ยิ่งเสี่ยงบ่อยอาจจะยิ่งเสียหายกว่าที่ต้องการ ‘ตรรกะวิบัติของจำนวนมหาศาล’ เข้าใจผิดคิดว่า ถ้า ‘พนันบ่อยมากพอ’ จะชดเชยโอกาสที่จะเสียเงินได้

เพื่อนๆเคยได้ยิน Samuelson’s Bet ไหมครับ?

สำหรับคนที่ไม่เคยได้ยิน Samuelson’s Bet มาก่อน Samuelson’s Bet นั้นมาจากการเล่าของพอล แอนโธนี แซมมวลสัน (Paul Samuelson) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ถึงประสบการณ์ของเขาตอนที่เขายังทำงานอยู่ที่ MIT

เขาเล่าให้ฟังในงานเขียนที่มีชื่อว่า Risk and Uncertainty: A Fallacy of Large Number ว่ามีอยู่วันหนึ่ง เขาถามเพื่อนอาจารย์ของเขาระหว่างทานข้าวกลางวัน

“คุณจะเล่นเกมส์กับผมไหม ผมจะทอยเหรียญเพียงแค่ครั้งเดียวและจะให้คุณลองพนันดูว่ามันจะออกหัวหรือออกก้อย ถ้ามันออกก้อย คุณจะได้เงิน $200 แต่ถ้ามันออกหัวล่ะก็ คุณจะต้องจ่าย $100 คุณจะเล่นไหม”

เมื่อได้ยินดังนั้น เพื่อนเขาก็ตอบกลับมาว่า “โอย ไม่เอาอ่ะ เพราะผมรู้สึกว่าผมจะเสียใจกับการเสีย $100 ให้คุณมากกว่าจะดีใจถ้าได้ $200 มา…” แล้วก็พูดต่อว่า “…แต่ผมจะเล่นถ้าคุณยอมทอยเหรียญ 100 ครั้งแทนการทอยเพียงแค่ครั้งเดียว”

ก่อนอื่น ผมอยากให้ลองคิดตามเพื่อนของ Paul ดูนะครับว่าคุณจะเลือกเหมือนกับเขาไหม

คุณจะไม่พนันถ้ามันเป็นการทอยเหรียญเพียงแค่ครั้งเดียว แต่ถ้าเป็นการทอยซัก 100 ครั้งล่ะก็ คุณก็จะยอมเล่น

ผมเชื่อว่าเกือบทุกคนก็คงจะคิดเหมือนกันกับเพื่อนของแซมมวลสันใช่ไหมครับ นั่นก็เป็นเพราะเราคิดว่า ถึงแม้โอกาสที่เหรียญมันจะออกหัวหรือก้อยนั้นมันจะเท่ากับ 50-50 ก็จริง แต่มันดูเป็นอะไรที่ค่อนจะเสี่ยงถ้าเราทอยเหรียญเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น

แต่ถ้าเราทอยมัน 100 ครั้งล่ะ? โดยเฉลี่ยแล้วเหรียญมันก็น่าจะออกก้อยซักประมาณ 50 ครั้งเพราะ ‘กฎของจำนวนมหาศาล’ (law of large numbers ซึ่งเป็นทฤษฎีที่อธิบายผลลัพธ์ของการทดลองเดียวกันหลายครั้ง ตามกฎแล้ว ค่าเฉลี่ยของผลลัพธ์ที่ได้จากการทดลองจำนวนมากควรใกล้เคียงกับค่าที่คาดไว้ และมีแนวโน้มที่จะเข้าใกล้ค่าที่คาดไว้มากขึ้นเมื่อมีการทดลองมากขึ้น) ถูกไหมครับ?

เพราะฉะนั้นมันก็น่าพนันถ้าเราสามารถทอยเหรียญได้ร้อยครั้ง

แต่แซมมวลสันบอกว่านั่นเป็นหลักเหตุผลที่ผิดเพราะว่า

“ถ้าคุณคิดว่าการเสียเงิน $100 จากการพนันการทอยเหรียญเพียงแค่ครั้งเดียวเป็นอะไรที่คุณไม่ยอมจะเสี่ยงล่ะก็ คุณก็ไม่ควรที่จะรับการพนันที่มีการเสี่ยงเหมือนกัน (ออกก้อยคุณได้ $200 ออกหัวคุณเสีย $100) ทั้งหมด 100 ครั้งเช่นเดียวกัน”

เพราะอะไร เราลองมาคิดตามกันดูนะครับ

สมมติว่าคุณโชคดีเอามากๆ ทอยเหรียญ 100 ครั้งเหรียญมันออกก้อยทุกครั้งเลย คุณก็จะได้เงินมา $200 x 100 = $20,000 และคุณก็จะเป็นคนรวยไปเลย เราเรียกเหตุการณ์แบบนี้ว่าโอกาสความเป็นไปได้ที่มากที่สุด (maximum gain) ของการพนัน

แต่ถ้าคุณโชคร้ายมากๆ ทอยเหรียญ 100 ครั้งเหรียญมันออกหัวทุกครั้ง คุณก็จะเสียเงินไป $100 x 100 = $10,000 ซึ่งถ้าการเสีย $100 จากการทอยเหรียญมันสร้างความเจ็บปวดให้กับคุณมากพอที่คุณจะไม่ยอมรับการพนั้นนั้นๆ เราก็คงจะไม่ต้องพูดถึงการเสีย $10,000 เลยนะครับ เราเรียกเหตุการณ์นี้ว่าโอกาสความเป็นไปได้ที่จะเสียมากที่สุด (maximum loss) ของการพนัน

มาถึงตรงนี้คุณก็อาจจะเถียงว่าโอกาสที่จะได้มากที่สุดและเสียมากที่สุดจากการทอยเหรียญ 100 ครั้งนั้นมันน้อยมากๆ แต่ความเป็นไปได้ (prospect) ของการสูญเสียเงินมากกว่า $100 จากการพนัน 100 ครั้งก็ยังสูงมากกว่าการพนันเพียงแค่ครั้งเดียวอยู่ดี เพราะถ้าคุณพนันเพียงแค่ครั้งเดียว อย่างมากที่สุดคุณก็จะเสียเงินแค่ $100

แซมมวลสันเรียกความหลักเหตุผลที่ผิดเพี้ยนนี้ว่า ‘ตรรกะวิบัติของจำนวนมหาศาล’ (fallacy of large numbers) หรือการที่คุณคิดว่าคุณจะโอเคถ้าจำนวนการพนันมันมากพอที่จะชดเชยโอกาสที่คุณจะเสียได้

แต่ในความเป็นจริงสิ่งที่คุณเลือกกลายเป็นการที่คุณไปเพิ่มความเสี่ยงที่คุณจะต้องเสียเงินในจำนวนที่มากกว่าถ้าจำนวนการพนันมันน้อยกว่า

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่าแม้ว่าเราจะเพิ่มโอกาสที่เหรียญจะออกก้อย = 50% จากการทอย 100 ครั้ง แต่โอกาสที่เราจะสูญเสียเงินมากกว่า $100 ก็จะสูงมากขึ้น และ ถ้าตอนแรกการเสีย $100 มันเจ็บปวดกว่าการได้เงิน $200 ทำไมเราจะยอมเสี่ยงที่จะเสียถึง $10,000 เพื่อแลกกับโอกาสที่เราอาจจะได้ $20,000 ด้วย

แซมมวลสันบอกว่าทางออกที่ดีก็คือเราไม่ควรจะไปเพิ่มความเสี่ยงแต่ควรที่จะเอาความเสี่ยงมาหารมากกว่า

พูดง่ายๆก็คือแทนที่เราจะรับพนันแบบเดิมหนึ่งร้อยครั้ง ให้เรารับการพนันที่ว่าถ้าเหรียญออกหัว คุณจ่าย $1 แต่ถ้าเหรียญมันออกก้อย คุณจะได้ $2 ในการทอยเหรียญ 100 ครั้งดีกว่า ทั้งนี้ก็เพราะว่า

1) การทอยเหรียญ 100 ครั้งสามารถเพิ่มโอกาสที่เหรียญมันจะออกก้อย 50%

2) ความเป็นไปได้ที่จะเสียมากที่สุด = $100 ไม่ใช่ $10,000

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับชีวิตของเราด้วย มันเกี่ยวตรงที่ว่า

1) เรามักจะกลัวการเสียจากความเสี่ยงระยะสั้น (Short-Term Bet) ซึ่งก็เป็นเหตุผลอย่างหนึ่งที่ทำให้เราไม่อยากจะลงทุนระยะยาวกัน

2) สำหรับการลงทุนระยะยาว เราก็อาจจะยอมเสี่ยงมากเกินไปเพราะเราไปคิดว่า โดยเฉลี่ยแล้ว เดี๋ยวเราก็จะได้ทุนคืนโดยที่ลืมคำนึงถึงโอกาสความเป็นไปได้ที่จะเสียมากที่สุดของการลงทุนที่เสี่ยงมากๆ เพราะฉะนั้นเราก็ควรที่จะลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงหน่อย ถึงแม้ว่ามันจะเป็นการลงทุนระยะยาวก็ตาม เพื่อที่เราจะได้ลดโอกาสที่เราจะเสียมากที่สุดเกินไปกว่าที่เราจะสามารถยอมรับได้นะครับ

==========
ศ.ดร.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี (เพจ : https://www.facebook.com/nattavudh.powdthavee)
ศาสตราจารย์ทางด้านเศรษฐศาสตร์
มหาวิทยาลัย Nanyang Technological University, Singapore
==========

“เราไม่มีทางรู้ว่าจะชอบไข่เจียว ไข่ดาว หรือไข่ต้ม แบบไหนมากที่สุดจนกว่าจะได้ลอง” บทเรียนการเงินจากอดีตเภสัชกรหญิงที่เก็บเงินได้ 10 ล้านก่อนวัย 30 ปี

ขึ้นชื่อว่า ‘เงิน’ คงไม่มีใครที่ไม่อยากได้ เราฝันถึงตัวเลขในบัญชีที่มีศูนย์ต่อท้ายเยอะ ๆ เป็นเรื่องปกติ

แต่สำหรับคุณอ้อ – “น.ส.วริศา มณีธวัช” นั่นไม่ใช่แค่ความฝัน แต่เธอมุ่งมั่น เริ่มทำงานมาตั้งแต่อายุ 19 ปี เก็บออมและทดลองทำหลาย ๆ อย่างจนสำเร็จ มีเงินเก็บในบัญชี 10 ล้านแรก ได้ด้วยวัยยังไม่ถึง 30 ปีตามที่ตัวเองได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ด้วย

