ทำไม? คนโง่แล้วอวดฉลาดมักลงทุนพลาดจนพอร์ตพังรู้จัก Dunning-Kruger Effect

รู้สึกสะดุดกับคำคมของ Bertrand Russell นักปรัชญาระดับโลก ที่ว่า

“The trouble with the world is that the stupid are cocksure and the intelligent full of doubt.”
“ปัญหาของโลกนี้ คือ คนฉลาดมักจะสงสัยไปหมด ส่วนคนโง่ก็มั่นใจในสิ่งที่ตัวเองคิดเอามากๆ”

ในมุมการใช้ชีวิต มันสะท้อนความเป็นจริงในโลกของคนทำงาน บ่อยครั้งที่มักเจอว่า คนฉลาดชอบสงสัยในสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะความสามารถของตัวเอง แต่คนที่ไม่ฉลาดนี่สิ กลับชอบอวดเก่ง และมั่นใจในความสามารถของตัวเองแบบเปี่ยมล้น

จริงๆ แล้วการที่คนฉลาดมักสงสัยในสิ่งต่างๆ ไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว เมื่อพวกเขามีคำถามแล้ว ก็มักจะพยายามแสวงหาคำตอบ จนได้ความรู้ใหม่ๆ

แต่กรณี คนไม่ฉลาด กลับน่าเป็นห่วง เพราะพวกเขามักมั่นใจในตัวเองเกินไป แถมชอบโชว์เก๋า ให้คนอื่นๆ รับรู้ว่า ตัวเองนั้นเก่งเหลือเกิน เชื่อเถอะ เวลาต้องทำงานกับคนแบบนี้ เพื่อนร่วมงานต้องปวดหัวแน่นอน

เชื่อว่า หลายคนคงสงสัย (เริ่มเข้าโหมดคนฉลาดกันแล้วล่ะ) ว่า ทำไมคนที่ไม่ฉลาดถึงมั่นใจในตัวเองขนาดนั้น เขารู้ไหมว่าจริงๆ แล้วตัวเองไม่ได้ฉลาดเหมือนที่คิด aomMONEY ไปหาคำตอบมาให้แล้วว่าอะไรอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้

มีงานวิจัย ชื่อ “unskilled and unaware of it” ของ ศ.เดวิด ดันนิง (David Dunning) แห่ง Cornell University กับ จัสติน ครูเกอร์ (Justin Kruger) แห่ง University of Illinois ซึ่งโด่งดังจนได้รับรางวัลอิกโนเบล สาขาจิตวิทยาประจำปี ค.ศ. 2000 พูดถึง ทฤษฎี The Dunning–Kruger effect ซึ่งอธิบายพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ได้

โดย The Dunning–Kruger effect เป็นทฤษฎีทางจิตวิทยา บอกถึงความรู้สึกลึกๆ ในจิตใจคน ที่ชอบคิดเองเออเองว่า ตัวเองเก่ง หรือ มีความสามารถมากอยู่เสมอ ทั้งที่ในความเป็นจริงอาจไม่ได้เป็นแบบนั้น

สาเหตุหนึ่งอาจเกิดจาก อคติในการรับรู้ โดยเฉพาะตอนที่เรามีความรู้น้อยๆ “เรามักจะไม่รู้ตัวว่า เราไม่รู้อะไร” ดังนั้น พอเริ่มรู้ในศาสตร์อะไรบางอย่างและเริ่มเอาไปใช้งานได้ คราวนี้ก็จะมโนไปเองว่า เรารู้หมดแล้ว เก่งพอแล้ว มีความสามารถมากพอ

พอนานวันเข้า มีโอกาสได้เรียนรู้ และพบเจอกับผู้คนมากหน้าหลายตาบนโลกนี้ เราจึงมารู้ตัวภายหลังว่า ยังมีความรู้อีกเยอะบนโลกใบนี้ที่เราไม่รู้มาก่อน

แล้วเป็นอันตรายมั้ย ถ้าเป็นคนไม่ฉลาด แต่คิดอยู่เสมอว่าตัวเองนั้นเก่งเกินใคร

พูดตรงๆ ถ้าอยู่ในสังคมคนทำงาน การเป็นคนอวดฉลาด อาจทำให้การทำงานแบบเป็นทีมปั่นป่วน เพื่อนร่วมงานอาจจะงง เมื่อผลลัพธ์ของการทำงานที่ออกมา ไม่เหมือนกับที่คุยกันไว้ ถ้าเป็นแบบบนี้บ่อยๆ ความไว้ใจในทีมจะลดต่ำลง เพื่อนร่วมงานจะเริ่มเบื่อหน่ายและไม่อยากทำงานด้วย

แต่ถ้าเป็นในสนามการลงทุนล่ะ โดยเฉพาะถ้าเป็นนักลงทุนมือใหม่ในตลาดหุ้น บอกเลยต้องระวังให้มาก ยิ่งถ้าตอนลงสนามแรกๆ มีโชคช่วยก็เลยได้กำไรตั้งแต่ตอนแรก คราวนี้ก็ยิ่งมั่นใจในว่า ตัวเองเก่ง การลงทุนไม่ใช่เรื่องยาก ไม่มีอะไรซับซ้อน ไม่ต้องวิเคราะห์กราฟ ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงความเสี่ยง ดูแต่ผลกำไรของบริษัทก็พอ

พอเผลอทุ่มเงินลงทุนจำนวนมากลงไป สุดท้ายขาดทุนและเพิ่งมาพบความจริงในภายหลังว่า การลงทุนในตลาดหุ้นมีอะไรมากกว่าที่คิด มีปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ และมีความไม่แน่นอนเต็มไปหมด

ถ้าอยากหลุดพ้นจากอคติดังกล่าว ทำได้มั้ย?

บอกเลยทำได้แน่นอน เมื่อใดก็ตามที่คนเราเริ่มหันมาตั้งคำถามกับสิ่งที่เราคิด ที่เรายึดมั่นถือมั่น และยอมรับให้ได้ว่าตัวเรานั้น ไม่ได้รู้ทุกอย่างบนโลกใบนี้ เชื่อว่า อคติที่บังตาเราอยู่จะค่อยๆ หายไปได้ในที่สุด

บอกเลย ความไม่รู้ไม่ใช่เรื่องผิด และความมั่นใจก็ไม่ใช่เรื่องแย่ เพียงแต่ต้องใช้ให้มันถูกที่ถูกทางถูกเวลา โดยเฉพาะในสนามการลงทุนที่มีปัจจัยรอบด้านให้ต้องคำนึงถึง และยังต้องวิเคราะห์สถานการณ์ให้ถูกต้องเหมาะสม ก่อนตัดสินใจควักกระเป๋านำเงินไปลงทุน เพราะหากพลาดพลั้ง นั่นหมายถึง เงินลงทุนสูญหายไปอย่างน่าเสียดาย

เจ้าของกิจการไม่อยากเจ๊งแบ่งเงินเดือนให้ตัวเองยังไงดี?

ใครๆ ก็อยาก “เป็นเจ้าของกิจการ” เจ้าของร้าน หรือมีธุรกิจเล็กๆ ได้เป็นนายตัวเอง เเต่คุณเคยสงสัยไหมว่าคุณควรให้เงินเดือนตัวเองเท่าไหร่?

ควรให้ตามใจตัวเองรึเปล่า?

ถ้าสมมติว่าธุรกิจเรามีกำไร 1 แสน มันถือว่าเป็นเงินเดือนของเราได้ไหม แล้วถ้าใช้เงิน 1 แสนนี้ไปกับค่าใช้จ่ายในบ้านหรือค่าใช้จ่ายส่วนตัวทั้งหมดจะเป็นยังไง?

คำตอบก็คือ เจ๊งครับ!

ถ้าคุณไม่ได้แยกเงินส่วนของธุรกิจของคุณ กับเงินส่วนตัวของคุณออกจากกัน ลองนึกภาพว่า ถ้าคุณใช้เงิน 1 แสนที่เป็นกำไรของธุรกิจไปกับค่าใช้จ่ายในบ้าน เอาไปเที่ยว ไปช้อปปิ้ง ไปใช้จ่ายอื่นๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกิจการเลย ใช้จนเกือบหมด แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปหมุนในกิจการ

สุดท้ายก็วนมาคำตอบข้างบนคือ เจ๊งครับ

วิธีแยกเงินทั้ง 2 ก้อนนั้นง่ายมากครับและเป็นวิธีที่เจ้าของธุรกิจทุกคนต้องทำครับ ย้ำครับว่าต้องทำ! นั่นก็คือ การทำงบขึ้นมาสองงบครับ แยกเป็น งบกำไรขาดทุน ที่เป็นการบันทึกรายได้ของกิจการและรายจ่ายที่เป็นต้นทุนเพื่อดูว่ากิจการของคุณมีกำไรหรือขาดทุนเท่าไหร่ และงบรายรับรายจ่ายที่เป็นการบันทึกค่าใช้จ่ายส่วนตัวครับ

การทำงบทั้งสองงบนี้ จะช่วยทำให้คุณสามารถแยกเงินออกจากกันได้ง่าย เพราะคุณจะเห็นภาพมากขึ้น ภาพแรกก็คือเงินได้จากธุรกิจไม่ว่าจะเป็นกำไรหรือขาดทุน ภาพที่สองเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว พอได้เห็นทั้งสองภาพนี้แล้วก็ต้องคำนึงอีก 2 ข้อนะครับ คือ

1. กิจการต้องมีเงินหมุนให้พอกับต้นทุนในเดือนถัดๆ ไป
2. คุณต้องใช้จ่ายและมีเงินเก็บออม

เมื่อคุณเห็นภาพชัดเจนเเล้ว คุณก็จะสามารถแบ่งเงินเดือนให้กับตัวเองได้ง่ายขึ้นครับ เช่น เจนนี่เปิดร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านมีต้นทุนต่อเดือน 100,000 บาท และขายได้เดือนละ 300,000 บาท แบบนี้เมื่อทำงบกำไรขาดทุนก็จะมีกำไร 200,000 บาท

แล้วเจนนี่ก็ไปทำงบรายรับรายจ่ายของตัวเอง ปรากฎว่ามีเงินที่ต้องใช้ต่อเดือนประมาณ 50,000 บาท ถ้าอย่างนั้นเจนนี่ควรให้เงินเดือนตัวเองเท่าไหร่ดีครับ?

