งานวิจัยเผย คนฐานะดีไม่ใช่คนคิดร้าย แต่แค่ไม่ได้ใส่ใจปัญหาของคนอื่น

แม้จะเป็นข้อกล่าวหาที่ดูร้ายแรงเกินไปหน่อยกับคำกล่าวที่ว่า “คนรวยเห็นแก่ตัว” แต่บ่อยครั้งที่สังคมทั้งไทยและต่างประเทศมักออกความเห็นตราหน้าว่าคนรวยเอาเปรียบคนที่อยู่ในสถานะทางสังคมที่ด้อยกว่าอยู่เสมอ ซึ่งงานวิจัยหลายชิ้นก็บ่งชี้ว่า คนที่มีชนชั้นทางสังคมสูงกว่า มีโอกาสเอาเปรียบ หลอกลวง ทำผิดศีลธรรมและขาดความเห็นอกเห็นใจมากกว่าคนที่ฐานะยากจนกว่า

โดยเรื่องนี้ Paul Piff ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาและพฤติกรรมทางสังคม และ Dacher Keltner ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา ผู้ก่อตั้ง ‘Berkeley Social Interaction Lab’ มหาวิทยาลัย Berkeley ตีพิมพ์บทความงานวิจัยชื่อ ‘Higher Social Class Predicts Increased Unethical Behavior’ ลงใน #PNAS (สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐอเมริกา) เมื่อปี 2012 โดยงานวิจัยชิ้นนี้ชี้ว่าคนรวยนั้นสนใจเรื่องของตนเองมากกว่าเรื่องอื่น

ตัวอย่างจากงานวิจัยของทั้งคู่พบว่า เมื่อสังเกตพฤติกรรมการขับขี่ของกลุ่มตัวอย่างในสี่แยกที่พลุกพล่านบริเวณอ่าวซานฟรานซิสโก คนขับรถหรูมีแนวโน้มจะตัดหน้ารถยนต์คันอื่นเพื่อเลี้ยว หรือเร่งความเร็วผ่านทางม้าลายที่มีคนที่พยายามข้าม ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งที่คนขับเป็นผู้ชายและผู้หญิง

งานวิจัยอีกชิ้นก็บอกว่า คนรวยมีแนวโน้มที่จะ #โลภมาก กว่าคนจนด้วย โดยการทดลองนี้จะให้กลุ่มตัวอย่างระบุฐานะตนเองว่ารวยหรือจนก่อน แล้วนำขวดโหลที่บรรจุลูกอมไว้ และบอกให้กลุ่มตัวอย่างหยิบไปเท่าไหร่ก็ได้ โดยลูกอมที่เหลือจะนำไปบริจาคให้เด็ก ผลปรากฏว่า คนที่ระบุว่าตนเองว่ารวยจะหยิบลูกอมไปมากกว่าคนที่ระบุว่าตนเองจน

“เพื่อที่จะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในสังคม สิ่งสำคัญคือต้องใช้ทุก ๆ โอกาสที่ผ่านเข้ามา” Paul Piff กล่าว

Kathleen Vohs ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัย Minnesota เธอเคยทำงานเป็นอาจารย์อาวุโส มีรายได้ 32,000 ดอลลาร์ต่อปี แต่เมื่อมาทำงานในโรงเรียนธุรกิจที่แคนาดาที่ได้รับรายได้สูงกว่าเดิม 5 เท่า ทำให้เธอไม่เคยขอให้เพื่อนไปส่งเธอที่สนามบินอีกเลย รวมถึงมีเงินจ้างผู้เชี่ยวชาญมาให้คำแนะนำในการซื้อสินค้าส่วนตัว (personal Shopper) เรื่องนี้ทำให้เธอเกิดข้อสงสัยและเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการทดลองเพื่อหาข้อบ่งชี้ว่า การคิดแต่เรื่องเงินลดทอนความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นได้หรือไม่

Vohs ทำการทดลองโดยใช้วิธีปลูกฝังความคิดเกี่ยวกับเรื่องเงินให้กลุ่มทดลองโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว และสังเกตปฏิกิริยาหลังจากนั้นเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม ในการทดลองครั้งหนึ่งเธอขอให้ผู้เข้าร่วมทดลองไปนั่งรอในห้องที่เตรียมไว้สำหรับการทดลองทีละคน ในห้องนี้จะมีโต๊ะตัวใหญ่หนึ่งตัวกลางห้อง บนโต๊ะก็จะมีแบงก์ของเกมเศรษฐีวางกระจัดกระจายเต็มไปหมด ซึ่งก็เหมือนกับให้ผู้เข้าร่วมการทดลองเห็นเงินและคิดถึงเรื่องเงินในหัว โดยไม่ได้บอกอะไรเลย

หลังจากนั้นประมาณ 10 นาที เธอก็พาผู้เข้าร่วมการทดลองไปอีกห้องแล้วให้กรอกข้อมูลมากมาย ตรงนี้ก็เพื่อสร้างความสับสน เมื่อกรอกเสร็จก็บอกว่าจบการทดลองแล้ว (ผู้เข้าร่วมการทดลองก็อาจจะรู้สึกงงๆ ว่าทดลองไปเมื่อไหร่) แต่ขณะที่ผู้ร่วมทดลองจะออกจากห้อง จะมีเจ้าหน้าที่อีกคน (ที่ถูกเตรียมไว้โดย Vohs) แกล้งหอบของพะรุงพะรังเข้ามาชนกับผู้ร่วมทดลอง จนของในมือ ปากกา ดินสอ หล่นกระจายทั่วห้อง ผลที่ได้คือ ผู้ร่วมทดลอง (ที่ผ่านการปลูกฝังให้คิดถึงเรื่องเงินมาในตอนแรก) จะช่วยหยิบดินสอที่กระจายตามพื้นน้อยกว่ากลุ่มควบคุมถึง 15%

Vohs กล่าวว่า

“คนที่คิดถึงแต่เรื่องเงินไม่ใช่คนคิดร้ายอะไร เพียงแค่พวกเขาไม่ใส่ใจ และดินสอพวกนั้นไม่ใช่ปัญหาของพวกเขา”


แล้วทำไมฐานะดีจึงไม่ค่อยเห็นใจผู้อื่น

Nicole Stephens และ Hazel Markus นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เคยทดลองตั้งคำถามกับผู้ร่วมวิจัยที่เป็นนักดับเพลิงและนักศึกษา MBA ว่า จะรู้สึกอย่างไรถ้าเพื่อนซื้อรถรุ่นเดียวกันกับคุณ นักดับเพลิงตอบว่า “เยี่ยมมาก มันเป็นรถที่ดี” แต่คำตอบของนักศึกษา MBA ต่างออกไป พวกเขาบอกว่า “รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย คนพวกนั้นทำลายความแตกต่างที่ฉันมี”

Stephens กล่าวว่า คนร่ำรวยมักให้คุณค่ากับความเป็นปัจเจกบุคคล เอกลักษณ์ที่แตกต่าง พวกเขาคิดว่าคนที่มีสถานะทางการเงินที่ต่ำต้อยกว่าในสังคมจะมีความเป็นเนื้อเดียวกัน พวกเขาจึงพยายามมองหาความแตกต่าง จุดนี้ทำให้นักโฆษณาทำการโปรโมตรถหรูด้วยการแสดงภาพรถใกล้ ๆ เน้นความแตกต่าง พุ่งทะยานบนทางด่วนด้วยความโดดเด่น และโดดเดี่ยว เพื่อให้กลุ่มลูกค้ารับรู้ถึงความมีเอกลักษณ์ แตกต่างและแสดงถึงความเป็นผู้นำ (อันเป็นผลมาจากการไม่อยากเป็นเนื้อเดียวกับคนที่ต่ำกว่า)

Paul Piff ให้ความเห็นว่า เมื่อมนุษย์เราพึ่งพาคนอื่นน้อยลง ก็ใส่ใจความรู้สึกของคนอื่นน้อยลง การไม่ต้องขึ้นตรงกับใครทำให้ไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น จึงเห็นอกเห็นใจคนอื่นน้อยลงไปด้วย


Dacher Keltner ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาที่ Berkeley และ Michael W. Kraus ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาที่จากมหาวิทยาลัย Illinois พบว่า คนทั่วไปให้ความสำคัญกับคนรอบตัว เพราะพวกเขามีทรัพย์สินไม่มาก จึงเห็นคุณค่าทรัพย์สินอันน้อยนิดนั้น ทำให้เกิดความเห็นอกเห็นใจคนที่มีฐานะใกล้เคียงกัน และมักยื่นมือไปช่วยเหลือเมื่อทำได้ 

เช่น คนบ้านติดกันจะช่วยดูบ้านหรือดูแลเด็กให้เมื่อเพื่อนบ้านต้องออกไปทำงานจนกระทั่งกลับมา แต่คนมีฐานะดีนั้นมีความสามารถในการจ้างคนอื่นมาช่วยเหลือ ชี้ให้เห็นว่าคนจนปรับตัวเข้าหากันและสร้างสัมพันธ์ระหว่างบุคคลได้ดี ต่างจากผู้มีเงินหรือมีอำนาจ จะมีความเห็นอกเห็นใจคนอื่นได้น้อยกว่า

แต่การไปวิพากษ์วิจารณ์คนรวยว่าเห็นแก่ตัวหรือชอบเอาเปรียบ อาจไม่ช่วยเปลี่ยนแปลงนิสัยพวกเขา เพราะศาสตราจารย์ Kathleen Vohs ค้นพบว่า เมื่อคนรวยถูกโจมตีจะแสดงอาการ “ไม่สนใจ” เพราะพวกเขาเห็นว่ายังไงเรื่องเงินสำคัญกว่า และเมื่อมีคนไม่ชอบมากขึ้น พวกเขาก็จะนึกถึงแต่เงินมากขึ้นไปอีก

ตั้งแต่ช่วงปี 1970 เป็นต้นมา ความห่างระหว่างคนรวยและคนจนจึงเพิ่มมากขึ้น ความไม่เท่าเทียมขึ้นไปแตะจุดสูงสุดหลายต่อหลายครั้ง Daisy Grewal นักจิตวิทยาด้านสังคมจากมหาวิทยาลัย Yale กล่าวว่า ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่เพิ่มขึ้นในอเมริกา มีความสัมพันธ์กับความมั่งคั่งและความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น โดยคนมั่งคั่งเหล่านั้นมักมีอิทธิพลทั้งระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับผู้นำประเทศ และเมื่อผู้มีอำนาจเป็นคนตัดสินใจ ผู้มีรายได้น้อยย่อมมีโอกาสเข้าถึงความช่วยเหลือน้อยลงจากการที่ผู้ทรงอิทธิพลเหล่านั้นมองเห็นเรื่องของตัวเองเป็นสิ่งสำคัญกว่าเรื่องของคนที่มีฐานะและอำนาจเพียงน้อยนิด

“ยิ่งสังคมมีการแบ่งขั้วในมิติของความมั่งคั่งมากเพียงใด คนรวยก็จะยิ่งไม่อยากเจียดเงินเพื่อความต้องการของส่วนรวม” Joseph E. Stiglitz นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลชาวอเมริกัน เขียนไว้ในหนังสือ ‘ราคาของความเหลื่อมล้ำ’

แต่ทั้งหมดที่กล่าวมา ก็ไม่สามารถเหมารวมว่าคนรวยมีนิสัยเห็นแก่ตัว โกงหรือหลอกลวงได้ทั้งหมด เพราะยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมาย ทั้งการเลี้ยงดู นิสัย ความเป็นอยู่ เชื้อชาติ ศาสนา เพื่อนฝูง ฯลฯ ที่ล้วนแล้วแต่เป็นตัวกำหนดการกระทำหรือการตัดสินใจของคน ๆ นั้นด้วยเช่นกัน

อ้างอิง

The Newyork Times

New York Magazine

PNAS

Scientific America

10 หุ้น “เงินปันผล” เติบโตสูงสุด ย้อนหลัง 5 ปี (ปี 2561 – 2565)

ในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะตลาดหุ้นผันผวน นักลงทุนหลายคนคงเจอกับภาวะ “ซื้อหุ้นแล้วราคาปรับลดลง” ถ้านักลงทุนเน้นลงทุนระยะยาวคงสามารถถือต่อไปได้ แต่ถ้าเน้นลงทุนระยะสั้นๆ และประเมินแล้วไม่แน่ใจว่าราคาจะปรับขึ้นเมื่อไหร่ก็อาจตัดสินใจขายหุ้น (Stop Loss)

คำถามคือ ถ้าประเมินว่า ตลาดหุ้นยังคงมีความผันผวนจนรู้สึกวิตกกังวลว่าจะส่งผลต่อพอร์ตลงทุน กลยุทธ์ลงทุนหนึ่งที่น่าสนใจกับการลดความเสี่ยง คือ การมองหาหุ้นที่มีความปลอดภัย และหุ้นที่เป็น Safe Haven ในช่วงตลาดผันผวน นั่นก็คือ หุ้นที่จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ (Dividend Stock)

โดยหุ้นปันผลที่จะเลือกลงทุนนั้น ควรมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในสัดส่วนที่ดี เช่น มากกว่า 50% ของกำไรสุทธิ และเป็นหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าปกติ (Defensive Stock) คือ เน้นรับผลตอบแทนการลงทุนจากเงินปันผลที่สูงกว่าอัตราปันผลตอบแทนโดยรวมของตลาด และให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ เงินฝากและพันธบัตรรัฐบาล

