“สุขได้โดยไม่กังวลเรื่องเงิน” นิยามของอิสรภาพทางการเงินที่บางทีอาจไม่ขึ้นกับจำนวนเงิน

เชื่อว่า ยุคนี้ สมัยนี้ ใครๆ ต่างก็โหยหา “อิสรภาพทางการเงิน”
หลายคนอาจเข้าใจว่า เป็นภาวะที่ไม่ต้องทำงาน ก็มีเงินใช้แบบสบายมือ

แต่ถ้ายึดคำนิยามตามเกณฑ์ 4 ข้อ ของ Consumer Financial Protection Bureau หรือ สำนักคุ้มครองการเงินผู้บริโภค ณ กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา แล้วล่ะก็ “อิสรภาพทางการเงิน” หมายถึง

✅1. สามารถควบคุมการเงิน ทั้งแบบ “วันต่อวัน” หรือ “เดือนต่อเดือน” ได้
✅2. สามารถดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินทั้ง “ระยะกลาง” และ “ระยะยาว” ได้
✅3. สามารถรับมือกับ “เหตุฉุกเฉิน” หรือ ผลกระทบที่ไม่ดีทางการเงินในอนาคตได้
✅4. สามารถเลือกใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข โดยไม่ได้กังวลเรื่องเงิน

พูดง่ายๆ คือ สามารถใช้ชีวิตในแบบที่เราเลือกเองได้จะทำงาน หรือ ไม่ทำงานก็ได้ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินตลอดชีวิต

อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ คงเข้าใจกันแล้วล่ะว่า ทำไมใครถึงโหยหาการมีอิสรทางการเงิน เพราะมันหมายถึงการมีเงินใช้เลี้ยงดูตัวเอง หรือ ครอบครัวให้อยู่ดีมีสุข โดยไม่เดือดร้อน ไม่ต้องดิ้นรนแข่งขัน สามารถเลือกทำงานในสิ่งที่ชอบ ที่มีความสุข มีเวลาพัฒนาตัวเอง โดยไม่ต้องคำนึงถึงปัจจัยทางการเงิน ที่สำคัญ ยังมีเงินมากพอที่เก็บไว้รับมือกับเหตุฉุกเฉินในอนาคตด้วย

คราวนี้ หลายคนคงอยากรู้แล้วซิว่า ต้องมีเงินเท่าไร จึงจะเรียกว่า มีอิสรภาพทางการเงิน?

คำตอบ คือ ไม่มีจำนวนที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับเป้าหมายทางการเงินของแต่ละคน บางคนต้องการมีเงินเพื่อให้สามารถพึ่งพาตัวเองได้ บางคนอยากพอมีเงินเหลือกินเหลือเก็บ สามารถแบ่งไปใช้ทำกิจกรรมหรือสานฝันที่ต้องการ ขณะที่ บางคน กลับต้องการความมั่นคงให้กับชีวิต มีเงินยิ่งมากยิ่งดี ดังนั้น วิธีการหาเงินเพื่อสร้างอิสรภาพทางการเงินของแต่ละคนจึงแตกต่างกันออกไป

แต่ถ้าจะลองวัดเป็นตัวเลขที่แน่นอนก็พอจะมีการศึกษาถึงเรื่องนี้อยู่บ้าง เช่น นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ได้ทำการศึกษาแล้วพบว่า กลุ่มคนที่มีความสุขน้อยที่สุด ระดับความสุขของพวกเขาจะเพิ่มขึ้นเมื่อทำเงินได้ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.5 ล้านบาท

รวมทั้ง Charles Schwab ผู้ให้บริการการเงินและการลงทุนชื่อดังของสหรัฐฯ ได้เปิดเผยผลสำรวจเกี่ยวกับคำถามที่ว่ามีเงินเท่าไรถึงจะมั่งคั่ง พบว่า ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 2.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 78 ล้านบาท

ซึ่งจริงๆ แล้ว การมีอิสรภาพทางการเงิน ก็อาจจะยึดโยงกับตัวเลขของเงินเกษียณได้เช่นกัน เพราะเมื่อเรามีเงินที่เพียงพอสำหรับการไม่ต้องทำงานแล้ว ความสบายใจก็จะเกิดขึ้นได้

เช่น อยากมีเงินใช้หลังเกษียณแบบสบายๆ ไปจนถึงอายุ 85 ต้องมีเงินเท่าไร?

อาจเริ่มต้นด้วยการนำ “กฎคูณ 25 สำหรับการเกษียณอายุ” มาใช้ ตัวอย่างเช่น ถ้าอยากมีเงินใช้หลังเกษียณ เดือนละ 20,000 บาท ให้คูณด้วย 12 เดือน จะได้จำนวนค่าใช้จ่ายรวมต่อปี 240,000 บาท จากนั้นนำไปคูณกับ 25 ก็จะได้จำนวนเงินเก็บที่ต้องมีเพื่อใช้หลังเกษียณ ซึ่งเท่ากับ 6,000,000 บาท แต่ต้องไม่ลืมคิดเงินเฟ้อเพิ่มเข้าไปด้วยนะ

ซึ่งตัวเลข 25 ก็มาจาก อายุเมื่อเกษียณ ลบด้วย อายุขัยที่คาดว่าจะมีชีวิตอยู่ เช่น เกษียณตอนอายุ 60 ปี และคิดว่าจะมีชีวิตอยู่ถึง 85 ปี ตัวเลขก็จะเป็น 25 แต่ถ้าคุณตั้งเป้าหมายจะมีเงินใช้หลังเกษียณ จนถึงอายุ 90 ปี หรือ 100 ปี ตัวคูณในเงินเก็บ ก็อาจเพิ่มเป็น 30 หรือ 40 ปี ตามลำดับ

สุดท้ายนี้ เชื่อว่า หลายคนน่าจะมองคำว่า “อิสรภาพทางการเงิน” แตกต่างไปจากเดิม แต่สิ่งที่สำคัญทุกคนต้องรู้ว่า “อิสรภาพทางการเงิน” เป็นสิ่งที่สร้างได้ แค่ต้องลงมือทำ และค่อยๆพัฒนาให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จทางการเงินที่ยั่งยืน

“ปันผล” vs “ไม่ปันผล” สูตรเลือก “กองทุนรวม” แบบไหนใช่สไตล์เรา?

จะซื้อกองทุนรวม จะเอาแบบที่จ่ายปันผล หรือไม่จ่ายปันผลดี? นี่เป็นคำถามในใจนักลงทุนมือใหม่ที่มักเกิดอาการรักพี่เสียดายน้องเวลาเจอกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนคล้ายกัน แต่มีความแตกต่างกันคือ กองทุนแรกจ่ายเงินปันผล อีกกองทุนไม่จ่ายเงินปันผล แล้วแบบไหนกันแน่ที่เหมาะกับเรา

ดังนั้นผู้เขียนขอชวนนักลงทุนมือใหม่มาทำความรู้จักกันดีกว่าว่ากองทุนจ่ายปันผลหรือไม่จ่ายปันผลแบบไหนเหมาะกับใคร

เริ่มแรก สิ่งที่มือใหม่ต้องรู้ คือ ความแตกต่างของกองทุนรวมที่จ่ายปันผลและไม่จ่ายปันผล

สำหรับกองทุนรวมที่จ่ายปันผล ก็คือ กองทุนรวมที่ระหว่างทางที่ลงทุนจะมีการจ่ายเงินปันผลออกมาให้ผู้ถือหน่วยลงทุน โดยแต่ละกองทุนก็จะระบุเอาไว้ในนโยบายว่า จะจ่ายกี่ครั้งต่อปี แปลว่า ถ้าเรานำเงินไปลงทุนผ่านกองทุนรวมประเภทนี้ ระหว่างทางที่ลงทุนไป เราก็มีโอกาสจะได้รับผลตอบแทนในรูปแบบเงินปันผลกลับมา

ส่วนผลตอบแทนจะมากหรือน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของกองทุนด้วย และผลตอบแทนที่เราจะได้อีกครั้งนอกเหนือจากเงินปันผลก็คือ ผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาหน่วยลงทุนในช่วงที่เราขายหน่วยลงทุนออกไป

ส่วนกองทุนรวมที่ไม่จ่ายปันผล ก็คือ กองทุนที่ระหว่างทางที่เราลงทุนจะไม่มีการจ่ายผลตอบแทนใดๆ กลับมาให้ผู้ลงทุน เรามีโอกาสจะได้รับผลตอบแทนเพียงครั้งเดียว ก็คือส่วนต่างของราคาเมื่อเราขายหน่วยลงทุนออกไป แล้วมีกำไร

ดูเผินๆ แบบนี้แล้ว บางคนอาจจะรู้สึกว่า กองทุนรวมที่จ่ายปันผลดีกว่าแน่นอน เพราะเราจะได้ผลตอบแทนกลับมาระหว่างทางที่ลงทุน ในขณะที่กองทุนที่ไม่จ่ายปันผลไม่มีตรงนี้ให้เรา

แต่จริงๆ แล้ว มีข้อสังเกตที่น่าสนใจที่เราต้องรู้เพิ่มเติม ก็คือ เงินปันผลที่เราได้มาระหว่างทางลงทุน ถือเป็นรายได้ที่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ด้วย

และโดยปกติแล้ว เวลาที่จ่ายเงินปันผลออกมา มูลค่าหน่วยลงทุน (NAV) ของกองทุนจะลดลง นึกภาพง่ายๆ ก็คล้ายๆ กับบริษัทที่ทำกำไรได้ดี แล้วแบ่งกำไรส่วนหนึ่งที่ได้มาจ่ายปันผล ก็จะทำให้กำไรที่หลงเหลืออยู่เพื่อเป็นเงินหมุนเวียนในธุรกิจลดลงไป

ในขณะที่กองทุนรวมที่ไม่จ่ายเงินปันผลไม่มีการเอากำไรที่ทำได้ออกมาจ่ายปันผล ก็จะสามารถนำกำไรส่วนเกินนี้ไปลงทุนต่อเพื่อเพิ่มโอกาสในการหาผลตอบแทนได้อีก

เรียกง่ายๆ ก็คือ เงินได้ทำงาน ต่อยอดเพิ่มมูลค่าให้เงินไปอีกรอบ ซึ่งนักลงทุนอย่างเราจะรู้สึกได้ถึงอานุภาพของมูลค่าเงินที่เติบโตก็ต่อเมื่อเราขายหน่วยลงทุนออกมาทีเดียวแล้วได้ส่วนต่างราคา ซึ่งเงินส่วนนี้ไม่ต้องนำไปเสียภาษีด้วย ก็แปลว่า ได้กลับคืนมาเต็มเม็ดเต็มหน่วยเลย

ถึงตรงนี้ ขอให้นักลงทุนหันกลับมาดูสไตล์ของตัวเอง ว่าเหมาะกับกองทุนแบบไหน โดยเริ่มต้นที่เป้าหมายการเงินก่อนว่า เราจะลงทุนในกองทุนรวมนี้ไปเพื่อเป้าหมายอะไร

หากเป็นเป้าหมายระยะยาวไปเลย ใช้เงินอีก 5-10 ปีข้างหน้า กองทุนรวมที่ไม่จ่ายปันผลอาจจะตรงกับความต้องการมากกว่า เพราะเราไม่ได้ต้องการนำเงินลงทุนออกมาใช้ระหว่างทาง แต่คาดหวังผลปลายทางอีกยาวไกลไปเลย

แต่ถ้าเป็นการลงทุนที่อยากเห็นผลตอบแทนระหว่างทาง เพื่อให้มีกำลังใจ นำเงินปันผลที่ได้มา ไปลงทุนต่อในสินทรัพย์ที่อยากลงทุน หรือนำไปเป็นกระแสเงินสดใช้จ่ายในช่วงเวลานั้น โดยไม่จำเป็นต้องขายทำกำไรกองทุนออกมา กองทุนรวมที่จ่ายปันผล ก็อาจจะเป็นคำตอบที่ใช่มากกว่า

