีทุกกรณีนั่นเองครับ

ภาษีเสียเป็น “คน” ไม่ใช่เสียเป็นประเภท
ตังนั้นต้องเอารายได้ทุกประเภทมารวมกัน

หลายคนเข้าใจผิดว่า มีรายได้หลายทางให้แยกคำนวณภาษี คำตอบคือไม่ใช่ครับเพราะภาษีเสียเป็นคน โดยแต่ละคนต้องเอารายได้ทุกประเภทมารวมกันแล้วหักค่าใช้จ่ายไปคำนวณภาษี เช่น สมมติว่าพรี่หนอมเป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้จากการขายของออนไลน์ด้วย มันแปลว่าพรี่หนอมต้องเอารายได้ทุกประเภทมายื่นภาษีในชื่อของพรี่หนอมนั่นเองครับ

ทีนี้รายได้ขายของออนไลน์ของเรา
มันเป็นรายได้ประเภทไหนทางภาษีกันนะ

รายได้จากการขายของออนไลน์ ถือว่าเป็นรายได้ประเภทที่ 8 (มาตรา 40(8)) ครับ ไม่ว่าจะขายอะไรยังไง ก็ถือว่าเป็นรายได้ประเภทนี้นั่นแหละครับ ซึ่งเวลาคำนวณภาษีนั้น จะคำนวณเป็นรายปี นั่นคือ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคมของทุกปี

แต่สำหรับรายได้ประเภทที่ 8 กฎหมายกำหนดเพิ่มเติมไว้ด้วยครับว่า คนที่มีรายได้ประเภทนี้ จะต้องเสียภาษีปีละสองครั้ง นั่นคือ ภาษีครึ่งปี และ ภาษีทั้งปี

ทวนอีกทีนะครับ รายได้ขายของออนไลน์ ถือเป็น รายได้ประเภทที่ 8 หน้าที่ คือ เสียภาษีปีละ 2 ครั้ง คือ
ครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) กับเต็มปี (ภ.ง.ด.90)

มาถึงตรงนี้ มันจะเชื่อมโยงกับคำถามที่ว่า ถ้าไม่รู้ว่าเรามีรายได้เท่าไร เราจะคำนวณภาษีเพื่อเสียไม่ได้ครับ เพราะว่าภาษีมันคำนวณจากรายได้ โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้ทำบัญชีรายรับรายจ่าย จะเสียภาษีได้ยังไงกัน นั่นแหละคือประเด็นสำคัญที่สุดในมุมมองของพรี่หนอมครับผม

พรี่หนอมว่าตอนนี้มันหมดยุคที่ต้องมารอให้สรรพากรประเมินเพื่อเสียภาษีแล้วนะครับ เพราะในยุค Thailand 4.0 แบบนี้ สิ่งที่เราต้องมีและเริ่มต้นคือ การวางแผนอย่างถูกต้อง คงจะมาทำแบบเดิมๆประเมินจ่ายกันแบบเหมาๆ บบนี้คงไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไรแล้วล่ะครับ

เพื่อความเข้าใจมากขึ้น
ลองมาดูตัวอย่างประกอบกันครับ

สมมติ นายบักหนอม เป็นมนุษย์เงินเดือนที่ขายของออนไลน์ แปลว่า นายบักหนอมจะมีรายได้ที่เป็นเงินเดือน #ประเภทที่หนึ่งและรายได้จากขายของออนไลน์ #ประเภทที่แปด

วิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปกติมี 2 วิธี คือ วิธีแรก (เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี และ วิธีที่สอง เงินได้ x 0.5% วิธีนี้คิดเป็นภาษีเลย โดยจะใช้วิธีนี้เมื่อตัวเรามีรายได้ที่ไม่ใช่เงินเดือนเกิน 1 ล้านบาทต่อปี หลังจากนั้นค่อยเลือกเสียภาษีตามวิธีที่คำนวณได้มากกว่า

