ย้อนดู 5 วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของไทย สาเหตุ ผลที่ตามมา และตอนนั้นรับมือกันยังไง

ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตต่าง ๆ มากมาย แต่ละวิกฤตก็มีต้นกำเนิด สาเหตุและวิธีการรับมือแตกต่างกันไป ซึ่งการเรียนรู้เรื่องราวอดีต ช่วยให้เราสามารถเตรียมความพร้อมรับมือได้ วันนี้ aomMONEY จึงอยากพาเพื่อน ๆ ย้อนไปดูวิกฤตน่าสนใจ ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย จะมีวิกฤตไหน รับมือเช่นไร และส่งผลอะไรต่อเศรษฐกิจไทยบ้าง ไปดูกัน

วิกฤตราชาเงินทุน

วิกฤตนี้นับเป็นครั้งแรกของตลาดหุ้นไทย ที่ตอนนั้นพึ่งก่อตั้งได้เพียง 2 ปีเท่านั้น ยังขาดกฎเกณฑ์ในการควบคุมที่ชัดเจนและครอบคลุม โดยจุดเริ่มต้นคือ บริษัทราชาเงินทุน ประกอบธุรกิจเงินทุนและหลักทรัพย์ให้กู้ เข้า IPO ในตลาดหุ้นในปี 2520 โดยมีราคาอยู่ที่ 275 บาทต่อหุ้น แต่ทะยานไปแตะที่ 2,475 บาทต่อหุ้นภายในปีเดียว โดยสาเหตุที่ราคาหุ้นขึ้นสูงขนาดนั้นมี 2 ปัจจัยได้แก่

1. ตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวขาขึ้นเพราะกระแสการลงทุนในสังคมไทยกำลังบูม นักลงทุนต่างเข้าถือหุ้นโดยเฉพาะกลุ่มไฟแนนซ์

2. การปั่นหุ้นของบริษัทราชาเงินทุนเอง ที่มีการปล่อยกู้ให้ซื้อหุ้นของบริษัทราชาเงินทุนโดยไม่สนใจคุณภาพของผู้กู้ และต่อมาก็มีการตั้งบริษัทลูกขึ้นมาซื้อหุ้นตัวเองโดยเฉพาะด้วย

จากการดำเนินการที่ไร้ประสิทธิภาพ ทำให้เกิดปัญหาสภาพคล่อง จนทำให้นักลงทุนพากันเทขายหุ้น ต่อมารัฐบาลเข้าควบคุมและกระทรวงการคลังก็เพิกถอนใบอนุญาตในเดือนสิงหาคม 2522 ทำให้บริษัทราชาเงินทุนต้องปิดกิจการไป ส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก นักลงทุนต่างพากันเทขายหุ้นทุกตัวในมือเพราะขาดความเชื่อมั่น จนทำให้ดัชนีลดลงกว่า 50% (จาก 200 จุดลงมาที่ราว 100จุด) กลายเป็นวิกฤตการณ์ตลาดหุ้นครั้งแรกของไทย

การรับมือเหตุการณ์นี้ หลายฝ่ายต่างเข้ามาช่วยเพื่อพยุงตลาด เช่น ตลาดหลักทรัพย์ลดอัตราส่วนวางเงินกรณีกู้ยืมในการซื้อหลักทรัพย์ (ระบบมาร์จิน (MARGIN)) เพื่อกระตุ้นตลาด, รัฐบาลอัดฉีดเงินเข้าระบบประคองสถานการณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทยยื่นมือช่วยบริษัทต่าง ๆ ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำ

เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ตลาดหุ้นเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์หลายอย่าง เช่น

– มีการประกาศใช้ พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2522 เพื่อกำหนดขอบเขตธุรกิจแต่ละประเภท
– มีแนวคิดจัดตั้งสถาบันประกันเงินฝาก
– จัดตั้งกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน
– ต่อมามีการเริ่ม “โครงการ 4 เมษายน 2527” เพื่อรวมบริษัทเงินทุนที่มีปัญหามาอยู่ในความดูแลของทางการ

วิกฤตสงครามอ่าวเปอร์เซีย

สงครามครั้งนี้เป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างอิรักและคูเวต โดย ‘ซัดดัม ฮุดเซน’ ผู้นำอิรักออกมากล่าวหาว่าคูเวตแอบขโมยน้ำมันของอิรักมาขายจำนวนมาก จึงพยายามเจรจาให้คูเวตแบ่งดินแดนเพื่อเป็นชดใช้ แต่คูเวตก็ไม่ยอม อิรักจึงใช้กำลังคนกว่า 100,000 นาย บุกเข้าคูเวตในวันที่ 2 สิงหาคม 2533 เป็นจุดเริ่มต้นของสงครามอ่าวเปอร์เซีย ทำให้ราคาน้ำมันมีราคาพุ่งขึ้นไปแตะ 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

กระทบเศรษฐกิจทั่วโลก สหประชาชาติต้องออกมาตรการคว่ำบาตรมากมาย สุดท้ายสหรัฐอเมริกาและอีก 28 ประเทศก็ร่วมกันใช้ยุทธวิธีทางทหารเข้าจัดการอิรักในช่วงมกราคม 2534 กระทั่ง 27 กุมภาพันธ์ 2534 กองกำลังผสมก็สามารถประกาศอิสรภาพให้คูเวตได้

ผลกระทบต่อประเทศไทยโดยตรงคือราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นและตลาดหุ้นร่วงอย่างรวดเร็ว ทั้งที่พึ่งทำสถิติใหม่โดยขึ้นไปแตะ 1,129 จุด ในวันที่ 2 สิงหาคม 2533 แต่สงครามอ่าวเปอร์เซียทำให้การลงทุนของไทยลดลงมาต่ำสุดอยู่ที่ 544 จุด ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2533 และต้องใช้เวลากว่า 3 ปี เพื่อทำให้ดัชนีกลับไปแตะที่ 1,129 จุด อีกครั้งในวันที่ 12 ตุลาคม 2536

วิกฤตต้มยำกุ้ง

วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้มีต้นตอจากประเทศไทย โดยปัจจัยของวิกฤตครั้งนี้มีหลายอย่าง เช่น

– การเติบโตแบบก้าวกระโดดมาตลอดระยะเวลา 10 ปีก่อนวิกฤต ทำให้อสังหาริมทรัพย์ราคาสูง ทั้งบ้าน ที่ดิน คอนโดฯ ประชาชนกล้าทุ่มลงทุนในธุรกิจนี้

– ธนาคารพาณิชย์กู้เงินจากต่างประเทศมาปล่อยกู้ต่อภายในประเทศ ซึ่งตอนนั้นดอกเบี้ยทั่วโลกอยู่ที่ราว ๆ 5% แต่ในไทยดอกเบี้ยอยู่ที่ 14-16% จึงเป็นช่องทางทำเงินให้สถาบันการเงิน

– ตลาดหุ้น ดัชนีพุ่งสูงขึ้นเป็นสถิติไปแตะระดับ 1,789 จุด ในต้นปี 2537 นักลงทุนใช้วิธีการลงทุนด้วยเงินกู้เพราะเชื่อว่าได้กำไรแน่ ๆ

– รัฐบาลตรึงราคาเงินบาทไว้ที่ 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากแนวคิดที่ว่า เมื่อเศรษฐกิจดี นักลงทุนเก็บเงินบาท ทำให้แข็งค่าและราคาสินค้าของไทยจะสูง ซึ่งจะกระทบการส่งออก

จะเห็นได้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจดีมาก แต่ความจริงคือ เงินที่หมุนเวียนในระบบเป็นเงินกู้ที่สถาบันการเงินกู้เข้ามา ส่วนการส่งออกก็ขาดทุนสะสมต่อเนื่อง เมื่อเงินจากธุรกิจไม่มี ความสามารถในการชำระหนี้ก็ลดลง จนกระทั่งปี 2539 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัว ขายไม่ได้ แต่การกู้เงินสร้างอสังหาริมทรัพย์ยังมีปริมาณสูง

นักลงทุนต่างชาติเริ่มมองเห็นความบิดเบี้ยวพากันเทขายเงินบาททำให้ค่าเงินอ่อนลง ธนาคารแห่งประเทศไทยพยายามตรึงค่าเงินด้วยการกว้านซื้อเงินบาท ทำให้เงินสำรองของประเทศจาก 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงเหลือ 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กระทั่งตรึงราคาต่อไปไม่ไหว

ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 เมื่อรัฐบาลออกมาประกาศให้ค่าเงินบาทลอยตัว ทำให้ธุรกิจที่กู้เงินจากต่างประเทศจะเป็นหนี้ 2 เท่าทันที ค่าเงินพุ่งขึ้นไปสูงสุดอยู่ระดับ 56 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ สถาบันการเงินล้มระเนระนาดจากปัญหาหนี้สิน นักลงทุนสิ้นเนื้อประดาตัว จากนั้นก็ลุกลามกลายเป็นวิกฤตการณ์ระดับโลก

ผลกระทบต่อประเทศไทย

– ตลาดหุ้นร่วงหนัก จากจุดสูงสุด 1,789 จุด ในปี 2537 ลงมาอยู่ที่ 204 จุด ในวันที่ 4 กันยายน 2541 หายไปกว่า 88% ในระยะเวลา 4 ปี กว่าจะกลับมาอยู่ที่ 1,700 ได้ ก็เดือนมกราคม 2561 ใช้เวลา 24 ปี

– การขยายตัวของเศรษฐกิจปี 2540-2542 ติดลบ -2.6

– เงินเฟ้ออยู่ที่ 6-8 % ส่งผลให้ต้นทุนประกอบการสูง กิจการล้ม อัตราการว่างงานสูงโดยการแก้ไขปัญหาในครั้งนั้น รัฐบาลต้องกู้เงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กว่า 72,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และใช้เงินจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงิน (FIDF) เพื่อพยุงเศรษฐกิจกว่า 1,138,000 ล้านบาท

วิกฤตซับไพรม์ (Sub-prime Crisis)

วิกฤตนี้เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ส่งผลต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยไม่น้อย เพราะวิกฤตครั้งนี้ส่งผลต่อการส่งออกสินค้าของไทยไปสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมาก โดยสาเหตุหลักของวิกฤตซับไพรม์คือ เกิดฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์โดยมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2540 ที่ราคาอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นจากการที่นโยบายและกฎหมายหลายอย่างเอื้อให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่ไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agencies) ให้สะท้อนกับความเสี่ยง รวมทั้งบริหารจัดการสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ (Sub-Prime Mortgage) ผิดพลาด

และฟองสบู่ก็เริ่มแตกในปี 2549 ยาวมาจนกระทั่งปี 2552 กระทบความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ และมูลค่าทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันลดลง สร้างความปั่นป่วนกับสภาพคล่องทางการเงินจนบริษัทใหญ่หลายบริษัทในสหรัฐอเมริกาต้องล้มละลายปิดกิจการ กลายเป็นเศรษฐกิจถดถอยลุกลามไปทั่วโลก

ประเทศไทยได้รับผลกระทบด้านเศรษฐกิจผ่าน 3 ช่องทางได้แก่

1. ภาคการเงิน ส่งผลต่อสภาพคล่องทางการเงินเพียงเล็กน้อย

2. การส่งออก โดยส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมซึ่งสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดส่งออกอันดับต้น ๆ ของสินค้าไทย

3. ตลาดทุน เกิดปรับตัวลดลงของดัชนี โดยตลาดหุ้นไทยทำจุดสูงสุดในช่วงที่เกิดวิกฤตคือ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 อยู่ที่ 927 จุด แต่เพียง 1 ปี ก็ดิ่งลงมาเหลือเพียง 380 จุด ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2551 และใช้เวลากว่า 2 ปี ถึงจะกลับไปแตะ 900 จุด ในช่วงเดือนกันยายน 2553

วิกฤตโควิด-19 (COVID-19)

