“ประหยัด” หรือ “ประโยชน์” ถ้าจ่ายแล้วไม่จด ก็ไม่รู้ว่า “ประโยชน์” หรือ “ประหยัด”

วันนี้อิป้าจะมาแนะนำหนังสือเสียหน่อย ถ้าถามว่า มีใครได้เคยอ่านหนังสือ “ไม่เป็นไรลืมเสียเถิด และ ออมไว้ไม่ขัดสน” เล่มนี้บ้าง แล้วมีใครสักคนยกมือขึ้นมาบอกว่าเคย ก็น่าจะบ่งบอกวัยที่ใกล้กัน

อิป้าเคยอ่านหนังสือเล่มนี้ครั้งแรกเมื่อครั้งเรียนชั้นประถม ในห้องสมุดของโรงเรียน มีความรู้สึกว่าอ่านสนุกแบบไม่ใช่หนังสือเรียน แล้วอิป้าก็ได้นิสัยที่เลียนแบบมาจากหนังสือที่ติดมาจนถึงเดี๋ยวนี้ คือการค่อยๆ แกะเชือกที่ผูกกล่อง ค่อยๆ รื้อปมที่ผูกถุง การตัดปมเชือกเป็นทางเลือกสุดท้ายของอิป้าเสมอ ถ้าอยากรู้ก็ต้องลองไปอ่านเองที่นี่ https://www.learnbig.net/wp-content/uploads/2017/09/Lets_Forget_It_and_Saving.pdf

ถ้าเล่าหมดก็เสียอรรถรสของหนังสือ สำหรับเด็กสมัยนี้อ่านแล้วคงรู้สึกย้อนยุค เชย ไม่เข้าใจในบริบทของเนื้อหาหรือวิธีใช้ภาษาถ้อยคำก็เป็นไปได้ อิป้าห่างไกลจากการเรียนระดับประถมของยุคสมัยนี้ไปไกลมากแล้ว เพราะลูกเรียนจบทำงานแล้ว ก็เลยไม่รู้เลยว่าเขายังมีหนังสืออ่านเพิ่มเติมกันอยู่หรือเปล่า แต่ตอนที่อิป้าเรียนประถมเท่าที่จำได้ โลกของการไปโรงเรียนมีแต่หนังสือเรียน การได้อ่านหนังสืออะไรที่ไม่ใช่หนังสือเรียนของตัวเองมันน่าตื่นเต้น สนุกสนาน น่าสนใจกว่า

ในหนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนตั้งชื่อตัวละครเพื่อสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา ฉากเนื้อหาที่นำเสนอก็เป็นไปตามเวลานั้น และย้อนเวลาไปมากกว่าที่อิป้าเป็นเด็กอีกเล็กน้อย การได้อ่านอะไรที่แตกต่างจากสภาพแวดล้อมของตัวเองจึงน่าสนุก ตื่นเต้น ว้าวมากในยามนั้น

คำว่า “ประหยัด” พจนานุกรมไทยให้ความหมายไว้ว่า “ระมัดระวัง ยับยั้ง ใช้จ่ายตามสมควรแก่ฐานะ” ส่วนคำว่า “ประโยชน์” พจนานุกรมไทยให้ความหมายไว้ว่า “สิ่งที่มีผลใช้ได้ดีสมกับที่คิดมุ่งหมายไว้ ผลที่ได้ตามต้องการ สิ่งที่เป็นผลดีหรือเป็นคุณ” จะประหยัดได้ก็ต้องคิดถึงประโยชน์ ดังนั้นคำว่า “ประหยัด” และ “ประโยชน์” จึงสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ตลอดเวลาทั้งในเรื่องส่วนตัวและการทำงาน

ลองคิดถึงตัวอย่างในชีวิตประจำวัน เมื่อตั้งใจว่าจะวางแผนออมเงิน อยากมีเงินเอาไว้ดาวน์บ้าน อยากมีบ้านเป็นของตัวเอง เราก็เขียนแผนมาเป็นอย่างดี

จะซื้อบ้านหลังแรกในราคา 3,000,000 บาท ต้องมีเงินดาวน์บ้าน 10% ต้องเตรียมเงินดาวน์ 300,000 บาท จะซื้อบ้านในอีก 3 ปีข้างหน้า

เงินดาวน์ 300,000 บาท จะออมเงินด้วยการใช้บัญชีเงินฝากประจำ 36 เดือนแบบปลอดภาษี ดอกเบี้ย ร้อยละ 1.25 ต่อปี คำนวณแบบดอกเบี้ยทบต้นมาแล้ว ต้องฝากเงินทุกเดือน เดือนละ 8,183 บาท เป็นจำนวน 36 เดือนต่อเนื่อง

ตั้งใจว่าหลังจากซื้อบ้าน จะต้องผ่อนไปอีก 30 ปี เป็นจำนวนงวด 360 งวด อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6.25 ต่อปี จะต้องจ่ายเงินผ่อนบ้านเดือนละ 16,625 บาทต่อเนื่องทุกเดือนไปเป็นเวลา 30 ปี

ถ้าทุกเดือนที่ผ่านมา ไม่เคยมีเงินเหลือออมเลย ฝันของเราจะต้องสลายใช่ไหม ก็ขอตอบเลยว่า “ไม่”

คำว่าประหยัดกับประโยชน์จะได้ใช้แน่นอนยามนี้ สิ่งที่จะต้องทบทวนตัวเองคือ เราทำบัญชีรับจ่ายหรือเปล่า จดรายได้ทุกทางที่ได้รับหรือไม่ จดรายจ่ายทุกบาททุกสตางค์ที่เราควักเงินออกไปหรือเปล่า ถ้ายังไม่เคยทำต้องลงมือทำทันที ถ้าทำอยู่แล้วเป็นปกติ เอาที่เราจดบันทึกไว้มาทบทวนเลย เรามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ค่าใช้จ่ายนั้นจำเป็นหรือเปล่า เวลาแจกแจงค่าใช้จ่าย เราจะทำเป็น 2 กลุ่ม คือ

1. ค่าใช้จ่ายคงที่

คือ ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเป็นงวดๆทุกเดือน เช่น ค่างวดรถ ค่างวดผ่อนบ้าน ค่างวดผ่อนเงินกู้ เบี้ยประกัน เงินประกันสังคม เงินสะสมสำรองเลี้ยงชีพ/กบข. ค่าส่วนกลางหมู่บ้าน/คอนโดมิเนียม

2. ค่าใช้จ่ายผันแปร

คือ ค่าใช้จ่ายที่ปรับเปลี่ยนได้ ไม่เท่ากันทุกงวด เช่น ค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าเดินทาง ฯลฯ

การที่เราแบ่งค่าใช้จ่ายออกเป็น 2 กลุ่ม ช่วยให้เรามองหาได้ง่ายว่า ค่าใช้จ่ายอะไรที่จะปรับลดลงได้ ค่าใช้จ่ายนั้นจำเป็นหรือไม่

ยกตัวอย่าง เช่น เราจดแล้วพบว่า เราไปซื้อกาแฟเย็นที่ร้านสตาร์บัคทุกวันที่เราไปทำงาน แล้วเปรียบเทียบกับการกินกาแฟรูปแบบอื่นๆ ง่าช่วยให้เราเหลือเงินเท่าไร

หรือ ลองส่องที่เราจดบันทึกไว้อีก เราไปกินบุฟเฟต์ให้รางวัลชีวิตทุกสัปดาห์ หัวละ 500 เดือนละ 4 ครั้ง 2,000 บาทแล้วนะ ลองลดเหลือเดือนละครั้งดีไหม ไม่กินมากเกินไปเอาให้คุ้มดีต่อสุขภาพด้วยนี่เป็นประโยชน์ จะมีเงินเหลือในกระเป๋าอีก 1,500 บาท

แบบนี้เรียกว่าเราเริ่มคิดเรื่องความประหยัดละ ส่องรายการซื้อเสื้อผ้า เรามีเสื้อผ้าล้นตู้ไหม มีเสื้อผ้าที่ซื้อมาแล้วไม่เคยใส่เลยหรือใส่น้อยมากหรือเปล่า เดือนที่แล้วจ่ายค่าเสื้อผ้าไปเท่าไร ไม่ซื้อได้ไหม ตัวอย่างแบบนี้เป็นค่าใช้จ่ายผันแปรที่ปรับเปลี่ยนได้

