[Review] กองทุนดาวรุ่งน่าจับตา “K20SLTF”

สวัสดีครับกลับมาพบกันอีกแล้วนะครับ ผมหมอนัท คลินิกกองทุน เจ้าเก่า นั่นเองครับ ถ้าใครที่ติดตามบทความจาก aomMONEY อยู่เป็นประจำ น่าจะพอรู้ว่าช่วงสิ้นปีแบบนี้ บทความของผมในออมมันนี่ ส่วนใหญ่ เราจะพูดถึงกองทุน LTF หลาย ๆ กองทุนครับ

ไม่ว่าจะเป็นกองทุน LTF ออกใหม่ (IPO) กองทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีติดอันดับ Top หรือไม่ว่าจะเป็น กองทุน LTF ปันผล รวมถึง กองทุนที่มีแนวทางการลงทุนที่น่าสนใจต่าง ๆ มากมาย ส่วนในปีนี้ผมคิดว่ามีกองทุนหลาย ๆ กองทุนที่ทำผลตอบแทนได้ดีขึ้นมาก จากที่เคยทำผลตอบแทนอยู่ในเกณฑ์ของค่าเฉลี่ย แต่กลับปรับตัวทำผลตอบแทนได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด บางครั้งก็เอาชนะกองทุนอันดับต้น ๆ ที่มีมาก่อนหน้านี้ได้ ผมจะขอเรียกกองทุนประเภทนี้ว่า “กองทุนดาวรุ่งน่าจับตา” ละกันนะครับ

นักลงทุนในกองทุนทั้งหลายล้วนทราบดีว่า ไม่มีกองทุนไหนหรอกครับ ที่จะเป็นอันดับหนึ่งอยู่ตลอดเวลา แต่กองทุนที่เราควรจะลงทุนด้วยนั้น คือ กองทุนที่เหมาะสมกับเรามากที่สุด ซึ่งเราจะตรวจสอบ และดูจากผลตอบแทนเฉลี่ยที่ดี สม่ำเสมอ สามารถพาเราไปถึงจุดหมายได้ จากนั้นก็จะดูที่ความเสี่ยงของกองทุน ค่าธรรมเนียมว่าถูกหรือแพง (ถ้าสนใจเรื่องกองทุนที่เหมาะกับเราแล้วละก็ ลองอ่านที่นี่ได้ครับ) แต่มีสิ่งหนึ่งที่จะเป็นตัวบอกว่ากองทุนที่เราถืออยู่นั้น ในอนาคตน่าจะมีแนวโน้มอย่างไร นั่นก็คือ แนวคิดการลงทุน และกระบวนการเลือกสินทรัพย์ลงทุน หรือที่เราเรียกว่า Investment Process ครับ

ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งในการลงทุนในยุคนี้ เนื่องจากว่า ถ้าผู้จัดการลงทุน หรือ ทีมของผู้จัดการกองทุนมี Investment Process ที่ดี หรือ พูดง่าย ๆ ว่ามีสไตล์การลงทุนที่ชัดเจน จะทำให้วัดผลได้ง่าย ว่าผลตอบแทนที่เกิดขึ้นนั้นมาจากความโชคดี หรือว่าฝีมือของการบริหารกองทุนจริง ๆ  นอกจากนี้ยังเป็นตัวบอกถึงความเป็นมาตรฐานของการจัดการความเสี่ยงอีกด้วยครับ เพราะไม่ใช่ว่าผู้จัดการลงทุนจะเลือกหุ้นที่ตนเองชอบ หรือว่าเลือกหุ้นเพื่อมาลงทุนให้กับนักลงทุนอย่างไร้กฎเกณฑ์

ในปีที่แล้ว ถ้าใครติดตามบทความผมอยู่ ก็น่าจะเคยอ่านบทความที่ผมได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์ผู้จัดการลงทุนของ บลจ. กสิกรไทย มาบ้าง ซึ่งในบทสัมภาษณ์เองก็ได้มีบางส่วนที่อธิบายถึงแนวคิด และแนวทางการบริหารของที่นี่ไว้ด้วยครับ ซึ่งผมเองก็พอจะทราบมาว่าที่ บลจ. กสิกรไทยนี้ ก็มีการพัฒนาแนวคิดใหม่ ๆ การจัดการใหม่ ๆ มาใช้มากขึ้น ทำให้ผลตอบแทนของกองทุนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดครับ

ถ้าใครสนใจอ่านบทสัมภาษณ์ สามารถอ่านได้ที่นี่ครับ → บทสัมภาษณ์ 1 , บทสัมภาษณ์ 2

ดังนั้นในวันนี้ ผมจะพานักลงทุนทุกท่าน มาพบกับกองทุนที่มีแนวคิดการลงทุนที่น่าสนใจ และช่วงที่ผ่านมานั้น ก็พิสูจน์ในเรื่องของผลตอบแทนได้อย่างดีทีเดียวครับ

นั้นก็คือ กองทุน “K20SLTF” นั่นเองครับ

โดยแนวทางการลงทุนของกองทุนนี้จะเน้นการลงทุนในหุ้นประมาณ 20 ตัว ไม่มากไปกว่านี้ครับ โดยเลือกหุ้นที่มีความน่าสนใจอยู่หลายประการ และประเด็นที่น่าสนใจของ K20SLTF ก็ได้แก่

1. ผลตอบแทนที่ปรับตัวดีขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี

จะเห็นได้ว่ากองทุนได้ปรับตัวขึ้นมาอยู่ใน Ranking ที่ดีมากขึ้น โดยผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีก็สามารถปรับตัวขึ้นมาเป็นอันดับต้น ๆ ได้ครับ จากที่ย้อนหลัง 3 ปี จะอยู่ในอันดับ Percentile ที่ 25 ขึ้นไปครับ แต่ถ้าไปดูข้อมูลอัพเดตในปัจจุบัน( 21 พ.ย. 59 จาก Application FIN) จะพบว่า ผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปีนั้น กองทุนนี้ทำได้เป็นอันดับ 1 แล้วครับ

2. ความเสี่ยง หรือ ความผันผวนของกองทุนก็ปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน

จากสถิติที่กองทุนนี้เคยทำมา ต้องบอกว่าความผันผวนของกองทุนนี้ถือว่าค่อนข้างสูงครับ เนื่องจากเลือกหุ้นไม่เกิน 20 ตัวเท่านั้น จึงทำให้มีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่ดี หรือไม่ก็มีโอกาสที่จะผิดพลาดและกระทบต่อผลตอบแทนได้สูงเช่นกันครับ แต่ทางกองทุนเองดูเหมือนว่าจะสามารถควบคุมความเสี่ยงได้ดีขึ้น แต่ทั้งนี้อาจจะต้องดูกันยาว ๆ กว่านี้ครับ

3. แนวทางการลงทุนชัดเจน และเป็นระบบ

ส่วนแนวทางการลงทุน และ investment process ของกองทุนนี้คือ การที่เปิดกว้างให้ผู้จัดการกองทุนสามารถที่ลงทุนได้ทั้ง หุ้นขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ (Multi Cap.) ได้อย่างเต็มที่ หากว่าหุ้นตัวนั้น ๆ น่าสนใจ โดยที่จะแบ่งหุ้นออกเป็น Core port ประมาณ 70% ของพอร์ตทั้งหมด โดยจะเน้นหุ้นที่พื้นฐานดี มีแนวโน้มการเติบโตระยะยาว ๆ ได้ ส่วนอีกประมาณ 30% นั้น จะเป็นหุ้นที่มีอัตราการเติบโตสูง หรือ เป็นหุ้นที่ทางผู้จัดการกองทุนเห็นแล้วว่า น่าสนใจ เช่น อาจจะเป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่ราคาได้ปรับตัวลดลงมามาก ๆ และมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ก็จะทำการเข้าซื้อครับ

โดยทางกองทุนจะคัดเลือกหุ้นที่น่าสนใจมาอยู่ใน List ที่น่าสนใจของ บลจ. ที่เรามักจะเรียกว่า universe ของกองทุนครับ ประมาณ 160 ตัว จากนั้นกองทุนก็จะทำการคัดเลือกหุ้นที่อยู่ในมุมมองของผู้จัดการกองทุน เช่น ปีนี้มองว่าหุ้นบางกลุ่มมีแนวโน้มเติบโตได้สูง ก็จะเน้นไปทางหุ้นที่เติบโตสูงนั่นเองครับ ซึ่งถ้าไปดูพอร์ตของกองทุนนี้ใน 2-3 ปีที่ผ่านมาจะเน้นหุ้นที่มีการเติบโตสูงครับ จากนั้นก็จะเข้าไปเยี่ยมชมบริษัท ดูในเรื่องงบการเงิน และแนวโน้มการเติบโต เพื่อเลือกหุ้นที่ดีที่สุดให้เหลือไม่เกิน 20 ตัว อย่างที่เราเห็นกันครับ

คราวนี้เรามาดูกันครับว่า หลังจากทีมงานได้ผ่านกระบวนการที่ผมได้อธิบายมาแล้วนั้น กองทุนนี้ได้ลงทุนกับหุ้นอะไรกันบ้าง

[Review] K Mid Small Cap RMF – กองทุน RMF แนวใหม่ ที่ให้ผลตอบแทนสู้งงงสูง

สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกครั้งกับ TAXBugnoms เจ้าเก่ากันอีกแล้ว และช่วงปลายปีแบบนี้ก็ไม่แคล้วจะต้องรับหน้าที่รีวิวกองทุน RMF ที่น่าสนใจให้กับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ กันอย่างเช่นเคยครับ

สำหรับวันนี้เป็นของฝั่ง KAsset กันบ้าง กับ กองทุนเปิดเค Mid Small Cap หุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ ( KMSRMF) แหม่.. ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF ดังนั้นก่อนจะดูข้อมูลของกองทุน ผมอยากให้ตั้งคำถามกับตัวเองก่อนครับว่า ทุกวันนี้พอร์ตการลงทุนของเราเป็นอย่างไรบ้าง? มีสินทรัพย์ประเภทไหนในการลงทุน และเป้าหมายในการลงทุนของเราเป็นอย่างไรก่อน แล้วจึงค่อยตัดสินใจลงทุนครับ

ที่ผมพูดแบบนี้ เพราะว่านโยบายการลงทุนของกองทุนนี้คือ “เน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก” นั่นเองครับ นั่นแปลว่าถ้าหากเรามีการลงทุนในหุ้นจาก LTF เป็นจำนวนมากอยู่แล้ว เราต้องมาพิจารณาต่อครับว่า จะลงทุนใน RMF ที่ลงทุนในหุ้นอีกเท่าไร จึงจะไม่มากเกินกว่าความเสี่ยงที่เรารับได้ครับ