โควิด-19 มีจุดเริ่มต้นเมื่อเดือนธันวาคม 2562 ที่อู่ฮั่นประเทศจีน ก่อนลุกลามไปทั่วโลก ถือว่าเป็นวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อคนทั้งโลกในหลายมิติ ทั้งการใช้ชีวิต การศึกษา การเดินทาง รวมถึงเศรษฐกิจด้วย โดยวิธีการที่ทั่วโลกใช้คือการล็อกดาวน์ (Lockdown) ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ต่างต้องหยุดชะงัก

สำหรับประเทศไทย การล็อกดาวน์เข้มข้น ทำให้การท่องเที่ยวหยุดชะงัก มีบริษัทที่ขาดสภาพคล่องมากกว่า 192,046 บริษัท ธุรกิจร้านอาหาร สายการบิน โรงแรมต่างปิดตัวไปเพราะไม่สามารถดำเนินการได้ ทำให้ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มฟื้นตัวช้าเพราะอิงกับรายได้จากการท่องเที่ยว, อัตราเงินเฟ้อสูง สินค้าราคาแพง ต้นทุนเพิ่มขึ้น

ส่วนดัชนีตลาดหุ้นไทยในวิกฤตนี้โดยนับจากเดือนธันวาคม 2562 ที่เริ่มพบผู้ติดเชื้ออยู่ที่ 1,589 จุด ร่วงมาอยู่ที่ 969 จุดในวันที่ 13 มีนาคม 2563 แต่อย่างไรก็ดี จากการช่วยกันแก้ปัญหาจากหลายภาคส่วนจนสามารถควบคุมได้ ตลาดหุ้นไทยก็มีแรงซื้อกลับเข้ามา และแม้จะมีการแพร่ระบาดระลอกที่ 2-3 แต่ก็ไม่ได้ลดความเชื่อมั่นของนักลงทุนมากนัก ก่อนจะกลับมาแตะระดับ 1,600 จุด เมื่อเดือนมีนาคม 2564

จะเห็นได้ว่าทั้งประเทศไทยและทั่วโลก ต่างเผชิญปัญหาจากวิกฤตต่าง ๆ ไม่มากก็น้อย ซึ่งการเรียนรู้จากอดีตจะสามารถช่วยให้สามารถรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้ดียิ่งขึ้น aomMONEY มองว่าสิ่งสำคัญที่สุดเมื่อเกิดวิกฤตคือการถือเงินสด มีเงินสำรองฉุกเฉิน วิเคราะห์ค่าใช้จ่าย มีการทำประกันความเสี่ยงตามสถานการณ์ มองหาช่องทางหารายได้ หากมีการลงทุนก็ควรปรับแผนที่เหมาะ ติดตามข่าวสาร และเตรียมสภาพร่างกายและจิตใจให้พร้อมอยู่เสมอ

เขียนและเรียบเรียงโดย อติพงษ์ ศรนารา

‘สมองนี่แหละตัวดี’ 3 เหตุผลที่ทำให้นักลงทุนล้มเหลว ที่ Tony Robbins ไลฟ์โค้ชชื่อดังเรียนรู้จากการสัมภาษณ์นักลงทุนระดับโลก

โทนี่ รอบบินส์ (Tony Robbins) ไลฟ์โค้ช นักธุรกิจที่มีชื่อเสียงและนักเขียนหนังสือขายดีของ New York Times เป็นคนหนึ่งที่มีโอกาสได้สัมภาษณ์นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จระดับโลกมาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็น วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett), เรย์ เดลิโอ (Ray Dalio) หรือ คาร์ล ไอคาห์น (Cark Icahn)

ตลอดช่วงเวลาหลายสิบปีที่เขาได้สั่งสมประสบการณ์และเรียนรู้จากนักลงทุนทั้งหลาย รอบบินส์เขียนหนังสือที่ได้รับความนิยมออกมาหลายเล่ม ล่าสุดคือ “Unshakeable” (เล่มนี้มีแปลไทยชื่อว่า ‘การเงินอย่าง โทนี่ รอบบินส์’ : คู่มือสู่อิสรภาพทางการเงินโดยนักธุรกิจพันล้านและโค้ชระดับโลก) ก็ติด “New York Times Bestseller” ด้วย

เมื่อพูดถึงการลงทุนรอบบินส์คอยย้ำเสมอว่าสิ่งที่เขาได้ยินจากนักลงุทนที่ประสบความสำเร็จอยู่เป็นประจำคือนักลงทุนที่ล้มเหลวส่วนใหญ่เป็นเหตุผลทางจิตวิทยาทั้งสิ้น พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่าสมองตัวดีของเรานี่แหละที่เป็นตัวขัดขวางไม่ให้เราไปถึงเป้าหมายทางการเงินที่เราตั้งเอาไว้

โดยรอบบินส์สรุปมาให้ 3 ข้อผิดพลาดใหญ่ ๆ ที่ทำให้นักลงทุนหลุดออกจากเส้นทางของตัวเอง (ซึ่งเขาเขียนไว้ในหนังสือ ‘Unshakeable’ ด้วยครับ)

1. อคติจากการยืนยันข้อมูล (Confirmation Bias)

ใครสักคนบอกอะไรสักอย่างแล้วคุณก็เชื่อ หลังจากนั้นก็ไปคุยกับคนอื่นที่เชื่อในสิ่งที่คุณเชื่อเหมือนกัน รอบบินส์บอกว่า “ถ้าคุณไม่ถามหาความคิดเห็นที่ต่างออกไป เรือคุณล่มแน่นอน”

เป็นการมองหาคนที่มองต่างออกไปอย่างเป็นเหตุเป็นผล และแสดงความคิดเห็นว่าทำไมถึงคิดแบบนั้น เพื่อที่จะได้นำกลับมาประกอบการตัดสินใจที่ดีมากขึ้นเรื่อย ๆ

เดลิโอ นักลงทุนที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งเคยพูดเอาไว้ว่า

“มันยากมากที่จะเป็นผู้ถูกต้องในตลาด ดังนั้นสิ่งที่ผมค้นพบว่ามีประสิทธิภาพมาก ๆ คือการหาผู้คนซึ่งไม่เห็นด้วยกับผม และจากนั้นก็รับฟังถึงเหตุผลของพวกเขา…พลังของการไม่เห็นด้วยที่ผ่านการไตร่ตรองมาแล้วนั้นเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมมาก”

คำถามสำคัญคือ “ฉันไม่รู้อะไรบ้าง?”

2. ความมั่นใจที่มากเกินไป (Overconfident)

ลองถามคำถามนี้กับตัวเองก็ได้ครับ

คุณเป็นคนรักที่ดีกว่าค่าเฉลี่ยไหม?
คุณคิดว่าคุณขับรถเก่งกว่าค่าเฉลี่ยไหม?
คุณคิดว่าคุณฉลาดกว่าค่าเฉลี่ยไหม?

รอบบินส์บอกว่าคำถามเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องมีคำตอบ แต่คนส่วนใหญ่แล้วจะคิดว่าตัวเองนั้นเหนือกว่าค่าเฉลี่ยในหลาย ๆ เรื่อง รวมไปถึงเรื่องของการลงทุนด้วย อันนี้โดยเฉพาะผู้ชาย โดยมีสถิติบอกว่าผู้ชายซื้อขายหุ้นมากกว่าผู้หญิง 45% และทำให้ผลตอบแทนของตัวเองลดลงไปสุทธิ 2.65% ต่อไป

นั่นยังไม่อันตรายเท่ากับความเชื่อที่ว่าคุณสามารถคาดเดาทิศทางของตลาดได้ ไม่ว่าหุ้น ทองคำ น้ำมัน หรือสินทรัพย์ต่าง ๆ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เลย

บัฟเฟตต์เคยบอกว่า “คุณค่าของผู้ทำนายหุ้นนั้นก็มีแค่เอาไว้ให้หมอดูทั้งหลายดูดีขึ้นเท่านั้นแหละ”

3. อคติความคิดเชิงลบ (Negativity Bias)

นี่คือส่วนหนึ่งของสมองที่เป็นธรรมชาติมากที่สุด เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเจอเรื่องร้าย ๆ เกิดเรื่องแย่ ๆ เราจะเรียนรู้และจดจำได้เป็นอย่างดี รอบบินส์บอกว่า “เรามีสมองอายุ 2 ล้านปีที่ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันอันตรายจากเสือเขี้ยวดาบ เราจะคอยมองหาอะไรก็ตามที่ผิดปกติ พร้อมที่จะวิ่งหนี จะสู้ หรือจะแกล้งตาย”

รอบบินส์บอกว่าสมองส่วนนี้แหละที่ทำให้เราไม่สามารถเป็นอิสระทางด้านการเงินได้

“เราต้องเข้าใจก่อนว่าความคิดเชิงลบนี้เป็นเรื่องธรรมชาติ เราต้องทำการบ้านและคุณจะไม่คิดลบ แต่จะเข้าตลาดแล้วชนะได้”

อคติความคิดเชิงลบนี้ทำให้เราโฟกัสไปที่ข่าวร้าย มากกว่าโอกาสของสิ่งดี ๆ ที่จะเกิดขึ้น แต่การลงทุนนั้นต้องจำเอาไว้เป็นเรื่องของระยะยาว จะเอาอารมณ์หรือความรู้สึกอยากรวยเร็ว ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยไม่ได้ ต้องรู้ว่าเป้าหมายของเราคืออะไร กระจายความเสี่ยง อย่าไปคิดว่าจะคาดเดาทิศทางของตลาดได้ เมื่อตลาดร่วง อาจจะเป็นโอกาสที่ดีในการเก็บหุ้นคุณภาพ และแน่นอนว่าให้คาดหวังผลลัพธ์ที่เป็นจริงได้ในระยะยาว (ไม่ใช่ว่าจะต้องหุ้น 10 เด้งภายใน 12 เดือน)

การเสียเงินนั้นทำให้เราเจ็บปวด และจะทำให้เราตัดสินใจผิดพลาดได้ เพราะฉะนั้นถ้าอยากประสบความสำเร็จก็ต้องเอาชนะอคติทางธรรมชาตินี้ให้ได้ด้วยครับ

มีคู่ทั้งที เอาไงดีกับ “ทะเบียนสมรส” จด หรือ ไม่จด เมื่อสถิติเผย อัตราการหย่าร้างเกือบครึ่ง

ความรักเป็นสิ่งที่สวยงามเสมอ แต่ก็ไม่มีใครรู้ได้ว่าความสวยงามนั้นจะจางหายไปเมื่อไร ซึ่งถ้าดูจากสถิติสำนักทะเบียนราษฎร กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ประมวลผลโดยกองพัฒนาข้อมูลและตัวชี้วัดสังคม สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ย้อนหลัง 5 ปีนับจากปี 2560-2564 พบว่า สถิติการ “หย่าร้าง” อยู่ระหว่าง 39-46% จนเกือบจะ 50% ของคนที่จดทะเบียนสมรส ทำนองที่ว่า แต่ง 2 คู่ หย่า 1 คู่

2560 สมรส 297,501 คู่ หย่าร้าง 121,617 คู่ (40.88%)
2561 สมรส 307,936 คู่ หย่าร้าง 127,265 คู่ (41.33%)
2562 สมรส 328,275 คู่ หย่าร้าง 128,514 คู่ (39.15%)
2563 สมรส 271,344 คู่ หย่าร้าง 121,011 คู่ (44.60%)
2564 สมรส 240,979 คู่ หย่าร้าง 110,942 คู่ (46.04%)

เมื่อการอัตราหย่าร้างสูงขนาดนี้ จะมีคู่ทั้งที ก็ต้องวางแผนเผื่อหย่าไว้ด้วย จึงทำให้คนที่จะมีคู่ ต้องชั่งใจให้หนักเลยว่า จะจดทะเบียนสมรสดี หรือ ไม่จดดี งั้นวันนี้เรามาดู ข้อดีข้อเสียของการจดกับไม่จดทะเบียนสมรสกันนะ แล้วค่อยตัดสินใจจะจดหรือไม่จด

จดทะเบียนสมรส คืออะไร?

