4 ขั้นตอนสร้างแผนการเงินสู้วิกฤติจากหนังสือ “Money Mindset” ของ “โค้ชหนุ่ม จักรพงษ์ เมษพันธุ์”

เชื่อว่าใครก็ตามที่กำลังสนใจเกี่ยวกับเรื่องการเงินคงเคยได้ยินชื่อของ “โค้ชหนุ่ม จักรพงษ์ เมษพันธุ์” หรือ “Money Coach” กันมาบ้างพอสมควร ด้วยลีลาการเขียน การพูดที่แสบ ๆ คัน ๆ และประสบการณ์ด้านการเงินที่โค้ชหนุ่มเองผ่านมาแล้วอย่างโชกโชน ทำให้นอกจากข้อมูลที่โค้ชหนุ่มนำเสนอนั้นมีทั้งความรู้ที่เอาไปปรับใช้ได้จริง และที่สำคัญคืออ่านสนุกด้วย

วันนี้เลยอยากนำเอาบางส่วนของหนังสือ “Money Mindset” ของโค้ชหนุ่มมาแชร์กันครับ เป็น “4 ขั้นตอนของการสร้างแผนการเงินเพื่อสู้วิกฤติ” ที่คิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับเพื่อน ๆ หลายคนในช่วงนี้เลยทีเดียว

สำหรับคนที่กำลังเจอวิกฤติการเงิน (มีช่วงไหนที่ไม่วิกฤติบ้าง?) รายได้หด หนี้ท่วม เงินไม่พอใช้จ่าย ลองทำตามนี้กันดูครับ

1. ทำงบการเงินล่วงหน้า 6-12 เดือน

งบการเงินคือสิ่งที่จะช่วยทำให้เราวางแผนได้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

แม้จะไม่มีทางรู้หรอกว่าอนาคตจะเป็นยังไง แต่การวางแผนรับมือเอาไว้ก่อนก็ถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก โค้ชหนุ่มบอกว่า “อย่าปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม ตั้งสติ โดยการมองชีวิตไปข้างหน้าว่าจะเจอกับอะไรบ้าง”

หลังจากนั้นก็นั่งเขียนเลยครับ หาเวลาว่าง ๆ สัก 2-3 ชั่วโมง ลงข้อมูลให้ละเอียด รายรับรายจ่ายมีอะไรบ้างที่จะเข้ามาแล้วออกไป

จะมีการจ่ายเงินเป็นก้อนใหญ่ไหม ต้องเก็บเงินเท่าไหร่ ติดลบตรงไหนรึเปล่า ขาด-เหลือเท่าไหร่

ถ้าเหลือก็ควบคุมให้ดี ถ้าขาดก็รีบหาทางลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ อย่าหวังให้ใครมาช่วย

2. ลดรายจ่าย

ถ้าการเงินติดลบ ให้ดูตรงส่วนของ “รายจ่าย” ก่อนเลยเพราะมันคือสิ่งที่เราสามารถจัดการได้ด้วยตัวเอง

เพราะรายได้เราไม่รู้หรอกว่าจะทำแล้วจะมีผลแค่ไหน แต่รายจ่ายเรารู้อยู่แล้วว่าจะจัดการตัดตรงไหนออกไปได้ หยิบมาทีละตัว ตัวไหนที่ไม่จำเป็นก็ตัดก่อน (สตรีมมิ่งทั้งหลาย ทานข้าวนอกบ้าน ฯลฯ)

รายจ่ายพวกนี้ถ้าคุยกันกับครอบครัวด้วยก็ดี ปรึกษากันครับว่าจะลดยังไง
โค้ชหนุ่มบอกว่า “ถ้าเครดิตยังดีอยู่ก็หาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ กู้มาโปะหนี้ดอกเบี้ยแพง รวมหนี้เป็นก้อนเดียว ช่วยลดค่าผ่อนต่อเดือน” หรือ “รีไฟแนนซ์ดูเพื่อให้ผ่อนน้อยลง”

หนี้ตัวไหนที่ไม่ไหวจริง ๆ เป็นบ้านก็อาจจะตัดใจขายก่อน หรือไม่ก็ขอลดค่างวดผ่อน ถ้าเป็นรถก็คืนเขาไปก่อนผิดชำระหนี้ และถ้าเป็นหนี้บริโภคก็ต้องเจรจากับสถานบันการเงินขอจ่ายเฉพาะดอกไปสักระยะหนึ่ง หนี้สั้นเป็นหนี้ยาว ผ่อนให้น้อยลงให้หายใจได้สบายมากขึ้น

ซึ่งแน่นอนว่าการเจรจาอาจจะได้หรือไม่ได้ แต่ถ้าไม่เจรจาก็ไม่ได้แน่นอน
สิ่งสำคัญที่โค้ชหนุ่มเน้นย้ำคือ “ให้วางแผนกันเงินกินให้ท้องอิ่ม”
ถ้ามีเงินก้อนเข้ามาก็ตัดใช้หนี้ส่วนหนึ่ง กันสำรองไว้ส่วนหนึ่ง
เงินน้อย สติต้องเยอะ

3. หารายได้เพิ่ม

เราอาจจะรู้สึกว่าการหาเงินเพิ่มนั้นเป็นเรื่องที่ยาก แต่อยากจะขอให้มองชีวิตในหลาย ๆ มุม ทุนชีวิตที่สะสมมา ความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ชีวิตที่ สิ่งที่เคยทำ ความสัมพันธ์ต่าง ๆ กับคนรอบตัว

ลองค้นหาช่องทางเหล่านี้ดูว่าอันไหนพอจะเป็นไปได้บ้าง ดูว่าอันไหนที่พอจะเป็นประโยชน์กับคนอื่น เพราะการหารายได้ในมุมหนึ่งคือเราไปช่วยแก้ไขปัญหาให้คนอื่น ๆ แล้วได้ค่าตอบแทนมา เพราะฉะนั้นหาทักษะที่พอจะเป็นประโยชน์แล้วก็ใช้มันอย่างเต็มที่

เริ่มจากสิ่งที่เรามี โซเชียลมีเดีย อย่าใช้เป็นที่บ่นระบายอย่างเดียว ใช้มันให้เกิดประโยชน์ ให้เพื่อนลองแนะนำงานหรือช่วยกระจายข่าวออกไปว่าเรากำลังหารายได้เพิ่ม

โค้ชหนุ่มบอกว่า “อย่าไปกลัวว่าเหนื่อยแล้วจะไม่ได้อะไร โลกนี้ไม่มีอะไร ‘ฟรี’ ดังนั้น ‘เหนื่อยฟรี’ ก็ไม่มีเช่นเดียวกัน”

4. เงินน้อยต้องรักษาให้ดี อย่าให้ใครหลอก

ประเด็นนี้สำคัญมากเพราะช่วงเวลาวิกฤติในชีวิต ที่กำลังตกต่ำ มักจะตัดสินใจผิดพลาด คนที่จะหาประโยชน์จากการล้มของคนอื่นมีมากมาย

อย่าไปตกบ่วงของแชร์ลูกโซ่ การพนัน รวดลัด รวยเร็ว ชีวิตจะยิ่งแย่ไปกว่าเดิม

สุดท้ายคือ ยืนหยัด มุ่งมั่นที่จะมีชีวิตที่ดี แม้เราไม่รู้ว่าปลายทางจะดีขึ้นเมื่อไหร่ “สู้ให้เต็มที่ สู้ให้สุดกำลัง ท้อเมื่อไหร่ก็พักบ้าง”

ที่สำคัญอีกอย่างคืออย่าซ้ำเติมตัวเอง ให้ชีวิตตกต่ำไปมากกว่าเดิม อย่าด่าทอตัวเอง ทำเหมือนกับตัวเองไร้ค่า แม้จะมีทุกข์ ก็ต้องมีความสุขให้เป็นด้วย

8 สัญญาณเตือน ว่าการเงินกำลังจะวิกฤต หา “รายได้” ไม่ทัน “รายจ่าย”

จากข้อมูลค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนทั่วประเทศไทย ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าปี 2562 – 2565 มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 20,742 ล้านบาท, 21,329 ล้านบาท, 21,616 ล้านบาท และ 22,372 บาท ตามลำดับ

ขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของคนไทย (ข้อมูล ณ พฤศจิกายน 2565) แบ่งเป็น 5 กลุ่ม (ข้อมูล : สำนักงานสถิติแห่งชาติ) ได้แก่ กลุ่มรายได้น้อยที่สุด 11,135 บาท, กลุ่มรายได้น้อย 16,852 บาท, กลุ่มรายได้ปานกลาง 22,106 บาท, กลุ่มรายได้สูง 29,211 บาท และกลุ่มรายได้สูงสุด 57,461 บาท

