ถ้า กนง. หยุดขึ้นดอกเบี้ย หุ้นธนาคารจะยังน่าสนใจอยู่หรือไม่? ปัจจัยไหนที่นักลงทุนควรต้องสนใจเป็นพิเศษ?

เรียกว่าช่วงปีที่ผ่านมาเราอยู่ในยุคดอกเบี้ยขาขึ้นก็คงไม่ผิดนัก เดี๋ยวก็ขึ้น เดี๋ยวก็ขึ้น จนรู้สึกว่ามันจะขึ้นไปจนถึงเมื่อไหร่กันนะ

แน่นอนธุรกิจกลุ่มแรกๆ ที่ได้รับประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้นก็คือ หุ้นกลุ่มธนาคาร เพราะดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ทำให้ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น หรือ spread (ส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก) เพิ่มขึ้น จึงส่งผลให้กำไรสุทธิของหุ้นกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นด้วยนั่นเอง

เมื่อเรามาดูงบการเงินล่าสุดในไตรมาส 2 ของหุ้นกลุ่มธนาคารที่ผ่านมาพบว่าในไตรมาส 2 ส่วนใหญ่มีกำไรสุทธิที่เพิ่มมากขึ้น

สาเหตุหลักมาจาก รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นหรือ spread เพิ่มขึ้น ที่มาจากผลของดอกเบี้ยขาขึ้นมากกว่าที่มาจากสาเหตุลูกหนี้สินเชื่อเพิ่มขึ้น เพราะธนาคารส่วนใหญ่มีเงินให้สินเชื่ออยู่ที่ระดับใกล้เคียงเดิม และบางแห่งมีเงินให้สินเชื่อลดลงอีกด้วย
เช่น

– SCB มีกำไรสุทธิ 11,868 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.1% จากปีก่อน
สาเหตุหลักมาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 18.1% YoY (ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 0.53%) ในขณะที่เงินให้สินเชื่อโต 2.7%

– BBL มีกำไรสุทธิ 11,294 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 62.5% จากปีก่อน
สาเหตุหลักมาจาก รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 33.8% YoY (ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 0.67%) ในขณะที่เงินให้สินเชื่อโต 2.2%

อย่างไรก็ตาม ผลการประชุมของ กนง.เมื่อวันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา มีมติขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ทำให้ดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ 2.25% และการขึ้นครั้งนี้ถูกคาดการณ์ว่าเป็นการขึ้นครั้งสุดท้ายในปีนี้

ซึ่งถ้าดอกเบี้ยไม่ได้เป็นขาขึ้นแล้ว เราอาจจะคิดว่ามันจะส่งผลต่อกำไรของธนาคารในอนาคต ทำให้กำไรสุทธิลดลงรึเปล่า?

แต่..ก็ไม่เสมอไป เพราะอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง อาจทำให้คนอยากมากู้เงินหรือขอสินเชื่อมากขึ้น ส่งผลให้ลูกหนี้สินเชื่อเพิ่มมากขึ้น และทำให้ธนาคารมีรายได้เพิ่มขึ้นก็ได้

ดังนั้น ธนาคารที่สามารถหาลูกหนี้สินเชื่อได้มากขึ้น (Loan growth) ก็มีโอกาสที่กำไรจะเติบโตมากขึ้นนั่นเอง

เรามาดูกันต่อว่า ถ้าจะเลือกหุ้นธนาคารหลักๆ ต้องดูอะไรบ้าง

1. ศักยภาพการเติบโตของลูกหนี้สินเชื่อ เพราะสะท้อนการเติบโตของรายได้ธนาคารโดยตรง ซึ่งเราต้องดูด้วยว่าธนาคารนั้นๆ มีสัดส่วนรายได้สินเชื่อหลักจากไหน ตรงนี้แต่ละธนาคารจะต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น

SCB มีสัดส่วนสินเชื่อบุคคลที่เป็นสินเชื่อบ้านมากที่สุด
BBL มีสัดส่วนสินเชื่อลูกค้าธุรกิจรายใหญ่และสินเชื่อลูกค้ากิจการต่างประเทศมากที่สุด
KBANK มีสัดส่วนสินเชื่อ SMEs มากที่สุด

2. โอกาสเกิดหนี้เสีย (NPLs) ในอนาคตมีมากน้อยแค่ไหน
ส่วนนี้ ถ้าเรารู้ว่าลูกหนี้สินเชื่อหลักของธนาคารคืออะไร จะวิเคราะห์ความเสี่ยงต่อได้ เพราะลูกหนี้สินเชื่อแต่ละประเภท มีโอกาสเกิด NPLs ต่างกัน

เช่น ลูกหนี้สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ มีโอกาสเกิดเป็น NPLs มากกว่า ลูกหนี้สินเชื่อบ้าน หรือลูกหนี้สินเชื่อรายย่อย มีโอกาสเกิด NPLs มากกว่า ลูกหนี้สินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ เป็นต้น

3. มีการตั้งสำรองหนี้เสียหรือผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเหมาะสมหรือไม่ มากไปหรือน้อยไป ส่วนนี้จะถือเป็นค่าใช้จ่ายที่ส่งผลต่อกำไรสุทธิของกิจการด้วย

ถ้าธนาคารไหนตั้งสำรองมากขึ้นเยอะผิดปกติ ต้องเข้าไปดูว่าเกิดจากอะไร

ถ้าเข้าไปดูแล้วพบว่า ไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ใหม่ๆ ที่เป็นความเสี่ยงว่าจะเกิดหนี้สูญ แต่มาจากผู้บริหารมีความระมัดระวังเท่านั้น อาจทำให้หุ้นนั้นน่าสนใจ เพราะมีโอกาสที่รอบบัญชีถัดไป กิจการจะตั้งสำรองค่าใช้จ่ายส่วนนี้ลดลง ส่งผลให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นได้

แต่ถ้าตั้งสำรองน้อยไป ก็อาจทำให้เกิดการตั้งสำรองมากขึ้นในงวดถัดไป ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลงได้

ประเด็นหลักคือต้องดูว่าธนาคารตั้งสำรองหนี้เสียสมเหตุสมผลหรือไม่นั่นเอง
ปัจจัยทั้งหมดนี้ส่งผลต่อผลกำไรของหุ้นกลุ่มธนาคาร ซึ่งเป็นคีย์สำคัญที่ส่งผลต่อราคาหุ้นได้ ดังนั้นพวกเรานักลงทุนก็ต้องติดตามกันต่อไปนะคะ

เขียนและเรียบเรียงโดย : พัทธนันท์ เตชะเสน (CISA2, Investment Frappe)

5 พฤติกรรมที่ควรมีติดตัวไว้ “ถ้าอยากมั่งคั่งทางการเงิน”

เพื่อนๆ คนไหนแพ้คำว่า “ของมันต้องมี” รึเปล่าครับ? หรือเวลาที่เจอป้าย Sale ก็วิ่งเข้าหาทันที หลายคนอยากเลิกพฤติกรรมเหล่านี้ แต่พอถึงเวลาจริงๆ มันยากเหลือเกิน เพราะของที่เราอยากได้มันช่างเย้ายวนใจ aomMONEY เลยนำ 5 วิธีหยุดนิสัยเสียเพื่อสู่ความมั่งคั่งทางการเงินมาฝากครับ!

ถ้าใครทำตามได้รับรองว่าช่วยให้มีเงินเพิ่มขึ้นแน่นอน!

1. ตัดค่าใช้จ่ายที่เราไม่ค่อยได้ใช้

ลองสำรวจตัวเองดูก่อนว่า มีสินค้าหรือบริการอะไรบ้างที่เราไม่ค่อยได้ใช้ นั่นแปลว่าไม่คุ้มค่ากับเงินที่เสียไป สมมติเดือนนึงเราดูหนัง-ฟังเพลงแค่นิดหน่อย ก็ลองตัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ออกไป หรือถ้าจ่ายคนเดียวก็อาจจะหาเพื่อนหารเพื่อได้ราคาที่ถูกลง

2. ลองมองหาของฟรีใกล้ตัว

จากข้อแรกที่เราได้ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลามองหา “ของฟรี” เช่น การเล่นฟิตเนส/ออกกำลังกาย สามารถทำได้ทุกที่แม้กระทั่งในบ้านหรือลองเปิดคลิปยูทูบแล้วทำตาม แค่นี้เราก็หุ่นดีได้ไม่ต้องเสียตังค์แล้วครับ

3. ตั้งคำถามก่อนจ่ายเงินทุกครั้ง!

