มีเงินมากขึ้นไม่ได้นำไปสู่อิสรภาพทางการเงิน…เสมอไป

เมื่อเอ่ยคำนี้ภาพฝันในหัวของหลาย ๆ คนคงคล้าย ๆ กัน อาจจะมากน้อยแตกต่างกันออกไป แต่มันก็จะเป็นไลฟ์สไตล์ที่สุขสบาย ทานอาหารดี ๆ เดินทางท่องเที่ยวโลกกว้าง ใส่แว่นตาดำนอนอาบแดดจิบค็อกเทลไหมไทยบนชายทะเลมัลดีฟส์ เงินในบัญชีมีเหลือเฟือใช้ไปทั้งชีวิตก็ไม่หมด

เมื่อพูดถึงอิสรภาพทางการเงิน คนจะคิดเลยว่า

– ‘ต้องมีเงินเดือนเท่าไหร่ถึงจะมีอิสรภาพทางการเงิน? แสนหนึ่ง ห้าล้าน ร้อยล้าน?’

– ‘เงินเก็บแค่ไหนถึงจะเกษียณได้สบาย ๆ ใช้ชีวิตแบบที่ต้องการได้?’

– ‘มีเงิน 10 ล้านตอนอายุ 45 ถือว่าพอไหมนะที่จะเกษียณตอนนี้เลย?’

ต้องบอกก่อนว่าการมีเป้าหมายในการเก็บเงินนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่มันไม่มีประโยชน์เลยถ้าเราลืมไปว่า ‘ทำไม’ เราถึงอยากมีอิสรภาพทางการเงินตั้งแต่แรก

เราเห็นคนที่ประสบความสำเร็จมากมายออกมาโพสต์บนโซเชียลมีเดียถึงไลฟ์สไตล์หรูหราชวนฝัน ขับรถหรู มีบ้านใหญ่โต ทำงานเป็นเจ้าคนนายคน ซื้อของแบรนด์เนมตลอดเวลา เดินทางด้วยเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว ปาร์ตี้บนเรือยอช์ต ฯลฯ

แน่นอนว่าเมื่อเราอยู่ในนั้นมันหลีกเลี่ยงที่จะไม่ดูคงไม่ได้หรอก การเข้าไปส่องมันเป็นเรื่องปกติแหละ แต่มันอันตรายมากถ้าเราเข้าไปเสพบ่อย ๆ จนตกอยู่ในวังวนของการ ‘ต้องมี’ ที่ไม่รู้จักจบสิ้น มันเป็นสังคมของการหาเงินให้มากขึ้นเพื่อจะได้ใช้มากขึ้น

ในหนังเรื่องใหม่ของ นิโคลัส เคจ (Nicholas Cage) นักแสดงฮอลลีวูดมากความสามารถเรื่อง ‘The Unbearable Weight of Massive Talent’ ที่เขาเล่นเป็นตัวเอง นักแสดงที่มีเงินมากมายแล้วก็ใช้มันจนหมด จนเขาต้องรับงานแปลกเพื่อหาเงินมาจ่ายหนี้สิ้นที่เต็มไปหมด ได้มาล้าน จ่ายสองล้าน ได้สิบล้าน จ่ายยี่สิบล้าน…

ใช่ครับ…มีคนแบบนี้อยู่จริง ๆ เราอาจจะคิดว่าเราไม่เป็นแบบนั้นหรอก แต่บางทีเราก็ติดกับดักความคิดของการ ‘หามาได้เยอะ ก็ใช้เยอะขึ้นอีกหน่อย’ อย่างไม่ทันรู้ตัว มีคนมากมายในโลกนี้ที่เงินเดือนหลักแสนหลักล้านแต่รู้สึกว่าตัวเอง ‘มีไม่พอ’ ไม่เท่าคนอื่น

ในอเมริกามีการทำแบบสำรวจกับประชากรกลุ่ม Gen Y (Millennials คนที่เกิดช่วงปี 1980 – 1996 ซึ่งก็คือกลุ่มคนวัยกลางคนที่เป็นก้อนแรงงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจอยู่ในเวลานี้) พบว่ากว่า 38% ของคนที่มีรายได้มากกว่า 1 แสนเหรียญต่อปี (3.5 ล้านบาท) รู้สึกว่าพวกเขาเป็นชนชั้นกลางเท่านั้น

ที่จริงแล้วมีคำเรียกคนกลุ่มนี้ว่า ‘HENRY’ ที่มาจากคำว่า ‘High Earner, Not Rich Yet’ หรือแปลว่า ‘คนรายได้สูงแต่ยังไม่รวย’ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะอาศัยอยู่ในเมืองหลวงใหญ่ ๆ และมีไลฟ์สไตล์ที่คล้าย ๆ กันคือมีบ้านที่ต้องผ่อนระยะยาว มีรถที่ต้องผ่อนอีกหลายปี เดินทางต่างประเทศบ่อยครั้ง เป็นสมาชิกยิมหรู ดินเนอร์ราคาแพง สินค้าแบรนด์เนม ฯลฯ

ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร นิโคลัส เคจ, HENRY หรือคนที่ทำงานได้เงินเดือนค่าเฉลี่ยทั่วไป ถ้าเมื่อไหร่ที่ไลฟ์สไตล์ของคุณต้องใช้เงินมากกว่าที่คุณหาได้ หาเงินมากเท่าไหร่ก็ไม่พอ

สุดท้ายก็ต้องทำงานงก ๆ เพื่อจะให้ไลฟ์สไตล์ที่คุณต้องการดำเนินต่อไปเรื่อยๆ แล้วพอใช้ชีวิตแบบนั้นปุ๊บก็เสพติดชีวิตที่สุขสบาย ยิ่งมีเงินมาก มันก็ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่าอยากใช้มากขึ้น เหมือนภาพมายาเข้าใจว่าเรามีอิสระมากขึ้น

แม้ในใจลึก ๆ เรารู้ว่าเงินตรงนี้ที่หามาได้ควรเก็บเอาไว้เพื่ออนาคต แต่ก็รู้สึกว่าเดี๋ยวเดือนหน้าก็หามาได้ค่อยเก็บละกัน เดือนนี้ขอใช้ก่อน สุดท้ายเราก็รู้ดีว่ามันจะจบยังไง

มีเงินมากขึ้นไม่ได้นำไปสู่อิสรภาพทางการเงิน…เสมอไป

หาเงินได้เยอะขึ้น ส่วนใหญ่มาพร้อมความกดดันที่มากขึ้น ลูกค้าที่มากขึ้น ความรับผิดชอบที่มากขึ้น ไม่ได้บอกว่าชีวิตไม่ควรเติบโต แต่เราทุกคนทราบดีว่าเงินต้องแลกมาด้วยอะไร อาจจะเป็นเวลาที่ได้อยู่กับครอบครัว ความสุขของตัวเอง การได้ใช้เวลากับสิ่งที่รัก ยิ่งอยากหาเงินให้ได้เยอะ ๆ ยิ่งต้องใช้พลังงานและเวลาเพื่อแลกมาด้วย

แน่นอนว่าคงไม่มีใครที่อยากเป็นหนี้หรือวิ่งไล่ตามเงินไปตลอดชีวิต นั่นคือเหตุผลว่าทำไมคนส่วนใหญ่ถึงอยากจะหาเงินได้เยอะ ๆ เพื่อจะมีอิสรภาพทางการเงิน จะได้ไม่ต้องกังวลถึงวันพรุ่งนี้

ความเข้าใจเกี่ยวกับอิสรภาพทางการเงินถูกบิดเบือนไปในสังคมปัจจุบัน มันถูกทำให้เป็นภาพของไลฟ์สไตล์ที่หรูหราซึ่งที่จริงแล้วอิสรภาพทางการเงินไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้น คำว่าอิสรภาพทางการเงินก็คือไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแบบที่คุณมีความสุข โดยมีอิสระที่จะทำงานอะไรก็ได้ กับใครก็ได้ เมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ใช่การหาเงินให้ได้เยอะ ๆ แล้วจำเป็นต้องทำงานที่ตัวเองเกลียด กับคนที่ตัวเองไม่ชอบ อยู่ตลอดเวลา

อิสรภาพทางการเงินของแต่ละคนไม่เท่ากันและไม่เหมือนกัน แล้วแต่วิถีชีวิต ไลฟ์สไตล์ และความต้องการของแต่ละคน

ถามว่าทุกคนทำได้ไหม ความยากง่ายแตกต่างกันออกไป แต่ทำได้ ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะมีความสุขกับไลฟ์สไตล์แบบนั้นไหม ถ้าคุณบอกว่าต้องกินหรู เที่ยวเมืองนอกทุกเดือน ต้องมีของแบรนด์เนม บ้านใหญ่ ๆ รถหรู ๆ ก็อาจจะยากหน่อย (ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้) หามาได้เงินมากขึ้นก็อาจจะไม่ไปถึงอิสรภาพทางการเงินที่ต้องการ

อาจจะกลับมาถามตัวเองว่า ‘ทำไม’ เราถึงอยากมีอิสรภาพทางการเงินล่ะ? มันต้องมีเงินมากขนาดไหน ความสุขของเราคืออะไร สิ่งที่เรารักคืออะไร?

ตราบใดที่เรายังตอบคำถามนี้ไม่ได้ ไม่ว่ามีเงินเท่าไหร่เราก็อาจจะไม่มีความสุขหรืออิสระเลยก็ได้

ยิ่งจนมาก ยิ่งเสี่ยงมากขึ้น : ทำไมความสูญเสียทำให้เรายอมเสี่ยงมากขึ้นเพื่อแลกกับโอกาสอันน้อยนิดที่จะได้ผลตอบแทน?

ผมเชื่อว่าเกือบทุกๆคนน่าจะเคยได้ยินคำว่า “Loss Aversion” หรือการที่ “คนเราเสียใจกับการสูญเสีย มากกว่าดีใจกับการได้รับ” ใช่ไหมครับ?