สำหรับการจดทะเบียนสมรสเป็นการทำนิติกรรมตามกฎหมายอย่างหนึ่ง เป็นการยืนยันความสัมพันธ์ของคู่แต่งงานอย่างเป็นทางการและถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้ทะเบียนสมรสเป็นหลักฐานที่ใช้สำหรับการยืนยันสิทธิต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างสามีภรรยาได้ เช่น การรับรองบุตร ซึ่งจะทำให้บุตรได้รับสิทธิต่างๆ ตามกฎหมาย การแบ่งสินสมรส การฟ้องหย่าในกรณีสามีหรือภรรยามีชู้ เป็นต้น

ทะเบียนสมรสจะมีผลทางกฎหมายหรือมีอายุยาวตลอดไปจนกว่าจะมีการจดทะเบียนหย่าซึ่งก็เป็นนิติกรรมตามกฎหมายเหมือนการจดทะเบียนสมรสเช่นกัน การจดทะเบียนหย่าจึงต้องเป็นไปตามข้อตกลงของทั้งสองฝ่าย หรือถ้าไม่สามารถตกลงกันได้ก็ต้องมีการฟ้องหย่าโดยให้ศาลเป็นผู้พิจารณา รวมถึงการหาข้อตกลงต่างๆหลังการหย่า เช่น การแบ่งสินสมรส สิทธิการดูแลบุตร ค่าเลี้ยงดู เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า การจดทะเบียนสมรสนั้นนอกจากจะเป็นเรื่องของคน 2 คนสมัครใจใช้ชีวิตด้วยกัน ยังเป็นเรื่องของกฎหมายด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมื่อจะตัดสินใจแยกกัน จึงต้องดำเนินการจดทะเบียนหย่าตามกฎหมาย จะโดยสมัครใจหรือดำเนินการทางศาลก็แล้วแต่คู่ใครคู่มัน ดังนั้น เมื่อคิดจะจดทะเบียนสมรสจึงต้องพิจารณาผลทางกฎหมายให้ดีๆ

ข้อดีของการจดทะเบียนสมรส

ในแง่กฎหมายแล้ว จะค่อนข้างเอื้อประโยชน์ให้คู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการจัดการธุระต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับด้านกฎหมาย มากมาย ไม่ว่าจะเป็น

( 1 ) ทะเบียนสมรสเป็นเอกสารทางกฎหมายที่ใช้สำหรับการยืนยันสิทธิต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างสามีภรรยา เช่น การรับรองบุตร ซึ่งจะทำให้บุตรได้รับสิทธิต่างๆ ตามกฎหมาย การแบ่งสินสมรส การฟ้องหย่าในกรณีสามีหรือภรรยามีชู้ ฯลฯ

( 2 ) ทำให้สามีภรรยามีสิทธิจัดการสินสมรสร่วมกันได้

( 3 ) ทำให้สามีหรือภรรยา และบุตร มีสิทธิรับมรดกของคู่สมรสเมื่ออีกฝ่ายเสียชีวิตไปก่อน

( 4 ) มีสิทธิรับเงินจากทางราชการหรือนายจ้าง เช่น กรณีที่คู่สมรสตายเพราะปฏิบัติหน้าที่ หรือจากการทำงาน (บำเหน็จตกทอด) หรือการรับเงินสงเคราะห์บุตรตามกฎหมายแรงงาน

( 5 ) มีสิทธิฟ้องร้อง ดำเนินคดี เรียกค่าเสียหายหรือค่าทดแทน จากผู้ที่ทำให้คู่สมรสของตัวเองเสียชีวิตได้ เช่น สามีโดนรถชน ภรรยาสามารถเรียกค่าเสียหายถึงชีวิตกับผู้ขับรถชนได้ หรือสามีโดนคนพูดจาหมิ่นประมาทว่าร้าย ภรรยาก็สามารถฟ้องหมิ่นประมาทฝ่ายตรงข้ามแทนสามีได้

( 6 ) หากพบว่าคู่สมรสมีชู้ สามารถเรียกค่าเสียหายได้ทั้งจากคู่สมรสของตัวเอง และเรียกค่าเสียหายได้จากชู้ด้วย

( 7 ) ทำให้บุตรที่เกิดมา มีฐานะเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ได้รับการลดหย่อนค่าภาษีเงินได้ลดหย่อนค่าภาษีเงินได้ หลังจากจดทะเบียนสมรสแล้ว ไม่ว่าฝ่ายไหนจะรายได้มากกว่ากัน ก็ลดหย่อนภาษีเงินได้ได้

( 8 ) บุตรที่เกิดมาเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฏหมายทั้ง 2 ฝ่าย และได้รับสิทธิด้านมรดกทันที

( 9 ) สามารถทำนิติกรรมต่างๆ หรือดำเนินการต่างๆ ด้านกฎหมายได้แทนคู่สมรส เช่น การฟ้องร้อง ดำเนินคดี ทดแทนคู่สมรสได้ หรือในกรณีที่ต้องได้เข้ารับการผ่าตัด ก็สามารถเป็นผู้เซ็นรับรองเอกสารการรักษาได้แทน ในกรณีที่คู่สมรสยังไม่ได้สติอีกด้วย

ข้อเสียของการจดทะเบียนสมรส

( 1 ) เมื่อจดทะเบียนสมรสแล้ว การทำนิติกรรมต่างๆตาม มาตรา 1476 [1] ต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งก่อนข้อดีก็ช่วยให้รอบคอบในการตัดสินใจมากขึ้น ข้อเสียก็คือ ทำให้ยุ่งยากมากขึ้น และหากคู่สมรสมีความเห็นไม่ตรงกัน ก็อาจทำให้ไม่สามารถทำธุรกรรมนั้นๆ ได้

( 2 ) ทรัพย์สินที่ได้มาหลังจากจดทะเบียนสมรสจะกลายเป็นสินสมรสทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกรณีคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเป็นผู้หาทรัพย์สินนั้นแต่เพียงฝ่ายเดียวก็ตาม ซึ่งก็อาจก่อให้เกิดปัญหาในครอบครัวได้

( 3 ) เมื่อทรัพย์สินที่ได้มาหลังจดทะเบียนสมรสเป็นสินสมรส หนี้ที่ได้มาหลังจดทะเบียนสมรสก็เป็นหนี้สมรสเช่นกัน คือสามีภรรยาเป็นลูกหนี้ร่วมกัน เจ้าหนี้จึงมีสิทธิเรียกชำระหนี้นั้นจากสินสมรสและสินส่วนตัวของทั้ง 2 ฝ่ายได้

( 4 ) การจดทะเบียนสมรสทำให้สามีภรรยาที่ทำความผิดระหว่างกัน เช่น สามีขโมยเงินภรรยา ภรรยาบุกเข้าบ้านสามี ผู้ที่ทำผิดไม่ต้องรับโทษตามกฎหมาย

งั้นดูๆ แล้ว ไม่จดทะเบียนสมรสดีกว่าสิ จริงๆ ก็ไม่ใช่อย่างนั้นนะ การไม่จดทะเบียนสมรส ก็เหมือนคน 2 คนอยู่ด้วยกันเฉยๆ ไม่มีผลทางกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น อย่างเช่น ทรัพย์สินที่เกิดขึ้นหลังการอยู่ด้วยกัน ก็ไม่ถือเป็นสินสมรส เป็นของใครของมันเหมือนเดิม แต่หากเป็นทรัพย์สินที่ทำมาหาได้หลังอยู่ด้วยกัน ก็เป็นทรัพย์สินร่วม (ทรัพย์สินร่วม คือ ทรัพย์สินที่ทั้งสองร่วมกันหาจากการทำงาน ประกอบธุรกิจ หรือหาได้ระหว่างที่ใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน รวมถึงกรณีที่ฝ่ายหญิงเป็นแม่บ้านทำหน้าที่เลี้ยงดูบุตร แม้จะไม่ได้ออกไปหารายได้ข้างนอก ก็ให้ถือว่าทรัพย์สินที่ทำมาหาได้เป็น “กรรมสิทธิ์ร่วม” ต้องแบ่งกันคนละครึ่ง แม้จะไม่ได้จดทะเบียนสมรสก็ตาม หากตกลงกันไม่ได้ อีกฝ่ายสามารถยื่นฟ้องศาลเพื่อบังคับให้อีกฝ่ายแบ่งทรัพย์สินให้กึ่งหนึ่งได้ หรือหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิต อีกฝ่ายมีสิทธิ์ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้) หนี้สินก็เหมือนกัน หนี้สินที่เกิดขึ้นหลังการอยู่ด้วยกัน ก็ไม่ถือเป็นหนี้สมรสเป็นของใครของมันเหมือนเดิม แต่หากเป็นหนี้สินที่ก่อขึ้นร่วมกันหลังอยู่ด้วยกัน ก็เป็นหนี้สินร่วม

ข้อดีของการไม่จดทะเบียนสมรส

( 1 ) ทรัพย์สินที่ต่างฝ่ายต่างทำมาหาได้ ก็อย่างเช่น เงินมรดก หรือเงินเดือนของแต่ละฝ่าย จะเป็นของผู้ที่หาได้เพียงผู้เดียว อีกฝ่ายจะไม่มีส่วนร่วมใด ๆ ในทรัพย์สินนั้น

( 2 ) หนี้สินที่ต่างฝ่ายต่างก่อ ก็จะเป็นหนี้ของผู้ก่อหนี้เพียงผู้เดียว อีกฝ่ายจะไม่มีส่วนร่วมใด ๆ ในหนี้สินนั้น

( 3 ) คู่สมรสแต่ละฝ่ายมีอิสระในการทำนิติกรรมต่างๆ เองได้

( 4 ) ไม่ต้องยุ่งยากเมื่อต้องเลิกรา

ข้อเสียของการไม่จดทะเบียนสมรส

เมื่อไม่จดทะเบียนสมรส แปลว่าคู่สามีภรรยาไม่มีผลทางกฎหมายร่วมกันเลย ดังนั้น

( 1 ) คู่สมรสจะไม่มีสิทธิอะไรในทรัพย์สินของคู่สมรสอีกฝ่ายเลย ยกเว้นแต่คู่สมรสทำพินัยกรรมทิ้งไว้ รวมถึงสิทธิต่างๆ ด้านการเช่น เช่น ไม่มีสิทธิได้รับมรดกของคู่สมรส, สิทธิได้รับเงินประกัน

( 2 ) กรณีที่มีบุตร จะมีความยุ่งยากในการทำเอกสารรับรองบุตร และฝ่ายหญิงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าอุปการะบุตรจากฝ่ายชาย

( 3 ) ไม่มีสิทธิฟ้องร้อง เรียกค่าเสียหาย หากอีกฝ่ายนอกใจได้

( 4 ) คู่สมรสต่างฝ่ายต่างทำนิติกรรมต่างๆ เองได้ ข้อดี คือ มีอิสระ ข้อเสียคือ ขาดคนมาช่วยพิจารณาเพื่อให้เกิดความรอบคอบ

( 5 ) คู่สมรสไม่สามารถทำธุรกรรมทดแทนกันไม่ได้

จะเห็นนะว่า จะจดทะเบียนสมรสหรือไม่ ก็มีทั้งข้อดี และข้อเสีย การเลือกจดทะเบียนสมรสหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการวางแผนครอบครัวว่าเป้าหมายคืออะไร มีความเสี่ยงอะไรบ้าง จะบริหารเป้าหมายและความเสี่ยงนั้นอย่างไร

————————————
หมายเหตุ : [1] มาตรา 1476 สามีและภริยาต้องจัดการสินสมรสร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งในกรณีดังต่อไปนี้

( 1 ) ขาย แลกเปลี่ยน ขายฝาก ให้เช่าซื้อ จำนอง ปลดจำนอง หรือโอนสิทธิจำนอง ซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ที่อาจจำนองได้

( 2 ) ก่อตั้งหรือกระทำให้สุดสิ้นลงทั้งหมดหรือบางส่วนซึ่งภาระจำยอม สิทธิอาศัย สิทธิเหนือพื้นดิน สิทธิเก็บกิน หรือภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์