ข้อสังเกตในเบื้องต้น จะพบว่า หุ้นไหนที่ “ไม่ใช่หุ้นปันผล” เมื่ออยู่ในภาวะวิกฤติ ตลาดผันผวน “ราคาหุ้น” จะปรับลดลงต่อเนื่อง แต่ถ้าเป็นหุ้นปันผล ถึงแม้ราคาหุ้นจะปรับลดลงแต่จะมีเบาะมารองรับราคาที่ปรับลดลงมา โดยเบาะรองรับ คือ ระดับอัตราเงินปันผลตอบแทน

สำหรับการลงทุนในหุ้นปันผลนั้น นอกจากจะต้องเช็กความสม่ำเสมอของการจ่ายเงินปันผลในอดีตแล้ว ยังจะต้องให้ความสำคัญกับมูลค่า (Valuation) ด้วย เพราะหุ้นที่ปันผลสม่ำเสมอ แต่มีราคาแพงอาจไม่คุ้มค่ากับการลงทุน เพราะเงินปันผลที่ได้รับมาอาจไม่คุ้มกับราคาหุ้นที่อาจปรับตัวลดลงในอนาคต

ในเบื้องต้น นักลงทุนสามารถใช้ค่า P/E Ratio หรือ P/BV Ratio ประกอบการตัดสินใจได้ แต่ถึงอย่างไรก็ตามจะต้องดูอัตราส่วนทางการเงินตัวอื่นๆ ประกอบด้วย เช่น ถ้าวัดมูลค่าด้วยค่า P/BV Ratio จะต้องนำอัตราส่วนผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) และอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) มาดูประกอบ

โดยเฉพาะค่า ROE ที่สูง แสดงให้เห็นว่าหุ้นตัวนี้ให้ผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นในระดับที่สูง และยิ่งถ้าค่า ROE สูงกว่าต้นทุนทางการเงินของบริษัท หรือที่เรียกว่า Weighted Average Cost of Capital (WACC) มากเท่าไหร่ ค่า P/BV Ratio ก็จะยิ่งมีค่าสูง เพราะถือว่าหุ้นตัวนี้สร้างผลตอบแทนโดดเด่นให้กับผู้ถือหุ้นมาก

สำหรับข้อมูลที่ลืมไม่ได้ก่อนตัดสินใจลงทุนหุ้นปันผล บล.บัวหลวง ได้ระบุว่า นักลงทุนควรพิจารณาอัตราการเติบโตของเงินปันผล (Dividend Growth Rate) ซึ่งเป็นอัตราร้อยละต่อปีของการเติบโตที่เงินปันผลของหุ้น ได้รับในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เนื่องจากบริษัทที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องหลายแห่งจะพยายามเพิ่มเงินปันผลที่จ่ายให้กับนักลงทุนอยู่เสมอ ทำให้การทราบอัตราการเติบโตของเงินปันผลถือเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการประเมินมูลค่าหุ้นอีกด้วย โดยสามารถคำนวณได้จากสูตร

อัตราการเติบโตของเงินปันผล = (เงินปันผลต่อหุ้นในปีนี้ ÷ เงินปันผลต่อหุ้นในปีก่อนหน้า) -1

– อัตราการเติบโตของเงินปันผล มากกว่า 0 หมายถึง บริษัทมีการจ่ายเงินปันผลที่เพิ่มมากขึ้น

– อัตราการเติบโตของเงินปันผล น้อยกว่า 0 หมายถึง บริษัทมีการจ่ายเงินปันผลที่ลดน้อยลง

และนี่คือ 10 หุ้นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีอัตราการเติบโตของเงินปันผลเฉลี่ยสูงที่สุด (ปี 2561-2565)

1. Cigna Corp. (IC)

ROE = 14.31%

P/BV Ratio = 2.09 เท่า

D/E Ratio = 0.62 เท่า

2. Radian Group (RDN)

ROE = 19.36%

P/BV Ratio = 0.89 เท่า

D/E Ratio = 0.42 เท่า

3. Princeton Bancorp (BPRN)

ROE = 11.93%

P/BV Ratio = 0.95 เท่า

D/E Ratio = 0.08 เท่า

4. Cal-Maine Foods (CALM)

ROE = 40.84%

P/BV Ratio = 2.03 เท่า

D/E Ratio = 0.00 เท่า

5. Global Payments (GPN)

ROE = 0.29%

P/BV Ratio = 1.34 เท่า

D/E Ratio = 0.54 เท่า

6. Advance Auto Parts (AAP)

ROE = 16.13%

P/BV Ratio = 3.22 เท่า

D/E Ratio = 1.27 เท่า

7. Voya Financial (VOYA)

ROE = 11.01%

P/BV Ratio = 1.61 เท่า

D/E Ratio = 0.76 เท่า

8. Hugoton Royalty Trust (HGTXU)

ROE = 0.00%

P/BV Ratio = 0.45 เท่า

D/E Ratio = 0.00 เท่า

9. CTO Realty Growth Inc (CTO)

ROE = 0.77%

P/BV Ratio = 0.96 เท่า

D/E Ratio = 0.72 เท่า

10. Bio-Techne Corp (TECH)

ROE = 17.22%

P/BV Ratio = 7.30 เท่า

D/E Ratio = 0.19 เท่า

Return on Equity (ROE)

เป็นอัตราส่วนที่บอกแนวโน้มการทำกำไรจากเงินลงทุนในส่วนของผู้ถือหุ้น ถ้า ROE อยู่ในระดับ “สูง” แสดงว่า บริษัทมีความสามารถในการทำกำไรที่ดี ผู้บริหารสามารถจัดสรรเงินลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้ผู้ถือหุ้นได้สูง ทำให้มีโอกาสจ่ายเงินปันผลหรือราคาหุ้นขยับขึ้นได้

Price to Book Value Ratio (P/BV Ratio)

เป็นอัตราส่วนเปรียบเทียบราคาหุ้น กับมูลค่าทางบัญชีตามงบการเงินล่าสุดของบริษัท อัตราส่วนนี้บอกให้ทราบว่า ราคาหุ้น ณ ขณะนั้น สูงเป็นกี่เท่าของมูลค่าทางบัญชี ถ้ามีค่า “สูง” แสดงว่า นักลงทุนคาดหวังว่าบริษัทมีศักยภาพที่จะเติบโตสูง ขณะเดียวกันก็แสดงถึงระดับความเสี่ยงที่สูงด้วย

Debt to Equity Ratio (D/E Ratio)

เป็นอัตราส่วนยอดฮิตของนักลงทุน แสดงสัดส่วนการกู้หนี้ยืมสินว่าเป็นกี่เท่าของส่วนของผู้ถือหุ้น ถ้าอัตราส่วนนี้ “สูง” มีโอกาสที่กิจการจะไม่สามารถชำระดอกเบี้ย จนอาจถูกฟ้องล้มละลายได้ เนื่องจากการมีภาระหนี้สินที่สูง

ที่มา : dividend.com, morningstar.com, finance yahoo.com (ข้อมูล ณ 21 มกราคม 2566)

หมายเหตุ: หุ้นทั้ง 10 ลำดับเป็นหุ้นที่มีการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศสหรัฐอเมริกา

ทำไม ‘ประกันชีวิต’ และ ‘ประกันภัย’ ถึงเป็นเรื่องสำคัญ สำหรับคนไทยทุกคน?

ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ผู้คนได้หันมาให้ความสนใจกับสุขภาพของตนเองมากขึ้น ทั้งรูปแบบการดูแลตัวเองต่าง ๆ รวมไปถึงการทำประกันสุขภาพ แน่นอนว่าการทำประกันนั้นนับได้ว่าเป็นเกราะป้องกันชั้นดี ที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้เราใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคง 

วันนี้นายปกป้อง และ aomMONEY จึงอยากชวนเพื่อน ๆ ทุกคนมาเจาะประเด็นเกี่ยวกับประกันภัย และแบบประกันชีวิตให้ลึกขึ้นกันอีกสักหน่อย พร้อมชวนดูเหตุผลว่า ทำไม ? เราจึงควรมีแบบประกันภัยติดตัวไว้ 

ชวนดู 6 เหตุผลที่เราควรมีแบบประกันภัยติดตัว

เพราะชีวิตคือความ ‘ไม่แน่นอน’

ไม่มีใครรู้ได้เลยว่าในอนาคตข้างหน้าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง หลายคนพยายามดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ทั้งออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่ก็ไม่ได้รับประกันได้ว่าอาการเจ็บป่วยจะไม่มีวันเกิดขึ้น หรือคนที่ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา ก็ยังเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ การเริ่มวางแผนทำประกันตั้งแต่ตอนนี้จึงเป็นตัวเลือกที่ทำให้ชีวิตในวันข้างหน้าไม่มีสะดุด

เป็นเครื่องมือบริหารการเงินที่ดี

ทุกวันนี้ประกันหลายตัวได้ออกแบบมาให้เราสามารถบริหารการเงินได้ง่ายขึ้น เช่น ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ หรือประกันชีวิตควบการลงทุนที่ทำให้เรามีเงินก้อนงอกเงยขึ้นไปพร้อมกับรับความคุ้มครองชีวิตเช่นเดิม นอกจากนี้ประกันหลายชนิดยังสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ ทำให้เรามีเงินเก็บในกระเป๋ามากขึ้น

เลือกความคุ้มครองให้กับชีวิต ในทุกเรื่องที่เรากังวล

เราสามารถเลือกซื้อประกันให้ครอบคลุมกับทุกเรื่องในชีวิตได้ง่าย ๆ เช่น ใครที่กังวลเรื่องสุขภาพ สามารถเลือกทำประกันภัยบุคคล หรือใครที่เป็นห่วงทรัพย์สินอาจจะหันไปดูประกันทรัพย์สินแทน เป็นต้น

หลักประกันรายได้ทั้งยามเกษียณ

แบบประกันอย่าง ประกันบำนาญ จะจ่ายเงินให้เราในรูปแบบเงินบำนาญเมื่อครบช่วงอายุที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ทำให้เรามั่นใจได้ว่าจะมีเงินใช้จ่ายแม้จะไม่ได้อยู่ในช่วงทำงานแล้ว

เป็นมรดกส่งต่อให้ลูกหลาน

เป็นปกติของประกันชีวิตที่จะมีความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตเป็นเงินก้อน ตามที่ระบุในกรมธรรม์ ซึ่งเงินในส่วนนี้เราสามารถยกให้ผู้รับประโยชน์อย่างเช่นลูกหลานได้ 

ช่วยผ่อนภาระให้เรา เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

แม้เราจะเจอกับโรคภัยไม่คาดคิด หรืออุบัติเหตุกะทันหัน ก็มั่นใจได้ว่าจะมีเงินทุนสำรองมาใช้จ่าย เพื่อให้เราสามารถบริหารการเงินได้ในทุกเวลาไม่มีสะดุด

ทำความเข้าใจอีกที ‘ประกันชีวิต’ คุ้มครองเราตอนไหนบ้าง?

เมื่อมาถึงตรงนี้ นายปกป้อง อยากชวนทุกคนมาดูตัวแบบประกันชีวิตกันอีกครั้งหนึ่ง เพราะหลายคนยังมีความเข้าใจอยู่ว่า ‘ประกันชีวิต’ คือประกันที่จ่ายเงินก้อนเมื่อเราเสียชีวิตไปเท่านั้น ทำให้ผู้คนไม่น้อย โดยเฉพาะคนยุคนี้ ที่มีแนวโน้มไม่อยากมีลูกมากขึ้น จึงรู้สึกว่าไม่รู้จะเอาเงินก้อนนี้ไปเป็นมรดกให้ใคร และเลือกทำประกันสุขภาพแทนเพราะรู้สึกว่าได้ใช้ประโยชน์มากกว่า 

ความเข้าใจนี้นับว่าถูกต้อง แต่ยังไม่ใช่ทั้งหมด เพราะจริง ๆ แล้วเราอาจกล่าวได้ว่าประกันชีวิต คือประกันที่ ‘คุ้มครองชีวิต’ ซึ่งรวมถึงตอนยังมีชีวิตด้วย และมีความคุ้มครองกรณีเสียชีวิต จึงจะครบถ้วนมากกว่า 

คุ้มครองชีวิตอย่างไร ต่างจากประกันสุขภาพตรงไหน?

สำหรับตัวประกันสุขภาพนั้น เมื่อมาทำความเข้าใจกันอีกที เราจะเห็นได้ว่า แบบประกันตัวนี้จะเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความคุ้มครองสุขภาพเพียงอย่างเดียว โดยจะคุ้มครองค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลแบบผู้ป่วยใน ค่ารักษาพยาบาลแบบผู้ป่วยนอก ค่าผ่าตัด และค่าชดเชยในการนอนโรงพยาบาล

แต่แบบประกันชีวิตนั้น เรียกได้ว่ามีความหลากหลายมากกว่า เพราะในแบบประกันชีวิตบางตัว เราสามารถซื้อสัญญาความคุ้มครองสุขภาพได้ไม่ต่างกับประกันสุขภาพเลย ในขณะที่ยังได้รับความคุ้มครองด้านอื่น ๆ รวมถึงเงินสินไหมอยู่เช่นเดิม

แล้วซื้อประกันแค่ไหนถึงเรียกว่า ‘เหมาะสม’?