ซึ่งความน่าสนใจของกองทุนนี้ อยู่ที่ผลตอบแทนในการลงทุนนั่นเองครับ ซึ่งถ้าหากลองเปรียบเทียบดูผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุนนี้แล้วล่ะก็จะเห็นว่าสูงมากทีเดียวเลยครับ

ตารางผลการดำเนินงานย้อนหลัง KMSRMF

จะเห็นว่าผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีนั้นอยู่ที่ประมาณ 27.35% ทีเดียว ซึ่งถือว่าสูงเหมือนกันครับ และถ้าหากไปเปรียบเทียบกับผลการดำเนินงานแบบเปอร์เซ็นต์ไทล์ของ AIMC แล้วล่ะก็ จะเห็นว่าผลตอบแทนของกองทุนอยู่สูงกว่าช่วงเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 5 ของกองทุนรวมหุ้นอีกด้วยครับ และถือว่าสูงกว่าทั้งช่วง 3 เดือน 6 เดือนและ 1 ปีกันเลยทีเดียวครับ

นอกจากนี้ข้อมูลของ Morningstar® ณ วันที่ 30 ต.ค.59 กองทุนยังมีผลตอบแทนในช่วง 1 ปีย้อนหลัง เป็นอันดับ 1 ในกลุ่ม RMF หุ้นขนาดกลางและเล็กอีกด้วย

นอกจากเปอร์เซ็นต์ไทล์ และผลตอบแทนจากหนังสือชี้ชวน รวมถึงข้อมูลจากมอร์นิ่งสตาร์แล้ว ผมลองเอาข้อมูลกองทุนมาเปรียบเทียบกับกองทุน RMF ที่ลงทุนในหุ้น Mid-Small คล้ายๆกัน ก็จะเห็นผลตอบแทนตามรูปด้านล่างนี้ครับ โดยถ้าดูผลตอบแทนช่วงระยะเวลาประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา สำหรับกองทุนที่เพิ่งจัดตั้งไปไม่นานเมื่อ 30 ก.ย.ปี 58 ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งกองทุนที่มาแรงเหมือนกันครับ

เอาล่ะครับ นอกจากผลตอบแทนแล้ว ทีนี้เรามาดูนโยบายกันบ้างดีกว่า สำหรับนโยบายของกองทุน KMSRMF นี้ จะเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดทั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (MAI) โดยคัดเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีความมั่นคง มีแนวโน้มการเจริญเติบโตทางธุรกิจ และมีมูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap) ไม่เกิน 50,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กนั่นเอง โดยจะลงทุนในหุ้นในสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิครับ

จากการที่ผมได้พูดคุยสอบถามทางผู้จัดการกองทุนเพิ่มเติม พบว่านโยบายการลงทุนของกองทุน KMSRMF  จะเน้นกลยุทธ์ Buy and Hold โดยถือหุ้นที่เลือกไว้ประมาณ 1 ปีขึ้นไปครับ ซึ่งหุ้นแต่ละตัวที่คัดเลือกนั้นก็ไม่ได้มาเล่นๆครับ เพราะทาง KAsset จะต้องมีการประชุมถกเถียง วิเคราะห์ เพื่อที่จะอนุมัติหุ้นทีละตัวผ่านคณะกรรมการจัดการลงทุนก่อนถึงจะยอมให้เข้ามาอยู่ในพอร์ตการลงทุนของกองทุนได้ครับ

ตัวอย่างหุ้นและกลุ่มธุรกิจจากหนังสือชี้ชวน ณ  31 ตุลาคม 2559

จำนวนเงินขั้นต่ำและค่าธรรมเนียมในการซื้อ

ปัจจุบัน กองทุน KMSRMF กำหนดจำนวนเงินขั้นต่ำในการซื้อหน่วยลงทุนไว้ที่ 500 บาท (สำหรับครั้งแรกและครั้งถัดไป) และตอนนี้มีค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุน รวมทั้งหมดอยู่ที่ 1.937% ต่อปีของ NAV ครับ (กองทุนยกเว้นค่าธรรมเนียมการขายและรับซื้อคืน)

ทำไมต้องหุ้น Mid Small ? และ ทำไมต้อง RMF

โดยปกติแล้วหุ้น Mid Small ส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นที่อยู่นอกดัชนี SET50 ครับ ซึ่งข้อดีของหุ้นประเภทนี้ก็คือโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าหุ้นใหญ่ (Large Cap) เนื่องจากหุ้นขนาดกลางและเล็กยังมีโอกาสในการเติบโตที่สูง รวมถึงยังมีแนวโน้มที่จะโตไปเป็นหุ้นขนาดใหญ่ในอนาคตนั่นเองครับ แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องขอเตือนไว้ว่าใครที่คิดจะลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ ย่อมต้องเจอกับความผันผวนของ หุ้นกลุ่ม Mid to Small Cap ที่ราคาค่อนข้างจะเคลื่อนไหววูบวาบให้ใจเราสั่นพอสมควรครับ

สำหรับคนที่ถามว่าแล้ว “กองทุนนี้เหมาะกับใครบ้าง?” ผมคิดว่าเหมาะกับคนที่รับความผันผวนในการลงทุนได้ และต้องการผลตอบแทนที่มากกว่าการลงทุนในหุ้นไทยขนาดใหญ่ รวมถึงต้องการซื้อและถือยาวไว้ตามเงื่อนไขของ RMF โดยให้ผู้จัดการกองทุนนั้นทำหน้าที่แทน ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจครับ แต่ยังไงอย่าลืมที่ผมตั้งคำถามไว้ตั้งแต่แรกครับว่า ทุกวันนี้พอร์ตการลงทุนของเราเป็นอย่างไร? มีสินทรัพย์ประเภทไหนในการลงทุน เป้าหมายและความเสี่ยงที่ยอมรับได้นั้นคุ้มกันไหม แล้วจึงค่อยตัดสินใจลงทุนในสัดส่วนที่เหมาะสมกับความต้องการของตัวเองครับ

ไหนๆ เมื่อพูดถึงกองทุน RMF แล้ว ขอเล่าอีกสักหน่อยครับว่า หลายๆคนคงทราบดีว่า การลงทุนใน RMF นั้นก็เป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อการเกษียณ และได้สิทธิในการลดหย่อนภาษีเป็นของแถม ซึ่งมีเงื่อนไขให้เราต้องถือครองกองทุนไว้นานนนนนนนนนน (มาก) โดยต้องถือไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี และอายุมากกว่า 55 ปี จึงจะสามารถขายกองทุนออกมาได้ทั้งจำนวน ไม่รวมเงื่อนไขการซื้อขั้นต่ำ 3% ของเงินได้ หรือ 5,000 บาทอีก ซึ่งเงื่อนไขที่มากมายแบบนี้ ทำให้บางคนถึงขั้นเบือนหน้าหนี และบ่นว่าถ้ายุ่งยากแบบนี้ไม่ลงทุนจะดีกว่า

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

ถึงวัยต้องแจกอั่งเปาแล้ว จะแบ่งเงินแจกยังไงดีนะ?

“ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้”

 

เด็กหลายๆคนพอได้ยินคำนี้แล้วต่อมความสุขเริ่มทำงานแล้วนั่งลุ้นว่าปีนี้จะได้อั่งเปากี่ซอง ซึ่งผู้ใหญ่จะแจกอั่งเปาให้ลูกหลานเก็บไว้เป็นเงินขวัญถุงสะสมไว้ใช้ตอนโต นับว่าเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่กระชับสายสัมพันธ์ในครอบครัวให้อบอุ่นมากขึ้นด้วย

 

แต่เมื่อเราเข้าสู่วัยทำงานหาเงินเองได้แล้ว จากผู้รับก็กลายเป็นผู้ให้ ถึงเวลาที่จะต้องให้อั่งเปาลูกหลานของเราบ้าง มันจะมีวิธีแจกอั่งเปาอย่างไรที่ทำให้สภาพคล่องในกระเป๋าของเราไม่สั่นคลอน ลองดูไอเดียนี้ไปปรับใช้ดูนะจ๊ะ

 

3 สิ่งที่ควรรู้ก่อนแจกอั่งเปา

 

1. ตอนนี้เรามีเงินเท่าไหร่

 

ถึงวัยต้องแจกอั่งเปาแล้ว จะแบ่งเงินแจกยังไงดีนะ?

 

เตรียมกระดาษ 1 แผ่นแล้วเขียนตามภาพนี้ว่ามี รายได้ เงินออม หนี้สินและรายจ่ายส่วนตัว เขียนรายละเอียดลงไปว่ามีเท่าไหร่และอะไรบ้าง เช่น

 

  • รายได้ ..…… บาท : เงินเดือน โบนัส รายได้เสริม
  • เงินออม …… บาท : ฝากประจำ
  • หนี้สิน ……… บาท : ผ่อนบ้าน ผ่อนบ้าน จ่ายบัตรเครดิตเดือนละ ….. บาท
  • รายจ่ายส่วนตัว …… บาท

 

ตอนนี้เราจะเห็นภาพรวมแล้วว่าเงินเดือนไปอยู่ที่ไหนบ้าง แล้วมีเงินใส่ซองอั่งเปาแจกลูกหลานได้ประมาณกี่บาท

 

2. นับจำนวนลูกหลานของเรา

 

ดูว่ามีลูกหลานกี่คน พึ่งเกิดหรือว่าเข้าเรียนแล้วเพราะจะได้รู้ว่าควรใส่ซองอั่งเปาเท่าไหร่บ้าง อาจจะใส่เท่ากันหรือไม่เท่ากันก็ได้แล้วแต่ประเพณีของแต่ละบ้าน เท่าที่สอบถามเพื่อนหลายๆคนก็ใส่ซองแจกหลานไม่เท่ากัน ถ้าเด็กเล็กๆพึ่งเกิดก็ใส่ 100- 200 บาท ส่วนคนโตขึ้นมาหน่อยก็ใส่ซองละ 1,000 – 2,000 บาท รวมตัวเลขว่าจะต้องใช้เงินเท่าไหร่

 

3. หาเงินใส่ซอง

 

ดูเงินที่เรามีกับเงินที่ต้องใส่ซองว่าพอดีกันรึเปล่า เช่น ถ้าดูแล้วเงินเหลือก็อาจจะใส่ให้ลูกหลานเพิ่มขึ้น แต่ถ้าเงินไม่พอก็อาจจะใส่เงินแต่ละซองให้น้อยลง ควรให้แบบไม่เดือดร้อนตัวเอง ให้เท่าที่เราไหว อย่าให้ถึงขั้นไปหยิบยืมเงินมาให้เลยนะจ๊ะ เพราะเป็นหนี้รับปีใหม่แบบนี้ก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่

