“ขยันผิดที่ สิบปีก็ไม่รวย” จะพลิกชีวิตทั้งที ต้องทิ้ง 6 ความคิดนี้!

เคยนั่งถามตัวเองกันไหมว่า ทำไมบางคนทำงานหนัก แต่ถึงไม่รวยสักที! แถมชีวิตก็อยู่กับที่ รู้สึกไม่ก้าวหน้าไปไหน ทั้งหมดนี้มาจากทัศนคติและมุมมองครับ ถ้าคุณต้องการพลิกชีวิตก้าวสู่ความมั่งคั่งล่ะก็ แนะนำให้ทิ้ง 6 ความคิดนี้ซะ!

(1) คนรวย รวยเพราะทำงานหนัก ?

คนรวย รวยเพราะเขาทำงานหนักก็ส่วนหนึ่งครับ แต่ที่แนะนำให้ทิ้งความคิดนี้ เพราะเคยได้ยินกันมั้ยครับว่า “ขยันผิดที่ สิบปีก็ไม่รวย” การทำงานหนักไม่ใช่ปัจจัยหลักของการประสบความสำเร็จ เราต้องทำงานอย่างฉลาดสิ!

และถ้ารู้สึกว่าเจอทางตัน หน้าที่การงานไม่เติบโตขึ้น อาจจะต้องมานั่งทบทวนดูแล้วว่าปัญหามาจากตัวเราหรือปัญหามาจากเส้นทางที่เราเลือกมันมาได้แค่นี้กันแน่ เพราะฉะนั้น เลือกให้ถูกที่ครับ ต้นไม้จะงอกงามก็ต้องอยู่บนดินที่ถูกที่!

(2) เก็บเงินเยอะๆ เดี๋ยวก็รวย ?

ใช่ครับ การเก็บเงินทำให้รวยขึ้น แต่หลายคนอาจตั้งหน้าตั้งตาเก็บเงินอย่างเดียว จนไม่ได้สนใจวิธีที่ทำให้เงินเพิ่มมูลค่าในตัวเอง หรือมีรายได้เพิ่มจากช่องทางอื่น คนรวยหลายๆ คนมักมองหา “วิธีเพิ่มมูลค่าเงิน” ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนต่อยอดหรือทำธุรกิจต่างๆ ไม่เชื่อลองสังเกตดูสิคร้าบบ!

(3) เงินเดือนเพิ่ม ไลฟ์สไตล์ก็ต้องสมฐานะ ?

เคยได้ยินไหมครับ เงินเดือนเพิ่ม ไลฟ์สไตล์ก็แพงขึ้น แต่ถ้าเรายังคงเพิ่มการใช้จ่ายตามเงินเดือนขึ้นเรื่อยๆ แบบนี้มีเท่าไหร่ก็ใช้หมดครับ ตรงกันข้าม หากรู้จักแบ่งเงินไปลงทุนต่อยอด แบบนี้อนาคตไกลแน่นอน!

(4) ชาตินี้ได้แค่นี้ก็บุญแล้ว ?

การคิดแบบนี้ส่งผลต่อพฤติกรรมการหาเงินเพิ่มอย่างมาก เพราะจะทำให้เพื่อนๆ ขาดแรงบันดาลใจและไม่มีวินัยในการออมเงิน ซึ่งในความเป็นจริงยังมีคนจำนวนมากที่ไม่ได้เกิดมามีฐานะดี แต่เขาก็ทำให้ตัวเองรวยได้ ดังนั้น ลองเปลี่ยนความคิดและเริ่มต้นกันใหม่ครับ

(5) ใช้ก่อน ออมทีหลัง ?

ความคิดนี้ควรทิ้งไปเลยครับ และควรเปลี่ยนเป็น “ออมก่อนใช้ทุกครั้ง” ไม่ว่าจะรายได้เท่าไหร่ แค่นี้ก็มีเงินเหลือเก็บไปลงทุนต่อแน่นอน

(6) เรื่องลงทุนมันยาก ฉันความรู้น้อย ?

หลายคนไม่กล้าลงทุน เพราะคิดว่าการลงทุนนั้นยาก แต่ความจริงมันไม่ได้ยากเลยครับ ทุกคนลงทุนได้ อย่างกองทุนเริ่มต้นแค่ 500 บาทเอง ลองเปิดใจศึกษาดูครับ

เรื่องทัศนคติเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ส่งผลต่อการใช้ชีวิตพอสมควร ถ้าเราอยากเปลี่ยนชีวิต ก็ต้องเปลี่ยนพฤติกรรม อยากได้ชีวิตใหม่ ก็จงอย่าทำอะไรซ้ำแบบเดิม!

ด้วยความปรารถนาดี
aomMONEY

ทำไม APPLE ถึงเป็น Super Stock ที่ควรจะมีติดพอร์ต

ราคาหุ้น APPLE พุ่งทำจุดสูงสุดใหม่เป็นที่เรียบร้อยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาและยังเป็นตัวนำทำให้ดัชนี S&P500 และ NASDAQ ปรับตัวขึ้น เป็นระยะเวลาสองสัปดาห์ที่ทำการเปิดตัวโปรดักต์ใหม่ในงาน WWDC รวมถึงแว่น Vision Pro ซึ่งเป็นฮาร์ดแวร์ใหม่ตั้งแต่มี Apple Watch ในปี 2014

แม้ราคาหุ้นจะสร้างสถิติใหม่ แต่ทำไมหุ้น APPLE ยังน่าสนใจในการลงทุน แม้กระทั่ง Warren Buffet ยังมีน้ำหนักการลงทุนสูงที่สุดในพอร์ตของ Berkshire Hathaway อีกด้วย เรามาดูเหตุผลทีละข้อกัน

ผลประกอบการยังเติบโตทุกปี

ไม่ว่าเศรษฐกิจโลกและสหรัฐฯจะเป็นอย่างไร แต่งบการเงินของ APPLE ยังเติบโตได้ทุกปีทั้งรายได้และกำไรสุทธิ บางปียังสามารถเติบโตในระดับเลขสองหลักได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังเป็นบริษัทฯที่ไม่มีหนี้สิน มีเงินสดในมือจำนวนมาก เป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้หุ้น APPLE มีความน่าสนใจเสมอ

นอกจากนี้ต้องให้เครดิตกับ Tim Cook ซีอีโอที่มีพื้นฐานมาจากการเป็น Chief Operation Officer ทำให้ APPLE เป็นบริษัทที่ควบคุมต้นทุนการผลิตได้เป็นอย่างดีทำให้มีมาร์จินต่อหน่วยที่สูง

มีการซื้อหุ้นคืนทุกปี

การที่มีเงินสดในมือมหาศาลทำให้ APPLE มีนโยบายในการซื้อหุ้นคืนทุกปีเพื่อที่จะลดจำนวนซัพพลายของหุ้นในตลาดรองลงและยังเป็นแรงกระตุ้นทางจิตวิทยาด้วยว่าเมื่อใดที่ราคาหุ้นลดลง บริษัทฯก็จะเข้ามาช้อนซื้อแน่นอน และนี้คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Warren Buffet ใส่น้ำหนักการลงทุนในหุ้นตัวนี้ค่อนข้างมาก

มีการกระจายรายได้ที่ดี

แม้ว่ายอดขายของไอโฟนจะมีสัดส่วนรายได้กว่า 50% ของ APPLE แต่โครงสร้างรายได้ของบริษัทฯไม่ได้มีแต่ส่วนของฮาร์ดแวร์แต่ยังมีส่วนของซอฟท์แวร์อย่างรายได้จาก App Store อีกกว่า 20% นอกจากนี้ยังมีโอกาสขยายรายได้ไปยังธุรกิจอื่นๆเช่นการเงินหลังจากที่ออกบัตรเครดิตและธุรกรรม Buy Now Pay Later ออกมา

เป็นแบรนด์ที่ทุกคนรัก

Warren Buffet ให้สัมภาษณ์ไว้ล่าสุดในการประชุมผู้ถือหุ้นของ Berkshire Hathaway ว่า APPLE คือบริษัทที่ผู็คนมีความภักดีในแบรนด์อย่างสูงมาก ไม่ว่าจะออกสินค้าใดออกมาก็จะมีคนซื้อแน่นอน แม้ในช่วงหลังยุคของ Steve Jobs เป็นต้นมาจะไม่มีนวัตรกรรมใหม่เลยก็ตาม นอกจากนี้ยังมีอำนาจต่อรองสูงโดยไม่เคยมีประวัติการลดราคาจำหน่ายมาก่อนยกเว้นแต่มีรุ่นใหม่เปิดตัว นี้คือแรงหนุนสำคัญที่ทำให้โปรดักต์ของ APPLE มีการใช้งานอยู่เสมอและส่งผลไปถึงยอดขาย

ความเป็นผู้นำในนวัตกรรม

แม้ช่วงยุคหลัง Steve Jobs จะไม่มีโปรดักต์ที่ทำให้แฟนคลับได้ว้าวออกมามากเท่าไรและออกจะไปในแนวทางที่ผิดหวังด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างไร APPLE ก็ยังคงความเป็นผู้นำในด้านนวัตรกรรมใหม่เสมอจนทำให้ผู้อื่นต้องทำตามและล่าสุดคาดว่าแว่น Vision Pro ก็น่าจะตอกย้ำความเป็นผู้นำของ APPLE อีกครั้งหนึ่งหลังจากวางจำหน่ายในปีหน้าและมีโอกาสที่จะปฎิวัติในหลากหลายอุตสาหกรรม

นี้คือเหตุผลที่ทำให้ APPLE เป็น Super Stock ในมุมมองของผมที่สามารถซื้อติดพอร์ตไว้ได้ อย่างไรก็ตามต้องคำนึงถึงความเสี่ยงต่างๆที่จะตามมาด้วย คำถามคืออะไรคือตัวชี้วัดว่าหุ้น APPLE กำลังเป็นขาลง??

โดยส่วนตัวผมมองว่าเมื่อใดก็ตามที่เวลามีงานเปิดตัวสินค้าใหม่ ไม่เห็นใครออกมารีวิว ลงทุนบินไปสัมผัสของจริงที่สหรัฐฯ ตอนเช้าไม่มีการคุยกันเรื่องสินค้าใหม่ในที่ทำงาน เมื่อนั้นถึงจะเป็นขาลงของหุ้น APPLE

===============
ผู้เขียน : นเรศ เหล่าพรรณราย
ซีอีโอ Ricco Wealth เจ้าของเพจ Editor Gap Investment Talk

(เพจ : https://www.facebook.com/editorgap)
(youtube : https://www.youtube.com/@RiccoWealth)
===============

“ประกัน” จ่าย “ปันผล” รู้จัก Global Index (Par) ทางเลือกใหม่การทำประกัน

ประกันชีวิต หากแยกตามชนิดของการจ่ายผลตอบแทน จะแบ่งได้ 2 ประเภท คือ “มีเงินปันผล” กับ “ไม่มีเงินปันผล” ซึ่งแบบมีเงินปันผล เรียกย่อว่า Par (Participating Life Insurance) เป็นกรมธรรม์ประกันชีวิตที่จ่ายผลประโยชน์เพิ่มเติมจากที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ โดยจำนวนเงินผลประโยชน์เพิ่มเติมดังกล่าว จะไม่รองรับจำนวนการจ่ายที่แน่นอน แต่เป็นโอกาสรับเงินปันผลเพิ่มเติมจากการลงทุน

โดยประกันชีวิตที่นิยมในตลาด จะมีทั้งในรูปแบบตลอดชีพ ชั่วระยะเวลา สะสมทรัพย์ บำนาญ และประกันชีวิตควบการลงทุน ซึ่งผู้ซื้อกรมธรรม์นั้น ๆ จะต้องพิจารณาเลือกให้เหมาะสมกับแผนการเงินของตนเองให้มากที่สุด

ในส่วนของเงินปันผล ตามวิธีจัดสรรเงินลงทุน ตามแบบประกันทั้ง 3 ประเภท คือ

1. เงินปันผลจากผลตอบแทนระดับดัชนี (Global Index)
2. เงินปันผลทั่วไป (Endowment Par)
3. ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit Linked)

ในบทความนี้ จะนำพาท่านไปทำความรู้จักกับกรมธรรม์แบบ Global Index (Par) ซึ่งเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจในการทำประกันชีวิตแบบคาดหวังผลตอบแทนที่มากขึ้นจากการออม

กรมธรรม์แบบ Global Index (Par) คืออะไร?