หากใช้สถิตินี้ พบว่ากลุ่มรายได้น้อยที่สุดกับกลุ่มรายได้น้อย มีรายได้ต่ำกว่ารายจ่าย ส่วนอีก 3 กลุ่มมีรายได้มากกว่ารายจ่าย แต่สังเกตว่ากลุ่มรายได้ปานกลาง มีรายได้กับรายจ่าย แทบจะเท่ากัน

นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดเชื้อไรรัส COVID-19 เป็นต้นมา พบว่าคนไทยกังวลเกี่ยวกับ “ค่าใช้จ่าย” มากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาด เช่น ถูกลดเงินเดือน หรือตกงานกะทันหัน ผลที่ตาม คือ รายได้หดหาย แต่รายจ่ายยังเหมือนเดิมหรือเพิ่มสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว การจ้างงานเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้คนมีรายได้สูงขึ้นตามไปด้วย แต่การจับจ่ายใช้สอยก็สูงเป็นเงาตามตัว เพราะค่าครองชีพถีบตัวสูงขึ้นจากเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง

สถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้หลายคนยังคงมีรายจ่ายสูง บางคนรายจ่ายยังคงแซงหน้ารายได้ และเริ่มส่งผลต่อการดำรงชีวิต ดังนั้น ควรตรวจสอบสถานะการเงินตัวเองเพื่อให้รู้สัญญาณ ที่เป็นสาเหตุให้หาเงินได้ไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่าย เพื่อจะได้รีบแก้ไข ไม่ให้เกิดปัญหาบานปลาย

1. จ่ายหนี้ลำบาก

ลองสำรวจตัวเองว่าเมื่อเห็นใบแจ้งหนี้แล้วรู้สึกกังวลหรือไม่ว่าจะหาเงินเพื่อจ่ายหนี้ได้ไม่ตรงเวลา หรือมีใบแจ้งหนี้หลายๆ ใบ แล้วไม่สามารถจัดลำดับความสำคัญได้ว่าจะจ่ายหนี้อะไรก่อนหลัง อาจบ่งบอกว่ารายได้ไม่เพียงพอ หรือไม่ก็อาจเกิดจากการบริหารจัดการได้ไม่ดีเท่าที่ควร

2. เงินหมดก่อนสิ้นเดือน

หากพบว่าเงินเดือนที่ได้รับในแต่ละเดือน หมดก่อนสิ้นเดือน และยิ่งไม่มีเงินเหลือเพื่อนำไปเก็บออม แสดงว่ารายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายแน่นอน

3. หนี้สินอยู่ในระดับสูง

เมื่อสำรวจตัวเองในแต่ละเดือนแล้วพบว่าพึ่งพาบัตรเครดิตเพื่อเป็นช่องทางในการใช้จ่าย หรือจำนวนหนี้สินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถือเป็นสัญญาณว่ารายได้ไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิต ตามสูตรที่ว่าถ้า รายได้ น้อยกว่า รายจ่าย ส่วนที่เกินกว่ารายได้ก็จำเป็นต้องกู้หนี้ยืมสินมาใช้ก่อนนั่นเอง

4. ไม่มีเงินเก็บออมหรือลงทุน

โดยปกติแล้วในแต่ละเดือนควรแบ่งเงินบางส่วน เช่น 15% ของเงินเดือน เพื่อนำไปเก็บออมหรือลงทุนอย่างต่อเนื่อง แต่หากพบว่าไม่มีเงินเหลือเพื่อเก็บออมหรือลงทุนอย่างสม่ำเสมอ อาจเป็นสัญญาณว่ามีรายได้ไม่เพียงพอ

5. ไม่มีเงินออมเพื่อการเกษียณ

หากวันนี้ยังไม่มีเงินเก็บออมสม่ำเสมอเพื่อเตรียมไว้ใช้หลังเกษียณ แสดงว่ารายได้ไม่เพียงพอสำหรับการวางแผนการเงินเพื่ออนาคต

6. ขาดความยืดหยุ่นทางการเงิน

ลองถามตัวเองว่าหากเกิดเหตุฉุกเฉิน (เช่น ตกงาน) มีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินหรือไม่ ถ้าคำตอบว่าไม่มี หรือต้องใช้วิธีหยิบยืม แสดงว่ารายได้ไม่เพียงพอให้เกิดความยืดหยุ่นทางการเงิน พูดง่าย ๆ เงินเริ่มตึงตัว

7. เครียดเรื่องเงินตลอดเวลา

เมื่อสำรวจตัวเองแล้วพบว่า มักกังวลหรือรู้สึกเครียดเกี่ยวกับเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ หรือเมื่อคนรอบข้างพูดถึงเรื่องเงิน หนี้สิน ก็รู้สึกว่าตัวเองต้องดิ้นรนในการหาเงินให้มากขึ้น อาจบ่งบอกว่ารายได้ไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพ

8. ไม่สามารถทำตามความสนใจหรืองานอดิเรกได้

สำรวจตัวเองว่าเมื่อไหร่ที่ต้องการท่องเที่ยวหรือชอบสนใจอบรมกับสิ่งที่ตัวเองสนใจ เช่น เรียนทำอาหาร เรียนวาดรูป แต่ไม่สามารถทำตามความต้องการ เพราะว่าข้อจำกัดทางการเงิน แสดงว่ารายได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการ

สิ่งสำคัญเพื่อป้องกันการเกิดปัญหาทางการเงิน คือ ตรวจสอบรายได้และค่าใช้จ่ายอย่างสม่ำเสมอ เช่น รายสัปดาห์ รายเดือน จากนั้นก็ประเมินสถานการณ์ทางการเงิน หากมีสัญญาณบางอย่างที่ไม่ค่อยดี ก็ต้องลงมือแก้ไข เช่น ลดรายจ่าย เสริมรายได้ ซึ่งการรู้จักเส้นทางการเงินตัวเอง อัพเดทข้อมูลการเงิน จะทำให้เกิดความมั่นคงทางการเงินและความเป็นอยู่ที่ดี

10 หลักการสำหรับเด็กจบใหม่ให้ชีวิตประสบความสำเร็จจาก Ray Dalio ผู้ก่อตั้งเฮดจ์ฟันด์มูลค่า 1.5 แสนล้านบาท

เรย์ เดลิโอ (Ray Dalio) อดีตผู้บริหารบริษัท Bridgewater Associates เฮดจ์ฟันด์ที่ใหญ่สุดของโลก บริหารเงินมากกว่า 5 ล้านล้านบาทในปัจจุบัน ถ้าช่วงที่ผ่านมาใครเดินเข้าร้านหนังสือแล้วหนังสือเล่มหนา ๆ สีดำ บนปกพิมพ์ชื่อหนังสือสีแดงว่า “Principles” นั่นแหละหนังสือของเขา

เรย์ เข้ามาสู่ตลาดหุ้นโดยบังเอิญตอนอายุได้ 12 ปี ทำงานรับจ้างในสนามกอล์ฟ เพื่อนก็มาชวนไปซื้อหุ้นสายการบิน Northeast Airlines เขาก็เชื่อ ลงไปประมาณ 10,000 บาท แล้วหลังจากนั้นหุ้นขึ้นไปสามเท่า คงเป็น Beginner’s Luck สักอย่าง เขาก็คิดว่าเฮ้ยตลาดหุ้นมันทำเงินได้ง่ายขนาดนี้เลยเหรอ ก็ลงเงินไปอีก ทีนี้คืนกำไรหมดเลยจ้า

แต่นั่นเป็นจุดที่ทำให้เขาสนใจมากขึ้นไปอีกเลย เข้าเรียนเกี่ยวกับการเงินที่ Long Island University และเรียนต่อ MBA ของ Harvard Business School และเข้าสู่โลกของการเงินการลงทุนตั้งแต่นั้นมา

คำถามที่เรย์มักโดนถามเสมอคือเรื่อง ‘หลักการสำหรับเด็กมหาวิทยาลัยที่จบใหม่’ คนหนุ่มสาวที่กำลังก้าวสู่โลกการทำงานว่าควรทำยังไงกับชีวิตให้ประสบความสำเร็จ เขาเลยเขียนโพสต์เอาไว้บนเว็บไซต์ LinkedIn ถึงหลักการ 10 ข้อที่เหมาะกับเด็กจบใหม่และใครก็ตามที่กำลังหลงทางในสายงานอาชีพ โดยเชื่อว่ามันจะช่วยเป็นหินก้อนแรกบนทางเดินสู่ความสำเร็จในชีวิตในบั้นปลายได้

