ประกันสุขภาพ แบบมี OPD คืออะไร? ถ้ามีประกันสังคมอยู่แล้ว ควรทำเพิ่มไหม?

ก่อนหน้านี้หลายคนมักจะคิดว่า การทำประกันสุขภาพคือสิ่งที่ไม่จำเป็น และเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ แต่สมัยนี้ที่มีโรคต่างๆที่เข้ามารุมเร้าให้เราป่วยได้ง่ายๆ ทั้ง PM 2.5 ภูมิแพ้ ไข้หวัด หรือ โควิด เราก็เริ่มเห็นความสำคัญของประกันสุขภาพกันมากขึ้น เพราะไม่มีใครรู้ว่าจะป่วยเมื่อไหร่…จริงไหมครับ ถ้าวันหนึ่งเราเกิดแจ็กพ็อตป่วยหนักขึ้นมา หากไม่มีประกันสุขภาพ ก็คงต้องหมดค่ารักษาหลักหมื่น-หลักแสนแน่นอน

การทำประกันสุขภาพจึงเป็นสิ่งที่ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะจากการเจ็บป่วย หรืออุบัติเหตุก็ตาม แต่ก่อนจะเลือกซื้อประกันสุขภาพได้ ก็มี 2 คำที่เราควรรู้จัก นั่นคือ “OPD” และ “IPD” มันหมายความว่าอะไรกันนะ?

ความแตกต่างระหว่าง OPD และ IPD

“OPD” มาจากคำว่า Out Patient Department หมายถึง ผู้ป่วยที่รับการรักษาที่คลินิกหรือโรงพยาบาล โดยไม่ต้องนอนพักรักษาตัว หรือที่เรียกว่า “ผู้ป่วยนอก”

ส่วน “IPD” มาจากคำว่า In Patient Department หมายถึง ผู้ป่วยที่ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลตั้งแต่ 6 ชั่วโมงขึ้นไป หรือที่เรียกว่า “ผู้ป่วยใน” นั่นเอง

ประกันสุขภาพที่คุ้มครองกรณี OPD คืออะไร?

“ประกันสุขภาพที่คุ้มครองกรณี OPD” คือประกันสำหรับผู้ป่วยนอก โดยให้ความคุ้มครองเมื่อเราไปรักษาที่โรงพยาบาลหรือคลินิก แล้วไม่ต้องนอนพัก ไม่ว่าจะป่วยเล็กๆ น้อยๆ หรือหมอนัดดูอาการ พูดง่ายๆ ก็คือไปหาหมอ ตรวจเสร็จ รับยา แล้วกลับบ้านเลย โดยไม่ต้องสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง แต่ต้องจ่ายส่วนต่างกรณีที่ค่าใช้จ่ายเกินวงเงินความคุ้มครองตามกรมธรรม์

ถ้ามีประกันสุขภาพ OPD ต้องเจ็บแค่ไหนถึงจะจ่าย?

ปกติแล้วประกันสุขภาพ OPD จะให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล รวมถึงค่าธรรมเนียมปรึกษาแพทย์ ค่าวินิจฉัยอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเจ็บมากหรือเจ็บน้อยก็ตาม (ขอแค่ไม่ต้องนอนพัก)

มีประกันสังคมอยู่แล้ว ควรทำประกันสุขภาพ OPD เพิ่มอีกไหม?

คำตอบก็คือ “ได้อยู่ครับ” ได้อยู่ …แปลว่าได้ ก็คือถ้าเราเจ็บป่วยทั่วไป แล้วมีเวลาว่างมากพอที่จะรอคิวในโรงพยาบาลได้ทั้งวัน แบบนี้แค่มีประกันสังคมก็โอเคแล้วครับ

แต่ถ้ามีกำลังพอจ่ายไหว aomMONEY แนะนำว่าควรทำประกันสุขภาพที่มี OPD ไว้สักตัวดีกว่า เพราะ 2 ข้อดีต่อไปนี้

1. เป็นอีกทางเลือกหนึ่งนอกจากประกันสังคม

เผื่อช่วยคัฟเวอร์ค่าใช้จ่ายกรณีเจ็บป่วย/อุบัติเหตุ หรือถ้าวันไหนมีเวลาน้อย ก็เดินเข้าโรงพยาบาลเอกชนที่สะดวกรวดเร็วกว่าได้เลย เพราะยังไงประกันสุขภาพ OPD ก็จ่ายค่ารักษาพยาบาลให้อยู่แล้ว

แต่การเลือกซื้อ ต้องแน่ใจว่าดูเงื่อนไขความคุ้มครองที่ครอบคลุม คุ้มค่า มีหลายกรณีที่เราจะเจอว่า ความคุ้มครองที่ได้มีข้อจำกัด เช่น ครั้งละไม่เกิน 1,000 บาท หรือปีละไม่เกิน 12 ครั้ง ถ้าเงื่อนไขเหล่านี้ ซึ่งจะทำให้เวลาที่ต้องใช้ เราต้องออกส่วนต่างเองเพิ่มเติม ทำให้อาจจะไม่คุ้มค่าเท่าที่ควรจะเป็น

2. นำไปลดหย่อนภาษีได้

ทำไมประกันสุขภาพ OPD ถึงสำคัญกับเงินออม?

เพราะไม่มีใครรู้อนาคต วันหนึ่งเราอาจเจ็บป่วย ถึงแม้จะเป็นโรคเล็กๆ น้อยๆ แต่ถ้าบ่อยครั้งมันก็จะรบกวนเงินออมของเราไปเรื่อยๆ ดังนั้นถ้าอยากวางแผนการเงินให้มั่นคง ก็ควรทำประกันสุขภาพ OPD เพื่อลดความเสี่ยงจากค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดฝัน และเป็นเหมือนการลงทุนกับสุขภาพนั่นเอง

ตอนนี้เพื่อนๆ คงได้คำตอบกันแล้วว่า “ถ้ามีประกันสังคมอยู่แล้ว ควรทำประกันสุขภาพ OPD เพิ่มอีกไหม?” ในมุมมองของ aomMONEY ก็คือ “ควรอย่างยิ่ง” เพราะถ้าเราเจ็บป่วย ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็จะทำให้มีทางเลือกในการรักษามากขึ้นครับ

“เป็นเศรษฐีก่อนอายุ 30” แค่เปลี่ยน 5 พฤติกรรมนี้!

“การเป็นเศรษฐีมีเงินใช้ไม่ขาดมือ” น่าจะเรื่องที่ใครหลายคนใฝ่ฝันถึง แต่หากถ้าเราไม่ลงมือทำอะไร ฝันนั้นก็คงไม่มีทางเป็นจริง เพราะการจะประสบความสำเร็จในอะไรสักอย่าง อย่างน้อยจุดเริ่มต้น ก็คือ “การลงมือทำ”

โดยวันนี้ aomMONEY ก็ขอหยิบยกเส้นทางสู่การเป็นเศรษฐีก่อนอายุ 30 ปี เพียงแค่เพื่อนๆ ต้องเริ่มต้นจากการเปลี่ยนพฤติกรรม ดังนี้ !

1) ควรมีวินัยกับทุกเรื่อง ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่อง “การเงิน”

สังเกตไหมว่าคนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ มักจะเป็นคนมีวินัยในการทำสิ่งต่างๆ “วินัย” จึงเป็นสิ่งสำคัญที่มนุษย์ทุกคนควรมี ถ้าเราประเมินแล้วว่า ร่างกายเราคงไม่สามารถทำงานหนักเพื่อหาเงินไปได้ตลอดชีวิต เราก็ควรวางแผนเก็บออมและลงทุนได้แล้ว ที่สำคัญ “ลงมือเลย” ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไหร่ยิ่งมีเวลามากกว่าคนอื่น

2) จัดสรรงบประมาณในแต่ละเดือนให้เป็นสัดส่วน “ชัดเจน”

การที่เราหาเงินได้เยอะถือว่าเป็นเรื่องดี แต่มันจะดียิ่งขึ้นถ้าเราบริหารจัดการเงินได้ดี โดยอาจจะแบ่งเงินเป็นสัดส่วนที่ชัดเจน เช่น เงินเดือน 20,000 บาท แบ่งออมและลงทุน 20% ใช้จ่ายที่จำเป็น 45% ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน 35% ถ้าเราสามารถบริหารงบให้เป็นไปตามที่ตั้งไว้ หนทางสู่ความมั่งคั่งก็อยู่ไม่ไกลเลยครับ

3) “อย่าก่อหนี้” ที่ไม่เกิดประโยชน์ เช่น หนี้บัตรเครดิต

เพราะหนี้บัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสดมีอัตราดอกเบี้ยที่ค่อนข้างสูง ถ้าเรามีหนี้ส่วนนี้ก็ควรรีบหาทางปลด การคิดว่าจะเอาไปลงทุนต่อยอดก่อนเพื่อหวังเงินก้อนโตกลับมา เพื่อเอาไปปิดหนี้ อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเท่าไหร่นัก เพราะอย่าลืมว่าการลงทุนมีความเสี่ยง ถ้าลงทุนแล้วขาดทุนเกือบหมด คุณจะไม่แย่กว่าเดิมหรือ

4) ศึกษาเรื่องการลงทุนและควรเริ่มต้น “ลงทุน”

การลงทุนยิ่งเริ่มต้นไวเท่าไหร่ยิ่งดี ถ้าไม่มีความรู้ก็เพียงแค่ศึกษาหาความรู้ สมัยนี้มีช่องทางการศึกษาการลงทุนมากมายให้เราได้เลือกศึกษา เพียงแต่ต้องเลือกช่องทางที่น่าเชื่อถือได้ และห้ามหลงเชื่อการชักชวนไปลงทุนในสิ่งที่ผิดกฎหมาย ผลตอบแทนเกินจริงอย่างแชร์ลูกโซ่เป็นอันขาด

5) การลงทุนที่ดีที่สุด คือ “การลงทุนกับตัวเอง”

เข็มนาฬิกาไม่เคยเดินถอยหลังฉันท์ใด มนุษย์เราก็ควรเป็นดั่งเช่นเข็มนาฬิกาฉันท์นั้น เพราะเกิดเป็นมนุษย์ เราจึงควรเดินหน้าพัฒนาตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการหมั่นศึกษาหาความรู้ ยิ่งเปิดใจเรียนรู้มากและลงมือทำ เราก็ยิ่งมีประสบการณ์มาก การมีประสบการณ์หรือชั่วโมงบินสูงนี่แหละที่ทำให้เราไปได้ไกลมากยิ่งขึ้น!