ด้วยความที่เป็นพี่คนโตของครอบครัวในครอบครัวชนชั้นกลาง คุณแม่เป็นข้าราชการที่ไม่มีความรู้เรื่องการบริหารเงินเลย ส่วนคุณพ่อก็เป็นพนักงานบริษัท ทำให้คุณอ้อก็ไม่ได้เป็นคนมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องการเงินมากนัก แต่รู้ตัวว่าตัวเองอยากมีเงินเยอะขึ้น ได้ดูแลครอบครัว ดูแลคนอื่น ๆ ได้ ชีวิตคงสบายขึ้น

เริ่มต้นอาชีพนักขาย

พอชีวิตเข้าสู่ช่วงวัยมหาวิทยาลัย แม้จะเรียนคณะเภสัชฯ แต่ก็ชอบเรื่องการขายของและธุรกิจด้วยเช่นกัน ตอนนั้นเลยรู้สึกว่าอยากลองหาของมาขายเพื่อสร้างรายได้ให้กับตัวเอง แต่ไม่เคยลงทุนทำธุรกิจเพราะรู้ดีว่ามันมีความเสี่ยง จึงไม่เคยซื้อของอะไรมาขายเลย แต่อยากหารายได้เพิ่มก็เลยลองหาวิธีอื่นดู

นั่นคือช่วงที่โซเชียลมีเดียกำลังเริ่มบูม มหาวิทยาลัยที่เรียนอยู่ติดย่านสยาม มีโอกาสเห็นร้านค้าต่าง ๆ ที่มีสินค้าน่าสนใจมากมาย แต่ร้านก็ไม่ได้มีการขายออนไลน์ ก็เลยเกิดเป็นไอเดียเริ่มต้นทำธุรกิจ ‘นายหน้าขายของออนไลน์’ หรือการโพสต์ขายแทนร้านค้า ถ้ามีคนสั่งก็จะมาซื้อไปส่งให้ลูกค้าแล้วก็กินส่วนต่าง ซึ่งในตอนนั้นตลาดเรียกว่าคู่แข่งไม่เยอะมาก

ด้วยนิสัยที่ชอบคุย ยิ้มง่าย พูดเก่ง และที่สำคัญคือใจกล้า คุณอ้อก็เดินเข้าไปตามร้านค้าต่าง ๆ เพื่อสอบถามว่าต้องการคนช่วยขายไหม เดี๋ยวจะช่วยเอาไปโพสต์ขายออนไลน์ให้ ถ้าขายได้เดี๋ยวจะมาสั่งของที่ร้าน สินค้าก็เป็นพวก ของจิปาถะทั่วไปอย่าง เคสมือถือ ขายขนม ขายเคสมือถือ ขายกระเป๋ารองเท้า ฯลฯ พอเริ่มขายได้ก็ลองขยับไปเป็นสินค้าตัวอื่น ๆ มากยิ่งขึ้น

นิสัยแห่งการทดลองและไม่ล้มเลิกง่ายๆ

แม้กระทั่งแอร์ก็ขายมาแล้ว ซึ่งประสบการณ์ครั้งนั้นแสดงให้เห็นถึงนิสัยแห่งการทดลองและไม่ล้มเลิกง่าย ๆ ของคุณอ้อด้วย ที่ผ่านมาการขายของก็คือการโพสต์ขายของออนไลน์มาโดยตลอด ความท้าทายในการขายแอร์คือถ้าโพสต์ขายออนไลน์…ใครจะมาซื้อ? คุณอ้อเลยลองเปลี่ยนวิธีไปยืนแจกใบปลิวที่หน้าคณะ ก็ไม่มีคนสนใจ ไปเดินแจกใบที่สยามก็ไม่มีคนติดต่อมา เอาโบรชัวร์ไปวางตามที่ต่าง ๆ ก็ยังไม่คืบหน้า

สุดท้ายในเมื่อขายทีละตัวไม่ได้ ก็เลยลองเปลี่ยนวิธี ถ้าขายทีละ 5 ตัว หรือ 10 ตัวได้ไหมนะ? ขายให้กับโครงการบ้าน คอนโดฯ หรือ คณะในมหาวิทยาลัยที่เขาซื้อทีละเยอะ ๆ เพราะราคาที่คุณอ้อได้มาจากบริษัทแอร์ก็ถือว่าไม่แพง สามารถประมูลแข่งกับเจ้าอื่น ๆ ได้

จุดพลิกเกมเกิดขึ้นหลังจากที่คุณอ้อเริ่มส่งราคาไปประมูลในโครงการต่าง ๆ ทีนี้เริ่มมีคนสนใจ เริ่มได้ลูกค้าทีละที่สองที่ แต่ขายแอร์ทีละเป็นสิบ ๆ ตัว ติดหอพัก ติดสถานพยาบาล และรายได้จากการเป็นนายหน้าขายแอร์ก็เริ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

หรืออย่างการขายสินค้าของ Apple ซึ่งในตอนนั้นถือว่าเป็นตลาดเฉพาะทางมาก ๆ คุณอ้อแทนที่จะโพสต์ขาย แจกใบปลิวปกติ (ซึ่งก็ลองทำแต่ขายไม่ได้) เลยลองพลิกหาวิธีไปขายในกลุ่มเว็บบอร์ดเฉพาะทางของ Apple และอาศัยรีวิวแบบปากต่อปากจากลูกค้ากลุ่มแรก ๆ จนกระทั่งขายคอมพิวเตอร์ได้หลายร้อยเครื่องติดเป็นท็อปเซลล์ของบริษัทไปเลย

แต่ก็ไม่ใช่สินค้าทุกอันที่จะขายได้ ของบางอย่างเช่น เซ็ตอาหารเบรค หรือรับออเดอร์เค้กสั่งทำ เบเกอรี่ออนไลน์ พวกนี้ลองขายมาหมดแล้ว…แต่ก็ขายไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องหยุดไปทำอย่างอื่นแทน (แค่นั้นเลย)

“สิ่งที่หลาย ๆ คนเห็นเป็นเพียงสินค้าแค่ 3 ใน 10 หรือ 3 ใน 20 ด้วยซ้ำ ที่ขายนะ ที่ขายไม่ได้คนก็ไม่เห็น และสำหรับเราแล้ว ขายไม่ได้ พยายามทุกทางแล้วยังไม่ได้ เราก็ต้องปล่อย มีอะไรอีกมากมายที่เรายังทำได้”

เมื่อมีเงินเข้ามาในบัญชี คุณอ้อก็เริ่มสนใจเรื่องการเก็บเงิน ออมเงิน ลงทุนด้านต่าง ๆ และที่สำคัญคือคอยกระจายสิ่งที่เรียนรู้มาให้กับคนอื่น ๆ รอบตัวผ่านโซเชียลมีเดียอยู่เป็นประจำ คนก็เริ่มมาติดตาม จากวงเล็กที่เป็นเพื่อนกัน ก็เริ่มขยายไปสู่คนที่ไม่รู้จักและติดตามเพราะได้รับความรู้ ซึ่งคุณอ้อก็ทำแบบนี้มาเรื่อย ๆ เป็นเวลา 5-6 ปีเลยทีเดียว

การใช้เงินเพื่อเป้าหมายในชีวิต

ส่วนตัวแล้วคุณอ้อเป็นคนที่ค่อนข้างระมัดระวังเรื่องการใช้จ่ายเงิน มีช่วงหนึ่งตอนปี 4 ที่เริ่มขายของได้เป็นกอบเป็นกำ มีเงินในบัญชีเยอะขึ้นแล้วก็เริ่มใช้จ่ายแบบสุรุ่ยสุร่ายมากกว่าปกติ ซื้อสินค้าแบรนด์เนมราคาแพงให้ตัวเองเหมือนเป็นการให้รางวัล แต่ทำได้ไม่นานก็รู้สึกว่า “ตอนแรก ๆ ได้มาก็ดี สิ่งของเหล่านี้ไม่ได้มอบความสุขให้กับเธอเลย ในระยะยาวเลย” แล้วก็กลับมาใช้ชีวิตตามปกติเหมือนเดิมเพราะรู้สึกสบายใจมากกว่า

สำหรับการลงทุนจะเลือกลงทุนในหุ้นบ้าง กองทุนบ้าง แต่จะลงในแบบที่รับไหว จะซื้อกองทุนที่รู้สึกว่าปลอดภัยและที่สำคัญคือซื้อด้วยเงินที่เสียหายได้ 100% คือถ้าหายไปหมดเลยก็ยังจะรู้สึกโอเค เพราะสำหรับคุณอ้อแล้ว “อะไรก็ตามที่เราลงทุนแล้วนอนไม่หลับ ไม่เอาดีกว่า เพราะไม่ใช่ตัวเรา”

หลังจากมีประสบการณ์ขายมากขึ้น ลองสินค้ามาหลายอย่าง วันหนึ่งคุณอ้อก็มีโอกาสได้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องประกันจากการอ่านหนังสือ ซึ่งก่อนนั้นก็เหมือนกับคนส่วนใหญ่ ประกันเป็นสิ่งที่เธอไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยว เรียกว่ามีมุมมองเชิงลบเลยก็ว่าได้

แต่เมื่อศึกษาเพิ่มขึ้นและยอมเปิดใจให้กว้างขึ้น คุณอ้อเห็นว่าที่จริงแล้วตัวผลิตภัณฑ์มันเป็นสิ่งที่ดี มันเป็นการจ่ายเงินเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่าง ๆ ถ้าหากมีอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยขึ้นมาแล้วไม่มีประกัน เป้าหมายชีวิตหรือการเงินอาจจะพังเลยก็ได้

คุณอ้อย้ำว่ามันก็เหมือนในทุกธุรกิจที่ก็จะมีคนมุ่งแต่จะขาย โดยไม่ได้สนใจความต้องการของลูกค้าจริง ๆ ประกันก็เหมือนกัน แต่สำหรับเธอแล้วจะดูความต้องการและความจำเป็นของลูกค้าเป็นหลัก ซึ่งนั่นก็ทำให้อาชีพขายประกันกลายมาเป็นงานเสริมเพิ่มขึ้นด้วย

ทางแยกของชีวิตและการจัดลำดับความสำคัญ

ซึ่งในปี 2016 จากน้ำพักน้ำแรงและการลองผิดลองถูกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในวัยอายุ 23 ปี คุณอ้อก็ได้จับเงินล้านแรกของตัวเองสำเร็จจนได้ “ล้านต่อไปมันจะเริ่มเห็นรูปแบบว่าต้องทำยังไง เราสามารถทำอะไรได้ เรารู้จักตัวเองแล้ว มันเลยทำซ้ำได้ แต่ก็ยังต้องทำงานหนักอยู่เพื่อให้เงินงอกเงย”

จนกระทั่งเรียนจบ ก็ไปทำงานเป็นเภสัชกรที่โรงพยาบาล ต่อมาเป็นพนักงานบริษัทยาที่ทำงานที่โรงพยาบาลเช่นกัน ขยันทำงานแล้วก็ขายประกันเป็นอาชีพเสริมควบคู่กันไป เป้าหมายของคุณอ้อจากแสนแรก สู่ล้านแรก ก็เติบโตไปเป็น 10 ล้านแรกภายในอายุ 30 ปี