หนึ่งในคุณพฤติกรรมที่บ่งบอกพฤติกรรมนี้ก็คือคนเราส่วนใหญ่มักจะ “ยอมเสี่ยงเพื่อที่จะไม่เสีย มากกว่ายอมเสี่ยงเพื่อที่จะได้” หรือพูดอีกอย่างคือ เราจะเสี่ยงเพื่อให้เสียน้อยมากกว่าเสียมากนั่นเอง (พยายามไม่ทำอะไรให้มีความเสี่ยงมากเกินไปซึ่งเป็นกลไกป้องกันตัวเองตามธรรมชาติ)

แต่คำถามต่อมาคือ แล้วถ้าเกิดเราสูญเสียไปแล้วล่ะ? “เราจะยอมเสี่ยงมากหรือเสี่ยงน้อยเพื่อที่จะได้ผลลัพธ์ที่มากขึ้นในอนาคต?”

ผมเชื่อว่าเราคงจะพอเดาพฤติกรรมการเสี่ยงของคนเราหลังจากได้พบกับการสูญเสียได้จากการดูพฤติกรรมของคนในตลาดหุ้นหลังจากที่หุ้นตก นั่นก็คือคนเรายอมเสี่ยงมากยิ่งขึ้นเพื่อที่จะเอาทุนคืน (break even) หรือเอาที่เราสูญเสียกลับคืนมา

แต่ปัญหาของการดูพฤติกรรมของคนในตลาดหุ้นก็คือการสูญเสียในตลาด เช่นหุ้นที่ราคากำลังตกอยู่นั้น เป็นการสูญเสียที่นักเศรษฐศาสตร์อย่างผมมักจะเรียกกันว่า “paper loss” หรือการสูญเสียบนกระดาษเท่านั้น และจะกลายมาเป็นการสูญเสียจริงๆก็ต่อเมื่อเราได้ขายหุ้นตัวนั้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

พูดง่ายๆก็คือการสูญเสียในตลาดหุ้นอาจจะไม่ใช่การสูญเสียที่แท้จริงเสมอไปจนกว่าเราจะขายหุ้นตัวนั้นทิ้ง เพราะฉะนั้นเราจึงสรุปได้ค่อนข้างยากว่าความสูญเสียมันมีผลต่อความต้องการที่จะเสี่ยงของคนเราจริงๆไหม

เพื่อตอบคำถามนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น Lionel Page, David Savage และ Benno Torgler นักเศรษฐศาสตร์จากประเทศออสเตรเลียก็เลยลองทำการทดลองกับคนที่พึ่งเจอกับความสูญเสียจริงๆ

โดยพวกเขาไปเก็บข้อมูลกับประชาชนในเมืองบริสเบน (Brisbane) ในประเทศออสเตรเลียหลังจากที่ได้มีเหตุการณ์อุทกภัยน้ำท่วมในปี 2011 ซึ่งในกลุ่มตัวอย่างนี้รวมคนที่ไม่ค่อยกระทบกระเทือนจากน้ำท่วมซักเท่าไหร่ ไปจนถึงคนที่ถูกน้ำท่วมบ้านจนต้องพบกับความสูญเสียมากกว่า 50% ของราคาบ้านทั้งหมด (เรียกว่าเป็นกลุ่มที่สูญเสียไม่เยอะไปจนถึงสูญเสียมากนั่นเอง)

โดยในการทดลอง เขาให้แต่ละคนในกลุ่มตัวอย่างเลือกระหว่างสองตัวเลือก

(1) $10 ฟรีๆ (350 บาท)

(2) ตั๋วล็อตเตอรี่ที่มีโอกาสถูกเงินรางวัลมากกว่า $500,000 เป็นรางวัลที่หนึ่ง หรือประมาณ 17.5 ล้าน (แต่โอกาสที่จะถูกรางวัลที่หนึ่งนี้มันต่ำมากๆ)

พวกเขาพบว่าคนที่บ้านถูกน้ำท่วมจนพังทลายยับเยินเกือบทั้งหมดเลือกตัวเลือกที่ (2) ตั๋วล็อตเตอรี่แทนตัวเลือกที่ (1) ซึ่งเป็นเงิน $10 ฟรีๆ ส่วนคนที่บ้านไม่ได้ถูกกระทบกระเทือนจากน้ำท่วมเท่าไหร่มักจะเลือก (1) มากกว่า (2)

สรุปก็คือ “ความสูญเสียทำให้คนอยากที่จะเสี่ยงแลกกับโอกาสอันน้อยนิดที่จะได้ผลตอบแทน (Reward) ที่ใหญ่มากๆแทนการได้ที่น้อยกว่าเยอะแต่ได้ชัวร์ๆ

ความสูญเสียทำให้ความต้องการที่จะเสี่ยงเพิ่มขึ้นนั้นช่วยอธิบายได้ด้วยว่าทำไมคนที่มีฐานะยากจนจริงๆถึงมักจะประเมินโอกาสที่ความเสี่ยงครั้งใหญ่ (big risk) จะสร้างผลตอบแทนได้มากเกินความเป็นจริง แล้วเลือกที่จะเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งก็อาจจะทำให้เขาไม่ได้อะไรเลย และอาจจะยิ่งจนไปกว่าเดิมด้วยซ้ำ แทนการเลือกอะไรที่แม้จะได้ผลตอบแทนที่ไม่ได้ใหญ่โตมากแต่ได้ชัวร์ๆ (อย่างเช่นการพนันออนไลน์ต่าง ๆ เป็นต้น)

อ่านเพิ่มเติม

Page, L., Savage, D. A., & Torgler, B. (2014). Variation in risk seeking behaviour following large losses: A natural experiment. European Economic Review, 71, 121-131.

==========
ศ.ดร.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี (เพจ : https://www.facebook.com/nattavudh.powdthavee)
ศาสตราจารย์ทางด้านเศรษฐศาสตร์
มหาวิทยาลัย Nanyang Technological University, Singapore
==========

“เงินเดือนน้อย” ก็มีเงินล้านได้ ถ้ารู้จัก “สูตรการออมเงิน”

การมีรายได้หลักล้านต่อปี อาจเป็นเรื่องปกติของศิลปินดารา แต่ถ้าเป็นมนุษย์เงินเดือนอย่างเราล่ะ? ยิ่งถ้าเป็นเด็กจบใหม่เงินเดือน 15,000 บาท หรือทำงานมาหลายปีแล้ว แต่เงินเดือนไม่เคยปรับขึ้นเลย ถามว่าชีวิตนี้จะได้จับเงินล้านกับเขาบ้างไหม?

สมัยที่เรียนจบใหม่ๆ ผมเคยพูดเรื่องนี้กับเพื่อนว่า “การทำงานออฟฟิศจะสร้างเงินล้านให้เราได้จริงเหรอ?” คำตอบคือ “พวกเราเงินเดือนแค่หลักหมื่น จะมีเงินล้านได้ยังไง เลิกคิดเถอะ” หลังจากนั้นเพื่อนผมก็ใช้ชีวิตเต็มที่ อยากกินอะไรก็กิน อยากเที่ยวต่างประเทศที่ไหนก็ไป

แต่ตอนนั้นผมยังเชื่ออยู่ลึกๆ ว่ามันต้องเป็นไปได้ ก็เลยเริ่มตั้งเป้าหมายอย่างจริงจัง ลองผิดลองถูกมาเยอะ จนในที่สุดก็ค้นพบว่ามนุษย์เงินเดือนนี่ล่ะได้เปรียบในการออมเงินมากที่สุด เพราะมีรายได้สม่ำเสมอ แถมยังมีเครื่องมือออมเงินดีๆ อีกหลายอย่าง วันนี้ผมจะมาแชร์ให้เพื่อนๆ อ่านกันครับว่ามีอะไรบ้าง

4 ตัวช่วยที่จะทำให้มนุษย์เงินเดือนมีเงินล้าน

1. กองทุนประกันสังคม

เราจะถูกหักเงินเดือนส่วนหนึ่งไปสมทบกองทุนประกันสังคมอยู่แล้วทุกเดือน เพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาล และเงินออมในระยะยาว หากตกงานก็สามารถทำเรื่องเบิกเงินส่วนนี้มาใช้จ่ายได้ด้วย

2. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

นี่คือเครื่องมือการออมเงินของมนุษย์เงินเดือนที่ดีที่สุด เพราะไม่ใช่แค่หักเงินเดือนเราไปสะสมเท่านั้น แต่นายจ้างยังจ่ายเงินสมทบให้ในอัตราที่เท่ากันหรือมากกว่า แถมเงินทั้ง 2 ส่วนนี้ยังถูกนำไปลงทุนโดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเราจะได้ผลตอบแทนจากตรงนี้อีกด้วย ดังนั้นผมอยากให้หักเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้มากที่สุด

3. กองทุนรวม SSF, RMF

กองทุนรวมที่เราจะได้สิทธิประโยชน์ด้านการลดหย่อนภาษี โดยมีจุดเด่นแตกต่างกัน อย่าง SSF คือกองทุนรวมระยะกลาง-ระยะยาว ลงทุนในหุ้นโดยมีผู้จัดการกองทุนคอยดูแล ส่วน RMF คือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ เป็นการออมระยะยาวเพื่อเงินออมตอนเกษียณ

4. ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์

เป็นการคุ้มครองที่มีกรมธรรม์ออมเงินควบคู่กันไปด้วย เราสามารถเลือกได้ว่าจะออมกี่ปี เช่น 5 ปี 10 ปี หรือ 20 ปี

ออมอย่างเดียวไม่พอ ต้องลงทุนด้วย

ถ้าเอาแต่เก็บเงินอย่างเดียว อาจทำให้ไปถึงเป้าหมายช้า จึงควรลงทุนควบคู่ไปด้วย เพื่อให้เงินออมของเรางอกเงยมากขึ้น วิธีการลงทุนก็เลือกได้ตามต้องการ ขึ้นอยู่กับว่าเรารับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน ถ้ารับความเสี่ยงได้มาก โอกาสได้ผลตอบแทนก็มาก ถ้ารับความเสี่ยงได้น้อย โอกาสได้ผลตอบแทนก็น้อยลงเช่นกัน

เช่น มีเงินเดือน 15,000 บาท และบริษัทมีนโยบายขึ้นเงินเดือนปีละ 5%
ขอแค่หักเงินเพียงเดือนละ 10% ของรายได้ แล้วนำไปลงทุนในหุ้นหรือกองทุนที่ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10% ต่อปี ทำอย่างนี้ต่อเนื่องก็จะมีเงินล้านได้ภายใน 15 ปี