1. คุณไม่รู้อะไรเลย

โลกที่คุณกำลังจะเดินไปนั่นเป็นโลกใหม่ คุณไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย เป็นช่วงจังหวะชีวิตที่เรียกว่าเป็นช่วงที่สองของการเริ่มต้นที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงจากช่วงแรกที่เรายังมีพ่อแม่หรือใครก็ตามดูแลอยู่ นี่เป็นก้าวใหม่ที่เรากำลังโตเป็นผู้ใหญ่ ให้เตรียมตัวรับการเปลี่ยนแปลงและเรียนรู้มันให้เร็ว พร้อมปรับตัว

2. อ่อนน้อมถ่อมตนและพยายามเรียนรู้ให้มากที่สุด

การเรียนรู้ไม่ได้จบแค่ในห้องเรียน เมื่อก้าวออกมาสู่โลกทำงานก็ต้องพัฒนาต่อ หาหัวหน้าที่ดี ผู้นำที่ดี คนที่เราสามารถเรียนรู้ได้ แนวคิด หลักการทำงานของเขา และสภาพแวดล้อมสังคมที่เหมาะกับการเติบโตด้วย

3. ทดลองผิดลองถูก

อย่าไปกลัวเรื่องความผิดพลาด ลองทำนู่นทำนี่ดู ลองว่าทางไหนเป็นยังไงบ้าง เส้นทางนี้ของชีวิตเป็นยังไง ไม่จำเป็นต้องทำงานในสายที่เรียนจบมาก็ได้ ขอให้เรียนรู้จากการลองทำ ล้มบ้างก็ได้เป็นเรื่องปกติ

4. เลือกอยู่ในที่ที่คุณมีสิทธิ์มีเสียง

การทำงานอยู่ในองค์กรหรืออะไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญคือการได้เสนอแนวคิดและการทำในสิ่งที่เราเชื่อมั่น เพราะฉะนั้นจงเลือกพื้นที่ที่คุณสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ พูดในสิ่งที่คิดได้ น้ำหนักของความคิดเห็นของคุณต้องมีคนฟังและมีสิทธิ์มีเสียงในเรื่องต่าง ๆ ด้วย

5. เปิดรับความคิด และ กล้าแสดงออก

แน่นอนว่าการเปิดรับความคิดใหม่ ๆ เป็นเรื่องสำคัญ แต่ในขณะเดียวกันต้องไม่ลืมแสดงออกถึงแนวคิดและความเชื่อของตัวคุณเองด้วย บางครั้งต้องเจออุปสรรคหรือการปะทะ แม้จะล้มเหลวก็อย่าลืมเรียนรู้จากมันด้วย

6. ทุกอย่างต้องมีความหมาย

ให้รู้ว่าการทำงานที่มีความหมาย มีเป้าหมายที่ชัดเจน รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร ทำให้เราเติบโตในด้านไหน ซึ่งความหมายเหล่านี้แหละที่จะช่วยเติมเต็ม เป็นแรงผลักดันให้เราลุกมาทำงานและประสบความสำเร็จได้

7. ความเจริญก้าวหน้า = ความเจ็บปวด + การมองย้อนกลับมาดูตัวเอง

สิ่งที่สำคัญเมื่อเผชิญกับความล้มเหลวคือการจำเอาไว้ว่ามันคือการก้าวไปข้างหน้า ลองสะท้อนดูว่าเกิดอะไรขึ้น ย่อยมันออกมา วิเคราะห์ให้ดีว่าไปพลาดตรงไหน มันจะเป็นฐานบันไดที่ทำให้เราพัฒนาตัวเองต่อไป

8. ซื่อสัตย์และโปร่งใส

ความสัมพันธ์ที่ดีในที่ทำงานนั้นเกิดขึ้นได้จากความเชื่อใจ เราต้องซื่อสัตย์กับตัวเราเองและคนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารเรื่องความคิด อารมณ์ หรือความรู้สึกไม่พอใจ

9. เรียนรู้และสร้างหลักการของตัวเอง

เมื่อทำงานไปได้สักพักหนึ่งเราจะเริ่มเติบโตขึ้น เราพอจะรู้บ้างแล้วว่าอันไหนคือสิ่งที่ทำแล้วดี อันไหนคือเรื่องที่ควรหลีกเลี่ยง สร้างหลักการของตัวเองขึ้นมาแล้วยึดถือมันไว้ อย่างสมมุติว่าหลักการหนึ่งในการทำงานของคุณคือการไม่พูดโกหก เมื่อไหร่ก็ตามที่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเลือก ให้ยึดถือหลักการของตัวเองเอาไว้

10. โลกเต็มไปด้วยความเป็นไปได้

อย่าลืมว่าคุณยังอายุน้อย โลกเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ ความท้าทายและการผจญภัยเพิ่งเริ่มเท่านั้น เส้นทางชีวิตยังอีกยาวไกล แน่นอนว่าการเริ่มต้นดีทำให้มีชัยไปกว่าครึ่ง แต่ก็อย่าลืมมีความสุขกับความท้าทายและวัยเยาว์ที่แสนสั้นด้วย

แม้เพิ่งเริ่มทำงาน เราก็สร้างความมั่งคั่งได้ตั้งแต่ช่วงวัย 20

ช่วงนี้ของปีเราจะเริ่มเห็นเด็กมหาวิทยาลัยจบใหม่ทยอยเริ่มต้นทำงานกันอย่างคึกคัก มันเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นและมีความท้าทายอย่างมาก เพราะถือว่าเป็นบทใหม่ของชีวิตประหนึ่งก้าวแรกของการเข้าสู่การเป็นผู้ใหญ่อย่างเต็มตัว นอกจากจะต้องรับผิดชอบเรื่องงานให้ดีที่สุดแล้ว เมื่อทำเงินได้ก็ต้องมีการจัดการที่ดีด้วยเช่นเดียวกัน

สำหรับหลายคนจังหวะนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกที่จะมีเงินเข้ามาทุก ๆ สิ้นเดือน มันจะเป็นเงินก้อนจะน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง ตอนนี้เราอยากได้อะไรก็ไม่ต้องโทรไปหาพ่อแม่หรือรอวันพิเศษของปีอีกต่อไป อยากได้เสื้อผ้า ของใช้ ก็ซื้อได้เพราะเป็นเงินของเราเอง แต่ในขณะเดียวก็เริ่มเห็นว่าชีวิตมีค่าใช้จ่ายที่เยอะไม่น้อย ทั้งค่าเช่าบ้าน ค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ต ฯลฯ

การเป็นผู้ใหญ่มาพร้อมทั้งอิสระและความรับผิดชอบที่มากขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน

บางคนอาจจะมีเป้าหมายทางการเงินบ้างแล้ว บางคนทำงานเก็บเงินเพื่อไปเรียนต่อ บางคนทำงานเก็บเงินเพื่อช่วยทางบ้านผ่อนบ้าน บางคนคิดถึงการซื้อรถยนต์สักคัน ฯลฯ

แม้ในวัย 20 เราไม่มีทางรู้หรอกว่าชีวิตปลายทางแล้วจะไปจบที่ไหน อาชีพในฝันหรือสิ่งที่เราอยากทำอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ระหว่างทาง บางทีเงินเดือนที่ได้อาจจะไม่เยอะมาก งานที่เริ่มทำพอได้ทำจริง ๆ ก็อาจจะรู้สึกว่ามันช่างแตกต่างจากที่คิดเหลือเกิน บางคนอาจจะมีหนี้การศึกษาก้อนโตที่ต้องรีบผ่อนจ่ายให้หมด นี่คือปัญหาของคนหนุ่มสาววัย 20 ซึ่งพอฟังแบบนี้ก็น่าห่อเหี่ยวไม่น้อย

แต่สิ่งที่คนหนุ่มสาววัย 20 นั้นได้เปรียบคือสิ่งที่เรียกว่า ‘เวลา’ และมันก็เป็นข้อได้เปรียบที่ใหญ่ซะด้วย เป็นกุญแจสำคัญของการสร้างความมั่งคั่งในชีวิตเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นแม้จะเพิ่งเริ่มทำงาน เราก็สร้างความมั่งคั่งได้ตั้งแต่ช่วงวัย 20 เช่นกัน ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งดีเลย

เราจะเริ่มตรงไหนดีล่ะ?