อย่างไรก็ตาม ถ้าคิดจะลงทุนในกองทุนที่จ่ายปันผลเพื่อนำเงินไปลงทุนต่อ ก็อาจจะเหมาะกับคนลงทุนด้วยเงินก้อนใหญ่หน่อย เพราะถ้าลงทุนด้วยเงินจำนวนไม่มาก เงินปันผลที่ออกมาก็อาจจะน้อยมากเสียจนได้มาแล้วไม่รู้จะไปเริ่มต้นลงทุนใหม่ยังไง หรืออาจจะน้อยจนไม่ใส่ใจ และลืมเอาไปลงทุนต่อก็ได้

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะเลือกลงทุนกองทุนรวมที่จ่ายปันผล หรือไม่จ่ายปันผล ก็ขึ้นอยู่ที่เป้าหมายการเงิน และความชอบส่วนตัวของตัวเอง

แต่สิ่งที่สำคัญกว่าเลือกกองทุนก็คือ เลือกได้แล้ว อย่าลืมเริ่มต้นลงทุนด้วย เพราะสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้เราไปถึงเป้าหมายการเงินที่วางไว้ได้ตามเวลาที่ตั้งใจ ก็มาจากการเริ่มต้น “วันนี้” ไม่ผลัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ นั่นเอง

เขียนโดย: จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์ ที่ปรึกษาการเงิน AFPT™

งานนอกก็ไม่หยุด งานบ้านก็ไม่หย่อน แม้รายได้มากขึ้นหรือมากกว่าสามี ผู้หญิงยังคงรับผิดชอบงานบ้านมากกว่าเหมือนเดิม

การเป็นผู้หญิงไม่ว่าจะยุคสมัยไหนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ว่าตอนนี้เราจะเห็นสิทธิ์ความเท่าเทียมทางเพศและการยอมรับผู้หญิงในที่ทำงานเทียบเท่ากับผู้ชายมากขึ้นแล้ว แต่กลายเป็นว่าหน้าที่ความรับผิดชอบหรือชีวิตจะเหนื่อยน้อยลงสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะที่บ้าน

จากการศีกษาชิ้นใหม่ของสำนักวิจัยพิว (Pew Research Center – หน่วยงานวิจัยไม่ฝักใฝ่ฝ่ายทางการเมืองที่สำคัญแห่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกา) พบว่า (ถ้าเป็นผู้หญิงก็อาจจะพอรู้อยู่แล้ว) แม้ผู้หญิงส่วนใหญ่ที่แต่งงานแล้วจะออกไปทำงานมากขึ้นและสร้างรายได้ให้กับครอบครัวเทียบเท่าหรือบางทีมากกว่าสามีด้วยซ้ำ ยังคงต้องรับผิดชอบงานบ้านและดูแลลูกมากกว่าสามีของตัวเองอยู่ดี รายงานบอกว่า

“แม้ว่าการบริจาคเงินจะมีความเท่าเทียมกันมากขึ้นในชีวิตคู่ แต่การแบ่งเวลาระหว่างงานที่ได้รับค่าจ้างและชีวิตที่บ้านของคู่รักนั้นยังคงเอนเอียงอยู่ดี”

สามีภรรยาสร้างรายได้มากน้อยต่างกันเท่าไหร่?

สำนักวิจัยพิวพบว่า 29% ของการแต่งงานแบบชายหญิงในปัจจุบัน ผู้หญิงและผู้ชายมีรายได้พอๆ กัน (ประมาณ 60,000 เหรียญ/ปี/คน) “สามีจะใช้เวลาทำกิจกรรมยามว่างมากกว่าภรรยาประมาณ 3.5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ภรรยาจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในการดูแลลูก ๆ มากกว่าสามีและประมาณ 2.5 ชั่วโมงในการทำงานบ้าน”

พูดอีกอย่างก็คือว่า สามีจะมีเวลาไปทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำเช่น เล่นเกม ดูหนัง แฮงเอาท์กับเพื่อน ฯลฯมากกว่าภรรยาอาทิตย์ละ 3.5 ชั่วโมง ส่วนผู้หญิงก็ยังต้องดูลูกมากกว่าสามี 2 ชั่วโมงและทำงานบ้านมากกว่า 2.5 ชั่วโมงต่ออาทิตย์
ข้อมูลยังมีเพิ่มเติมอีกว่าใน 55% ของคู่แต่งงานที่สามีเป็นผู้หาเงินเข้าบ้านเป็นหลักจะมีรายได้เฉลี่ยราว ๆ 96,000 เหรียญ/ปี ส่วนภรรยาจะมีรายได้ราว ๆ 30,000 เหรียญ/ปี ซึ่งตัวเลขนี้แตกต่างจากเมื่อ 50 ปีก่อนมากที่ผู้ชายจะเป็นคนหารายได้เข้าครอบครัวกว่า 85%

ส่วนที่เหลือ 16% ที่ภรรยาสร้างรายได้ได้มากกว่าสามี เป็นฝ่ายที่หารายได้หลักเข้าบ้าน (10%) และเป็นคนเดียวที่หารายได้เข้าบ้าน (6%) ในกลุ่มนี้ผู้หญิงจะหาเงินได้เฉลี่ยราว ๆ 88,000 เหรียญ/ปี และสามีจะหาได้ราว ๆ 35,000 เหรียญ

ทั้งสามกลุ่มนี้ (รายได้เท่ากัน, ชายมากกว่า, หญิงมากกว่า) มีเพียงกลุ่มเดียวที่สามีบอกว่าใช้เวลาดูแลลูก ๆ มากกว่าภรรยานั่นก็คือกลุ่มที่ผู้หญิงเป็นคนเดียวที่หาเงินเข้าบ้าน และถึงแม้ฝ่ายหญิงจะหาเงินคนเดียวเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว งานบ้านก็ยังทำเท่า ๆ กันอยู่ดี

ผู้หญิงกลุ่มไหนที่สร้างรายได้ได้มากที่สุด?

ตอนนี้ผู้หญิงซึ่งมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัวหลักหรือเพียงคนเดียวแตกต่างกันไปตามอายุ สถานะครอบครัว การศึกษา และเชื้อชาติ

ตัวอย่างเช่น สำนักวิจัยพิวพบว่าผู้หญิงผิวสี “มีโอกาสสูง” มากกว่าผู้หญิงคนอื่นๆ อย่างมากที่จะมีรายได้มากกว่าสามี ตัวอย่างเช่น ผู้หญิงผิวดำ 26% จะหาเงินเข้าบ้านมากกว่าสามี ขณะที่ผู้หญิงผิวขาวเพียง 17% และผู้หญิงเชื้อสายสเปน 13% เท่านั้น

แต่ผู้หญิงผิวดำที่มีวุฒิการศึกษาระดับวิทยาลัยขึ้นไปและมีลูก 2-3 คนที่บ้านก็เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มมากที่สุดที่จะมีรายได้พอๆ กับสามีด้วย

ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ก็แสดงให้เห็นถึงทัศนคติของสังคมที่คาดหวังด้วยว่าใครควรจะมีรายได้เยอะกว่ากันและงานของคู่สมรสที่บ้านจะแบ่งหน้าที่กันยังไง โดย 48% บอกว่าสามีอยากจะเป็นคนหาเงินเข้าบ้านเป็นหลัก และ 13% บอกว่าอยากให้ภรรยาหารายได้เท่า ๆ กัน

แล้วผู้หญิงต้องการอะไรล่ะ?

22% บอกว่าอยากให้สามีทำงานรายได้เยอะกว่า และ 26% บอกว่าอยากมีรายได้เท่า ๆ กัน

ส่วนในเรื่องครอบครัว 77% บอกว่าจะเป็นเรื่องที่ดีมากที่ทั้งพ่อและแม่โฟกัสเรื่องงานและการดูแลลูกเท่า ๆ กัน มีเพียง 19% เท่านั้นที่บอกว่าแม่ควรเป็นคนดูแลหลักที่บ้านและพ่อออกไปทำงานหาเงิน

การศึกษาครั้งนี้มาจากข้อมูล 3 แหล่ง ได้แก่ ข้อมูลรายได้จากการสำรวจประชากรปัจจุบันของสำมะโนประชากรสหรัฐ ข้อมูลจากแบบสำรวจการใช้เวลาของชาวอเมริกันและแบบสำรวจตัวแทนระดับชาติเกี่ยวกับทัศนคติของผู้ใหญ่ในสหรัฐอเมริกาจำนวน 5,152 คนที่จัดทำขึ้นในเดือนมกราคม 2023

สุดท้ายอย่างที่เราเห็น แม้ว่าหลาย ๆ ด้านของชีวิตผู้หญิงในยุคสมัยปัจจุบันนั้นดีขึ้น มีสิทธิ์ มีเสียง และความเท่าเทียมมากกว่าแต่ก่อน (นั่นไม่ได้หมายความว่าดีพอนะครับ เรื่องช่องว่างระหว่างเพศ ‘Gender Gap’ ในสังคมยังเป็นปัญหาใหญ่และต้องได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ) ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เป็นการบอกว่าสามีเอาเปรียบภรรยาหรือภรรยารู้สึกไม่พอใจกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ เพียงแต่มันแสดงให้เห็นว่าแม้ผู้หญิงจะเริ่มมีบทบาทในการหาเงินสร้างรายได้ให้กับครอบครัวไม่ต่างจากผู้ชาย งานที่บ้านก็ยังคงรับผิดชอบผิดชอบมากกว่าฝ่ายชายอยู่

ถ้าเป็นสามีเมื่อรู้แบบนี้สิ่งที่ควรยื่นมือเข้ามาช่วยงานบ้านและดูแลเด็ก ๆ ที่บ้านมากขึ้น ลองถามว่ามีอะไรที่ช่วยได้ไหมเพื่อแบ่งเบางานที่ภรรยาถืออยู่ ส่วนถ้าเป็นภรรยาก็สื่อสารให้ชัดเจนว่ามีตรงไหนที่อยากให้สามีช่วยบ้างเพื่อแชร์ความรับผิดชอบและลดภาระที่หนักเกินไปในความสัมพันธ์ใดก็ตาม ความเท่าเทียม แบ่งเบา แชร์ความรับผิดชอบนั้นเป็นส่วนที่สำคัญมาก แต่ก็ไม่ได้หมายความทุกอย่างต้อง 50-50 ไปซะหมด มันสามารถปรับเปลี่ยนและขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละคู่ด้วย ดร. เทอร์รี่ แพตเตอร์สัน (Dr. Terry Patterson) นักจิตวิทยาในซานฟรานซิสโกเขียนบทความหนึ่งชื่อว่า ​“แบ่งปันความรับผิดชอบ: มีทางออกที่เท่าเทียมกันสำหรับคู่รักหรือไม่?” โดยบอกว่า

“การแบ่งปันอย่างเท่าเทียมไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะถูกแบ่งปันอย่างเท่าเทียมกันเสมอไป ฝ่ายที่คู่ที่ทำงานภายใต้ความกดดันสูงอาจอุทิศเวลาให้กับเรื่องครอบครัวน้อยลง แต่อีกฝ่ายต้องยอมรับว่าเขาหรือเธอมีสามารถและเต็มใจที่จะแบกรับภาระที่เพิ่มขึ้น”

โดยแพตเตอร์สันก็เน้นย้ำด้วยว่าการแบกรับภาระตรงนี้ควรเป็นเรื่อง ‘ชั่วคราว’ และต้องรีบหาจุดสมดุลให้ได้โดยเร็วที่สุด ไม่งั้นปัญหาก็อาจจะเกิดตามมาได้

Vivian James Rigney ชายที่กลัวความสูงแต่เลือกเอาชนะด้วยการพิชิตเอเวอเรสต์ ภารกิจ 14 ปีและเงิน 6.3 ล้าน ปีน 7 ยอดเขาสูงที่สุดใน 7 ทวีป

ถ้ามีคนถามว่า ‘เป้าหมายในชีวิตของคุณคืออะไร?’

เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะตอบว่า “พิชิต 7 ยอดเขาสูงที่สุดใน 7 ทวีป (Seven Summits) ให้ได้”

และถึงจะมีคนตอบแบบนั้น จากสถิติแล้วมีไม่ถึง 1,000 คนบนโลกนี้ที่เคยทำได้

วิเวียน เจมส์ ริกนีย์ (Vivian James Rigney) เป็นหนึ่งในนั้น
แม้เขาจะ “กลัวความสูง” ก็ตาม

ริกนีย์เป็นโค้ชผู้บริหารและนักพูดที่เดินทางมาแล้วกว่า 80 ประเทศ เกิดและโตที่ประเทศไอร์แลนด์ ชอบดูสารคดีและหลงรักธรรมชาติมาตั้งแต่เด็ก คุณพ่อของเป็นนักปีนเขาตัวยง และตัวเขาเองก็คุ้นชินกับการปีนเขามาโดยตลอด

ความฝันในการพิชิต 7 ยอดเขาเริ่มต้นขึ้นในวัย 26 ปี ซึ่งตอนนั้นเขามีโอกาสไปทำงานที่แอฟริกาใต้และเพิ่งพิชิตยอดเขาคิลิมันจาโรสำเร็จ มีโอกาสไปได้ยินคนพูดกันถึงเรื่อง ‘Seven Summits’ หรือ 7 ยอดเขาสูงที่สุดใน 7 ทวีป ที่เป็นเหมือนเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ในชีวิตของนักปีนเขา

ไม่ว่าจะด้วยความฮึกเหิมของวัยหนุ่ม ความต้องการอยากเอาชนะความกลัวที่สูงซึ่งเป็นเหมือนยอดเขาในจิตใจที่ต้องการเอาชนะ หรือนิสัยส่วนตัวที่มีความมั่นใจ อีโก้สูง ไม่เคยยอมแพ้ พยายามจะพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าเขามีความสามารถก็ตาม เส้นทางภารกิจเพื่อจะพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุด 7 แห่งใน 7 ทวีปก็เริ่มต้นขึ้น

ในการสัมภาษณ์กับ CNBC เขาบอกว่ากระบวนการทั้งหมดใช้เวลากว่า 14 ปี และใช้เงินไปราว ๆ 170,000 – 180,000 เหรียญ หรือราว 6.3 ล้านบาท ในการปีนเขาทั้ง 7 ลูก

“เอเวอเรสต์ แพงที่สุดแล้ว” ซึ่งรวม ๆ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่จ่ายไปคือ 80,000 เหรียญ หรือราว 2.8 ล้านบาท ในปี 2010 (ซึ่งตอนนี้ราคาอาจจะแพงกว่านี้ไปแล้ว)

แต่การพิชิตยอดเขาทั้ง 7 แห่ง รวมถึงเอเวอเรสต์ที่ความสูงระดับ 8848 เมตร ต้องมีการวางแผนและเตรียมตัวเป็นอย่างดีด้วย

“ผมต้องเก็บเงินและทำแผนขึ้นมาเลย นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงใช้เวลานาน ผมเริ่มปีน หลังจากนั้นก็ไปเรียนต่อสาขาธุรกิจ เงินก็ไปจ่ายค่าโรงเรียนหมด หลังจากนั้นก็เริ่มใหม่ ได้งานให้…ค่อย ๆ ประกอบร่างทีละนิดจนสามารถทำจนสำเร็จได้”

แต่อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ ที่ทำให้ริกนีย์สามารถบรรลุเป้าหมายได้คือการทำงานกับบริษัทที่ยินดีให้ความสำคัญกับเป้าหมายส่วนตัวของพนักงาน มีวันลาหยุดทำตามที่ตัวเองฝัน

“ถ้าคุณทำงานกับบริษัทที่ดี พวกเขาจะเห็นว่าเป้าหมายส่วนตัวของพนักงานเป็นสิ่งที่จะช่วยยกระดับจิตวิญญาณของบริษัทได้ด้วย”

เดือนพฤษภาคม 2010 หลังจากพิชิตยอดเขามาแล้วทั้งหมด 6 แห่ง ริกนีย์กำลังเผชิญหน้ากับเป้าหมายสุดท้ายภูเขาขนาดมหึมาที่อยู่ตรงหน้า เขาใช้เวลาเตรียมตัวนานกว่า 18 เดือนเพื่อพิชิตเอเวอเรสต์ การปีนครั้งนี้ต้องใช้ทั้งกำลังกายแบบที่เขาไม่เคยรู้สึกมาก่อน และที่สำคัญคือกำลังใจที่ต้องคอยปลุกให้ตัวเองก้าวไปข้างหน้าให้ได้แม้มันจะอยากยอมแพ้มากแค่ไหนก็ตาม

กระบวนการพิชิตเอเวอเรสต์ใช้เวลาทั้งหมด 2 เดือน เขาบอกว่ามันคือ “การวิ่งอัลตรามาราธอนที่ไม่รู้จักจบสิ้นอันแสนเจ็บปวด”

ระหว่างทางที่ปีนมีจังหวะหนึ่งที่ไกด์นำทางของทีมไปพบศพของนักปีนเขาที่หายตัวไปตั้งแต่ช่วง 60’s นั่นคือจังหวะที่เขาเริ่มตระหนักว่าถึงอันตรายที่อยู่ตรงหน้า​อย่างแท้จริง ความตายอยู่กับเขาทุกขณะ ถ้าเกิดก้าวขาพลาดหรือหลุดโฟกัส ศพต่อไปอาจจะเป็นเขาก็ได้ (จากสถิติแล้วมีคนเสียชีวิตราว ๆ 6-7 คนต่อปี จากนักปีนเขาที่พยายามพิชิตเอเวอเรสต์ 800 คนต่อปี)

“ช่วงวันก่อนจะถึงยอดเขานั้นลำบากมากทั้งร่างกายและจิตใจ มีอันตรายและความเสี่ยงมากมาย นั่นคือตอนที่ผมมีจังหวะที่รู้สึกอ่อนแอ ไม่รู้ว่าตัวเองจะไปถึงยอดรึเปล่า และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะกลับลงมาได้ไหม”

ความทรงจำเกี่ยวกับช่วงเวลาที่ผ่านมาแล่นเข้ามาในหัว ตั้งแต่การเซ็นเอกสารยินยอมให้ทิ้งร่างไว้ระหว่างทางถ้าเกิดเขาเสียชีวิต หรือข่าวหิมะถล่มที่พรากชีวิตนักปีนเขาที่เดินบนเส้นทางเดียวกันนี้ปีแล้วปีเล่า นักปีนเขามากมายที่สูญเสียอวัยวะจากการบาดเจ็บจากหิมะกัด (Frostbite) ฯลฯ

ริกนีย์เล่าว่าตลอดเส้นทางที่ก้าวเดินไปข้างหน้า ความกลัวเหล่านี้ไม่เคยหมดไป เหมือนกับอาการกลัวความสูงของที่เป็นมาโดยตลอดไม่ว่าจะปีนเขามาแล้วกี่ลูกก็ตาม สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือการโฟกัสไปทีละก้าว ทีละก้าว จดจ่ออยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าแล้วเสียงอื้ออึงในหัวจะเงียบลงไป

หลังจากช่วงเวลาอันแสนยากลำบากยาวนาน 2 เดือน ในที่สุดเขาก็สามารถพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ได้สำเร็จ ซึ่งประสบการณ์ครั้งนั้นก็เปลี่ยนแปลงมุมมองในชีวิตและการทำงานของเขาไปตลอดกาล

แทนที่จะยึดติดกับความสามารถและอีโก้ของตัวเอง เขาเรียนรู้ที่จะยอมรับว่ามันมีอะไรมากมายบนโลกใบนี้ที่ควบคุมไม่ได้ โลกอันสับสนวุ่นวาย ความรู้สึกว้าวุ่นทั้งหลาย อีโก้ ความยึดมั่นถือมั่น หรือการพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นว่าคุณมีความสามารถ สิ่งเหล่านี้ไม่มีค่าเลยบนเส้นทางอันทรหดนี้

เรากลัวได้ กังวลได้ มันเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ไม่จำเป็นต้องยึดติด เมื่ออ่อนแอหรือพ่ายแพ้ อย่าพยายามแบกทุกอย่างไว้บนบ่า อีโก้หรือความอยากเอาชนะจะทำให้คุณพ่ายแพ้อย่างไม่มีชิ้นดี แต่การแชร์ความรู้สึกและกล้าที่ยื่นมือขอความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมทีมเป็นหนทางที่จะทำให้เราไปถึงเป้าหมายที่วางเอาไว้ได้

“บนเอเวอเรสต์ อีโก้จะไม่ทำให้คุณขึ้นไปข้างบนได้ ที่จริงแล้วมันเป็นภาระอันหนักอึ้งด้วยซ้ำ”

นั่นคือตอนที่เขาเริ่มเข้าใจว่า

“การปล่อยวางกลายหนทางเดียวที่คุณทำได้” และ “มันทำให้ผมคนที่กลับลงมาจากยอดเขาเป็นคนที่ถ่อมตัวมากขึ้น”

เราไม่มีทางรู้ว่าโลกจะเป็นยังไง จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง สิ่งเดียวที่เราควบคุมได้คือตัวของเราเองเท่านั้น

แม้ริกนีย์จะสามารถพิชิตภารกิจ 7 ยอดเขาสูงที่สุดใน 7 ทวีปได้สำเร็จ แต่อาการกลัวความสูงของเขาก็ไม่ได้หมดไปซะทีเดียว ทุกครั้งที่อยู่บนที่สูงมันก็จะกลับมาใหม่ มันคือภูเขาที่ตั้งตระหง่านอยู่ภายในใจและคงไม่มีวันเอาชนะได้อย่างสมบูรณ์

แต่บทเรียนจากประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้เขากล้าที่จะ ‘ยอมรับ’ ความกลัวตรงนี้มาเป็นส่วนหนึ่งของตัวเอง

การยอมรับไม่ใช่การยอมแพ้ มันต่างกันโดยสิ้นเชิง การยอมรับต้องใช้ความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาและความกลัวที่อยู่ตรงหน้า กล้าที่จะเดินต่อไปแม้ยังรู้สึกกล้วแค่ไหนก็ตาม เพราะเมื่อรู้ว่าภูเขาลูกนี้ยังไงมันก็ไม่หายไป และแม้ว่าเราจะไม่มีทางเอาชนะมันได้ แต่เราเรียนรู้ที่จะยอมรับที่อยู่กับมันอย่างมีสติได้

ริกนีย์บอกว่า “คนพูดถึงการ ‘เอาชนะ’ ยอดเขาเอเวอเรสต์ ที่จริงคุณไม่ได้ ‘เอาชนะ’ ยอดเขาหรอกนะ คุณแค่สงบลงและมีสติกับตัวเองมากขึ้นเท่านั้นเอง

4 ข้อต้องสำรวจ สำหรับคนเริ่มออมช้า “เก็บวันนี้ย่อมดีกว่าวันพรุ่งนี้”

ข้อมูลจากเว็บไซด์มิเตอร์ประเทศไทย (11 มกราคม 2566) รายงานว่า ประชากรประเทศไทยมีจำนวน 66,214,465 คน ในจำนวนนี้ประชากรสูงอายุที่มีอายุเกิน 60 ปี จำนวน 13,316,212 คน คิดเป็น 20.11% และหากดูจำนวนประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป มีจำนวน 8,890,840 คน คิดเป็น 13.42% หมายความว่า โครงสร้างประชากรไทยอยู่ในช่วง Aged Society ระดับสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์

การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แบ่งออกเป็น 3 ระดับ

(1) Aging Society ระดับการก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ

หมายถึง สังคมหรือประเทศที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่า 10% ของประชากรทั้งประเทศ หรือมีประชากรอายุตั้งแต่ 65 ปี มากกว่า 7% ของประชากรทั้งประเทศ

(2) Aged Society ระดับสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์

หมายถึง สังคมหรือประเทศที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่า 20% ของประชากรทั้งประเทศ หรือมีประชากรอายุตั้งแต่ 65 ปี มากกว่า 14% ของประชากรทั้งประเทศ

(3) Super-Aged Society ระดับสังคมผู้สุงอายุอย่างเต็มที่

หมายถึง ประเทศที่มีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป มากกว่า 20% ของประชากรทั้งประเทศ

ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า ณ เดือนตุลาคม 2565 พบว่ายอดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ 97,667,954 บัญชี มียอดเงินฝาก 386,686 ล้านบาท มียอดเฉลี่ยต่อบัญชี 3,959 บาท ซึ่งคิดเป็น 89.13% ของบัญชีออมทรัพย์ สำหรับบัญชีที่มียอดเงินฝากเกิน 50,000 บาท มีจำนวน 11,907,318 บัญชี มียอดเงินฝาก รวม 10,755,105 ล้านบาท เฉลี่ยยอดเงินฝากต่อบัญชีสูงถึง 903,189 บาท เรียกได้ว่ารวยกระจุก จนกระจาย

สำหรับผู้ที่วางแผนการเงินอย่างมีขั้นตอนคงไม่มีปัญหา แต่สำหรับผู้ที่กังวลว่าตัวเองเริ่มเก็บออมช้าและอาจมีเงินไม่เพียงตอกับการใช้ชีวิตหลังเกษียณ อย่าเพิ่งตกใจ เพราะทุกปัญหามีทางแก้

1. สำรวจค่าใช้จ่าย

จดบันทึกค่าใช้จ่ายในแต่ละวันที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะจ่ายด้วยเงินสด ชำระด้วยบัตรเครดิต แล้วมาดูว่ามีรายการใดเป็นรายจ่ายที่จำเป็นในการดำรงชีพ ไม่จ่ายไม่ได้ รายการใดเป็นรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ละเอียดยิ่งขึ้น ให้แบ่งระดับความไม่จำเป็น เป็น 2 ระดับคือ

ความไม่จำเป็นระดับที่ 1 ไม่จำเป็นมากที่สุด ไม่มีผลกระทบอะไรในชีวิต เป็นการใช้จ่ายเพื่อตอบสนองความต้องการส่วนตัว

ความไม่จำเป็นระดับที่ 2 ไม่จำเป็น ใช้จ่ายได้บ้าง แต่ลดความถี่ลง และเลิกไปในที่สุด ภายในไม่กี่เดือน จะเห็นแล้วว่าเมื่อตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป ก็จะมีเงินออมขึ้นมาทันที

2. สำรวจหนี้สิน

หากปราศจากหนี้ ก็จะสามารถก้าวไปสู่ความร่ำรวยได้อย่างรวดเร็ว แต่หากยังมีหนี้สินอยู่ก็ให้จัดทำสรุปรายการหนี้สินสินทั้งหมดและวางแผนการปลดหนี้ให้หมดโดยเร็ว โดยเฉพาะหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง เช่น บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่อส่วนบุคคล หากมีหนี้บ้านปกติชำระเดือนละครั้งก็เพิ่มการชำระงวดกลางเดือนเข้าไปอีก จะสามารถลดดอกเบี้ยโดยรวมได้และหมดหนี้เร็วยิ่งขึ้น

3. สำรวจรายได้

สร้างรายได้เพิ่ม เก็บออมให้มากขึ้น ปัจจัยในการสร้างผลตอบแทนให้สูงประกอบด้วย จำนวนเงินต้น xระยะเวลา x อัตราผลตอบแทน ดังนั้น ในเมื่อเริ่มเก็บออมช้าจึงต้องเพิ่มจำนวนให้ต้นให้มากพอ เพื่อจะได้ไปสู่เป้าหมายได้เร็วยิ่งขึ้น และนอกจากเก็บออมให้มากขึ้นแล้ว หากมีความสามารถพิเศษก็ควรใช้ให้เป็นประโยชน์ด้วยการหารายได้เสริม

4. สำรวจการลงทุน

คือการต่อยอดเงิน บริหารการเงินการลงทุนลงทุนสู่เป้าหมาย เมื่อมีเงินเหลือจากการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หนี้สินลดลง (และปราศจากหนี้สินในที่สุด) มีรายได้เพิ่มและเก็บเงินได้เพิ่ม ก็สามารถนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ ตามที่วางแผนเอาไว้เพื่อต่อยอดผลตอบแทน

ถึงแม้จะไม่มีคำว่า “สาย” กับการวางแผนการเงิน แต่หากเริ่ม “ช้า” ก็จะหนักกับเงินที่ต้องแบ่งมาออมในแต่ละเดือน เพราะยิ่งอายุมากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าต้องการมีเงินเก็บไว้ใช้หลังวัยเกษียณให้เพียงพอไปจนถึงวันสิ้นลมหายใจก็ต้องลงทุนในแต่ละเดือนไม่ใช่หลักร้อยหลักพันบาท แต่อาจเป็นหมื่นบาท ดังนั้น ควรเริ่มต้นกันตั้งแต่เนิ่น ๆ และลงมือทำทันที

เขียนโดย: วิชาญ จันทร์สอน ที่ปรึกษาการเงิน AFPT™

ประหยัดผิดวิธีที่ปีก็ไม่มีทางรวย 5 ข้อชวนเช็กว่าเรากำลังประหยัดแบบผิดๆ

ใครๆ ก็ว่าการประหยัดเงินเป็นเรื่องที่ดี เพราะช่วยลดค่าใช้จ่ายทำให้มีเงินเก็บมากขึ้น แต่เคยสงสัยมั้ยครับว่าทำไมบางคนประหยัดเงินสุดๆ กลับไม่รวยขึ้นสักที!! นั่นเป็นเพราะว่าคุณกำลังประหยัดเงินผิดวิธีอยู่นั่นเอง

ถ้าอยากรู้ว่าวิธีประหยัดเงินผิดๆ เหล่านั้นมีอะไรบ้าง ลองมาอ่านดูกันเลย!

(1) เลือกประหยัดเงินโดยซื้อของถูก แต่ลืมคำนึงถึงคุณภาพ

บางคนชอบเปรียบเทียบราคาและเลือกสิ่งที่ถูกที่สุดก่อนซื้อเสมอ แต่บางครั้งการซื้อของราคาถูกก็แลกมาด้วยคุณภาพและอายุการใช้งานที่สั้นกว่า เพราะฉะนั้นหากต้องการประหยัดเงินจริงๆ เพื่อนๆ อย่าลืมนึกถึงคุณภาพ ที่เราสามารถใช้ได้ในระยะยาวด้วยนะครับ

(2) ซื้อประกันทำไม เปลือง! ไม่ได้เจ็บป่วยอะไรสักหน่อย

เพื่อนๆ คนไหนที่คิดว่าตัวเองแข็งแรง ไม่จำเป็นต้องทำประกันไว้หรอก อย่าได้ประมาทไป! การไม่ทำประกันเลยถือเป็นความเสี่ยงทางการเงินอย่างหนึ่ง หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน เจ็บป่วย อุบัติเหตุ ประกันจะช่วยอุดรอยรั่วจากค่ารักษาพยาบาลของเราได้เป็นอย่างดี จ่ายค่าเบี้ยประกันหลักหมื่น น่าจะถูกกว่าจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลหลักแสนด้วยตัวเองนะครับ

(3) จ่ายทำไมเงินสดเงินก้อน รูดบัตรเครดิต แล้วทยอยจ่ายขั้นต่ำแล้วกัน

วิธีนี้เรียกว่าพลาดกันสุดๆ เลยนะครับ เพราะการใช้บัตรเครดิต คือ การหยิบยืมเงินตัวเองในอนาคตมาใช้ก่อน เมื่อมีการหยิบยืม ก็ย่อมมีดอกเบี้ยเสมอ เพราะถ้าคุณเลือกจ่ายขั้นต่ำ ธนาคารเค้าก็จะต้องคิดดอกเบี้ยครับ นึกว่าจะประหยัด กลายเป็นจ่ายเงินเพิ่มอีก! เพราะฉะนั้นใครที่มีวิธีคิดแบบนี้อยู่ แนะนำว่ารีบเปลี่ยนเลยครับ

(4) ของมันลดราคา ซื้อมาเก็บไว้ก่อน (ใช้ไม่ใช้ค่อยว่ากัน)

การซื้อของช่วงโปรโมชั่น ถือเป็นวิธีการประหยัดเงินอย่างหนึ่ง แต่ถ้าซื้อโดยไม่คำนึงถึงความจำเป็นว่าของเหล่านี้จำเป็นหรือไม่ อาจทำให้เราเสียเงินไปอย่างเปล่าประโยชน์ ทางที่ดี ควรทบทวนก่อนซื้อของเสมอว่า จำเป็นต้องใช้จริงๆ หรือไม่

หรือถ้ากลัวว่าเราจะเผลอซื้อของอย่างสิ้นเปลือง เพื่อนๆ ก็ลองลิสต์ของทั้งหมดที่อยากได้ลงกระดาษ โดยแบ่งเป็น 2 ช่อง ช่องนึง คือ ของที่อยากได้แต่ไม่จำเป็น อีกช่อง คือ ของที่จำเป็น แล้วลองตัดสินใจดูครับ ว่าอันไหนควรซื้อก่อนซื้อหลัง หรือไม่ซื้อจะดีกว่า

(5) ไม่ลงทุน ก็ไม่ขาดทุน? ฝากเงินดีกว่า มีแต่ได้กับได้

น่าจะมีบางคนเคยคิดบ้างแหละว่าจะลงทุนไปทำไม ไม่มีความรู้ ลงไปก็ขาดทุนเปล่าๆ สู้ฝากเงินเฉยๆ กินดอกเบี้ยดีกว่า แต่รู้หรือไม่ครับว่า การไม่ยอมลงทุนเลยเสี่ยงกว่าเยอะนะ ด้วยอัตราเงินเฟ้อที่เติบโตแซงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากทุกปี การฝากเงินไว้เฉยๆ อาจจะทำให้เราจนลงไม่รู้ตัวก็ได้นะ โดยการลงทุนจะเป็นอีกช่องทางที่เราจะเอาชนะเงินเฟ้อได้ครับ

และนี่คือวิธีการประหยัดเงินแบบผิดๆ ที่ aomMONEY รวบรวมมาฝากในวันนี้ เพื่อนๆ คนไหนมีวิธีการประหยัดเงินแบบไหนอยู่ หรือใครเคยประหยัดแบบผิดวิธีมาแล้วแก้ยังไง สามารถแชร์กับทีม aomMONEY ได้นะคร้าบบบ ????

คุณพร้อมเป็น “หัวหน้าครอบครัว” ที่มีความมั่งคั่ง”แล้วหรือยัง?