“ลงมือทำทันที” สิ่งสำคัญที่คนมีเงินล้านคิดตรงกัน

ต่อให้ศึกษาทฤษฎีร้อยแปด แต่ไม่ลงมือทำ ก็ไม่มีประโยชน์ครับ ดังนั้นจงลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองตั้งแต่วันนี้ เลือกสูตรการออมเงินที่เหมาะกับตัวเอง แล้วลงมือทำ แรกๆ อาจจะยังไม่ต้องตั้งเป้าหมายสูง ขอแค่มีเงินแสนก้อนแรกก็แปลว่าเรามาถูกทางแล้ว หลังจากนั้นก็ใส่เกียร์เดินหน้าเลยครับ หนทางสู่เงินล้านอยู่ไม่ไกล

“’ผู้เชี่ยวชาญ’ บอกว่า…” หายนะการลงทุนที่เกิดจากความไม่รู้แต่ดันไปเชื่อคนที่ดูมีความรู้ น่าเชื่อถือและมีอำนาจ

ชาร์ลี มังเกอร์ (Charlie Munger) กล่าวไว้ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในปี 1995 ว่า

“ในการบินจำลองจะมีกัปตันเครื่องบินกับนักบินที่สอง ซึ่งกัปตันเป็นผู้มีอำนาจ กัปตันก็จะทำอะไรสักอย่างที่แม้แต่นักบินที่สองที่โง่ที่สุดก็ยังรู้ว่าจะทำให้เครื่องบินตก นักบินที่สองฝึกบินจำลองมานานและรู้ว่าตัวเองจะต้องไม่ทำให้เครื่องตก แต่กัปตันก็ยังทำต่อไปอยู่ดี นักบินที่สองนั่งเฉยเพราะกัปตันเป็นผู้มีอำนาจ ผลลัพธ์คือเครื่องบินตกประมาณ​ 25% ของการทดลองนี้ นี่เป็นแนวโน้มทางจิตวิทยาที่ทรงพลังมากทีเดียว”

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “Authority Bias” หรือ อคติจากการเชื่อถือผู้มีอำนาจ

มีบทหนึ่งของหนังสือ The Outliers ของ Malcolm Gladwell ที่เขียนอธิบายเรื่องนี้ไว้ว่ามันเป็นวัฒนธรรม “high power-distance culture” ที่ผู้ใต้บังคับบัญชา จะเคารพผู้บังคับบัญชา ผู้ใหญ่ ผู้อาวุโส หรือผู้เชี่ยวชาญอย่างเคร่งครัด มากจนเกินเลย ไม่เคยกล้าขัด ไม่กล้าโต้แย้ง ไม่กล้าแม้จะเสนอความเห็นที่แตกต่าง ไม่เสนอความเห็นที่กลัวจะไม่เป็นที่พอใจ ผู้นำสั่งอะไร แม้จะไม่เห็นด้วย แต่ก็ทำตาม ไม่กล้าทักท้วง

เรื่องนี้เกิดขึ้นได้บ่อยครั้งและพบเห็นได้ทั่วไป ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ในสถานการณ์ที่มีผู้บังคับบัญชาอย่างชัดเจนอย่างห้องนักบินหรือทหารตำรวจเท่านั้น แต่มันเกิดขึ้นได้กับทุกเรื่อง แม้แต่ในบริษัทที่ทำงาน พอหัวหน้าสั่งมาทุกคนก็ทำตาม แม้จะเห็นว่ามันเป็นไอเดียที่ห่วยแต่ก็ไม่มีใครกล้ายกมือเถียง เราเห็นคนซื้อของตาม influencers อยู่บ่อย ๆ หรือเราเห็นคนซื้อหุ้นตามผู้เชี่ยวชาญอยู่เสมอ

คนเรามักจะทำตามคนที่เราเชื่อว่ามีอำนาจอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในภาวะที่มีความเสี่ยง หรือไม่แน่นอนเกิดขึ้น อาจจะเพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่รู้ หรือรู้น้อยกว่า

ในหนังสือ “Charlie Munger : ชายผู้ไม่เคยยอมอ่อนข้อให้กับความผิดพลาดในการลงทุน” เขียนอธิบายเอาไว้ว่า

“เมื่อผู้คนรู้สึกไม่แน่ใจ พวกเขาจะไม่พยายามหาคำตอบจากภายในตัวเองเพราะพวกเขาจะเห็นแต่ความไม่ชัดเจนและความไม่มั่นใจ พวกเขาจะมองหาข้อมูลจากภายนอกแทนเพื่อช่วยลดความไม่แน่ใจนั้น และที่แรกที่เขาจะมองหาก็คือผู้มีอำนาจ”

สิ่งที่เราจะเห็นคือผู้เชี่ยวชาญทางด้านการชักจูงผู้คนนั้นจะสร้างขอบเขตของอำนาจตัวเองให้ชัดเจนก่อนที่จะเริ่มจูงใจคนอื่น ๆ อาจจะเป็นวุฒิการศึกษา รายได้ รางวัล ความสำเร็จในชีวิต ความมั่งคั่ง ฯลฯ หรือบางทีถ้าอยากให้น่าเชื่อถือมากกว่านั้นก็กล่าวอ้างบุคคลอื่นที่มีชื่อเสียงเพื่อ “หนุน” ความน่าเชื่อถือของตัวเองให้มากขึ้นไป

คนที่ดูมีอำนาจ ใส่สูท ผูกไท มีตำแหน่ง สวมเสื้อผ้าราคาแพง และเครื่องประดับต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและเป็นการแสดงอำนาจที่ได้ผลด้วย

มีการทดลองหนึ่งที่เบิกเนตรและอธิบายเรื่องนี้ได้ค่อนข้างชัดเจนของ สแตนลีย์ มิลแกรม ที่ทำขึ้นในปี 1961 (ใครสนใจอยากดูคลิปอ้างอิงอยู่ในคอมเมนต์ครับ) โดยผู้ที่เข้าร่วมการทดลองจะต้องกดปุ่มปล่อยกระแสไฟฟ้าช็อตผู้ที่นั่งอยู่อีกด้านของฉากกั้นเมื่อตอบคำถามผิด โดยปุ่มกดนั้นจะเป็นเหมือนแผงสวิตช์ที่อยู่ข้างหน้าเรียงกัน ตั้งแต่ 15 โวลต์, 30 โวลต์, 45 โวลต์ ไปจนกระทั่งถึง 450 โวลต์ที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้เลย

ต้องบอกก่อนว่าในการทดลองนี้ไม่มีใครถูกช็อตไฟฟ้าจริงๆนะครับ คนที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้ที่ถูกรัดเอาไว้นั้นเป็นหน้าม้าที่มาแสดงเหมือนว่าตัวเองโดยไฟช็อต โดยที่ผู้เข้าร่วมการทดลองนั้นไม่รู้เรื่องนี้

ผลการทดลองนั้นทั้งน่าตกใจและน่าขนลุกในเวลาเดียวกัน นั้นคือ ไม่ว่าฝ่ายที่ถูกช็อตจะร้องครวญครางบอกเจ็บปวด ไม่ไหวแล้ว และผู้ที่เข้าร่วมการทดลองก็อยากจะหยุดด้วย (คือเขารู้สึกผิดแหละเพราะตัวเองเป็นคนกดช็อตไฟฟ้า) แต่เมื่อผู้ควบคุม (ที่ในกรณีนี้คือผู้มีอำนาจและผู้เชี่ยวชาญ) บอกว่า

‘อย่าหยุดนะครับ การทดลองนี้จะสำเร็จหรือไม่ก็อยู่ตรงนี้แหละ’

เกินกว่า 50% ของผู้เข้าร่วมการทดลองกลับกดปุ่มปล่อยกระแสไฟฟ้าช็อตต่อไปเรื่อยๆจนแตะระดับสูงสุด เพราะพวกเขาเชื่อในคำสั่งของผู้มีอำนาจอย่างเต็มที่

ในบทความของ Douglas T. Kenrick, Ph.D สรุปเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ในบทความของเขาว่า ‘เราไม่อยากทำร้ายใคร แต่ถ้ามีคนที่มีอำนาจเหนือกว่าเราบอกให้เราทำ และย้ำให้เราทำอยู่ตลอดเวลา มันจะเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะต่อต้านบุคคลที่มีอำนาจนั้น เราจะยอมจำนนและทำบางอย่างที่เรารู้อยู่แก่ใจว่ามันผิด’

ผู้เชี่ยวชาญในตลาดหุ้น นักการตลาด คนที่แนะนำหุ้นตัวนั้นขึ้น ตัวนี้ลง ลากเส้นนู่นตัดเส้นนี้ วิเคราะห์ตลาด ฯลฯ จริงอยู่ว่าพวกเขาเป็นคนที่ความรู้ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราในฐานะนักลงทุนจะเชื่อไปหมดทุกอย่างโดยไม่ตั้งคำถามเลย การเชื่อผู้เชี่ยวชาญ อาจจะกลายเป็นหายนะทางการลงทุนที่คาดไม่ถึงเลยก็ได้ เพราะพวกเขาก็ยังเป็นมนุษย์และตลาดก็เป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดเดาได้ถูกต้องทั้งหมด

แล้วถ้าเราไม่รู้ล่ะ?

ในเรื่องการลงทุน ข้อแรกจำไว้เลยว่าเราไม่ได้เป็นนักบินที่สอง เราไม่ได้อยู่บนเครื่องบิน ถ้าผู้เชี่ยวชาญกำลังจะลงเหวแล้วบอกว่ามาด้วยกันสิ นี่แหละคือทางไปสวรรค์ แล้วเราไม่รู้ว่ามันจริงไหม ก็ไม่ต้องไปทำอะไรครับ

เพราะถ้าเราไม่ทำอะไร มันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับเงินในบัญชีของเรา อย่างน้อยมันก็แค่อยู่ตรงนั้นไม่ได้เติบโตงอกเงย แต่ก็ไม่ได้เสียหาย

ข้อสองที่ต้องทำคือการหาความรู้ใส่ตัว ให้รอบ ๆ ด้าน ฟังข่าวสาร ลองดูการวิเคราะห์จากหลาย ๆ ฝ่าย คนที่เชื่อ คนที่ไม่เชื่อ อย่าตัดสินข้อมูลจากเพียงด้านเดียว

ถามตัวเองว่า “เราไม่รู้อะไรบ้าง?” ค่อย ๆ หาคำตอบ เมื่อพร้อมทั้งกายทั้งใจ ค่อยไปลงทุน

ถ้าผู้เชี่ยวชาญบอกว่าซ้าย แทนที่เราจะเลี้ยวซ้ายตามไปเลย ก็ตั้งคำถามว่า “ซ้ายเหรอ? ทำไมขวาไม่ได้ล่ะ? เราไม่รู้อะไรบ้าง?”

