9 เดือนก่อนคลอด “มีค่า” สูตรวางแผนการเงิน 9 เดือน สำหรับคนอยากมีลูกเมื่อพร้อม

เมื่อคนสองคนตกลงปลงใจใช้ชีวิตคู่มาได้สักระยะหนึ่ง ก็ต้องการมีเจ้าตัวน้อยเป็นโซ่ทองคล้องใจ หมายความว่า ต้องเตรียมตัวให้พร้อม แน่นอนว่าการเตรียมสุขภาพร่างกายเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเมื่อร่างกายพร้อมและมีสุขภาพจิตที่ดี ย่อมส่งผลให้การให้กำเนิดและการเติบโตของชีวิตน้อยๆ ในครรภ์สมบูรณ์ไปด้วย

นอกจากการเตรียมสุขภาพกายและใจแล้ว สิ่งที่สำคัญประการหนึ่งที่ต้องพร้อม คือ “เงิน” เพราะก่อนเป็นคุณพ่อ คุณแม่มือใหม่คงได้ยินวลี “ชีวิตของคุณกำลังจะเปลี่ยนไป”

ซึ่งก็เป็นความจริง เพราะการมีลูกก็เปลี่ยนชีวิตไปหลายด้าน รวมถึงสถานการณ์ทางการเงินก็จะเปลี่ยนด้วย ดังนั้น เพื่อให้พร้อมรับมือกับการเงินในอนาคตได้ คือ การเริ่มต้นวางแผนการเงินตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์

โดยอาจตั้งชื่อแผนการเงินเพื่อสร้างกำลังใจ เช่น แผนการเงินเพื่อเจ้าตัวน้อย แผนการเงินเพื่ออนาคต หรือแผนการเงิน 9 เดือนก่อนคลอด โดยสามารถทำตามได้ ดังนี้

ตั้งครรภ์เดือนที่ 1 : ลดหนี้บัตรเครดิต

เมื่อรู้ว่าคุณแม่มือใหม่ตั้งครรภ์ สิ่งแรกที่ควรลงมือจัดการเกี่ยวกับการเงิน คือ หนี้บัตรเครดิต เพราะดอกเบี้ยบัตรเครดิตอยู่ในระดับสูงอาจส่งผลกระทบในระยะยาว โดยเฉพาะผู้ที่เลือกชำระหนี้ขั้นต่ำ ของยอดหนี้ในแต่ละงวด และถ้าทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ดอกเบี้ยจะท่วมหัว ดังนั้น ควรเคลียร์หนี้บัตรเครดิตให้หมดเร็วที่สุด เพื่อเตรียมเงินก้อนไว้ใช้กับค่าใช้จ่ายใหม่ๆ ที่จะตามมาหลังคลอด

ตั้งครรภ์เดือนที่ 2 : ติดตามค่าใช้จ่าย

ขณะที่กำลังเคลียร์หนี้บัตรเครดิต ควรทำข้อมูลและติดตามค่าใช้จ่ายทั้งหมดของครอบครัว เพื่อให้เห็นภาพการใช้จ่ายรายเดือนให้ชัดเจนขึ้น เช่น เก็บใบเสร็จรับเงินทุกครั้งที่ซื้อข้าวของ บันทึกหนี้สินทุกอย่างที่จ่าย เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ามือถือ และก็ติดตามค่าใช้จ่ายทุกย่างก้าว และ 3 เดือนผ่านไปก็นำมาดูเพื่อกำหนดรูปแบบการใช้จ่ายของครอบครัว เช่น รายจ่ายส่วนไหนที่สามารถปรับลดลงได้ หรือสามารถตัดออกไปได้

ตั้งครรภ์เดือนที่ 3 : สร้างงบประมาณ

เมื่อติดตามค่าใช้จ่ายอย่างใกล้ชิดก็จะสามารถนำมากำหนดรูปแบบการใช้จ่ายของครอบครัวได้ โดยเฉพาะรายจ่ายส่วนไหนที่สามารถปรับลดลงได้หรือตัดออกไปได้ เช่น หยุดช้อปปิ้งเสื้อผ้า ชะลอการซื้อมือถือเครื่องใหม่ เป็นต้น ถัดจากนั้นก็ลงมือสร้างงบประมาณใหม่ โดยเน้นค่าใช้จ่ายเพื่อเตรียมตัวในการเลี้ยงดูเจ้าตัวน้อย เช่น ช่วงแรกเกิดว่าในแต่ละเดือนมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง เช่น ค่านม ค่าอาหาร เสื้อผ้า การดูแล ซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายใหม่ ดังนั้น ต้องจัดสรรงบประมาณให้ครอบคลุมมากที่สุด

ตั้งครรภ์เดือนที่ 4 : ประเมินงบประมาณ สวัสดิการจากบริษัท

ถ้าสร้างงบประมาณแล้วไม่ทำตามก็จะไม่เกิดผลอะไรขึ้น ดังนั้น ควรลองฝึกความเข้มงวดด้านการเงิน เช่น หยุดช้อปปิ้ง งดการกินข้าวมื้อแพงๆ หยุดออกไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ ขณะเดียวกันถ้าเป็นพนักงานประจำ ก็ให้เริ่มคำนวณสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับจากบริษัท ด้วยการพูดคุยกับฝ่ายบุคคล เช่น เงินค่าคลอดบุตร สิทธิประโยชน์การรักษาพยาบาล สิทธิการลา เงินเดือนที่ได้รับในช่วงลาเลี้ยงบุตร เบิกประกันสังคมได้เท่าไหร่ เป็นต้น รวมถึงข้าราชการก็ควรเริ่มศึกษาข้อมูลว่าต้นสังกัดมีสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อะไรบ้าง

ตั้งครรภ์เดือนที่ 5 : เลือกวิธีการเลี้ยงดูแล

ผ่านไปครึ่งทางก่อนคุณแม่จะคลอดเจ้าตัวน้อย ถือเป็นช่วงที่ดีในการปรึกษากันว่าจะเลือกวิธีการดูแลเจ้าตัวอย่างแบบไหน เช่น เลี้ยงด้วยตัวเอง หรือจ้างพี่เลี้ยงมาดูแล หรือใช้บริการสถานที่รับเลี้ยงเด็กแรกเกิด ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายแตกต่างกัน เช่น ใช้บริการศูนย์บริการรับเลี้ยงเด็กอายุ 3 เดือน – 2 ปี ค่าใช้ 6,000 บาทต่อเดือนต่อคน (ข้อมูลจากโรงพยาบาลเด็ก) เป็นต้น เช่นเดียวกับการจ้างพี่เลี้ยงเด็กก็ต้องใช้เงินระดับหมื่นบาทต่อเดือน

ตั้งครรภ์เดือนที่ 6 : ซื้อประกันสุขภาพ

ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข บอกว่าได้พบโรคบางอย่างที่รุ่นคุณพ่อ คุณแม่ไม่เคยเป็นในวัยเด็ก แต่ปัจจุบันโรคบางอย่างกับพบบ่อยในเด็ก เช่น โรคไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม ไข้เลือดออก โรคมือเท้าปาก เป็นต้น ดังนั้น ถ้าเจ้าตัวน้อยป่วยย่อมส่งผลต่อพัฒนาการเด็กในอนาคต และแน่นอนค่ารักษาพยาบาลต้องใช้เงินค่อนข้างสูง โดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชนที่เจอทั้งค่ายา ค่าห้อง ดังนั้น คุณพ่อ คุณแม่มือใหม่ควรซื้อประกันให้ลูก เพื่อแบ่งเบาภาระทางการเงิน ทั้งค่ายา ค่าพยาบาล ค่าแพทย์ ค่าผ่าตัด ค่าห้อง เป็นต้น ซึ่งเบี้ยประกันสุขภาพถือว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับค่ารักษาพยาบาลที่ต้องจ่ายเอง โดยปัจจุบัน บริษัทประกันทุกแห่งมีประกันสุขภาพเด็กเล็กให้เลือกมากมาย ตั้งแต่แรกเกิดกันเลย

ตั้งครรภ์เดือนที่ 7 : ออมเงินสำหรับเจ้าตัวน้อย

อีกประมาณ 2 เดือนเจ้าตัวน้อยก็จะลืมตาดูโลก ลองใช้จังหวะนี้ในการเริ่มต้นออมเงินเพื่อเตรียมรับขวัญลูก ซึ่งปัจจุบันมีธนาคารหลายแห่งมีบริการบัญชีออมทรัพย์ให้เจ้าตัวน้อย บางธนาคารมีบัญชีออมทรัพย์ตั้งแต่แรกเกิด ฝากขั้นต่ำหลักร้อยบาท สามารถออมสม่ำเสมอต่อเนื่องที่เรียกว่า DCA ดอกเบี้ยค่อนข้างสูง ที่สำคัญมีเงื่อนไขผูกมัดไม่เยอะ