อย่างไรก็ตาม ในโลกของความเป็นจริง “ไม่ใช่ทุกคน” ที่จะประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่า “จะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้” และถึงแม้เราอาจจะต้องใช้เวลาที่นานกว่า เจอตัวแปรที่ยากกว่า แต่ aomMONEY เชื่อว่าเราทุกคนถ้าเลือกพยายามให้ถูกทาง หนทางสู่ความสำเร็จอยู่ไม่ไกลเลยครับ

10 “ครั้งแรก” ของเด็กจบใหม่ เมื่อ “งาน” คือ สิ่งที่ต้องเผชิญ และ “เงิน” คือ สิ่งที่ต้องจัดการ

ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่เริ่มต้นทำงานหลังจากจบการศึกษา ถือเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตเพื่อก้าวสู่เส้นทางอิสระทางการเงิน จากวันวานที่ได้เงินค่าขนมจากทางบ้าน ก็เข้าสู่การหารายได้ด้วยตัวเอง นั่นหมายความว่า สามารถใช้เงินได้ตามต้องการโดยไม่กังวลอีกต่อไป

ดังนั้น จะเห็นว่าไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเท่ากับช่วงเวลาที่ได้รับเงินเดือนก้อนแรก และไม่น่าแปลกใจหากหลายคนกำลังคิดเกี่ยวกับทุกสิ่งที่ต้องการซื้อ เช่น โทรศัพท์มือถือรุ่นล่าสุด เสื้อผ้าแรร์ไอเทม รถยนต์คันแรก แผนการเดินทางท่องเที่ยวในวันหยุดยาว หรือการมีบัตรเครดิตใบแรกของชีวิต

อย่างไรก็ตาม การหารายได้ด้วยตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะนำมาซึ่งความรับผิดชอบใหม่ๆ ที่อาจคาดไม่ถึง ดังนั้น หากไม่มีการวางแผนการเงินที่ดีอาจ “ตกม้าตาย” ตั้งแต่ได้เงินเดือนก้อนแรก

สำหรับขั้นตอนง่ายๆ ไม่กี่ขั้นตอนจะช่วยให้เด็กจบใหม่จัดการการเงินได้อย่างถูกต้อง กับ สิ่งที่ต้องเจอ “ครั้งแรก” มีดังนี้

(1) การจัดทำงบประมาณ…ครั้งแรก

ถึงแม้การทำงบประมาณอาจเป็นเรื่องไม่สนุก โดยเฉพาะเด็กจบใหม่ แต่ถ้าต้องการวางแผนการเงินให้ราบรื่นในระยะยาวก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทำ ด้วยการเริ่มต้นระบุแหล่งรายได้ทั้งหมด เช่น เงินเดือน รายได้พิเศษ แล้วทำ รายการค่าใช้จ่ายคงที่ เช่น ค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเดินทาง เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา ให้พ่อแม่ เงินเก็บออม จากนั้นก็จัดสรรเงินสำหรับค่าใช้จ่ายผันแปร เช่น ค่าซื้อหนังสือ ค่าสังสรรค์ เป็นต้น ที่สำคัญต้องติดตามค่าใช้จ่ายสม่ำเสมอ และปรับปรุง (ถ้าจำเป็น) เพื่อให้เป็นไปตามแผน

สำหรับวิธีการแบ่งรายจ่ายก็ควรให้เหมาะสมกับตัวเอง เช่น สูตร 50/35/15

50% = ค่าใช้จ่ายคงที่

35% = ค่าใช้จ่ายผันแปร

15% = เก็บออม

(2) เก็บเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน…ครั้งแรก

ทุกคนควรมีเงินเก็บเผื่อฉุกเฉิน เป็นเงินก้อนแรกในชีวิต เพื่อจะได้นำมาใช้เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด และต้องใช้เงินโดยที่ไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า เช่น ตกงาน เจ็บป่วย โดยปกติเงินก้อนนี้ควรมี 3 – 6 เท่าของค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน เช่น มีค่าใช้จ่ายเดือนละ 5,000 บาท ควรมีเงินเก็บเผื่อฉุกเฉิน 15,000 – 30,000 บาท วิธีการเก็บเงิน คือ นำไปฝากไว้กับบัญชีออมทรัพย์ เพราะสามารถฝากถอนได้สะดวก รวดเร็ว

(3) จัดการหนี้…ครั้งแรก

หากมีการกู้ยืมเงินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ก็ต้องวางแผนจ่ายหนี้คืน ด้วยการทำความเข้าใจเงื่อนไข ดอกเบี้ย ระยะเวลาการจ่ายหนี้ หรือถ้ามีหนี้อื่นๆ ก็ต้องรวบรวมหนี้เพื่อให้เห็นจำนวนหนี้ทั้งหมด จากนั้นก็วางแผนว่าจะแบ่งเงินเพื่อจ่ายหนี้เท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม โดยไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อน อย่างไรก็ตาม เด็กจบใหม่ไม่ควรก่อหนี้ แต่ควรสร้างความมั่งคั่งให้เข้มแข็งก่อน อาจตั้งเป้าหมายส่วนตัวเอาไว้ เช่น 5 ปีแรกจะไม่ก่อหนี้เด็ดขาด เป็นต้น

(4) เป็นหนี้…ครั้งแรก

คงไม่มีใครอยากเป็นหนี้ ถ้ามีเงินมากพอ ยิ่งในยุคสมัยนี้ ถึงแม้ว่าจะห้ามไม่ให้ก่อหนี้ยังไง ก็เหมือนกลายเป็นยิ่งยุ เพราะแค่มีเงินเดือนเข้ากระเป๋า เราก็จะกลายเป็นคนมีเครดิตทันที และสามารถเข้าถึง บัตรเครดิต ไว้ผ่อนสินค้าดอกเบี้ย 0% หรือสินเชื่อส่วนบุคคล เพื่อขอกู้เวลาขัดสน ต้องบอกแบบนี้ว่า “การเป็นหนี้ไม่ใช่เรื่องผิด” แต่ต้องเป็นหนี้ให้ถูกประเภท เป็นหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้เข้ามา และต้องจัดการให้ดี อย่าเป็นหนี้เกินตัว โดยสัดส่วนหนี้ต้องไม่เกิน 60% ของรายได้ต่อเดือน ไม่อย่างนั้นจะลำบากเอา

(5) กำหนดเป้าหมายทางการเงิน…ครั้งแรก

จริงๆ แล้วเด็กจบใหม่วัยทำงานควรระบุเป้าหมายทางการเงินให้ชัดเจน เพื่อให้รู้ว่าเราจะทำงานเก็บเงินไปเพื่ออะไร โดยเป้าหมายระยะสั้น เช่น ปลดหนี้ให้หมดภายใน 1 ปี, เก็บเงินเพื่อซื้อมือถือให้ได้ภายในสิ้นปีนี้ สำหรับเป้าหมาย ระยะกลาง เช่น เก็บเงินเพื่อดาวน์คอนโดมิเนียมให้ได้ภายใน 3 ปี สำหรับเป้าหมายระยะยาว เช่น เก็บเงินเพื่อแต่งงานเมื่ออายุครบ 35 ปี หรือเก็บเงินเพื่อวัยเกษียณ เป็นต้น

(6) ออมเพื่อเกษียณ…ครั้งแรก

หลายคนอาจมองว่าการออมเพื่อวัยเกษียณยังไม่ต้องรีบทำ เพราะเป็นเรื่องของวัย 40 ปีขึ้นไป ความจริงแล้วถ้าเริ่มออมเพื่อเกษียณให้เร็วที่สุดจะทำให้มีอิสรภาพการเงินเร็วขึ้น โดยเทคนิคเบื้องต้น คือ ถ้าทำงานบริษัทเอกชน ควรออมเงินผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ถ้าเป็นข้าราชการก็ผ่านกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ถ้าเป็นฟรีแลนซ์ก็ออมเงินเพื่อเกษียณผ่านกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)

นอกจากนี้ ควรแบ่งเงินบางส่วนไปลงทุนด้วยตัวเอง เช่น หุ้น กองทุนรวม ทองคำ เช่น ถ้าเริ่มเก็บออมอายุ 25 ปี และเกษียณอายุ 60 ปี แสดงว่ามีเวลาเก็บออม 35 ปี (420 เดือน) สมมติว่าเก็บออมเดือนละ 1,000 บาท ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5% ต่อปี เมื่อถึงวันเกษียณจะมีเงิน 1,136,092 บาท

(7) เรียนรู้และลงทุน…ครั้งแรก

นอกจากตั้งหน้าตั้งตาทำงานแล้ว ควรแบ่งเวลาศึกษาหาความรู้ เกี่ยวกับการเงินและการลงทุน ทำความเข้าใจตัวเลือกการลงทุนต่างๆ ให้เหมาะสมกับตัวเอง เช่น หุ้น กองทุนรวม ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ และควรเริ่มต้นลงทุนตั้งแต่เนิ่นๆ โดยคำนึงถึงความเสี่ยงที่ยอมรับได้และเป้าหมายระยะยาว

เมื่อลงทุนไปสักระยะหนึ่ง สถานการณ์และราคาสินทรัพย์อาจเปลี่ยนแปลง และทำให้น้ำหนักของสินทรัพย์บางประเภทมากหรือน้อยเกินไป ก็ควรปรับพอร์ตลงทุน เพื่อให้สัดส่วนพอร์ตลงทุนโดยรวมกลับไปเท่ากับสัดส่วนตอนตั้งต้น ซึ่งจะสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่เรารับได้เช่นกัน

(8) ทำประกัน…ครั้งแรก

นอกจากการออมเพื่อวัยเกษียณที่เด็กจบใหม่มักไม่ให้ความสำคัญ การซื้อประกันก็เป็นอีกประเด็นที่เด็กจบใหม่มองว่าไม่ต้องรีบร้อน แต่ความจริงการทำประกันจะทำให้สามารถปกป้องเป้าหมายการเงินในระยะยาวได้

โดยประกันชีวิตแบบตลอดชีพ จะเหมาะสมที่จะเป็นประกันฉบับแรกในชีวิต เพราะมีระยะเวลาจ่ายคืนที่แน่นอน ทำให้เบี้ยประกันอยู่ในระดับต่ำและเบี้ยประกันจะคงที่ตลอดอายุสัญญา เข้าใจง่าย ยืดหยุ่นสูง เหมาะกับเด็กจบใหม่ รายได้แต่ละเดือนยังไม่เยอะ อีกทั้ง ประกันชีวิตแบบตลอดชีพถือเป็นช่องทางการออมเงินด้วย เพราะเงินที่จ่ายเบี้ยประกัน บริษัทประกันจะคืนตอนครบกำหนด เช่น เลือกจ่ายเบี้ยประกัน 20 ปี ปีละ 20,000 บาท (รวมเบี้ยประกันที่ส่ง 400,000 บาท) และเมื่อถึงอายุ 90 ปี จะได้ทุนประกันคืน 1 ล้านบาท (กรณีไม่เสียชีวิต) หมายความว่า จ่ายเงิน 4 แสนบาท แต่ได้เงิน 1 ล้านบาท

(9) ยื่นภาษีเงินได้…ครั้งแรก

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พบว่ากรมสรรพากรจะมีการปรับปรุงภาษีเงินได้ส่วนบุคคลตลอดเวลา จึงควรทำความเข้าใจว่ารายการภาษีไหนที่สามารถลดหย่อนหรือเครดิตได้ โดยติดตามว่าประเด็นไหนที่มีผลกระทบต่อรายได้ เพื่อให้แน่ใจว่าจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุดและเพิ่มประสิทธิภาพการขอคืนภาษี และแน่นอนว่า เมื่อมีเงินเดือนประมาณ 10,000 บาทขึ้นไป ทุกคนต้องยื่นภาษี แม้จะไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีก็ตาม และถ้าวันหนึ่งรายได้เพิ่มขึ้นจนถึงเกณฑ์ ก็ต้องมาเรียนรู้เพิ่มเติมว่า มีตัวช่วยอะไรบ้างที่จะทำให้เราประหยัดภาษีได้บ้าง ซึ่งต้องวางแผนให้ดี

(10) จัดลำดับการใช้เงินและใช้ชีวิต…ครั้งแรก

เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น เป็นเรื่องง่ายที่จะตกหลุมพรางของค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย จึงควรระมัดระวัง ในการดำเนินชีวิตและสิ่งที่ไม่จำเป็นหรือการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ด้วยการให้ความสำคัญการออมและการลงทุนเพื่อความปลอดภัยทางการเงินในระยะยาว

การวางแผนทางการเงินเป็นกระบวนการที่ต้องทำต่อเนื่อง มีระเบียบวินัย ตัดสินใจอย่างรอบรู้ ดังนั้น ถ้าเริ่มต้นเร็วและถูกวิธี สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ตัวเอง จะสามารถวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับอนาคตทางการเงินได้

7 บทเรียนการเงินเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายในการลงทุนจาก The Wolf of Wall Street

จากเรื่องจริงที่สร้างเป็นภาพยนตร์ซึ่งได้รับรางวัลและเสนอชื่อเข้ารับรางวัลอีกมากมาย The Wolf of Wall Street ถือว่าเป็นภาพยนตร์ที่นำเสนอเรื่องราวด้านมืดของตลาดหุ้น ความโลภ ความกลัว และธรรมชาติของมนุษย์อันบิดเบี้ยวที่มีต่อส่ิงที่เรียกว่า ‘เงิน’ ได้เป็นอย่างดี