เราฟังข้อมูลและความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญได้ แต่ให้ตัดสินใจบนพื้นฐานของเหตุผลที่ตัวเองสร้างขึ้นมาดีกว่า ข้อดีของการทำแบบนี้คือเมื่อตัดสินใจผิดขึ้นมา และไม่มีผู้เชี่ยวชาญมาชี้ทางสว่างให้แล้ว เราก็ต้องยอมรับผิดครับ แต่อย่างน้อย ๆ มันคือการตัดสินใจของเราเอง ถ้ามันพลาด เราก็เรียนรู้ว่าพลาดจากตรงไหน แล้วเพราะอะไรครั้งหน้าจะได้ไม่ทำอีก

ให้เงินมากขึ้น ผลงานกลับได้น้อยลง เพราะอะไรโบนัสก้อนโตจึงใช้ไม่ได้ผล (เสมอไป)

“ถ้าทำตามที่ซ้อมมา เราน่าจะได้ทุนก้อน 1.5 ล้านไปทำธุรกิจอย่างที่วางแผนเอาไว้”

ความคิดนี้วนกลับเข้ามาในหัวอีกครั้งระหว่างที่ผมเดินวนไปวนมาที่หน้าห้องประชุมใหญ่พร้อมกับเพื่อนผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจ แม้ทุกคนจะพูดบอกว่า “ทำตัวสบาย ๆ เราเตรียมตัวมาดีแล้ว” เพื่อให้ผมผ่อนคลาย แต่แรงกดดันที่อยู่บนบ่าก็หนักอึ้งอย่างบอกไม่ถูก

การพิชชิ่ง (Pitching) หาเงินทุนเพื่อไปทำสตาร์ทอัปกับนักลงทุนนั้นไม่เคยง่ายเลย แม้ก่อนหน้านี้ผมจะทำสำเร็จมาแล้วหลายครั้ง แต่มันก็เป็นเงินหลักหมื่นหลักแสน ครั้งนี้การเดิมพันมันใหญ่ขึ้น ถ้าได้เงินก้อนนี้จะทำให้ทีมและบริษัทมีความคล่องตัวมากขึ้น ไม่ต้องกังวลว่าสิ้นเดือนจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายพนักงานไปได้อีกพักใหญ่ ๆ ทำให้หายใจโล่งอกและลองทำอะไรใหม่ ๆ ที่วางแผนเอาไว้มากขึ้น

ทุกอย่างจะถูกตัดสินในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า

เจ้าหน้าที่เดินมาเรียก “คุณโสภณ และทีมงานเชิญได้เลยค่ะ ที่ประชุมพร้อมแล้ว”

มือของผมเย็นเฉียบ แสงไฟในห้องประชุมสว่างจ้าเมื่อเปิดประตูเข้าไป กรรมการผู้ตัดสินที่มีประสบการณ์หลายท่านนั่งอยู่ที่โต๊ะยาวหันหน้าไปทางเวทีตรงกลางที่ด้านหลังมีสไลด์ของผมเปิดเตรียมไว้ให้เรียบร้อย เพื่อน ๆ ในทีมตบบ่าส่งผมก่อนจะปลีกตัวไปนั่งหลังให้กำลังใจด้านหลังของห้อง

ขาหนักอึ้ง อาการเหมือนคลื่นไส้บอกไม่ถูก แต่ตอนนี้จะหนีก็ไม่ทันแล้ว เราอยู่ตรงนี้แล้ว ทุกคนในทีมฝากความหวังเอาไว้กับผมและเวลาอีก 15 นาทีข้างหน้าที่จะโน้มน้าวผู้ตัดสินให้เชื่อในสิ่งเป้าหมายและความฝันที่เรากำลังพยายามสร้างขึ้นมา

ผมหยิบไมค์ขึ้นมาแล้วเริ่มพิชชิ่งขอทุน แชร์ข้อมูล ปัญหาที่เราอยากแก้ และทำไมมันถึงควรได้รับเงิน 1.5 ล้านบาท “ถ้าทำตามที่ซ้อมมา มันจะต้องดี” ผมท่องเอาไว้ในใจ

มันเป็น 15 นาทีที่ยาวนานที่สุดในชีวิต และเป็น 15 นาทีที่ทำให้เข้าใจถึงสิ่งที่เรียกว่าความกดดัน เสียงสั่น มือสั่น ในหัวคิดแต่ว่าตัวเองกำลังแบกความหวังของทุกคนไว้ และมันกำลังจะล้มไม่เป็นท่า ช่วงตอบคำถามก็ทำได้ไม่ดีนัก

สุดท้ายแม้ทุกอย่างจะจบไป ผลลัพธ์ครั้งนั้นคือบริษัทของผมไม่ได้รับทุนตามที่คาดหวัง แม้ทุกคนจะบอกว่ามันเป็นเพราะโมเดลธุรกิจยังไม่แข็งแรงและปีหน้าก็สมัครโครงการนี้ใหม่ได้ก็ตาม ส่วนตัวคือผมล้มเหลวเพราะเดิมพันครั้งนั้นใหญ่เกินไป สูงเกินไป ความกลัว กังวล กดดัน และ ความประหม่า อารมณ์เหล่านี้ล้วนกระทบกับความสามารถในการทำงานของผมในตอนนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ถ้ามองเพียงแค่เหตุการณ์นี้โดด ๆ ผลงานของผมนั้นเรียกว่าล้มเหลวอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ถ้ามองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแบบคล้าย ๆ กัน สถานการณ์ที่มีความกดดันและเดิมพันสูง มีเงิน มีรางวัล มีสิ่งที่มีค่ามาก ๆ อยู่ที่ปลายทาง แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญหรือมืออาชีพ ผลงานที่ออกมาก็กลับไม่ได้ดีอย่างที่คิด

ในหนังสือ “เหตุผลที่ไม่ควรมีเหตุผล” แดน อารีลีย์ (Dan Ariely) ศาสตราจารย์สาขาเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรมได้แชร์ข้อมูลศึกษาเกี่ยวกับนักบาสเกตบอลมืออาชีพที่เรียกว่าเป็น “ผู้เล่นชี้ชะตา” (Clutch Player) หรือบรรดาฮีโร่บาสเกตบอลที่ยัดลูกลงห่วงในช่วงเสียงออดหมดเวลาดังขึ้นนั่นเอง

นักกีฬาเหล่านี้จะได้รับค่าตอบแทนสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไปอย่างมากและเชื่อกันว่าพวกเขาเล่นได้ยอดเยี่ยมเป็นพิเศษในช่วงสองสามนาทีสุดท้ายของเกม หรือช่วงที่เครียดและกดดันที่สุดนั่นแหละครับ

อารีลีย์ไปขอความช่วยเหลือจากโค้ชบาสเกตบอลมืออาชีพหลายคนมาระบุตัวผู้เล่นชี้ชะตาในเอ็นบีเอ (ส่วนใหญ่แล้วทุกคนก็จะเห็นตรงกันว่าทีมไหนคือใครเพราะมันดูออกไม่ยาก) หลังจากนั้นพวกเขาก็มานั่งวิเคราะห์วิดีโอของการแข่งขันนัดที่ดุเดือดที่สุด 20 นัดของผู้เล่นเหล่านั้นตลอดฤดูกาลแข่งขัน (คำว่าดุเดือดก็คือเกมที่แข่งขันจบแล้วคะแนนห่างกันไม่ถึง 3 แต้ม)

ในการแข่งแต่ละนัดพวกเขาก็เริ่มนับกันครับว่าผู้เล่นชี้ชะตาเหล่านี้ทำคะแนนได้เท่าไหร่ในช่วง 5 นาทีแรกของเกม (ที่มีแรงกดดันต่ำ) จากนั้นก็เอามาเทียบกับคะแนนที่ทำได้ในช่วง 5 นาทีสุดท้าย (ที่มีแรงกดดันสูง) ไม่มีใครรู้ว่าจะออกหัวหรือก้อย นอกจากนั้นก็ไปก็เก็บข้อมูลของผู้เล่นทั่วไปด้วย

สิ่งที่พบก็คือว่าผู้เล่นธรรมดาทำคะแนนได้ดีพอ ๆ กัน ในช่วง 5 นาทีแรกและ 5 นาทีสุดท้ายของเกม อันนี้ไม่ได้แปลกอะไร

ส่วนผู้เล่นชี้ชะตาทำคะแนนได้สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วง 5 นาทีสุดท้าย ซึ่งตรงนี้คุณอาจจะคิดว่า ก็แน่นอนสิ เขาเป็นผู้เล่นพิเศษที่มีความสามารถมาก ๆ และข้อมูลก็บ่งบอกแบบนั้น

แต่ว่า…อย่างที่เรารู้ว่าวิธีการเพิ่มคะแนนนั้นมีอยู่สองอย่าง

วิธีแรกคือเพิ่มอัตราการชู้ตลง (ผลงานเฉียบคมมากขึ้น)

วิธีที่สองคือเลือกชู้ตบ่อยขึ้น (ไม่ได้มีทักษะที่ดีขึ้น แค่มีโอกาสในการทำเยอะขึ้น)

ทีนี้คุณคิดว่ามันเป็นวิธีไหนกันแน่?​

สิ่งที่อารีลีย์พบก็คือว่าในช่วง 5 นาทีสุดท้ายพวกเขาไม่ได้ชู้ตแม่นขึ้นเลย แต่พวกเขาทำคะแนนได้เยอะเพราะชู้ตบ่อยขึ้นมากกว่าเดิมมากต่างหาก อัตราการชู้ตลูกโทษก็ไม่ได้ต่างจากเดิมเมื่อโดนทำฟาวล์บ่อยขึ้นด้วย นั่นหมายความว่าภายใต้ความกดดันพวกเขาไม่ได้เก่งขึ้น คมขึ้น หรือทำผลงานได้ดีขึ้นเลย

