5 เทคนิคการสร้าง ‘นิสัยการเงินที่ดี’ จากหนังสือ Atomic Habits

ผ่านไปแล้วเกือบหนึ่งเดือนสำหรับปี 2023

บางคนบอกไม่ทันไรก็หมดเดือนแล้ว แต่บางคนบอกว่าทำไมยังไม่สิ้นเดือนอีกเหรอนี่เงินหมดไปนานแล้ว

ต่างคนต่างบริบทแตกต่างกันออกไป แต่ถ้ามองในมุมบวกอีกสักหน่อยคือเรายังเหลือเวลาอีกตั้ง 11 เดือนในปีนี้ เป้าหมายที่วางเอาไว้ตอนต้นปีตอนนี้หลายคนอาจจะเริ่มทำไปบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเก็บเงินให้มากขึ้น ลงทุนให้มากขึ้น หรือการจัดการการเงินให้ดีขึ้นในปีนี้

สำหรับบางคนที่ยังไม่ได้เริ่ม เริ่มต้นนี้ก็ยังไม่สาย อย่างที่มีคนเคยกล่าวว่า “เวลาที่ดีที่สุดในการปลูกต้นไม้คือเมื่อยี่สิบปีก่อน เวลาที่ดีที่สุดรองลงมาก็คือวันนี้” ในเมื่อย้อนกลับไปยี่สิบปีก่อนไม่ได้ก็เริ่มมันวันนี้เลยละกัน

เป้าหมายทางการเงินไม่ได้แตกต่างจากเป้าหมายอื่น ๆ ในชีวิต มันจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อเรามี ‘นิสัยทางการเงิน’ ที่ดี อย่างที่ เจมส์ เคลียร์ (James Clear) ผู้เขียนบอกว่า

“นิสัยของคุณนั้นมีผลอย่างมากต่อชีวิต มันสามารถแยกระหว่างความสำเร็จและล้มเหลวได้ มันกำหนดได้เลยว่าคุณจะแข็งแรงหรืออ่อนแอ ร่ำรวยหรือยากจน”

(สำหรับคนที่ยังไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ขอแนะนำเลยว่าเป็นหนังสือที่ดีมากเล่มหนึ่ง)

มาลองดูแนวคิดการสร้าง ‘นิสัยการเงินที่ดี’ ว่ามีอะไรกันบ้าง อ้างอิงจากหนังสือ Atomic Habits เล่มนี้เลย

1. เริ่มเล็ก ๆ และ ลืมเรื่องความสมบูรณ์แบบไปได้เลย

แทนที่เราจะคิดในหัวว่าอยากจะประสบความสำเร็จในด้านการเงินก็ล้างไพ่เริ่มใหม่หมด (เช่น…เลิกช้อปปิ้งออนไลน์ หรือ ไม่ซื้อเสื้อผ้าใหม่อีกเลย จะเก็บเงินทุกบาทจากเงินเดือนไม่ใช้จ่ายอะไรเลย) ให้ลองโฟกัสไปที่การเริ่มต้น ‘เล็ก ๆ’ และ ‘สม่ำเสมอ’ ในทุก ๆ วันครับ

ในหนังสือ “Atomic Habits” บอกว่า “คุณไม่ต้องเริ่มนิสัยใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แค่ต้องเริ่มทำเท่านั้น”

สมมุติว่าอยากจะลงทุนให้เยอะขึ้นในปีนี้ ก็เริ่มทำง่าย ๆ ครับ อาทิตย์ละ 500 บาท หรือ เดือนละ 1000 บาท เอาไปซื้อกองทุนหรืออะไรก็ได้ที่เป็นการลงทุน เริ่มต้นเล็ก ๆ ทำอย่างสม่ำเสมอ เงินไม่ต้องมาก มันเป็นการสร้างนิสัยในการลงทุน

หลังจากทุกอย่างเริ่มเข้าที่ก็อาจจะเพิ่มอีกนิดหน่อย เดือนละ 1,500 บาท หรือ 2,000 บาท ไปเรื่อย ๆ

เจมส์ เคลียร์ กล่าวว่า “นิสัยคือดอกเบี้ยทบต้นของการพัฒนาตนเอง ทางเดียวกันที่เงินเพิ่มขึ้นผ่านดอกเบี้ยทบต้นนั่นแหละ ผลลัพธ์คือสิ่งที่ได้จากนิสัย ทวีคูณขึ้นเมื่อทำซ้ำ ๆ”

(ที่จริงตรงนี้ถ้ามองกลับอีกด้านหนึ่งคือถ้านิสัยการเงินที่แย่ก็จะทำให้เราดำดิ่งแย่ลงได้เร็วมากเช่นกัน เพราะฉะนั้นมันดอกเบี้ยทบต้นนั้นไปได้ทั้งด้านบวกและด้านลบ)

นิสัยเล็ก ๆ เหล่านี้จะโตขึ้นเรื่อย ๆ เป็นการสร้างพื้นฐานที่มั่นคง ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องสมบูรณ์แบบ แต่ควรเริ่มเลยตั้งแต่วันนี้

2. ทำให้นิสัยการเงินที่ดีนั้นทำง่ายเข้าไว้ (หรืออัตโนมัติเลยก็ยิ่งดี)

มันง่ายกว่ามากถ้าจะทำให้เรื่องบางอย่างกลายเป็นนิสัยถ้ามันทำได้ง่ายและไม่ยุ่งยาก ยิ่งทำให้ง่ายเท่าไหร่ ยิ่งทำให้เรามีโอกาสล้มเลิกกลางทางน้อยลงเท่านั้น

ยกตัวอย่าง

  • ใช้แอปฯมือถือเพื่อติดตามรายรับรายจ่าย
  • ลงทุนผ่านระบบที่ตัดเงินบัญชีแบบอัตโนมัติ
  • แยกบัญชีสำหรับใช้จ่ายและเก็บออมตั้งแต่วันที่เงินเข้า
  • ใช้เทคนิคการบริหารเงินแบบชัดเจนอย่าง 50/30/20 (ใช้จำเป็น 50%, ซื้อของที่อยากได้ 30% และออม 20%)

ทำให้นิสัยเหล่านี้เป็นเรื่องติดตัวครับ อันไหนทำเป็นอัตโนมัติได้เลยยิ่งดี ไม่ต้องคิดมาก มนุษย์เป็นสัตว์คิดมาก คิดไปคิดมาส่วนใหญ่รู้ว่าควรทำอะไร แต่ก็มักจะมีข้ออ้างให้ไม่ทำเสมอ อย่าหวังพึ่งพากำลังใจ…เพราะมันหายไปเร็วยิ่งกว่าเงินเดือนครับ

3. ทำให้นิสัยการเงินแย่ ๆ เป็นเรื่องยุ่งยาก

ก็เหมือนการทำให้นิสัยการเงินที่ดีเป็นเรื่องง่ายนั่นแหละ อีกขั้วหนึ่งก็คือทำให้นิสัยการเงินแย่ ๆ เป็นเรื่องยุ่งยากก็จะช่วยลดนิสัยที่ไม่ดีลงไปได้เช่นเดียวกัน ยิ่งยากยิ่งดีครับ (จำได้ว่ามีฉากหนึ่งของหนังเรื่อง “Confession Of a Shopaholic” ที่ตัวเองแช่บัตรเครดิตของตัวเองไว้ในน้ำแข็ง)

ถ้าคุณรู้ว่าตัวเองมักนั่งไถมือถือซื้อของออนไลน์ตอนก่อนนอน แนะนำให้วางโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะ หรือ ชาร์จไว้นอกห้อง หรือถ้ามีบ้านสองชั้นก็วางไว้คนละชั้นกับห้องนอนเราเลยยิ่งดี เวลาจะใช้ก็รู้สึกขี้เกียจลุกจนลืมไปเลย (อันนี้ใช้กับตัวเองเป็นประจำและได้ผลครับ)

หรือลองใช้กฎ 72 ชั่วโมง (3 วัน) ดูก็ได้ครับ ถ้าเห็นอะไรที่อยากได้ ให้รอ 3 วัน ถ้าผ่านไปแล้วสามวันยังอยากได้ ก็กลับมาคิดใหม่ว่าจะซื้อจริง ๆ รึเปล่า ส่วนใหญ่แล้วหลังจากผ่านไปสามวันมักจะไม่ซื้อแล้ว ส่วนใหญ่จะมองว่ามันก็ไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น กฎนี้ทำให้อารมณ์ความต้องการในเวลานั้นหายไปและช่วยประหยัดเงินได้เยอะเลยทีเดียว

4. ติดตามผลและอย่าลืมปรบมือให้ตัวเองด้วยระหว่างทาง

ไม่ว่าเป้าหมายทางการเงินของคุณจะเป็นอะไร ก้อนเล็ก ก้อนใหญ่ อยากซื้อคอมฯใหม่ อยากได้รถยนต์ อยากได้บ้าน จ่ายหนี้ ฯลฯ ระหว่างทางก็อย่าลืมให้รางวัลตัวเองเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปกินอาหารที่อยากทาน ไปเที่ยวพักผ่อน ไปดูหนัง ไปทำอะไรก็ได้ที่ตัวเองจะมีความสุข มันเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการแสดงความยินดีกับตัวเองและสิ่งที่ตัวเองทำมา

อย่างเช่นผมอยากซื้อมือถือเครื่องใหม่ราคา 3 หมื่นบาท ตั้งเป้าว่าถ้าเก็บเงินได้ครบหมื่น ก็พาตัวเองออกไปดูหนังหรือเปย์อาหารดี ๆ ให้ตัวเองสักมื้อ หรืออะไรแบบนี้ก็ได้ครับ มันเป็นเรื่องทางจิตวิทยาที่ช่วยทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองได้มาถึงหมุดหมายสำคัญ

เจมส์ เคลียร์ เขียนเอาไว้ว่า “ชัยชนะเล็ก ๆ สร้างความรู้สึกของการไปถึงเป้าหมายและทำให้เราอยากทำนิสัยที่ดีแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ”

และแน่นอนว่าเราไม่สามารถที่แสดงความยินดีกับตัวเองได้ถ้าไม่มีการติดตามผลระหว่างทาง เพราะฉะนั้นอย่าลืมจดไว้ด้วยว่าเป้าหมายที่วางเอาไว้ไปถึงไหนแล้ว

5. เป้าหมายที่ปลายทางต้องอยู่ในหัวเสมอ

เมื่อไหร่ก็ตามที่รู้สึกไขว้เขวหรือเหมือนตัวเองกำลังออกนอกเส้นทาง สิ่งสำคัญคือการเตือนตัวเองว่า ‘นิสัยการเงินที่ดี’ ที่คุณกำลังสร้างอยู่นี้กำลังพาคุณไปถึงเป้าหมายที่วางเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นการเกษียณอายุโดยมีเงินเก็บที่อยู่ได้ไม่เดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นการมีอิสรภาพทางการเงิน นิสัยที่ดีจะพาคุณไปยังเป้าหมายที่ต้องการ

อย่าไปโฟกัสถึงสิ่งที่คุณต้องเสียไปหรือต้องแลกเพื่อให้ได้มา ลองนึกถึงด้านดี ๆ ของนิสัยที่คุณกำลังสร้างขึ้นมา

ยกตัวอย่าง อย่าไปโฟกัสว่าตัวเองไม่ได้เครื่อง Playstation 5 เพราะต้องเก็บเงินเอาไว้สำหรับการพาครอบครัวไปเที่ยวช่วงสิ้นปี เพราะฉะนั้นแทนที่จะมองว่า “ต้องหยุดซื้อของที่ไม่จำเป็น” ให้เป็น “เดี๋ยวพอไปเที่ยว ครอบครัวของเราก็จะได้สร้างประสบการณ์ที่ดีด้วยกัน” แบบนี้จะดีกว่า

พยายามมองนิสัยที่เรากำลังสร้างในเชิงบวกแทนที่จะเป็น ‘สิ่งที่ต้องทำ’ เหมือนกับโดนบังคับนั่นแหละครับ

‘เงินของเราดีกว่าเงินของฉัน’ งานวิจัยพบว่าคู่รักที่เอาเงินมาร่วมกัน มีแนวโน้มที่จะอยู่ด้วยกันมากขึ้นด้วย