เมื่อเราทราบเหตุผลที่ควรทำประกันไปแล้ว หลายคนอาจจะเกิดคำถามขึ้นว่า แล้วซื้อประกันเท่าไหร่ จึงเรียกว่าเหมาะสมกับรายได้ และความต้องการของเรา 

นายปกป้องมองว่า สัดส่วนเพียง 10% ของรายได้ต่อเดือนเราก็นับว่าเพียงพอแล้วในการทำแบบประกันภัย หรือหากใครที่มองว่าอยากทำประกันภัยไว้หลากหลายรูปแบบ จะเพิ่มไปที่ 20% ได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น เรามีเงินเดือน 20,000 บาท การแบ่งไปทำประกันภัยสัก 2,000 ก็ฟังดูสมเหตุสมผลดี ซึ่งหากเรามีรายได้เพิ่มขึ้น อาจพิจารณาเพิ่มเงินสัดส่วนนี้เพื่อรับความคุ้มครองที่มากขึ้นในอนาคต

รวมให้แล้วประกันภัยแบบไหน เหมาะกับใคร?

  • อยากมีมรดกตกทอดให้ลูกหลาน ไม่ต้องลำบากเมื่อไม่มีเรา ให้เลือกทำ ‘แบบประกันชีวิต’
  • จ่ายเบี้ยประกันน้อย แต่ความคุ้มครองสูง พร้อมเลือกระยะเวลาคุ้มครองได้ตามใจ ดู ‘แบบกระกันชีวิตชั่วระยะเวลา’
  • กังวลเรื่องความคุ้มครอง อยากได้ประกันที่คุ้มครองยาวนาน ลองดู ‘แบบประกันชีวิตตลอดชีพ’
  • หลักประกันรายได้ เมื่อพ้นช่วงวัยทำงาน ไปที่ ‘แบบประกันบำนาญ’
  • ความคุ้มครองชีวิตสำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ต้อง ‘แบบประกันเพื่อผู้สูงอายุ’
  • มองหาช่องทางให้เงินงอกเงยขึ้น พร้อมรับความคุ้มครองควบคู่กัน เลือก ‘แบบประกันชีวิตควบการลงทุน’
  • ต้องการเก็บเงินให้ได้ก้อนใหญ่ พร้อมรับความคุ้มครองไปด้วย เลือก ‘แบบประกันชีวิตสะสมทรัพย์’
  • อยากได้ความคุ้มครองแบบประกันชีวิต แต่ต้องการความคุ้มครองเรื่องสุขภาพเพิ่มเติมด้วย มองหา ‘แบบประกันชีวิตพ่วงสัญญาคุ้มครองสุขภาพ’

ทั้งหมดนี้คือเหตุผลว่า ทำไม ? เราจึงควรมีแบบประกันภัยติดตัวไว้ ที่นายปกป้อง และ aomMONEY ได้รวบรวมมาให้เพื่อน ๆ โดยเราจะเห็นได้ว่าเราไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันแพงเลย เพียงแค่ 10% ต่อเดือน ก็ได้รับความคุ้มครองชีวิตเพิ่มเติม ให้เราได้ใช้ชีวิตอย่างมั่นใจ ในทุกช่วงเวลาอันแสนมีค่าของเรา

บทความนี้เป็น Advertorial

แชร์ประสบการณ์ถูกหลอกซื้อ Apple PowerBook ทิพย์! : 3 บทเรียนเปิดโลกจากความผิดพลาดที่ไม่มีวันลืม

เรื่องนี้เกิดขึ้นย้อนกลับไปตอนที่ยังเป็นเด็กมหาวิทยาลัยเมื่อปี 2003 (อะไรนี่มันผ่านมา 20 ปีแล้วเหรอ!)

ตอนนั้นอยู่ปีสาม ที่อเมริกา และก็เหมือนเด็กต่างชาติทั่วไปครับ ต้องทำงานพิเศษเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายประจำวันเพราะแค่ค่าเทอมทางบ้านจ่ายก็เหนื่อยแล้ว

โชคดีที่ผมได้งานในมหาวิทยาลัย (ห้องสมุด ร้านหนังสือ และ ร้านขายของ) ค่าแรงตอนนั้นได้ประมาณ 8.5 – 12 เหรียญ/ชั่วโมง ซึ่งก็ถือว่าไม่ได้มากมาย อาทิตย์หนึ่งตามกฎแล้วทำได้ไม่เกิน 20 ชั่วโมงด้วย อาทิตย์หนึ่งก็ได้สัก 150 เหรียญ

ถามว่าพออยู่ได้ไหมก็อยู่ได้แหละครับ ที่เหลือก็เก็บ ๆ เข้าบัญชีออมทรัพย์ปกติทั่วไป ทำงานมาสองปี มีเงินในบัญชีตอนนั้นจำไม่ผิดประมาณ 1,000 เหรียญ (ภูมิใจมาก)

พอขึ้นปีสาม ความจำเป็นเรื่องการใช้คอมพิวเตอร์ก็มากขึ้นเรื่อย ๆ ตามจำนวนการบ้านที่ได้รับจากคาบเรียน ด้วยความที่ผมเรียนคณะ Computer Science วิชาที่เรียนส่วนใหญ่จะต้องเขียนโค้ดเขียนโปรแกรมตลอด แม้ว่าโรงเรียนจะมีห้องคอมพิวเตอร์สำหรับนักศึกษาของคณะในตึก แต่มันก็อยู่ในมหาวิทยาลัยซึ่งห่างจากบ้านประมาณ 20 นาทีด้วยการเดิน

บางครั้งเสาร์-อาทิตย์อยากทำการบ้านที่บ้านก็ไม่ได้ บางทีฝนตกหรืออากาศหนาวก็ไม่อยากเดินไปมหาวิทยาลัย

สุดท้ายผมเลยตัดสินใจว่าจะซื้อแล็ปท็อปสักเครื่องหนึ่งเพื่อเอามาใช้ทำงาน ด้วยเงินน้ำพักน้ำแรงที่เก็บมาสองปีคาดว่าน่าจะหาซื้อมือสองยี่ห้อทั่วไปอย่าง Dell, Acer หรือ Compaq ก็พอได้อยู่

แต่…มันมีแล็ปท็อปตัวหนึ่งที่เล็งเอาไว้คือ Apple PowerBook G4 ที่มาพร้อมกับ 256 MB RAM, 40 GB hard drive แถมยังมีเครื่องอ่าน CD-RW/DVD-ROM มาด้วย คือเห็นเพื่อนคนอื่น ๆ ใช้ก็อยากได้บ้าง ประมาณนั้น

เปิดตัวเมื่อปีก่อนเครื่องใหม่อยู่ที่ราว ๆ 2,300 เหรียญ แม้รู้สึกเลยว่ามันเกินเอื้อม แต่อยากได้สุด ๆ และด้วยความใสซื่อ ไม่เคยซื้อของออนไลน์มาก่อน ตอนนั้นก็ลองดูหลาย ๆ ที่ หา Google ก็ไปเจอเว็บไซต์หนึ่งชื่อว่า ‘Craiglist’ ซึ่งเป็นเหมือนกระดานโพสต์เรื่องต่าง ๆ (อารมณ์คล้ายพันทิป) แต่ก็จะมีคนโพสต์ขายของด้วย

ระหว่างที่ค้นก็เจอ Apple PowerBook G4 บ้าง ส่วนใหญ่ก็ขายมือสองกันราว 1600-1800 เหรียญ ซึ่งเกินงบไปหน่อย ยี่ห้ออื่น ๆ ก็ไม่เจอที่อยากได้


หลายวันผ่านไป ผมก็ไปเจอ “Apple PowerBook G4” เครื่องมือสอง สภาพใหม่ (จากในรูป) คนขายบอกว่าซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้ ไม่ค่อยถนัด ใช้ Windows มากกว่าเลยอยากขาย ด้วยราคา 850 เหรียญ ตาลุกวาว! ตื่นเต้นตกใจเลย “เฮ้ยยย…เงินพอด้วย เฮ้ยๆๆๆๆ” ตื่นเต้นมาก ในโพสต์มีอีเมลของคนขายบอกว่าถ้าสนใจก็ทักไป ผมส่งอีเมลไปทันทีเลย

ไม่เกินห้านาทีก็ได้อีเมลตอบกลับมา เขาบอกว่าของยังมีอยู่ สภาพสวยมาก ไม่รู้จะเก็บไว้ทำไมก็เลยขายดีกว่า (อ่านมาถึงตรงนี้ใจเต้นตึ๊ก ๆ) แต่ผมต้องโอนเงินไปผ่าน “Western Union” ซึ่งเป็นบริษัทโอนเงินระหว่างประเทศไปให้เขาเพราะตอนนี้เขาและของอยู่ที่เยอรมัน แต่ไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวได้เงินแล้วจะรีบส่งให้ทันทีเลย พร้อมทั้งให้รายละเอียดว่าต้องโอนยังไงมาให้เรียบร้อย

จังหวะนี้หลายคนอาจจะคิดแล้วว่าผมนี่มันใสซื่อจริง ๆ ค่อนข้างไปทางซื่อบื้อด้วยอีกต่างหาก

มองย้อนกลับไปจากตรงนี้ ผมก็เป็นอย่างนั้นแหละ (อ่าาาาา…ช่วงวัยเยาว์แห่งความเขลา)

ผมรีบไปกดเงินสดจากตู้ ATM ไปหาสาขาของ Western Union พร้อมโอนเงินไปให้ ‘ใครก็ไม่รู้’ ออนไลน์ เพราะหวังว่าจะซื้อแล็ปท็อปที่ตัวเองหมายปองในราคาแสนถูก ส่งอีเมลไปแจ้ง เขาก็ตอบกลับมาทันทีเลยว่า เดี๋ยวแพคของแล้วส่ง Tracking ให้พรุ่งนี้

วันต่อมาก็มีอีเมล Tracking ก็มาจริง ๆ ครับ เป็นของขนส่ง UPS ซึ่งผมก็ตั้งตารออย่างใจจดใจจ่อ

วันแรกผ่านไป ผมเข้าไปเช็ค Tracking ในระบบ UPS แจ้งว่าหมายเลข Tracking ยังไม่มีในระบบ นี่เป็นสัญญาณเตือนแรก แต่ก็คิดเข้าข้างตัวเองว่า ระบบมันอาจจะล่าช้า เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยลองใหม่ ไม่ได้มีความคิดเลยว่าจะถูกโกงในหัว

วันที่สอง ระบบก็ยังหาเลข Tracking ไม่เจอ เริ่มไม่สบายใจ

วันที่สาม ก็ยังไม่มีอัพเดต ไม่มี Tracking ในระบบอีก เอาแล้วไง ผมส่งเมลไปถามคนขาย ครั้งนี้เขาไม่ตอบทันที คิดในหัวว่าคงยุ่งแหละ รอพรุ่งนี้ละกัน

วันต่อมาไม่มีเมล Tracking ไม่ขึ้น ตอนนี้ ผมเริ่มคิดแล้วว่าตัวเองน่าจะถูกโกง (Scam) อย่างแน่นอน ในใจเต้นตึ๊ก ๆ ด้วยความรู้สึกสับสน โกรธ เครียด ไม่รู้เลยว่าควรทำยังไงต่อ ผมส่งเมลไปอีกรอบ อีกรอบ และอีกรอบ ทั้งอ้อนวอน ทั้งด่า ทั้งบอกว่ามันเป็นเงินเก็บก้อนสุดท้ายของตัวเอง แต่ก็ไม่มีอีเมลตอบกลับมาแต่อย่างใด

ส่งเมลไปหาเจ้าของเว็บไซต์ Craiglist เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นก็ได้คำตอบแค่ว่า ‘ขอโทษด้วยนะที่เรื่องนี้เกิดขึ้น แต่เราไม่สามารถช่วยอะไรได้จริง ๆ เดี๋ยวจะปิดบัญชีนั้น’

และสุดท้ายผ่านไปสองอาทิตย์ หลังจากที่โอนเงินซื้อ ‘PowerBook ทิพย์’ ผมก็ยอมรับความพ่ายแพ้และเรียนรู้ว่าตัวเองนั้นตกเป็นเหยื่ออันโอชะของนักต้มตุ๋นออนไลน์ไปแล้วเรียบร้อย เงินที่หามาอย่างยากลำบากสองปีหายไปแล้วอย่างไม่มีทางกลับมา

และนี่คือ 3 บทเรียนราคาแพงเปิดโลกของเด็กหนุ่มซื่อบื้อคนนี้

1. ของถูกและดีนั้นมักไม่มีอยู่จริง

อะไรก็ตามในโลกใบนี้ ถ้ามันดีมักจะไม่ถูก ถ้ามันถูกมักจะไม่ดี หรือ ไม่มีอยู่จริง เพราะฉะนั้นถ้าเห็นของชิ้นหนึ่งที่ถูกกว่าที่อื่น ๆ อย่างชัดเจนให้ตั้งธงไว้ก่อนเลยว่า ‘มันอาจจะไม่มีอยู่จริง’

2. ซื้อของมือสองออนไลน์ ถ้าไม่ได้ผ่านตัวกลางที่ถอนเงินคืนได้ เป็นแพลตฟอร์ม หรือ มีอะไรการันตี ต้องเจอตัวเท่านั้น

ที่จริงเรื่องการหลอกขายของออนไลน์ตอนนี้ก็ยังมีเกิดขึ้นตลอด (อย่าง FB Groups หรือ Marketplace ก็เห็นบ่อย ๆ) ขอเตือนว่าอย่าโอนเงินก่อนเห็นหรือจับของจริง ๆ ถ้าเป็นพื้นที่ที่ไม่สามารถเอาเงินคืนได้หรือมีคนรับรอง

3. การด่าตัวเองว่าโง่ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นและไม่ได้ทำให้เงินที่เสียกลับคืนมา

ผมโกรธตัวเองไปนานมาก รู้สึกเฟลกับตัวเองและความงี่เง่าที่ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะตกเป็นเหยื่อง่าย ๆ แบบนี้ รู้สึกโกรธตัวสั่น อายไม่กล้าบอกใคร เครียดจนกลางคืนนอนไม่หลับ มีหลับ ๆ แล้วสะดุ้งตื่นด้วย กินข้าวไม่ลง อารมณ์เสียอยู่ตลอดเวลา เป็นอย่างนั้นเกือบเดือนกว่าจะเริ่มดีขึ้น และที่ดีขึ้นก็เพราะเริ่มคิดได้ว่าโกรธตัวเองไปก็เท่านั้น ยังไงก็ไม่ได้เงินคืน เราควรยกโทษให้ตัวเองได้แล้ว และใช้มันเป็นบทเรียนในอนาคตดีกว่า

ตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมาผมเข้าใจแล้วว่าโลกใบนี้มีคนหลายแบบ ไม่ได้หมายความว่าทุกคนเป็นคนไม่ดีนะครับ เพียงแต่ว่าไม่ใช่ทุกคนเป็นคนดีเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นการวางใจ ‘ใครก็ไม่รู้’ ออนไลน์เป็นเรื่องที่ยากอยู่แล้วในบริบทปกติทั่วไป แล้วยิ่งถ้าเป็นเรื่องเงิน ซื้อขายของ หรือลงทุนอะไรต่าง ๆ นานา ยิ่งควรคิดตรึกตรองให้เยอะ ๆ เลยครับ

ไม่เสียก็อย่าไปซ่อม – ครั้งหนึ่ง Coke เกือบเจ๊ง ไม่ใช่เพราะคู่แข่ง แต่เพราะไอเดียของตัวเอง!