เริ่มกันที่ รายได้ ก่อน จากตัวอย่างข้างต้นแปลว่านายบักหนอมจะต้องเอารายได้ทั้งที่เป็นเงินเดือนและรายได้จากการขายของออนไลน์มาเสียภาษี

ทีนี้มาที่เรื่องของ ค่าใช้จ่าย กันบ้างกฎหมายบ้านเรากำหนดให้หักค่าใช้จ่ายของรายได้แต่ละประเภทแตกต่างกันตามนี้ครับ

เช่น เงินเดือนหักได้ 50% ของรายได้ไม่เกิน 100,000 บาท ส่วนขายของออนไลน์หักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบเลือกเอาคือ เหมาไปเลย 60% หรือหักตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง

แต่อย่าลืมว่ากรณีขายของออนไลน์ที่พรี่หนอมยกมานี้ มันคือกรณีที่ซื้อมาและขายไปเท่านั้นที่สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% ได้ไม่ใช่ผลิดเองนะถึงจะหักค่าใช้จ่ายแบบนี้ได้นะครับผม เพราะถ้าผลิตเองและขายเองต้องหักตามค่าใช้จ่ายจริงเท่านั้นครับ

จากตัวอย่าง สมมติให้รายได้นายบักหนอมเป็นดังนี้
– เงินเดือนเดือนละ 100,000 บาท
– ขายของออนไลน์ได้เดือนละ 150,000 บาท

เท่ากับว่านายบักหนอมจะมีรายได้รวมทั้งปี คือ
– เงินเดือนทั้งปี 1,200,000 บาท
– รายได้ขายของออนไลน์ทั้งปี  1,800,000 บาท

ส่วนการหักค่าใช้จ่ายปี 2560 นั้น คือ
– เงินเดือนหักได้ 50% ของรายได้ไม่เกิน 100,000 บาท
– ขายของออนไลน์ เลือกหักค่าใช้จ่าย เหมาไปเลย 60% หรือค่าใช้จ่ายจริง

ดังนั้น เงินได้ – ค่าใช้จ่าย ตามวิธีการคำนวณภาษีจะได้ออกมาเป็น
– ฝั่งเงินเดือน 1,200,000 – 100,000 = 1,100,000 บาท
– ฝั่งขายของ 1,800,000 – 1,080,000 = 720,000 บาท (เลือกหักเหมา)

ดังนั้น (อีกที) เงินได้ – ค่าใช้จ่าย รวมกันก่อนหักค่าลดหย่อนคือ
1,100,000 + 720,000 = 1,820,000 บาท

จากวิธีการคำนวณภาษีเงินได้วิธีที่ 1  คือ
(เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี
ตอนนี้เราจะได้เหลือตามนี้ คือ (1,820,000 – ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี

พักไว้สักนิด มาดูตัวอย่างการคำนวณภาษีเงินได้ วิธีที่ 2 กันก่อนครับ โดยอย่าลืมว่า วิธีคำนวณภาษีแบบนี้จะถูกเอามาคิดก็ต่อเมื่อ เรามีรายได้ที่ไม่ใช่เงินเดือนเกิน 1 ล้านบาทต่อปี หลังจากนั้นเลือกเสียภาษีตามวิธีที่คำนวณได้มากกว่า

จากตัวอย่างที่บอกว่านายบักหนอม เป็นมนุษย์เงินเดือน + ขายของออนไลน์ มีรายได้เงินเดือนเดือนละ 100,000 บาท และขายของได้เดือนละ 150,000 บาท สรุปได้อีกทีว่า รายได้จากขายของออนไลน์ต่อปีคือ 1,800,000 บาท ซึ่งแปลว่าต้องคำนวณตามวิธีที่ 2 ด้วย เพราะมีรายได้ที่ไม่ใช่เงินเดือนเกิน 1 ล้านบาท

โดยวิธีนี้คิดง่ายๆ ก็คือ 1,800,000 x 0.5%
ได้ออกมาเป็นภาษี 9,000 บาท
โอเค… เก็บตัวเลข 9,000 นี้ไว้ก่อน

