10 บัญชีเงินฝากประจำได้ดอกเบี้ยสูง+ปลอดภาษี

การออมเงินคือหนทางเริ่มต้นสู่ความร่ำรวย และเป็นเส้นทางที่ทำให้ทุกคนสามารถบรรลุความต้องการได้ ไม่ว่าจะเป็นความฝันที่จะซื้อบ้าน, รถ หรือการท่องเที่ยว ดังนั้นจึงทำให้หลายคนที่ต้องการเก็บเงินออมให้ประสบผลสำเร็จนั้นเลือกการฝากเงินกับธนาคาร หลายคนเลือกใช้บริการเงินฝากประจำซึ่งช่วยเรื่องการสร้างระเบี้ยบวินัยการออมเพราะต้องนำเงินฝากให้ครบทุกเดือนเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนตามที่้ต้องการ

เงินฝากประจำดอกเบี้ยสูงจึงเป็นตัวเลือกที่ใครๆก็อยากนำเงินไปฝากด้วย เพราะผลตอบแทนที่ได้มากกว่าการฝากประจำทั่วไป และยังได้รับการยกเว้นเรื่องการเสียภาษีเงินฝากด้วย แต่ด้วยข้อบังคับว่าแต่ละคนจะสามารถเปิดบัญชีที่ได้รับการยกเว้นภาษีได้เพียง 1 คนต่อ 1 บัญชีเท่านั้น ดังนั้นก่อนเลือกเปิดบัญชีควรศึกษาอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขการเปิดบัญชีให้ดีก่อน

วันนี้ Wise Choice จึงรวบรวมบัญชีเงินฝากประจำ 24 เดือนดอกเบี้ยสูงแถมปลอดภาษีมาเพื่อทุกคนที่อยากออมเงินได้ดูว่า บัญชีเงินฝากประจำดอกเบี้ยสูงแบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ (ทั้งนี้ลำดับตัวเลขไม่ใช่การจัดอันดับแต่อย่างใด)

1. บัญชีเงินฝากปลอดภาษี

ธนาคาร : ธนาคารไทยเครดิต

เงินขั้นต่ำที่ใช้เปิดบัญชี : 1,000 – 25,000 บาท

ระยะเวลาฝาก : 24 เดือน

อัตราดอกเบี้ย : 2.8% ต่อปี

สิทธิประโยชน์ : ได้รับยกเว้นภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก ทั้งยังรับดอกเบี้ยสูงในอัตราคงที่ตลอดระยะเวลาฝาก ฝากสะดวกพร้อมฟรีค่าธรรมเนียมด้วยบัตรเงินฝากทันใจที่ไปรษณีย์ไทยกว่า 1,400 แห่ง และสามารถสมัครบริการแจ้งรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีผ่านทางอีเมล์ฟรีค่าธรรมเนียม

เงื่อนไขบริการ :
* สำหรับบุคคลธรรมดา และสามารถเปิดบัญชีปลอดภาษีได้เพียง 1 บัญชี ต่อ 1 ท่าน
* ต้องเปิดบัญชีขั้นต่ำ 1,000 – 25,000 บาทต่อบัญชีต่อราย โดยทำการฝากรายเดือนๆ ละเท่าๆ กัน ด้วยจำนวนเท่ากันกับการเปิดบัญชีครั้งแรก และยอดเงินฝากรวมเมื่อถึงกำหนดต้องไม่เกิน 600,000 บาท
* อัตราดอกเบี้ยคงที่ตลอดระยะเวลาฝากและธนาคารจ่ายดอกเบี้ยเมื่อครบกำหนดตามระยะเวลาที่เลือกฝาก

การจ่ายดอกเบี้ย :
* ธนาคารจะจ่ายดอกเบี้ย เมื่อเงินฝากครบกำหนดระยะเวลาการฝากนั้นๆ
* การปิดบัญชีที่มีระยะเวลาฝากไม่เกิน 3 เดือนโดยไม่ได้รับดอกเบี้ย
* การปิดบัญชีที่มีระยะเวลาฝากตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป ธนาคารจะจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ตามประกาศธนาคาร ตามระยะเวลาที่ฝากไว้จริง และหักภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก
* กรณีมีการขาดฝากไม่เกิน 2 ครั้ง ทั้งติดต่อหรือไม่ติดต่อกัน แล้วนำฝากต่อจนครบ 24 งวด ไม่ถือว่าลูกค้าทำผิดเงื่อนไข ธนาคารจะให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากปลอดภาษี และได้รับการยกเว้นภาษี* กรณีมีการขาดฝากเกินกว่า  2 ครั้ง  ทั้งติดต่อหรือไม่ติดต่อกัน   แล้วนำฝากต่อจนครบ 24 งวด โดยลูกค้าจะได้รับอัตราดอกเบี้ยเงิน ฝาก ปลอดภาษี  และ หักภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก
* อัตราดอกเบี้ยเงินฝากปลอดภาษี เป็นไปตามประกาศอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร

สิทธิการถอนก่อนกำหนด :
* ฝากเงินไม่ครบ 3 เดือน สามารถถอนเงินได้โดยไม่ได้รับดอกเบี้ย
* ฝากเงินเกิน 3 เดือนแต่ไม่ครบกำหนดฝาก สามารถถอนได้แต่ได้ดอกเบี้ยเท่ากับบัญชีออมทรัพย์ทั่วไป

ข้อมูลเพิ่มเติม
ธนาคารไทยเครดิต. (มปป). บัญชีเงินฝากปลอดภาษี Tax Free Account. [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก http://www.tcrbank.com/product/%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%9D%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%AD/%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%9D%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B5%20Tax%20%20Free%20%20Account. สืบค้นวันที่ 27 กรกฎาคม 2559.  

2. บัญชีเงินฝากปลอดภาษีมหาเศรษฐี 24 เดือน

ธนาคาร : ธนาคารธนชาต

เงินขั้นต่ำที่ใช้เปิดบัญชี : 1,000 – 25,000 บาท

ระยะเวลาฝาก : 24 เดือน

อัตราดอกเบี้ย :  ฝากเงิน 1,000 – 10,000 บาท = 2.35% ต่อปี, ฝากเงิน 10,000 – 25,000 บาท = 2.65% ต่อปี

สิทธิประโยชน์ : มอบอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝากปลอดภาษีทั่วไป ผู้ฝากจะต้องสมัครใช้บริการหักบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ เพื่อนำฝากเข้าบัญชีเงินฝากปลอดภาษีโดยอัตโนมัติ ตลอดระยะเวลาการฝากด้วย โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางมาฝากเงินที่ธนาคารทุกเดือน เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ฝากเงิน และเพื่อช่วยไม่ให้ลืมฝากจนทำให้เสียสิทธิ์การยกเว้นภาษี

เงื่อนไขบริการ :
* ลูกค้าจะต้องเปิดหรือมีบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ พร้อมสมัครใช้บริการหักบัญชีเงินฝากอัตโนมัติในวันและสาขาเดียวกันกับสาขาที่เปิดบัญชีเงินฝากปลอดภาษีมหาเศรษฐีเท่านั้น เพื่อหักเงินฝากเข้าบัญชีเงินฝากปลอดภาษีมหาเศรษฐี และเพื่อรับโอนเงินต้นและดอกเบี้ย เมื่อครบกำหนดระยะเวลาฝากระยะเวลาการฝาก 24 เดือน
* จำนวนเงินที่เปิดบัญชีขั้นต่ำ 1,000 บาท และสูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท และจะต้องฝากเท่ากันทุกเดือน ผ่านช่องทางหักบัญชีเงินฝากอัตโนมัติ เดือนละ 1 ครั้ง จนกว่าจะครบกำหนดระยะเวลา
* เมื่อบัญชีเงินฝากปลอดภาษีมหาเศรษฐีครบกำหนด ธนาคารจะโอนเงินต้นและดอกเบี้ยเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่ผูกไว้โดยอัตโนมัติ
* ธนาคารจะต้องสามารถหักเงินจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์เข้าบัญชีเงินฝากปลอดภาษี ผ่านช่องทางบริการหักบัญชีเงินฝากอัตโนมัติได้ครบทุกงวดตลอดระยะเวลาการฝาก (ยกเว้นงวดแรกที่นำฝากตอนเปิดบัญชี)
* กรณีลูกค้าฝากครบกำหนดระยะเวลาและได้รับดอกเบี้ยตามเงื่อนไขของบัญชีเงินฝากปลอดภาษีมหาเศรษฐีแล้ว แต่ระบบไม่สามารถโอนเงินต้นและดอกเบี้ยเข้าบัญชีเงินฝากที่ลูกค้าแจ้งความประสงค์ไว้ได้ เช่น กรณีที่บัญชีเงินฝากที่รับโอนปิดไปแล้ว เป็นต้น ธนาคารจ

3 สเต็ป วางแผนการเงิน ฉบับ Insuranger

สำหรับเรื่องการวางแผนการเงิน ผมเชื่อว่าหลายคนอาจจะเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการวางแผนการเงินกันบ้างแล้ว แต่บางคนก็อาจจะยังมีคำถามอยู่ในหัวว่า “จะเริ่มจากตรงไหนดี?”

เมื่อไม่ทราบคำตอบ ส่วนใหญ่ก็มักจะคิดว่า “การวางแผนการเงิน ก็คือวางแผนเก็บออม ลงทุน ให้เงินงอกเงยนั่นแหละ” อยู่ๆก็เลยกรโจนไปเริ่มที่ลงทุนเลยบ้าง สนใจแต่ว่าจะลงทุนในอะไรดี? หุ้นตัวไหนดี? กองทุนตัวไหนดี? ตอนนี้ซื้อได้รึยัง? ตอนนี้ควรจะขายไหม? แล้วก็คิดว่าการที่เราได้ศึกษา หาข้อมูล เพื่อให้ได้ตัวที่ดีที่สุดมา จะเป็นคำตอบสุดท้ายที่จะช่วยให้เรารวยได้

แต่นั่นไม่ใช่เลย! เพราะหากเปรียบเทียบการวางแผนการเงิน หรือการวางแผนชีวิตเหมือนการเดินทางแล้ว เราจะเลือกพาหนะได้ถูกได้ยังไง ถ้าเราไม่รู้ว่าเราจะเดินทางไปที่ไหน?

เราจะเดินทางไปไหนถูกได้ยังไง ถ้าเรายังไม่รู้ว่าเราอยู่จุดไหน?

เราจะออกเดินทางได้ยังไง ถ้าเราไม่รู้ว่า เราต้องใช้เวลาเดินทางประมาณเท่าไหร่? (หรือต้องเดินทางไปเรื่อยๆ ถึงเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น?)

เราจะเดินทางอย่างปลอดภัยได้ยังไง ถ้าเราไม่รู้ว่าเราต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง?