Coca-Cola เป็นแบรนด์ที่หลายคนน่าจะรู้จักกันดี โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนจะทราบดีว่าเป็นบริษัทที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) ซื้อเข้ามาไว้ในพอร์ตของ Berkshire Hathaway ตั้งแต่ช่วงปี 1989 และยังถือมาโดยตลอด ผ่านมา 34 ปี ตอนนี้มูลค่าของหุ้น Coca-Cola ที่บัฟเฟตต์ถือนั้นพุ่งขึ้นมาแล้วกว่า 2,000%

Coca-Cola เป็นบริษัทที่มีการเติบโตที่มั่นคงและในตอนนี้ถือครองส่วนแบ่งของตลาดน้ำอัดลมทั้งโลกถึง 20.8% หรือ 1/5 มากกว่าคู่แข่งอย่าง Pepsi ที่ครองตลาด 10% หนึ่งเท่าตัวเลยทีเดียว

แต่ถ้าย้อนกลับดูเส้นทางของ Coca-Cola ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบซะทั้งหมด เพราะครั้งหนึ่งในยุค 80’s พวกเขาก็เคยเกือบเจ๊งด้วยน้ำมือของตัวเองมาแล้ว

จุดเริ่มต้น

Coca-Cola จากช่วงเริ่มก่อตั้ง 1900s จนถึงยุค 40’s – 50’s ทุกอย่างก็เป็นไปได้ด้วยดี ครองตลาดน้ำอัดลมในอเมริกาตอนนั้นถึง 60% ส่วน Pepsi ก็อยู่ในตลาดเหมือนกัน เพียงแต่เทียบกันแล้วความนิยมสู้กันไม่ได้เลย

แต่แล้วพอมาถึงช่วง 70’s ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไป ได้รับความสนใจจากลูกค้ามากขึ้น มีแคมเปญการตลาดที่ได้รับความนิยมอย่างมากหลายต่อหลายอัน Coke กลายเป็นเครื่องดื่มของคนแก่ ส่วน Pepsi ถูกมองว่าทันสมัยและเอาชนะใจประชากรกลุ่มเด็กรุ่นใหม่ได้อย่างขาดลอย (ตอนนั้นจะเห็นโฆษณาของ Pepsi เยอะมาก ๆ)

พอถึงยุค 80’s ฐานลูกค้าของ Pepsi ตามหลัง Coke เพียงแค่ 3% เท่านั้น

Coca-Cola กำลังอยู่ในวิกฤติครั้งใหญ่ แต่ถึงแม้ว่าการเติบโตของ Pepsi เป็นสิ่งที่น่ากังวลและต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด มันก็ไม่ใช่ต้นเหตุที่ทำให้บริษัทเกือบเจ๊ง แต่ปัจจัยกลับเป็นการตอบสนองอย่างตื่นตูมของผู้บริหาร Coca-Cola ในสถานการณ์ที่บีบคั้นจนกระวนกระวายใจกับการแข่งขันที่เกิดขึ้นและตลาดที่หดหายไปต่างหาก

พวกเขาทำในสิ่งที่ไม่ควรทำนั่นก็คือ ‘เปลี่ยนสูตรรสชาติ’ ของ Coke น้ำอัดลมที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก และการตัดสินใจครั้งนี้ก็มีข้อมูลมาสนับสนุนด้วย ปัญหามันคืออะไรกันแน่?

ปัญหาในกระบวนการ

ก่อนหน้านั้น Coca-Cola ได้เริ่มโปรเจกต์ที่ชื่อว่า ‘Project Kansas’ (ซึ่งถ้าฟังจากชื่อเราก็ไม่มีทางรู้หรอกว่าเป็นโปรเจกต์จาก Coca-Cola เพราะมันต้องเก็บเป็นความลับอย่างมาก) ที่เป็นการทดสอบ ‘รสชาติใหม่’ ของ Coke กับกลุ่มลูกค้านั่นเอง

ผลการทดลองที่ออกมาพบว่า

75% ชอบรสชาติใหม่
15% รู้สึกไม่แตกต่าง
10% เกลียดรสชาติใหม่ (ถึงขั้นโกรธ)

สิ่งที่น่าสนใจ (และตอนนั้น Coca-Cola ควรตั้งข้อสงสัย) คือเมื่อทำการทดลองแบบกลุ่ม พวกเขาสังเกตเห็นแนวโน้มที่แปลกประหลาดในผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คน 10% ที่เกลียดและโกรธสร้างแรงกดดันกับคนอื่น ๆ ในกลุ่ม พยายามโน้มน้าวเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นของไม่สนใจหรือแม้กระทั่งคนที่ชอบรสชาติใหม่ด้วยก็ตาม

แต่ Coca-Cola ไม่สนใจ ก็คนตั้ง 75% ชอบ ‘รสชาติใหม่’ ข้อมูลก็มีอยู่อย่างชัดเจนแล้ว ตลาดก็มีการแข่งขันสูง คู่แข่งก็วิ่งตามหายใจรดต้นคออยู่แล้ว สุดท้ายตัดสินใจเปิดตัว ‘New Coke’ และประตูสู่หายนะได้เปิดขึ้นไปพร้อมกันด้วย

แฟน ๆ ของ Coke รสชาติดั้งเดิมไม่พอใจอย่างมาก (10% ในตลาดนั่นแหละครับ) เริ่มตอบโต้อย่างรุนแรง สำนักข่าวได้กลิ่นสกู๊ปน่าสนใจเลยเริ่มกระพือข่าว กลายเป็นประเด็นที่สร้างความสนใจของสังคมอย่างมาก คนที่โกรธก็โกรธ คนที่ตอนแรกไม่ได้โกรธแต่เห็นคนอื่นโกรธแล้วอยากมีส่วนร่วมก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สถานการณ์เริ่มเลยเถิด

กลุ่มประท้วงถือกำเนิด

ข่าวยังโหมหนัก เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจของคนทั้งประเทศ แฟนคลับของ Coca-Cola ที่ไม่พอใจออกมารวมตัวกันสร้างกลุ่ม ‘Old Cola Drinkers of America’ ที่ประท้วงต่อต้าน ‘รสชาติใหม่’ ของ Coke (จริงจังแค่ไหน)

นอกจากประเด็นเรื่องรสชาติแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งที่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถูกต่อต้านอย่างหนักก็เพราะว่าสำนักงานใหญ่ของ Coca-Cola ตั้งอยู่ที่เมือง Atlanta กลุ่มแฟนจำนวนมากที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นี้จึงมองว่าการเปลี่ยนแปลงรสชาติครั้งนี้ก็เหมือนการ ‘ยอมจำนน’ ต่อแนวหลักคิดอิสระทางการเมืองของคนทางเหนือที่เป็นที่ตั้งของบริษัทคู่แข่งอย่าง Pepsi ด้วย

พนักงานฝ่ายบริการลูกค้าของ Coca-Cola รับสายร้องเรียนกันไม่หวาดไม่ไหว มีคนโทรมาหลายพันคนต่อวันเพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจ บ้างก็เสียใจ บ้างก็โกรธ บ้างก็บอกว่าจะแบนการซื้อ Coke ตลอดไป (ถึงขั้นนั้น)

ผู้บริหารตกใจกับเสียงตอบรับทางด้านลบของลูกค้าที่เกิดขึ้นอย่างมาก ถึงขั้นจ้างนักจิตวิทยาเฉพาะทางให้มาฟังและวิเคราะห์ความรู้สึกของลูกค้าว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ภายหลังนักจิตวิทยาบอกว่า “บางคนรู้สึกเสียใจเปรียบดั่งเหมือนสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวได้เสียชีวิตเลยทีเดียว”

เมื่อคู่แข่งกำลังสะดุดขาตัวเองล้มหน้าแหก Pepsi ไม่สนใจครับ ทำตลาดของตัวเองต่อไป ออกโฆษณามาล้อ Coca-Cola และตอนนี้เองส่วนแบ่งในตลาดของทั้งคู่ก็เท่ากันแล้ว สื่อมากมายเห็นโอกาสที่จะโหนกระแสเรื่องนี้ ก็กระโดดเข้าร่วมวงจนทำให้ข่าวยิ่งรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ

ยอดขายของ Coke ลดลงอย่างชัดเจน และที่สำคัญภาพลักษณ์ของแบรนดที่สร้างมาก็กำลังดิ่งลงไปด้วยเช่นเดียวกัน

กลับลำ

เรื่องที่น่าสนใจอีกเรื่องคือข้อมูลที่พวกเขาได้รับเกี่ยวกับ Coke ‘รสชาติใหม่’ ก่อนและหลังเปิดตัวนั้นแตกต่างกันมาก ก่อนหน้านี้มีมากกว่า 70% ที่ชื่นชอบ พอหลังจากเปิดตัวมีการทำแบบทดสอบอีกครั้งสัดส่วนตรงนี้ลดเหลือเพียงแค่ 13% เท่านั้น

มีคนให้คำอธิบายรสชาติของมันเอาไว้ว่า ‘New Coke รสชาติคล้าย ๆ กับ Classic Coke ที่เจือจางด้วยน้ำแข็งที่ละลายแล้ว’

มันแย่ถึงขั้นว่าถ้ามีโฆษณาของ Coke ขึ้นบนทีวีในเกมการแข่งขันกีฬาคนในสนามจะรวมใจส่งเสียงโห่ทันทีเลย

สุดท้ายเมื่อต้านทานแรงกดดันไม่ไหว Coca-Cola ก็ต้องกลับลำ

สามเดือนหลังจากที่เปิดตัว New Coke ประธานบริษัทของ Coca-Cola ก็ต้องออกมาประกาศอย่างเป็นทางการว่า Coke ‘รสชาติดั้งเดิม’ จะกลับมาอีกครั้ง และยอมรับว่าพวกเขาได้ทำผิดพลาดไปในเรื่องนี้ (นี่เป็นเหตุผลว่าตอนนี้เราจึงเห็นคำว่า ‘Classic’ หรือ ‘Original’ บนกระป๋องหรือขวด Coke ที่เราดื่มกันอยู่นั่นเอง)

เหตุการณ์นี้ทำให้ Coca-Cola เสียหายอย่างหนัก สต็อคของ New Coke ที่ขายไม่ได้มูลค่ากว่า 30 ล้านเหรียญ และเสียไปอีก 4 ล้านเหรียญในการทำงานวิจัย ตีเป็นมูลค่าในปัจจุบันก็ราว ๆ 82 ล้านเหรียญ แต่นอกจากเรื่องเงินที่เสียไปแล้ว พวกเขาเกือบสูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดของธุรกิจนั่นก็คือลูกค้าที่รักและจงรักภักดีต่อผลิตภัณฑ์ของพวกเขานั่นเอง

หลังจากเปลี่ยนกลับมาขาย “Classic Coke” อีกครั้ง พายุต่าง ๆ ก็เริ่มสงบลง สื่อออกมาทำข่าวเรื่องนี้เช่นเดียวกัน เสียงตอบรับจากลูกค้าก็ดีขึ้น แม้ช่วงแรก ๆ จะวางขายไปคู่กับ “New Coke” (Coke II) แต่สุดท้าย New Coke ก็หยุดการผลิตไป ส่วนแบรนด์ Coca-Cola ก็กลับมาเป็นแบรนด์ในดวงใจของลูกค้าอีกครั้งหนึ่ง

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Coca-Cola สอนบทเรียนที่น่าสนใจให้กับธุรกิจ อะไรก็ตาม ‘ถ้าไม่ได้เสีย ก็ไม่ต้องไปซ่อม’ สิ่งที่ทำได้ดีอยู่แล้วก็ทำต่อไป ถ้าเสียก็ซ่อมและคอยเสริมส่วนอื่น ๆ ให้แบรนด์และบริษัทแข็งแรงขึ้นจะดีกว่า

=========

อ้างอิง

Globalization and Health

Medium

CBS News

Coca-Cola Company

ตกงานอย่าเพิ่งตกใจ เงินสำรอง ประกันสังคม เงินชดเชย ต้องเตรียมตัวยังไงเมื่อ ‘ถูกเลิกจ้าง’