เรื่องเงินเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน โดยเฉพาะคู่รักที่ตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตคู่อยู่ด้วยกันเป็นครอบครัว คำถามที่คนส่วนใหญ่มักจะคิดอยู่ในหัวเสมอคือเรื่องเงินในตอนนี้ควรจัดการยังไงดี เอามารวมกันเลยดีไหม หรือแยกกันบริหารของใครของมัน แต่จากงานวิจัยล่าสุดที่ผ่านมาพบว่าคู่รักที่เอาเงินมารวมกัน ‘มีโอกาสมากกว่า’ ที่จะอยู่ด้วยกันและมีความพึงพอใจในชีวิตคู่มากกว่าด้วย

ในงานวิจัยที่ชื่อว่า ‘Pooling Finances and Relationship Satisfaction’ (ความพึงพอใจในความสัมพันธ์และการรวมเงินเอาไว้ด้วยกัน) พบว่าการตัดสินใจเอาเงินมารวมกันหรือไม่ของคู่รักนั้นอาจจะเป็นตัวกำหนดได้เลยว่าความสัมพันธ์นั้นจะยืนยาวตลอดรอดฝั่งหรือไม่ โดยงานวิจัยนี้โฟกัสไปที่เงินในบัญชีธนาคารและสินทรัพย์สภาพคล่อง (สินทรัพย์ที่สามารถแปลงเป็นเงินสดได้โดยไม่สูญเสียมูลค่ามากและเปลี่ยนเป็นเงินสดได้อย่างรวดเร็วเช่น เงินฝากประจำ กองทุนรวม สินทรัพย์ทางการเงิน)

เอมิลี่ การ์บินสกี้ (Emily Garbinsky) รองศาสตราจารย์ด้านการสื่อสารการตลาดและการจัดการของมหาวิทยาลัย Cornell ผู้ร่วมวิจัยกล่าวว่า “เราพบว่าคู่รักที่รวมเงินกันไว้ด้วยกันมีแนวโน้มที่จะ ‘เลิกรากันน้อยกว่า’ คู่รักที่แยกการออมเงินออกจากกัน”

มีแบบสำรวจที่สนับสนุนงานวิจัยชิ้นนี้จากเว็บไซต์รวบรวมรายละเอียดเกี่ยวกับบัตรเครดิต CreditCards.com ว่า 43% ของคู่รักที่แต่งงานกัน อยู่ด้วยกันแบบคู่รัก หรือ อาศัยอยู่ด้วยกันนั้นจะมีบัญชีที่รวมเงินไว้ด้วยกัน เบบี้บูมเมอร์ (1946-1964) ส่วนใหญ่จะมีบัญชีร่วมกันกว่า 49% ตามมาด้วย Gen X (1965-1980) ที่ 48% และ Gen Y (1981 – 1996) ที่ 31%

การ์บินสกี้กล่าวว่าการเอาเงินมารวมกันสร้างผลลัพธ์ที่ดีแตกต่างกันขึ้นอยู่กับรายได้และโครงสร้างทางวัฒนธรรมของคู่รักคู่นั้นด้วย เธอพบว่าผลลัพธ์ในเชิงบวกจะเห็นได้ชัดในกลุ่มคู่รักที่มีรายได้น้อยและอยู่ในสังคมที่มีวัฒนธรรมแบบคติรวมหมู่ (อย่างเช่นญี่ปุ่น) มากกว่าคู่รักที่มีรายได้สูงและอยู่ในสังคมที่มีความเป็นปัจเจกนิยม (อย่างเช่นอเมริกา)

นอกจากนั้นแล้วงานวิจัยชิ้นนี้ยังมีการเก็บข้อมูลจากการสนทนาบนเว็บบอร์ดออนไลน์อย่าง Reddit และ Quora ด้วย สิ่งที่พบก็คือว่าคู่รักที่เอาเงินมารวมกันมักจะพูดถึงเงินในมุมว่าเป็น ‘เงินของเรา’ มากกว่าที่กลุ่มคนที่แยกเงินกันชัดเจนที่มักจะบอกว่าส่วนไหนคือ ‘เงินของฉัน’

การ์บินสกี้บอกว่า “การกล่าวสรรพนามธรรมดาแบบนี้เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ จะตอกย้ำการรับรู้ว่าทั้งคู่อยู่ทีมเดียวกันรึเปล่า” ซึ่งในอีกงานวิจัยหนึ่งที่เธอทำก็พบว่าคู่รักหลายคู่พยายามไม่พูดถึงเรื่องเงินด้วยกัน “พวกเขาไม่ชอบที่จะพูดเรื่องเงินกับคู่ของตัวเองเพราะคิดว่าจะเกิดปัญหา ถ้าคุยแล้วก็จะทะเลาะกันเปล่าๆ” แต่การ์บินสกี้บอกว่าจากข้อมูลเห็นได้ชัดเลยว่าการพูดคุยและสนทนาเรื่องนี้ด้วยกันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ

คู่รักที่พูดกันอย่างเปิดอกเกี่ยวกับเรื่องเงินนั้นมักจะเข้าใจตรงกัน จูนกันติด มีเป้าหมายตรงกัน และสามารถที่จะไปถึงเป้าหมายทางการเงินด้วยกันได้ด้วย ยิ่งถ้ามีปัญหาเกี่ยวกับการเงินแล้ว การพูดคุยกันถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ การติดหนี้บัตรเครดิตหรือมีภาระตรงไหนแล้วเอามากางบนโต๊ะช่วยกันจะแก้ไขปัญหาได้ดีกว่าเก็บเรื่องนั้นไว้คนเดียว

“โดยเฉลี่ยแล้ว สิ่งที่เราเห็นคือคู่รักที่คุยกันเรื่องเงินจะได้ข้อสรุปร่วมกัน และนั่นก็ทำให้พวกเขารู้สึกว่าอยู่ทีมเดียวกัน ความรู้สึกแบบนี้กับคู่รักนี่แหละที่ทำให้ความรู้สึกเติมเต็มในความสัมพันธ์มากขึ้นด้วย”

คู่รักที่คุยกันอยู่ตลอดเกี่ยวกับเรื่องเงินนอกจากจะช่วยกันแก้ปัญหา ไปถึงเป้าหมายในชีวิตและทางการเงินได้ดีกว่า และยังมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกว่าแล้ว ยังมีโอกาสที่จะหลีกเลี่ยง ‘ความไม่ซื่อสัตย์ทางการเงิน’ หรือ ‘การแอบใช้เงินหรือปิดบังปัญหาเรื่องการเงิน’ จากคนรักของตัวเองอีกด้วย ซึ่งจากผลสำรวจพบว่า 85% ของคู่รักที่รู้ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ซื่อสัตย์เกี่ยวกับเรื่องการเงิน เรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งแน่นอน

เจสซี่ เซล (Jesse Sell) นักวางแผนทางการเงินที่ได้รับการรับรองและผู้บริหารหลักที่ Prevail Financial Planners ในเมืองสติลวอเตอร์ มินนิโซตา บอกว่าวิธีการรับมือกับปัญหาหรือจัดการเรื่องการเงินสำหรับแต่ละครอบครัวหรือคู่รักแต่ละคู่ก็ไม่เหมือนกัน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการคุยกันอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย ๆ ปีละครั้งทำให้เป็นเรื่องปกติไปเลย

“เรื่องเงินสามารถเป็นประเด็นที่อ่อนไหวได้เลย การพูดถึงมันเป็นประจำเป็นเรื่องสำคัญเพราะถ้าไม่ตั้งใจทำแบบนั้น มันก็จะถูกวางไว้ข้าง ๆ แล้วไม่เคยถูกหยิบมาคุยกันต่ออีกเลย”

เพราะฉะนั้นสำหรับใครก็ตามที่มีแฟนหรือคนรัก อยู่ในความสัมพันธ์ที่จริงจัง อยากให้ลองนำประเด็นเรื่องการเงินมานั่งคุยกันดู แม้จะยังไม่ได้เอามารวมกันทั้งหมดหรือแบ่งมารวมกันบางส่วน แต่อย่างน้อยการมาเปิดอกคุยกันเกี่ยวกับเรื่องเงิน เรื่องเป้าหมายในชีวิต ใครมีปัญหาตรงไหนก็จะได้ช่วยกันได้ เป็นหูเป็นตา คอยห้ามคอยเตือนกันก่อนที่ปัญหามันจะลุกลามใหญ่โต แม้ความรักจะเป็นสิ่งสำคัญในความสัมพันธ์ แต่ถ้าจะแก้ปัญหาการเงิน บางทีแค่ความรักมันไม่พอครับ

====

CNBC

Psycnet

nefe.org

อัพเดทกองทุนร้อนแรง UGREF-UI-N ทำไมยังคงน่าลงทุนต่อเนื่องในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น

สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน กลับมาพบกับผมหมอนัทอีกครั้งในคลินิกกองทุนแห่งนี้ แน่นอนว่าครั้งนี้มาพบกัน ต้องมีเรื่องที่น่าสนใจมาเล่าสู่กันฟังอย่างแน่นอนครับ ใครอยากรู้แล้วว่ามีอะไรที่น่าสนใจ ตามผมมาเลยครับ

ผมเชื่อว่าใครหลายๆคนตอนนี้เมื่อหยิบมือถือมา “เปิดดูพอร์ตทีไร น้ำตามันก็ไหล” คำพูดนี้คงจะสะท้อนภาพการลงทุนตอนนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นช่วงเวลาที่ตราสารต่างๆ มีความผันผวน และ มีแนวโน้มของราคาสินทรัพย์ที่ปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และหุ้นกลุ่มอื่น ๆ ที่มีลักษณะที่เป็นหุ้นเติบโต รวมถึงหุ้นสหรัฐฯ หุ้นจีน หุ้นยุโรป หุ้นญี่ปุ่น หุ้นเวียดนาม แม้แต่ตราสารหนี้เองก็ยังมีการปรับตัวลดลงของราคาที่ค่อนข้างรุนแรง ซึ่งเราไม่ได้เห็นลักษณะการปรับตัวลดลงแบบนี้จากตราสารหนี้มานานมาก

ด้วยภาวะเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ธนาคารกลางในหลาย ๆ ประเทศ ต้องปรับดอกเบี้ยนโยบายให้สูงขึ้น โดยคาดหวังว่าอัตราเงินเฟ้อในระยะยาวจะค่อย ๆ ปรับตัวลดลงมาอยู่ในระดับปกติได้ แต่ทั้งนี้ระหว่างทางแน่นอนว่าราคาสินทรัพย์จะต้องมีความผันผวนมากขึ้นอย่างแน่นอน

แล้วมีสินทรัพย์ไหนบ้างที่สามารถต้านทานเงินเฟ้อและการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเหล่านี้ได้บ้าง ? 