การวางแผนการลงทุน เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการวางแผนการเงินเท่านั้น การกระโจนเข้าสู่การลงทุน โดยไม่มีการวางแผนการเงินอย่างรอบด้านล่วงหน้า ก็เปรียบเสมือนคุณรีบบึ่งขับรถออกจากบ้านด้วยความเร็วสูง ทั้งๆที่ยังไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน และไม่ได้มีการเตรียมพร้อม ตรวจสอบความปลอดภัย ตุนสเบียง เตรียมแผนที่ให้เรียบร้อยก่อน ทำให้โอกาสไปไม่ถึงเป้าหมาย หรือประสบอุบัติเหตุระหว่างทางแล้วเอาตัวไม่รอด มีสูงมาก

ฉะนั้น ก่อนที่คุณจะเริ่มวางแผนออกเดินทาง ผมมี 9 ขั้นตอนทางการเงินที่คุณต้องเตรียมพร้อม มาแนะนำ เพื่อให้คุณมีโอกาสไปถึงจุดหมายในชีวิตที่ต้องการ มาแนะนำครับ


9 ขั้นตอนสู่เป้าหมายทางการเงินอย่างมีความสุข

เริ่มจาก….ค้นหาคำตอบเหล่านี้ให้ได้

STEP 1 : ค้นหาแรงบันดาลใจและเป้าหมาย

– เราต้องการอะไรในอนาคต? (การแต่งงาน, มีลูก, มีรถ, มีบ้าน, ทุนการศึกษา, อิสรภาพของชีวิต(เกษียณ))

– ทำไมเราถึงต้องการสิ่งนั้น? (อยากมีครอบครัว, อยากมีความมั่นคงในชีวิต, อยากใช้ชีวิตอย่างหมดกังวลหลังเกษียณ, อยากมีอิสรภาพทางการเงิน) ไม่มีไม่ได้เหรอ? มันจำเป็นขนาดไหน? ถ้าไม่ได้แล้วชีวิตจะเป็นยังไง? 

ขั้นตอนแรกนี้ผมถือว่าสำคัญที่สุดครับ สำคัญยิ่งกว่าความรู้ใดๆทั้งหมด เพราะถ้าเป้าหมายไม่ชัดเจน ไม่มีเหตุผล ไม่มีความหนักแน่น จะทำให้เราไม่มีแรงผลักดันที่มากพอจะพยายามอย่างต่อเนื่องเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป้าหมายทางการเงินที่ต้องใช้เงิน ทำให้เราต้องหาเงิน ต้องอดทน ต้องอดออม ต้องมีวินัย อย่างต่อเนื่อง (บางเป้าหมาย เช่น เกษียณอายุ หรือมีอิสรภาพทางการเงินและชีวิต อาจจะใช้เวลาถึง 10-20 ปี) ถ้าเราไม่มีเหตุผลและความรู้สึกที่ชัดเจน หนักแน่น ต่อเป้าหมายมากพอ หรือเป็นเป้าหมายที่เราไปหยิบยืมความฝันของคนอื่นมา (เช่น อยากมีเงิน 100 ล้าน เพราะคิดแค่ว่ารวยดี อยากมีอิสรภาพทางการเงิน เพราะอยากสบาย ฯลฯ) ไม่มีวันจะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้แน่นอน เราจะท้อแท้ และล้มเลิกกลางทางไปซะก่อน เพราะเรารู้สึกว่า ถึงไม่ได้มันมา เราก็ไม่เดือดร้อนเท่าไหร่

อย่างที่มีคนกล่าวไว้ “ถ้าความต้องการมากพอ เดี๋ยววิธีการจะตามมาเอง” 

เรามีความต้องการที่มากพอกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ไหม? ลองถามตัวเองดูครับ


STEP 2 : ระบุเป้าหมายอย่างละเอียด

– เป้าหมายนั้นราคาเท่าไหร่? (ค่าจัดงานแต่ง, ราคารถ, ราคาบ้าน, มูลค่าทุนการศึกษา, จำนวนเงินที่ต้องเตรียมเพื่อการเกษียณ, มูลค่าทรัพย์สินที่ต้องมีทั้งหมด เพื่อให้มีอิสรภาพ)

– ต้องการบรรลุเป้าหมายนั้นในอีกกี่ปีข้างหน้า?

ที่ต้องรู้ ก็เพราะการมีตัวเลข จะทำให้เราสามารถ “วัด” ได้ ว่าเราเข้าใกล้เป้าหมายไปเท่าไหร่แล้ว และ “เหลือ” (จำนวนเงิน, เวลา) อีกเท่าไหร่ ที่เราต้องไปให้ถึง หากไม่มีตัวเลข หรือตัวเลขไม่ชัดเจนแล้ว เราจะไม่สามารถวัดผลได้เลย ดังนั้น บางทีเราอาจจะต้องรู้วิธีการคำนวณหาเงินเป้าหมายก่อน (หรือใช้เครื่องมือ หรือโปรแกรม ช่วยคำนวณก็ได้)


STEP 3 : กลับมาสำรวจตัวเองในปัจจุบัน ด้านการเงิน และการงานส่วนตัว

ด้านการเงิน

– จัดทำงบกระแสเงินสด (ประเมินรายได้, รายจ่าย, เงินออม ต่อเดือน ต่อปี เท่าไหร่? หักลบกัน คงเหลือเท่าไหร่? เพื่อสำรวจ “พฤติกรรม” การใช้จ่ายของตัวเอง ว่าเราใช้จ่ายเกินตัวไหม? เราใช้จ่ายกับอะไรเป็นส่วนมาก? แล้วรายจ่ายเหล่านั้นจำเป็นไหม ปรับลดได้ไหม? รายได้ที่เรามีเทียบกับรายจ่ายแล้วน้อยเกินไปรึเปล่า? จะมีวิธีการเพิ่มรายได้ยังไงได้บ้าง

– จัดทำงบความมั่งคั่งสุทธิ (สินทรัพย์ที่มีอยู่ทั้งหมด (เงิบเก็บสภาพคล่อง, เงินลงทุน, ทรัพย์สินส่วนตัว), หนี้สินที่มีอยู่ทั้งหมด (หนี้สินระยะสั้นเช่นบัตรเครดิต, หนี้สินระยะยาวเช่น หนี้บ้าน หนี้รถ) มีอะไรบ้าง? มีอยู่เท่าไหร่? หักลบกันแล้ว สินทรัพย์มากกว่าหนี้สินเท่าไหร่? นั่นคือความมั่งคั่งสุทธิของเรา หรือมูลค่าฐานะทางการเงินที่แท้จริงของเรานั่นเอง เพื่อหาคำตอบว่า “เรามีความมั่นคงทางการเงิน” มากน้อยแค่ไหน

ด้านการงาน

– งานที่ทำอยู่ในปัจจุบันคืองานอะไร? เรารู้สึกยังไงกับงาน? ชอบหรือไม่ชอบ? มีความสุขกับงานที่ทำรึเปล่า? รายได้เท่าไหร่? เพียงพอกับภาระค่าใช้จ่ายไหม? ทำให้เหลือเงินเก็บอย่างพอเพียงรึเปล่า?

ที่ต้องสำรวจด้านการงานด้วย ก็เพราะว่า งาน ถือเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งในชีวิตเลยใช่ไหมล่ะครับ? เราจะมีเงินได้ ก็เพราะว่าเราต้องทำงาน ถ้าไม่มีงานเราจะเอาเงินที่ไหนมาใช้จ่าย มาออม มาลงทุน? ถ้าเรายังทำงานได้ไม่ดีพอ รายได้ที่เราหาได้ จะสูงพอที่จะนำไปบริหารจัดการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่เราตั้งไว้ได้หรือเปล่า? ดังนั้น ยิ่งมีเป้าหมายสูง ไลฟ์สä

สุดยอด”กองทุน” อันดับ 1 ไม่มีอยู่จริง

ผู้เริ่มต้นลงทุนกับกองทุนรวม หรือ แม้แต่นักลงทุนที่ลงทุนมาสักพักแล้วส่วนใหญ่ มักจะเริ่มตั้งคำถามว่า กองทุนที่เราถืออยู่นี่มันดีไหมเนี่ย…เนื่องจากเห็นผลตอบแทนของกองทุนที่เราถืออยู่ แลดูมันช่างน้อยนิดเหลือเกิน แถมพอไปดูกองทุนของเพื่อน ๆ ก็รู้สึกอิจฉาตาแหกว่า ทำไมของเพื่อนได้มากจัง เรายังติดดอย หรือ ว่ายังขาดทุนอยู่เลย

ยิ่งไปกว่านั้น ยิ่งเห็นบรรดากูรู ทั้งหลายยังเชียร์กองทุนใหม่ ๆ ดี ๆ หรือ กองทุนที่ออกมาตาม กระแสการลงทุน (ซึ่งไม่รู้ว่าออกมาช้าเกินไปไหม) และ ยังมีกองทุนที่ดูแล้วผลตอบแทนนั้น “เทพ” มาก ซึ่งทำให้เราเกิด “อาการคันหู ไม่รู้เป็นอารายย…..” ไม่ใช่ !! เกิดอาการ “คันไม้ คันมือ” อยากได้กองทุนที่ เทพ ๆ บ้าง

สุดท้ายเลยต้องออกตามหากองทุนที่ดูดี และดูเทพ หรือ ตามกระแสบ้าง 

แต่ส่วนใหญ่ก็จะมักไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่

วันนี้ครับ ผมจะมาไขข้อข้องใจว่า ทำไมเราจึง มีปัญหาแบบนี้เกิดขึ้น ตามมาเลยครับ

ซึ่งปัญหานี้ที่เกิดขึ้นเพราะว่า คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่า “กองทุนที่ดีที่สุดนั้น ไม่มีอยู่จริง” ครับ แต่ยังคงคิดว่า กองทุนที่ดีที่สุด มันต้องมีสิ ผมจะขอย้ำอีกทีว่า ไม่มี !! ครับ

เพราะว่า ไม่มีกองทุนไหน 
ที่จะทำผลตอบแทนได้ดี เป็นผู้ชนะ อยู่ตลอดเวลา 

ถ้าหากมองย้อนกลับไป ไม่ว่าจะเป็นผลตอบแทนย้อนกลัง 1 ปี, 3 ปี, 5 ปี ก็ตาม เราก็มักจะเห็นว่า กองทุนอันดับหนึ่งในแต่ละปีจะพลัดกัน ไม่มีใครได้ที่ 1 ตลอดเวลา แถมบางกองทุนที่เคยได้อันดับ 1 มา บางกองทุน ปัจจุบัน ก็ไม่เคยได้ที่ 1 อีกเลยก็มี

ดังนั้น การเลือกกองทุนด้วยผลตอบแทนย้อนหลังดี ๆ นั้น ไม่ได้บอกอะไร ไม่ได้บอกถึงอนาคตสักเท่าไหร่ว่าจะดีไปด้วย แน่นอนครับว่า ถึงแม้การเลือกกองทุนที่ทำผลตอบแทนย้อนหลังได้ดีติดต่อกัน จะมีโอกาสสูงมากขึ้น ที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีต่อเนื่อง หรือ มีการรักษาความสม่ำเสมอของผลตอบแทนไว้ได้ดีก็ตามทีครับ แต่ก็ไม่ได้มีการยืนยันว่าจะทำได้ดีต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ 100%