การแพร่ระบาดของโควิด-19 สงครามรัสเซียยูเครน ภาวะเงินเฟ้อ ปัญหาสิ่งแวดล้อมและอีกปัจจัยมากมายที่เกิดขึ้นตอนนี้ ส่งผลให้สภาพเศรษฐกิจมีแนวโน้มถดถอยทั่วโลก บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้ง Meta (Facebook), Twitter, Amazon ฯลฯ ตัดสินใจลดจำนวนพนักงานลงเพื่อเตรียมรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น ล่าสุดในวันที่ 19 มกราคม 2023 ทาง Microsoft ก็พิจารณาลดจำนวนพนักงานกว่า 11,000 ตำแหน่ง สร้างความกังวลให้คนทำงานทั่วโลก 

มันเป็นเรื่องธรรมชาติที่ข่าวเรื่องการปลดพนักงานของบริษัทต่าง ๆ จะส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจมนุษย์เงินเดือนอย่างเราทุกคนด้วย (เพราะที่จริงไม่ใช่แค่บริษัทในต่างประเทศเท่านั้นที่ปลดพนักงาน บ้านเราก็มีข่าวไปเยอะเหมือนกันในช่วงก่อน ยกตัวอย่างที่ชัด ๆ ก็มี Shopee หรือ JSL)

แม้เราจะเข้าใจว่าทุกอย่างมันเป็นไปตามกลไกของตลาด ธุรกิจมีขึ้นมีลง แต่สำหรับพนักงานการถูกเลิกจ้างนั้นก็เป็นปัญหาใหญ่ ภาระต่าง ๆ ที่มีอยู่ต้องทำยังไง ถูกเลิกจ้างแล้วจะหางานได้ไหม จะได้รับเงินชดเชยรึเปล่า? มันกลายเป็นคำถามเต็มไปหมดเลย

แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม การวิตกกังวลว่าจะถูกเลิกจ้างก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น สิ่งที่ดีที่สุดคือหาความรู้ใส่ตัวเอาไว้ก่อน เปลี่ยนความกังวลเป็นการเตรียมตัวให้พร้อมเผชิญกับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นดีกว่า วันนี้มาหาคำตอบกันว่า เมื่อต้องถูกเลิกจ้างแบบฟ้าผ่า พนักงานอย่างเรา ทำอะไรได้บ้าง

เตรียมตัวรับมือ

สิ่งสำคัญที่ใช้รับมือเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งคือ การมีเงินสำรองกรณีฉุกเฉิน ซึ่งหมายถึง เงินสำรองที่เตรียมเผื่อใช้กรณีฉุกเฉิน เช่น ตกงาน หรือขาดรายได้ เป็นเงินที่มีสภาพคล่องสูง ง่ายต่อการนำมาใช้ อาจอยู่ในบัญชีเงินฝาก สามารถถอนออกมาได้ง่ายเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน

โดยเงินสำรองกรณีฉุกเฉินควรมีอย่างน้อย 6-12 เดือน คำนวณจากค่าใช้จ่ายจำเป็นต่อเดือนของแต่ละคน เช่น ปกติใช้จ่ายเดือนละ 20,000 บาท ก็ควรมีเงินสำรองกรณีฉุกเฉินประมาณ 120,000-240,000 บาท เป็นต้น 

หากใครยังไม่มีหรือมีไม่พอ ก็เริ่มเก็บตอนนี้เลย นี่คือสิ่งที่ต้องทำเป็นอย่างแรก

ทำอย่างไรเมื่อถูกเลิกจ้าง?

สถานการณ์เช่นนี้เป็นเรื่องใหญ่ของชีวิต ดังนั้นสติและกำลังใจเป็นเรื่องสำคัญมาก พยายามจัดการสภาวะอารมณ์และจิตใจให้ได้ ไม่ตื่นตระหนกหรือกังวลมากเกินไป เพราะยังพอมีเวลาจะหาหนทางแก้ไข

แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่พูดง่ายกว่าทำ เพราะฉะนั้นถ้าอยู่ในสถานการณ์นั้นจริง ๆ เราอาจจะสับสนหรือทำตัวไม่ถูกได้ อันนี้เป็นเรื่องปกติ สิ่งสำคัญคืออย่าโกรธหรือโทษตัวเองว่าทำงานไม่ดีจึงโดนปลด ในหลาย ๆ กรณี มันเป็นเพียงกลไกของบริษัทที่พยายามรัดเข็มขัด และงานของคุณไปอยู่ในส่วนที่ไม่ได้เป็นแผนที่บริษัทวางเอาไว้ เพราะฉะนั้นการถูกเลิกจ้างเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยคุณไม่มีอำนาจที่จะควบคุมมันเลยด้วยซ้ำ ตอนนี้ต้องอย่าซ้ำเติมแผลของตัวเองให้เลวร้ายลงไปกว่าเดิม

การจัดการควรเริ่มจาก

ตรวจสอบเงินและทรัพย์สิน ว่ามีมากน้อยเท่าไหร่ หากมีเงินสำรองกรณีฉุกเฉินก็พอเบาใจขึ้นบ้าง หากไม่มีหรือมีไม่มาก ก็ลองคำนวณว่ามีเพียงพอต่อการดำรงชีวิตได้นานแค่ไหน เอามากางดูเลยเพื่อให้วางแผนอนาคตได้ถูก 

สื่อสารกับคนในครอบครัว การพูดคุยเป็นเรื่องสำคัญ หากขาดรายได้หรือถูกเลิกจ้าง จำเป็นต้องบอกคนที่บ้านหรือคนที่ต้องดูแลเพื่อช่วยกันปรับแผนการใช้จ่ายภายในครอบครัว ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง หรือช่วยกันคิดหารายได้เพิ่มเติม ปรึกษากันว่า ใครทำอะไรเพิ่มเติมได้บ้าง และสิ่งสำคัญที่สุดคือ ให้กำลังใจกันและกัน (สำคัญมาก ๆ อย่าซ้ำเติมกัน)

สิทธิตามกฎหมาย เมื่อจัดการจิตใจตนเอง ตั้งสติได้แล้ว เรื่องที่ต้องทำต่อมาคือ ตรวจสอบสิทธิทางกฎหมายว่าเรามีสิทธิ์ได้รับการชดเชยอะไรบ้าง โดยสิ่งที่ลูกจ้างเรียกร้องหรือจะได้เมื่อถูกเลิกจ้างมีดังนี้


1. เงินชดเชยจากนายจ้าง 

เป็นเงินชดเชยตามกฎหมายที่นายจ้างต้องชดเชยให้ลูกจ้างกรณีให้ออกจากงานด้วยเหตุผลอื่นที่ไม่ใช่ความผิดของตัวพนักงาน โดยเงินชดเชยแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ

-ค่าตกใจ เป็นเงินชดเชยกรณีพนักงานถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า หรือบอกล่วงหน้า 30-60 วัน โดยนายจ้างต้องจ่ายชดเชยพิเศษแทนการบอกล่วงหน้าเท่ากับอัตราจ้างสุดท้าย 30 วัน และจ่ายเท่ากับอัตราจ้าง 60 วันกรณีลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างตามผลงาน

-เงินชดเชยการถูกเลิกจ้าง กฎหมายกำหนดว่า หากให้ลูกจ้างออกจากงานโดยไม่สมัครใจ นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยดังนี้

  • ทำงานไม่ถึง 120 วัน นายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยได้
  • ทำงาน 120 วัน – 1 ปี ต้องจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างการทำงาน 30 วัน ในอัตราสุดท้าย
  • ทำงาน 1 – 3 ปี ต้องจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างการทำงาน 90 วัน ในอัตราสุดท้าย
  • ทำงาน 3 – 6 ปี ต้องจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างการทำงาน 180 วัน ในอัตราสุดท้าย
  • ทำงาน 6 – 10 ปี ต้องจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างการทำงาน 240 วัน ในอัตราสุดท้าย
  • ทำงาน 10 – 20 ปี ต้องจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างการทำงาน 300 วัน ในอัตราสุดท้าย
  • ทำงาน 20 ปีขึ้นไป ต้องจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างการทำงาน 400 วัน ในอัตราสุดท้าย

2. ชดเชยว่างงานจากประกันสังคม 

หากลูกจ้างมีการทำประกันสังคมโดยจ่ายเงินสมทบมากกว่า 6 เดือน ก็สามารถรับเงินช่วยเหลือกรณีว่างงานจากการถูกเลิกจ้าง โดยต้องไปขึ้นทะเบียนคนว่างงานภายใน 30 วันนับตั้งแต่ออกจากงาน และรับเงินชดเชย 50% ของรายได้ (ฐานเงินเดือนจะคิดให้ไม่เกิน 15,000 บาท) เป็นระยะเวลาถึง 6 เดือน (สอบถามเพิ่มเติมโทร. 1506)

3. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ Provident Fund (PVD)

หากบริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้ ก็สามารถเบิกออกมาทั้งก้อนเพื่อนำไปใช้จ่ายได้ (มีการหักภาษี) แต่ก็สามารถคงเงินไว้ในกองทุนได้หากต้องการใช้ตอนเกษียณ (แต่จะไม่ได้รับการสมทบจากนายจ้างเดิม) หรือสามารถย้ายเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปยังกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ซึ่งจะต้องเป็น RMF for PVD เพื่อรับผลประโยชน์อื่น ๆ และไม่ต้องเสียภาษี (ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ในส่วนอ้างอิง) 

4 สิทธิประโยชน์อื่น ๆ 

บางบริษัทอาจมีการยกหุ้นให้ลูกจ้างขณะที่ทำงาน ซึ่งลูกจ้างสามารถขายหุ้นที่มีเพื่อรับเป็นเงินไปใช้ตามความจำเป็นได้


เจรจาหนี้สิน

หลังจากตรวจสอบสิทธิและเรียกร้องผลประโยชน์ต่าง ๆ เรื่องต่อมาที่ต้องจัดการคือหนี้สิน หากคำนวณเงินที่มีแล้วพบว่าไม่พอจะชำระได้ตามปกติ ควรรีบเข้าไปพบเจ้าหนี้ทันที หากเป็นญาติ พี่น้อง เพื่อนฝูง ก็บอกก็ขอกันตามตรง กำหนดระยะเวลาให้แน่ชัดแล้วจัดการตามคำสัญญาที่ให้ไว้ ส่วนเจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน ก็เข้าไปเจรจาประนอมหนี้, ขอพักการจ่าย 6-12 เดือน หรือเจรจาจ่ายตามความสามารถ (แต่ต้องคำนวณตัวเลขให้ชัดเจน ไม่เกิดเป็นภาระมากขึ้นในระยะยาว) เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายในช่วงที่ไม่มีรายได้ และเป็นการรักษาเครดิตทางการเงินไว้ด้วย

หารายได้เสริม

การหางานใหม่จำเป็นต้องใช้ระยะเวลา ระหว่างการรอสัมภาษณ์หรือรอเรียกทำงานใหม่นั้น จะไม่มีรายได้เข้ามา ลองพิจารณาหารายได้ทางอื่นเพิ่มเติมด้วย อาจเป็นงานพิเศษที่ไม่ต้องลงทุนมากมาย หรือใช้ทักษะที่มี เช่น หากเป็นนักบัญชีก็รับทำบัญชีแบบฟรีแลนซ์, มีทักษะภาษาก็อาจรับสอนพิเศษเด็กนักเรียน, ทำอาหารเป็นก็เปิดรับออเดอร์ส่งตามที่ต่าง ๆ ในช่วงเช้าหรือพักเที่ยง เป็นต้น เพื่ออย่างน้อยก็ทำให้มีรายได้เข้ามาบ้างระหว่างรองานใหม่ แต่ในหลายกรณีก็พบว่า อาชีพเสริมเหล่านี้สร้างรายได้จนกลายเป็นงานหลักเลยก็มี

ในช่วงชีวิตของทุกคนจะมีทั้งดีและน่าปวดหัว การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา สิ่งสำคัญคือมีแผนรับมือที่ชัดเจน มีเงินออม เงินสำรองไว้ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินทางการเงินขึ้นจะได้มีเวลาในการวางแผนจัดการได้มากขึ้น รวมถึงต้องคอยพัฒนาทักษะการทำงานให้มากขึ้นอยู่เสมอ สร้างจุดแข็งให้กับตัวเอง เรียนรู้เสริมเพิ่มเติมให้ตัวเองเหมาะกับตำแหน่งงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ไม่มีบริษัทไหนอยากเสียคนเก่งไป 

หรือถ้าเกิดตกงานเมื่อไหร่ ก็สมัครงานใหม่ได้ง่ายขึ้นด้วย


อ้างอิง

Business Insider

https://www.moj.go.th/view/56613

https://lb.mol.go.th/en/unemployment

https://www.thaipvd.com/Employee/Index

‘Granfluencers’ ส่อง 10 TikTok Influencers แม้สูงวัยแต่ใจยังเต็มไปด้วยวัยเยาว์ รายได้ก็ไม่เบาด้วย

ถ้าย้อนกลับไปในช่วงปี 1900 ตอนนั้นอายุขัยฉลี่ยของคนทั่วโลกอยู่ที่ราว ๆ 30 ปี ซึ่งถือว่าสั้นมาก ๆ เมื่อเทียบกับยุคนี้ อายุ 30 ปี ถือว่ายังเพิ่งกำลังจะเริ่มต้นใช้ชีวิตเท่านั้นเอง ต้องขอบคุณเทคโนโลยีการแพทย์และความรู้เกี่ยวกับเรื่องการดูแลสุขภาพและโภชนาการต่าง ๆ ที่ทำให้คนอายุยืนและมีสุขภาพดีมากขึ้นในปัจจุบัน