สินทรัพย์ที่ผมกำลังจะพูดถึงต่อไปนี้จะช่วยให้พอร์ตของเราต่อสู้กับเงินเฟ้อได้เป็นอย่างดี นั่นก็คือกลุ่มของสินทรัพย์ทางเลือก เช่น หุ้นนอกตลาด(Private Equity) , ของสะสม (Collectibles) เช่น กระเป๋าแบรนด์เนม, นาฬิกา รวมถึงกองทุน Hedge Fund , Structured Note ที่ราคาสินทรัพย์ไม่ได้เคลื่อนไหวไปในทางเดียวกับตลาดหุ้น หรือตลาดตราสารหนี้ทั่วไปนั่นเองครับ 

และถ้าหากใครจำได้ ก่อนหน้านี้ผมได้เขียนบทความถึงกองทุน กองทุนนึงที่มีความสามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้เช่นเดียวกับสินทรัพย์ทางเลือกที่ผมได้เกริ่นไปนั่นก็คือ การลงทุนผ่านกองทุนอสังหาริมทรัพย์แบบโดยตรง หรือที่เรียกว่า Direct investment in property fund

กองทุน UGREF-UI-N

สำหรับกองทุน UGREF-UI-N นั้น เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนกองทุนต่างประเทศ UBS (LUX) Real Estate Funds Selection – Global (I-96 acc EUR)(กองทุนหลัก) เพียงกองทุนเดียว 

โดยเฉลี่ยรอบปีไม่น้อยกว่า 80% มีระดับความเสี่ยง 8+ (ความเสี่ยงสูงมากอย่างมีนัยสำคัญ) มีการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนไม่น้อยกว่า 90% ของมูลค่าเงินลงทุนต่างประเทศ

โดยกองทุน Master Fund (กองทุนหลัก) อย่าง UBS (LUX) Real Estate Funds Selection – Global (I-96 accEUR) (กองทุนหลัก) กองนี้ ได้มีการกระจายการลงลงทุนไปยังกองทุนอสังหาริมทรัพย์กว่า 59 กองทุนทั่วโลก ซึ่งมีโครงการภายใต้การจัดการกว่า 10,825 โครงการ ซึ่งแสวงหาผลตอบแทนจากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่มีความผันผวนต่ำมาก เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว

 เช่น ออฟฟิศ อพาร์ทเมนท์ โลจิสติก คลังสินค้า ศุนย์การค้า ศูนย์การแพทย์ โรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ที่เน้นกลุ่มเฉพาะเจาะจง โลจิสติก และ คลังสินค้า หรือกลุ่มอุตสาหกรรมที่สหรัฐฯ เน้นไปที่ระบบขนส่ง และ Supply Chain เป็นหลัก ซึ่งกลุ่มนี้จะค่อนข้างทนทานต่อทุกภาวะเศรษฐกิจ และด้วยมีการผสมสินทรัพย์ที่แตกต่างกัน ก็ทำให้มีการกระจายผู้เช่าอย่างดี รวมถึงราคาของอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้เคลื่อนไหวไปในทางเดียวกับตลาดหุ้นมากนัก สามารถเติบโตได้ในภาวะที่ดอกเบี้บและเงินเฟ้อสูงขึ้น ทำให้ช่วยลดความเสี่ยงลงได้เป็นอย่างดี

กองหลักนั้นมีการบริหารจัดการกองทุนแบบ Active Management และปรับเปลี่ยนการลงทุนไปตามสถาณการณ์ โดยทีม UBS หนึ่งในผู้จัดการกองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีประสบการณ์มาอย่างยาวนาน 

สิ่งที่เป็นเสน่ห์ และ เป็นเอกลักษณ์ของการลงทุนแบบนี้ คือราคาที่ไม่ผันผวนไปตามภาวะตลาดการลงทุน เนื่องจากว่ากองทุนนี้ผลตอบแทนมาจากรายได้ที่เกิดขึ้นจริงจากค่าเช่า หรือ ค่าบริการของการใช้อสังหาริมทรัพย์ที่ไปลงทุนด้วยเป็นหลัก ทำให้รายได้ที่ได้รับมานั้นค่อนข้างสม่ำเสมอ เรียกได้ว่าตราบใดที่ผู้เช่ายังอยู่ กองทุนนี้ก็ยังคงสามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย

นอกจากนี้การปรับขึ้นค่าเช่าก็ทำได้เช่นกัน บางสินทรัพย์สามารถปรับค่าเช่าขึ้นได้ทุกๆปีด้วยซ้ำ พูดง่าย ๆ ว่า กองทุนนี้สามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้ในระยะยาวอย่างแน่นอน

ถ้าหากท่านไหนต้องการทราบรายละเอียดลึก ๆ ก็สามารถอ่านที่บทความนี้ได้ที่: เจาะลึกของทุนอสังหา UGREF-UI-N หรือ กองทุน United Global Real Estate Fund-Selection Not for Retail Investors – N

         เมื่อกองทุนนี้มี Feature ที่ดีขนาดนี้ ตอนเปิดตัว หรือ IPO ไปก็ได้รับความนิยม และ ได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากมาย หลาย ๆ คนคงสงสัยว่าทำไมกองทุน UGREF-UI-N ถึงทำผลตอบแทนได้ดี แน่นอนครับว่า อย่างที่เกริ่นไว้ในตอนแรก ๆ กองทุนนี้ได้รับผลตอบแทน โดยผลตอบแทนหลัก ๆ นั้น มาจากกระแสรายได้จากค่าเช่า และตัวราคาสินทรัพย์ในกองก็ไม่ได้ขึ้นกับ ราคาสินทรัพย์ในตลาดหุ้น ไม่เหมือนกับการลงทุนผ่านกอง REITs ที่อยู่ในตลาดหุ้นที่จะทำให้ราคาผันผวนมาก

ถ้ายังมีคำถามอยู่ว่าทำไม ให้ลองนึกภาพตามว่าที่ดิน หรืออสังหาต่าง ๆ ในตลาดที่อยู่ในทำเลที่ดี เป็นที่ต้องการของตลาดราคาส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยปรับตัวลดลงตามภาวะเศรษฐกิจและบางทีมีการปรับขึ้นเสียด้วยซ้ำ

“คุณภาพ” และ “ความหลากหลาย” ของสินทรัพย์ที่อยู่ในกองทุนนี้ ทำให้กองมีรายได้ที่เข้ามาหลายทาง เมื่อสินทรัพย์มีคุณภาพ เป็นที่ต้องการของตลาด มีคนเข้ามาใช้บริการเยอะก็ทำให้เกิดความมั่นคงของรายได้ที่ต่อเนื่องครับ

ด้วยกลยุทธ์ด้านอสังหาริมทรัพย์ของกองทุนนี้เอง มีการกระจายครอบคลุมในหลากหลายรูปแบบธุรกิจ ที่มีศักยภาพโดดเด่นทั่วโลก เน้นธุรกิจที่มีการสร้างรายได้ประจำที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง เช่น โกดังในอุตสาหกรรม/ โลจิสติกส์ อสังหาริมทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพ และอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัย รวมถึงที่พักสำหรับผู้สูงอายุและนักเรียน และ ศูนย์การแพทย์ที่ทุกคนต้องใช้บริการไม่ว่าจะเกิดเศรษฐกิจถดถอยหรือไม่ ก็ยังคงมีลูกค้าประจำ โดยผู้ลงทุนสามารถรีเซ็ตค่าเช่าได้อย่างน้อยปีละครั้งเพื่อให้ทันกับอัตราเงินเฟ้อ

นอกจากนี้ก็มีการทำ Due-diligence หรือมีการตรวจสอบ และประเมินก่อนการลงทุนที่เป็นมืออาชีพ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าการลงทุนจะเป็นการลงทุนที่ดี โปร่งใส และ ได้สินทรัพย์ที่มีคุณภาพจริง ๆ

และอย่าลืมว่ากองทุนนี้เป็นกองทุนระดับโลกที่ ไม่ได้มองเฉพาะแค่ผลตอบแทนเท่านั้น แต่จะมีการปรับพอร์ต เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยง และปรับเปลี่ยนการลงทุนไปตามสถานการณ์ ทำให้มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอแม้จะอยู่ในช่วงวัฏจักรตลาดหุ้นที่ยากลำบากอย่างที่เกิดขึ้นในตอนนี้

กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล เรียล เอสเตท ฟันด์ ซีเลคชั่น ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย(UGREF-UI) (ชนิดรับซื้อคืนหน่วยลงทุนแบบปกติ : UGREF-UI-N) มูลค่าขั้นต่ำการซื้อ 500,000

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมกันได้ที่ : https://www.uobam.co.th/th/mutual-fund/00750/UGREF-UI-N

ดังนั้นผมขอสรุปข้อดีในการลงทุนกับกองทุน UGREF-UI-N เป็นข้อ ๆ ดังนี้ครับ

  1. กองทุนหลักกระจายการลงทุน ในอสังหาริมทรัพย์หลากหลายประเภท  ทำให้ความเสี่ยงลดลง ผลตอบแทนสม่ำเสมอมากขึ้น เน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่มีรายได้สม่ำเสมอ จากความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น ศูนย์การแพทย์ โกดังสินค้า(ของจำเป็น) หรือหอพัก ที่อยู่อาศัยที่มีอัตราการเช่าสูงมาก 
  1. โอกาสสร้างกระแสรายได้จากการเช่า อย่างสม่ำเสมอ เพราะว่าสินทรัพย์ที่อยู่ในกองทุนมีคุณภาพ ทำเลดี คนเช่าเยอะ และมีอัตราการกู้ยืมเพื่อการลงทุนค่อนข้างต่ำ ประมาณ 24% ของสินทรัพย์ทั้งหมด (กองทุนตั้งลิมิตไว้ 40%) ทำให้ความเสี่ยงไม่ได้สูงมากเกินไป
  1. มีการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่มีคุณภาพ แข็งแกร่งของธุรกิจ และ สามารถขึ้นค่าเช่าตามเงินเฟ้อ – ดังนั้นในช่วงที่เงินเฟ้อสูงและอัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น กองทุนนี้จะได้รับผลกระทบน้อยมาก ถ้าหากลงทุนระยะยาว ๆ ก็มีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีชนะเงินเฟ้อได้
  1. สามารถป้องกันความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อได้ดี เนื่องจากกองทุนนี้มีการลงทุนในสินทรัพย์ที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ตามภาวะการเติบโตของเศรษฐกิจ  เช่นการเพิ่มค่าเช่า หรือค่าบริการ
บทความนี้เป็น Advertorial

ครั้งหนึ่งสับปะรดคือสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่ง ลูกละเกือบ 3 แสน หรูหราระดับที่ต้องเช่าเพื่อไปออกงานแฟนซี

สับปะรดเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่ทุกคนน่าจะคุ้นเคยกันดี (พูดถึงปุ๊บก็อยากไปซื้อมาจิ้มพริกเกลือทันที) สามารถหาซื้อได้ตามตลาดหรือรถเข็นขายของข้างทางทั่วไป ลูกหนึ่งก็ไม่กี่สิบบาท

แต่ครั้งหนึ่งเจ้าผลไม้สีเหลืองทองที่เหมือนมีมงกุฎบนหัวนั้นเคยเป็นของหายากและราคาแพงมากในช่วงยุคศตวรรษที่ 18 คนที่จะได้สัมผัส ครอบครอง หรือลิ้มลองนั้นต้องเป็นกลุ่มคนที่มั่งคั่งสุด ๆ ในสังคมเท่านั้น มันถูกใช้เป็นเครื่องแสดงฐานะทางสังคม กลายเป็นของประดับตกแต่ง และถึงขั้นมีการเช่ายืมสับปะรดเพื่อไปใช้ในงานแฟนซีให้ตัวเองดูดีกว่าคนอื่น ๆ อีกด้วย

มันเกิดขึ้นได้ยังไงกัน?

อาหารและเครื่องปรุงอาหารที่แปลกใหม่และแตกต่างจากที่ใช้ในชีวิตประจำวันนั้นถูกมองว่าเป็นเรื่องน่าสนใจอยู่เสมอ เพราะอาหารเป็นสิ่งที่จำเป็นไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของโลก คนที่ร่ำรวยในสังคมนั้นจะมองว่าอาหารเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง สัญลักษณ์ถึงการแสดงความเคารพกับคนที่มาเยี่ยม และในขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องแสดงฐานะของผู้เป็นเจ้าของบ้านด้วย

อาหารที่แปลกใหม่ ผลไม้ที่ไม่คุ้นตา หรืออาหารที่มาจากแหล่งวัฒนธรรมที่ไม่คุ้นเคยเมื่อถูกนำมาเสิร์ฟในงานเลี้ยงหรือการเฉลิมฉลองกลายเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและความมั่งมีสำหรับคนที่ร่ำรวยในสังคม ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้สามารถย้อนกลับไปได้ไกลตั้งแต่ยุครุ่งเรืองของชาวกรีกและโรมัน และมันก็ถูกส่งทอดมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งในช่วงศตวรรษที่ 18 สับปะรดก็ถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่ง

ใช่ครับ เจ้าสับปะรดที่เราจิ้มพริกเกลือและถกเถียงกันอย่างหนักว่าควรใส่ในพิซซ่ารึเปล่า​ (มันก็อร่อยอยู่นะ) นี่แหละ จริงอยู่ว่าตอนนี้มันหาง่ายและราคาถูกมาก แต่ครั้งหนึ่งมันไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย

ผลไม้เชิงสัญลักษณ์

ที่จริงแล้วถ้าย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ของสับปะรด (ต้องจริงจังขนาดนี้) มันถูกใช้เพื่อสื่อความหมายหลายอย่างมากในสังคม ในวัฒนธรรมหลายแห่งสับปะรดถูกใช้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง มอบให้กับคนสำคัญที่มาเยี่ยม บางวัฒนธรรมใช้มันเป็นสัญลักษณ์วางไว้ที่ประตูทางเข้าบ้านบ่งบอกว่าแขกสามารถเข้ามาได้เลย ในวัฒนธรรมอื่น ๆ ก็มองว่าสับปะรดเป็นสัญลักษณ์แห่งการตั้งครรภ์และความอุดมสมบูรณ์

