“หมดกันไปเท่าไหร่…กับคำว่าพรุ่งนี้รวย” Stop Lottery Addiction บอกลาหวยด้วยสลากออมทรัพย์

ทุกคนคงเคยได้ยินกับคำว่า “พรุ่งนี้รวย” กันใช่ไหมครับ หลายคนที่ชอบลงทุนกับความเสี่ยงอย่าง “หวย” น่าจะคุ้นเคยกับคำๆ นี้ดี พอไม่ถูกหวยก็แค่งวดหน้าเอาใหม่ มีเงินเท่าไหร่ก็ทุ่มเอาไปซื้อหวยแทบจะทุกงวด ถูกกินซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่เคยเข็ดสักที ผลประโยชน์ก็ไม่ได้ ได้มาแต่เศษกระดาษหนึ่งใบที่ไม่มีค่าเอาซะเลย แล้วแบบนี้เมื่อไหร่เราจะมีเงินเยอะๆ กันหละครับ

แต่แทนที่เราจะเสียเงินในการซื้อหวยนั้นไปฟรีๆ เพื่อนๆ รู้ไหมครับว่ามีทางเลือกดีๆ อย่าง “สลากออมทรัพย์” ที่ลงทุนต่ำ ได้ลุ้นรางวัลใหญ่ แถมยังไม่ต้องเสียเงินต้นอีกด้วย ขอบอกเลยครับว่ามีแต่ได้กับได้ ส่วนรายละเอียดของสลากออมทรัพย์จะเป็นอย่างไร aomMONEY ได้สรุปมาให้เพื่อนๆ แล้วครับ

“สลากออมทรัพย์” มีดีกว่า “หวย” อย่างไร?

1. ลงทุนกับสลากออมทรัพย์ เริ่มต้นด้วยเงินน้อยนิด

คอหวยหลายคนน่าจะชอบการเล่นหวยด้วยเงินเพียงแค่ 10 บาท เพราะลงทุนเท่านั้นก็ลุ้นหวยได้ แต่หารู้ไม่!! ว่าสลากออมทรัพย์ก็เริ่มต้นด้วยเงินหลักสิบได้เหมือนกัน แถมที่สำคัญเลยคือเงินที่ลงทุนไปนั้นไม่สูญหายและได้รับเงินคืนเต็มจำนวนพร้อมดอกเบี้ยเมื่อครบกำหนดอีกด้วย

2. ได้ลุ้นโชค ราวกับเล่นหวย..แต่ที่สำคัญคือไม่เสียเงินต้น

ลงทุนกับหวยมีแต่เสียกับเสีย น้อยครั้งที่จะถูกรางวัล แถมเงินที่ซื้อหวยไปนั้นก็หมดไปอย่างใช่เหตุแทนที่เราจะเอานั้นเงินไปจมกับหวย ลองหันมาลงทุนกับสลากออมทรัพย์ดีกว่า นอกจากจะได้สิทธิ์ลุ้นรางวัลอย่างต่อเนื่อง นานถึง 36 เดือนและรางวัลก็มีมูลค่าสูงถึง 5 ล้านบาท แต่ที่สำคัญคือเราจะไม่เสียเงินต้นเหมือนกับหวยอย่างแน่นอน

3. ถูกหวยโดนหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่สลากออมทรัพย์ได้รับการยกเว้น

หลายๆ คนอาจจะยังไม่ทราบว่าเมื่อเราถูกหวยปุ๊บ! จะโดนหักภาษีหัก ณ ที่จ่ายทันที ในอัตรา 0.5% ของเงินรางวัล ซึ่งถ้าเทียบกับสลากออมทรัพย์แล้วก็หมดกังวลเรื่องภาษีกันไปเลยครับ เพราะเราจะได้รับสิทธิ์ในการยกเว้นภาษีเงินได้จากดอกเบี้ยและเงินรางวัลทั้งหมด

4. สลากออมทรัพย์ได้รับดอกเบี้ย เผื่อใครไม่รู้

แน่นอนว่าการซื้อหวยจะไม่ได้รับดอกเบี้ยอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นซื้อสลากออมทรัพย์ดีกว่า เพราะเราจะได้รับดอกเบี้ยเงินฝากตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนดไว้ เช่น สลากออมทรัพย์ของธนาคารออมสิน เริ่มต้นดอกเบี้ยอยู่ที่ 0.1% ต่อปี สลากออมทรัพย์ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เริ่มต้นดอกเบี้ยอยู่ที่ 0.5% สลากออมทรัพย์ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เริ่มต้นดอกเบี้ยอยู่ที่ 0.9% ต่อปี แต่ถ้าจำเป็นต้องถอนเงินก่อนครบกำหนดอายุของสลาก ก็จะได้รับดอกเบี้ยในอัตราที่ลดหลั่นกันไป

5. สลากออมทรัพย์ใช้เป็นหลักประกันเงินกู้ได้ด้วย

เมื่อเราจำเป็นต้องใช้เงิน สามารถนำสลากออมทรัพย์ที่เรามีไปเป็นหลักประกันเงินกู้กับธนาคาร ได้วงเงินสูงถึง 95% ของมูลค่าสลากที่มี แต่เทียบกับหวยแล้วที่ไม่สามารถใช้เป็นหลักคำประกันอะไรได้

เทียบกันขนาดนี้ เห็นกันได้ชัดเลยใช่ไหมครับว่า สลากออมทรัพย์นั้นคุ้มค่าจริงๆ จะไม่ให้คุ้มได้อย่างไรในเมื่อการลงทุนกับสลากออมทรัพย์นั้นแทบจะไม่มีความเสี่ยงจาการขาดทุน ผลตอบแทนก็น่าสนใจแถมได้ลุ้นรางวัลสนุกๆ ทุกเดือนเหมือนเราลุ้นหวยอีกด้วย และยิ่งเศรษฐกิจตอนนี้ที่ไม่สู้ดีนัก การลงทุนไปกับการเล่นหวย ก็เปรียบเสมือนเป็นการเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์

เพราะฉะนั้นบอกลาโรคบ้าหวยแล้วหันมาลงทุนในสลากออมทรัพย์กันดีกว่าครับ aomMONEY

หลอกให้รักว่าเจ็บแล้ว หลอกเอาเงินยิ่งเจ็บกว่า พิศวาสอาชญากรรม เคราะห์กรรมซ้ำซ้อนของสังคมคนเหงายุคดิจิทัล

ไม่ว่าน้องสาวจะเตือนแล้วไม่รู้กี่ครั้งว่าคนที่ชื่อ ‘ริคาโด้’ นั้นไม่ใช่คนที่เธอคิด

แต่คุณเทอรี่วัย 62 ปี ก็ยังปักใจเชื่อว่าริคาโด้ ‘แฟนหนุ่ม’ ไม่มีทางหลอกเธอได้ลงคอ ก็เราออกจะรักกันขนาดนี้ “หวานใจ ราชินี ทุกอย่างในชีวิตของผม” คำหวานที่ริคาโด้พร่ำบอกเทอรี่มาตลอดสองปี มันไม่มีทางเป็นเรื่องโกหกได้

ตลอดช่วงเวลานี้ผ่านมาเธอส่งเงินไปให้เขากว่า 2.8 ล้านบาท ส่วนหนึ่งมาจากเงินสงเคราะห์ผู้พิการที่เธอได้รับจากรัฐบาล

ความเชื่อใจและความรักที่บังตา สำหรับเทอรี่แล้วนี่คือรักแท้ แม้เธอ…จะไม่เคยพบเจอริคาโด้ตัวเป็นๆ หรือแม้แต่จะวิดีโอคอลเลยก็ตาม

น่าเสียใจที่เธอคือหนึ่งในเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย 70,000 คน ในคดีพิศวาสอาชญากรรม หรือ “Romance Scams” ที่เกิดขึ้นในประเทศอเมริกาในปี 2022 โดยผู้ตกเป็นเหยื่อจะส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงวัย 50+ ขึ้นไป โดยโจรจะทักเข้ามาทางช่องทางออนไลน์ โซเชียลมีเดียต่างๆ ตีสนิท พูดคุย แสดงความเป็นห่วงเป็นใย แสร้งทำว่ารัก ทั้งหมดนี้ก็เพื่อหลอกให้เชื่อใจและเอาเงินหรือทรัพย์สินของอีกฝ่ายไปนั่นเอง

ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้เกิดแค่ในต่างประเทศเท่านั้น ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยสถิติอาชญากรรมออนไลน์ช่วงเดือน ม.ค. 66 ที่ผ่านมา ได้สร้างมูลค่าความเสียหายกว่า 190 ล้านบาท และเป็นคดีเกี่ยวกับ “หลอกให้รัก” สูงถึง 403 คดี และมีอัตราส่วนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วย

เทอรี่เคยเป็นจ่าสิบเอกอเมริกันที่ทำงานในหน่วยข่าวกรองของอเมริกา แต่ตอนนี้ด้วยวัย 62 ปี เธอต้องไปแทบไม่มีเงินติดตัว ต้องคอยไปธนาคารอาหาร (Food Bank องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่รวบรวมและแจกจ่ายอาหารให้กับองค์กรการกุศลต่าง ๆ เพื่อบรรเทาความหิวของประชากร) เพื่อรับอาหารประทังความหิวในแต่ละวัน บางครั้งน้องสาวคอยซื้ออาหารมาให้ด้วย

แล้วเพราะอะไรกันนะคนที่ดูมีความรู้ เคยทำงานในหน่วยงานที่ดี ถึงตกเป็นเหยื่อของพิศวาสอาชญากรรมแบบนี้ได้? แล้วทำไมผู้เป็นเหยื่อส่วนใหญ่คือผู้หญิง? แล้วมันมีทางแก้ไขยังไงบ้าง?

ดีเกินกว่าจะเป็นจริงได้

จากโปรไฟล์ของริคาโด้ เขาอายุ 58 ปี ร่างกายฟิต สุขภาพแข็งแรงและแน่นอนครับหน้าตาดีหล่อเหลาประหนึ่งหลุดออกมาจากภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด ถ้าให้เปรียบก็คงคล้ายกับจอร์จ คลูนีย์ (George Clooney) ก็คงไม่ปาน นอกจากนั้นแล้วยังมีบ้านพักตากอากาศที่เมืองมาลิบูในรัฐแคลิฟอร์เนีย แม้ตอนนี้จะอาศัยอยู่ที่แคนาดาก็ตาม

เทอรี่ไม่คิดเลยว่าตัวเองจะโชคดีขนาดนี้เมื่อเขาเมสเสสมาเธอบนเฟสบุ๊ค

ภายในเวลาเพียงสองอาทิตย์ ทั้งคู่สนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว และริคาโด้ก็เปิดใจสารภาพรักกับเธอ พร้อมบอกว่าเขากำลังมองหาใครสักคนที่เขาจะใช้ชีวิตด้วยในช่วงท้ายของชีวิต เพื่อเดินทางและบริหารเงินมากมายหลายล้านเหรียญจากธุรกิจนำเข้าส่งออกที่ทำอยู่ในเวลานี้

คำหวานมากมายที่คอยหยอดให้เธอฟังทุกวี่ทุกวัน เธอตกหลุมพรางของเขาเข้าอย่างจัง และภายในเวลาเพียงหนึ่งเดือน ริคาโด้ก็ขอเธอแต่งงาน

เขาชวนเธอลงทุนในบิตคอยน์ 350,000 บาท โดยบอกว่ามันจะกลายเป็นเงิน 35 ล้านบาทภายในเวลา 6 เดือน แต่ตอนนี้ผ่านมาสองปีแล้วก็ไม่มีวี่แววเลยว่าเงินตรงนี้จะได้กลับคืนมา แถมไม่พอตลอดช่วงที่ผ่านมาเธอได้ให้เงินริคาโด้ไปแล้วกว่า 2.8 ล้าน

สัญญาณเตือนที่ใหญ่ที่สุดน่าจะเป็นการที่เธอไม่เคยได้เจอกับเขาแบบตัวต่อตัวเลย ไม่เคยแม้แต่การคุยกันแบบวิดีโอคอลด้วยซ้ำ ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากนะ แม้ว่าส่วนใหญ่เขาจะปฏิเสธ แต่ก็มีบางครั้งที่ตกลงและวางแผนจะมาเจอกันแล้ว เพียงแต่ทุกครั้งก็จะมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นเสมอ