รามิตร เศรษฐี (Ramit Sethi) ผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตวิทยาทางการเงิน นักเขียนชื่อดังและเศรษฐีร้อยล้านที่สร้างความมั่งคั่งด้วยตัวเอง ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ CNBC เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า

“คำแนะนำที่ดีที่สุดสำหรับคนที่อยู่ในช่วงวัย 20 เกี่ยวกับเรื่องเงินคือสร้างระบบการลงทุนแบบอัตโนมัติ”

เมื่อพูดถึงการลงทุนอย่างสม่ำเสมอทุก ๆ เดือนหลายคนอาจจะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่น่ากลัวและไม่น่าจะทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแค่ตอนนี้เงินเก็บแต่ละเดือนก็แทบจะไม่เหลืออยู่แล้ว ใช้เงินแทบจะเดือนชนเดือน แต่เศรษฐีบอกว่าการออมแบบสม่ำเสมอทีละนิดนั้นจะสร้างความแตกต่างอย่างมากในอนาคต เพราะเงินลงทุนตรงนั้นจะเติบโตเรื่อย ๆ จนคุณไม่รู้ตัวแล้ว มันยังสร้างนิสัยการออมที่ดีที่ติดตัวต่อไปอีกด้วย

ทำไมควรเริ่มสร้างความมั่งคั่งตั้งแต่ยังหนุ่มสาว

โดยทั่วไปแล้วยิ่งเรามีเวลาลงทุนเยอะ โอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจก็จะสูงด้วยเช่นเดียวกัน ดอกเบี้ยแบบทบต้นจะค่อย ๆ เห็นชัดเจนมากขึ้นหลังจากลงทุนไปแล้ว 20-30 ปี สินทรัพย์ที่เติบโตไม่ได้เติบโตจากเงินที่ลงทุนเท่านั้น ดอกเบี้ยที่ได้เพิ่มระหว่างทางเมื่อทบเข้าไปก็จะสร้างดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นตามมาด้วย

นั่นหมายความว่ายิ่งเรามีเวลาลงทุนนานเท่าไหร่ มันยิ่งเติบโตมากขึ้นไปเรื่อย ๆ และสำหรับคนที่ลงทุนมาได้สักพักจะเห็นว่าตลาดหุ้นนั้นไม่ได้มีแต่ขาขี้นเขียวอยู่ตลอดเวลา เมื่อภาวะตลาดหมีเกิดขึ้น พอร์ตที่เราลงทุนมาอาจจะร่วงลงไปหลายเดือนหรือเป็นปีเลยบางที แต่ถ้ามองย้อนดูประวัติศาสตร์แล้ว เราจะเห็นว่ามันกลับมาเติบโตได้อีกครั้งเสมอ เพราะฉะนั้นการมีเวลาให้พอร์ตกลับมาฟื้นตัวจึงเป็นเรื่องสำคัญ

การทำให้มันเป็นระบบอัตโนมัติ ให้ตัดเงินทุกเดือนและซื้อหุ้นที่เราเลือกแล้วทุก ๆ เดือน ตอนนี้มีบริการแบบนี้เกือบแทบจะทุกโบรกเกอร์แล้ว (ซึ่งถ้าใครยังไม่เคยเปิดพอร์ตหุ้นตอนนี้ก็ทำได้ไม่ยากแล้ว สามารถค้นหาข้อมูลบนกูเกิลได้ครับ) ไม่จำเป็นต้องเยอะ เดือนละ 500 -1000 แล้วค่อย ๆ เพิ่มไปเรื่อย ๆ ขอให้เริ่มแค่นั้นก็พอ

เศรษฐีกล่าวว่า

“เมื่อคุณอายุ 20 แม้รายได้จะไม่สูง แต่มันเป็นโอกาสที่สุดยอดมาก ๆ ในการสร้างนิสัยการลงทุน เมื่อรายได้คุณเยอะขึ้นในช่วง 30 หรือ 40 ก็เพิ่มตัวเลขลงทุนตามไปด้วย”

อย่าลืมใช้ชีวิต

คำแนะนำอีกอย่างหนึ่งของเศรษฐีสำหรับคนช่วงวัย 20 คือ “ให้สนุกกับช่วงฤดูกาลนี้ของชีวิต”

“อย่าพยายามเป็นคนวัย 40 จนกระทั่งคุณอายุ 40 ปีนะ ช่วงวัย 20 คือช่วงที่คุณจะได้รู้จักตัวเอง ออกไปเที่ยวกับเพื่อน เดินทางแบบถูก ๆ ผมคิดว่าคุณควรทำแบบนั้นนะ มันมีหลายอย่างที่คุณสามารถทำได้ในวัย 20 ที่จะไม่มีโอกาสได้ทำอีกเลย และผมก็สนับสนุนให้คุณลองทำดู”

แม้ว่ามันเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ ในการเริ่มสร้างรากฐานของความมั่งคั่งตั้งแต่วัย 20 แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการใช้ใช้พลังงานของวัยหนุ่มสาวที่มีทั้งเวลาและโอกาสให้เกิดประโยชน์มากที่สุด เศรษฐีปิดท้ายว่า

“อย่างหนึ่งที่ผมเสียดายเมื่อมองย้อนกลับไปคือไม่สนุกให้มากกว่านี้นั่นแหละ”

ซื้อของเกิน 1% ของรายได้ต่อปี ให้หยุดคิดดีๆ อย่างน้อย 1 วัน สูตรดึงสติก่อนใช้จ่ายเงิน

เคยสงสัยกันมั้ยว่า เงินในแต่ละเดือนของเราหายไปไหนหมด? ลองหันดูของที่กองอยู่รอบตัว ทั้งไอแพดรุ่นล่าสุด ลำโพงฟังก์ชันสุดล้ำ เสื้อผ้าคอลเล็กชั่นใหม่ (ทั้งที่ไม่ค่อยได้ออกนอกบ้าน) ฯลฯ ซึ่งถ้ามันได้ใช้ประโยชน์ก็ดีไป แต่ถ้าไม่อยากเสียใจทีหลัง ลองใช้ “กฎ 1% และ 1 วัน” ที่จะช่วยให้เรามีสติก่อนใช้เงินดูครับ

กฎนี้บอกเอาไว้ว่า คนที่มีรายได้น้อยกว่า 500,000 บาทต่อปี (ราวเดือนละ 41,666 บาท) ก่อนจะซื้อของที่ราคาเกิน “1%” ของรายได้ต่อปี ให้หยุดคิดก่อน “1 วัน”

ตัวเลข 1% นี้ใช้ได้กับทุกช่วงรายได้ เช่น

ถ้าคุณมีรายได้ 300,000 บาทต่อปี (เดือนละ 25,000 บาท)
ราคาของที่ต้องระวังก่อนซื้อ = 3,000 บาท

ถ้าคุณมีรายได้ 400,000 บาทต่อปี (เดือนละ 33,000 บาท)
ราคาของที่ต้องระวังก่อนซื้อ = 4,000 บาท

ถ้าคุณมีรายได้ 500,000 บาทต่อปี (เดือนละ 41,666 บาท)
ราคาของที่ต้องระวังก่อนซื้อ = 5,000 บาท

ซึ่งจากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุไว้ว่า คนไทยมีรายได้เฉลี่ย 28,000 บาทต่อเดือน หรือราวปีละ 336,000 บาท ดังนั้นตัวเลขราคาของที่คนไทยส่วนใหญ่ต้องระวังก่อนใช้จ่าย จะอยู่ที่ประมาณ 3,360 บาท

เมื่อเราคิดจะซื้อของที่ราคาเกิน 1% ของรายได้ทั้งปี ให้รออีก 1 วัน เพื่อไตร่ตรองดูว่าควรซื้อของชิ้นนั้นดีหรือไม่? โดยพิจารณาถึงความจำเป็น และประโยชน์ในการใช้สอย จะได้ไม่ต้องเสียใจทีหลัง แม้ว่ามันจะผ่อน 0% 10 เดือนก็ตาม

หรือถ้าเป็นการซื้อของออนไลน์ ก็ให้กดสินค้าใส่ตะกร้าเอาไว้ก่อน แต่อย่าเพิ่งจ่ายเงินทันที ให้หยุดคิดอีก 1 วันเช่นกัน ไม่จำเป็นต้องซื้อให้ทันช่วงโปรโมชั่น 9.9 เพราะอย่าลืมว่าเดือนถัดๆ ไปก็มีโปรโมชั่น 10.10 / 11.11 อีก

แต่ถ้าผ่านมา 1 วัน แล้วยังอยากซื้ออยู่ และเป็นสิ่งที่เราต้องการจริงๆ ก็สามารถซื้อได้เลยด้วยความมั่นใจ ว่านั่นคือสิ่งที่สร้างประโยชน์ให้เราได้

กฎ 1% และ 1 วัน ไม่ได้สอนให้เราเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว แต่จะทำให้เราคิดไตร่ตรองก่อนใช้เงิน ช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เหลือเงินออมและลงทุนมากขึ้น ซึ่งนั่นแปลว่าเราจะสร้างอิสรภาพทางการเงินได้เร็วขึ้นนั่นเอง

“อายุ 30 ปี มีเงินเก็บ 1 ล้านบาท” แบบนี้ถือว่าโอเคแล้วหรือยัง?