จอร์แดน เบลฟอร์ (Jordan Belfort) (นำแสดงโดย ลีโอนาร์โด ดิ คาปริโอ​) เกิดในปี 1962 ในครอบครัวของนักบัญชีซึ่งพ่อแม่ทำงานหนัก แต่ก็ไม่ได้ร่ำรวย แถมยังค่อนข้างยุ่งจนแทบไม่มีเวลาให้กันด้วย

เบลฟอร์เป็นคนทะเยอทะยาน ทำธุรกิจหลายอย่างมาตั้งแต่เด็ก ๆ หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยก็ทำธุรกิจขายเนื้อแต่ก็ล้มละลาย เมื่อเห็นว่าเพื่อนบ้านมีฐานะดีจากการเป็นนายหน้าขายหุ้น (Stock Broker) ก็เริ่มสนใจและเห็นช่องทางการทำเงินครั้งใหม่

แม้จะไม่ได้จบด้านการเงิน แต่เขาเรียนรู้อย่างรวดเร็วและด้วยประสบการณ์การทำธุรกิจและขายของมาตั้งแต่เด็ก ทำให้เขาได้งานที่บริษัท L.F. Rothschild และฝึกงานอยู่ที่นั่น 6 เดือน

แต่วันแรกที่ไปทำงาน วันที่ 19 ตุลาคม 1987 ก็เกิดเหตุการณ์ Black Money ตลาดหุ้นร่วงหนัก จนทำให้บริษัทที่เขาทำงานอยู่เจ๊งไปเลยแล้วก็ตกงาน ซึ่งหลังจากนั้นเองที่เขาได้รู้จักกับหุ้น “Penny Stocks” หรือหุ้นของธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่ได้เข้าตลาดหุ้น ถ้าขายหุ้นเหล่านี้ได้ก็จะได้รับค่าคอมมิชชัน 50% แทนที่จะได้ค่าคอมมิชชันเพียงเล็กน้อยเหมือนหุ้นในตลาด

ด้วยทักษะการขายที่ยอดเยี่ยมทำให้เขาสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ สองปีต่อมาก็เปิดบริษัทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ของตัวเองชื่อ Stratton Oakmont ในปี 1989 ซึ่งช่วงเวลานี้เองที่เขาเริ่มสร้างรายได้อย่างมหาศาล ซึ่งตอนเริ่มต้นของหนังเขาบอกว่าปีที่อายุ 26 นั้นเขาโกรธตัวเองเพราะทำเงินได้เพียง 49 ล้านเหรียญ ซึ่งขาดไปแค่ 3 ล้าน เขาก็ทำสถิติอาทิตย์ละล้านเหรียญได้แล้ว

แน่นอนครับเงินที่ได้มานั้นไม่ได้ใสซื่อ เขาฝึกพนักงานของตัวเองให้เป็นเซลล์ขายหุ้น โทรไปหานักลงทุนมากมาย นำเสนอหุ้นราคาถูกโดยให้คำมั่นสัญญาว่ามันจะขึ้น ควรเข้าซื้อให้มากที่สุดเลยตอนนี้ ซึ่งถ้ามันคุ้น ๆ ก็เพราะนี่ก็คือ “Scam” รูปแบบหนึ่งเหมือนที่เราเห็นตามข่าวนั่นแหละครับ

ช่วงที่รุ่งเรืองมีพนักงานกว่า 1,000 คนที่เชียร์ขายหุ้นขยะที่ไม่มีค่า โดยในภายหลังก็มีการนำหุ้นบริษัทเข้าตลาดเพื่อการเก็งกำไรอีกด้วย (หรือที่เราเรียกว่า IPO นั่นแหละครับ) ราคาก็พุ่งสูงไปจนคนเริ่มติดดอย และขาดทุนกันมากมาย

สุดท้ายในปี 1998 เบลฟอร์ก็ถูกเอาผิดข้อหาฉ้อโกง ปั่นหุ้น รวมถึงฟอกเงิน สร้างความเสียหายหลายร้อยล้านเหรียญ มีผู้เสียหายกว่า 1,500 คน และถูกตัดสินจำคุก 4 ปี (ติดจริง ๆ เพียง 22 เดือน) และหลังจากออกมาจากคุกก็ต้องหาเงินมาคืนผู้เสียหายทั้งหมดด้วย

เรื่องราวของเบลฟอร์และสิ่งที่เขาทำนั้นเป็นบทเรียนเกี่ยวกับเรื่องการลงทุนได้เป็นอย่างดี (สำหรับใครที่ยังไม่ได้ดูขอแนะนำ) และนี่คือบทเรียนด้านการเงิน 7 ข้อที่เราควรเตือนตัวเองอยู่เสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายในการลงทุนจาก The Wolf of Wall Street

1. ต้องตรวจสอบความน่าเชื่อถือของบริษัทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ให้ดี

ถ้าเราอยากลงทุน ควรตรวจสอบให้ดีว่าบริษัทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์นั้นเชื่อถือได้มากขนาดไหน อย่าไว้ใจใครง่ายเกินไปเพียงเพราะพวกเขา “ดูโปร” หรือ “ดูน่าเชื่อถือ” แน่นอนว่าบริษัทเล็ก ๆ ที่ทำงานอย่างเต็มที่จริงจังนั้นมีอยู่จริง เพียงแต่ในฐานะนักลงทุนต้องตรวจสอบให้ดีว่าเงินของเราไปอยู่ที่ไหน

2. เช็กแล้วเช็กอีก

ต่อจากข้อแรก อย่างที่บอกว่าบริษัทเล็ก ๆ ที่ทำงานดีและจริงใจนั้นมีอยู่จริง ก่อนคุณตัดสินใจที่จะเชื่อ อย่าเชื่อเพียงเพราะฟังข้อมูลจากคนที่โทรเข้ามา แต่ให้เช็กแหล่งข้อมูลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างการเสพข่าวในปัจจุบันเช่นกัน เมื่อเราเข้าถึงข้อมูลได้อย่างไม่จำกัด หน้าที่ของเราคือการตรวจสอบให้รู้จักบริษัทนั้นเป็นอย่างดีก่อนจะลงทุน

อย่าเพียงซื้อหุ้นเพราะ “เขาบอกว่า…” เพราะเงินของเขาไม่ได้หายไป แต่เงินของคุณ…อาจจะหายไปได้

3. ถ้าดูไม่โปร่งใส ให้วิ่งหนีไว้ก่อน

นายหน้าค้าหุ้นที่ดีนั้นจะทำทุกอย่างอย่างโปร่งใส และไม่ควรยากที่จะหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัทนั้น ๆ ในภาพยนตร์เรื่องนี้จะเห็นว่าเบลฟอร์ให้ลูกทีมของเขาทุกคนแนะนำตัวเองว่าเป็น “รองประธานอาวุโสของบริษัท” เมื่อโทรไปหานักลงทุน ซึ่งเป็นเทคนิคที่จะทำให้ลูกทีมนั้นดูมีความน่าเชื่อถือและมีความรู้ แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่มีตำแหน่งสูง ๆ จะเชื่อถือได้เสมอไป (ซึ่งเราก็เห็นมาตลอด)

ถ้าดูไม่โปร่งใส หนีก่อนดีกว่า เสียโอกาสรวย ยังดีกว่าไม่มีโอกาสได้รวยอีกเลย

4. ระวังกลุ่มลับ คนพิเศษ

คำพูดที่จะทำให้คุณรู้สึกเป็นคนพิเศษคือ “ลูกค้าของผมนั้นถือเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ที่ถูกคัดมาแล้วเท่านั้น และคุณก็เป็นหนึ่งในนั้นได้” ซึ่งจะทำให้คุณรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ถูกเลือก กลุ่มไลน์ลับ กลุ่มหุ้นลับ กลุ่มเทคนิคลับ…อะไรก็ตามที่ลับ ๆ และทำให้คุณรู้สึกว่ามีสิทธิพิเศษกว่าคนอื่น ๆ อันนี้ต้องระวังให้ดี

5. อย่าใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว

เราเคยได้ยินเรื่องนี้กันบ่อย ๆ เพราะมันเป็นเรื่องจริง อย่าซื้อหุ้นที่เสี่ยงด้วยเงินทั้งหมดในชีวิต เพราะความเสี่ยงที่นั้นสูงเกินไป ไม่ว่าตอนนั้นตลาดหุ้นจะเป็นยังไง จะเป็นตลาดกระทิงที่เขียวทั้งกระดาน จงกระจายความเสี่ยงอยู่เสมอ

6. ถ้ามันดูดีเกินไป มันก็คงเป็นแบบนั้นแหละ

เราอยากจะรวยเร็ว ๆ กันทุกคน อยากตื่นมาพรุ่งนี้เป็นเศรษฐีร้อยล้านพันล้าน เมื่อมีคนมาเสนอแนวทางนั้นให้หรือวิธีทางลัดเพื่อจะไปถึงจุดนั้นให้เร็วที่สุดและมันดูดีเกินจริง เราย่ิงต้องระวังให้ดี หาข้อมูลเพิ่ม ถามตัวเอง ถามคนอื่น ถามทุกคนที่จะถามได้ สุดท้ายก็ถามอีกครั้งว่า “มันเป็นไปได้ยังไง? จริง ๆ เหรอ?”

7. หน่วยงานกำกับดูแลนั้นก็ไม่ได้การันตีความปลอดภัย

หน่วยงานด้านกฎระเบียบและการกำกับดูแลมีความสำคัญมาก แต่การพึ่งพาโดยคิดว่าเชื่อถือได้ 100% ก็เป็นสิ่งที่ค่อนข้างไร้เดียงสาพอสมควร เราต้องเป็นคนกำหนดและตรวจสอบด้วยตัวเองด้วย

อย่างในเรื่องนี้ Stratton Oakmont ถูกตรวจสอบโดยทีมงานของ ก.ล.ต มาตรวจ 4 ทีมตลอดสองปี แต่ก็ไม่เจออะไรเลยเพราะเป็นเพียงเด็กที่ไม่มีประสบการณ์ ไม่รู้เรื่องธุรกิจหลักทรัพย์เลย ซึ่งเบลฟอร์ก็ทำธุรกิจที่ “ดูผิวเผินแล้วถูกกฎหมาย” คนที่เข้ามาตรวจก็วุ่นวายตรวจสอบไป โดยที่ไม่รู้เลยว่าบริษัทกำลังทำเรื่องผิดกฎหมายอยู่แค่ปลายจมูกเท่านั้น

สุดท้ายต้องจำไว้เสมอนะครับว่าไม่ใช่ว่านายหน้าขายหุ้นนั้นจะเป็นเหมือนกับเบลฟอร์ คนที่ดีและจริงใจก็มี เพราะฉะนั้นเน้นย้ำเรื่องการฟังหูไว้หู และหาข้อมูลให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนจะตัดสินใจลงทุนครับ

อ้างอิง :

https://mintgenie.livemint.com/photos/personal-finance/investment-lessons-one-can-draw-from-the-wolf-of-wall-street-151646049285167-img3

https://mintgenie.livemint.com/photos/personal-finance/8-must-watch-stock-market-movies-to-understand-investing-better-151646044822559-img5?fbclid=IwAR094ARdYfkclzWQAdie5G-JF2sg9RfeB2za_xhcolWu_W3Aj0yIyTTdynI

“ผ่อนรถไม่ไหว” ทำไงดี? เมื่อลูกหนี้อาจถูกยึดรถกว่า 1 ล้านคัน ในอีก 4 เดือนข้างหน้า