ตั้งครรภ์เดือนที่ 8 : เตรียมเงินช่วงคลอด

อีกไม่กี่สัปดาห์ คุณแม่มือใหม่ก็จะคลอดเจ้าตัวน้อย จึงเป็นช่วงที่ต้องเตรียมเงินให้พร้อมที่สุดว่าต้องใช้เท่าไหร่ โดยนอกจากค่าคลอดที่ต้องเตรียมให้กับโรงพยาบาลแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายของคุณแม่ เช่น เสื้อผ้าของหญิงตั้งครรภ์ ของใช้ของลูกเช่น เสื้อผ้า ขวดนม ที่นอน ที่เปลี่ยนผ้าอ้อม รถเข็นเด็ก เป็นต้น ที่สำคัญหลังคลอดก็ต้องวางแผนด้วย โดยเฉพาะช่วง 3 เดือนแรกที่มีค่าใช้จ่ายสูงพอสมควร เช่น ค่าฉีดวัคซีน เครื่องทำความสะอาดนม เสื้อผ้า ผ้าอ้อม เป็นต้น

ตั้งครรภ์เดือนที่ 9 : ประหยัดให้มากที่สุด

เมื่อใกล้ถึงวันกำหนดคลอด ต้องประหยัดให้มากที่สุด ที่สำคัญต้องทำตามขั้นตอนแผนตลอด 8 เดือนที่ผ่านมาให้รัดกุม เพื่อเป็นของขวัญให้กับเจ้าตัวน้อย

“ขาดทุน เพราะเชื่อคนอื่น” จิตวิทยาการลงทุนควรรู้ ก่อนลงสนามจริง

ถ้าพูดถึงหลักการในการลงทุนเพื่อให้ประสบความสำเร็จ นอกจากเรื่องวิธีการคัดเลือกสินทรัพย์สำหรับการลงทุน วิธีวิเคราะห์งบการเงิน รวมถึงวิธีการใช้ การวิเคราะห์ทางเทคนิค เช่น กราฟ และ Indicators ต่าง ๆ นักลงทุนเองก็ยังจำเป็นต้องศึกษาเรื่องของ การจัดการเงินทุน หรือ “Money Management” ด้วยเสมอเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายกับพอร์ตลงทุน โดยหลักการก็คือการกำหนดระดับความเสี่ยงที่เราสามารถรับได้และกำหนดสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสม

อีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญมาก แต่กลับถูกมองข้ามมากที่สุดก็คือเรื่องของ “จิตวิทยาการลงทุน” ซึ่งนักลงทุนที่ขาดทุนต่อเนื่อง หรือไม่สามารถเอาชนะตลาดได้หลาย ๆ ครั้งพบว่าเกิดจากการมองข้ามเรื่อง “จิตวิทยาการลงทุน” ไปนั่นเอง

“จิตวิทยาการลงทุน” คืออะไร ?

จิตวิทยาการลงทุน คือสภาพจิตใจและสภาวะอารมณ์ในการลงทุนของเรา ซึ่งจิตวิทยาการลงทุนถือว่ามีความสำคัญมากในการลงทุน แต่เป็นเรื่องที่จับต้องได้ยาก ไม่เห็นเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน ทำให้หลาย ๆ คนมองข้ามเรื่องนี้ไป เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้นเรามาดูกันว่า “จิตวิทยาการลงทุน” ที่เราจะพบเจอได้บ่อย ๆ ในการลงทุนคืออะไร

1. เพราะราคาสูงเลยไม่ลงทุน

ความผิดพลาดข้อนี้ถือเป็นข้อที่เกิดบ่อยและนักลงทุนเป็นกันเยอะมากที่สุดข้อนึงเลยก็ว่าได้ ความหมายของคำว่า “เพราะราคาสูงเลยไม่ลงทุน” ก็คือเวลาที่เราดูกราฟหุ้นตัวนึง แล้วเห็นว่า หุ้นตัวนี้กราฟสวยมากเป้าหมายนี่ต้องมีเห็น 15 บาทแน่ ๆ แถมตอนนี้ราคาหุ้นก็ยังอยู่แค่ 5 บาทอยู่ เราก็เลยเพิ่มหุ้นตัวนี้ไว้ในลิสต์ แต่พอตอนเราจะซื้อ ราคาหุ้นมันกลับดีดขึ้นมาอยู่ที่ 9 บาทแล้ว และราคานี้ก็เป็นแนวต้านเก่าพอดี

ถ้าในความรู้สึกของบางคนก็จะรู้ว่าราคาหุ้นมันขึ้นมาสูงมากแล้ว เลยไม่กล้าที่จะเข้าไปลงทุน ทั้ง ๆ ที่ตอนดูกราฟเรายังมั่นใจอยู่เลยว่ามันต้องไป 15 บาทแน่ ๆ แบบนี้ก็จะทำให้เราเสียโอกาสในการลงทุนไป

วิธีแก้ข้อนี้ก็คือเราอย่าไปดูที่ราคาหุ้น ให้โฟกัสที่จุดที่มันจะไปหรือเป้าหมายของราคาตามแผนการลงทุน เพราะถ้ามันยังมี GAPหรือส่วนต่างให้เราทำกำไรอยู่ก็ยังถือว่าเรายังมีโอกาสทำกำไรได้อยู่ และต้องไม่ลืมว่าหุ้นเคลื่อนไหวเป็นแนวโน้ม ถ้าแนวโน้มยังไม่จบ หุ้นก็ยังไปต่อได้เรื่อย ๆ เสมอ

2. ไม่ทำตามแผนที่วางไว้

บางครั้งปัญหาในการลงทุนอาจจะไม่ใช่การขาดความรู้ในการลงทุนก็เป็นไปได้ แต่ปัญหาอาจเป็นเพราะความมั่นคงทางจิตใจของเรา สาเหตุที่ทำให้ความมั่นคงทางจิตใจเปลี่ยนไปมี 2 สาเหตุด้วยกัน

สาเหตุแรกก็คือ “ความกลัว” เช่น กลัวขาดทุน กลัวราคาจะลงไปมากกว่านี้ ตัวอย่างเช่น เราวางแผนไว้ว่าถ้าราคาหุ้น A ลงมาที่ “แนวรับ” ที่เราวางแผนไว้ว่าจะซื้อ แต่พอหุ้น A ลงมาที่แนวรับนั้นจริง ๆ เรากลับไม่กล้าซื้อ เพราะกลัวว่าราคาจะลงต่อ และกลัวว่าซื้อไปแล้วหุ้นจะไม่ขึ้น ก็เลยไม่ได้ซื้อหุ้น หลังจากนั้นพอวันต่อมาเรากลับมาดูหุ้นตัวนี้อีกทีราคามันก็ขึ้นไปไกลแล้ว แบบนี้มันทั้งน่าเสียดายและน่าเจ็บใจเลยจริง ๆ

และสาเหตุที่สองก็คือ “ความโลภ” ตัวอย่างเช่น สมมติว่าเรามีหุ้น B อยู่ในพอร์ต โดยมีทุนอยู่ที่ราคา 5 บาท และเราวางแผนว่าจะไปขายที่แนวต้านที่ราคา 7 บาท แต่พอราคาหุ้นขึ้นมาที่ 7 บาทแล้วเรากลับไม่ขาย เพราะเรากลัวว่าราคาหุ้นจะขึ้นไปอีก แบบนี้ถ้าราคาหุ้นไม่ขึ้นต่อ แถมยังปรับตัวลงมาด้วย เรานั่นแหละที่จะเสียดาย

วิธีแก้ปัญหานี้แนะนำให้เราเขียนแผนการลงทุนที่ชัดเจนเอาไว้เลย แล้วทำตามแผนที่เราเขียนไว้ทุกขั้นตอน เชื่อว่าถ้าเราทำแบบนี้จะช่วยแก้ปัญหาข้อนี้ได้ดีขึ้นแน่นอน

3. เชื่อคนอื่นมากเกินไป

เชื่อว่าส่วนใหญ่แล้วนักลงทุนหลาย ๆ คนที่อยู่ในตลาดหุ้นจะไม่ได้เข้ามาลงทุนคนเดียว แต่จะมีกลุ่มเพื่อน นักวิเคราะห์หรืออินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้เราสนุกกับการลงทุนมากขึ้น มีคนให้เราปรึกษา และทำให้เรามีความรู้เพิ่มขึ้นจากการแลกเปลี่ยนความรู้กันในกลุ่มอีกด้วย

แต่สิ่งที่นักลงทุนต้องระวังในการลงทุนกับเพื่อน คืออย่าเชื่อคนอื่นมากเกินไป ตรงนี้หมายความว่าเวลาที่เราปรึกษากับเพื่อนในกลุ่มมันก็จะมีการแนะนำหุ้นกันมา ซึ่งไม่แนะนำให้เราเชื่อและลงทุนในหุ้นที่ได้มาจากคนอื่นทั้งหมด นั่นไม่ได้แปลว่าพวกเค้าไม่เก่ง แต่เป็นเพราะว่าการเชื่อหุ้นคนอื่นจะทำให้เราไม่ได้พัฒนาตัวเอง และหลาย ๆ ครั้งเค้าไม่ได้บอกเราทุกอย่าง

ข้อนี้หมายความว่าบางทีเค้าบอกให้เราซื้อหุ้น A แถมบอกราคาซื้อด้วย แต่ประเด็นคือเค้าไม่ได้บอกเราว่าเค้าจะขายเมื่อไหร่ ซึ่งบางทีเค้าขายทำกำไรไปนานแล้ว แต่เรายังถือหุ้นตัวนั้นอยู่เลยก็มี