แต่ในช่วงศตวรรษที่ 18 ที่ประเทศอังกฤษ สับปะรดจะถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งและร่ำรวย เพราะมันเป็นผลไม้ที่หายาก ต้องนำเข้าจากประเทศแถบอเมริกาใต้อันห่างไกลอย่างอุรุกวัย ปารากวัย และ บราซิล

สับปะรดถูกนำเข้าสู่ยุโรปตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 16 โดยนักเดินทางชาวสเปนและจากนั้นก็ค่อย ๆ ขยายเข้ามาสู่อังกฤษในภายหลังในศตวรรษที่ 18 โดยเป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าการเดินเรือครั้งนั้นประสบความสำเร็จ เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าพวกเขากลับมาพร้อมกับความร่ำรวยและสมบูรณ์ กลายเป็นผลไม้ตบแต่งวางบนโต๊ะอาหารค่ำสุดหรูของกลุ่มสังคมชั้นสูง เมื่อมีคนเห็นสับปะรดบนโต๊ะบ้านใครแสดงว่าต้องเป็นนักเดินทางที่สามารถข้ามน้ำข้ามทะเล มีความรู้ ความสามารถเหนือคนทั่วไปและต้องเป็นคนชั้นสูงในสังคม หรือเป็นพ่อค้าที่มีเงินมากมายเพียงพอที่จะซื้อผลไม้รสชาติแสนอร่อยแปลกใหม่นี้มาทานได้

ตั้งแต่ปาร์ตี้หรูหราในสวนไปจนถึงงานดินเนอร์แฟนซี สับปะรดกลายเป็นของตบแต่งและอาหารที่มีแต่คนโหยหา ถ้าเห็นสับปะรดสด ๆ หั่นวางบนจาน ผลไม้ที่เดินทางมาครึ่งโลกเพื่อจะมาอยู่ตรงนี้ มันแสดงให้เห็นว่าเจ้าของงานหรือเจ้าบ้านนั้นมีทั้งอำนาจและเงินทองอย่างมหาศาล

ในช่วงศตวรรษที่ 18 ของประเทศอังกฤษ ราคาสับปะรดลูกหนึ่ง เทียบเป็นเงินปัจจุบันสามารถพุ่งสูงได้ถึง 8,000 ปอนด์ หรือราว ๆ 320,000 บาทเลยทีเดียว คนที่ร่ำรวยและครอบครัวสูงศักดิ์เท่านั้นถึงจะเอื้อมถึงได้ ทุกส่วนของสับปะรดจะถูกใช้อย่างพิถีพิถัน เนื้อจะถูกทาน ส่วนเปลือกและใบต่าง ๆ จะกลายเป็นของตบแต่งภายในบ้าน บางลูกถูกซื้อมาวางไว้เพื่อเป็นของประดับจนเหี่ยวเน่าไปเลยก็มี

ทำไมของที่แปลกใหม่ถึงมีเสน่ห์?

มีความพยายามที่จะปลูกสับปะรดเช่นเดียวกันในยุโรป แต่ไปไม่รอดเพราะสภาพอากาศ แต่บางส่วนก็ทำได้โดยการปลูกใน hothouse หรือพื้นที่ปิดที่สร้างสภาพแวดล้อมให้คล้ายกับสภาพอากาศในอเมริกาใต้ แต่พื้นที่ปลูกแบบนี้ต้องใช้การคนดูแลตลอดเวลา ใช้เวลาปลูกกว่าจะออกผลสามถึงสี่ปี ใช้พลังงานจากถ่านหินเพื่อให้ความร้อน แต่ด้วยความต้องการที่มากมายในตลาด จึงไม่สามารถปลูกได้เพียงพออยู่ดี

มันกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่ำรวยและมั่งมีถึงขั้นว่าครอบครัวที่ฐานะปานกลางจะไปเช่าสับปะรดมาตบแต่งงานเลี้ยงแฟนซีที่บ้านเพราะไม่สามารถหาซื้อสับปะรดได้ มีการใช้สับปะรดในสำนวนและวลีพูดในชีวิตประจำวันด้วย ยกตัวอย่างเช่นถ้าของบางอย่างยอดเยี่ยมและมีคุณภาพสูงจะถูกเรียกว่ามันคือ “สับปะรดที่มีรสชาติดีที่สุด” (“a pineapple of the finest flavor”) และช่วงเวลานั้นก็มีการพูดถึงสับปะรดมากมายในงานเขียนต่าง ๆ ของชาวอังกฤษด้วย

ในช่วงเวลานั้นการเดินทางไปยังประเทศหรือเมืองต่าง ๆ โพ้นทะเลนั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล จึงเป็นเรื่องที่คนร่ำรวยและคนที่มีเงินสนับสนุนเท่านั้นที่จะเดินทางและกลับมาพร้อมกับทรัพย์สมบัติและอาหารจากต่างถิ่น สับปะรดในตอนนั้นก็เหมือนกับสิ่งที่บ่งบอกว่าคุณเป็นนักผจญภัย กล้าหาญ และร่ำรวย ซึ่งสับปะรดก็เป็นผลไม้ที่แตกต่างจากที่มีอยู่ในท้องถิ่นจึงทำให้กลายเป็นของล้ำค่าที่หลายคนต้องการ

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้สับปะรดได้รับความนิยมก็เป็นเพราะรูปร่างภายนอกของมันด้วย สีเหลืองทองพร้อมกับใบสีเขียวเหมือนมงกุฎที่อยู่ด้านบนทำให้มันกลายเป็นสัญลักษณ์ของพระราชา สื่อถึงราชวงศ์และความหรูหรา จนกลายเป็นชื่อเรียกว่า “King Pine” และถูกนำไปประดับในห้องอาหารในราชสำนักสำหรับกษัตริย์และขุนนางชั้นสูงทั้งหลาย รสชาติยิ่งทำให้ชวนหลงใหล หวาน เปรี้ยว มีความกุหลาบและคล้ายกับไวน์ในเวลาเดียวกัน ชาลส์ แลมบ์ (Charles Lamb) นักกวีชาวอังกฤษในยุคนั้นถึงขั้นบอกว่ามัน

“มันเป็นความสุขสมที่เปรียบดั่งความเจ็บปวด ความเร่าร้อนและรุนแรงของเธอ ดั่งจุมพิตของคู่รักที่กัดกิน”

(ภาษาทางบ้านเราถ้าเร่าร้อนขนาดนี้แสดงคงโดนสับปะรดกัดลิ้นแล้วอย่างแน่นอน)

แต่ก็เหมือนสินค้าที่เป็นกระแสทุกอย่าง (ดูอย่างกล้วยด่างก็ได้) หลังจากสับปะรดถือครองตำแหน่งของราชาแห่งผลไม้ สัญลักษณ์แห่งความร่ำรวยอยู่นาน เมื่อมีการเดินทางได้เยอะและบ่อยขึ้น ปริมาณสับปะรดที่นำเข้ามามากขึ้นก็เริ่มดันราคาของมันลง จนในที่สุดคนทั่วไปก็สามารถเข้าถึงสับปะรดได้ด้วยราคาที่ไม่แพง และส่วนใหญ่ก็รู้สึกว่า “มันก็ไม่ได้เห็นอร่อยอะไรขนาดนั้น” ไม่เข้าใจว่ามันเคยลูกละ 3 แสนได้ยังไง (ยกตัวอย่างกล้วยด่างอีกครั้ง) สุดท้ายความนิยมของสับปะรดก็ลดลงไปเรื่อย ๆ

สับปะรดในตอนนี้เป็นผลไม้ที่หาได้ทั่วไปแล้ว เป็นผลไม้โปรดของใครหลายคน เหมาะสำหรับวันที่อากาศร้อน ๆ ต้องการความสดชื่น กัดไปหยีตาไปเพราะความเปรี้ยว ๆ หวาน ๆ แต่ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีแล้วที่ไม่ได้ราคาสูงเหมือนครั้งหนึ่งที่มันเป็น เพราะไม่งั้นเราคงไม่ได้เห็นมันบนพิซซ่า (มันอร่อยจริง ๆ นะ) หรือจะซื้อสับปะรดลูกละ 3 แสนมาจิ้มพริกเกลือก็คงทำไม่ได้ง่าย ๆ

======

อ้างอิง

Historic Mysteries

iup.edu

ehow

The New York Times

Mental Floss

Doaks

‘รู้จักกับ สำนักงาน คปภ.’ บอดี้การ์ดผู้พิทักษ์ของคนทำประกัน

เมื่อพูดถึงเรื่องประกันแล้ว เรามักจะได้ยินชื่อ ‘สำนักงาน คปภ.’ ตามมาด้วยเสมอ ครั้งนี้ ! ‘นายปกป้อง’ จึงขออาสาพาทุกคนไปทำความรู้จักกับหน่วยงาน คปภ. ตั้งแต่หน้าที่ความรับผิดชอบ ขอบเขตการทำงาน เพื่อให้เราเข้าใจว่าทำไม คปภ. ถึงได้ชื่อว่าเป็น “บอดี้การ์ดผู้พิทักษ์” ของผู้ทำประกันภัยทุกคน 

‘คปภ.’ คือใคร

สำนักงาน คปภ. นั้นย่อมาจาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย โดยสำนักงาน คปภ. เป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่ได้เป็นทั้งส่วนราชการและไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ โดยมีฐานะเป็นนิติบุคคลทำหน้าที่ดำเนินงานตามนโยบายที่กำหนดตามกฎหมาย โดยเเปลี่ยนสถานะกรมการประกันภัย กระทรวงพานิชย์เป็นองค์กรอิสระ เป็นองค์กรอิสระภายใต้ชื่อ “สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย” หรือสำนักงาน คปภ. ในปี 2550 ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย มีภารกิจ ดังนี้

  • 1. กำกับและพัฒนาธุรกิจประกันภัย ให้มีความเข้มแข็งมั่นคง 
  • 2. ส่งเสริมสนับสนุนให้ธุรกิจประกันภัยมีบทบาท สร้างเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบเศรษฐกิจ สังคมของประเทศและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน โดยดำเนินการในหลายมิติ ทั้งการส่งเสริมให้บริษัทประกันภัยมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เป็นประโยชน์ และตรงกับความต้องการของผู้บริโภค รวมทั้งการส่งเสริมความรู้และสร้างความตระหนักรู้ด้านการประกันภัยแก่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้การประกันภัยในการเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • 3. คุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชน ด้านการประกันภัย สำนักงาน คปภ. ได้จัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนด้านการประกันภัย (Insurance Complaint Center : ICC) ขึ้นเพื่อให้บริการประชาชนที่ต้องการร้องเรียน หากไม่ได้รับความเป็นธรรมด้านประกันภัย โดยสามารถยื่นเรื่องร้องเรียนได้ 
    • 1. ผ่านระบบการรับและพิจารณาข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการประกันภัยและการระงับข้อพิพาทด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการ
    • 2. ผู้เอาประกัน สามารถยื่นผ่านทางไปรษณีย์มายังสำนักงาน คปภ. หรือร้องเรียนด้วยตนเองที่ ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนด้านการประกันภัย (Insurance Complaint Center : ICC) ตั้งอยู่ที่สำนักงาน คปภ.ในส่วนกลาง และสำนักงาน คปภ. ภาค/เขต/จังหวัด ในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ

ซึ่งเมื่อพิจารณาจาก ภารกิจ หน้าที่ของสำนักงาน คปภ. ข้างต้นแล้ว จะเห็นได้ว่าการกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยของสำนักงาน คปภ. นั้น เป็นการกำกับดูแล ตั้งแต่ต้นน้ำ จนถึงปลายน้ำ เพื่อความมั่นคง และการพัฒนาอย่างยั่งยืนของธุรกิจประกันภัย รวมทั้งการคุ้มครองสิทธิของประชาชน เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากการประกันภัยในการเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บทสรุป