ถึงกองทุนที่ดีที่สุดจะไม่มี แต่ก็มี “กองทุนที่เหมาะสมกับเรามากที่สุด” อยู่ครับ

คำว่า “เหมาะสม” ของผม ก็คือ

1.เป็นกองทุนที่สามารถพาเราไปถึงจุดหมาย หรือ ถึงเป้าหมายการลงทุนของเราได้

2.เป็นกองทุนที่เรา “เข้าใจดี” ว่ากองทุนนี้ทำอะไรกับเงินของเรา รวมถึง เข้าใจกระบวกการการลงทุนของกองทุนอย่างดี รู้สึก ถูกจริต หรือ ถูกใจกับแนวคิดการลงทุนของ ผจก.กองทุน

3.เป็นกองทุนที่มี “ความเสี่ยง” อยู่ในเกณฑ์ที่เรารับได้

4.เป็นกองทุนที่มีความ “ผันผวนไม่สูงจนเกินไป”

หรือ ถ้าจะให้อธิบายมากขึ้น ก็คือ ไม่จำเป็น ต้องเป็นกองทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง ๆ จึงเรียกได้ว่าเป็นกองทุนที่ดี ที่เหมาะ ครับ อาจจะเป็นกองทุนธรรมดา ๆ แต่ว่าให้ผลตอบแทนที่โอเค พาเราไปสู่เป้าหมาย อย่างที่ต้องการได้ก็พอ

เช่น 

“กองทุนหุ้น” A ให้ผลตอบแทน 12%

“กองทุนอสังหาฯ”  B ให้ผลตอบแทน 7%

ถ้าดูผ่าน ๆ แล้ว ใคร ๆ ก็อยากได้กองทุน 12% เพราะว่ามันดูแล้ว ได้ผลตอบแทนสูง

แต่ในความเป็นจริง กองทุนหุ้นนั้น ก็มีความเสี่ยงที่สูงกว่ากองทุนอสังหาฯ และ ถ้าเรามีเป้าหมายว่า จะต้องเก็บเงินให้ได้เดือนละ 5,000 บาท ด้วยผลตอบแทน 6% ก็จะทำให้เราเก็บได้ 2,000,000 บาท ได้พอดี ณ วันที่เกษียณ ตามที่เราต้องการ 

ถามว่าเราจำเป็นต้องไปเสี่ยงกับกองทุนหุ้นที่ให้ผลตอบแทน 12% หรือไม่ ? เพราะแน่นอนว่า ผลตอบแทนที่สูง บางครั้งก็หมายถึง ความเสี่ยงที่สูงขึ้นไปด้วยนั่นเอง

ดังนั้น เราอาจจะไม่ต้องลงทุนในกองทุน ที่ได้ผลตอบแทน 12%  แต่ลงทุนในกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำลงมาหน่อยที่กองทุน อสังหา ฯ แต่ได้ 7 % และก็บรรลุเป้าหมายการลงทุนแล้ว พูดง่าย ๆ ว่าจะเสี่ยงไปทำไม ?

และบ่อยครั้งที่ผมเห็นว่า นักลงทุนหลาย ๆ ท่าน ก็ยังคงไม่ทราบถึง แนวคิด แนวทางการลงทุนของกองทุนอีกด้วย ซึ่งจะทำให้เรา ผิดพลาดได้มากเช่นกัน

ตัวอย่างเช่น บางคน ไม่ทราบว่า กองทุน Healthcare นั้นไปลงทุนกับอะไรบ้าง แต่ที่ซื้อเพราะคิดว่าจะเป็นกองทุนที่ไปลงทุนกับ โรงพยาบาล ซึ่งดูแล้วน่าจะปลอดภัย แต่ในความเป็นจริง กองทุน Healthcare ที่ขาย ๆ กันอยู่นั้น เป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจาก เป็นกองทุนที่เน้น เทคโนโลยี มากกว่า เพราะว่า เมื่อมียาตัวใหม่ออกมา ยาตัวเก่าก็จะขายได้น้อยลง ดังนั้น หุ้นกลุ่ม Healthcare นั้น ก็จะกึ่ง ๆ เทคโนโลยีไปด้วยครับ ดังนั้นต้องลงทุนระยะยาว ๆ และทยอยลงทุน จึงจะเหมาะกว่า การทุ่มลงทุน โดยไม่ทราบรายละเอียดของกองทุน

หรือว่าบางกองทุนจะเน้นซื้อขายหุ้น มากกว่าซื้อแล้วถือยาว ๆ บางครั้งเองก็อาจจะมีความผันผวนมากกว่ากองทุนอื่น ๆ แต่ระยะยาว ๆ แล้ว ก็สามารถที่จะทำผลตอบแทนได้ดีเช่นกัน หากผู้จัดการกองทุนมีความสามารถ ซึ่งพอนักลงทุนไม่ทราบตรงจุดนี้ ก็จะทำให้ รู้สึกกลัว และขายกองทุนออกมาก่อน และ พอขายปุ๊บ ราคาหน่วยลงทุนก็มักจะวิ่งสวนทางกันเลยทีเดียว (ชาวสวนของแท้เลย)

เห็นไหมครับว่า ถ้าไม่เข้าใจแนวทางการลงทุนของกองทุนไว้บ้าง ก็อาจจะทำให้เราพลาดอะไรบางอย่างไป แต่คนส่วนใหญ่มักจะละเลย และเลือกกองทุนที่มีผลตอบแทนที่สูงกว่า หรือเพราะว่าความรู้สึกที่อยากได้มากขึ้น อยากได้กองทุนที่ดีกว่าเดิม อยากได้สุดยอดกองทุนนั่นเอง

นอกจากปัญหาการเลือกกองทุนที่ดีที่สุดแล้ว 

นักลงทุนเอง ก็ยังมี ปัญหาที่เกิดจากนักลงทุนเอง หรือ “ทำร้ายตัวเอง” อีก นั่นก็คือ  ไม่ได้มีการติดตามการลงทุนเสียเท่าไหร่ หรือ บางครั้งก็ action มาก หรือ มีการปรับไป ปรับมา จนผิดทาง ทั้ง ๆ ที่วางแผนไว้ค่อนข้างดีแล้ว

จากประสบการณ์การลงทุนของผม แล้ว ผมคิดว่า นอกจากที่จะมีการเลือกกองทุนที่เหมาะสมแล้ว ก็ควรจะทีจะมีกระบวนการในการ รักษา และดูแล พอร์ตการลงทุนของเราตลอดระยะเวลาการลงทุนอีกด้วยครับ จึงจะสามารถประสบความสำเร็จในระยะยาว ๆ ได้

10 นิสัยการเงิน ที่เราควร Delete

10 นิสัยการเงิน ที่เราควร Delete

 

     หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อ่านหนังสือการเงินก็แล้ว เข้าสัมนาการเงินก็แล้ว แต่กลับยังคงมีปัญหาเรื่องเงินๆทองๆอยู่ แก้ไขไม่ได้สักที นั่นอาจเป็นเพราะนิสัยทางการเงินบางอย่างที่ทำให้การเงินของคุณไม่ก้าวไปไหน ลองเช็คดูว่าตัวคุณเองมีนิสัยทางการเงินเหล่านี้บ้างรึเปล่า?

 

ข้อ 1 นิสัยไม่วางแผนการเงิน

     ‘เงิน’ เป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต แต่เชื่อว่าทุกวันนี้มีคนจำนวนไม่มากที่วางแผนการเงินของตัวเองอย่างจริงจัง หรือเริ่มวางแผนการเงินช้าไปเพราะคิดว่าอีกหน่อยค่อยเริ่มออมก็ได้ แต่หากเราไม่วางแผนการเงินให้ดี สิ่งที่ตามมามีมากมายเช่น

     * เงินไม่พอใช้ในแต่ละเดือน เพราะทุกเดือนที่มีรายได้เข้ามา เงินส่วนใหญ่หมดไปกับค่าใช้จ่ายทั่วไปและเพื่อดำรงชีวิต ต้นเดือนรื่นเริงเพราะมีเงินจำนวนมาก แต่เมื่อเริ่มเข้ากลางเดือนก็การเงินเริ่มฝืดเคืองเพราะวางแผนการการใช้จ่ายไว้แบบพอดีเท่านั้น
     * ไม่มีเงินเพื่อนำไปลงทุนต่อยอด ทุกการลงทุนจำเป็นต้องใช้เงินลงทุน การลงทุนเป็นวิธีที่จะทำให้เงินเก็บของคุณเติบโตมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการฝากเงินเพื่อรับดอกเบี้ย หรือจะลงทุนทำธุรกิตใดๆก็ตาม แต่หากไม่วางแผนเงินออมให้ดี ก็ไม่มีทางนำเงินไปต่อยอดทางใดได้เลย

 

ข้อที่ 2 ใช้จ่ายเงินแบบไม่วางแผน

     การใช้จ่ายเงินแบบไม่ยั้งคิด จะทำให้เรามีความสุขช่วงใช้เงิน แต่เราจะรู้สึกทุกข์เมื่อเงินที่มีหมดไปกับของขวัญชิ้นใหญ่ หรือไป Hang Out กับเพื่อนบ่อยๆ หรือการซื้อของเช่น เสื้อผ้า, กระเป๋า ที่ต้องการโดยไม่ควบคุมรายจ่อต่อเดือนให้ดี ทำให้แต่ละเดือนไม่มีเงินเหลือ

 

ข้อที่ 3 นิสัยไป ATM เป็นประจำ

     พอคิดว่าเงินสดหมดเมื่อไหร่ก็ไปถอนเงินที่ ATM จะทำให้เราไม่รู้ว่าเงินในบัญชีเหลือเท่าไหร่ ลองเปลี่ยนเป็นกำหนดวันถอนเงินเดือนละ 2 ครั้ง โดยถอนเงินออกมาเท่าที่ต้องใช้ออกเป็น 2 ส่วนเท่าๆกันเพื่อเป็นการควบคุมรายจ่าย หรือการใช้บัตรเดบิตรเองควรใช้เฉพาะกรณีฉุกเฉินเท่านั้น ส่วนบัตรเครดิตให้เปลี่ยนวิธีการใช้เป็นรูดซื้อของเท่าไหร่ให้แยกเงินสำหรับจ่ายค่าของเท่านั้น จะทำให้เรารู้ว่าเงินที่เหลืออยู่จริงๆมีเท่าไหร่ เมื่อครบกำหนดก็จำเงินส่วนที่แยกออมาไปชำระก็จะไม่ต้องเสียค่าดอกเบี้ยแล้วยังควบคุมรายจ่ายให้ตนเองด้วย

 

ข้อที่ 4 ไม่รู้ว่าเดือนนี้ต้องใช้จ่ายอะไร

     หากไม่คำนวณให้ดีว่ารายจ่ายในแต่ละเดือนมีอะไรบ้าง ก็จะไม่รู้ว่ารายจ่ายพิเศษหรือรายจ่ายฉุกเฉินเช่น เข้าโรงพยาบาล, ค่าซองงานแต่ง หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ จะทำให้สภาพการเงินของเราเข้าสู่ภาวะลำบากจนอาจถึงขั้นต้องกู้เงินมาทำให้เราเข้าสู่วงจรการเป็นหนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทางออกคือเริ่มวางแผนรายจ่ายล่วงหน้า 12 เดือน ว่ามีอะไรบ้างและควรสำรองเงินสำหรับค่าใช้จ่ายพิเศษเท่าไหร่ จะทำให้การเงินของเรามีความมั่นคงเพิ่มขึ้น