อีกหนึ่งตัวอย่างที่เป็นผลเสียจากการเชื่อคำพูดคนอื่นมากเกินไป ก็คือบางทีเราทำการบ้านหุ้นตัวนี้มาอย่างดีทั้งดูกราฟและอ่านงบการเงิน แต่ตอนที่เรากำลังจะซื้อดันมีเพื่อนมาบอกว่า “อย่าซื้อหุ้นตัวนี้เลย มันไม่ดีหรอก เราว่าหุ้นตัวนี้ลงแน่ ๆ” ซึ่งถ้าจิตใจเราไม่มั่นคงพอ เราก็อาจจะพลาดโอกาสในการลงทุนในหุ้นและทำกำไรจากหุ้นตัวนี้ไปเลย

วิธีแก้ไขข้อนี้ คือพอเราได้ยินหุ้นจากคนอื่นมาให้เราเอามาทำการบ้านเองก่อน เช่น เอามาดูกราฟเอง หรือดูปัจจัยพื้นฐานเอง แล้วตัดสินใจด้วยตัวเราเองแบบนี้มันจะทำให้เราได้พัฒนาและไม่ต้องฝากพอร์ตเราไว้กับคำพูดของใครด้วย

4. ฝังใจกับหุ้นตัวเดิม ๆ

เชื่อว่านักลงทุนแต่ละคนย่อมที่จะมีหุ้นที่ตัวเองไม่ถูกชะตา หรือเคยเจ็บกับมันมาก่อน จุดนี้เองมันเลยทำให้เราฝังใจ แล้วไม่กลับไปมองหุ้นตัวนี้อีกเลย ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่อยากให้ทุกคนลองค่อย ๆ ปรับดู อาจจะค่อย ๆ เฝ้าดูหุ้นตัวนั้น แล้วถ้ามีจังหวะดีเมื่อไหร่ก็ลองพยายามกลับไปลงทุนในหุ้นตัวนั้นด้วยเงินน้อย ๆ ก่อนก็ได้

ซึ่งถ้าเรากำไรสักครั้งนึง เชื่อว่ามันจะทำให้เราลบฝันร้ายนั้นไปได้ และเหตุผลที่ให้ทุกคนทำแบบนี้ก็เพราะว่าไม่อยากให้มีอคติกับหุ้นตัวไหนหรือสินทรัพย์ตัวไหนเป็นพิเศษ เพราะจะทำให้เราพลาดโอกาสการลงทุน

5. Overtrade

Overtrade หรือการซื้อขายมากเกินไปเกิดขึ้นจากความที่เรามั่นใจตัวเองมากเกินไป เช่น ในช่วงนั้นเราอาจจะลงทุนเข้าเป้าทุกตัว เข้าตัวไหนก็กำไรไปหมด ความมั่นใจนี้เองมันเลยทำให้เราไม่ยอมหยุดลงทุน แล้วทำให้เรายิ่งเข้าลงทุนไม้ใหญ่มากขึ้นเรื่อย ๆ เกินความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้ แล้วเมื่อผิดทางขึ้นมาทำให้เกิดความเสียหายกับพอร์ตอย่างมหาศาล ซึ่งอาจจะทำให้พอร์ตเราไม่โตและอาจจะไปถึงขั้นขาดทุนถึงเงินทุนเลยก็เป็นไปได้เช่นกัน

วิธีแก้ข้อเสียข้อนี้ให้ดีขึ้น ก็คือให้เรากำหนดแผนการลงทุนอย่างชัดเจนก่อนการลงทุนทุกครั้ง โดยหลักการทั่วไปเรากำหนดจำนวนเงินลงทุนที่สามารถเสียได้ในแต่ละครั้งไว้เสมอ เช่น เรากำหนดไว้ว่าเรารับความเสี่ยงหรือผลขาดทุนได้ 2% ต่อการลงทุนหนึ่งครั้ง แล้วเราประเมินแล้วว่าการลงทุนในหุ้นครั้งนี้โอกาสที่เราจะยอมแพ้หรือ Cut Loss ออกไปคือเมื่อหุ้นปรับตัวลง 10%

แปลว่าถ้าหากพอร์ตเรามีมูลค่า 100,000 บาท เรารับผลขาดทุนได้เพียง 2,000 บาท ดังนั้นการเข้าลงทุนหุ้นในครั้งนี้เราจะซื้อได้เพียง 2,000 / 10% หรือ 20,000 บาทเท่านั้นเพื่อให้ในจุดที่ Cut Loss เกิดผลขาดทุนกลับมาที่พอร์ตเพียง 2% หรือ 2,000 บาทตามแผนการลงทุนที่ตั้งใจไว้

“จิตวิทยาการลงทุน” เป็นอีกทีปัจจัยสำคัญที่มีส่วนการประสำเร็จหรือล้มเหลวด้านการลงทุน การเร่งศึกษาหาความรู้ พร้อมนำไปปฏิบัติให้เกิดทักษะ พร้อมกับการลงทุนอย่างมีวินัย มีแผนการลงทุนจะเสมอจะช่วยทำให้เราสามารถเอาตัวรอดจากตลาดการลงทุนได้มากขึ้น

เขียนโดย: จักรกฤษณ์ กิจการรัฐบุตร นักวางแผนการเงิน CFP®

“อยากหยุดทำงาน แต่มีเงินใช้” สักเดือนละ 10,000 ต้องทำยังไง?

aomMONEY เชื่อว่าใครๆ ก็อยากมีชีวิตที่สบาย ไม่ต้องทำงานก็มีเงินใช้ แต่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะทำได้สำเร็จ อาจเพราะยังไม่รู้วิธีการ หรือขาดแรงบันดาลใจ นี่คือเรื่องราวจากชีวิตจริงของสตีฟ แอดค็อก และภรรยา ที่ตั้งเป้าหยุดทำงาน (เกษียณ) ตั้งแต่อายุ 35 ปี แต่ยังมีเงินหลักหมื่นใช้สบายๆ ทุกเดือน มาดูกันว่าทั้งคู่มีวิธีวางแผนการเงินอย่างไร

1. หักดิบออมเดือนละ 70%

สิ่งแรกที่สตีฟและภรรยาตัดสินใจทำ ก็คือการออม 70% ของเงินเดือน และเน้นการประหยัด เตือนตัวเองเสมอก่อนใช้จ่าย โดยคิดถึงเป้าหมายการหยุดทำงานให้เร็วที่สุดเป็นหลัก ตอนแรกก็ทำได้ยาก แต่พอเริ่มชินทุกอย่างก็จะเป็นไปโดยอัตโนมัติ

แน่นอนว่า รายได้และค่าครองชีพของไทย อาจจะไม่สามารถออมเดือนละ 70% (แต่ถ้าใครทำได้ก็เยี่ยมมากๆ เลยครับ) ดังนั้น aomMONEY จะขอแนะนำวิธีวางแผนการเงิน เพื่อให้มีเงินใช้ แม้จะหยุดทำงานไปแล้วก็ตาม

สูตรคำนวณ : เงินที่ต้องการใช้ต่อเดือน x 12 x จำนวนปีที่อยากใช้เงิน

เช่น

วางแผนหยุดทำงานตอนอายุ 50 ปี

หลังจากนั้นอยากมีเงินใช้เดือนละ 20,000 บาท ไปอีก 40 ปี

= 20,000 x 12 x 40

= 9,600,000 บาท คือจำนวนเงินที่ต้องมี ณ วันที่หยุดทำงาน

หลังจากนั้น เราก็ค่อยมาคิดว่า ตอนนี้เราอายุเท่าไหร่? แล้วต้องแบ่งออมเดือนละกี่บาท เพื่อให้ถึงเป้าหมาย 9,600,000 บาทครับ

2. หารายได้เสริมหลายๆ ทาง

ทีนี้ การมีรายได้แค่ทางเดียวอาจไม่เพียงพอ เราจึงต้องหารายได้เสริม เพื่อให้มีเงินออมมากขึ้น อย่างคู่รักคู่นี้นอกจากจะเป็นมนุษย์เงินเดือนแล้ว พวกเขายังเปิดช่องยูทูบ สร้างรายได้ราว 15,000 บาทต่อเดือน และรับจ้างเขียนบทความ มีรายได้อีก 30,000 บาทต่อเดือน เราลองสำรวจตัวเองดูว่า มีความถนัดหรือชื่นชอบเรื่องอะไร แล้วลองเปลี่ยนมันให้เป็นรายได้ดูครับ

3. ลงทุนให้เงินงอกเงย ไม่ใช่แค่ออมเฉยๆ

ดูจากเป้าหมาย 9,600,000 บาท ถ้าอาศัยการออมเงินอย่างเดียวคงเหนื่อยแย่ ดังนั้นจึงต้องมีเครื่องทุ่นแรง อย่างการ “ลงทุน” เพื่อเอาเงินต่อเงิน ให้งอกเงยมากขึ้น อย่างสามี-ภรรยาคู่นี้ ก็ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อย่างค่อยเป็นค่อยไป เช่น เริ่มลงทุน 1,000 เหรียญฯ แล้วได้กำไรมา 100 เหรียญฯ ดังนั้นต้นทุนการลงทุนในปีถัดไปก็จะเป็น 1,100 เหรียญฯ เป็นต้น พูดง่ายๆ คือลงทุนแค่เพียงเงินต้น จากนั้นก็ใช้กำไรทบต้นลงทุนไปเรื่อยๆ

เราเองก็สามารถลงทุนได้เช่นกัน ทั้งหุ้น กองทุนรวม พันธบัตร สลากออมทรัพย์ ฯลฯ ปัจจุบันก็มีผู้ให้ความรู้ด้านการลงทุนมากมาย อย่างเช่นเพจ aomMONEY ที่จะถ่ายทอดความรู้แบบเข้าใจง่าย สามารถกดไลค์ กดติดตามกันได้นะครับ

4. ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น

อุตส่าห์วางแผนเก็บออม-ลงทุนอย่างดี อย่าปล่อยให้มีรูรั่ว ลองวางแผนควบคุมค่าใช้จ่าย เช่น กำหนดงบประมาณกินข้าวนอกบ้าน ไม่เกินเดือนละ 2,000 บาท หรือวางแผนซื้อเสื้อผ้าไม่เกินปีละ 2 ครั้ง เพราะไหนๆ ก็ไม่ค่อยออกจากบ้านอยู่แล้ว หรือตัดรายจ่ายค่าสมาชิกรายเดือน แต่ไม่ค่อยได้ใช้บริการ อย่าละเลยค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ เพราะรูรั่วแค่รอยเดียวก็จมเรือทั้งลำได้

และนี่ก็คือวิธีวางแผนการเงินให้สำเร็จ ถ้าเราอยากหยุดทำงาน แต่ยังมีเงินใช้หลักหมื่นครับ ซึ่งสัดส่วนการออม การลงทุน และอายุที่ต้องการเกษียณ สามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับตัวเองได้ แต่ถ้าเรายิ่งมีเงินออมมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีเงินใช้ต่อเดือนมากขึ้น เป้าหมายทางการเงินของเราจะเป็นไปได้ครับ ถ้ารู้จักวางแผนและลงทุนให้เป็น

อ้างอิง : http://cnb.cx/3kU9ID0

“อยากรวย ต้องทำสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้” 5 เรื่องเงินที่โรงเรียนอาจไม่เคยสอนคุณ

หลายคนในอยากรวยแต่ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร เพราะสมัยเรียนหนังสือก็ถูกปลูกฝังมาแค่ให้ตั้งใจเรียนและมีงานที่ดีทำ แต่เมื่อโตมาได้เจอกับชีวิตจริง กลับค้นพบว่า “มีเรื่องเกี่ยวกับการเงินอีกมาก ที่สำคัญจำเป็นต้องรู้ไว้”

และน่าเสียดายที่หากรู้ตั้งแต่วัยเด็ก คงจะมีความมั่นคงทางการเงินได้ไวกว่านี้

แล้วเรื่องเงินเหล่านั้นมีอะไรบ้าง aomMONEY ขอสรุปง่ายๆ ด้วย 5 ข้อนี้ครับ

1. ถ้าอยากรวยกว่า คุณต้องทำในสิ่งที่หลายคนทำไม่ได้

ทำไมบางอาชีพถึงเงินเดือนสูง ถ้าตอบสั้นๆ มี 2 คำตอบครับ คำตอบแรกเพราะอาชีพนั่นสร้างมูลค่าต่อสังคมได้มากเช่น หมอ อีกคำตอบหนึ่งคือ เพราะมันหาคนมาทำยาก ตามหลักการง่ายๆอะไรที่หายากและมีคนต้องการมัน ย่อมมีราคาแพง ดังนั้นทำในสิ่งที่สังคมต้องการแต่ยังไม่มีคนทำ

2. เงินไม่พอใช้ คุณต้องหาเงินเพิ่ม

เราคงจะเคยคิดว่า เงินไม่พอก็ไม่เป็นไร มีเท่าไหร่ใช้เท่านั้น แต่หากเราลองเปลี่ยนความคิดล่ะ ถ้ามีเงินไม่พอ เราก็ต้องหาเงินเพิ่ม หารายได้เสริม แต่ก็ไม่ลืมบริหารไม่ให้ตัวเองใช้เงินเกินตัว ลองหาหนังสือการเงินมาอ่าน หาบุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจ เป็นต้นแบบของคุณ และลองสร้างเส้นทางเศรษฐีให้ตัวเองซะ!

3. โลกนี้มีวิธีสร้างรายได้ที่คุณไม่ต้องทำงานหนักตลอดเวลา

หนึ่งในเกณฑ์ที่เราใช้วัดว่า ใครรวยกว่ากัน คือ รายได้ที่ทำได้ต่อชั่วโมง ยิ่งรายได้ต่อชั่วโมงเยอะ ยิ่งรวยกว่า แล้วถ้าถามว่าคนรวย ที่รายได้ต่อชั่วโมงเยอะเขาเพราะทำงานทั้งวันรึเปล่า คำตอบคือไม่ใช่ แต่เพราะว่าเขาใช้อย่างอื่นสร้างรายได้ให้ตัวเอง โดยที่เจ้าตัวไม่ต้องแอคทีฟตลอดเวลา

เช่น กินเงินปันผลจากกองทุนหุ้น กินเงินค่าเช่า กินรายได้จากค่าโฆษณาที่ได้จากยอดวิววีดีโอใน Youtube ถ้าเราอยากรวย ก็ต้องสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ที่สามารถทำรายได้ให้เราแม้เราจะนอนอยู่ก็ตาม

4. คนรวย รวยเพราะเปลี่ยนชีวิตคนให้ดีขึ้น

ทำไมคนถึงรวย? เพราะแค่ขายของได้เยอะหรือ? ถูกครึ่งเดียวครับ อีกครึ่ง คือ เพราะสินค้าของเขาสร้างคุณค่ากับสังคมได้มาก เปลี่ยนชีวิตคนให้ดีขึ้น เช่น “มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก” สร้างเฟซบุ๊คทำให้เราติดต่อกันง่ายขึ้น “บิล เกตส์” สร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ปฏิวัติการทำงานในออฟฟิศ เราจะเห็นว่าพวกเขาไม่ไช่แค่ขาย แต่เขาช่วยให้ชีวตของเราง่ายขึ้น และเปลี่ยนแปลงสังคมโลกไปตลอดการ

5. ไม่ใช่แค่ประหยัดอดออม แต่คุณต้อง “ลงทุน” ด้วย

ในท้ายที่สุด ความมั่งคั่งและการสะสมความมั่งคั่ง จะมาจากช่องว่างระหว่างรายจ่ายและรายได้ ยิ่งช่องว่างนี้มากเท่าไหร่ คุณก็เก็บเงินได้มากขึ้น และถ้าอยากต่อยอดเงินที่คุณเก็บไว้ คุณควรจะแบ่งเงินออมไปลงทุนต่อยอด เพื่อให้เงินเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และเงินที่เติบโตนั้นจะกลับมาสร้างเป็นรายได้ให้เรานั่นเอง

แม้เรื่องการเงิน 5 ข้อนี้ หลายคนอาจจะได้มาเรียนรู้หลังจากที่เริ่มต้นทำงานแล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเป็นผู้แพ้ในโลกการเงิน มันก็เหมือนการเล่นเกมส์ ถ้าเราเข้าใจกลไกแนวคิดของเกม โอกาสชนะย่อมมีมากกว่า

โลกของการเงินก็เช่นกัน ถ้าอยากเป็นผู้ชนะ เราก็ต้องเข้าใจ “เงิน”เช่นกัน ถึงจะเป็นผู้ชนะ ในโลกของการเงินอย่างแท้จริง

อุบัติเหตุบนท้องถนน ถ้าคนโชคร้ายเป็นเรา ใครจะรับผิดชอบ?

อุบัติเหตุเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะบนท้องถนน เพราะมักจะสร้างความเสียหายมากกว่าปกติ ยกตัวอย่างเช่น อุบัติเหตุจากแผ่นปูนบริเวณถนนพระราม 2 เมื่อไม่นานมานี้ หรืออย่างปีก่อนๆ ที่มีกรณีพายุถล่ม แล้วป้ายโฆษณาหล่นมาทับใส่รถพังเสียหาย เสาเหล็กจากการก่อสร้างถนนหล่นทับรถยนต์ รวมทั้งที่พบเจอได้บ่อยที่สุด คือ ต้นไม้โค่นหล่นทับรถยนต์ ซึ่งสร้างความสูญเสียและเสียหายมากมายนับครั้งไม่ถ้วน

แล้วถ้าวันหนึ่ง คนโชคร้ายเป็นเรา ใครจะรับผิดชอบ?

ก่อนอื่นเราต้องมาดูตัวบทกฎหมายที่จะช่วยให้เราคลี่คลายสถานการณ์แบบนี้กันก่อน ไม่ว่าจะเป็น “การเรียกค่าสินไหม” หรือ “การเรียกร้องความรับผิดชอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 420

“ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่น โดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิต ร่างกาย สิทธิเสรีภาพ ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดนึง กล่าวไว้ว่า ผู้นั้นทำละเมิด จำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น”

– อย่างกรณีแผ่นปูนทางด่วนหล่นทับคนเสียชีวิต และรถเสียหายนี้ เท่าที่ทราบจากข่าวผู้ที่ต้องรับผิดชอบ คือ การทางพิเศษฯ หรือ บริษัทผู้รับเหมาก่อสร้าง ผู้เสียหายสามารถไปเรียกค่าเสียหายจากผู้รับผิดชอบได้โดยตรง

– ส่วนกรณีรถเสียหาย การเรียกร้องค่าเสียหาย “ถ้ารถเรามีทำประกันไว้” การเรียกร้องความเสียหายกับบริษัทประกันรถเราขึ้นอยู่กับ “ทุนประกัน” กับประเภทประกันภัยรถยนต์ที่เราทำไว้

“ทุนประกัน” คือ ค่าสินไหมที่บริษัทประกันภัยจะต้องจ่ายให้แก่ผู้เอาประกันภัยในกรณีเกิดความเสียหายต่อรถยนต์ตามเงื่อนไขของประเภทประกันภัยรถยนต์ ซึ่งการคำนวณทุนประกันจะเริ่มต้นที่ 80% จากราคากลางตลาด วิเคราะห์ทุนประกันจากยี่ห้อ ปีรุ่นที่ผลิต (อนุโลมเป็นปีจดทะเบียน) รุ่นรถยนต์เป็นหลัก!”