เราจะเห็นได้ว่า คปภ. ไม่เพียงแต่ปกป้องใครคนใดคนหนึ่ง แต่ คปภ. นั้น ปกป้องทุก ๆ คนที่เกี่ยวข้องกับการทำประกัน เพื่อให้ทุกคนเชื่อมั่นในระบบประกันของประเทศไทย เพราะความเชื่อมั่น (Trust) เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจประกันนั้นเจริญเติบโตต่อไปได้อย่างมั่นคงและมีเสถียรภาพ คปภ. จึงดูแลทุกคนทั้งก่อนการทำประกัน หลังทำประกัน

โดยทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้คนในสังคมเชื่อมั่นในระบบประกันทั้งระบบ เพราะพี่ปกป้องเชื่อว่าธุรกิจประกันภัยมีบทบาทสำคัญในการสร้างเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน การทำให้ธรุกิจประกันแข็งแรงขึ้นก็คือการทำให้ประเทศไทยของเราแข็งแกร่งขึ้นด้วยนั้นเอง

สำหรับใครที่มีคำถามสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับประกัน หรืออยากร้องเรียนอะไร สามารถไปติดต่อสอบถามที่สำนักงาน คปภ. ได้เลยที่

บทความนี้เป็น Advertorial

รู้จัก ‘ประกันโรคร้ายแรง’ เพราะทุกคนป่วยได้ ไม่ต้องรอถึงวัยเกษียณ

ช่วงที่ผ่านมาเราคงเคยได้ยินข่าวคุณหมอหนุ่มวัย 28 ปี ที่กำลังมีอนาคตไกล ออกมาเปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กว่า ตนเองป่วยเป็น ‘มะเร็งปอดระยะสุดท้าย’ โพสต์ดังกล่าวมีคนแชร์ไปนับหมื่น มีทั้งการให้กำลังใจ ทั้งตกใจกับเรื่องที่ไม่คาดฝันนี้

ก่อนหน้านั้นก็มีกรณีของ ‘คุณนุ๊กซี่’ แฟนสาวของนักร้องดัง ‘ปู แบล็กเฮด’ ที่ด่วนจากไปด้วยโรคมะเร็งเต้านม กับอายุเพียงแค่ 34 ปีเท่านั้น

เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า โรคร้ายแรงเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่จำเป็นต้องรอให้อายุมาก แม้ว่าร่างกายภายนอกดูเหมือนสุขภาพดี แต่ภายในอาจเจ็บป่วยโดยไม่รู้ตัว 

สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ระบุว่าสาเหตุการตายของคนไทยสูงสุด 5 อันดับแรกคือ โรคมะเร็งทุกชนิด โรคหลอดเลือดสมอง โรคปอดอักเสบ โรคหัวใจขาดเลือด และอุบัติเหตุทางบก 

สำหรับโรคยอดฮิตติดชาร์ตอย่าง ‘มะเร็ง’ นั้น สถาบันมะเร็งแห่งชาติเปิดเผยข้อมูลว่า แต่ละปีคนไทยจะกลายเป็น ‘ผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่’ ประมาณ 140,000 คน หรือเฉลี่ย 400 คนต่อวันเลยทีเดียว โดยโรคมะเร็งที่พบมากที่สุด 5 อันดับแรกคือ มะเร็งตับและท่อน้ำดี มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก รวมถึงมะเร็งปากมดลูก

โรคร้ายแรง นอกจากจะบั่นทอนสุขภาพกายใจ ยังต้องใช้เงินจำนวนมากในการรักษาอีกด้วย เพราะต้องอาศัยเทคโนโลยีการแพทย์เฉพาะทาง และรักษาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ซึ่งเราสามารถวางแผนรับมือล่วงหน้าด้วยการทำ ‘ประกันโรคร้ายแรง’ ได้ตั้งแต่วันนี้ ไม่จำเป็นต้องรอให้ป่วยเสียก่อน

วันนี้ ‘นายปกป้อง’ จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับประกันโรคร้ายแรงกันครับ มันคืออะไร? ทุกคนจำเป็นต้องมีจริงหรือไม่? ไปหาคำตอบกันเลยครับ

ประกันโรคร้ายแรง คืออะไร?

ประกันโรคร้ายแรง คือประกันที่มอบความคุ้มครองให้ผู้เอาประกัน หากเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงตรงกับ ‘ชนิด’ และ ‘ระยะของโรค’ ตามที่ระบุในกรมธรรม์ ผู้เอาประกันก็จะได้รับสินไหมชดเชย อาจเป็นวงเงินค่ารักษาพยาบาล หรือเป็นเงินก้อนแบบ ‘เจอ-จ่าย-จบ’ ซึ่งเมื่อได้รับผลประโยชน์ตามความคุ้มครองแล้ว สัญญาก็จะจบในปีกรมธรรม์นั้น

รู้หรือไม่? โรคร้ายแรงไม่ได้มีแค่มะเร็ง

เมื่อพูดถึงโรคร้ายแรง หลายคนมักนึกถึง ‘มะเร็ง’ แต่จริง ๆ แล้วชนิดของโรคร้ายแรงมีมากกว่านั้น โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้ร่วมกับภาคธุรกิจประกันภัย จัดทำกรอบแนวทางปฏิบัติการกำหนดคำนิยามโรคร้ายแรง เพื่อให้เกิดความชัดเจน และใช้เป็นแนวปฏิบัติเหมือนกันทุกบริษัท ลดข้อโต้แย้งที่อาจเกิดขึ้น

คำนิยามโรคร้ายแรงดังกล่าว แบ่งออกเป็น 50 โรค อาทิ โรคมะเร็งระยะลุกลาม โรคมะเร็งระยะไม่ลุกลาม โรคกล้ามเนื้อหัวใจ โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดสมองแตกหรืออุดตัน โรคไวรัสตับอักเสบขั้นรุนแรง อัมพาตของกล้ามเนื้อแขนหรือขา ตับวาย ไตวายเรื้อรัง เนื้องอกในสมองชนิดที่ไม่ใช่มะเร็ง การสูญเสียการได้ยิน ภาวะโคม่า ฯลฯ (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ www.oic.or.th/th/consumer/241) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่ากรมธรรม์ประกันฉบับนั้น ๆ จะให้ความคุ้มครองโรคร้ายแรงชนิดใดบ้าง

ข้อดีของการทำประกันโรคร้ายแรง

  1. ค่าเบี้ยประกันไม่สูงมาก เฉลี่ยหลักพันบาทต่อปี แต่ให้วงเงินความคุ้มครองสูงถึงหลักล้านบาท ตั้งแต่อายุราว 20-60 ปี (บางบริษัทคุ้มครองถึงอายุ 81 ปี)
  2. ช่วยลดความเสี่ยงด้านการเงิน หากเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรง ก็ไม่ต้องควักเงินเก็บออกมาใช้
  3. ช่วยอุดช่องว่างค่ารักษาพยาบาล หากสวัสดิการที่มีอยู่ไม่ครอบคลุม หรือวงเงินไม่สูงพอ
  4. ประกันโรคร้ายแรง และประกันสุขภาพของตัวเอง สามารถนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 25,000 บาทต่อปี และเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี

ข้อควรระวังในการทำประกันโรคร้ายแรง

  1. ประกันโรคร้ายแรงแต่ละกรมธรรม์ให้ความคุ้มครอง ‘ระยะของโรค’ แตกต่างกัน ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ระยะปานกลาง ระยะรุนแรง หรือบางกรมธรรม์ก็คุ้มครองทุกระยะของโรค จึงควรพิจารณาให้ถี่ถ้วน
  2. ประกันโรคร้ายแรง มักจะมีระยะเวลารอคอย 90 วัน นับตั้งแต่วันที่กรมธรรม์มีผลบังคับ หมายความว่าถ้าเราป่วยด้วยโรคร้ายแรงในช่วงระยะเวลารอคอย จะไม่สามารถเคลมประกันได้ หรือบริษัทประกันอาจยกเลิกสัญญา แต่ถ้าพ้นระยะเวลารอคอยไปแล้ว ก็จะได้รับความคุ้มครองตามปกติ
  3. ถ้าเราไม่เคยเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรง ไม่เคยเคลมประกันจนกระทั่งสิ้นสุดสัญญา ประกันโรคร้ายแรงบางกรมธรรม์จะ ‘ไม่คืนเงินค่าเบี้ย’ ที่เราจ่ายไปทั้งหมด แต่บางกรมธรรม์ก็มีเงินคืนให้ ดังนั้นจึงควรศึกษาเงื่อนไขให้ละเอียดก่อนตัดสินใจซื้อ

ควรซื้อทุนประกันเท่าไหร่?

การรักษาโรคร้ายแรงมักมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าโรคทั่วไป ตัวอย่างเช่น ค่าฉายรังสี (ในเวลาราชการ) เพื่อรักษาโรคมะเร็งปอด อยู่ที่ราว 197,600 บาท มะเร็งลำไส้ใหญ่ อยู่ที่ราว 103,000 บาท และมะเร็งปากมดลูก อยู่ที่ราว 144,400 บาท 

นี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังไม่รวมถึงค่ารักษาพยาบาลอื่น ๆ เช่น ค่าผ่าตัด ค่าห้องพักฟื้น ค่าอาหาร ค่ายา ค่าเดินทาง ฯลฯ ดังนั้นถ้าเรามีทุนประกันยิ่งสูงก็ยิ่งเพิ่มความอุ่นใจ โดยเฉลี่ยควรอยู่ที่ 1-2 ล้านบาทขึ้นไป หรือเลือกให้เหมาะสมกับกำลังทรัพย์

‘อโรคยา ปรมาลาภา’ การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ไม่มีใครอยากเจ็บป่วย แต่ก็เป็นสัจธรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นถ้าเราอยากปิดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุด ก็ต้องหมั่นดูแลสุขภาพ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย และอย่าลืมทำประกันโรคร้ายแรง เพื่อวางแผนรับมือด้านการเงินด้วยนะครับ

ทั้งนี้หากใครมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องประกันภัย สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สายด่วน คปภ. 1186 หรือ Line @OICConect รวมถึงกดติดตามเฟซบุ๊กแฟนเพจ PR OIC เพื่อรับข้อมูลข่าวสารได้เลยครับ

Source

https://bit.ly/3GMudNx

https://www.tnnthailand.com/news/health/132929/

https://www.chulacancer.net/services-list-page.php?id=514

บทความนี้เป็น Advertorial

ท่องเที่ยวอย่างอุ่นใจ อย่าลืมทำประกันท่องเที่ยวติดตัวไว้

ปัจจุบันบรรยากาศของการเดินทางท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง ประกอบกับที่หลาย ๆ ประเทศเริ่มกลับมาเปิดประเทศให้เราสามารถเดินทางไปท่องเที่ยวได้แล้ว ทำให้หลาย ๆ คนคงเริ่มคิดถึงแผนการเดินทางท่องเที่ยวในปี 2566 กันแล้ว แต่การเดินทางท่องเที่ยวนั้นมีความเสี่ยงและสิ่งที่คาดการณ์ไม่ได้มากมาย วันนี้พี่ปกป้องจะมาแนะนำ ‘ประกันการเดินทาง’ ที่จะช่วยให้ทริปของเราอุ่นใจได้มากขึ้นกันครับ

ประกันการเดินทางคืออะไร?