เงินล้านน่าจะเป็นความฝันของใครหลายคน แต่จะทำยังไง? เมื่อเงินเดือนที่ได้ก็แทบจะใช้แบบเดือนชนเดือน และถ้าจะพูดถึงเงินเก็บก็อาจฟังดูเลือนลางทันที ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ว่าอายุเท่าไหร่ จะมีเงินเก็บมากน้อยแค่ไหน ก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรครับ เพราะทุกคนล้วนมีปัจจัยในการใช้ชีวิตที่ต่างกันอยู่แล้ว

โดยคำถามนี้ aomMONEY ได้หยิบมาจากกระทู้พันทิปหนึ่งครับ (https://bit.ly/3JLlrz2) เป็นประเด็นที่น่าสนใจ และมักจะเจออยู่บ่อยๆ ซึ่งในกระทู้ก็มีความคิดเห็นที่หลากหลายเลยครับ

สำหรับผมมองว่า จริงๆ แล้วไม่มีอะไรมากำหนดได้ว่า อายุเท่านี้ มีเงินจำนวนนี้โอเคไหม เพราะแต่ละคนมีพื้นฐานชีวิตที่ไม่เหมือนกัน อีกทั้งการวางแผนและการบริหารเงินก็ต่างกันด้วย สิ่งสำคัญก็คือ การที่เราเริ่มต้นเก็บเงินให้เร็วที่สุดครับ เพราะจะช่วยให้เห็นเป้าหมายทางการเงิน และเป็นการเริ่มต้นสร้างความมั่งคั่งให้กับอนาคตของตัวเองอีกด้วยครับ

แล้วทุกคนคิดเห็นยังไงกับประเด็นนี้ครับ? ก่อนอื่นผมขอชวนเพื่อนๆ มาอ่านความเห็นบางส่วนในกระทู้กันก่อนครับ ว่าแต่ละคนคิดเห็นกันว่ายังไงบ้าง

ความคิดเห็นคุณ A (นามสมมติ)

มีเก็บมากกว่าหนึ่งล้านหรือเท่าไรก็ได้ ตั้งเป้าหมายแม้ไม่ถึงจุดหมาย เราก็ได้เก็บเราได้ทำแล้วละครับนี่แหละสำคัญ

ความคิดเห็นคุณ B (นามสมมติ)

ถ้าเริ่มจาก 0 ถือว่า ok นะอายุ 30 มี 1 ล้าน อายุ 40 คงมี 10 ล้าน

ความคิดเห็นคุณ C (นามสมมติ)

บริษัทที่ผมอยู่ตอนนี้ แทบทุกคนที่ทำงานมาเกิน 5 ปีจะมีเงิน 3 ล้านบาทจากโบนัส แม้แต่เด็กจบ ม.6 ชาวมาเลเซีย อายุไม่ถึง 20 ปีดี ก็มี 1 ล้านบาทแรกกันที่นี่ แต่รายจ่ายพวกเราที่นี่เดือน ๆ นึงอย่างน้อยคือ 3-6 หมื่นบาท ไม่มีทางน้อยไปกว่านี้ไปได้เลย แต่ถ้าไม่ทำงานที่นี่ แป๊บเดียวไอ้ 1 ล้านบาทนั้นก็จะหมดไป

ความคิดเห็นคุณ D (นามสมมติ)

มาถูกทางแล้วนะ ทำต่อไปเรื่อยๆนะครับ มีมากกว่านี้ต้องเริ่มกระจายความเสี่ยงนะครับให้สินทรัพย์อยู่ในหลายรูปแบบ

ความคิดเห็นคุณ E (นามสมมติ)

ผมตั้ง 33 ถึงจะมีล้านแรก แต่เอาไปลงทุนซื้ออาคารพาณิชย์ 3 ล้าน ดาวน์ไป1 ล้าน ตอนนี้เลยไม่ถึง

ความคิดเห็นคุณ F (นามสมมติ)

คนอีกมาก แม้อายุจะมากกว่าคุณ แต่เขายังมีไม่เท่าคุณเลยครับ มีเท่าไหร่ ถ้าพอใจก็โอเค ครับ

ความคิดเห็นคุณ G (นามสมมติ)

ถ้าไม่คิดไรมากก็โอเคครับ แต่ถ้าเทียบกับคนเก่งๆ อายุ 30 จะมีเงินเก็บเยอะกว่านี้ครับ

เพื่อนๆ ก็ได้เห็นหลายๆ คอมเมนต์ในกระทู้กันแล้ว ซึ่งแต่ละคนก็คิดต่างกันออกไป บางคนก็มองว่ามีเท่านี้ก็โอเคแล้ว แต่บางคนก็มองว่าควรกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ต่างๆ ด้วย

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่เราก็สามารถมีเงินเก็บหลักล้านได้ครับ เพียงแค่วางแผนการเงินให้ดี หารายได้เสริมเพิ่ม ศึกษาหาความรู้เพื่อนำเงินไปลงทุนต่อยอดให้งอกเงย เท่านี้ก็มีโอกาสจับเงินล้านได้อย่างใจหวังแล้วล่ะครับ

‘ร็อคกี้’ แฟรนไชส์ภาพยนตร์ 51,000 ล้านบาทจากดาราชายตกอับที่มีเงินเหลือในบัญชีไม่ถึง 5,000 บาท

เหมือนชีวิตมาถึงทางตัน เมื่อดาราชายวัย 29 ปีนั่งมองดูตัวเลขในบัญชี

ทั้งเนื้อทั้งตัวเหลืออยู่ 3,600 บาท แค่นั้นจริง ๆ

ทุกอย่างดูสิ้นหวังไปซะหมด งานก็ไม่คืบหน้า อาชีพการแสดงในฝันก็ไม่กระเตื้อง เงินแค่นี้จะไม่พอจ่ายค่าห้องเช่าซอมซ่อในฮอลลีวูดที่อยู่นี่ด้วยซ้ำ น้องหมาที่อยู่ด้วยก็แทบไม่มีอาหารกินแล้ว บางทีถ้าไม่มีทางออกจริง ๆ อาจจะต้องขายน้องทิ้งด้วย

เพื่อปลดปล่อยความเครียดและอยากจะหนีจากปัญหาที่อยู่ตรงหน้า วันที่ 24 มีนาคม 1975 เขาตัดสินใจไปดูการแข่งขันชกมวยรุ่นเฮฟวี่เวทระหว่าง มูฮัมหมัด อาลี (Muhammad Ali) ซึ่งเป็นแชมป์และ ชัค เว็บเนอร์ (Chuck Wepner) ผู้ท้าชิงที่เทียบชื่อชั้นกันแล้วแทบไม่มีคนรู้จัก การแข่งขันครั้งนี้ถือว่าอาลีเป็นต่ออย่างมาก ทุกคนเชื่อว่าคงชนะได้ง่าย ๆ รวมถึงตัวอาลีด้วย

แต่ทุกอย่างก็พลิกผัน มีจังหวะหนึ่งที่อาลีถูกชกเข้าบริเวณชายโครงแล้วล่วงลงไปกองกับพื้น มันเป็นจังหวะที่คนจะจำไปตลอดกาล เพราะอย่างที่บอกว่าอาลีถือว่าเป็นนักมวยที่เก่งที่สุดคนหนี่งของโลกในตอนนั้น เว็บเนอร์ผู้ถูกมองว่าไร้ทางสู้กำลังสร้างปาฏิหารย์ให้เกิดขึ้นแล้ว แม้วันนั้นเว็บเนอร์จะพ่ายแพ้ แต่ก็สู้อย่างสมศักดิ์ศรีถึง 15 ยกก่อนที่อาลีจะน็อกเขาลงได้

การชกครั้งนั้นจบไป แต่เรื่องราวของเว็บเนอร์ยังฟังอยู่ในหัวของดาราชายตกอับคนนั้น และนั่นก็คือจังหวะนี้เองที่ตัวละคร Rocky ถือกำเนิดขึ้น เรื่องราวของของนักมวยที่เป็น “เพชรในตม” ที่รอเวลาถูกค้นพบก็ถูกเขียนขึ้นมาหลังจากการแข่งขันในวันนั้น

เขากลับไปที่ห้องเช่าเล็ก ๆ ปิดประตูหน้าต่างและเริ่มลงมือเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง ‘Rocky’ ขึ้นมา เขาคิดในหัวในเมื่อไม่สามารถหางานเป็นนักแสดงในบทภาพยนตร์ของคนอื่นได้ ก็เขียนบทภาพยนตร์เพื่อให้ตัวเองเล่นเป็นตัวเองซะเลยก็แล้วกัน