ทีนี้กลับมาดูกันต่อว่าถ้าจะคำนวณภาษีตามวิธีที่ 1 จะได้เป็นภาษียังไงเท่าไร ซึ่งตอนแรกที่เราคำนวณไว้จากวิธีการคำนวณคือ (เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี จะได้เป็น (1,820,000 – ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี

ถ้าหากนายบักหนอมลองเช็คค่าลดหย่อนตามบทความ สรุปรายการค่าลดหย่อนภาษีประจำปี 2560 แล้วพบว่าตัวเองไม่มีค่าลดหย่อนอะไรเลยทั้งหมด ไม่ได้ซื้อ LTF, RMF หรือประกันชีวิตเพื่อลดหย่อนภาษี แม้แต่น้อย ดังนั้นนาย
บักหนอมก็ต้องหักได้แค่ ค่าลดหย่อนส่วนตัว คือ 60,000 บาท จึงทำให้ เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน (เรียกอีกชื่อว่า “เงินได้สุทธิ) เหลือเพียง = 1,760,000 บาท (1,820,000 – 60,000) ทีนี้ก็ต้องคูณด้วยอัตราภาษีตามตารางนี้

จากตารางอัตราภาษี จะเห็นว่า “เงินได้สุทธิ” = 1,760,000 บาท คิดเป็นภาษีที่ต้องเสียได้ทั้งสิ้น 305,000 บาทนั่นเองครับผม ซึ่งมาจากการคิดจากภาษีในแต่ละขั้น นั่นคือ 7,500 + 20,000 + 37,500 + 50,000 + 190,000 (ส่วนที่เกิน 1 ล้าน คือ 760,000 x 25% = 190,000) = 305,000 บาท

วิธีแรก (เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี ได้ภาษีออกมาจำนวน 305,000 บาท ส่วนวิธีที่สอง เงินได้ x 0.5% ได้ภาษีออกมาจำนวน 9,000 บาท เพราะฉะนั้นต้องเสียตามวิธีที่มากกว่า นั่นก็คือ 305,000 บาทนั่นเองครับ

เดี๋ยวก่อน…ยังมีเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มอีกนะ

หลังจากเราเข้าใจวิธีการคำนวณภาษี มาถึงจำนวนที่ต้องเสียแล้ว ทีนี้อีกเรื่องที่ต้องเข้าใจเพิ่มเติม คือ เรื่องของภาษีมูลค่าเพิ่มนั่นเองครับ

มีคนถามเข้ามาเยอะเหลือเกินว่ามีรายได้ 1,800,000 บาทต่อปีต้องจด VAT ไหมอะไรยังไงดี พรี่หนอมตอบสั้นๆฟันธงไป!! ถ้าเกินล้านแปดเมื่อไรต้องจด VAT ครับผม

ส่วนเหตุผลที่ต้องจดคือกฎหมายกำหนดไว้ว่าถ้าเป็นการขายสินค้าหรือให้บริการที่ไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อเกิน 1.8 ล้านบาทก็ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มนั่นเองครับ

อย่างไรก็ตามมีบางธุรกิจได้รับสิทธิไม่ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่มเหมือนกันครับ หากเข้าข่ายว่าเป็น กิจการที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย ตามที่กฎหมายกำหนดครับ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วต้องบอกตรงๆครับว่า “ยาก” 

อย่าลืมนะครับว่า
จด VAT = เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
แต่มีรายได้ = เสียภาษีเงินได้
มันคนละเรื่องกัน แต่ต้องทำทั้งสองแบบ

ส่วนเรื่องของการ “จดทะเบียนพาณิชย์” นั้น “ไม่เกี่ยวกับภาษี” ดังนั้นแปลว่าจะทำธุรกิจรูปแบบไหนก็ได้ ส่วนคำว่า “จดทะเบียนบริษัท” นั้นหมายถึงเปลี่ยนจากการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ไปเป็น “การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล” ซึ่งมีวิธีการคำนวณภาษีที่แตกต่างกันไปครับ แต่คนที่เลือกจดทะเบียนบริษัทนั้นอาจจะมีโอกาสที่จะประหยัดภาษีมากกว่า