( 3 ) ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เกินสามปี

( 4 ) ให้กู้ยืมเงิน

( 5 ) ให้โดยเสน่หา เว้นแต่การให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัวเพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา

( 6 ) ประนีประนอมยอมความ

( 7 ) มอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัย

( 8 ) นำทรัพย์สินไปเป็นประกันหรือหลักประกันต่อเจ้าพนักงานหรือศาล การจัดการสินสมรสนอกจากกรณีที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง สามีหรือภริยาจัดการได้โดยมิต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง

“รายจ่าย” ที่ทำให้ “มีเงินเพิ่ม” คือ “รายจ่ายเพื่อออม-ลงทุน” แชร์สูตรทำเงินร้อยเป็นเงินล้าน

หากมองไปรอบตัว จะพบว่ามีการสื่อสารการตลาดมากมาย ที่ตั้งใจดึงเงินออกจากกระเป๋าพวกเรา แต่จะมีสักกี่คนที่มีสติพอที่จะไม่หลงไปกับการโฆษณาชวนเชื่อเหล่านั้น

เมื่อชอปปิ้งออนไลน์และเห็นข้าวของมาส่งแทบวันเว้นวัน หลายคนอาจเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า จริง ๆ แล้วข้าวของเหล่านั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นหรือไม่ หรือเป็นเพียงแค่อยากได้ตามกระแส

จากนั้นก็จะมีคำถามตามมาว่า เงินที่จ่ายซื้อข้าวของเป็น “รายจ่ายที่ต้องการจ่ายจริง ๆ หรือไม่” ซึ่งโดยส่วนตัวของผู้เขียน รายจ่ายมี 2 ประเภท คือ รายจ่ายเพื่อการลงทุนและรายจ่ายเพื่อการออม

รายจ่ายเพื่อการลงทุน

เป็นคำพูดที่ดูจะกว้างและลึกในหลายมิติและหลายคนก็รู้จักเป็นอย่างดีอยู่แล้ว เพียงแต่อาจจะไม่ได้ตระหนักว่ารายจ่ายในส่วนนี้เป็นรายจ่ายที่จ่ายให้ตัวเองในอนาคต ซึ่งอาจจะเลือกลงทุนได้ทั้งสองรูปแบบ

(1) การลงทุนในทรัพย์สินที่จับต้องได้

สามารถหาประโยชน์จากการใช้ทรัพย์สินนั้นได้อย่างชัดเจน เช่น บ้าน รถยนต์ เพชรพลอยอัญมณี และของมีค่าอื่น ๆ เรียกการลงทุนแบบนี้ว่าว่า การลงทุนแบบ Tangible Investment

(2) การลงทุนในหลักทรัพย์ต่าง ๆ

เช่น หุ้น พันธบัตร ตราสารการเงินอื่น ๆ เพื่อที่จะได้รับผลตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ย เงินปันผล หรือกำไรจากส่วนต่างของราคา หรือสิทธิประโยชน์อื่น ๆ เรียกการลงทุนแบบนี้ว่า การลงทุนแบบ Intangible Investment

รายจ่ายเพื่อการออม

แม้จะเคยได้ยินพ่อแม่บอกพวกเรามาตั้งแต่เด็ก ๆ ว่ารู้จักเก็บออม เผื่ออนาคตจะได้ไม่ลำบาก

ตัวอย่างการออมอย่างง่าย ๆ เช่น ออมเงินในธนาคารได้ดอกเบี้ย 1% ต่อปี ธนาคารจ่ายดอกเบี้ยให้ทุก 6 เดือน

ถ้าออมปีละ 360 บาท หรือ 180 บาท ทุก ๆ 6 เดือน (เฉลี่ยเดือนละ 30 บาท วันละ 1 บาท)

ผ่านไป 1 ปี จะมีเงิน = 360.45 บาท
ผ่านไป 10 ปี จะมีเงิน = 3,686.80 บาท
ผ่านไป 20 ปี จะมีเงิน = 7,562.38 บาท
ผ่านไป 30 ปี จะมีเงิน = 11,636.41 บาท

จะเห็นว่าเป็นจำนวนเงินที่ไม่มากนัก ทีนี้ลองมาดูว่าถ้าเราเพิ่มเงินออมมากขึ้น

ด้วยการออมปีละ 3,600 บาท หรือ 1,800 บาท ทุก ๆ 6 เดือน (เฉลี่ยเดือนละ 300 วันละ 10 บาท)

ผ่านไป 1 ปี จะมีเงิน = 3,604.50 บาท
ผ่านไป 10 ปี จะมีเงิน = 36,867.96 บาท
ผ่านไป 20 ปี จะมีเงิน = 75,623.77 บาท
ผ่านไป 30 ปี จะมีเงิน = 116,364.08 บาท

จะเห็นว่าถ้าออมเงินวันละ 10 บาท สามารถมีเงินหลักแสนได้และถ้าเก็บเงินวันละ 100 บาท จะมีเงินหลักล้านได้หรือไม่

ถ้าออม ปีละ 36,000 บาท หรือ 18,000 บาท ทุก ๆ 6 เดือน (เฉลี่ยเดือนละ 3,000 วันละ 100 บาท)

ผ่านไป 1 ปี จะมีเงิน = 36,045.00 บาท
ผ่านไป 10 ปี จะมีเงิน = 368.679.62 บาท
ผ่านไป 20 ปี จะมีเงิน = 756,237.67 บาท
ผ่านไป 30 ปี จะมีเงิน = 1,163,640.83 บาท

จะเห็นว่าออมเงินวันละ 100 บาท ด้วยอัตราดอกเบี้ย 1% ต่อปี ผ่านไป 30 ปี ก็มีเงินล้านได้ สบายๆ

สมมติว่าถ้าหาผลตอบแทนจากการลงทุนได้ระดับ 3 – 5% เงินออมจะงอกเงิยมากแค่ไหน

ถ้าออมเงิน 18,000 บาท ทุก ๆ 6 เดือน ให้ได้ผลตอบแทนที่ 5% ผ่านไป 30 ปี จะมีเงิน 1,594,341.14 บาท จะเห็นว่ายิ่งระยะเวลาในการลงทุนนาน ประกอบกับผลตอบแทนที่สูงขึ้น จะทำให้เงินออมของเราเพิ่มพูนมากขึ้นตามไปด้วย

มาถึงตรงนี้อาจมีข้อโต้แย้งว่าเมื่อหักค่าใช้จ่ายในแต่ละวันก็แทบไม่เหลือเงินเพื่อมาเก็บออมและลงทุน คำตอบ คือ การเก็บเงินวันละ 100 บาท เป็นไปได้ ด้วยการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นหรือรายจ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เช่น ลดการช็อปปิ้ง หยุดการซื้อข้าวของที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต หยุดการทานข้างนอกบ้าน จากนั้นก็นำเงินนำเก็บออมและลงทุน และเมื่อมีวินัยในการวางแผนการเงิน อีกไม่กี่ปีจะได้หยิบเงินล้านแน่นอน

เขียนโดย: กิติชัย เตชะมโนกุล ที่ปรึกษาการเงิน AFPTTM

ซูเปอร์ฮีโร่ฆ่าไม่ตาย เมื่อ ‘Marvel’ ฟื้นจากล้มละลายเป็นแฟรนไชส์ภาพยนตร์ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

มีข่าวบริษัทน้อยใหญ่หลายรายยื่นล้มละลายหรือปิดตัวไปด้วยหลายสาเหตุ บ้างทำสินค้าไม่ได้มาตรฐาน บ้างปรับตัวไม่ทันความเปลี่ยนแปลง บ้างวางกลยุทธ์ผิด จนสู่ขิตแบบคาดไม่ถึง แต่การล้มลงไปก็ใช้ว่าจะลุกขึ้นมาไม่ได้ และบางครั้งการกลับมาใหม่นั้น กลับทำได้ดีกว่าเดิม วันนี้ aomMONEY จึงอยากพาย้อนดูกรณีศึกษา กับการพลิกกลับมาหลังถูกฟ้องล้มละลายของ ‘มาร์เวล’ (Marvel) พวกเขาทำอย่างไรถึงล้มไม่เป็นท่า และใช้วิธีไหนกลับมาได้แบบสะเทือน Multiverse

จุดเริ่มต้น

ในปี 1939 มาร์ติน กู้ดแมน (Martin Goodman) กระโดดเข้าตลาดคอมิกส์ (Comics) โดยก่อตั้ง ‘ไทม์ลี คอมิกส์’ (Timely Comics) ตีพิมพ์การ์ตูนเรื่องแรกคือ ‘Marvel Comics no. 1’ ซึ่งมีตัวละครอย่าง Human Torch และ Sub-Mariner แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมเท่า ดีซี คอมิกส์ (DC Comics) ที่เป็นเจ้าตลาดในขณะนั้น

โลกเข้าสู่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองในปี 1940 ไทม์ลี คอมิกส์จึงได้ออกตัวละครที่ต่อสู้กับนาซีและทหารญี่ปุ่นออกมามากมาย และที่ได้รับความนิยมอย่างสูงคือ Captain America จนทำให้การ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่เข้าสู่ยุคทอง

แต่สถานการณ์พลิกกลับ เพราะในช่วงปี 1950 ผู้คนในสหรัฐอเมริกาต่างคิดว่าการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่เหล่านี้ ทำให้เด็กใช้ความรุนแรงและเป็นต้นเหตุของอาชญากรรม เกิดการต่อต้านอย่างหนัก ส่งผลให้ยอดขายตกลงอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นจุดต่ำสุดของบริษัท ไทม์ลี คอมิกส์ต้องเปลี่ยนชื่อเป็น แอตลาสคอมิกส์ (Atlas Comics) ตีพิมพ์การ์ตูนสยองขวัญ ขำขัน นิยายวิทยาศาสตร์และเรื่องทั่วไปออกมาแทน

มาร์เวลคอมิกส์

การต่อต้านคอมิกส์ซูเปอร์ฮีไร่ลดลงในช่วงปลายยุค 50’s แอตลาสคอมิกส์ก็ได้เริ่มทยอยนำคอมิกส์ซูเปอร์ฮีโร่กลับมาตีพิมพ์ และจุดเปลี่ยนสำคัญคือการมีบทบาทมากขึ้นของบรรณาธิการอัจฉริยะอย่าง ‘แสตน ลี’ (Stan Lee) ร่วมกับนักวาดคู่ใจอย่าง แจ็ค เคอบี (Jack Kirby), สตีฟ ดิตโก(Steve Ditko) ที่มีแนวคิดว่า “ฮีโร่ก็มีความเป็นมนุษย์ มีข้อบกพร่อง” จนสร้างตัวละครที่มีชื่อเสียงออกมามากมาย เช่น Fantastic Four, Hulk, Iron Man, Thor และ Spider-Man เป็นต้น และทำการเปลี่ยนหนังสืออีกครั้งเป็น มาร์เวลคอมิกส์ (Marvel Comics) ในปี 1960 ตามชื่อหนังสือเล่มแรกที่กู้ดแมนตีพิมพ์ จากนั้นก็ดำเนินธุรกิจโดยเป็นผู้นำตลาดควบคู่กันกับดีซี คอมิกส์เรื่อยมา

ล้มละลาย

จุดต่ำสุดระลอกที่สองก่อตัวขึ้น เมื่อ รอน เพเรลแมน (Ron Perelman) นักธุรกิจเจ้าของแบรนด์เครื่องสำอาง Revlon เข้าซื้อมาร์เวลด้วยมูลค่า 82.5 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 1989 และนำมาร์เวลเข้าตลาดหุ้นในปี 1991 โดยมีแผนธุรกิจที่ไม่ใช่การดึงศักยภาพของเหล่าฮีโร่ออกมา แต่เป็นการกว้านซื้อบริษัทของเล่นอย่าง ToyBiz, Heroes World, Panini เพื่อเพิ่มมูลค่าของคอมิกส์ด้วยการแถมของเล่นพิเศษ สุ่มแจกการ์ดและสติ๊กเกอร์ เพิ่มปกพิเศษรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้คอมิกส์กลายเป็นของสะสม และผู้คนต่างเข้ามาแย่งกันซื้อเพื่อเก็งกำไร มากกว่าจะอ่านเนื้อหาภายในของคอมิกส์