ครั้งหนึ่งเขากำลังขับรถไปที่สนามบินเพื่อมาหาเธอ ก็ประสบอุบัติเหตุจนมาหาไม่ได้ พร้อมยังส่งรูปของตัวเองที่อยู๋ในโรงพยาบาลให้เธอเป็นหลักฐานด้วย

อีกครั้งหนึ่งแม่ของเขาเสียชีวิต แล้วก็ส่งภาพตัวเองอยู่ในงานศพด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย

สำหรับเทอรี่แล้ว ด้วยความรักที่เธอมีต่อเขา สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่เธอหลงเชื่อโดยไม่เอะใจเลยด้วยซ้ำ เธอต้องการใช้ชีวิตบั้นปลายที่เหลือกับชายคนนี้

น้องสาวของเธอเตือนยังไงก็ไม่ฟัง สุดท้ายสุดทน เขียนจดหมายไปหารายการ Dr.Phil (รายการทอล์กโชว์ชื่อดังของอเมริกาที่หยิบปัญหาต่างๆ ของคนมาคุย) เพื่อให้พี่สาวไปออกรายการด้วย

ตอนแรกเทอรี่ไม่ยอมเชื่อว่าตัวเองกำลังโดนหลอก จนกระทั่ง Dr.Phil และทีมงานได้ติดต่อชายที่เป็นตัวจริงเจ้าของรูปถ่ายที่ริคาโด้ขโมยมาสร้างตัวตนปลอมออนไลน์เพื่อใช้หลอกคนอื่น เขาความจริงว่าตัวเองเป็นใครและบอกว่าเธอกำลังโดนหลอกแล้ว

เทอรี่เป็นเพียงหนึ่งในผู้เสียหายมากมายที่ตกเป็นเหยื่อ และในโชคร้ายก็ยังมีโชคดีที่เธอมีน้องสาวที่ใส่ใจและห่วงใยเธอมากพอที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยและเตือนอยู่ตลอด (แม้จะไม่ฟังก็ตาม) เพราะคนส่วนใหญ่ที่เป็นเหยื่อนั้นอาจจะไม่ได้โชคดีแบบนี้

แม้ว่าเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายส่วนใหญ่กว่า 63% เป็นผู้หญิง แต่ผู้ชายเองก็สามารถตกเป็นเหยื่อได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่จากสถิติแล้วผู้หญิงจะสูญเสียเงินมากกว่าผู้ชายเกือบเท่าตัวโดยเฉลี่ย

และที่น่ากลัวคือตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ FTC (คณะกรรมาธิการว่าด้วยการค้าแห่งสหพันธรัฐ) รายงานว่าในปี 2022 มีความเสียหายที่เพิ่มขึ้นจากคดีพิศวาสอาชญากรรมจากปีก่อนกว่า 80% และ 5 ปีที่ผ่านมาเสียหายไปแล้วกว่า 45,000 ล้านบาท

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ Romance Scams กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นเพราะโลกกำลังเดินหน้าเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างแท้จริง ในปี 2020 ที่อเมริกามีคนอายุมากกว่า 65 ปี กว่า 55.8 ล้านคน นับเป็นกว่า 17% ของประชากรทั้งหมด หรืออย่างในไทยเองปี 2022 ประชากรที่อายุเกิน 60 ปี ก็มีเกือบ 20% ของประชากรทั้งหมดเลยทีเดียว

การแพร่ระบาดของ “ความเหงา”

เมื่ออายุมากขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ “ความเหงา” ครับ

โดยทั่วไปแล้วกลุ่มคนผู้สูงอายุนั้นจะมีอัตราส่วนในการแยกออกจากสังคมมากขึ้น เพื่อนน้อยลง ลูกหลานแยกย้ายออกไปอยู่กันสร้างครอบครัวของตัวเอง จึงทำให้ชีวิตมีโอกาสเหงามากขึ้นด้วย

แล้วถ้าดูข้อมูลที่บอกว่าคนที่ตกเป็นเหยื่อนั้นส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงที่อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป มันก็พอเข้าใจได้ว่านั่นคือช่วงที่ชีวิตเริ่มเต็มไปด้วยความเหงา ลูกเต้าไปมีครอบครัว ไปทำงานต่างบ้านต่างเมือง ส่วนใหญ่จะเป็นแม่ม่ายหรือหย่าร้างกับสามีมานานแล้ว และเมื่อถูกหลอก เงินที่เก็บมาจากการทำงานทั้งชีวิตก็แทบจะหายไปทั้งหมดเลยทีเดียว

บางคนถึงขั้นขายบ้าน ติดหนี้ เพื่อส่งเงินไปให้โจรเลยทีเดียว

แล้วผู้ชายสูงอายุไม่ตกเป็นเหยื่อเหรอ? มีบ้างครับ เพียงแต่โอกาสที่ผู้ชายสูงวัย มีเงินเก็บบ้างจะแต่งงานใหม่เป็นเรื่องที่พบเห็นกันได้บ่อยกว่าในสังคมของเรา ส่วนผู้หญิงนั้นจะแต่งงานใหม่ในช่วงวัยเลย 50+ ไปแล้วนั้นไม่ค่อยพบเห็นกันมากนัก เพราะฉะนั้นผู้หญิงจึงมีโอกาสที่จะรู้สึกเหงามากกว่าผู้ชายด้วย

คนที่ตกเป็นเหยื่อส่วนใหญ่จะอยู่ตัวคนเดียว ไม่ค่อยได้มีโอกาสสุงสิงกับใคร ใช้ชีวิตเหงาๆ และใช้เวลาอยู่บนโลกออนไลน์มากขึ้น และนั่นก็เป็นช่องทางที่โจรกำลังมองหาอยู่พอดี

บางคนเขียนบนโปรไฟล์ “หย่า/ม่าย/มองหาผู้ชายนิสัยดี” อะไรแบบนี้เรียกว่าโจรทำงานง่ายเลยทีเดียว

สูตรพิศวาสอาชญากรรม

จากโปรไฟล์ที่คุณเขียนออนไลน์ โจรก็พอทราบแล้วว่าคุณชอบอะไร ไม่ชอบอะไร งานอดิเรกของคุณคืออะไร ความสนใจ ฯลฯ หลังจากนั้นก็แค่แต่งองค์ทรงเครื่อง สร้างโปรไฟล์ปลอมพร้อมรูปของชาย (หญิง) ในฝันของคุณขึ้นแล้วทักมาหาเท่านั้น

หลังจากนั้นเทคนิคที่พิศวาสอาชญากรรมใช้ก็ไม่ต่างจากนิยายแฟนตาซีเรื่องหนึ่งเลย คุณจะเหมือนเป็นตัวเอกของเรื่องที่เจ้าชาย (เจ้าหญิง) เข้ามาในชีวิต มันจะเป็นความสัมพันธ์ที่เข้มข้น รวดเร็ว บอกรักกันแบบเร่าร้อน เหมือนฝันที่เป็นจริง ที่เกิดขึ้นกับคุณเพียงเท่านั้น

เจ้าชาย (เจ้าหญิง) ผู้ร่ำรวย มีธุรกิจหรือมรดกจากเจ้าคุณปู่หมื่นล้านที่กำลังประสบปัญหา และคุณเท่านั้นที่จะช่วยได้ ถ้าทุกอย่างผ่านพ้นไปแล้ว ชีวิตที่เราใฝ่ฝันด้วยกันนั้นจะเกิดขึ้น เราจะอยู่กินไปด้วยกันจนแก่เฒ่าตลอดกาลนาน

ความเหงา ความเพ้อฝัน และความรักที่เกินกว่าเอื้อม นี่คือสูตรสำเร็จของพิศวาสอาชญากรรม

โจรเห็นช่องว่างในสังคมที่เราทิ้งคนสูงอายุไว้ข้างหลังอย่างเดียวดายและเต็มไปด้วยความเหงาในหัวใจ ใช้มันเพื่อสร้างผลประโยชน์โดยไม่สนใจหรอกว่าจะเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินหรือชีวิตของคนที่เป็นเหยื่อนั้นมากขนาดไหน

น่าเห็นใจตรงที่ผู้เคราะห์ร้ายส่วนใหญ่นั้นแทบจะหมดโอกาสที่จะได้เงินที่หายไปคืนเลย

บางคนนอกจากเสียเงินแล้วยังเสียสุขภาพจิตไปด้วย กลายเป็นโรคซึมเศร้าหรือเลือกจบชีวิตตัวเองเลยก็มี มันคือเคราะห์กรรมซ้ำซ้อนของสังคมคนเหงายุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

และยิ่งเทคโนโลยีอย่าง ​AI ในปัจจุบันที่ทำให้ยิ่งอันตรายมากขึ้นไปอีก (โจรอาจจะสร้างโมเดล AI ปลอมๆ ขึ้นมาเพื่อหลอกว่าเป็นตัวเองก็ได้ ตอนนี้ก็สามารถวิดีโอคอลได้แล้วถ้าทำได้เนียนๆ)

วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคืออย่าให้เงินกับคนที่คุณไม่เคยเจอ แม้จะมีหลักฐานอะไรก็ตามที่อีกฝั่งบอกว่าจ่ายคืนได้แน่ๆ (หรือถ้ามีคนบอกรักคุณภายในเวลาอาทิตย์สองอาทิตย์ก็คิดไว้เลยครับว่านี่ไม่ใช่ความจริงอย่างแน่นอน) ถ้ารู้สึกว่าตัวเองถูกกดดัน ทำให้รู้สึกผิดถ้าไม่มอบเงินให้ การบล็อกหรือตัดความสัมพันธ์ไปเลยอาจจะง่ายกว่า

ถ้าเราเป็นลูกและมีพ่อแม่ (หรือคนเฒ่าคนแก่ที่สนิท) ที่อยู่บ้านคนเดียว เกษียณแล้ว ไม่ค่อยได้สุงสิงกับใคร ใช้เวลาออนไลน์เยอะๆ ขอให้เช็กอินกับพวกท่านบ่อยๆ ชวนคุย ถามข่าวคราวเป็นประจำ ทักไลน์ไปหา เอาหลานไปเยี่ยม ส่งสติกเกอร์สวัสดีวันอะไรก็ส่งไปเถอะ อย่างน้อยๆ ก็ช่วยคลายเหงาพวกท่านได้ไม่น้อย

นอกจากนั้นสิ่งที่อยากแนะนำอีกอย่างคืออย่าคิดว่าตัวเองปลอดภัย เรื่องนี้ไม่เกิดขึ้นกับฉันหรอก เราไม่มีทางมั่นใจได้เลยว่าตัวเองจะไม่ตกเป็นเหยื่อ พยายามอ่านข่าว ศึกษาข้อมูลและเรื่องเหล่านี้ไว้อยู่เสมอ

เพราะหลอกให้รักว่าเจ็บแล้ว หลอกเอาเงินไปด้วยนี่ยิ่งเจ็บและลำบากมากกว่าหลายเท่าเลยทีเดียว

ทำไม? เครื่องมือ “LMTs”ถึงช่วยป้องกันคนแห่ถอนเงินจาก “กองทุนรวม” ในวิกฤติได้

Liquidity Management Tools (LMTs) หรือ เครื่องมือบริหารความเสี่ยงสภาพคล่องของกองทุนรวม นักลงทุนในกองทุนรวมอาจเคยได้ยินผ่านหูได้เห็นผ่านตามาบ้างจากประกาศ หรือ จดหมายจาก บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) จากประกันควบการลงทุน หรือ จากสื่อประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ

แต่น้อยคนนักที่จะได้เริ่มอ่านและพยายามทำความเข้าใจว่า แท้จริงแล้วเครื่องมือเหล่านี้มีหน้าที่อย่างไร และเหตุใด บลจ. ต้องประกาศบังคับใช้ ซึ่งแน่นอนว่าเครื่องมือแต่ละชนิดนั้นมีความสำคัญไม่น้อยในยามที่จำเป็น นักลงทุนจึงควรศึกษาให้เข้าใจถึงผลกระทบต่อตัวนักลงทุนเองเป็นสำคัญ

“LMTs” มาจากไหน?