จริงอยู่ที่ว่าของราคาแพง แบรนด์เนมต่างๆ มักมาพร้อมคุณภาพที่ดี แต่ถ้าซื้อมาแล้วเราแทบไม่ได้ใช้เพราะเสียดาย กลัวของพัง หรือซื้อของราคาถูกมาแต่พังเร็วเวอร์ นั่นก็แปลว่าเรากำลังเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์อยู่ดี ลองเปลี่ยนมาซื้อของที่ทั้งถูกใจเราและคุ้มราคา คุ้มค่ากับการใช้งานดีกว่าครับ

4. เลิกจ่ายบัตรเครดิตขั้นต่ำ

เราต้องหยุดเอาเงินในอนาคตของตัวเองมาใช้ แล้วคิดว่าเดี๋ยวค่อยทยอยๆ จ่ายขั้นต่ำไปก็ได้ เพราะการทำแบบนั้นจะทำให้เราถูกคิดดอกเบี้ย แถมยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เผลอๆ อาจจะมากกว่าเงินต้นด้วยซ้ำครับ ดังนั้นต้องคิดก่อนซื้อว่า เราจะจ่ายไหวไหม? เพราะถ้าใช้จ่ายเกินตัวเมื่อไหร่นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเป็นหนี้

5. ตั้งเป้าหมายทางการเงินของตัวเองอย่างจริงจัง!

เราควรตั้งเป้าหมายเรื่องการเงินตั้งแต่ปัจจุบัน-อนาคต อย่างชัดเจนและจริงจัง! ไม่ว่าเราจะเก็บเงินเพื่อซื้อบ้านหลักแรก รถยนต์คันแรก หรือออมไว้ใช้ตอนเกษียณ ก็ต้องหลีกเลี่ยงการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เพราะตอนนี้เรามีเป้าหมายทางการเงินแล้ว ดังนั้นก็ต้องไปถึงเป้าหมายให้ได้ครับ!

และนี่ก็คือ 5 วิธีที่จะช่วยให้เพื่อนๆ มีความมั่งคั่งทางการเงิน เพียงแค่อาศัยวินัย รู้วิธีการบริหารเงิน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำให้เราเสียเงินโดยใช่เหตุ เพราะถ้าเราสามารถทำได้ การเป็นคนมั่งคั่งและมีเงินออมก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปครับ

แบ่งเงินเดือนไปลงทุน วิธีหารายได้ให้เพิ่มมากขึ้น โดยไม่ต้องทำงานเพิ่ม

พอเห็นใครๆ นำเงินไปลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนคืนกลับมา ไม่ต้องเยอะถึงขนาดถึงซื้อรถซื้อบ้านได้ แค่ได้เงินปันผลมาเป็นค่าขนม…ก็อิจฉาแล้ว!!

เชื่อว่า…มนุษย์เงินเดือนหลายๆ คน คงมีคำถามว่า เราเองก็ทำงานมานานเป็นสิบปีแล้ว จะเริ่มนำเงินไปลงทุนบ้าง ยังทันมั้ยนะ

ไม่ต้องคิดมาก!! ไม่ว่าจะทำงานมานานแค่ไหน ก็มีความคิดว่าอยากจะลงทุน เพื่อสร้างผลตอบแทนให้งอกเงย ยังไงก็ทัน

แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องรู้ นอกจากลงมือค้นคว้าหาข้อมูล เพื่อศึกษารูปแบบการลงทุนที่น่าสนใจและเหมาะสมแล้ว เหล่ามนุษย์เงินที่สนใจเข้าสู่สนามการลงทุน ต้องรู้ก่อนว่าสไตล์การลงทุนของตัวเองเป็นแบบไหน

หลายครั้งที่การลงทุนล้มเหลว หรือ ผิดพลาด มักมีสาเหตุมาจากการที่นักลงทุน ไม่รู้จักตัวเอง บางคนคิดว่าตัวเองใจเย็น ไม่ชอบซื้อมาขายไป รับความเสี่ยงไม่ค่อยได้ แต่เวลาลงสนาม กลับทำตามเพื่อน ซื้อเช้า ขายบ่าย สุดท้ายเจ๋งไม่เป็นท่า จนหมดกำลังใจที่จะลงทุน

ดังนั้น ก่อนลงทุน “ว่าที่นักลงทุน” ควรสำรวจสไตล์การลงทุนของตัวเอง จะได้เลือกรูปแบบการลงทุนและกลยุทธ์ที่ใช้ในการลงสนามได้อย่างเหมาะสม

พอรู้แล้วว่าตัวเองมีสไตล์การลงทุนแบบไหน ขั้นต่อไป คือ การเริ่มลงทุน แต่หลายครั้งก็มักมีเสียงสะท้อนของเหล่ามนุษย์เงินเดือนกลับมาว่า อยากลงทุนนะ แต่แค่จะใช้เงินให้พอสิ้นเดือน ก็แทบขาดใจแล้ว

เอาจริงๆ เรื่องนี้ไม่ยาก aomMONEY มีแนวทางการลงทุนแบบง่ายๆ มาแนะนำ เริ่มต้นด้วย

1. วางแผนการลงทุน

ทันทีที่ได้รับเงินเดือนมา แนะนำให้นักลงทุน ลองนำกฎ 50 / 30 / 20 มาใช้

– แบ่ง 50 % ของรายได้ = Needs = เป็นค่าใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็น
– แบ่ง 30 % ของรายได้ = Wants เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสร้างความสุข
– แบ่ง 20 % ของรายได้ = Savings = เป็นการออมและการลงทุน

แต่ไม่จำว่าทุกคนจะต้องออมและลงทุนในสัดส่วน 20 % เสมอไป เพราะบางคนมีค่าใช้จ่ายในส่วน Needs และ Wants ค่อนข้างมาก (ที่ไม่สามารถลดได้) ก็อาจจะลดสัดส่วนการลงทุนให้เหลือสัก 10 % ก็ยังดี เพื่อไม่ให้การออมและลงทุนของเราดูเป็นสิ่งที่จะต้องพยายามเกินไป เพราะเราจะทำมันได้มันนานแล้วก็จะเลิกไป

2. ต้องกระจายการลงทุน

อย่าลืมว่า การกระจายการลงทุน เป็นหลักสำคัญที่นักลงทุนต้องยึดถือและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพราะการลงทุนเพียงแหล่งเดียว อาจต้องเผชิญกับความผันผวน แม้เคยได้ผลตอบแทนที่ดีในเวลาหนึ่ง แต่ก็อาจสูญเสียเงินทั้งหมดในอนาคตได้เช่นกัน

3. เน้นการลงทุนระยะยาว

ในสนามการลงทุน มีการลงทุนเพียงไม่กี่ประเภทที่ ให้ผลตอบแทนสูงและใช้เวลาไม่นาน แต่สิ่งนี้ก็ต้องแลกมากับความเสี่ยง ต้องมีการวางแผน ทำการบ้านอย่างหนัก ดังนั้น จะดีกว่ามั้ย ถ้ามนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ จะใช้เวลากับการลงทุนให้นานขึ้น หรือเลือกรูปแบบการลงทุนที่มีความเสี่ยงน้อยลง สามารถวางแผนให้รัดกุม จะได้ไม่ต้องสูญเสียเงินต้น และทำผลตอบแทนได้อย่างเหมาะสม

4. มีวินัยและความอดทน

ต้องย้ำกันอีกซักครั้งว่า การลงทุนต้องอาศัยความอดทนและความมีวินัยทางการเงิน ในระยะแรกนักลงทุนอาจยังมองไม่เห็นผลตอบแทน แต่เชื่อเถอะถ้าวางแผนการลงทุนได้อย่างเหมาะ รู้จักอดทนรอให้เป็น บางครั้งอาจใช้เวลานานเป็นปี แต่สุดท้ายคุณจะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าแน่นอน