คือ กรมธรรม์ที่จ่ายผลตอบแทน แบบมีเงินปันผล ซึ่งอ้างอิงจากผลตอบแทนระดับดัชนี (Index) กรมธรรม์แบบนี้จะเป็นแบบสะสมทรัพย์ หรือ ออมทรัพย์ บางบริษัทใช้คำว่า Smart Link มีระยะเวลาคุ้มครองส่วนใหญ่ที่ 15 ปี เน้นจ่ายเบี้ยประกันสั้น เช่น 3 ปี, 5 ปี หรือ 6 ปี เป็นต้น ไม่ต้องตรวจ และไม่ต้องตอบคำถามสุขภาพ ข้อดี ได้ออมเงิน และยังคุ้มครองชีวิต พร้อมการันตีค่าเบี้ยประกัน ที่ชำระแล้วเต็มจำนวน

ตัวอย่าง แบบประกัน 15/5 รับเงินคืนทุก ๆ 2 ปี ณ สิ้นปีกรมธรรม์ ปีละ 5% ของทุนประกันภัย รวมตลอดสัญญารับ 535% ของทุนประกันภัย ซึ่งส่วนนี้เป็นส่วนที่การันตีโดยบริษัทประกัน

เช่น ผู้เอาประกันภัย อายุ 61 ปี ทุนประกัน 1 ล้านบาท เบี้ยประกันที่จ่ายปีละ 1 ล้านบาท ต้องจ่ายเบี้ย 5 ปี ก็เท่ากับ 5 ล้านบาท มีเงินคืนระหว่างสัญญาทั้งหมด 7 ครั้ง ๆ ละ 5% คือ 50,000 บาท รวมเป็นจำนวนเงิน 350,000 บาท หากอยู่จนครบสัญญากรมธรรม์ ได้เงินทั้งสิ้น 5,350,000 บาท

โดยเบี้ยประกัน จะเท่ากันทุกเพศ ทุกชั้นอาชีพ ทั้งนี้อัตราจ่ายเบี้ยประกัน ขึ้นกับช่วงอายุ และทุนประกัน ซึ่งเบี้ยประกันนั้น จะคงที่ตลอดอายุสัญญา

(1) สำหรับผู้เอาประกัน อายุ 1 เดือน ถึง อายุ 60 ปี:

– ทุนประกัน 50,000-99,999 บาท
อัตราเบี้ยประกัน 1,000 บาท ต่อ ทุนประกัน 1,000 บาท (1,000:1,000)

– ทุนประกัน 100,000-499,999 บาท
อัตราเบี้ยประกัน 995 บาท ต่อ ทุนประกัน 1,000 บาท (995:1,000)

– ทุนประกัน 500,000-999,999 บาท
อัตราเบี้ยประกัน 985 บาท ต่อ ทุนประกัน 1,000 บาท (985:1,000)

– ทุนประกัน 1,000,000 บาท ขึ้นไป
อัตราเบี้ยประกัน 975 บาท ต่อ ทุนประกัน 1,000 บาท (975:1,000)

(2) ส่วนผู้เอาประกัน อายุ 61 ปี ถึง อายุ 70 ปี:

อัตราเบี้ยประกัน 1,000 บาท ต่อ ทุนประกัน 1,000 บาท (1,000:1,000)

นอกจากนี้ผู้เอาประกันภัย ยังสามารถรับเงินกำไรจากการลงทุน หากขาดทุน บริษัทประกันชีวิตรับภาระไว้เอง เพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนการลงทุนในกองทุนระดับโลก ในรูปเงินปันผล (ถ้ามี)

อาทิ การลงทุนใน Global Investment Index เมื่ออยู่ครบสัญญา ผู้ถือกรมธรรม์มีอัตราส่วนร่วมในเงินปันผล (Participation Rate) ที่ร้อยละ 50 คือแบ่งกันคนละครึ่งกับบริษัทประกันชีวิต ส่วนค่าเบี้ยประกัน ผู้เอาประกันภัย ยังสามารถนำเบี้ยประกันไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาท ต่อปี ทั้งนี้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร

ข้อควรพิจารณา คือ ผู้เอาประกันภัย ควรชำระเบี้ยจนครบระยะเวลา และถือครองกรมธรรม์จนครบสัญญา หากกรมธรรม์ยุติความคุ้มครองก่อนครบสัญญา ผู้ขอเอาประกันภัย อาจไม่ได้รับเงินคืน เท่ากับ สิทธิประโยชน์สูงสุดจากกรมธรรม์ หรือจำนวนเบี้ยประกันภัยที่ชำระมาแล้ว

ในส่วนของความคุ้มครองชีวิต กรณีเกิดเหตุไม่คาดฝัน เสียชีวิตก่อนวัยอันควร ความคุ้มครองชีวิต ณ ปีกรมธรรม์ที่ 1 รับ 105%, ปีที่ 2 รับ 220%, ปีที่ 3 รับ 330%, ปีที่ 4 รับ 440% และตั้งแต่ปีที่ 5-15 รับ 550% ของทุนประกันภัย กรณีเสียชีวิตก่อน ตั้งแต่ปีกรมธรรม์ที่ 2 เป็นต้นไป มีโอกาสรับเงินปันผล (ถ้ามี)

ตัวอย่าง ดัชนีที่ใช้ในการคำนวณ เช่น Global Investment Index จะลงทุนผ่านดัชนีในระดับสากลทั่วโลก เพื่อกระจายความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนจากการลงทุน เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

โดยมีสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ร้อยละ 70 และตราสารทุน ร้อยละ 30 ของพอร์ต ในอนาคตก็อาจมีการปรับสัดส่วนการลงทุน เพื่อเพิ่มผลตอบแทน หรือ ลดความเสี่ยง และความผันผวนลงได้ ขึ้นกับสภาวะการลงทุนในตลาดโลก

การคำนวณดัชนีในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ บริษัทประกันชีวิต จะทำการแปลงผลการดำเนินงานให้เป็นสกุลเงินบาท ตามอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินต่างประเทศในวันคำนวณมูลค่าระดับดัชนีวันแรกกับวันสุดท้าย เป็นต้น

เงินปันผลที่มาจากการลงทุนในต่างประเทศจะมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากดัชนีที่ลงทุนอยู่ในเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ จึงมีความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทกับเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ดี ผู้ถือกรมธรรม์ จะยังคงได้รับเงินจ่ายคืนตามเงื่อนไขเต็มจำนวน เมื่ออยู่จนครบกำหนดสัญญา เนื่องจากเงินจ่ายคืนตามเงื่อนไข ไม่มีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

ประกันชีวิตแบบ Global Index (Par) ผู้เอาประกันภัยมีโอกาสรับผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงขึ้นจากการลงทุนระยะยาว ไม่มีการล็อคผลตอบแทนเหมือนประกันชีวิตแบบเดิม ๆ เพราะอาศัยความเชี่ยวชาญผู้จัดการกองทุนระดับโลก มีสินทรัพย์ลงทุนที่หลากหลาย ดังนั้น เงินปันผลที่จะได้รับเมื่อครบสัญญา อาจไม่แน่นอน

เมื่อครบสัญญา ถ้าเงินบาทอ่อนค่า Index ขึ้น จะเป็นประโยชน์เชิงบวก ได้เงินปันผลเพิ่มขึ้น หาก Index ติดลบ ไม่ได้เงินปันผล (เงินต้นก็ไม่หาย) ซึ่งการลงทุนระยะยาว หากมีการจัดพอร์ตลงทุน แบบผสม เน้นลงทุนตราสารหนี้ในสัดส่วนที่สูงในพอร์ต ก็จะช่วยลดความผันผวนลงได้

อย่างไรก็ตาม ประกันชีวิตแบบ Global Index (Par) ยังมีข้อควรพิจารณาที่ควรทราบ เหมือนการสมัครทำประกันทั่วไป ดังนี้

– หากต้องการไถ่ถอนก่อนกำหนด จะหยุดชำระเบี้ยโดย เลือกใช้มูลค่าเวนคืนกรมธรรม์ ใช้เงินสำเร็จ ขยายเวลา เหมือนกับแบบประกันชีวิตทั่วไป คือ อาจจะไม่ได้รับเงินคืนเต็มยอดตามที่ชำระเบี้ยไป

– ทุนประกันที่ได้รับจะต่ำกว่าการซื้อประกันแบบตลอดชีพ อาจจะไม่ได้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในแง่สร้างความคุ้มครองมากนัก

– ไม่สามารถซื้อสัญญาเพิ่มเติมได้

– ความเสี่ยงจากการรับผลตอบแทนจากเงินปันผล ไม่แน่นอน อาจได้มาก หรือ น้อยก็ได้ ถ้าขาดทุนบริษัทประกันรับไว้เอง หากผู้เอาประกันอยู่จนครบสัญญากรมธรรม์จะได้เงินค่าเบี้ยที่จ่ายไปทั้งหมด พร้อมเงินคืนระหว่างสัญญา ที่การันตีโดยบริษัทประกัน

แบบประกันชีวิต Global Index (Par) จึงเป็นทางเลือกหนึ่ง ที่เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาด้านสุขภาพ คนสูงวัย คนที่ต้องการหาผลตอบแทนเพิ่มจากการลงทุน โดยไม่ต้องเลือกกองทุนเอง หรือคนที่มีความคุ้มครองเพียงพอแล้ว

โดยเงินต้นไม่หายหากถือกรมธรรม์จนครบสัญญา จ่ายเบี้ยสั้น มีเงินคืนระหว่างสัญญา อายุรับประกันได้ถึงอายุ 70 ปี ไม่ต้องตรวจ และไม่ต้องตอบคำถามเรื่องสุขภาพใด ๆ นอกจากนี้ ยังสามารถนำเบี้ยประกันไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ทั้งจำนวน สูงสุด ไม่เกิน 100,000 บาท อีกด้วย

แบบประกัน Global Index (Par) เหมาะกับ ประโยชน์ที่ได้รับ

– อยากได้เงินคืนเร็ว และไม่อยากจ่ายเบี้ยยาวนาน | ง่าย ๆ จ่ายเบี้ยสั้น ๆ เพียง 5 ปี

– ไม่ต้องลุ้นเงินคืน เมื่อครบสัญญากรมธรรม์ การันตีค่าเบี้ย ที่ชำระแล้ว เต็มจำนวน

– คนที่อยากกระจายความเสี่ยงไปยังต่างประเทศ เพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนจากลงทุนในกองทุนระดับโลก

– หากเสียชีวิตก่อนวัยอันควร มีโอกาสรับผลตอบแทนเพิ่ม อุ่นใจกับความคุ้มครองชีวิต พร้อมรับเงินปันผล

– คนมีปัญหาด้านสุขภาพ คนสูงวัย ไม่ต้องตรวจ และตอบคำถามเรื่องสุขภาพ

– เอาไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ทั้งก้อน ช่วยลดหย่อนภาษีสูงสุด 100,000 บาท ต่อปี

เขียนโดย: เบญจพล จันทร์เจริญ ที่ปรึกษาการเงิน AFPT™

มีเงินไม่ได้ ต้องใช้ต้องจ่าย ภาวะทางจิต “Oniomania” ที่ใช้เงินเพื่อเยียวยาความเครียดและวิตกกังวล สังเกตยังไง?และแก้ไขยังไงได้บ้าง?