ข้อแรก : ก็คือต้องเอาเงินที่เป็นกำไร 2 แสนนี้มาแบ่งให้ร้านก๋วยเตี๋ยว อย่างน้อยที่สุด ก็คือให้เท่ากับต้นทุนของร้าน ก็คือ 100,000 บาท และถ้าจะให้ดีก็ควรแบ่งเผื่อไว้อีกหน่อย

ข้อที่สอง : ก็คือแบ่งให้ตัวเอง เป็นค่าใช้จ่าย 50,000 บาท และเก็บออมอีกสัก 30,000 บาท

แบบนี้เงินเดือนของเจนนี่ก็อาจจะประมาณ 80,000 บาท และเงินที่กลับเข้าไปที่ร้านก๋วยเตี๋ยวก็จะเป็น 120,000 บาท

เพราะฉะนั้นการแบ่งเงินเดือนของเจ้าของกิจการที่สำคัญที่สุด คือ การทำงบกำไรขาดทุนสำหรับกิจการ และทำงบรายรับรายจ่ายสำหรับตัวเอง แต่อย่าลืมว่าการทำงบกำไรขาดทุนของกิจการไม่ใช่การทำแบบเดือนต่อเดือน แต่เป็นการทำงบล่วงหน้า เพื่อจะสามารถมองภาพในอนาคตของกิจการและวางแผนจัดการต่อได้ครับ

การ “เป็นเจ้าของกิจการ” ที่มีการทำกำไรมาก แต่ไม่แบ่งเงินส่วนตัวออกจากธุรกิจ หรือแบ่งอย่างไม่เหมาะสม มันอาจจะทำให้เกิดปัญหาคาราคาซังในอนาคตได้นะครับ เพราะฉะนั้นถ้าใครจะเริ่มต้นทำธุรกิจ ขอให้เริ่มทำงบสองตัวนี้ก่อนจะดีที่สุดครับ หรือสำหรับใครที่เริ่มไปแล้วต้องทำงบทั้งสองงบนี้ทันทีครับ

ความได้เปรียบของธุรกิจที่มาทีหลัง เจ้าแรกสร้างเสียงฮือฮา เจ้าต่อมาคือการเปลี่ยนเกม

มันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วถ้าในอุตสาหกรรมไหนมีธุรกิจประสบความสำเร็จอยู่แล้ว เรามักจะมองหาช่องทางอื่น ๆ ไอเดียใหม่ในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ จะพุ่งไปข้างหน้าทำไมถ้าพื้นที่ตรงนั้นมีบริษัทที่ประสบความสำเร็จอย่างมากเป็นผู้นำตลาดหรือครองตลาดส่วนใหญ่ได้หมดแล้ว

แต่หากทุกธุรกิจคิดแบบเดียวกัน เราก็คงไม่มีโอกาสได้เห็นบริษัทใหญ่ ๆ ในปัจจุบันอย่าง Apple หรือ Netflix และใช้คอมพิวเตอร์จาก IBM และเช่าดีวีดีที่ร้าน Blockbuster เราคงไม่มี Facebook หรือ Instagram หรือ TikTok และคงมีแต่ MySpace

หรือถ้ามองบ้านเราที่เห็นชัด ๆ ก็ตู้เต่าบิน ตู้กดกาแฟอัตโนมัติไม่ใช่เรื่องใหม่ ตู้กดที่ทำได้สองร้อยเมนูในรสชาติที่ดีและราคาเข้าถึงได้ต่างหากที่เข้ามาเปลี่ยนเกม (แต่ตอนนี้เต่าบินก็กำลังจะต้องปรับตัวอีกแล้ว เดี๋ยวพูดประเด็นนี้ต่อข้างล่าง)

ประเด็นก็คือว่ามันมีพื้นที่ว่างของโอกาสทางธุรกิจเสมอสำหรับบริษัทใหม่ ๆ เพื่อที่จะเข้ามาพัฒนาสิ่งที่มีอยู่แล้วในตลาด แม้ในอุตสาหกรรมที่เติบโตไปแล้วก็ตาม แน่นอนมันไม่ใช่เรื่องง่าย ช่วงที่ Apple เข้าตลาดช่วง 10-15 ปีแรกก็เจอปัญหามากมาย แต่พอผ่านพ้นช่วงค้นหาเส้นทางของตัวเองก็เจอก็เอาชนะเจ้าตลาดอย่าง IBM ในตอนนั้นมาได้อย่างไม่เห็นฝุ่น

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “The Second-Mover Advantage” หรือ ความได้เปรียบของคนมาทีหลัง

แน่นอนล่ะคนที่มาก่อนและตั้งหลักปักฐานจนสามารถกลายเป็นธุรกิจที่แข็งแกร่งและสร้างรายได้มหาศาลนั้นได้รับเสียงยกย่องเยินยอในการเป็นเจ้าแรกของตลาด สร้างเสียงฮือฮาและได้รับเสียงปรบมืออย่างมากล้น เป็นตัวกำหนดมุมมองสร้างมาตรฐานสำหรับของตลาดนั้น ๆ การเติบโตและความร่ำรวยก็จะตามมาด้วยถ้าเป็นตลาดที่ใหญ่เพียงพอ แต่พอถึงจุดหนึ่งก็จะเจอกับปัญหาใหญ่ที่ต้องแก้ไขอีกครั้ง

ในทุกอุตสาหกรรมมันจะมีด้วยกัน 3 ระยะ : ดิสรัปชัน, รับรู้ และ ปรับตัว

เราเห็นเรื่องนี้เกิดขึ้นอยู่บ่อย ๆ ที่การเป็นเจ้าแรกของตลาดนั้นจะถูกตั้งคำถาม แล้วพอธุรกิจเติบโต มีเจ้าอื่นๆเข้ามาแข่งขันในตลาดจนเริ่มตัน สุดท้ายแต่ละคนก็จะเริ่มต้องปรับตัว อาจจะเกิดเป็นอุตสาหกรรมใหม่ หรือโมเดลการสร้างรายได้ใหม่โดยการทำอย่างอื่นเพิ่มเข้าไป

แต่ไม่ว่าในอุตสาหกรรมใดก็ตามจะมีสามระยะนี้

1. ดิสรัปชัน (Disruption)

นี่คือช่วงบุกเบิกน่านน้ำใหม่ ตัวอย่างที่ชัดเจนและน่าจะเข้าใจง่ายที่สุดก็น่าจะเป็น ‘Ride Sharing’ ที่บุกเบิกโดย Uber มันเปลี่ยนวิถีการเดินทาง การสร้างรายได้และการขนส่งสาธารณะไปเลย ตลาดของคนขับรถขนส่งเป็นอาชีพเสริมเติบโต สร้างรายได้และการหมุนเวียนเม็ดเงินอย่างมหาศาล จนกระทบกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ อย่างแท็กซี่และบริการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมารองรับอีกด้วย

ดิสรัปชันไม่จำเป็นต้องเป็นสินค้าใหม่หรือบริการใหม่เสมอไป มันอาจจะเป็นรูปแบบใหม่ของสินค้าเดิมก็ได้ ลองคิดถึงแบรนด์แว่นตาอย่าง Warby Parker ที่ส่งแว่นให้ลูกค้าที่บ้าน (Direct-to-Consumer) ซึ่งทำให้ราคาแว่นตานั้นถูกลงกว่าการไปซื้อที่ร้าน หรือยกตัวอย่างเต่าบินสินค้าก็คือกาแฟเหมือนเดิม แค่ทำให้มันสะดวกขึ้น เป็นตู้กดที่รสชาติไม่แย่

หรือถ้าจะยกตัวอย่างล่าสุดอย่าง ChatGPT ที่ไมโครซอฟท์นำมาใช้ในระบบเสิร์ชเอนจิน Bing.com แล้วสร้างความฮือฮาในอุตสาหกรรมเสิร์ชเอนจินที่ Google เป็นเจ้าตลาดมานาน นี่ก็ถือเป็นระยะดิสรัปชันเช่นเดียวกัน

2. รับรู้ (Awareness)

เมื่อมีเจ้าแรกเข้ามาในตลาดสร้างมาตรฐานของบริการหรือสินค้าเอาไว้เรียบร้อย สักพักเราจะเริ่มเห็นอะไรก็ตามที่คล้าย ๆ ตามเข้ามา ซึ่งตอนนี้แหละความได้เปรียบของธุรกิจที่มาทีหลังจะเริ่มสร้างความแตกต่างได้