 

ข้อที่ 5 นิสัยหนียวหนี้

     ในบทความนี้คือหนี้บัตรเครดิต ซึ่งไม่ได้หมายถึงการไม่ยอมชำระหนี้เท่านั้น แต่รวมไปถึงการชำระหนี้แบบขั้นต่ำด้วย หากใช้บัตรเครดิตเต็มวงเงินแต่ชำระเพียงขั้นต่ำทุกเดือน ธนาคารเจ้าของบัตรจะยังคิดดอกเบี้ยจากยอดเต็มเหมือนเดิม (เช่นรูดซื้อของ 10,000 บาท ชำระขั้นตาำคือ 1,000 บาท แต่ธนาคารจะยังคิดดอกเบี้ยจากงินจำนวน 10,000 บาทเท่าเดิม) ไม่ได้ลดหย่อนตามจำนวนเงินที่จ่ายไป ทำให้จำนวนดอกเบี้ยที่ต้องเสียเพิ่มขึ้นแบบไม่จำเป็น ดังนั้นสิ่งสำคัญของการชำระหนี้บัตรเครดิตคือ จ่ายครบและจ่ายตรง

 

ข้อที่ 6 นิสัยใช้ก่อนเก็บ

     แม้จะมีรายได้จำนวนมาก แต่หากไม่วางแผนให้ดีก็จะไม่มีเงินเพื่อการออม เราควรเปลี่ยนความคิดจาก ‘ใช้เงินเหลือแล้วค่อยออม’ มาเป็น ‘ออมเงินก่อนแล้วค่อยใช้ที่เหลือ’ เพราะการออมเป็นรากฐานสู่ความร่ำรวย หากไม่เริ่มวางแผนเก็บเงินออมตั้งแต่วันนี้ ก็ถือว่าไม่ได้เริ่มต้นสู่ความร่ำรวยอย่างแน่นอน ลองเริ่มต้นออมเงินทุก 10% ของเงินเดือนแล้วค่อยๆเพิ่มขึ้น ถือว่าเป็นการเริ่มต้นสู่ความมั่งคั่งแล้ว

 

ข้อที่ 7 นิสัยใช้เงินเกินตัว

     แนวคิดสำคัญเกี่ยวกับรายจ่ายคือ ‘จ่ายเงินให้ต่ำกว่าที่หามาได้’ การใช้จ่ายกับสิ่งฟุ่มเฟือยต่างๆไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า, เครื่องประดับ, โทรศัพท์มือถือ ของเหล่านี้ควรซื้อหากจำเป็นต้องใช้หรือเพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าหรือสามารถเพิ่มรายได้ให้กับเรา แต่หากซื้อเพราะเป็นสินค้ารุ่นใหม่ รับรองได้เลยว่าอีกไม่นานรายได้ที่มีก็จะหมดไปแน่นอน

 

ข้อที่ 8 นิสัยไม่ใส่ใจดอกเบี้ย

     บัตรเครดิตเป็นบัตรอำนวยความสะดวกด้านการเงินที่เกือบทุกคนมี แต่มีคนจำนวนน้อยนิดเท่านั้นที่ใช้บัตรเครดิตได้คุ้มค่าเพราะคนส่วนใหญ่ไม่รู้จักวิธีการคิดดอกเบี้ย ทำให้ตกเป็นเหยื่อการใช้บัตรเครดิตได้ง่ายๆ ดังนั้นก่อนทำบัตรเครดิตทุกครั้งควรศึกษาและเลือกบัตรให้ตรงกับ Lifestyle ของเราเพื่อผลตอบแทนจากการใช้บัตรเครดิตนั้น อีกกรณีที่ควรใส่ใจคือการคิดคำนวณค่าธรรมเนียมต่างๆ หากไม่คำนวณและศึกษาค่าธรรมเนียมให้ดี จะทำให้ต้องเสียเงินเหล่านี้ให้กับธนาคารแบบไม่รู้ตัว

 

ข้อที่ 9 นิสัยไม่ศึกษาก่อนเริ่มลงทุน

     ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ก่อนลงทุนทุกครั้งหากไม่ศึกษาวิธีการลงทุนและรายละเอียดต่างๆอย่างละเอียด ก็จะทำให้การลงทุนทุกอย่างมีความเสี่ยงมากแม้ว่าจะเป็นการลงทุนด้วยเงินจำนวนไม่มากก็ตาม ดังนั้นก่อนลงทุนต้องศึกษารายละเอียดและทำความเข้าใจเงื่อนไขต่างๆทุกครั้ง และไม่ควรลงทุนตามคนอื่นหรือตามข่าวที่ได้ยินมา เราควรศึกษาและเลือกการลงทุนที่เหมาะสมกับตนเองจะดีกว่า

 

ข้อที่ 10 นิสัยไม่จัดสรรสินทรัพย์

     การจัดสรรสินทรัพย์คือการกระจายกา&#xE2

[Interview] เมื่อผมถาม คุณกรณ์ จาติกวณิช เรื่องการเงินและสังคมไทย

เรื่องมีอยู่ว่าผมเป็นตัวแทนของทาง AomMoney ซึ่งเป็นสื่อที่ให้ความรู้เกี่ยวกับด้านการเงินรวมไปถึงการสนับสนุนการให้ความรู้ของธุรกิจ Fintech ได้รับเชิญเข้าไปร่วมงานและเป็นคณะทำงานของ Thai Fintech Club เพื่อร่วมกันแสดงความคิดเห็นและนำเสนอการการสนับสนุนและพัฒนาขีดความสามารถของธุรกิจจากผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานกำกับของภาครัฐ เช่น กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย กลต. คปภ. รวมไปถึงภาคเอกชนยักษ์ใหญ่อย่างธนาคารต่างๆ

โดยเป้าหมายของกลุ่มนั้นมีดังนี้

  1. ช่วยลดต้นทุนทางธุรกรรมทางการเงินทุกประเภทให้กับคนไทย
  2. ช่วยให้คนไทยเข้าถึงข้อมูลและบริการทางการเงิน
  3. ช่วยพัฒนาให้อุตสาหกรรมทางการเงินและการลงทุนมีการแข่งขันอย่างโปร่งใสและยุติธรรม
  4. ช่วยทำให้ Fintech ไทยมีความเข้มแข็งและแข่งขันในตลาดโลกได้

ซึ่งการประชุมเป็นไปด้วยดีและภาครัฐทุกหน่วยงานมีความสนใจที่จะเข้ามาร่วมกับชมรมของเรา และคิดว่าต่อไปน่าจะมีกฎเกณฑ์กติกาใหม่ๆที่เอื้ออำนวยต่อการทำธุรกิจและการเติบโตให้กับ Fintech มากยิ่งขึ้นครับ

แน่นอนว่าชมรม Fintech นี้จะขาดบุคคลสำคัญท่านหนึ่งไม่ได้เลย นั่นก็คือประธานชมรมของเราคือคุณกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ได้เข้ามาช่วยผลักดันให้งานนี้สำเร็จ ผมจึงใช้โอกาสระหว่างการรับประทานอาหารร่วมกับทางคุณกรณ์เรื่องมุมมองความเห็นเกี่ยวกับสังคมไทยว่าเป็นอย่างไรและต่อไปควรจะพัฒนาในด้านไหน ก็เป็น Topic ที่พูดคุยกันอย่างน่าสนใจมากครับ

“ความรู้ทางการเงินเป็นปัญหาใหญ่ระดับประเทศอยู่เลยนะ” 

คุณกรณ์มองว่าในปัจจุบันความรู้ทางการเงินของคนไทยยังต้องพัฒนาและให้ข้อมูลที่เข้าถึงมากกว่านี้ หลายคนยังไม่เข้าใจ พร้อมยกตัวอย่างเด็กที่บ้าน พอเห็นข้างบ้านออกรถป้ายแดงก็อยากจะมีบ้าง (แค่ความยากก็ทำให้ซื้อได้) แต่ไม่ได้คิดเผื่อ พอมีแล้วผ่อนไม่ไหว กลายเป็นปัญหาทางการเงินของตัวเอง นั่นแสดงว่าการคิดวิเคราะห์ทางการเงินของหลายๆคนยังไม่ถูกต้อง 

พอไปมองในระดับที่ใหญ่กว่านั้นยิ่งเห็นความจำเป็นของความรู้ทางการเงิน ยกตัวอย่างเช่นอาชีพเกษตกร หลายคนยังไม่ทราบข้อมูลของตัวเองว่าต้นทุนเป็นอย่างไร ต้องบริหารจัดการอย่างไรให้มีสุขภาพทางการเงินที่ดี พ่อค้าแม่ค้าก็มีบางกรณีที่การเงินดีจากการค้าขายแต่พอเจออุบัติเหตุทางการเงินก็ทำให้ธุรกิจสะดุดไปเลย พอเกิดปัญหาทางการเงิน สิ่งที่เขาจะแก้ปัญหาก็คือการกู้ยืมเงิน เกิดหนี้นอกระบบ และพอเป็นหนี้นอกระบบก็ออกมากันไม่ได้ในท้ายสุด แม้กระทั่งอาชีพครูเป็นกรณีที่น่าสนใจมากเพราะเป็นกลุ่มที่มีเครดิตดี ก็เลยมีความสามารถในการกู้ยืมเงินได้ แต่ก็หนีไม่พ้นปัญหาเรื่องหนี้ ตัวเลขนั้นมากถึง 2 ล้านล้านบาทเลยทีเดียว 

“ควรมีการให้ความรู้เกี่ยวกับ Basic Financial Discipline การสร้างวินัยทางการเงินขั้นพื้นฐาน”

คุณกรณ์ให้ข้อสังเกตอย่างหนึ่งคือ ในกลุ่มลูกคนจีนที่พ่อแม่ทำธุรกิจ จะมีความเข้าใจเกี่ยวกับการเงินค่อนข้างดีกว่า เพราะหลายคนที่บ้านทำการค้า ช่วยป๊าม๊าทำธุรกิจ เขาจะต้องคิดวิเคราะห์เรื่องการเงินค่อนข้างมากจนกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันที่จะบริหารเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่สำหรับคนไทยโดยเฉพาะเกษตกรไม่ได้มีโอกาสได้เรียนรู้ในลักษณะนี้ จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดหนี้ได้ง่ายกว่า ซึ่งในระยะหลังนี้หนี้ครัวเรือนก็สูงมาก มีอัตราการเพิ่มขึ้นเร็วกว่าทุกประเทศทั่วโลกจากการใช้จ่ายอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ทางรัฐบาลเองก็มีการจัดตั้งนโยบายต่างๆขึ้น โดยสิ่งที่คุณกรณ์เคยทำนั้น คือการ Refinance หนี้นอกระบบ แต่มันก็เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ก็เลยต่อยอดในเรื่องของการแก้ที่ต้นเหตุด้วยการจัดการฝึกอบรม “หมอหนี้” ร่วมกับธนาคารของรัฐ เพื่อให้ความรู้กับอาสาสมัครที่สนใจให้นำความรู้ไปเผยแพร่และชักชวนคนในหมู่บ้านให้จัดทำบัญชีครัวเรือน ให้คนเข้าใจเรื่องกระแสเงินสดและค่าใช้จ่ายต่างๆ ตรงนี้เป็นความรู้ขั้นพื้นฐานมากๆ แต่เมื่อคนรู้วิธีการจัดทำก็ทำให้เขาทราบได้เลยว่าตัวเลขทางการเงินเป็นอย่างไรและต้องแก้ปัญหาอย่างไร และนำไปต่อยอดด้วยการให้ Incentive กับผู้ที่มีบัญชีครัวเรือน ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ยที่ถูกลงเพราะเขามีความรู้ทางการเงิน จัดงานเงินได้ มีเงินเก็บและมีเครดิตและวินัยทางการเงินที่ดี ตรงจุดนี้จะเป็นการพัฒนาให้กับสังคมในระยะยาว