แรกเริ่มเดิมที LMTs ถูกนำมาใช้โดย บลจ. ในต่างประเทศเพื่อเข้ามาช่วยควบคุมความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของกองทุน ยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้ากองทุนเปรียบเสมือนธนาคารพาณิชย์ เวลาคนไปฝากเงินที่ธนาคาร ทางธนาคารจะนำเงินไปปล่อยกู้ต่อบางส่วน นำไปซื้อพันธบัตรบางส่วน นำไปลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อนำผลกำไรมาจ่ายคืนผู้ฝากเงินในรูปแบบของดอกเบี้ย

ดังนั้นหากมีข่าวร้ายหรือสถานการณ์ผิดปกติ ไม่ว่าจากตัวธนาคารเอง หรือสภาวะเศรษฐกิจภายนอก ย่อมส่งผลให้คนขาดความเชื่อมั่นและแห่ถอนเงินจากธนาคาร เมื่อคนเริ่มแห่ถอนเงิน ธนาคารจึงขาดสภาพคล่อง เพราะไม่สามารถเรียกคืนเงินที่ปล่อยกู้กลับมาได้ในทันที หรืออาจจำเป็นต้องขายเงินลงทุนจำนวนมากในระยะเวลาอันสั้น ส่งผลให้รายการขายเหล่านั้นโดนกดราคา จนไม่มีเงินเพียงพอหมุนมาให้ประชาชนถอน และมีความเสี่ยงต้องล้มละลายในที่สุด

ภาพของกองทุนนั้นไม่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นกองทุนประเภทใด ตราสารหนี้หรือตราสารทุน เมื่อวิกฤติมาเยือน หากผู้ถือหน่วยขายคืนหน่วยลงทุนจำนวนมากพร้อม ๆ กัน กองทุนอาจไม่สามารถขายเงินลงทุนที่กระจายอยู่หลายแห่งได้ทันท่วงที บ้างเป็นเงินฝากประจำ การถอนเงินฝากประจำออกมาระหว่างทางที่ยังไม่ครบกำหนด ส่งผลให้กองทุนไม่ได้ดอกเบี้ย บ้างเป็นหุ้นกู้ที่มีสภาพคล่องต่ำ ต้องตัดใจขายทุกราคาทำให้เกิดผลขาดทุนขึ้น และสะท้อนผลขาดทุนนั้นเข้าไปในมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ณ สิ้นวัน ซึ่งยิ่ง NAV ลดลงไปเยอะเท่าไร ก็สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้ถือหน่วยมากขึ้นเท่านั้น และพากัน “แห่ถอน” จนกองทุนไม่สามารถดำรงอยู่ได้และอาจต้องเลิกกองไปในที่สุดถึงแม้ว่าวิกฤตินั้นอาจเป็นวิกฤติสั้น ๆ ที่ถ้าหากผ่านไปได้ ทุกอย่างก็จะเป็นปกติ

สถานการณ์ COVID-19 ที่สร้างความผันผวนให้สินทรัพย์ในกองทุนรวมถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการใช้ LMTs ในกรณีที่นักลงทุนแห่ไถ่ถอนหน่วยลงทุนเป็นจำนวนมาก โดยการซื้อขายของนักลงทุนจะถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขที่มากขึ้น เพื่อรักษาเสถียรภาพให้กับกองทุนและผู้ถือหน่วยลงทุน

“LMTs” แบ่งได้เป็นกี่ประเภท?

LMTs สามารถจำแนกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม (ได้เงินขายคืนน้อยลงหรือซื้อในราคาแพงขึ้น) และ กลุ่มที่จำกัดการทำธุรกรรมของผู้ถือหน่วย (ห้ามซื้อขายหรือขายได้บางส่วน)

(1) กลุ่มคิดค่าธรรมเนียมเพิ่ม

ได้แก่ Liquidity Fee, Swing Pricing และ Anti-Dilution Levies (ADLs)

กรณีมีการซื้อหรือขายคืนหน่วยลงทุนมากเกินจำนวนที่หนังสือชี้ชวนกำหนดต่อวัน นักลงทุนที่ซื้อหรือขายคืนหน่วยลงทุนนั้นจะถูกคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม เปรียบเหมือนการผลักภาระต้นทุนการซื้อขายสินทรัพย์ให้ผู้ถือหน่วยรายที่ซื้อหรือขายในวันนั้น ส่งผลให้ผู้ขายหน่วยลงทุนได้เงินน้อยลง หรือผู้ซื้อหน่วยลงทุนต้องจ่ายในราคาที่แพงขึ้น ทั้งนี้ ผู้ถือหน่วยรายอื่นที่ยังถือหน่วยกองทุนดังกล่าวอยู่จะไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ โดยการเลือกใช้เครื่องมือกลุ่มนี้จะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน เพื่อป้องกันมิให้ผู้ถือหน่วยลงทุนในกองทุนในปัจจุบันเสียประโยชน์จากการมีเงินลงทุนใหม่เข้ามาหรือมีการขายคืนออกไปเป็นจำนวนมากซึ่งทำให้ผลตอบแทนรวมในกองทุนลดลง

(2) กลุ่มจำกัดการทำธุรกรรม

ได้แก่…

Redemption Gate = กำหนดเพดานการขายคืนต่อวันของแต่ละกองทุนไม่ให้ขายคืนมากจนเกินไป โดยถ้าหาก บลจ. ได้รับคำสั่งขายคืนหน่วยลงทุนเกิน Redemption Gate บลจ. จะชำระเงินค่าขายคืนแก่ผู้ถือหน่วยแต่ละรายตามสัดส่วนเทียบกับ Redemption Gate

Notice Period = หากผู้ถือหน่วยต้องการขายคืนหน่วยลงทุนปริมาณมาก จะต้องแจ้ง บลจ. ก่อนล่วงหน้า

Side Pocket = กรณีมีตราสารหนี้ที่ผิดนัดชำระ หรือตราสารขาดสภาพคล่อง ตราสารเหล่านี้ต้องถูกแยกออกไปไม่นำมาคำนวณใน NAV ทำให้มูลค่า NAV ลดลง แต่ถ้ามีการจ่ายคืนเงินจากตราสารดังกล่าว ผู้ถือหน่วยก็จะได้เงินคืนเช่นกัน

Suspension of Dealings = มีการระงับการซื้อขายหน่วยลงทุนชั่วคราวจนกว่าจะผ่านช่วงวิกฤติ ซึ่งเป็นเครื่องมือกรณีฉุกเฉินรุนแรงที่สุดถึงจะนำมาใช้

เมื่อรู้ถึงกลไกการทำงานของ LMTs ประเภทต่างๆ แล้ว นักลงทุนคงเข้าใจแล้วว่า บลจ. มีเครื่องมือในการบริหารสภาพคล่องเพื่อช่วยลดผลกระทบต่อ NAV ที่เกิดขึ้นจากปริมาณการซื้อขายผิดปกติที่เกิดขึ้นในยามวิกฤติ และสามารถนำความรู้นี้ไปใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนในอนาคตให้ดียิ่งขึ้น

เขียนโดย: เธียรทยะ ฌอสกุล, CFP

“ออมเงินต้องไม่เครียด” วิธีเก็บออมอย่างมีความสุข ไม่หักโหม ไม่ทรมานตัวเอง

ด้วยสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน อาจทำให้คนที่ตั้งใจออมเงินรู้สึกเหนื่อยหรือท้อไปบ้าง แต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม แผนการออมเงินเพื่อเป้าหมายในชีวิต ก็ยังเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ซึ่ง aomMONEY ไม่อยากให้ละทิ้งไป วันนี้เลยขอแนะนำ 5 วิธีออมเงินอย่างมีความสุข ทำได้ง่ายๆ ไม่ต้องทรมานตัวเอง เพื่อให้แผนการออมของเพื่อนๆ ยังเดินหน้าต่อไปได้ครับ

1. ออมน้อยก็ได้ ไม่ต้องหักโหม

เคล็ดลับการออมเงินต่างๆ มักจะบอกให้ออมอย่างน้อย 10% ของรายได้ แต่ถ้าเราเป็นมือใหม่ หรือช่วงนี้อาจยังมีภาระค่าใช้จ่าย แต่ก็ต้องการออมเงินด้วย ลองเริ่มจากการแบ่งเงินเพียง 5% ของรายได้เพื่อเก็บออม เช่น ถ้าเรามีเงินเดือน 20,000 บาท ก็แบ่ง 5% = 1,000 บาท ตั้งค่าหักจากบัญชีโดยอัตโนมัติ แม้จะออมไม่มากก็ไม่เป็นไร เพราะหัวใจสำคัญคือการลงมือทำ และทำอย่างสม่ำเสมอครับ

2. ผ่อนหนี้หมดแล้ว ก็ผ่อนกับตัวเองต่อ

ถ้าเราเพิ่งผ่อนรถยนต์ หรือผ่อนบ้านหมดไป ลองเปลี่ยนค่างวดที่จ่ายทุกเดือน มาเป็นเงินออม เช่น เคยผ่อนรถยนต์เดือนละ 10,000 บาท เมื่อครบกำหนดแล้ว แทนที่จะเอาเงินไปใช้จ่าย ก็ให้เก็บเข้าบัญชีออมเงินแทน

3. ทำผิดเมื่อไหร่ ให้หยอดใส่กระปุก

ข้อนี้ทำได้ง่ายๆ ลองหากระปุกออมสิน หรือขวดโหลมาตั้งไว้ในจุดที่เห็นง่าย แล้วตั้งเป้าหมายอะไรบางอย่าง เช่น “ฉันจะงดของหวาน” / “ฉันจะออกกำลังกายทุกวัน” / “ฉันจะเลิกพูดคำหยาบ” แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ทำผิดสัญญานั้น ก็ให้หยอดเงินใส่กระปุก อาจจะ 20 บาท หรือ 50 บาทก็ได้ ไม่แน่นะ…ถ้าทำครบปีอาจมีเงินไปเที่ยวได้ 1 ทริป

4. เปลี่ยนของเก่า ให้เป็นเงินออม

สำรวจของในบ้าน ที่ไม่รู้ว่าจะเก็บไว้ทำไม เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า สิ่งของต่างๆ แทนที่จะวางไว้เฉยๆ ก็เอามาจัดวางถ่ายรูปสวยๆ แล้วโพสต์ขายในอินเทอร์เน็ตดีกว่า เป็นการเปลี่ยนของที่ไม่ใช้แล้ว ให้เป็นเงินออม แถมยังได้ลงมือจัดบ้านไปในตัว

5. เพิ่มความสนุก ด้วยแอปฯ ออมเงิน

การใช้แอปพลิเคชัน ก็ทำให้เราวางแผนการออมได้ง่ายขึ้น อย่างแอปฯ “Piggy Goal” ก็ช่วยเพิ่มความสนุกในการออม ด้วยตัวการ์ตูนน้องหมูสุดคิวต์ ตอนเริ่มต้น 0 บาทน้องหมูก็จะยังมอมแมมอยู่ แต่ถ้าเราออมเงินได้เยอะ น้องหมูก็จะน่ารักขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ก็มีฟีเจอร์ตั้งเป้าหมายการออม พร้อมระบบแจ้งเตือน และแสดงผลด้วยกราฟ สะดวกมากๆ เลยครับ

Too Big to Fail? เครดิตสวิส ธนาคารยักษ์ใหญ่อายุ 167 ปี กับ ความเปราะบางที่ค้างคาพร้อมจะล้ม แต่ก็ใหญ่เกินไปจนล้มไม่ได้

เครดิตสวิส (Credit Suisse) ซึ่งเป็นธนาคารยักษ์ใหญ่ในยุโรปอายุ 167 ปี กำลังสั่นคลอนจนเกือบจะล้มละลายเมื่อช่วงคืนวันพุธที่ 15 มีนาคม 2023 ตามเวลาในประเทศไทย กลายเป็นชนวนกระตุ้นความวิตกกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของระบบการเงินโลก เป็นรถไฟเหาะของอารมณ์ที่แทบปรับตัวไม่ทันกันเลย

ยกตัวอย่างง่าย ๆ ตลาดหุ้นบ้านเรา
จันทร์เช้าทุกคนเริ่มตื่นตระหนกเทขายกันบางส่วน
วันอังคารเลวร้ายเหมือนโลกจะแตกตลาดแดงเถือก
วันพุธกลับมาบวกคืนสดในหลายคนบอก ‘เฮ้ย…อย่าตกใจไป’
วันพฤหัสบดีดิ่งพสุธาอีกรอบ แตกตื่นกันอีกครั้ง