แม้จะสร้างยอดได้พอสมควร แต่เศรษฐกิจอเมริกาก็เข้าสู่ภาวะถดถอยในปี 1993 รายได้จากคอมิกส์ลดลง 70% ร้านหนังสือมากมายปิดตัวลงเพราะแบกรับต้นทุนไม่ไหว ทำให้ปี 1995 มาร์เวลมีหนี้มากมาย เพเรลแมนจึงมีความคิดควบรวมกับ ToyBiz แล้วก่อตั้ง มาร์เวลสตูดิโอ (Marvel Studio) เพื่อจะนำตัวละครดังออกขายเพื่อผลิตภาพยนตร์ แต่ก็เกิดข้อพิพาทกับผู้ถือหุ้นเพราะมองว่าเพเรลแมนสร้างความเสียหายมากพอแล้ว

เพเรลแมนตอบโต้ด้วยการฟ้องล้มละลาย และใช้สิทธิ์ตามมาตรา 11 (Chapter 11 – กฎหมายล้มละลายที่ศาลให้อำนาจลูกหนี้ปรับปรุงแก้ไขหนี้) ทำให้เขาได้สิทธิ์ในปฏิรูปโครงสร้างภายใต้กฎหมายนี้ และจัดตั้งสตูดิโอขึ้นมาได้โดยไม่ต้องรับฟังเสียงผู้ลงทุน แต่คดีความกับผู้ถือหุ้นยังคงอยู่

ปี 1998 ศาลมีคำพิพากษาออกมาว่า ToyBiz สามารถควบรวมกับมาร์เวลได้ แต่เพเรลแมนและผู้ถือหุ้นคู่ขัดแย้งจะถูกขับออกจากกระบวนการฟื้นฟูมาร์เวล ทำให้ผู้บริหารของ ToyBiz อย่าง อิซาค เพิร์ลมัตเตอร์ (Isaac Perlmutter) และ อาวี อารัด (Avi Arad) ได้เขามาดูแลมาเวล์สตูดิโอ

กำเนิดใหม่ในจอยักษ์

การเข้ามาของเพิร์ลมัตเตอร์และอารัดเปลี่ยนแปลงมาร์เวลไปในทางที่ดี ทั้งคู่ออกโน้มน้าวให้ฮอลลีวูดให้เห็นถึงศักยภาพของตัวละครมาร์เวล และได้ขายสิทธิ์ตัวละครให้สตูดิโอต่าง ๆ เช่น

Blade ขายให้ New Line Cinema
Spider-Man ขายให้ Sony
X-men, Fantastic Four ขายให้ 20th Century Fox
Ghost Rider ขายให้ Columbia Picture
Hulk ขายให้ Paramount Pictures เป็นต้น

ทั้งหมดดูเหมือนจะไปได้ดี เพราะภาพยนตร์ทำรายได้ดีโดย Blade ทำรายได้ 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่มาร์เวลได้ส่วนแบ่งเพียง 25,000 ดอลลาร์, X-Men ภาคแรกทำรายได้ 157 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่มาร์เวลได้เพียงค่าธรรมเนียมคงที่ไม่เท่าไหร่, Spider-Man 2 ภาคแรกทำรายได้ 3,000 ล้านดอลลาร์ แต่มาร์เวลเองได้ค่าลิขสิทธิ์เพียง 62 ล้านดอลลาร์เท่านั้น ทำให้เพิร์ลมัตเตอร์เกิดความคิดจะสร้างภาพยนตร์ขึ้นมาเอง จากการแนะนำของ David Maisel ผู้สร้างภาพยนตร์ แต่ปัญหาอยู่ที่พวกเขาไม่มีทุน

ในปี 2005 มาร์เวลก็ตัดสินใจนำ 2 ตัวละครหลักอย่าง Captain America และ Thor ไปยื่นค้ำประกันเงินกู้กับสถาบันการเงินอย่าง Merrill Lynch ได้เงินทุนมา 525 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีสัญญาว่า มาร์เวลต้องสร้างภาพยนตร์ 10 เรื่องใน 7 ปี หากไม่สามารถคืนเงินที่กู้มาได้ สิทธิ์ใน 2 ตัวละครนี้จะกลายเป็นของ Merrill Lynch ทันที

แม้ได้ทุนมา แต่ปัญหาของมาร์เวลยังไม่หมด พวกเขาไม่รู้ว่าภาพยนตร์เรื่องแรกของสตูดิโอจะเป็นเรื่องอะไร เพราะตัวละครหลักถูกขายและนำไปค้ำประกันเงินกู้หมดแล้ว เหลือแต่เกรดรองลงมา เพิร์ลมัตเตอร์จึงมีไอเดียด้วยการจัดสัมมนาให้เด็ก ๆ เข้ามาฟังบรรยายเกี่ยวกับตัวละครที่น่าสนใจและให้โหวตเลือกว่าอยากได้ของเล่นจากตัวละครไหน ปรากฏว่า Iron Man ชนะถล่มทลายเพราะชุดเกราะที่หลากหลายดึงดูดเด็ก ๆ ได้ดี เพิร์ลมัตเตอร์จึงคิดจะสร้าง Iron Man ขึ้นมาด้วยเหตุผลที่ว่า แม้จะขาดทุนจากหนัง แต่ก็อาจได้เงินจากการขายของเล่น

Iron Man ออกฉายในปี 2008 สร้างปรากฏการณ์และทำเงินไปได้ 585 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากนั้นเพียง 1 ปี Disney ก็เข้าซื้อมาร์เวลในวันที่ 31 ธันวาคม 2009 ด้วยมูลค่ากว่า 4,300 ล้านเหรียญสหรัฐ จากนั้นก็ทยอยปล่อยภาพยนตร์ที่มีจุดเด่นโดยการวางเนื้อเรื่องที่เชื่อมโยงกันในหลายมิติ จนแตกออกเป็นพหุจักรวาล

ปัจจุบัน Marvel Cinematic Universe (MCU) กลายเป็นแฟรนไชส์ที่ทำเงินมากกว่า 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 852,500 ล้านบาท) และขยายออกไปจนเหนือจินตนาการของผู้ชมที่จะคาดเดาได้

นี่เป็นเรื่องราวของบริษัทปลุกปั้นซูเปอร์ฮีโร่ที่กลับมายึดมั่นในตัวตน ใช้จุดแข็งที่มีให้เป็นประโยชน์ เพราะความล้มเหลวจนถึงขั้นล้มละลายนั้น เกิดจากการเก็งกำไรจากการค้า และการหาผลประโยชน์ฉาบฉวย แต่เมื่อมาร์เวลกลับมาใช้เรื่องราวมหัศจรรย์ของเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาอย่างยาวนาน พวกเขาก็กลับสู่ความยิ่งใหญ่ด้วยพลังจริง ๆ ที่พวกเขามี

สิ่งสำคัญที่สุดอีกอย่างที่ได้เรียนรู้ได้จากเรื่องนี้คือ มาร์เวลสร้างซูเปอร์ฮีโร่ที่มีข้อบกพร่อง มีปัญหา และการตัดสินใจผิดพลาดเหมือนมนุษย์ทั่วไปขึ้นมาได้ นั่นหมายความว่า มนุษย์ปกติอย่างพวกเรา ก็มีพลังวิเศษที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิต โลก หรือแม้กระทั่งจักรวาลเหมือนเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ได้ด้วยเช่นกัน

เขียนและเรียบเรียงโดย อติพงษ์​ ศรนารา

“ทำไม STARK ถึงกล้า?” เมื่อกฎหมาย ‘เจอ จ่าย จบ’ ไม่เพียงพอให้คนผิดยำเกรง โชคร้ายเลยตกอยู่กับนักลงทุน

เรื่องราวหุ้น STARK ตอนนี้ถือว่าเป็นมหากาพย์การตบแต่งหุ้น (“Forge”) ครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย จากบริษัทที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้าน งบการเงินสวยหรู น่าเชื่อถือ จนมีนักลงทุนมากมายเข้ามาร่วมซื้อหุ้นขอเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทที่กำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

ที่ไหนได้ งบการเงินที่สวยหรูนั้นถูกตบแต่งขึ้นมา สร้างยอดขาย บริษัทที่จ่าย สินค้าคงคลัง ที่ไม่มีอยู่จริง เป็นกำไรปลอม ๆ ที่หลอกให้นักลงทุนหลงเชื่อจนสร้างความเสียหายระดับหมื่นล้านบาท

จนทำให้เกิดคำถามว่า “ทำไม STARK ถึงกล้า” ที่จะทำแบบนี้?

‘คุณอาร์ต-ชัชวนันท์ สันธิเดช’ นักลงทุน นักพูด นักเขียน นักแปล ด้านการลงทุน มีประสบการณ์ในการลงทุนกว่า 17 ปี ผู้ก่อตั้งแฟนเพจ ‘Club VI’ บอกว่า

“เพราะกฎหมายมันแค่ ‘เจอ จ่าย จบ’ นั่นเอง”

หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่าเมื่อคนที่กระทำผิดถูกจับได้ ก็แค่โดนมาตรการลงโทษทางแพ่ง ซึ่งเปิดช่องไว้ใน พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่ 5) โดนปรับ ชดใช้เงิน จบแยกย้ายกันไป แต่ถ้าจับไม่ได้ก็รวยไปเลย เมื่อไม่โดนคดีอาญา คนก็กล้าที่จะเสี่ยง กล้าที่จะลอง เพราะมันไม่มีต้องไปติดคุกและนั่นแหละคือปัญหาว่าทำไมความเสี่ยงในการลงทุนตลาดหุ้นไทยถึงยังค่อนข้างสูงมาก ๆ

“ยังมีหุ้นอีกหลายๆ ตัวในอดีต ที่เป็นกรณีตบแต่งบัญชีเช่นกัน นักลงทุนก็ไปลงกันเยอะ VI ก็ลง เจ็บกันไปเยอะ”

คุณอาร์ตกล่าวย้อนไปถึงหุ้นที่เคยเป็นกรณีที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นบ้านเรา
“แต่กับ STARK เลเวลมันใหญ่มาก มีคนเสียหายค่อนข้างเยอะ มูลค่าหลายหมื่นล้าน มันน่าตกใจมาก”

หลายคนอาจจะสงสัยว่าแล้วสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ไปอยู่ไหน?