ข้อมูลจากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือ เครดิตบูโร เปิดเผยว่า “ไตรมาสแรกปีนี้ บัญชีสินเชื่อรถยนต์ของกลุ่ม GEN Y มีจำนวน 600,000 บัญชี เป็นหนี้ที่มีปัญหา แล้วพบว่ากว่า 50 % หรือ 350,000 บัญชี เป็นหนี้เสียแล้ว

ขณะที่กลุ่ม GEN X มีบัญชีที่มีปัญหา 400,000 บัญชี โดย 50 % หรือ 200,000 บัญชี เป็นบัญชีหนี้เสีย ซึ่งเมื่อเอาตัวเลข บัญชีของทั้ง 2 กลุ่ม มารวมกัน มีความเสี่ยงว่า ในอีก 4 เดือนข้างหน้า อาจจะมีลูกหนี้ถูกยึดรถรวม 1 ล้านคัน”

น่ากังวลมากว่าครึ่งหนึ่งของลูกหนี้ Gen X และ Gen Y เป็นหนี้เสีย หากเรา (ผู้เช่าซื้อ) เป็นลูกหนี้สินเชื่อรถยนต์อยู่ แม้ว่าวันนี้เรายังไม่เป็นหนี้เสีย เราก็ควรศึกษาทางหนีทีไล่ให้ดีว่า ควรจะต้องทำอย่างไร เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดกับเรา หรือ อย่างน้อยก็ผ่อนหนักเป็นเบาได้

5 วิธีแก้ปัญหา “ผ่อนรถไม่ไหว” ทำไงดี…

1. รีไฟแนนซ์ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ใหม่

โดยส่วนใหญ่ ไฟแนนซ์มีแนวทางในการช่วยเหลือลูกหนี้ เช่น การปรับลดค่างวด หรือยืดเวลาการผ่อนชำระ ฯลฯ แต่วิธีนี้จะทำให้ภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายสูงมากขึ้นด้วย ถ้าเลือกวิธีนี้ควรรีบดำเนินการก่อนที่จะเริ่มค้างชำระเพื่อเป็นการรักษาประวัติเครดิตของเราเอง

2. เจรจาขอผ่อนเฉพาะดอกเบี้ย

จากเดิมที่ยอดผ่อนต่อเดือนจะเป็นยอดชำระเงินทั้งส่วนที่เป็นเงินต้นและดอกเบี้ยไปพร้อมๆ กัน แต่กรณีเกิดมีปัญหาขึ้นจ่ายไม่ไหวขึ้น ให้ลองติดต่อไฟแนนซ์เพื่อขอผ่อนชำระเฉพาะในส่วนของดอกเบี้ยไปก่อน โดยยังคงต้นเงินไว้ เผื่อในอนาคต ผู้เช่าซื้ออาจจะมีเงินก้อนไปปิดหนี้ ก็จะทำให้เจรจาได้ง่ายขึ้น

3. การขายให้บุคคลอื่นโดยเปลี่ยนสัญญา

วิธีนี้จะดีสำหรับกรณีที่มูลค่ารถเราสูงกว่าหนี้ ควรพิจารณาตัดใจลดภาระด้วยการขายรถคันดังกล่าว จะขายเต็นท์ หรือขายดาวน์ เพื่อให้ผู้ซื้อรายใหม่มารับโอนสัญญาเช่าซื้อไปผ่อนต่อก็ได้ ข้อดีจากการโอนสัญญาเช่าซื้อคือ ไม่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มซ้ำซ้อน เนื่องจากค่างวดเดิม มีการคิดภาษีมูลค่าเพิ่มรวมอยู่แล้ว ดีกว่าการปิดบัญชีเดิม และไปกู้ใหม่ เนื่องจากจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตอนปิดบัญชีหนึ่งครั้ง และเมื่อกู้ใหม่ก็จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอีกหนึ่งครั้ง นอกจากนี้ยังเป็นการรักษาประวัติเครดิตของผู้กู้ได้อีกทางหนึ่งด้วย

แต่ถึงรถเรามีมูลค่าต่ำกว่าหนี้ ถ้าเลือกวิธีนี้ ก็ควรรีบขายให้เร็วที่สุด เพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตให้ต่ำที่สุด เพราะรถยิ่งอายุเยอะ ราคายิ่งตก จะทำให้เราต้องแบกรับภาระค่าเสียหายที่สูงขึ้นด้วย

การขายแบบเปลี่ยนสัญญา และนำเงินที่ได้ไปปิดจ่ายไฟแนนซ์ ซึ่งเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด แต่อาจจะต้องยอมขายขาดทุน เพื่อแลกกับเวลาและค่าใช้จ่ายที่จะตามมาในอนาคตปลอดภัยทั้งคนค้ำประกัน ปลอดภัยทั้งผู้เช่าซื้อด้วย ดังนี้

(1) แบบซื้อด้วยเงินสดครบเต็มจำนวน

เช่น ตกลงซื้อขายกัน 600000 แล้วรถติดไฟแนนซ์ 500000 ในวันที่จะทำการซื้อขายกัน ก็ให้ผู้ซื้อเอาเงินจ่ายปิดบัญชีไป 500000 แล้วก็จ่ายที่เหลือให้กับผู้ขายไปอีก 100000 แล้วแจ้งให้ไฟแนนซ์โอนรถข้ามเป็นชื่อผู้ที่มาซื้อไปเลย แต่ตอนปิดสัญญาผู้ขายผู้ซื้อต้องไปจ่ายด้วยกันเท่านั้น เพราะทั้งผู้ซื้อและผู้ขายต้องเก็บสำเนาใบเสร็จการปิดบัญชีกับสัญญาซื้อขายไว้เป็นหลักฐานด้วย

(2) แบบเปลี่ยนคู่สัญญา

คือ ขอเปลี่ยน”ผู้เช่าซื้อ”ที่ไฟแนนซ์ โดยที่ผู้ขายและผู้ซื้อต้องไปด้วยกัน วิธีนี้ผู้ซื้อจะได้ประโยชน์ตรงที่ได้ผ่อนต่อในสัญญาเดิมที่ผู้ขายได้ผ่อนไปแล้ว บางส่วนทำให้ประหยัดดอกเบี้ยไป

4. ขายให้บุคคลอื่นโดยไม่ได้เปลี่ยนสัญญา

วิธีนี้ผู้เช่าซื้อยังเป็นเราเหมือนเดิมอยู่ กรณีนี้ค่อนข้างเสี่ยงอย่างมากๆ ถ้าคนซื้อไม่ยอมไปปิดไฟแนนซ์หรือไม่ยอมผ่อนต่อ ผลก็จะตกกับเราเพราะทางไฟแนนซ์ถือว่าเรายังเป็นหนี้ไฟแนนซ์อยู่ ถ้าไปตามเอาเงินจากคนที่ซื้อไม่ได้ เราก็ต้องผ่อนต่อไป แต่ถ้าไม่มีเงินไปผ่อนหรือไม่ยอมผ่อนต่อ เพราะคิดว่าขายรถไปแล้วไฟแนนซ์ควรไปตามทวงหนี้คนซื้อเอง เพราะสัญญาซื้อขายก็มี ขอบอกไว้เลยนะ ว่า “สัญญาซื้อขายจะเป็นหลักฐานมัดตัวผู้ขาย” เองนะ รถติดไฟแนนซ์ ไฟแนนซ์เป็นเจ้าของรถ เราเป็นแค่ผู้ครอบครอง เราไม่มีสิทธิ์เอารถไฟแนนซ์ไปขาย ทางไฟแนนซ์มีสิทธิที่จะฟ้องเราข้อหายักยอกทรัพย์ได้

5. ตัดใจคืนรถ

การที่เราซื้อรถเงินผ่อนกับไฟแนนซ์โดยทำสัญญาผ่อนส่งเป็นงวดๆ เช่น 60 งวด เป็นต้น สัญญานี้เรียกว่า “เช่าซื้อ” ซึ่งเป็นสัญญาที่มีลักษณะพิเศษ ที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือผู้เช่าซื้อ สามารถบอกเลิกสัญญาได้ทุกเมื่อ

คือ เมื่อคืนรถไปแล้ว ก็ไม่ต้องจ่ายเพิ่มอีก ดังนั้นในกรณีที่ส่งค่าเช่าซื้อรถยนต์อยู่ แล้วรู้สึกว่ากำลังจะไม่มีความสามารถส่งค่าเช่าซื้อได้ต่อไป ให้ทำการยื่นเรื่องเพื่อขอคืนรถกับไฟแนนซ์ที่เราได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถคันนั้นเอาไว้ แล้วขอยกเลิกสัญญาเช่าซื้อ

เมื่อกระบวนการคืนรถเสร็จสิ้น จะถือว่าสัญญาเช่าซื้อนั้นสิ้นสุดลงแล้ว ไม่สามารถนำมาเรียกร้องค่าเสียหายเพิ่มเติมได้อีก การคืนรถจะสมบูรณ์ เมื่อผู้เช่าซื้อต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์พร้อมกับชำระเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญานี้อยู่ในเวลาที่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่ไฟแนนซ์แล้ว

กฎหมายข้อนี้ คนส่วนใหญ่ไม่รู้ ทำให้เวลาผ่อนไม่ไหว ก็มักจะเลือกวิธีหยุดส่งค่างวดรถ พอขาดส่งค่างวดรถติดต่อกัน 3 งวด และรอให้ไฟแนนซ์มายึดรถยนต์กลับคืนไป เพราะสัญญาเช่าซื้อกำหนดให้ผู้ให้เช่าซื้อ (ไฟแนนซ์) จะเลิกสัญญาเช่าซื้อได้นั้น ผู้เช่าซื้อต้องตกเป็นผู้ผิดนัด 3 งวดติดกันและผู้ให้เช่าซื้อต้องมีหนังสือบอกกล่าวให้ผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อด้วยเป็นเวลาอย่างน้อย 30 วัน

แปลว่า เราต้องผิดนัด 3 งวดติดต่อกันและไฟแนนซ์มีหนังสือแจ้งให้เราไปจ่ายหนี้อย่างน้อย 30 วันก่อน ไฟแนนซ์ถึงมีสิทธิยึดรถเราไปขายทอดตลาดได้

เมื่อไฟแนนซ์ยึดรถได้ ก็จะนำรถยนต์ไปขายทอดตลาด เอาเงินมาชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อ หากนำรถยนต์ไปขายทอดตลาด แล้วได้เงินไม่เพียงพอต่อมูลหนี้ตามสัญญา ไฟแนนซ์ก็จะมาฟ้องผู้เช่าซื้อให้รับผิดชอบส่วนต่างที่ยังขาด (เขาเรียกส่วนต่างนี้ว่า ค่าขาดราคา)

ซึ่งผู้เช่าซื้อจะต้องรับผิดชอบกับค่าเสียหายในส่วนต่างที่ขาดนั้น โดยปกติแล้วไฟแนนซ์จะต้องการเงินมากกว่ารถ ทำให้มักจะขายรถไปในราคาถูกกว่าราคาตลาดมากๆ เพราะไฟแนนซ์มั่นใจว่าอย่างไรก็ตามผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชอบในค่าขาดราคาอยู่ดี จนตอนหลังได้มีประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา ออกมาเพื่อคุ้มครองผู้เช่าซื้อ โดยผู้เช่าซื้อจะไม่ต้องจ่ายค่าส่วนต่างจากการคืนรถที่ถูกยึด ถ้าไฟแนนซ์ปฎิบัติไม่ถูกต้อง หรือไม่ปฎิบัติตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา ข้อ (5) ซึ่งมี 2 ข้อ หลักๆ คือ

(1) ต้องแจ้งล่วงหน้าให้ผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกัน(ถ้ามี) เป็นหนังสือไม่น้อยกว่า 7 วัน
(2) ขายโดยวิธีประมูล หรือขายทอดตลาดที่เหมาะสม

เเต่หากไฟแนนซ์ปฎิบัติถูกต้องครบถ้วนทั้ง 2 หลักเกณฑ์เเล้วหนี้ไม่พอชำระ ไฟแนนซ์ก็สามารถเรียกส่วนต่างราคาจากผู้เช่าซื้อได้อีก