พรี่หนอมขอยกตัวอย่างเพื่อความเข้าใจเรื่องนี้ครับ เช่น นายบักหนอม ขายของในเน็ต ไม่จดทะเบียนพาณิชย์ แต่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท นายบักหนอมก็ต้องจด VAT และเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

แต่ถ้านายบักหนอมไปจดทะเบียนพาณิชย์ บักหนอมก็ต้องจด VAT และเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเหมือนเดิม แต่มีทะเบียนพาณิชย์ไว้ให้ลูกค้าตรวจสอบและเพิ่มความน่าเชื่อถือของตัวเอง

หรือต่อให้นายบักหนอมไปจดบริษัทด้วย นายบักหนอมก็ยังต้องจด VAT แต่เปลี่ยนมาเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแทนนั่นเองครับ

เมื่อมาถึงตรงนี้ มักจะมีคำถามต่อมาว่า แล้ว ขายของออนไลน์ ควรจะจดบริษัทดีไหม? เพราะอะไรมันบีบมามากมายเหลือเกิน ทั้งนโยบายภาษีที่มีมาเรื่อยๆ ทั้งอีเพย์เม้นท์ พร้อมเพย์ นู่นนั่นนี่ ทุกวันนี้บอกเลยว่าเหนื่อยกับความเสี่ยงที่จะถูกตรวจสอบ แบบนี้ทำให้ถูกต้องไปเลยดีไหม

คำตอบนะครับ…การจดบริษัท ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาและไม่ได้บอกว่าเราทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่มันแค่บอกว่าเราเลือกประกอบธุรกิจในรูปแบบของนิติบุคคลเท่านั้น การเป็นบุคคลธรรมดาขายของง่ายๆก็สามารถเลือกเสียภาษีให้ถูกต้องได้เหมือนกันครับ

ย้ำอีกทีว่า สิ่งถูกต้องที่เราควรรู้ก่อนคือ เรามี รายได้ ค่าใช้จ่าย กำไร/ขาดทุนและกระแสเงินสด มากมายแค่ไหน? ซึ่งพรี่หนอมขอพูดตรงๆเลยนะครับว่า ถ้าเรื่องพวกนี้ยังไม่รู้ ก็แปลว่าไม่มีความหมายที่จะเรียนรู้เรื่องภาษีหรอกครับ การที่ไม่มีข้อมูลเพียงพอในการตัดสิน มันไม่มีประโยชน์ใด รู้แค่กำไรก็ไม่ใช่ว่าจะจบ เพราะสิ่งที่รู้คือ รู้ทั้งหมดให้ครบถ้วน (ภ.ง.ด.94)

มาต่อที่ด่านสอง คือ การที่รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต้องไปจด VAT ซึ่งมันเป็นคนละเรื่องกับจดบริษัท และไม่ใช่เรื่องเดียวกันกับภาษีเงินได้ที่เสียเช่นเดียวกัน การเป็นบุคคลธรรมดาก็สามารถจดภาษีมูลค่าเพิ่มได้เช่นเดียวกันครับ

แต่พรี่หนอมคะ หนูเสียแบบเหมา ให้สรรพากรคำนวณให้ในแต่ละปีแบบนี้ไม่โอเคเหรอคะ ใช่ครับ การที่ให้สรรพากรช่วยคำนวณให้ ไม่ได้แปลว่าเสียภาษีถูกต้องเพราะไม่มีข้อมูลอะไรเลยครับ ดังนั้นย้ำอีกทีเป็นครั้งสุดท้ายว่าต้องรู้ข้อมูลทั้งหมดก่อน แล้วค่อยคิดว่า การเปลี่ยนเป็นบริษัทฯจะคุ้มค่าไหม