สามวันครึ่งต่อมา บทภาพยนตร์ของ Rocky ก็ถูกเขียนขึ้นมา แม้ยังต้องมีการปรับเปลี่ยนทีหลัง แต่มันคือดราฟต์แรกที่พาเขาไปอยู่บนเส้นทางนักแสดงและแฟรนไชส์ภาพยนตร์ที่สร้างรายได้มากถึง 51,000 ล้านในภายหลัง

วันหนึ่งหลังจากที่ล้มเหลวจากการแคสติ้งบทตัวละคร (เหมือนที่เกิดขึ้นเป็นปกติ) ก่อนจะกลับบ้านเขาก็เล่าถึงบทภาพยนตร์ที่เขียนขึ้นให้โปรดิวเซอร์ฟัง ก็เริ่มสนใจแล้วขอให้เขาเอามาให้อ่านทั้งหมด ปรากฏว่าชอบมาก ๆ และเสนอเงิน 850,000 บาทเพื่อซื้อสิทธิ์ของบทภาพยนตร์เรื่องนั้น

เขาปฏิเสธครับ

เงินจำนวนไม่น้อยเลยถ้าเรานึกถึงสถานการณ์ที่เขาอยู่ เงินจำนวนนั้นจะทำให้เขาสบายไปอีกสักพัก ลดความกดดันและค่อย ๆ หางานใหม่ภายหลังก็ได้

แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ เพราะถ้าซื้อบทไปแล้วโปรดิวเซอร์จะเอาดาราชื่อดังคนไหนก็ได้มาเล่นก็ได้ เขาเขียนบทนี้มาเพื่อให้ตัวเองเล่นเป็นตัวเอง และให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า

“ผมเอาบทไปฝังดินหลังบ้านดีกว่าจะให้ใครมาเล่น ผมคงจะเกลียดตัวเองมากถ้าหน้าเงินในตอนนั้น”

โปรดิวเซอร์นึกว่าเขาปฏิเสธเพราะเงินมันน้อยไป นึกว่าเป็นเทคนิคการต่อรองราคาเลยให้ข้อเสนอที่มากขึ้นอีกเป็น 3,500,000 บาท เป็น 6,000,000 บาท เป็น 8,500,000 บาท และสุดท้ายสูงถึง 12,000,000 บาท

เขายังยืนยันเหมือนเดิม ไม่ขายแต่จะเล่นเอง

โปรดิวเซอร์ยังคงยืนยันคำเดิมว่าเรื่องนี้ต้องใช้ดาราชื่อดังเพื่อมาเล่นตัวละครหลัก แต่เขาก็ยังคงยึดมั่นในแนวคิดของตัวเอง ซึ่งก็เหมือนกับเรื่องราวที่ภาพยนตร์ Rocky นำเสนอนั่นก็คือความสำคัญของการทำตามความฝันให้ถึงที่สุดและมีความเชื่อในสิ่งที่ตัวเองทำไม่ว่าจะลำบากขนาดไหน

สุดท้ายฝ่ายโปรดิวเซอร์ก็ยอมถอย หลังจากเจรจาต่อรองกันเสร็จ เขาได้รับบทเป็นตัวละคร ‘Rocky Balboa’ และได้เงินค่าจ้างเพียง 20,000 เหรียญ แต่มีงบสร้างหนังเรื่องนี้เพียงแค่ 1 ล้านเหรียญเท่านั้น ซึ่งถ่ายทำด้วยระยะเวลาเพียงแค่ 28 วัน มันเป็นข้อจำกัดที่ทำให้เขาต้องเอาคนในครอบครัวมาร่วมงานด้วย ทั้งพ่อ น้องชาย ภรรยาในตอนนั้น (Sasha Czack) และรวมไปถึงน้องหมา ‘Butkus’ ของเขาด้วย

ภาพยนตร์เรื่องนั้นกลายเป็นปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่และประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ทำรายได้ทั่วโลกกว่า 225 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 7,680 ล้านบาท พร้อม 3 รางวัลอคาเดมีอวอร์ดส์ในปี 1977 หนึ่งในนั้นคือ ‘ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม’ (Best Picture) อีกด้วย

ถึงตอนนี้ทุกคนน่าจะพอเดาได้แล้วว่าดาราผู้ตกอับคนนั้นคือ ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน (Sylvester Stallone) ที่ภายหลังมาก็ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงอย่างมากนั่นเอง

ถ้าอยู่ในสถานการณ์เดียวกับสตอลโลน ทั้งเนื้อทั้งตัวเหลือไม่ถึง 5 พัน อาชีพการงานก็ไม่ได้มั่นคง หลายคนอาจจะตัดสินใจขายบทภาพยนตร์นั้นไป ปล่อยโอกาสในการเป็นนักแสดงให้กับคนอื่น เอาเงินตรงนั้นไปใช้ให้สบายดีกว่า ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ได้ผิดอะไร เพียงแต่สำหรับสตอลโลนแล้วสิ่งที่เขาอยากเป็นคือนักแสดง และจะไม่มีทางโยนโอกาสในการได้เล่นในบทที่สร้างขึ้นมาสำหรับตัวเองทิ้งไปให้คนอื่นอย่างแน่นอน แม้ว่าถ้าตอนนั้นตกลงกันไม่ได้แล้วต้องทิ้งบทภาพยนตร์นั้นไปเลยก็ตาม

“หาเงินเก่ง หาเงินได้เยอะ” แต่ทำไมล้มเหลวด้านการเงิน?

หลายคนมักให้ความสำคัญกับการหาเงิน จนลืมไปว่าการมีฐานะการเงินที่มั่นคงก็สำคัญไม่แพ้กัน ในหลายอาชีพที่คนมองว่ารายได้ดีหาเงินได้เยอะ แต่ก็มีบางคนที่ล้มเหลวทางการเงินเหมือนกัน วันนี้ aomMONEY เลยอยากชวนคุยถึงปัญหาเหล่านั้น ว่าทำไมคนรายได้ดีถึงล้มเหลวทางการเงินได้?

1. ขาดการบริหารจัดการเงิน

เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้คนล้มเหลว เพราะได้มาเท่าไหร่ก็ใช้หมด ไม่ได้สำรองเงินฉุกเฉินเอาไว้ นั่นอาจจะทำให้เรามองไม่เห็นรอยรั่วทางการเงิน การบริหารจัดการเงินจึงทำเพื่อทบทวนการใช้จ่ายของเรา ซึ่งสิ่งที่ทุกคนควรมีก็คือ เงินสำรองฉุกเฉินที่ครอบคลุมรายจ่ายต่อเดือนทั้งหมด โดยปกติเราจะสำรองกันที่อย่างน้อย 6 เดือน แต่ปัจจุบันอาจจะต้องสำรองกันมากกว่า 1 ปีเลยครับ

ตัวอย่างเช่น นาย A มีค่าใช้จ่ายต่อเดือนอยู่ที่ 15,000 บาท
นั่นหมายความว่า นาย A จะควรมีเงินสำรอง 15,000 x 12 = 180,000 บาท

2. ใช้จ่ายเกินความจำเป็น

เราย่อมมีสิ่งที่อยากได้กันทั้งนั้น แต่มีหลายคนที่ไม่แยกระหว่าง ‘ความจำเป็น’ กับ ‘ความต้องการ’ โดยความจำเป็นคือสิ่งที่เราขาดไม่ได้เพราะมันส่งผลกับชีวิต แต่ความต้องการคือสิ่งที่ไม่มีเราก็ยังอยู่ได้ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เพื่อนๆ จะต้องใช้จ่ายเฉพาะสิ่งที่จำเป็นอย่างเดียวเท่านั้น เพียงแค่ทุกคนรู้ลิมิตของตัวเองว่าสามารถจ่ายได้แค่ไหน ใช้ในส่วนที่จำเป็นตามความเหมาะสมเท่านั้นก็พอแล้วครับ

3. ประมาทในการหารายได้

ตั้งแต่เกิดวิกฤต ในทุกๆ งานก็มีความไม่แน่นอนอยู่ เราอาจจะถูกลดเงินเดือน โดนเลิกจ้าง หรือเจ็บป่วยขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้ ดังนั้น การหารายได้เสริมจะเป็นอีกทางที่ช่วยให้เราไม่ล้มเหลวทางการเงิน เพราะอย่างน้อยๆ ถ้าเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นมาเราก็ยังมีรายได้ที่ช่วยประคองการเงินไปได้สักระยะนั่นเองครับ