คำว่า “Oniomania” ถูกใช้บรรยายพฤติกรรมการซื้อของและการใช้จ่ายที่มีปัญหาและหมกมุ่น ซึ่งรากของคำนี้มาจากภาษากรีกสองคำคือ “Onios” ที่แปลว่า “เพื่อซื้อขาย” และ “Mania” ที่แปลว่า “ความคลั่งไคล้” พอมารวมกันก็กลายเป็นภาวะคลั่งการซื้อของ หรือ ‘บ้าซื้อ’ เรียกอีกอย่าง Compulsive Buying Disorder (CBD) หรือ Impulsive Compulsive Buying Disorder (ICBD) ซึ่งถ้าไม่รีบจัดการปล่อยทิ้งเอาไว้นอกจากสภาพการเงินอาจจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่แล้ว มันยังกระทบกับสุขภาพจิตในระยะยาวอีกด้วย

ภาวะนี้มีสาเหตุมาจาก (และส่งเสริม) ปัญหาทางจิตอื่นๆ มากมาย ตั้งแต่ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และแม้กระทั่งการเสพติดประเภทอื่นๆ เช่น โรคชอบเก็บสะสมสิ่งของหรือการพนันด้วย

แม้รู้ว่ามันมีผลเสียต่อชีวิตมากมาย คนที่มีภาวะแบบนี้มักไม่ค่อยหาทางแก้ไขหรือรักษาตัวเองจากอาการที่เป็นอยู่สักเท่าไหร่ เหตุผลอาจจะเป็นเพราะลึก ๆ แล้วอาจจะละอายใจ หรือบางทีอาจจะไม่รู้เลยก็ได้ว่าตัวเองเป็นภาวะตรงนี้อยู่ และถึงแม้บางคนอยากแก้ไข ก็ไม่รู้ต้องไปปรึกษาใครหรือหาแหล่งข้อมูลที่จะช่วยจากที่ไหนได้

เพราะฉะนั้นบทความนี้เราจะมาดูกันครับว่าพฤติกรรมของคนที่อยู่ในภาวะ “Oniomania” เป็นยังไง ลักษณะอาการและสาเหตุของโรค ทำไมมันถึงเกิดขึ้นบ่อยในตอนนี้มากกว่าในอดีต และคำแนะนำจากนักบำบัดและนักจิตวิทยาเกี่ยวกับเรื่องนี้ต้องทำยังไงบ้าง เพื่อให้ดูแลจัดการทั้งเรื่องเงินและสภาพจิตใจได้ดีมากขึ้น แม้ว่าคุณอาจจะไม่ได้อยู่ในภาวะนี้ บทความนี้ก็จะช่วยให้คุณพัฒนาหลักการคิดอย่างมีเหตุมีผลต่อนิสัยการใช้จ่ายให้ดีขึ้นด้วย

แล้ว Oniomania คืออะไร?

ถึงตรงนี้เราอาจจะเริ่มสงสัยแล้วว่าแล้วคนที่มีภาวะ Oniomania มันต่างจากคนที่ชอบซื้อของมาก ๆ ยังไงกัน? ถ้าเรามองแบบผ่าน ๆ แล้วสองคนนี้จะมีความคล้ายกันอย่างมาก แต่ว่าถ้ามองลึกลงไปจะมีความแตกต่างที่ค่อนข้างชัดเจนเลยทีเดียว สำหรับคนที่ชอบชอปปิงมาก ๆ นั้นจะกังวลกับของที่ซื้อมา แต่คนที่มีภาวะ ‘บ้าซื้อ’ นั้นจะหมกมุ่นอยู่กับ ‘การซื้อ’ ไม่ใช่ของที่ซื้อ พูดอีกอย่างคือคนที่บ้าซื้ออาจจะซื้อของที่ไม่จำเป็นและไม่มีนัยสำคัญกับชีวิตเลยนั่นเอง

คนที่ชอบชอปปิงมาก ๆ จะเอาของที่ตัวเองไม่ชอบไปคืนหรือบางทีก็เริ่มทำการบริหารเงินเมื่อเงินเริ่มร่อยหรอ คนที่มีภาวะบ้าซื้อจะไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผลหรือไม่มีความรับผิดชอบเรื่องการเงินเลย บางครั้งไม่มีอารมณ์ร่วมกับสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ เหมือนตกอยู่ในภวังค์เมื่อซื้อของ การจ่ายเงินเป็นการช่วยบรรเทาความรู้สึกวิตกกังวลและซึมเศร้าเพียงชั่วคราว ต่อมาสักพักก็จะเริ่มอารมณ์เหวี่ยง ฉุนเฉียว เศร้า ความมั่นใจหรือคุณค่าในตัวเองก็จะดำดิ่งไปเฉย ๆ เลย

ในระดับหนึ่งการใช้จ่ายเงินนั้นช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้น ข้อมูลจากงานวิจัยในปี 2007 ของนักวิจัยจาก MIT, สแตนฟอร์ด และมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน ที่จับคลื่นสมองของนักชอปปิงชาวอเมริกันผ่านเทคโนโลยี fMRI พบว่าเมื่อพวกเขาซื้อของที่ถูกใจนิวเคลียสแอกคัมเบนส์ (ศูนย์ความสุขของสมอง เชื่อมโยงกับการให้รางวัล, ความพึงพอใจและการเสพติด อยู่บริเวณส่วนใต้ของสมองกลีบหน้าต่อกับต่อมใต้สมอง) จะสว่างขึ้นซึ่งบ่งบอกถึงการกระตุ้นในเชิงบวก

การกระตุ้นนี้สามารถมีรูปแบบที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น บางคนรู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษเมื่อเชื่อว่าตนได้รับข้อเสนอที่ดี นักวิจัยกล่าวว่าสิ่งนี้เป็นผลมาจากคอร์เทกซ์กลีบหน้าผากส่วนหน้า (prefrontal cortex) ส่วนของสมองที่ใช้ตัดสินใจใน ปฏิสัมพันธ์กับสมองกลีบอินซูลา (insula) ที่ตอบรับกับสิ่งเร้า สภาวะร่างกาย และอารมณ์ความรู้สึก ก่อให้เกิดความติดใจ ความอยาก ทำให้มีความสุขมากขึ้น

แม้ว่าจะไม่ยังไม่ข้อมูลที่บ่งชี้แน่ชัดว่าภาวะนี้กระทบกับคนจำนวนมากแค่ไหน แต่ในการศึกษาชิ้นหนึ่งบ่งบอกว่าในอเมริกามีประชากรประมาณ 8% ที่อยู่ในภาวะแบบนี้ ส่วนในผู้ชายหรือผู้หญิงมากกว่ากัน อันนี้ข้อมูลยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่นัก

โมนิกา เวอร์มานิ (Monica Vermani) นักจิตวิทยาคลินิกที่เชี่ยวชาญด้านการรักษาบาดแผล ความเครียด อารมณ์ และโรควิตกกังวล ชี้ว่าในการศึกษาในประเทศเยอรมันพบว่าเพศไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในภาวะแบบนี้ จะชายหรือหญิงก็เกิดขึ้นได้ไม่ต่างกัน บางทีเราอาจจะเห็นผู้หญิงถูกนำเสนอว่าเป็นกลุ่มบ้าซื้อมากกว่าผู้ชาย แต่ความจริงคือผู้ชายก็ไม่ต่างกัน เพียงแต่ผู้หญิงอาจจะรู้ตัวและไปรับการช่วยเหลือจากนักจิตแพทย์มากกว่าเลยถูกมองว่าเป็นอย่างนั้น

“ผู้ชายมักมองว่าการไปขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตคือสัญญาณของความอ่อนแอ มุมมองที่อยู่ยังไม่หายไปและทำให้เกิดช่องว่างระหว่างเพศแบบนี้”

สำหรับ Oniomania เรื่องเพศไม่ได้บ่งบอกอะไร แต่ตัวบ่งชี้ที่ดีมากกว่าคือความผิดปกติทางจิตอื่นๆ เช่น การติดยา ซึ่งทำให้ยากต่อการควบคุมพฤติกรรม โรคสมาธิสั้น (ADHD) ซึ่งทำให้ว่อกแว่กได้ง่ายขึ้น หรือภาวะซึมเศร้า ที่ทำให้รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าและวิ่งตามหาการยอมรับจากคนรอบข้างภายนอก

นอกจากนั้นแล้วผลกระทบของมันก็ค่อนข้างชัดเจนด้วย ทำให้เครดิตเสีย เงินเก็บไม่มี มีเงินเท่าไหร่ก็ใช้จนหมด เป็นหนี้หรือล้มละลายได้เลยก็มี อีกสัญญาณหนึ่งของภาวะผิดปกติทางจิตนี้คือจะมีของเยอะมาก ๆ จนไม่สามารถจัดระเบียบได้ จนเครียด และเหนื่อยล้า ซึ่งจะนำไปสู่โรคชอบเก็บสะสมสิ่งของ (Hoarding Disorder)

อแมนด้า จิออร์ดาโน (Amanda Giordano) รองศาสตราจารย์ที่ปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยจอร์เจียซึ่งเชี่ยวชาญด้านการเสพติด สรุปสัญญาณของการบ้าซื้อไว้ดังนี้

“ใครก็ตามที่สูญเสียการควบคุมพฤติกรรมการจับจ่ายของตน (เช่น ซื้อบ่อยขึ้น เป็นระยะเวลานาน ๆ และใช้เงินมากกว่าที่ตั้งใจไว้) ซื้อของอย่างหมกมุ่น (ตอบสนองต่อแรงกระตุ้นมากกว่าการซื้อของแบบวางแผนไว้อย่างตั้งใจ) ซื้อจ่ายต่อไปแม้จะมีผลในทางลบ (ปัญหาทางการเงิน ความขัดแย้งทางความสัมพันธ์ นอนไม่ค่อยหลับ อับอาย ฯลฯ) และอยากจะใช้เงินหรือจิตใจหมกมุ่นอยู่กับการจับจ่ายตลอดเวลา นี่ควรเป็นสัญญาณเตือนเราได้แล้วว่าคนนี้กำลังเสพติดการชอปปิงอยู่”

อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้านี้แล้วว่าคนที่อยู่ในภาวะแบบนี้มักจะปฏิเสธการเข้าไปรับการรักษา จอยซ์ มาร์เตอร์ นักจิตบำบัดบอกว่า “อุปสรรคเช่นความอายและชื่อเสียงที่ดูไม่ดีเมื่อพูดถึงปัญหาเรื่องการเงินมักทำให้คนไม่ไปเข้ารับความช่วยเหลือที่ต้องการและควรได้รับ” นอกจากนั้นแล้วมาร์เตอร์ยังบอกอีกว่าคนเหล่านี้อาจจะปฏิเสธเลยก็ได้ว่าตัวเองกำลังมีปัญหาอยู่

“พวกเขาอาจใช้กลไกการป้องกัน เช่น การปฏิเสธ การหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง หันเหความสนใจ หรือโทษคนอื่น เพื่อหลีกเลี่ยงการจัดการกับอาการเสพติดของพวกเขา”

เวอร์มานิเสริมเรื่องนี้ว่า “สำหรับบางคนแล้วการใช้เงินคือการกดทับความรู้สึกที่ไม่อยากรู้สึก เหมือนกับการใช้แอลกอฮอล์ ยาเสพติด หนังโป๊ การพนัน กินมากเกินไป” พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่าการใช้เงินแบบหมกมุ่นเป็นการพยายามกลบหลุมหรือความอ่อนแออะไรบางอย่างข้างในที่ไม่อยากให้คนอื่นเห็น อับอายเกินกว่าที่จะยอมรับความอ่อนแอ คนเหล่านี้ก็จะบ้าซื้อใช้เงินโดยมองหาข้อแก้ตัวที่หาเหตุผลเข้าข้างตนเองหรือพิสูจน์พฤติกรรมที่ผิดปกติของพวกเขาเอง บ่อยครั้ง ประเด็นปัญหามักจะมาจากความบอบช้ำทางจิตใจหรือการรับรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับเงิน สังคม และครอบครัว

แก้ไขภาวะบ้าซื้อยังไงดี?