ถ้าเราไล่ดูรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เราจดบันทึกไว้จนครบถ้วนแล้ว พยายามลดค่าใช้จ่ายเต็มที่แล้วก็ยังมีเงินไม่พอจะทำอย่างไร ลองหารายได้เสริมดูไหม เสื้อผ้าที่เรามีล้นตู้ ไม่ค่อยได้ใส่ ข้าวของที่ซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเอาออกไปประกาศขายเป็นสินค้ามือสองสักหน่อยก็ได้ เรามีทักษะอะไรที่จะทำให้มีรายได้เพิ่มได้อีก ถ้าชอบทำขนมก็ลองทำขนมขายเล็กๆน้อยๆ เพิ่มพูนทักษะและประสบการณ์ ทำต่อไปอาจเป็นช่องทางธุรกิจใหม่ในอนาคตของเรา เพื่อให้มีเงินพอออมตามเป้าหมาย แต่ถ้ายังไม่ได้อีก ลองขยายระยะเวลาความฝันของเราให้ห่างออกไปอีกหน่อย เพื่อให้เรายังคงเป้าหมายและไม่เหนื่อยเกินไปจนท้อแท้ไปเสียก่อน

สำหรับคนถนัดเขียนมือ กดเครื่องคิดเลข และยังไม่เคยเริ่มต้นทำการบันทึกอะไรเลย ไม่อยากคิดอะไรซับซ้อน ก็สามารถทำบัญชีรับจ่ายง่ายๆได้ด้วยการหยิบสมุดว่างๆมา 1 เล่ม หน้ากระดาษฝั่งด้านซ้ายมือเป็นฝั่งรายได้จดบันทึกเงินที่ได้รับมาในแต่ละวัน เรียงลำดับวันที่ ส่วนหน้ากระดาษด้านขวามือเป็นฝั่งรายจ่าย จดบันทึกทุกอย่างที่จ่ายออกไปในแต่ละวัน พอสิ้นเดือนก็บวกยอดเงินฝั่งรายรับ มีเงินได้เท่าไร ฝั่งรายจ่ายจ่ายเงินออกไปทั้งเดือนเท่าไร อาจต้องใช้ความอดทนในการบันทึกข้อมูลเหล่านี้ให้สม่ำเสมอทุกวัน แต่ถ้าสามารถทำต่อเนื่องได้ก็จะมีข้อมูลให้ตรวจสอบย้อนหลังและพิจารณาที่มาของเงินและที่ไปของเงินในกระเป๋าได้ จะลดรายจ่ายเพื่อให้เหลือออมก็จะทำง่ายขึ้น

เขียนโดย: ชุติมา พงษ์เสน่ห์ ที่ปรึกษาการเงิน AFPT™

เคยมั้ย? ดึงเงินเก็บออกมาใช้ สุดท้ายเผลอใช้จนหมดกระปุก รู้จัก “What the hell Effect” อาการรู้สึกผิด จึงทำผิดมากกว่าเดิม

เคยได้ยินคำว่า What the hell? มั้ย หลายคนบอกนี่มันคำสบถของฝรั่ง ซึ่งค่อนข้างหยาบคาย แปลว่า อะไรกันเนี่ย!!

แต่พอนำ What the hell มาใช้กับเรื่องของเงินๆ ทองๆ เชื่อมั้ย มันกลับกลายเป็นอีกความหมายหนึ่ง พูดง่ายๆ คือ เป็นภาวะที่ คนเราพอเผลอใจ ทำสิ่งที่ไขว้เขวจากเป้าหมาย แบบ “รู้นะว่ามันผิด” แต่ยังปล่อยให้มันถลำลึกไปเรื่อยๆ สุดท้ายกู่ไม่กลับซะแล้ว

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่น ตั้งใจจะเก็บออม แต่จู่ๆ ก็มีของที่อยากได้ เลยแอบเอาเงินเก็บมาซื้อ แน่นอนมีครั้งแรก ก็ต้องมีครั้งที่ 2 คราวนี้ พอมารู้ตัวอีกที เงินออมก็ถูกใช้หมดซะแล้ว

พฤติกรรมแบบนี้ นักจิตวิทยาเรียกมันว่า “What the hell Effect” หรือ ปรากฎการณ์ ที่ มนุษย์ เผลอไผล ปล่อยตัวปล่อยใจ หรือ กระทำบางสิ่งให้ผิดพลาด หรือ ไขว้เขวไปจากเป้าหมาย พอรู้สึกผิดกลับชดเชยด้วย “การทำผิดมากกว่าเดิม”

สาเหตุเกิดจากอะไรนะ?

ดร.เคลลี่ แมคกอนิกัล นักจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยสแตนด์ฟอร์ด เคยเขียนอธิบายไว้ในหนังสือ ชื่อ “The Willpower Instinct” ซึ่งถูกแปลมากกว่า 10 ภาษาว่า การยอมแพ้ต่อเป้าหมายทำให้คนเรารู้สึกแย่กับตัวเอง และจูงใจให้เรากระทำบางอย่างเพื่อชดเชย แต่เชื่อมั้ย คนส่วนใหญ่กลับเลือกกระทำในสิ่งที่ผิด ให้มันถลำลึก หรือ เลวร้ายกว่าเดิมอีก

นักจิตวิทยา ชี้ว่า นั่นก็เป็นเพราะ พอคนเรารู้สึกผิดหวังในตัวเอง ก็จะตำหนิตัวเองซ้ำๆ กระทั่งเชื่อว่า ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่เหนือการควบคุม หรือ ไม่สามารถแก้ไข หรือ ทำอะไรให้ดีขึ้นมาได้ คราวนี้ เลยปล่อยตัวปล่อยใจให้ตัวเองทำสิ่งที่ผิดจากความตั้งใจเดิมต่อไป จนทุกอย่างแย่ลงไปเรื่อยๆ

แล้วรับมือยังไงดีล่ะ?

ดร.เคลลี่ มีเคล็ดลับดีๆ มาบอก นั่นคือ ถ้าเราพอเผลอทำผิดพลาดไปจากเป้าหมายแล้ว อย่างแรกเลย ต้องเลิกตำหนิตัวเอง และเปลี่ยนมาให้อภัย หรือ เห็นอกเห็นใจตัวเอง แม้ว่าการกระทำเหล่านี้ อาจดูเหมือนเปิดทางให้เราทำผิดซ้ำสอง แต่เชื่อมั้ย มีงานวิจัย เมื่อปี 2007 ชี้ชัดว่า ผู้ที่ได้รับกำลังใจ และ เห็นอกเห็นใจตัวเอง จะสามารถแก้ไขในสิ่งที่ผิดได้ดีกว่าเดิม

ถ้าดูแล้วยังยากไปอีก ดร.เคลลี่ แนะนำว่า ให้ลองสังเกตตัวเองว่าเรากำลังตำหนิตัวเองอยู่หรือเปล่า จากนั้น ลองเปลี่ยนคำตำหนิมาเป็นการยอมรับว่า “คนเราผิดพลาดกันได้” พร้อมตั้งคำถามกับตัวเองว่า ฉันแก้ไข หรือ ทำอะไรที่สิ่งที่ผิดพลาดไปแล้ว เพื่อแก้ไขให้ดีขึ้นได้บ้าง?