แต่จุดเปลี่ยนก็เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อโควิดกำลังระบาดหนักในช่วงปี 2020 ด้วยความที่เพิ่งมีลูกเล็กในเวลานั้นและต้องทำงานที่โรงพยาบาลซึ่งมีความเสี่ยงสูงมาก ๆ จึงเกิดเป็นทางเลือกว่าจะทำงานต่อแล้วเสี่ยงติดเชื้อกลับบ้านไปติดลูก หรือควรลาออกมาอยู่บ้านแล้วทำงานขายประกันออนไลน์แบบเต็มเวลาไปเลย

หลังจากชั่งน้ำหนักแล้วคุณอ้อจึงตัดสินใจเลือกที่ออกมาอยู่กับลูก ปรับวิถีชีวิตจากพนักงานประจำมาทำงานขายประกันออนไลน์ทั้งหมด รายได้เพิ่มขึ้น มีเงินเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในบ้านและมีเวลาดูแลลูกมากขึ้นด้วย

ด้วยกรอบคิดที่ไม่ยอมแพ้ ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและซื่อสัตย์กับมัน จดจ่อกับการลงมือทำ เปิดรับโอกาสใหม่ ๆ ลองทำอะไรหลาย ๆ อย่าง แพ้ก็ลุกใหม่ พลาดก็เปลี่ยนไปทำอย่างอื่น คุณอ้อแนะนำว่า

“เราไม่มีทางรู้ว่าจะชอบไข่เจียว ไข่ดาว หรือ ไข่ต้ม จนกว่าจะได้ลอง”

สุดท้ายภายในระยะเวลา 6 ปี หลังจากที่ตั้งเป้าหมาย 10 ล้าน ในวัย 23 ปี ตอนนี้เป้าหมายนั้นเธอมาถึงเรียบร้อยแล้ว

Mindset_ในการสร้างเป้าหมายเก็บเงินก้อนแรกของตัวเอง

คุณอ้อฝากคำแนะนำ 6 ข้อ สำหรับใครก็ตามที่อยากเริ่มสร้างเป้าหมายเก็บเงินก้อนของตัวเอง (เป้าหมายของแต่ละคนก็ต่างกันไปนะครับอาจจะหมื่นแรก แสนแรก หรือล้านแรกของตัวเอง)

1. ลองทำหลาย ๆ อย่างที่ไม่ต้องมีต้นทุน แต่เราลงแรง เพราะเราไม่รู้อะไรเลยจนกว่าจะลองทำ เป็นลูกจ้าง เป็นตัวแทนขาย รับพรีออเดอร์ ฯลฯ อะไรก็ได้ที่ไม่ต้องลงทุน แต่เราสามารถลองทำได้ เพื่อให้รู้ว่าตัวเองเหมาะกับงานไหน

2. คว้าโอกาสเอาไว้ ไม่ต้องกลัวว่าทำไม่ได้ ทำ 10 อย่าง ปัง 2 อย่างก็รอดแล้ว มันอาจจะเปลี่ยนชีวิตได้เลย

3. ทำตัวให้พร้อมกับโอกาสที่จะเข้ามา เพิ่มความรู้ให้กับตัวเองเสมอ อ่านหนังสือ ลงคอร์สเรียนต่าง ๆ ตอนนี้มาเยอะมาก

4. หาเหตุผลและมีเป้าหมายที่ชัดเจน ถ้ามันสำคัญกับเราจริง ๆ เราจะพยายามหาทางทำมันให้ได้ ทำเป็นภารกิจเลย ย้ำตัวเองบ่อย ๆ

5. ลองหาหนทางใหม่ ๆ อันไหนที่มันตัน ก็ลองวิธีอื่น อย่างการขายแอร์ ยืนแจกใบปลิวไม่ได้ ก็ไปประมูลราคาแข่งเลย

6. ความสำเร็จไม่ใช่แค่การอ่าน หรือฟัง แต่คือการลงมือทำให้มันเกิดขึ้น

สิ่งที่คุณอ้อเรียนรู้จากประสบการณ์หลายปีที่ผ่านมาคือการมีเงินไม่ใช่เพื่อเอาไว้ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย แต่มันคือการสร้างรากฐานความมั่นคงของชีวิตตัวเองและครอบครัว และที่สำคัญคือเมื่อมีเงินแล้ว ประสบความสำเร็จแล้ว เราดีใจได้แต่ก็อย่าเหลิง ขยันทำงานต่อไปเพราะ “ชีวิตเรายังประสบความสำเร็จได้อีกหลายครั้ง”

ที่ใดมี “ภาษี” ที่นั่นควร “วางแผน” | “lose it or use it” การวางแผนภาษี เรื่องที่โรงเรียนไม่เคยสอน

ผ่านเส้นตายยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2565 กันไปแล้ว เข้าสู่เส้นทางของภาษีปี 2566 ที่ผ่านมาเห็นข่าวตามโซเชียลฯ หลายคนร้องจ๊าก ไม่ใช่แค่ค่าไฟแพง ยังต้องเสียภาษีแพงอีกด้วย ทำนองรายได้ยังหายาก กลับโดนซ้ำเติมด้วยค่าใช้จ่ายที่แพงมากด้วย ค่าไฟเราลดใช้ไฟ ก็พอยังลดได้บ้าง แต่ภาษี ให้เราลดรายได้ เราคงไม่ยอม งั้นทำยังไงดี

ก่อนอื่น เรามาดูกันก่อนนะ เราควรวางแผนภาษีมั๊ย มีคำกล่าวเกี่ยวกับเรื่องภาษีไว้ว่า “ที่ใดภาษีแพง ที่นั่นควรวางแผนภาษี” เพราะเรื่องของภาษีเป็นเรื่องของ “lose it or use it” คือ “เราจะยอมเสียภาษี หรือ เราจะทวงภาษีคืน”

ถ้าสมมติเราอยู่ในฐานภาษีสูงสุดที่อัตรา 30% คิดแบบง่ายๆ เราเหนื่อยหาเงิน 12 เดือน แทนที่เราจะใช้เงินที่เหนื่อยหามาได้เต็ม 12 เดือน เรากลับต้องเสียภาษีให้สรรพากรไป 30% ของ 12 เดือน เท่ากับ 3.6 เดือน เหลือเงินใช้แค่ 8.4 เดือนเท่านั้น

ก็มาคิดดูนะ จะยอมเสีย 3.6 เดือนให้สรรพากร หรือทวงกลับมาเป็นค่าเทอมลูก ค่าใช้จ่ายในครอบครัว อ้อ! ไว้จ่ายค่าไฟด้วย ถ้าเราเลือกที่จะทวงภาษีคืน เรามาวางแผนภาษีที่จะเสียภาษีน้อยๆ แต่ถูกกฎหมายกันนะครับ

“รู้เขา รู้เรา รบ 100 ครั้ง ชนะ 100 ครั้ง” จะวางแผนภาษีได้ดี เราต้องรู้ก่อนว่าสรรพากรคิดภาษียังไง?

ภาษีเงินได้ = เงินได้สุทธิ x อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

(ซึ่ง เงินได้สุทธิ = เงินได้พึงประเมิน – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน)

ซึ่งสูตรคิดภาษีเงินได้ของสรรพากร จะคิดจากเงินได้สุทธิ เงินได้สุทธิยิ่งสูง ภาษีเงินได้ยิ่งแพง แถมอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทย เป็นอัตราภาษีก้าวหน้า คือ เงินได้สุทธิยิ่งสูง อัตราภาษีเงินได้ยิ่งแพงมากขึ้นเป็นตัวเร่งไปอีก

ดังนั้นถ้าอยากประหยัดภาษี ก็ต้องทำเงินได้สุทธิให้ต่ำให้มากที่สุด ซึ่งทำได้หลักๆ 3 กลยุทธ์ คือ

(1) ทำลายเงินได้พึงประเมิน
(2) เพิ่มค่าใช้จ่าย
(3) เพิ่มค่าลดหย่อน

แต่จะให้ทำลายเงินได้พึงประเมินก็ดูยังไงๆ วิธีที่ง่ายที่สุด แถมใครก็ทำได้ ก็คือ กลยุทธ์การเพิ่มค่าลดหย่อน ค่าลดหย่อนหลักปี 2566 ก็เหมือนปีที่ผ่านมา แบ่งได้ง่ายๆ เป็น 6 กลุ่ม คือ

1. ค่าลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว

ค่าลดหย่อนส่วนตัว

60,000 บาท ผู้ที่ยื่นภาษีมีสิทธิลดหย่อนภาษีส่วนตัวโดยอัตโนมัติ

ค่าลดหย่อนคู่สมรส

60,000 บาท ต้องเป็นคู่สมรสที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย และคู่สมรสต้องไม่มีรายได้

ค่าลดหย่อนฝากครรภ์และคลอดบุตร

ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกินท้องละ 60,000 บาท โดยใช้ใบเสร็จและใบรับรองแพทย์มาเป็นหลักฐาน ใช้ได้ทั้ง รพ.รัฐและเอกชน กรณีที่สามีภรรยายื่นภาษีรวมกัน ให้คนที่ยื่นภาษีหลักเป็นคนได้ใช้สิทธิ แต่ถ้าสามีภรรยาต่างฝ่ายต่างยื่นภาษี คนที่ใช้สิทธิลดหย่อนนี้ได้ต้องเป็นภรรยาคนเดียวเท่านั้น แต่ถ้าสามี ภรรยาไม่ได้จดทะเบียนสมรส ภรรยาเท่านั้นมีสิทธิลดหย่อน

ค่าลดหย่อนบุตร

ให้หักได้ทั้งบุตรชอบด้วยกฎหมาย หรือบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ รวมทั้งบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ด้วย โดยให้หักได้คนละ 30,000 – 60,000 บาท ถ้าลดหย่อนเฉพาะบุตรชอบด้วยกฎหมายลดหย่อนได้ไม่จำกัดคน แต่ถ้าจะลดหย่อนบุตรบุญธรรมด้วย จำนวนบุตรที่ลดหย่อนทั้งหมด(รวมบุตรบุญธรรม) ไม่เกิน 3 คนโดยมีรายละเอียด ดังนี้ลูกเกิดก่อนปี 2561 : ลดหย่อนแบบเหมาคนละ 30,000 บาท ไม่ว่าจะเป็นลูกคนที่เท่าไหร่ก็ตาม

  • ลูกเกิดในปี 2561 – ปัจจุบัน : เฉพาะลูกคนแรกลดหย่อน 30,000 บาท ถ้าเป็นลูกคนที่ 2 ขึ้นไปลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท

  • สำหรับ “แม่” ลูกจะเป็นบุตรที่ถูกต้องตามกฎหมายเสมอไม่ว่าแม่จะจดทะเบียนสมรสหรือไม่ก็ตาม