ความคุ้มค่าดูจากตัวแปรต่อไปนี้ครับ ภาษีที่ต้องเสีย ค่าใช้จ่ายในการจดบริษัท ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมต่างๆ  เพราะถ้าเสียภาษีลดลง 100,000 บาท แต่เพิ่มค่าใช้จ่ายมาอีก 200,000 บาท แบบนี้ไม่ต้องฉลาดก็รู้ว่าไม่ควรทำ จริงไหมครับ? เพราะกลายเป็นว่าเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกต่างหากครับผม

สรุป

บทความนี้ พรี่หนอมตั้งใจเขียนเพื่ออธิบายให้ทุกคนรู้จักกับวิธีการคำนวณภาษีเงินได้ ภาษีที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงการจัดการวางแผนและเข้าใจภาษี รวมถึงความเข้าใจผิดต่างๆเกี่ยวกับการจดทะเบียนที่คนมักถามเข้ามาในเพจ TAXBugnoms ครับ ซึ่งเชื่อว่าถ้าหากใครตั้งใจอ่านและคิดตามอย่างละเอียด น่าจะได้อะไรหลายๆอย่างไปปรับปรุงในการจัดการธุรกิจของตัวเองแน่นอนครับ

สุดท้ายนี้ สิ่งที่อยากจะฝากไว้ คือ จงรู้ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจให้มากที่สุด โดยเฉพาะคนที่ทำธุรกิจขายของออนไลน์ เพราะเรื่องภาษีนี่แหละครับ เป็นตัวชี้เป็นชี้ตายเลยว่า เรานั้นรักและเข้าใจการเงินของธุรกิจมากแค่ไหน

ฝากไว้ด้วยนะครับ  🙂

[REVIEW] ลงทุน 1 ได้ถึง 2 กับกองทุน T-PrimePlusAI เสริมประกันสุขภาพ

สวัสดีครับแฟนเพจทุกท่าน วันนี้ผมมีกองทุนเปิดใหม่ที่ไม่เหมือนใครมาเล่าให้ทุกคนฟังครับ กองทุนที่ว่านี้ก็คือ กองทุนรวม T-PrimePlusAI ของทาง บลจ.ธนชาต

กองทุนนี้พิเศษกว่ากองทุนอื่นๆ ในตลาดที่เราอาจจะพอคุ้นเคย เพราะนอกจากจะมุ่งเน้นในเรื่องการสร้างความมั่งคั่งจากมูลค่าหน่วยลงทุนที่เพิ่มขึ้น กองทุนยังให้สิทธิประโยชน์กับนักลงทุนเพิ่มเติมในเรื่องของประกันสุขภาพอีกด้วย

พูดง่ายๆ ก็คือเมื่อซื้อกองทุนแล้ว เจ็บป่วยขึ้นมาก็สามารถเข้าไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลด้วยสิทธิประกันที่มีได้ จึงเป็นกองทุนสำหรับนักลงทุนที่อยากคุ้มครองตัวเองในเรื่องสุขภาพไปในตัวครับ

มาดูรายละเอียดของกองทุนรวมกัน

1. นโยบายการลงทุน

กองทุนรวมนี้เน้นลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่เพราะเชื่อมั่นในการเติบโตของประเทศไทย ซึ่งหุ้นขนาดใหญ่นั้นก็ครอบคลุมมูลค่าตลาดกว่า 70% โดยส่วนใหญ่ก็จะเป็นหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่เรารู้จักกันดีครับ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทในกลุ่มพลังงาน สื่อสาร ธนาคาร ค้าปลีก การท่องเที่ยว ที่เป็นหัวใจหลักของประเทศไทย

นโยบายของกองทุนนี้จึงคัดเลือกหุ้นไม่เกิน 40 บริษัท ที่มีศักยภาพในการเติบโต มีความมั่นคงและสภาพคล่องสูง อีกทั้งมีการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ หากเรามาดูผลตอบแทนย้อนหลังของหุ้นใหญ่ 40 ตัวที่ทางกองทุนรวมได้คัดเอาไว้โดยเทียบกับ SET50TRI จะเห็นได้ว่าผลตอบแทนนั้นสามารถเอาชนะดัชนีอ้างอิงได้และมีผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปีที่หุ้นไทยอยู่ในขาลงก็ลงน้อยกว่าดัชนีด้วยนะครับ