“คนมีความรู้ทางการเงินก็มาช่วยส่งเสริมด้วยกันได้นะ”

คุณกรณ์เล่าให้ฟังว่าปกติแล้วภาครัฐก็จะมียุทธศาสตร์ในการส่งเสริมความรู้ทางการเงินอยู่แล้ว หากทางภาคเอกชนมี Idea ใหม่ๆ ก็ช่วยรัฐบาลในการเผยแพร่ความรู้ทางการเงินและชุดความคิดต่างๆที่มีประสิทธิภาพต่อประชาชนทั่วไปได้ ก็ต้องลองเสนอภาครัฐสำหรับทุนเพื่อสนับสนุน โดยปัจจุบันสื่อที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่สุดก็มี TV และ โทรศัพท์มือถือ หากมีข้อมูลและการเข้าถึงสื่อได้ก็จะช่วยการให้ความรู้ทางการเงินได้เป็นอย่างดี

ตัวอย่างสื่อในต่างประเทศที่ให้ความรู้ทางการเงินที่น่าสนใจก็มีอยู่ อันหนึ่งที่ดังมากคือ Blog ของ  Martin Lewis นักสื่อสารมวลชนชาวอังกฤษที่สนใจด้านการเงิน ที่จะคอยเขียนความรู้ทางการเงินและมีเวป Review สินค้าแบบเป็นกลางให้คนอ่านและมีผู้ติดตามอยู่มาก พอเห็นตัวอย่างที่ต่างประเทศก็อยากให้เมืองไทยมีคนมาช่วยกันเผยแพร่ความรู้ทางการเงินเช่นกัน

โดยสรุปสิ่งที่เราคุยกันนั้น คุณกรณ์ก็ได้ชี้ให้เห็นว่าปัญหาความรู้ทางด้านการเงินนั้นมีอยู่มาก ซึ่งเราจะต้องช่วยกันให้ความรู้ อย่างน้อยก็คือการสร้างวินัยทางการเงินในระดับพื้นฐาน ให้คนรู้จักวิเคราะห์ฐานะทางการเงินของตัวเองได้จะได้ห่างไกลจากหนี้ หากใครที่มีความรู้ความเข้าใจทางการเงินก็สามารถนำเสนอการสนับสนุนจากรัฐบาลตามยุทธศาสตร์ที่วางแผนไว้ได้ เมื่อเราช่วยๆกันปัญหาเหล่านี้ได้ก็จะทำให้คนไทยมีภูมิคุ้มกันทางการเงินที่ดีได้ครับ 

“เริ่มต้นใหม่ยังไม่สาย!!! ด้วย 3 สามเสาหลักความรู้ที่จะทำให้คุณเป็นมั่งคั่ง”

"เริ่มต้นใหม่ยังไม่สาย!!! ด้วย 3 สามเสาหลักความรู้ที่จะทำให้คุณเป็นมั่งคั่ง"

 เรื่องของการเงินไม่ใช่แค่การนำเงินที่มีไปลงทุนแล้วเงินจะผลิดอกออกผลมาให้เรามีกินมีใช้ได้ทั้งชาตินะคะคุณผู้อ่านทั้งหลาย~~~ นั่นเพราะเรื่องของการใช้เงินที่แท้จริงแล้วหมายถึงวิธีของ ‘การใช้ชีวิต’ นั่นเเหละ

ลองคิดดูสิจ๊ะว่า ถึงเราจะมีเป้าหมายเหมือนกันว่าอยากมีเงินล้านเป็นเงินเก็บกับเขาบ้าง แต่คุณๆหลายคนก็ยังไม่เริ่มจะออม คิดแต่ว่า ‘เดี๋ยว’ ค่อยออมก็ได้ ผลัดไปเรื่อยๆ จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี แล้วแบบนี้เมื่อไหร่เป้าหมายเงินล้านของคุณจะประสบความสำเร็จล่ะคะ???

แน่นอนว่าเรื่องการเงินนั้นจริงๆแล้วมีทฤษฎีการเงินมากมายที่สามารถหาอ่านได้ตาม Internet ทั่วไป แต่สิ่งสำคัญหรือ ‘หัวใจ’ ที่คุณควรรู้นั้นมีเพียงแค่ 3 อย่างเท่านั้นก็คือ

  1. รู้เรื่องพื้นฐานการเงิน
    พื้นฐานทางการเงินที่คุณผู้อ่านทั้งหลายควรรรู้ไม่ใช่เรื่องของการตลาดว่าจะเปลี่ยนไปในทิศทางไหน จะดีขึ้นรึแย่ลง แต่สิ่งสำคัญที่สุดของการลงทุนคือ
    1. ‘ยิ่งเริ่มต้นเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี’ หากเราเริ่มต้นออมเงินตั้งแต่อายุ 25 ไปจนถึง 60 ปีจะได้เงินมากกว่าเริ่มต้นออมเงินตอนอายุ 50 ไปจนถึง 60 ปีแม้ว่าจะออมเงินจำนวนมากกว่าเพราะดอกเบี้ยทบต้นเมื่อเริ่มออมตั้งแต่เนิ่นๆนั้นได้มากกว่า
    2. ‘ยิ่งออมบ่อยเท่าไหร่ยิ่งดี’ การออมนั้นไม่ใช่แค่การทำเพื่อเป้าหมาย แต่เป็นการทำให้เป็นนิสัย เริ่มจากออมเงินรายวัน, รายสัปดาห์ หรือออมแบบรายเดือนแบบไหนก็ดีทั้งนั้นค่ะคุณ~
    3. ‘เปลี่ยนเงินออมให้เป็นเงินลงทุน นั่นเพราะอะไรรู้รึเปล่าจ๊ะ??? นั่นก็เพราะหากเราออมเงินเฉยๆดอกเบี้ยที่ได้ยังน้อยกว่าเงินที่คุณๆซื้อเสื้อผ้าหรือเครื่องสำอางค์ครั้งเดียวซะอีกนะจ๊ะ
    4. ‘เรียนรู้เรื่อง DCA’ การลงทุนทุกแบบมีความเสี่ยงนะคะคุณผู้อ่าน ฉะนั้นอย่าลืมว่าสำหรับคนที่เริ่มต้นลงทุนให้ลงทุนแบบ DCA หรือ Dollar Cost Averaging ดีกว่า วิธีนี้คือการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยทุกเดือนด้วยเงินจำนวนเท่าๆกัน เช่น เราอาจกำหนดว่าทุกวันที่ 1 หรือ 16 (จำง่ายๆว่าวันหวยออกนะจ๊ะ) เราต้องนำเงินไปลงทุนด้วยเงินจำนวน x,xxx บาท ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถลดความเสี่ยงจากความผันผวนในการลงทุนได้

  2. รู้ในสิ่งที่เราจะลงทุน
    เสาแห่งความรู้นี้พูดง่ายแต่ทำ ‘ยาก’ นั่นเพราะความชอบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน อธิบายง่ายๆก็คือ ทุกคนลงทุนในสิ่งที่ไม่เหมือนกัน บางคนออมหุ้น บางคนซื้อกองทุน บางคนซื้อหวย (เอ่อ อันนี้นับมั้ยเอ่ย?) เพราะฉะนั้นความรู้ที่ใช้ในการลงทุนก็ย่อมแตกต่างกันออกไปด้วย!!! เช่น
    1. หากต้องการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล อย่าลืมว่านี่คือสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำสุด แต่ก็ให้ผลตอบแทนที่น้อยที่สุดเช่นกัน
    2. แต่หากใครเลือกลงทุนในหุ้น ก็จะได้ผลตอบแทนมากกว่าพันธบัตรอยู่แล้ว แต่ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นตามลักษณะของธุรกิจที่เราถือหุ้นอยู่ด้วย นอกจากนี้ยังมีเรื่องการปันผลเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยซึ่งขึ้นอยู่กับผลประกอบการของแต่ละกิจการ แต่หุ้นนั้นมีข้อจำกัดคือต้องใช้ความเชี่ยวชาญและต้องใช้เงินในการลงทุนมากพอสมควร
    3. แต่ถ้าคุณผู้อ่านทั้งหลายอยากลงทุนในหุ้นแต่ไม่เชี่ยวชาญมากพอหรือเงินทุนยังไม่ถึง อีกทางเลือกสำหรับคุณก็คือ ‘กองทุนรวม’ ซึ่งช่วยให้คุณสามารถกระจายความเสี่ยงและลงทุนได้หลายๆตัวในเวลาเดียวกัน ข้อสำคัญคือ ไม่จำเป็นต้องลงทุนมากมาย!!! บางกองทุนใช้แค่ 1 บาทก็ซื้อขายได้แล้ว~~~

  3. รู้จักสร้างเส้นทางรายได้ให้หลากหลาย
    คนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่า ‘คนยุคเจน Y มักขี้เกียจและไม่มีความอดทน’ แต่ความจริงแล้วคนยุคใหม่ให้ความใส่ใจกับงานที่ชอบมากกว่ารายได้และความก้าวหน้า แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะมีอาชีพประจำไม่ได้!!! แต่เราปรับให้เข้ากับชีวิตของเราได้
    1. เปิดธุรกิจของตัวเองซะเลย!!! หากคุณเป็นคนนึที่ทำงานประจำ คุณสามารถเพิ่มรายได้ของตัวเองจากการการทำอาชีพเสริม และนำเงินที่ได้จากการทำอาชีพเสริมนนั้นมาลงทุนทุกๆเดือน เช่น หากมีงานประจำเป็นนักเขียน ก็อาจจะทำอาชีพรับรีวิวผลงานหรือสินค้าต่างๆลงบน Internet ก็เป็นอีกวิธี และเมื่อคุณมีเงินเก็บจากการลงทุนมากพอจำนวนนึงก็ลองเปิดธุรกิจเล็กๆที่คุณสนใจเลย เรียกว่าได้ทั้งทำสิ่งที่ชอบ และเป็นเจ้าของกิจการเองด้วย
    2. เปลี่ยนงานอดิเรกเป็นธุรกิจ แน่นอนว่าทุกคนย่อมมีงานอดิเรกที่ตัวเองชอบกันอยู่แล้ว ลองเปลี่ยนงานอดิเรกให้กลายเป็นสิ่งที่สร้างรายได้ให้กับเราดู เช่น หากคุณมีงานอดิเรกคือวาดรูปและเชี่ยวชาญมากพอ อาจจะรับวาดภาพประกอบให้กับหนังสือหรืองานต่างๆย่อมได้ อย่าลืมว่ากิจการที่จะประสบความสำเร็จเกิดจากการแก้ไขปัญหาให้กับลูกค้า หากคุณไม่รู้ว่าปัญหาคืออะไร ก็เริ่มต้นจากการลองถามคนรอบข้างดูก่อนก็เป็นวิธีที่ดีเหมือนกัน

    อย่าลืมว่าบทความด้านบนเองก็เป็นทฤษฎีด้านการเงินเท่านั้น สิ่งสำคัญที่สุดของการเงินไม่ใช่ ‘ความรู้’ แต่เป็น ‘การลงมือทำ’

นั่นเพราะแค่เราเริ่มต้นที่จะเปลี่ยนแปลงจากจุดเล็กๆก็สร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้

เช่น เพื่อนคุณอาจจะออมเงินได้เดือนละ 5,000 บาท แต่หากคุณเพิ่งเริ่มต้น คุณเองก็ไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองไปเปรียบกับใคร แม้จะเริ่มต้นออมเดือนละ 1,000 บาท แต่หากออมทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอก็ทำให้เราสามารถสร้างความมั่งคั่งในแบบของคุณผู้อ่านได้เช่นกัน

[Review]บัตรกดเงินสด ไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างหนี้ แต่มีไว้สำหรับคนที่ฉลาดใช้เงิน?