“มันต้องแยกเป็นสองกรณี คือกรณีปั่นหุ้น ใช้อินไซด์ อันนี้ กลต. ควรจะเข้ามาดูแลอย่างชัดเจน ส่วนกรณีที่สองคือตบแต่งงบ อันนี้เราจะโทษ กลต. อย่างเดียวก็ไม่ได้ อย่าลืมว่านี่คือผู้ตรวจบัญชี BIG4 ซึ่งมีความน่าเชื่อถือระดับโลก แต่นี่แหละยิ่งทำให้เราในฐานะนักลงทุนรายย่อยต้องกลับมาดูแลผลประโยชน์ของตัวเองให้ดี ๆ”

คุณอาร์ตชี้ให้เห็นว่าปัญหาเรื่องการปั่นหุ้น การใช้ข้อมูลภายใน หรือการใช้ข้อมูลเท็จในตลาดหุ้นบ้านเรานั้นเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งเมื่อเทียบกับตลาดทุนที่พัฒนาแล้วอื่น ๆ ซึ่งบ้านเราตลาดหุ้นแม้จะเป็นตลาดหุ้นที่ขนาดไม่ใหญ่ แต่ก็ไม่เพิ่งเกิดมันไม่ควรเกิดขึ้นบ่อยขนาดนี้ เหตุผลก็เพราะว่าคนผิดแทบไม่เคยต้องติดคุกผู้กระทำผิดครั้งแรก ก็ยังมีกระทำผิดซ้ำได้อีก

กฎหมาย ‘เจอ จ่าย จบ’ หรือมาตรการลงโทษทางแพ่งไม่เพียงพอให้คนผิดยำเกรง โชคร้ายเลยตกอยู่กับนักลงทุน

เทียบกับความเสียหายที่เกิดขึ้นกฎหมายมันค่อนข้างเบา หน่วยงานอาจจะดูแลกำกับช้าเกินไป และกระบวนการพิสูจน์ทำได้ยาก (แถมยังมีเรื่องความโปร่งใสของหน่วยงานที่ตรวจสอบเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอีกต่างหาก)

มันคือปัญหาของธรรมาภิบาลของผู้มีอำนาจในบริษัทขณะนั้น ซึ่งแน่นอนว่าวิธีแก้ไขปัญหาที่ต้นตออย่างการแก้กฎหมายให้เข้มงวด รัดกุม และมีการเอาผิดอย่างจริงจังมากขึ้น อาจจะเพิ่มค่าปรับทางแพ่งสูงขึ้นจาก 2 เท่าเป็น 5 เท่าของประโยชน์ที่ได้รับ (เทียบเท่ากับประเทศจีน) หรือเพิ่มโทษจำคุกขั้นสูงจาก 2 ปี เป็น 10 ปี (เทียบเท่าอินเดีย) หรือ 20 ปี (เทียบเท่าอเมริกา)

นอกจากนั้นควรมีกฎหมายคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส ปรับปรุงกระบวนการแจ้งเบาะแสกับ กลต. และมอบเงินรางวัลเพื่อเป็นแรงจูงใจก็น่าจะช่วยลดปัญหาตรงนี้ได้

แต่การแก้ไขที่ต้นตอเองก็คงต้องใช้เวลาอีกนาน คุณอาร์ตบอกว่า “เราไม่รู้หรอกว่าเรื่องกฎหมายจะแก้ได้เมื่อไหร่ แต่เราก็ต้องมีความหวัง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องหาวิธีเอาตัวรอดจากสถานการณ์แบบนี้ด้วย”

โดยวิธีที่คุณอาร์ตแนะนำมีอยู่ 3 อย่าง

1. ตรวจสอบธรรมาภิบาลของผู้บริหารให้ดี

แม้มันจะตรวจสอบได้ยากสักหน่อย แต่ถ้าเราลงทุนหุ้นตัวไหนก็ควรศึกษาเกี่ยวกับผู้บริหารในตอนนั้นว่าเป็นไปเป็นมายังไง มีข่าวอะไรเสียหายรึเปล่า คอยติดตามอยู่เสมอ ซึ่งอาจจะทำได้ยากหน่อยถ้าถือหุ้นหลายตัว

2. ให้กระจายความเสี่ยง

อย่าเอาไข่ทั้งหมดใส่ในตะกร้าใบเดียว ซึ่งถ้าเกิดแจ็กพอตแตกมาเหมือน STARK ทุกอย่างสามารถพังได้เลย

3. กระจายไปลงต่างหุ้นต่างประเทศบ้าง

นี่ก็เป็นการกระจายความเสี่ยงอีกรูปแบบหนึ่ง แต่ต้องเลือกตลาดที่มีข้อกฎหมายที่แข็งแกร่ง เอาผิดจริงและน่าเชื่อถือ อย่างอเมริกา ยุโรป หรือญี่ปุ่น ซึ่งไม่ใช่ว่ากรณีแบบ STARK จะไม่เกิด แต่มันเกิดได้ยากกว่า

เป็นเรื่องที่เข้าใจได้สำหรับนักลงทุนรายย่อยหลายคนที่เรื่องราวของ STARK อาจจะทำให้รู้สึกหมดศรัทธาในตลาดหุ้นไทย แต่ก็ต้องบอกว่ามันเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด แม้จะไม่ได้เป็นตลาดหุ้นที่ร้อนแรงเติบโตเพราะเศรษฐกิจก็ค่อนข้างเติบโตช้าและไม่ได้มีนวัตกรรมอะไรใหม่ ๆ แต่ก็ยังมีบริษัทดี ๆ หุ้นที่ดีอยู่ในตลาดอีกไม่น้อย แม้จะต้องเฟ้นหามากหน่อยก็ตาม

วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) นักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่บอกว่า

“การตบแต่งตัวเลขนั้นไม่จำเป็นต้องมีพรสวรรค์ สิ่งเดียวที่ต้องมีคือความต้องการอันแรงกล้าที่จะหลอกลวงคนอื่นเท่านั้น”

การตบแต่งงบบัญชีของ STARK ถือเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ เป็นโจรในคราบนักธุรกิจ ตั้งใจหลอกลวงผู้อื่นเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง คนที่ผิดควรได้รับโทษทั้งทางแพ่งและอาญา สุดท้ายเราก็ได้แต่หวังว่านักลงทุนที่โชคร้ายจะได้อะไรกลับคืนมาบ้าง ไม่มากก็น้อย

ปล. ตอนนี้มีการรวมตัวกันของผู้เสียหายเพื่อดำเนินคดีแบบกลุ่ม นักลงทุนรายย่อยผู้ถือหุ้นสามัญที่ตกเป็นเหยื่อผู้เสียหายจากหุ้น STARK กรอกแบบฟอร์มออนไลน์ https://forms.office.com/Pages/ResponsePage.aspx?id=aJ9E3Ee9S0OiOxK7CpqamjI1gLgEUbBAlZJsmC7nqsNUQlFYMThKMDMwQUJQT1pIOFNBSFlLT1c2UyQlQCNjPTEu&fbclid=IwAR2-coJswSQDlhV1t_OQGQUIY2dBUl8sFiQRePj9JnF2ndT02op0G8OBNm0 ซึ่งจัดทำขึ้นโดยสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย เพื่อนำไปสู่กระบวนการเรียกร้องความยุติธรรม

ทุกขลาภของมรดก เมื่อทายาทได้มรดก แต่ไม่มีเงินจ่ายภาษี

แม้ว่าการพรากจากบุคคลอันเป็นที่รักในครอบครัว จะนำมาซึ่งความเศร้าโศก แต่บางครั้งการได้รับมรดกจากผู้ล่วงลับ อาจสร้างความทุกข์ใจได้ จึงควรศึกษาข้อกฎหมาย เพื่อเตรียมส่งต่อทรัพย์สินให้กับทายาทหรือผู้สืบสันดานไปพร้อมกับความสุขและความสบายใจ

มรดก [1] หมายถึง “ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดทั้งสิทธิ หน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ ด้วย ซึ่งทายาทของผู้ตายต้องรับสืบทอดหนี้สินของผู้ตายไปพร้อมกับทรัพย์สิน เว้นแต่ตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้ว เป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้” ซึ่งสามารถเป็นทรัพย์สินในรูปแบบใดก็ได้ เช่น เงินฝาก หลักทรัพย์ ยานพาหนะ อสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพย์สินทางการเงินที่กำหนดเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกา

ในพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ.2.558 กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า “ผู้รับมรดกมีหน้าที่เสียภาษีหากได้รับมรดกจากเจ้ามรดกแต่ละรายหักด้วยภาระหนี้สินอันตกทอดมาจากการรับมรดกนั้น ในส่วนที่มีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท ในอัตราสูงสุดร้อยละ 10 ของมูลค่ามรดกในส่วนที่ต้องเสียภาษี แต่ถ้าผู้รับมรดกเป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดาน ให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 5 และได้รับยกเว้นภาษีมรดกสำหรับคู่สมรสจดทะเบียนตามกฎหมาย โดยผู้รับมรดกจะต้องชำระภาษีภายใน 150 วันนับจากวันที่ได้รับมรดก และสามารถเลือกผ่อนจ่ายได้สูงสุด 5 ปี โดยมีภาระเงินเพิ่มร้อยละ 0.5 ต่อเดือนสำหรับการผ่อนตั้งแต่ปีที่ 3 ขึ้นไป หากไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภายในเวลาที่กำหนด ให้เสียเบี้ยปรับอีก 1 เท่าของเงินภาษีที่ต้องชำระ หรือหากยื่นแบบแสดงรายการไม่ครบถ้วน ให้เสียเบี้ยปรับอีก 0.5 เท่าของเงินภาษีที่ต้องชำระ”

ตัวอย่าง ทายาทได้รับมรดกเป็นเงินสดมูลค่า 200 ล้านบาท จะคิดเป็นภาษีที่ต้องชำระในอัตราสูงสุด 5 ล้านบาท ภายใน 150 วัน หรือผ่อนจ่ายได้สูงสุด 5 ปี พร้อมเงินเพิ่มประมาณ 1.5 ล้านบาทหากไม่สามารถชำระภาษีทั้งหมดได้ใน 2 ปีแรก และหากไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภายในเวลาที่กำหนด จะเสียเบี้ยปรับ 5 ล้านบาท หรือหากยื่นแบบแสดงรายการไม่ครบถ้วน จะเสียเบี้ยปรับอีก 2.5 ล้านบาท ซึ่งกรณีนี้นับว่าโชคดีที่ได้รับมาเป็นเงินสด สามารถนำเงินสดที่เป็นมรดกนั้นไปชำระภาษีได้ทันที แต่ทายาทก็จะไม่ได้รับมรดกเท่ากับที่เจ้ามรดกได้ตั้งใจส่งต่อไว้ให้แต่แรก

หากผู้รับมรดกไม่ได้เป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดาน แต่เป็นผู้รับมรดกตามพินัยกรรม ได้รับเป็นบ้านและที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงแต่แปลงเป็นเงินสดได้ยาก เช่น ที่ดินราคาประเมิน 200 ล้านบาทเพียงอย่างเดียว ผู้รับมรดกจะต้องมีภาระนำเงินสดจำนวน 10 ล้านบาทมาชำระภาษีภายใน 150 วันนับแต่วันที่ได้รับมรดก ไม่รวมถึงค่าธรรมเนียมการโอนร้อยละ 2 ของราคาประเมิน หรือ 4 ล้านบาท ซึ่งผู้รับมรดกอาจจะไม่ได้มีเงินสดมากพอ หรือเป็นไปได้ยากที่จะสามารถขายที่ดินดังกล่าวเพื่อแปลงเป็นเงินสดมาชำระภาษีได้ทันก่อนมีเบี้ยปรับตามเวลาที่กฎหมายกำหนด

ดังนั้น หากเจ้ามรดกไม่อยากให้ทรัพย์มรดกของตนเป็นทุกขลาภแก่บุพการี ทายาทผู้สืบสันดาน หรือผู้รับพินัยกรรม ควรวางแผนการจัดการทรัพย์สิน ดังนี้

(1) ข้อหนึ่ง

เจ้ามรดกควรพิจารณาผ่องถ่ายทรัพย์สินบางอย่างให้กับทายาท โดยอาศัยข้อกำหนดในมาตรา 48 เรื่องภาษีการรับให้ว่า “บุพการีสามารถยกหรือโอนทรัพย์สินของตนให้กับผู้สืบสันดานได้ โดยผู้สืบสันดานนั้นจะได้รับการยกเว้นภาษีการรับให้ในส่วนที่ไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อปี หากมีมูลค่าเกินกว่านั้น ผู้สืบสันดานต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ 5” เพราะฉะนั้นก่อนเสียชีวิต บุพการีที่ตั้งใจจะยกที่ดินราคาประเมิน 200 ล้านบาทให้กับทายาทคนหนึ่ง สามารถจัดสรรที่ดินออกเป็นแปลงย่อย แล้วทยอยโอนให้กับทายาทที่ตั้งใจไว้ โดยมีมูลค่ารวมไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อปี จนกว่าที่ดินผืนดังกล่าวจะเหลือมูลค่าไม่เกิน 100 ล้านบาท จึงทิ้งไว้เป็นมรดกได้ พร้อมดูแลค่าธรรมเนียมการโอนในอัตราร้อยละ 0.5 ในแต่ละครั้งให้กับทายาทด้วย