5. เลือกลงทุนที่ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี

บอกเลย ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินหลายประเภทที่ให้สิทธิประโยชน์ เช่น SSF, RMF หรือ Unit-Link เป็นต้น ซึ่งข้อมูลตรงนี้นักลงทุนสามารถศึกษาและค้นคว้าด้วยตัวเองได้ เพื่อวางแผนให้การลงทุนของคุณเกิดความคุ้มค่า เพราะนอกจากจะได้ผลตอบแทนจะการลงทุนแล้ว ยังได้ประหยัดภาษีอีกด้วย

อ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้ว เชื่อว่า มนุษย์เงินเดือนหลายคนที่ยังลังเล ไม่กล้าลงทุน เพราะกังวลว่าจะมีเงินไม่พอใช้ จะลดความหวั่นวิตกลงได้ เอาเข้าจริงๆ มนุษย์เงินเดือนสามารถเริ่มลงทุนด้วยเงินที่ละน้อย เพียงแต่ต้องมีวินัยและความอดทนในการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการวางแผนลงทุนที่เหมาะสมกับสไตล์ของตัวเอง สุดท้ายก็จะได้รับผลตอบแทนที่น่าพอใจกลับมา เป็นเงินที่ใช้ในช่วงเกษียณ หรือ เป็นเงินก้อนที่สามารถนำไปใช้ในเหตุฉุกเฉินของชีวิตได้ด้วย

The Financial Pyramid สร้างฐานะให้ร่ำรวยมั่งคั่งด้วยการวางรากฐานแบบพีระมิด

พีระมิดทางการเงินนี้ ประยุกต์มาจากทฤษฎีความต้องการของมนุษย์ โดยอับราฮัม มาสโลว์ นักจิตวิทยาระดับโลก เขาแบ่งความต้องการของมนุษย์ออกเป็นลำดับขั้น ซึ่งคล้ายๆ กับการวางแผนการเงิน และลำดับความสำคัญของค่าใช้จ่าย ดังนั้นพีระมิดนี้จึงเป็นไกด์ไลน์ในการสร้างความแข็งแรงทางการเงิน ตั้งแต่ฐานรากไปจนถึงปลายยอด แบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ ดังนี้

(1) Cash Flow & Risk Management

ส่วนฐานของพีระมิด คือ “การวางแผนค่าใช้จ่าย+หนี้สิน และการวางแผนป้องกันความเสี่ยง” เพื่อจัดการกระแสเงินสดให้คล่องตัว เราจำเป็นต้องบันทึกรายรับรายจ่ายในแต่ละเดือน มีเงินออมสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 6 เดือน และจัดการให้หนี้สินไม่เกิน 40-50% ของรายรับ จากนั้นค่อยวางแผนป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุและโรคภัยไข้เจ็บ ด้วยประกันชีวิตและประกันสุขภาพ เพื่ออุดรอยรั่วค่ารักษาพยาบาลที่แพงขึ้นในทุกปี

(2) Saving & Investment

ส่วนกลางของพีระมิด คือ “การวางแผนออมและการลงทุน” โดยแบ่งตามเป้าหมายและระยะเวลา

➤ เป้าหมายระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี ควรออมในที่ไม่เสี่ยงขาดทุน อย่างบัญชีออมทรัพย์ กองทุนรวมตลาดเงิน

➤ เป้าหมายระยะกลาง 1-5 ปี ก็อาจจะลงทุนในที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนมากขึ้น แลกกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น อย่างกองทุนรวมหุ้น กองทุนรวมอสังหาฯ

➤ เป้าหมายระยะยาวมากกว่า 5 ปีขึ้นไป ก็อาจลงทุนในหุ้น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุน RMF เพื่อสะสมการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

(3) Wealth Distribution

ส่วนยอดของพีระมิด คือ “การวางแผนเพื่อส่งต่อมรดก” หากเสียชีวิต อาจไม่มีใครรู้ว่าเรามีเงินออมและพอร์ตลงทุน ดังนั้นการเขียนพินัยกรรมขณะที่ยังมีชีวิตอยู่เพื่อบอกลูกหลาน จึงเป็นการส่งต่อมรดกให้คนข้างหลังได้ดีที่สุด

สุดท้ายสิ่งที่จะลืมไม่ได้ ซึ่งครอบคลุมพีระมิดทั้งหมดอยู่ก็คือ “ภาษี” เราควรทราบรายได้ต่อปีทั้งหมด รวมถึงสิทธิ์ในการลดหย่อนภาษี เช่น ค่าใช้จ่ายส่วนตัว ค่าเลี้ยงดูพ่อแม่ ประกัน RMF SSF เป็นต้น เพื่อสามารถนำมาคำนวณภาษีที่ต้องจ่ายในปีนั้นๆ

พีระมิดทางการเงิน คือไกด์ไลน์ของการวางแผนการเงินที่เข้าใจง่ายและเห็นภาพชัดเจน โดยเน้นความสำคัญตั้งแต่เงินออมฐานราก ไปจนถึงการส่งต่อมรดกให้ลูกหลาน เหมาะสำหรับคนที่อยากเริ่มต้นวางแผนการเงินให้มั่นคง ลองเอาไปปรับใช้กันดูนะครับ

“ชา-กาแฟ ไม่ใช่ผู้ร้ายในการออมเงิน” ไม่ต้องหยุดกิน แค่ออมเพิ่ม ซื้อเท่าไหร่ หยอดกระปุกเท่านั้น

หลายคนตั้งคำถามว่า ทำไมบทความต่างๆ ที่สอนเรื่องการออมเงิน มักจะหยิบยก “กาแฟ” หรือ “ชานมไข่มุก” มาเป็นตัวอย่างของค่าใช้จ่ายที่เราสามารถประหยัดได้ ไม่เว้นแม้กระทั่งหนังสือเรื่อง The Latte Factor ของเดวิด บาค นักเขียนด้านการเงินชาวอเมริกันชื่อดัง ที่ยอดขายติดอันดับ New York Times Bestseller ก็ยังหยิบยกเรื่องนี้มาพูดถึงเช่นกัน

จริงๆ แล้วจุดมุ่งหมายของบทความเหล่านี้ ก็ไม่ได้กล่าวผิดเสียทีเดียว เพราะการที่เราจ่ายเงินครั้งละเล็กๆ น้อยๆ แต่พอรวมกันแล้ว มันก็กลายเป็นเงินก้อนโตได้เหมือนกัน

แต่ในยุคที่การทำงานเต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย การดื่มกาแฟจากร้านโปรด หรือชานมไข่มุกอร่อยๆ สักแก้ว มันก็ช่วยฮีลจิตใจได้เหมือนกัน จึงกลายเป็นสิ่งที่หลายคนขาดไม่ได้ไปแล้ว (แหม…บางทีชงกินเองมันก็ไม่อร่อยนี่นา)

ดังนั้นจะดีกว่าไหม? ถ้าเราได้กินสิ่งที่ชอบ และได้ออมเงินไปพร้อมๆ กัน!