แม้ว่าเรื่อง Oniomania นั้นถูกบันทึกไว้ในวรรณกรรมทางวิทยาศาสตร์มานานเป็นร้อยปีแล้ว แต่ว่าโรคนี้ไม่ได้รับความสนใจจนกระทั่ง 20-30 ปีที่เศรษฐกิจแบบทุนนิยมทั่วโลกเติบโตหลังช่วงสงครามเย็นและการเข้ามาของทีวี อินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย ทำให้มันกลายมาเป็นประเด็นที่คนสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ

ยิ่งในช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่พฤติกรรมการซื้อของออนไลน์กลายเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไป จนแพลตฟอร์มออนไลน์เหล่านี้เติบโตอย่างมากจากพฤติกรรมชอปปิงที่เกิดจากอารมณ์ล้วน ๆ (มีแบบสำรวจหนึ่งบอกว่า 72% ของผู้บริโภคที่ซื้อของออนไลน์ในช่วงโควิดนั้นทำเพื่อให้ตัวเองมีความสุขขึ้น) แน่นอนว่าทางแก้ไขภาวะผิดปกติทางจิตคือยอมรับว่าตัวเองมีปัญหาและพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการรักษา สำหรับคนที่ทำได้

หรือถ้าเป็นคำแนะนำของนักจิตวิทยา มาร์เตอร์ก็บอกว่าให้เริ่มต้นด้วยการทำ “Financial Cleanse” หรือขจัดสารพิษทางการเงินของตัวเองเพื่อสร้างจิตสำนึกทางการเงิน กำหนดช่วงเวลา “ห้ามใช้เงิน” ให้กับตัวเอง อาจจะอาทิตย์หนึ่ง เดือนหนึ่ง แล้วแต่เราว่าไหวแค่ไหน ไม่เพียงแต่จะประหยัดเงินเท่านั้น แต่มันยังจะช่วยส่งเสริมกรอบคิดการออมเงินอีกด้วย

เมื่อเรามีกรอบแนวคิดนี้แล้ว หลังจากนั้นก็สร้าง “แผนป้องกันการถอยกลับ” ที่คุณจะต้องมานั่งระบุและหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นการใช้เงินอย่างจริงจัง บางทีอาจจะเป็นใครสักคนหนึ่งในชีวิตที่คุณอยากจะโชว์ อยากจะอวด โดยการใช้เงินเยอะ ๆ “ถ้าเกิดพลาดกลับไปใช้เงินอีกก็ให้ใช้โอกาสนี้เพื่อแสดงความรักกับตัวเอง เรียนรู้จากมัน และเดินไปข้างหน้าต่อไป มันใช้เวลาในการเปลี่ยนพฤติกรรมเก่า ๆ ของการใช้จ่ายเงินด้วยอารมณ์”

บางคนอาจจะพยายามหยุดทุกอย่าง หักดิบเลยทันที แต่ส่วนใหญ่แล้วจะไม่ประสบความสำเร็จถ้าทำแบบนี้ แต่ให้ลองหาพฤติกรรมที่มักจะควบคุมไม่ได้ของตัวเองให้เจอแล้วลดตรงนั้นก่อน เช่นถ้าใช้บัตรเครดิตบ่อยจนทำให้เกิดหนี้ ก็ลองไม่พกบัตร หรือถ้าทำไม่ได้จริง ๆ และมีเงินปิดยอด ก็ยกเลิกไปเลยก็ได้จนกว่าจะแก้ไขนิสัยส่วนนี้ได้ หรือถ้าไม่มีเงินปิดยอด ก็อาจจะฝากไว้กับคนที่เชื่อใจก็ได้เช่นกัน

จิออร์ดาโน แนะนำให้คนที่กำลังอยู่ในภาวะแบบนี้สำรวจพฤติกรรมการบ้าซื้อของตัวเองด้วย :

“ซื้อของเพื่อหนีปัญหา ให้รู้สึกว่าตัวเองมีค่า สัมผัสความสุข เพิ่มความมั่นใจ หรือรับมือกับปัญหาชีวิต? เมื่อรู้ว่าเราทำแบบนี้เพราะอะไร ก็สามารถหาวิธีปรับพฤติกรรมของตัวเองไปในทางที่ดีขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของชีวิต”

ท้ายที่สุดแล้ว การรักษาภาวะ Oniomania เป็นมากกว่าแค่การปกป้องเงินในกระเป๋าจากการจับจ่ายจากแรงกระตุ้นของตัวเอง แต่มันคือการดูแลสุขภาพจิตของตนเองและพัฒนาความสัมพันธ์กับคนรอบ ๆ ตัวด้วย เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่ตกอยู่ในภาวะแบบนี้ ซื้อโดยไม่คิด มีเงินเท่าไหร่ก็จ่ายเพียงเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น ควรกลับมาถามตัวเองอีกครั้งว่าเพราะอะไรถึงทำแบบนั้น พยายามแก้ไข แต่ถ้าทำไม่ได้จริง ๆ ก็ควรมองหาผู้เชี่ยวชาญและเข้ารับการรักษาก่อนมันกลายเป็นปัญหาเรื้อรังและรุนแรงใหญ่โตมากกว่านี้

ทำไม? ใครยืมเงิน ชอบใจอ่อน ทักมาไม่เคยขัด แถมปัดไม่เคยได้ ระวัง! เอ็นดูเขา เอ็นเราขาด

“เงินในกระเป๋าเรา ถ้าเราไม่หยิบออกไปเอง ก็ไม่มีใครเอาไปได้”

คำพูดเตือนสติที่หลายๆ คนใช้เตือนใจตัวเอง ก่อนให้ใครหยิบยืมเงินไป แต่เชื่อเถอะ พอถึงเวลามีคนมายืมเงินจริงๆ ส่วนใหญ่จะรู้สึกลำบากใจ ถ้าต้องปฏิเสธ เพราะไม่อยากรู้สึกผิดที่ไม่หยิบยื่นน้ำใจให้คนอื่น

แต่พอตัดใจให้ยืมไป มีโอกาสมากที่จะไม่ได้คืน คราวนี้ต้องมานั่งเจ็บใจ โกรธทั้งลูกหนี้ และโมโหตัวเองที่ใจอ่อน โง่จนยอมควักเงินในกระเป๋าตัวเองให้เขาไป

แล้วทำไมหลายคนๆ ถึงใจอ่อน ยอมให้คนอื่นยืมเงินล่ะ ทั้งๆ ที่รู้ว่าเสี่ยงจะไม่ได้คืน

ข้อมูลของสมาคมจิตวิทยาแห่งประเทศไทย ระบุชัด ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ “คนดีดี” จะรู้สึกผิด ถ้าไม่ช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน เพราะคนเหล่านี้มีคุณธรรม พวกเขามักมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เห็นผู้อื่นเดือดร้อนต้องรีบเข้าไปช่วย บางครั้งยอมเสียสละตัวเองเพื่อผู้อื่นก็มี

เหตุผลข้อต่อมา คือ มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ต้องการการยอมรับ ต้องการเป็นที่รักของผู้คนในสังคม ดังนั้น ถ้ามีโอกาสให้ความช่วยเหลือผู้อื่นได้ คนเราก็มักจะไม่ลังเล หยิบยื่นความมีน้ำใจให้ เพื่อแสดงออกว่า ตัวเอง มีน้ำใจ เป็นมิตร เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากสังคม

คราวนี้…มาดูเหตุผลที่เราไม่ควรให้คนอื่นยืมเงิน

1. มีครั้งแรกก็จะมีครั้งต่อๆ ไป

บอกเลยนะ ไม่ว่าจะเรื่องอะไร มันจะยากแค่ตอนเริ่มต้นเท่านั้นแหละ พอผ่านด่านแรกไปได้แล้ว คราวนี้ด่านต่อๆ ที่เหลือ ก็ไม่ครณามือแล้ว เรื่องขอยืมเงินก็เช่นกัน พอได้ยืมครั้งแรกแล้ว ครั้งต่อไปก็จะตามมา ยิ่งเราขี้เกรงใจ หรือ ปฏิเสธคนไม่เป็น ยอมให้ยืมเงินง่ายๆ คราวนี้ คนที่มายืมเงิน ก็จะเป็นหน้าเดิมตลอด

2. ทวงยากลำบากใจ

เชื่อเถอะหลายคนเป็น เวลาเผลอให้ใครยืมเงินไปแล้ว พอจะทวงเงินคืน คุณก็มักไม่ค่อยกล้าทวง ลำบากใจไปหมด จะน่าเกลียดมั้ย ไม่รู้ว่าจะใช้คำพูดยังไงดี กังวลว่าจะกลายเป็นคนขี้งก ใจดำ แล้งน้ำใจไปรึเปล่า ที่สำคัญไม่รู้ว่าจะตอบโต้ยังไง ถ้าลูกหนี้เล่นบทดรามาใส่ จนบางครั้งทำเอาคุณรู้สึกผิด เสียสุขภาพจิตเปล่าๆ

3. ลูกหนี้มักทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อน

คิดว่าหลายคนคงจะเจอ กับพฤติกรรม ตีมึนของลูกหนี้ ประมาณว่า ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย ทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนของลูกหนี้ พอทวงบ่อยๆ เข้า ก็จะอ้างเหตุผลว่า ก็ไม่มีเงินคืนจะให้ทำยังไง แถมคนพวกนี้ยังไม่ยอมหนีหน้าด้วย ทวงได้ทวงไปซิ แบบนี้เตรียมใจไว้เลยนะว่ามีโอกาสหนี้สูญสูง

4. เสียมิตรภาพ

พูดถึงเรื่องเงิน มักไม่เข้าใครออกใคร ก่อนตัดสินใจให้ใครยืมเงิน ต้องเตือนสติตัวเองไว้เลยว่า นอกจากจะไม่ได้เงินคืนแล้ว ยังเสียมิตรภาพไปด้วย ไม่ว่าจะเป็น ญาติพี่น้อง เพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงาน เชื่อสิ!! สถานะที่เปลี่ยนจาก ญาติ มิตร เพื่อนสนิท เป็น เจ้าหนี้ ลูกหนี้ มันจะทำลายความรู้สึก ทำให้ความเชื่อใจ และ เครดิตดีๆ ที่เคยมีให้กลายเป็นติดลบไปหมด คนโบราณถึงสอนไว้ว่า “ถ้าไม่อยากเสียเพื่อน อย่าให้เพื่อนยืมเงิน”