เคยได้ยินคำว่า “ บ้าน คือ วิมานของเรา” เพราะองค์ประกอบสำคัญของบ้าน คือ ครอบครัว หากคุณเป็นหัวหน้าครอบครัว บทบาทหนึ่งที่สำคัญ คือ การบริหารการเงินในครอบครัว (Family Finances) และต่อจากนี้ คือ คำถามที่อาจทำให้คุณและครอบครัว “มั่งคั่ง มั่นคง และมีความสุข” เหมือนอยู่ในวิมานของเรา

มีเป้าหมายชีวิตของครอบครัวที่สามารถแปลงเป็นแผนการเงินเพื่อปฏิบัติให้ถึงเป้าหมาย ใช่หรือไม่

ถ้าตอบ “ใช่”

คุณมีความรู้ มีเหตุมีผล และเชื่อว่าเป้าหมายที่ปราศจากแผน เป็นเพียงแค่ความฝัน” แน่นอนว่าหลายคนอาจวางแผนการเงินเบื้องต้นด้วยการอ่านหนังสือ สื่อออนไลน์จากการเรียน การอบรม แต่บางคนอาจอาศัยผู้รู้หรือใช้บริการนักวางแผนการเงิน แปลงเป้าหมายชีวิตให้เป็นเป้าหมายและแผนการเงินที่สมบูรณ์

แผนการเงินที่สมบูรณ์ของครอบครัว ประกอบด้วยแผนด้านรายได้ รายจ่าย การออม การลงทุน แผนประกันความเสี่ยงในชีวิตและทรัพย์สิน แผนการเกษียณ แผนจัดการมรดก รวมถึงแผนเฉพาะต่าง ๆ เช่น ซื้อรถ ซื้อบ้าน แต่งงานมีบุตร แผนการศึกษา เป็นต้น

ใช้”งบประมาณ” ในการควบคุมค่าใช้จ่ายของสมาชิกในครอบครัว ใช่หรือไม่

ถ้าตอบ “ใช่”

คุณเชื่อในความพอเพียง อาจให้สมาชิกทำบันทึกการใช้จ่ายเพื่อควบคุมไม่ให้จ่ายเกินกว่างบประมาณของแต่ละคน สมาชิกจะเรียนรู้การใช้จ่ายตามความลำดับ ความจำเป็น (Needs ) ความต้องการ (Wants) และใช้จ่ายไม่เกินกว่าฐานะ( living within your means) อันเป็นกฎทองของการสร้างความมั่งคั่ง

มีเงินสำรองฉุกเฉิน สำหรับครอบครัวใช้จ่ายอย่างน้อย 6 เดือน ใช่หรือไม่

ถ้าตอบ “ใช่”

คุณเชื่อในเรื่องการมีภูมิคุ้มกันความเสี่ยง ถึงแม้อาจทำประกันชีวิตและทรัพย์สิน สำหรับครอบครัวตามแผนเป้าหมายชีวิตของครอบครัวแล้วก็ตาม แต่กรณีที่ไม่มีประกันหรือท่านรับความเสี่ยงไว้เอง เช่น ค่าบำรุงรักษาซ่อมแซมเปลี่ยนแปลงบ้านและอุปกรณ์ การขาดรายได้จากการออกจากงานหรือกรณีที่สมาชิกในครอบครัวมีจำนวนมาก (อาจเกิดเหตุไม่คาดคิดมากตามจำนวนคน) และ/หรือ อยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน วัยชรา (ที่ไม่มีประกัน) คุณจึงควรกำหนดจำนวนเงินสำรองให้เหมาะสมกับครอบครัว

ข้อพึงระวัง ไม่ควรคิดว่าวงเงินบัตรเครดิตหรือวงเงินสินเชื่อระยะสั้นดอกเบี้ยสูงเป็นวงเงินสำรองฉุกเฉิน หรือคิดเสมือนว่าเป็นแหล่งรายได้พิเศษ

สามารถสื่อสารเชิงบวกและสร้างการมีส่วนร่วมของครอบครัวในการปฏิบัติตามแผนการเงิน ใช่ หรือไม่

ถ้าตอบ “ใช่”

คุณได้สร้างครอบครัวคุณธรรม เนื่องจากการสื่อสารเชิงบวกหรือการสื่อสารเชิงคุณธรรมมีผลให้ครอบครัวมีความสุขสามัคคีและเข้มแข็ง สมาชิกมีความเข้าใจ มีความสัมพันธ์ที่ดีและมีส่วนร่วมในกิจกรรมของครอบครัว มีผลโดยตรงให้สมาชิกร่วมกันปฏิบัติตามแผนการเงิน เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

สร้างความตระหนักรู้ให้ครอบครัวไม่ตกเป็นเหยื่อกลโกงทั้งทางออนไลน์และทางอื่น ๆ ใช่หรือไม่

ถ้าตอบ “ใช่”

คุณกำลังบูรณาการความรู้ด้านการเงิน (Money Literacy) ร่วมกับความรู้ด้านสื่อดิจิตอล (Digital Literacy) เพื่อรู้ทันกลโกงรูปแบบเก่าและใหม่ของมิจฉาชีพ แล้วสื่อสารด้วยการพูดคุยกับครอบครัวผ่านสื่อออนไลน์ เช่น line group โดยเชื่อว่าการเตือนสติพร้อมกับให้ความรู้ ก่อให้เกิดสติปัญญา และสติปัญญาก่อให้เกิดความไม่ประมาท ดังนั้น จึงถ่ายทอดทัศนคติ ความรู้ และ mindset การเงินการลงทุนแก่สมาชิกในครอบครัวพร้อมกันไปด้วยเพื่อให้มีภูมิคุ้มกันทางการเงิน

เป็นบุคคลต้นแบบ (Role Model) ด้านการเงินการลงทุนแก่สมาชิกในครอบครัว ใช่หรือไม่

ถ้าตอบ “ใช่”

คุณเชื่อว่า “ทำสิ่งที่ถูก ไม่ใช่เพราะพูดให้ฟัง แต่เพราะทำให้ดู” จึงเป็นบุคคลต้นแบบที่ถ่ายทอดทัศนคติและความรู้การเงินด้วยการทำให้ดูด้วย แต่ผลวิจัยโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและคณะเศรษฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อเดือนมกราคม 2565 เรื่อง “พฤติกรรมเชิงลึกและไลฟ์สไตล์ทางการเงินของคนรุ่นใหม่” พบว่าบุคคลต้นแบบในการตัดสินใจทางการเงินและการลงทุนของกลุ่มประชากร คือ พ่อแม่และบุคคลในวงการบันเทิง แต่ถ้าเป็นกลุ่มประชากรออนไลน์ผู้ใกล้ชิดบริการของตลาดหลักทรัพย์ฯ บุคคลต้นแบบกลับกลายเป็น นักธุรกิจต่างประเทศและกูรูด้านการลงทุน จึงเป็นข้อที่ท่านควรเข้าใจพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ในครอบครัวด้วย

อนึ่ง บางกรณี เช่น เมื่อบุตรเรียนจบ (และน่าจะทำงานแล้ว) ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาก็จะไม่มี แต่อาจเกิดเหตุไม่คาดฝัน เช่น บุตรไม่ทำงาน ออกจากงาน ขาดรายได้ ขอเงินลงทุน ลงทุนผิดพลาดหรือก่อหนี้สิน อาจจะมาขอความช่วยเหลือด้านการเงิน จึงควรเฝ้ามองหาทางป้องกันหรือหาทางออกให้ด้วยเช่นกัน

เฉลยและสรุป ถ้าคุณตอบ “ใช่” ทุกข้อ คุณและครอบครัวดำเนินชีวิตตามหลักการ 5 ข้อของเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ มีความพอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันที่ดี มีความรู้และคุณธรรม อย่างไรก็ตาม ในฐานะหัวหน้าครอบครัวเพื่อความมั่งคั่ง ต้องติดตามสถานการณ์การเงิน ทบทวนแผนการเงิน และหาช่องทางใหม่ ๆ ในการบริหารการเงินในครอบครัว (Family Finances) เพื่อบรรลุเป้าหมายการเงินและเป้าหมายชีวิต

เขียนโดย: กมล กระจ่างวงศ์ชัย นักวางแผนการเงิน CFP®

ทำไม Hoka รองเท้าที่มีคนเคยมองว่าทั้งหนา ทั้งใหญ่ และหน้าตาน่าเกลียด ถึงกลายเป็นแบรนด์รองเท้ายอดขาย 50,000 ล้านบาทภายในสิบปี?

ครั้งแรกที่ได้เห็นรองเท้าของ Hoka ที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านในตอนนี้ในปี 2012 สเตฟาโน่ คาโรติ (Stefano Caroti) ผู้บริหาร Deckers Outdoor Corporation เจ้าของแบรนด์รองเท้า Deckers Brands ในแคลิฟอร์เนียก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ารองเท้าสีสดที่ดูเทอะทะคือรองเท้าแบบไหนกันแน่

“ผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลย”

สเตฟาโน่ คาโรติ (Stefano Caroti)

มันทั้งใหญ่ ทั้งหน้าตาแปลก ๆ แถมเป็นสินค้าจากต่างประเทศอย่างฝรั่งเศส มันไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะกลายเป็นสินค้าขายดีในอเมริกา อันที่จริงแล้วตอนที่ผู้ก่อตั้ง Hoka ขายบริษัทให้กับ Deckers Outdoor Corporation ในปี 2012 ยอดขายยังอยู่ที่ราว ๆ 3 ล้านเหรียญต่อปี หรือประมาณ 100 ล้านบาทเท่านั้น

ผ่านมา 10 ปี, จบปี 2022 แบรนด์รองเท้า Hoka สร้างยอดขายไปแล้วกว่า 1,400 ล้านเหรียญ​ หรือประมาณ 50,000 ล้านบาท

ในตอนแรก ๆ รองเท้าหน้าตาแปลก ๆ ของ Hoka กลายเป็นรองเท้าผ้าใบทางเลือกสำหรับคนที่วิ่งจริงจัง ภายหลังมันก็ขยายไปสู่กลุ่มผู้ใช้ที่ต้องใช้เวลาเดินและยืนในแต่ละวันเป็นเวลานาน ๆ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล พนักงานเสิร์ฟ คนส่งของ และบุรุษไปรษณีย์ ล่าสุดลูกค้ากลุ่มใหม่คือคนทั่วไป วัยรุ่น และแม้แต่ผู้สูงอายุที่ต้องการรองเท้าใส่สบาย ๆ สักคู่

ตอนแรก ๆ ใส่เพราะความสบาย แต่ตอนนี้กลายเป็นใส่เพราะอยากใส่กันไปแล้ว

ไม่ว่ายังไงก็ตาม รองเท้า Hoka ก็เริ่มมีกลุ่มแฟนคลับที่เหนียวแน่น เอาชนะใจผู้ใช้งานหลายล้านคน รวมถึงเงินในกระเป๋าของพวกเขาด้วยเช่นเดียวกัน

คำอธิบายที่ง่ายที่สุดสำหรับความสำเร็จของบริษัทผู้ผลิตรองเท้าก็คงไม่ใช่อะไรถ้าไม่ใช่ตัวรองเท้าเอง Hoka ก็เช่นเดียวกัน พื้นรองเท้าที่รับแรงกระแทกได้อย่างดีถือเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวที่ไม่เหมือนใครตลาด แต่มันก็มี ‘ปัจจัยอื่น ๆ’ ที่ไม่ใช่ตัวรองเท้าเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะรองเท้าหรือนวัตกรรมพื้นรองเท้าเพียงอย่างเดียวคงไม่สามารถเปลี่ยนยอดขาย 100 ล้านบาทเป็น 50,000 ล้านบาทได้ภายในสิบปี

ความสำเร็จของ Hoka เป็นผลมาจากกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ขัดกับแนวทางปกติทั่วไป แทนที่จะรีบขยายตัวและสร้างยอดขายให้เยอะ ๆ Hoka กลายเป็นแบรนด์รองเท้าที่ประสบความสำเร็จ สร้างยอดขายอย่างสวยงาม เพราะขยับตัวช้า ๆ ต่างหาก

คาโรติผู้บริหารฝ่ายการตลาดของบริษัท Deckers และผู้บริหารชั่วคราวของ Hoka บอกกับสื่อ The Wall Street Journal ว่า “เราโตเร็ว ๆ ได้ไหม? ได้นะ…แล้วมันดีต่อสุขภาพของแบรนด์ในระยะยาวรึเปล่า? ก็ไม่”