ผลงานดีขึ้นเพราะทำมากขึ้นและบ่อยขึ้น เปลี่ยนเป็นคะแนนและผลลัพธ์ที่มากขึ้นนั่นเอง แต่ถ้าทำในอัตราเท่าเดิม ผลลัพธ์ก็อาจจะไม่ต่างจากเดิมหรือแย่ลงด้วยซ้ำ

อารีลีย์อธิบายว่านี่เป็น “ความสัมพันธ์แบบระฆังคว่ำ” โดยในตอนแรกเมื่อแรงจูงใจ (เงินรางวัล/ผลการแข่งขัน) เพิ่มขึ้น ผลงานก็จะเพิ่มขึ้นไปถึงจุดหนึ่ง แล้วก็จะร่วงลงเมื่อแรงจูงใจมากจนเกินไป

เขาทำการทดลองนี้อีกครั้งในประเทศอินเดีย โดยสุ่มเลือกคนให้มาเล่นเกมที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ สมาธิ ความจำและทักษะการแก้ไขปัญหา โดยมีเงินรางวัลให้ 3 แบบคือ

1. แบบต่ำ (ค่าแรงหนึ่งวัน)
2. แบบปานกลาง (ค่าแรง 2 สัปดาห์)
3. แบบสูง (ค่าแรง 5 เดือน)

ในความเข้าใจแล้วเราอาจจะคิดว่ายิ่งเงินรางวัลเยอะ ผลลัพธ์ก็จะยิ่งดีขึ้นไปด้วยถูกไหมครับ? คนที่ได้รางวัลระดับปานกลางจะทำได้ดีกว่าคนที่ได้รางวัลต่ำ คนที่ได้รางวัลสูงที่สุดจะทำคะแนนได้มากที่สุดถูกไหมครับ?

ผลออกมาก็คือว่าคนที่ได้รับเงินรางวัลแบบต่ำกับแบบปานกลางนั้นไม่ต่างกันมากนักแบบมีนัยสำคัญ แต่กลุ่มที่ได้รางวัลสูงสุดกลับทำผลงานได้แย่ที่สุด คนที่ได้รับเงินรางวัลก้อนใหญ่นั้นตกอยู่ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความเครียด ส่งผลให้รู้สึกกดดันอย่างหนัก และผลที่ออกมาก็จะทำได้ไม่ดีนัก

แต่เพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองคิดถูกอารีลีย์ก็ทำงานทดลองอีกครั้ง ทีนี้เขาและทีมก็อยากรู้ว่าประเภทของงานที่ทำจะได้รับผลกระทบจากเงินรางวัลทุกอย่างรึเปล่า?

พูดอีกอย่างคือเขาอยากรู้ว่าถ้างานที่ทำเป็นงานที่ใช้เพียงแค่ร่างกายเพียงอย่างเดียว มันจะแตกต่างจากงานที่ต้องใช้ความคิด/อารมณ์รึเปล่า? เขาก็เลยออกแบบการทดลองออกเป็น 4 ส่วน และผู้เข้าร่วมทุกคนจะได้ทำครบทุกส่วน สองส่วนแรกคืองานที่ต้องแก้โจทย์คณิตศาสตร์ รอบแรกได้เงินต่ำ รอบสองได้เงินเยอะ ต่อจากนั้นก็ให้ทำงานที่ใช้แรงล้วน ๆ โดยการกดปุ่มคีย์บอร์ดให้เร็วที่สุด 2 รอบ รอบหนึ่งได้เงินน้อย อีกรอบได้เงินเยอะเช่นเดียวกัน

ผลที่ได้คือเงินรางวัลส่งผลกระทบกับงานแต่ละประเภทต่างกันจริง ๆ นั่นแหละ เมื่องานที่ต้องใช้แรงอย่างเดียวยิ่งเงินเยอะ ก็ยิ่งทำได้เยอะขึ้น แต่เมื่อเป็นงานใช้ความคิดเงินรางวัลที่สูงขึ้นกลับทำให้ผลงานแย่ลงกว่าเดิม เพราะฉะนั้นแล้วผลตอบแทนที่สูงขึ้นก็อาจจะสร้างผลงานที่สูงขึ้นไปด้วย ในงานบางประเภท โดยเฉพาะที่ใช้แรงงานเป็นหลัก แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ต้องใช้ความคิดหรือมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องผลลัพธ์อาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่คาดหวังก็ได้

แล้วเมื่อรู้แบบนี้เราสามารถเอาไปปรับใช้อะไรได้บ้าง? ถ้าคุณเป็นเจ้าของบริษัทสิ่งที่ทำได้อาจจะใช้แรงจูงใจที่เป็นเงินโดยไม่ก่อให้เกิดความเครียด อย่างเช่นแบ่งเงินโบนัสก้อนใหญ่ให้เล็กลงแล้วแบ่งให้บ่อย ๆ แทนที่จะให้ก้อนใหญ่ปีละครั้ง ก็อาจจะเป็นปีละ 4 ครั้งตามไตรมาส หรือจ่ายค่าตอบแทนสำหรับช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แทนที่จะเป็นปีนี้ปีเดียว คนที่ทำงานมา 4 ปีก็จะรู้ว่ามันผ่านมา 80% แล้ว เพราะฉะนั้นก็ผลงานในปีปัจจุบันก็จะไม่กดดันเท่าไหร่

ถ้าเป็นในมุมของส่วนตัว คุณอาจจะหยิบตัวอย่างของนักบาสเกตบอลตัวผู้เล่นชี้ชะตามาใช้ก็ได้ แทนที่จะหวังพึ่งพาเพียงแค่ความเฉียบขาดเพื่อทำให้ผลงานดีขึ้นจากการทำงานในช่วงที่กดดัน พาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์ที่กดดันนั้นให้บ่อยขึ้น ลงมือทำให้มากขึ้น เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่น่าพอใจ

ผมเองก็ทำแบบนั้น หลังจากความล้มเหลวในการพิชชิ่งหาทุน 1.5 ล้านในวันนั้น ช่วงระหว่างปีต่อมาผมไปพิชชิ่งที่กิจกรรมขอทุนแทบทุกงานที่จะทำได้ พาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์ที่กดดันครั้งแล้วครั้งเล่า ชนะบ้าง แพ้บ้าง แต่ก็ทำต่อไปเรื่อย ๆ

เมื่อโอกาสในพิชชิ่งชิงทุน 1.5 ล้านกลับมาอีกครั้งในปีถัดมา, แต่รอบนี้ทำสำเร็จ แม้จะยังกดดัน มือสั่น และ ประหม่ามากอยู่ก็ตามที

“รอใช้หนี้หมดค่อยลงทุน” จริงๆ แล้วไม่ต้องรอก็ได้ แค่รู้จัก “สูตรจัดการหนี้”

aomMONEY เชื่อว่าเป้าหมายชีวิตของทุกคนคงไม่ต่างกัน เหตุผลที่อดทนทำงานหนัก สุดท้ายแล้วเราก็แค่อยากสบายในบั้นปลายชีวิต มีเงินใช้ยามเกษียณ ไม่ต้องรบกวนลูกหลาน

แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ “ระหว่างทาง” กว่าจะไปถึงจุดนั้นมันไม่ราบรื่นอย่างที่คิด มีทั้งค่าใช้จ่ายมากมาย ไหนจะรายจ่ายฉุกเฉิน เจ็บป่วย ตกงานกะทันหัน ฯลฯ จากที่มีสภาพคล่อง ก็เริ่มหมุนเงินไม่ทัน จนต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาประทังชีวิต

หนี้ก็ต้องจ่าย เงินก็ต้องเก็บ ไหนจะต้องลงทุนเพื่อหารายได้เพิ่มอีก แล้วเราควรเริ่มจากตรงไหน? …aomMONEY จะเล่าให้ฟังครับ

ถ้าเปรียบการลงทุนเป็นการปลูกต้นไม้ การออมเงินเป็นน้ำในถัง หนี้ก็จะเป็นเหมือน “รูรั่ว” ที่จะทำให้น้ำไหลออกจากถังไปเรื่อยๆ เติมเท่าไรก็ไม่มีทางเต็มแน่นอน แล้วยังงี้เราจะเอาน้ำที่ไหนไปปลูกต้นไม้ล่ะครับ ดังนั้นก็ต้องจัดการอุดรูรั่วก่อน ด้วย 3 ขั้นตอนต่อไปนี้

(1) แยกประเภทของหนี้

✅ หนี้ดี คือหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้ เช่น หนี้กู้ยืมเพื่อทำธุรกิจ หนี้กู้ยืมเพื่อซื้อบ้าน หนี้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา

❌ หนี้เสีย คือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เช่น หนี้บัตรเครติด หนี้บัตรกดเงินสด หนี้นอกระบบ

(2) แจกแจงหนี้ทีละรายการ

???? ต้องจ่ายเดือนละเท่าไร
???? เสียดอกเบี้ยเท่าไร
???? เหลือเวลาผ่อนอีกนานแค่ไหน

(3) เคลียร์หนี้

เริ่มจากปิดหนี้เสียที่ดอกเบี้ยเยอะที่สุด หรือเหลือยอดค้างชำระน้อยที่สุดก่อน จะได้จบเป็นก้อนๆ ไป ส่วนหนี้ที่ดี จริงๆ แล้วถ้ามันสร้างรายได้ให้เรา เช่น กู้สินเชื่อมาทำธุรกิจ ต้องผ่อนคืนเดือนละ 10,000 บาท แต่เราได้กำไรจากการลงทุนเดือนละ 15,000 บาท แบบนี้ก็คุ้มค่ากับการเป็นหนี้อยู่นะ พอมีกำไรถึงจุดหนึ่งที่จะจ่ายหนี้ส่วนนี้ได้หมด ก็ค่อยจัดการปิดหนี้ แล้วใช้เงินส่วนตัวมาลงทุน

มีหนี้สิน จะเก็บเงินได้ไหม?

คำตอบก็คือ “ได้ครับ” อยู่ที่ว่าเราจะบริหารจัดการยังไง ระหว่างที่ทยอยใช้หนี้ ก็ลองทำบัญชีรายรับรายจ่ายดู อาจตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปได้ และควรหารายได้เสริม ใช้ทักษะ/ความถนัดที่มีให้เกิดประโยชน์ เท่านี้ก็จะมีเงินเก็บเพิ่มขึ้นแล้ว

เคลียร์หนี้+มีเงินเก็บแล้ว ต้องทำยังไงต่อ?