นี่คือทริกง่ายๆ ที่จะช่วยให้ออมเงินได้มากขึ้น ทุกครั้งที่ซื้อกาแฟดื่ม นั่นก็คือ “ออมเงินเท่าค่ากาแฟในทุกวัน ซื้อเท่าไหร่ออมเท่านั้น”

ตัวอย่างเช่น นาย A ซื้อกาแฟแก้วละ 100 บาททุกวัน
สิ่งที่นาย A ควรทำ คือหยอดเงินอีก 100 บาทลงในกระปุก
นั่นหมายความว่า ใน 1 เดือน นาย A จะเก็บเงินได้ 3,000 บาท

นางสาว B ซื้อชาไข่มุกแก้วละ 150 บาททุกวัน
ก็ให้หยอดเงินอีก 150 บาทลงในกระปุก
นั่นหมายความว่า ใน 1 เดือน นางสาว B จะเก็บเงินได้ 4,500 บาท

วิธีนี้จะทำให้เราไม่รู้สึกผิดที่ซื้อกาแฟหรือชานมไข่มุกกินอีกต่อไป ซึ่งถ้ายิ่งซื้อแพง ก็ยิ่งต้องหยอดเงินใส่กระปุกมากขึ้นด้วย

เมื่อมีเงินออมในแต่ละเดือนแล้ว สิ่งสำคัญต่อไปคือการนำเงินอออมก้อนน้อยๆ นั้น! ไปต่อยอดให้เงินงอกเงยขึ้นครับ โดยมีทางเลือกในการลงทุนที่แนะนำ ตามนี้

1. ซื้อสลากออมทรัพย์

ผู้ที่ชื่นชอบเสี่ยงโชค การนำเงินไปซื้อสลากออมทรัพย์ถือว่าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะมีความเสี่ยงต่ำ เงินต้นไม่หาย ได้ดอกเบี้ย และได้ลุ้นโชครางวัลสูงสุดถึงหลักล้านบาท โดยสามารถเลือกซื้อได้ตั้งแต่หน่วยละ 20 บาท ไปจนถึงหน่วยละ 100 บาท ขึ้นอยู่กับธนาคารที่เราเลือกซื้อ

2. ซื้อกองทุน

ใครที่ไม่ค่อยมีเวลาติดตามข้อมูลข่าวสาร กองทุนรวมก็ถือว่าตอบโจทย์ เพราะมีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพคอยดูแลเงินของเราให้งอกเงย และปัจจุบันกองทุนรวมบางกองสามารถซื้อได้ตั้งแต่ 1 บาทเลยด้วยซ้ำ

3. ออมหุ้น DCA

การเล่นหุ้นไม่จำเป็นต้องใช้เงินก้อนโตอีกต่อไปแล้ว เพราะมีวิธีที่เรียกว่า “การออมหุ้น DCA” คือค่อยๆ ทยอยซื้อหุ้นไปทีละนิดๆ ด้วยจำนวนเงินเท่ากันทุกเดือน เช่น DCA เดือนละ 1,000 บาท ก็สามารถทำให้พอร์ตของเราเติบโตได้เช่นกัน

Hammer & Nails ไอเดียธุรกิจ “Starbucks แห่งวงการร้านทำเล็บผู้ชาย” จากอดีตคนไร้บ้าน ที่ถูกเมินใน Shark Tank แต่ตอนนี้มียอดขายกว่า 870 ล้านบาท

ความน่าสนใจของรายการ #SharkTank คือการได้เห็นเหล่า Shark ได้รุมงับผู้ประกอบการที่เข้ามาเสนอไอเดียในการขอทุน เราจะเห็นทั้งด้านดีของเหล่า Shark ที่ได้แนะนำการทำธุรกิจ แนวทางพัฒนา และด้านมืดที่แก่งแย่ง กดดัน ต่อรอง หรือบางครั้งก็เอาเปรียบผู้ประกอบการเพื่อสุดยอดดีลเด็ด

และอีกอย่างที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ การมองภาพรวมธุรกิจ คาดเดาอนาคต จนบางครั้งเหมือนกับตัดสินว่าธุรกิจนั้นจะอยู่รอด รุ่งเรือง หรือจะหายไปจากตลาด แต่มนุษย์อยู่คู่กับทั้งความสำเร็จและความผิดพลาด aomMONEY จึงอยากหยิบธุรกิจน่าสนใจจากรายการนี้ ทั้งมุมมองและวิธีการของ Shark ที่จะพาธุรกิจก้าวไปข้างหน้า และการหักปากกาเซียนกับธุรกิจที่ Shark เลือกแล้วดับ-ไม่เลือกกลับรุ่ง มาเป็น Case Study สนุก ๆ ให้ฟังกัน

วันนี้เป็นเรื่องของความสวยความงาม แต่ในกรณีนี้อาจเรียกว่าความ “หล่อ” เพราะโดยทั่วไปแล้ว คงเป็นเรื่องปกติที่คุณสุภาพสตรีจะเข้าร้านทำเล็บ แต่ ‘ไมเคิล แอลเลียต’ (Michael Elliot) เดินไปหาเหล่า Shark ในรายการ Shark Tank ซีซัน 6 โดยขอเงินลงทุน 200,000 ดอลลาร์ แลกกับการถือหุ้น 20% ในธุรกิจร้านกรูมมิงสำหรับผู้ชาย (Men’s Grooming – ดูแลผู้ชายให้ดูดีครบวงจร) ที่มีชื่อว่า “Hammer & Nails”

Before_Shark_Tank

‘ไมเคิล แอลเลียต’ ชายผู้มีชีวิตยากลำบาก เขาเคยเป็นคนไร้บ้านอยู่ 2 ปี ที่ฟิลาเดอเฟีย ไม่มีวุฒิการศึกษา ไม่ญาติพี่น้อง มีเพียงความคิดที่จะทำให้ชีวิตตัวเองดีขึ้น ทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้โดยเฉพาะสายดนตรี เขาเคยเป็น Rapper เคยผลิตนิตยสารเกี่ยวกับวงการฮิปฮอป แต่ก็ไม่ได้ใกล้เคียงกับคำว่าประสบความสำเร็จ

หลังจากนั้นเขาก็ใช้ประสบการณ์ในการทำเพลงไปเสนอนักลงทุนเพื่อทำรายการโทรทัศน์ที่ชื่อว่า ‘Krush Rap TV’ ฉายให้ Channel 57 มีฐานแฟนรายการเป็นนักร้อง นักดนตรีฮิปฮอป ทำให้มีรายได้จากการสปอนเซอร์ เจ้าใหญ่อย่าง Coca-Cola และได้สัญญาการทำรายการกับ Channel 17 เพิ่มเติม ต่อมาไมเคิลก็ถูกนิตยสาร ‘Source’ ดึงตัวมารับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการโครงการพิเศษ

ต่อมาเขาเบนเข็มไปเรียนรู้การเขียนบทภาพยนตร์ ในปี 2002 เขาสร้างชื่อด้วยบทภาพยนตร์เรื่อง ‘Brown Sugar’ ที่เขียนมาจากประการณ์ตอนที่เขาเป็นคนไร้บ้าน และยึดอาชีพเขียนบทภาพยนตร์รวมถึงเป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ให้สตูดิโอต่าง ๆ เช่น Walt Disney Pictures, Universal Pictures, Paramount Pictures เป็นต้น

การอยู่ในแวดวงฮอลลีวูดทำให้ไมเคิลชอบใช้เวลาไปกับการทำให้ตัวเองดูดีอยู่เสมอ ทั้งออกกำลังกาย, นวด, ทำสปา รวมถึงการใช้บริการตัดแต่งเล็บมือและเท้า แต่ไมเคิลก็พบว่า ตัวเขารู้สึกอึดอัดเมื่อต้องไปทำเล็บในร้านเสริมสวยของผู้หญิง มีสายตาที่จ้องมองมาที่เขามากมาย มีบรรยากาศที่ไม่เป็นมิตร เขารู้สึกว่าตัวเขาเป็นสิ่งแปลกปลอมในสถานที่แห่งนี้ จึงเกิดแนวคิดว่า หากมีสถานที่ที่ผู้ชายสบายใจที่จะเข้ารับบริการทำเล็บน่าจะดีกว่านี้ เขาเอาเรื่องนี้ไปคุยกับเพื่อนสนิท ทำให้รู้ว่าหลายคนก็รู้สึกแบบเดียวกัน

เดือนพฤศจิกายน 2013 “Hammer and Nails” ร้านกรูมมิงที่ต้อนรับผู้ชายที่อยากดูแลตัวเองจึงเกิดขึ้นในเมืองลอสแองเจลิส โดยให้บริการทำเล็บด้วยเก้าอี้หนังหนานุ่ม มีโทรทัศน์จอกว้างส่วนตัว 32 นิ้ว ชุดหูฟัง Bose และมีเครื่องดื่มฟรีไว้คอยบริการ เพื่อให้ลูกค้าเกิดประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม

SharkTank

กันยายน 2014 ไมเคิลเดินเข้าไปในรายการ Shark Tank ด้วยข้อเสนอ 200,000 ดอลลาร์ เพื่อแลกกับหุ้น 20% ในธุรกิจ Hammer & Nails โดยเขาเปิดฉากเล่าที่มาที่ไปของธุรกิจนี้และมีโอกาสได้แบ่งปันภูมิหลังและการต่อสู้ที่ผ่านมาของเขาจนทำให้ Shark หลายคนประทับใจ