นี่อาจจะเป็นสิ่งที่เราไม่ได้คาดหวังจะได้ยินจากปากของผู้บริหารแบรนด์ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในตอนนี้ แต่มันก็ไม่ใช่คำกล่าวไร้สาระเท่ ๆ ในองค์กรเท่านั้น จากการวิเคราะห์ของ Wall Street กล่าวว่าการคัดเลือกผู้จัดจำหน่ายอย่างเข้มงวดของ Hoka นั้นทำให้อุปทาน (Demand) ของตลาดนั้นสูงว่าอุปสงค์ (Supply) อยู่เสมอ ซึ่งก็ทำให้ราคารองเท้า Hoka ถือว่าเป็นสินค้าที่พรีเมียมกว่าคู่แข่ง (ไม่ต้องลดราคาบ่อย ๆ) ราคาป้ายอยู่ที่ราว ๆ 125-175 เหรียญ (4,400 – 6,200 บาท)

สิ่งที่ผู้บริหารของ Hoka กำลังทำคือการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่อยากโตเร็วเกินเพราะเชื่อว่าการพยายามเอาชนะลูกค้าในทุกส่วนจะกลายเป็นหายนะที่ทำลายภาพลักษณ์ของแบรนด์โดยไม่รู้ตัว เหมือนการวิ่งมาราธอนที่ต้องเว้นจังหวะให้ไม่หอบเหนื่อยจนเกินไป รู้ว่าเมื่อไหร่ควรเร่งเพื่อแซงคู่แข่ง และเมื่อไหร่ที่ควรจะชะลอเพื่อเก็บแรงสู้กับเนินต่อไปที่กำลังจะมาถึง มันเป็นการโฟกัสที่ตัวเอง รู้ว่าจุดแข็งคืออะไร และสามารถใช้มันให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่

ความมีวินัยของ Hoka กำลังออกดอกผลอย่างงดงาม ยอดขายของของพวกเขาคิดเป็นเพียงแค่ 10% ของบริษัทเมื่อ 5 ปีก่อน ตอนนี้มันกลายเป็น 40% แล้ว และบริษัท Deckers เองก็ไม่เคยมีมูลค่าสูงขนาดนี้มาก่อนด้วย นี่เป็นบริษัทหนึ่งที่ราคาหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้นเท่าตัว โดยไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับ AI เลยด้วยซ้ำ

อัตราการเติบโตแบบนี้เรียกว่าไม่น่าจะสามารถทำได้ตลอดไป เหมือนกับการเร่งเครื่องวิ่งมาราธอนตลอด 42.195 กิโลเมตรเป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่ด้วยประวัติการบริหารจัดการของทีมที่ค่อนข้างมีความอดทนแล้วค่อยเป็นค่อยไป นักลงทุนส่วนใหญ่จึงมองว่าอนาคตของ Hoka น่าจะยังสดใสอยู่

คอลิน อินแกรม (Colin Ingram) รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Hoka กล่าวว่า

“มันเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราประสบความสำเร็จ รู้ว่าเมื่อไหร่ควรตกลง ควรปฏิเสธ หรือควรบอกว่ายังไม่ถึงเวลา”

เหตุผลที่ทำให้ผู้บริหารของ Hoka ยังใจเย็นและตัดสินใจโดยไม่เร่งรีบได้เพราะพวกเขาเข้าใจตลาดว่ายังพร้อมตอบรับผลิตภัณฑ์ที่ช่วยแก้ปัญหาและมอบคุณค่าให้กับลูกค้าเสมอ โดยพวกเขากล่าวว่าองค์ประกอบหลักสามอย่างของรองเท้า Hoka ที่ทำให้ลูกค้าชื่นชอบคือ

1. พื้นรองเท้าชั้นกลาง สำหรับรับแรงกระแทกอย่างนิ่มนวล
2. โครงของรองเท้า ที่รองรับสัดส่วนของเท้า
3. พื้นรองเท้าแบบโค้งที่พวกเขาเรียกว่า ‘Meta-Rocker’ สำหรับการพุ่งไปข้างหน้า

สิ่งเหล่านี้รวมกัน สร้างความมั่นคง ประสิทธิภาพ และการรองรับแรงกระแทก ลดอัตราการบาดเจ็บและทำให้เจ็บปวดน้อยลงเวลาใช้งาน แถมยังใส่สบายมาก ๆ อีกด้วย

แบรนด์ Hoka ถูกก่อตั้งขึ้นมาในปี 2009 โดย ฌอง-ลุค ดิอาร์ด (Jean-Luc Diard) และ นิโกลาส์ เมอร์มูด์ (Nicolas Mermoud) นักวิ่งเทรลสองคนชาวฝรั่งเศสที่ไปพบกันระหว่างเล่นสกีเมื่อหลายทศวรรษก่อน เมื่อพวกเขาเริ่มต้นคิดไอเดียทำธุรกิจด้วยกันก็รู้สึกว่ารองเท้าวิ่งคือธุรกิจที่น่าสนใจ เพราะตลาดค่อนข้างใหญ่และเทคโนโลยีในการสร้างรองเท้านั้นไม่ได้ซับซ้อนมากนัก

คอนเซปต์แรกที่พวกเขาคิดคือรองเท้าวิ่งที่ให้ความรู้สึกเหมือนการโต้คลื่นบนเซิร์ฟบอร์ดหรือการเล่นสกีไถลลงมาบนภูเขาหิมะ โดยตั้งชื่อแบรนด์ว่า ‘Hoka One One’ (โฮก้า โอเน่ โอเน่) ซึ่งเป็นวลีของชาวเมารีที่แปลว่า “โบยบินอยู่บนเวหา” (“flying over the earth.”)

ระหว่างที่ปรับแต่งรองเท้าของแบรนด์ให้ได้ตามคอนเซปต์ที่วางเอาไว้ อยากได้รองเท้าผ้าใบที่ออกแบบมาเพื่อวิ่งลงเขาได้เร็วขึ้น สิ่งที่พวกเขาตระหนักก็คือว่ารองเท้าของพวกเขามีบางอย่างที่เหมือนกันกับไม้เทนนิสสมัยใหม่ ยางรถจักรยาน และสกีสุดโปรดของพวกเขา นั่นคือ “ยิ่งใหญ่ยิ่งดี”

ในปัจจุบันนี้เราอาจจะมองว่ามันไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ในเวลานั้นนวัตกรรมนี้ต่างไปจากรองเท้าแนวมินิมอลที่มีอยู่ในตลาดอย่างสิ้นเชิง สำหรับ Hoka แล้วเราคงเรียกได้อย่างเต็มปากว่าคือสุดโต่งก็คงไม่ผิดนัก (หลายคนเรียกมันว่ารองเท้ามาร์ชแมลโลว์ หรือ รองเท้าตัวตลก บวม​ ประหลาด สุดโต่ง ฯลฯ)

เมอร์มูด์นำรองเท้า Hoka มาเปิดตัวให้ส้นเท้าของชาวอเมริกันได้ทดลองในงานเทรดโชว์ปี 2009 ครั้งนั้นเขาไม่มีบูทของตัวเองด้วยซ้ำ ซึ่งที่จริงแล้วมันก็ไม่ได้จำเป็นอะไรนัก เพราะตัวรองเท้าเองก็ค่อนข้างเด่นมาก ๆ อยู่แล้ว แถมไม่มีคู่แข่งคนไหนที่ทำเหมือนกันด้วย

ตอนที่อินแกรมได้ลองเอามาใส่แล้วทดสอบกระทืบเท้าแรง ๆ บนพื้นถนนแล้วไม่รู้สึกอะไรเลย เขาทึ่งกับความรู้สึกนั้นมัก “ผมเลยคิดว่า ‘โอเค’ อันนี้น่าสนใจ มันไม่ใช่แค่รองเท้าที่ดูบ้าบอเท่านั้น แต่มันดูมีประโยชน์จริง ๆ ด้วย”

Hoka ขายได้ราว ๆ 1,100 คู่ในอเมริกาและแคนาดา แต่มันกลับได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในร้านขายรองเท้าแบบเฉพาะทาง (ซึ่งในกรณีนี้ก็คือการวิ่งเทรล) Deckers ติดตามข่าวและเริ่มสนใจมากขึ้น จนกระทั่งในปี 2012 ก็เข้าไปซื้อหุ้นก่อนจะรวบซื้อทั้งบริษัทเลยในภายหลัง (ไม่ได้มีการเปิดเผนตัวเลขว่าเท่าไหร่แต่มีการคาดการณ์ว่าราว ๆ 120 ล้านเหรียญ)

Hoka ใช้เวลา 5 ปีในการสร้างยอดขายจาก 3 ล้านเหรียญไปเป็น 100 ล้านเหรียญ และ 6 ปีต่อมาก็สร้างยอดขายได้เกิน 1,000 ล้านเหรียญ

บริษัทมูลค่าหลายหมื่นล้านที่เริ่มจากคำแนะนำแบบปากต่อปาก ตลาดนิชของนักวิ่งที่บอกเล่าถึงความนุ่มสบายของรองเท้า Hoka จนหลายคนเริ่มสนใจและอยากลอง ซึ่งแบรนด์ใหญ่ ๆ อย่าง Nike หรือ Adidas ช่วงที่ผ่านมาก็ถือว่าไม่ได้มีนวัตกรรมอะไรใหม่ ๆ เพื่อจะมอบให้กับลูกค้า ทำให้แบรนด์เล็ก ๆ อย่าง Hoka (หรือแม้แต่ On) ก็เริ่มเข้ามาชิงส่วนแบ่งของตลาดรองเท้าวิ่งมากยิ่งขึ้น

นอกจากจะได้รับความนิยมในตลาดของนักวิ่งแล้ว หลังจากช่วงโควิดเริ่มซาและคนเริ่มออกจากบ้าน กลับไปออกกำลังกาย เดินไปทำงาน ใช้ชีวิตประจำวันทั่วไป กลายเป็นว่าลูกค้าต้องการรองเท้าที่ใส่ได้ทั้งวันและมอบความสบายให้กับการเดินมากขึ้น ยิ่งทำให้ Hoka กลายเป็นแบรนด์ที่คนหันมาใช้

พอคนเริ่มใช้เยอะขึ้น จากที่เคยน่าเกลียด…ก็เริ่มไม่น่าเกลียดซะแล้ว แต่ยิ่งได้รับความนิยมมากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งเป็นเรื่องยากในการหักห้ามใจไม่ให้ตักตวงผลประโยชน์ให้มากขึ้นไปด้วย แต่ผู้บริหารของ Hoka ทราบดีว่าแบรนด์หลายแบรนด์พอเริ่มได้รับความนิยมแล้วรีบโกย รีบผลิต จะไม่ได้ส่งผลดีในระยะยาว เพราะถ้าตลาดมีสินค้ามากเกินกว่าความต้องการ นั่นจะส่งผลให้เกิดการแข่งขันเรื่องราคาและทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์เสียหาย

Hoka พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เรื่องนั้นเกิดขึ้น ไม่ส่งไปขายยังเชนขายรองเท้าใหญ่ ๆ แต่เลือกผู้จัดจำหน่ายอย่างรัดกุม และยังคงพึ่งพาการขายจากบริษัทโดยตรงถึงลูกค้าเพื่อจะควบคุมราคาให้อยู่ในเกณฑ์ที่บริษัทตั้งเอาไว้

แมตต์ โพเวลล์ (Matt Powell) นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมรองเท้ากีฬากล่าวว่า “มันง่ายมากเมื่อคุณกำลังได้รับความนิยมแบบนี้ที่จะให้ใครซื้ออะไรก็ได้ที่อยากซื้อ แต่นั่นเป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการทำลายแบรนด์เลย กำไรระยะสั้นเป็นสิ่งที่หาได้ง่ายที่สุด แต่กำไรระยะยาวต่างหากที่ทำให้คุณเป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จ”