สำหรับเจ้ามรดกที่มีทรัพย์สินมากกว่า 100 ล้านบาทและต้องการมอบให้กับผู้รับมรดกตามพินัยกรรม สมควรอย่างยิ่งที่จะวางแผนผ่องถ่ายทรัพย์สินต่างๆ ให้เหลือมูลค่าเป็นมรดกน้อยกว่า 100 ล้านบาท เพื่อไม่ให้เสียภาษีมรดกร้อยละ 10 ในส่วนที่เกิน 100 ล้านบาทนั้น โดยในการโอนทรัพย์สิน เจ้ามรดกต้องพึงระวังว่า การให้โดยเสน่หากับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่บุพการี ทายาทหรือผู้สืบสันดาน จะได้รับยกเว้นภาษีการรับให้ในส่วนที่ไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อปี ถ้าเกินกว่านั้นจะเสียภาษีในอัตราร้อยละ 5 ซึ่งก็ยังน้อยกว่าอัตราภาษีมรดกในกรณีนี้อยู่ดี

(2) ข้อสอง

เจ้ามรดก ควรพิจารณาทำพินัยกรรมโดยละเอียดถี่ถ้วน หากตั้งใจมอบทรัพย์สินมูลค่ามากกว่า 100 ล้านบาทให้กับผู้รับมรดกรายใดรายหนึ่ง ควรเพิ่มมรดกในส่วนที่เป็นเงินสดอีกร้อยละ 5 – 10 ของมูลค่าทรัพย์สินดังกล่าว เพื่อเพิ่มเงินสดสภาพคล่องให้ผู้รับมรดกใช้เสียภาษีและเสียค่าธรรมเนียมดำเนินการต่าง ๆ เป็นการลดภาระของผู้รับมรดกในอนาคตได้ หรือหากเจ้ามรดกไม่ได้เตรียมเงินสดไว้ตั้งแต่แรก การทำประกันชีวิต แล้วกำหนดทุนชีวิตให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น ผู้รับมรดกที่ได้ถูกระบุชื่อเป็นผู้รับผลประโยชน์ในกรมธรรม์ จะได้รับเงินค่าสินไหมมรณกรรมโดยตรงทันทีที่เจ้ามรดกผู้เอาประกันเสียชีวิต ก็จะสามารถประหยัดเงินมรดกที่ต้องเตรียมล่วงหน้าไว้ได้

ดังจะเห็นได้ว่า เจ้ามรดกที่มีทรัพย์สินมาก อาจสร้างปัญหาให้กับผู้รับมรดกในอนาคตได้ หากไม่มีความรู้ความเข้าใจในกฎหมายภาษีมรดกและการรับให้ รวมถึงหากไม่มีการทำพินัยกรรมที่ละเอียดถี่ถ้วนรองรับไว้ด้วย

ดังนั้น เพื่อให้ผู้เป็นที่รักได้ส่งต่อทรัพย์สินตามที่ตั้งใจและมีความสงบสุขในสัมปรายภพ การวางแผนภาษีและมรดกเป็นเรื่องที่ควรพิจารณาจัดทำขึ้นร่วมกับทนายวิชาชีพหรือที่ปรึกษาการเงินที่ได้รับการรับรองคุณวุฒิจากสมาคมนักวางแผนการเงินก่อนที่จะสายเกินไป

[1] อ้างอิงความหมายตามมาตรา 1599-1600 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

เขียนโดย : ปีย์วรงค์ เชี่ยววณิชชา ที่ปรึกษาการเงิน AFPT™

“วางแผนโสดตลอดชีวิต” ปรากฏการณ์ Marriage Strike เตรียมตัวยังไง ถ้าชีวิตนี้จะไม่แต่งงาน?

หลายประเทศทั่วโลกเกิดปรากฏการณ์ “Marriage Strike” คือผู้หญิงกลุ่มที่จบปริญญาตรีขึ้นไป มีแนวโน้มจะแต่งงานช้าลง เพราะระดับการศึกษาที่สูงขึ้น ทำให้ได้รับค่าจ้างในตลาดแรงงานเพิ่มขึ้น หากต้องแต่งงานและลาคลอดลูก ก็จะมีต้นทุนค่าเสียโอกาสมากขึ้นนั่นเอง

ในประเทศไทยก็มีจำนวนผู้หญิงโสดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งไม่ใช่แค่แต่งงานช้าลงเท่านั้น แต่มีแนวโน้มว่าจะ “อยู่เป็นโสดตลอดไป” อีกด้วย เช่น ผู้หญิงไทยที่จบการศึกษาปริญญาตรีขึ้นไป มีโอกาสแต่งงานลดลง 14% เมื่อเทียบกับผู้หญิงไทยที่จบการศึกษาระดับมัธยมฯ หรือต่ำกว่า

ถ้าเราเป็นหนึ่งในนั้น ที่อยากวางแพลนโสดตลอดชีวิต ต้องเตรียมตัวยังไง?

1. วางแผนออมเงินให้เพียงพอ

ถ้าเราเลือกอยู่เป็นโสดตลอดชีวิต ก็ต้องวางแผนการเงินตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะ “ระยะเวลา” คือปัจจัยสำคัญ ถ้าเริ่มออมเงินช้า มูลค่าเงินทบต้นก็จะช้าไปด้วย ให้ลองคิดว่าถ้าเราเกษียณไปแล้ว อยากจะใช้ชีวิตสบายๆ มีเงินใช้เดือนละเท่าไหร่ ไลฟ์สไตล์เป็นยังไง ตัวอย่างการคำนวณ เช่น

วางแผนเกษียณตอนอายุ 60 ปี

หลังเกษียณต้องการใช้เงินเดือนละ 20,000 บาท (240,000 บาทต่อปี)

คาดว่าจะมีชีวิตอยู่อีก 20 ปี (จนถึงอายุ 80 ปี)

จำนวนเงินออมที่ต้องมี : 240,000 x 20 = 4.8 ล้านบาท

ถ้าคิดเป็นเลขกลมๆ ก็ราว 5 ล้านบาทนั่นเอง …นี่เป็นวิธีคำนวณแบบคร่าวๆ ยังไม่ได้คิดอัตราเงินเฟ้อ แต่ออมเงินให้เยอะไว้ก่อน เพราะเผื่อเหลือดีกว่าเผื่อขาดนะครับ

2. ทำประกันชีวิต-ประกันสุขภาพ ช่วยลดความเสี่ยง

คนโสดมักจะไม่มีลูกหลานดูแล จึงต้องวางแผนค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพให้รัดกุม ซึ่งการทำประกันชีวิตและประกันสุขภาพ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงได้ดี ลองเลือกแผนประกันที่มีวงเงินคุ้มครอง และครอบคลุมอาการเจ็บป่วยต่างๆ ได้มากที่สุด ทั้งนี้ก็อย่าลืมดูแลตัวเอง รักษาสุขภาพด้วยนะครับ

3. เตรียมสภาพจิตใจให้พร้อม

การวางแพลนโสดตลอดชีวิตจะต้องอาศัยความสตรอง! เราต้องไม่เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นที่มีครอบครัว เพราะแต่ละคนก็มีความสุข และความทุกข์แตกต่างกัน เราควรโฟกัสที่ข้อดีของตัวเอง ใช้เวลาว่างไปกับความฝันและงานอดิเรกที่ชอบ เพียงเท่านี้ก็มีความสุขได้แล้วครับ

หุ้นกู้ SCBX ของดี พื้นฐานแน่น น่าซื้อ!

ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้น ผู้ที่ฝากเงินกับธนาคารต่างก็ได้รับดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นไม่มากก็น้อยหลังจากที่เจอกับภาวะดอกเบี้ยเงินฝากต่ำมาเป็นเวลาหลายปี ปัจจุบันดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์หลายแห่งเริ่มจะอยู่ที่ระดับ 1.50% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนหน้าที่อาจจะอยู่ประมาณ 0.50% 

อย่างไรก็ตาม เงินฝากธนาคารอาจเป็นแหล่งพักเงินที่เหมาะสำหรับคนที่จำเป็นต้องใช้เงินในระยะเวลาอันใกล้ แต่สำหรับคนที่มีเงินเย็น การนำเงินทั้งหมดใส่ไว้ในบัญชีเงินฝากก็อาจเสียโอกาสไป เพราะยังมีสินทรัพย์อื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าด้วยความเสี่ยงที่เพิ่มจากเดิมไม่มากนัก หนึ่งในนั้นก็คือหุ้นกู้

หุ้นกู้ คือการลงทุนรูปแบบหนึ่งที่เสมือนว่าเราเป็นผู้ให้ยืมแก่เอกชน และได้รับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย แน่นอนว่าจากกระแสข่าวของหุ้นกู้บางบริษัทที่ผิดนัดชำระหนี้ อาจทำให้หลาย ๆ คนตั้งคำถามกับความมั่นคงของการลงทุนในสินทรัพย์กลุ่มนี้ แต่ที่จริงแล้ว ยังมีหุ้นกู้อีกมากมายที่มีเครดิตดี มีความน่าเชื่อถือ และให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับความเสี่ยง อย่างเช่นหุ้นกู้ที่เปิดตัวใหม่ในชื่อ หุ้นกู้ SCBX 

หุ้นกู้ SCBX  คือหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ ที่ออกโดย บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของธนาคารไทยพาณิชย์นั่นเอง หุ้นกู้ชุดนี้มีอายุ 4 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.10% ต่อปี กำหนดจ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน ตลอดอายุหุ้นกู้ การออกหุ้นกู้ครั้งนี้จะนำไปใช้เพื่อการลงทุนของบริษัท และ/หรือ เพื่อชำระคืนเงินกู้ และ/หรือ เพื่อการดำเนินงานทั่วไปของบริษัทภายในปี 2566

โดยความพิเศษของหุ้นกู้ชุดนี้คือ 1) มีผลตอบแทนที่สูง 2) ได้รับอันดับเครดิตหุ้นกู้ที่ AA+(tha) (ข้อมูลเรตติ้ง โดย บริษัท ฟิทซ์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ณ วันที่ 8 มิ.ย 66 ) ถือว่ามีเรตติ้งดีที่สุดในบรรดาหุ้นกู้ที่เสนอขายแก่ผู้ลงทุนทั่วไปตั้งแต่ต้นปี 2566 (ข้อมูล ณ วันที่ 22 พ.ค. 66) และ 3) ประชาชนทั่วไปสามารถซื้อได้ด้วยเงินเริ่มต้นเพียง 1,000 บาท และทวีคูณครั้งละ 1,000 บาท

นั่นหมายความว่า นี่เป็นไม่กี่ครั้งที่นักลงทุนทั่วไปสามารถลงทุนในหุ้นกู้ที่มีเรตติ้งดี ผลตอบแทนเหมาะสม ด้วยเงินเริ่มต้นที่น้อยได้ สำหรับจุดเด่นข้อแรกในเรื่องของผลตอบแทน ด้วยผลตอบแทน 3.10% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน ตลอดอายุหุ้นกู้ นักลงทุนที่ซื้อหุ้นกู้ชุดนี้จะได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝากถึง 2 เท่า ถ้านักลงทุนมีเงินเย็นอยู่ 100,000 บาท และนำไปฝากออมทรัพย์ที่ได้ดอกเบี้ยปีละ 1.50%(1) เมื่อครบ 1 ปีจะได้ดอกเบี้ยคิดเป็นเงิน 1,500 บาท แต่หากนำมาลงทุนในหุ้นกู้ SCBX จะได้ดอกเบี้ยถึง 3,100(1) บาท