 

ถ้าจะใส่ซองแจกอั่งเปาให้ลูกหลานควรดูก่อนว่าตอนนี้เรามีเงินทั้งหมดอยู่เท่าไหร่ ใช้จ่ายอะไรบ้าง จำนวนเงินที่จะต้องใส่ซองแจกอั่งเปาเท่าไหร่  ทั้งหมดนี้จะต้องอยู่ในขอบเขตของคำว่าไม่มีหนี้นะจ๊ะ

 

ขอให้ทุกๆท่านโชคดีนะจ๊ะ ^^

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 5-9 ธันวาคม 2559 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน] สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 5-9 ธันวาคม 2559

สวัสดีครับ กลับมาพบกับ Weekly Outlook ครั้งที่ 25 เหมือนเช่นเคย ยังอยู่กับผมครับ “อัศวินกองทุน” เจ้าเก่าเจ้าเดิม พร้อมกับความรู้เสริมให้กับทุกคนเรื่องการลงทุนอีกครั้งหนึ่งครับ เอาล่ะครับ ไม่ยืดยาวให้เสียเวลา เรามาดูแนวโน้มการลงทุนประจำสัปดาห์ที่ 5 – 9 ธันวาคม 2559 กันเลยครับผม

ในช่วงนี้ ตลาดการเงินทั่วโลกมีแนวโน้มผันผวนมากขึ้น จากความกังวลของนักลงทุนต่อผลการลงประชามติของประเทศอิตาลี รวมไปถึงการเลือกตั้งในอีกหลายๆประเทศในเขตยูโรโซน อย่างไรก็ดี เรื่องดังกล่าว จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้น ทำให้การลงทุนในทองคำมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้นครับ ดังนั้น ช่วงนี้ทองถือว่าเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจครับ   

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

สรุปภาพรวมประจำสัปดาห์
“ผลการทำประชามติ ในอิตาลี จะเป็นตัวชี้วัดความผันผวนในตลาดหุ้นทั่วโลก”

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ (+)

ตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อและดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งทางด้านเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ประกอบกับผลกำไรของบริษัทในไตรมาสล่าสุดดีเกินความคาดหมายของตลาดอีกด้วยครับ ดังนั้น การเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสัปดาห์ก่อนๆ ยังคงน่าสนใจอยู่ ผมขอแนะนำให้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อไปครับ  

ตลาดหุ้นยุโรป (=)

ผมมองว่าตลาดหุ้นยุโรปจะยังถูกกดดันจากความกังวลต่อการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญของอิตาลีซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและตลาดหุ้นอาจจะเกิดความผันผวนขึ้นได้ครับ ซึ่งผลของความไม่แน่นอนยังคงอยู่เหมือนเคย แบบนี้ผมยังขอให้ดูท่าทีโดยคงสัดส่วนการลงทุนต่อไปในสัปดาห์นี้ครับ

ตลาดหุ้นจีน (A-SHARE + / H-SHARE +)

การเชื่อมโยงตลาด Shenzhen-HK connected กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 5 ธค.นี้ครับ และจากข้อตกลงของการเชื่อมโยงตลาดนี้จะส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติสามารถมีการลงทุนในตลาดหุ้นของจีนได้มากขึ้น ทั้งนี้ ตลาดหุ้นจีนยังได้รับปัจจัยบวก จากการปรับเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย ดังนั้นในสัปดาห์นี้ผมมองว่าควรจะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนทั้ง A-SHARE และ H-SHARE ได้เลยครับ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น (+)

ตลาดหุ้นญี่ปุ่นอาจมีความผันผวนมากขึ้นจากความเสี่ยงด้านการเมืองในยุโรป ซึ่งความผันผวนในตลาดหุ้นโลกมักจะส่งผลให้เงินเยนแข็งค่า และเป็นปัจจัยลบต่อตลาดหุ้นได้ครับ แบบนี้คงการลงทุนและดูท่าทีกันไปก่อนน่าจะเป็นอะไรที่ดีกว่าครับ  

ตลาดหุ้นเกาหลี (+)

ทางฝั่งตลาดหุ้นเกาหลีมีแรงกลับเข้าซื้อจากนักลงทุนต่างชาติ อย่างไรก็ตาม ความคาดหวังว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจในการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ต้องชะลอลงเนื่องจากปัจจัยการเมืองภายในประเทศครับ ดังนั้นทางฝั่งเกาหลี ยังคงแนะให้คงสัดส่วนการลงทุนกันไปก่อนครับ

ตลาดหุ้นไทย (+)

ตลาดหุ้นไทยตอนนี้คาดหวังถึงการใช้จ่ายภาคเอกชนที่อาจปรับตัวสูงขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นภายหลังกลุ่มโอเปค สามารถบรรลุข้อตกลงในการควบคุมกำลังการผลิต ยังคงเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นในกลุ่มพลังงานอยู่ครับ ดังนั้น แนะนำเหมือนเดิมคือเพิ่มสัดส่วนการลงทุนครับ

ตลาดหุ้นอินเดีย (+)

มาดูทางฝั่งอินเดียกันบ้างครับ ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ นอกจากนี้ ตัวเลข GDP ที่ประกาศออกมาล่าสุด แสดงให้เห็นถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจที่เร่งตัวขึ้น จาก 7.1% เป็น 7.3% ในไตรมาสก่อนหน้า  ทำให้นักวิเคราะห์ส่วนมากยังคงมีมุมมองที่ดีต่อเศรษฐกิจของอินเดีย ซึ่งอนาคตที่สดใสยังรออยู่ครับ แบบนี้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนกันต่อไปได้เลยครับ

เงินสดและกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น  (-)

ตอนนี้จังหวะยังเหมือนเดิมครับ “ความผันผวนของตลาดหุ้นมีแนวโน้มลดลง นักลงทุนควรลดการถือครองเงินสด และ หาการลงทุนที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น“ จัดไปยาวๆครับ

น้ำมัน (+)

ทางฝั่งกลุ่มโอเปค สามารถบรรลุข้อตกลงในการลดการผลิตน้ำมันลง 1.15 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้การผลิตต่อวันลดลงเหลือ 32.5 ล้านบาร์เรล ถือเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญต่อราคาน้ำมัน นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มสูงที่ผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปค นำโดยรัสเซียและอิหร่าน จะร่วมลดปริมาณการผลิตเพิ่มเติมในอนาคต ซึ่งเป็นผลให้ราคาน้่ำมันเพิ่มขึ้น แบบนี้จัดกันต่อไปครับ เพิ่มสัดส่วนการลงทุนกันยาวๆครับผม

ทองคำ (+)

ตลาดการเงินมีแนวโน้มผันผวน จากความกังวลของนักลงทุนต่อผลการลงประชามติของอิตาลี และการเลือกตั้งในอีกหลายๆประเทศในเขตยูโรโซน ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำมากมายครับ ซึ่งก็เป็นโอกาสดีทีเราจะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในทองคำกันต่อครับ  

ตราสารหนี้ไทย (+)

ดัชนีพันธบัตรรัฐบาลไทยช่วงอายุ 1-3 ปีปรับตัวลงจากการขายของนักลงทุนต่างชาติ แต่เหมือนเดิมครับ ผมมองว่าการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลยังมีความน่าสนใจในแง่การกระจายความเสี่ยงครับผม  

สรุปสำหรับแนวโน้มการลงทุนในสัปดาห์นี้ โดยรวมๆแล้วการลงทุนยังคงอยู่ในช่วงที่ยังน่าสนใจอยู่ครับ ตลาดเดิมที่ผมยังคงแนะนำในสัปดาห์ก่อนยังน่าสนใจอยู่เหมือนเคย เช่น ตลาดหุ้นไทย ตลาดหุ้นอินเดีย ตลาดหุ้นสหรัฐฯ แต่สัปดาห์นี้เพิ่มจีนเข้ามาอีกตลาดหนึ่งแล้วล่ะครับ

ส่วนสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำกับน้ำมันก็น่าสนใจไม่แพ้กันครับ ซึ่งผมยังอยากแนะนำให้ทุกท่านกระจายความเสี่ยงในการลงทุนไปในสินทรัพย์กลุ่มนี้ด้วยเช่นกันครับ

อย่างที่ผมเน้นเสมอครับ ความปลอดภัยในการลงทุนของเรานั้น มันอยู่ที่การกระจายความเสี่ยงครับผม เลือกสินทรัพย์

ซื้อประกันชีวิตเพื่อลดหย่อนภาษียังไงให้ตรงสิทธิ์ และคุ้มค่าที่สุด

เข้าสู่ช่วงปลายปีแล้ว หลายคนคงอาจจะกำลังมองหาตัวช่วยลดหย่อนภาษีอยู่ใช่ไหมล่ะครับ? ซึ่งการซื้อประกัน ก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่ง ที่สามารถซื้อแล้วนำไปเป็นค่าลดหย่อน เพื่อช่วยให้เราประหยัดภาษีเพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากทางรัฐบาลต้องการส่งเสริมให้ประชาชนได้มีประกันไว้คุ้มครองความเสี่ยงให้ตัวเอง โดยมีเงื่อนไขคร่าวๆ ในการซื้อประกันชีวิตเพื่อลดหย่อนภาษี ก็คือ :

  • ประกันชีวิตแบบทั่วไป (ตลอดชีพ, ชั่วระยะเวลา, สะสมทรัพย์) ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาท (ถ้าคู่สมรสไม่มีรายได้ ก็เอาค่าเบี้ยประกันของคู่สมรสมาลดหย่อนภาษีให้เราได้อีก สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท)
  • ประกันชีวิตแบบบำนาญ ใช้สิทธิ์ลดหย่อนได้ ไม่เกิน 15% ของรายได้ทั้งปี สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อรวมกับ RMF, เงินจ่ายสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund : PVD), เงินจ่ายสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.), เงินจ่ายสะสมเข้ากองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) และเงินจ่ายสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน ต้องรวมกันแล้วไม่เกิน 500,000 บาท

คำถามก็คือ “เมื่อเรารู้สิทธิ์ที่ใช้ประกันชีวิตในการลดหย่อนภาษีแล้ว แล้วเราควรซื้อประกันชีวิตแบบไหน? และซื้อเท่าไหร่ยังไง? เพื่อเอาไปลดหย่อนภาษีตามเงื่อนไขดีล่ะ? ถึงจะคุ้มค่า ตอบโจทย์ที่สุด” นั่นคือสิ่งที่เราจะมาหาคำตอบกันในวันนี้ครับ!