  • สำหรับ “พ่อ” ลูกที่จะใช้สิทธิลดหย่อนได้ต้องเป็นบุตรที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น โดยบุตรจะเป็นบุตรที่ถูกต้องตามกฎหมายนั้น เกิดจากการจดทะเบียนสมรสของบิดามารดา จดทะเบียนรับรองบุตร หรือศาลพิพากษาให้เป็นบุตร (ต่างจากกรณีมรดกนะ บุตรนอกสมรส ถ้ามีหลักฐานแสดงให้เห็นว่าพ่อมีการอุปการะเลี้ยงดู ส่งเสียให้การศึกษาหรือให้ใช้นามสกุล ถือเป็นการรับรองโดยพฤติการณ์หรือโดยพฤตินัย เด็กก็จะมีสิทธิได้รับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมของพ่อ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1627)

ค่าลดหย่อนบิดามารดา หรือที่เรียกกันว่า “ภาษีลูกกตัญญู”

ให้หักลดหย่อนพ่อแม่ของผู้มีเงินได้คนละ 30,000 บาทและหักลดหย่อนได้สำหรับพ่อแม่ของคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้อีกคนละ 30,000 บาท เงื่อนไขพ่อแม่ต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป และพ่อแม่ต้องมีเงินได้ในปีที่ใช้สิทธิ ไม่เกิน 30,000 บาท ลูกที่จะสิทธินี้ได้ต้องเป็นลูกโดยชอบด้วยกฎหมายของพ่อแม่เท่านั้น (บุตรบุญธรรมใช้สิทธินี้ไม่ได้) ถ้าพ่อแม่มีลูกหลายคน ใช้สิทธิได้แค่ลูกคนเดียว

ค่าอุปการะคนพิการ หรือคนทุพพลภาพ

ไม่เกิน 60,000 บาท/คน เงื่อนไขบุคคลทุพพลภาพ หรือผู้พิการต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทในปีภาษีนั้น

2. ค่าลดหย่อนภาษีกลุ่มประกัน

ประกันสังคม

อัตราเงินสมทบประกันสังคม ม.33 อยู่ที่ 5% ของเงินเดือน (เพดานเงินเดือนสูงสุด 15,000 บาท) เท่ากับเงินสมทบสูงสุด 750 บาท/เดือน หรือเท่ากับ 9,000 บาท/ปี แต่ถ้าเป็นผู้ประกันตน ม.39 อัตราเงินสมทบ 432 บาท/เดือน หรือเท่ากับ 5,184 บาท/ปี

เบี้ยประกันชีวิต

ลดหย่อนสำหรับเบี้ยประกันชีวิตที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท/ปี ในกรณีที่คู่สมรสไม่มีรายได้สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเบี้ยประกันชีวิตได้ตามจ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท เงื่อนไข ประกันชีวิตที่จะลดหย่อนได้ต้องมีระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป และทำประกันชีวิตในประเทศไทยเท่านั้น

เบี้ยประกันสุขภาพ

ลดหย่อนภาษีได้ตามจ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท/ปี เมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท/ปี

เบี้ยประกันสุขภาพพ่อแม่

ลดหย่อนได้ตามจ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท ซึ่งพ่อแม่ต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท/ปี แต่ไม่จำเป็นต้องอายุ 60 ปีขึ้นไป

เบี้ยประกันชีวิตบำนาญ

ไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี และต้องไม่เกิน 200,000 บาท แต่เมื่อรวมกับการออมเงินเพื่อเกษียณอื่นแล้ว จะต้องไม่เกิน 500,000 บาท

3. ค่าลดหย่อนกลุ่มเงินออมและการลงทุน

กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

หักลดหย่อนได้สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี แต่เมื่อรวมกับการออมเงินเพื่อเกษียณอื่นแล้วไม่เกิน 500,000 บาท

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน

ใช้ลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้ แต่เมื่อรวมกับการออมเงินเพื่อเกษียณอื่นแล้วไม่เกิน 500,000 บาท

กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)

ตามจ่ายจริง ไม่เกิน 13,200 บาท แต่เมื่อรวมกับการออมเงินเพื่อเกษียณอื่นแล้ว ไม่เกิน 500,000 บาท

กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF)

ได้สูงสุดไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี แต่ไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อรวมกับการออมเงินเพื่อเกษียณอื่นแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท และต้องถือกองทุนดังกล่าวเป็นเวลา 10 ปี

4. ค่าลดหย่อนอสังหาริมทรัพย์

ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างอาคารอยู่อาศัย และต้องเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจากในประเทศ ลดหย่อนได้ตามจริง ไม่เกิน 100,000 บาท

5. ค่าลดหย่อนภาษีกลุ่มเงินบริจาค

เงินบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษา การกีฬา

ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของยอดเงินบริจาค โดยรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนอย่างอื่น

เงินบริจาคให้แก่สถานพยาบาลของรัฐ

ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของยอดเงินบริจาค โดยรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนอย่างอื่นแล้ว

เงินบริจาคทั่วไป

เช่น บริจาคเพื่อสาธารณกุศลให้แก่วัดวาอาราม มูลนิธิ สถานสงเคราะห์ เป็นต้น ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อนอย่างอื่น และค่าลดหย่อนแบบจ่าย 1 ได้ 2 แล้ว

เงินบริจาคให้พรรคการเมือง

ลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่บริจาคจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท

6. ค่าลดหย่อนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ

สิทธิลดหย่อนภาษี ช้อปดีมีคืน 2566 ผู้มีเงินได้สามารถนำใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบจากการซื้อสินค้าหรือบริการที่ตรงตามเงื่อนไขของโครงการ (ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 15 กุมภาพันธ์ 2566) มาใช้เป็นค่าลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 40,000 บาท

ทั้งๆ ที่เรื่องของภาษีบุคคล เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเจออย่างเลี่ยงไม่ได้ น่าแปลกที่ทำไมถึงไม่มีการสอนในระบบการศึกษาอย่างจริงจัง เพื่อนๆ คิดว่าเป็นเพราะอะไรครับ

“ได้เงินมาเท่าไหร่ก็ใช้หมด” สาเหตุสิ้นเดือนเหมือนสิ้นใจของมนุษย์เงินเดือน

มนุษย์เงินเดือน หลายคนมีเงินอยู่ในกระเป๋าไม่ถึงครึ่งเดือน เงินเดือนที่ได้รับมาตั้งแต่ต้นเดือนก็กลายเป็นแค่เศษเงินทอน หายไปเกือบหมดทั้งๆ ที่ยังไม่สิ้นเดือน ทำให้เจอปัญหาใช้เงิน เดือนชนเดือนเป็นประจำ aomMONEY เองก็เข้าใจปัญหานี้เป็นอย่างดีครับ เพราะสมัยที่เรียนจบใหม่ๆ ทำงานที่แรก ตัวเองก็ใช้เงินไม่คิดหน้าคิดหลัง หมดเดือนชนเดือน เผลอๆ เหลือไม่ถึงปลายเดือนด้วยซ้ำ ทำให้ต้องควักเงินเก็บออกมาใช้ก่อนตลอด

และนี่ก็สะท้อนปัญหาเรื่องวินัยการใช้เงินครับ เพราะมันแสดงถึงการใช้จ่ายมากกว่าเงินที่หามาได้

แบบนี้ต่อให้เรามีรายได้สูงแค่ไหน ก็ไม่พอใช้ ไม่เหลือเก็บออม จนสุดท้ายไปจบลงที่การเป็นหนี้ก็เป็นได้ และในวันนี้เนื่องจากตัว บ.ก.ในตอนนั้นเคยผ่านช่วงชีวิตแบบนั้นมา เลยอยากจะนำเรื่องราวการใช้เงินของตัวเองในสมัยก่อนมาแชร์ให้เพื่อนๆ อ่านกัน เพื่อเป็นอุทาหรณ์กันเอาไว้ว่า “อย่าใช้ชีวิตแบบนี้เลยครับ”

1. “มนุษย์เงินเดือน”สาย Shopping ตามกระแส ของมันต้องมีเพื่อเข้าสังคม

ธรรมดาของเด็กจบใหม่ครับ หาเงินได้เองครั้งแรก พอเห็นของอะไรที่คนเค้ามีก็อยากได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ ไอแพด Macbook เสื้อผ้าแบรนด์ดีๆ กระเป๋าแบรนด์หรูๆ ไว้เข้าสังคมกับเพื่อนร่วมงานรุ่นพี่ รองเท้าผ้าใบแพงๆ ซื้อหมดทุกอย่างที่ขวางหน้าครับ … สุดท้าย เงินต่อเดือนไม่พอครับ ต้องไปยิมรุ่นพี่ในทีมมาใช้ด้วย

2. “มนุษย์เงินเดือน” ไลฟ์สไตล์ติดหรู ติดกาแฟ ดื่มเหล้า สูบบุหรี่

ตอน บก. aomMONEY จบใหม่ๆ เป็นแค่นักเขียนตัวเล็กๆ ครับ เงินเดือนหมื่นต้นๆ (แต่มีรายได้เสริมอื่นๆ ด้วย) ไลฟ์สไตล์ก็ดันไม่เล็กเหมือนเงินเดือนด้วยครับ เพราะเข้าสตาร์บั๊คทุกวัน แถมทำงานเครียด ก็เลยติดบุหรี่อีกวันละซองครับ สมัยนั้นบุหรี่ตัวที่สูบแล้วเย็นคอจัดๆ ก็กล่องละ ร้อยกว่าบาทครับ … คิดดูสิครับว่าเงินมันจะพอได้ไง

3. “มนุษย์เงินเดือน” ผู้ไม่เคยสนใจเรื่องเก็บออม

“ด้วยความเป็นเด็กจบใหม่ในตอนนั้น มีงานเสริมที่ได้เงินไว ได้เงินก้อน เลยทะนงตัวครับว่าจะหาเงินอีกเมื่อไหร่ก็ได้ครับ” ตอนนั้นหามาได้เท่าไหร่ก็ใช้หมด มีเงินเดือนใช้ไม่ถึงสิ้นเดือน ได้เงินก้อนโบนัสมา ก็ไม่เคยสนใจออมครับ อยากได้อะไรก็ซื้อหมด เคยถือเงินสด 3 หมื่นเดินเข้าร้านกล้อง เพราะอยากได้กล้องถ่ายรูปครับ แต่สุดท้ายก็ซื้อมาเก็บครับ ไม่ได้ใช้งานอะไรจริงจัง