Blockbuster เป็นร้านเช่าวิดีโอขนาดใหญ่มีหลายหมื่นสาขา มูลค่าเกือบ 5,000 ล้านเหรียญในช่วงที่พีคที่สุด แต่ Netflix เห็นช่องว่างของธุรกิจ ทั้งเรื่องค่าปรับที่แสนแพง ความยุ่งยากที่ต้องขับรถไปคืนวิดีโอที่ร้าน บางครั้งเรื่องที่อยากเช่าก็ต้องรอคิวนานหลายวันเพราะเป็นเรื่องที่ออกใหม่ ปัญหาเหล่านี้ล้วนทำให้ Netflix แทรกขึ้นมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง สร้างระบบรายเดือน ไม่มีค่าปรับคืนช้า เช่าได้ทุกที่ที่มีอินเทอร์เน็ต ส่งมาทางไปรษณีย์ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีกว่าให้กับลูกค้าด้วย

ลองยกตัวอย่างใกล้ตัวเข้ามาหน่อย เราเห็นตู้กาแฟที่ขายกันตามคอนโดหรือห้าง แก้วละ 10-20 บาท แม้ราคาจะถูก แต่มันมีให้เลือกน้อยและที่รสชาติไม่ต่างอะไรจากกาแฟซองชงใส่น้ำร้อนเลย เต่าบินเป็นคนเข้ามาในตลาดทีหลัง เห็นช่องว่างตรงนี้ สร้างเมนูที่หลากหลายมากขึ้น ในราคาที่ถูกกว่ากาแฟสดจากร้านทั่วไป จนทำให้มันเป็นกระแสและเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง นี่คือความได้เปรียบของธุรกิจที่มาทีหลังอย่างแท้จริง

3. ปรับตัว (Correction)

แต่สุดท้ายไม่ว่าอุตสาหกรรมไหนก็ตาม ธุรกิจจะเติบโตมาถึงจุดหนึ่งมีคู่แข่งอยู่เต็มตลาดหรือมีเจ้าอื่น ๆ กินส่วนแบ่งของตลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ (หรือบางทีก็เป็นธุรกิจเดิมของตัวเองที่ไม่สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนและเติบโตได้เหมือนในสองระยะแรกได้อีกต่อไป)

Facebook, Amazon, Google, Netflix หรือแม้แต่ Apple ก็กำลังอยู่ในระยะนี้

หรือถ้าพูดถึงเต่าบิน…ก็อยู่ในระยะนี้ ล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ก็มีข่าวว่าจะขยับไปขายก๋วยเตี๋ยวผ่านตู้อัตโนมัติ ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นก้าวต่อไปของธุรกิจเพื่อมอบสินค้าและบริการใหม่ให้กับลูกค้า เหมือนวนเข้าสู่ระยะดิสรัปชันใหม่อีกครั้ง ซึ่งแน่นอนว่ามันก็ไม่ได้การันตีความสำเร็จอะไร

เพราะเราเห็นหลายต่อหลายครั้งที่บริษัทที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในอุตสาหกรรมหนึ่ง ลองขยับสร้างดิสรัปชันในอีกอุตสาหกรรมหนึ่งแล้วก็ล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า

นึกถึง Google+, Amazon Fire Phone, Microsoft Zune, Netflix Games, Facebook Deals, Google Glass, Apple Newton และอีกมากมาย (Metaverse?) เพราะฉะนั้นการขยับไปดิสรัปต์อีกอุตสาหกรรมหนึ่งก็ใช่ว่าจะง่ายสำหรับธุรกิจที่เติบโตแล้วเสมอไป

ในโลกของธุรกิจ การเป็นเจ้าแรกของตลาดอาจจะสร้างเสียงฮือฮาและรายได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีช่องว่างให้ธุรกิจรายอื่น ๆ เข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงได้เลยซะทีเดียว คนที่เข้าตลาดทีหลังสามารถใช้จุดอ่อนจุดด้อยของคนที่เข้ามาก่อนมาเป็นจุดแข็งของตัวเองและเติบโตได้อย่างมหาศาลเช่นกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สุดท้ายแล้วเมื่อตลาดเติบโตไปถึงจุดหนึ่ง ธุรกิจทุกอย่าง ไม่ว่าจะเข้ามาก่อนหรือหลังก็ต้องพร้อมปรับตัวแล้วขยายเข้าไปสู่ธุรกิจใหม่ต่อไป

บนเส้นทางของธุรกิจ แม้จะดูโหดร้าย แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณหยุดนิ่ง คนอื่น ๆ ก็พร้อมจะวิ่งผ่านหรือทับคุณให้จมดินทันที

คุณแม่ยุคใหม่ ลูกก็ต้องเลี้ยง เงินก็ต้องหา งานก็ต้องทำ ความท้าทายด้านการเงินที่คุณแม่ ต้องจัดการตั้งแต่วันแรกที่มีลูก

การเป็นคุณแม่มือใหม่ นับเป็นช่วงเวลามหัศจรรย์ ที่จะมีอีกหนึ่งชีวิตพร้อมเติบโตและใช้ชีวิตร่วมกัน แต่ในอีกมุมหนึ่งก็เป็นช่วงเวลาที่คุณแม่อาจกังวลเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ มากมาย หนึ่งในความกังวลอันดับต้นๆ คือ เรื่องเงิน เพราะจากนี้ไปจะต้องจ่ายซื้ออาหาร เสื้อผ้า ของเล่น ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก และอื่นๆ อีกมากมาย

ไม่ผิดนักหากจะพูดว่าการเป็นคุณแม่มือใหม่ถือเป็นความท้าทายทางด้านการเงิน อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าค่าใช้จ่ายจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็วิธีมากมายในการออมและประหยัดเงิน พูดง่ายๆ หากรู้จักเคล็ดลับในการวางแผนการเงิน การเป็นคุณแม่มือใหม่ก็จะมีความราบรื่นและมีความสุข

สร้างงบประมาณส่วนบุคคล

เริ่มต้นด้วยการสร้างงบประมาณส่วนบุคคลอย่างละเอียด เพื่อติดตามรายได้และค่าใช้จ่าย การบริหารความเสี่ยง การออมเงิน เพราะหากเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเงินของตัวเอง จะช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม ที่สำคัญการรู้ค่าใช้จ่ายล่วงหน้าจะช่วยให้วางแผนงบประมาณได้อย่างลงตัว

เตรียมเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน

ตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินเพียงพอ โดยเงินก้อนนี้ควรมีอย่างน้อย 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน เพราะเงินก้อนนี้จะช่วยรองรับการใช้ชีวิตในช่วงที่ขาดรายได้หรือมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างที่ไม่ทันคาดคิด

เปิดบัญชีออมทรัพย์ไว้เป็นค่าใช้จ่าย

คุณแม่มือใหม่ควรเปิดบัญชีออมทรัพย์เอาไว้สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายของเจ้าตัวน้อยโดยเฉพาะ เพื่อทำให้สามารถติดตามค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้อย่างชัดเจน ขณะเดียวกันก็เป็นการหลีกเลี่ยงการใช้เงินเพื่อวัตถุประสงค์อื่นด้วย ที่สำคัญควรออมเงินเพื่อเจ้าตัวน้อยให้เร็วที่สุด เพราะยิ่งเริ่มออมเร็วเท่าไหร่ เงินออมก็จะมีมากขึ้นเท่านั้น

จัดการออมเงินแบบอัตโนมัติ

ควรตั้งค่าการโอนเงินอัตโนมัติจากบัญชีเงินเดือนของตัวเองไปยังบัญชีออมทรัพย์ของเจ้าตัวน้อย จะช่วยให้มีระเบียบวินัยและเงินถูกโอนเข้าบัญชีอย่างสม่ำเสมอ ส่วนจะออมเงินงวดละเท่าไหร่ก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและจำนวนค่าใช้จ่ายในแต่ละงวด

ตรวจสอบและปรับปรุงแผน

เมื่อออมเงินเพื่อเจ้าตัวน้อยไปแล้ว ควรตรวจสอบการเงินเป็นประจำ และหากเห็นว่าแผนการเงินเริ่มไม่เข้าที่เข้าทาง เช่น ออมน้อยเกินไปไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ก็ต้องปรับปรุง เช่น เพิ่มเงินออม หรือลดการค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นของคุณแม่หรือคุณพ่อ เพื่อทำให้แน่ใจว่าแผนการเงินเพื่อเจ้าตัวน้อยจะไม่สะดุด

เช็กสิทธิประโยชน์ด้านภาษี

หากคุณแม่ (รวมถึงคุณพ่อ) กำลังตั้งครรถ์ก็สามารถนำค่าฝากครรถ์และค่าคลอดบุตรไปใช้เป็นค่าลดหย่อนภาษีได้ตามจริง รวมสูงสุดไม่เกินท้องละ 60,000 บาท ดังนั้น ต้องรักษาสิทธิประโยชน์เพื่อลดภาระด้านภาษี

นอกจากแผนการออมเงินเพื่อเจ้าตัวน้อยแล้ว ประเด็นที่คุณแม่มือใหม่จะมองข้ามไม่ได้ คือ การใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า และนี่คือเคล็ดลับง่ายๆ เพื่อให้ประหยัดอย่างมีประสิทธิภาพ