แต่ก่อนที่จะไปดูว่าเราควรซื้อประกันชีวิตแบบไหน เราควรจะต้องถามตัวเองก่อนครับว่า “ทำไมเราถึงจะต้องลดหย่อนภาษีด้วยการซื้อประกันชีวิตด้วย?” เพราะถ้าอยากจะลดหย่อนภาษี ก็มีสินค้าทางการเงินตัวอื่น อย่างเช่น RMF หรือ LTF ที่สามารถลดหย่อนภาษีได้เหมือนกัน

ดังนั้นแปลว่า ถ้าเราจะลดหย่อนภาษีด้วยการซื้อประกันชีวิต ก็แปลว่า “เราอยากได้คุณประโยชน์เฉพาะตัวของประกันชีวิต ที่โปรดักอื่นไม่มี” ถูกต้องไหมครับ? ซึ่งคุณประโยชน์เฉพาะตัวของประกันชีวิตที่โปรดักอื่นไม่มีเนี่ย มันก็คือความสามารถในการ “การันตี” เงินที่จะได้ นี่แหละครับ

เพราะฉะนั้น สรุปก็คือ ถ้าเราอยากจะซื้อประกันชีวิต เพื่อลดหย่อนภาษี ให้คุ้มค่าที่สุด เราต้องมาสำรวจตัวเอง หรือหาจุดประสงค์ตัวเองให้เจอครับว่า “เราอยากทำประกันชีวิตเพราะต้องการการันตีเรื่องอะไร?” (ดังนั้นต่อไปนี้ห้ามตอบว่า “ที่อยากทำประกันชีวิตก็เพื่อนำไปลดหย่อนภาษี” อีกนะครับ เพราะนั่นไม่ใช่จุดประสงค์ที่แท้จริงของการทำประกันชีวิตครับ 555)

ซึ่งประกันชีวิตจะช่วยการันตีเรื่องอะไรให้เราได้บ้าง?
ใครที่เหมาะสมกับจุดประสงค์แบบนั้น?
แบบประกันชีวิตแบบไหนที่จะตอบโจทย์?
และ ควรจะต้องทำเท่าไหร่ถึงจะตอบโจทย์?

ผมมีคำแนะนำให้ดังนี้ครับ :

1. การันตีได้ว่า “ถ้าวันนึงเราจากไปแบบกะทันหัน คนที่เขาต้องพึ่งพาเรา จะได้เงินชดเชยแน่ๆก้อนหนึ่ง เพื่อไว้บรรเทาความเดือดร้อน”

ใครที่เหมาะสม? : เหมาะกับ คนที่ต้องเลี้ยงดูครอบครัว คนที่เป็นเจ้าของธุรกิจ หรือคนที่มีคนอื่นๆต้องดูแล

ประกันชีวิตแบบไหนที่เหมาะสม? : “แบบตลอดชีพ” หรือ “แบบชั่วระยะเวลา” ที่ไม่เน้นเงินคืน หรือผลตอบแทน แต่เน้นจ่ายเบี้ยน้อย ความคุ้มครองสูงๆครับ

ทำเท่าไหร่ถึงจะตอบโจทย์? : ทำให้ทุนประกัน (วงเงินคุ้มครอง) ครอบคลุมค่าดูแลในแต่ละปี ไปจนกว่าจะหมดภาระดูแล

2. การันตีได้ว่า “ถ้าวันนึงเราจากไปแบบกะทันหัน คนอื่นจะไม่ต้องมารับภาระหนี้สินที่ยังเหลืออยู่ของเรา”

ใครที่เหมาะสม? : คนที่มีหนี้สินที่ยังเหลืออยู่ เช่น หนี้รถ หนี้บ้าน

ประกันชีวิตแบบไหนที่เหมาะสม? : “แบบคุ้มครองหนี้สิน” ที่วงเงินคุ้มครองจะลดลงเรื่อยๆตามหนี้สินที่ทยอยลดลง จากการทยอยผ่อนชำระ

ทำเท่าไหร่ถึงจะตอบโจทย์? : ทำให้ทุนประกันครอบคลุมมูลค่าหนี้สินที่เหลืออยู่ ณ ตอนนั้น

3. การันตีได้ว่า “ถ้าอยากจะออมเงิน โดยไม่มีความเสี่ยงในการขาดทุน และจะได้เงินก้อนหนึ่งเอาไว้ใช้เองแน่ๆในอนาคต”

ใครที่เหมาะสม? : คนที่ต้องการออมเงิน แล้วไม่อยากเจอความเสี่ยง หรือความผันผวนของผลตอบแทน อยากมีเงินแน่ๆก้อนหนึ่ง ไว้ใช้ในอนาคต

ประกันชีวิตแบบไหนที่เหมาะสม? : “แบบสะสมทรัพย์” หรือที่ชอบเรียกกันว่าแบบออมทรัพย์ ที่มีเงินคืนในแต่ละปี ครบสัญญาได้เงินก้อนใหญ่นั่นแหละครับ

ทำเท่าไหร่ถึงจะตอบโจทย์? : ทำให้เงินคืนทั้งหมดรวมถึงเงินครบสัญญา เท่ากับเงินที่เราวางแผนอยากจะได้ในอนาคต (เช่น อยากจะมีเงิน 500,000 ในอีก 10 ปีข้างหน้า ก็คำนวณให้เงินคืนทั้งหมดเท่ากับ 5 แสน แล้วค่อยคำนวณกลับมาเป็นเบี้ยที่จะจ่าย)

4. การันตีได้ว่า “ถ้าถึงอายุเกษียณ เราจะมีเงินก้อนหนึ่งที่จะได้แน่ๆ ในทุกๆปี ให้เราเอาไว้ใช้ยามเกษียณในแต่ละปี”

ใครที่เหมาะสม? : คนที่วางแผนจะเกษียณตอนอายุ 55 หรือ 60 ปี แล้วได้เงินก้อนหนึ่งที่แน่นอนเอาไว้ใช้หลังเกษียณ ในทุกๆปี

ประกันชีวิตแบบไหนที่เหมาะสม? : “แบบบำนาญ” ที่จะจ่ายเงินบำนาญให้เราทุกปี ตั้งแต่เราเกษียณตอน 55 หรือ 60 ปี ไปจนถึงอายุ 85 ปีเป็นอย่างน้อยครับ

ทำเท่าไหร่ถึงจะตอบโจทย์? : ทำให้เงินบำนาญที่จะได้ในแต่ละปี เท่ากับจำนวนเงินขั้นต่ำสุดเพื่อให้เรามีชีวิตรอด (เช่น คิดว่าเงินขั้นต่ำสุดที่จะทำให้เราพออยู่พอกินในแต่ละเดือนคือ 8,000 บาท ปีหนึ่งก็ 96,000 ก็ให้ทำประกันบำนาญ โดยคำนวณให้ได้เงินบำนาญปีละ 96,000 บาท++ ต่อปี (เผื่อเงินเฟ้อไว้ด้วยครับ)

สรุปวิธีวางแผนซื้อประกันชีวิต เอาไว้ลดหย่อนภาษี ให้คุ้มค่าที่สุด

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้เรารู้แล้วว่าควรจะทำเท่าไหร่ถึงจะตอบโจทย์ แต่บางทีมันก็อาจจะไม่เหมาะสมก็ได้ เพราะโจทย์ที่เราต้องการหรือมีความจำเป็น อาจจะต้องจ่ายเบี้ยเยอะเกินกว่าที่เราจะจ่ายไหว ก็ควรจะต้องดูกำลังความสามารถของตัวเองด้วย ว่าจะจ่ายไหวประมาณเท่าไหร่ โดยทั่วไปแล้ว ค่าเบี้ยประกันชีวิตทั้งหมดที่เหมาะสม ควร

เคล็ดลับเลือกกองทุนรวมภายใน 5 นาที

มีแฟนเพจหลายคน Inbox มาในเพจอภินิหารเงินออมว่า ออมเงินแล้วอยากลงทุนเริ่มต้นยังไง เราก็แนะนำนักออมมือใหม่ให้เริ่มต้นที่กองทุนรวม เพราะมีผู้หยั่งรู้ช่วยดูแลเงินของเรา ที่สำคัญมีเงินน้อยก็เริ่มลงทุนได้ มันก็เกิดคำถามต่อมาว่า “กองทุนไหนดี” ให้ช่วยแนะนำหน่อย นั่นซิ มันมีกองทุนรวมให้เลือกเกือบ 1,500 กอง แล้วเราจะหากองทุนที่ใช่สำหรับแฟนเพจได้ยังไง งั้นเริ่มจากความเสี่ยงก่อนแล้วกันนะจ๊ะ

 

แต่ละคนยอมรับความเสี่ยงได้แตกต่างกัน บางคนชอบความโลดโผน เห็นเงินลงทุนเด้งขึ้นเหวี่ยงลงทีละ  10% ก็ยังใช้ชีวิตได้ปกติ แสดงว่าเขาเป็นคนที่ยอมรับความเสี่ยงได้สูงมาก ในขณะที่บางคนแค่เห็นเงินลงทุนลดลงไป 5% ก็ถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับจับหัวใจแล้วหวิวๆ แสดงว่าเขาเป็นคนที่ยอมรับความเสี่ยงได้ต่ำสุดๆ

 

อ้าว!! แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าตัวเองรับความเสี่ยงได้ระดับไหน แล้วควรลงทุนกองทุนรวมอะไร

 

เราก็เลยถามพี่หมอนัทเจ้าของเพจคลินิกกองทุน ว่ามีเว็บอะไรที่คลิกๆๆๆ เลือกกองทุนให้เราได้บ้างมั๊ย เขาบอกว่ามีซิ แต่ต้องรอแป๊บนึงเพราะเขากับเพื่อนกำลังทำอยู่ รอมานานจนมาถึงวันนี้พวกเขาทำเสร็จแล้วก็ได้ส่งลิงค์มาให้เราทดลองเล่น เฮ้ยยย มันตอบโจทย์ความขี้เกียจของเรามากๆ แค่ทำแบบทดสอบความเสี่ยงก็รู้เลยว่าควรซื้อกองทุนรวมอะไรบ้าง #รอมานาน #จะรออะไรจัดเลยซิจ๊ะ

 

โปรแกรมเลือกกองทุนรวมทำให้ชีวิตง่ายขึ้น

 

ถ้าให้ไปแหวกว่ายเฟ้นหากองทุนคู่ทุกข์คู่ยากของเรา ในมหาสมุทรกองทุนรวมที่มีอยู่เกือบ 1,500 กอง มันเสียพลังงานชีวิตและใช้เวลาหลายวันกว่าจะเลือกได้ แต่ตัวโปรแกรมนี้จะช่วยย่นระยะเวลาหากองทุนที่ใช่ให้กับเราได้ภายใน  5 นาที!!