หลังจากการเทขายหุ้นของธนาคารเครดิตสวิสครั้งใหญ่ที่สุดภายในวันเดียว ผู้นำของเครดิตสวิสก็อยู่เฉยไม่ได้ เข้าพบกับเจ้าหน้าที่ของธนาคารกลางสวิสเพื่อหารือเกี่ยวกับการรับมือสถานการณ์ตรงนี้ พร้อมหาทางสร้างความเชื่อมั่นและเสถียรภาพให้กับธนาคารอีกครั้งหนึ่ง

ช่วงบ่าย ๆ ของวันตามเวลาประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ธนาคารกลางและหน่วยงานกำกับดูแลตลาดการเงินของประเทศก็ออกมาแถลงการณ์ร่วมกันโดยระบุว่าพวกเขาจะมอบสายป่านต่อชีวิตให้กับเครดิตสวิส “หากจำเป็น” โดยอ้างถึงความสำคัญของธนาคารต่อระบบการเงินในวงกว้างว่ามันเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำแบบนี้

ระหว่างนั้นตลาดหุ้นทางฝั่งอเมริกาก็กำลังหมดวันและสุดท้ายตลาดหุ้นก็ปิดตัวกันอยู่ในแดนลบ โดยเฉพาะหุ้นของกลุ่มแบงก์น้อยใหญ่ที่เลือดอาบไปตาม ๆ กัน และในขณะที่เขียนบทความนี้เราก็ไม่รู้เลยว่าต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นอีกบ้าง วิกฤติตรงนี้จะลามไปต่อรึเปล่า จะลากทุกอย่างให้ร่วงไปอีกไกลไหม

ธนาคารที่มีความสำคัญเชิงระบบระดับโลก

ประเด็นสำคัญที่เราควรทราบก็คือว่าเครดิตสวิสมีความสำคัญต่อเป็นระบบการเงินอย่างมาก มีทรัพย์สินกว่า 500,000 ล้านเหรียญและพนักงานกว่า 50,000 คนทั่วโลก ถ้าล้มขึ้นมาจริง ๆ จะกลายเป็นโดมิโนชิ้นใหญ่ที่สามารถสร้างความปั่นป่วนต่อระบบการเงินของทั้งโลกได้เลยทีเดียว

ลองดูสัปดาห์ก่อนที่ธนาคารอย่าง Silicon Valley Bank และ Signature Bank ปิดตัว แม้ขนาดของทั้งสองแห่งจะเล็กกว่ามากเพราะเป็นธนาคารระดับภูมิภาค มันยังสั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกได้ทั่วโลกเลย ถ้าหากเกิดอะไรขึ้นกับเครดิตสวิสมันจะเลวร้ายกว่านั้นหลายเท่าตัว

แอนดรูว์ เคนนิงแฮม (Andrew Kenningham) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภาคส่วนยุโรปของ Capital Economics (บริษัทวิจัยเศรษฐกิจอิสระที่ตั้งอยู่ในลอนดอน) กล่าวว่า เครดิตสวิสซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ให้กู้รายใหญ่ที่สุดในยุโรป “เชื่อมโยงกับทั้งโลก โดยมีบริษัทสาขาหลายแห่งอยู่นอกสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงในสหรัฐอเมริกาด้วย เครดิตสวิสไม่ใช่แค่ปัญหาของสวิสเท่านั้น แต่เป็นปัญหาระดับโลกเลยทีเดียว”

เครดิตสวิสเป็นหนึ่งในธนาคารที่รู้จักในฐานะ “ธนาคารที่มีความสำคัญเชิงระบบระดับโลก” (Global Systemically Important Banks หรือ “G-SIB” – เจ้าอื่น ๆ อย่าง Bank of China, Bank of America, Barclays ฯลฯ) เมื่อหนึ่งในธนาคารขนาดใหญ่เหล่านี้ประสบปัญหา ผู้คนเริ่มตั้งคำถามต่อครับว่าเกิดอะไรขึ้นกับระบบและเริ่มคาดเดาว่าใครที่จะล้มเป็นรายต่อไป

ตอนนี้แม้ว่าธนาคารกลางและรัฐบาลของสวิสจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือแล้วก็ตาม ความเสี่ยงของเหตุการณ์นี้ก็ยังจะมีอยู่ นักลงทุนจับตาดูความเคลื่อนไหวและผลกระทบที่จะเกิดต่อจากนี้อย่างใกล้ชิดเลยทีเดียว

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเครดิตสวิสแสดงให้เห็นว่าวิกฤตยังไม่สงบง่าย ๆ อาร์เธอร์ วิลมาร์ธ (Arthur Wilmarth) ศาสตราจารย์แห่งคณะนิติศาสตร์จอร์จวอชิงตันบอกว่า

“ผมคิดว่ามันไร้เดียงสาไปสักหน่อยที่คนส่วนใหญ่จะคิดว่าเรื่องนี้จะจำกัดอยู่ในธนาคารท้องถิ่นสองสามแห่งเท่านั้น เพราะเห็นได้เลยว่าความตกใจยังคงสะท้อนให้เห็นในระบบธนาคารของเรา และนั่นก็สามารถชี้ให้เห็นได้ว่ามันจะลามไปยังแบงก์ที่ขนาดใหญ่มาก ๆ ด้วย”

แล้ว Silicon Valley Bank กับ Credit Suisse เกี่ยวข้องกันไหม?

ในเชิงเทคนิคแล้วไม่ได้เกี่ยวข้องกัน แต่ในเชิงจิตวิทยาแล้วเกี่ยวข้องกันอย่างแน่นอน นี่คือสิ่งที่เรียกว่า ‘Herd Psychology’ หรือการทำตามฝูงหรือกลุ่มคนส่วนใหญ่ เป็นแรงผลักอยู่เบื้องหลังความกลัวและความโลภที่ทำให้เราตัดสินใจทำตามคนอื่น ๆ เพื่อความปลอดภัยและอยู่รอด (สมัยก่อนเจ้าสิ่งนี้แหละที่ทำให้เราวิ่งหนีเมื่อเห็นคนอื่น ๆ วิ่ง เพื่อเอาตัวรอด)

เครดิตสวิสนั้นมีปัญหาเรื่องการดำเนินการและขาดทุนมาได้สักพักแล้ว ซึ่งเป็นปัญหาที่ค้างคาเปราะบางที่ทำให้สถานการณ์ของแบงก์ไม่ค่อยสู้ดีอยู่แล้ว ปีเตอร์ บูกค์วาร์ (Peter Boockvar) หัวหน้าเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Bleakley Financial Group กล่าวว่า “เครดิตสวิสเป็นรถยนต์ที่พร้อมจะชนแบบช้า ๆ มาหลายปีแล้ว แต่ตอนนี้ข่าวที่เกิดขึ้นก็อยู่หนีไม่พ้นเรื่องของ SVB”

กลายเป็นว่าตอนนี้ระบบธนาคารเลยถูกตั้งคำถามอย่างหนักไม่ว่าที่ใดในโลก

ถ้าให้ตอบอย่างชัด ๆ คือ SVB ไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้เครดิตสวิสสั่นคลอน แต่มันทำให้นักลงทุนหันไปเพ่งเล็งปัญหาที่เกิดขึ้นภายในมาหลายปีแล้วมากกว่า และการปิดตัวของ SVB ก็เป็นตัวเร่งให้คนขายหุ้นเครดิตสวิสจนร่วงหนักจนแทบล้มละลายเลยทีเดียว

ตอนนี้ธนาคารทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกาต่างกำลังเผชิญกับปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาคที่คล้ายคลึงกัน หลังจากที่อัตราดอกเบี้ยต่ำมาก ๆ หลายปี (และในกรณีของยุโรปติดลบด้วยซ้ำ) ตอนนี้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลรวมถึงตั๋วเงินคลังก็พุ่งสูงขึ้น กัดเซาะมูลค่าของสินทรัพย์ที่ธนาคารต่าง ๆ ถือเอาไว้อยู่ให้ลดลง

สุดท้ายคำถามก็กลายมาเป็นว่าแล้วแบบนี้ธนาคารใหญ่ ๆ ระดับโลก (หรือแม้แต่ขนาดกลางอย่าง SVB) เมื่อล้มแล้วก็ไม่เป็นไรอย่างนั้นเหรอ? ถ้าใหญ่จนสร้างผลกระทบได้ในวงกว้างไม่ว่าจะบริหารงานแย่ ขาดทุน หรือแม้แต่ฉ้อโกง สุดท้ายรัฐบาลก็ต้องเข้ามาอุ้มเพราะไม่อยากให้เกิดความเสียหาย แบบนี้ถูกต้องแล้วจริง ๆ ใช่ไหม? หรือมันควรมีการวางกฎและตรวจสอบให้เข้มงวดกว่านี้รึเปล่า?

ก็แม่เคยบอกไว้ว่า “…” 3 คำแนะนำการเงินของแม่ที่ควรฟัง และอีก 3 คำแนะนำที่ชวนทบทวนใหม่กันอีกรอบ

จากการสำรวจ Parent Kids & Money ประจำปี 2022 ของ T. Rowe Price บริษัทบริหารจัดการการลงทุนระดับโลกสัญชาติอเมริกัน เปิดเผยว่า 83% ของเด็กอายุ 8 ถึง 10 ปี และ 70% ของเด็กอายุ 11 ถึง 14 ปี จะปรึกษาเรื่องการเงินและการลงทุนกับพ่อแม่มากกว่าปรึกษาเพื่อน ครูหรือโซเชียลมีเดีย

แต่ความรู้หรือความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการเงินนั้นก็เหมือนทุกอย่างที่ต้องมีการอัปเดตและปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไปอยู่เสมอ และเนื่องในโอกาสวันแม่ที่จะมาถึง aomMOMEY เลยไปรวบรวมเอา 3 คำแนะนำทางการเงินของแม่ที่เราควรจะฟัง (หรือถ้าเป็นพ่อแม่ก็ส่งต่อให้ลูกๆ) และ 3 คำแนะนำที่อยากจะชวนให้มาทบทวนใหม่อีกครั้ง เพราะมันอาจจะไม่เหมาะสมแล้วในบริบทของยุคสมัยปัจจุบัน

3 คำแนะนำการเงินของแม่ที่ควรฟัง

1. ถ้าไม่อยากเสียเพื่อน อย่าให้เพื่อนยืมเงินหรือยืมเงินเพื่อน

เมื่อเรามีเงินเราเรียกตัวเองว่า ‘เจ้าของเงิน’ แต่เมื่อเราเอาเงินของเราไปให้ใครสักคนยืมเราจะกลายเป็น ‘เจ้าหนี้’ และผู้รับเงินจะกลาย ‘ลูกหนี้’ การให้เพื่อนหยิบยืมเงินไปก็ไม่ต่างอะไรกับการเปิดโอกาสที่จะทำร้ายความสัมพันธ์ของเราให้แก่เพื่อน เพื่อนอาจจะใช้ปกป้องมิตรภาพของเราด้วยการใช้คืน หรือไม่ก็เลือกทำลายมิตรภาพด้วยการบอกว่า “เดี๋ยวมีก็คืนเองแหละไม่ต้องทวง”

การให้และรับเงินที่ยืมเพื่อนมา ทำให้เกิดสภาวะกระอักกระอ่วนใจ ทำให้ไม่ว่าจะคุยเรื่องอะไรก็ตาม ก็ดูคล้ายกับเข้าไปทวงหนี้อยู่ตลอด ทำให้ทั้งสองอีกฝ่ายเกิดความลำบากใจ นานๆเข้าไปก็กลายเป็นความเหินห่าง

หรือต่อให้ไม่ใช่เพื่อน แต่พอกลายเป็นเจ้าหนี้แล้วเวลาทวงหนี้มักทำให้เกิดความรู้สึกลำบากใจทั้งที่เงินที่ยืมไปก็เป็นเงินเราเอง เพราะฉะนั้นแล้ว แม่จึงสอนว่า ถ้าไม่อยากเสียเพื่อน อย่าให้เพื่อนยืมเงินหรือคิดจะไปยืมเงินเพื่อน

2. ให้ประหยัดและเก็บออมเงินเป็นประจำ

คำถามใหญ่ในหมู่คนรุ่นมิลเลนเนียลและนักลงทุนรุ่นเยาว์อื่นๆ คือเวลาไหนควรเก็บออม และเวลาไหนควรลงทุน แม้ในปัจจุบันคำตอบที่ดีที่สุดของคำถามนี้ก็คือการออมและลงทุนพร้อม ๆ กัน ทว่า การออมเงินเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน เราอาจลงทุนเพื่อความมั่งคั่งในระยะยาวและเอาชนะอัตราเงินเฟ้อ แต่ถ้าพรุ่งนี้เราเกิดไม่สบายหนักขึ้นมาล่ะ?