“ยิ่งคุณรู้เรื่องเงินมากขึ้นเท่าไร คุณยิ่งบริหารเงินได้เก่งขึ้นเท่านั้น” เป็นประโยคที่แว๊บขึ้นมาในใจผม หลังจากที่ได้เห็นสารพันบัตรต่างๆ ที่มีให้เราเลือกใช้เพื่อตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ที่ต้องการ ซึ่งถ้าหากเราเอาแต่ใช้เพื่อซื้อๆๆ สิ่งที่เราอยากได้ โดยที่ไม่ดูฐานะการเงินของตัวเอง รับรองได้เลยครับว่าอีกไม่นานต้องเป็นหนี้และมีปัญหาการเงินอย่างแน่นอน

แต่สำหรับคนที่มีความรู้ในการใช้บัตรเหล่านี้อย่างถูกต้อง มีวินัยในการจ่ายชำระ และบริหารจัดการเงินตัวเอง บัตรเหล่านี้อาจจะกลายเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ได้เหมือนกันครับ

อ๊ะ.. หลายคนคงกำลังสงสัยอยู่ว่าผมหมายความว่ายังไง งั้นขอยกตัวอย่างให้ดูกันครับ

เริ่มจากเปรียบเทียบกันระหว่าง 2 บัตรยอดฮิต นั่นคือ บัตรเครดิต และ บัตรกดเงินสด ให้ดูกันเลยครับ

[Review]บัตรกดเงินสด ไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างหนี้ แต่มีไว้สำหรับคนที่ฉลาดใช้เงิน?

จากตารางจะเห็นว่าบัตรกดเงินสดนั้นมีดอกเบี้ยที่สูงกว่าบัตรเครดิต และอาจจะมีค่าธรรมเนียมต่างๆในการใช้บัตรตามมาอีกมากมาย แต่ด้วยจำนวนเงินขั้นต่ำที่สามารถใช้สมัครบัตรได้นั้นต่ำกว่าบัตรเครดิต เลยดูเหมือนว่าจะกลายเป็นทางเลือกของใครหลายคนในขณะนี้ และอาจจะก่อให้เกิดปัญหาทางด้านการเงินต่างๆ ตามมาได้ ถ้าหากเลือกใช้อย่างไม่ถูกวิธี กลายเป็นหนี้ท่วมตัวไปซะงั้น

พอเปรียบเทียบให้ดูแบบนี้ หลายคนที่มีบัตรเครดิตคงจะไม่ค่อยสนใจบัตรกดเงินสดสักเท่าไร นั่นจึงเป็นที่มาของหัวข้อนี้ครับว่า

“ถ้าไม่กดเงินสดจากบัตรกดเงินสด เราจะสมัครบัตรกดเงินสดดีไหม?”

ยังมีความจริงที่หลายคนยังไม่รู้ คือ บัตรกดเงินสดบางธนาคารนั้น ไม่ได้จำกัดแค่การกดเงินสดเพียงอย่างเดียวครับ แต่ยังมีสิทธิต่างๆที่ทำได้ไม่แพ้บัตรเครดิตอีกด้วยครับ ผมขอยกตัวอย่างด้วยการรีวิวบัตรกดเงินสด Ready Credit ของ Citibank ให้ดูกันครับ

จากข้อมูลในเวปไซด์ https://www.citibank.co.th/th/ready-credit/ReadyCredit.htm จะเห็นว่ามีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้ครับ

[Review]บัตรกดเงินสด ไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างหนี้ แต่มีไว้สำหรับคนที่ฉลาดใช้เงิน?

โดยแต่ละบริการที่ว่านั้นก็จะมีความแตกต่างกันไปครับ ผมลองทดลองคำนวณในส่วนดอกเบี้ยจากการกดเงินสด พบว่ามีการคิดเป็นรายวัน ซึ่งถ้าหากเรากดเงินสดจำนวน 10,000 บาท ไปใช้สัก 1 เดือน เมื่อจ่ายคืนก็จะต้องจ่ายคืนด้วยจำนวน 10,230.40 บาท หรือจ่ายดอกเบี้ยเพิ่ม 230.40 บาทนั่นเองครับ (คำนวณที่อัตราดอกเบี้ยสูงสุด 28%) คิดเป็นดอกเบี้ยวันละ 7.67 บาท ซึ่งถือว่าเป็นไปตามโฆษณาครับที่ว่าหมื่นละไม่เกิน 8 บาทต่อวัน

[Review]บัตรกดเงินสด ไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างหนี้ แต่มีไว้สำหรับคนที่ฉลาดใช้เงิน?


นอกจากกดเงินสดแล้ว ยังมีสิทธิประโยชน์อื่นอีกไหม

ผมมองว่าคำถามนี้ เราคงต้องกลับมาดูกันอีกทีว่า บัตรกดเงินสดใบนั้น มีสิทธิประโยชน์ด้านอื่นเราได้ใช้หรือไม่ และคุ้มค่าพอที่เราจะสมัครหรือเปล่า

ขอยกตัวอย่างในกรณีบัตร Citi Ready Credit ต่อไปอีกสักนิดครับว่า ถ้าหากเรามีเงินสดคงเหลืออยู่ประมาณ 1,500 บาทต่อเดือน และต้องการซื้อของที่จำเป็นชิ้นหนึ่งในราคา 24,000 บาท โดยมีบริการผ่อนบัตรเครดิตเทียบกับการผ่อน Citi Paylite ดังนี้

[Review]บัตรกดเงินสด ไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างหนี้ แต่มีไว้สำหรับคนที่ฉลาดใช้เงิน?

จะเห็นว่า เงินสดคงเหลือ 1,500 บาทในแต่ละเดือนนั้น ไม่พอที่จะผ่อนโปรโมชั่นบัตรเครดิตแน่นอน ซึ่งุถ้าหากใครหน้ามืดเลือกผ่อนไป ไม่แคล้วต้องเป็นหนี้บัตรเครดิตแน่ๆครับ

แต่ถ้าเลือกผ่อน 0% ผ่าน Citi Paylite ก็จะสามารถซื้อผ่อนได้อยู่ และไม่ขาดสภาพคล่องต่อชีวิตเราครับ ซึ่งตรงนี้ก็อาจจะเป็นโอกาสที่จะเลือกใช้สิทธิประโยชน์จากบัตรเงินสดนี้ได้ โดยที่ไม่ต้องเสียอะไร แต่ได้รับสิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่ากลับมาครับ

เน้นอีกทีนะครับว่า ตัวอย่างนี้ ผมไม่ได้บอกว่าให้ใช้จ่ายเกินตัว โดยการตัดสินใจผ่อนของที่อยากได้ แต่ผมเน้นว่าต้องเป็นของ “สำคัญ” และ “จำเป็น” สำหรับเรา เพราะในบางครั้งการมีบัตรแบบนี้ มันเพิ่มโอกาสด้านสิทธิประโยชน์ให้กับเราได้เหมือนกันครับ

เพียงแต่ต้องมีความรู้การเงินที่ถูกต้อง และเลือกใช้ให้ถูกทาง ไม่ใช่เอะอะ มีบัตรแล้วจะผ่อนท่าเดียว แบบนั้นเสียตั้งแต่วินัยทางการเงินแล้วล่ะครับ


เห็นไหมครับว่า ในการบริหารการเงินนั้น สิ่งที่เราต้องมีมากที่สุดคือความรู้และความเข้าใจในสินค้าการเงินเหล่านี้ และถ้าหากทำได้เช่นนั้นแล้ว เราจะมีโอกาสในการจัดการการเงินที่มากมาย ให้ชีวิตเราไปต่อได้ง่ายขึ้นนั่นเองครับ

[Review]บัตรกดเงินสด ไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างหนี้ แต่มีไว้สำหรับคนที่ฉลาดใช้เงิน?

 https://www.citibank.co.th/apply/ready-credit/index.html?icid=THRCA2ATHRCRCCAAN

พิเศษสำหรับลูกค้าบัตร Citi Ready Credit

*เป็นเจ้าของ Samsung S8+ ง่ายๆ กับ 0% นาน 24 เดือนแบ่งจ่ายเพียงเดือน ละ ไม่ถึง 1,300 บาท

หมายเหตุ : เฉพาะการซื้อสินค้า ณ ศูนย์บริการที่ร่วมรายการ และ เงื่อนไขการเข้าร่วมรายการแบ่งจ่าย 0% นาน 24 เดือน เป็นไปตามที่ ศูนย์บริการกำหนด โปรดตรวจสอบรายละเอียดเงื่อนไข ณ จุดขายก่อนทำรายการ

บทความนี้เป็น Advertorial

เงินทองงอกเงยแบบ Exclusive ทำได้ง่ายๆ ถ้ามี Wealth Management ดูแลให้

เชื่อผมไหมครับว่าการเกิดเป็นคนรวยมีเงินเยอะๆ แบบ 5 ล้าน 10 ล้าน จนไปถึง 100 ล้านขึ้นไป มักจะมีปัญหาในแบบฉบับของเขาที่คนส่วนใหญ่อย่างเราๆจะไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ ปัญหาใหญ่ๆที่ผมเคยได้คุยได้สอบถามก็คือ เขาไม่ค่อยได้มีเวลากันเท่าไหร่เนื่องจากหน้าที่และความรับผิดชอบเยอะแยะเต็มไปหมด แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีหลายเรื่องต้องคิดและจัดการอยู่มากมาย เช่น

  • รายได้เยอะมากแล้วจะวางแผนภาษีอย่างไร
  • ลูกจะเรียนต่อต่างประเทศต้องเตรียมเงินให้พร้อมด้วยวิธีไหน
  • จะต้องเตรียมจัดการมรดกอย่างไรให้ลูกๆในบั้นปลายชีวิต
  • มีเงินนอนนิ่งๆอีกเต็มไปหมดจะเอาไปทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์

สำหรับผู้ที่มีเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปและต้องการให้ใครซักคนมาช่วยในเรื่องของการบริหารเงินและการลงทุนให้ตอบโจทย์ชีวิตได้ ธนาคารกรุงศรีฯก็จะมีหน่วยงานที่คอยดูแลลูกค้ากลุ่มนี้ เรียกว่าบริการ ‘Wealth Management’ มาดูรายละเอียดกันนะครับว่าคืออะไร

Wealth Management คืออะไร?