 

เราควรใช้ความรู้ที่ศึกษามาเองผสมกับรายชื่อกองทุนรวมที่โปรแกรมเลือกให้แล้วค่อยเริ่มลงทุน แต่ถ้าเราดูแล้วไม่ชอบกองทุนที่โปรแกรมเลือกให้เพราะเราชอบคัดเลือกกองทุนเอง สิ่งหนึ่งที่เราจะได้รับจากโปรแกรมนี้ คือ ตัวเปรียบเทียบกับกองทุนอื่นๆที่ในกลุ่มเดียวกัน ว่าถ้าเราเลือกเองควรจะได้ผลตอบแทนไม่ต่ำกว่ากองทุนที่ตัวโปรแกรมเลือกให้

 

เริ่มค้นหากองทุนรวมที่ใช่!!

 

เริ่มจากทำแบบทดสอบความเสียว เอ๊ย!! แบบทดสอบความเสี่ยง มันจะทำให้รู้ว่าเรายอมรับความเสี่ยงได้ในระดับไหน สูง ปานกลางหรือต่ำ ถ้าใครเคยเปิดบัญชีกองทุนรวมหรือว่าเปิดบัญชีหุ้นก็ต้องทำแบบทดสอบอันนี้ เพราะเป็นกฎที่จะต้องทำทุกครั้งก่อนการลงทุน

 

ถ้าเป็นทั่วไปทำแล้วจะรู้ว่าเรารับความเสี่ยงได้ในระดับไหน แล้วควรลงทุนอะไรบ้างแบบกว๊าง กว้าง แต่ตัวโปรแกรมนี้จะบอกลึกซึ้งกว่านั้น เพราะมันจะบอกว่าเราควรซื้อกองทุนรวมอะไรบ้าง!!

 

เคล็ดลับเลือกกองทุนรวมภายใน 5 นาที

เริ่มต้นทำแบบทดสอบความเสี่ยง : https://www.treasurist.com/suitabilityTest

 

เราใช้เวลาไม่ถึง 5 นาทีกับแบบทดสอบความเสี่ยง 16 ข้อ ทำเสร็จปุ๊บระบบก็จะบอกผลมาเลยว่าระดับความเสี่ยงของเราควรจะลงทุนกองทุนรวมอะไรบ้าง บอกออกมาเป็นรายตัวเน้นๆ ซึ่งวิธีการคัดเลือกจะมาจากฝีไม้ลายมือของผู้จัดการกองทุนรวมที่เคยทำไว้ในอดีตกาลย้อนหลัง 10 ปีกับแนวโน้มที่สดใสในอนาคตผสมรวมกัน ออกมาเป็นพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงของเรานั่นเองจ้า

 

 

พอร์ตการลงทุน คืออะไร?

สำหรับบางคน คำนี้อาจจะเป็นศัพท์ต่างดาวที่ไม่คุ้นเคย ถ้าจะอธิบายง่ายๆ   ก็เหมือนการทำอาหารให้มีรสชาติกลมกล่อม สมมติว่าเราต้องการทำต้มยำกุ้ง ก็จะมีส่วนผสม เช่น กุ้ง น้ำเปล่า มะนาว เห็ด พริก ใบมะกรูด น้ำตาล น้ำปลา ฯลฯ นำมาผสมรวมกันตามสูตรการปรุงของแต่ละคนว่าจะใส่อะไรมากน้อยเท่าไหร่

  • ต้มยำกุ้ง ⇒ พอร์ตการลงทุนของเรา
  • ส่วนผสม ⇒ สินทรัพย์ทางการเงินต่างๆ เช่น หุ้น ตราสารหนี้ อสังหาฯ ทองคำ กองทุนรวม ฯลฯ
  • สูตรการปรุง ⇒ สัดส่วนการลงทุน

 

หลังจากทำเสร็จแล้วจะเห็นพอร์ตการลงทุนของเราหน้าตาคล้ายภาพข้างล่างนี้ เพื่อบอกว่าเรารับความเสี่ยงได้ในระดับไหน ระหว่างการลงทุนเราจะต้องเจออะไรบ้าง เงินของเราจะกระจายไปพักอาศัยอยู่ที่ไหนบ้าง มีสัดส่วนเท่าไหร่ จากภาพนี้จะเห็นว่าผู้เขียนเป็นคนรับความเสี่ยงสูง แล้วถ้าลงทุนตามนี้มีแนวโน้มว่าจะได้ผลตอบแทนประมาณ 7.65% ต่อปี

 

เคล็ดลับเลือกกองทุนรวมภายใน 5 นาที

 

ถ้าเรากดแต่ละเมนูก็จะมีรายละเอียดกองทุนรวมขึ้นมาที่ด้านล่าง เช่น หุ้น 45% ควรลงทุนในกองทุน T-LowBeta  และ กองทุน CIMB-PRINCIPAL (FAM) DEF เป็นของบริษัทอะไร ราคาเท่าไหร่ ผลตอบแทนเท่าไหร่ แล้วเราก็กดเข้าไปดูรายละเอียดของกองทุนรวมนั้นๆได้อีกด้วย

 

สำหรับผลตอบแทนที่คำนวณได้ 7.65% นั้นคำนวณมาจากผลตอบแทนย้อนหลังในอดีต 10 ปี ซึ่งในอนาคตผลตอบแทนอาจจะมากกว่าหรือน้อยกว่านี้ก็ได้ เพราะอนาคตมีความไม่แน่นอน ผลตอบแทนก็เช่นกัน

 

เคล็ดลับเลือกกองทุนรวมภายใน 5 นาที

 

สมมติว่าเราต้องการลงทุนกองทุนรวม 100,000 บาท เงินของเราก็จะกระจายไปยัง 6 กองทุนตามความเสี่ยงของเรา เช่น หุ้น 45% เป็นเงิน 45,000 บาท แบ่งเป็น 2 กองทุนรวม คือ T-LowBeta และ CIMB-PRINCIPAL (FAM) DEF กองละเท่าๆกัน 22,500 บาท เงินที่เหลือจะไปอยู่ที่ไหนบ้างตามภาพข้างล่างนี้

เคล็ดลับเลือกกองทุนรวมภายใน 5 นาที

 

พอร์ตกองทุนรวมจะมีการอัพเดททุกวันว่ามีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง ภาพรวมเงินของเราเป็นอย่างไร กองไหนเพิ่มขึ้นลดลงเท่าไหร่ จากภาพนี้เราลงทุนไปเมื่อวาน 100,000 บาท ผ่านไป 1 วันระบบจะสรุปให้ดูว่าตอนนี้เราได้กำไร 0.41% หรือ 405.24 บาท รายละเอียดข้างล่างจะบอกว่ามีกองทุนไหนมีกำไรและขาดทุนเท่าไหร่บ้าง

 

เคล็ดลับเลือกกองทุนรวมภายใน 5 นาที

 

 

ความเสี่ยงแตกต่างกันพอร์ตการลงทุนไม่เหมือนกัน

 

หลายคนทำแบบทดสอบแล้วอาจจะงงว่าทำไมเรากับเพื่อนถึงได้พอร์ตการลงทุนที่แตกต่างกัน มันเป็นเพราะว่าแต่ละคนยอมรับความเสี่ยงได้แตกต่างกันนั้นเ&#xE2

หุ้นกู้ CPALL เปิดจองถึง 29 พ.ย. 2559 นี้ รู้ยัง?

สวัสดีครับ วันนี้พี่ต้าร์กลับมาแล้วกับบทความ Review ของตราสารหนี้ตัวหนึ่งที่กำลังจะปิดให้จองในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 นี้ นั่นก็คือ หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนของ CPALL โดยจัดจำหน่ายกับทางธนาคารไทยพาณิชย์ เขาจะระดมทุนเพื่อไปชำระหนี้หุ้นกู้ที่มีอยู่และนำไปเป็นทุนหมุนเวียนในบริษัท หลายคนก็แอบสงสัยว่าหากลงทุนกับหุ้นกู้ดังกล่าวแล้วจะมีสิทธิ ความเสี่ยงและผลตอบแทนอย่างไร ผมได้ List เป็นข้อๆไว้ มาดูกันนะครับ

1. ประเภทหุ้นกู้และสิทธิที่ในการรับขำระหนี้

ในการลงทุนในหุ้นกู้นั้นเราจะมีสถานะเป็นเจ้าหนี้กิจการ เหมือนกับการให้คนอื่นยืมเงินแล้วคืนเงินต้นและดอกเบี้ยนะครับ แต่หุ้นกู้ตัวนี้เป็นหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน ลำดับในการมีสิทธิรับชำระหนี้จะอยู่ที่หลังหุ้นกู้ทั่วไปและหุ้นกู้ด้อยสิทธิ นั่นหมายความว่าความเสี่ยงก็จะสูงกว่าหุ้นกู้ทั่วไปนะครับ แต่อย่างไรก็ตามความเสี่ยงของการเป็นเจ้าหนี้ก็ยังน้อยกว่าการเป็นผู้ถือหุ้นอยู่แล้วครับ

2. อันดับความเสี่ยง

แน่นอนว่าความเสี่ยงยอมมาพร้อมกับผลตอบแทนเสมอ ซึ่งเวลาที่เราจะดูนั้นจะมองอยู่ 2 มุมครับ ได้แก่

  • ความน่าเชื่อถือของตัวบริษัท ซึ่งใครๆก็ทราบดีอยู่แล้วว่า CPALL เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ มีทรัพย์สินและอัตราการสร้างผลกำไรที่สูง จึงทำให้ความน่าเชื่อถือของการชำระหนี้นั้นอยู่ในเกณฑ์ที่ดี อันดับความน่าเชื่อถือในปัจจุบันอยู่ที่ A
  • ความน่าเชื่อถือของตัวตราสารนี้ อันดับความเสี่ยงนั้นถูกจัดไว้ที่ BBB(tha) จากการจัดอันดับของ บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จากัด เมื่อวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2559 ซึ่งถ้าใครเคยศึกษาเรื่องกองทุนรวมอยู่ อันดับความเสี่ยงของตราสารหนี้ที่มีลักษณะคล้ายทุนตัวนี้ จะเท่ากับความเสี่ยงของกองทุนรวมระดับ 5 ซึ่งเป็นกองทุนรวมผสมครับ