เชื่อเถอะคำถามเหล่านี้ จะช่วยดึงเราให้กลับมาโฟกัสที่วิธีแก้ไข

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเผลอนำเงินเก็บมาใช้ซื้อของฟุ่มเฟือย อย่างแรกให้เลิกตำหนิ หรือ โทษตัวเอง จากนั้นให้ คิดว่า คนเราทำผิดกันได้นะ แต่เราจะต้องไม่ผิดซ้ำอีก

บอกเลยวิธีนี้จะช่วยให้คุณเลิกตอกย้ำความผิดของตัวเอง ที่อาจนำไปสู่ข้อสรุปที่ผิดพลาด เช่น ไหนๆ ก็ใช้เงินเก็บไปแล้ว ก็ตัดสินใช้ให้มันให้หมดแล้วกัน ควรหันกลับมาโฟกัสเรื่องการเก็บเงินให้เข้ารูปเข้ารอยมากขึ้น

มาถึงขั้นนี้ถ้ายังมูฟออนไม่ได้อีก ก็ลองปรึกษากับผู้รู้ เพื่อหารือถึงแนวทางแก้ไขที่ถูกต้อง แต่ถ้าอายก็ลองนึกถึงสิ่งที่ตัวเราจะพูดกับเพื่อนเมื่อเขาทำบางอย่างไม่สำเร็จ และลองบอกตัวเองด้วยคำพูดเดียวกันนี้ เชื่อมั้ยนี่เป็นวิธีที่หลายคนใช้สำเร็จมาแล้ว โดยเฉพาะกับการเก็บออมเงินนะ

ไม่มีใครอยากพลาดจากเป้าหมายที่วางเอาไว้ เพียงแต่กว่าจะสำเร็จก็อาจต้องเจอกับอุปสรรค หรือ สิ่งยั่วยวนให้หลงทางไปบ้าง เพียงแค่ยอมรับผิด ให้อภัยตัวเอง และแก้ไขมันให้ถูกต้อง แค่นี้ คุณก็ก้าวสู่ความสำเร็จได้ โดยเฉพาะกับเป้าหมายการเก็บออมเงิน เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต

อ้างอิง :

– https://www.psychologytoday.com/us/blog/pressure-proof/201701/how-the-what-the-hell-effect-impacts-your-willpower

– https://www.thecut.com/2022/03/is-it-worth-trying-to-save-money-when-i-make-so-little.html

– https://moodle.liedm.net/pluginfile.php/2060/mod_resource/content/1/libro%20-%20the_willpower_instinct_how_self_control_works_why_.pdf

– https://positiveprescription.com/what-the-hell-effect/

“อย่ารีบซื้อหุ้น เพราะกลัวตกรถ” 5 เทคนิคเลือกหุ้นแบบเซียน ของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเล่นหุ้นสไตล์เน้นคุณค่า (Value Investor : VI) ต้องรู้จักการเลือกหุ้นที่มีคุณภาพ และลงทุนในระยะยาว หลายคนสนใจเดินสายนี้ แต่ยังไม่รู้ว่าต้องเลือกหุ้นเข้าพอร์ตอย่างไร aomMONEY ชวนมาศึกษาเทคนิคของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนสาย VI ที่ประสบความสำเร็จและคร่ำหวอดในวงการ

จนได้ฉายาว่าเป็น “วอร์เรน บัฟเฟตต์ เมืองไทย” ด้วย 5 ข้อต่อไปนี้!

1. กำไรเยอะ ไม่ได้แปลว่าเติบโต

หลายคนเข้าใจผิดว่า บริษัทที่มียอดขายและกำไรสูง คือบริษัทที่ “เติบโต” แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่เราต้องโฟกัสคือกำไรและยอดขายย้อนหลัง 5-10 ปีต่างหาก จึงจะสะท้อนความมั่นคงของกิจการ ซึ่งก็ต้องมีเหตุผลชัดเจนว่า ทำไมบริษัทนี้จึงเติบโต

แต่ทั้งนี้ ดร.นิเวศน์ก็ให้ความเห็นว่าตัวเลขไม่ควรเกิน 15% เพราะจะเป็นการเติบโตที่สูงผิดปกติ หรือหากมีการเติบโตแค่บางปี ไม่ต่อเนื่อง แสดงว่ากิจการของบริษัทนั้นมีความผันผวน

2. เลี่ยงซื้อหุ้นที่ธุรกิจถูก Disrupt

ข้อนี้เห็นได้ชัดจากธุรกิจทีวี ที่เมื่อ 5-10 ปีก่อนอาจเติบโตได้ดี แต่ตอนนี้กลับถูกแทรงแซงด้วยสื่ออินเทอร์เน็ต คนหันไปเสพสื่อออนไลน์มากขึ้น ทำให้ธุรกิจทีวีเริ่มล้าสมัย สร้างผลตอบแทนได้น้อยลง หรือการเติบโตอาจหยุดชะงัก จนถึงขั้นหมดอนาคตได้เลยทีเดียว อาจไม่เหมาะที่จะถือหุ้นลงทุนระยะยาว

3. อย่ารีบซื้อเพราะกลัวตกรถ

นักลงทุนหลายคนต้องเจ็บตัวหนัก เพราะความ “กลัวตกรถ” รีบซื้อหุ้นทั้งที่ราคาแพงเกินไป

บริษัทที่แข็งแกร่ง จะทำให้หุ้นมีคุณภาพโดยคิดว่าเป็นหุ้นที่ดี คุ้มค่าที่จะซื้อ แต่จริงๆ แล้วราคาหุ้นที่เหมาะสม ต้องดูที่ “ค่าอัตราส่วนราคาต่อกำไร” (P/E Ratio) โดยนำราคามาหารด้วยกำไรสุทธิต่อหุ้น (Price/Earning Per Share) จะทำให้เรารู้ว่า ถ้าซื้อหุ้นที่ราคาดังกล่าว จะคืนทุนในอีกกี่ปี (หากบริษัททำกำไรได้เท่าเดิมทุกปี) โดยค่าตัวเลขนี้ไม่ควรเกิน 30-40 เท่า ถ้ายิ่งต่ำ ก็จะยิ่งคืนทุนเร็ว แต่ทั้งนี้ก็ต้องพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ด้วยครับ

4. บริษัทที่แข็งแกร่ง จะทำให้หุ้นมีคุณภาพ

บริษัทที่มีคุณภาพ ย่อมส่งผลให้หุ้นมีคุณภาพตามไปด้วย ดังนั้นเราควรเลือกบริษัทที่แข็งแกร่ง สามารถแข่งขันได้ในตลาด และมีความได้เปรียบอย่างยั่งยืน ยิ่งถ้าบริษัทไหนมีขนาดใหญ่ มีเครือข่ายมาก หรือมีลูกค้าที่ภักดีต่อแบรนด์ (Loyalty) ก็ยิ่งเป็นหุ้นที่มีคุณภาพสูง อย่างเช่นกิจการโรงพยาบาล ที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งผู้ป่วยมักจะมารักษาที่เดิมเสมอ

5. เลือกบริษัทที่ผู้บริหารเก่ง เคยผ่านวิกฤติมาแล้ว

หุ้นตัวนั้นๆ จะยืนหยัดในวิกฤติได้หรือไม่ ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับสถานะทางการเงิน ถ้าแข็งแกร่งมากพอ ก็มีแนวโน้มว่าจะผ่านไปได้ และอาจจะกลับมาเติบโตกว่าเดิมด้วยซ้ำ ซึ่งดร.นิเวศน์มักลงทุนกับหุ้นที่กิจการโดดเด่นมาตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤติ ผู้บริหารมีฝีมือ เคยฝ่าวิกฤติมาได้หลายครั้งแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็ช่วยพิสูจน์ได้ครับว่าหุ้นนี้เหมาะที่จะถือระยะยาว

การเล่นหุ้นถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ที่นักลงทุนจะต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ เพื่อวิเคราะห์อย่างรอบด้าน ยิ่งถ้าเป็นการลงทุนระยะยาวก็ยิ่งต้องพิจารณาหลายปัจจัย ซึ่งแนวคิดของ ดร.นิเวศน์ ก็จะช่วยคัดกรองหุ้นที่เหมาะสมได้ครับ เพื่อนๆ ลองนำไปปรับใช้กับพอร์ตของตัวเองกันได้เลย

ประกันสุขภาพ “มีไว้” แต่ไม่ได้ใช้ ดีกว่าต้องใช้ “แต่ดันไม่มี!”