5. เสียวินัยทางการเงิน

ถ้าเปรียบการให้เพื่อนยืมเงินเป็นการลงทุน ทางเศรษฐศาสตร์คงบอกว่าเป็นการลงทุนที่ล้มเหลว เพราะนอกจากเสี่ยงขาดทุน หนี้สูญ ยังเป็นการส่งเสริมให้เพื่อนไม่มีวินัยทางการเงิน ไม่รู้จักวางแผนทางการเงิน แต่จะเลือกใช้วิธีลัดด้วยการยืมเงินคนอื่นมาแก้ปัญหาแบบมักง่ายแทน

อ่านมาถึงบรรทัดนี้ เชื่อว่าหลายคนน่าจะพอเข้าใจเหตุผลที่ไม่ควรให้คนอื่นมายืมเงินแล้ว แต่ถ้ามันถึงคราวหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ จะรับมือกับการยืมเงินของคนอื่นยังไงดี ไม่ต้องกังวลไป aomMONEY มีกฎเหล็กที่คุณต้องรู้ และต้องจดจำ มาแนะนำ

(1) เงินที่ให้ไปอาจไม่ได้คืน

เอาจริงๆ นะ ก่อนให้ใครยืมเงิน ต้องคิดไว้ล่วงหน้าเลยว่าจะมีโอกาสหนี้สูญ แต่มองอีกมุมบางทีก็มีข้อดีเพราะมันช่วยให้เราเห็นอะไรต่างๆ ชัดเจนขึ้น เข้าใจโลกมากขึ้น ดังนั้น ก่อนจะให้ใครยืมเงินคิดทบทวนให้รอบคอบ ถ้าคิดว่าไหว เงินก้อนนี้เป็นเงินเย็น เสียไปก็ไม่ลำบาก จะเสี่ยงให้ยืมก็ได้ แต่ถ้าเป็นเงินก้อนที่สำคัญกับชีวิตของเราจริงๆ ก็ควรปฎิเสธไปตามตรง จะได้ไม่เสียทั้งเพื่อน เสียทั้งเงิน

(2) เข้าใจสัจธรรม “เงินอยู่ที่ใคร คนนั้นมีสิทธิ์”

ก่อนควักเงินออกจากกระเป๋าไปให้ใครยืม คุณต้องอธิบายให้ชัดกับผู้ที่มาหยิบยืมเงินว่า สิ่งที่คุณกำลังจะให้ไป มันมีคุณค่ามากกว่าเงิน เพราะมันคือมิตรภาพ ความเชื่อใจ เครดิต ดังนั้น ลูกหนี้ควรเข้าใจและตระหนักถึงเรื่องนี้ ที่สำคัญ คุณควรแสดงเจตนาชัดว่า ให้ยืม ไม่ใช่ให้เลย ต้องมีกำหนดเวลาคืนให้แน่ชัด และคุณมีสิทธิ์ทวงถามถึงเงินที่ให้ยืมไปในอนาคต

(3) ทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร

ถ้าตัดสินใจให้ใครยืมเงิน ไม่ว่าจะกี่มากน้อย คุณต้องทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุรายละเอียดของเงินที่ขอยืมไป อัตราดอกเบี้ย กำหนดระยะเวลาการใช้หนี้ ลงรายมือชื่อทั้งผู้ให้ยืม และผู้ขอยืมให้ถูกต้อง เพื่อสร้างความชัดเจน ลดโอกาสผิดใจ และใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมาย ยื่นฟ้องร้อง ถ้าผู้ยืมเงินผิดนัดชำระ

(4) ถ้าทำตาม ข้อ 1 – 3 ไม่ได้ อย่าให้ยืม!!

กฎเหล็กที่ว่ามานี้ ถือเป็นการปิดความเสี่ยงของคุณในฐานะเจ้าของเงิน จำไว้ว่าต้องทำให้ได้ทั้งหมด ถ้าทำข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้ คุณก็ไม่ควรให้ยืมเงิน เพราะจะสร้างความทุกข์ให้เราภายหลัง

“กฎเหล็กของนักพนันมืออาชีพ คือ ห้ามเดิมพันมากกว่าที่ตัวเองจะรับไหว”

บอกเลยกฎนี้สามารถนำมาปรับใช้กับการให้คนอื่นยืมเงินได้เช่นกัน ถ้าคิดแล้วว่า เงินที่ให้ยืมไป มีโอกาสสูญ และยังต้องเสียทั้งมิตรภาพ ก็ควรเลือกปฏิเสธตั้งแต่ต้น

แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็ควรให้ยืมเงินในจำนวนที่คุณรับไหว ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับตัวเอง ลดความรู้สึกผิดของตัวเอง

“เงินไม่หาย รายจ่ายลด เงินเก็บเพิ่ม”7 Steps ทำ “งบ” ง่ายๆ ด้วยตัวเองป้องกันอาการเดือนชนเดือน

การจัดทำงบประมาณ ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญประการหนึ่งที่ทำให้แผนการเงินบรรลุเป้าหมาย เพราะเป็นเครื่องมือช่วยวางแผนและบริหารการเงินให้มีประสิทธิภาพ พูดง่าย ๆ ไม่ให้หลงทางด้านการเงิน เช่น การวางแผนด้านรายได้ แผนการออมการลงทุนเพื่ออนาคต การตัดสินใจทางการเงินวันข้างหน้า แผนค่าใช้จ่าย

การจัดทำงบประมาณจะช่วยให้กำหนดได้ว่าตัวเองต้องการใช้เงินอย่างไรและใช้ไปกับสิ่งไหน และเมื่อเข้าใจในการจัดทำงบประมาณก็แน่ใจว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ถูกใช้ไปตามที่ต้องการ และสามารถติดตามการใช้จ่ายว่าตรงกับลำดับความสำคัญจริง ๆ

มีบ่อยครั้งเมื่อหลายคนเริ่มตั้งงบประมาณก็รู้สึกประหลาดใจที่เห็นว่าเงินถูกนำไปใช้กับสิ่งที่ไม่สำคัญ เช่น การช้อปปิ้งออนไลน์แบบไม่คิดหน้าคิดหลัง หรือรูดบัตรเครดิตเพื่อทานอาหารในห้างสรรพสินค้า สัปดาห์ละ 3 ครั้ง

ดังนั้น การจัดทำงบประมาณจะช่วยให้ติดตามความคืบหน้าว่าปฏิบัติตามแผนการเงินเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายทางการเงินที่ตัวเองกำหนดเอาไว้หรือไม่ สำหรับการจัดทำงบประมาณทุกคนสามารถทำได้จากขั้นตอน ดังนี้

(1) กำหนดรายได้

เริ่มต้นด้วยการตรวจสอบรายได้ต่อเดือน รวมถึงรายได้อื่น เช่น รายได้พิเศษ สวัสดิการต่าง ๆ ผลตอบแทนจากการลงทุน แต่หากมีรายได้ในแต่ละเดือนไม่สม่ำเสมอก็ใช้วิธีการคำนวณคร่าว ๆ ว่าต่อปีมีรายได้เท่าไหร่ จากนั้นก็หารด้วย 12 ก็จะรู้ว่าแต่ละเดือนมีรายได้เท่าไหร่

(2) จัดหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นและไม่จำเป็น

จดบันทึกค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายทุกเดือนและมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิต เช่น ค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าเดินทาง ค่าน้ำมันรถ ค่ามือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าหนี้บัตรเครดิต ให้พ่อแม่ รวมถึงเงินออมและเงินลงทุนด้วย

สำหรับค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นก็จดบันทึกเช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ทานอาหารนอกบ้าน สมาชิกฟิตเนส, สมาชิก Netflix หรือซื้อเสื้อผ้า เป็นต้น โดยค่าใช้จ่ายส่วนนี้ถือเป็นความต้องการในปัจจุบันแต่ไม่มีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตหากปรับลดค่าใช้จ่ายลง

ถึงแม้ว่าค่าใช้จ่ายทั้งสองส่วนจะไม่สามารถระบุเป็นจำนวนเงินได้ชัดเจนว่าต้องจ่ายเท่ากันทุก ๆ เดือน จึงให้ประมาณการจำนวนเงินคร่าว ๆ ว่าแต่ละเดือนน่าจะจ่ายในระดับดังกล่าว และเมื่อจัดหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายทั้งจำเป็นและไม่จำเป็น ก็ถึงเวลาจดสิ่งที่คิดว่าในเดือนต่อไปจะใช้จ่ายในแต่ละรายการอย่างไร

(3) เปรียบเทียบประมาณการกับค่าใช้จ่ายจริง

ย้อนกลับไปดูประวัติการใช้จ่ายในช่วงสามเดือนที่ผ่านมาและพิจารณาว่าใช้จ่ายจริงในแต่ละรายการต่อเดือนเป็นอย่างไร มีการใช้จ่ายตรงตามที่ประมาณการเอาไว้หรือไม่ หากตรงก็แสดงว่ามีการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ดี แต่หากค่าใช้จ่ายสูงกว่าประมาณการก็ต้องทบทวนเพื่อจัดการการใช้จ่ายและติดตามการเงินให้เข้มงวดขึ้น

(4) กำหนดวงเงินการใช้จ่ายภายใต้รายได้

เมื่อทราบแล้วว่าตัวเองใช้จ่ายไปเท่าไหร่ต่อเดือน ก็ให้กำหนดวงเงินใช้จ่ายเริ่มต้นด้วยการจัดทำงบประมาณกับค่าใช้จ่ายที่จำเป็น จากนั้นบวกค่าใช้จ่ายที่จำเป็นลบออกจากรายได้ โดยจำนวนเงินที่เหลือ คืองบประมาณสำหรับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ หรือก็สามารถนำไปเก็บออมในส่วนของเงินออมเผื่อฉุกเฉินก็ได้ ดังนั้น การตั้งงบประมาณค่าใช้จ่ายที่ดีจึงไม่ควรเกินรายได้ เพราะหากเกินอาจจะกลายเป็นหนี้

(5) มองหาทางเพื่อลดค่าใช้จ่าย

สมมติว่าในแต่ละเดือนมีรายจ่ายมากกว่ารายรับก็จะต้องหาวิธีลดค่าใช้จ่าย เริ่มต้นด้วยการลดวงเงินใช้จ่ายในรายการที่ไม่จำเป็น หากค่าใช้จ่ายยังเกินรายรับก็ต้องลดค่าใช้จ่ายที่จำเป็นบางรายการ เช่น จ่ายหนี้บัตรเครดิตให้หมดโดยเร็วที่สุด มองหาโปรโมชั่นมือถือและอินเทอร์ที่ถูกลง ขณะเดียวกันก็มองหารายได้เสริม (ถ้าทำได้)

(6) ติดตามการใช้จ่าย

เมื่อกำหนดงบประมาณสำหรับเดือนนั้นแล้วก็ต้องติดตามการใช้จ่าย และหยุดเมื่อค่าใช้จ่ายถึงกำหนด แต่หากมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายต่อไป เช่น เดือนนี้เดินทางมากกว่าปกติ ทำให้ค่าน้ำมันอยู่ที่ 2,000 บาท ซึ่งเกินที่ประมาณการไว้ 500 บาท ก็ต้องโอนค่าใช้จ่ายจากรายการอื่น ๆ มาใช้ได้ แล้วก็ปรับลดรายการนั้นลง ซึ่งการทำเช่นนี้ได้จะต้องตรวจสอบการใช้จ่ายก่อนใช้จ่าย เพื่อดูว่าเหลือเงินอยู่เท่าไหร่