ไมเคิลเชิญ โรเบิร์ต เฮอร์จาเวค (Robert Herjavec) หนึ่งใน Shark มาลองนั่งเก้าอี้ที่ยกมาจาก Hammer & Nails พร้อมพนักงานมาให้บริการเพื่อจำลองประสบการณ์ในร้านของเขา

ไมเคิลกล่าวว่าต้นทุนในการสร้างร้าน Hammer & Nails อยู่ที่ 250,000 ดอลลาร์ สร้างมาเพื่อมอบประสบการณ์สุดพรีเมียมที่เขาให้คำจำกัดความว่า “ถ้ำนิพพานของชายหนุ่ม” (Man Cave Nirvana) โดยคิดค่าบริการที่ 23-125 ดอลลาร์ โดย 7 เดือนแรกของธุรกิจนี้ สร้างรายได้ให้ไมเคิล 150,000 ดอลลาร์ และแผนธุรกิจที่เขาต้องการทำหลังจากนี้คือการขายแฟรนไชส์ โดยเขาต้องการให้ Hammer & Nails เป็น “Starbucks แห่งเล็บของผู้ชาย”

SharkAttack

หลังไมเคิลอธิบายถึงแผนธุรกิจที่ต้องการขายเป็นแฟรนไชส์ เหล่า Shark ก็เริ่มมองหน้าและแสดงอาการไม่เห็นด้วยกับแผนนี้ “ทำไมคุณไม่ทำธุรกิจนี้เอง” มาร์ค คิวบาน (Mark Cuban) Shark อีกคนเอ่ยถาม และเมื่อไมเคิลพยายามอธิบายว่า การทำแฟรนไชส์นั้นจะช่วยให้ธุรกิจเติบโต Shark หลายมองว่าแนวคิดของเขามีความผิดปกติบางอย่าง

มาร์คเปรียบเทียบสิ่งที่ไมเคิลทำว่า เหมือนการ “เอาอานไปวางข้างหน้าม้า” (Putting the cart before the horse) ซึ่งหมายความว่า ไมเคิลพยายามให้คนมาซื้อแฟรนไชส์แทนที่จะทำให้ธุรกิจโด่งดังเสียก่อน แล้วมาร์คก็ขอผ่านธุรกิจของไมเคิล

ทางด้านโรเบิร์ต เฮอร์จาเวค ผู้ได้สัมผัสประสบการณ์บนเก้าอี้หนังแสนสบายและการบริการของ Hammer & Nails กล่าวว่า ไอเดียของไมเคิลดีมากและสงสัยว่าทำไมไม่มีร้านทำเล็บผู้ชายแบบนี้ทั่วไป แต่ติดที่เขาไม่ถูกใจคำตอบของไมเคิลที่ตอบคำถามของ Mark Cuban เกี่ยวกับแผนธุรกิจที่ต้องการขยายแบบแฟรนไชส์จึงบอกผ่านธุรกิจนี้ไปอีกคน และขอบคุณไมเคิลกับบริการสุดพรีเมียมนี้

ลอรี่ เกรเนอร์ (Lori Greiner) เอ่ยชมไอเดียของไมเคิล แต่ก็มองไม่ออกว่าจะมีผู้ชายจำนวนมากแค่ไหนที่อยากไปทำเล็บ จนสร้างรายได้มากพอที่จะคืนทุนได้ เธอคิดว่าบริการนี้เกิดขึ้นรวดเร็วเกินไป เลยบอกผ่านธุรกิจนี้

เช่นเดียวกับ เควิน โอเลียรี (Kevin O’Leary) ที่สอบถามเกี่ยวกับตัวเลขรายได้และแนวโน้มทั่วไปก่อนจะบอกว่า #เป็นไปไม่ได้ แล้วบอกผ่านดีลนี้ตามไปอีกคน

เดย์มอนด์ จอห์น (Daymond John) เล่าว่าเขาเคยเข้าไปใช้บริการธุรกิจกรูมมิงคลับที่คล้ายกันอย่าง John Allen’s ที่จะดำเนินธุรกิจและมีบริการเสริมอื่น ๆ เช่น ทั้งการตัดเย็บเสื้อผ้าและบาร์ ซึ่งยากที่จะทำแบบนั้นในธุรกิจแฟรนไชส์ แล้วบอกผ่าน Hammer & Nails

สรุปว่าการเดินทางของไมเคิลกับ Shark Tank นั้นสิ้นสุดลงโดยไม่ได้รับข้อเสนอจาก Shark เลยสักคน

จุดจบของสิ่งหนึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งหนึ่งเสมอ

การออกรายการดังกล่าวทำให้ลูกค้าของ Hammer & Nails เพิ่มขึ้นเยอะมาก ที่สำคัญ มีผู้สนใจธุรกิจของไมเคิลและส่งข้อความหาเขากว่า 800 ราย ไมเคิลเลือกผู้ลงทุนที่น่าสนใจ 8 คน และระดมทุนได้ 200,000 ดอลลาร์ตามที่เขาต้องการ จากนั้นเขาก็เริ่มทำตามแผนการขยายกิจการในรูปแบบการขายแฟรนไชส์ และได้เพิ่มการบริการเช่น การตัดผมและโกนหนวดเข้าไปในธุรกิจด้วย

2018 ไมเคิลได้ จอห์น โชย (John Choi) เข้ามาเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ อารอน เมเยอร์ (Aaron Meyers) มารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ โดยทั้งคู่มีประสบการณ์พัฒนาแฟรนไชส์ของ Massage Envy (ธุรกิจบริการนวด) ในเขต Northern California ซึ่งมีส่วนช่วยให้ธุรกิจของไมเคิลเติบโตขึ้นเป็นอย่างมาก

2021 Hammer & Nails มี 8 สาขา มีสาขาแฟรนไชส์ทั้งหมด 13 แห่ง

ต้นปี 2023 พวกเขามีสาขาแฟรนไชส์เพิ่มเป็น 41 แห่ง รายได้รวมทั้งหมดประมาณ 25,000,000 ดอลลาร์ต่อปี โดยแฟรนไชส์ Hammer & Nails มีราคาระหว่าง 234,700 – 531,400 ดอลลาร์ มีค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ 20% และต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ 6%

ในบทสัมภาษณ์ที่ไมเคิลให้กับนิตยสารการเงินและธุรกิจ Forbes เมื่อปี 2017 ไมเคิลกล่าวว่า ในรายการ Shark Tank เขาตื่นเต้นและประหม่าจนลืมอธิบายว่าทำไมเขาถึงอยากทำธุรกิจรูปแบบแฟรนไชส์มากกว่าจะเปิดสาขาเพิ่มเอง ไมเคิลบอกว่าเขาต้องการสร้างธุรกิจที่เป็นต้นแบบ เพื่อให้อำนาจกับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะชาวอเมริกัน-แอฟริกันคนอื่น ๆ ในการทำธุรกิจเพื่อตัวพวกเขาเอง ไมเคิลพยายามอุทิศเวลาเพื่อช่วยให้พวกเขาเหล่านั้นประสบความสำเร็จ และเติบโตได้ด้วยแฟรนไชส์ที่เขาคิดขึ้นมา

และนี่เป็นหนึ่งให้ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จได้ แม้จะถูกผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์มากกว่าทักท้วงว่าธุรกิจที่เขาทำนั้นมาก่อนกาล และแผนธุรกิจที่วางไว้นั้นไม่น่าจะใช่แบบแผนที่ถูกต้อง แต่ด้วยไอเดียที่ดีของธุรกิจ การเติบโตอันรวดเร็วของตลาด ความมุ่งมั่นที่จะยกระดับผู้ประกอบการให้เติบโตไปด้วยกัน และความพยายามที่เขามีมาตลอดชีวิตของเขา จึงทำให้ Hammer & Nails ประสบความสำเร็จในธุรกิจกรูมมิงสำหรับสุภาพบุรุษ แบบหักปากกา Shark