ก่อนที่เราจะลงทุนกับอะไรที่มั่นใจว่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีในอีก 1 ถึง 10 ปีข้างหน้า การมีออมเงินประจำถือเป็นการลงทุนรูปแบบหนึ่งเช่นกัน เพราะเป็นการฝากเงินไว้กับธนาคารที่อาจมีผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยรายปี แม้มันจะไม่มีความเพียงพอที่จะสะสมความมั่งคั่งในระยะยาวเลยก็ตาม แต่การฝากประจำในบัญชีออมทรัพย์รายปีที่ให้ดอกเบี้ยประมาณ 0.09 – 2% ประจำจะช่วยป้องกันความไม่แน่นอนทางการเงินที่เราอาจพบเจอได้ในวันพรุ่งนี้ อีกทั้งการออมเงินเป็นประจำยังสนับสนุนให้เรามีความรับผิดชอบทางการเงินอีกด้วย

3. อย่าซื้อความสุขในวันนี้ด้วยเงินจากอนาคต

ในปัจจุบันที่เราอยู่ในยุคของสินเชื่อยั่วยวนใจ ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง (Buy Now, Pay Later) ระหว่างการซื้อของสักชิ้นด้วยการใช้เงินสดกับการใช้บัตรเครติด การใช้บัตรย่อมทำให้เราตัดสินใจซื้อได้ง่ายกว่า เพราะรายจ่ายของเราถูกสับให้ย่อยลงไปพร้อมกับอัตราดอกเบี้ยธนาคารเพื่อชำระยอดชำระสินค้าขั้นต่ำ 5% ซึ่งเมื่อเราคิด ๆ เร็วแล้ว การชำระเงินขั้นต่ำ และเหลือเงินไปทำอย่างอื่นอีกดูจะเป็นความคิดที่เข้าท่าดีไม่ใช่หรือ?

แต่ถ้าลองคิดดูดี ชำระยอดสินค้าขั้นต่ำแล้วแต่มีดอกเบี้ยที่ต้องทยอยจ่ายอีกประมาณ 20% ต่อปีด้วยนะ กว่าจะรู้ตัวอีกที ยอดรายจ่ายขั้นต่ำเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ก็กลายเป็นดอกเบี้ยพอกพูนสูงขึ้นเรื่อย ๆ และทำให้เราต้องแก้ปัญหาที่ปลายเหตุด้วยการวางแผนการจ่ายชำระหนี้เป็นงวด ๆ ในอนาคต

แต่หากคุณมีเงินสดในธนาคารและคุณระมัดระวังเรื่องการใช้จ่ายให้ต่ำกว่าวงเงินที่คุณมี ทั้งยังมีเงินออมเพียงพอที่จะชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ เต็มจำนวน บัตรเครดิตก็เป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยม

คำกล่าวหนึ่งที่จริงเสมอของโทมัส เจฟเฟอร์สัน (ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐคนที่ 3 ของอเมริกา) คือ

“อย่าใช้เงิน ก่อนที่คุณจะหามาได้”

เพราะฉะนั้นการใช้เงินอนาคตนั้นเป็นสิ่งที่อันตรายไม่น้อยเลยทีเดียว

3 คำแนะนำทางการเงินที่ชวนทบทวนใหม่กันอีกรอบ

การเงิน เต็มไปด้วยอะไรที่ซ่อนเร้น การทำความเข้าใจเงินก็เหมือนการพยายามเข้าใจในพฤติกรรม สังคม วัฒนธรรมและความคิดของคน เพราะฉะนั้นแล้วทัศนคติทางการเงินจึงมีสิ่งที่เรียกว่า ‘outdated’ หรือไม่เหมาะกับยุคสมัยนี้ไปแล้ว และนี่คือ 3 คำแนะนำอย่างตรงไปตรงมาที่มักได้ยินมาจากแม่แต่อยากให้ลองกลับมาทบทวนกันอีกสักครั้ง

1. อิสรภาพทางการเงินคือการทำงานประจำ

พ่อแม่ทุกคนย่อมรักและเป็นห่วงลูกทั้งยังพยายามมองหาความมั่นคงบางอย่างที่เขาอาจจะให้ได้ตลอดชีวิตของลูกหากเขายังมีชีวิตอยู่ เช่น จ่ายเงินเดือนให้ลูกทุกเดือนแลกกับการทำงานอย่างเก็บบ้านให้เรียบร้อย หรือรดน้ำต้นไม้ เมื่อลูกโตขึ้นพ่อแม่แก่ลง เขาจะมองเรากลับมาด้วยสายตาแห่งความวิตกกังวลและความไม่มั่นคงในชีวิต พ่อแม่มักคิดว่าการที่ลูกมีงานประจำในบริษัทที่มั่นคง หมายความว่าลูกจะมีกินมีใช้ และมีนายจ้างดูแลลูก ๆ ของพวกเขาไปอีกอย่างน้อยสามทศวรรษข้างหน้า

เจเนย์ โรส (Jenay Rose) ผู้ดำเนินรายการพอดคาสต์ Soulpreneur Show ให้ความเห็นว่า ไม่มีเวลาไหนดีไปกว่านี้อีกแล้วที่จะท้าทายบรรทัดฐานหรือรับความเสี่ยงทางการเงินเพื่อไล่ตามสิ่งที่คุณรัก

“คุณไม่จำเป็นต้องทำงานหนักในสิ่งที่คุณไม่ชอบเพื่อให้อยู่รอดอีกต่อไป คุณสามารถทำงานหนักเพื่อทำในสิ่งที่คุณเชื่อและสร้างอิสรภาพทางการเงินที่สวยงามได้” กุญแจสำคัญอยู่ที่การเตรียมพร้อมทางการเงิน ดูว่าตัวเองเชี่ยวชาญทางด้านไหน ลองคิดหาวิธีใช้มันเพื่อช่วยแก้ปัญหาให้กับคนอื่น

“แก้ปัญหาและมันจะกลายเป็นธุรกิจ มอบทางออกให้กับปัญหาและมันจะกลายเป็นธุรกิจที่หล่อเลี้ยงคุณได้ตลอดชีวิต”

2. เงินซื้อความสุขไม่ได้

การพูดว่าเงินไม่สามารถซื้อความสุขได้นั้นคล้ายกับการพูดว่า “เงินไม่สำคัญ” ซึ่งนั่นจะไม่ได้ส่งผลดีอะไรเลย

สิ่งสำคัญคือเราต้องวิเคราะห์และแยกแยะว่ามีอะไรบ้างที่จะเป็นสำหรับการใช้ชีวิตที่สุขสบาย เพราะทุกอย่างต้องใช้เงินทั้งสิ้น ที่พักอาศัย อาหาร เสื้อผ้า น้ำ ไฟ ความรู้ และอะไรอีกมากมาย

เงินเป็นเครื่องมือที่ถ้าใช้อย่างถูกต้องก็เปลี่ยนสังคมและวัฒนธรรมได้เลย เมื่อเรามั่นใจเรื่องการจัดการเงินของตัวเองก็ยกระดับคุณภาพของชีวิตเราด้วย

เราไม่จำเป็นต้องมีเงินมากที่สุด เพื่อจะซื้อได้ทุกอย่างแล้วจึงมีความสุขที่สุด ไม่ใช่แบบนั้น เพราะการมีของเยอะมากมายก็ไม่ได้การันตีว่าเราจะมีความสุขเลย

เงินเป็นสิ่งจำเป็น มันซื้อความสุขได้ เพียงแต่ว่าเราต้องรู้ว่าความสุขของเราอยู่ที่ไหนก่อนเท่านั้น

3. มีเงินก็เก็บไว้ในบัญชีให้หมด

ถูกต้องครับ เราควรเงินอยู่ในบัญชีออมทรัพย์ ‘บางส่วน’ เพื่อใช้จ่ายเป็นค่าครองชีพในชีวิตประจำวันและในกรณีฉุกเฉินได้ แต่การกลัวโลกของการลงทุนเป็นหนทางที่การันตีได้อย่างดีเลยว่าคุณจะต้องทำงานหนักไปจนล่วงวัยเกษียณเลยทีเดียว

การกระจายเงินออมไปลงทุนที่เหมาะสม (และชาญฉลาด) จะทำให้เราสามารถมีเงินเก็บเยอะขึ้นได้ การปิดกั้นตัวเองที่จะเรียนรู้ในการลงทุน รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ของเงินที่อาจทำงานให้เราจะช่วยทำให้ไปถึงเป้าหมายการเงินที่วางไว้เร็วขึ้นและไม่จำเป็นต้องทำงานเพื่อรอเงินช่วงวันสิ้นเดือนอีกต่อไป

การเก็บเงินทั้งหมดไว้ในบัญชีรอรับดอกเบี้ยธนาคารโดยไม่เรียนรู้เกี่ยวกับการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ หุ้น พันธบัตร อสังหาฯ ระบบการจัดการเงินประเภทต่าง ๆ จะทำให้คุณเสียโอกาสในการได้รับผลตอบแทนที่งดงามไปด้วยในเวลาเดียวกัน

ถ้าพ่อแม่มีหนี้ เมื่อเสียชีวิต “ลูกยังต้องใช้หนี้ต่อไหม?”

หลายคนน่าจะทราบกันดีว่า ถ้าพ่อแม่เกิดเสียชีวิตขึ้นมาเราจะได้รับ “มรดก” หรือได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินต่างๆ ต่อจากพ่อแม่เรา แล้วเคยสงสัยกันบ้างรึเปล่าครับว่า “ถ้าพ่อแม่เรามีหนี้สินด้วยล่ะ?” จะถือว่าเป็นมรดกหรือไม่ แล้วเราจะต้องใช้หนี้ต่อรึเปล่า วันนี้ aomMONEY จะพาไปหาคำตอบกันครับ

แต่ก่อนอื่นต้องขออธิบายเรื่องผู้รับมรดก หรือ “ทายาท” ก่อนนะครับ โดยจะแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่

✅1. ทายาทโดยพินัยกรรม คือ บุคคลที่มีสิทธิรับมรดกตามที่ผู้ตายระบุไว้ในพินัยกรรม

✅2. ทายาทโดยธรรม คือ บุคคลที่มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย มีทั้งหมด 6 ลำดับ ดังนี้

(1) ผู้สืบสันดาน หรือ บุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย, บุตรนอกกฎหมายที่รับรองแล้ว และบุตรบุญธรรม
(2) บิดามารดาที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น
(3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
(4) พี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน
(5) ปู่ ย่า ตา ยาย
(6) ลุง ป้า น้า อา

โดยคำว่า “มรดก” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1600 กล่าวไว้ว่า “กองมรดกของผู้ตาย ได้แก่ ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบต่างๆ”

ดังนั้น สิ่งที่จะเป็นมรดกได้ ก็จะมีดังต่อไปนี้ครับ

➡️1. ทรัพย์สินต่างๆ ได้แก่ “สังหาริมทรัพย์” หรือสิ่งที่เคลื่อนย้ายได้ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ เครื่องใช้ต่างๆ เครื่องประดับ รวมไปถึงทรัพย์สินทางปัญญาด้วย และ “อสังหาริมทรัพย์” หรืออะไรก็ตามที่เคลื่อนย้ายไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง บ้าน อาคาร ทั้งนี้ รวมถึงกรรมสิทธิ์ที่ดินด้วยครับ

➡️2. สิทธิต่างๆ ที่ผู้ตายได้รับก่อนเสียชีวิต ไม่ว่าจะเป็นสิทธิของเจ้าหนี้เงินกู้ สิทธิในการเช่าซื้อ หรือแม้แต่สิทธิเรียกร้องค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานครับ

➡️3. หน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ตาย หรืออธิบายง่ายๆ ก็คือ “หนี้ที่ผู้ตายก่อเอาไว้” นี่แหละครับ โดยกฎหมายได้ระบุไว้ว่า “หนี้สินทั้งหมดที่เจ้าของมรดกได้ก่อไว้ก่อนเสียชีวิต ถือเป็นมรดกเช่นกัน”