3. ผลตอบแทนในการลงทุน

หุ้นกู้นั้นจะมีการให้ผลตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ยนะครับ เหมือนกับเวลาที่เราให้ใครยืมเงินนั่นล่ะ เขาจะต้องจ่ายดอกเบี้ยพร้อมคืนเงินต้นให้กับเรา ผลตอบแทนของหุ้นกู้ตัวนี้อยู่ที่ 5% ต่อปี ใน 5 ปีแรก ในส่วนปีต่อไปนั้นจะมีการคำนวณโดยใช้

อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี + ส่วนเพิ่มจากอัตราอ้างอิงเพื่อชดเชยความเสี่ยง + ส่วนเพิ่มในแต่ละปี

ปัจจุบันนี้ ส่วนเพิ่มจากอัตราอ้างอิงเพื่อชดเชยความเสี่ยงอยู่ที่ 3.13% และส่วนเพิ่มในแต่ละปีนั้นจะมีการปรับขึ้นเรื่อยๆ ดังนี้

  • ในปีที่ 6 – 10 อยู่ที่ 0.5%
  • ในปีที่ 11-50 อยู่ที่ 1%
  • ในปีที่ 51 เป็นต้นไป อยู่ที่ 2%

การจ่ายดอกเบี้ยจะจ่ายทุกวันที่ 30 พฤษภาคม และ 30 พฤศจิกายน แต่ก็มีเงื่อนไขอยู่ในครับว่า ทางบริษัทมีสิทธิในการเลื่อนการชำระดอกเบี้ยได้นะครับ ซึ่งถ้าบริษัทตัดสินใจเลื่อนไปเรื่อยๆ ก็ย่อมมีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือต่อผู้ถือหุ้น CPALL ด้วยเช่นกัน เพราะตามข้อกำหนดแล้วหากไม่ชำระดอกเบี้ยก็ห้ามจ่ายเงินปันผลครับ ซึ่งที่ผ่านมา CPALL มีการจ่ายเงินปันผลมาทุกปีโดยตลอดครับ

4. การไถ่ถอนหุ้นกู้ของบริษัท

อายุตราสารนี้ไม่มี แต่บริษัทมีข้อกำหนดว่าเขาจะไถ่ถอนได้เมื่อไหร่ด้วยนะครับ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาความเหมาะสมของทางบริษัท โดยเบื้องต้นนั้นการกำหนดไว้ การไถ่ถอนจะทำได้ต้องครบกำหนด 5 ปีแรกก่อน ซึ่งคือวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 และมีข้อกำหนดอื่นๆที่เป็นประโยชน์ทางภาษี การเปลี่ยนแปลงอันดับความน่าเชื่อถือ หรือมีการเปลี่ยนแปลงในหลักการทางบัญชีที่ทำให้บริษัทจำเป็นจะต้องไถ่ถอนครับ

จะเห็นได้ว่าจากข้อมูลทั้งหมดนั้น ผู้ที่สนใจจะลงทุนในหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน ของทาง CPALL นั้น จะต้องเป็นนักลงทุนระยะยาว ถือครองตราสารได้อย่างน้อย 5 ปี สามารถรับความเสี่ยงได้ในระดับปานกลาง

หากท่านใดสนใจก็ไปจองซื้อได้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ในวันที่ 24-25 และ 28-29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ครับ การจองซื้อเริ่มที่ 100,000 บาทและเพิ่มสูงกว่านี้ได้ด้วยการ คูณหลัก 100,000 บาท เช่น 200,000 บาท 300,000 บาท 400,000 บาทนะครับ ก่อนซื้ออย่าลืมศึกษาเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

9 ปัญหาเรื่องเงินยอดฮิตของคนอายุ 30+ และทางแก้

คนอายุ 30 ขึ้นไปแล้ว มีภาระหน้าที่มาพร้อมกับหน้าที่การที่สูงขึ้น

ไหนจะครอบครัวของตัว ไหนจะพ่อแม่ของทั้งสองบ้าน

และถึงจะโสด..ก็ใช่ว่าจะไม่มีปัญหาเรื่องเงิน

มาดามอยู่ในวัยนี้ค่ะ..เข้าใจดี มาดูกันนะว่าปัญหายอดฮิตและทางแก้แบบง่ายๆ คืออะไรบ้าง

1) ถึงจะเริ่มมีงานการมั่นคงก้าวหน้า แต่ไม่ได้หมายความว่าการเงินฉันจะดี

รายได้ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ค่าใช้จ่ายก็พุ่งขึ้นเรื่อยๆ เผลอๆ แซงรายได้ไปได้ง่ายๆ

ทางแก้

ต้องวางแผนงบประมาณ จดรายจ่าย และทบทวนทุกเดือน

ถ้าไม่ทำแบบนี้คุมเงินไม่อยู่แน่นอน

2) รวมหนี้ผ่อนคอนโด ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน แค่นี้ก็บาน จะเอาที่ไหนไปเก็บ ไปลงทุน

นี่ยังไม่รวมหนี้บัตรเครดิต หนี้ผ่อน 0% ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจว่าจะไม่เห็นเงินเก็บเงินออม

ทางแก้

ผ่อนทั้งหมดทั้งมวลไม่ควรเกิน 50% ของรายได้ ถ้าเกินกว่านี้จะไม่มีเงินเหลือพอออม พอใช้อย่างอื่น ทางที่ดีควรเริ่มที่ไม่หาเหาใส่หัว ไม่ซื้อบ้านซื้อรถที่แพงเกินตัว ไม่ซื้อของถ้าไม่ได้เก็บเงินมา

3) ค่าเทอมลูก ค่ารถ ค่าเรียนพิเศษ ไม่ต้องไปเรียนนานาชาติหรือต่างประเทศ พ่อแม่ก็แทบไม่เหลือเงิน

ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับลูกมันแพ้งแพง แต่จะลดก็ลดไม่ได้ แก้วตาดวงใจ เราต้องทุ่มเทใช่ป่ะล่ะ?

ทางแก้

อย่าหน้าใหญ่ เลือกอะไรที่ไม่เกินกำลัง การทุ่มเททุกอย่างให้ลูกแล้วเราไม่เหลืออะไร ไม่ใช่หลักประกันว่าลูกจะได้ดี แต่เป็นหลักประกันที่แน่นอนว่าเราอาจกลายเป็นภาระให้กับเค้าค่ะ

4) วันหยุดเทศกาลก็อยากไปเที่ยว อยากบิน ขนาดแย่งจองตั๋วโปรก็แล้ว ค่าใช้จ่ายรวมทั้งสิ้น เป็นหนี้เป็นสินผ่อนไปอีกหลายเดือน

ก็ทำงานเหนื่อย ชีวิตมันหนัก พอจะไปพัก มันกลับกลายเป็นภาระให้มาตามแก้ทีหลัง เพลียๆๆ

ทางแก้

เก็บเงินไปเที่ยวแทนการไปเที่ยวก่อนผ่อนทีหลัง ตอนคำนวณงบเที่ยวก็ช่วยคิดให้ครบถ้วน ตั้งแต่ก้าวออกจากบ้านยันกลับเข้าบ้าน จะได้ไม่ต้องสุขชั่วคราวลำบากชั่วโคตร

5) แต่งงานอยู่กินกันกับคู่เริ่มเข้าหลักหลายปี แรกๆ ก็ดี แต่ตอนนี้ทะเลาะกันเรื่องเงินหนักขึ้นทุกวัน

ก็นี่มันชีวิตจริงไม่ใช่นิยาย กินอยู่ยังไง ความคิดเรื่องเงินตรงกันมั้ย มีผลต่อความสัมพันธ์จริงๆ

ทางแก้ ชวนคุยเรื่องเงินให้เป็นปกติ ให้ประจำ เปิดเผยโปร่งใส ตัดสินใจร่วมกันในเรื่องใหญ่ๆ คุยกันบนพื้นฐานความเข้าใจ ด้วยความรัก เพื่อความร่ำรวย

6) ตัวคนเดียวในยุคนี้ยังแทบเอาไม่รอด แต่นี่จะทำอะไรต้องคิดหลายทอด พ่อเริ่มแก่ แม่เริ่มไม่แข็งแรง

สวัสดิการของตัวเองยังไม่ค่อยครอบคลุม ถ้าพ่อแม่ป่วยคงกลุ้ม จะเอาเงินที่ไหนมาดูแล

ทางแก้

คุยกันแต่เนิ่นๆ พวกท่านมีสวัสดิการมีอะไรติดตัวมามั้ย ถ้าไม่มีต้องรีบคิด จะใช้สวัสดิการหรือซื้อประกันสุขภาพก็ติดต่อวางแผนกันไป

7) ตำแหน่งงานอายุช่วงนี้มีแต่รุ่ง แต่อีกไม่กี่ปีค่าตัวเราที่พุ่ง จะกลายเป็นต้นทุนของนายจ้าง

อีกไม่กีปีพออายุเข้าสู่หลักสี่ เราจะกลายเป็นกลุ่มเสี่ยง โดนให้ออกจากงานง่ายๆ รึเปล่านะ

ทางแก้

ต้องมีเงินออมสำรองไว้อย่างน้อยที่สุดเท่ากับรายได้ 3 เดือน อุ่นใจกว่าคือ 6 เดือนมากกว่านั้นได้ไม่เสียหายอะไร

8) อีก 20 ปีก็จะเกษียณ แต่อย่ามาถามนะว่าตอนนี้ มาถึงครึ่งของเป้าหมายปลายทางในเรื่องเงินรึยัง

ก็ดูจากที่ร่ายมาข้างบนสิ.. เอาชีวิตให้รอดวันต่อวันยังแทบตาย เป้าหมงเป้าหมาย ไม่ใช่ไม่กังวล แต่ต้องเอาไว้ก่อนแล้วกัน

ทางแก้

อยู่กับปัจจุบันน่ะดีแน่ แต่ดีกว่าคือคิดเผื่ออนาคต ถ้าทำทุกอย่างที่มาดามว่ามาข้างบน เธอควรจะมีเงินเหลือไว้ออม 10% จากรายได้ทุกเดือน เงินนี้แหละจะช่วยเธอได้ในอนาคต เดี๋ยวค่อยมาว่ากันเรื่องรายละเอียดคำนงคำนวณ

9) จริงอยู่ว่าเราโตแล้ว แต่เราก็ต้องการคนแนะแนว คนนำทางช่วยวางแผนในเรื่องเงิน

ทุกคนที่ฉลาดเรื่องงาน ไม่ใช่จะฉลาดเรื่องเงิน นอกจากความรู้ ยังมีเรื่องอารมณ์ mindset และการควบคุมตัวเองที่ต้องฝึกฝน