แต่ถ้าเป็นอีกกรณี คือ ผู้เช่าซื้อนำรถยนต์ไปคืนไฟแนนซ์เอง ก่อนที่จะผิดนัดครบ 3 งวด หรือ การที่ผู้เช่าซื้อนำรถยนต์คืนไฟแนนซ์ และไฟแนนซ์ยอมรับรถยนต์ดังกล่าวคืน ถือว่าสัญญาเช่าซื้อระงับสิ้นสุดลง เพราะคู่สัญญาสมัครใจเลิกสัญญากันเองด้วยการส่งมอบรถยนต์กลับคืนเจ้าของ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 573 ที่กล่าวไปแล้ว

เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน โดยที่ผู้เช่าซื้อไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา หรือ ไฟแนนซ์ไม่ได้มายึดรถยนต์กลับไปเอง หากไฟแนนซ์นำรถยนต์ไปขายทอดตลาดได้เงินไม่เพียงพอกับยอดหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อ ค่าเสียหายส่วนนี้ ผู้เช่าซื้อไม่ต้องรับผิดชอบทั้งสิ้น จะรับผิดก็แค่ค่าเช่าซื้อค้างชำระแต่ละงวดที่เรายังไม่ได้ชำระไฟแนนซ์ก่อนวันที่จะนำรถยนต์ส่งมอบคืนเท่านั้น แปลว่าผู้เช่าซื้อรับผิดชอบแค่ค่าเช่าซื้อที่ยังค้างอยู่ก่อนส่งรถคืนเท่านั้น

แต่จะเลือกวิธีไหน ก็แล้วแต่กรณี ดูที่ความสามารถในการผ่อนหนี้ของเรา มูลหนี้ และมูลค่ารถ ดูความสามารถในการผ่อนชำระของตนเองว่ามีมากหรือน้อยแค่ไหน พูดง่ายๆ คือ ดูรายรับ รายจ่ายของตัวเอง ว่าสามารถผ่อนต่อได้ในระดับไหน และดูมูลค่ารถยนต์ที่เป็นหลักประกันมีราคาต่ำกว่าภาระหนี้แค่ไหน เพื่อจะได้ใช้ในการพิจารณาเลือกทางออกที่เหมาะสม

“ซื้อรถยนต์คันแรก” มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง?

หลายคนเมื่อทำงานมีรายได้เป็นของตัวเอง ก็อยากมีรถยนต์เป็นของตัวเอง ก็ต้องยอมรับว่าการใช้รถยนต์ส่วนตัว สำหรับใครหลายคน อาจจะมองว่าสะดวกกว่าการใช้ขนส่งสาธารณะ แต่ก่อนจะตัดสินใจซื้อ aomMONEY ขอแนะนำให้เพื่อนๆ คิดและทบทวนถึงความจำเป็นกันก่อน

เพราะว่าค่าใช้จ่ายในการซื้อรถยนต์คันแรก ไม่ว่าจะเป็นก่อนออกรถ หรือวันที่มีรถใช้แล้ว มีค่าใช้จ่ายยิบย่อยและค่อนข้างสูงครับ ถ้าบริหารเงินกันไม่ดี อาจจะมีรถแล้วไม่มีความสุขก็ได้

ค่าใช้จ่ายของการมีรถยนต์คันแรก aomMONEY ขอแบ่งเป็นสองส่วนครับ ดังนี้

1.ค่าใช้จ่ายก่อนและวันออกรถยนต์

2.ค่าใช้จ่ายประจำของรถยนต์ในแต่ละปี

ค่าใช้จ่ายก่อนและวันออกรถยนต์

เริ่มกันที่ค่าใช้จ่ายในวันออกรถ หลังจากที่เราเดินเข้าโชว์รูมรถ มีการคุยดีลกับเซลล์แล้ว ว่าเราจะซื้อรถคันนี้นะ ในราคาเท่านี้ ดาวน์เท่านี้ อย่างแรก ก็ต้องวางเงินจองครับ

(1) เงินจองรถ :

เงินจองเป็นเงินที่เราใช้วางเพื่อจองรถครับ อย่างเพื่อนผมซื้อรถยนต์ Eco Car ก็วางเงินจอง 5 พันบาท ซึ่งตรงนี้ถ้าเราวางเงินจองไปแล้ว แต่เกิดยื่นกู้ไฟแนนซ์แล้วไม่ผ่าน เพื่อนๆ สามารถ ขอเงินจองที่เราจ่ายไป คืนได้นะครับ ภายใน 15 วัน ถ้าคนขายไม่คืนให้ ร้องเรียนได้ที่ สคบ นะครับ

จากนั้น ถ้าการยื่นกู้ไฟแนนซ์ของเราผ่านเรียบร้อยแล้วใช่ไหมครับ

วันที่เรารับรถ เพื่อนๆ ก็เตรียม เงินก้อนที่ 2 ครับ นั่นก็ คือ

(2) เงินดาวน์รถ :

อันนี้แล้วแต่เพื่อนๆ เลยนะครับ ว่าจะดาวน์เท่าไหร่ แต่ aomMONEY แนะนำ 15-20% ของราคารถครับ ยิ่งดาวน์เยอะ ดอกเบี้ยยิ่งถูกกว่าครับ แต่บางที่ก็มีโปรโมชั่นดาวน์ 0% แต่ตรงนี้ดูดอกเบี้ยดีๆ นะครับว่าสูงเกินไปไหม แล้วก็อย่าลืมคำนวณออกมาเป็นยอดรวมนะครับว่า ซื้อรถยนต์คันนี้ คุณต้องเสียดอกเบี้ยทั้งหมดกี่บาท

(3) ค่าจดทะเบียนรถ :

ค่าจดทะเบียนรถก็ประมาณ 5 พันครับ บางที่เซลล์รถใจดี ทางศูนย์ก็ออกค่าจดทะเบียนรถให้ครับ อย่างเคสรถของผม ทางศูนย์รถออกให้ครับ

(4) ค่ามัดจำป้ายแดง :

ราคาประมาณ 3 พันบาทครับ ตรงนี้เราจะได้เงินคืน เมื่อเรานำป้ายแดงมาเปลี่ยนเป็นป้ายขาว โดยตามกฎหมาย ป้ายแดงใช้ได้ 30 วันนะครับ ฝ่าฝืนโดนปรับ 1 หมื่นครับ

(5) ค่าเบี้ยประกันภัย :

ส่วนมากรถป้ายแดงจะมีโปรโมชั่นแถมประกันภัยชั้น 1 มาให้นะครับ แต่ถ้าไม่มี เราก็ต้องเตรียมเงินไว้ซื้อเองครับ ราคาสำหรับรถ Ecocar – B segement นะครับ ก็อยู่ที่ 15K – 20K โดยประมาณ

(6) ค่าน้ำมัน :

หลายๆ คนไม่เคยซื้อรถ คิดว่าน้ำมันติดรถมาเต็มถังใช่ไหมครับ ตอนแรก aomMONEY ก็คิดแบบนั้นครับ แต่บอกเลยครับว่า ไม่ มันมีมานิดเดียวครับ ดังนั้นเพื่อนๆ ควรเตรียมเงินค่าน้ำมันมาด้วย แต่บางศูนย์ เค้ามีโปรโมชั่นแถมบัตรเติมน้ำมันมาให้นะ ขึ้นอยู่กับโปรโมชั่นศูนย์รถนั้นๆ เลย หรือที่เราดีลกับเซลล์เลยครับ

จบค่าใช้จ่ายในการออกรถครั้งแรกกันไปแล้วนะครับ

ต่อไปเรามาดูค่าใช้จ่ายประจำปีที่เพื่อนๆ ต้องจ่ายเมื่อมีรถสักคันกันดีกว่า

ค่าใช้จ่ายประจำของรถในแต่ละปี

(1) ค่างวดรถ :

ตรงนี้เป็นรายจ่ายประจำ ที่เพื่อนๆ ต้องจ่ายทุกเดือนและตรงเวลานะครับ บางคนเลือกดาวน์เยอะ เพื่อให้ค่าผ่อนต่องวดเบาลง แต่ระวังนะครับ สำหรับคนเลือกผ่อนน้อยผ่อนนาน อย่าลืมเช็กดอกเบี้ยด้วยนะครับว่าสูงเกินรับได้หรือเปล่า

(2) ค่าน้ำมันรถ :

อันนี้แล้วแต่ว่าแต่ละคนใช้รถหนักแค่ไหน ทั้งนี้ไม่รวมค่าสึกหรอนะ

(3) ค่าที่จอดรถ :

โดยเฉพาะเพื่อนๆ ที่ทำงานในกรุงเทพ ค่าที่จอดรถตามอาคารค่อนข้างแพงนะครับ บางคนก็ต้องจอดรถตามสถานี BTS เพื่อต่อ BTS ไปทำงานต่อ อย่างสถานีข้างๆ ออฟฟิศออมมันนี่ ก็ตกวันละ 80 บาท ครับ

(4) ค่าเช็กระยะทุกๆ หมื่นโล หรือ 6 เดือน :

อันนี้ ยิ่งรถราคาแพง ค่าบำรุงรักษาส่วนนี้ก็ยิ่งแพงครับ และในรถป้ายแดงเนี่ย ส่วนมากจะต้องเช็กระยะกับศูนย์ก่อน เพราะมันมีผลกับวอรันตีรถที่มีมา 3 ปี 100,000 โลครับ

(5) ค่าประกันภัยรถยนต์ (แบบสมัครใจ) :

ตรงนี้จะมีตัวเลือกให้เราเลือกเยอะครับ ชั้น 1 2 3 จะทำหรือไม่ทำก็ได้ แต่แนะนำว่าควรทำนะ เพื่อความรับผิดชอบต่อสังคม

(6) ค่าต่อภาษีรถยนต์ :

อันนี้ต้องจ่ายทุกปีครับ ตาม CC เครื่อง ยิ่งเครื่องแรงขึ้น ก็ต้องจ่ายแพงขึ้นครับ

(7) พรบ. :

อันนี้ต้องต่อทุกปี เหมือนกันครับ พรบ. ต่างกับประกันภัยรถยนต์ข้อ 6 ตรงที่ พรบ. บังคับทำทุกคันครับ จุดประสงค์ไว้เพื่อคุ้มครองคนเลยครับ คนขับ คนนั่ง คนเดินถนน ใครก็ตามที่ได้รับอุบัติเหตุ หรือเสียชีวิต ตรงนี้ ถ้าเป็นรถเก๋งเบี้ยไม่แพงครับ ประมาณ 600 กว่าบาท

(???? ค่าใช้จ่ายจิปาถะ : ไม่ว่าจะเป็น ค่าล้างรถ ค่าล้างแอร์รถ หรือวันนึงเราขับรถไปเหยียบยางมะตอย ก็ต้องมีค่าขัดยางมะตอย หรือค่าเปลี่ยนอะไหล่ตามกาลเวลา เช่น ยางรถ สายพาน ตรงนี้จิปาถะมากๆ ครับ อย่างล่าสุด เพื่อนผมขับรถไปเหยียบยาวมะตอยมา เอาไปขัดรอบคัน โดนไป 1,500 บาทครับ (ร้านต่างจังหวัด) )

จะเห็นได้ว่าการมีรถยนต์ 1 คัน แม้จะเพิ่มความสะดวกสบายให้เรา แต่ก็เป็นความสะดวกสบายที่มีค่าใช้จ่ายยิบย่อยต่างๆ ดังนั้นการจะมีรถยนต์สักคัน aomMONEY ขอแนะนำว่าควรตัดสินใจจากความจำเป็น เนื่องจาก “รถ” เป็นสินทรัพย์ที่ราคาเสื่อมตามกาลเวลา ดังนั้นควรชั่งน้ำหนักและตัดสินใจให้ดีครับ

รู้จัก KAMART หุ้นที่เคยขาดทุนเกือบ 300 ล้านบาท ตอนนี้กำไรโต 129%! และราคาสูงขึ้นมาถึง 71% นับตั้งแต่ต้นปี!