ดังนั้นเพื่อนๆ น่าจะได้รับคำตอบแล้วนะครับว่า “ถ้าเรารับมรดกจากพ่อแม่ เราก็ต้องรับหนี้สินที่พ่อแม่ของเราก่อไว้ด้วย”

แล้วถ้าหนี้มันจำนวนมากมายมหาศาล มากกว่ามรดกที่เราได้รับอีก จะยังไงดีล่ะ? ข้อนี้เพื่อนๆ ไม่ต้องกังวลไปครับ เพราะทายาทไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบ เกินกว่ามรดกที่ตัวเองจะได้รับ

aomMONEY ยกตัวอย่างง่ายๆ

ผู้ตายมีทรัพย์สินก่อนเสียชีวิต 3 ล้านบาท แต่มีหนี้ 5 ล้านบาท ทายาทก็จ่ายหนี้ตามจำนวนมรดกที่มีครับ โดยเจ้าหนี้ทวงเงินจากทายาทได้เพียงมรดกที่ได้รับเท่านั้น ถ้ามีหนี้มากกว่านั้น ทายาทไม่จำเป็นต้องจ่าย

ทั้งนี้ เจ้าหนี้ต้องฟ้องให้ชำระหนี้กองมรดกภายใน 1 ปี ตั้งแต่ทราบว่าเจ้ามรดกตาย แต่ถ้าเจ้าหนี้ไม่ทราบและมีหลักฐานยืนยันจริงๆ ก็ยื่นฟ้องได้ภายใน 10 ปี แต่ถ้าเกินกว่านั้นก็ไม่สามารถฟ้องได้ครับ

อย่างไรก็ตาม aomMONEY ขอแนะนำให้ทุกท่านศึกษาการทำพินัยกรรมเอาไว้ เพราะการทำพินัยกรรมไม่ใช่เรื่องของคนรวย แต่เป็นเรื่องที่เราทุกคนควรทำ เพื่อให้คนข้างหลังจัดการมรดกและหนี้สินต่อได้ง่ายขึ้น

ที่สำคัญ ถ้าเพื่อนๆ ลงทุนไว้หลายๆ ที่ หากเราจากไปอย่างกะทันหัน จะไม่มีใครรู้เลยนะครับว่าเรามีเงินลงทุนไว้ที่ไหนบ้าง และถ้าเพื่อนๆ อยากรู้ว่าเป็นยังไง ทีมงานได้เขียนสรุปไว้ในบทความนี้ https://bit.ly/3H0yTO7

ครัวเรือนไทยหนี้พุ่ง เหตุรายได้ไม่พอจ่าย อยากหลุดพ้นจากหนี้ มีวิธีบริหารจัดการยังไง?

ข้อมูลจากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่าในปี 2566 ภาระหนี้ของครัวเรือนแรงงานไทยอยู่ที่ 272,528 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ที่ 25.04 % ถือว่าสูงสุดในรอบ 14 ปี

โดยมีอัตราการผ่อนชำระ 8,577 บาทต่อเดือน ในจำนวนนี้แยกเป็นหนี้ในระบบ 79.84 % ผ่อนชำระต่อเดือน 7,936 บาท อัตราดอกเบี้ย 8.76 % ต่อปี และนอกระบบ 20.16 % ผ่อนชำระต่อเดือน 2,381 บาท อัตราดอกเบี้ย 15.47% ต่อเดือน

เมื่อภาระหนี้มีสูงขนาดนี้ แล้วเมื่อเทียบกับรายได้ล่ะ จะเป็นอย่างไร?

ช่วงต้นปีที่ผ่านมาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จึงได้ทำการสำรวจ “สถานภาพแรงงานไทย : กรณีศึกษาผู้มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท” จำนวน 1,300 ตัวอย่างทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 18-24 เม.ย. 2566 พบว่า

????ด้านสถานภาพทางการเงิน

• 77.2 % มีปัญหารายได้ไม่พอค่าใช้จ่าย
• 12.8 % ไม่มีปัญหา เพราะซื้อสินค้าเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

????ด้านเงินออม

• 73.5 % ไม่มีเงินออม
• 26.5 % มีเงินออม (โดยมีเงินออมเฉลี่ยที่ 950 บาทต่อเดือน)

????ด้านสถานะภาพหนี้

• สัดส่วนคนที่มีหนี้ 99.1 % มีเหตุผลที่ทำให้กลุ่มมีหนี้ต้องกู้เงิน 3 อันดับแรก คือ
o เพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน 14.5 %
o หนี้บัตรเครดิต 12.5 %
o ใช้คืนหนี้เก่า 10.7 %
• สัดส่วนคนที่ไม่มีหนี้มีเพียง 0.9% เท่านั้น

เมื่อเป็นหนี้ เราก็ต้องใช้หนี้ แต่เมื่อรายได้น้อยแถมโตช้าตามค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นทุกวันไม่ทัน เราจะบริหารจัดการหนี้อย่างไรดี หลักง่ายๆ คือ เราต้องรู้ขนาดความรุนแรงของปัญหาก่อน ด้วยการทำบัญชีหนี้สิน แบ่งแยกประเภทหนี้ จำนวนหนี้ แยกประเภทหนี้ เป็นกลุ่มแบงค์ นอนแบงค์ หนี้นอกระบบ จดรายละเอียดให้ครบ เรียงลำดับหนี้จากน้อยไปหามาก เอาไว้ดูเวลาจะชำระหนีสิ้น เลือกจ่ายตัวที่ดอกเบี้ยแพงสุดก่อน และเลือกจ่ายตัวที่จำนวนหนื้น้อยๆก่อน เพื่อจะได้ตัดปัญหาทีละเปลาะ

อยากหลุดพ้นจากหนี้ มีวิธีบริหารจัดการยังไง?

ใช้ตัวแก้หนี้

ทำบัญชีรายรับรายจ่ายของเราเองตลอดเดือน เพื่อดูว่าทั้งเดือน

• มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ค่าใช้จ่ายไหนไม่จำเป็น เราก็ต้องละ หรือ อย่างน้อยก็ต้องลด จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า 12.8 % ของกลุ่มตัวอย่างไม่มีปัญหาการเงิน เพียงเพราะซื้อสินค้าเท่าที่จำเป็นเท่านั้น หรือแม้แต่ค่าใช้จ่ายที่จำเป็น แต่ถ้ามีมากเกินจำเป็น ก็ต้องละหรือลดเช่นกัน อย่างเช่น ค่าบริการมือถือ เรามีมือถือเยอะเกินไปหรือไม่ ซื้อแพคเก็จที่เกินจำเป็นหรือไม่ ฯลฯ ตัดค่าใช้จ่ายจนเหลือเฉพาะค่าใช้จ่ายที่จำเป็นแล้ว เหมือนอย่างที่ Warren Buffett กล่าวเตือนไว้ว่า “อย่าใช้เงินไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็น เพราะในที่สุด คุณอาจจะต้องขายสิ่งที่จำเป็นเพื่อหาเงินมาใช้จ่าย” เราก็ต้องมาดูเรื่องรายได้ต่อ

• รายได้พอใช้จ่ายมั๊ย ถ้าไม่พอมีทางไหนเพิ่มรายได้ได้บ้าง พัฒนาความรู้ความสามารถ โดยศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ซึ่งปัจจุบันหาได้ง่ายมากทางอินเตอร์เนต และไม่เสียค่าใช้จ่าย

• ทำทุกอย่างแล้วมีเหลือเก็บออมหรือไม่ ถ้ามีเงินออมเหลือ เอาไปโปะหนี้ที่ดอกเบี้ยแพงที่สุด

ใช้ทรัพย์สินแก้หนี้

• ทำบัญชีทรัพย์สินว่ามีอะไรบ้าง อะไรพอจะขายได้ ถ้าขายน่าจะขายได้เท่าไหร่ (เอาราคาตลาดที่คิดว่าขายได้จริงๆนะ อย่าเอาราคาที่เราอยากขาย อย่างเช่น อยากขายรถที่เพิ่งซื้อมา 1 ล้านบาท ขายจริงๆอาจได้แค่ 7 แสน ก็ต้องใช้ราคา 7 แสน)

ใช้หนี้แก้หนี้

• เพื่อนคือ แหล่งเงินสำหรับการแก้หนี้ที่ดีที่สุด เพราะส่วนใหญ่ไม่คิดดอกเบี้ย ไม่ต้องมีหลักประกัน เพราะให้ยืมด้วยความรัก ความไว้วางใจ แต่หลายคนกลับมีความคิดที่ผิด คือ ยืมเงินเพื่อนไม่จ่ายก็ได้จนเป็นวัฒนธรรมในสังคมตอนนี้ ทำให้เวลาเดือดร้อนหนักๆก็จะไม่มีใครช่วยเหลือ เพราะเราได้ทำลายสิ่งที่มีค่ามากที่สุดของเราไปแล้ว คือ ความรัก ความไว้วางใจ

• รีไฟแนนซ์หนี้ไปหนี้ที่ดอกเบี้ยต่ำกว่า อย่างเช่น จากหนี้นอกระบบมาเป็นสินเชื่อบุคคลในระบบ หรือ รีไฟแนนซ์refinance หนี้บ้านไปสถาบันการเงินอื่น หรือติดต่อสถาบันการเงินเดิมเพื่อขอทำ retention เพื่อประหยัดดอกเบี้ย

• ปรับโครงสร้างหนี้ เป็นวิธีที่ภาระหนี้มีมากจนเกินความสามารถ วิธีแนะนำคือ พูดคุยกับเจ้าหนี้โดยตรง เพื่อขอปรับลดดอกเบี้ย หรือปรับเงินผ่อนต่องวด แม้วิธีนี้จะลดภาระการจ่ายหนี้ในแต่ละงวด แต่วิธีนี้มักจะทำให้ภาระหนี้เรายาวนานขึ้น ภาระดอกเบี้ยที่จ่ายตลอดอายุหนี้จะเพิ่มขึ้น

หยุดก่อหนี้

หากเราไม่หยุดก่อหนี้เพิ่ม โดยเฉพาะหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เช่น หนี้บัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล ฯลฯ อย่างที่พบหลายคนใช้วิธีกดเงินสดจากบัตรเครดิตใบใหม่มาใช้หนี้บัตรเครดิตใบเก่า ทำให้ปัญหาหนี้สะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ต่อให้พยายามแก้หนี้อย่างไรก็ไม่มีทางแก้หนี้ได้สำเร็จ

สำหรับลูกหนี้มีปัญหาหนี้เสีย

ลองติดต่อ คลินิกแก้หนี้ (คลินิกแก้หนี้ คือ หน่วยงานกลางที่ช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่เป็นหนี้เสียบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน เป็นช่องทางหนึ่งที่ช่วยให้ประชาชนมีโอกาสปลดหนี้สินล้นพ้นตัวได้ นอกจากนี้ยังให้ความรู้ทางการเงินแก่ประชาชนให้มี การวางแผน และบริหารการเงินที่ดี เพื่อจะไม่ตกอยู่ในวังวนของการมีหนี้สินล้นพ้นตัว) เพื่อขอคำปรึกษา และบางครั้งอาจมีโครงการแก้หนี้ที่ช่วยเราปลดหนี้ได้ ติดต่อได้ที่

– Call center 0-2610-2266
– www.debtclinicbysam.com
– Line ID @debtclinicbysam

‘Liquid Death’ น้ำดื่มบรรจุกระป๋อง มูลค่า 24,000 ล้านบาท จากไอเดียสุดโต่ง กับ ‘ชื่อที่บ้าๆ’ ที่โพสต์ขายบนเฟสบุ๊คทั้งที่ยังไม่มีของขาย

น้ำดื่ม เป็นสิ่งที่เราทุกคนคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี

แม้ว่ามันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต แต่ถ้าพูดถึงแค่น้ำดื่ม มันก็ไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้นนัก (ยกเว้นแต่คุณเดินหลงทางอยู่กลางทะเลทรายแล้วไม่ได้ดื่มน้ำมาหลายวัน…อันนั้นก็อีกเรื่อง)

ถ้าเดินเข้าร้านสะดวกซื้อ น้ำดื่มบรรจุขวดส่วนใหญ่ก็เหมือนๆ กัน หยิบขวดไหนก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันต่างอะไรกันมาก อาจจะมาจากแหล่งน้ำจากภูเขานู่นนี่บ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้วก็…แทนกันได้แทบทั้งสิ้น

เมื่อประมาณ 10 กว่าปีก่อน ไมค์ เซสซาริโอ (Mike Cessario) เริ่มตั้งคำถามกับเรื่องนี้

มันจะเป็นไปได้ไหมถ้าจะทำให้น้ำดื่มเป็นสินค้าที่ไม่ใช่แค่มอบความสดชื่นเพิ่มชีวิตชีวาให้ผู้ที่ดื่มเท่านั้น แต่ยังมี ‘ความเท่’ ในตัวด้วย?