อย่าลืมประเมินค่าใช้จ่ายและใช้จ่ายให้ประหยัดเหมาะสม

ควรประเมินค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการมีลูก เช่น ค่ารักษาพยาบาล ผ้าอ้อม เสื้อผ้า อาหาร อุปกรณ์เลี้ยงเด็ก เพราะวิธีนี้จะช่วยให้ทราบชัดเจนว่าต้องออมเงินเท่าไหร่ในการดูแลเจ้าตัวน้อย และที่สำคัญควรวางแผนการใช้จ่ายให้ประหยัดและเหมาะสมด้วย ดังนี้

ทำรายการซื้อของ

ก่อนไปห้างสรรพสินค้าหรือร้านขายของ ต้องทำรายการซื้อของเท่าที่จำเป็นเสมอ และควรซื้อของตามรายการเท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

ซื้อของบางอย่างในแต่ละครั้งจำนวนมาก

สำหรับของบางประเภท เช่น ผ้าอ้อม ทิชชู่เปียก ในแต่ละครั้งควรซื้อจำนวนมากเพื่อประหยัดเงินในระยะยาว ที่สำคัญควรศึกษาข้อมูลว่าร้านไหน (หรือยี่ห้อไหน) มีส่วนลด เพื่อจะได้ประหยัดเงินให้มากที่สุด

ซื้อของเฉพาะเมื่อต้องการซื้อ

ในฐานะคุณแม่มือใหม่ก็จะคาดหวังให้เจ้าตัวน้อยมีความสุขที่สุด ดังนั้น จึงซื้อของจนเต็มรถเข็น แต่อย่าลืมว่าเด็กทารกเติบโตอย่างรวดเร็วและสามารถเติบโตเร็วกว่าของที่ซื้อมา โดยเฉพาะชุดเสื้อผ้าน่ารักที่ใส่ไม่กี่ครั้งก็มีขนาดเล็กเกินไปในเวลาอันรวดเร็ว หรือซื้อรองเท้า 5 คู่ในวันเดียวกัน แม้กระทั่งซื้อรถเข็นล่วงหน้านานเกินไป แต่เมื่อถึงเวลาจะนำมาใช้ เจ้าตัวน้อยกลับชอบให้คุณแม่อุ้ม สุดท้ายรถเข็นก็ไม่ได้ใช้งาน ดังนั้น เคล็ดลับการประหยัดเงินง่ายๆ คือ ซื้อให้ใกล้เวลาที่ต้องการเท่านั้น อย่าซื้อเผื่ออนาคตมากจนเกินไป

ปรุงอาหารที่บ้าน

การทำอาหารที่บ้านจะสามารถช่วยประหยัดเงินเมื่อเทียบกับการรับประทานอาหารนอกบ้านหรือสั่งซื้อกลับบ้าน นอกจากนี้ การเตรียมอาหารด้วยตัวเองก็จะทราบถึงสัดส่วนวัตถุดิบในการปรุงอาหาร ทราบคุณค่าอาหารว่ามีประโยชน์มากน้อยแค่ไหน

อย่าลืมว่าการวางแผนการเงินล่วงหน้าจะช่วยให้คุณแม่มือใหม่ ลดความกังวลเรื่องเงิน ถึงแม้จะเริ่มต้นด้วยการออมเงินก้อนเล็กๆ แต่อีกสักพักเงินออมก็จะค่อยๆ เติบโตขึ้นไปพร้อมๆ กับเจ้าตัวน้อย และยิ่งวางแผนการใช้จ่ายควบคู่ไปด้วย จะยิ่งรู้สึกปลอดภัยกับสถานะการเงินมากขึ้น

“ค่าสินสอด” ยังจำเป็นในยุคนี้ไหม?

ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย ปัญหาเรื่องค่าสินสอดระหว่างคู่รัก ก็ยังคงเป็นเรื่องที่หลายคนถกเถียงกัน ไม่ว่าจะเป็นควรให้เท่าไหร่ จ่ายแค่ไหนถึงพอดี รวมไปถึงเริ่มตั้งคำถามอีกด้วยว่าในยุคนี้ค่าสินสอดยังมีความจำเป็นอยู่อีกไหม?

วันนี้ aomMONEY เลยขอหยิบประเด็นนี้มาพูดคุยกันครับ

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจก่อนว่า สินสอด คืออะไร ตามกฎหมายมาตรา 1437 ว.3 “สินสอด” คือ ทรัพย์สินที่ฝ่ายชายให้แก่บิดามารดา ผู้รับบุตรบุญธรรม หรือผู้ปกครองฝ่ายหญิง แล้วแต่กรณี เพื่อตอบแทนการที่หญิงยอมสมรส โดยทรัพย์สินที่เป็นสินสอดเมื่อมอบให้แก่ผู้ปกครองของฝ่ายหญิงแล้ว จะตกเป็นกรรมสิทธิเด็ดขาดแก่ผู้รับโดยทันที

แล้วสินสอดมันยังจำเป็นในยุคนี้อยู่ไหม?

aomMONEY มองว่าเรื่องนี้มันแล้วแต่การตกลงกันและความพึงพอใจของแต่ละครอบครัวเลยครับ เพราะบางครอบครัวก็มองว่าสินสอดเป็นเรื่องควรทำตามประเพณี โดยฝ่ายชายเป็นผู้ให้ เนื่องจากสินสอดจะเป็นสิ่งที่สะท้อนว่าฝ่ายชายมีความพร้อมพอที่จะดูแลฝ่ายหญิงได้ โดยที่จำนวนอาจจะไม่ต้องมากมาย เพียงแค่เหมาะสมกับฐานะครอบครัวของทั้งคู่

แต่ในขณะที่อีกหลายๆ คนก็มองว่าค่าสินสอดนั้นถ้าจะมี ก็ควรช่วยกันเก็บเงินทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ไม่ควรปล่อยให้ฝ่ายชายมารับภาระตรงนี้ฝ่ายเดียว จะบอกว่าเป็นค่าเลี้ยงดู ค่าน้ำนม ผู้ชายเองก็ต้องเติบโตมาโดยใช้เงินของพ่อแม่เหมือนกัน

แต่อีกกลุ่มก็จะมองว่า “ไม่จำเป็นต้องมีค่าสินสอดก็ได้” เพราะถ้าลองดูฝั่งประเทศอเมริกาหรือยุโรป การแต่งงานก็ไม่จำเป็นจะต้องมีค่าสินสอดใดๆ เพียงแค่มีงานแต่งเล็กๆ พอเป็นพิธีที่จะให้คนรับรู้ว่า เรากับคนรักได้ตกลงปลงใจกันที่จะใช้ชีวิตคู่แล้วก็พอ

ดังนั้นถ้าอยากจะหาข้อสรุปว่าสุดท้ายแล้วยุคนี้! ยังควรมีสินสอดอยู่ไหม คำตอบมันก็คงมีง่ายๆ แค่ว่า ขึ้นอยู่กับครอบครัวของคุณกับแฟนตกลงกัน โดยสิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือ ถ้าหากจะมีค่าสินสอดหรือจัดพิธีงานแต่งใดๆ เงินก้อนนั้นไม่ควรมาจากการกู้ยืมหรือทำให้ความรักที่มีต้องสะบั้นลง

อย่างไรก็ตาม ความคิดเห็นต่อเรื่องสินสอดเป็นมุมมองแต่ละบุคคล เพื่อนๆ คิดอย่างไรก็ลองแชร์กันมาดูครับ

ครองโสด vs ครองคู่แบบไหนประหยัดกว่า?อะไรคือราคาที่คนโสดต้องจ่าย?

เรามักจะมองว่า คนที่มีครอบครัวจะมีภาระค่าใช้จ่ายสูง เช่น ค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าเทอมลูก ฯลฯ แตกต่างจากคนโสดที่มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า และมีอิสระทางการเงินมากกว่า แต่จริงๆ แล้วอาจไม่ใช่อย่างนั้นครับ เพราะหน่วยงานวิเคราะห์เศรษฐกิจและธุรกิจภายใต้ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ระบุว่า “คนโสดมีราคาที่ต้องจ่ายมากกว่าที่คิด” อย่างน้อยก็ 5 ข้อต่อไปนี้ล่ะ มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

1) คนโสดต้องจ่ายภาษีเอง แต่คนมีคู่ได้สิทธิ์ลดหย่อนเพิ่ม

คนโสดต้องจ่ายภาษีเองเต็มๆ ลดหย่อนได้แค่บางส่วน แต่คนมีคู่ที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย และไม่มีเงินได้ หรือมีเงินได้แล้วยื่นแบบแสดงรายการรวมกันในการคำนวณภาษี ก็จะได้ “สิทธิ์ลดหย่อนคู่สมรส” 60,000 บาท และยังมี “สิทธิ์ลดหย่อนเลี้ยงดูพ่อแม่เรา และพ่อแม่คู่สมรส” ถ้าเลี้ยงดูทั้ง 4 คน ก็จะได้ลดหย่อนสูงสุด 120,000 บาท (ในกรณีที่คู่สมรสไม่มีรายได้ และคนในครอบครัวเค้าไม่ได้ใช้สิทธิ์ลดหย่อนพ่อแม่)