ประกันการเดินทาง คือประกันอุบัติเหตุรูปแบบหนึ่ง ที่ให้ความคุ้มครองผู้ทำประกันในช่วงระยะเวลาที่เดินทางท่องเที่ยว ไม่ว่าจะทั้งในประเทศหรือนอกประเทศ ซึ่งนอกจากจะคุ้มครองเรื่องอุบัติเหตุแล้ว ยังมักจะพ่วงมาด้วยการคุ้มครองความเสียหายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเสียหายของกระเป๋าเดินทาง การยกเลิกเที่ยวบิน หรือเที่ยวบินดีเลย์ โดยการคุ้มครองทั้งหมดจะเกิดขึ้นและสิ้นสุดในช่วงระยะเวลาระหว่างการเดินทางเท่านั้น

ประกันการเดินทางนั้น เป็นแบบการประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยและอัตราเบี้ยประกันภัย ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน คปภ. ซึ่งมีมาตรฐานเดียวกันทุก ๆ บริษัท คือ ต้องให้ความคุ้มครองผู้เอาประกันภัยในกรณีที่เสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง หรือได้รับบาดเจ็บทางร่างกายจนต้องเข้ารักษาพยาบาลอันเนื่องมาจากอุบัติเหตุ และยังรวมไปถึงกรณีที่ผู้เอาประกันภัยถูกฆ่าหรือถูกทำร้ายร่างกายด้วย

โดยหลักเกณฑ์ในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนสำหรับการประกันภัยการเดินทาง นั้นแบ่งได้เป็น 2 กรณี คือ

1.  กรณีที่ผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตหรือสูญเสียมือ เท้า และสายตา บริษัทประกันภัยจะจ่ายค่าทดแทน ให้เป็นเงินก้อนแก่ผู้เอาประกันภัยหรือทายาท ดังนี้

ความคุ้มครองการประกันภัยการเดินทางการจ่ายค่าสินไหมทดแทน
การเสียชีวิต100% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย
การสูญเสีย มือ เท้า และ/หรือสายตา รวม 2 ข้าง100% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย
การสูญเสีย มือ เท้า และ/หรือสายตา รวม 1 ข้าง50 % ของจำนวนเงินเอาประกันภัย

2.  กรณีที่ผู้เอาประกันภัยได้รับบาดเจ็บ บริษัทประกันภัยจะจ่ายเงินชดเชยค่ารักษาพยาบาลตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัย

โดยนอกจากความคุ้มครองอุบัติเหตุและชีวิตแล้ว ในปัจจุบันประกันการเดินทางส่วนใหญ่จะมีการคุ้มครองความเสียหายเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางด้วย สำหรับในส่วนนี้บริษัทประกันจะเพิ่มเติมและขยายความคุ้มครองเพิ่มเติมมาจากการประกันอุบัติเหตุ ทำให้ความคุ้มครองในส่วนนี้มักขึ้นอยู่กับระดับราคาของประกันที่จ่าย ซึ่งมีตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพัน ส่งผลให้ความคุ้มครองในส่วนนี้อาจจะมากหรือน้อยแตกต่างกันออกไป แต่ประกันการเดินทางส่วนใหญ่ก็มักจะมีความความคุ้มครองเบื้องต้นเหมือน ๆ กัน ดังนี้

  • 1. คุ้มครองการสูญเสียและความเสียหายของกระเป๋าเดินทาง รวมถึงความล่าช้าของกระเป๋าเดินทาง
  • 2. คุ้มครองในกรณีที่เที่ยวบินถูกยกเลิก เกิดการหยุดชะงักของการเดินทาง หรือการเดินทางที่ล่าช้า (Delay)
  • 3. คุ้มครองการสูญเสียเงินส่วนตัว หรือการสูญเสียเอกสารเดินทาง
  • 4. คุ้มครองค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนย้ายและการส่งตัวกลับประเทศเพื่อรักษาพยาบาล
  • 5. คุ้มครองค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนย้าย หรือขนส่งศพกลับประเทศ

กรณีที่ประกันการเดินทางไม่คุ้มครอง

สำหรับกรณีที่ประกันการเดินทางไม่คุ้มครองความเสียหายนั้น ส่วนใหญ่แล้วมาจากความเสียหายที่เกิดจากความเสี่ยงที่เราควบคุมได้ เช่นการทำกิจกรรมที่เสี่ยงอันตราย ความเสียหายที่เกิดจากการใช้สารเสพติด หรือ การเมาสุรา การฆ่าตัวตายหรือพยายามฆ่าตัวตาย รวมไปถึงการเดินทางไปในประเทศที่มีความเสี่ยงสูงอย่างประเทศที่มีเหตุจลาจล หรือการก่อการร้าย ซึ่งในกรณีเหล่านี้เป็นกรณีที่จะไม่ได้รับคุ้มครองความเสียหายที่เกิดขึ้น นอกจากนี้หากเกิดอาการเจ็บป่วยระหว่างเดินทาง แต่ความเจ็บป่วยดังกล่าวนั้นมาจากโรคประจำตัวเรื้อรังที่เป็นมาก่อนการทำประกันเดินทาง ก็จะไม่ได้รับการคุ้มครองเช่นกัน

แล้วเราควรทำประกันการเดินทางหรือไม่?

สำหรับคำถามว่าเราควรทำประกันการเดินทางหรือไม่ พี่ปกป้องว่ามันขึ้นอยู่กับกรณีครับ โดยสำหรับบางคนนั้นไม่เพียงแต่ควรต้องทำ แต่ยังจำเป็นต้องทำ เพราะสำหรับบางประเทศนั้น มีการบังคับให้ทำประกันการเดินทางเพื่อใช้สำหรับการขอวีซ่าเข้าประเทศ เช่น ประเทศในกลุ่มยุโรป

ส่วนใครที่เดินทางท่องเที่ยวเอง หรือ จัดทริปท่องเที่ยวด้วยตนเอง พี่ปกป้องก็แนะนำให้ทำประกันท่องเที่ยวติดตัวเอาไว้เสมอครับ เพราะการเดินทางเองนั้นมีความเสี่ยงสูงในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางคนเดียวหรือเดินทางเป็นคู่ การทำประกันไว้จะคุ้มครองความเสียหายต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการเดินทางได้

การทำประกันติดไว้นอกจะลดความเสี่ยงและช่วยสร้างความอุ่นใจให้เราได้แล้ว ประกันการเดินทางส่วนใหญ่นั้นก็มีเบี้ยประกันที่ราคาไม่แพงเลย เพียงแค่หลักร้อยถึงหลักพันเท่านั้น ดังนั้นพี่ปกป้องจึงแนะนำให้ทุกคนทำติดตัวไว้เสมอ เผื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นนะครับ เพราะคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ ๆ ถ้าจะมีใครต้องหมดตัวจากการเดินทางไปพักผ่อนท่องเที่ยวครับ

ส่วนคนที่อาจจะไม่จำเป็นต้องทำประกันการเดินทางก็คือ คนที่เดินทางท่องเที่ยวเป็นกลุ่มทัวร์ เพราะโดยปกติ บริษัททัวร์จะมีการทำประกันเดินทางให้เราไว้อยู่แล้ว จึงอาจจะไม่จำเป็นต้องทำให้ซ้ำซ้อนนะครับ แต่ถ้าใครอยากได้ความคุ้มครองที่เพิ่มมากขึ้นอาจจะพิจารณาทำเสริมไปด้วยก็ยังได้

สำหรับใครที่มีคำถามสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับประกันการเดินทาง หรือเรื่องของประกันประเภทอื่น ๆ สามารถติดต่อสอบถามที่สำนักงาน คปภ. ได้เลยที่

บทความนี้เป็น Advertorial

เมื่อลิงคาปูชินถูกสอนให้ใช้เงิน ต่อมาไม่นานพวกมันก็นำไปซื้อ ‘เซ็กส์’

‘เงิน’ เป็นวัตถุหรือเอกสารใด ๆ ที่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปในการแลกเปลี่ยนกับสินค้าและบริการ คอนเซปต์เรื่องเงินเป็นสิ่งที่เชื่อว่าเราทุกคนน่าจะเข้าใจดีเพราะอยู่ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว ถ้าถามเด็ก 3-4 ขวบสมัยนี้ว่าเงินคืออะไร แม้จะไม่ทราบว่าหามายังไง แต่พวกเขาก็คงอาจจะตอบได้ว่ามันคือสิ่งที่เอาไปไว้เพื่อแลกของเล่นหรือสิ่งที่พวกเขาต้องการ

เราอาจจะหลงคิดไปว่าคอนเซปต์ของ ‘เงิน’ หรือ ‘สกุลเงิน’ นั้นเป็นสิ่งที่ซับซ้อนและเข้าใจในหมู่มนุษย์เท่านั้น แต่ที่จริงแล้วสัตว์ชนิดอื่นนอกจากจะแสดงออกถึงความเป็นเจ้าของกับพื้นที่และของบางอย่างของตัวเองแล้ว ยังมีการแลกเปลี่ยนและแชร์อาหารกับตัวอื่น ๆ ที่ใกล้ชิดกันในกลุ่มด้วย และจากการทดลองของนักจิตวิทยาและนักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเยลในปี 2005 ก็พบว่าพวกเขาสามารถสอนให้ลิงคาปูชินใช้เงินได้และจากนั้นก็มีเรื่องที่เราคาดไม่ถึงตามมา


คีธ เฉิน (Keith Chen) นักเศรษฐศาสตร์ที่ทำการทดลองนี้คู่กับ ลอรี ซานโตส (Laurie Santos) นักจิตวิทยา ได้อธิบายถึงลิงคาปูชินว่า “ลิงคาปูชินนั้นมีสมองขนาดเล็ก มันโฟกัสแค่สองอย่างก็คืออาหารและเซ็กส์ คุณอาจจะลองนึกถึงลิงคาปูชินเหมือนเป็นพื้นฐานความต้องการแบบต่ำที่สุดเลยก็ได้ ให้มาร์ชแมลโลว์มันทั้งวัน มันก็จะอ้วกแล้วกลับมากินใหม่”

ซึ่งพฤติกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยความต้องการพื้นฐานแบบนี้แหละที่เฉินและซานโตสพยายามจะศึกษาว่าสิ่งจูงใจกระตุ้นพฤติกรรมของพวกมันได้ยังไงและวิเคราะห์เหตุผลของพฤติกรรมเหล่านั้นด้วย

อันที่จริงแล้วนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เฉินทำการทดลองกับลิงในเรื่องเศรษฐศาสตร์ของมนุษย์ ก่อนหน้านี้ระหว่างที่เขาศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ก็เคยทำการทดลองเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่หวังผลตอบแทนในลิงแทมารินหัวปุยฝ้าย (cotton-top tamarin) มาแล้วครั้งหนึ่ง

ตอนนั้นเขาเอาลิงแทมารินหัวปุยฝ้ายสองตัวใส่ไว้ในกรงแยกกัน (แต่เห็นกันอยู่) ในกรงก็จะมีเชือกให้ดึง เมื่อลิงตัวหนึ่งดึง อีกตัวหนึ่งจะได้อาหาร ซึ่งลิงปกติก็จะดึงประมาณ 40% สิ่งที่น่าสนใจก็เกิดขึ้นหลังจากนั้นครับ

เขาฝึกลิงสองตัว ตัวแรกฝึกให้ดึงแบบตลอด (ลิง A – 100%) และตัวที่สองฝึกให้ไม่ดึงเลย (ลิง B – 0%) ทีนี้ก็เอาลิงสองตัวนี้เข้ามาร่วมการทดลองด้วย

ในตอนแรกพวกเขาเอาลิง A ที่ดึงตลอดมาใส่ในกรง ลิงอีกฝั่ง (ซึ่งเป็นลิงปกติ) ก็จะดึงตอบประมาณ 50% แต่พอเวลาผ่านไป ลิงปกติก็รู้แล้วว่าลิงอีกตัวยังไงมันก็ดึง (เพราะถูกฝึกมาแบบนั้น) มันก็เริ่มดึงน้อยลงเหลือแค่ 30% เท่านั้น

คราวนี้ถึงตาลิง B ที่ถูกฝึกมาไม่ให้ดึงเชือกเลยบ้าง พอลิง B เข้าไปในกรงก็ไม่ดึงเชือก แต่อีกฝั่ง (ลิงปกติ) ก็ดึงตามอัตราปกติ แต่ลิง B ก็ไม่ดึงตอบ ลิงอีกฝั่งก็ดึงอีก ลิง B ก็เงียบกินอาหารของตัวเองไป (ที่ลิงอีกฝั่งดึงให้) ผ่านไปอีกสักพัก หลังจากลิงปกติดึงแล้วดึงอีก แต่ลิง B ก็ไม่ตอบสนองอะไร แถมยังกินอาหารสบายใจเฉิบ ทีนี้ลิงปกติโกรธครับ ยืนขี้ใส่เลยผนัง ไม่พอใจ เดินไปเข้ามุมนั่งทับมือตัวเองเหมือนจะบอกว่าไม่ทำแล้ว