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า #มนุษย์อยู่คู่กับทั้งความสำเร็จและความผิดพลาด การทำธุรกิจนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมมากมาย ทั้งช่วงเวลา, กระแส, ความต้องการของตลาด, การคาดการที่แม่นยำรวมถึงเงินทุน เหล่านี้ล้วนส่งผลให้การทำธุรกิจนั้นประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวได้

แต่สิ่งหนึ่งที่คนประสบความสำเร็จทำเหมือนกันคือ ความมุ่งมั่น พยายาม และมีความเชื่อที่ไม่สามารถลดลงหรือสูญหายไปได้จากคำพูดของใครก็ตามที่คิดไม่ตรงกัน เพราะเราไม่มีทางรู้หรอกว่า สิ่งที่เราคิดขึ้นมาได้นั้น จะล้มไม่เป็นท่าหรือว่ารุ่งระดับโลก จนกว่าจะได้ลงมือทำ

เขียนและเรียบเรียงโดย อติพงษ์ ศรนารา

คน (ตัดสินใจ) โสด ต้องวางแผนให้รอบคอบ 5 เรื่องควรรู้ก่อนทำประกันฉบับคนไม่ต้องการมีคู่

สมัยก่อนเคยมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการวางแผนการเงิน คนที่ไม่มีเงิน คิดว่าการวางแผนการเงินเป็นเรื่องของคนรวยเท่านั้น ส่วนคนรวย ก็คิดว่าตนเองมีเงินมากมายเพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องวางแผนการเงิน

แต่ในปัจจุบันความรู้เริ่มแพร่หลายทั้งในโลกออนไลน์และในหนังสือ ทุกคนรู้แล้วว่าการวางแผนการเงินนั้นจำเป็นสำหรับทุกคน ไม่ว่าเขาจะอายุเท่าไหร่ จะโสด หรือมีครอบครัวหรือไม่

“คน (ตัดสินใจ) โสด” มีอัตราเพิ่มขึ้นในประเทศไทยอย่างรวดเร็ว จากสถิติมีคนโสดถึง 13.9% ในประเทศไทย และแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ อัตราการหย่าร้างสูงขึ้น 19.7% ในขณะที่อัตราการจดทะเบียนสมรส ลดลง 5% เทียบกับ 10 ปีที่ผ่านมา

บ้างก็ว่า “โสดก็ดี ภาระน้อย” ไม่ต้องหารตังค์กับใคร แต่หารู้ไม่ จากข้อมูล เปิดเผยว่าโดยเฉลี่ย คนโสดมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าคนที่มีครอบครัวถึง 11% เนื่องจากต้องการหาความสุข จากความบันเทิง มีการเดินทาง ท่องเที่ยว มากกว่าคนมีครอบครัวมาก จึงต้องเตรียมตัวเรื่องการเงินไว้อย่างรอบคอบ

1. สุขภาพ “เพราะคนโสดต้องดูแลตัวเอง”

ร่างกายคนสื่อมลงทุกวัน วันหนึ่งก็ต้องแก่และเจ็บป่วย ค่ารักษาพยาบาลถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องเตรียมไว้ก่อน เพราะวิทยาการทางการแพทย์ใหม่ ๆ ในอนาคต มีแต่จะแพงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งวิธีการง่าย ๆ ทำให้สุขภาพแข็งแรง ลดความเสี่ยง คือ ปรับพฤติกรรม ลดความเสี่ยงโรค NCDs (โรคเรื้อรังที่ไม่ติดต่อ) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง โรคไตเรื้อรัง ด้วยการออกกำลังกาย เลือกกินอาหารสุขภาพ พักผ่อนให้เพียงพอ ตรวจสุขภาพประจำปี

นอกจากนี้ การทำประกันสุขภาพก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยบริหารค่าใช้จ่ายในการรักษา ซึ่งเป็นการวางแผนกันเงินไว้สำหรับค่ารักษาพยาบาลในรูปแบบเบี้ยประกันที่คาดการณ์ได้ แทนที่จะต้องไปลุ้นบิลค่ารักษาจริงที่โรงพยาบาล

2. “ค่ากินอยู่ ใช้จ่าย” สุขสบายยามเกษียณ

แม้ค่าใช้จ่ายหลังเกษียณบางอย่างอาจจะลดลง แต่ค่าใช้จ่ายทั่วไป เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหาร (บางคนยังมีหนี้สินอีกด้วย) ค่าใช้จ่ายพวกนี้ยังคงอยู่ และอย่าลืมว่าหากคุณเป็นคนโสด อาจไม่มีใครมาช่วยแบ่งเบาภาระตรงนี้

แนะนำการทำประกันบำนาญ เพื่อเป็นรายได้ต่อเนื่องระยะยาว ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนช่วงหลังเกษียณ และประกันบำนาญ ยังสามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้อีกมาก ขณะอยู่ในช่วงวัยทำงาน

3. ต่อให้โสด แต่ก็ต้องระวังโรคร้ายแรง

จะโสดหรือไม่โสด ทุกคนก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคร้ายแรงเหมือน ๆ กัน สังเกตจากสถานพยาบาลเปิดศูนย์โรคมะเร็ง ศูนย์โรคไต ศูนย์โรคหัวใจ เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับอุบัติการณ์การเกิดสูงขึ้น และเริ่มตรวจเจอในอายุที่น้อยลง ที่สำคัญ “ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นกับใคร”

นอกจากการดูแลตัวเองให้ดี ลดความเสี่ยงต่าง ๆ หลีกเลี่ยงการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ก็ควรมีประกันโรคร้ายแรงเพราะการเป็นโรคร้ายมีค่าใช้จ่ายสูง และการหยุดงานเป็นระยะเวลานาน ๆ เพื่อรักษาตัว โดยที่ยังมีค่าใช้จ่าย ประกันโรคร้ายแรงจะเป็นเงินก้อนชดเชยรายได้ที่ขาดหายไป จะได้ไม่เป็นภาระกับกระเป๋าเงินของตัวเอง

4. กิจกรรมกับเพื่อน ๆ ท่องเที่ยว สันทนาการฉบับคนโสด

คนโสด มีค่าท่องเที่ยว สูงกว่าคนมีครอบครัว 40%
คนโสด มีค่าน้ำมัน สูงกว่าคนมีครอบครัว 4%
คนโสด มีค่าความบันเทิง สูงกว่าคนมีครอบครัว 5%
หากจะเป็นคนโสด มีโหมดกินเที่ยว อย่าลืมเตรียมเงินก้อนนี้ไว้ด้วย!

แนะนำประกันออมทรัพย์ระยะยาว ที่มุ่งเน้นการเก็บเงินเพื่อการเกษียณ โดยเลือกแผนที่จะได้รับเงินครบกำหนดสัญญาตอนที่เรากำลังจะเกษียณพอดี เพื่อเป็นเงินก้อนให้เราได้ใช้จ่ายเพื่อความสุข

5. มรดกตกทอดให้หลานรัก

แม้จะไม่มีลูก แต่ ลุง ป้า น้า อา ที่มีหลานรัก ก็สามารถทำเตรียมมรดกก้อนสุดท้าย หรือทำประกันชีวิตเอาไว้ให้คนที่รักได้เช่นกัน จึงควรเตรียมกรมธรรม์ประกันชีวิตไว้บ้าง เพื่อเคลียร์หนี้สินส่วนตัว ไม่ให้คนข้างหลังลำบาก และเป็นเงินก้อนสำหรับหลาน ๆ หรือคนข้างหลังที่ยังเป็นห่วง

เพียงเท่านี้ ก็โสดอย่างสุขใจ มีชีวิตที่ดีได้ เพราะการวางแผนการจัดการความเสี่ยงและประกันที่ครอบคลุม

เขียนโดย: วริศา มณีธวัช ที่ปรึกษาการเงิน AFPT™

5 ข้อควรรู้ “คุ้มครองเงินฝาก”ในวันที่ธนาคารต้องล้มละลาย

จากกรณีของ Silicon Valley Bank (SVB) ธนาคารในประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐฯ ที่ล้มละลายลงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทำให้หลายคนมีความกังวลใจว่า เหตุการณ์ในครั้งนี้จะส่งผลเป็นโดมิโน จนกระทบต่อเสถียรภาพของระบบการเงินไทยหรือไม่ บางคนกังวลมากถึงกับอยากถอนเงินออกจากธนาคารมาเก็บเป็นเงินสดเลยทีเดียว

แต่ล่าสุดคงจะทำให้หลาย ๆ คนเบาใจขึ้นได้บ้าง เพราะได้รับการยืนยันจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แล้วว่า กรณีที่เกิดขึ้นนั้นกระทบต่อเสถียรภาพของระบบการเงินไทยอย่างจำกัด เนื่องจากไม่มีธนาคารใดของไทยที่มีการทำธุรกรรมโดยตรงกับ SVB เลย อีกทั้ง กระทรวงการคลัง ก็ได้ออกมาให้ความเห็นว่า ระบบสถาบันการเงินของไทยยังมีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ และถึงแม้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่ธนาคารของไทยล้มขึ้นมาจริง ๆ (ซึ่งเป็นไปได้ยาก) ไทยเองก็มีหน่วยงานที่คอยกำกับดูแลและคุ้มครองเงินฝากอยู่แล้ว โดยที่ไม่ต้องกังวลใจไป

(1) เงินฝากเรา…ใครดูแล?