จากรายงานของ “World Population Prospects 2022” ของ United Nations (UN) พบว่าสัดส่วนประชากรโลกที่อายุ 65 ปีขึ้นไป มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 10% ในปี 2022 เป็น 16% ในปี 2050 ด้วย เพราะฉะนั้นต่อไปเราจะเห็นคลื่นลูกใหม่ของประชากรสูงอายุที่ยังแข็งแรงใช้ชีวิตแบบแอคทีฟเยอะมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างแน่นอน

แต่สิ่งที่ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้น่าสนใจก็คือกลุ่มคนเหล่านี้ไม่ได้แก่ตัวลงแล้วร่วงโรยรอวันสุดท้ายของชีวิต หลายต่อหลายคนที่ปรับตัวและเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ตามเทรนด์ของโลกอย่างการใช้เครื่องมือสื่อสาร สมาร์ตโฟน ส่งไลน์ ส่งข้อความหากันบนโซเชียลมีเดียต่าง ๆ อย่างเชี่ยวชาญไม่น้อยไปกว่ากลุ่มคนอายุน้อยกว่า และบางคนด้วยความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ส่วนตัว ทำให้มีฐานแฟนคลับและคนติดตามผลงานบนโลกออนไลน์เป็นจำนวนมากด้วย

กลุ่มคนเหล่านี้มีศัพท์เรียกเฉพาะว่า ‘Granfluencers’ ซึ่งก็เป็นคำผสมระหว่าง ‘Granddad/Grandma’ + ‘Influencer’ หรือเป็นอินฟลูเอนเซอร์สูงวัยบนโซเชียลมีเดียนั่นเอง และถือว่าเป็นกลุ่มที่น่าจับตามองด้วยเพราะกำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ยกตัวอย่าง TikTok (หรือ Social Media อื่น ๆ ก็ตาม) ที่หลายคนมองว่าเป็นแหล่งของกลุ่มครีเอเตอร์คนรุ่นใหม่ แต่ความจริงถ้าดูตามกลุ่มอายุของผู้ใช้งานที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ผู้ใช้งานกลุ่มนี้มีจำนวนมากถึง 11% แล้วในจำนวนนั้นก็มี Granfluencers จำนวนไม่น้อยที่ได้รับความสนใจจากผู้ติดตามนับล้าน ๆ คนเลยทีเดียว (Granfluencers ที่อายุเยอะที่สุดคือ Amy Hawkin ที่อายุ 110 ปี)

เหตุผลที่กลุ่มผู้สูงอายุเหล่านี้เข้าไปอยู่ในแพลตฟอร์มก็ไม่ต่างจากกลุ่มวัยอื่น ๆ หรอกครับ พวกเขาเข้าไปเพราะมันสนุกและได้เชื่อมต่อกับคนอื่น ๆ สร้างสายสัมพันธ์ มีคนมาคุยด้วย ถ่ายทอดเรื่องราวและมุมมองของตัวเองที่เป็นประโยชน์ หลาย ๆ คนทำออกมาได้อย่างดีจนกลายเป็นอาชีพ ได้รับดีลสปอนเซอร์สินค้าต่าง ๆ มีคนตามหลักล้านและสร้างอาชีพและรายได้เป็นกอบเป็นกำในช่วงวัยเกษียณ ไม่ต่างอะไรจากกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ในช่วงวัยอื่น ๆ เลย

และนี่คือ 10 TikTok Granfluencers ที่เราคิดว่าน่าสนใจ ลองไปดูกันเลยครับ

[ในโอกาสสร้างรายได้ เราใช้ TikTok Money Calculator จากเว็บไซต์​ Influencer Marketing Hub ที่ใช้จำนวนผู้ติดตาม Engagement ของวิดีโอ และ จำนวนโพสต์ต่าง ๆ มาชั่งน้ำหนัก ซึ่งทางเว็บไซต์ก็บอกว่าเป็นการ ‘คาดการณ์’ เพื่อหาตัวเลขที่แฟร์สำหรับทั้งครีเอเตอร์และตัวบริษัทที่จะมาจ้างด้วย]

1. @cookingwithlynja (14.9M Followers)

ด้วยวัย 77 ปี Lynn Yamada Davis สร้างช่อง TikTok ของตัวเองขึ้นมาเพื่อแชร์สูตรอาหารของตัวเอง (บางครั้งก็เป็นสูตรที่ส่งต่อมาจากรุ่นคุณแม่ด้วย) ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้ววิดีโอของเธอได้รับการรับชมประมาณ 1.5 ล้านวิว

มีโอกาสสร้างรายได้ราว ๆ 280,000 บาท / โพสต์


2. @fashion_grannies (540K Followers)

กลุ่มคุณยายสูงวัยที่ยังสุขภาพแข็งแรง รวมตัวกันถ่ายคลิป แฟชั่น วิดีโอ ทั้งชุดกี่เพ้าร่วมสมัย ทั้งเสื้อผ้าสไตล์ตะวันตก ได้รับความสนใจอย่างมาก

มีโอกาสสร้างรายได้ราว ๆ 10700 บาท / โพสต์


3. @thechainzfamily (6M Followers)

คุณยายวัย 93 ปีที่ ลองทำอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอกับครอบครัว ลูกชายก็จะเอาของแปลก ๆ มาให้อย่างเช่นเครื่องนวดไฟฟ้าแล้วคุณยายก็เอาไปกดแป้นพิมพ์ เป็นคลิปตลก ๆ มีโฆษณาเข้าหลายตัวแล้วด้วย

มีโอกาสสร้างรายได้ราว ๆ 117,000 บาท / โพสต์


4. @supanida_aon (1.7M Followers)

คุณยายหงส์ทองชาวไทยจากขอนแก่นวัย 78 ปี ที่มีผู้ติดตามหลักล้านคน คอนเทนต์ทำน่ารักมาก ตั้งแต่เรื่องการดูแลสุขภาพ บางทีก็แซวหลาน ๆ บางครั้งก็พาออกไปเที่ยว ถือว่าดูกันเพลินเลย และมีโอกาสสร้างรายได้ราว ๆ 28,000 บาท / โพสต์


5. @grandadjoe1933 (6M Followers)

คุณปู่วัย 89 ปี Joe Allington หรือคนเรียกเขาว่า Poppa Joeเป็นพ่อม่ายมาแล้วสองครั้ง หัวใจล้มเหลวมาสองรอบ ผ่าตัดทั้งหัวเข่าและสะโพก แต่ก็ยังคงแอคทีฟและสร้างคอนเทนต์สนุกเกี่ยวกับชีวิตที่ผ่านมา บางครั้งก็ไปนั่งทานข้าวด้วยตัวเอง บอกคิดถึงภรรยาที่เสียชีวิตไป ในอีกหลาย ๆ วิดีโอก็พูดถึงเรื่องการใช้ชีวิต และส่งต่อเรื่องราวแนวคิดให้กับคนรุ่นต่อไป

มีโอกาสสร้างรายได้ราว ๆ 117,000 บาท / โพสต์


6. @lilihayes (5.9M Followers)

คุณยายวัย 73 ปี Lili Hayes ชอบทำคลิปตลก ๆ เหมือนตัวเองโมโห ด่าคนโน้นคนนี้ อารมณ์คล้าย ๆ กับคุณยายใจดีที่ขี้บ่นคนหนึ่ง (เชื่อว่าในชีวิตของเราน่าจะมีคนแบบนี้อยู่) คลิปของเธอทำให้หัวเราะออกมาดัง ๆ ได้หลายอันเลย เวลาเปิดก็อย่าไปเปิดในที่ทำงานเดี๋ยวจะกลั้นหัวเราะไม่ไหวเอา

มีโอกาสสร้างรายได้ราว ๆ 113,000 บาท / โพสต์


7. @excusemygrandma (310K Followers)

คู่หูหลานสาว Kim กับคุณยาย Gail ที่ออกมาแชร์เรื่องราวเกี่ยวกับความรัก ดารา การแต่งหน้า แต่งตัว ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิต ความแตกต่างของแนวคิด ซึ่งช่วยทำให้เห็นว่าคนสองวัยสามารถเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยกันได้และเติบโตไปด้วยกัน มีคนส่งคำถามให้คุณยายเสมอโดยเฉพาะเรื่องความรัก

มีโอกาสสร้างรายได้ราว ๆ 10,000 บาท /​โพสต์


8. @charlesmallet (4.7M Followers)

คุณตาวัย 87 ปีที่แชร์เรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัว สุขภาพ ความสัมพันธ์ และเพื่อนฝูง มีกลุ่มแฟน ๆ ที่รักเขามาก ตอนที่เพื่อนตั้งแต่วัยเด็กของเขาเสียชีวิต เขาก็ได้รับคำปลอบโยนและกำลังใจจากผู้ติดตามอย่างล้นหลามเลย เป็นคุณปู่น่ารัก ๆ ไม่ค่อยพูดค่อยจา แต่เห็นได้เลยว่าเป็นคนใจดีสุด ๆ เลย

มีโอกาสสร้างรายได้ราว ๆ 93,000 บาท / โพสต์


9. @grandma_droniak (7M Followers)

คุณยายวัย 92 ปีที่ยังเรียกว่า ‘เฟี้ยว’ สุด ๆ ไปเลย เธอมีคนติดตามกว่า 7 ล้านคน และชอบแต่งตัวสวย ๆ บางครั้งก็ออกมาแชร์เรื่องราวความรักที่ผ่านมา มีคลิปหนึ่งที่เธอกลับไปเยือนโรงเรียนเก่าแล้วบอกว่าตัวเองโดนแกล้งตอนเป็นเด็ก แต่ตอนนี้คนที่แกล้งพวกนั้นตายไปหมดแล้ว ดูเธอสิยังแข็งแรงอยู่เลย (วิดีโอนั้นมีคนชมไปแล้ว 37 ล้านวิว)

มีโอกาสสร้างรายได้ราว ๆ 127,000 บาท / โพสต์


10. @dolly_broadway (2.4M Followers)

คุณยายวัย 89 ปี Dolores Paolino เป็นหนึ่งในคุณยายที่เต็มไปด้วยพลัง วิดีโอของเธอสร้างรอยยิ้มได้เสมอเลย ครั้งหนึ่งเธอห่อตัวเองเป็นของขวัญคริสต์มาส หรือบางทีก็ไปแกล้งหลาน ๆ เป็นคลิปที่ดูแล้วอดยิ้มตามไม่ได้เลย

มีโอกาสสร้างรายได้ราว ๆ 47,700 บาท / โพสต์


เชื่อว่าถึงตอนนี้สำหรับคนที่มีคำถามว่าช้าไปแล้วไหมกับการที่จะกระโดดเข้าไปเป็นครีเอเตอร์สร้างรายได้บน TikTok คงได้คำตอบแล้วว่าไม่มีอะไรที่สายเกินไป ขอให้จับกลุ่มผู้ชมให้ได้ว่าตัวเองทำตลาดตรงไหน ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ถ้ายังมีแรงและมีความคิดสร้างสรรค์ก็เริ่มตั้งแต่ตอนนี้เลย

==============

อ้างอิง

The Wall Street Journal

Exploding Topics

Four Oak Healthcare

Influencer Marketing Hub

รวม “หุ้นต่างประเทศ” ผลตอบแทนราคาสูงสุดปี 2022

ถ้าเราย้อนกลับไปปีที่แล้ว คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การลงทุนทั่วโลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เนื่องจากปัจจัยลบต่างๆ ที่เข้ามากระทบ ส่งผลให้ราคาสินทรัพย์การลงทุนต่างๆ มีความผันผวน โดยถ้าดูตลาดหุ้นก็ถือว่าอยู่ในสภาวะตลาดหมี (Bear Market) หมายความว่า ตลาดมีการปรับลดลงต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยหลักๆ มาจากอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นมากกว่าคาดการณ์, แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงความกังวลต่อเศรษฐกิจที่ถดถอยที่กำลังจะมา

และถ้าพูดถึงภาพรวมของตลาดหุ้นทั่วโลก จะเห็นได้ว่า ในช่วงเริ่มต้นปี ตลาดมีการปรับตัวขึ้นสูง แต่สุดท้ายปิดปีด้วยการปรับลงอย่างมาก เนื่องจากภาพเศรษฐกิจ ทั้งอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นมากจนทำให้ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา(เฟด) ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง การเกิดปัญหาห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) รวมถึงราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับสูงขึ้น นอกจากนี้ นักลงทุนยังให้ความสำคัญกับแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในปี 2023 โดยถ้าออกมาต่ำกว่าคาดก็อาจส่งผลเชิงลบต่อตลาดเช่นกัน

สำหรับภาวะตลาดหมี โดยปกติแล้วเมื่อตลาดหุ้นปรับลงก็มักจะเด้งฟื้นคืน เช่น ในช่วงกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนเริ่มคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะปรับลดลงและจะทำให้เฟดหยุดขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา ปรับเพิ่มขึ้นจากช่วงกลางเดือนมิถุนายนไปจนถึงกลางเดือนสิงหาคมถึง 18.1% แต่หลังจากอัตราเงินเฟ้อยังคงเพิ่มขึ้นสูงต่อเนื่องก็ทำให้นักลงทุนผิดหวัง และตลาดหุ้นปรับลดลงถึง 25.4% จากจุดสูงสุด นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยังปรับเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน จากความคาดหวังว่าเฟด จะหยุดขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายก่อนที่จะปรับลงอีกในช่วงสิ้นปีจากความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปี 2566

สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาปีนี้ ข้อมูลจาก บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ประเมินว่าการเติบโตเศรษฐกิจและกำไรของสหรัฐค่อนข้างอ่อนแอ โดยมีนโยบายการเงินที่ตึงตัวและความเชื่อมั่นที่ลดลงตามความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยที่สูงขึ้น โดยคาดว่าวัฏจักรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะจบในไตรมาส 2 ปีนี้ จากอัตราเงินเฟ้อที่ลดลง แต่ภาพการเติบโตมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

คำแนะนำการลงทุนสำหรับปี 2023

ถ้าสนใจตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา นักลงทุนควรระมัดระวังเพิ่มขึ้นด้วยการเน้นหุ้นกลุ่มเชิงรับ หุ้นที่มีอำนาจในการกำหนดราคา หุ้นไม่ผันแปรกับปัจจัยภายนอกมากนัก

ด้านตลาดหุ้นยุโรป ประเมินว่าเศรษฐกิจยุโรปในปีนี้ยังไม่สดใส และถ้าสงครามรัสเซียกับยูเครนยืดเยื้อ ทำให้วิกฤติพลังงานยังไม่คลี่คลาย อาจทำให้เศรษฐกิจยุโรปเข้าสู่ภาวะถดถอย จึงประเมินว่าความเสี่ยงยังคงอยู่ในระดับสูง ดังนั้น ถ้าสนใจหุ้นยุโรปควรเน้นหุ้นเชิงรับที่มีรายได้ในยุโรปในสัดส่วนที่สูง สถานะการเงินแข็งแกร่ง มีอำนาจในการกำหนดราคาสูง จ่ายเงินปันผลดี

สำหรับตลาดหุ้นจีน และตลาดหุ้นเอเชีย คาดว่าจะเป็นปีที่ดีของตลาดจีนและเอเชีย โดยได้แรงหนุนจากการเปิดประเทศของจีน การฟื้นตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจและกำไร ซึ่งสามารถลดผลกระทบจากการผลิตที่ชะลอตัวลงในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ดังนั้น ถ้าสนใจลงทุนควรเน้นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการเปิดเมืองของจีนและการบริโภคภายในประเทศ

สุดท้ายนี้ ทุกคนต้องไม่ลืมว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง” และ “การกระจายการลงทุน” เป็นสิ่งสำคัญ แม้จะชอบการลงทุนในหุ้น ก็ไม่ควรที่จะลงทุนกระจุกตัวอยู่ในหุ้นประเทศใดประเทศหนึ่ง และในพอร์ตโดยรวมก็ไม่ควรถือครองหุ้น 100% ควรจะกระจายไปยังสินทรัพย์อื่นๆ บ้าง เช่น ตราสารหนี้ หรือ ทองคำ เพื่อลดความเสี่ยงและความผันผวนของพอร์ตลงด้วย

อยากเรียนต่อ แต่ค่าเทอมมันแพง Allan Kornfeld นักศึกษามหาวิทยาลัย Yale เลยแอบสร้างห้องนอนในปล่องระบายอากาศ

เชื่อว่าทุกคนทราบดีว่าการไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างเยอะ นอกจากค่าเทอมและค่าหนังสือที่จำเป็นแล้ว ต้องอย่าลืมเรื่องค่าเช่าบ้านและอาหารต่าง ๆ ด้วย

ปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในการเรียนต่อมหาวิทยาลัยนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ หลายสิบปีก่อนรุ่นพอ่แม่ของเราก็ไม่ต่างกัน เด็กมหาวิทยาลัยหลายคนต้องใช้เทคนิคต่าง ๆ เพื่อลดค่าใช้จ่ายตรงนี้ หลายคนเลือกที่จะออกไปทำงานเก็บเงินมาเรียน บางคนอาจจะแชร์อพาร์ทเม้นท์กับเพื่อน บางคนอาจจะเลือกมหาวิทยาลัยใกล้บ้านเพื่อประหยัดค่าเช่าบ้าน บางคนก็ครีเอทีฟกว่านั้นอย่างกางเต็นท์ที่สนามหญ้าข้างโรงเรียน หรือนอนในรถยนต์ก็เคยเห็นมาแล้ว แต่ก็มีหลายคนเช่นกันที่ยอมแพ้แล้วไม่เรียนต่อเพราะสู้ค่าใช้จ่ายไม่ไหว

อัลลัน คอร์เฟลด์ (Allan Kornfeld) ก็เผชิญปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในการเรียนมหาวิทยาลัยเช่นเดียวกัน แต่เขาแก้ปัญหานี้ด้วยการแอบสร้างห้องนอนในปล่องระบายอากาศในมหาวิทยาลัยครับ

คอร์เฟลด์ เป็นนักศึกษาเรียนดีจากเมืองทัลซา รัฐโอคลาโฮมา ได้รับทุนเรียนฟรีสี่ปีแรกในมหาวิทยาลัยเยล ที่ตั้งอยู่ในเมืองนิวเฮเวน รัฐคอนเนตทิคัต ซึ่งทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดีจนกระทั่งในปีสุดท้าย หลังจากทุนหมดในปี 1963 เขาต้องไปกู้ธนาคารเพื่อนำเงินมาจ่ายเป็นค่าเทอมเรียนต่ออีกปีหนึ่งเพื่อจะเตรียมตัวสอบเข้าโรงเรียนแพทย์ แม้ค่าเทอมจะรวมค่าอาหารในโรงอาหารแล้ว แต่เงินก้อนนี้ก็ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายสำหรับการเช่าบ้าน ด้วยความที่เขาอยากเรียนต่อ ก็ต้องหาทางแก้ไขปัญหาตรงนี้ให้ได้ (ซึ่งตอนนั้นนักศึกษาที่จบสี่ปีแล้วจะไม่สามารถใช้หอพักของมหาวิทยาลัยได้ด้วย)


เมื่อค่าเช่าบ้านมันแพง ก็ต้องหาทางเอาตัวรอดให้ได้ ในช่วงแรกเขาพยายามใช้ห้องใต้หลังคาของหนึ่งใน 12 หอพักของมหาวิทยาลัย แต่สุดท้ายก็มีคนเห็นเขาเดินเข้าออกอาคาร จึงคนไปแจ้งเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัย เขาไหวตัวทันและก่อนที่จะถูกจับได้ก็รีบขนของหนีออกมาก่อน

ทีนี้จะใช้แผนเดิมแล้วย้ายตึกก็ดูจะคงจะหนีไม่พ้นที่จะโดนจับได้อีก เขาต้องใช้ความคิดที่สร้างสรรค์มากขึ้นและต้องหาที่ที่เหมาะกับการซ่อนตัวเงียบ ๆ ไม่มีคนเห็น เป็นเหมือนอพาร์ทเม้นท์ลับของตัวเอง ซึ่งก็บังเอิญไปเจอปล่องระบายอากาศที่สร้างด้วยอิฐ ซึ่งสูงประมาณ 10 ฟุต กว้าง 4 ฟุต และยาว 40 ฟุต (3 เมตร x 1.2 เมตร x 12.2 เมตร) เพียงพอที่จะวางเตียงและตู้เล็ก ๆ ของตัวเอง ตรงนี้เป็นช่องลมที่ไปยังสนามสควอชของโรงเรียนที่ไม่ค่อยมีคนเดินผ่านไปมาด้วย ซึ่งน่าจะเพียงพอสำหรับใช้หลับนอนเพื่อเรียนต่อให้จบในปีสุดท้าย

ถึงแม้ว่าทางเข้าปล่องระบายอากาศอันนี้จะถูกซ่อนไว้ค่อนข้างดี แต่เขาตัดสินใจที่จะปิดบังให้มันมิดชิดขึ้นด้วยการนำแผ่นไม้อัดที่แปะกระดาษวอลเปเปอร์รูปผนังอิฐมาบังเอาไว้เพื่อให้ยากต่อการสังเกตด้วย นอกจากตัวเขาแล้วก็มีเพียงเพื่อนสนิทเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ทางเข้าอพาร์ทเม้นท์ลับของคอร์เฟลด์

เขานำเตียง ตู้ นาฬิกา และวิทยุมาตบแต่งห้อง ส่วนใหญ่แล้วระหว่างวันก็จะใช้เวลาอยู่ที่ห้องสมุด หรือบ้านของเพื่อนบ้าง ส่วนใหญ่ห้องลับของเขาก็แค่เอาไว้นอนเฉย ๆ เขาบอกว่า

“กลางคืนที่หนาวมาก ๆ ก็ใช้ผ้าห่มไฟฟ้า แต่การระบายอากาศถือว่าไม่มีปัญหาเลย ที่จริงมันก็ไม่แย่มาก”

อีกอย่างหนึ่งที่เขาทำเพื่อไม่ให้ถูกจับได้ก็คือการใช้ที่อยู่ข้างนอกมหาวิทยาลัยในการรับจดหมาย และถึงแม้ว่าอาจจะมีคนสงสัยบ้าง แต่จนกระทั่งเรียนจบเขาก็ไม่เคยถูกจับได้เลย

เขาตัดสินใจเปิดเผยความลับหลังจากเรียนจบและย้ายออกไปแล้ว (สำนักข่าว The New York Times ลงเอาไว้ด้วย) โดยแม่ของเขาก็ให้สัมภาษณ์กับเรื่องนี้ด้วย เธอบอกว่า

“อัลลันโทรมาหาเราก่อนที่เรื่องนี้จะถูกเปิดเผยว่าให้เตรียมรับมือถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นด้วย เขาทำเพื่อจะพิสูจน์บางอย่าง เขาอยู่แบบนั้นเพราะไม่อยากให้เราต้องใช้เงินเพื่อจ่ายค่าเช่าบ้านให้เขานั่นแหละ”

แม้ว่าจะเป็นข่าวใหญ่และได้รับความสนใจค่อนข้างมาก แต่มหาวิทยาลัยเองก็ไม่ได้เอาโทษอะไรกับคอร์เฟลด์ เพราะหลังจากเรียนจบก็ยังกลับไปที่มหาวิทยาลัย ทำงานที่นั้นเล็กน้อยก่อนจะไปเรียนแพทย์ต่อ ซึ่งการที่เขาย้ายออกหลังจากเรียนจบก็น่าจะเป็นสาเหตุว่าทำไมมหาวิทยาลัยจึงไม่เอาเรื่อง (ถ้าอยู่ถาวรคงมีปัญหา)

เรื่องของคอร์เฟลด์จบลงแค่นี้และไม่มีใครได้ยินข่าวคราวของเขาอีกเลยหลังจากนั้น ซึ่งหลายคนก็เชื่อว่าเขาน่าจะได้เป็นแพทย์เหมือนอย่างที่ตั้งใจไว้ แต่เรื่องของคอร์เฟลด์ก็เป็นบทเรียนที่ดีชี้ให้เห็นว่าเราทุกคนเผชิญหน้าปัญหาด้วยกันทั้งสิ้น มากน้อยต่างกันออกไป บางคนเลือกที่จะยอมแพ้ ไม่เรียนเพราะไม่มีเงิน แต่บางคนเลือกที่จะกู้เงินมาจ่ายค่าเทอม และสร้างบ้านในปล่องระบายอากาศ

========

The New York Times

Historian Andrew

Boing Boing

Weird Universe

มหาเศรษฐีเป็นผลบวกหรือผลลบต่อสังคมกันแน่?

มองไปรอบ ๆ ตัวตอนนี้ เราจะเห็นข่าวเกี่ยวกับมหาเศรษฐีพันล้าน (Billionaire – ถ้าของไทยก็ผู้ที่มีทรัพย์สินหลักสามหมื่นล้านบาท) ทำธุรกิจนั้น ลงทุนตรงนี้ อยู่เสมอ ความร่ำรวยเป็นเหมือนแม่เหล็กดึงดูดความสนใจ ใครบ้างจะไม่อยากรู้เกี่ยวกับคนรวย เพราะเชื่อว่าส่วนใหญ่ (รวมทั้งผู้เขียนเองก็ด้วย) ก็อยากจะร่ำรวยเหมือนอย่างคนเหล่านั้นบ้าง

แต่ถ้าถามความเห็นคนส่วนใหญ่ว่าเศรษฐีผู้ร่ำรวยเหล่านี้สร้างผลบวกหรือผลลบต่อสังคมที่อยู่มากขนาดไหน เมื่อก่อนคำตอบที่เราจะได้คือ ‘ไม่ดีไม่แย่’ หรือมองคนร่ำรวยมหาศาลอย่างกลาง ๆ แต่หลังจากช่วงปี 2020 เป็นต้นมา มุมมองเกี่ยวกับคนที่ร่ำรวยมาก ๆ เริ่มเปลี่ยนไปกลายเป็นลบมากยิ่งขึ้น บางคนบอกว่ามหาเศรษฐีนั้นเป็นสิ่งที่ดีต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศเพราะพวกเขาลงทุนในธุรกิจต่าง ๆ ขับเคลื่อนการเติบโต สร้างงานให้เกิดขึ้น และหลายคนก็บริจาคเงินคืนกับสังคมและมูลนิธิต่าง ๆ ด้วย แต่อีกด้านหนึ่งก็บอกว่า คนที่ร่ำรวยมหาศาลนั้นมีอำนาจในมือมากเกินไป มีอิทธิพลทางด้านกฎหมายและระหว่างทางเพื่อไปสู่ผลกำไรที่มากขึ้นพวกเขาก็สร้างความเสียหายไปด้วยในเวลาเดียวกัน

สถิติ

ในปี 2021 เว็บไซต์ Pew Research Center ได้ทำการสำรวจความเห็นของประชากรชาวอเมริกันราว ๆ 10,221 คน อายุตั้งแต่ 18-65 ปี ทั้งสองฝั่งของด้านการเมือง ผลที่ออกมาคือแม้ว่าส่วนใหญ่ 55% จะยังรู้สึกกลาง ๆ (ไม่ดีไม่แย่) แต่จำนวนคนที่เห็นว่ามหาเศรษฐีพันล้าน (กลุ่มคนที่ร่ำรวยมากๆ)​ นั้นส่งผลทางด้านลบต่อสังคมเพิ่มขึ้นจาก 23% มาเป็น 29% จากปีก่อนหน้า