KARMART (หุ้น KAMART) หรือบริษัทคาร์มาร์ท ทำธุรกิจหลักในการนำเข้าและจำหน่ายสินค้ากลุ่มเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว และผลิตภัณฑ์ความงามอื่น ๆ แบรนด์ที่หลายคนคุ้นเคยกัน ก็อย่างเช่น CATHY DOLL, BABY BRIGHT ที่มักเห็นวางขายในร้านสะดวกซื้อต่างๆ อาทิ 7-Eleven อยู่จนคุ้นตา

ในไตรมาส 1 กำไรของ KARMART เติบโตถึง 129% เมื่อเทียบกับปีก่อน สาเหตุหลักมาจาก ยอดขายเครื่องสำอางที่เติบโตสูงถึง 166.71 ล้านบาท หรือ 39.87%

หลัก ๆ คาดว่ามาจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการพัฒนาและออกผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางใหม่ๆ ในช่วงปี 2565 อย่างเช่น แบรนด์ BABY BRIGHT ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ อาทิ MASK FRIENDLY LIP TINT , Healthy Collagen Tint

นอกจากนี้ KARMART ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับพาร์ตเนอร์ดัง เช่น BROWIT ผลิตภัณฑ์ที่ตกแต่งคิ้ว ร่วมกับคุณฉัตรชัย เพียงอภิชาติ หรือที่เราคุ้นเคยในนาม น้องฉัตร ช่างแต่งหน้าชื่อดังอีกด้วย

ก่อนที่ KARMART จะกำไรโตขนาดนี้ KARMART เคยขาดทุนเกือบ 300 ล้านบาทเลยทีเดียว และไม่ได้ทำธุรกิจเครื่องสำอางมาตั้งแต่แรกด้วย

เคยเป็นหุ้นที่มีราคาต่ำสุด 0.06 บาท ก่อนที่จะกลับไปทำจุดสูงสุดได้ 11 บาท หรือประมาณ 182 เด้งในเดือนตุลาคมปี 2016

เราลองมาย้อนไทม์ไลน์กำไร KARMART กัน..

ก่อนหน้าปี 2009 KARMRT เคยทำธุรกิจขายเครื่องใช้ไฟฟ้า ชื่อ บมจ.ไดสตาร์ อิเลคทริก คอร์เปอเรชั่น (DISTAR) แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

ต่อมาในปี 2009 เริ่มทำธุรกิจเครื่องสำอาง ขาดทุน 263.6 ล้านบาท

ปี 2010 เริ่มพลิกกลับมาเป็นกำไรได้ 52.6 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากยอดขายเครื่องสำอางโตกว่า 100%

ปี 2011 กำไร 112.1 ล้านบาท (เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทคาร์มาร์ท)

ปี 2012 กำไร 152 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจาก KARMART เข้าสู่ธุรกิจเครื่องสำอางเต็มตัว และมีกำไรโตขึ้นเรื่อยๆ

ปี 2017 กำไร 281.6 ล้านบาท

ปี 2018 กำไร 361.5 ล้านบาท

แต่ หลังจากปี 2018 KAMART เริ่มมีการเติบโตของรายได้และกำไรที่ลดลง ..

ปี 2019 กำไร 263.55 ล้านบาท

ปี 2020 กำไร 134.4 ล้านบาท (กำไรที่ลดลง สาเหตุหลักมาจากบริษัทมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจาก บริษัทชำระค่าเสียหายให้กับบริษัทไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น จากคดีฟ้องร้องการละเมิดลิขสิทธิ์งานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่มีมาตั้งแต่ปี 2018)

ปี 2021 กำไร 292.68 ล้านบาท

แม้ในปี 2021 มีกำไรเพิ่มขึ้น แต่กำไรที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้มาจากรายได้จากการขายและการดำเนินงาน แต่สาเหตุหลักมาจากรายได้อื่นจากหนี้สูญรับคืนที่เพิ่มมากขึ้น และในปีก่อนหน้า บริษัทชำระค่าเสียหายให้กับบริษัทไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น ทำให้กำไรปี 2021 เพิ่มขึ้นนั่นเอง

ดังนั้นโดยสรุปแล้ว ในปี 2019-2021 KARMART มีรายได้จากการขายสินค้าและบริการลดลง จากสาเหตุหลัก คือ KARMART ไม่มีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่จะเป็น New S Curve หรือเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถตีตลาดกลุ่มใหม่ๆ ได้..

ปี 2022 KARMART มีกำไร 325.40 ล้านบาท เติบโต 11% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ปีนี้เป็นปีที่ KARMART มีรายได้จากการขายสินค้าเพิ่มขึ้น สาเหตุหลักมาจากทั้งสถานการณ์โควิดดีขึ้น ทำให้ผู้บริโภคกลับมาซื้อสินค้าผ่านช่องทาง Offline แบบมีนัยสำคัญ และ มาจากการออกแบบและพัฒนาสินค้าใหม่ๆที่ติดตลาดมากขึ้น เช่น ผลิตภัณฑ์ Baby Bright รวมถึง การเพิ่มยอดขายต่างประเทศโดยเฉพาะในตลาดอาเซียนที่มีศักยภาพเติบโต โดยเฉพาะในญี่ปุ่น ที่มีการเติบโตของสินค้ากลุ่มเครื่องสำอางสูงนั่นเอง

ล่าสุด ในไตรมาส 1 ปี 2566 KARMART มีกำไรโตถึง 129% จากปีก่อน มาจากการเติบโตของยอดขาย ที่มาจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในปี 2565 และการขยายช่องทางการขายอย่างต่อเนื่อง

กรณีศึกษานี้ทำให้เห็นว่า หุ้นที่เคยขาดทุน ก็มีโอกาสที่จะพลิกกลับมาเป็นกำไรได้ ถ้ากิจการนั้นสามารถหาธุรกิจ หรือมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่เป็น New S Curve ได้

อย่างไรก็ตาม ถ้าหุ้นนั้นไม่มีการพัฒนาสินค้าหรือบริการให้เป็น New S Curve ใหม่ๆ ก็ย่อมส่งผลให้รายได้จากการขายสินค้าและบริการลดลงได้เช่นกัน สังเกตได้จากรายได้ของ KARMART ในปี 2019-2021 ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

รายได้ที่ลดลง ย่อมส่งผลให้กำไรลดลง กำไรลดลงก็ทำให้ความน่าสนใจหุ้นนั้นลดลง ท้ายที่สุดราคาก็จะลดลงตาม

แต่ถ้าหุ้นนั้นมี New S Curve ที่ทำให้เกิดรายได้หลักและกำไรเมื่อไหร่ ราคาก็พร้อมกลับมาเช่นกัน เหมือน KARMART ในปี 2022 -ปัจจุบัน

ซึ่งตอนนี้ราคาของ KAMART พุ่งขึ้นมา 71% นับตั้งแต่ต้นปีแล้ว สอดคล้องกับกำไรที่เพิ่มขึ้น P/E ตลาดตอนนี้อยู่ที่ 28.79 เท่า

สิ่งที่ต้องระวังต่อคือ ราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น มักมาพร้อมความคาดหวังที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น เราต้องติดตามต่อไปว่า KARMART จะมีการเติบโตได้ตามที่นักลงทุนคาดหวังหรือไม่

เพราะถ้าหุ้นนั้นเติบโตน้อยกว่าที่นักลงทุนคาดหวัง โดยส่วนใหญ่ราคาหุ้นก็พร้อมลงได้เช่นกัน..

ปล.บทความนี้ไม่ได้เป็นการชี้ชวนให้ซื้อหุ้นแต่อย่างใด ผู้ที่สนใจลงทุนควรศึกษาและหาข้อมูลเพิ่มเติมให้เพียงพอก่อนตัดสินใจลงทุนอยู่เสมอ

ข้อมูล ณ วันที่ 6 มิ.ย.66

Ref ข้อมูล จากรายงานประจำปีของ KARMART ปี 2561-2566

https://www.karmarts.co.th/th/download/annual-report

https://www.karmarts.co.th/th/download/one-report

เขียนและเรียบเรียงโดย : พัทธนันท์ เตชะเสน (Investment Frappe)

เก็บเงินไปซื้อทองเองก็ได้ ทำไมต้องออมทองกันด้วย? 5 เหตุผลที่คนเลือกออมทองและมันเหมาะกับเรารึเปล่า

การออมทองไม่ใช่เรื่องที่ผิดกฎหมาย เจ้าใหญ่อย่าง ฮั่วเซ่งเฮง หรือ แม่ทองสุก ต่างก็ทำกันอย่างถูกต้อง โปร่งใสและก็มีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยค่อนข้างเยอะ จึงเป็นทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการสะสมเงินเพื่อซื้อทอง

การออมทอง หรือการสะสมเงินเพื่อซื้อทองนั้น ขั้นตอนก็คือการทยอยสะสมเงินเพื่อซื้อทองคำแท่งที่บริสุทธิ์ 96.5% โดยการทยอยซื้อแบบถัวเฉลี่ยสะสม อาจจะเดือนละ 500 บาท เดือนละ 1000 บาท ไปเรื่อย ๆ พอได้เงินครบเท่ากับราคาทอง (ตามกำหนดของแต่ละแห่ง บางแห่งก็ 1 กรัม หรือบางแห่งก็ 1 สลึง) ก็ไปถอนเอาทองเป็นแท่งมาเก็บเอาไว้ อันนี้คือพื้นฐานทั่วไป

มีคนไปโพสต์ถามในทวิตเตอร์ว่า “แล้วจะออมทองทำไม ก็หยอดกระปุกเองพอครบ 30,000 ก็เอาไปซื้อทองเองก็ได้” ซึ่งเป็นคำถามที่น่าสนใจและอยากลองมาดูเหตุผลว่าทำไมคนถึงเลือกออมทองกันล่ะ?

1. เริ่มลงทุนไม่มาก

ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูง ตอนนี้อยู่ที่ราว ๆ บาทละ 30,000 บาท แต่กว่าจะเก็บเงินได้ขนาดนั้นก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ แต่ถ้าออมทองก็สามารถเก็บทีละนิดทีละหน่อย เริ่มกันตั้งแต่ 100 บาท ก็ออมได้แล้ว เติมไปเรื่อย ๆ

2. ถัวเฉลี่ยลดความผันผวน

ราคาทองคำนั้นขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา บางวันลด บางวันขึ้น วันหนึ่งขึ้นลงหลายรอบก็มี เพราะฉะนั้นการออมทองทำให้เกิดการถัวเฉลี่ยของราคาเกิดขึ้น

เช่นเราออมเดือนละ 3,000 บาท เดือนนี้ทองบาทละ 30,000 บาทเราก็จะได้ทองแท่ง 1.5244 กรัม (ทองแท่ง 1 บาท น้ำหนักอยู่ที่ 15.244 กรัม) แต่ถ้าเดือนหน้าทองลดเหลือบาทละ 25,000 บาท แต่เราออมเท่าเดิม 3,000 บาท เราก็จะได้ทอง 1.8293 กรัม (15.244/25,000 * 3000) ซึ่งที่จริงก็คล้ายกับการ DCA (Dollar Cost Average) ของการลงทุนหุ้นเช่นกัน

3. สามารถเลือกแบบหักบัญชีอัตโนมัติได้

วินัยในการออมเป็นสิ่งที่สำคัญและบางครั้งเราก็หละหลวมไปบ้างถ้าทำเอง แต่ถ้าเป็นระบบที่หักบัญชีเป็นประจำทุกเดือน ก็จะสร้างการออมอย่างมีวินัยได้โดยอัตโนมัติเลย