โดยทั่วไปแล้ว บริษัทประกันภัยจะประเมินทุนประกันภัยจากราคากลางที่ซื้อขายในตลาดเป็นหลัก ขณะที่รถป้ายแดงจะคิดจากราคาซื้อเป็นหลัก เราสามารถดูราคาประเมินรถยนต์ ได้ที่เว็บไซต์กรมขนส่งทางบก อย่างไรก็ดี มูลค่ารถยนต์ของเราจะลดลงเรื่อย ๆ ปีละ 10% หรือตามราคากลางรถยนต์ในปีนั้น ๆ (ทั้งนี้ประวัติการเคลมประกันไม่มีผลต่อมูลค่ารถยนต์นะครับ)

ทั้งนี้ ประเภทประกันรถในตลาดมีหลักๆ จะมี 4 ประเภท คือ ชั้น 1, ชั้น 2+, ชั้น 2, ชั้น 3+ และชั้น 3 โดยให้ความคุ้มครองที่แตกต่างกันไป

ยกตัวอย่าง กรณีแผ่นปูนหล่นใส่ เราเป็นฝ่ายถูก และมีคู่กรณี คือ การทางพิเศษฯ แบบนี้ ประกันชั้น 1, ชั้น 2+, ชั้น 3+ จะคุ้มครอง โดยทางบริษัทประกันจะไปเรียกค่าเสียหายกับทางอาคารสถานที่ บริษัทรับเหมา หรือบุคคลที่มาทำละเมิดกับรถของเราต่อไป

แต่หากประกันที่เราทำเป็นประกันชั้น 2 หรือ ประกันชั้น 3 ความคุ้มครองจะไม่ครอบคลุมกรณีอุบัติเหตุแบบมีคู่กรณี ถ้าเราทำประกันชั้น 2 หรือ 3 เราต้องไปเรียกร้องความเสียหายจากคู่กรณีเอง

ถ้าเราทำทุนประกันน้อยกว่าราคากลางที่ซื้อขายกันในตลาดเยอะ หรือทำประกันชั้น 2 หรือ 3 ที่ไม่คุ้มครองอุบัติเหตุแบบมีคู่กรณี หรือ เราไม่ได้ทำประกันเลย อย่างนี้แนะนำให้ไปเรียกร้องค่าเสียหายกับการทางพิเศษ หรือ บริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างโดยตรงจะดีกว่า

หลายคนอาจสงสัย กรณีนี้รู้ตัวผู้กระทำผิด แต่ถ้าเป็นกรณีกิ่งไม้หล่นใส่รถเสียหายล่ะ ใครรับผิดชอบ ยิ่งช่วงนี้ พายุฤดูร้อนก็มาบ่อยๆ ประกันภัยรถยนต์คุ้มครองความเสียหายที่เกิดจากกิ่งไม้หล่นใส่รถหรือไม่?

หากประกันรถที่เราเป็นประกันชั้น 1, 2+ หรือ 3+ ที่คุ้มครองความเสียหายที่เกิดจากภัยธรรมชาติ เช่น กิ่งไม้ร่วงใส่รถ ต้นไม้ล้มทับรถ เราก็จะได้รับความคุ้มครองนะ แต่อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับรายละเอียดและข้อตกลงในกรมธรรม์ ต้องไปดูให้ละเอียดอีกที

แล้วถ้าเราไม่ได้ทำประกันไว้ หรือ ประกันไม่คุ้มครอง แล้วกิ่งไม้หล่นใส่รถ เราจะทำยังไง? เรื่องนี้ต้องดูว่าเป็น “เหตุสุดวิสัย” รึเปล่า ถ้าเป็น ก็โทษใครไม่ได้

เหตุสุดวิสัย คืออะไร?

ตามมาตรา 8 คำว่า “เหตุสุดวิสัย” หมายความว่า เหตุใดๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดี เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้ แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้นจะได้จัดการระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น…

ถ้าลมพายุพัดต้นไม้ล้มมาทับรถ เป็นเหตุสุดวิสัย ดังนั้น จึงโทษใคร หรือเรียกร้องเอาค่าเสียหายไม่ได้เลย เว้นแต่ได้ทำ ประกันรถคุ้มครองภัยธรรมชาติไว้

แต่ถ้าไม่ใช่เหตุสุดวิสัย เราก็สามารถเรียกร้องความเสียหายได้ ดังตัวอย่างคำพิพากษาข้างล่างนี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5205/2550

วันเกิดเหตุฝนตกไม่มากและลมพัดไม่แรง การที่ต้นจามจุรีริมทางหลวงล้มทับผู้ตายขณะขับรถจักรยานยนต์ไปตามทางหลวงจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายมิใช่เกิดจากเหตุสุดวิสัย แต่เป็นเพราะความบกพร่องของกรมทางหลวงจำเลยที่ไม่โค่นหรือปล่อยปละละเลยไม่สั่งเจ้าหน้าที่ของจำเลยไปโค่นต้นจามจุรีที่มีสภาพผุกลวงเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น อันเป็นการกระทำละเมิดของจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3593/2528

ต้นไม้ของจำเลยล้มเอนเข้าไปในที่ดินของโจทก์บอกกล่าวให้ จำเลยตัด จำเลยก็ไม่ยอมตัดและไม่ยอมให้โจทก์ ตัดแสดงว่าจำเลย ยังครอบครองและแสดงความหวงแหนเป็นเจ้าของต้นไม้นั้นอยู่ดังนั้น ตราบใดที่จำเลยยังคงปล่อยให้ต้นไม้ของจำเลยล้มเอนเข้าไปในที่ดิน ของโจทก์โดยไม่ยอมค้ำจุนหรือตัดออกเพื่อระงับความเสียหาย อันจะเกิดแก่โจทก์ต่อไป ย่อมถือได้ว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ ติดต่อกันมาอยู่ตราบนั้นโจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายส่วนที่ยังไม่พ้นกำหนด 1 ปีย้อนหลังไปนับแต่วันฟ้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 75/2538

ต้นสนที่อยู่ข้างถนนซึ่งเทศบาลจำเลยที่1มีหน้าที่ดูแลมีสภาพผุกลวงแม้จะมีฝนตกและฟ้าคะนองในวันเกิดเหตุแต่ก็เป็นฝนตกเล็กน้อยและปานกลางในช่วงสั้น ๆ และความเร็วของลมก็เป็นความเร็วลมปกติการที่ต้นสนล้มลงทับรถยนต์โจทก์จึงมิใช่เกิดจากเหตุสุดวิสัยเนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวนแต่เป็นความบกพร่องของจำเลยที่ 1 ที่ไม่ยอมโค่นหรือค้ำจุนต้นสนเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชอบค่าเสียหายเพราะเหตุที่โจทก์ต้องทุพพลภาพตลอดชีวิตโดยระบบประสาทไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายได้เสียสมรรถภาพทางเพศและไม่สามารถเดินได้กับค่าเสียหายที่โจทก์ต้องทนทุกข์ทรมานจากการทุพพลภาพตลอดชีวิตเป็นค่าเสียหายอันมิใช่ตัวเงินทั้งสองกรณีอันเนื่องมาจากเหตุที่ต่างกันจึงแยกจำนวนให้ชดใช้ตามเหตุที่แยกออกจากกันเป็นแต่ละเหตุได้

แต่ไม่ว่าจะเป็นเหตุสุดวิสัยหรือไม่ เราอย่าเกิดเรื่องดีกว่า ปลอดภัยไว้ก่อนดีที่สุด เดินทางก็อย่าใกล้แถวๆก่อสร้าง จอดรถก็จอดใต้ต้นไม้ หรือ ใต้ป้าย ฝนตกก็อย่าออกจากบ้าน ฯลฯ พูดแล้ว รู้สึกว่าชีวิตนี้ยากจัง แต่ก็อย่าเครียดกับชีวิตจนเกินไปนะ

“วางแผนเกษียณ” แค่วางไว้ แต่ไม่ได้ทำ จัดการด้วยหลัก 3 ป.

การเกษียณอายุเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของชีวิต ซึ่งต้องมีการวางแผนและเตรียมการอย่างรอบคอบเพื่อให้แน่ใจว่า เมื่อเวลานั้นมาถึงเราจะได้มีความพร้อมอย่างรอบด้าน สำหรับการใช้ชีวิตในวัยเกษียณ สำหรับด้านการลงทุนเพื่อการเกษียณแล้ว นอกจากจะมี “แผนการ” ที่ดีแล้ว สิ่งที่ลืมไม่ได้เลยก็คือ “การลงมือปฏิบัติ” เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่ต้องการ คำว่าบรรลุเป้าหมายสำหรับการลงทุนเพื่อการเกษียณนั้น อาจหมายถึงการมีเงินเพียงพอ ที่จะใช้เพื่อดำรงชีพไปตลอด จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต ซึ่งการวางแผนการเกษียณ และการลงมือทำอย่างมีหลักการจะช่วยให้เรามีความพร้อมทางด้านการเงิน ซึ่งมีส่วนสำคัญจะส่งเสริมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี วันนี้ผมจะขอนำหลักการ 3 ป. ซึ่งเป็นหลักการบริหารที่สามารถใช้ได้ทั้งในระดับองค์กรและระดับบุคคล มาประยุกต์ใช้กับการวางแผนการเกษียณ ซึ่งหลัก 3 ป. นั้น ประกอบไปด้วย ป.ประสิทธิผล ป.ประสิทธิภาพ และ ป.ประหยัด ซึ่งหลักการเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้าง ทำให้สามารถสร้างฝันวันเกษียณได้อย่าง มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยมีรายละเอียดดังนี้

(1) หลักการ ป. ที่หนึ่ง ป. ประสิทธิผล

ประสิทธิผล (Effectiveness) นั้นหมายถึง การบรรลุผลหรือเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ เมื่อมามองในด้านการวางแผนเกษียณแล้ว ประสิทธิผลเกี่ยวข้องกับการกำหนดทิศทาง เพื่อให้มั่นใจว่า เมื่อถึงวันเกษียณควรจะต้องมีรายได้หลังเกษียณ (Retirement Income) และแหล่งการลงทุนต่างๆ เพียงพอที่จะดำรงชีวิตในช่วงเกษียณอายุ

ขั้นตอนแรกสู่การบรรลุประสิทธิผล คือ การกำหนดเป้าหมายการเกษียณของตัวเอง โดยเป้าหมายจะเป็นทิศทาง (Direction) ให้เห็นแนวทางในการเริ่มต้นลงมือทำ และเริ่มจัดการกับอุปสรรคที่จะทำให้ความฝันวันเกษียณไม่ราบรื่น สำหรับเป้าหมายในด้านการเกษียณนั้น ผมจะขอแบ่งเป็นประเด็นสำคัญ 3 ประการ ที่จะทำให้เป้าหมายมีความชัดเจนมากขึ้น ดังนี้

ประเด็นแรก “เวลา”

โดยคำถามสำคัญ คือ เราต้องการเกษียณในช่วงอายุใด และจะมีระยะเวลาหลังเกษียณอยู่อีกนานเท่าใด (อาจประมาณจากอายุเฉลี่ยของสมาชิกในครอบครัว) สำหรับความเสี่ยงจากประเด็นด้านเวลา คือ อายุยืนเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ (Longevity Risk) ทำให้เงินที่เตรียมไว้อาจไม่เพียงพอ ดังนั้นในการวางแผนเกษียณควรจะเผื่อเวลาให้อายุยืนยาวออกไปหน่อย

ประเด็นที่สอง คือ “ค่าใช้จ่าย”

คำถามประเด็นนี้ คือ ในช่วงเวลาหลังเกษียณเราจะใช้เงินทั้งหมดประมาณเท่าไร ซึ่งเป็นการประมาณค่าใช้จ่ายในช่วงวัยเกษียณควรจะต้องคำนึงถึง เงินเฟ้อ ภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่อาจคาดไม่ถึง เช่น ค่าซ่อมแซมบ้าน ดูแลรถยนต์ ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพต่างๆ

ประเด็นที่สาม “รายได้”

แหล่งที่มาของรายได้หลังเกษียณของเรามีอะไรบ้าง ซึ่งอาจมีรายได้จาก เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ บำนาญจากประกันสังคม บำเหน็จบำนาญข้าราชการ เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินจาก กบข. และเงินออมส่วนบุคคลต่างๆ เป็นต้น สิ่งที่ต้องพิจารณา คือ จะบริหารเงินลงทุนเพื่อหาผลตอบแทนจากเงินเหล่านี้ได้อย่างไร และในกรณีที่ยังต้องการทำงานอยู่ อาจเลือกงานที่มีชั่วโมงทำงานลดน้อยลง เพื่อให้มรายได้จากการทำงานอย่างต่อเนื่อง สำหรับท่านใดที่ต้องการวางเป้าหมายการเงินอย่างครอบคลุม อาจพิจารณาปรึกษานักวางแผนการเงิน ร่วมกันกำหนดเป้าหมาย เพื่อเพิ่มโอกาสให้เป้าหมายได้มี ป.ประสิทธิผล

(2) หลักการ ป. ที่สอง ป. ประสิทธิภาพ

ประสิทธิภาพ (Efficiency) หมายถึงการบรรลุผลตามที่ตั้งใจไว้โดยสิ้นเปลืองทรัพยากรน้อยและได้ผลกลับมามาก สำหรับด้านการวางแผนเกษียณ และการลงมือปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพนั้น เกี่ยวข้องกับการลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเกษียณอายุ และเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนให้มากขึ้น วิธีหนึ่งในการบรรลุประสิทธิภาพ คือ การบริหารภาษีโดยใช้สิทธิ การลงทุนที่สามารถนำมาเป็นค่าลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งจะทำให้การลงทุนเพื่อการเกษียณอายุมีประสิทธิภาพ

เช่น หากเป็นข้าราชการให้พิจารณาเลือกใช้ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) สำหรับพนักงานเอกชน แนะนำให้พิจารณากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) เป็นลำดับต้นๆ ซึ่งนอกจากจะลดหย่อนภาษีได้แล้ว การลงทุนเหล่านี้นับว่าเป็นการสร้างวินัยอัตโนมัติให้กับตัวเรา หลังจากนั้นหากมีเงินเหลือ พิจารณาลงทุนใน กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

โดยอาจปรึกษานักวางแผนทางการเงิน ในการเลือกแผนการลงทุน การเลือกใช้กลยุทธ์การลงทุนต่างๆ เช่น การจัดสรรสินทรัพย์ลงทุน (Asset Allocation) และการกระจายความเสี่ยง (Diversification) เพื่อลดความผันผวนและเพิ่มผลตอบแทนในระยะยาว

(3) หลักการ ป.ที่สาม ป. ประหยัด

การประหยัด (Economy) หมายถึง การบรรลุผลตามที่ตั้งใจไว้โดยใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า มีความยับยั้งชั่งใน ใช้จ่ายอย่างเหมาะสมกับฐานะ และหากมองในด้านการเกษียณ การประหยัดนั้นเกี่ยวข้องกับการลดค่าใช้จ่ายทั้งด้านการใช้ชีวิต โดยอาจจะถามตัวเองก่อนใช้จ่ายว่า สิ่งที่เราจะซื้อนี้เป็นสิ่งจำเป็นหรืออยากได้ แล้วถึงค่อยตัดสินใจซื้อสิ่งนั้น และในการประหยัดค่าใช้จ่ายในด้านการลงทุน ซึ่งหมายถึง การเลือกผลิตภัณฑ์การลงทุนที่มีต้นทุนไม่สูงนัก กองทุนรวมที่มีค่าธรรมเนียมต่ำ เช่น กองทุนรวมดัชนี (Index Fund) และในกรณีซื้อขายหลักทรัพย์ก็ควรต้องระวังค่าธรรมเนียมด้วยเช่นกัน

โดยสรุป หลักการทั้ง 3 ป. นั้น ได้แก่ ป. ประสิทธิผลเป็นหลักการที่มีนำหนักและสำคัญที่สุด เป็นเป้าหมายปลายทางที่ต้องเพียรพยายามเพื่อให้บรรลุผล นั่นคือการมีเงินเพียงพอที่จะใช้ดำรงชีวิตในยามเกษียณได้อย่างมีคุณภาพ สำหรับ ป.ประสิทธิภาพ คือ กระบวนการระหว่างทางที่จะทำให้ไปถึงเป้าหมาย โดยหลัก ป.ประหยัดจะคอยเสริมสร้างความแข็งแกร่งแผนการเงินได้ในทุกช่วงวัย และเมื่อนำสามหลักการนี้มาประยุกต์ใช้ก็จะส่งเสริมให้ผู้ที่นำไปปฏิบัติประสบความสำเร็จในการเกษียณ เรียกได้ว่าจะเกษียณอย่างเกษมแน่นอน

เขียนโดย: ศุทธวีร์ มงคลสินธุ์ นักวางแผนการเงิน CFP®

เคล็ดลับ 6 ขั้นตอนเลือกหุ้น Super Stock ของ ดร.นิเวศน์ จากหนังสือ “เด็กวัดดอน”

สำหรับนักลงทุนแล้วถ้าเราเอ่ยชื่อ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ทุกคนน่าจะร้องอ๋อและรู้จักกันทุกคน เพราะนอกจากจะเป็นนักลงทุนเน้นคุณค่า (Value Investor) ที่มีชื่อเสียงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของไทยแล้ว พอร์ตการลงทุนหลายพันล้านแล้วเขายังถือเป็นบุคคลผู้จุดกระแสการลงทุนแนวนี้ในบ้านเราด้วย เรียกว่าเป็นคนแรก ๆ เลยก็คงไม่ผิดนัก