ก่อนลงทุนโปรดสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับกองทุนหุ้นจากพนักงานของบลจ. ธนชาติก่อน เพื่อผลประโยชน์ของตัวท่านเองครับ

2. เงื่อนไขในการลงทุน

เงื่อนไขที่โดดเด่นของกองทุน T-PrimePlusAI นั่นก็คือ หากเราซื้อตามเงื่อนไข เราจะได้รับสิทธิประโยชน์จากประกันสุขภาพร่วมด้วย โดยในส่วนของการลงทุนนั้น เราจะต้องลงทุนขั้นต่ำที่ 500,000 บาทและคงเงินลงทุนเอาไว้อย่างน้อย 1 ปี จึงจะสามารถขายกองทุนได้ตามรอบที่กำหนดครับ

โดยในรอบ IPO นั้นจะเปิดให้ลงทุนได้ใน 15-25 กันยายน 2560 และมีการเปิดขายอีก 2 ครั้งคือในเดือนธันวาคม 2560 และเดือนมีนาคม 2561 หลังจากนั้นจะมีการเปิดขายเพิ่มทุกๆ 3 เดือน คือช่วงเดือนตุลาคม, มกราคม, เมษายน และกรกฎาคม

สำหรับการขายกองทุนรวมนี้ จะต้องลงทุนอย่างน้อย 1 ปีถึงขายได้นะครับ ภาพข้างล่างนี้จะแสดงให้เห็นถึงเงื่อนไขในการลงทุนและการขายดังนี้

กรณีลงทุนในปีที่ 1 จะขายได้เมื่อกองทุนครบกำหนดอายุ 1 ปี เราเริ่มซื้อเดือนกันยายน 2560 ซึ่งจะกำหนดในเดือนกันยายนปีถัดไปแต่ขายได้ตามวันที่กำหนดไว้คือเดือนตุลาคม 2561 ครับ

กรณีลงทุนในปีที่ 2 นั้นก็จะขายได้เมื่อถือหน่วยลงทุนครบ 1 ปี ในเงินลงทุนแต่ละก้อน

3. ค่าธรรมเนียมกองทุนรวม

กองทุนรวม T-PrimePlusAI มีค่าธรรมเนียมในการขาย 1.00% แต่ไม่มีค่าธรรมเนียมในการรับซื้อคืนครับ ในส่วนค่าธรรมเนียมในการจัดการนั้นมีการเก็บ 2.00% และมีการเก็บค่าธรรมเนียมนายทะเบียนเก็บจริง 0.50% (ค่าธรรมเนียมทั้งหมดยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

ขั้นต่ำในการจองซื้อคือ 500,000 แต่ในการซื้อครั้งต่อๆ ไปสามารถเพิ่มขึ้นได้ครั้งละ 1,000 บาท และมีนโยบายจ่ายปันผลด้วยนะครับ ไม่เกินปีละ 4 ครั้ง

4. สิทธิประโยชน์ในประกันสุขภาพ

กองทุนนี้ได้มีการให้สิทธิประโยชน์ในประกันสุขภาพผ่านบมจ.พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต ซึ่งเป็นบริษัทประกันที่มีชื่อเสียงระดับโลก สำหรับคุณสมบัติของผู้เอาประกันนั้นคือ เป็นบุคคลธรรมดา ลงทุนอย่างน้อย 500,000 บาทขึ้นไป อายุระหว่าง 15-65 ปี มีสุขภาพแข็งแรง การคุ้มครองนั้นจะเริ่มต้นในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปหลังจากซื้อกองทุนรวมหรือเมื่อได้รับการอนุมัติจากบริษัทประกัน

ประกันที่มอบให้นี้ไม่ต้องตรวจสุขภาพครับ ใช้บริการโรงพยาบาลได้ทั่วประเทศ และสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอกได้ถึง 30 ครั้งต่อปี แถมยังมีความคุ้มครองถึง 4 แผน ตั้งแต่ 500,000 – 1,500,000 – 5,000,0000 ไปถึง 10,000,000 บาท ตามตารางข้างล่างนี้นะครับ