2) คนโสดเปย์เพื่อความบันเทิงมากกว่า

การอยู่คนเดียวทำให้รู้สึกเหงาเป็นเรื่องธรรมดา จึงต้องหากิจกรรมสนุกๆ มาทดแทน ทำให้คนโสดจ่ายเงินเพื่อซื้อความบันเทิง มากกว่าคนมีครอบครัว 5% ไม่ว่าจะเป็นการไปดูหนัง เลี้ยงสัตว์ ซึ่งช่วยสร้างความสุขได้ดี

3) คนโสดจ่ายเงินท่องเที่ยวมากกว่า

ด้วยความที่มีชีวิตอิสระ ไม่มีภาระต้องดูแลใคร คนโสดจึงท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศได้อย่างเต็มที่ เดินทางสักอาทิตย์หนึ่งหรือนานเป็นเดือนเลยก็ได้ ทำให้คนโสดมีค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว สูงกว่าคนมีครอบครัวถึง 40%

4) คนโสดจ่ายค่าอาหารมากกว่า

ไลฟ์สไตล์ของคนโสดมักจะสนุกไปกับการแฮงเอาต์ ทั้งร้านอาหารและคาเฟ่ต่างๆ ทำให้มีค่าใช้จ่ายมากกว่าคนมีครอบครัวถึง 12% ถือเป็นสัดส่วนกว่าครึ่งหนึ่งของรายจ่ายด้านอาหารทั้งหมด ขณะที่คนมีครอบครัว มักจะกินอาหารที่บ้าน จึงมีค่าใช้จ่ายกินข้าวนอกบ้าน เพียง 1 ใน 3 ของรายจ่ายด้านอาหารทั้งหมดเท่านั้น

5) คนโสดต้องจ่ายค่าเดินทางเอง แต่คนมีคู่ช่วยกันแชร์

เพราะคนโสดต้องเดินทางคนเดียว ไม่มีคนมาแชร์ค่าเดินทางเหมือนคู่สามี-ภรรยา ทำให้คนโสดต้องจ่ายค่าน้ำมันรถ มากกว่าอยู่ 4% และค่าเดินทางสาธารณะ มากกว่า 42% เลยทีเดียว

จะเห็นได้ว่าคนโสดมีค่าใช้จ่าย “เพื่อสนองความต้องการของตัวเอง” มากกว่าคนที่มีครอบครัว แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ด้วย คนโสดบางคนก็ไม่ค่อยเดินทางท่องเที่ยว หรือคนมีครอบครัวอาจจะชอบกินข้าวนอกบ้านบ่อยๆ ก็ได้ ซึ่งแต่ละแบบก็มีความสุขแตกต่างกัน แล้วเพื่อนๆ ล่ะครับชอบแบบไหน เลือกที่จะโสด? หรือว่ามีครอบครัว?

เงินไม่พร้อมเกษียณ แต่อายุใกล้เกษียณแล้ว สูตรทบทวนแผนแบบเร่งรัด ของวัยเก๋าอยากมีเงินก้อน  

เมื่ออายุเริ่มเข้าเลข 5 (50+) เงินที่เก็บเพื่อเตรียมไว้ใช้หลังเกษียณควรจะพร้อมเรียบร้อย พูดง่ายๆ ถ้าเริ่มต้นวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณตั้งแต่เนิ่นๆ พอถึงอายุช่วงนี้ ก็สามารถมั่นใจได้ว่าจะมีเงินใช้เพียงพอจนถึงบั้นปลายชีวิต

อย่างไรก็ตาม คนไทยส่วนใหญ่น้อยคนที่จะมีเงินเกษียณเป็นไปตามเป้าหมาย ซ้ำร้ายหลายคนยังเพิกเฉยเรื่องการเก็บเงินเพื่อเกษียณ แล้วแบบนี้ถ้าตระหนักได้แล้วต้องปัดฝุ่นและทบทวนอย่างรีบด่วนและรัดกุมว่าจะทำอย่างไร เพื่ออย่างน้อยๆ จะได้มีเงินเก็บ (สัก) ก้อนหนึ่ง เพื่อเอาไว้ใช้หลังเกษียณ  

แม้ว่าวัย 50+ ปี การเก็บเงินให้ได้มากๆ เหมือนผู้ที่เตรียมตัวกันมาตั้งแต่เนิ่นๆ ถือเป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่ก็ไม่สายและมีโอกาสทำให้การเกษียณอายุมีความสะดวกสบาย (พูดง่าย ๆ เริ่มเก็บเงินตอนนี้ ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย) สำหรับเทคนิคการเก็บเงินฉบับเร่งรัดมี ดังนี้

1. สำรวจค่าใช้จ่าย

หลายคนอาจคิดว่าหากกำลังเริ่มต้นเก็บเงินเพื่อเกษียณตอนอายุ 50+ ปี อันดับแรกที่ต้องลงมือทำ คือ การเก็บเงิน แต่ความจริงแล้วควรสำรวจค่าใช้จ่ายของตัวเองก่อน เพื่อจะได้รู้ว่าที่ผ่านมามีค่าใช้จ่ายที่แท้จริง เริ่มต้นด้วยการจดบันทึกค่าใช้จ่ายในแต่ละวันว่ามีอะไรบ้าง เพื่อจะได้รู้ว่าค่าใช้จ่ายไหนที่จำเป็น และไม่จำเป็น จากนั้นก็ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นทั้งหมด แล้วนำไปเก็บออมแทน

2. สำรวจหนี้สิน

โดยปกติแล้ว จำนวนมีหนี้สินมักจะลดน้อยถอยลงตามอายุที่มากขึ้น เช่น หากผ่อนบ้านตั้งแต่อายุ 30 ปี ก็จะปลดหนี้ได้ก่อนอายุ 50 ปี หรือไม่มีภาระต้องจ่ายค่าการศึกษาลูกอีกต่อไป (ลูกเรียบจบหมดแล้ว) อย่างไรก็ตาม หากคนวัย 50+ ปียังมีหนี้สินก็ต้องทำรายการหนี้สิน พร้อมวางแผนเคลียร์หนี้ให้หมดภายในระยะเวลารวดเร็ว โดยเฉพาะหนี้สินที่มีดอกเบี้ยสูงๆ เช่น บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย จากนั้นก็นำไปเก็บออมแทน

3. หารายได้เสริม

ด้วยวัย 50+ ปีที่ผ่านประสบการณ์จากการทำงานและเรียนรู้มายาวนาน ทำให้มีความถนัดเชี่ยวชาญ เช่น เก่งทำอาหาร ขนมหวาน ภาษาต่างประเทศ เล่นกีต้าร์ เขียนบทความ เป็นต้น ดังนั้น สามารถใช้ความถนัดดังกล่าวไปหารายได้เสริม จากนั้นก็นำรายได้ดังกล่าวไปเก็บออมและลงทุน

4. เก็บออม ลงทุนในมากขึ้น

ปัจจัยในการสร้างผลตอบแทนให้สูง คือ จำนวนเงินต้น x ระยะเวลา x อัตราผลตอบแทน หมายความว่า เมื่อเริ่มช้าก็ต้องเพิ่มจำนวนให้เงินต้นให้สูงขึ้น เพื่อนำไปสู่เป้าหมายให้เร็วยิ่งขึ้น

เช่น อายุ 55 ปี มีเป้าหมายเกษียณ 60 ปี (มีเวลาลงทุน 72 เดือน) สมมติว่าแบ่งเงินไปลงทุนเดือนละ 20,000 บาท ได้รับผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 5% เมื่อถึงวันเกษียณจะมีเงิน 1,675,285 บาท แต่หากได้รับผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นปีละ 6% จะมีเงิน 1,728,177 บาท 

หากเพิ่มเงินลงทุนเป็น 25,000 บาทต่อเดือน ได้รับผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 5% เมื่อถึงวันเกษียณจะมีเงิน 2,094,106 บาท และหากได้รับผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นปีละ 6% จะมีเงิน 2,160,221 บาท  

5. ยืดอายุเกษียณออกไป

อายุ 50+ ปีและเพิ่งเริ่มต้นเก็บเงินเพื่อเกษียณ ควรถามตัวเองว่าจะเกียณอายุเมื่อไหร่ สมมติว่ามีเป้าหมายหยุดทำงานอายุ 60 ปี ก็ตั้งคำถามต่อไปว่าสามารถเก็บเงินเพียงพอต่อการดำรงชีวิตหลังเกษียณหรือไม่ ถ้ามั่นใจว่าทำได้ก็คงไม่มีปัญหา แต่ถ้าตอบว่าไม่ได้ ก็ควรหาทางออก ซึ่งวิธีการหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ยืดอายุเกษียณออกไป เช่น เกษียณอายุ 65 ปี หรือ 70 ปี เพื่อทำให้มีรายได้ประจำต่อไป ที่สำคัญมีระยะเวลาเก็บเงินได้ยาวนานขึ้น

จากตัวอย่างข้อ 4 สมมติว่ายืดอายุเกษียณอายุไป 65 ปี หมายความว่าจะมีเวลาในการเก็บออม ลงทุน 11 ปี (132 เดือน) สมมติว่าแบ่งเงินไปลงทุนเดือนละ 20,000 บาท ได้รับผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 5% เมื่อถึงวันเกษียณจะมีเงิน 3,510,113 บาท แต่หากได้รับผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นปีละ 6% จะมีเงิน 3,726, 453 บาท