ทางแก้

นอกจากหาความรู้ มันถึงเวลาควรมีคนสักคน หรือที่ปรึกษาการเงินที่ไว้ใจได้ ข้อสังเกตคือต้องฟังเราเยอะๆ เสนอสิ่งที่ตอบโจทย์เรา ไม่ใช่คอมมิสชั่นของเค้าเป็นหลัก มีความรู้พื้นฐานไว้ คุยกับใครจะได้ไม่รู้สึกโง่และได้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา

สรุปแล้ว..มาดามเข้าใจความกลุ้มใจของคนวัย 30+ อย่างลึกซึ้ง อย่างดี

เพราะมาดามเองก็อยู่ในวัยนี้

ขอพูดให้อุ่นใจว่ากูรูทุกคนใน aomMONEY พร้อมอยู่เคียงข้างคนทุกวัย

คอยให้ความรู้เรื่องเงินในภาษาแบบง่ายๆ เพื่อให้เธอสบายใจ

ใช้ชีวิตแบบไม่ต้องกังวล

แค่เธอคอยติดตาม นำความรู้ เคล็ดลับ ข้อมูลที่พวกเราเอามาฝากไปใช้

ชีวิตเรื่องเงินเธอดีขึ้นได้.. ไม่เชื่อ ก็ลองดู

ปล. มาดามมีอัลบั้มรูปการ์ตูนน่ารัก น่ารักของ 9 อย่างนี้ที่ aomMONEY ทำไว้อย่างดี ลองคลิกไปดูสิ เหมาะจะแชร์ให้เพื่อนฝูงเลยล่ะ^^ คลิกด้านล่างเลยค่ะ

https://www.facebook.com/media/set/?set=a.684451825047887.1073741837.495096590650079&type=3

โอเคนะ

มาดามฟินนี่

ถ้าชอบอะไรแบบนี้

-ติดตามกันได้ทางเพจ “มาดามฟินนี่ Money-More-Fin”

-มีไลน์ด้วย ค้นหาชื่อ “@madamfinney” (มี @ข้างหน้านะคะ)

พระมหากษัตริย์นักออม เดอะซีรีย์ ตอนที่ 3 การสร้างรายได้และการให้

พระมหากษัตริย์นักออม เดอะซีรีย์ ตอนที่ 3 การสร้างรายได้และการให้

 

จากบทความแรกในปี 2558 คือ พระมหากษัตริย์นักออมเงิน เราค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมและอยากรวบรวมไว้ให้คนรุ่นหลังได้อ่านและแสดงความรักต่อ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วยการลงมือทำตามแนวทางที่พระองค์ท่านสอน ตอนการสร้างรายได้และการให้ เป็นบทความที่ 3 แล้วนะจ๊ะ 

 

พระมหากษัตริย์นักออมเงิน เดอะซีรีย์จะแบ่งออกเป็น 5 ตอน คือ

  1. สมเด็จย่าทรงสอนวิธีจัดการเงินคลิกที่นี่
  2. เก็บออมเงินเพื่อซื้อของใช้ส่วนพระองค์คลิกที่นี่
  3. การสร้างรายได้และการให้ (บทความนี้)
  4. การประหยัดคลิกที่นี่
  5. เงินฉุกเฉินของรัชกาลที่ 3 เงินถุงแดงไถ่บ้านเมืองคลิกที่นี่

 

เราจะแบ่งเขียนออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรกจะเป็นเรื่องราวของพระองค์ท่านจากข้อมูลที่ไปค้นคว้ามา จะเขียนไว้ในกรอบพื้นสีเหลือง ส่วนที่สองเป็นวิธีการนำไปใช้ว่าทำอย่างไรบ้าง เพื่อให้พวกเราลองนำมาประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตจริงนะจ๊ะ

 

ตอนที่ 4 การสร้างรายได้และการให้

 

พระมหากษัตริย์นักออม เดอะซีรีย์ ตอนที่ 3 การสร้างรายได้และการให้

ภาพจากหนังสือเจ้านายเล็กๆ ยุวกษัตริย์

 

จากข้อมูลที่ได้รวบรวมจากในอินเตอร์เน็ต คลิปภาพยนตร์สารคดีแผ่นดินวัยเยาว์และหนังสือเจ้านายเล็กๆ ยุวกษัตริย์ แบ่งออกได้เป็น 2 เรื่อง ดังนี้

  • รื่องที่ 1 การสร้างรายได้จากการทำงาน
  • เรื่องที่ 2 การเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป

 

เรื่องที่ 1 การสร้างรายได้จากการทำงาน

 

เมื่อครั้งที่พระองค์ (ในหลวงรัชกาลที่ 9) ยังอาศัยอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ณ ตำหนักวิลล่าวัฒนา ด้านหลังตำหนักจะมีพื้นที่ว่างไว้ทำสวนครัว สวนผลไม้ ในหลวงทรงปลูกพืชสวนครัวในสวนแห่งนี้ พระองค์ (ในหลวงรัชกาลที่ 9) ทรงลงมือปลูกด้วยตนเอง เริ่มจากขุดดิน ปลูกพืช รดน้ำและพรวนดิน

 

 
แม้จะได้เงินค่าขนมทุกอาทิตย์ แต่ยังทรงรับจ้างเก็บผักผลไม้ไปขาย เมื่อได้เงินมาก็นำไปซื้อเมล็ดผักมาปลูกเพิ่ม ซึ่งวิธีการนี้ทำให้พระองค์ทรงได้เรียนรู้วิธีการต่อยอดผลผลิตทางการเกษตร

 

 

แนวคิดที่สามารถมาประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน

 

แนวคิดการสอนเด็ก

ควรสอนเด็กให้ใช้เวลาว่างและใช้เงินให้เกิดประโยชน์ ทำให้เด็กรู้ว่าถ้าอยากได้หรืออยากซื้ออะไรก็ต้องลงมือทำด้วยเอง “ใช้แรงแลกเงิน” เมื่อได้เงินมาแล้วใช้ให้คุ้มค่าที่สุด ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ขออนุญาตเล่าเหตุการณ์หนึ่งที่จะทำให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ต่างจังหวัด เด็กหญิงคนหนึ่งปิดเทอมก็อยู่บ้าน ในขณะที่แม่ต้องออกไปทำงานรับจ้างเสริฟอาหารโต๊ะจีน เพื่อจะสะสมเงินมาจ่ายค่าเทอม

 

วันหนึ่งเด็กเสริฟไม่พอ แม่ก็พาเด็กคนนี้มาช่วยทำงานด้วย จากการทำงานครั้งนี้ทำให้เด็กรู้ว่ากว่าแม่จะได้เงินมาแต่ละบาทนั้นมันเหนื่อยแค่ไหน เพราะมันต้องยกของ ทำงานท่ามกลางแดดร้อนเปรี้ยง ตั้งแต่บ่ายแก่ๆ จนกระทั่งงานเลิกก็ต้องช่วยกันเก็บของ กว่าจะกลับถึงบ้านได้นอนพักผ่อนก็เกือบตี 1

 

1 สัปดาห์หลังจากวันที่ได้ทำงาน เด็กมีพฤติกรรมการซื้อของกินก็เปลี่ยนไป จากแต่ก่อนตอนที่เดินซื้อของกินในตลาดเห็นขนมอะไรน่ากินก็ซื้อหมด ซื้อเยอะแต่กินไม่หมด มีของเหลือทิ้งสิ้นเปลืองเงินทอง พอลองได้ไปทำงานหาเองแล้วก็รู้ว่าเงินมันหายาก เวลาจะซื้ออะไรก็คิดก่อนจ่ายเงินมากขึ้น ซื้ออะไรมาก็กินหมดไม่เหลือทิ้ง  

 

หลายครั้งที่พ่อแม่ไม่ต้องการให้ลูกลำบาก จึงให้เรียนอย่างเดียว ให้เงินไปใช้โดยที่ไม่เคยบอกลูกให้รู้เลยว่าเงินมาจากไหน ส่วนลูกขอเงินกับพ่อแม่ก็ได้เงินมาทุกครั้ง ได้มาง่ายๆจึงใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย สุดท้ายก็ต้องมานั่งบ่นว่าลูกใช้เงินเปลือง

 

แนวทางที่ดีเราควรสอนเขาตั้งแต่แรกว่าเงินมาจากไหน ถ้าอยากให้เขารู้ถึงคุณค่าของเงินและใช้จ่ายอย่างประหยัดควรสอนโดยการให้ประสบการณ์ให้ลองไปทำงานจริงๆ สุดท้ายเด็กจะเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงินได้  

 

แนวคิดให้คนวัยทำงาน

การหารายได้ของคนวัยทำงานแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ

  • รูปแบบที่ 1การใช้เรี่ยวแรงแลกเงิน เกิดจากเราใช้แรงทำงานเพื่อให้เกิดรายได้ จะต้องมีการหาความรู้เพิ่มความสามารถให้ตนเองตลอดเวลาเพื่อจะได้มีโอกาสหารายได้ให้มากขึ้น
  • รูปแบบที่ 2 การใช้เงินต่อเงิน โดยการแบ่งเงินบางส่วนไปทำให้เติบโต ให้เงินออกไปทำงานสร้างดอกผลกลับมาให้เราในรูปแบบต่างๆ เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผลและค่าเช่า

 

อ่านเพิ่มเติมเรื่องการนำเงินออมไปต่อยอดด้วยการลงทุนได้ที่ 2 บทความนี้

  1. บทความ 100 บาทก็ซื้อกองทุนรวมได้ คลิกที่นี่
  2. เคล็ดลับเลือกกองทุนรวมภายใน 5 นาที คลิกที่นี่

 

 

เรื่องที่ 2 การเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป

 

พระมหากษัตริย์นักออม เดอะซีรีย์ ตอนที่ 3 การสร้างรายได้และการให้ที่มา https://www.facebook.com/Signnagas/photos/?tab=album&album_id=1081407218642839

 

จากการที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงเสร็จเยี่ยมประชาชนในแต่ละจังหวัด ทำให้เห็นถึงความเดือดร้อนต่างๆของประชาชน จึงคิดวิธีช่วยเหลือเพื่อให้พวกเขาพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืนพร้อมทั้งอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไปด้วย

 

จึงเกิดเป็น “โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา” ตั้งแต่ปี 2504 บนพื้นที่ด้านหลังวังเพื่อทดลอง ปลูกข้าวว่าในอดีตมีการปลูกอย่างไร จะต้องทำอย่างไรเพื่อเพิ่มผลผลิตข้าวได้ แล้วพันธ์ข้าวที่ได้ก็นำไปใช้ ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัญแรกนาขวัญ

 

ปี 2505 มีผู้มาถวายโคนมจำนวน 6 ตัว จึงเริ่มทดลองเลี้ยงโคนม โดยพระองค์ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์และโปรดให้นำกำไรจำนวน 32,866.73บาท จากการจัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือหลักวิชาการดนตรี ดุริยางคศาสตร์สากล ที่พระเจนดุริยางค์ได้น้อมเกล้าฯถวายลิ

“10 เรื่องที่ต้องรู้ ก่อนจะเลือกซื้อ กองทุน LTF / RMF “

“ 10 เรื่องที่ต้องรู้ ก่อนจะเลือกซื้อ กองทุน LTF / RMF "

แน่นอนว่าช่วงปลายปีแบบนี้ บรรดานัก (อยาก) ลงทุนทั้งหลาย ย่อมหาตัวเลือกการลงทุนกันอย่างเข้มข้น แต่จำนวนขอมูลอันมหาศาลเกี่ยวกับการลงทุนผ่านกองทุนรวมและรายละเอียดปลีกย่อยมากมาย ที่แค่เห็นก็ตาลายแล้ว ก็ทำให้เราอยากหลีกหนีไปไกลๆเช่นกัน

หลายคนก็คงคิดว่า ‘แล้วทำไมถึงไม่มีใครมาบอกล่ะว่ากองทุนไหนน่าสนใจ?’