นั่นคือจุดเริ่มต้นของ ‘Liquid Death’ (หรือถ้าให้แปลเป็นไทยก็คือ ‘ของเหลวแห่งความตาย’) แบรนด์น้ำดื่มบรรจุกระป๋องที่เซสซาริโอจดลิขสิทธิ์ในปี 2017 และเริ่มขายจริงๆ สองปีหลังจากนั้น

การออกแบบที่คล้ายกับกระป๋องคราฟต์เบียร์หรือเครื่องดื่มชูกำลัง มีภาพหัวกะโหลกติดอยู่ ตัวหนังสือที่ให้อารมณ์เหมือนหน้าปกเพลงร็อก หากมองจากรูปลักษณ์ภายนอก เราอาจจะไม่รู้เลยว่ามันคือน้ำดื่มสำหรับดับกระหายธรรมดานี่แหละ แต่ที่ต่างออกไปคือ พอถือไว้ในมือแล้วมันมีความเท่แบบสุดๆ ไปเลยด้วยในเวลาเดียวกัน

หลายคนอาจจะมองว่ามันเป็นเรื่องตลก (ซึ่งที่จริงตอนแรกก็อารมณ์ประมาณนั้นเลย) แต่ถ้าดูยอดขายหรือมูลค่าบริษัทตอนนี้ ต้องบอกว่ามันคือธุรกิจที่จริงจัง และกลายเป็นแบรนด์น้ำดื่มที่กำลังกินส่วนแบ่งตลาดอุตสาหกรรมน้ำดื่มมูลค่า 350,000 ล้านเหรียญทั่วโลกมากขึ้นเรื่อยๆด้วย

ด้วยสโลแกนเก๋ๆ “Murder your thirst.” (ฆ่าความกระหายของคุณ) ทำให้ Liquid Death กลายเป็นที่พูดถึงอย่างมากบนโซเชียลมีเดีย มีการไปซื้อโฆษณาในการแข่งขันซูเปอร์โบวล์ (รายการแข่งขันอเมริกันฟุตบอลที่มีผู้ชมจำนวนมหาศาลและค่าโฆษณา 30 วินาที ราวๆ 252 ล้านบาท) เป็นกระแสไวรัลอยู่เรื่อยๆ จากยอดขายประมาณ 100 ล้านบาทในปี 2019 ผ่านมาเพียงสามปีกระโดดเป็น 4,500 ล้านบาทในปี 2022

เสียงตอบรับที่ดีเกินคาด

เซสซาริโอผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดที่มีพื้นฐานด้านการออกแบบและคลุกคลีอยู่ในแวดวงดนตรีใต้ดินกล่าวว่า ตอนแรกคิดว่าน้ำดื่มของเขาจะเป็นสินค้าสำหรับตลาดเฉพาะเท่านั้น (Niche Market)

“ไม่ได้คิดเลยว่ามันจะโตขนาดนี้” เซสซาริโอในวัย 40 ปีให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ CNBC ในเรื่องนี้ “ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึงคือขนาดของกลุ่มลูกค้าที่กว้างมากๆ”

โดยตอนแรกเขาจินตนาการว่ามันน่าจะเหมาะกับกลุ่มนักดนตรีขาร็อกที่อยากจะทำให้ตัวเองสดชื่นระหว่างการเล่นดนตรีเป็นเวลานานๆ และสำหรับกลุ่มแฟนคลับที่ไม่อยากเมา อยากมีสติ อยากดื่มเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพ แทนที่จะเป็นแอลกอฮอล์หรือเครื่องดื่มชูกำลังที่มีน้ำตาลเยอะๆ มากกว่า

แต่กลายเป็นว่า กลุ่มลูกค้ากว้างกว่านั้น ตั้งแต่วัยรุ่นที่ชอบชื่อและการออกแบบเท่ๆ คุณแม่ที่อยากให้ลูกดื่มเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพ (มากกว่าเครื่องดื่มที่เต็มไปด้วยน้ำตาล) หรือกลุ่มเด็กมหาวิทยาลัยที่อยากไปแฮงค์เอาต์กับเพื่อนที่งานปาร์ตี้ แต่ก็ไม่อยากดื่มแอลกอฮอล์

ด้วยความนิยมที่มากขึ้นเรื่อยๆ Liquid Death ก็เริ่มมีนักลงทุนเข้ามาให้ความสนใจ ทั้งที่เป็นองค์กรอย่าง Live Nation Entertainment และ Science Ventures และบุคคลที่มีชื่อเสียงอย่าง วิตนีย์ คัมมิงส์ (Whitney Cummings) และสมาชิกวงดนตรีของ Swedish House Mafia รวมๆกันแล้วเงินลงทุนอยู่ที่ 195 ล้านเหรียญ ซึ่งทำให้มูลค่าของ Liquid Death พุ่งขึ้นเป็น 700 ล้านเหรียญหรือประมาณ 24,000 ล้านบาทไปเรียบร้อยแล้ว

ความสำเร็จอันมากมายภายในเวลาเพียง 3 ปีทำให้เห็นว่าสินค้าตัวนี้มีอะไรบางอย่างที่มากกว่าแค่ชื่อหรือการออกแบบเท่ๆ (แม้เซสซาริโอจะยอมรับว่านี่เป็นจุดขายใหญ่ของสินค้าของเขาก็ตาม)

“ท้ายที่สุดแล้ว เรากำลังสร้างบริษัทน้ำดื่มและบริษัทความบันเทิง เราอยากจะมอบความบันเทิงให้กับลูกค้า ทำให้พวกเขาหัวเราะไปกับบริการของแบรนด์ และถ้าเราทำแบบนั้นได้ พวกเขาก็จะรักแบรนด์ของคุณ เพราะคุณกำลังมอบบางอย่างที่มีคุณค่า คุณกำลังทำให้พวกเขาหัวเราะนั่นเอง”

จุดเริ่มต้นของไอเดียจากทัวร์คอนเสิร์ต

ไอเดียของ Liquid Death เซสซาริโอเล่าว่ามันต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2009 นู่นเลย

ตอนนั้นเขาอาศัยอยู่ในเมืองเดนเวอร์ แล้วเห็นเพื่อนที่เป็นนักดนตรีกำลังแสดงอยู่ในงานคอนเสิร์ต “Vans Warped Tour” ถือกระป๋องเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อ “Monster” ซึ่งเป็นสปอนเซอร์ของงานดนตรีครั้งนี้ เพียงแต่ว่าข้างในกระป๋องนั้นไม่ใช่เครื่องดื่มชูกำลัง แต่คือน้ำเปล่าเพราะนักดนตรีรู้สึกสดชื่นมากกว่าเวลาดื่มน้ำเปล่าในการแสดงที่ยาวนาน

เขาเลยเริ่มคิดว่า

“ทำไมมันไม่มีสินค้าที่ดีต่อสุขภาพที่สนุกๆ เท่ๆ เป็นแบรนด์ที่หลุดกรอบบ้างนะ? เพราะการตลาดของแบรนด์ที่หลุดกรอบ น่าจดจำ หรือสนุกมากๆ ก็จะเป็นอาหารขยะทั้งนั้นเลย”

ต่อมาในปี 2014 เซสซาริโอมีโอกาสได้ทำงานเกี่ยวกับแคมเปญโฆษณาเกี่ยวกับความเสี่ยงของเครื่องดื่มให้พลังงานที่มีน้ำตาลต่อสุขภาพ เขากล่าวว่าแนวคิดของเขาคือ “ทำน้ำบรรจุกระป๋องเพื่อจิกกัดเครื่องดื่มชูกำลังให้รู้สึกแสบๆคันๆ” หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือ เขาอยากทำน้ำดื่มบรรจุกระป๋องเพื่อล้อเครื่องดื่มชูกำลังว่ามีน้ำตาลมากเกินไป ไม่ดีต่อสุขภาพ ให้ผู้บริโภคได้เห็นภาพตรงนี้ด้วย เพียงแต่ว่าไอเดียนั้นถูกปัดตกไป ลูกค้าไม่ชอบ

แต่สำหรับเซสซาริโอแล้ว เขากลับคิดว่ามันมีบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่น่าจะใช้ประโยชน์ได้ คอนเซปต์ไอเดียนี้ถูกเก็บเอาไว้ เขาค่อยๆ ระหว่างช่วงเวลาที่ว่าง ใช้เวลากว่า 2 ปีค่อยๆ ปั้นไอเดียนี้ขึ้นมาจนกระทั่งได้ชื่อแบรนด์ที่คนเห็นปุ๊บต้องขมวดคิ้วและตั้งคำถามทันทีว่า “นี่มันอะไรกันเนี้ย?”

ชื่อต้องโดน การตลาดต้องได้ ไม่งั้นไม่รอด

แม้ไอเดียจะเริ่มก่อเป็นรูปเป็นร่าง แต่สิ่งที่ยังขาดไปคือเงินในการสร้างธุรกิจ

เพียงแต่เซสซาริโอทราบดีว่าเขาจะต้องใช้เงินมหาศาลเลยอยากสร้างแบรนด์น้ำดื่มของตัวเองเหมือนกับแบรนด์อื่นๆ ที่มีในตลาด ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้แน่นอน

นั่นหมายความว่าชื่อและเอกลักษณ์ของแบรนด์นั้นต้องแข็งแกร่งมากๆ ที่จะให้คนสนใจให้ได้ ต้องเป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัวของความสนุก ความเจ๋ง และเท่ จดจำได้ง่ายมากพอเวลาคนเอาไปแชร์บนโซเชียลมีเดียแล้วจะมีคนพูดถึงมากพอ ต้องใช้การโฆษณาแบบปากต่อปากให้เป็นประโยชน์มากที่สุด

“หนทางเดียวที่แบรนด์จะอยู่รอดได้คือตัวผลิตภัณฑ์จริงๆ ต้องน่าสนใจแบบน่าเหลือเชื่อเลย แบบที่การตลาดส่วนใหญ่ต้องถูกรวมเข้ากับผลิตภัณฑ์ด้วยเลยแบบนั้น” เขาอธิบายถึงแนวคิดในตอนนั้น

เซสซาริโอกับทีมการตลาดเลยพลิกตำราการตลาด ใช้กลยุทธ์ (ที่ยังใช้มาจนถึงทุกวันนี้) ในการสร้างไอเดียใหม่ๆ โดยตั้งคำถามว่า “ไอเดียอะไรที่มันบ้ามากๆที่สุดเลย?”

เขาอธิบายว่าถ้าพยายามจะคิดถึงไอเดียเยี่ยมๆ สมองคุณเหมือนถูกโปรแกรมเอาไว้ให้นึกถึงเคสการตลาดที่ประสบความสำเร็จมากๆ มาแล้วในอดีตนั่นเอง

“เหมือนคุณต้องหลอกสมองของตัวเองให้คิดถึงไอเดียที่แย่เพื่อที่จะไปอยู่ในพื้นที่แนวคิดการสร้างนวัตกรรม มันใช้ได้ดีเลยเพราะคุณจะเริ่มคิดว่า ‘โอ้ว อะไรคือชื่อที่บ้าที่สุดสำหรับเครื่องดื่มที่ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพที่สุดกันนะ? ‘Liquid Death’ (‘ของเหลวแห่งความตาย’) คงเป็นชื่อที่บ้าที่สุดแล้ว”

หลังจากเซสซาริโอจดลิขสิทธิ์ชื่อนี้ในปี 2017 เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่ถูกแล้ว อาจจะเรียกว่าสัณชาตญาณก็คงไม่ผิดนัก เขาคิดว่าตอนนี้มันมีโอกาสจะเกิดขึ้นจริงๆ แล้ว แต่ปัญหาคือใครจะมาซื้อกัน?