หากเพิ่มเงินลงทุนเป็น 25,000 บาทต่อเดือน ได้รับผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 5% เมื่อถึงวันเกษียณจะมีเงิน 4,387,642 บาท และหากได้รับผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นปีละ 6% จะมีเงิน 4,658,066 บาท

ดังนั้น แม้ว่าตอนนี้อายุปาเข้าไป 55 ปี และเพิ่งเริ่มต้นเก็บออม ลงทุน ไม่มีคำว่าสายเกิน ขอเพียงอย่าหมดกำลังใจ ให้เริ่มลงมือทำและมีวินัย รับรองก่อนถึงวันเกษียณอายุจะมีเงินใช้เพียงพอเมื่อถึงวันเกษียณแน่นอน

สรุป 7 แนวทางสร้างเงินล้าน จากการลงทุนสำหรับคนรุ่นใหม่ โดย คุณปั้น – จิตรกร แสงวิสุทธิ์ เจ้าของเพจนายปั้นเงิน

“สร้างเงินล้าน” ฟังดูแล้วเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อีกทั้งถ้าทำได้จริงๆ มันยังจะเป็นต้นทุนชั้นดีที่จะนำไปสู่การต่อยอดสร้างทั้งความมั่งคั่ง มั่นคง และความสำเร็จในชีวิตได้ วันนี้เราลองมาดู 7 แนวทางสร้างเงินล้านจากการลงทุนสำหรับคนรุ่นใหม่ โดย คุณปั้น จิตรกร แสงวิสุทธิ์ เจ้าของเพจนายปั้นเงินกันครับ

1. การใช้สัญชาตญาณในการลงทุนหุ้น

การซื้อหุ้นด้วยสัญชาตญาณเป็นการซื้อด้วยความรู้สึกที่ว่า เราคุ้นเคยกับหุ้นตัวนี้มานานแค่ไหน ซึ่งมันเกิดขึ้นมาจากสัญชาตญาณที่มาจากประสบการณ์ วิธีคิดแบบนี้มีความเสี่ยง เมื่อไหร่ก็ตามที่เราตัดสินใจซื้อบนความรู้สึกที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการหรือทฤษฏีของเรา มันแค่เป็นปรัชญาเท่านั้น เวลาที่เราลงทุนด้วยด้วยการใช้สัญชาตญาณในการซื้อหรือซื้อด้วยความรู้สึก เราไม่ควรจะให้น้ำหนักมากกับจำนวนเงินที่ลงทุน

เมื่อเราใช้ความรู้สึกในการลงทุนไปแล้วมันเกิดข้อผิดพลาด ตรงจุดนี้จะเป็นสิ่งที่เราได้เรียนรู้ว่า ความรู้สึกตรงนั้นมันผิด และกลับมาทบทวนว่าทำไมเราถึงใช้ความรู้สึกหรือใช้สัญชาตญาณในตอนนั้นซื้อ ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีการหาความรู้ต่อ ถ้าถามว่ามันเป็นสิ่งที่ผิดไหม แน่นอนว่ามันเป็นสิ่งที่ผิด แต่เราต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้นให้ได้

2. การตัดสินใจลงทุนบนความรู้สึกของตัวเอง

บางครั้งการตัดสินใจลงทุนมักจะเกิดขึ้นจากปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความรู้ที่เราหามาเองหรือข้อมูลที่ได้รับมาจากคนอื่น ก่อนที่เราตัดสินใจลงทุน เราควรใช้ความรู้ที่เรามีทั้งหมดก่อน เพราะการลงทุนไม่สามารถตัดสินใจบนความรู้หรือความเชื่อของคนอื่นได้ มันต้องเป็นความรู้ ความเชื่อ และข้อมูลที่เกิดขึ้นบนตัวเราก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน การที่คนอื่นแนะนำหรือให้ความรู้กับเราเป็นเรื่องที่ดี หากเรานำสิ่งเหล่านั้นมากลั่นกรองและตัดสินใจผ่านกระบวนความคิดของเราเอง

3. ลงทุนบนความเสี่ยงน้อยย่อมดีกว่าความเสี่ยงสูง

ทุกการลงทุนมีความเสี่ยงเสมอไม่ว่าจะลงทุนมากหรือน้อย หากเราลงทุนในจุดที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุดแม้ว่าจะได้ผลตอบแทนน้อย ก็ย่อมดีกว่าการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง ที่ถึงแม้ว่าเราอาจได้ผลตอบแทนสูงแต่ก็ต้องแลกมากับโอกาสในการขาดทุนเช่นกัน

4. ความสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญ

ความสม่ำเสมอเป็น ‘Mindset’ ของคนที่ประสบความสำเร็จ การลงมือทำอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มต้นในทุกเรื่องเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม หากเราปฏิบัติกับเรื่องนั้นอยู่เป็นประจำ จะทำให้เราเก่งขึ้น ซึ่งในระยะยาวสิ่งที่เราได้กระทำมาโดยตลอดจะถูกสะสมและเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เราสามารถก้าวข้ามไปยังจุดที่เราต้องการได้

5. การรักษาเงินต้นให้อยู่ในระยะยาว

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราลงทุนและเงินต้นที่เรามีหายหรือขาดทุนไป การจะนำกลับมาให้ได้นั้นคงเป็นเรื่องยาก เพราะเราต้องทำกำไรให้มากกว่าจำนวนเงินที่ขาดทุนไป ดังนั้นหากไม่อยากให้เกิดความยุ่งยากตามมา เราควรรักษาเงินต้นของเราให้ดีที่สุด

6. การเรียนรู้จากการขาดทุน

การลงทุนทำอะไรสักอย่างมันต้องมีคำว่าขาดทุนเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นเรื่องปกติ สิ่งสำคัญคือเราได้เรียนรู้อะไรจากการขาดทุนในจุดนั้นบ้าง หากเราขาดทุนแล้วไม่ได้นำสิ่งนั้นมาเรียนรู้และปรับปรุง มันอาจทำให้ความผิดพลาดนั้นเกิดขึ้นซ้ำๆ แต่ถ้าเราได้เรียนรู้จากสิ่งที่ผิดพลาดไป มันจะทำให้เราสามารถปิดจุดอ่อนที่เกิดขึ้น และสร้างภูมิคุ้มกันให้กับการลงทุนระยะยาวได้

7. ลดอีโก้และอ่อนน้อมถ่อมตนต่อตลาดลงทุน

การมีอีโก้อาจทำให้เราตัดสินใจทำอะไรด้วยความมั่นใจมากเกินไป แต่ถ้าเราพยายามมองตัวเองตลอดเวลาและมองว่าเราไม่ได้เก่งกว่าตลาดลงทุน เราก็อาจจะเจ็บตัวน้อยกว่า เพราะฉะนั้น เราต้องไม่พยายามคิดว่าเราเก่งกว่าตลาด และควรใช้ความอ่อนน้อมถ่อมตนในการลงทุน ซึ่งจะทำให้เราเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว เราไม่จำเป็นต้องเก่ง แต่ต้องเอาตัวรอดในระยะยาวให้เป็น เมื่อเราทำผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจแล้ว หลังจากนั้นเราจึงสามารถนำความเก่งนั้นไปต่อยอดในการลงทุนได้ ในทางกลับกัน หากเราคิดว่าตัวเองเก่ง แต่ไม่สามารถเอาตัวรอดจากตลาดได้ สุดท้ายเราก็ต้องหันหลังให้กับการลงทุนอยู่ดีครับ

ที่มาของสีส้มและความกลมกล่อมระดับโลกของชาไทย

ชาไทยนั้นนอกจากเป็นที่ชื่นชอบของคนไทยแล้ว ยังโด่งดังไปจนติดอันดับโลกจากการจัดอันดับเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ของเว็บไซต์ #TasteAtlas ซึ่งก่อนจะมาติดท็อปเทน เครื่องดื่มสีส้มสดชื่นนี้ ก็เคยคว้าอันดับ 27 มาแล้วในปี 2018

แต่จุดเริ่มต้นของชาไทยเป็นมาอย่างไร แพร่หลายตอนไหน และที่สำคัญ สีส้มแสบสันได้ใจนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ไปย้อนดูที่มาที่ไปของเครื่องดื่มชนิดนี้กัน

เป็นที่ทราบกันดีว่าใบชาที่ผลิตในประเทศไทยนั้น มีชื่อเสียงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว โดยข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่า ผลิตภัณฑ์ชาไทยมีอัตราการเติบโตสูง เคยเป็นสินค้าดาวรุ่งในปี 2020 และในปี 2021 ไทยส่งออกชาสำเร็จรูปเป็นอันดับ 1 ของอาเซียนและเป็นอันดับ 8 ของโลกเลยทีเดียว

ซึ่งชาที่นิยมปลูกในประเทศไทยคือ ชาพันธุ์อัสสัม (Assam Tea) คิดเป็น 87% ของพื้นที่ปลูกทั้งหมด อีก 13% เป็น พันธุ์ชาจีน (Chinese Tea) พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่อยู่ภาคเหนือได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ แพร่ น่าน แม่ฮ่องสอน