ในการลงทุนแบบฉบับของคนรวยนั้น แน่นอนว่าธนาคารเองก็จะต้องมีเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งคนดูแลดังกล่าวเราได้แก่ Relationship Manager หรือ ผู้จัดการการเงินส่วนบุคคลของลูกค้า และ ผู้แนะนำการลงทุน หรือ Investment Consultant (IC) ที่จะดูแลความสะดวก ให้คำปรึกษาแและวางแผนในการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวให้กับลูกค้าได้ สมมติลูกค้ามีเงินนิ่งๆจำนวนหนึ่งซึ่งพร้อมที่จะรับความเสี่ยงและเปิดโอกาสให้ได้รับผลตอบแทนที่งอกเงยได้นั้น ทางเจ้าหน้าที่ก็จะวางแผนอย่างครบวงจรไปในเรื่องของการลงทุน ได้แก่

  1. วัตถุประสงค์ในการลงทุนว่าต้องการเงินก้อนนี้ไปทำอะไรและใช้เมื่อไหร่ เช่น  ต้องการส่งลูกเรียนหนังสือในต่างประเทศ ตั้งแต่ชั้นประถมจนถึงระดับปริญญาตรี โดยเริ่มต้นในอีก 5 ปีข้างหน้า
  2. เป้าหมายของผลตอบแทนนั้นอยู่ที่จำนวนเท่าไหร่ ก็คำนวณจำนวนเงินที่ต้องการในแต่ละปี เช่น ปีละ 1 ล้านบาท และต่อเนื่องไปจนจบใช้เงินรวมทั้งสินประมาณ 25 ล้านบาท ในขณะที่ปัจจุบันนั้นมีเงินเก็บในส่วนนี้อยู่ 15 ล้านบาทจึงต้องหาผลตอบแทนเพิ่มอีก 10 ล้านบาทเพื่อให้สามารถส่งลูกเรียนได้จนจบ
  3. จัดพอร์ตการลงทุนด้วยการกระจายความเสี่ยงให้เหมาะสม (Asset Allocation) ทาธนาคารก็จะดูความเสี่ยงในการลงทุนของลูกค้าแต่ละคนว่าเป็นอย่างไร พอร์ตการลงทุนต้องจัดอย่างไรให้เหมาะสม โดยเจ้าหน้าที่จะวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินในเรื่องทรัพย์สิน หนี้สิน รายรับ รายจ่าย ภาระต่างๆ ของลูกค้าในอนาคตและกำหนดแผนการลงทุนให้ทรัพย์สินแต่ละประเภทไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในกองทุนรวมหุ้น กองทุนรวมดัชนี กองทุนรวมสินค้าโภคภัณฑ์เพื่อให้ลูกค้าไปสู่เป้าหมายที่คาดหวังไว้
  4. ติดตามผลการดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากลูกค้านั้นอาจจะไม่ได้มีเวลามากในการบริการพอร์ตการลงทุนด้วยตัวเอง ทางธนาคารก็จะคอยดูแลและติดตามผลให้อยู่เสมอว่าเป้าหมายนั้นไปถึงไหนแล้ว ควรจะมีการปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนระหว่างทางอย่างไรในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้ลูกค้าประสบความสำเร็จในการลงทุน

การใช้บริการ Wealth Management ก็ถือเป็นอีกบริการที่เราจะได้เพื่อนคู่คิดและช่วยให้ทางเลือกในการตัดสินใจในการลงทุนนะครับ มีคนคอยดูแล จัดพอร์ตตามเป้าหมายและตรวจสอบความเป็นไปของผลการดำเนินงาน เรียกได้ว่าครบเครื่องและน่าสนใจมากๆเลยนะครับ

กลยุทธ์ในการจัดพอร์ตการลงทุนโดยกรุงศรี เอ็กซ์คลูซีฟ

โดยปกติแล้วการจัดพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนทั่วไปนั้นก็คงจะมองหาทรัพย์สินที่ให้ผลตอบแทนสูงๆและลงทุนกับมันไปโดยอ้างอิงผลตอบแทนในอดีตใช่ไหมครับ แต่ในความเป็นจริงแล้วเราก็คงจะทราบดีว่าทรัพย์สินในแต่ละอย่างย่อมมีผลตอบแทนในแต่ละปีที่ไม่เหมือนกัน อย่างหุ้นบางปีก็ผลตอบแทนสูงมาก บางปีก็ติดลบแบบกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกันเลยทีเดียว

หลักการวางแผนทางการเงินและการลงทุนนั้น จึงต้องทำภายใต้ความเชื่อที่ว่า “ไม่มีทรัพย์สินใดที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดตลอดไป” และ “ไม่มีใครสามารถลงทุนด้วยการจับจังหว่ะได้อย่างถูกต้องในทุกครั้ง” แต่การจัดพอร์ตการลงทุน  (Asset Allocation) ที่ดีนั้นจะทำให้สามารถบรรลุเป้าหมายในการลงทุนได้ดีกว่า ถ้าเทียบง่ายๆก็เหมือนการจัดทีมฟุตบอลนะครับ ช่วงที่เศรษฐกิจและการลงทุนดีกองหน้าเราก็ต้องรุกได้เยอะ ช่วงที่ไม่ดีกองหลังเราก็ต้องตั้งรับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สิ่งที่เราจะต้องเข้าใจในการจัดพอร์ตการลงทุนมีหลักๆอยู่ 2 เรื่อง ได้แก่

  1. ทรัพย์สินที่เราลงทุนนั้นคืออะไรความเสี่ยงเป็นอย่างไรและแน่นอนว่าหากเราเลือกทรัพย์สินที่ถูกต้องก็ย่อมจะให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวได้
  2. เมื่อเราเลือกทรัพย์สินที่ดีได้แล้วนั้นอีกประการหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญคือการดูความสัมพันธ์ระหว่างทรัพย์สินที่ลงทุนด้วย (Correlation) ว่าสอดคล้องหรือผกผันกันอย่างไร ดังตัวอย่างตารางข้างล่างนี้

เราจะเห็นได้ว่าในตารางจะมีตัวเลขสีเขียวและสีแดง ซึ่งบอกความสัมพันธ์ระหว่างทรัพย์สินที่ลงทุนตั้งแต่ -1 ถึง 1 ในกรณีที่ใกล้เคียงกับ 1 นั้นแปลว่ามูลค่าของทรัพย์จะมีความสอดคล้องกันมากในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา กรณีที่ติดลบนั่นหมายความจะตรงกันข้าม ไม่สอดคล้องกัน ตัวอย่างเช่น

MSCI World และ SET Index มีความสัมพันธ์อยู่ที่ 0.671 หมายความว่าเมื่อ หากเราลงทุนในกองทุนดัชนีทั้ง 2 นี้ ในช่วงที่ดีหรือแย่ ผลประกอบการของทั้ง 2 กองทุนดัชนีก็มีแนวโน้มจะไปในทิศทางเดียวกัน

KFSDIV และ Gold มีความสัมพันธ์กันที่ -0.248 นั่นหมายความว่าทิศทางของผลตอบแทนจะไม่เป็นไปในทางเดียวกันเท่าไหร่ เมื่อผลประกอบการกองทุนแย่ลง จะสวนทางกับผลตอบแทนของทองคำ ซึ่งในจุดที่อ้างอิงสถิตินี้ก็ทำให้เรานำมาใช้ในการจัดพอร์ตการลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงได้ พร้อมๆกับการใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงด้วย

ออมในคอนโด อีกทางเลือกของนักออมเงินที่อยากมีอสังหาริมทรัพย์

จริงๆแล้วการออมเงินที่ผมมักจะนำเสนอนั้นจะเน้นไปที่การต่อยอดไปในเรื่องของการออมหุ้นและการออมกองทุนรวมนะครับ แต่ก็มีน้องๆ Fan Page อีกหลายๆท่าน สอบถามเข้ามาว่าแล้วถ้าอยากจะมีทรัพย์สินประเภทอื่นอย่างเช่นคอนโดมิเนียมนั้นการใช้หลักการออมเงินจะสามารถทำได้ด้วยไหมและมันจะมีความเสี่ยงเหมือนการออมหุ้นหรือเปล่า? สำหรับตัวผมแล้วมองว่าการออมเงินกับการออมในทรัพย์สินต่างๆมันจะมีจุดเหมือนและจุดที่แตกต่างคือ

  • การออมเงินก็คือการเอาเงินที่เราเก็บได้ในแต่ละเดือนฝากบัญชีไว้ อาจจะเป็นเงินฉุกเฉินเผื่อเหลือเผื่อขาด เก็บเอาไว้ใช้ในอนาคต หรืออาจจะเป็นเงินที่เราเอาไว้รอลงทุนก็ได้
  • การออมในทรัพย์สินคือวางแผนไว้ว่าจะเอาเงินออมที่เรามีในแต่ละเดือนนั้นไปทยอยลงทุนตามเป้าหมายเพื่อให้ได้ทรัพย์สินนั้นๆ โดยไม่ต้องรอให้เก็บเงินครบก่อน แต่แผนนั้นต้องเป็นแผนที่ดีในระยะยาว ซึ่งในกรณีของการผ่อนคอนโดนั้นนักลงทุนอาจจะต้องกู้เงินและผ่อนกับธนาคารแต่ถือว่าเป็นหนี้ที่ดีและสามารถสร้างทรัพย์สินที่มีมูลค่าในอนาคต

จากมุมมองนี้ก็พอจะเห็นไหมครับว่าสิ่งที่เหมือนกันคือการที่เราจัดสรรเงินออมเป็นอย่างดี แต่สิ่งที่ต่างกันก็คือเราจะนำไปลงทุนในทรัพย์สินไหน ซึ่งตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการลงทุน ความรู้ความสามารถ ข้อมูลที่เรามีและการรับความเสี่ยงที่เหมาะสมกับทรัพย์สินนั้นๆ

การออมในคอนโดเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่เราเองก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน โดยปกติแล้วที่ผมสังเกตมา คนเราจะออมในคอนโดด้วยเหตุผล 3 ประการนะครับ ได้แก่