ปัจจุบันไทยมีหน่วยงานที่ชื่อว่า สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) หรือ DPA

หน้าที่หลักของเขาคือการให้ความ คุ้มครองเงินฝาก แก่ประชาชนอย่างเราๆ นี่แหละ รวมทั้งเป็นผู้จัดการกับสถาบันการเงินที่ถูกสั่งปิดกิจการ โดยเขาจะทำหน้าที่ชำระบัญชี ขายสินทรัพย์ของธนาคารที่ล้ม เพื่อนำเงินมาคืนให้กับผู้ฝากเงินทุกคนอย่างทั่วถึงที่สุด

(2) ใครบ้างที่ได้รับสิทธิ “คุ้มครองเงินฝาก” ?

ไม่ใช่แค่คนไทยเท่านั้น แต่กฎหมายครอบคลุมถึง 3 กลุ่มหลักๆ ดังนี้

บุคคลธรรมดา

เป็นคนทั่วไปที่เปิดบัญชีเงินฝากกับสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันคุ้มครองเงินฝาก โดยจะคุ้มครองในลักษณะ 1 รายชื่อผู้ฝาก ต่อ 1 สถาบันการเงิน โดยนำเงินฝาก (เงินต้นและดอกเบี้ย) ของผู้ฝากแต่ละราย ในทุกสาขาและทุกบัญชีของสถาบันการเงินแห่งนั้นมาคำนวณรวมกัน

นิติบุคคล

เช่น บริษัท กองทุนต่าง ๆ มูลนิธิ วัด สมาคม สหกรณ์ บริษัทประกันภัย บริษัทประกันชีวิต ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายเช่นเดียวกับผู้ฝากที่เป็นบุคคลธรรมดา โดยประเภทของเงินฝากและสถาบันการเงินที่ฝากต้องอยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองเงินฝากเช่นกัน

ชาวต่างชาติ

เป็นชาวต่างชาติที่เปิดบัญชีเงินฝากกับสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันคุ้มครองเงินฝากที่อยู่ในประเทศไทย จะได้รับการคุ้มครองต่อเมื่อเป็นบัญชีเงินฝากภายในประเทศที่เป็นสกุลเงินบาท ในประเภทที่ให้ความคุ้มครอง เว้นแต่เป็นเงินฝากใน “บัญชีเงินบาทของบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ” ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน

(3) คุ้มครองเงินฝาก …ประเภทใดบ้าง?

เงินฝากที่ได้รับความคุ้มครอง คือ เงินฝากที่เปิดไว้ที่สถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองเงินฝาก เป็นเงินสกุลบาท และเป็นบัญชีเงินฝากภายในประเทศ ในปัจจุบันมี 5 ประเภท ได้แก่

✅เงินฝากกระแสรายวัน
✅เงินฝากออมทรัพย์
✅เงินฝากประจำ
✅บัตรเงินฝาก
✅ใบรับฝากเงิน

(4) คุ้มครองเงินฝาก …วงเงินเท่าไหร่?

✅คุ้มครองเงินฝาก 1 ล้านบาท ต่อ 1 รายผู้ฝาก ต่อ 1 สถาบันการเงิน (โดยนับรวมทุกบัญชีในสถาบันการเงินแห่งนั้นๆ)

หากเกิดเหตุที่สถาบันการเงินใด ไม่สามารถดำเนินกิจการต่อได้ ทางสถาบันคุ้มครองเงินฝากจะเป็นผู้ที่เข้ามาจ่ายเงินคุ้มครองให้ภายใน 30 วัน และยังทำหน้าที่เป็นผู้ชำระบัญชีต่อด้วย

ยกตัวอย่างเช่น…

กรณีที่ 1: เราฝากเงินกับธนาคารหนึ่งจำนวน 50,000 บาท ต่อมาธนาคารที่เราฝากเงินไว้ปิดตัวลง ทางสถาบันคุ้มครองเงินฝากจะทำการโอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ของผู้ฝากให้เต็มจำนวน 50,000 บาท ภายใน 30 วัน โดยผู้ฝากไม่ต้องดำเนินการใดๆ

กรณีที่ 2: เราฝากเงินกับธนาคารหนึ่งจำนวน 2,000,000 บาท ต่อมาธนาคารที่เราฝากเงินไว้ปิดตัวลง เบื้องต้นทางสถาบันคุ้มครองเงินฝากจะทำการโอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ให้เต็มวงเงินคุ้มครองก่อน คือ 1,000,000 บาท ภายใน 30 วัน และหลังจากนั้น สถาบันคุ้มครองเงินฝากจะทำหน้าที่เป็นผู้ชำระบัญชี เพื่อขายสินทรัพย์ต่างๆ ของธนาคาร และนำเงินส่วนที่เหลือมาคืนให้กับผู้ฝากให้ได้มากที่สุด

(5) คุ้มครองเงินฝาก …สถาบันการเงินไหนบ้าง?

✅ธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ (17 แห่ง)
ธนาคารกรุงเทพ
ธนาคารกรุงไทย
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
ธนาคารกสิกรไทย
ธนาคารทหารไทยธนชาต
ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย
ธนาคารไทยพาณิชย์
ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย)
ธนาคารยูโอบี
ธนาคารทิสโก้
ธนาคารเกียรตินาคินภัทร
ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์
ธนาคารไอซีบีซี (ไทย)
ธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อย
ธนาคารเมกะ สากลพาณิชย์
ธนาคารแห่งประเทศจีน (ไทย)
ธนาคารซูมิโตโม มิตซุย ทรัสต์ (ไทย)

✅สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ (11 แห่ง)
ธนาคารเจพีมอร์แกน เชส
ธนาคารโอเวอร์ซี-ไชนีส แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น จำกัด
ธนาคารซิตี้แบงก์
ธนาคารอาร์ เอช บี จำกัด
ธนาคารแห่งอเมริกา เนชั่นแนล แอสโซซิเอชั่น
ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น จำกัด
ธนาคารดอยซ์แบงก์
ธนาคารมิซูโฮ จำกัด
ธนาคารบีเอ็นพี พารีบาส์
ธนาคารซูมิโตโม มิตซุย แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น
ธนาคารอินเดียน โอเวอร์ซีส์

✅บริษัทเงินทุน (1 แห่ง)
บริษัทเงินทุน แอ็ดวานซ์ จำกัด (มหาชน)

✅บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ (3 แห่ง)
บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ เอสเบ จำกัด
บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ เวิลด์ จำกัด
บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ แคปปิตอล ลิ้งค์ จำกัด

⛔️ยกเว้นสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 8 แห่งนี้ เพราะอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของกระทรวงการคลัง
ธนาคารออมสิน
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
ธนาคารอาคารสงเคราะห์
ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย
ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมแห่งประเทศไทย
บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม
บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย

หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านนะครับ

อ่าน บทเรียนจากการล้มของธนาคารในสหรัฐอเมริกา เพิ่มเติมได้ที่นี่

ทำไมมนุษย์เงินเดือนควรมี “ประกันสะสมทรัพย์”อย่างน้อย 1 ฉบับ?