4. แลกเป็นทองคำมาเก็บเอาไว้ได้

เมื่อครบกำหนดน้ำหนักก็สามารถไปแลกเป็นทองมาเก็บเอาไว้ได้ ซึ่งก็ต้องดูด้วยว่าแต่ละเจ้านั้นมีข้อกำหนดเรื่องน้ำหนักยังไงบ้าง (บางเจ้า 1 กรัมก็แลกได้แล้ว)

5. ขายง่าย ช่วยกระจายความเสี่ยง

สำหรับคนที่ลงทุนในสินทรัพย์หลาย ๆ อย่าง ทองเป็นสินทรัพย์หนึ่งที่เรียกว่าค่อนข้างปลอดภัย สามารถซื้อขายได้ง่าย เปลี่ยนเป็นเงินสดได้ไว สำหรับช่วงที่สินทรัพย์อื่น ๆ ผันผวนทองก็เป็นทางเลือกในการลงทุนที่ไม่เลว เมื่ออยากขายไปลงทุนที่อื่นก็ทำได้ไม่ยาก

การออมทองเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งสำหรับการลงทุนของยุคสมัยใหม่ เครื่องมือทันสมัย สามารถทำได้ผ่านแอปฯของสมาร์ตโฟนเลย เหมาะสำหรับคนที่ยังทุนไม่มาก เพิ่งเริ่มทำงาน หรืออยากเก็บเงินไว้ในสินทรัพย์ที่จะมีมูลค่าสูงขึ้นในอนาคต แต่ก็ไม่ได้อยากลงทุนในหุ้นหรือคริปโตฯที่มีความเสี่ยง

แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมาชั่งน้ำหนักด้วยว่าเงินที่เราเอาไปฝากไว้นั้นไม่ได้ดอกเบี้ยเงินฝาก มูลค่าของทองก็มีขึ้นมีลงตลอด ถ้าสะสมมาสักพักแล้ววันหนึ่งต้องขายเพื่อเอาเงินออกมาใช้ฉุกเฉินแล้วตอนนั้นทองราคาร่วงพอดี ก็อาจจะรู้สึกเสียดายได้

ไม่ว่าจะตัดสินใจยังไงก็ตาม อย่างที่พูดกันเสมอ การลงทุนมีความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เพราะฉะนั้นควรลงทุนกับสิ่งที่เราเข้าใจ หาข้อมูลให้เยอะที่สุด และที่สำคัญต้องเลือกให้ดีว่าจะลงทุนกับที่ไหน เพราะลงทุนรวยเร็วเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อันไหนที่ดีเกินจริง มันก็คงจะไม่จริงนั่นแหละครับ

ไม่ใช่ “กองทุน” แถม “ประกัน” แต่เป็น “ประกันควบการลงทุน” เรื่องน่ารู้ของ Unit Linked

MorningStar Thailand เว็บไซต์ให้บริการด้านข้อมูลเกี่ยวกับกองทุนรวม รายงาน อันดับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่มีเงินไหลเข้า-ออกสุทธิมากที่สุดรอบไตรมาส 1/2566 (ไม่รวม Term Fund)

พบว่า บลจ. เอไอเอ (AIA) ซึ่งไม่ใช่ บลจ. ขนาดใหญ่แบบ บลจ. ที่เป็นบริษัทลูกของธนาคาร กลับมีเงินไหลเข้ามากสุด อยู่ที่ 2.6 พันล้านบาท คิดเป็นการเติบโตที่ 5.1% โดยราว 70% ของมูลค่าดังกล่าวมาจากเงินไหลเข้า “กองทุนผสม” เป็นผลจากการซื้อประกันชีวิตแบบ “Unit Linked” นั่นเอง ที่ถือได้ว่า AIA คือ เจ้าตลาดของประกันประเภทนี้

ชี้ให้เห็นว่าคนนิยมทำประกันประเภทนี้เพิ่มมากขึ้น สอดคล้องกับตัวเลขการเติบโดของเบี้ย (ANP) Unit Linked ของ บมจ.อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต ณ เดือนสิงหาคม 2565 เติบโตกว่า 83% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

Unit linked คืออะไร?

ประกัน Unit linked คือ ประกันชีวิตควบการลงทุน เป็นประกันชีวิตที่ถูกออกแบบเพื่อเป็นเครื่องมือทางการเงินที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับเปลี่ยนไปได้ตามสถานการณ์ต่างๆ ตลอดช่วงชีวิต และมีส่วนของลงทุนที่ผู้เอาประกันสามารถเลือกกองทุนรวมที่สนใจเพิ่มเข้ามาในกรมธรรม์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า

ข้อกังวลของประกันชีวิตแบบเดิม

เหตุผลที่ประกัน Unit Linked ได้รับความสนใจ ก็เพราะประกันชีวิตแบบเดิม (Ordinary Insurance) มีหลายข้อที่ไม่ตอบโจทย์ ดังนี้

(1) ผลตอบแทนต่ำ

โดยเฉพาะประกันชีวิตประเภทสะสมทรัพย์ที่เน้นการออมเป็นหลัก ซึ่งเป็นไปตามภาวะดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ

(2) ภาระผูกพันยาว

เหตุผลใหญ่ที่คนไทยซื้อประกันชีวิต ก็คือ เรื่องภาษีที่เบี้ยประกันสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท กับประกันแบบบำนาญที่เบี้ยประกันสามารถลดหย่อนภาษีได้ ไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี และต้องไม่เกิน 200,000 บาท แต่เมื่อรวมกับการออมเงินเพื่อเกษียณอื่นแล้ว จะต้องไม่เกิน 500,000 บาท

ดังนั้นอายุกรมธรรม์ที่ซื้ออย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่า 10 ปี แต่เพราะประกันชีวิตคือสัญญา ผู้เอาประกันจึงต้องผูกพันชำระเบี้ยตามสัญญา หากในอนาคตเรามีปัญหาจ่ายเบี้ยไม่ไหว หรือ มีความต้องการนำเงินไปใช้ทำอย่างอื่นที่มองว่าเหมาะสมกว่า เราก็มีทางเลือกแค่ 3 ทาง คือ เวนคืนมูลค่าเงินสด ใช้เงินสำเร็จ หรือ ใช้มูลค่าขยายเวลา ซึ่งไม่ว่าเลือกทางไหน ผลประโยชน์ที่เราควรจะได้จากกรมธรรม์ก็จะลดน้อยลง

(3) ทุนประกันคงที่

ทำให้ยุ่งยากในการปรับให้เหมาะสมตามความต้องการ

ประกัน Unit Linked อีกทางเลือกที่น่าสนใจ

ซึ่งประกัน Unit Linked ออกแบบมาก็เพื่อแก้ข้อกังวลของประกันชีวิตแบบเดิม ดังนี้

(1) เพิ่มโอกาสของผลตอบแทนที่ต้องการเพิ่มขึ้น

โดยประกัน Unit Linked จะให้ผู้เอาประกันนำส่วนหนึ่งของเบี้ยประกันไปลงทุนในกองทุนรวมที่หลากหลายตามความต้องการของผู้เอาประกัน โดยผู้เอาประกันสามารถพิจารณาปรับเปลี่ยนจำนวนเงินลงทุน สัดส่วนของแต่ละกองทุน และเลือกกองทุนที่สนใจได้อย่างอิสระภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดในกรมธรรม์

(2) เพิ่มความยืดหยุ่นในด้านความคุ้มครองและภาระผูกพัน

โดยผู้เอาประกันสามารถปรับเพิ่มหรือลดทุนประกัน ปรับเพิ่มหรือลดเบี้ยประกัน ถอนเงินบางส่วน หรือหยุดจ่ายเบี้ยบางช่วงเวลา เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละคน ตามแต่ละช่วงจังหวะเวลาของชีวิต ที่อาจมีความไม่แน่นอนและต่างจากที่วางแผนทางการเงินไว้ในตอนต้น ซึ่งความยืดหยุ่นเหล่านี้ เป็นสิ่งที่แบบประกันอื่นๆ ทำได้ยาก

ข้อควรคำนึงสำหรับการซื้อประกัน Unit Linked

(1) ประกันชีวิต Unit linked คือ สัญญาประกันชีวิต ไม่ใช่กองทุนแถมประกัน แบบที่ว่าซื้อแล้วจะหยุดซื้อเมื่อไหร่ก็ได้ ความจริงคือเบี้ยประกันทั้งหมดที่จ่ายไปจะต้องเอาไปจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ของประกันก่อน อย่างเช่น ค่าการประกันภัย ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการรับประกันภัย ฯลฯ เหลือค่อยเอาไปลงทุน หากเราหยุดชำระเบี้ย บริษัทประกันก็จะขายกองทุนรวมที่เราลงทุนอยู่ออกเพื่อเอามาชำระเบี้ย อาจเป็นการขายกองทุนรวมในจังหวะที่ไม่เหมาะสม และสุดท้ายเมื่อมูลค่ากองทุนลดต่ำลงจนไม่พอชำระค่าใช้จ่าย ก็จะทำให้ประกันสิ้นสุดความคุ้มครองได้

(2) ในกรณีที่เราเลือกความคุ้มครองสูง ค่าการประกันภัย คือ ค่าธรรมเนียมที่เราในฐานะผู้เอาประกันภัยจ่ายเพื่อเป็นค่าความคุ้มครองชีวิตก็จะสูง และค่าการประกันภัยจะเพิ่มขึ้นเมื่อความเสี่ยงเราเพิ่มขึ้น เช่น อายุมากขึ้น ฯลฯ ค่าการประกันภัยจึงเปรียบเหมือนภาระค่าใช้จ่ายที่จำเป็นของเราที่เพิ่มขึ้นทุกๆ ปี แต่รายได้ของประกันชีวิต Unit Linked คือ ผลตอบแทนจากกองทุนรวมมีขึ้นมีลง มีกำไร มีขาดทุน ขึ้นอยู่กับกองทุนที่เราเลือกลงทุน ถ้าผลตอบแทนได้น้อย หรือ ขาดทุน ก็เหมือนเรามีรายได้น้อยไม่พอชำระหนี้ สุดท้ายอาจต้องสูญเสียความคุ้มครองไป

(3) ผลตอบแทนที่บริษัทประกันชีวิตแสดงในเอกสารประกอบการขายประกันชีวิต Unit Linked เช่น 3%, 5%, 8%, ฯลฯ เป็นผลตอบแทนสมมติทั้งสิ้น ในชีวิตจริง ผลตอบแทนมีขึ้นมีลง ไม่เท่ากันทุกปี บางปีอาจขาดทุนได้ หากต้องการผลตอบแทนสูงเช่น 5% หรือ 8%/ปี ก็ต้องพร้อมที่จะยอมรับการขาดทุนได้

(4) การหยุดพักชำระเบี้ยประกันภัย (Premium Holiday) ที่หลายคนเข้าใจผิดว่าให้ความยืดหยุ่นเราสูงที่จะไม่จ่ายเบี้ยประกันในบางปีที่เราไม่พร้อมได้ แต่ความจริง ก็คือ เมื่อเราไม่จ่ายเบี้ย บริษัทประกันก็จะขายกองทุนรวมของเราออกมาเพื่อชำระค่าการประกันภัย ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายแทน ยิ่งเราหยุดจ่ายเบี้ยนานเท่าไหร่ เงินกองทุนรวมของเราก็จะหมดเร็วมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น Premium Holiday ไม่ใช่บริษัทประกันไม่คิดเบี้ย แค่เปลี่ยนคนจ่ายจากเราเป็นกองทุนของเราเท่านั้น

ปัจจัยที่ควรพิจารณาในการซื้อประกัน Unit Linked

– ทุนประกันที่เหมาะสมสำหรับเราควรเป็นเท่าใด ทำประกันเพื่ออะไร อย่างเช่น เพื่อคุ้มครองการศึกษาลูก เพื่อเป็นมรดก หรือ เพื่อไว้ใช้จ่ายยามเกษียณ ฯลฯ

– ระยะเวลาคุ้มครองยาวนานแค่ไหน

– สัญญาแนบเพิ่มเติมอย่างเช่น สัญญาประกันสุขภาพ เช่น การรักษาตัวในโรงพยาบาล การรักษาหรือค่าชดเชยที่เกิดจากโรคร้ายแรง ฯลฯ

– ความสามารถในการรับความเสี่ยง เพื่อเลือกกองทุนรวมที่เหมาะสมกับตนเอง

– ความสามารถในการชำระเบี้ย ทั้งด้านจำนวนและระยะเวลาชำระเบี้ย

สรุป แม้ว่าประกัน Unit Linked จะเป็นประกันที่น่าสนใจ ให้โอกาสของผลตอบแทนที่สูงขึ้น มีความยืดหยุ่นทั้งด้านการชำระเบี้ย ความคุ้มครองสูง แต่การซื้อประกัน Unit Linked ให้ได้ประโยชน์สูงสุด เราต้องพิจารณาข้อมูลให้ครบถ้วน

ถ้าอยากลงทุน ‘หุ้นกู้’ นี่คือสิ่งที่ควรรู้ 7 ข้อ : มันคืออะไร เช็กความเสี่ยงที่ไหน ดอกเบี้ยและเงื่อนไขมีอะไรบ้าง?