วัฒนธรรมการดื่มชาในไทย

นอกจากชาไทยจะมีรสชาติแสนอร่อยแล้ว วิวัฒนาการความเป็นมาก็น่าสนใจไม่น้อย โดยชานั้นเป็นพืชตระกูล คาเมเลีย ไซเนนซิส (Camellia Sinensis) ถิ่นกำเนิดอยู่ในจีนและอินเดีย ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีของการดื่มชานั้น คาดว่าน่าจะเริ่มในจีนเมื่อหลายพันปีก่อนคริสตกาล

ก่อนแผ่ขยายไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ก็ได้รับอิทธิพลการดื่มชาจากชาวจีนที่มาอาศัยอยู่ประเทศไทย โดยหลักฐานชิ้นสำคัญคือ บันทึกของมองซิเออร์ เดอ ลาลูแบร์ (Monsieur de La Loubère) ที่เข้ามาสยามสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ในปี 1687 ที่ระบุว่า คนไทยมีการดื่มชากันก่อนหน้านี้แล้ว โดยชงดื่มร้อนแบบไม่ใส่น้ำตาล นิยมชงชารับแขกและแพร่หลายในเขตเมืองหลวง

เติมนมลงในชา

จุดเด่นอย่างหนึ่งของชาไทยคือการเติมนมลงไปด้วย ซึ่งการเติมนมเช่นนี้มีหลักฐานว่า อาจเริ่มขึ้นในทิเบตช่วงปี 781 ที่ได้รับอิทธิพลการดื่มชาจากจีนผ่านมาทางมองโกเลีย โดยการเติมนมลงไปจะช่วยให้ผู้ดื่มรู้สึกอิ่มและสามารถทำงานได้นานยิ่งขึ้น

ศตวรรษที่ 17 ในยุโรปก็นิยมเติมนมลงไปในชา โดยสันนิษฐานว่าใบชาในสมัยนั้นยังคุณภาพไม่ดี มีการปลอมเยอะ การเติมนมจะช่วยให้รสชาติของชาดีขึ้น และอีกเหตุผลที่มีความเป็นไปได้คือ เครื่องลายครามรวมถึงถ้วยชาในยุโรปสมัยก่อนมีค่ามาก แต่เปราะบาง แตกง่าย ไม่สามารถทนความร้อนจากชาได้ การเติมนมลงไปจะเป็นการช่วยลดอุณหภูมิ ป้องกันการแตกเสียหายได้เป็นอย่างดี ส่วนชนชั้นแรงงานในอังกฤษนิยมเติมนมและลงในชาเพราะช่วยให้พวกเขาทำงานได้ตลอดทั้งวัน จนมีชื่อเรียกว่า ‘Builder’s Tea’ หรือ ‘ชาของช่างก่อสร้าง’

ส่วนการเติมนมลงไปในชาของไทยนั้น ได้รับอิทธิพลจากชาวอินเดียที่เข้ามาค้าขาย โดยเรียกวิธีการชงชาแบบนี้ว่า ‘Masala Chai’ โดยจะเติมเครื่องเทศเฉพาะลงไปด้วย แต่การชงชาแบบนี้ไม่ได้รับความนิยมมากนักในสังคมไทย

ชาไทยเริ่มสร้างชื่อเมื่อบริษัทเนสท์เล่ (Nestle) ได้นำ​นมข้นหวาน ‘ตราแหม่มทูนหัว’ มาขายในประเทศในปี 1893 ด้วยรสชาติหวานมันและราคาถูก ทำให้มีการนำนมข้นหวานมาใส่ชาเพื่อเพิ่มรสชาติจนเป็นที่ถูกปากชาวไทย และกระจายออกไปอย่างกว้างขวางเมื่อ 1903 ที่มีการจัดตั้งโรงน้ำแข็งแห่งแรกขึ้น ส่งผลให้ช่วงปลายรัชกาลที่ 6 มีร้านขายกาแฟโบราณผุดขึ้นมากมายและมีการขายชาไทยควบคู่กันไปด้วย จากรสชาติที่แสนอร่อย หอม หวาน สดชื่น ดื่มแล้วมีแรงทำงาน และราคาถูก ชาไทยจึงได้รับความนิยมแพร่หลายทั่วทั้งพระนคร

โดยชาที่มีชื่อเสียงอย่างมากคือ “ชาตรามือ” ที่แรกเริ่มก็นำเข้าชาจากจีนมาขายแบบชงร้อน แต่พอปรับปรับสูตรเพื่อให้เข้ากับเมืองไทย ด้วยเติม นม-น้ำตาล ลงในชาแดง และเติม น้ำแข็ง-นม-น้ำตาล ลงในชาดำก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง และตั้งเป็นแบรนด์ชาตรามือในปี 1945

ชาไทยทำไมสีส้ม

หลายคนคงสงสัยว่าทำไมชาไทยถึงมีสีส้มสะใจจนกลายเป็นเอกลักษณ์ให้ผู้คนทั่วโลกจดจำ เรื่องนี้มีที่มาไม่แน่ชัด โดยทฤษฎีแรกคือ เมื่อก่อนชาไทยก็มีสีเบจที่ใกล้เคียงกับสีของกาแฟเพราะชงจากชาซีลอน ร้านขายชาจึงมีการเพิ่มสีผสมอาหารในชา รวมทั้งมีสูตรที่ผสมดอกโป๊ยกั๊ก มะขามบด หรือเครื่องเทศอื่น ๆ เข้าไปด้วย เพื่อให้ลูกค้าแยกออกว่าอันไหนชา อันไหนกาแฟ

และอีกทฤษฎีของสีส้มในชาไทยคือ ในสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 มีชาวตะวันตกรวมถึงชาวอังกฤษเข้ามาอยู่ในไทยและได้นำชามาชงดื่มตามธรรมเนียมด้วย แต่คนรับใช้ชาวไทยนั้นกลับไม่ยอมทิ้งกากชาที่ชงแล้วเพราะคิดว่ายังมีรสชาติและกลิ่นที่สามารถชงได้อีก เพียงแต่สีของชาจะจางลง คนรับใช้เหล่านั้นจึงเติมสีผสมอาหาร มะขามเปียกและเครื่องเทศต่าง ๆ เพื่อยืดอายุของชาและเพิ่มสีสันชวนให้น่ารับประทานด้วย จนทำให้เป็นชาที่ชงนั้น มีสีส้ม กลิ่นหอม และวิวัฒนาการจนเป็นชาไทยแบบในปัจจุบัน

ส่วนชื่อ “ชาไทย-ชาไทยเย็น” (Thai Tea-Thai Iced Tea) ก็ไม่ได้ตั้งขึ้นมาโดยคนไทย แต่เป็นชื่อที่ชาวต่างชาติเรียกชานมที่ใส่น้ำตาลและน้ำแข็ง ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่มีขายเฉพาะในประเทศไทย

การส่งออกใบชาไทย

ยอดขายชาของไทยในปี 2021 มียอดส่งออกรวมกว่า 64 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยแบ่งเป็น ชาสำเร็จรูป 10.6 ล้านตัน มูลค่า 38.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวจากปีก่อนหน้าถึง 19% ส่วนใบชาเขียวและใบชาดำมีปริมาณการส่งออกรวมกัน 3.5 ล้านตัน มูลค่าการส่งออกรวม 24.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวจากปีก่อน 4.9% โดยตลาดส่งออกที่สำคัญของใบชาจากไทยได้แก่ พม่า ลาว กัมพูชา จีน สหรัฐอเมริกา

และจากการที่ชาไทยได้ตำแหน่งเครื่องดื่มแสนอร่อยอันดับ 7 ของโลกนั้น มีส่วนกระตุ้นยอดขายชาไทยในประเทศให้เพิ่มขึ้น ทั้งในร้านกาแฟโบราณ ชาชัก และร้านกาแฟโมเดิร์น ซึ่งน่าจะส่งผลให้ใบชาไทยมียอดสั่งซื้อจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นไปด้วย ซึ่งก็ต้องมาลุ้นกันว่า ยอดขายใบชาของไทยจะพุ่งขึ้นมากแค่ไหนจากกระแสครั้งนี้

เรียกได้ว่าช่วงนี้เป็นขาขึ้นของชาไทยและเป็นโอกาสที่ร้านค้าต่าง ๆ สามารถเกาะกระแสด้วยการเพิ่มเมนูชาไทยเข้าไปเพื่อดันยอดขายและกำไรให้ร้าน ทั้งรูปแบบบรรจุขวด หรือชงสดใหม่ ทั้งในร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหารตามสั่ง คาเฟ่ หรือร้านเบเกอรี เป็นต้น

ซึ่งเรื่องนี้ก็ถือเป็นการเปิดมุมมองคนทำธุรกิจให้เปิดกว้างมากขึ้น เพราะสามารถหยิบเอาอาหารและเครื่องดื่มที่คุ้นเคย รวมถึงสินค้าใกล้ตัวอื่น ๆ ที่มีชื่อเสียงมาสร้างรายได้เพิ่มเติมให้ธุรกิจที่ทำอยู่แล้ว หรืออาจเป็นช่องทางสร้างธุรกิจใหม่ได้ด้วย

ล่าสุด #ปาท่องโก๋ ก็ติดอันดับ 5 ของหวานสตรีทฟู้ดที่ดีที่สุดในโลกจากเว็บไซต์ TasteAtlas เช่นกัน หากชาว aomMoney คนไหนมีสูตรเด็ดเครื่องดื่มแสนอร่อย ลองจับของหวานสตรีทฟู้ดอันดับ 5 ของโลก มาคู่กับเครื่องดื่มอันดับ 7 จัดเป็นคอมโบเซต เกิดเป็นธุรกิจเด็ดสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำก็ได้