หลายคนคิดว่า แผนการเงินที่ประสบความสำเร็จ คือการ “ออมให้ได้เยอะๆ” และ “ลงทุนให้ได้กำไรมากที่สุด” แต่จริงๆ แล้วนั่นอาจไม่ใช่แผนการเงินที่มั่นคง เพราะยังขาดสิ่งสำคัญที่สุด นั่นคือการ “ปิดความเสี่ยง” ด้านสุขภาพ ซึ่งอาจเป็นรอยรั่วขนาดใหญ่ของการเงินในอนาคต

ทำไมต้องปิดความเสี่ยงด้านสุขภาพ?

1. ค่ารักษาพยาบาลแพงขึ้นเฉลี่ย 6-8% และในอนาคตจะแพงขึ้นอีกเท่าตัว

ประเทศไทยมีอัตราเงินเฟ้อของค่ารักษาพยาบาล เฉลี่ยราว 6-8% ซึ่งมากกว่าอัตราเงินเฟ้อของประเทศถึง 2 เท่า และมีแนวโน้มว่าอีก 12 ปีข้างหน้า ค่ารักษาพยาบาลจะแพงขึ้นอีกเท่าตัว

ลองมาดูกันว่า ปัจจุบันถ้าต้องแอดมิทโรงพยาบาล จะต้องมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่?

สมมติว่าวันหนึ่งต้องผ่าตัดไส้ติ่ง แอดมิทโรงพยาบาลเอกชน ก็จะมีค่าใช้จ่ายราว 100,000-160,000 บาทเลยทีเดียว หรือถ้ารักษาในโรงพยาบาลรัฐ ที่มีอุปกรณ์ค่อนข้างครบครัน ก็ต้องเตรียมเงินไว้ประมาณ 30,000-50,000 บาทต่อวัน …ย้ำนะครับว่าต่อวัน! ซึ่งเป็นตัวเลขค่าใช้จ่ายที่สูงมากๆ เห็นแล้วไม่อยากจะเจ็บป่วยเลยทีเดียว

2. คนไทยจะมีอายุยืนขึ้น

ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ นั่นแปลว่าคนไทยจะมีอายุขัยเฉลี่ยสูงขึ้น โดยผู้หญิงอยู่ที่ 80.4 ปี และผู้ชายอยู่ที่ 73.2 ปี ซึ่งการที่เราอายุมากขึ้น โรคภัยไข้เจ็บก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว โดยเฉพาะกลุ่มโรคยอดฮิต อย่างความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง ซึ่งเป็นอาการเรื้อรัง ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อรักษาอย่างต่อเนื่อง

ระวังหมดเงินออมทั้งชีวิต ถ้าไม่ปิดความเสี่ยง

มีตัวอย่างหลายคนที่วางแผนการเงินไว้อย่างดี มีทั้งพอร์ตหุ้นหลักล้าน ทั้งยอดเงินฝากสูงลิบในธนาคาร แต่อยู่มาวันหนึ่งก็เกิดเหตุไม่คาดฝัน ล้มป่วยด้วยโรคร้าย ทำให้แผนการเงินต้องพังทลายทันที เพราะต้องนำทรัพย์สินทั้งหมดมาจ่ายค่ารักษาพยาบาล หรือบางคนอาจจะไม่พอด้วยซ้ำ

ดังนั้น การทำประกันสุขภาพ จึงเป็นหนทางสู่แผนการเงินที่ “ดี” และ “มั่นคง” เพราะช่วยเซฟเงินออมของเรา และปิดความเสี่ยงทางการเงิน แต่หลายคนมองว่า การซื้อประกันสุขภาพ เป็นการจ่ายค่าเบี้ยทิ้งไปโดยไม่คุ้มค่า แต่จริงๆ แล้ว aomMONEY อยากให้มองว่า “ประกันสุขภาพ มีไว้แต่ไม่ได้ใช้” ยังดีกว่า “ต้องใช้…แต่ไม่มี” นะครับ

ทั้งนี้ การทำประกันสุขภาพเป็นเพียงการป้องกันเชิงรับ เราจึงต้องป้องกันเชิงรุกด้วย นั่นคือการดูแลตัวเอง รักษาสุขภาพให้แข็งแรง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อไม่ให้ร่างกายเจ็บป่วย เพียงเท่านี้ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ทำให้เรามีเงินออมเพิ่มขึ้นแล้วครับ

ไม่วางแผนส่งต่อมรดก “ตายแล้ว” เงินฉันจะไปไหน?

หากไม่มีการวางแผนจัดการมรดก เมื่อเราเสียชีวิตไป ทรัพย์สินที่มีอยู่อาจจะไม่ส่งต่อถึงทายาท ตามความประสงค์คำถามคือ แล้วทรัพย์สินเหล่านั้นหายไปไหน

“อิสระ” นักวางแผนการเงิน มาเยี่ยมลูกค้า ชื่อคุณภาษนัย นักธุรกิจ วัย 40 ปี ที่กำลังรับการรักษาเต้นผิดจังหวะ ซึ่งพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่ยังคงต้องดูอาการที่โรงพยาบาลอีกสักระยะ

ภาษนัยเล่าให้อิสระฟังข้อกังวลเกี่ยวกับการวางแผนส่งต่อมรดก เพราะตอนนี้ ยังไม่เคยมีการวางแผนใดๆ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว ประกอบกับอายุก็ยังไม่มาก จึงคิดว่ายังไม่จำเป็นที่จะต้องวางแผน

แต่เมื่อเข้ารับการักษาโรคหัวใจทำให้ รู้ว่าความตายเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาและไม่ควรประมาทกับการใช้ชีวิต จึงต้องการวางแผนการส่งต่อมรดกให้เรียบร้อย จะได้ไม่มีความกังวล หากตัวเองต้องจากไปในวันใดวันหนึ่ง

ในเรื่องของการวางแผนส่งต่อมรดกเป็นประเด็นที่น่าสนใจ โดยอิสระได้แนะนำว่าหากโชคร้ายเสียชีวิตกระทันหันในขณะที่ยังไม่มีการวางแผนการส่งต่อมรดก สินทรัพย์ของภาษนัยจะถูกส่งต่อไปไหนบ้าง

ภาษนัยแต่งงานอยู่กินกับภรรยาวัยห่างกันเกือบ 10 ปี มีบุตรชาย 1 คนอายุ 4 ขวบ ส่วน คุณพ่อยังมีชีวิตขณะที่คุณแม่เสียชีวิตแล้ว โดยคุณพ่อกับคุณแม่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน และมีพี่ชาย น้องชาย ร่วมบิดามารดา รวม 2 คน

หากไม่ได้มีการวางแผนการส่งต่อมรดกด้วยพินัยกรรม ทรัพย์มรดกทั้งหมดจะตกเป็นของทายาทโดยธรรม ตามหลักการนี้

ทายาทโดยธรรมมี 2 ประเภท คือ ประเภทคู่สมรส และประเภทญาติ 6 ลำดับ จะแบ่งมรดกไปยังทายาทโดยธรรมก็ต่อเมื่อ ผู้ตายตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้หรือทำไว้แต่พินัยกรรมนั้นไร้ผล ซึ่งการแบ่งทรัพย์มรดกกองนี้ระหว่างทายาทโดยธรรมประเภทญาตินั้นต้องแบ่งตามลำดับชั้น ดังต่อไปนี้

1. ผู้สืบสันดาน คือ ลูก (บุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย, บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้ว และบุตรบุญธรรม) หลาน เหลน ลื้อ ไปจนสุดสาย
2. บิดามารดา ในกรณีของบิดา เฉพาะบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้นที่มีสิทธิรับมรดก
3. พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
4. พี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน
5. ปู่ ย่า ตา ยาย
6. ลุง ป้า น้า อา