(7) วางแผนสำหรับเดือนถัดไป

หลังจากที่จัดทำงบประมาณเดือนแรกเสร็จแล้ว การวางแผนสำหรับเดือนถัดไปก็จะง่ายขึ้น โดยเฉพาะการดูว่าใช้เงินเป็นอย่างไร ปรับรายการค่าใช้จ่ายให้เหมาะสมกับการใช้ชีวิต อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรระวังเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายก้อนโตที่อาจเกิดขึ้น เช่น ค่าเบี้ยประกันที่จะถึงกำหนดชำระ ค่าตรวจสภาพรถ หรือค่าใช้จ่ายช่วงวันหยุดยาวที่กำลังจะมาถึง ดังนั้น ควรวางแผนเตรียมเงินให้สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายพิเศษ หากทำได้จะทำให้ไม่ต้องกู้หนี้ยืมสิน ซึ่งอาจเป็นภาระในระยะยาว

โดยสรุป งบประมาณเป็นแผนประมาณการเงินที่จัดทำขึ้นล่วงหน้าที่แสดงรายการเงินทั้งหมดที่คาดว่าจะเกิดขึ้น จึงควรทำเป็นรายงวด (รายสัปดาห์, รายเดือน) เพื่อช่วยให้สามารถควบคุมการใช้จ่ายได้ในอนาคตอย่างเหมาะสม หากมีเงินเหลือจะได้วางแผนการออมและการลงทุนเพิ่มเติม หากเงินไม่พอก็จะได้เตรียมตัดลดค่าใช้จ่ายหรือหาทางแก้ไขปัญหา สำหรับเคล็ดลับเบื้องต้นในการทำงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ ดังนี้

ประมาณการอย่างรอบคอบ

ทั้งจำนวนเงินที่คาดว่าจะได้รับและเงินที่ต้องจ่าย การประมาณการจำนวนเงินที่ดีควรคำนึงถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องให้รอบด้าน อาจใช้จำนวนเงินรับและเงินจ่ายที่เกิดขึ้นจริงในอดีตเป็นเกณฑ์แล้วพิจารณาสถานการณ์ในปัจจุบันร่วมด้วย

ประมาณการอย่างสมเหตุสมผล

ต้องประมาณการเงินสดที่ทำให้ปฏิบัติได้จริง ไม่ประมาณการเงินสูงหรือต่ำเกินไป จนไม่สามารถทำได้

ประมาณการแบบยืดหยุ่นได้

เพราะความไม่แน่นอนเกิดขึ้นได้ งบประมาณเงินที่ดีจึงควรปรับให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม

ทำแล้วต้องใช้

คงไม่มีประโยชน์หากเสียเวลาทำงบประมาณเงินแล้วไม่ปฏิบัติตามที่วางไว้

แค่เปลี่ยนสีก็ทำให้ขายดีขึ้น? เรื่องราวของมาร์การีน เนยเทียมที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสีขาวแต่ไม่มีใครชอบ

เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมมาร์การีนถึงเป็นสีเหลือง?

บางทีเราอาจจะคิดว่ามันมาจากกระบวนการผลิตเลยทำให้มันเป็นอย่างนั้น ซึ่งความจริงไม่ใช่อย่างนั้นเลย

ในตอนแรกที่มันออกสู่ตลาด ด้วยความที่มันเป็นเนยเทียมที่ทำมากจากไขมันพืช มันมีสีออกขาว ๆ หรือบางคนอาจจะมองว่าเป็นสีเทา ๆ ด้วยซ้ำ ขายไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะคนรู้สึกชอบเนยสดที่ทำมาจากไขมันที่แยกชั้นแยกตัวออกมาจากน้ำนมสัตว์ที่เป็นสีเหลืองนวลมากกว่า

หลายคนอาจจะบอกว่าแน่นอนสิ เพราะมาร์การีนรสชาติไม่อร่อยเท่าเนยสด ขายไม่ดีก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เหรอ?

เหตุการณ์ที่ทำให้มันกลายเป็นสีเหลืองเกิดขึ้นภายหลังจากการทดลองของ หลุยส์ เชสกิน (Louis Cheskin) นักจิตวิทยาชาวยูเครนที่ถูกว่าจ้างโดยบริษัท Good Luck Margarine ผู้ผลิตมาร์การีนในปี 1940’s ให้มาช่วยหาทำให้ยอดขายมาร์การีนของบริษัทกระเตื้องขึ้นสักหน่อย

เชสกินก็เริ่มลงมือทำการทดลองเพื่อหาคำตอบว่าทำไมผู้บริโภคถึงเลือกเนยสดมากกว่ามาร์การีน?​

การทดลองครั้งนี้เขาชวนแม่บ้านหลายต่อหลายคนให้มาฟังการบรรยายทั้งหมด 6 วัน โดยแต่ละวันก็จะมีของว่างให้ทานก่อนจะเข้าฟังการบรรยาย ซึ่งก็ไม่ได้มีอะไรมาก แค่ขนมปังกับเนยวางเอาไว้ให้ทาแค่นั้น

ทีนี้หลังจากการบรรยายจบเขาก็จะถามแม่บ้านแต่ละคนว่า

“การบรรยายสนุกไหม?”
“ยาวเกินไปรึเปล่า?”
“ผู้บรรยายแต่งตัวโอเคไหม?”
“อ๋อ…แล้วสุดท้าย ของว่างเป็นยังไงบ้าง?”

ซึ่งข้อสุดท้ายนั่นแหละคือสิ่งที่เขาสนใจ

เขาถามเหมือนกันเลยทั้ง 6 วัน แต่ละวันก็จะสลับวาง เนยสด กับ มาร์การีน
ผลที่ได้ออกมาก็ตามที่คาดสำหรับเนยทั้งสองชนิด วันที่แม่บ้านกินมาร์การีนก็จะคอมเมนต์ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่

แต่เรื่องนี้มีจุดหักมุมครับ

ในการทดลองนี้เขาย้อมสีมาร์การีนให้เป็นสีเหลืองและเขียนป้ายว่า ‘เนยสด’ และย้อมสีเนยสดเป็นสีขาว ๆ และเขียนป้ายว่า ‘มาร์การีน’

พูดอีกอย่างคือเมื่อแม่บ้านที่มางานบรรยายบอกว่า ‘มาร์การีน’ นั้น ‘มันเลี่ยนเกินไป’ ที่จริงแล้วกำลังทานเนยสดอยู่ ส่วนคนที่บอกว่า ‘เนยสด’ นั้น ‘อร่อย’ ความจริงแล้วกำลังทานมาร์การีนต่างหาก

เป้าหมายของการทดลองของเชสกินนั้นคือการพิสูจน์ให้เห็นว่าความรู้สึกพอใจหรือมีความสุขกับมาร์การีนนั้นมาจากความคาดหวังของเรามากกว่า ส่วนประกอบของประสบการณ์ต่าง ๆ สี กลิ่น หรือแม้แต่แพ็กเกจภายนอกล้วนส่งผลต่อความคาดหวังของเราและรวมไปถึงรสชาติที่เรารับรู้ด้วย

เชสกินเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “Sensation Transference” หรือ “การถ่ายโอนความรู้สึก” จากสิ่งที่เราคุ้นเคยไปยังสิ่งอื่นในตอนนั้นนั่นเอง

ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นกับหลาย ๆ แบรนด์อย่างตอนที่โค้กเปลี่ยนกระป๋องเป็นสีขาวเพื่อโปรโมตการรณรงค์ช่วยเหลือหมีขั้วโลก ผู้บริโภคบ่นครับว่ารสชาติมันเปลี่ยนไป ทั้ง ๆ ที่เปลี่ยนแค่สีกระป๋องเท่านั้น

ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นได้บ่อยกว่าที่เราคิด ไม่ใช่แค่กับผลิตภัณฑ์ที่เราหยิบจับเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่เราเห็น บริการที่เราได้รับ หรือบุคคลที่เราเจอโดยไม่รู้ตัวเลย

พูดอีกอย่างคือมันคือการที่เราตัดสินใจไปแล้วว่าสิ่งนี้จะเป็นยังไงโดยสิ่งที่เราเห็นและคุ้นเคยนั่นเอง

ตัวอย่างเช่น สมมติว่าคุณไปประชุมทางธุรกิจและมีคนหนึ่งแต่งตัวในชุดกางเกงขาสั้นและรองเท้าแตะ คุณ​จะ​ตัดสิน​คน​นั้น​อย่าง​ไร? ไม่เป็นมืออาชีพ? ไม่ได้เตรียมตัว? เรามีโอกาสที่จะสงสัยคนคนนั้นไปเลยจากการแต่งกาย (ซึ่งแน่นอนว่าความจริงแล้วอาจจะฉลาดหลักแหลม แต่รูปร่างหน้าตาของพวกเขาสื่อถึงสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความเป็นจริงนั้นก็ได้)

การถ่ายโอนความรู้สึกเกิดขึ้นทุกวันในจิตใต้สำนึก มันเกิดขึ้นเมื่อคุณซื้อสินค้า ไปร้านอาหาร ไปเที่ยว หรือแม้แต่ดูโทรทัศน์ เราทุกคนตัดสินอย่างรวดเร็วโดยพิจารณาจากข้อมูลที่เราเพียงอย่างเดียวโดยไม่เกี่ยงว่าข้อมูลเหล่านั้นจะแม่นยำรึเปล่า

สุดท้ายครับเชสกินก็แนะนำให้ Good Luck Margarine ว่าตามข้อมูลที่เขาได้รับมาจากการทดลอง ถ้าอยากเพิ่มยอดขายและความพึงพอใจของลูกค้า สิ่งที่บริษัทควรทำคือย้อมสีมาร์การีนจากสีขาวเทา ๆ เป็นสีเหลือง เพื่อจะทำให้ผู้บริโภครู้สึกเหมือนได้ทานเนยสดไปด้วย

ไม่ใช่แค่ Good Luck Margarine เท่านั้นที่ทำ หลังจากนั้นแบรนด์อื่น ๆ ก็ทำตามกันหมด และยอดขายของทั้งอุตสาหกรรมก็พุ่งสูงขึ้นมากจนในช่วงปี 1950’s นั้นมาร์การีนได้รับความนิยมมากกว่าเนยสด และเป็นอย่างนั้นตลอด 50 ปีหลังจากนั้นเลยทีเดียว

“ทฤษฎีมีเงินแบบไม่หักโหม” เปลี่ยน 10% ของรายได้ เป็น “เงินออม-เงินลงทุน”

ทฤษฎีนี้จะพูดถึงการออมเงิน ด้วยตัวเลขขั้นต่ำที่ง่ายที่สุด เหมาะสำหรับมือใหม่ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือน ฟรีแลนซ์ หรือทำอาชีพอิสระ ก็สามารถมีเงินล้านได้ ด้วย “ทฤษฎีออมครั้งละ 10%” วันนี้ aomMONEY จะเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ว่ามันมีสูตรคำนวณอย่างไร และควรเก็บเงินส่วนนี้ไว้ที่ไหน

สูตรคำนวณ

เพียงแค่นำ “รายรับทั้งหมดก่อนหักค่าใช้จ่าย” ในเดือนนั้น มาหารด้วย 10 ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือยอดเงินออมที่เราต้องฝากเข้าบัญชี

ตัวอย่าง

เงินเดือน 15,000 = 15,000 ÷ 10 = 1,500
จำนวนเงินออมต่อเดือน คือ 1,500 บาท

เงินเดือน 20,000 = 20,000 ÷ 10 = 2,000
จำนวนเงินออมต่อเดือน คือ 2,000 บาท

เงินเดือน 25,000 = 25,000 ÷ 10 = 2,500
จำนวนเงินออมต่อเดือน คือ 2,500 บาท

รู้หรือไม่ เริ่มออมเร็ว ก็จะมีเงินล้านก่อนใคร?