เมื่อเราเก็บเงินได้ตามเป้าหมาย ทีนี้ก็เริ่มลงทุนได้อย่างสบายใจ อาจเลือกให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยดูแล หรือถ้ามีเวลาจะศึกษาข้อมูลเองก็ได้ เพราะการลงทุนมีความเสี่ยง เสี่ยงน้อยก็มีโอกาสได้ผลตอบแทนน้อย เสี่ยงมากก็มีโอกาสได้ผลตอบแทนมาก ถ้าเรารู้จักวางแผนดีๆ แผนเกษียณก็อาจไม่ต้องรอจนถึงอายุ 60 ก็ได้นะครับ

บทเรียน “แรงงานไทย” ถ้าอยาก “อยู่รอด” ในยุคนี้ ต้องบริหารเงินตัวเองให้ดี

วันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปีเป็นวันแรงงานไทย เราเองก็เป็นคนใช้แรงงานคนหนึ่งที่ใช้แรงกาย, แรงสมอง และแรงใจ เป็นลูกจ้าง และมีนายจ้างคอยจ่ายเงินเดือน จ่ายค่าจ้างให้

สำหรับเราการทำงานก็คือ การทำธุรกิจระหว่าง “ลูกจ้าง” กับ “เจ้าของธุรกิจ” ทั้ง 2 ฝ่ายต่างต้องการผลประโยชน์จากกันและกัน ลูกจ้างอยากได้ค่าแรง ส่วนนายจ้างก็อยากได้ผลงานจากลูกจ้าง แล้ว ณ ปัจจุบันค่าแรงขั้นพื้นฐานของไทยเป็นยังไงบ้าง?

ข้อมูลค่าแรงขั้นต่ำของกรุงเทพมหานคร จากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่า ค่าแรงขั้นต่ำปีนี้อยู่ที่วันละ 353 บาท เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 3.97% แต่หากตัดปี 2555 ที่ค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มแบบก้าวกระโดดจากวันละ 215 บาท เป็นวันละ 300 บาท (เพิ่มขึ้นมากถึง 39.53%) ซึ่งเป็นปีที่พิเศษจริงๆ ออกไป จะพบว่าค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียงปีละ 2.19% เทียบกับอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในช่วงเดียวกันอยู่ที่ 2.06% ดูแล้วก็ยังใจชื้นนะที่ค่าแรงขั้นต่ำขึ้นเร็วกว่าอัตราเงินเฟ้อ และถึงแม้ว่าแรงงานหลายคนจะไม่ได้รับค่าแรงที่เป็นขั้นต่ำ แต่คำถามคือ ค่าแรงที่เราได้กันทุกวันนี้มันสอดคล้องกับค่าใช้จ่ายและทำให้ชีวิตเราปลอดภัยในระยะยาวได้แค่ไหน

เราคงจำกันได้ดีว่าช่วงที่ COVID-19 ระบาดหนักๆ เมื่อ 2-3 ปีก่อน หลายธุรกิจต้องหยุด หลายคนต้องตกงาน ซึ่งจากผลสำรวจของสวนดุสิตโพลได้ พบว่า ในช่วงนั้นคนไทยมีความวิตกกังวล เรื่องรายจ่ายในครอบครัวเป็นอันดับ 1 อยู่ที่ 71.50% ซึ่งมากกว่าความกังวลเรื่องสุขภาพอนามัยของตนเองและคนในครอบครัวด้วยซ้ำ

COVID-19 คือจดหมายเตือนว่า “รายได้มีวันหยุดหา” แต่ “ค่าใช้จ่ายไม่มีวันหยุดใช้” และปัญหารายได้ไม่พอใช้ไม่ได้จบแค่เรื่องเงิน แต่กระทบไปถึงปัญหาชีวิต ปัญหาครอบครัว

มีอยู่กรณีหนึ่งที่พบเจอกับตนเอง มีน้องผู้ชายคนหนึ่งทำงานอยู่ในโรงงานที่ต่างจังหวัด มีเงินเดือนและ OT ทุกเดือนจนเชื่อมั่นว่า OT จะได้แน่นอนทุกเดือน จึงใช้จ่าย ซื้อของ เป็นหนี้บัตรเครดิตเต็มที่ เพราะมั่นใจเงินเดือน + OT พอจ่าย แต่เมื่อ COVID-19 เริ่มระบาด บริษัทขายของได้น้อยลง จึงต้องลดกำลังการผลิต ทำให้ OT ที่เคยได้ไม่ได้ และเมื่อ COVID-19 ระบาดหนักมากขึ้น สุดท้ายก็ต้องออกจากงาน เพราะบริษัทต้องลดคน ทำให้ไม่มีรายได้ เป็นหนี้ และจบลงด้วยครอบครัวแตกแยก เป็นปัญหาครอบครัวต่อไป

สิ่งหนึ่งที่พอจะช่วยพวกเราคนวัยแรงงานได้ คือ ต้องเริ่มวางแผนเพิ่มรายได้ ลดค่าใช้จ่ายตั้งแต่วันนี้

(1) เริ่มจากลดค่าใช้จ่าย

อะไรที่ไม่จำเป็นใช้ ก็ไม่ต้องซื้อ เพื่อเก็บเงินออมไว้ใช้ยามจำเป็น Warren Buffett ปรมาจารย์การลงทุนของโลกกล่าวไว้ว่า “หากเราใช้จ่ายเงินในการซื้อของที่ไม่จำเป็น สุดท้ายเราอาจจะต้องขายของที่จำเป็นเพื่อนำเงินมาประทังชีวิต” หลายคนชอบใช้เงินในการซื้อของที่ไม่ได้จำเป็นกับชีวิตเท่าไหร่นัก ในยามปกติก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่หากมีวิกฤตเกิดขึ้น เช่น ตกงาน เจออุบัติเหตุ เจ็บป่วย ฯลฯ หลายกรณีที่ต้องเสียชีวิตเพราะไม่มีเงินรักษา เด็กหลายคนต้องออกจากการศึกษาเพราะพ่อแม่ไม่มีรายได้ หลายครอบครัวต้องแตกแยกเพราะปัญหาเศรษฐกิจ ฯลฯ การไม่ประมาทในการใช้จ่ายจะช่วยให้เราสามารถผ่านช่วงวิกฤติ และมีความสุขได้ในระยะยาว

(2) การลงทุนที่ดีที่สุด คือ “การลงทุนในตัวเอง”

ขออ้างคำพูดของ Warren Buffett อีกที หากเราต้องการรายได้เพิ่ม เราก็ต้องพัฒนาความรู้ ความสามารถให้เพิ่มขึ้น เพื่อที่นายจ้างจะได้ยินดีที่จะจ่ายแพงขึ้น ไม่เพียงรายได้ที่เพิ่มขึ้น ความรู้ความสามารถของเราจะช่วยสร้างความมั่นคงทางการงานให้เราด้วยเช่นกัน สร้างโอกาสของรายได้ใหม่ๆ ให้กับเรา ยิ่งในยุคปัจจุบันที่ AI เริ่มเข้ามาแทนที่คนในหลายๆงาน คนที่มีความรู้จะเป็นผู้ที่สามารถอยู่รอด และประสบความสำเร็จทั้งการงานและการเงินได้

(3) ควรบริหารเงินออม

เมื่อรายได้เพิ่ม ค่าใช้จ่ายลด มีเงินออมมากขึ้น หากเราอยากมีความมั่นคงทางการเงิน เราก็ควรบริหารเงินออมอย่างถูกต้องเช่นกัน แต่จากรายงานผลสำรวจ “คนยุคดิจิตัล ไทย : การเข้าถึงการเงินของคนไทยในยุคดิจิทัล โดย Sea Insights” ประจำปี 2565 จากการสํารวจคน 90,000 คน ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ของ Sea Group โดยกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยมีอายุระหว่าง 16-60 ปี ที่มีความคุ้นเคยกับการใช้ดิจิทัลในระดับหนึ่ง พบว่า คนไทยมากถึง 59% ยังฝากเงินกับธนาคารที่ดอกเบี้ยต่ำมาก 28% ซื้อลอตเตอรี่ที่โอกาสถูกรางวัลน้อยมาก และกว่า 1 ใน 5 ไม่ลงทุนกับอะไรเลย

สุดท้ายนี้ aomMONEY ขอเป็นกำลังใจผู้ใช้แรงงานทุกคน และยังเชื่อเสมอว่า ความพยายาม อดทน และมีวินัย จะช่วยให้ทุกเรื่องสำเร็จได้เสมอ

เส้นทางสู่เศรษฐี ตั้งแต่อายุยังน้อย ต้องเปลี่ยน 5 พฤติกรรมนี้!

“การเป็นเศรษฐีมีเงินใช้ไม่ขาดมือ” น่าจะเรื่องที่ใครหลายคนใฝ่ฝันถึง แต่หากถ้าเราไม่ลงมือทำอะไร ฝันนั้นก็คงไม่มีทางเป็นจริง เพราะการจะประสบความสำเร็จในอะไรสักอย่าง อย่างน้อยจุดเริ่มต้น ก็คือ “การลงมือทำ”

โดยวันนี้ aomMONEY ก็ขอหยิบยกเส้นทางสู่การเป็นเศรษฐีก่อนอายุ 30 ปี เพียงแค่เพื่อนๆ ต้องเริ่มต้นจากการเปลี่ยนพฤติกรรม ดังนี้ !