ถ้าอยากเติบโตเร็ว ๆ ให้คิดอย่างช้า ๆ นั่นคือบทเรียนของ Hoka วิธีที่จะทำให้ความนิยมยังคงร้อนแรงต่อเนื่อง ไม่ใช่การราดด้วยน้ำมัน แต่เป็นการเติบโตแบบค่อย ๆ เติมฟืนไปทีละนิดอย่างระมัดระวัง

แทนที่จะอยู่ทุกที่ ขายให้กับทุกคน Hoka จะคิดว่าต้องไปอยู่ที่ตรงไหนถึงจะเข้าถึงจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายลูกค้าอย่างแท้จริง

8 สกิลการเงินที่ควรลงมือก่อนอายุ 30 ป้องกันคำว่า “สายเกินไป”

ถ้าลองถามวัย 20 ปีต้น ๆ เพิ่งเริ่มต้นทำงาน เกี่ยวกับการเก็บออม มักจะได้คำตอบว่า “ขอใช้เงินก่อน” “จะรีบเก็บเงินไปทำไม ยังมีเวลาเก็บเงินอีกหลายปี” “อายุ 40 ปีค่อยเก็บ”

ไม่ผิดที่จะได้คำตอบแบบนี้ เพราะหลายคนมองว่าตอนเรียนปริญญาก็ต้องใช้ความพยายาม อ่านหนังสือดึก ไม่ได้เที่ยว ดังนั้น เมื่อเรียนจบและสามารถหาเงินได้ด้วยตัวเอง ก็ขอใช้เงินเพื่อสนองความต้องการของตัวเองก่อน เช่น ช้อปปิ้ง ท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่าการตัดสินใจเรื่องเงินของคนวัยเริ่มต้นทำงาน อาจส่งผลต่อการเงินของตัวเองในอนาคตข้างหน้า หากเชื่อข้อสังเกตนี้ สิ่งสำคัญ คือ ควรสร้างแผนการเงินที่ดีตั้งแต่เนิ่น ๆ

ในขณะที่มีอายุ 20 ปีต้น ๆ หรืออย่างมากก่อนอายุ 30 การเรียนรู้และมีวินัยที่ดีด้านการใช้จ่ายและการเก็บออม เรียนรู้การทำงบประมาณส่วนตัว จะสามารถช่วยป้องกันการเป็นหนี้โดยไม่จำเป็น ประกอบกับการเริ่มต้นลงทุนและใช้ประโยชน์จากผลตอบแทนแบบทบต้น จะทำให้มีอิสรภาพการเงินเร็วยิ่งขึ้น สำหรับทักษะการเงินของคนวัยนี้ เริ่มต้นได้ง่าย ๆ

1. ทบทวนงบประมาณรายวัน

ก่อนเข้านอน ใช้เวลา 5 นาทีเพื่อทบทวนว่าวันนี้ใช้จ่ายตามงบประมาณที่วางเอาไว้หรือไม่ เช่น ตั้งเป้าใช้เงิน 200 บาท ดูว่าจริง ๆ ทั้งวันใช้เงินมากน้อยแค่ไหน ซึ่งการทบทวนเป็นประจำจะทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าบรรลุเป้าหมายการใช้จ่ายในเดือนหรือไม่

การตรวจสอบการใช้จ่ายเงินรายวันอาจดูน่าเบื่อ เพราะต้องทบทวนก่อนเข้านอนทุกวัน แต่ถ้ามีวินัยจะช่วยให้การติดตาม ตรวจสอบเส้นทางการเงินในวันข้างหน้า เป็นไปอย่างราบรื่น

2. อย่าใช้เงินเกินเงินเดือน

สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน เงินเดือนที่ได้รับอาจยังไม่มาก จึงอาจค่อนข้างลำบากกับการใช้จ่ายในแต่ละเดือน แล้วเหลือติดบัญชี แต่การใช้จ่ายให้น้อยกว่าเงินเดือนที่ได้รับเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำให้เป็นวินัยตั้งแต่เนิ่น ๆ

3. เก็บออมเผื่อฉุกเฉิน

เงินออมเผื่อฉุกเฉิน เป็นปราการด่านแรกของการป้องกันปัญหาทางการเงิน เพราะเงินก้อนนี้จะช่วยรองรับการใช้ชีวิตในช่วงที่ขาดรายได้ ตกลงาน หรือมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างที่ไม่ทันคาดคิด โดยเงินออมเผื่อฉุกเฉินควรมีอย่างน้อย 3 – 6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน

4. วางแผนการเงินเพื่อในอนาคต

หากต้องการมีอิสระภาพทางการเงิน ต้องตั้งเป้าหมายทางการเงิน ด้วยการกำหนดเป้าหมายทางการเงินในระยะสั้น (เช่น เก็บเงินเผื่อยามฉุกเฉิน ซื้อรถยนต์) ระยะกลาง (เก็บเงินซื้อบ้าน เรียนต่อ) และระยะยาว (เก็บเงินเพื่อวัยเกษียณ) เพราะหากไม่มีการวางแผนการเงิน อาจจะทำให้ไม่มีความมั่นคงทางการเงินในอนาคต หรือมีแนวโน้มที่จะใช้เงินมากกว่าที่ควร

ปัจจุบันมีโปรแกรมคำนวณเงินออมออนไลน์มากมายที่สามารถเข้าไปใช้ได้ฟรี เพื่อกำหนดจำนวนเงินที่ต้องออมในแต่ละเดือน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายภายในกรอบเวลาที่ตั้งไว้

5. แผนเกษียณต้องมา

วัยเริ่มต้นทำงานหลายคนอาจมองว่าการเก็บออมเพื่อวัยเกษียณเป็นเรื่องของคนวัย 40 ปีขึ้นไป แต่ความจริงหากเริ่มต้นตั้งแต่เนิ่น ๆ จะมีเงินใช้จ่ายเพียงพอไปจนถึงบั้นปลายชีวิต และเมื่อเริ่มต้นเร็วก็จะมีเวลาปรับปรุงแผนการเงินหากเกิดความผิดพลาดในระหว่างเก็บออม ที่สำคัญเมื่อเริ่มต้นเร็วก็จะแบ่งเงินไปเก็บออมในแต่ละเดือนน้อยกว่าผู้ที่เริ่มต้นช้า พูดง่าย ๆ ลดภาระด้านการเงินในแต่ละเดือนลงไปได้

ตัวอย่าง…

1) ปัจจุบันอายุ 25 ปี ตั้งใจเกษียณอายุ 60 ปี (มีเวลาเก็บออม 35 ปี หรือ 420 เดือน) ตั้งเป้าหมายมีเงินเพื่อเกษียณ 4 ล้านบาท แสดงว่าในแต่ละเดือนต้องแบ่งเงินเพื่อมาออม 3,521 บาท (สมมติว่าได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5% ต่อปี)

2) ปัจจุบันอายุ 40 ปี ตั้งใจเกษียณอายุ 60 ปี (มีเวลาเก็บออม 20 ปี หรือ 240 เดือน) ตั้งเป้าหมายมีเงินเพื่อเกษียณ 4 ล้านบาท แสดงว่าในแต่ละเดือนต้องแบ่งเงินเพื่อมาออม 9,732 บาท (สมมติว่าได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5% ต่อปี)

6. วางแผนก่อนช้อปปิ้ง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าวัย 20 ปีต้น ๆ ก็ต้องการใช้เงินเพื่อความสุขให้ตัวเอง ดังนั้น การช้อปปิ้งกับวัยนี้เป็นของคู่กัน แต่ก่อนจะเป็นนักช้อปที่ดี ต้องผ่านการฝึกฝนในการใช้จ่าย โดยเฉพาะการตัดสินใจว่าข้าวของที่จะซื้อเป็น “ความจำเป็น” หรือ “ความต้องการ” และหากไม่แน่ใจหรือไม่สามารถแยกแยะได้ ทางออก คือ ควรพิจารณาอย่างรอบคอบอย่างน้อย ๆ 1 สัปดาห์ หลังจากนั้นหากยังยืนยันว่าควรซื้อก็สามารถซื้อ แต่เมื่อไม่มีความจำเป็นก็งดซื้อ ที่สำคัญเมื่อไหร่ก็ตามที่ต้องการช้อปปิ้ง ไม่ควรดึงเงินที่เก็บออมมาใช้จ่ายเด็ดขาด

7. จ่ายเงินให้ตัวเองก่อน

เมื่อเงินเดือนโอนเข้าบัญชี อย่าลืมจ่ายเงินให้ตัวเองก่อน ในที่นี้หมายถึง การแบ่งเงินไปเก็บออมเป็นอันดับแรก ตามสูตร รายได้ – เงินออม = ค่าใช้จ่าย เช่น แบ่งเงิน 15% ของเงินเดือนเพื่อเก็บออม ช่วงแรก ๆ อาจรู้สึกฝืนใจบ้าง แต่เมื่อลงมือทำไปสักระยะก็จะเริ่มคุ้นเคยกับการเก็บออม และยิ่งเห็นเงินเก็บเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็ลองเพิ่มสัดส่วนการออมมากขึ้น

8. การเริ่มต้นลงทุน

เมื่อมีวินัยการเงินและการใช้จ่าย จะพบว่ามีเงินเหลือในบัญชี มาถึงตรงนี้ก็ถึงเวลาต้องแบ่งเงินบางส่วนไปลงทุนในสินทรัพย์ที่เหมาะสมกับสไตล์และความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้ ถ้ารับความเสี่ยงได้น้อยก็เน้นตราสารหนี้ เช่น กองทุนรวมตราสารหนี้ ถ้ารับความเสี่ยงได้สูงก็เน้นหุ้น กองทุนรวมหุ้น หรือสินทรัพย์ทางเลือกอื่น ๆ เช่น ทองคำ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าวัยเริ่มต้นทำงาน ต้องการช้อปปิ้ง กิน ท่องเที่ยว หรือซื้อรถยนต์ ผ่อนคอนโดมิเนียม แต่หากรู้จักวางแผนการเงิน มองเห็นอนาคตทางการเงินของตัวเองก็จะมีศักยภาพและความคล่องตัวในการเก็บออมและลงทุน เพราะเป็นวัยที่ยังไม่มีภาระทางการเงินมากนัก ดังนั้น หากเริ่มต้นเร็ว ลงมือเป็นขั้นตอน ก็จะประสบความสำเร็จเร็วตามไปด้วย

สัญญาณเตือนอันตราย เมื่อ Buy Now, Pay Later ถูกใช้ซื้ออาหารเข้าบ้าน

เงินเฟ้อและภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนส่งผลกระทบสู่ประชาชนทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด ค่าครองชีพที่สูงขึ้น สินค้าอุปโภคบริโภคก็พากันยกขบวนขยับราคากันขึ้นไปหมด

ยกตัวอย่างกรณีของ เฟธ สมิท (Faith Smith) คุณแม่เลี้ยงเดี่ยววัย 34 ปีทำงานเป็นเลขาฯที่บริษัทแห่งหนึ่งในรัฐแอละแบมา ประเทศอเมริกา

หลังจากเงินที่เตรียมเอาไว้ซื้ออาหารเข้าบ้านเดือนละ 500 เหรียญ (ประมาณ 17,000 บาท) ร่อยหรอตั้งแต่ยังไม่ถึงสิ้นเดือน เธอก็ได้รับข้อความส่งเข้ามาที่โทรศัพท์บอกว่า Target ซูเปอร์มาเก็ตแถวบ้านตอนนี้มีโปรโมชัน Buy Now, Pay Later (BNPL) ที่ให้ลูกค้าเอาของไปก่อนแล้วค่อยจ่ายทีหลังเป็นงวด ๆ สำหรับซื้อของที่ร้านได้แล้ว