4. ไม่นำเงินไปต่อยอดให้งอกเงย

อีกช่องทางหนึ่งในการหาเงิน คือ ‘การนำเงินเก็บไปลงทุน’ ซึ่งปัจจุบันก็มีหลากหลายช่องทางให้เลือกลงทุน ไม่ว่าจะเป็นกองทุน หุ้น ไปจนถึงคริปโตฯ โดยก่อนที่เราจะลงทุนก็ควรศึกษาหาความรู้ให้ดีก่อน จากนั้นก็เลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่เราต้องการตามความเสี่ยงที่เรารับได้เลยครับ

5. ไม่มีเป้าหมายทางการเงินที่ชัดเจน

เป้าหมายชีวิตกับเรื่องเงินแทบจะแยกออกจากกันไม่ได้ เช่น ถ้าเราฝันอยากมีบ้านหลังแรกก่อนอายุ 30 ปี นั่นหมายความว่าเราจำเป็นต้องใช้เงิน ดังนั้น เราอาจจะลองนำเป้าหมายมาพิจารณาก่อนว่า จากวันนี้ไปจนถึงเป้าหมาย เราต้องการเงินอีกเท่าไหร่ ภายในระยะเวลากี่ปี จากนั้นก็วางแผนให้ชัดเจนเพื่อไปถึงฝัน เพราะเมื่อไหร่ที่เราไม่มีเป้าหมาย นั่นอาจะทำให้เราใช้เงินแบบไม่ยั้งคิดได้ครับ

อย่างไรก็ตาม การหาเงินเก่งเป็นเรื่องที่ดีครับ แต่ถ้าทุกคนนำเงินที่หามาจากน้ำพักน้ำแรงไปสร้างให้ฐานะทางการเงินมั่นคงด้วย ก็จะส่งผลดีต่ออนาคตของเราเองเช่นกันครับ

และนี่ก็คือเรื่องราวที่ aomMONEY นำมาฝาก

ทักษะการเงินควรสอนลูกเมื่อไหร่และยังไง? คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่พ่อแม่ทุกคนควรทำ

คำถามหนึ่งที่เชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนต้องประสบคือเราจะสอนเรื่องเงินกับลูกเมื่อไหร่ดีและต้องสอนเรื่องไหนและยังไงบ้างล่ะ? มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อนไม่น้อยเลย

เชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนไม่มีใครอยากจะให้ลูกรู้สึกกังวลหรือกดดันเกี่ยวเรื่องเงิน อยากให้พวกเขามีโอกาสได้เป็นเด็กและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เลยไม่แปลกที่หลาย ๆ คนเลือกที่จะเลี่ยงการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องเงินกับลูก ๆ ของตนเอง

แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินหลายคนก็บอกว่าการทำให้เด็ก ๆ มีความมั่นใจทางการเงินและมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องเงินก็เป็นกุญแจสำคัญในการสร้างอนาคตที่มีความสุขและสะดวกสบายให้กับพวกเขาเช่นกัน เพราะฉะนั้นการเพิ่มความมั่นใจทางการเงินให้กับลูกจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ

ซูเซิน เฮิร์ชแมน (Susan Hirshman) ผู้อำนวยการฝ่ายการบริหารความมั่งคั่งของ Schwab Wealth Advisory กล่าวว่า

“การมีความรับผิดชอบทางการเงินที่ดีเป็นสิ่งสำคัญต่อการประสบความสำเร็จในชีวิต เพราะทักษะทางการเงินส่งผลต่อเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ เช่น การแต่งงาน การงาน หรือการซื้อบ้าน”

บริษัทใหญ่ ๆ อาจจะเช็กประวัติการเงินของพนักงานก่อนที่จะเข้าทำงาน หรือ การซื้อบ้านหรือลงทุนต่าง ๆ ล้วนกระทบกับเครดิตการเงินของเราทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นการมีนิสัยทางการเงินที่ดีนั้นจะช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะตามมาภายหลังได้

เซท วันเดอร์ (Seth Wunder) หัวหน้าฝ่ายการลงทุนของ Acorns (บริษัทเทคโนโลยีทางการเงินและบริการทางการเงินสัญชาติอเมริกัน) และ เอริค ลันโดลท์ (Eric Landolt) หัวหน้าที่ปรึกษาด้านครอบครัวและการสะสมศิลปะของ UBS Global Wealth Management ต่างเห็นตรงกันว่าความรู้เกี่ยวกับเรื่องการเงิน (Financial Literacy) นั้นจำเป็นอย่างมาก

“ความรู้เกี่ยวกับเรื่องการเงินควรจะเป็นทักษะพื้นฐานเลย เหมือนกับการอ่านหรือเขียน”

เพราะการตัดสินใจเรื่องการเงินจะมีผลกระทบในวงกว้างไม่ใช่แค่ต่อตัวเองเท่านั้น แต่ในระดับสังคมและประเทศด้วย หากประชากรไม่มีความรู้เรื่องการเงิน ใช้แบบผิด ๆ สร้างหนี้เสียที่จ่ายคืนไม่ไหว ไม่มีความรู้ในเรื่องการลงทุน หรือการเก็บออมเพื่อการเกษียณ ปัญหาเหล่านี้จะลุกลามไปทั่วเลยทีเดียว

แล้วควรสอนเมื่อไหร่ดี?

สำหรับพ่อแม่แล้วการคุยกับลูกเรื่องเงินจึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นมาก ๆ แต่ควรพูดเมื่อไหร่ดี? แม้ผู้เชี่ยวชาญเห็นต่างกันในเรื่องนี้แต่ส่วนใหญ่จะเห็นตรงกันว่าควรเริ่มตั้งแต่เนิ่น ๆ

วันเดอร์บอกว่าอายุประมาณ 6 ขวบคือช่วงเวลาที่เด็ก ๆ เริ่มเข้าใจคอนเซ็ปต์เกี่ยวกับเรื่องการเงินแล้ว เขาบอกว่า

“นี่คือช่วงอายุที่เด็ก ๆ เริ่มเข้าใจวิชาคณิตศาสตร์ในโรงเรียนและเริ่มเข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง ‘ถ้าหมดก็คือหมด’ และเริ่มเก็บเงินไว้สำหรับของที่ตัวเองอยากได้จริงๆ”

พอถึงอายุ 7 ขวบนิสัยทางการเงินส่วนใหญ่จะถูกสร้างขึ้นมาแล้ว โดยให้ความเห็นเพิ่มเติมด้วยว่าเด็ก ๆ นั้นทราบและสงสัยเกี่ยวกับเรื่องเงินเร็วกว่าที่พ่อแม่คาดเอาไว้ซะอีก

ในส่วนของเฮิร์ชแมนกลับมองว่าหกขวบอาจจะช้าไปสักหน่อย เธอกล่าวว่าต้องเริ่มให้เร็วกว่านั้นอาจจะ 3-5 ขวบเลยด้วยซ้ำ “นี่คือตอนที่พวกเขาเริ่มมีทักษะในการที่จะเลือกและมีเหตุผล” เริ่มให้ง่าย ๆ และค่อยๆพัฒนาไปเป็นการส่งต่อแนวคิดเรื่องการเงินของพ่อแม่จะเป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ

ลันโดลท์อยู่ตรงกลางระหว่างสองฝั่ง บอกว่าสัก 5 ขวบถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดี เมื่อเด็กเริ่มเข้าใจเกี่ยวกับคุณค่าของครอบครัวที่พ่อแม่หรือปู่ย่าตายายถ่ายทอดออกมาในตอนนั้น เขาแนะนำให้สอนเด็กวัย 5-8 ขวบ “เรื่องพื้นฐานมาก ๆ” เช่น เงินนั้นมีค่าและทางเลือกในการใช้เงินมีผลกระทบอย่างไร

พออายุได้สัก 8-12 ขวบ ลันโดลท์เชื่อว่านี่คือช่วงที่จะคุยประเด็นที่มีความซับซ้อนมากขึ้น “คุณสามารถพูดคุยเกี่ยวกับการใช้เงินประเภทต่าง ๆ เรื่องการออม เรื่องการใช้จ่าย แนวคิดบางอย่างเช่นการหาเงินและการลงทุน”

เมื่อเด็กโตเป็นวัยรุ่น อายุระหว่าง 12 ถึง 15 ปี คุณสามารถมอบหมายหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องเงินของตัวเองมากขึ้น เช่น การให้ทำงบการเงินของตัวเอง การใช้จ่าย การออม และการทำความเข้าใจว่าการตัดสินใจใช้เงินจะส่งผลต่อจำนวนเงินที่เหลือในภายหลังยังไง ซึ่งช่วงเวลานี้พ่อแม่ก็เริ่มคุยอย่างจริงจังเกี่ยวกับการตัดสินใจทางการเงินของครอบครัว การลงทุน การบริจาคเงิน การทำธุรกิจ ฯลฯ และขอความเห็นของเด็ก ๆ ได้ด้วย