(1) ก่อนหักภาษี ณ ที่จ่าย

แน่นอนว่าผลตอบแทนที่สูงขึ้นนี้ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงด้วย โดยปกติแล้วหุ้นกู้จะถือว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากกว่าเงินฝากธนาคาร เพราะเป็นการปล่อยกู้ให้กับเอกชนที่ “อาจจะ” มีโอกาสผิดนัดชำระหนี้ได้ ดังนั้น ในการเลือกหุ้นกู้สักตัว นักลงทุนจำเป็นต้องดูอันดับเรตติ้งของหุ้นกู้ชุดนั้นว่าอยู่อันดับที่เท่าไหร่ ยิ่งเรตติ้งสูง ความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้ก็ยิ่งต่ำ สำหรับหุ้นกู้SCBX ได้รับการจัดอันดับเครดิตล่าสุดโดย บริษัท ฟิทซ์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2566 ได้รับอันดับเครดิตหุ้นกู้ที่ AA+(tha) ซึ่งนับว่าสูงสุดเมื่อเทียบกับหุ้นกู้ที่เสนอขายต่อประชาชนทั่วไปชุดอื่น ๆ ที่ออกมานับตั้งแต่ต้นปี 2566 (ข้อมูล ณ วันที่ 22 พ.ค. 66) และยังอยู่ในอันดับเครดิตเดียวกับเรตติ้งของธนาคารไทยพาณิชย์ นี่คือจุดเด่นข้อที่สองของหุ้นกู้ SCBX 

นั่นไม่ได้หมายความว่าหุ้นกู้ชุดนี้ไม่มีความเสี่ยงเลย เพียงแต่ความเสี่ยงมันน้อยมาก ๆ นักลงทุนที่สนใจหุ้นกู้ชุดนี้ยังจำเป็นต้องมีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม แบ่งสันปันส่วนให้ดีระหว่างเงินฝากธนาคาร เงินลงทุนในหุ้นกู้ หรือสินทรัพย์อื่น ๆ เพราะไม่มีสินทรัพย์หรือการลงทุนใดที่ปลอดภัย 100% จนใส่เงินลงทุนทั้งหมดไว้ในนั้นได้ หากมีการกระจายความเสี่ยงที่ดีแล้ว หุ้นกู้ SCBX ก็นับเป็นอีกทางเลือกการลงทุนเพื่อช่วยเพิ่มผลตอบแทนได้ดีทีเดียว

แต่เมื่อพูดถึงการกระจายความเสี่ยง โดยเฉพาะกับการกระจายความเสี่ยงเงินลงทุนในหุ้นกู้ คนทั่วไปอาจมองว่าจะทำได้ก็ต่อเมื่อมีเงินทุนหลายแสนบาทขึ้นไปเท่านั้น เพราะสำหรับหุ้นกู้ชุดอื่น ๆ ที่เคยเสนอขายกันก่อนหน้า ส่วนใหญ่มักจะมีขั้นต่ำในการซื้อหลักแสนบาท หรืออาจจำกัดเฉพาะนักลงทุนรายใหญ่ที่มีสินทรัพย์หลายล้านบาท การลงทุนในหุ้นกู้ที่มีเรตติ้งดี ดอกเบี้ยสูง แต่ได้กระจายความเสี่ยงไปด้วย จึงเป็นทางเลือกที่ยากมากสำหรับคนที่มีเงินลงทุนไม่สูงนัก

จุดเด่นของหุ้นกู้ SCBX ข้อที่สาม จึงเป็นเรื่องของเงินลงทุนขั้นต่ำที่เริ่มต้นเพียง 1,000 บาทและทวีคูณครั้งละ 1,000 บาท นักลงทุนทั่วไปเกือบทุกคนจึงสามารถเข้าลงทุนในหุ้นกู้ชุดนี้ได้ และการจองซื้อก็สามารถทำได้ง่ายมาก เพียงแค่ลงทะเบียนเปิดบัญชีหุ้นกู้ EASY-D ผ่านแอป SCB EASY ก็มีโอกาสเข้าถึงหุ้นกู้ของ SCBX ชุดนี้และชุดอื่น ๆ ที่จะมีโอกาสออกเพิ่มในอนาคตได้อย่างง่ายดาย ดังนั้น คนที่อาจจะเพิ่งเริ่มเก็บออมเงินไม่นาน ก็สามารถจัดสรรเงินลงทุนบางส่วนมาไว้ในหุ้นกู้  SCBX ได้ เป็นการเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนที่มากกว่าเงินฝาก แต่ก็กระจายความเสี่ยงไปในตัวด้วยเช่นกัน

จากจุดเด่นทั้งสามอย่างนี้ หุ้นกู้ SCBX จึงเป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการผลตอบแทนสูงขึ้นในระดับความเสี่ยงที่ยังคงต่ำอยู่ ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 1,000 บาทเท่านั้น เรียกได้ว่านี่คือทางเลือกการลงทุนเพื่อทุกคนอย่างแท้จริง

สำหรับนักลงทุนที่สนใจ หุ้นกู้ SCBX เปิดจองซื้อในวันที่ 21 มิถุนายน 2566 ตั้งแต่เวลา 8.30 น. เป็นต้นไป จนถึงเวลา 15.30 น. ของวันที่ 29 มิถุนายน 2556 บุคคลธรรมดาจองซื้อผ่านแอปฯ SCB EASY และสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) โทร. 02-777-6784

ตัวตายแต่ “ภาษี” ไม่ตายตาม ถ้า “มรดก” คือ สิ่งที่ต้องได้ “ภาษี” ก็คือ สิ่งที่ต้องจ่าย

ปัจจุบันยังมีความเข้าใจว่าเมื่อมีทรัพย์สมบัติไม่มาก หรือมีไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษีการรับมรดก (Inheritance Tax) การส่งต่อมรดกจึงไม่จำเป็นต้องวางแผน เนื่องจากสามารถจัดการได้โดยผ่านกระบวนการของศาลตามที่กฎหมายกำหนด

ความจริงแล้วหลังจากที่เจ้ามรดกเสียชีวิต นอกจากเรื่องการแบ่งกองมรดกให้ทายาทโดยชอบธรรมตามลำดับแล้ว ยังมีเรื่องค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีก โดยเฉพาะเรื่องภาษีที่เกี่ยวข้องกับกองมรดกซึ่งในประเทศไทยได้กำหนดให้ผู้มีรายได้เกิน 60,000 บาทต่อปี จะต้องยื่นแบบภาษีบุคคลธรรมดา เรื่องด้วยเหตุนี้ภาษีต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับมรดกจึงเป็นเรื่องใกล้ตัวของเจ้ามรดกและผู้รับมรดกมาก­­­­ ดังสำนวนของ Benjamin Franklin ที่กล่าวว่า “ในโลกนี้ ไม่มีอะไรแน่นอน นอกจากความตายและการจ่ายภาษี”

ดังนั้น การเตรียมการวางแผนมรดกโดยการทำพินัยกรรมให้กับทายาท และการคำนึงถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ไว้ล่วงหน้าของเจ้ามรดกจะเป็นช่วยให้การส่งมอบทรัพย์สินให้กับทายาท ที่มีความชัดเจนและตรงตามจุดประสงค์ของเจ้ามรดกมากที่สุด และยังช่วยลดความเข้าใจผิด ความขัดแย้ง และเพิ่มความปรองดองระหว่างทายาทด้วยกันเอง

นอกจากนี้เจ้ามรดกต้องเตรียมการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกที่ไว้วางใจให้ทำหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับกองมรดกให้มีประสิทธิภาพและประหยัดเงินมากขึ้นด้วย โดยในที่นี้จะกล่าวถึงภาษีที่เกี่ยวข้องกับกองมรดก 3 หัวข้อสำคัญ ดังนี้

(1) ภาษีบุคคลธรรมดา (Personal Income Tax)

เมื่อเจ้าทรัพย์เสียชีวิตระหว่างปีภาษี ผู้จัดการมรดกจะต้องมีหน้าที่ยื่นแบบภาษีบุคคลธรรมดาในปีภาษีถัดไป และถ้าหากในปีต่อ ๆ ไป ยังไม่ได้มีการแบ่งกองมรดกให้กับทายาท ผู้จัดการมรดกจำเป็นต้องยื่นแบบภาษีบุคคลธรรมดาของกองมรดกทุก ๆ ปีจนกว่าจะมีการแบ่งกองมรดกและโอนให้ทายาท เช่น เจ้าทรัพย์ได้เสียชีวิตในเดือนมิถุนายน 2565 ผู้จัดการมรดกต้องยื่นแบบภาษีบุคคลธรรมดาของเจ้ามรดกในปี 2566 โดยคิดจากรายได้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเต็มปีในปี 2565 และหากว่าภายในปี 2566 กองมรดกยังไม่ได้มีการแบ่งให้กับทายาท ผู้จัดการมรดกยังคงต้องยื่นแบบภาษีบุคคลธรรมดาในนามกองมรดกให้กับกรมสรรพากรภายในปี 2567 และต้องยื่นต่อไปทุก ๆ ปี จนกว่าการโอนทรัพย์สินในกองมรดกให้ทายาทได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์

(2) ภาษีของทรัพย์สินในกองมรดกเอง

ภาษีที่เกิดขึ้นย่อมขึ้นอยู่กับประเภทของทรัพย์สินในกองมรดกด้วย โดยเฉพาะทรัพย์สินประเภทที่ดินและอาคารต่าง ๆ การชำระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (Land and Building Tax) ของโฉนดแต่ละฉบับนั้นก็เป็นเรื่องที่สำคัญ เนื่องจากการไม่ชำระภาษีในระยะเวลาที่กำหนด จะทำให้เกิดยอดค้างการชำระภาษี มีค่าปรับและค่าเงินเพิ่มในแต่ละเดือน หรือที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้นอาจถูกยึดได้ ทำให้กองมรดกมีมูลค่าลดลงอย่างเห็นได้ชัด และสุดท้ายทรัพย์สมบัติอาจตกเป็นของแผ่นดินได้ แทนที่ทายาทจะได้รับอย่างที่เจ้ามรดกตั้งใจมอบให้

(3) ภาษีการรับมรดก (Inheritance Tax)

ซึ่งเป็นภาระของทายาทผู้รับมรดกในกรณีที่มูลค่าทรัพย์สินที่ได้รับเกิน 100 ล้านบาท ในอัตรา 5% หรือ 10% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของทายาท โดยทายาทที่เป็นบุพการีและผู้สืบสันดานจะเสียภาษีในอัตรา 5% ส่วนทายาทที่มิใช่บุพการีและผู้สืบสันดาน จะต้องเสียภาษีในอัตรา 10% ซึ่งการรับทรัพย์สินมรดกในกรณีนี้ ผู้รับมรดกจะต้องยื่นภาษีที่ถูกต้องภายใน 150 วัน นับตั้งแต่ได้รับมรดก ถึงแม้ว่าภาษีส่วนนี้เป็นของผู้รับมรดก มิใช่เป็นของเจ้าทรัพย์ผู้เสียชีวิต แต่ถ้าผู้รับมรดกไม่สามารถชำระภาษีส่วนนี้ อาจทำให้ผู้รับมรดกมีหนี้สินจากกองมรดกและอาจได้รับโทษทั้งทางแพ่งและอาญาได้ การส่งต่อทรัพย์สินจะยังคงไม่สมบูรณ์ และหากกองมรดกยังคงมีทรัพย์สินค้างอยู่ก็ย่อมจะมีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นเหตุให้มูลค่าของทรัพย์สินในกองมรดกลดลงในอนาคตอีกด้วย

จะเห็นได้ว่ากองมรดกที่มีมูลค่าไม่ว่ามากหรือน้อยนั้นย่อมมีค่าใช้จ่ายและมีภาษีหลายประเภทที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น การวางแผนการจัดการมรดกที่ดี จึงจำเป็นต้องมีการทำพินัยกรรมที่จัดการทุกอย่างอย่างรอบคอบ เพราะนอกจากจะเป็นการส่งต่อทรัพย์สินให้กับทายาทผู้รับได้ตามที่เจ้ามรดกต้องการอย่างแท้จริงแล้ว ยังช่วยให้ผู้จัดการมรดกได้ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยลดปัญหา ลดความขัดแย้งและประหยัดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้เจ้าทรัพย์ยังเป็นบุคคลตัวอย่างในด้านวางแผนมรดกที่ดี ช่วยทำให้ทายาทมีความปรองดองกัน และเป็นแนวทางให้ทายาทสามารถส่งต่อทรัพย์สินให้กับทายาทในรุ่นต่อ ๆ ไปได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

เขียนโดย: บุณยนุช ยุทธ์ประทุม นักวางแผนการเงิน CFP®

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save