แม้ว่าการเก็บสถิติครั้งนี้ไม่ได้ลงลึกไปถึงเหตุผลว่าทำไมมุมมองทางด้านลบถึงเติบโตขึ้นกว่า 6% ภายในหนึ่งปี แต่เหตุผลหนึ่งก็อาจจะเป็นเรื่องของภาพลักษณ์และข่าวเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ดูเห็นแก่ตัวเองของเหล่าคนรวย ๆ ที่อยู่ในสังคมนั่นแหละ (ในบทความนี้เราจะไม่พูดถึงคนในบ้านเรา แต่ถ้าผู้อ่านจะคิดถึงใคร อันนี้ห้ามไม่ได้)

ยกตัวอย่างที่สักสองสามคนที่หลายน่าจะรู้จักกันอย่าง อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ซึ่งปีที่ผ่านมาถือเป็นปีที่ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่สำหรับชายผู้ ‘เคย’ เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ซื้อบริษัท Twitter เพราะอยากให้มีพื้นที่สำหรับอิสรภาพทางการพูดแสดงออก แต่ต่อมาก็ปิดกั้นบัญชีของนักข่าวหลายคนจากสื่อใหญ่อย่าง CNN, New York Times และ Washington Post หรืออีกคนอย่าง แซม แบงก์แมน-ฟรีด (Sam Bankman-Fried) อดีตมหาเศรษฐี เจ้าของกระดานเทรดคริปโตฯ FTX ที่ล้มละลายไปเคยบอกว่าเขาจะใช้เงินของตัวเองเพื่อสังคม แต่เบื้องหลังกลับนำเงินของลูกค้าไปใช้ส่วนตัว หรือแม้แต่ครอบครัว Sackler (สำหรับใครที่ไม่รู้จักแนะนำให้ดูซีรีส์เรื่อง “Dopesick” บน Disneys+ ครับสนุกมาก) ผู้ร่ำรวยและสร้างรายได้มหาศาลจากการขายยา “OxyContin” ที่เป็นยาแก้ปวดโอปิออยด์ที่กลายเป็นต้นตอการระบาดของการใช้ยาเสพติดทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา อย่างน้อยที่สุดมีคนเสียชีวิตจากการใช้ยาแก้ปวดโอปิออยด์อย่าง OxyContin ไปแล้วกว่า 5 แสนราย

อีกเหตุผลหนึ่งที่ความรู้สึกในทางลบเติบโตขึ้นอาจจะเกี่ยวข้องกับช่องว่างของความมั่งคั่งที่กว้างขึ้นระหว่างคนที่ร่ำรวยกับคนที่ยากจน ในเว็บไซต์ World Inequality Report 2022 พบว่าเศรษฐีพันล้านทั่วโลกราว ๆ 2,668 คน ซึ่งคิดเป็น 0.00003335% ของประชากรโลกนั้นถือครอง 3% ของมูลค่าทรัพย์สินของโลกเลยทีเดียว เอาง่าย ๆ ในประเทศอเมริกา มีคนเป็นเศรษฐีพันล้านอยู่ 728 คน ในขณะที่มีคนที่ถือว่าอยู่ในฐานะยากจนถึง 38 ล้านคน

10% ของประชากรไทย ถือครองทรัพย์สินภายในประเทศมากกว่า 77% และกลุ่มคน 1% บนสุด ประมาณ 7 แสนคนมีความมั่งคั่งเฉลี่ย 33 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มคนจน 20% แรกถึง 2,500 เท่า

มาดูในบ้านเราสักหน่อย ข้อมูลในประเทศไทยจากเว็บไซต์ Thaipublica.org ในปี 2021 บอกว่า 10% ของประชากรไทย ถือครองทรัพย์สินภายในประเทศมากกว่า 77% และกลุ่มคน 1% บนสุด ประมาณ 7 แสนคนมีความมั่งคั่งเฉลี่ย 33 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มคนจน 20% แรกถึง 2,500 เท่า ไทยกลายเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำรุนแรงและเพิ่มขึ้นรวดเร็วที่สุดระหว่างปี 2008-2018 โดยคน 1% บนสุดถือครองทรัพย์สินเพิ่มขึ้นกว่า 17.5%

มหาเศรษฐีสร้างรายได้จากอะไร?

บางทีถ้าให้นึกภาพเงิน 1,000 ล้านเหรียญ (สำหรับของไทยก็ลองประมาณ 35,000 ล้านบาท) มันอาจจะเห็นภาพไม่ชัดนัก แต่ถ้าบอกว่าคุณสามารถใช้เงินได้วันละ 1,000 เหรียญ/วัน (ประมาณ​ 35,000 บาท) ไปได้เป็นระยะเวลา 2,740 ปีเงินก้อนนั้นถึงจะหมด ภาพจะชัดขึ้นเลยทันที

แล้วพวกเขาร่ำรวยจากอะไร ทำไมคนทั่วไปถึงไปไม่ถึงจุดนั้นสักที

วิธีหนึ่งที่มหาเศรษฐีเหล่านี้ร่ำรวยก็มาจากผลตอบแทนของการลงทุนนั่นแหละ เรียกอีกอย่างว่าให้เงินทำงานแทนตัวเอง สมมุติว่าคุณและเศรษฐีพันล้านลงทุน 1 เหรียญในปี 2004 ตามค่าเฉลี่ยแล้วภายในปี 2015 เงินตรงนั้นของคุณจะกลายเป็น 1.5 เหรียญ ส่วนเงินของเศรษฐีพันล้านจะกลายเป็น 2.4 เหรียญ (หรือมากกว่าคุณถึง 60% เลย) เนื่องจากมีโอกาสในการลงทุนที่มากกว่าและมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลจัดการเงินเหล่านั้นให้งอกเงยมากที่สุดด้วย

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของภาษี ซึ่งหลายคนอาจจะรู้สึกว่าคนรวยต้องเสียภาษีเยอะแน่นอน ซึ่งบางครั้งไม่จริงซะทีเดียว ด้วยความเชี่ยวชาญและมีคนที่คอยจัดการเรื่องเงินให้ บางทีการเสียภาษีของคนรวยก็ไม่ได้เยอะขนาดนั้น อย่างในการสำรวจการยื่นภาษีในอเมริการะหว่างปี 2013-2018 พบว่าคนที่มีรายได้เฉลี่ยปีละ $45,000 เหรียญ (ซึ่งก็มากกว่าค่าเฉลี่ยนิดหน่อย) จ่ายภาษีกว่า 21% ของรายได้ ส่วนเศรษฐีพันล้านจ่ายน้อยมากหรือแทบจะไม่ได้จ่ายเลยเพราะพวกเขาไม่ได้สร้างรายได้จากเงินเดือนเหมือนคนทั่วไป แต่เป็นรายได้จากการลงทุนที่มีกรอบภาษีต่ำกว่าอัตราภาษีเงินเดือนอย่างมาก นอกจากนั้นแล้วยังได้ลดภาษีจากเงินที่บริจาคให้กับมูลนิธิและองค์กรการกุศลต่าง ๆ ด้วย

มหาเศรษฐีเป็นผลดีต่อสังคมยังไง?

ตัวอย่างด้านบนอย่างมัสก์ แบงค์แมน-ฟรีด หรือแม้แต่ครอบครัว Sackler อาจจะไม่ได้เป็นตัวแทนของที่ดีนักของกลุ่มมหาเศรษฐีผู้ร่ำรวย เพราะถ้าให้แฟร์เราก็ต้องมองว่าในสังคมของเราก็ยังมีมหาเศรษฐีคนอื่น ๆ ที่ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยความโลภ หรือหิวกระหายอำนาจจนหน้ามืดด้วยเช่นกัน อย่างถ้าจะแย้งในกรณีของมัสก์เอง เราสามารถมองว่าเขาก็เป็นคนสำคัญคนหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าที่ทำให้การเป็นกระแสอย่างทุกวันนี้ ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ดีต่อสภาพแวดล้อมของโลกโดยรวม (แน่นอนการขุดเหมืองเพื่อมาสร้างแบตเตอรี่ยังคงเป็นปัญหาซึ่งต้องได้รับการแก้ไขต่อไป) เขาและมหาเศรษฐีคนอื่น ๆ ก็ยังเป็นแรงผลักดันช่วยให้นวัตกรรมหลายอย่างเกิดขึ้น

รายงานจากนิตยสาร Forbes ก็บอกว่ามหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยเหล่านี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของการจ้างงานที่เกิดขึ้นทั่วโลก ยกตัวอย่างในอเมริกา เศรษฐีพันล้าน 12 คน เป็นผู้อยู่เบื้องหลังของพนักงานกว่า 2.3 ล้านคนทั่วโลก นอกจากนั้นเราก็เห็นตามหน้าข่าวเสมอว่าบุคคลที่ร่ำรวยทั้งหลายนั้นมักจะบริจาคเงินให้องค์กรการกุศลเสมอ แม้เราอาจจะมองว่าเป็นเพราะเหตุผลทางด้านภาษีก็ตาม

แล้วไม่ดียังไงบ้าง?

ในอีกด้านหนึ่งเราเห็นภาพด้านลบตามหน้าข่าวเกี่ยวกับเรื่องของเศรษฐีพันล้านหลายคนอยู่บ่อย ๆ หลายคนมองว่าความมั่งคั่งในระดับนี้ได้มาจากการเอารัดเอาเปรียบพนักงานตัวเล็ก คนรวยเอาเปรียบคนรายได้น้อย ยกตัวอย่างเช่น เจฟฟ์ เบโซส (Jeff Bezos) ผู้ก่อตั้งและอดีตซีอีโอของ Amazon ที่มีมูลค่าทางทรัพย์สินมากกว่า 108,000 ล้านเหรียญในเดือนมกราคม 2023 สร้างรายได้มากกว่ารายได้เฉลี่ยของพนักงานบริษัทของ Amazon ทั้งปีภายในเวลาไม่ถึง 10 วินาที โดยสื่ออย่าง Business Insider บอกว่าค่าเฉลี่ยอยู่ที่ราว ๆ 29,000 เหรียญ/ปีเท่านั้น (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ 31,000 เหรียญ/ปีด้วยซ้ำ)

นอกจากนั้นแล้วเรายังมีเรื่องของอิทธิพลทางด้านการเมืองเกี่ยวกับกฎหมายที่อยู่เบื้องหลัง ในฐานะของมหาเศรษฐีที่มีเงินมากมาย การสนับสนุนการเมืองฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่จะช่วยเอื้อต่อผลประโยชน์ของตัวเองหรือเพื่อนฝูงนั้นไม่ใช่เรื่องยากเย็นนัก พวกเขาสามารถบริจาคเงินให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้ง เป็นแรงหนุนข้างหลังที่ผลักดันประเด็นกฎหมายต่าง ๆ ยกตัวอย่าง ปีเตอร์ ธีล (Peter Thiel) ที่ออกมาสนับสนุนทางรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) อย่างเต็มตัว หรืออย่าง แบงค์แมน-ฟรีด ก่อนที่ FTX จะล้มละลาย ก็เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับนักการเมืองและรัฐบาลอยู่เสมอ เคยมอบเงินเกือบ 40 ล้านเหรียญให้กับนักการเมืองหรือกลุ่มการเมืองในช่วงเลือกตั้งกลางภาคในปี 2022 ด้วย

ซึ่งเงินบริจาคเหล่านี้จะช่วยทำให้เกิดแรงผลักภายใน เป็นมือที่มองไม่เห็น กำหนดทิศทางของกฎหมายไปในทางที่พวกเขาจะได้รับผลประโยชน์สูงสุด ในท้ายที่สุดแทนที่จะเป็นรัฐบาลที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ก็กลายเป็นการปกครองโดยอำนาจของคนมีเงินเพียงไม่กี่คนเพียงเท่านั้น

แล้วยังไงต่อดี?

บางทีปัญหาที่แท้จริงภายใต้คำถามว่ามหาเศรษฐีนั้นสร้างผลบวกหรือผลลบต่อสังคมมากกว่ากันคือโครงสร้างพื้นฐานและกฎหมายที่ยังคงปล่อยให้ช่องว่างของความเหลื่อมล้ำในสังคมดำเนินต่อไปและเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ มากกว่า สิ่งที่ควรเกิดขึ้นไม่ใช่การมานั่งถกว่าคนรวยดีหรือไม่ดีต่อสังคม แต่เป็นการวางกฎหมายให้รัดกุมและใช้มันให้เข้มงวดมากขึ้น การเก็บภาษีจากคนรวยที่ต้องเปลี่ยนแปลง สร้างระบบการศึกษาที่ดีช่วยลดช่องว่างระหว่างเด็กในสังคมเพื่อยกระดับทักษะแรงงานประเทศ แน่นอนว่ามันเปลี่ยนภายในวันเดียวไม่ได้ แต่อย่างน้อย ๆ ถ้าเรารู้ว่าปัญหามันอยู่ตรงไหน เราก็พอจะเห็นว่ามันยังมีทางแก้ไขได้ แค่จะมีใครหรือกลุ่มคนใดที่จะร่วมมือกันแก้ไขมันรึเปล่าเท่านั้น

========

Pew Research

NPR

Washington Post

The Guardian

Harvard

CNBC

Business Insider

The New York Times

Bloomberg

World Inequality Report

Thaipublica

Forbes

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save