1) ควรมีวินัยกับทุกเรื่อง ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่อง “การเงิน”

สังเกตไหมว่าคนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ มักจะเป็นคนมีวินัยในการทำสิ่งต่างๆ “วินัย” จึงเป็นสิ่งสำคัญที่มนุษย์ทุกคนควรมี ถ้าเราประเมินแล้วว่า ร่างกายเราคงไม่สามารถทำงานหนักเพื่อหาเงินไปได้ตลอดชีวิต เราก็ควรวางแผนเก็บออมและลงทุนได้แล้ว ที่สำคัญ “ลงมือเลย” ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไหร่ยิ่งมีเวลามากกว่าคนอื่น

2) จัดสรรงบประมาณในแต่ละเดือนให้เป็นสัดส่วน “ชัดเจน”

การที่เราหาเงินได้เยอะถือว่าเป็นเรื่องดี แต่มันจะดียิ่งขึ้นถ้าเราบริหารจัดการเงินได้ดี โดยอาจจะแบ่งเงินเป็นสัดส่วนที่ชัดเจน เช่น เงินเดือน 20,000 บาท แบ่งออมและลงทุน 20% ใช้จ่ายที่จำเป็น 45% ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน 35% ถ้าเราสามารถบริหารงบให้เป็นไปตามที่ตั้งไว้ หนทางสู่ความมั่งคั่งก็อยู่ไม่ไกลเลยครับ

3) “อย่าก่อหนี้” ที่ไม่เกิดประโยชน์ เช่น หนี้บัตรเครดิต

เพราะหนี้บัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสดมีอัตราดอกเบี้ยที่ค่อนข้างสูง ถ้าเรามีหนี้ส่วนนี้ก็ควรรีบหาทางปลด การคิดว่าจะเอาไปลงทุนต่อยอดก่อนเพื่อหวังเงินก้อนโตกลับมา เพื่อเอาไปปิดหนี้ อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเท่าไหร่นัก เพราะอย่าลืมว่าการลงทุนมีความเสี่ยง ถ้าลงทุนแล้วขาดทุนเกือบหมด คุณจะไม่แย่กว่าเดิมหรือ

4) ศึกษาเรื่องการลงทุนและควรเริ่มต้น “ลงทุน”

การลงทุนยิ่งเริ่มต้นไวเท่าไหร่ยิ่งดี ถ้าไม่มีความรู้ก็เพียงแค่ศึกษาหาความรู้ สมัยนี้มีช่องทางการศึกษาการลงทุนมากมายให้เราได้เลือกศึกษา เพียงแต่ต้องเลือกช่องทางที่น่าเชื่อถือได้ และห้ามหลงเชื่อการชักชวนไปลงทุนในสิ่งที่ผิดกฎหมาย ผลตอบแทนเกินจริงอย่างแชร์ลูกโซ่เป็นอันขาด

5) การลงทุนที่ดีที่สุด คือ “การลงทุนกับตัวเอง”

เข็มนาฬิกาไม่เคยเดินถอยหลังฉันท์ใด มนุษย์เราก็ควรเป็นดั่งเช่นเข็มนาฬิกาฉันท์นั้น เพราะเกิดเป็นมนุษย์ เราจึงควรเดินหน้าพัฒนาตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการหมั่นศึกษาหาความรู้ ยิ่งเปิดใจเรียนรู้มากและลงมือทำ เราก็ยิ่งมีประสบการณ์มาก การมีประสบการณ์หรือชั่วโมงบินสูงนี่แหละที่ทำให้เราไปได้ไกลมากยิ่งขึ้น!

อย่างไรก็ตาม ในโลกของความเป็นจริง “ไม่ใช่ทุกคน” ที่จะประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่า “จะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้” และถึงแม้เราอาจจะต้องใช้เวลาที่นานกว่า เจอตัวแปรที่ยากกว่า แต่ aomMONEY เชื่อว่าเราทุกคนถ้าเลือกพยายามให้ถูกทาง หนทางสู่ความสำเร็จอยู่ไม่ไกลเลยครับ

เดินหน้าสู่ความสำเร็จไปด้วยกันนะครับ

จะขี่ช้างขึ้นเขา ก็ต้องล่อให้ขึ้นเนินเตี้ย ๆ ก่อน ‘หลักแนวคิดแก้หนี้หลายก้อน’ ที่ไม่ทำให้ท้อตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

ไม่มีใครอยากเป็นหนี้ แต่ในขณะเดียวกัน ไม่ใช่ทุกคนที่มีทางเลือกแบบนั้น

บางคนไม่ใช่หนี้ก้อนเดียวด้วย มีเยอะแยะกองเป็นภูเขาที่แม้จะรู้ว่ามันคือปัญหาที่ต้องแก้ไข แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน แค่เห็นก็ท้อตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มด้วยซ้ำ แต่ใจเย็น ๆ นะครับ อยากให้ลองอ่านบทความนี้ให้จบเผื่อมันจะช่วยเป็นแนวทางเพื่อให้คุณหลุดออกจากปัญหาตรงนี้ไปได้

ใน “Switch กดปุ่มเปลี่ยนแปลง” หนังสือแนวจิตวิทยาการพัฒนาตัวเองที่รวบรวมเครื่องมือเปลี่ยนพฤติกรรมผ่านแนวคิดที่ร่วมสมัยและงานวิจัยด้านสมองและจิตวิทยา เปรียบเหมือน ‘สวิตช์’ ที่อยู่ในสมอง ถ้าเราเปิดถูกที่ มันจะช่วยเปลี่ยนแปลงนิสัยที่เราต้องการได้อย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะใหญ่หรือยากแค่ไหนก็ตาม

(หนังสือเล่มนี้เป็นอีกเล่มที่แนะนำนะครับดีมาก ๆ เลยครับ)

ผู้เขียนใช้การเปรียบเทียบว่าการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอะไรสักอย่าง ก็เหมือนกับการเดินทางของช้างและควาญช้าง ซึ่งช้างเป็นสัตว์ที่ทรงพลังและดื้อรั้น เป็นตัวแทนของอารมณ์ที่พยายามมองหาผลตอบแทนที่รวดเร็วแบบง่าย ๆ มากกว่าผลประโยชน์ระยะยาว ในทางกลับกันควาญช้างเป็นตัวแทนของฝ่ายที่มีเหตุผลซึ่งรู้ว่าควรทำอะไร สามารถบังคับทิศทางของช้างได้ในระดับหนึ่ง และเส้นทางที่ไปก็คือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั่นเอง

ยกตัวอย่างง่าย ๆ ก็ได้ครับว่าเราอยากจะลุกมาวิ่งตอนตีห้า ควาญช้างในตัวเรารู้แล้วว่าการลุกขึ้นมาวิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพในระยะยาว แต่ตอนที่นาฬิกาปลุกดังเราทำยังไงครับ? ส่วนใหญ่ช้างในตัวเราก็บอกว่าขอนอนต่ออีกหน่อย สุดท้ายรู้ตัวอีกทีคือแปดโมงเช้าไปแล้ว

การเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้งดูเป็นเรื่องที่ท้าทายและน่ากลัว ยกตัวอย่างคนที่เป็นหนี้ก็ได้ครับ บางคนเป็นหนี้หลายก้อนไม่รู้มาจากไหนเยอะแยะ ช้างในตัวเรารู้สึกเหมือนว่าไม่มีทางเลยที่จะจ่ายให้หมดได้ จะเป็นไปได้ยังไงกัน การเปลี่ยนแปลงยังไง จะเริ่มตรงไหน เหมือนภูเขาที่อยู่ตรงหน้าช่างสูงใหญ่เกินไปที่จะเดินขึ้นไปได้

เมื่อปัญหามันดูใหญ่เกินไป ช้างในตัวเราก็นิ่งไม่ขยับไปไหน…เพราะแค่คิดยังไม่ทันได้เริ่มก็เหนื่อยแล้ว

แต่ควาญช้างเป็นคนที่มีเหตุผล รู้ว่าหนี้ยังไงก็ต้องจ่าย แต่ควาญช้างช่วยดันช่วยผลักให้ช้างขยับไปข้างหน้าได้ยังไง?

เราต้องย่อขนาดของการเปลี่ยนแปลงให้เล็กลงครับ แสดงให้ช้างเห็นว่าทางที่จะเดินไปข้างหน้าเป็นเนินเตี้ย ๆ แค่นั้นเอง แล้วก็ค่อย ๆ ดันช้างให้เริ่มเดิน แรงต่อต้านก็จะลดลง

มีงานวิจัยหนึ่งที่แสดงให้เห็นพลังของการเริ่มแบบเล็ก ๆ นี้ได้เป็นอย่างดี นักวิจัยทดลองโดยการให้ร้านล้างรถมอบบัตรสะสมแต้มสองแบบกับลูกค้า โดยแบบแรกคือสะสม 10 แต้มได้ล้างรถฟรี (แบบปกติ) คนที่จะเก็บสะสมแต้มได้สำเร็จมีจำนวนเพียง 19% เท่านั้น ส่วนในแบบที่สองต้องสะสม 12 แต้มได้ล้างรถฟรี แต่ที่น่าสนใจคือ บัตรนี้จะแถม 2 แต้มให้ก่อนเลยตั้งแต่ได้รับบัตร กลายเป็นว่าคนที่เก็บสะสมแต้มได้สำเร็จมีเพิ่มมากขึ้นถึง 34% เลยทีเดียว เพิ่มมาเกือบเท่าตัว

ทั้งที่ทั้งสองแบบใช้ความพยายามเท่ากัน (ต้องเก็บ 10 แต้มเหมือนกัน) แต่กลุ่มที่สองกลับรู้สึกมีกำลังใจมากกว่าเพราะรู้สึกว่าตัวเองเส้นทางไปสู่เป้าหมายนั้นได้เริ่มไปแล้วตั้งแต่ครั้งแรก ทำให้รู้สึกมีกำลังใจและช่วยให้รู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงมันเริ่มขึ้นแล้วนะ

สำหรับคนที่มีหนี้เยอะ หลายก้อนกองเป็นภูเขาให้ตั้งสติก่อน แล้วลองทำแบบนี้ดูครับ

1. หาเวลาว่าง ๆ สมองโล่ง ๆ สักวันหนึ่ง (ถ้าเป็นครอบครัวก็เอาสามีและภรรยามานั่งด้วยกันจะดีมาก ๆ) แล้วก็เอาหนี้ทุกอย่างมากางบนโต๊ะเลยครับ เอาออกมาวางให้หมด ขั้นตอนแรกคือการ ‘ยอมรับ’ ก่อนเลยว่าเรากำลังมีปัญหาและต้องเริ่มแก้ไขอย่างจริงจังแล้ว (ควาญช้างทำงาน)

2. ที่ผ่านมาช้างไม่เดินเพราะมันช็อกกับกองหนี้อันยิ่งใหญ่อยู่ ให้ซอยหนี้ออกเป็นก้อน ๆ เรียงจากเล็กที่สุดไปหาใหญ่ที่สุด เป็นข้อ ๆ ไป หนี้บัตรเครดิต หนี้ กยศ. หนี้รถยนต์ ฯลฯ