สำหรับคู่สมรสของเจ้ามรดกที่ถือเป็นทายาทโดยธรรม จะต้องเป็นคู่สมรสที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายกับเจ้ามรดก และก็จะได้รับมรดกตามสัดส่วน ซึ่งทายาทโดยธรรมประเภทญาติทั้ง 6 ลำดับข้างต้นนั้นไม่ได้มีสิทธิรับมรดกด้วยกันหมดทุกคน แต่หากทายาทลำดับต้นยังมีชีวิตอยู่ ก็เฉพาะแต่ทายาทลำดับดังกล่าวเท่านั้นที่มีสิทธิรับมรดก ซึ่งทายาทลำดับต้นได้แก่ ผู้สืบสันดาน บิดา มารดา เท่านั้น หากมี 2 ลำดับนี้ลำดับใดลำดับหนึ่งแล้ว ลำดับ 3 ถึง 6 ก็จะไม่มีสิทธิ์ในการรับมรดก

สัดส่วนการแบ่งมรดกให้คู่สมรสและทายาท

1. ผู้สืบสันดาน แบ่งเท่ากันกับ คู่สมรส
2. บิดา มารดา คู่สมรสได้รับ 1:2 หรือ ผู้สิบสันดาน/บิดา มารดา แบ่งเท่ากันกับ คู่สมรส
3. พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน คู่สมรสได้รับ 1:2
4. พี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน คู่สมรสได้รับ 2:3
5. ปู่ ยา ตา ยาย คู่สมรสได้รับ 2:3
6. ลุง ป้า น้า อา คู่สมรสได้รับ 2:3

หากไม่มีทายาทโดยธรรมทั้งญาติและคู่สมรส และไม่มีการทำพินัยกรรมไว้มรดกจะตกเป็นของแผ่นดิน

กรณีของภาษนัยทรัพย์สินมรดกจะตกเป็นของบุตรชายแต่เพียงผู้เดียว เนื่องจาก ภรรยาไม่ได้จดทะเบียนสมรส และคุณพ่อไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับคุณแม่ จึงไม่ถือว่าคุณพ่อเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงภาษนัยมีความต้องการจะส่งมอบทรัพย์สินให้กับครอบครัวทุกคน โดยมีรายละเอียดดังนี้

– บ้านที่อยู่อาศัยปัจจุบันและเงินสด 5 ล้านบาท มอบให้ภรรยา
– ที่ดิน 3 แปลง และเงินสด 10 ล้านบาทในบัญชีธนาคาร มอบให้บุตรชาย
– เงินสด 5 ล้านบาท ให้กับบิดา
– กิจการที่ดำเนินการอยู่ต้องการส่งมอบให้กับน้องชาย

อิสระ จึงแนะนำภาษนัยว่าการจัดทำพินัยกรรมเพื่อวางแผนส่งต่อมรดกโดยการเขียนพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ ซึ่งเป็นพินัยกรรมที่สามารถจัดทำได้สะดวกที่สุด โดยมีข้อกำหนด ดังนี้

– ต้องเขียนด้วยลายมือของตนเองทั้งฉบับ ใช้พิมพ์ไม่ได้
– จะมีพยานหรือไม่มีก็ได้
– ต้องลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำ
– ต้องลงลายมือชื่อ จะใช้ลายพิมพ์นิ้วมือหรือเครื่องหมายอื่นไม่ได้

เขียนโดย: วิไล รักต้นตระกูล นักวางแผนการเงิน CFP®

ฝีเท้า, พรสวรรค์หรือการตลาด? เมื่อนักเตะราคาแพงขึ้น ซื้อมาอาจไม่คุ้ม สโมสรฟุตบอลประเมินราคานักเตะยังไง?

สำหรับแฟนฟุตบอลจะทราบกันดีว่าหลังจากฤดุกาลแข่งขันปดติจบลงไปแล้ว เราก็จะเข้าสู่ช่วงพักฤดูกาล เวลานี้ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลายอย่าง​ โดยเฉพาะเรื่องการย้ายทีมของนักเตะต่าง ๆ ซึ่งแต่ละทีมก็เข้าสู่ช่วงเสริมทัพให้แข็งแกร่งขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันในฤดูกาลหน้า

โลกลูกหนังในปัจจุบันมีการแข่งขันกันสูง สโมสรฟุตบอลน้อยใหญ่ต่างต้องการเพิ่มประสิทธิภาพทีมเพื่อชัยชนะ ทั้งการพัฒนาวิทยาศาสตร์การกีฬาและศูนย์ฝึกนักเตะเยาวชนเก่ง ๆ ป้อนทีมชุดใหญ่ เพื่อให้สามารถฟาดฟันกับทีมอื่นได้ แต่วิธีที่กล่าวมาอาจใช้เวลายาวนานเกินไป บางสโมสรก็อาจเลือกใช้วิธีทุ่มซื้อนักเตะด้วยราคามหาศาลทั้งที่นักเตะบางคน ถูกมองว่าราคาไม่น่าสูงขนาดนั้น

วันนี้ aomMONEY จะพาเพื่อน ๆ มาดูเหตุผล ที่สโมสรใช้ประเมินมูลค่านักเตะและเหตุผลที่ว่า ทำไมนักเตะปัจจุบันถึงมีค่าตัวสูงนัก

โดยปัจจัยหลัก ๆ ที่ใช้พิจารณามีดังนี้

ความสามารถ

สินค้าดีมีคุณภาพ ราคาก็สูง เช่นเดียวกับนักฟุตบอล โดยเรื่องแรกที่สโมสรพิจารณาคือทักษะความสามารถ ถ้าฝีเท้าดี ราคาก็สูงตามไปด้วย การพิจารณาทักษะจะดูจากตำแหน่งที่พวกเขาเล่นด้วย เช่น

– กองหน้า ก็ต้องมีความเร็ว เทคนิคการยิงประตูที่ดี ร่างกายแข็งแกร่ง หาพื้นที่ได้ดี

– กองกลาง จะดูเรื่องการครองบอล การส่งบอล การตัดเกม

– กองหลัง จะดูเรื่องการป้องกัน การแย่งบอล การเข้าปะทะ เล่นลูกกลางอากาศ เป็นต้น

อายุ

อีกเรื่องที่สำคัญในการพิจารณาค่าตัวนักเตะคืออายุ อายุน้อยมูลค่าของนักเตะก็ยิ่งสูงไปด้วย เพราะสามารถช่วยทีมได้ในระยะยาว มีพละกำลัง ความคล่องแคล่วว่องไวสูง พัฒนาได้มากกว่า รวมทั้งโอนย้ายทีมได้ในราคาสูง ดังนั้น สโมสรต่าง ๆ จึงมองหาดาวรุ่งและลงทุนกับนักเตะอายุน้อยเสมอ

บางสโมสรก็มีจุดเด่นเรื่องนี้โดยมีนโยบายคว้านักเตะดาวรุ่งมาปั้นให้โด่งดังเพื่อขายต่อจนเป็นเอกลักษณ์เช่น Benfica, Sporting Lisbon ของโปรตุเกสหรือ Borussia Dortmund ของเยอรมัน ที่มีชื่อเสียงในการปั้นนักเตะขายทำกำไร

ประสบการณ์

นักเตะในตำแหน่งเดียวกัน ทักษะใกล้เคียงกันแต่มีประสบการณ์ต่างกันก็จะมีราคาแตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น Jamie Vardy ของ Leister City เป็นนักเตะนอกลีกจนกระทั่งอายุ 24 ปี แม้จะเก่งเพียงใดก็มีค่าตัวน้อยกว่า Michel Owen ที่ผ่านการเล่นในพรีเมียร์ลีกมากกว่า 300 เกม ให้ Liverpool ในอายุที่เท่ากัน

หรือดาวซัลโวจากเมเจอร์ลีกสหรัฐอเมริกาปี 2021/22 อย่าง Hany Mukhtar ที่ยิงไป 23 ประตู ให้ทีม Nashville SC ก็อาจมีมูลค่าน้อยกว่า Anthony Elanga จาก Manchester United ที่ยิงเพียง 2 ประตูในฤดูกาลเดียวกัน พูดง่าย ๆ คือ อยู่ในลีกใหญ่กว่าก็มีโอกาสที่จะมีมูลค่าสูงกว่าด้วย