สมิท (และเราหลาย ๆ คน) รู้จักฟีเจอร์นี้เป็นอย่างดี เพราะถ้าเปิดแอปฯอย่าง Shopee หรือ Lazada ก็มีบริการนี้สำหรับให้ซื้อของมาก่อนแล้วผ่อนจ่ายทีหลังเป็นงวด ๆ ภายหลัง (ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่มีดอกเบี้ยหากจ่ายตรงตามข้อกำหนด) หรือธนาคารต่าง ๆ ก็เริ่มมีให้ใช้แล้วเหมือนกัน เป็นบริการสินเชื่อส่วนบุคคลระยะสั้นที่ล่อตาล่อใจให้คนใช้ไม่น้อย

สำหรับสมิทแล้วเธอเคยใช้บริการสินเชื่อแบบนี้เพื่อซื้อของใช้จำเป็น อุปกรณ์การเรียนการสอนสำหรับลูกเพื่อไปโรงเรียนและเสื้อผ้าเมื่อจำเป็น แต่ตอนนี้มันเริ่มลามมาถึงอาหารที่จะซื้อเข้าบ้านด้วย เธอกล่าวว่า “เงินในกระเป๋าตอนนี้ไม่สามารถซื้ออาหารเข้าบ้านเพียงพอเหมือนเมื่อก่อนแล้ว มันช่วยได้สักอาทิตย์สองอาทิตย์ แล้วหลังจากนั้นก็ต้องจ่ายเงินสำหรับของพวกนี้อีกหลายเดือนเลย”

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภคในอเมริกาในขณะนี้ (คงไม่ใช่เรื่องยากที่จะเกิดขึ้นกับที่อื่น ๆ ที่มีบริการแบบนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย) ที่ใช้ระบบการจ่ายเป็นงวด ๆ เพื่อซื้อของใช้ประจำวันอย่างอาหารและของใช้ภายในบ้าน ซึ่งชี้ให้เห็นปัญหาที่ถูกซุกซ่อนเอาไว้ด้านหลังจากภาวะเงินเฟ้อที่สูงมากในช่วงที่ผ่านมา

ในอเมริกาพวกสินค้าอุปโภคบริโภคโดดขึ้นไป 8.4% ในช่วงสามเดือนแรกของปี 2023 จากแบบสำรวจของบริษัท LendingTree Inc. ผู้ให้บริการพื้นที่ออนไลน์สำหรับผู้กู้และผู้ปล่อยกู้บอกว่า คนอเมริกันกว่าครึ่งเคยใช้ BNPL และที่น่ากังวลคือ 1/5 หรือประมาณ 20% ต้องใช้มันเพื่อซื้อของใช้ภายในบ้านอยู่เป็นประจำ เป็นสะพานต่อชีวิตก่อนที่เงินเดือนก้อนต่อไปจะเข้ามานั่นเอง

ตลาดของผู้ปล่อยกู้แบบนี้ก็เติบโตอย่างมากเช่นเดียวกันโดยเฉพาะในช่วงการระบาดของโควิด-19 จากรายงานของ Consumer Financial Protection Bureau (CFPB) บอกว่าบริษัทที่ให้กู้ 5 เจ้าใหญ่ในอเมริการมีการปล่อยกู้เพิ่มเป็น 24,200 ล้านเหรียญในปี 2021 จาก 2,000 ล้านเหรียญในปี 2019

ซึ่งโมเดลนี้ทำให้ผู้บริโภคสามารถแบ่งจ่ายเป็นก้อน ๆ ได้โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย ไม่จำเป็นต้องมีบัตรเครดิตอีกด้วย แม้แต่บริษัทเทคโนโลยีเจ้าใหญ่ ๆ อย่าง Apple ก็มีบริการแบบนี้ของตัวเองเช่นเดียวกัน

ในขณะที่เศรษฐกิจกำลังเริ่มฟื้นตัวและการท่องเที่ยวมีแววว่าจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง การช่วยเหลือของรัฐบาลอย่างเงินสมทบหรือการช่วยเหลือต่าง ๆ ก็ทยอยลดลงและหายไปเรื่อย ๆ ประชากรที่เคยชินและหวังพึ่งพาเงินจากรัฐบาลก็ไม่สามารถรักษามาตรฐานการใช้ชีวิตแบบเดิม ใช้เงินเท่าเดิม และยังเจอข้าวของแพงขึ้นอีก ยิ่งทำให้ BNLP กลายเป็นทางเลือกอันดับแรก

ระบบ BNPL จะโปรโมทเสมอว่าเปิดง่าย ไม่ต้องใช้สลิปเงินเดือน วงเงินหลักหมื่นถึงหลักแสน เช็กเครดิตแป๊บเดียวก็อนุมัติได้เลย ซึ่งกลายเป็นจุดขายที่ดึงดูดผู้ใช้งานจำนวนมาก จึงไม่แปลกใจที่เราเห็นคนใช้ BNPL สำหรับการซื้อของทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นชิ้นใหญ่ ๆ อย่างตู้เย็น เครื่องซักผ้า คอมพิวเตอร์ กางเกง เสื้อผ้า ไปจนกระทั่ง ข้าวสาร ต้นหอม ไข่ไก่ และของใช้ในบ้านอื่น ๆ ด้วย

แต่ความสะดวกสบายนี้แหละที่มีโอกาสสร้างปัญหาเรื้อรังและความเสียหายใหญ่หลวงได้ในอนาคต นอกจาก BNPL จะสร้างนิสัยทางการเงินที่ไม่ดีต่อผู้บริโภค สนับสนุนการเป็นหนี้เพื่อซื้อของใช้ที่เกินตัวในบางครั้ง (ถ้าใช้เพราะจำเป็นก็เรื่องหนึ่ง แต่ถ้าใช้เพราะอยากได้ มันคือวินัยทางการเงินที่ไม่ดีนัก) ซึ่งจะบานปลายเมื่อไม่สามารถหาเงินมาจ่ายเมื่อครบกำหนดเวลา ที่นอกจะทำให้เสียคะแนนเครดิตแล้ว ยังจะมีดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายไม่น้อยไปกว่าบัตรเครดิตทั่วไปเลย

เทอร์รี่ แบรดฟอร์ด (Terri Bradford) ผู้เชี่ยวชาญด้านการชำระเงินที่ Federal Reserve Bank of Kansas City ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg ว่านี่เป็นปัญหาที่อันตรายมากในกลุ่มผู้บริโภคอายุน้อยและคนกลุ่มน้อยที่เริ่มต้นจากจุดที่ไม่ได้ร่ำรวยอยู่แล้ว “ซึ่งทำให้ตัวเองติดอยู่ในวังวนของหนี้ที่ยากจะหลุดออกมาได้”

ในกรณีของสมิท สิ่งที่ทำให้เธอหันมาพึ่งพา BNPL เพื่อซื้ออาหารเข้าบ้านเพราะไม่อยากเพิ่มหนี้บัตรเครดิตที่มีอยู่แล้วกว่า 900 เหรียญ ทั้งค่าเช่า ค่าน้ำค่าไฟฟ้า และ อาหาร ทุกอย่างดูจะแพงขึ้นภายในข้ามคืนในเมืองแอละแบมาที่เธออยู่ เธอยกตัวอย่างเช่นขนมปัง ซีส และเนื้อสัตว์ที่เคยซื้อครั้งละ 10 เหรียญ ตอนนี้ขึ้นไปเป็น 30 เหรียญแล้ว

ข้อมูลจาก CFPB พบว่าคนที่ใช้ BNPL โดยเฉพาะในกลุ่มของคนผิวสีหรือคนเชื้อสายฮิสแปนิกมีแนวโน้มที่จะประสบปัญหาทางการเงินมาก่อนอยู่แล้ว 70% จะมีหนี้บัตรเครดิตและมีเงินในบัญชีออมทรัพย์น้อยกว่าคนที่ไม่ได้ใช้ BNPL โดยเฉลี่ยประมาณ 12,000 เหรียญเลยทีเดียว

มาร์โก ดิ แมกจิโอ (Marco Di Maggio) นักเศรษฐศาสตร์จาก Harvard Business School ที่ศึกษาเกี่ยวกับ BNPL กล่าวว่าบริการทางด้านการเงินแบบนี้จะกระตุ้นให้ผู้ซื้อใช้มากขึ้นเมื่อชำระเงิน สมมุติซื้อของมูลค่า 400 เหรียญ จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ตามมาทีหลังถ้าไม่ได้มีการเตรียมเงินเอาไว้

แมกจิโอบอกว่า “ผู้บริโภคจะมองว่ามันเป็นการซื้อ 100 เหรียญ และลืมอีก 300 เหรียญ (ที่ต้องจ่ายภายหลัง) นั่นคือสิ่งที่ทำให้พวกเขามีปัญหา”

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า BNPL ทำให้เรามองเงินก้อนใหญ่เล็กลง ลืมว่าต้องจ่ายเงินมากแค่ไหนในท้ายที่สุด แต่ดูเพียงแค่ค่างวดก้อนที่เล็กลงมา ของมูลค่า 30,000 บาท เราจ่ายอาทิตย์ละ 1,000 บาท ก็ดูไม่ได้หนักหนาอะไร แต่ถ้าอาทิตย์ไหนช็อตขึ้นมา ตอนนั้นแหละที่ทุกอย่างจะเริ่มล้มเป็นโดมิโนได้เลยทันที

ไม่ว่าคุณจะระวังขนาดไหน การก่อหนี้โดยเฉพาะหนี้เพื่อบริโภคมักต้องคิดให้รอบคอบเสมอ เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตอันใกล้ และถ้าเราไม่สามารถจ่ายได้ดอกเบี้ยก็จะเริ่มพอกพูนจนบางทีกระทบกับรายจ่ายอื่น ๆ ในชีวิตไปด้วยเลย

แน่นอนว่า BNPL ในด้านหนึ่งก็มีข้อดีเช่นกัน มันมอบความสะดวกสบายและความยืดหยุ่นให้กับผู้บริโภคมากกว่าบัตรเครดิตแบบดั้งเดิมถ้าเราสามารถควบคุมและรู้ว่าเงินส่วนนั้นเราสามารถจ่ายได้จริง ๆ อย่างต่อเนื่อง เป็นออปชันที่ดูดีกว่าบัตรเครดิตทั่วไป (ซึ่งสนับสนุนให้ผู้บริโภคจ่ายแค่ยอดขั้นต่ำและพอกดอกเบี้ยให้โตและยาวขึ้นไปเรื่อย ๆ)

สมิททราบดีว่า BNPL นั้นไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืนสำหรับเธอและในด้านการเงินแล้วยิ่งทำให้เธออยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ลงไปด้วย แต่เธอมองว่ามันเป็นทางแก้ชั่วคราวจนกว่าจะหางานหรือเงินเพิ่มได้ การชักหน้าไม่ถึงหลังและพึ่งพาบริการอย่าง BNPL เป็นความเสี่ยงที่เธอทราบดีว่าไม่ควรทำแต่ในขณะนี้ก็ดูเป็นหนทางเดียวเพื่อจะอยู่รอดเช่นเดียวกัน

สมิทบอกว่า “ฉันกังวลนะ ใช้เงินแบบเดือนชนเดือนแม้จะรู้ดีว่าไม่ควร การใช้บริการเหล่านี้คือหนทางเดียวที่จะมีชีวิตรอดต่อไปได้”

BNPL ด้วยตัวของมันเองไม่ได้เป็นเรื่องที่แย่นัก ทั้งสะดวกและลดภาระการจ่ายเงินก้อนกับผู้บริโภคที่สามารถจ่ายเงินเป็นงวดคืนได้แบบไม่มีดอกเบี้ย แต่ในขณะเดียวกันมันก็สร้างนิสัยการเงินที่ไม่ดี ส่งเสริมให้คนใช้เงินเกินตัวแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง และเมื่อมันถูกเอามาใช้เพื่อซื้อของจำเป็นชีวิตประจำวันอย่างอาหารและเสื้อผ้า มันก็เป็นสัญญาณเตือนอันตรายว่าเศรษฐกิจของเรากำลังมีปัญหาแล้ว

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save