ช่วงอายุ 16-18 ปี ตอนนี้พ่อแม่ต้องเริ่มคุยเกี่ยวกับระบบการเงิน ธนาคาร หนี้ประเภทต่าง ๆ ดอกเบี้ย และความรับผิดชอบทางการเงินในแบบของผู้ใหญ่เพื่อเตรียมให้เขาออกไปเผชิญโลกภายนอก

สิ่งที่ต้องคำนึงไว้เสมอเมื่อพูดเรื่องเงินกับเด็ก

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า 3 อย่างที่สำคัญที่สุดในการคุยเรื่องเงินกับเด็กก็คือ

1. ความเสมอต้นเสมอปลาย

ไม่ใช่วันนี้พูดอย่างหนึ่ง พรุ่งนี้พูดอีกอย่างหนึ่ง วันนี้บอกให้ลูกเก็บออม เก็บเล็กผสมน้อย วันพรุ่งนี้บอกว่าชีวิตของที่อยากได้ก็ซื้อไปเลยถ้าซื้อได้ ความไม่เสมอต้นเสมอปลายจะทำให้เด็กสับสนได้

2. โฟกัสไปที่การลงมือทำ

พ่อแม่ต้องทำเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูก ๆ อย่าเอาแต่สอนแล้วตัวเองไม่ทำ

3. คุยกันอย่างสม่ำเสมอ

เมื่อมีโอกาสก็หยิบประเด็นนี้มาคุย สร้างเป็นนิสัยการเงินที่ดีให้ลูก

เฮิร์ชแมน กล่าวว่า

“คุณปล่อยให้เด็ก ๆ ทำพลาดเพื่อเป็นบทเรียนให้พวกเขาได้เรียนรู้ก็ได้”

วิธีหนึ่งคือการให้เงินค่าขนมแล้วสอนเรื่องความรับผิดชอบ การจัดงบ ใช้เงิน เก็บเงิน และคุยให้เหมาะกับช่วงอายุของเด็ก ๆ

“การคุยเรื่องนี้กับเด็กอายุ 6 ขวบจะแตกต่างจากเด็กในวัยรุ่น แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือการสอนเด็ก ๆ ให้รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่จำเป็นและอะไรคือสิ่งที่อยากได้”

ที่สำคัญที่สุดคือเหมือนกับการสอนทุกอย่างในครอบครัว พ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูก ๆ ก่อน มันถึงจะได้ผล การสอนอย่างหนึ่งแล้วทำอีกอย่างหนึ่งจะยิ่งทำให้เด็ก ๆ สับสน พ่อแม่บอกไม่มีเงิน แต่ซื้อของออนไลน์มาส่งที่บ้านกล่องไม่เว้นวัน กด F ของกันกระหน่ำ แบบนี้ลูกสับสน หรือบอกลูกให้เก็บเงิน ประหยัดอดออม แต่เวลาพ่อแม่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายจนเงินในบัญชีไม่มีเหลือ

เฮิร์ชแมนเชื่อว่า “มันเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ ที่พ่อแม่ต้องทำในส่ิงที่ตัวเองพร่ำสอน ไม่ใช่ทำอย่างพูดอย่างส่งสัญญาณที่สับสนให้กับลูกด้วย”

“จงรีบเคลียร์หนี้บัตรเครดิต” ถ้าไม่รู้ว่ามีอะไรที่ทำเงินได้ สูงเท่าดอกเบี้ยบัตรเครดิต

Warren Buffett เคยเล่าว่า “จำได้ว่ามีเพื่อนคนหนึ่งมาหาผมเมื่อไม่นานมานี้ เขาพึ่งได้เงินมา แล้วถามว่าจะเอาเงินไปทำอะไรดี?”

Warren Buffett ถามกลับว่า “แล้วคุณติดหนี้บัตรเครดิตบ้างมั้ย?”

หญิงที่เป็นเพื่อน ตอบว่า “ยังเป็นหนี้บัตรเครดิตอยู่จำนวนหนึ่ง คาดว่ามีดอกเบี้ย 18%”

Warren Buffett ตอบกลับว่า “ผมก็ไม่เคยรู้ว่าจะทำอะไรให้ได้เงิน 18% ถ้าผมติดหนี้ด้วยดอกเบี้ย 18% และผมได้เงินมา ผมก็จะไปจ่ายหนี้นั้นให้หมดก่อน”

และ Buffett ทิ้งท้ายว่า…

“ผมคิดว่าผู้คนควรที่จะเลี่ยงใช้บัตรเครดิตเพื่อก่อหนี้ เหมือนกับเลี่ยงใช้เงินในกระปุกออมสินที่บ้าน”

อย่างที่เรารู้กันดีว่าหนี้ครัวเรือนไทยนั้นอยู่ในระดับสูง ควบคู่มากับปัญหา หนี้สาธารณะของประเทศ แต่สิ่งที่น่ากังวลก็คือ 69% ของบัญชีหนี้ครัวเรือนทั้งหมดเป็น “สินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิต” ซึ่งมักเป็นหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคที่ใช้แล้วหมดไป ไม่ช่วยให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และยังมีระยะผ่อนสั้น แต่ดอกเบี้ยสูง ทำให้มีภาระผ่อนต่อเดือนที่สูงตามไปด้วย

ต่างจากประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ถึงแม้ว่าจะมีสัดส่วนยอดหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่สูงใกล้เคียงกับไทย แต่ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดเป็นสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่สามารถสร้างรายได้หรือความมั่งคงได้ในอนาคตได้

อันตรายของหนี้บัตรเครดิต คือ เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ แต่มีดอกเบี้ยสูงถึง 16%ต่อปี (เดิม 18%ต่อปี) ถ้าไม่มีการบริหารจัดการเงินแต่ละเดือนให้ดี รับรองว่ากลายเป็นปัญหาหนักใจแน่นอน

แล้วอย่างนี้ เราควรบริหารหนี้บัตรเครดิตอย่างไรดี?

(1) ถ้ายังไม่เป็นหนี้บัตรเครดิต ก็ระมัดระวังการใช้จ่าย ไม่กดเงินสดด้วยบัตรเครดิต เพราะดอกเบี้ยจะคิดทันทีตั้งแต่วันที่กดเงินสด หากใช้บัตรเครดิตชำระค่าสินค้า ก็ชำระเต็มจำนวนในกำหนดเวลา เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย

(2) หากเป็นหนี้บัตรเครดิตอยู่ และมีเงินเก็บมากพอชำระหนี้ ให้ชำระหนี้บัตรเครดิตเป็นอันดับแรกๆ เพราะเป็นหนี้ที่มีดอกเบี้ยแพงมาก

(3) หลีกเลี่ยงการจ่ายขั้นต่ำ แต่หากจำเป็น ให้เปลี่ยนการจ่ายขั้นต่ำจากร้อยละของหนี้ เป็นจำนวนเงิน อย่างเช่น เรามีหนี้บัตรเครดิต 100,000 บาท จ่ายขั้นต่ำ 10% = 10,000 บาท หากเราสามารถจ่ายไหวที่ 10,000 ให้จ่ายที่ 10,000 ไปตลอด หนี้บัตรเครดิตจะหมดเร็วกว่า

(4) หากมีปัญหาในการชำระหนี้ แนะนำติดต่อสถาบันการเงินเจ้าหนี้ เพื่อ…

– เปลี่ยนประเภทหนี้โดยแปลงเป็นสินเชื่อระยะยาว (Term loan)

– การรวมหนี้กับหนี้บ้าน : กรณีที่มีหนี้สินเชื่อที่อยู่อาศัยอยู่แล้ว โดยสามารถรวมกับหนี้สินเชื่อรายย่อยข้ามสถาบันการเงิน และ/หรือ ผู้ประกอบธุรกิจรายอื่นได้ เพื่อลดการจ่ายดอกเบี้ย และขยายเวลาการผ่อนชำระ ตามมาตรการสนับสนุนการรวมหนี้ ของธนาคารแห่งประเทศไทย (https://bit.ly/3nAxaeq)

(5) หากมีปัญหาหนี้บัตรเครดิต ปรึกษาคลินิกแก้หนี้ที่ https://www.debtclinicbysam.com/ หรือ Facebook คลินิกแก้หนี้ by SAM

สุดท้ายนี้ ทางที่ดี Warren Buffett แนะนำว่า “อย่าเป็นหนี้บัตรเครดิต ถ้าเป็น ก็รีบจ่ายหนี้ให้หมดเป็นอันดับแรกๆ”

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save