อย่างไรก็ตามสิทธิประกันสุขภาพก็มีโอกาสหมดลงได้ในหลายกรณี เช่น เมื่อกรมธรรม์สิ้นสุดตามสภาพบังคับ เมื่อเราพ้นสภาพจากการเป็นผู้ถือหน่วยลงทุน เราอายุเกินกำหนดหรือเราเสียชีวิต และรวมถึงเงื่อนไขอื่นๆ ตามที่บริษัทประกันกำหนดไว้ครับ

5. กองทุนนี้เหมาะกับใคร

โดยส่วนตัวแล้วผมว่ากองทุน T-PrimePlusAI เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ ไม่ต้องการความหวือหวาเหมือนการลงทุนในหุ้นขนาดเล็ก แต่เน้นการลงทุนในหุ้นพื้นฐานที่มีการเติบโตอย่างสม่ำเสมอ มีเงินสำหรับการลงทุนก้อนใหญ่ ไม่เน้นซื้อขายไปมาแต่เน้นลงทุนในระยะ 1 ปี ไปจนถึงระยะยาวได้ อีกทั้งเป็นนักลงทุนที่ต้องการความคุ้มครองจากค่ารักษาพยาบาลด้วยครับ เช่น กลุ่มนักลงทุนในวัยทำงานที่มีรายได้สูง ไม่สามารถติดตามการลงทุนด้วยตัวเองได้ตลอดเวลา เป็นเสาหลักครอบครัวและต้องการหลักประกันสุขภาพให้ตัวเองเพื่อสามารถดูแลครอบครัวได้

ส่วนใครที่มีรายได้และเงินเก็บไม่เยอะแต่อยากลงทุนเพื่อได้ประกันสุขภาพด้วย ผมมองว่าลงทุนในกองทุนรวมแยกกับการทำประกันสุขภาพดีกว่านะครับ ไม่เช่นนั้นถ้าคุณต้องการใช้เงินด่วนแล้วขายไม่ได้ในระยะ 1 ปี อาจจะเกิดปัญหาเรื่องสภาพคล่องทางการเงินได้ครับ ทั้งนี้กองทุนนี้มีความเสี่ยง ในกรณีที่ตลาดหุ้นผันผวนผู้ลงทุนอาจไม่ได้รับเงินต้นคืนเต็มจำนวน

อย่างไรก็ตามมีจุดที่เราต้องทราบเพิ่มเติมอีกอย่างหนึ่งนั่นคือกองทุนนี้จะมีการนำมา Review เมื่อดำเนินงานครบ 3 ปี เพื่อพิจารณาในการยกเลิกได้ หากการดำเนินงานไม่เกิดประโยชน์ต่อนักลงทุน หรือค่าใช้จ่ายในเรื่องของประกันมากกว่าค่าธรรมเนียมการจัดการ ตรงนี้เป็นความเสี่ยงที่เราจะต้องรับทราบไว้นะครับ เพราะในกรณีที่แย่สุดเมื่อเกิดการยกเลิกดำเนินงาน เราจะต้องหากองใหม่และประกันสุขภาพใหม่ซึ่งอาจจะมีสิทธิประโยชน์และเบี้ยประกันที่แตกต่างกันออกไปจากอายุเราที่เพิ่มขึ้นครับ

T-PrimePlusAI เป็นกองทุนรูปแบบใหม่ที่เราสามารถลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งได้และได้รับผลประโยชน์จากประกันสุขภาพ หากท่านใดสนใจกองทุนรวมลักษณะนี้อย่าลืมศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมทั้งในเรื่องส่วนของข้อมูลการลงทุนและข้อมูลด้านประกันอย่างละเอียดจากหนังสือชี้ชวนนะครับ ข้อมูลต่างๆสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ทางธนาคารธนชาตทุกสาขา หรือโทร 02-126-8300 กด 0

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save