4.”มนุษย์เงินเดือน” ผู้ใช้หนี้บัตรเครดิต..จ่ายแค่ขั้นต่ำ

ด้วยความที่ไม่สนใจที่จะศึกษาความรู้ทางด้านการเงินเลยแม้แต่ครั้งเดียว มีบัตรเครดิต ก็จ่ายขั้นต่ำบ่อยๆ ครับ แล้วก็โดนดอกเบี้ยไปอานเลย ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าชำระไม่ตรงเวลาเป็นประจำ, ชำระหนี้บัตรเครดิตไม่ครบ ค้างเกิน 90 วัน หรือชำระเงินน้อยกว่าขั้นต่ำที่กำหนดไว้ ก็จะติดประวัติในเครดิตบูโร ซึ่งมีผลต่อการพิจารณาอนุมัติขอสินเชื่อต่อไปอีกด้วย กว่าจะมาตระหนักได้ ก็เริ่มต้นช้ากว่าเพื่อนๆ รุ่นเดียวกันแล้วครับ

มาคิดได้ก็เมื่อรู้ว่าลูกพี่ลูกน้องอายุเท่ากัน “มีรถมีบ้าน” แต่ตัวเองไม่มีอะไรเลย

ใช่ครับ! ตอนนั้น บก.อายุ 24 และเพิ่งมาตระหนักคิดได้ ในวันที่นัดเชงเม้งรวมญาติครับ เพราะเจอญาติที่โตมาด้วยกัน มีรถใช้ ทำงานประจำ และกำลังจะเปิดธุรกิจร้านอาหาร แต่ตัวเราไม่มีอะไรเลย ! นอกจากโทรศัพท์ เครื่องใหม่ ไอแพด และสินค้าฟุ่มเฟือยที่ขยันซื้อมา

วันนั้นก็ถึงเริ่มคิดได้และเปลี่ยนตัวเองครับ หันมาศึกษาความรู้ทางด้านการเงิน

ดังนั้นก็เลยอยากจะฝากถึงลูกเพจ aomMONEY ที่เป็น มนุษย์เงินเดือน ทุกๆ คนนะครับ ลองระงับความอยากได้อยากมี แยกแยะความ “จำเป็นและความไม่จำเป็น” ในการใช้จ่าย อาจจะฟังดูยาก แต่ถ้าลองข่มความอยากได้ครั้งแรกแล้ว ครั้งต่อไปก็จะง่ายขึ้น ส่วนอะไรที่ไม่จำเป็นก็ให้งดไปก่อน หรือถ้าอยากได้มากจริง ๆ เก็บเงินแล้วค่อยซื้อก็ไม่สายไปครับ

ถ้ามนุษย์เงินเดือนคนไหนรู้ว่าตัวเองมีพฤติกรรมการเงินคล้ายกับ บ.ก.aomMONEY สมัยก่อน ก็อย่าลืมรีบเปลี่ยนตัวเองนะครับ ทำวันนี้ ตอนนี้ ก็ยังไม่สายครับ

‘ttb’ เปิดตัวแคมเปญ ‘กินจริงจัง กับบัตรเครดิต ทีทีบี’ จับมือร้านอาหารกว่า 1,500 ร้าน พร้อมส่วนลด และเครดิตเงินคืนแบบจุก ๆ !

หลังจากที่เราสามารถออกจากบ้านได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องกังวลกับการแพร่ระบาดมากเท่าเมื่อก่อน ร้านอาหารหลายแห่งจึงกลับมาเนืองแน่นด้วยผู้คนอีกครั้ง ทางบัตรเครดิต ทีทีบี จึงออกแคมเปญ ‘กินจริงจัง กับบัตรเครดิต ทีทีบี’ โดยจับมือร่วมกับร้านอาหารชั้นนำกว่า 1,500 ร้าน ไม่ว่าจะเป็น Chabuton, Ootoya, SUSHIRO, Sea Sour Sab, 100 Mahaseth, Brunch Paradiso, TWG Tea Salon and Boutique, Le Tao, Kamu Tea และอื่น ๆ อีกมากมาย ด้วยการมอบส่วนลดสูงสุดกว่า 30% และรับเครดิตเงินคืนรวมสูงสุด 25% พร้อมเมนูพิเศษฟรี

โดยแคมเปญ ‘กินจริงจัง กับบัตรเครดิต ทีทีบี’ ทีทีบีได้จับมือกับ ‘โอ๊ต ปราโมทย์ ปาทาน’ มาเป็นพรีเซนเตอร์แคมเปญ จัดกิจกรรมสุดเอกซ์คลูซีฟ ‘กินจริงจัง Concert  with Oat Pramote EP.1 : Country in the City’ โดยปีนี้บัตรเครดิต ทีทีบี ตั้งใจจะจัดงานทั้งหมด 3 ครั้ง โดยกิจกรรมครั้งที่ 1 จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 26 สิงหาคม 2566 นี้ โดยผู้ถือบัตรเครดิต ทีทีบี มีสิทธิ์เข้าร่วมงานฟรี! ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในเร็ว ๆ นี้

ในปีนี้ ทีทีบีเตรียมขนแคมเปญ และโปรโมชันดี ๆ อีกเพียบมามอบให้กับลูกค้าผู้ถือบัตรเครดิต ทีทีบี ทุกประเภท เพื่อสร้างความสุข และชีวิตการเงินที่ดีขึ้นของลูกค้าทุกคน โดยตั้งเป้าขยายฐานบัตรเครดิต ทีทีบี จากปัจจุบัน ให้เพิ่มขึ้น 30% ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ในปี 2566 นี้

สำหรับเพื่อน ๆ ที่สนใจสมัคร ‘บัตรเครดิต ทีทีบี’ สามารถเข้าไปที่ลิงก์นี้ได้เลย: https://www.ttbbank.com/cc/aommoney
หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ttb contact center 1428 หรือ www.ttbbank.com

#ttbreserve #ttbcreditcard #ให้ชีวิตการเงินดีทั้งวันนี้และอนาคต #เปลี่ยนเพื่อให้ชีวิตคุณดีขึ้น #ttb #MakeREALChange #aomMONEY

Gen Y-Z เกินครึ่ง ใช้เงินเดือนชนเดือน และเกิดความ “กังวลเรื่องเงิน” เข้าข่ายภาวะ Financial Stress

พอ “เงินเดือน” ออก!! เชื่อว่าน่าจะเป็นเวลาแห่งความสุข เพราะมีเงินมาเติมในกระเป๋า แต่ในความเป็นจริง มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ อาจไม่ได้มีความสุขขนาดนั้น ไหนจะค่าใช้จ่ายสารพัดที่มารอต่อคิว ทั้งค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าอาหาร ค่าน้ำค่าไฟ ค่าน้ำมันรถ แถมยังมีค่าเข้าสังคมต่างๆ ให้ต้องควักกระเป๋าจ่าย เงินเดือนที่ได้มาก็แทบจะไม่มีเหลือ

มีผลสำรวจจาก The Deloitte Global 2022 ที่ไปสอบถามกลุ่มตัวอย่าง เป็น คน Gen Y และ Gen Z จำนวนกว่า 23,220 คนทั่วโลก ซึ่งเป็นมนุษย์เงินเดือน ในจำนวนนี้มี คนไทย 300 คนรวมอยู่ด้วย พบว่า เกินครึ่งของกลุ่มตัวอย่าง ใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน และต่างกังวลว่าจะไม่มีเงินไปจ่ายบิล

ยอมรับเถอะปัญหาการเงิน บั่นทอนจิตใจ มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ กลายเป็นเรื่องที่น่าปวดหัว บางคนเป็นหนัก พอได้ยินเรื่องของเงินๆ ทอง ๆ ทีไรก็รู้สึกแย่ แถมพอไปเปิดกระเป๋าสตางค์ดู ก็เศร้าหนักขึ้นไปอีก ไม่รู้ว่าจะเอาตัวรอดยังไงให้ถึงสิ้นเดือน บอกเลยถ้าคุณรู้สึกแบบนี้ คุณมีภาวะ Financial stress แล้วล่ะ

“Financial stress” คืออะไร?

ข้อมูลทางจิตวิทยา ระบุว่า Financial stress คือ ความกังวล ความกดดัน ความตื่นตระหนกเรื่องเงิน เกิดจากความรู้สึกไม่มั่นคงทางการเงิน ทำให้คนๆ หนึ่งรู้สึกเศร้า หรือ เครียด ที่เงินในกระเป๋าไม่สามารถตอบสนองความต้องการพื้นฐานได้

และสิ่งที่น่ากลัว คือ Financial stress มักทำให้ผู้คน เกิดอาการปวดหัว เครียด เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย พอเจอเรื่องนี้มากๆ ก็จะเริ่มนอนไม่หลับ บางคนถึงกลับมีภาวะซึมเศร้าเลยทีเดียว

คราวนี้เรามาดูที่มาของปัญหา “Financial stress”

ดร.รพีพงค์ ยังวราสวัสดิ์ นักจิตวิทยากร ให้คำปรึกษาด้านการเงิน-การลงทุน แห่งโรงพยาบาลจุฬาเวช เคยเขียนอธิบายว่า ” ทำไมเรื่องการเงินถึงเป็นปัญหาโลกแตกที่แก้ไขยากเย็นจนถึงขั้นต้องมีการบำบัด ?

คำตอบ คือ เกิดจากการบริหารจัดการที่ไม่สมดุล!!

อธิบายง่ายๆ ว่า บางคนหาเงินได้มากแต่ไม่มีเวลาใช้ จนเกิดเป็นความเครียด ยกตัวอย่าง คนบางมุ่งมั่นหาเงิน คิดว่ายิ่งมีมากเท่าไรยิ่งดี จึงทุ่มเทแรงกายแรงใจทำงานเต็มที่ ยอมเสียสละทุกอย่าง จนละเลยครอบครัว หรือ คนที่อยู่เบื้องหลัง กลายเป็นว่า มีเงินให้ใช้ แต่ไม่มีเวลาให้ เกิดเป็นปัญหาสังคม

แต่บางคนใช้จ่ายเงินมากกว่าที่หามาได้ เพราะอดทนกับกิเลส สิ่งล่อตาล่อใจ หรือ อยากอัปเกรดสถานะความเป็นอยู่ให้ทัดเทียมกับผู้อื่น แน่นอนสิ่งต่างๆ เหล่านี้ต้องใช้เงินทั้งนั้น แต่ความสามารถในการบริหารจัดการทางเงินกลับสวนทาง นานวันเข้า ก็ต้องนำเงินเก็บสะสมออกมาใช้ จนฐานะทางการเงินติดลบ บางทีต้องไปกู้หนี้ยืมสิน เพื่อให้มีเงินหมุน สร้างภาระให้กับตัวเอง และคนรอบข้างอีกต่างหาก

เรื่องนี้ดูเหมือน จะสอดคล้องกับผลสำรวจของธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องทักษะทางการเงินของคนไทยทั้งประเทศ ปี 2563 พบว่า มีคนไทยเพียง 43.5% ที่มีการจัดสรรเงินก่อนใช้ และ มีคนไทย 38.9% เท่านั้นที่สามารถบริหารจัดการเงินให้เพียงพอกับรายจ่ายและภาระหนี้

แล้วความเครียดทางการเงินสร้างปัญหายังไง?