ลองสังเกตแผนการออมเงินของ 2 คนนี้ดูครับ
คุณ A และ B มีเงินเดือนเท่ากัน คือเดือนละ 30,000 บาท
เลือกออม 10% ในบัญชีออมทรัพย์ ดอกเบี้ย 0.25% ต่อปี

คุณ A เริ่มออมตอนอายุ 23
คุณ B เริ่มออมตอนอายุ 30

ปรากฏว่า

คุณ A จะมีเงิน 1 ล้านแรกก่อน คือตอนอายุ 50
ส่วนคุณ B นั้นต้องรอจนอายุ 57

จะเห็นได้ว่า ทั้ง 2 คนมีพื้นฐานเท่ากัน ออมเหมือนกัน ด้วยรูปแบบเดียวกัน แต่สิ่งที่ต่างกันคือ “อายุ” ยิ่งถ้าเริ่มออมเร็ว ก็จะไปถึงเงินล้านได้เร็วกว่า อย่างคุณ A ที่ได้เงินล้านตอนอายุ 50 ก็ยังมีเวลาใช้ชีวิตสบายๆ ก่อนเกษียณได้ถึง 10 ปี ขณะที่คุณ B กว่าจะมีเงินล้านก็เรียกว่าเหนื่อยจนใกล้เกษียณเลยทีเดียว

แล้วควรเก็บเงินออม 10% ไว้ที่ไหน?

เราควรเลือกเก็บไว้ในบัญชีออมทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ยสูง เพื่อให้มีสภาพคล่อง และถ้าใครยังไม่มีเงินสำรองฉุกเฉิน ก็ควรกันส่วนนี้ไว้เป็นอันดับแรก หรือหากใครจะออม 10% เพื่อเป้าหมายต่างๆ เช่น ดาวน์บ้าน ซื้อรถ ก็ควรเลือกบัญชีฝากประจำ เพื่อบังคับตัวเองให้ฝากเงินทุกเดือน

ข้อยกเว้นของทฤษฎีออม 10%

คนที่มีรายได้น้อย หรือมีภาระเยอะ ก็อาจจะออมเงินตามกฎ 10% ได้ยากขึ้น แต่ถ้ายังอยากเก็บเงินอยู่ล่ะก็ สิ่งที่ควรทำก็คือ “พยายามออมให้มากสุดเท่าที่จะทำได้” จากนั้นก็นำเงินส่วนนี้ไปชำระหนี้ และระหว่างนั้นก็หารายได้เสริมทางอื่น เมื่อรายรับเริ่มสมดุลกับรายจ่าย ก็ค่อยเริ่มออมเงิน 10% ครับ

ทฤษฎีออม 10% คืออีกหนึ่งสูตรง่ายๆ ที่จะทำให้เรามีเงินล้าน แบบไม่หักโหมมากเกินไป นอกเหนือจากการลงทุนในรูปแบบอื่นๆ แล้ว เราก็สามารถใช้กฎ 10% นี้ออมควบคู่ไปด้วยกันได้ หลายคนใช้วิธีหักเงินจากบัญชีอัตโนมัติ แล้วลืมมันไปเลย พอเวลาผ่านไปเราก็จะมีเงินล้านโดยไม่รู้ตัว แต่ถ้าใครมีภาระค่าใช้จ่ายเยอะ ก็ยืดหยุ่นได้ตามความเหมาะสม แต่อย่าเพิ่งยอมแพ้นะครับ เพราะเงินออมเป็นเรื่องสำคัญเสมอ

“ทุกคนเคยผิดพลาดและควรมีโอกาสได้แก้ตัว” Emily O’Brien จากนักโทษขนยาเสพติด สู่นักธุรกิจหญิงที่เปิดบริษัทระหว่างติดคุก

“ชีวิตของเธอจบแล้ว นี่คือจุดต่ำสุดจริง ๆ”

นั่นคือสิ่งหลายคนพูดกับ เอมิลี่ โอไบรอัน (Emily O’Brien) ตอนที่เธอถูกจับข้อหาลักลอบขนยาเสพติด (โคเคน) ข้ามประเทศในวัย 26 ปี ในปี 2015

เธอยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากการตัดสินใจผิดพลาดหลาย ๆ อย่าง ตั้งแต่ติดยาเสพติดและแอลกอฮอล์ แฟนเก่าที่คบหาด้วยที่ชักชวนให้เธอช่วยขนยา จนสุดท้ายก็ถูกจับได้คาหนังคาเขาที่สนามบินในแคนาดา และถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลาสี่ปี

การถูกจับครั้งนั้นเหมือนเป็นการถูกความจริงตบหน้าฉาดใหญ่ เธอรู้ตัวเลยว่าถ้าปล่อยไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ชีวิตเธอก็คงจบแล้วเหมือนอย่างที่คนอื่นว่ากัน แทนที่จะโกรธ โทษคนนั้นคนนี้ หรือสถานการณ์ที่ทำให้เธอต้องมาถึงจุดนี้ เธอกลับยอมรับผิดแล้วมองว่านี่คือโอกาสในการเริ่มใหม่อีกครั้งหนึ่ง

คาร์ล บาร์ด (Carl Bard) นักเขียนชาวอเมริกันเคยบอกว่า

“แม้ไม่มีใครที่จะย้อนกลับไปและเริ่มใหม่ได้ แต่ทุกคนสามารถเริ่มตอนนี้และสร้างตอนจบแบบใหม่ได้อยู่”

นั่นคือสิ่งที่เธอทำ

Comeback_Snacks

“การเยียวยารักษาสภาพจิตใจมาพร้อมกับความรับผิดชอบ การขอโทษ และความอดทน” โอไบรอันกล่าวในการให้สัมภาษณ์

หลังจากเข้ามาอยู่ในคุกเธอก็เริ่มกลับมาใช้เวลากับตัวเอง อ่านและเขียนมากขึ้น และไม่นานต่อจากนั้นก็เริ่มคิดต่อไปแล้วว่า “แล้วออกไปจะไปทำอะไร?”

ในปี 2018 ระหว่างที่นั่งดูการแข่งขัน Super Bowl (ปกติจะมีการแข่งขันกันช่วงต้นปี) กับเพื่อน ๆ ของเธอในคุกซึ่งทุกคนก็จะเอาขนมมานั่งแบ่งกันทาน ซึ่งหนึ่งในขนมที่ทุกคนชื่นชอบก็คือป็อปคอร์นที่รสชาติแตกต่างกันไป แต่ละคนก็จะมีการปรุงรสในแบบของตัวเอง เอาผงพริกปาปริกามาโรย บ้างโรยชีส หรือผงปรุงรสอื่น ๆ มาผสมกัน ซึ่งนั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของไอเดียของธุรกิจขนมป็อปคอร์น “Comeback Snacks”

การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มันจะยากกว่ามากถ้าคุณต้องเริ่มระหว่างที่อยู่ในคุก

แต่โอไบรอันแสดงให้เห็นแล้วว่าด้วยความมุ่งมั่นและไม่ย่อท้อ มีเป้าหมายชัดเจนกับสิ่งที่ต้องการทำจริง ๆ มันเป็นไปได้

หลังจากไอเดียเกิดขึ้น เธอก็รีบโทรไปหาเพื่อนชื่อ ไรอัน ฮอลล์ (Ryan Hall) ที่อยู่ข้างนอกคุกเพื่อให้หาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับตลาดและคู่แข่งในธุรกิจนี้ ฮอลล์ (ซึ่งเป็นเพื่อนและตอนนี้ก็เป็นพาร์ตเนอร์ในธุรกิจนี้ด้วย) ก็รีบไปหาข้อมูลและความเป็นไปได้ส่งให้เธอ

ภายในเดือนกรกฎาคม 2018 โอไบรอันก็เริ่มต้นธุรกิจโดยตั้งชื่อบริษัทว่า Cons & Kernels (Cons ในที่นี้เล่นกับคำว่า Corn ที่แปลว่า ข้าวโพด แต่ใช้คำว่า Cons ที่เป็นคำย่อของคนที่ติดคุก Convicts มาเรียกแทน)

โดยตอนนั้นกรมราชทัณฑ์ของแคนาดาก็ทำการตรวจสอบและอนุญาตให้เธอทำธุรกิจได้ ช่วงเดือนกันยายนปีเดียวกันโอไบรอันก็จัดงานกิจกรรมสำหรับธุรกิจแล้วก็ได้รับอนุมัติเป็นกรณีพิเศษให้ออกมาร่วมได้หนึ่งวัน และเมื่อได้รับการปล่อยตัวในเดือนธันวาคม 2018 โอไบรอันก็พร้อมที่จะทุ่มสุดตัวให้กับธุรกิจนี้แล้ว

เธอให้สัมภาษณ์บอกว่า “ฉันมีเงินไม่ถึง 3,500 บาทด้วยซ้ำในการเริ่มต้นทำธุรกิจ ต้องใช้ทรัพยากรเท่าที่มีเท่านั้น แต่มันก็ทำได้”

ซึ่งในตอนนี้ขนมป็อปคอร์นที่ชื่อว่า “Comeback Snacks” ได้วางขายในซูเปอร์มาร์เก็ตกว่า 700 แห่งทั่วประเทศแคนาดาแล้ว

การเริ่มใหม่อีกครั้ง

เมื่อถูกถามว่าเธอมองประสบการณ์ที่อยู่ในคุกให้เป็นโอกาสครั้งใหม่ได้ยังไง

โอไบรอันบอกว่า “หลังจากที่โดนจับ คนก็จะพูดกับฉันว่า ‘ชีวิตของเธอจบแล้ว นี่คือจุดต่ำสุดจริง ๆ’” แต่นั่นไม่กลายเป็นเหมือนเชื้อไฟให้เธอลุกขึ้นมาสู้ใหม่อีกครั้ง “เพื่อพิสูจน์ว่าพวกเขาคิดผิด”

ระหว่างที่อยู่ในคุกเธอนอกจากการอ่านและการเขียนที่ช่วยให้เธอใช้เวลาอย่างเป็นประโยชน์แล้ว เธอยังคอยโทรและเขียนจดหมายหาคนที่มีชื่อเสียงในด้านธุรกิจเพื่อสร้างคอนเน็กชันและบอกเล่าเรื่องราวของเธอด้วย

“ถ้าคุณอยากจะให้ธุรกิจของคุณมีความหมายและรู้สึกภูมิใจกับมัน มันต้องเชื่อมตัวคุณในอดีตและอนาคต ไม่ว่าอดีตจะเลวร้ายแค่ไหนก็ตาม”

ลอว์เรนซ์ ฮิลล์ (Lawrence Hill) ซึ่งเป็นนักเขียนขายดีชาวแคนาดาก็เขียนจดหมายตอบกลับมาหาโอไบรอันและมีนัดเจอกันหลังจากที่เธอออกจากคุกด้วย อีกคนหนึ่งคือ เดวิด ชิลตัน (David Chilton) กรรมการคนหนึ่งจาก ‘Dragons’ Den’ รายการธุรกิจโทรทัศน์เรียลลิตี้ของอังกฤษ ที่ไม่เพียงแต่เขียนจดหมายตอบโอไบรอันเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นผู้แนะนำทางธุรกิจให้เธออีกด้วยในเวลาต่อมา

แทนที่จะหลบซ่อนตัวไม่ยอมเปิดเผยอดีตที่น่าอาย โอไบรอันใช้มันให้เป็นขุมกำลังเพื่อผลักตัวเองออกจากจุดที่ต่ำที่สุดของชีวิต เธอรู้ดีว่าเรื่องราวทุกอย่างที่เธอเจอนั้นสามารถทำให้คนสนใจและนำไปเล่าต่อได้เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอื่น เงินทุกบาทที่สร้างมาตั้งแต่วันแรกก็ถูกนำไปพัฒนาธุรกิจและขยายแบรนด์ออกไปเรื่อย ๆ โดยไม่จำเป็นต้องกู้เงินเลยสักครั้ง