ช่วงนี้เราได้ยินคำว่า “หุ้นกู้” บ่อยมากขึ้นจากสื่อออนไลน์และสำนักข่าวต่าง ๆ มากมาย นอกจากจะกลายเป็นวิธีระดมทุนของธุรกิจที่กำลังเป็นที่นิยม ก็ยังมีเหตุการณ์ที่บริษัทบางแห่งที่ผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้จนกลายเป็นประเด็นร้อนในโลกของการลงทุนในบ้านเราอีกด้วย

แล้ว ‘หุ้นกู้’ คืออะไร? (เรียกอีกอย่างว่า ตราสารหนี้เอกชน หรือ Corporate Bond)

อธิบายง่าย ๆ หุ้นกู้ ก็คือ ตราสารหนี้ ที่ออกโดยภาคเอกชน วัตถุประสงค์ก็เพื่อระดมทุนสำหรับไปใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ของบริษัท เช่นลงทุนขยายกิจการ ซื้ออุปกรณ์ ทำโรงงาน

เมื่อเราในฐานะนักลงทุน ซื้อหุ้นกู้ของบริษัท A นั่นหมายความว่าเราให้เงินกู้กับบริษัท A ที่ออกหุ้นกู้นั่นเอง

เราคือ ‘เจ้าหนี้’ (ฟังดูดีนะ) ส่วนบริษัทคือ ‘ลูกหนี้’ ประมาณนั้นครับ
ทีนี้ในฐานะเจ้าหนี้เราก็ต้องได้อะไรคืนมาบ้าง บริษัทผู้ออกหุ้นกู้ก็ให้คำมั่นสัญญาว่าจะจ่ายดอกเบี้ยตามที่ตกลงกัน ตลอดช่วงอายุของหุ้นกู้ชุดนั้น และชำระเงินต้นคืนเมื่อครบกำหนดอายุของหุ้นกู้

ซึ่งดอกเบี้ยก็อาจจะจ่ายปีละ 2 – 4 ครั้งแล้วแต่เงื่อนไข ส่วนอายุหุ้นกู้ก็จะประมาณ 3, 5, 7 หรือ 10 ปี (หรือก็แล้วแต่กำหนดกันตอนออกหุ้นกู้)

สิ่งที่ทำให้หุ้นกู้เป็นที่สนใจก็เพราะได้รับดอกเบี้ยดีกว่าการฝากธนาคารทั่วไป แต่มันก็มีความเสี่ยงที่พ่วงมาด้วยเช่นเดียวกันว่าถ้าบริษัทไม่จ่ายดอกเบี้ยหรือไม่คืนเงินต้นจะทำยังไง?​ หรือเกิดการทุจริตขึ้นแล้วเงินหายไปล่ะ?

เพราะฉะนั้นถ้าคนที่สนใจลงทุนในหุ้นกู้ นี่คือสิ่งที่ควรรู้ 7 ข้อ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการลงทุน

1. ศึกษาข้อมูลของหุ้นกู้

เหมือนกับการเลือกหุ้นนั่นแหละครับ ก่อนจะลงทุนเราก็ต้องรู้ว่าเป็นหุ้นกู้อะไร สามารถศึกษาได้จาก ข้อมูลสำคัญของตราสาร (Factsheet) ซึ่งก็จะมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือและงบการเงิน เพื่อให้ทราบว่าบริษัท A ที่ออกหุ้นกู้เป็นใคร ทำอะไร ในอุตสาหกรรมไหน อายุกี่ปี ดอกเท่าไหร่ ฯลฯ

โหลดแอปฯ SEC Bond Check (ลิงก์ในอ้างอิงคอมเมนต์ได้เลย)

2. ความเสี่ยงเรื่องไหนบ้างที่ต้องพิจารณา

– ความเสี่ยงเรื่องการผิดนัดชำระหนี้ : อาจไม่ได้รับดอกเบี้ยหรือเงินต้นคืนหากผลประกอบการไม่เป็นไปตามคาด

– ความเสี่ยงสภาพคล่อง : ไม่สามารถขายหุ้นกู้ดังกล่าวได้ก่อนครบกำหนด

– ความเสี่ยงด้านราคา : ถ้าหากจะขายหุ้นก่อนครบกำหนดไถ่ถอน อาจจะไม่ได้ราคาที่ต้องการ ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ด้วย

3. ปัจจัยพิจารณาความเสี่ยง

นักลงทุนทุกคนรับความเสี่ยงได้ไม่เท่ากัน ลองใช้ปัจจัยเหล่านี้เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนเบื้องต้น

– ความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) : ตรงนี้ค่อนข้างสำคัญ อันดับดีเป็น Investment Grade ก็จะมีความเสี่ยงต่ำ ดอกเบี้ยอาจจะไม่สูงมาก แต่ถ้าเป็นหุ้นกู้ที่ไม่มีการจัดเครดิต มีความเสี่ยงในการผิดชำระหนี้สูง แต่ผลตอบแทนก็สูงตามไปด้วย แต่หุ้นกู้ที่มีระดบความน่าเชื่อถือสูงไม่ได้หมายความว่าจะไม่ผิดนัด เหตุการณ์นี้ก็มีให้เห็นกันอยู่บ้าง

– ประเภทของหุ้นกู้ : หุ้นกู้แต่ละชนิดก็มีความเสี่ยงและลักษณะที่เฉพาะ เพราะฉะนั้นต้องเช็กประเภทของมันด้วย รายละเอียดหุ้นกู้แต่ละประเภทจากเว็บไซต์ SCB

1. หุ้นกู้ด้อยสิทธิ

คือ หุ้นกู้ที่หากผู้ออกตราสารหนี้ล้มละลาย ผู้ถือหุ้นกู้ประเภทนี้จะมีสิทธิในการเรียกร้องสินทรัพย์ ในอันดับที่ด้อยกว่าเจ้าหนี้สามัญรายอื่น

2. หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ

คือ หุ้นกู้ที่หากผู้ออกตราสารหนี้ล้มละลาย ผู้ถือหุ้นกู้ประเภทนี้จะมีสิทธิในการเรียกร้องสินทรัพย์จากผู้ออกตราสาร ทัดเทียมกับเจ้าหนี้สามัญรายอื่นๆ และสูงกว่าผู้ถือหุ้นกู้ด้อยสิทธิ

3. หุ้นกู้แปลงสภาพ

คือ หุ้นกู้ที่นักลงทุนสามารถเปลี่ยนจากหุ้นกู้เป็นหุ้นสามัญของบริษัทผู้ออกได้ตามราคาที่กำหนด โดยบริษัทผู้ออกจะออกหุ้นสามัญในจำนวนที่มีมูลค่าเท่ากับตราสารหนี้ที่ถืออยู่ สถานะของนักลงทุนจึงเปลี่ยนจากเจ้าหนี้เป็นเจ้าของ

4. หุ้นกู้ชนิดมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

คือ หุ้นกู้ที่ผู้ออกตราสารหนี้ นำสินทรัพย์มาค้ำประกันการออกหุ้นกู้ และผู้ถือจะมีสิทธิในสินทรัพย์ที่วางค้ำประกันนั้นเหนือเจ้าหนี้สามัญรายอื่นๆ

5. หุ้นกู้ชนิดที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

คือ หุ้นกู้ที่ไม่มีสินทรัพย์ใดๆ วางไว้ ซึ่งหากผู้ออกตราสารล้มละลายต้องทำการแบ่งสินทรัพย์กับเจ้าหนี้รายอื่นตามสิทธิและสัดส่วนที่ถือ

4. ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้คือใคร? มีหน้าที่อะไร

“ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้” คือตัวแทนของผู้ถือหุ้นกู้แต่ละรุ่น ทำหน้าที่ติดตามบริษัทที่ออกหุ้นกู้ว่าปฏิบัติตามข้อกำหนดที่ให้ไว้รึเปล่า หากผิดชำระหนี้ ดอกเบี้ย ฯลฯ ก็มีหน้าที่เรียกร้องให้บริษัทออกมาชี้แจงและเป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ

5. ติดตามผลอยู่เสมอ

เมื่อเราเป็นเจ้าหนี้ ก็ต้องรู้ว่าเงินที่เราให้ยืมไปนั้นจะออกดอกออกผล ต้องคอยติดตามบริษัทอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเรื่องผลการดำเนินงานงบการเงิน และการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่วางเอาไว้ด้วยกันในตอนแรก ถ้ามีโอกาสเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ ก็อาจพิจารณาขายในตลาดรองได้ ถ้ามีเหตุผิดนัดก็ควรแจ้งกับ “ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้” ให้ทราบด้วยเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง

6. การขยายอายุหุ้นกู้

ในบางกรณีที่บริษัทผู้ออกหุ้นกู้ไม่สามารถชำระคืนหนี้ได้ อาจจะมีการจัดประชุมเพื่อขอขยายระยะเวลาชำระคืนเงินต้น

เราในฐานะเจ้าหนี้ต้องใช้สิทธิตรงนี้เพื่อถามว่าเพราะอะไร เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงไม่สามารถทำตามเป้าหมายได้ตั้งแต่แรก แผนต่อไปคืออะไร ข้อดีข้อเสียมีอะไรบ้าง ผลประโยชน์ และผลกระทบของการลงมติไม่ว่าทางไหน และถ้าไม่ยินยอมสุดท้ายต้องเรียกร้องยังไงบ้าง

7. ถ้าหากมีการผิดนัดชำระหนี้ต้องทำยังไง?

ผู้ถือหุ้นกู้จะมี“ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้” ช่วยดำเนินการในการฟ้องร้อง เรียกร้องค่าเสียหาย บังคับชำระหนี้ให้แทนผู้ถือหุ้นกู้ทุกราย

“ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้” อาจจำเป็นจะต้องมีการจัดประชุมผู้ถือหุ้นกู้เพื่อขออนุมัติ ในการดำเนินการ สำหรับผู้ถือหุ้นกู้ควรต้องใช้สิทธิเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเองด้วย

สุดท้ายแล้วการลงทุนทุกอย่างมีความเสี่ยง เพราะฉะนั้นต้องศึกษาข้อมูลให้ดี เพราะเราจะเอาเพียงแค่อัตราดอกเบี้ย หรือ ความน่าเชื่อถือเป็นตัววัดทุกอย่างไม่ได้ ต้องจัดสรรเงินให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่เราพร้อมจะรับได้ด้วย

อ้างอิง : 

https://www.sec.or.th/TH/Template3/Articles/2566/060166.pdf

https://market.sec.or.th/public/idisc/th/Product/Filing

https://www.scb.co.th/th/personal-banking/stories/grow-your-wealth/debentures.html

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save