แน่นอน ไม่ว่าใครก็ตาม ถ้ามีปัญหาเรื่องเงิน มักส่งผลกระทบต่อความภาคภูมิใจและการนับถือตัวเอง นำมาสู่ความวิตกกังวล ความเครียด การโทษตัวเองว่าไม่มีศักยภาพที่ดีพอจะรักษาระดับคุณภาพชีวิตให้ดี หรือ ทำให้ครอบครัวภูมิใจ

คราวนี้ พอความภาคภูมิใจในตัวเองน้อยลง คนๆ นั้น จะเริ่มไม่ค่อยอยากพบปะผู้คน พยายามหลีกเลี่ยงการเข้าสังคม เพราะหมดความมั่นใจ ไม่อยากมาคอยตอบคำถาม หรือ อัปเดตว่าชีวิตช่วงนี้เป็นยังไง เพราะเหมือนเป็นการตอกย้ำว่า ชีวิตกำลังตกต่ำ

ซ้ำร้าย เมื่อคนๆ หนึ่ง เครียดหนัก จนต้องการหลีกหนีสังคม ก็จะเริ่มเก็บตัว ไม่ใส่สุขภาพ สุขอนามัยของตัวเอง เริ่มไม่เปิดใจรับรู้สิ่งรอบข้าง ประสิทธิภาพการทำงานและความสัมพันธ์ในที่ทำงานก็จะแย่ลงด้วย

แล้วจะรับมือกับปัญหานี้ยังไงดี?

เริ่มแรกต้องกล้าที่จะเผชิญหน้ากับปัญหา โดยยอมรับว่าตัวเองมีปัญหาทางการเงิน และค่อยๆ แก้ปัญหาไปทีละครั้ง ด้วยการทบทวนพฤติกรรมการใช้จ่าย และค่อยๆ ปรับเปลี่ยน รู้ว่ามีรายได้คงเดิม แต่ค่าใช้จ่ายเพิ่ม ก็ต้องใช้จ่ายให้น้อยลง ลด ละความอยากมีอยากได้ เริ่มวางแผนบริหารทางการเงิน และพยายามหารายได้เสริม ถ้ายังไม่มั่นใจว่าตนเองจะทำได้ อาจหาผู้รู้มาเป็นที่ปรึกษา เชื่อเถอะคุณทำได้แน่นอน

ทุกอย่างมีความเสี่ยง อยากลงทุนให้มีกำไร ต้อง “กระจาย(ความเสี่ยง)” ไม่ใช่ “หนี(ความเสี่ยง)”

ในโลกการลงทุนความเสี่ยงเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้การลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง จะมีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูง แต่เราต้องยอมรับว่าสามารถขาดทุนได้สูงเช่นกัน วันนี้ aomMONEY เลยอยากมาเล่าให้ฟังว่า ทำไมเราต้องกระจายความเสี่ยงในการลงทุน?

มีสำนวนที่กล่าวว่า ‘อย่าใส่ไข่ทุกฟอง..ไว้ในตะกร้าใบเดียวกัน’ ที่นักลงทุนหลายคนน่าจะคุ้นหู เพราะไข่เปรียบเสมือนสินทรัพย์ของเรา ถ้าเราเลือกใส่ไข่ทั้งหมดที่มีไว้ในตะกร้าใบเดียว ก็จะตามมาซึ่งความเสี่ยงนั่นเองครับ จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเราต้องกระจายความเสี่ยงในการลงทุน

aomMONEY อธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ นะครับ

สมมติเรานำเงิน 10,000 บาทไปลงทุนในหุ้น A แล้วอยู่มาวันหนึ่งบริษัทที่เป็นเจ้าของหุ้น A เกิดข่าวเสียหาย ทำให้หุ้นติดลบ 20% เท่ากับว่าเงินลงทุนเราจะหายไปทันที 2,000 บาท

ตรงกันข้าม หากเรามีการจัดพอร์ตการลงทุนกระจายลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ และหุ้นตัวอื่นๆ ด้วย ก็จะทำให้เราขาดทุนน้อยลงหรือเพิ่มโอกาสการมีกำไรจากสินทรัพย์อื่นๆ มากขึ้น

ตัวอย่างเช่น

มีเงินตั้งต้น 10,000 บาท , รับความเสี่ยงได้สูง
ก็อาจจะแบ่งสัดส่วนเป็น

◾ ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ ความเสี่ยงต่ำ 10% = 1,000 บาท
◾ กองทุนรวมผสม ความเสี่ยงปานกลาง 30% = 3,000 บาท
◾ หุ้น A 30% = 3,000 บาท
◾ หุ้น B 30% = 3,000 บาท

เป็นต้น

อย่างน้อยถ้าหุ้น A ขาดทุน เราก็ยังมีสินทรัพย์อื่น คือ กองทุนตราสารหนี้ กองทุนรวมผสม และหุ้น B

โดย aomMONEY ขอสรุปข้อดีของการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน คือ

✅ 1. ลดความเสี่ยงในการขาดทุน หากสินทรัพย์นั้นๆ ขาดทุนจำนวนมาก
✅ 2. สามารถรับความผันผวนที่เกิดขึ้นได้
✅ 3. ในระยะยาวสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้

โดยเทคนิคหนึ่งที่ aomMONEY อยากจะแนะนำก็คือ การแบ่งพอร์ตการลงทุนเป็น 2 ส่วน

1. ส่วนหลัก (ลงทุนในสัดส่วน 60-70%) เป้าหมายเพื่อสร้างผลตอบแทนในระยะยาว ด้วยการกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ประเภทหุ้น อสังหาฯ หรือพื้นฐานโครงสร้างพื้นฐาน

2. ส่วนเสริม (ลงทุนในสัดส่วน 30-40%) สามารถลงทุนเพื่อทำกำไรระยะสั้น-กลางได้ โดยจะเน้นลงทุนในกลุ่มที่เราคิดว่า สามารถทำกำไรได้ในช่วงเวลานั้นครับ

การลงทุนย่อมมีความเสี่ยงเสมอครับ แต่ถ้าเราศึกษาข้อมูลมากพอและกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ต่างๆ ก็จะช่วยลดโอกาสในการขาดทุนได้ด้วยนะครับ

และนี่ก็คือเรื่องราวที่ aomMONEY เอามาฝากเพื่อนๆ ครับ

ถ้าเราต้องจากโลกนี้ไป ทำยังไง “มรดกไม่ตกหล่น” เมื่อมรดกไม่ได้มีแต่ “ทรัพย์สิน”

สมมติว่าวันนี้เราเผลอหลับไป แล้วไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ทรัพย์สินต่าง ๆ ที่เราสร้างและสะสมมา เช่น เงินสด ที่ดิน ธุรกิจ หุ้น เครื่องประดับ ของสะสม ฯลฯ จะตกไปอยู่กับใคร?

ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนผ่านจากทรัพย์สินไปเป็นมรดก มักจะมีบางส่วนที่หายไป เช่น ค่าใช้จ่ายในการถ่ายโอนทรัพย์สิน หากทรัพย์มรดกนั้นอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี ก็ต้องชำระภาษีก่อนที่จะส่งต่อให้กับผู้รับพินัยกรรมหรือทายาท ทั้งยังอาจจะก่อให้เกิดความขัดแย้งในครอบครัว เกิดความล่าช้า และทรัพย์สินอาจไม่ได้ถูกส่งต่อไปยังบุคคลที่เหมาะสม หรือไม่เป็นไปตามความต้องการของเจ้าของทรัพย์สิน หากไม่มีการวางแผนที่ดี

การตกทอดของมรดก

ไม่ใช่มีเพียงแต่ทรัพย์สิน แต่ยังรวมถึงหนี้สินด้วย หากเจ้ามรดกมีหนี้สิน ก็ต้องนำหนี้สินมาหักออกจากทรัพย์สิน แล้วจึงส่งต่อให้กับผู้รับพินัยกรรม หรือ ทายาทโดยธรรมตามลำดับ

หากเจ้าของทรัพย์สินเสียชีวิต โดยไม่มีพินัยกรรม หรือไม่ได้มีการเตรียมการใดๆ ทรัพย์มรดกจะตกทอดไปยังทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิรับมรดก ซึ่งมี 6 ลำดับดังนี้ (ป.พ.พ. 1629)

1. ผู้สืบสันดาน (บุตร หลาน เหลน)
2. บิดา มารดา
3. พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
4. พี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน
5. ปู่ ย่า ตา ยาย
6. ลุง ป้า น้า อา

การรับมรดกจะเป็นไปตามลำดับก่อนหลัง ทายาทที่อยู่ลำดับถัดมาจะมีสิทธิได้รับมรดกต่อเมื่อไม่มีทายาทลำดับก่อนหน้า ตามหลัก “ญาติสนิทตัดญาติห่าง” ยกเว้นทายาทลำดับ 1 จะไม่ตัดทายาทลำดับที่ 2 แต่ถ้าเจ้ามรดกไม่เหลือใคร ทรัพย์มรดกจะตกเป็นของแผ่นดิน

กรณีเจ้ามรดกมีคู่สมรส จะมีการแบ่งแยกทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส เป็นสินส่วนตัว และสินสมรส โดยคู่สมรสจะได้รับส่วนแบ่ง 50% ของสินสมรสไปก่อน ส่วนแบ่งอีก 50% ของสินสมรส และสินส่วนตัวของเจ้ามรดก จะถือเป็นมรดกที่จะส่งต่อให้ผู้รับพินัยกรรม หรือทายาทตามลำดับ กรณีไม่มีทายาทเหลืออยู่เลย คู่สมรสจะได้รับมรดกทั้งหมด (ป.พ.พ. 1635)

โชคดีที่วันนี้เราได้ตื่นมาอีกครั้ง ถ้าเราไม่ต้องการให้ทรัพย์สินตกหล่น หรือตกไปยังคนที่ไม่ต้องการ ไม่อยากให้คนในครอบครัวทะเลาะกัน เรากำหนดได้ว่าจะให้ทรัพย์สินต่าง ๆ ไปอยู่กับใคร โดยการวางแผนการจัดการทรัพย์สิน หรือวางแผนมรดกไว้ล่วงหน้า

การจัดการทรัพย์สิน

แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

1) การจัดการทรัพย์สินขณะมีชีวิต

เจ้าของทรัพย์สินโอนหรือให้สิทธิในการใช้ทรัพย์สินของตนแก่บุคคลอื่น ในขณะที่ยังมีชีวิต

2) การจัดการมรดก

เจ้าของทรัพย์สินทำพินัยกรรมเพื่อจัดการทรัพย์สิน (มรดก) ของตน โดยให้มีผลหลังจากตนเสียชีวิตแล้ว กรณีที่มีพินัยกรรม กฎหมายให้แบ่งทรัพย์ที่กำหนดในพินัยกรรมให้ผู้รับพินัยกรรมก่อน หากมีทรัพย์ที่ไม่ได้ระบุไว้ในพินัยกรรม จะแบ่งให้ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย

การจัดการทรัพย์สินขณะมีชีวิต

สามารถทำได้หลายรูปแบบ ดังนี้

1. การกระจายทรัพย์สินให้สมาชิกครอบครัว

ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น

– การโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินต่าง ๆ
– การให้สิทธิในการใช้หรือหาประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ เช่น

สิทธิอาศัย : ให้สิทธิพักอาศัยในโรงเรือน
สิทธิเหนือพื้นดิน : ให้สิทธิปลูกสร้างอสังหาริมทรัพย์บนที่ดิน
สิทธิเก็บกิน : ให้สิทธิในการใช้ ครอบครอง และถือเอาประโยชน์โดยไม่จำกัด

2. การจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งเพื่อถือครองทรัพย์สิน

เช่น บริษัทโฮลดิ้งที่ถือครองเงินทุน (Equity Holding Company) หรือ บริษัทโฮลดิ้งที่ถือครองตัวทรัพย์สิน (Asset Holding Company) ซึ่งเป็นการแยกทรัพย์สินของครอบครัวออกจากกิจการของครอบครัว เพื่อป้องกันมิให้เจ้าหนี้ของบริษัทที่ประกอบกิจการบังคับชำระหนี้เอากับทรัพย์สินของครอบครัว ในขณะเดียวกัน หากสมาชิกครอบครัวก่อหนี้ส่วนตัว เจ้าหนี้ของสมาชิกครอบครัวก็ไม่สามารถเรียกร้องให้บริษัทที่ดำเนินกิจการของครอบครัวชำระหนี้ส่วนตัวของสมาชิกครอบครัวได้เช่นกัน และสามารถสร้างกฎระเบียบการบริหารจัดการทรัพย์สินผ่านข้อบังคับของบริษัทโฮลดิ้งได้ และอาจจะได้ประโยชน์ทางภาษีตามประมวลรัษฎากรด้วย

3. บริหารทรัพย์สินโดยใช้ธรรมนูญครอบครัว

ธรรมนูญครอบครัว คือเอกสารที่ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติของสมาชิกครอบครัว ซึ่งกำหนดหลักในการดำเนินชีวิต การประกอบธุรกิจ และการปฏิบัติตนต่อสมาชิกครอบครัวคนอื่น ๆ และบุคคลภายนอก ธรรมนูญครอบครัวจึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยกำหนดให้สมาชิกในครอบครัวปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับรูปแบบการจัดการทรัพย์สินที่เลือกไว้ได้

ขั้นตอนการวางแผนมรดก

1. รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน
เช่น เงินฝากธนาคาร ตราสารหนี้ ตราสารทุน เงินลงทุนในกองทุนหรือหลักทรัพย์ เอกสารแสดงสิทธิในอสังหาริมทรัพย์
กรมธรรม์ประกันชีวิต และทรัพย์สินอื่น ๆ พร้อมระบุประเภท ชนิด และจำนวน รวมทั้งหนี้สิน ภาระผูกพันต่าง ๆ

2. รวบรวมข้อมูลส่วนตัว เช่น บัญชีเครือญาติและผู้ที่อยู่ในความดูแล อาชีพ รายละเอียดของกิจการและโครงสร้างการถือหุ้น

3. เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียระหว่างการจัดการทรัพย์สินขณะมีชีวิตและการจัดการมรดก โดยคำนึงถึงข้อพิจารณาทางกฎหมาย ข้อพิจารณาทางภาษี และข้อพิจารณาอื่น ๆ

– ข้อพิจารณาทางกฎหมาย

[ การจัดการทรัพย์สินขณะมีชีวิต ]

จะใช้สัญญาเป็นเครื่องมือจัดการ ที่จะมีผลบังคับทันที ซึ่งหากสัญญาเกิดสมบูรณ์แล้วจะแก้ไข เปลี่ยนแปลงได้ยาก

[ การจัดการมรดก ]

จะใช้พินัยกรรมเป็นเครื่องมือในการจัดการ และเกิดผลบังคับเมื่อเจ้าของทรัพย์สินเสียชีวิต ซึ่งแก้ไขได้ตลอดเวลาในขณะที่เจ้าของทรัพย์สินยังมีชีวิตอยู่

– ข้อพิจารณาทางภาษี

กรณีมีการให้หรือโอนทรัพย์สินในขณะที่ยังมีชีวิต ให้แก่บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส ส่วนที่เกิน 20 ล้านบาทต่อปี หรือโอนให้บุคคลอื่น เกิน 10 ล้านบาทต่อปี ผู้รับโอนทรัพย์สิน จะต้องเสียภาษีการรับให้ (Gift Tax) 5%

กรณีมีการโอนมรดกหลังจากเจ้าของทรัพย์สินเสียชีวิต หากผู้รับโอนเป็นบุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส จะต้องเสียภาษีการรับมรดก (Inheritance Tax) 5% หรือหากผู้รับโอนเป็นบุคคลอื่น จะต้องเสียภาษีการรับมรดก 10% ของทรัพย์สินส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท

– ข้อพิจารณาอื่น ๆ

ผลกระทบเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของสมาชิกครอบครัว หากมีการจัดการขณะมีชีวิต เจ้าของทรัพย์สินสามารถเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยได้ แต่หากมีผลกระทบหลังจากเจ้าของทรัพย์สินเสียชีวิตไปแล้ว ทายาทจะต้องตกลงกันเอง

ผลกระทบเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินต่อไปในอนาคต หากผู้รับโอนยังเป็นผู้เยาว์ จะทำให้การจัดการทรัพย์สินยุ่งยาก เพราะการจัดการบางอย่างต้องขออนุญาตจากศาล

ณ วันนี้ ในขณะที่เรายังมีชีวิต เราสามารถเลือกได้ว่า ภาพฝันที่อยากให้เกิดขึ้นหลังจากที่เราจากไปเป็นอย่างไร ทรัพย์สินที่สร้างและสะสมมา ทำอย่างไรให้ไม่ตกหล่น และส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้ตามความต้องการ หากมีการวางแผนมรดก และส่งต่อทรัพย์สินอย่างเป็นระบบ

เขียนโดย: นิราวัลย์ ธรรมศิริเจริญ ที่ปรึกษาการเงิน AFPT™

“ออมเงินอย่างคนมองโลกในแง่ร้าย” แนวคิดเรื่องเงินของ “บิล เกตส์” อภิมหาเศรษฐีของโลก

หลายคนรู้จัก “บิล เกตส์” ในฐานะซีอีโอของบริษัทไมโครซอฟต์ และมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของโลก แต่เชื่อหรือไม่ครับว่า ถึงแม้เขาจะมีเงินมากขนาดไหน ก็ไม่ได้ใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือย แต่จะใช้จ่ายอย่างรอบคอบ มีเหตุผล ซึ่งเขามีแนวคิดทางการเงินที่น่าสนใจคือ “การมองโลกในแง่ดีและร้าย” ไปพร้อมๆ กัน

วันนี้ aomMONEY จะเล่าให้ฟังครับว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร

ในรายการทอล์กโชว์ของอเมริกัน “The Ellen DeGeneres Show” บิล เกตส์ ให้สัมภาษณ์ว่า ช่วงที่ก่อตั้งบริษัทแรกๆ นั้น เขาต้องเจอความยากลำบากในการบริหารเงิน ให้เพียงพออย่างน้อย 1 ปี เพื่อรักษาบริษัทและพนักงานให้อยู่รอด และต้องเตรียมเงินสำรองเผื่อสำหรับสถานการณ์ที่ไม่มีรายได้เข้ามาด้วย

“ผมมักจะกังวลและคิดถึงสถานการณ์ล่วงหน้าอยู่เสมอ เพราะพนักงานมีอายุมากกว่าผม และพวกเขาก็มีลูก มีครอบครัว ผมจึงต้องวางแผนเรื่องการเงินของบริษัทให้อยู่รอดให้ได้ สมมติถ้าผมจ้างพนักงานมากเกินไป บริษัทก็อาจจะแบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว” บิล เกตส์ กล่าว

เขามักจะ “มองโลกในแง่ดี” และ “มองโลกในแง่ร้าย” ไปด้วยกันเสมอ ซึ่งเราสามารถนำทั้ง 2 สิ่งนี้มาปรับใช้ในการวางแผนการเงิน-การลงทุนได้ ดังนี้

จงออมเงินแบบคนมองโลกในแง่ร้าย

เพราะเหตุการณ์ไม่คาดฝันสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ทุกคนจึงต้องคอยเฝ้าระวัง ควรมีเงินสำรองฉุกเฉินเผื่อสำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็น อย่างน้อย 6-12 เดือน หากมีเรื่องด่วนก็สามารถนำเงินก้อนนี้มาใช้จ่ายได้

จงลงทุนแบบคนมองโลกในแง่ดี

แม้ว่าบิล เกตส์ จะลาออกจากการเรียนในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แต่เขาก็ยังมองว่า การศึกษาคือการลงทุนที่ดีที่สุด เคยมีคนตั้งกระทู้ถามใน Reddit (คล้ายๆ กับพันทิปบ้านเรา) ว่า “ขอคำแนะนำทางการเงิน สำหรับคนที่มีรายได้น้อยกว่า 100,000 ดอลลาร์ฯ ต่อปีหน่อย?” บิล เกตส์ ก็เข้าไปตอบว่า “คุณควรลงทุนกับการศึกษา”

สุนทรพจน์ที่บิล เกตส์ กล่าวเมื่อตอนกลับไปที่มหาวิทยาลัย เขาก็บอกว่า “สิ่งที่ผมจำได้มากที่สุดจากการเรียนคือ ผมได้อยู่ท่ามกลางพลังงานและความรู้มากมาย บางครั้งมันอาจจะยากลำบาก แต่ก็มีความท้าทายเสมอ ถึงแม้ว่าผมจะลาออกมากลางคัน แต่ที่นี่ก็ทำให้ผมเปลี่ยนไปมาก ทั้งการได้มิตรภาพ คอนเน็กชั่น และไอเดียต่างๆ ในการทำงาน”

เรื่องนี้ เราสามารถนำมาปรับใช้ได้คือ “จงลงทุนแบบคนมองโลกในแง่ดี” คือนอกจากจะลงทุนด้านการเงิน เพื่อสร้างความมั่งคั่งแล้ว ก็ควรลงทุนกับการศึกษา หมั่นเรียนรู้ ฝึกฝนทักษะที่จำเป็นต่อโลกอนาคตด้วยครับ

‘5 อย่างที่คนเสียดายมากที่สุดในช่วงสุดท้ายของชีวิต’ ซึ่งการหาเงินหรือทำงานมากขึ้นก็ไม่ได้อยู่ในนั้น