“ถ้ามีคนเห็นมันตั้งในร้าน ผมมั่นใจเลยว่าพวกเขาจะหยิบมันขึ้นมาดูแล้วคิดว่า ‘อันนี้คืออะไรเนี้ย?’ และถ้าคนนั้นหยิบขึ้นมา ชัยชนะก็อยู่ในมือของคุณแล้ว”

แต่ก็ยังไม่ได้มีสินค้าขายหรอกนะ

ปัญหาคือตอนนี้จะเอาเงินที่ไหนมาผลิตสินค้ากัน?

เพราะหลังจากที่มีไอเดียแล้วพยายามไปหานักลงทุน ทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่ารูปแบบมันเหมือนกับเบียร์มากเกินไป มันจะทำให้ลูกค้าสับสน และที่สำคัญคือ “ร้านค้าทั้งหลายคงไม่มีทางที่จะเอาสินค้าที่มีคำว่า ‘ความตาย’ (Death) ไปวางขายบนชั้นแน่นอน”

เขาบอกว่า “ไม่มีคนที่จะเซ็นเช็คให้สำหรับไอเดียนี้เพราะมันสุดโต่งจนเกินไป”
แต่คำปฏิเสธเหล่านั้นไม่ได้ทำให้เซสซาริโอหยุดที่เชื่อในแบรนด์สินค้าที่เขาสร้างขึ้นมา Liquid Death เป็นแบรนด์ที่สามารถขายได้ แต่จะพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นยังไงดี?

เขาออกแบบน้ำบรรจุกระป๋องขึ้นมาด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ แล้วสร้างเพจเฟสบุ๊คขึ้นมาในปี 2018 เพื่อจะทำให้ดูเหมือนว่า Liquid Death เป็นสินค้าที่ขายจริงๆ นะ (เพียงแต่…ยังไม่มีขาย)

หลังจากนั้นก็ควักเงินเก็บของตัวเองประมาณ 52,000 บาท จ้างเพื่อนของภรรยามาเป็นนางแบบในโฆษณาความยาว 2 นาที (สามารถดูโฆษณาได้ในลิงก์อ้างอิง) และยิงโฆษณาไปอีกหลักหมื่นเพื่อโปรโมตสินค้า

ไม่นานคนก็เริ่มเห็นและตั้งคำถาม… “นี่มันมีขายจริงๆ เหรอ?”

“สี่เดือนผ่านไป โฆษณานั้นมีคนดูกว่า 3 ล้านวิว เฟสบุ๊คเพจมีคนตาม 80,000 กว่าคน ซึ่งมากกว่า Aquafina (แบรนด์น้ำดื่มอีกแบรนด์) บนเฟสบุ๊คในตอนนั้นซะอีก” เขาเล่าถึงช่วงเวลานั้น

“เรามีข้อความเข้ามาหลายร้อยอันและคอมเมนต์จากคนมากมายบอกว่า ‘นี่มันสุดยอดมากๆ มันจริงรึเปล่าเนี้ย?’

คนเริ่มทักมาถามครับว่าซื้อได้ที่ไหนบ้าง บริษัทรับกระจายสินค้าประเภทเครื่องดื่มก็ทักมาบอกว่าขอให้เซลล์เข้ามาหาหน่อยเพื่อจะขอซื้อไปวางที่ร้านต่างๆ และแน่นอนนักลงทุนจมูกไวมากมายก็เริ่มเข้ามาติดต่อพอขอลงทุนกับ Liquid Death

สองปีหลังจากจดลิขสิทธิ์ชื่อและถูกปฏิเสธ ไอเดียที่ไม่มีคนซื้อเพราะมันสุดโต่งจนเกินไป ในเดือนมกราคม ปี 2019 เขาก็ได้เงินลงทุนก้อนแรก 1.6 ล้านเหรียญ (ประมาณ ​56 ล้านบาท) จากบริษัทลงทุน Science Ventures และในเดือนเดียวก็นั้น Liquid Death น้ำดื่มบรรจุกระป๋องก็เริ่มวางขายจริงๆ ผ่านเว็บไซต์ของพวกเขาเอง

มันจะรอดไหมในระยะยาว?

วันนี้ Liquid Death มีผู้ติดตามราว 250,000 คนบนเฟสบุ๊ค และ 1.4 ล้านคนบนอินสตาแกรม

ในปี 2019 พวกเขาสร้างรายได้ประมาณ 100 ล้านบาท ในปี 2020 ก็เริ่มมีวางขายตามซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆ อย่าง Whole Foods มียอดขายปีนั้นประมาณ 350 ล้านบาท ในปีถัดมาก็เริ่มขยายไปตามร้านค้าสะดวกซื้ออย่าง 7-Eleven ผ่านมาล่าสุดยอดขายกระโดดเป็น 4,500 ล้านบาทในปี 2022

เมื่อช่วงต้นปี 2023 ก็ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็นน้ำดื่มอัดแก๊สบรรจุกระป๋องที่มีรสชาติต่างๆ เพิ่มเข้ามาด้วย

ตอนนี้มีวางขายกว่า 60,000 แห่งทั่วประเทศอเมริกา ในราคากระป๋องละ 66 บาท (1.89 เหรียญ) และขายดีเป็นอันดับหนึ่งในหมวดน้ำดื่มและเป็นอันดับสองในหมวดโซดาบนเว็บไซต์ Amazon เลยทีเดียว

(ซึ่งถ้าเทียบกับน้ำเปล่าบรรจุขวดตามร้านสะดวกซื้อที่เป็นแบรนด์ราคาถูกก็จะแพงกว่าเกือบ 10 เท่า ในขนาดบรรจุประมาณ 500 มล. แต่เราอาจจะต้องไปเทียบกับแบรนด์ที่เป็นน้ำเปล่าบรรจุขวดแบบพรีเมียมอย่าง Fiji หรือ Evian แบบนั้นราคาจะใกล้เคียงกัน)

เซสซาริโอบอกว่าในปี 2023 น่าจะได้รายได้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ตัวเลขที่คาดการณ์คือ 260 ล้านเหรียญ หรือราว ๆ 9,100 ล้านบาท หลายคนก็คงสงสัยว่าแล้วบริษัทอื่นๆ จะไม่ทำเหรอ? Coca-Cola ไม่ลอกการบ้านไปทำน้ำดื่มบรรจุกระป๋องบ้างเหรอ?

แน่นอนครับว่าใครๆ ก็คงทำน้ำดื่มบรรจุกระป๋องขายได้ แต่ถามต่อว่าจะทำให้มันมี ‘ความเท่’ มี ‘การตลาด’ ฝังอยู่ในชื่อแบรนด์เหมือนอย่าง Liquid Death ไหม? เซสซาริโอบอกว่า

“มันยากมากนะที่จะลอกเรื่องการตลาด ยากมากๆ หลายคนคิดว่ามันง่าย และคุณก็จะเห็นคนที่พยายามจะทำและล้มเหลวหน้าฟาดเลยทีเดียว”

ตัวเลขงบที่ถูกบิดเบือน – เหตุแห่งการล้มละลายกรณี Enron กับบริษัทผู้ตรวจสอบบัญชี Arthur Andersen

หลายคนอาจจะรู้จัก Enron จากการทวิตของนักลงทุนอเมริกัน เจ้าของตำนาน Big Short ก่อนเกิดวิกฤต 2008-2009

และหลายเพจก็อธิบายไปแล้วว่า Enron เป็นบริษัทอะไร เกิดอะไรขึ้น

Enron เป็นเคสที่ใช้สอนมาตลอดเกือบ 10 ปี เวลาที่สอนเรื่อง information asymmetry effect (ผลกระทบของการมีข้อมูลไม่เท่ากัน)

สรุปสั้นๆ คือ Enron ในปี 2000 มีการทำรายการบัญชีที่ไม่โปร่งใส ทำให้ตัวเลขรายได้ & กำไร ดูเติบโตสูงมาก จนเป็นที่สนใจของนักลงทุน และที่โดนหนักคือ ผู้ตรวจสอบบัญชีไม่ได้รายงานความผิดปกติ

นี่เรียกว่า information asymmetry ระหว่างนักลงทุนและบริษัท (ที่เอาเงินทุนไปใช้) โดยเกิดจากการให้ False information กับนักลงทุน ทำให้นักลงทุนให้ราคากับหุ้นของบริษัทสูงเกินจริง

พอความแตก ในปี 2001 ถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ หุ้นเจอเทขาย จนมูลค่าส่วนทุนหายไปในเวลาอันสั้นเพราะหุ้นราคาตกติด 0 แถมกลายเป็นคดีพิสูจน์ข้อเท็จจริงกันหลังจากนั้นต่อมาอีก

.. สุดท้าย พิสูจน์ได้ว่า Enron มีการให้ข้อมูลที่ไม่จริงแก่นักลงทุน และบริษัทผู้ตรวจสอบบัญชีหนึ่งใน Big5 (Arthur Andersen) มีความผิดไปด้วย

จน Arthur Andersen ต้องปิดตัวไปในปี 2002 ทั้งที่เป็นบริษัทผู้ตรวจสอบบัญชีที่เปิดมาตั้ง 1913

ทำให้คนที่เกิดหลังปี 1990 รู้จักแต่ Big4 ถ้าไม่ได้เรียนบัญชีหรือเศรษฐศาสตร์แล้วได้เรียน Enron case ก็จะงงว่า … อะไรคือ Big5

ซึ่งโดยปกติแล้วงบของบริษัทจะต้องมีผู้ตรวจสอบบัญชีตรวจสอบข้อมูลและความถูกต้องของตัวเลข เมื่อผู้ตรวจบัญชีทำผิดเอง ใครล่ะจะกล้าจ้างอีก

นี่เรียกว่า ปัญหาการขาดความไว้วางใจ (Untrust)

เหตุการณ์เดียวทำเอา 2 บริษัทใหญ่หายไปจากตลาด ในเวลานั้นเกิดคำถามว่า “เราเชื่อข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้ตรวจสอบบัญชีได้จริงเหรอ”

อีกเคสนึง ที่มักจะหยิบมาเป็นตัวอย่างอีกอันเวลาสอนเรื่อง Information Asymmetry คือ Tesco (UK) ปี 2014

ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่มีการรายงานตัวเลขกำไรผิดติดต่อกันหลายปี ตัวเลขสูงไปรวมกว่า 250 ล้านปอนด์ ประมาณว่า 12,500 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน ณ เวลานั้น)

เริ่มต้นความแตกด้วยการที่ CEO ของบริษัทที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งไม่นานออกมาประกาศว่าตัวเลขในงบที่ประกาศไปมีการประกาศตัวเลขผิด ประมาณว่าขอแก้ไข

ประกาศงบมาได้ระยะนึง นักลงทุนก็เห็นตัวเลขแล้ว … จู่ๆ มาบอกว่าผิด นักลงทุนก็ขาดความเชื่อมั่นทันที ขายหุ้นทิ้ง ราคาหุ้นดิ่งลง (แต่ Tesco บริษัทแม่ ก็ยังอยู่รอดมาได้ อาจเพราะนักลงทุนยังมองว่าผู้บริหารออกมาประกาศความผิดพลาด และพยายามรีบแก้ปัญหาเมื่อเจอข้อผิดพลาด)

เคสนี้ลากยาวมาจนถึงมกราคม 2019 และบริษัทมีสภาพทางการเงินอ่อนแอลงตลอดช่วง 5 ปีที่มีคดี มีการขายสินทรัพย์/บริษัทลูก/สาขาในต่างประเทศ เพราะนอกจากเสียชื่อเสียงแล้ว นักลงทุนก็กังวล แถมต้องเสียค่าใช้จ่ายของคดีอีก

ที่รอดมาได้ อันนี้ต้องยกความดีให้ CEO Dave Lewis ที่กล้าออกมาเปลี่ยน information asymmetry ให้เป็น information symmetry เรียกความไว้วางใจ (Trust) กลับมาได้ระดับนึง

เพราะฉะนั้น ถ้าใครมาบอกว่าเคส SVB หรือ Silvergate เป็นแบบ Enron … ขอบอกว่าไม่ใช่และเข้าใจผิดแล้ว

==========
ดร. นงนุช ตันติสันติวงศ์ (เพจ : Dr. Nuch Tantisantiwong )
Visiting Academic
School of Electronics and Computer Science
University of Southampton, UK
==========

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save