3. ตอนนี้ให้โฟกัสไปที่หนี้ก้อนเล็กที่สุดก่อนครับ เรียกว่าเป็นเนินเตี้ย ๆ ที่จะให้ช้างในตัวคุณเดินไปนั่นแหละ

4. ตรงนี้ต้องห้ามก่อหนี้เพิ่ม เพราะไม่งั้นมันจะไม่จบ

5. วางแผนเพื่อจะแก้หนี้ก้อนหนี้ให้หมดให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ หนี้ก้อนอื่นๆ ก็ยังต้องจ่ายนะครับ เป็นขั้นต่ำไปก่อนไม่เป็นไร หรือจะขอพักชำระหนี้อะไรก็ว่าไป แต่หนี้ทุกก้อนต้องจ่าย แต่โหมเงินทุกบาทไปที่หนี้ก้อนที่เล็กที่สุดก่อน

6. เมื่อหนี้ก้อนเล็กหมด ก็นำเงินที่จ่ายหนี้ก้อนเล็กนี้ไปจ่ายหนี้ก้อนที่ใหญ่ขึ้นเป็นลำดับถัดมา แล้วทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าหนี้ทุกก้อนจะจ่ายจนหมดครับ

ที่จริงวิธีนี้มีชื่อเรียกว่า “Snowball Method” ที่ใช้เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเคลียร์หนี้ก้อนเล็ก ๆ ก่อน (เหมือนเป็นการสะสมแต้มบนบัตรที่มีการเริ่มไปแล้ว) หลังจากนั้นคนที่ติดหนี้ก็จะรู้มีกำลังใจ ไม่ท้อตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม

ชัยชนะเล็ก ๆ สร้างความหวังอันยิ่งใหญ่ การจ่ายหนี้ก้อนเล็ก ๆ ให้หมดแล้วขยับไปหนี้ก้อนใหญ่ขึ้นจะการสร้างโมเมนตัมทำให้เราก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ย่อท้อ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เริ่มต้นที่ก้าวเล็ก ๆ เสมอ เหมือนการล่อให้ช้างเดินขึ้นเนินเล็ก ๆ ไปเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไปอาจจะปีนขึ้นมาถึงยอดเขาโดยไม่รู้ตัวเลยก็ได้

ไม่มีใครอยากเป็นหนี้ ถ้ามีเงินมากพอ อยากหลุดจากหนี้ให้ไว ทำตาม 5 Steps นี้!!

ไม่มีใครอยากเป็นหนี้กันใช่ไหมคะ หนี้ที่เกิดขึ้นมานั้นอาจจะมีทั้งหนี้ดีและหนี้ไม่ดี หนี้ดี หมายถึง หนี้ที่ทำให้เกิดประโยชน์ ก่อให้เกิดรายได้หรือประโยชน์มากกว่ารายจ่าย เช่น หนี้เพื่อการศึกษา ส่วนหนี้ไม่ดี หมายถึง หนี้ที่ก่อให้เกิดรายจ่ายมากกว่ารายได้ เช่น หนี้บัตรเครดิต ซึ่งทุกคนที่มีหนี้จะมีภาระเรื่องการใช้หนี้คืน

ดังนั้น เป้าหมายสำคัญสำหรับใครที่มีหนี้คือการปลดหนี้ ถ้าหากเลือกได้คงไม่มีใครอยากเป็นหนี้ไปตลอด และทำอย่างไรให้ปลดหนี้ได้ไว วันนี้จึงนำ 5 แนวทางที่จะช่วยปลดหนี้ได้ไว มาแบ่งปันเพื่อให้ทุกท่านสามารถปลดหนี้ได้ไวตามที่ต้องการกัน

1. จัดลำดับหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงสุด หากมีเงินเหลือเมื่อใดจะเลือกมาชำระก่อน

เนื่องจากหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง จะทำให้เราต้องจ่ายเงินค่าดอกเบี้ยสูงกว่าเมื่อเทียบกับหนี้ที่มีดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า ดังนั้นสิ่งสำคัญที่เราควรทำคือจัดลำดับหนี้ จากหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงที่สุดไปยังดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า หากท่านมีเงินเหลือในแต่ละเดือนเมื่อใดก็ให้เลือกมาชำระหนี้ดอกเบี้ยสูงก่อนเพื่อทำให้เงินต้นคงค้างลดลงให้เร็วที่สุดก็จะทำให้ดอกเบี้ยจ่ายลดลง สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้ว่าดอกเบี้ยที่เราจ่ายนั้นเป็นดอกเบี้ยแบบใด และต้องจ่ายดอกเบี้ยอัตราเท่าไร ยกตัวอย่าง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบคงที่ และ แบบลอยตัว

(1) อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบคงที่ (Fixed Rate)

คือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ทางผู้ให้กู้กำหนดไว้คงที่และจะไม่มีการปรับอีก เช่น ดอกเบี้ยเงินกู้ร้อยละ 6 ต่อปีมีระยะเวลาในการผ่อนชำระคืน 10 ปี นั่นคือภายใน 10 ปีนี้ต้อง
เสียดอกเบี้ยในร้อยละ 6 ไปตลอด

(2) อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบลอยตัว (Floating Rate)

คือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่เปลี่ยนแปลงไปตามต้นทุนของสถาบันการเงิน ซึ่งสถาบันการเงินจะประกาศออกมาเป็นครั้งๆ เช่น อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของธนาคารพาณิชย์

หากทิศทางดอกเบี้ยอ้างอิงของธนาคารมีการปรับตัวสูงขึ้น ทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบลอยตัวปรับตัวสูงขึ้นตาม ส่งผลให้เรามีภาระในการชำระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น แต่ในทางกลับกันหากทิศทางดอกเบี้ยอ้างอิงของธนาคารมีการปรับลดลง ทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบลอยตัวปรับตัวลดลง ส่งผลให้เราชำระดอกเบี้ยลงลงเช่นเดียวกัน

ดังนั้น การจัดลำดับหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงสุดอาจจะมีปรับเปลี่ยน เราจึงควรมีการทบทวนเรื่องการจัดลำดับหนี้หากมีการปรับอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว

2. สำรวจตัวเองว่าสามารถชำระหนี้ได้มากแค่ไหนในแต่ละเดือนและยอมลดรายจ่ายเพื่อนำเงินไปชำระหนี้

การรู้จักตัวเองว่าจะสามารถแบ่งเงินจากรายได้มาจ่ายภาระหนี้ต่อเดือนได้มากเท่าไรนั้น ขึ้นอยู่กับว่าปัจจุบันเรามีรายจ่ายต่อเดือนมากเท่าไร หากเรายอมลดรายจ่ายบางอย่างเพื่อทำให้เรามีเงินเหลือมาจ่ายชำระหนี้ได้มากขึ้น ก็จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เราสามารถปลดหนี้ได้ไวขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ปัจจุบันเรามีรายจ่ายต่อเดือน 60%ของรายได้ ถ้าเรายอมลดรายจ่ายต่อเดือนเหลือ 50% หรือน้อยกว่า ก็จะทำให้เรามีเงินเหลือมากขึ้นก็จะทำให้สามารถนำไปชำระหนี้ได้เพิ่มขึ้นก็จะทำให้ปลดหนี้ได้ไวขึ้น หากเราสำรวจและเข้าใจการใช้จ่ายเงินของตัวเอง เราจะสามารถจัดการหนี้ของเราได้ดีมากขึ้น ยอมอดทนวันนี้เพื่ออนาคตที่สดใส

3. มองหาโอกาสในการปรับลดดอกเบี้ยของหนี้ที่มีอยู่

หากมีโอกาสที่พูดคุยกับทางธนาคารเพื่อปรับลดดอกเบี้ย ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้วิธีการลดภาระดอกเบี้ยจากการรีไฟแนนซ์ (Refinance) ที่เป็นวิธีการชำระเงินกู้เดิมด้วยเงินกู้ใหม่ที่ทำให้เราจ่ายดอกเบี้ยน้อยลง แต่ต้องดูรายละเอียดและเงื่อนไขต่างๆ ซึ่งถ้าทำแล้วจะต้องไม่จ่ายเงินหรือค่าธรรมเนียมทั้งหมดแล้วมากกว่าการชำระหนี้ปกติแบบเดิม ซึ่งการรีไฟแนนซ์ที่ถูกต้องจะต้องเป็นการกู้เงินที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตัวผู้กู้มากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบ “อัตราส่วนค่าใช้จ่ายรวมสุทธิทั้งหมด” กับ “หนี้สิน” ที่เกิดจากการกู้ยืมก่อนหน้านี้

4. มีวินัยในการชำระหนี้

การชำระหนี้เป็นสิ่งสำคัญที่เราควรจัดลำดับไว้ก่อน เมื่อเราได้รับรายได้มาแล้วจะต้องแบ่งเงินส่วนนี้ออกมาเพื่อเตรียมชำระหนี้ หากเราไม่จัดสรรเงินก้อนนี้ไว้แล้วนำไปใช้จ่ายอย่างอื่นก่อน จะทำให้เรามีปัญหาในการชำระหนี้และถ้าไม่ชำระให้ตรงเวลาอาจจะต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมอีก ทำให้ต้องจ่ายเงินเพิ่มโดยไม่จำเป็น

5. ไม่สร้างหนี้ใหม่เพิ่ม

กรณีที่เรามีหนี้เพิ่มจะทำให้เราต้องแบ่งเงินมาชำระหนี้ก้อนใหม่ด้วย ซึ่งหากกระทบการชำระหนี้ก้อนเดิมจะทำให้เราปลดหนี้ได้ช้าลง ดังนั้นหากเราต้องการที่จะปลดหนี้ให้ไวจึงต้องไม่สร้างหนี้ใหม่เพิ่มหรือควรรอให้เราปลดภาระหนี้ก้อนเดิมให้ได้ก่อนและค่อยพิจารณาภายหลังว่าจำเป็นต้องมีหนี้ใหม่นี้เมื่อไร หากยังไม่จำเป็นก็ยังไม่ต้องสร้างหนี้เพิ่ม

เขียนโดย: สุมิตรา อภิรัตน์ นักวางแผนการเงิน CFP®

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save