ระยะเวลาของสัญญา

นักเตะจะมีสัญญาอยู่กับสโมสรมากน้อยแตกต่างกัน ถ้านักเตะเหลือเวลากับสโมสรเยอะ มูลค่าก็จะเยอะตามไปด้วย เพราะสโมสรเจ้าของนักเตะ สามารถตั้งราคาหรือปฏิเสธข้อเสนอได้ แต่หากนักเตะเหลือสัญญาน้อย มูลค่านักเตะก็น้อยลงด้วย เพราะระยะเวลาการต่อรองจะกดดันให้สโมสรต้องขายนักเตะออกก่อนหมดสัญญา

ตัวอย่างเช่น ในปี 2020 สโมสร Rennes ในฝรั่งเศสเหลือสัญญา Eduardo Camavinga อยู่ 2 ปี จึงตั้งราคานักเตะไว้ที่ 100 ล้านยูโร (ประมาณ 3,700 ล้านบาท) แต่ไม่มีสโมสรไหนบรรลุข้อตกลง ต่อมาปี 2022 Real Madrid ได้นักเตะคนนี้ในราคา 40 ล้านยูโร (ประมาณ 1,500 ล้านบาท) เท่านั้น เพราะสัญญาเหลือ 1 ปี ซึ่งหากสัญญาเหลือนักเตะเพียง 6 เดือน นักเตะก็จะสามารถเจรจาสโมสรอื่นได้ทันทีจาก ‘กฎบอสแมน’ (Bosman) เป็นต้น

Marketability

Marketability หรือความสามารถทางการตลาดที่นักเตะก็เป็นปัจจัยสำคัญ เพราะบางครั้งการย้ายทีมของนักเตะก็เป็นเรื่องของธุรกิจด้วย โดยผู้เล่นที่มีชื่อเสียง ฐานแฟนคลับจากที่ต่าง ๆ หรือมีคนติดตามเยอะก็จะมีมูลค่าสูง เพราะนักเตะเหล่านี้จะสร้างรายได้ให้สโมสรเช่น การขายเสื้อ ขายของที่ระลึก เตะกระชับมิตร ฯลฯ

ตัวอย่างเช่น การย้ายทีมของ Cristiano Ronaldo มีมูลค่า 100 ล้านยูโร (ประมาณ 3,700 ล้านบาท) แม้จะอายุ 33 ปี แล้วตอนย้ายจาก Real Madrid ไป Juventus ซึ่งนอกจากการหวังผลงานของนักเตะแล้ว Ronaldo ก็สร้างรายได้ในแง่ของการตลาดด้วย เช่น เสื้อที่สกรีนชื่อ Ronaldo ขายได้มากกว่า 520,000 ตัว สร้างรายได้ 60 ล้านยูโร (ประมาณ 2,200 ล้านบาท) ภายใน 24 ชั่วโมง รวมถึงสโมสรมีผู้ติดตามช่องทางโซเชียลมีเดียทั้งหมดเพิ่มขึ้นมากกว่า 6 ล้านคนด้วย

เงินเฟ้อ

เงินเฟ้อในตลาดนักเตะก็คล้ายเงินเฟ้อในโลกปกติ เพราะนักเตะมีราคาสูงขึ้นก็ทำให้ต้นทุนของแต่ละทีมสูงขึ้น จึงต้องเพิ่มราคาเมื่อขายนักเตะ จะเห็นได้ว่า ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา ราคานักเตะนั้นพุ่งทะยานไปสูงมาก โดยข้อมูลจาก CIES Football Observatory หน่วยงานวิเคราะห์สถิติชื่อดังแห่งวงการฟุตบอล ชี้ว่าในปี 2019 มีการจ่ายเงินซื้อนักเตะของ 5 ลีกชั้นนำของยุโรป ได้แก่ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ, บุนเดสลีกา เยอรมัน, ลา ลีกา สเปน, กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี รวมทั้ง ลีกเอิง ฝรั่งเศส มากถึง 6,622 ล้านยูโร (ประมาณ 245,000 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากปี 2010 ถึง 4 เท่า (1,542 ล้านยูโรหรือประมาณ 57,100 ล้านบาท)

1. Neymar ย้ายจาก Barcelona ไป PSG (2017) มูลค่า 222 ล้านยูโร (ประมาณ 8,300 ล้านบาท)

2. Kylian Mbappe ย้ายจาก Monaco ไป PSG (2017) มูลค่า 145 ล้านยูโร (ประมาณ 5,400 ล้านบาท) และหากทำผลงานตามเงื่อนไขได้เพิ่มอีก 35 ล้านยูโร (ประมาณ 1,300 ล้านบาท)

3. Joao Felix ย้ายจาก Benfica ไป Atletico Madrid (2019) มูลค่า 126 ล้านยูโร (ประมาณ 4,700 ล้านบาท)

4. Enzo Fernandez ย้ายจาก Benfica ไป Chelsea (2023) มูลค่า 121 ล้านยูโร (ประมาณ 4,500 ล้านบาท)

5. Philippe Coutinho ย้ายจาก Liverpool ไป Barcelona (2018) และ Antoine Griezmann ย้ายจาก Atletico Madrid ไป Barcelona (2019) ด้วยมูลค่า 120 ล้านยูโร (ประมาณ 4,400 ล้านบาท)

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อราคานักเตะเช่น

– ความต้องการของตลาดในตำแหน่งนั้น ๆ ก็เพิ่มมูลค่าให้นักเตะในตำแหน่งที่ตลาดต้องการ

– ทักษะการต่อรองของสโมสร

ตัวอย่างเช่น Chelsea ในการบริการทีมของ Todd Boehly ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไร้ประสบการณ์โดยซื้อนักเตะราคาสูงกว่าตลาด และใช้จ่ายไปมากกว่า 690 ล้านยูโร (ประมาณ 25,000 ล้านบาท) แต่ไม่สามารถสร้างผลงานที่ดีให้สโมสรได้

ทำไมสโมสรถึงกล้าลงทุนกับนักเตะราคาสูง

ราคานักเตะดาวดังที่สูงมากในตอนนี้ ทำให้เกิดคำถามว่า คุ้มค่าแค่ไหนที่สโมสรต้องทุ่มเงินเพื่อคว้านักเตะเหล่านี้มา คำตอบมีทั้งเรื่องของผลประโยชน์ในรูปของรางวัลและตัวเงิน โดยบริษัทวิจัยด้านการตลาด IMARC Group ประเมินว่า ธุรกิจเกี่ยวกับกีฬาฟุตบอลในปี 2023 มีมูลค่ากว่า 32,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท) ซึ่งการมีสตาร์ดังระดับโลกอยู่ในทีม ก็ช่วยให้สโมสรเกิดรายได้มากมาย ทั้งการในรูปแบบของการตลาด ขายสินค้า ค่าตั๋วเข้าชม ของที่ระลึก การโชว์ตัว ถูกเชิญไปเตะกระชับมิตร หรือดึงดูดผู้สนับสนุนที่ต้องการโปรโมตสินค้ากับสโมสร

อีกทั้งผลตอบแทนจากการแข่งขัน ทั้งในลีก บอลถ้วยเล็กใหญ่ทั้งในประเทศ ระดับภูมิภาคและระดับทวีป ก็มีรางวัลมหาศาล เช่น Real Madrid ที่ได้แชมป์ UEFA Champion League 2021/22 ได้เงินรางวัลรวมกว่า 83.2 ล้านยูโร (ประมาณ 3,100 ล้านบาท) นอกจากนี้ยังมีค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดจ่ายเพิ่มเติมให้อีก โดยลีกที่ได้รับความนิยมสูงสุดอย่างพรีเมียร์ลีกอังกฤษก็ให้ค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดมากกว่า 100 ล้านยูโรต่อทีมในแต่ละปี ซึ่งสโมสรก็นำเงินส่วนนี้ไปพัฒนาทีมและคว้าตัวนักเตะดังมาเพื่อทำให้ทีมสามารถแข่งขันและอยู่ในลีกสูงสุดต่อไปได้

ชื่อเสียงเกียรติยศก็เป็นอีกอย่างที่เป็นที่ต้องการ เพราะบางสโมสรที่มีเจ้าของทีมร่ำรวย เช่น Paris Saint-Germain, Manchester City หรือ Chelsea ในยุค Roman Abramovich ก็ลงทุนเสริมทีมด้วย Passion ส่วนตัว มากกว่าแสวงหากำไรในรูปแบบของรายได้