ใครบอกล่ะว่าไม่มี!!! ช่วงสิ้นปีแบบนี้ทีม aomMONEY ได้แทคทีมร่วมกับ หมอนัท เจ้าของเพจ คลินิกกองทุน และ พรี่หนอม กูรูสุดเท่จากเพจ TAXBugnoms มาเป็นผู้ช่วยเพื่อบอกเล่าเรื่องราว ของกองทุนรวม LTF/RMF กองทุนรวมที่นอกจากจะสร้างผลตอบแทนในระยะยาวแล้วยังให้สิทธิพิเศษทางภาษีอีกด้วย

แต่ Money Ideas อยากจะบอกเรื่องที่ต้องรู้ทั้ง 10 ข้อ ก่อนจะเลือกซื้อกองทุน LTF RMF กันก่อน

  1. การลงทุนผ่านกองทุนรวมต้องมีเข็มทิศ
    การลงทุนอะไรต้องใช้เข็มทิศด้วย!!? สิ่งสำคัญที่สุดของการลงทุนคือเป้าหมาย แต่ละคนมีเป้าหมาย หรือความฝันไม่เหมือนกัน บางคนลงทุนเพื่อเกษียณตอนแก่ บางคนลงทุน เพราะจะนำเงินไปใช้เรียนต่อเมืองนอก แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไร เราต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า ‘เราลงทุนเพื่ออะไร???’ หากตอบไม่ได้ รับรองว่าต่อให้ซื้อกองทุนที่ดี(แบบที่คนอื่นเขาว่า) ก็อาจจะไม่ตอบโจทย์ของเราก็ได้
  1. หนึ่งในหัวใจสำคัญของการลงทุนคือ ‘เวลา’
    การลงทุนเป็นอีกขั้นที่ต่อยอดขึ้นมาจากการออม นั่นเพราะหากเริ่มลงทุนตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น (แต่ถ้าทางจะไม่รุ่นกันแล้ว) ย่อมมีเวลาในการลงทุนมากกว่าคนที่เริ่มต้นตอนอายุตอนเป็นคุณลุงคุณป้ากันแล้ว (แต่ไม่ใช่ว่าวัยนี้ลงทุนกันไม่ได้นะ อย่าลืมว่าการลงทุนเป็นเรื่องที่ทุกคนควรทำ) รับความเสี่ยงได้มากกว่าทำให้ลงทุนได้หลากหลายกว่านั่นเอง
    แต่รุ่นเดอะทั้งหลายอย่างเพิ่งใจเสีย!!! คิดว่าเลยพ้นวัยการลงทุนมาแล้ว จริงๆแล้วการลงทุนเริ่มต้นได้แม้ว่าตัวเองจะพ้นวัยใกล้เกษียณแต่สิ่งที่เปลี่ยนคือลักษณะการลงทุนและเวลาที่จะสร้างผลตอบแทนเท่านั้น อาจจะรับความเสี่ยงได้ไม่เท่าวัยรุ่นแต่รับรองว่าหากวางแผนการลงทุนเจ๋งๆ เผลอๆ จะได้ผลตอบแบบไม่คาดเลยทีเดียว!!!

  2. ตัวเองคือใคร? นักผจญภัย? หรือ นักวางแผน?
    การลงทุนย่อมมาพร้อมความเสี่ยงเสมอ ไม่มีการลงทุนใดในโลกที่ปราศจากความเสี่ยง ดังนั้นก่อนออกเดินทางสู่เส้นทางการลงทุน สิ่งที่ต้องรู้ก่อนก็คือคุณเป็นนักเดินทางแบบไหน? ชอบเดินทางแบบเสี่ยงมากหน่อย เจอหุบเหวให้กระตุ้นหัวใจเล่นแบบนักผจญภัย หรือเป็นนักเดินทางสายวางแผนแบบต้องรู้ทุกเส้นทาง คติประจำใจคือ ‘ปลอดภัยไว้ก่อน’
    หากนักลงทุนยังตอบตัวเองไม่ได้ ก็อาจจะทำให้การเดินทางของคุณไม่สนุกแน่นอน แต่ก็มีหลายครั้งที่นักลงทุนมักบอกว่าชอบเดินทางแบบผจญภัย!!! มาเลยเสี่ยงๆนี่ชอบนัก!!! แต่พอถึงช่วงเวลาที่เราต้องลงเหวจริงๆนี่หน้าซีดกันเลยทีเดียว ดังนั้นทุกครั้งก่อนลงทุนทุกครั้งต้องคิดถึงข้อนี้ให้ดีทุกครั้ง

  3. เสบียงก่อนออกเดินทางเตรียมพร้อมหรือยัง?
    เสบียงวำหรับการเดินทางของนักลงทุนทั้งหลายไม่ใช่เงินหรอกนะจ๊ะ!!! เพราะเสบียงที่แท้จริงคือ ‘ความรู้’ ในสิ่งที่ตนเองต้องการลงทุนต่างหาก การลงทุนแบบ ‘เขาบอกว่า…’ หรือ ‘เพื่อนบอกว่า…’ แบบนี้ไม่นับเป็นความรู้นะคะคุณ
    ‘ความรู้’ ในที่นี้คือความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่เราอยากจะลงทุนจริงๆ เช่นหากเราต้องการลงทุนผ่านกองทุนรวมหุ้น ก่อนอื่นต้องรู้ว่าเป้าหมายของเราคืออะไร? มีเวลาในการลงทุนเท่าไหร่? ลักษณะหุ้นในกองทุนที่เราต้องการลงทุนเป็นแบบไหน? มีปันผลรึเปล่า?
    แน่นอนว่าข้อมูลพวกนี้เยอะมากจนบางคนที่อยากเริ่มต้นก็รู้สึกปวดหัวแล้ว ไหนจะเรื่องการจัดพอร์ตอีก??? แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้สามารถติดตามอ่านบทความของกูรูได้หลายท่านจาก Website หรือแม้แต่ Youtube ก็ตาม อย่าลืมว่าหากลงทุนโดยไม่รู้นั่นแหละคือความเสี่ยงขั้นสูงสุดแล้ว

  4. การลงทุนเปรียบเหมือนกับการปลกต้นไม้
    อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้แล้วว่าการลงทุนนั้นมีหัวใจสำคัญคือ เวลา ดังนั้นทุกๆการลงทุนย่อมต้องอาศัยเวลาเพื่อให้ผลเติบโตงอกงามตามที่หวังไว้ แน่นอนว่าต้นไม้แต่ละชนิดยังมีระยะเวลาการเจริญเติบโตไม่เท่ากัน บางชนิดใช้เวลาเพียง 2-3 ปี ในขณะที่บางชนิดอาจจะต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 7-8 ปีกว่าจะออกดอกผลให้เราได้เห็น เช่นเดียวกับการลงทุนที่หลากหลายประเภทเองก็ย่อมต้องลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เห็นดอกผลเช่นกัน การลงทุนระยะสั้นๆแบบ 2-3 ปีก็มี แต่ก็ให้ผลได้ไม่เท่ากับการลงทุนระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนสูงสมกับที่ต้องใช้เวลาในการดูแล
    ดังนั้นนักลงทุนก่อนเริ่มต้นลงทุนควรเริ่มต้นจากเลือก ‘ชนิดต้นไม้’ หรือ ‘สินทรัพย์การลงทุน’ ให้ดีก่อนเลือกลงทุนให้ดี ไม่อย่างนั้นการลงทุนทั้งหมดอาจจะได้ผลไม่เต็มที่หรืออาจจะเสียการลงทุนไปทั้งหมดก็ได้

  5. ก่อนลงทุนต้องดู ‘ทุน’ ให้ดี
    เพราะรูปแบบการลงทุนแต่ละคนไม่เหมือนกัน หากใครมีเงินก้อน ก็อาจจะเลือกลงทุนแบบจัดพอร์ต(อีกแล้ว) เพราะการจัดพอร์ตจะช่วยสร้างความสมดุลกับเงินที่มีเพื่อให้เราสามารถสร้างผลตอบแทนตามทุนที่เรามี แน่นอนว่าการลงทุนบบน้สิ่งสำคัญคือการจัดพอร์ตให้เหมาะสมกับ Style การลงทุนของตนเองและมีการตรวจเช็คเพื่อปรับพอร์ตให้เหมาะสมเสมอ

    แต่หากเราไม่เงินก้อน เป็นมนุษย์ออฟฟิศทั่วไปที่สามารถพบเห็นได้ทั่วประเทศไทย แนะนำว่าการลงทุนแบบ DCA (เน้นลงทุนทุกเดือน เดือนละเท่าๆกัน) แบบนี้ก็เหมาะกับการลงทุนที่ใช้เวลาลงทุนนานๆหรือมีความเสี่ยงในการลงทุนค่อนข้างสูง ทำให้เมื่อถึงจุดวิกฤติเราเองก็ไม่เจ็บตัวมากนักและยังช่วยสร้างวินัยเพื่อการลงทุนไปในตัว

  6. แม้จะลงทุนผ่านกองทุนที่ดีที่สุด ก&#

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save