สำหรับเฉินแล้วการทดลองนั้นทำให้เห็นว่าลิงฉลาดและมีหลักเหตุผลมากกว่าที่เราคิด


ครั้งนี้ที่เยล เฉินกับซานโตสไม่ได้มีเป้าหมายอะไรที่ชัดเจนกับการทดลองกับลิงคาปูชินในตอนเริ่มต้น เพียงแค่อยากรู้ว่าถ้าให้เงินกับลิงมันจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งสิ่งที่พวกเขาใช้แทนเงินก็คือเหรียญเงินขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางหนึ่งนิ้วมีรูตรงกลาง จะตี๊ต่างว่าเป็นสกุลเงินลิงก็คงได้ เพราะอย่างที่เรารู้ ‘เงิน’ เป็นวัตถุหรือเอกสารใด ๆ ที่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปในการแลกเปลี่ยนกับสินค้าและบริการ และในสังคมของลิงคาปูชินกลุ่มนี้ เหรียญเงินที่มีรูตรงกลางก็คือ ‘เงิน’ สำหรับพวกมัน

หลายเดือนผ่านไป ลิงคาปูชินกลุ่มนี้เริ่มเรียนรู้แล้วว่าเหรียญเงินอันนี้สามารถแลกผลไม้ที่ตัวเองต้องการได้ คอนเซปต์ของเงินที่ใช้สำหรับการแลกเปลี่ยนของที่อยากได้ก็เกิดขึ้น หลังจากนั้นลิงเหล่านี้ก็จะได้เหรียญตัวละ 12 เหรียญเพื่อเอาไว้ซื้อผลไม้ที่ตัวเองอยากได้ ผลไม้แต่ละอันก็ใช้เหรียญไม่เท่ากัน ลิงเหล่านี้ไม่เพียงแต่เข้าใจเท่านั้น พวกมันยังสามารถจัดสรรเงินสำหรับผลไม้ที่ตัวเองอยากได้อีกด้วย

ทีนี้การทดลองเริ่มยากขึ้นอีก เฉินกับซานโตสปรับลดราคาของเยลลี่ลง จากเมื่อก่อนต้องใช้สองเหรียญ ตอนนี้ใช้เหรียญเดียวก็แลกได้แล้ว ซึ่งก็เหมือนการลดราคาสินค้าที่ซูเปอร์มาร์เก็ต เพื่อจะดูว่าลิงจะซื้อของที่ราคาถูกแทนที่จะซื้อของที่ตัวเองชอบไหม (ลิงจะชอบองุ่นมากกว่าเยลลี่) ปรากฏว่าลิงเอาเหรียญแลกเยลลี่เยอะกว่าจริง ๆ ด้วย

ถึงตรงนี้เราอาจจะเริ่มตั้งคำถามว่าลิงคาปูชินพวกนี้เข้าใจคอนเซปต์ของเงินจริง ๆ เหรอ หรือแค่ทำอะไรได้เพียงแค่อยากได้อาหารเท่านั้น? พวกเขาก็เลยทดลองหั่นแตงกวาเป็นแว่นกลม ๆ ทรงเหมือนกับเหรียญเงิน แล้วเอาให้ลิง (จากเมื่อก่อนที่หั่นเป็นลูกเต๋าเพื่อเป็นอาหาร) ลิงก็หยิบแตงกวาเป็นแว่นขึ้นมา กัดนิดหน่อย เพราะปกติมันก็กิน แต่ครั้งนี้ด้วยรูปทองที่เหมือนเหรียญ มันกลับรีบวิ่งไปที่นักวิจัยและพยายามเอาแตงกวาเป็นแว่นนี้ซื้ออาหารอย่างอื่นแทน

นอกจากนั้นแล้วยังมีการ ‘โจรกรรม’ เหรียญอีกด้วย คือปกติแล้วลิงคาปูชินทั้งหมด 7 ตัวนี้จะอยู่ด้วยกันในกรงใหญ่ ซึ่งการทดลองแต่ละครั้งลิงหนึ่งตัวก็ถูกแยกมาไว้ในส่วนแยกซึ่งนักวิจัยก็จะยื่นเหรียญที่ใส่ในถาดให้ ครั้งหนึ่งลิงตัวหนึ่งดึงถาดที่มีเหรียญเต็มถาดแล้วโยนไปในกรงใหญ่ ความโกลาหลก็เกิดขึ้นทันที นักวิจัยทั้งกลุ่มก็รีบวิ่งเข้าไปในกรงเพื่อแลกอาหารกับเหรียญเงินเหล่านั้นคืน

บางอย่างที่น่าสนใจเกิดขึ้นในตอนนั้นด้วยที่ทำให้เห็นว่าลิงคาปูชินเหล่านี้ ‘น่าจะ’ เข้าใจคอนเซปต์ของเงินจริง ๆ คือการใช้มันเพื่อซื้อหรือแลกเปลี่ยนบางอย่างที่ไม่ใช่แค่อาหารแต่บริการอย่างอื่นได้ด้วย ระหว่างที่ความโกลาหลเกิดขึ้น เฉินสังเกตเห็นว่าหนึ่งในลิงคาปูชินซื้อเซ็กส์จากลิงคาปูชินอีกตัว หลังจากที่เสร็จกิจลิงตัวผู้ก็ยื่นเหรียญเงินให้ลิงตัวเมีย หลังจากนั้นลิงตัวเมียก็นำเหรียญอันนั้นมาซื้อองุ่นทาน

ประเด็นนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ หลังจากลิงเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องเงินและแรงจูงใจ มันก็ตอบสนองอย่างมีเหตุผลอย่างที่เรา ซึ่งเป็นมนุษย์คาดว่ามันจะเกิดขึ้น ส่วนใหญ่จะใช้เงินจนหมด จะซื้อของเมื่อลดราคา จะขโมยเมื่อทำได้ ใช้เงินเพื่อแลกอาหารและบางครั้งก็เอาไปแลกเป็นบริการอย่างอื่นเช่นเซ็กส์ด้วย พูดอีกอย่างหนึ่งไม่ว่าจะลิงหรือมนุษย์ พอเป็นเรื่องเงิน เราก็ดูเหมือนจะเข้าใจว่าต้องใช้มันยังไงได้ดีไม่ต่างกัน

==========

ZME Science

ZME Science

NCBI

The New York Times

“ซื้อบ้าน ซื้อคอนโด” ทำไมต้องทำประกันอัคคีภัย และประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ

เมื่อถามถึงเป้าหมายในชีวิต เชื่อว่าหนึ่งในความฝันของหลายคนน่าจะอยากมีบ้าน หรือคอนโดเป็นของตัวเองกันสักหลัง ซึ่งในตอนนี้ทั้งตลาดบ้าน และคอนโดต่างเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง เพราะพิษโควิดเริ่มเบาบางลงมาก ผู้คนจึงเริ่มคิดเรื่องการลงหลักปักฐานอย่างจริงจังกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเพื่อทำธุรกิจ หรือเพื่ออยู่อาศัยก็ตาม 

แต่เมื่อพูดถึงการซื้ออสังหาริมทรัพย์อย่างบ้าน หรือคอนโดที่มีราคาค่อนข้างสูง หลายคนจึงมักเลือกการขอสินเชื่อแทนการซื้อเงินสด เพราะไม่ต้องเสียเงินก้อนใหญ่ในทีเดียว ทำให้สามารถบริหารการเงินอย่างมีอิสระมากขึ้น แต่ในตอนที่เราขอสินเชื่อนั้น สิ่งที่คนส่วนใหญ่มักเจอคือ ให้เราซื้อประกันไปพร้อมกับการยื่นกู้เลย ซึ่งประกันที่ว่านั้น จะมีอยู่ 2 ตัว คือ ประกันอัคคีภัย และประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ

ในวันนี้ นายปกป้อง และ aomMONEY จึงอยากจะชวนทุกคนมาทำความรู้จักกับประกันทั้งสองตัวนี้ให้ลึกขึ้นอีกหน่อย ว่าเราควรจะทำตอนขอยื่นกู้เลยดีไหม และประกันทั้งสองตัวนี้มันให้ประโยชน์อะไรกับเรา มาดูกัน

กรมธรรม์ประกันอัคคีภัย

แค่ชื่อก็น่าจะชัดเจนอยู่แล้ว ว่าหากเกิดไฟไหม้ขึ้น ประกันจะมอบความคุ้มครองให้เรา แต่จริง ๆ แล้วประกันอัคคีภัยนั้นมีรายละเอียดความคุ้มครองที่ลึกกว่านั้น และบางบริษัทยังเพิ่มความเสียหายจากภัยพิบัติอื่น ๆ นอกเหนือจากไฟไหม้ได้ด้วย โดยรายละเอียดภาพรวมความคุ้มครองของแบบประกันอัคคีภัยจะมีดังนี้

1. คุ้มครองความเสียหายจาก ‘ไฟไหม้’ แต่จะมีข้อยกเว้นที่อยู่นอกเหนือความคุ้มครอง ดังนี้

  • 1.1 ไม่รวมถึงความเสียหายของ ‘แรงระเบิด’ เว้นแต่แรงระเบิดของแก๊สที่ใช้สำหรับทำแสงสว่าง หรือประโยชน์เพื่อการอยู่อาศัย 
  • 1.2 ความเสียหายต่อทรัพย์สินอันเกิดจาก การบูดเน่า หรือการระอุตามธรรมชาติ และการลุกไหม้ขึ้นเองเฉพาะที่เกิดจากตัวทรัพย์สินนั้นเองเท่านั้น หรือ
  • 1.3 การที่ทรัพย์สินนั้นอยู่ในระหว่างกรรมวิธีใด ๆ ซึ่งใช้ความร้อนหรือการทำให้แห้ง
  • 1.4 ความเสียหายทั้งโดยตรง และโดยอ้อมจากไฟไหม้ที่เกิดจาก ‘แผ่นดินไหว’

2. คุ้มครองความเสียหายจาก ‘ฟ้าผ่า’

3. คุ้มครองความเสียหายจาก ‘แรงระเบิดของแก๊ส’ ที่ใช้สำหรับทำแสงสว่าง หรือประโยชน์เพื่อการอยู่อาศัย แต่จะไม่รวมถึงความเสียหายจากการระเบิดของแก๊สที่เกิดขึ้นจากแผ่นดินไหว

4. คุ้มครองความเสียหายจาก ‘ความเสียหายเนื่องจากภัยเพิ่มพิเศษ’ ที่ได้ระบุไว้ชัดเจนในกรมธรรม์ประกันภัย

เช่น พายุ ลูกเห็บ หรือกรมธรรม์ของบางบริษัทได้คุ้มครองภัยที่เกิดจากการเฉี่ยว หรือการชน จากยานพาหนะของบุคคลภายนอกด้วย ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทจะระบุเพิ่มความคุ้มครองส่วนไหนให้เราบ้าง ยกตัวอย่างรายละเอียดความคุ้มครอง เช่น

  • 4.1 คุ้มครองความเสียหายจาก ‘น้ำท่วม’ ซึ่งหมายถึงการที่น้ำไหลล้นออกจากทางน้ำปกติ ทั้งทางน้ำที่สร้างขึ้นเอง หรือจากท่อน้ำสาธารณะ แต่จะไม่รวมถึงรางน้ำบนหลังคา และยังคุ้มครองความเสียหายจากน้ำท่วมที่เกิดจากทางน้ำธรรมชาติด้วย เช่น น้ำป่า พายุ และโคลนถล่ม แต่จะมีข้อยกเว้นความคุ้มครอง ดังนี้ 
    • ความเสียหายโดยตรง หรือทางอ้อมที่เกิดจากคลื่นใต้น้ำ หรือสึนามิ ไปจนถึงการเกิดน้ำหนุน จนเกิดน้ำไหลล้น นอกจากนี้น้ำท่วมจากแผ่นดินไหว หรือภูเขาไฟระเบิดจะอยู่นอกเหนือความคุ้มครองเช่นกัน
    • ทรัพย์สินเอาประกันภัยที่เคลื่อนย้ายได้ ซึ่งเก็บอยู่ในอาคารโปร่ง หรืออาคารที่เปิดกว้างด้านในด้านหนึ่ง เช่น โกดังต่าง ๆ จะอยู่นอกเหนือความคุ้มครอง 

กรมธรรม์ประกันชีวิตแบบคุ้มครองสินเชื่อ

สำหรับประกันภัยตัวนี้ อาจจะไม่ค่อยคุ้นหูเท่าไหร่นัก แต่การทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อไปพร้อมกับการยื่นกู้นั้น เรียกได้ว่ามีประโยชน์มากทีเดียว มาดูรายละเอียดกันครับ