หนังสือ ‘เด็กวัดดอน’ ที่เพิ่งวางจำนวนได้เล่าถึงเรื่องราวชีวิตของนักลงทุนคนนี้ตั้งแต่ช่วงวัยเด็ก ๆ ลูกชายชาวจีนอพยพพ่อแม่พ่อพูดไทยไม่ได้ เป็นช่างไม้ก่อสร้าง นอนบ้านสังกะสี วิ่งเล่นในสลัม จนฝ่าฟันความท้าทายต่าง ๆ ในชีวิตจนประสบความสำเร็จได้จนทุกวันนี้ (เดี๋ยวมารีวิวหนังสือเล่มนี้ให้ฟัง สนุกมาก)

ครั้งหนึ่งที่งานปาฐกถาที่ประเทศมาเลเซีย ดร.นิเวศน์ ได้แชร์เทคนิคการเลือกหุ้นที่เขาเรียกว่า ‘Super Stock’ เอาไว้ 6 ขั้นตอนด้วยกัน

1. มองหาอุตสาหกรรมที่อยู่ในเมกะเทรนด์ โดยดูว่าสินค้าหรือบริการอะไรที่คนอายุน้อยและผู้มีรายได้สูงต้องบริโภคมากขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต

2. มองหาผู้ชนะในอุตสาหกรรมในข้อแรก จุดสังเกตคือมักจะมียอดขายทิ้งห่างคู่แข่งเป็นอย่างมาก

3. มองหาธุรกิจที่มี ‘ความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน’ ซึ่งมักจะมีองค์ประกอบต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ได้แก่ แบรนด์ ความประหยัดจากขนาด เครือข่าย Switching Cost หรือต้นทุนในการเปลี่ยนไปใช้สินค้าหรือบริการของบริษัทอื่น การผูกขาดตามธรรมชาติ ความสามารถในการควบคุมต้นทุนวัตถุดิบให้อยู่ในระดับต่ำ และเป็นสินค้าหรือบริการซึ่งยากที่จะถูกดิสรัปต์ (Disrupt) โดยเทคโนโลยีใหม่ ๆ

4. เป็นบริษัทที่อยู่ใน ‘วงจรแห่งความรุ่งเรือง’ (Virtuous Cycle) เช่นมีความได้เปรียบในการแข่งขัน ทำให้สร้างยอดขายได้มากกว่าคู่แข่ง เมื่อยอดขายสูงกว่า ก็มีเงินเอาไปใช้พัฒนาธุรกิจ จึงสามารถดึงดูดลูกค้าหน้าใหม่ ๆ และยิ่งทำรายได้มากขึ้นไปอีก เป็นเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ลักษณะนี้คือวงจรแห่งความรุ่งเรือง

5. เป็นบริษัทที่มีฐานะการเงินดี โดยมีองค์ประกอบคือผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE – Return on Equity) ในระดับสูง อย่างน้อย ๆ 15% ขึ้นไป มีอัตรากำไรสุทธิในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมโดยรวม มีกำไรที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในระยะยาว

6. กระแสเงินสดในการดำเนินงานสูง มีรายจ่ายลงทุน เงินที่ต้องใช้เพื่อบำรุงรักษาเครื่องจักรอุปกรณ์ ตลอดจนปัจจัยอื่น ๆ เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในระดับที่ต่ำ

สุดท้ายแล้วเมื่อพบหุ้นที่มีคุณสมบัติดังกล่าว ยังต้องมาดูด้วยว่า ‘ราคา’ อยู่ในระดับไหน ถูกหรือแพง ซึ่ง ดร.นิเวศน์ก็บอกว่ามันควรมี P/E หรืออัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ ( Price to Earnings Ratio) ต่ำกว่า 20 สำหรับหุ้นที่ดำเนินธุรกิจมาหลายปีและมีรากฐานที่มั่นคงในระดับหนึ่งแล้ว

หรือถ้าหากเป็น Super Stock ที่เพิ่งก่อตั้งมาได้ไม่นานและกำลังอยู่ในช่วงเติบโต ก็ต้องเป็นบริษัทที่ยังมีมูลค่าตลาดไม่มากนักเมื่อเทียบกับศักยภาพของบริษัทและหมายความว่ายังสามารถเติบโตได้อีกมาก

“เริ่มต้นออมเงิน ตั้งแต่อายุยังน้อย” วิธีง่ายๆ ที่เราจะรวยนำหน้าคนอื่น !!

รู้กันหรือไม่ว่าคุณปู่วอร์เรน บัฟเฟตต์ อภิมหาเศรษฐีระดับโลก ผู้ครอบครองสินทรัพย์กว่าแสนล้านดอลลาร์ กว่าจะร่ำรวยในแบบวันนี้ คุณปู่เค้าเริ่มทำงานเก็บเงินเพื่อนำไปลงทุนในหุ้นตั้งแต่อายุ 11 ปี

และถ้าเรื่องราวนี้ยังสร้างแรงฮึกเหิมในการออมให้เพื่อนๆ ไม่พอ aomMONEY ขอหยิบยกเหตุผลเพิ่มอีก 3 ข้อ มาปลุกใจให้เพื่อนๆ เริ่มต้นออมตั้งแต่วันนี้ครับ

(1) ยิ่งเริ่มออมเร็วเท่าไหร่ ยิ่งได้เปรียบ

เคยได้ยินพลังของดอกเบี้ยทบต้นไหมครับ เจ้าตัวนี้แหละที่จะช่วยให้ผลตอบแทนจากการลงทุนของเราทวีคูณขึ้น โดยยิ่งมีระยะเวลาลงทุนนานเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้ประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น อีกทั้งการเริ่มออมตั้งแต่อายุยังน้อย ก็ยิ่งทำให้มีเวลาศึกษามากขึ้น

(2) ออมเร็ว ช่วยให้เราสามารถเกษียณได้เร็ว

การที่เราออมเงินตั้งแต่เด็ก ถือเป็นการเริ่มต้นก่อนคนอื่น และทำให้เก็บเงินเกษียณได้ไวกว่า เพราะหลายคนที่ทำงานจนอายุ 60 ปี ไม่รู้จักการออม บางคนก็มีหนี้ติดตัวมาด้วยซ้ำ ดังนั้น หากไม่อยากใช้แรงทำงานไปตลอด ก็ควรเริ่มออมเงินตั้งแต่วันนี้ ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสมากกว่าคนอื่น

(3) ออมตั้งแต่เด็ก ปลูกฝังวินัยได้ง่ายกว่า

ตอนเด็กเพื่อนๆ คงเคยถูกปลูกฝังให้หยอดเงินในกระปุกกันอยู่แล้ว เพราะนั่นเป็นการสร้างวินัยที่จะติดตัวไปจนโต และวัยเด็กค่าใช้จ่ายส่วนตัวก็ยังน้อย ถ้าเราสร้างวินัยที่ดีตั้งแต่แรกก็ทำให้มีเงินออมเยอะขึ้น รวมถึงพอโตขึ้น วินัยเหล่านั้นจะช่วยให้เราจัดการอะไรได้ดีกว่า

เอาล่ะ! อ่านมาถึงตรงนี้ หวังว่าเพื่อนๆ ทุกคนจะมีแรงบันดาลใจและรู้สึกฮึกเหิมที่จะเริ่มต้นออมเงินกันบ้างแล้ว ถึงแม้จะเริ่มช้า แต่ก็ยังดีกว่าไม่เริ่มสักที

เห็นเงินในกระเป๋าแล้วเศร้าใจ รู้สึกไม่ปลอดภัยทางการเงิน เข้าข่าย “Financial Insecurity”

เคยเป็นกันมั้ย อยากกินอาหารเหลาซักครั้ง ก็กลัวไม่มีเงินกินถึงสิ้นเดือน อยากได้รองเท้าดีๆ ใส่สักคู่ ก็เกรงว่าจะต้องกินแกลบแทนข้าว พอชีวิตถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขทางการเงินแบบนี้ บางคนจึงเกิดความเครียด รู้สึกหงุดหงิด ไม่สบายใจ กับ ความไม่มั่นคงทางการเงิน สภาวะแบบนี้ ฝรั่งเขาเรียกว่า Financial insecurity

Financial insecurity คืออะไร ?

อธิบายง่ายๆ ด้วยข้อมูลเชิงจิตวิทยา Financial insecurity คือ ภาวะที่ผู้คนรู้สึกถึงความไม่มั่นคงทางการเงิน ส่งผลให้เกิดความเครียด เศร้า ท้อแท้ สิ้นหวัง บางคนเป็นหนักถึงขั้นเกิดภาวะซึมเศร้า

สาเหตุของ Financial insecurity ?

บอกเลย เกิดขึ้นจากการวิตกกังวล เครียด และรู้สึกกดดัน ที่จำนวนเงินในกระเป๋า มีไม่เพียงพอต่อการนำไปใช้ตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะปัจจัย 4 ไม่ว่าจะเป็น ค่าอาหาร ค่าเช่าหรือผ่อนบ้าน ค่ายา ค่ารักษาโรค และเครื่องแต่งกาย ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นกับคนในวัยทำงาน และคนวัยเกษียณที่ต้องพึ่งพาการเงินจากคนรอบตัว

ก่อนหน้านี้ Bankrate บริษัทให้บริการทางการเงินชื่อดังของสหรัฐอเมริกา และเว็บไซต์ด้านสุขภาพจิต Psych Central เคยส่งเจ้าหน้าที่ไปสอบถามคนอเมริกันวัยทำงาน เกือบ ​​2,500 คน ช่วงเดือนเมษายน ปี 2022 ผลสำรวจ พบว่า 42% ยอมรับว่าปัญหาทางการเงินส่งผลต่อสุขภาพจิต โดยเฉพาะจากสิ่งกระตุ้นเหล่านี้

– เปิดดูบัญชีธนาคาร 49%

– จ่ายบิลค่าใช้จ่ายรายเดือน 41%

– จับจ่ายซื้อของ 34%

– เวลาต้องคุยเรื่องเงินกับผู้อื่น 32%

– ตรวจดูบัญชีสำหรับลงทุน 16%

ผลเสียของ Financial insecurity ?