1. อยู่อาศัยด้วยตัวเอง

สำหรับคนที่มีความฝันอยากจะเป็นเจ้าของคอนโดเพื่อความสะดวกสบาย ต้องอย่าลืมว่าสมัยนี้ราคาที่อยู่อาศัยแพงขึ้นเรื่อยๆนะครับ การรอเก็บเงินครบก่อนแล้วค่อยไปซื้อบางทีเงินเดือนที่เรามีและเก็บออมได้ วิ่งไม่ทันราคาคอนโดที่ขึ้นพรวดพราดในสมัยนี้ คอนโดนั้นถือว่าเป็นทรัพย์สินที่จับต้องได้ ใช้อยู่อาศัยได้ สามารถมอบเป็นมรดกให้กับคนที่เรารักได้ด้วยนะครับ

2. นำไปปล่อยเช่า

หลายคนมีที่อยู่อาศัยอยู่แล้วและก็มีเงินเหลือเก็บเยอะในแต่ละเดือนซะด้วย การเอาเงินวางไว้ในธนาคารเฉยๆบางทีเราอาจจะรู้สึกว่ามันไม่ได้ผลตอบแทนที่เยอะ หากนำเงินไปซื้อคอนโดและปล่อยเช่าให้กับคนอื่นที่มีความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นคนทำงานในละแวกนั้นๆหรือนักศึกษาต่างจังหวัดที่เข้ามาเรียนหนังสือในกรุงเทพ ก็สามารถสร้างรายได้ในรูปแบบ Passive Income ให้กับเราได้อีกทางหนึ่งเหมือนกับเงินปันผลหุ้นเลยนะครับ

3. นำไปขายเพื่อทำกำไร

สำหรับคนที่ศึกษาเรื่องคอนโดมาดีก็จะทราบได้ว่าคอนโดนั้นก็มีราคาที่เติบโตได้ตามแหล่งที่มันตั้งอยู่ ราคาที่ดินที่สูงขึ้น หรือแม้กระทั่งในระหว่างที่มีการก่อนสร้างเองจะมีการปรับราคาตามมูลค่าทรัพย์สินที่เป็นความคืบหน้าของโครงการ ซึ่งหลายๆคนได้เห็นโอกาสก็จะรู้ว่ามันเป็นแนวทางที่สามารถใช้ซื้อขายทำกำไรได้

สิ่งที่ผมจะต้องบอกแล้วบอกอีกกับทุกท่านก็คือ ถ้าเราจะออมในคอนโดนั้นไม่ว่าจะเป็นการนำไปปล่อยเช่าหรือการนำไปซื้อขายทำกำไรก็ย่อมมีความเสี่ยงอยู่ไม่แพ้การลงทุนในรูปแบบอื่น ปล่อยเช่าหรือปล่อยขายอาจจะมีคนสนใจ คนสนใจแต่ขอลดราคา หรืออาจจะสร้างรายได้ให้เราเป็นกอบเป็นกำได้จากราคาขายและค่าเช่าที่ปรับตัวสูงขึ้นก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นแล้วก่อนที่เราจะเริ่มต้นออมในคอนโด เราก็ต้องศึกษาหาข้อมูลให้แน่ใจในก่อนการตัดสินใจลงทุนนะครับ

สำหรับท่านที่อยากจะศึกษาเรื่องการออมคอนโด เดี๋ยวจะมีการจัดงาน “ออมดีดี กับ ดีคอนโด” เป็นการร่วมกันจัดงานสัมมนาระหว่าง Prop2morrow และ บมจ.แสนสิริ ซึ่งเป็นผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาในระดับประเทศเลยนะครับ งานจัดในวันที่ 30 กรกฎาคม 2559 ณ ห้องแกรนด์ Ballroom โรงแรม S31 ระหว่างเวลา 13:00-17:00 ลงทะเบียนร่วมงานได้ที่  http://bit.ly/aomdcondo  ก่อนนะครับ ทางผู้จัดจะส่งแจ้งผู้ได้รับการคัดเลือกร่วมงานในต้นสัปดาห์หน้า แล้วพบกันครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

รู้มั๊ยว่าเรามีเงินในประกันสังคมเท่าไหร่?

เราดูยอดเงินที่จ่ายเข้าประกันสังคมแบบออนไลน์ได้แล้วนะจ๊ะ

 

นับเป็นสิ่งใหม่ที่เราพึ่งรู้ในช่วงยืนภาษีต้นปีที่ผ่านมานี่เอง มันเป็นครั้งแรกที่สรรพากรเรียกเอกสารเพิ่ม เรามีเอกสารครบทุกอย่าง ยกเว้นใบเสร็จที่จ่ายเงินเข้าประกันสังคม!!

 

หนทางสุดท้ายก็ลองมาดูที่หน้าเว็ปของประกันสังคมเผื่อจะช่วยอะไรเราได้บ้าง แล้วก็เป็นจริงดังคาด ประวัติการจ่ายเงินเข้าประกันสังคมของเราถูกบันทึกไว้ทั้งหมดตั้งแต่เดือนแรกที่ก้าวเท้าเข้าทำงาน สุดยอดอ่ะ!! เรารีบเปิดหน้า “ข้อมูลการส่งเงินสมทบ” แล้วแค๊ปภาพเป็นหลักฐานส่งให้เจ้าหน้าที่สรรพากรเพื่อยื่นภาษีต่อไป #ปิดจ๊อบ

 

เรื่องดีๆแบบนี้ต้องบอกต่อ ตอนนี้หลายคนก็อยากจะรู้แล้วใช่ไหมว่ามีวิธีการสมัครอย่างไร แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น เราควรมาปูพื้นฐานความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการเป็นผู้ประกันตนของคนทำงานกันก่อนนะจ๊ะ (ส่วนรายละเอียดของแต่ละมาตราอ่านได้ที่ลิงค์ท้ายบทความ)

 

ความแตกต่างของผู้ประกันตนมาตรา 33 และ 39

 

รู้มั๊ยว่าเรามีเงินในประกันสังคมเท่าไหร่?

 

เมื่อออนไลน์ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น นอกจากทำให้เราดูยอดเงินในประกันสังคมได้เองแล้ว ยังตรวจสอบได้ว่านายจ้างส่งเงินเข้าประกันสังคมให้เราจริงหรือไม่ (บางครั้งหักเงินไปแต่ไม่ส่งให้เราก็มีนะจ๊ะ) เราสามารถติดตามสิทธิประโยชน์ทดแทนต่างๆ รวมทั้งยังใช้เป็นเอกสารประกอบยื่นภาษีได้อีกด้วย

 

ส่วนคนที่สมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 ก็ยังเข้าไปดูว่าเดือนนี้จ่ายแล้วหรือยัง กันลืมจ่าย เพราะถ้าไม่จ่ายเงิน 3 เดือนติดกันหรือ 1 ปีจ่ายเงินไม่ครบ 9 เดือนก็จะไม่ได้เป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 อีกต่อไป

 

วิธีดูยอดเงินในประกันสังคมแบบออนไลน์ มี 2 รูปแบบ

 

รูปแบบที่ 1 ทางคอมพิวเตอร์

 

เข้าไปสมัครกันได้ที่ http://www.sso.go.th เท่าที่สอบถามกับเจ้าหน้าที่จะดูได้เฉพาะผู้ประกันตนมาตรา 33 และ 39 เท่านั้น ส่วนผู้ประกันตนมาตรา 40 อาจจะต้องรอไปก่อนนะจ๊ะ

รู้มั๊ยว่าเรามีเงินในประกันสังคมเท่าไหร่?

 

กรอกข้อมูลเสร็จแล้วระบบจะส่งลิงค์ไปที่ e-mail ของเราเพื่อยืนยันตัวตน เท่านี้ก็ใช้งานดูเงินในประกันสังคมแบบออนไลน์ได้แล้วจ้า

รู้มั๊ยว่าเรามีเงินในประกันสังคมเท่าไหร่?

 

เมื่อเข้าระบบมาแล้วก็จะมีชื่อของเราที่มุมขวาบน เราสามารถตรวจสอบข้อมูลประกันสังคมได้เลย

รู้มั๊ยว่าเรามีเงินในประกันสังคมเท่าไหร่?

 

ดูข้อมูลการส่งเงินของเราตั้งแต่เริ่มทำงานแบบรายปี ถ้าเราอยากรู้ยอดเงินรวมทั้งหมดที่ส่งเข้าประกันสังคมก็ต้องบวกเลขของแต่ละปีเองนะจ๊ะ เราเลือกได้ว่าอยากจะรู้ยอดเงินของปีอะไรก็คลิกเปิดได้เลย เช่น อยากรู้ยอดเงินของปี 2558 แอดมินทำงานประจำแล้วก็ลาออกมาเป็น Freelance  ในระบบก็จะขึ้นให้ดูทั้งหมดว่าเงินที่จ่ายเข้าไปเป็นเงินสมทบในกรณีอะไรบ้าง

รู้มั๊ยว่าเรามีเงินในประกันสังคมเท่าไหร่?

 

ดูเงินเกษียณได้ด้วยนะจ๊ะ ดูย้อนหลังตั้งแต่ปีแรกที่เริ่มส่งเพราะระบบก็จะบันทึกไว้ทั้งหมด ทำให้เรารู้ว่าจ่ายเงินมากี่ปีแล้ว เราจะรู้ว่าตนเองจะได้รับเงินเกษียณเป็นแบบบำเหน็จหรือบำนาญก็ต่อเมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง และระยะเวลาการส่งเงิน คือ

  • ได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ จะต้องจ่ายเงินเข้าประกันสังคมไม่ครบ 180 เดือน (15 ปี)
  • ได้รับเงินบำนาญชราภาพ จะต้องจ่ายเงินเข้าประกันสังคมมากกว่า 180 เดือน (15 ปี)

กรณีชราภาพมีรายละเอียดยิบย่อยเยอะแยะยั๊วเยี้ยมากมาย คลิกอ่านได้ที่ลิงค์ท้ายบทความนะจ๊ะ

รู้มั๊ยว่าเรามีเงินในประกันสังคมเท่าไหร่?

 

รูปแบบที่ 2 ผ่านทาง App

 

โหลด App มาแล้วสมัครใช้บริการก็ใช้งานได้เหมือนกันจ้า

รู้มั๊ยว่าเรามีเงินในประกันสังคมเท่าไหร่?

รู้มั๊ยว่าเรามีเงินในประกันสังคมเท่าไหร่?

รู้มั๊ยว่าเรามีเงินในประกันสังคมเท่าไหร่?

 

เงินที่เราจ่ายเข้าประกันสังคมเป็นสิทธิประโยชน์ที่เราควรรู้ ทั้งเรื่องความคุ้มครองกรณีต่างๆและเงินที่เราจะได้รับตอนเกษียณ แม้ว่าอาจจะเป็นเงินไม่มาก แต่ก็เป็นเงินที่แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายได้ มีเรื่องเล่าจากพี่คนหนึ่งที่พึ่งคลอดลูกแล้วยื่นใช้สิทธิประโยชน์จากประกันสังคม แทนที่จะจ่ายเงินค่าคลอดเป็นหมื่น เหลือเพียงหลักพันเท่านั้น ตอนนี้รู้แล้วก็อย่าลืมสมัครเพื่อตรวจสอบเงินของเราเองนะจ๊ะ ^^

 

——————————————————

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม

==> ผู้ประกันตนมาตรา 39 คลิกที่นี่

==> ประกันสังคม กรณีชราภาพ คลิกที่นี่

 

 

 

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save