ช่วยเหลือคนที่อยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก

การประสบเหตุการณ์ที่เลวร้ายกับตัวเองทำให้โอไบรอันเข้าใจเป็นอย่างดีว่าเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากอย่างการอยู่ในคุก มันยากมากที่จะเห็นโอกาสและเส้นทางที่จะเดินต่อไปจากนี้

ด้วยความที่โอไบรอันและฮอลล์ยังถือหุ้นของบริษัท 100% ทำให้พวกเขาสามารถทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์และพนักงานในแบบที่ตัวเองต้องการได้ โอไบรอันจึงตัดสินใจว่าจะมอบโอกาสให้กับทุกคนเท่า ๆ กันที่มาทำงานร่วมกับเธอ พนักงานทุกคนไม่ว่าจะเคยติดคุกมาก่อนหรือไม่ก็ตาม ถ้าอยากทำงานและเหมาะกับตำแหน่ง เธอจะพิจารณาทั้งหมดเหมือนกัน

แม้จะทราบดีว่ามันเป็นความเสี่ยงที่มากขึ้นในการทำงานร่วมกับคนที่เคยติดคุกมาก่อน เพราะแต่ละคนอาจจะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน มีโอกาสกลับไปทำผิดซ้ำ หรือมีสภาพจิตใจที่ไม่ได้สมบูรณ์มากนัก แต่เธอเชื่อว่าการที่เธอเปิดรับและรับฟังปัญหาของคนอื่น ๆ ที่มาทำงานร่วมกับเธอนั้นจะช่วยสร้างพื้นที่ที่เสริมพลังบวกให้พวกเขามีส่วนร่วมในการทำงานมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงในระดับส่วนตัวด้วย

โอไบรอันบอกว่า

“มันมีหลาย ๆ ที่ที่ฉันสามารถช่วยให้พวกเขาไปทำงานได้ ร้านอาหารขนาดเล็ก คาเฟ่ หรือบางทีก็ช่วยเชื่อมให้พวกเขาไปเรียนต่อก็ได้เช่นกัน ซึ่งสำคัญมาก ๆ”

Cons & Kernels กลายเป็นบริษัทที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคนสามารถเป็นตัวเองได้ ไม่ต้องปิดบังอดีตที่ผ่านมา และใครมีปัญหาอะไรก็สามารถพูดได้อย่างเปิดใจและซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตัวเอง

“มันไม่เพียงปลอบประโลมรักษาแผลในจิตใจเท่านั้น แต่มันยังทำให้รู้สึกมีพื้นที่ของตัวเองด้วย”

ความรู้สึกภูมิใจและคุณค่าของธุรกิจที่เธอสร้างขึ้นมานั้นได้ช่วยให้คนอื่น ๆ กลับมามีส่วนร่วมกันโลกของเราได้อีกครั้ง ทำให้บริษัทเติบโตและประสบความสำเร็จ ไม่ใช่แค่บริษัทที่อยู่ในตลาด แต่รวมไปถึงคนที่อยู่ในบริษัทด้วย เพราะทุกคนเคยผิดพลาด และควรได้รับโอกาสครั้งที่สองเพื่อแก้ตัว

โอไบรอันเรียกสิ่งนี้ว่า “ผลกำไรทางความรู้สึก” (Emotional Profit)
เพราะสำหรับเธอแล้ว แม้ผลกำไรทางตัวเลขจะเป็นเรื่องสำคัญ สิ่งที่จะทำให้ธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จจริง ๆ มันต้องมาพร้อมกับผลกำไรทางความรู้สึกพร้อมกันด้วย

อีกอย่างหนึ่งที่โอไบรอันกล่าวตอนถูกถามว่าเธอทำยังไงถึงเปลี่ยนช่วงเวลาที่แย่ที่สุดในชีวิตให้เป็นความสำเร็จได้

โอไบรอันคิดแป๊บหนึ่งแล้วตอบว่า

“นี่คือจุดต่ำสุดแล้ว ทางเดียวที่จะไปได้คือกลับข้างบนเท่านั้น”

“ลงทุนทั้งที ต้องใช้สูตร 3:4” แบ่งเป้าหมายเป็น 3 ระยะ แบ่งเงินลงทุนเป็น 4 พอร์ต

คนเราต้องใช้เงินในทุกช่วงของชีวิต จึงควรเรียนรู้วิธีจัดการเงิน เพื่อให้ครอบคลุมกับค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในแต่ละช่วงระยะเวลา ซึ่งระยะเวลาในการใช้เงินของคนเราแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ สั้น กลาง และ ยาว โดยในแต่ละระยะ เราต้องการผลตอบแทนจากการลงทุนไม่เท่ากัน

เพราะอะไร ? ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่าย ๆ เช่น คุณ A มีเงินส่วนใหญ่ลงทุนในหุ้นเพื่อให้ได้ผลตอบแทน 8% โดยวางแผนว่าจะนำกำไรหรือเงินปันผล มาจ่ายค่าผ่อนบ้าน แต่ปรากฎว่าหุ้นดันตกและอยู่ในช่วงที่จะต้องจ่ายค่าผ่อนบ้านพอดี ซึ่งแน่นอนว่า เราคงไม่อยากขายในขณะที่ยังขาดทุน หรือไปนั่งเจรจากับธนาคารหรือเจ้าหนี้ว่า “ขอผัดผ่อนไปก่อนได้มั้ย ไว้หุ้นขึ้นแล้วเดี๋ยวมาจ่ายเลย” ซึ่งเป็นไปได้ยาก

แต่ในทางกลับกัน ถ้าตั้งแต่ต้น คุณ A ไม่เลือกลงทุนในหุ้น แล้วเลือกฝากในธนาคารที่ได้ผลตอบแทน 0.25% ที่ดึงเงินออกมาใช้ได้ตลอดเวลา คุณ A และทุกคนคงรู้สึกไม่จูงใจที่จะลงทุนในลักษณะนั้น

งั้นเราควรจะเอาเงินไปลงทุนตรงไหนดี ? ในเมื่อลงทุนในสินทรัพย์ที่มีผลตอบแทนสูง ความผันผวนก็สูงตาม จะลงทุนในสินทรัพย์ที่ผลตอบแทนต่ำ ก็ไม่จูงใจ

คำตอบคือ แบ่งเงินออกเป็น 4 พอร์ต เพื่อลงทุนให้เหมาะกับการใช้เงินในแต่ละระยะดีกว่า

พอร์ตที่ 1

เงินสำรองฉุกเฉิน เผื่อไว้ยามที่มีค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด หรือ ขาดรายได้ ตกงาน อยากเปลี่ยนงาน ก็ยังใช้ชีวิตอยู่ต่อไปได้โดยไม่ต้องกังวลที่ขาดรายได้มากนัก ซึ่งจากหลักการการวางแผนการเงิน เราควรมีเงินส่วนนี้เท่ากับ ค่าใช้จ่าย 3 – 6 เดือน เช่น ปกติใช้จ่ายเดือนละ 10,000 บาท ก็ควรมีเงินสำรองเก็บไว้ในธนาคารสักประมาณ 30,000 – 60,000 บาท

พอร์ตที่ 2

กองทุนรวมตลาดเงิน หรือ กองทนุตราสารหนี้ระยะสั้น สำหรับเป้าหมายระยะสั้นที่ต้องใช้เงินในช่วง 1-3 ปี เช่น เก็บเงินดาวน์รถ ดาวน์บ้าน คาดหวังผลตอบแทนประมาณ 0.5-2% เพื่อให้แน่ใจว่าจะรักษาเงินต้นไว้ มาจ่ายสิ่งจำเป็นพวกนี้ได้

พอร์ตที่ 3

กองทุนรวมตราสารหนี้หรือตราสารผสม สำหรับเป้าหมายระยะกลาง ที่ต้องใช้เงินในอีก 3-7 ปี ตอนนั้นเราอาจจะเริ่มสร้างครอบครัวแล้ว จึงอาจจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อแต่งงานหรือดาวน์บ้าน กำหนดเป็นพอร์ตที่ให้ผลตอบแทนประมาณ 3-4% ไม่ได้มีสภาพคล่องมากเท่าพอร์ตที่ 2 และไม่ได้มีผลตอบแทนสูงมากนักเพื่อให้ความเสี่ยงไม่สูงมากจนเกินไป

พอร์ตที่ 4

กองทุนรวมตราสารทุนหรือกองทุนหุ้น สำหรับเป้าหมายระยะยาว ที่ต้องใช้เงินในอีก 7 ปีขึ้นไป ที่จะเป็นพอร์ตเพื่อการเกษียณ ซึ่งคนในวัยนี้มักมีคำถามว่าเราควรจะเริ่มเลยหรือไม่ ตอบเลยว่า ยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งดี ได้เปรียบมาก เพราะยิ่งอายุน้อย ยิ่งมีเวลาในการลงทุนยาวนานมากกว่าวัยอื่น ทำให้ความเสี่ยงในการขาดทุนลดลง และได้ประโยชน์สูงมากจากผลตอบแทนแบบทบต้นทบดอก หรือดอกเบี้ยทบต้นนั่นเอง

“ดอกเบี้ยทบต้น เป็นตัวช่วยเพิ่มพลังชั้นดีในการลงทุน”

สมมติว่า กรณีปกติ ลงทุนเดือนละ 1,000 บาทต่อเดือน ได้อัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 10% ต่อปี ระยะเวลาลงทุน 10 ปี จะมีเงินทั้งหมด 204,845 บาท

หากเราเลือกให้ปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าได้ อะไรจะทำให้เรามีเงินมากที่สุดระหว่าง

1) เพิ่มเงินลงทุนต่อเดือน จากเดือนละ 1,000 บาท เป็น 2,000 บาท จะมีเงินทั้งหมด 406,960 บาท

2) เพิ่มอัตราผลตอบแทนจาก 10% เป็น 20% จะมีเงินทั้งหมด 376,095 บาท

3) เพิ่มระยะเวลาการลงทุนจาก 10 ปี เป็น 20 ปี จะมีเงินทั้งหมด 759,369 บาท

จากข้อมูลพบว่า การเพิ่มระยะเวลาการลงทุนทำให้มีเงินมากที่สุด เป็นที่มาของคำว่า “ออมก่อน รวยกว่า” นั่นเอง

นอกจากนี้จะเห็นว่า เราแนะนำการลงทุนในกองทุนรวมทั้งหมดเลย เพราะมันเหมาะกับมือใหม่หัดลงทุน ที่ไม่ค่อยมีเวลาศึกษาการลงทุนด้วยตัวเอง เนื่องจากกองทุนรวมมีผู้จัดการกองทุนและทีมงานเป็นคนดูแลกองให้แทน อีกทั้งกองทุนรวมยังมีการกระจายการลงทุนที่ดีว่าการซื้อหุ้นรายตัวอีกด้วย นอกจากนี้หากซื้อกอง RMF หรือ SSF ก็ใช้ลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย

ดังนั้นสำหรับสมาคมวัยรุ่นสร้างตัว ใช้วิธี 3 ระยะเวลา 4 พอร์ตการลงทุน จะเป็นตัวช่วยให้สามารถพิชิตเป้าหมายในทุกช่วงชีวิต

เขียนโดย: ศุภิสรา อโณทยานนท์ ที่ปรึกษาการเงิน AFPT™

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save