เราไม่เห็นคุณค่าของเวลา จนกว่าเวลากำลังจะหมดลงแล้ว

มันอาจจะฟังดูโหดร้ายแต่นั่นก็คือเรื่องจริง

สำหรับหลาย ๆ คนที่ยังสุขภาพแข็งแรง อยู่ในช่วงวัยหนุ่มสาว ชีวิตกำลังเริ่มต้น ความตายหรือบั้นปลายชีวิตนั้นเป็นเรื่องที่อาจจะไม่เคยแว็บเข้ามาในความคิดเลยด้วยซ้ำ แม้จะรู้ว่าปลายทางของเราทุกคนจะเหมือนกัน แต่มันก็ยังอีกไกลกว่าจะไปถึงตรงนั้น

แต่อยากจะชวนนั่งไทม์แมชชีนทางความคิดไปข้างหน้าอีกสัก 60-70 ปี ระหว่างที่เรากำลังนอนอยู่บนเตียง ความตายกำลังย่างกรายเข้ามาใกล้มากขึ้นทุกขณะ

ถ้ามีคนมาถามว่า “อะไรคือสิ่งที่คุณเสียดายมากที่สุดในชีวิต?” คำตอบของแต่ละคนก็อาจจะแตกต่างกันออกไป

แต่จากประสบการณ์ของ บรอนนี่ แวร์ (Bronnie Ware) พยาบาลชาวออสเตรเลียที่ดูแลผู้ป่วยในช่วงบั้นปลายชีวิต เธอได้ใช้เวลาพูดคุยและสอบถามคำถามเดียวกันนี้ จดบันทึกเอาไว้จนเขียนออกมาเป็นหนังสือ “The Top Five Regrets of the Dying” หรือความเสียดาย 5 อย่างคนที่กำลังจะจากโลกนี้ไปรู้สึก

สิ่งที่แวร์ได้เขียนไว้ในหนังสือเล่มนี้ช่วยปรับมุมมองของเราที่มีต่อชีวิตได้ชัดเจนมากขึ้น คนส่วนใหญ่จะพยายามโฟกัสไปที่การทำงานเก็บเงินให้มากที่สุด เพื่อว่าพอแก่ตัวมาจะได้สบาย จนหลาย ๆ ครั้งก็ลืมสิ่งสำคัญเรื่องอื่นในชีวิตจนมารู้สึกเสียดายทีหลัง ซึ่งหลังจากที่แวร์ถามว่า “อะไรคือสิ่งที่คุณเสียดายมากที่สุดในชีวิต มีอะไรที่อยากจะทำต่างออกไปบ้าง?”

เธอบอกว่าไม่มีใครเลยที่บอกว่าอยากมีเซ็กส์มากกว่านี้หรือไปกระโดดบันจี้จัมป์ หรืออยากหาเงินให้ได้มากกว่านี้ ผู้ชายส่วนใหญ่ก็มักจะรู้สึกเสียดายที่มุ่งมั่นทำงานมากเกินไป จนพลาดหลาย ๆ อย่างในชีวิตไป

และนี่ 5 เรื่องที่คนรู้สึกเสียดายมากที่สุดที่แวร์ได้รวบรวมข้อมูลมาไว้ในหนังสือ

1. เสียดายที่ไม่กล้าพอที่จะใช้ชีวิตของตัวเอง แต่ใช้ชีวิตในแบบที่คนอื่นอยากให้เป็น

นี่เป็นความรู้สึกเสียดายที่หลายต่อหลายคนพูดอยู่เสมอ เมื่อเรารู้ว่าเวลาบนโลกนี้ใกล้จะหมดลง การมองย้อนกลับไปนั้นทำให้รู้สึกเสียดายโอกาสที่จะเติมเต็มความฝันที่ไม่กล้าลงมือทำ เกิดเป็นคำถาม “ถ้าเกิดว่าตอนนั้นฉัน…มันจะเป็นยังไงนะ?” ที่ไม่มีโอกาสที่จะหาคำตอบได้อีกต่อไป ความฝันมากมายที่อยากทำแต่กลับต้องทิ้งไปเพราะเราเลือกเติมเต็มความฝันหรือใช้ชีวิตในแบบที่คนอื่นคาดหวัง (หรือเลือกให้)

เมื่อยังมีกำลัง สุขภาพแข็งแรง น้อยคนนักที่จะรู้ว่าตัวเองมีอิสระมากแค่ไหน จงใช้มันให้เต็มที่

2. เสียดายที่ทำงานหนัก ‘มากเกินไป’

การทำงานหาเงินไม่ใช่เป็นเรื่องที่ไม่ดี มันเป็นเรื่องจำเป็นและทุกคนก็ต้องทำทั้งสิ้น แต่ว่าการทำงานหนัก ‘มากจนเกินไป’ ต่างหากที่ทำให้คนส่วนใหญ่รู้สึกเสียดาย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ชายที่มารู้เมื่อสายเกินไปแล้ว พวกเขาพลาดโอกาสในการสร้างประสบการณ์และใช้ช่วงเวลาอันแสนมีค่ากับลูก ๆ และพ่อแม่ที่สูงอายุ ส่วนผู้หญิงก็มีบ้างที่รู้สึกเสียดายในเรื่องนี้ เพียงแต่ว่าคนส่วนใหญ่มาจากยุคก่อนหน้านี้ที่ยังไม่ได้ทำงานเป็นหลักจึงรู้สึกในเรื่องนี้น้อยกว่า

เมื่อถึงวันที่คุณจะจากโลกนี้ไป คนเดียวในโลกที่จะจำได้ว่าคุณทำงานหนักก็คือลูกของคุณเอง

ลู่วิ่งของงานไม่มีวันหยุด คุณต้องเลือกที่จะกระโดดลงมาใช้ชีวิตของตัวเองและสร้างความทรงจำอันมีค่ากับคนที่คุณรักรอบ ๆ ตัวบ้าง

3. เสียดายที่ไม่ได้แสดงความรู้สึกออกไปตรง ๆ

หลายคนกดทับความรู้สึกที่มีเอาไว้ข้างในเพราะกลัวจะสร้างความบาดหมางแตกแยก แบกความเครียด ความกดดัน ใช้ชีวิตอยู่อย่างไม่มีความสุขไปวัน ๆ อาจจะเป็นเรื่องการทำงานที่น่าเบื่อ ความรู้สึกไม่พอใจกับคนในครอบครัว หรือใครก็ตาม กลายเป็นความขมขื่นที่ซ่อนตัวอยู่ข้างใน ก่อตัวเป็นความเกลียดชังที่แม้วันสุดท้ายของชีวิตก็ยังไม่หายไปไหน

4. เสียดายที่ไม่ได้ใช้เวลากับเพื่อนมากกว่านี้

“บ่อยครั้งที่หลาย ๆ คนไม่เห็นคุณค่าของเพื่อนเก่าเพื่อนแก่จนกระทั่งช่วงบั้นปลายของชีวิต และมันก็ไม่ได้ง่ายที่ตามหาคนเหล่านี้เจอแล้ว ส่วนใหญ่ก็ยุ่งวุ่นวายกับชีวิตของตัวเอง จนปล่อยให้ความสัมพันธ์ที่มีค่านั้นเลือนหายไประหว่างทาง”

เราจะรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ใช้เวลากับเพื่อนเท่าที่ควรและจะคิดถึงเพื่อนทั้งนั้นเมื่อวินาทีสุดท้ายของชีวิตมาถึง

5. เสียดายที่ไม่ได้ปล่อยให้ตัวเองมีความสุขมากกว่านี้

นี่ก็เป็นความรู้สึกเสียดายอีกอย่างที่คนส่วนใหญ่รู้สึกในบั้นปลายของชีวิต แวร์บอกว่า “เพราะพวกเขาไม่รู้ว่า ‘ความสุข’ คือทางเลือก ยึดติดกับรูปแบบและพฤติกรรมเดิม ๆ” สร้างคอมฟอร์ตโซนของตัวเองที่อยู่ไปเรื่อย ๆ ไม่กล้าที่เปลี่ยนแปลง เพราะกลัวว่าเปลี่ยนแล้วจะแย่กว่าเดิม หลอกตัวเองแสร้งทำเป็นว่าทุกอย่างโอเคกับคนรอบ ๆ ตัว พอใจแล้วกับสิ่งที่มีอยู่ ชีวิตที่เป็นอยู่ “ทั้งที่ลึก ๆ ข้างใน โหยหาเสียงหัวเราะและความบ้าๆบอๆของชีวิตอีกครั้ง”

ปล่อยให้ตัวเองมีความสุขบ้าง ออกนอกคอมฟอร์ตโซน หาเรื่องใหม่ ๆ ที่ท้าทายความสามารถ ให้หัวใจได้เต้นแรงบ่อย ๆ หัวเราะให้เยอะ ๆ บางอย่างที่หนักเกินก็ปล่อยวางลงไปบ้าง เรื่องไหนที่พลาดก็เรียนรู้ที่จะยกโทษให้ตัวเอง แวร์เขียนไว้ในหนังสือว่า

“ชีวิตไม่ได้เป็นหนี้อะไรเรา เรานี่แหละที่เป็นหนี้ตัวเองที่จะต้องใช้ชีวิตให้คุ้มค่าที่สุดในเวลาที่เหลืออยู่ และใช้ด้วยความรู้สึกขอบคุณด้วย”

แม้ว่าจะไม่มีใครที่รู้คุณค่าของชีวิตได้ดีไปกว่าคนที่กำลังอยู่ในช่วงสุดท้ายของชีวิต

แต่เราบทเรียนที่แวร์ได้นำมาแชร์ก็ช่วยดึงสติทำให้เรากลับมาตั้งคำถามกับชีวิตของเราอีกครั้ง

จริงอยู่ว่าชีวิตของเราทุกคนมีปัญหาที่ต้องแก้ไข ต่างคนต่างวาระ หนี้สิน การงาน ครอบครับ ต้องหาเงิน เก็บออม ลงทุนเพื่อการเกษียณ เน้นย้ำอีกทีว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องจำเป็น เงินคือปัจจัยที่สำคัญในชีวิต

แต่เราก็ต้องคอยถามตัวเองเสมอว่าเรามัวแต่มุ่งทำงานหาเงินมากเกินไปจนลืมคนสำคัญในชีวิตรึเปล่า? เพื่อน ครอบครัว ลูก หรือแม้แต่ตัวเอง? เรามีความสุขจริง ๆ รึเปล่า? หรือกำลังใช้ชีวิตของเราจริง ๆ หรือเป็นชีวิตที่คนอื่นกำหนดเอาไว้ให้?

สิ่งที่คุณต้องลองถามตัวเองในตอนนี้คือ ‘จะใช้ชีวิตยังไงให้รู้สึกเสียดายให้น้อยที่สุดก่อนจะถึงบั้นปลายชีวิต? และมีอะไรที่เราอยากจะเลือกใช้ชีวิตให้ต่างไปจากเดิมบ้าง?’

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save