ปกติแล้ว เวลาจะยื่นกู้ สถาบันการเงินอาจมีการขอหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือบุคคลค้ำประกันเพื่อยืนยันความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ แต่หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เช่น กรณีที่ผู้กู้เสียชีวิต หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง (อาจรวมถึงสาเหตุอื่น ๆ ตามที่กรมธรรม์กำหนด) บริษัทจะจ่ายหนี้ที่เหลือให้ทันที เท่ากับว่า หลักทรัพย์ที่นำไปค้ำประกันจะอยู่รอดปลอดภัย และผู้ค้ำประกันเองจะไม่ต้องเดือดร้อนด้วยเช่นกัน 

ในอดีต กรมธรรม์ประกันตัวนี้จะเป็นกรมธรรม์กลุ่ม และผู้กู้จะต้องซื้อจากสถาบันการเงินผู้ปล่อยกู้เท่านั้น ไม่สามารถซื้อจากที่อื่นได้ และหากมีการ ‘Refinance’ ต้องยื่นเรื่องเวนคืนกรมธรรม์ด้วย เนื่องจากไม่ได้เป็นลูกหนี้สถาบันการเงินเดิมแล้ว 

แต่ในตอนนี้ได้มี ‘กรมธรรม์ประกันชีวิตแบบคุ้มครองสินเชื่อเพื่อประชาชน’ เกิดขึ้น ซึ่งเราสามารถซื้อจากบริษัทอื่นที่ไม่ใช่ผู้ปล่อยกู้ของเราได้ และไม่จำเป็นต้องมีการเวนคืนกรมธรรม์หากมีการ Refinance

โดย ‘กรมธรรม์ประกันชีวิตแบบคุ้มครองสินเชื่อเพื่อประชาชน’ จะมีลักษณะความคุ้มครอง ดังนี้

  • 1. จ่ายคุ้มครองกรณีที่ผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต หรือทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวร
  • 2. ระยะเวลาเอาประกันภัยเริ่มตั้งแต่ 1 ปี ไปจนถึง 30 ปี และชำระเบี้ยประกันภัยเพียงครั้งเดียว
  • 3. จำนวนเงินเอาประกันภัยที่ลดลงเป็นไปตามรูปแบบการผ่อน ได้แก่
    • จำนวนเงินเอาประกันภัยลดลงตามอัตราดอกเบี้ย เช่น การผ่อนบ้าน
    • จำนวนเงินเอาประกันภัยลดลงเท่า ๆ กัน เช่น การผ่อนรถ
  • 4. ผู้เอาประกันภัยมีสิทธินำเบี้ยประกันภัย (เฉพาะส่วนของการประกันชีวิต) ไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท สำหรับกรมธรรม์ที่มีระยะเวลาเอาประกันภัยตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป

จะเห็นได้ว่า การมีประกันภัยทั้งสองตัวนี้ติดไว้ตอนยื่นกู้ สามารถช่วยคุ้มครองเราได้หลายด้านทีเดียว เช่น ประกันอัคคีภัยที่ทำให้เราหมดกังวลเรื่องภัยพิบัติหลายอย่างที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา หรือประกันชีวิตแบบคุ้มครองสินเชื่อ ที่ช่วยให้ภาระของเราไม่ต้องตกไปถึงคนที่อยู่ข้างหลัง ดังนั้น หากตัดสินใจที่จะกู้ซื้อบ้าน หรือคอนโดแล้ว อาจพิจารณาเรื่องการทำกรมธรรม์ทั้งสองตัวนี้ติดไว้ด้วย

Source: คปภ.

บทความนี้เป็น Advertorial

“ห่วงคนข้างหลัง อยากมีมรดกส่งต่อให้” ประกันชีวิตแบบไหนที่ตอบโจทย์

ในชีวิตของทุกคนมักจะมีคนที่เราเป็นห่วงเสมอ ไม่ว่าจะเป็นลูก ๆ ที่กำลังเติบโต พ่อแม่ที่ก้าวสู่วัยชรา และคู่ครองที่ต้องอยู่ร่วมกันไปอีกยาวนาน ซึ่งถ้าหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ทำให้เราจะต้องจากโลกนี้ไปก่อน คงเป็นเรื่องที่น่ากังวลว่าแล้วคนที่เรารักเราห่วงเขาจะใช้ชีวิตอยู่กันอย่างไรต่อ 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราเป็นเสาหลักของครอบครัวที่จะต้องทำงานเพื่อหารายมาเลี้ยงดูสมาชิกทุกคน การล้มของเราเพียงคนเดียวจะสร้างผลกระทบกับทุกคนในครอบครัว ทั้งในเรื่องเงินทอง รายได้ การใช้ชีวิตและการวางแผนอนาคตของตัวเอง

เพื่อป้องกันความเสี่ยงเหล่านี้ นายปกป้อง ตัวแทนจากทาง คปภ. ขอพาทุกคนไปทำความรู้จัก ประกันชีวิตที่ทำให้เราไม่ต้องเป็นห่วงคนข้างหลัง ได้แก่

1) ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ

ประกันชีวิตประเภทนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความคุ้มครองในเรื่องของชีวิตไปพร้อม ๆ กับการออมเงิน พูดง่าย ๆ คือหากเราทำประกันประเภทนี้ไว้ เราจะมีทุนประกันเพื่อเก็บเอาไว้เพื่อคนข้างหลัง เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันกับชีวิตของเรา ก็จะมีการจ่ายทุนประกันเอาไว้ให้กับผู้รับผลประโยชน์นำไปใช้ตามเป้าหมายทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของคนในครอบครัวหรือเป็นค่าเทอมของบุตรหลานให้ได้รับการศึกษาแม้ตัวเราจะไม่ได้อยู่เพื่อส่งเรียนต่อไป

ในกรณีกลับกันถ้าหากเราไม่ได้เป็นอะไรและยังมีชีวิตอยู่หลังสิ้นสุดสัญญากรมธรรม์ ก็จะมีการจ่ายผลประโยชน์เป็นเงินก้อนกลับมาให้เราแทน นอกจากนี้เงินก้อนนี้สามารถนำไปใช้จ่ายตามเป้าหมายทางการเงินของเราในยามเกษียณได้ ไม่ว่าจะเป็นการนำไปซื้อทรัพย์สินที่ต้องการ การนำไปใช้ในการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน นอกจากนั้นยังสามารถเป็นมรดกให้กับลูกหลานได้อีกด้วย

ประกันประเภทนี้จึงเหมาะกับคนที่มีความเป็นห่วงคนข้างหลัง อยากมีทุนประกันชีวิตและในขณะเดียวกันก็อยากมีเงินออมเก็บเอาไว้อีกด้วย ตัวอย่างในการทำประกันประเภทนี้ เช่น นาย ก. กำลังอยู่ในวัยสร้างเนื้อสร้างตัว มีลูกยังเล็ก มีพ่อแม่ในวัยเกษียณและภรรยาที่ต้องดูแล ซึ่งพอพิจารณาแล้ว นาย ก. นั้นเป็นเสาหลักของครอบครัว หากเกิดเหตุไม่คาดฝันกับ นาย ก. หรือ นาย ก. ทำงานไม่ได้ก็ย่อมส่งผลกระทบในเรื่องรายได้ทั้งครอบครัว ทั้งนี้นาย ก. คิดว่าอยากจะเก็บเงินออมไว้ใช้ในยามเกษียณด้วย จึงทำประกันประเภทนี้เผื่อว่าหากเกิดอะไรขึ้นจะได้มีทุนประกันให้กับครอบครัวแทน และหาก นาย ก. ยังมีชีวิตอยู่ก็ยังได้เงินออมกลับมาใช้จ่าย

2) ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา

ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลามีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความคุ้มครองชีวิตในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น คุ้มครองความเสี่ยงในช่วงระยะเวลา เช่น 5 ปี 10 ปี ประกันประเภทนี้จะไม่มีผลตอบแทนในรูปแบบเงินออม จึงสามารถจ่ายเบี้ยในราคาที่ไม่แพงแต่ได้ทุนประกันและความคุ้มครองระดับสูง จึงเหมาะสมกับคนที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงแบบมีกำหนดระยะเวลา จ่ายเบี้ยน้อยแต่ได้ความคุ้มครองสูง

หากเราพบว่าในบางช่วงเวลาของชีวิตเป็นช่วงที่มีความเสี่ยง ถ้าเราได้รับผลกระทบด้านชีวิตย่อมทำให้เกิดปัญหาต่อคนข้างหลังได้ ก็สามารถพิจารณาการทำประกันประเภทนี้ได้ ตัวอย่างเช่น นาย ข. ส่งลูกเรียนต่างประเทศเป็นระยะเวลา 4 ปี ด้วยเงินเดือนตัวเอง ซึ่งนาย ข. ตระหนักได้ว่าหากมีเหตุที่ไม่คาดฝัน ทำให้เขาไม่สามารถส่งลูกเรียนได้ต่อ ภาระทั้งหลายจะตกมาถึงคนอื่น ๆ ในครอบครัว และตัวลูกของเขาที่เรียนอยู่ในต่างประเทศ 

แต่นาย ข. เห็นว่า การเรียนต่อของลูกเขาใช้เวลาเพียง 4 ปี เขาทำประกันแบบช่วงระยะเวลาเพื่อคุ้มครองชีวิตจนกว่าลูกจะเรียนจบ ในกรณีที่เขาเสียชีวิตภายใน 4 ปี ลูกเขาก็ยังมีทุนประกันเพื่อนำไปเป็นค่าเล่าเรียนได้ แต่ถ้าหาก นาย ข. ยังมีชีวิตอยู่เมื่อเวลาผ่านไปอีก 4 ปี ลูกเรียนจบแล้วกลับมายังประเทศไทย นาย ข. ก็หมดความเสี่ยงในช่วงเวลานั้น ๆ จึงไม่ต้องทำประกันต่อก็ได้

ตัวอย่างต่อมาเช่น ถ้าเรามีภาระหนี้บ้านที่จะต้องผ่อน 10 ปีและมีความกังวลว่าเราภาระนี้จะตกไปอยู่กับพ่อแม่ที่อยู่ในวัยเกษียณ หากเกิดสิ่งที่ไม่คาดฝันและทำให้เราจากไปก่อน ก็สามารถทำประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา 20 ปีคุ้มครองชีวิตได้ ในกรณีที่เราจากไปก่อนพ่อแม่ก็จะสามารถได้รับทุนประกันเพื่อนำไปชำระหนี้บ้านได้ แต่หากเรามีชีวิตอยู่ดีจนถึงวันที่ผ่อนบ้านหมดก็จะเป็นช่วงเวลาเดียวกับสิ้นสัญญากรมธรรม์ ที่ได้บ้านมาครอบครองและไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกันอีกต่อไป

3) ประกันออมทรัพย์

เป็นอีกแบบประกันที่เราจะสามารถทั้งเก็บออมและได้รับความคุ้มครองในคราวเดียวกัน ซึ่งเราสามารถนำมาวางแผนการเก็บออมได้ว่าอยากเก็บปีละเท่าไหร่ เก็บจำนวนกี่ปี ประกันจะมีการจ่ายเงินออกมาตามระยะเวลาที่กำหนด เช่น ทุกปี หรือ ทุก 2 ปี นอกจากนี้เราจะได้รับผลประโยชน์เงินก้อน เอาไว้ใช้ตามเป้าหมายชีวิตด้วย

จะเห็นได้ว่าทั้งประกันชีวิตแบบตลอดชีพและประกันแบบช่วงระยะเวลาเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราจัดการความเสี่ยงของชีวิตได้ ทำให้ไม่ต้องเป็นห่วงคนข้างหลังในวันที่เราจากไปก่อนเพราะจะมีเงินก้อนเป็นมรดกเอาไว้ให้เป็นเงินทุนในการดูแลชีวิตต่อ ทำให้คนที่อยู่ข้างหลังเราสามารถก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่สะดุด

ประกันชีวิตนอกจากจะคุ้มครองความเสี่ยงแล้ว ยังสามารถนำไปเป็นค่าลดหย่อนภาษีตามเงื่อนไขที่สรรพากรกำหนดได้อีกด้วย อย่าลืมศึกษาข้อมูลประกันต่าง ๆ เพื่อการป้องกันความเสี่ยงของชีวิตเราและคนที่เรารักนะครับ

พบกับความรู้เกี่ยวกับประกันได้ที่ คปภ. และหากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำประกันภัย สามารถติดต่อได้ที่

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save