เพราะช่วงนี้อะไรๆ ในชีวิตก็ไม่แน่นอนหรือมั่นคง จะดีกว่าไหมหากเรามีหลักประกันในชีวิตด้วย “เงินออมเป็นก้อน” ให้อนาคตเราในวันข้างหน้า รวมถึงมี “เงินก้อน”ทิ้งไว้ให้คนข้างหลังกรณีเกิดเหตุไม่คาดฝันกับชีวิตด้วย นั่นแหละครับ นี่คือเหตุผลว่า ทำไมมนุษย์เงินเดือนควรมีประกันสะสมทรัพย์อย่างน้อยสัก 1 ฉบับ

1. รู้จักประกันสะสมทรัพย์หรือประกันออมทรัพย์

เป็นประกันชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งที่เน้นการออมเงิน พร้อมรับความคุ้มครอง เมื่อเราส่งเบี้ยประกันครบตามระยะเวลาที่ระบุในกรมธรรม์ ประกันชีวิตก็จะจ่ายเงินคืนให้เรา และถ้าเราเสียชีวิตระหว่างที่ส่งประกัน คนข้างหลังเราก็จะได้รับเงินก้อนตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญา

2. ข้อดีของประกันสะสมทรัพย์

ขอสรุปง่ายๆ ครับ ประกันสะสมทรัพย์การันตีผลตอบแทนแน่นอน เงินต้นไม่หาย มีระยะเวลากำหนดแน่ชัดว่าต้องส่งเงินเท่าไหร่ เป็นระยะเวลาเท่าไหร่ ถ้าเราเสียชีวิตก็มีเงินก้อนให้คนข้างหลัง นำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ด้วย ที่สำคัญ ไม่เสียภาษีเหมือนดอกเบี้ยบัญชีออมทรัพย์ครับผม

3. ข้อด้อยล่ะ

เพราะมีสัญญาบังคับว่าเราต้องส่งประกันกี่ปี และถ้ายุติก่อน เราคือฝ่ายผิดสัญญา ทำให้สภาพคล่องน้อยมันกว่าการฝากเงิน และทุนคุ้มครองชีวิตอาจจะไม่สูงเท่าประกันชีวิตแบบอื่น เพราะเน้นออมเงิน อีกทั้งผลตอบแทนก็สู้ หุ้น กองทุน อะไรพวกนี้ไม่ไ้ดครับ

4. เราจะรู้ได้ไงว่าประกันสะสมทรัพย์ตัวไหนคุ้มสุด?

แนะนำง่ายๆ ลองคำนวณเบี้ยที่ส่งไปทั้งหมดว่าส่งเบี้ยไปเท่าไหร่ แล้วเราได้เงินรับคืนมาทั้งหมดเท่าไหร่ ลองมาหักลบกันดู แล้วเทียบกันดูหลายๆ เจ้าครับ แต่ทั้งนี้ก็อย่าลืมดูทุนประกันด้วยนะครับ เพราะแต่ละที่เบี้ยเท่ากัน แต่ทุนประกันไม่เท่ากัน รวมไปถึงดูระยะเวลาการส่งเบี้ยด้วยนะครับ

สุดท้าย aomMONEY ขอฝากว่า สำหรับคนมองหาที่ออมเงินในอนาคตและเงินทุนความคุ้มครองถึงคนข้างหลัง ประกันสะสมทรัพย์ก็น่าสนใจครับ แต่ถ้าเน้นอยากคุ้มครองชีวิตสูงๆ ก็ควรดูประกันชีวิตแบบอื่น หรือถ้าอยากได้ผลตอบแทนที่สูงกว่านี้ ก็ควรลงทุนในสินทรัพย์อย่างอื่นเพิ่มเติมครับ

ทำไม? “ทองคำ” น่าลงทุนยามวิกฤติ สรุปง่ายๆ ด้วย 5 ข้อนี้

อย่างที่เราทราบกันดีว่า ทองคำเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมมานานตั้งแต่สมัยโบราณ และไม่มีทีท่าว่าจะลดความนิยมลงเลย มิหนำซ้ำกลับได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้เป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุน

จากความนิยมดังกล่าว ส่งผลให้ราคาทองคำมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามไปด้วย โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดวิกฤติใหญ่ ๆ ราคาทองคำก็มักจะมีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

แต่ไม่ใช่แค่ช่วงวิกฤติเท่านั้น เพราะในยามที่ภาวะตลาดเกิดความไม่แน่นอนบางอย่าง เช่น ในปัจจุบันเรื่องการล้มละลายของ Silicon Valley Bank (SVB) ส่งผลให้ราคาทองคำในตลาดโลกเริ่มปรับตัวเข้าใกล้ 1,900 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ และราคาทองคำไทย ณ วันนี้ (14 มี.ค.) ก็ปรับขึ้นที่ 300 บาทต่อบาททองคำ โดยราคารับซื้อทองคำแท่ง อยู่ที่บาทละ 31,000 บาท ขายออกบาทละ 31,100 บาท และราคารับซื้อทองรูปพรรณ บาทละ 30,441.28 บาท ขายออกบาทละ 31,600 บาท

ด้วยเหตุนี้ หลายคนที่สะสมทองคำไว้ก็น่าจะยิ้มกว้างกันอยู่ไม่น้อย โดยเหตุผลที่ทำให้คนหันมาลงทุนทองคำในยามที่เกิดความไม่แน่นอน สรุปง่ายๆ ดังนี้

(1) ทองคำช่วยกระจายความเสี่ยงได้ เพราะราคาทองคำจะขึ้นสวนทางกับสินทรัพย์อื่นเมื่อเศรษฐกิจแย่
(2) รักษามูลค่าได้ แม้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจทองคำก็ยังมีมูลค่าในตัวเอง
(3) ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อได้ เพราะราคาทองจะสูงขึ้น เมื่อเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ในขณะที่คนถือเงินสด มูลค่าเงินในมือจะลดลง
(4) มีสภาพคล่องสูง เพราะซื้อขายเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่าย
(5) เป็นทรัพยากรที่มีจำกัด ซื้อขายเก็งกำไรได้

รู้หรือไม่? เราลงทุนทองคำได้ ด้วยเงิน 1,000 บาท เพียงใช้วิธี “ออมทอง”

การออมทอง คือ การซื้อทองคำโดยการแบ่งจ่ายเป็นงวดๆ เช่น งวดละ 1,000 บาท เมื่อออมเงินครบตามจำนวนแล้วก็สามารถแลกเป็นทองคำ 1 บาทเต็มได้

ตัวอย่าง

นาย A ออมทองคำกับร้านทองแห่งหนึ่ง เดือนละ 1,000 บาท
– ทองหนัก 1 บาท ราคา 31,100 บาท คิดเป็นน้ำหนัก 15.244 กรัม
– ถ้าออมทองด้วยเงิน 1,000 บาท จะคิดเป็นเงิน 3.22% ของราคาทอง และได้ทองน้ำหนัก 0.49 กรัม (3.22% x 15.244)

เพราะฉะนั้นเพื่อให้ได้ทองคำครบ 1 บาท และถอนออกมาได้
นาย A จะต้องออมทองเป็นเวลา 31 เดือน (คิดจากราคาทอง 31,100 บาท)

โดยข้อดีของการออมทองก็คือ เราสามารถออมได้ตลอดทุกเดือน โดยไม่ต้องสนใจราคา และไม่จำเป็นต้องมีเงินก้อน เป็นการฝึกวินัยการลงทุน แต่ก็ต้องยอมรับก็ข้อเสียที่จะไม่ได้เงินผันผลและดอกเบี้ยเหมือนการลงทุนรูปแบบอื่น อีกทั้งยังมีค่าธรรมเนียมในการตัดบัญชีอัตโนมัติในทุกๆ เดือน

ก่อนจากกัน aomMONEY ขอฝากไว้แบบนี้ครับว่า “การออมทอง” เป็นการลงทุนในทองคำอีกทางหนึ่งที่น่าสนใจและช่วยสร้างวินัยในการออมได้ เหมาะกับคนที่ไม่ต้องการจ่ายเป็นเงินก้อนและต้องการกระจายความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนควรศึกษาและพิจารณาก่อนตัดสินใจครับ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save