เขียนและเรียบเรียงโดย อติพงษ์ ศรนารา

ไม่มีเรือยอชต์ คนรับใช้ หรือแม่บ้าน Mark Cuban เศรษฐีแสนล้าน นักลงทุน Shark Tank บอก “ผมพยายามจะเป็นคนเดิมเหมือนตอนที่จนนั่นแหละ”

ถ้าคุณเป็นเศรษฐีแสนล้าน การจะใช้เงินซื้อเรือยอชต์ไว้สำหรับพักผ่อนหย่อนใจยามว่าง หรือจะมีคนมาคอยรับใช้ แม่บ้านมาคอยทำความสะอาดบ้านให้ก็คงไม่ใช่เรื่องที่แปลกอะไร เพราะเงินมันเหลือเฟืออยู่แล้ว

แต่สำหรับ มาร์ค คิวบาน (Mark Cuban) นักธุรกิจและนักลงทุนจากรายการ Shark Tank ที่มีมูลค่าทางทรัพย์สินมากกว่า 5,100 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 180,000 ล้านบาท กลับบอกว่าเขาไม่ได้ต้องการของพวกนั้นเลย

“ผมพยายามจะเป็นคนเดิม ไม่ว่าตัวเองจะจน กลางๆ หรือรวย นั่นแหละ”

คิวบานพูดเอาไว้ในรายการพอดแคสต์ “The Really Good Podcast” (สามารถดูได้ในลิงก์อ้างอิงนะครับสนุกมาก) แล้วเสริมว่า “เรื่องการซื้อเรือยอชต์อะไรพวกนั้น มันแค่ไม่ใช่สิ่งที่ผมจะทำ”

แต่แน่นอนครับว่าถึงแม้คิวบานจะไม่ได้ใช้เงินไปกับเรือยอชต์หรือแม่บ้าน แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ใช้เงินเพื่อซื้อของที่ตัวเองอยากได้จริงๆ แม้ป้ายราคามันจะแพงแค่ไหนก็ตามถ้ารู้สึกว่ามันสำคัญกับตัวเอง

อย่างการซื้อแมนชั่นราคา 13 ล้านเหรียญ (455 ล้านบาท) ในเมืองดัลลัส หรือเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวราคา 40 ล้านเหรียญ (1400 ล้านบาท) ในปี 1999 ไม่นานหลังจากที่เขาเริ่มกลายเป็นเศรษฐีหมื่นล้าน และปีต่อมาก็ซื้อทีมบาสเกตบอล NBA “Dallas Mavericks” ด้วยเงินกว่า 285 ล้านเหรียญ (10,000 ล้านบาท) อีกด้วย

เหตุผลที่เขาเลือกที่จะไม่ใช้เงินสำหรับบริการบางอย่างหรือสินค้าบางอย่าง เช่นแม่บ้าน คนรับใช้ หรือเรือยอชต์ เพราะเขาให้ความสำคัญกับเรื่องความต้องการความเป็นส่วนตัวในชีวิตมากกว่า โดยปกติแล้วครอบครัวของเขาจะทำงานบ้านกันเอง ซักผ้า ทำอาหารต่างๆ โดยไม่ได้รู้สึกว่ามันลำบากอะไร

“ผมชอบความเป็นส่วนตัว” คิวบานบอก “ผมเคยเจอคนที่จ้างให้คนทำทุกอย่างให้ และนั่นก็แบบว่า…ไม่มีความเป็นส่วนตัวเลย”

นอกจากนั้นแล้วสิ่งที่เขาพยายามจะทำอยู่เสมอแม้มีเงินมากแค่ไหนแล้วก็ตามคือการคบหากับเพื่อนกลุ่มเดิมๆ ที่เติบโตมาด้วยกัน โดยไม่เห็นเรื่องของความจำเป็นในการเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนใหม่ ทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ชอบ

“เพื่อนส่วนใหญ่ของผมก็เป็นกลุ่มเดิมๆ ที่ผมย้ายมาดัลลัสด้วย หรือเพื่อนในเมืองอินเดียนาที่เคยรู้จักกันที่โรงเรียน เราก็คุยเรื่องบ้าบอคอแตกและทำเรื่องงี่เง่าอะไรไป ก็แค่นั้นแหละ มันเป็นเรื่องที่ดีนะ”

ที่จริงแล้วก่อนหน้ารายการพอดแคสต์นี้ คิวบานเคยให้สัมภาษณ์กับรายการ “Sunday Morning” ไว้ว่าเขาพยายามทำตัวเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองแม้จะร่ำรวยมากขึ้นแค่ไหนก็ตาม และสำหรับเขาแล้ว แม้จะมีเงินเพียงแค่ 1% ของที่มีอยู่ในตอนนี้ เขาก็มีความสุขอยู่ดี ไม่ต่างกันเลย

หลังจากการสัมภาษณ์นั้นจบ เพื่อนของเขาก็ออกมาให้ความเห็นว่า “คิวบานก็เยอะหน่อย แต่ก็ไม่ได้เยอะมาก เขาก็ยังเป็นคนเดิมนั่นแหละ”

สิ่งที่เกิดขึ้นกับคิวบานถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะจากการศึกษาของ พอล พิฟ (Paul Piff) รองศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เออร์ไวน์ บอกว่ายิ่งคุณรู้สึกว่าตัวเอง ‘รวย’ มากขึ้น มั่งคั่งมากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งทำให้พฤติกรรมของคุณแย่ลงไปด้วย พิฟสรุปไว้ใน TED Talk ของเขาในปี 2013 ว่า

“เมื่อความมั่งคั่งของคนคนนั้นเพิ่มขึ้น ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจและความสามารถในการรับรู้อารมณ์ของคนอื่นๆ ของพวกเขาก็ลดน้อยลงไปด้วย และความรู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ์พิเศษ สมควรได้รับ และอุดมการณ์แห่งผลประโยชน์ส่วนตนเพิ่มขึ้นไปด้วย”

แต่พิฟก็เสริมว่าเรื่องนี้มีทางแก้อยู่เหมือนกันนั่นก็คือการเผชิญหน้ากับความเป็นจริง การถูกปฏิเสธ หรือถูกพูดด้วยตรงๆ จะช่วยดึงคนเหล่านั้นกลับมาเหมือนเดิมอีกครั้ง “การสะกิดเล็กน้อยจะสามารถปรับระดับความรู้สึกเห็นอกเห็นใจคนอื่นและความรู้สึกเท่าเทียมให้กลับมาอีกครั้ง”

พูดอีกอย่างหนึ่งคือเมื่อเรารวยขึ้นเรื่อยๆ ก็เหมือนตัวลอย รู้สึกว่าตัวเองเก่งกว่า เหนือกว่าคนอื่น มีสิทธิ์พิเศษมากกว่า เหมือนเป็นฟองสบู่ที่ตัวเองสร้างขึ้นมา สิ่งที่จำเป็นคือคนรอบตัวที่ดี เพื่อน ครอบครัว พ่อแม่พี่น้องที่คอยตักเตือนอย่าให้หลงระเริงกับตัวเลขในบัญชี เพราะสถานการณ์มันจะเลวร้ายมากขึ้นหากคนรอบตัวมีแต่คนอยากได้ผลประโยชน์ อวยยศ โกหก เลียแข้งเลียขา หรือไม่มีใครกล้าพูดเตือนสติ

มีคนบอกว่า เงินไม่ได้เปลี่ยนแปลงคุณ มันแค่ทำให้ตัวตนที่แท้จริงของคุณชัดขึ้นเท่านั้น

ซึ่งหมายความว่า ถ้าโดยพื้นเพ นิสัย ความคิด ความเชื่อ หรือ จริยธรรมของคุณเป็นแบบไหน ตอนที่ไม่มีเงินหรือยากจนมันอาจจะไม่ค่อยชัดเจนมากเท่าไหร่ แต่เมื่อไหร่ที่มีเงิน อำนาจของมันจะขยายตัวตนที่ซ่อนอยู่นั้นให้ออกมาชัดเจนมากยิ่งขึ้น และนั่นคือสิ่งที่เราทุกคนต้องระวัง

คิวบานตอนนี้มีบ้านอยู่สามหลังและเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว ซึ่งสำหรับเครื่องบินเจ็ตเขาบอกว่า “มันเป็นเป้าหมายของผมอยู่แล้ว เพราะสินทรัพย์ที่ผมให้ค่ามากที่สุดก็คือเวลา และสิ่งนี้มันซื้อเวลาผมคืนมาได้” แต่นอกเหนือจากนั้นแล้ว เขาก็ยังพยายามเป็นคนเดิมเหมือนที่เคยเป็นมาตลอด ใช้เวลากับเพื่อนๆ กลุ่มเดิม ให้ความสำคัญกับเรื่องความเป็นส่วนตัวของตัวเองและครอบครัว แม้จะเป็นเศรษฐีระดับแสนล้านแล้วก็ตาม

“ตอนที่ถังแตกไม่มีเงิน ก็สุดเหวี่ยงมาก ผมรักช่วงชีวิตเหล่านั้น ผมสนุกกับมันมากๆ ด้วย”

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save