เมื่อชีวิตถูกจำกัดอิสรภาพทางการเงิน ซึ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ ความวิตกกังวล หงุดหงิด และเครียด พอเกิดขึ้นบ่อยๆเข้า ก็จะรู้สึกถึงความไม่มั่นคงทางการเงิน ไม่มีเงินใช้ตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐาน

คราวนี้พอความเครียดสะสม หลายคนจะเริ่ม สิ้นหวัง ค่อยๆ สูญเสียความเคารพตนเอง รู้สึกว่าชีวิตพ่ายแพ้และล้มเหลว กลายเป็นโรคซึมเศร้า

วิธีรับมือ Financial Insecurity ?

อ่านมาถึงบรรทัดนี้เชื่อว่า หลายคนคงกังวล แต่ไม่กลัว อาการ Financial Insecurity แก้ไขได้ไม่อยาก เริ่มต้นจากตระหนักรู้ถึงปัญหา ยอมเผชิญหน้า ทบทวนรูปแบบการใช้เงิน และค่อยๆ ปรับปรุงนิสัยการใช้จ่าย จากนั้นเริ่มวางแผนบริหารจัดการเงินในกระเป๋าให้รัดกุม และบันทึกค่าใช้จ่าย เพื่อใช้เป็นข้อมูล

แต่สิ่งที่ทรงพลังที่สุด คือ การมองชีวิตเชิงบวก แทนที่จะพร่ำบ่นว่า “ฉันยากจนอยู่เสมอ” ก็ให้เปลี่ยนมาเป็น “ฉันบริหารจัดการเงินในกระเป๋าได้อย่างมีประสิทธิภาพ” เพื่อเสริมกำลังใจ จากนั้น ค่อยๆ ทำความเข้าใจสภาวะอารมณ์ของตนเอง แยกให้ออกระหว่างความเครียดทางการเงิน กับ อารมณ์ความรู้สึก ต้องมองว่า เงินเป็นสิ่งที่ควบคุม หรือ บริหารจัดการได้ อาจต้องใช้เวลาศึกษาหาความรู้ หรือ ปรึกษาผู้รู้ เพื่อให้ปัญหาการเงินคลี่คลายในที่สุด aomMONEY เชื่อมั่นคุณทำได้

อ้างอิง :

– https://www.forbes.com/sites/teresaghilarducci/2021/09/17/financial-insecurity-and-cognitive-decline—what-is-the-link/

– https://www.bankrate.com/personal-finance/financial-wellness-survey/

– https://www.clevergirlfinance.com/how-to-handle-financial-insecurity-5-tips/

“ทำประกันแล้วใช้ชีวิตเสี่ยงขึ้น” เพราะรู้ว่าไม่ต้องแบกรับต้นทุนเอง รู้จัก Moral Hazard ภัยทางศีลธรรม

เคยมั้ย !! ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบมีประกัน ก็เลยใช้งานแบบไม่ถนอม ใช้งานแบบสมบุกสมบันเต็มที่ เพราะคิดง่ายๆ ว่า ถ้ามันเสียก็เปลี่ยนใหม่ได้ หรือ เอาไปให้ศูนย์ซ่อมก็ได้แล้ว ถ้าคุณเคยทำแบบนี้ บอกเลยพฤติกรรมของคุณเข้าข่าย Moral Hazard แล้วล่ะ

Moral Hazard คือ อะไร?

ถ้าแปลตามความหมายใน พจนานุกรมศัพท์ประกันภัย อังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๔๐ แปลความหมายว่าคือ “ภาวะภัยทางศีลธรรม”

คราวนี้ เลยงงกันไปใหญ่ว่า แล้ว “ภาวะภัยทางศีลธรรม” คืออะไรล่ะ

อธิบายง่ายๆ ก็คือ การที่บุคคล หรือ กลุ่มธุรกิจ มีพฤติกรรมเข้าหาความเสี่ยงมากขึ้น เป็นเพราะรับรู้ว่า มีผู้รับผิดชอบความเสี่ยงแทน จึงไม่จำเป็นต้องห่วงผลของการกระทำ

จริงๆ แล้ว Moral Hazard มีต้นกำเนิดมาจากธุรกิจประกันภัย พูดให้เห็นภาพ ก็คือ เวลาที่คนเราซื้อประกันภัยสิ่งของไว้แล้ว ก็จะมีแนวโน้มว่าจะใช้งานสิ่งนั้นโดยขาดความระมัดระวัง ผิดกับตอนที่ยังไม่ได้ซื้อประกัน ก็มักจะใช้งานอย่างทะนุถนอม

ยกตัวอย่าง เจ้าของรถที่ทำประกันอุบัติเหตุรถยนต์ไว้ ก็มักจะขับรถด้วยความประมาทมากกว่าตอนที่ยังไม่ได้ทำประกัน เป็นเพราะเจ้าของรถ รู้ดีว่า ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาแล้วล่ะก็ บริษัทประกัน ต้องเป็นผู้รับผิดชอบความเสียหาย หรือ ค่าซ่อมรถให้นั่นเอง

เอาเข้าจริง Moral Hazard ก็ไม่ได้สร้างความได้เปรียบซะทีเสีย เพราะถ้าเจ้าของรถ ไม่สนใจความเสี่ยง คิดว่าพอเกิดอุบัติเหตุก็เคลมได้ ก็เลยเคลมถี่ๆ คราวนี้ พอยอดเคลมสูงขึ้น บริษัทประกัน ก็ไม่ยอมเสียเปรียบหรอกนะ เขาก็จะคิดเบี้ยประกันในปีถัดไปสูงขึ้นกว่าเดิม

บอกเลย ถ้าบริษัทประกัน เจอลูกค้าที่มีพฤติกรรม Moral Hazard บ่อยๆ คราวนี้ นอกจากจะกำหนดเบี้ยประกันแพงขึ้น ยังกำหนดเงื่อนไขจุกจิกยิบย่อยในสัญญา สุดท้ายทำให้ลูกค้าที่มีความเสี่ยงต่ำ ก็ต้องแบกรับเงื่อนไขที่ยุ่งยากของบริษัทประกันตามไปด้วย

เท่านั้นยังไม่พอ เวลาเกิดอุบัติเหตุขึ้นจริงๆ นอกจากเสียเวลา เสียอารมณ์แล้ว ยังเสี่ยงต่อการเสียชีวิตด้วย

นอกจากนี้ คำว่า Moral Hazard ยังถูกหยิบยกมาพูดในแวดวงการเงินระดับโลกด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะกับ นโยบายลดหนี้ หรือ ยกหนี้ให้ หรือการให้อีกฝ่ายเป็นผู้คุ้มครองและรับผิดชอบในเรื่องต่างๆ แทน อย่าง กรณีล่าสุด เมื่อ ธนาคารกลางของสหรัฐฯ หรือ FED เข้ามาแทรกแทรงและให้ FDIC คุ้มครองวงเงินของผู้ฝากเงินแบบเต็มจำนวน แก่ลูกค้า ธนาคาร Silicon Valley Bank หรือ SVB จากเดิมที่กำหนดเพดานการรับประกัน อยู่ที่ 250,000 ดอลล่าห์สหรัฐฯเท่านั้น

เรื่องนี้ Ken Griffin ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารเฮดจ์ฟันด์ Citadel บอกว่า เศรษฐกิจของสหรัฐฯแข็งแกร่งมากพอที่จะปล่อยให้ผู้ฝากเงินของ SVB สูญเสียเงินของพวกเขาทั้งหมด เพื่อมอบบทเรียน Moral Hazard ให้

ที่สำคัญ การที่ FED เข้าไปอุ้มบรรดาลูกค้าของ SVB จะทำให้สูญเสียวินัยทางการเงิน และเป็นการทรยศต่อระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมของสหรัฐอเมริกาแบบต่อหน้าต่อตา

ไม่เพียงแต่ในแวดวงการเงินเท่านั้น Moral Hazard ยังถูกนำมาประเด็นในมิติอื่นๆ ด้วยเช่นกัน อาทิ การเมือง อย่างกรณีนักการเมืองหลายคน ข้อเสนอให้ยกเลิกดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. เพื่อเรียกฐานเสียง โดยหลงลืมไปว่า กยศ. เป็นกองทุนหมุนเวียนสำหรับการกู้ยืม มิใช่กองทุนเรียนฟรีเพื่อสนับสนุนการศึกษา

หรือ นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ที่เริ่มต้นจากการมีเจตนาดีให้คนยากคนจน ได้รับการรักษาอย่างทั่วถึง ในราคาที่จ่ายได้ แต่นโยบายนี้กลับคนให้หลายๆ คน ต่างละเลยการดูแลสุขภาพ เพราะเวลาเจ็บป่วย ไปหาหมอ ก็จ่ายในราคาที่ถูกแสนถูก แทบเหมือนการรักษาฟรีอยู่แล้ว

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save