ทั้งหมดเป็นเหตุผลที่สโมสรฟุตบอลใช้พิจารณาคว้าตัวนักเตะ ทั้งฝีเท้าดี พรสวรรค์สูง และกลุ่มที่ส่งผลต่อการตลาดและสร้างมูลค่าให้สโมสร แต่การซื้อตัวนักเตะก็เหมือนลงทุนในสินทรัพย์อื่น ๆ เพราะความเสี่ยงสูงมากเช่นกัน นักเตะบางคนเก่งกับทีมหนึ่งก็ไม่ได้แปลว่าย้ายแล้วจะยังทำผลงานได้ดี ที่เข้ากับระบบทีมใหม่ไม่ได้ก็มี ปรับตัวไม่ได้ก็เยอะ แถมขายต่อขาดทุนก็มีให้เห็นอยู่ตลอด

แล้วเพื่อน ๆ มีดีลซื้อขายนักเตะไหนยอดเยี่ยม ดีลไหนล้มเหลว ค้างในใจอยากเล่าให้ฟังก็คอมเมนต์ไว้ หรือใครเชียร์ทีมไหน อยากชื่นชม อยากระบาย อยากได้นักเตะคนไหน จากทีมอะไร ก็มาพูดคุยกัน ส่วน aomMONEY ขอไปเชียร์ทีมโปรด หลังจากพลาดการซื้อ Jude Bellingham แต่โชคดีที่ปิดดีล Alexis Mac Allister มาเสริมแดนกลางซีซันหน้าได้แล้ว

อ้างอิง : 

https://theathletic.com/3085749/2022/01/27/premier-league-how-do-you-value-a-player/

https://footballhandbook.com/why-football-transfers-are-so-expensive/

https://interestingfootball.com/how-is-a-footballers-market-value-calculated/

https://youtu.be/XXbT6UKrKGk

https://www.cnbc.com/2018/07/18/juventus-sold-over-60-million-of-ronaldo-jerseys-in-just-one-day.html

https://www.goal.com/en-gb/news/100-most-expensive-football-transfers-all-time/

https://football-observatory.com/IMG/sites/mr/mr47/en/

“รินกำไรใส่ถังล่าง” สูตรบริหารจัดการเงิน เมื่อวันเกษียณมาถึง

สมสมร คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว สาวใหญ่วัย 53 ปี ผู้ซึ่งเป็นมนุษย์เงินเดือนมาตลอด 30 ปี ตั้งแต่เรียนจบ สมสมร ก็ได้เข้าทำงานในองค์กรใหญ่ และก้าวหน้าในอาชีพการงาน เป็นเสาหลักของครอบครัว เป็นคนมีระเบียบวินัยในการใช้เงิน มีเงินเก็บเงินออมไว้ให้ตัวเอง สำหรับปั้นปลายชีวิตอยู่หนึ่งก้อนใหญ่

แต่ยิ่งใกล้วันที่จะต้องเกษียณอายุเข้ามาจริงๆ สมสมรก็มีความกังวลใจว่า เงินก้อนที่สะสมมานั้นจะเพียงพอใช้จ่ายไปจนถึงบั้นปลายชีวิตจริงๆ ไหมเพราะค่าครองชีพก็สูงมากขึ้นทุกวันๆ ข้าวของแพงขึ้นในทุกๆ ปี

เพื่อคลายความกังวลใจ สมสมร จึงศึกษาหาความรู้ในเรื่องการบริหารการจัดการเงินเพื่อการเกษียณ และได้พบกับ “อิสระ” นักวางแผนการเงิน ผู้มีสโลแกนประจำตัวว่าเป็น “นักสร้างอิสรภาพทางการเงินมืออาชีพ” ที่บูธของสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ในงาน SET IN THE CITY เธอจึงนัดเพื่อขอรับคำปรึกษาในทันที

ข้อมูลทางการเงินเบื้องต้นของสมสมร

ปัจจุบัน สมสมร มีเงินก้อนเตรียมไว้ 15 ล้านสำหรับเกษียณ มีแผนจะเกษียณเมื่ออายุ 55 ปี ไม่มีหนี้สิน ไม่มี ภาระใดๆ มีลูกชาย 1 คน ซึ่งจะเรียนจบปริญญาตรีในปีที่สมสมร เกษียณอายุพอดี สมสมรมีแผนการใช้จ่ายเมื่อเกษียณอายุ ดังนี้

1. กินอยู่ใช้จ่ายเดือนละ 30,000 บาท ไปจนถึงอายุ 99 ปี

2. ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล

สมสมร กลัวค่าใช้จ่ายในเรื่องค่ารักษาพยาบาลที่แพงหูฉี่ จากประสบการณ์ที่เห็นค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล ของเพื่อนๆ รุ่นราวคราวเดียวกันที่เวียนเข้าโรงพยาบาล ตกครั้งละเป็นหลักแสนเลยทีเดียว จึงได้เตรียมทำประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายไว้เพื่อใช้ในยามเกษียณ ประกันเล่มนี้ต้องชำระเบี้ยประกันทั้งสิ้นประมาณ 2 ล้านบาท ซึ่งเธอได้เตรียมเงินอีกก้อนไว้เรียบร้อยแล้ว

ซึ่งจากข้อมูลที่ได้มา อิสระคำนวณเงินที่ต้องการใช้หลังเกษียณ ออกมาได้เป็นจำนวนเงินที่ต้องเตรียม คือ 13,757,893 บาท โดยตั้งสมมุติฐานการลงทุนหลังเกษียณที่ผลตอบแทน 4% ต่อปี เงินเฟ้อ 3% ต่อปี และเบิกใช้เดือนละ 30,000 บาท เป็นเวลา 44 ปี จนถึงอายุ 99 ปี

ดังนั้น จากการคำนวณเบื้องต้นสินทรัพย์ของสมสมร 15 ล้านนั้น ก็มีเพียงพอในการดำรงชีวิตหลังเกษียณด้วยการทำเงินไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนปีละ 4 % แต่สมสมรเองนั้น ก็ไม่มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนเลย ที่เคยลงทุนก็คือการซื้อกองทุนไว้เพื่อลดหย่อนภาษีเท่านั้น ดังนั้น เธอจึงมีความกังวลในเรื่องของการที่จะจัดสรรเงินลงทุน เพราะเงินก้อนนี้เป็นเงินก้อนสุดท้ายที่สำคัญในชีวิต ซึ่งเธอไม่สามารถรับภาวะขาดทุนหนักๆ จากการลงทุนได้

อิสระเข้าใจจึงและได้อธิบายหลักการวางแผนการลงทุน และการบริหารเงินหลังเกษียณเพื่อลดความเสี่ยงของการขาดทุนจากการลงทุน เพื่อคลายความกังวลของสมสมร

แนะนำให้แบ่งเงินก้อนใหญ่ออกมาเป็น 3 ส่วน หรือ กลยุทธ์ที่เรียกว่า 3 Buckets ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่นิยมในการบริหารเงินวัยเกษียณดังนี้

Bucket 1 เงินที่เป็นสภาพคล่องกินอยู่ใช้จ่ายประมาณ 1-2 ปี

สัดส่วนการลงทุน : 10%
ผลตอบแทนการลงทุนโดยประมาณต่อปี : 0.25%
ลงทุนในสินทรัพย์ : เงินฝาก, กองทุนตลาดเงิน

Bucket 2 สร้างกระแสเงินสดด้วยความปลอดภัย

สัดส่วนการลงทุน: 70%
ผลตอบแทนการลงทุนโดยประมาณต่อปี : 3%
ลงทุนในสินทรัพย์ : พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ (investment grade), กองทุนตราสารหนี้

Bucket 3 คาดหวังผลกำไรสูงด้วยการลงทุนระยะยาว

สัดส่วนการลงทุน : 20%
ผลตอบแทนการลงทุนโดยประมาณต่อปี : 8%
ลงทุนในสินทรัพย์ : หุ้น กองทุนรวมหุ้น สินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ

ซึ่งการลงทุนด้วยกลยุทธ์ 3 Buckets นี้มีหลักการสำคัญคือการ “รินกำไรใส่ถังล่าง” เมื่อ Bucketที่ 2 มีกระแสเงินสด ก็ให้นำมาใส่ Bucket ที่ 1 และเมื่อ Bucketที่ 3 มีกำไรจากการลงทุน ก็ให้ขายกำไรออกเพื่อมาใส่ใน Bucket ที่ 2 เพื่อเก็บกำไรไว้สม่ำเสมอโดยตั้งเป้าหมายเมื่อ Bucketที่ 3 มีกำไรในระดับ 20% ก็จะขายส่วนกำไรมาเข้าใน Bucket ที่ 2 และจะย้ายเงินจาก Bucketที่ 2 มาอยู่ Bucket ที่ 1 ทุกต้นปีตามจำนวนของค่าใช้จ่ายในปีนั้นๆ

กลยุทธ์ 3 Buckets นี้มีข้อดีคือ ความอุ่นใจ ว่าจะไม่ขาดทุนหนัก เนื่องจากเงินส่วนใหญ่ประมาณ 80% จะอยู่ในสินทรัพย์ปลอดภัย และ แบ่งเงินส่วนน้อย ประมาณ 20% ลงทุนในพอร์ตเสี่ยงสูงเพื่อสร้างผลตอบแทนให้เงินเติบโตเพียงพอใช้จ่าย และรักษาเงินต้นไม่ให้หายไปในวันที่ตลาดหุ้นตกหนักๆ เพราะเป็นกลยุทธ์กการลงทุนแบบระยะยาว ที่สามารถมีเวลารอจนตลาดฟื้นตัวขึ้นมาได้ในที่สุด

เขียนโดย: วิไล รักต้นตระกูล ที่ปรึกษาการเงิน AFPT™

จาก “เงินร้อย” สู่ “เงินล้าน” รู้จักพลังดอกเบี้ยทบต้น สิ่งมหัศจรรย์ปั้นเงินออม

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนที่เริ่มต้นออมเงินย่อมมองหาตัวช่วย ที่จะทำให้เงินต้นของเรางอกเงยอย่างน่าพอใจ วันนี้ aomMONEY เลยขอแนะนำให้รู้จักกับพลังของดอกเบี้ยทบต้นผ่านการลงทุน สิ่งมหัศจรรย์ที่จะพลิกเงินออมของเราเป็นเงินถุงเงินถัง!

ดอกเบี้ยทบต้น คือ การเอากำไรหรือดอกเบี้ยที่เราได้รับจากการลงทุน นำกลับไปลงทุนรวมกับทุนเดิม ทำให้เงินลงทุนเรายิ่งเพิ่มสูงขึ้น กำไรในการลงทุนครั้งต่อๆ ไปก็เลยมากขึ้นตามนั่นเอง

โดยปัจจัยสำคัญประกอบด้วย
1) ระยะเวลาการลงทุน
2) จำนวนเงิน
3) ผลตอบแทนจากการลงทุน

3 ปัจจัยนี้ ยิ่งมีมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เพราะจะช่วยทวีคูณเงินทั้งหมดได้อย่างมหาศาล แต่เชื่อหรือไม่ว่าจาก 3 ปัจจัยนี้ ปัจจัยที่ส่งผลสุดๆ คือ “ระยะเวลาการลงทุน” โดยขอยกตัวอย่างง่ายๆ ดังนี้ครับ

สมมติ นาย A มีเงินลงทุนเดือนละ 3,000 บาท ลงทุนได้ผลตอบแทน 5% ต่อปี เป็นระยะเวลา 20 ปี ถ้าเราลองคำนวณตามหลักการแบบดอกเบี้ยทบต้น จะมีเงินทั้งหมด 1.23 ล้านบาท

แล้วถ้านาย A อยากได้เงินมากกว่านี้ เพื่อนๆ คิดว่าวิธีไหนน่าจะทำให้นาย A ได้เงินมากกว่านี้ครับ?

1) เพิ่มเงินต้น 2 เท่า = เดือนละ 6,000 บาท
2) เพิ่มผลตอบแทนการลงทุนเป็น 2 เท่า = 10% ต่อปี
3) เพิ่มระยะเวลาการลงทุนเป็น 2 เท่า = 40 ปี

aomMONEY จะเฉลยให้ครับ

➢ วิธีที่ 1= 2.46 ล้านบาท
➢ วิธีที่ 2 = 2.27 ล้านบาท
➢ วิธีที่ 3 = 4.57 ล้านบาท >> มากที่สุด

จากตัวอย่าง!

เห็นแล้วใช่ไหมครับว่า ยิ่งมีระยะเวลาลงทุนนานเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เราได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยทบต้นมากเท่านั้น ลองจินตนาการดูว่า ถ้าเริ่มออมให้ไว มีเวลาให้เงินได้ทำงานอย่างเต็มที่ พลังดอกเบี้ยทบต้น จะทำเงินให้เรามหาศาลขนาดไหน

ทั้งนี้ ตัวอย่างด้านบนเป็นการคำนวณเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน การลงทุนจริงอาจจะมีบางปีที่ขาดทุนหรือได้ผลตอบแทนมากหรือน้อยกว่าเป้าหมาย ดังนั้นควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดก่อนลงทุนเสมอครับ

ขอขอบคุณเครื่องคิดเลขคำนวณดอกเบี้ยทบต้น จาก ลงทุนศาสตร์ – Investerest aomMONEY Guru https://bit.ly/3iiUwzK

-บทความนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์ชี้นำการลงทุน
-การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาก่อนตัดสินใจ
-ตัวเลขผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น

“พันธบัตร” ไม่กลัว “เงินเฟ้อ” “Inflation Linked Bond” ให้ดอกเบี้ยผันตาม “Inflation”

หากตั้งคำถามว่า “ปัจจัยสำคัญที่อาจจะทำให้การลงทุนไม่ประสบความสำเร็จมีอะไรบ้าง” คำตอบที่ได้รับน่าจะต้องมี “อัตราเงินเฟ้อ” ด้วยอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินประเภทหนึ่ง เรียกว่า พันธบัตรรัฐบาลประเภทอัตราดอกเบี้ยแปรผันตามการเปลี่ยนแปลงของเงินเฟ้อ (Inflation Linked Bond : ILB) ซึ่งให้ผลตอบแทนตามอัตราเงินเฟ้อที่เปลี่ยนไป หมายความว่าจะช่วยให้แผนทางการเงินมีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้น

ก่อนอื่นมาทำความรู้จัก อัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว (Coupon) ของพันธบัตรซึ่งโดยทั่วไปมักกำหนดเป็นอัตราคงที่จนครบอายุไถ่ถอน เช่น 3%, 4% หรือ 5% ต่อปี ดังนั้น หากต้องการทราบถึง อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Yield) ที่ได้รับจากการลงทุนในตราสารหนี้ดังกล่าว ต้องทำการหักลบด้วยอัตราเงินเฟ้อ

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Yield) = อัตราดอกเบี้ยตราสารหนี้ (Nominal Yield) – อัตราเงินเฟ้อ (Inflation)

ซึ่งอัตราผลตอบแทนจากดอกเบี้ยของพันธบัตรทั่วไปจะมีความแตกต่างจาก ILB เนื่องมาจาก ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยของ ILB จะประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก ดังนี้

1. อัตราดอกเบี้ยที่หน้าตั๋ว (Coupon) ซึ่งจะถูกกำหนดไว้คงที่จนครบอายุไถ่ถอน (ส่วนนี้จะไม่ต่างกับพันธบัตรทั่วไป)

2. ดอกเบี้ยส่วนชดเชยตามอัตราเงินเฟ้อในช่วงเวลานั้น โดยอ้างอิงกับดัชนีเงินเฟ้อทั่วไป (ส่วนนี้เป็นส่วนที่ต่างจากพันธบัตรทั่วไป)

นอกเหนือจากอัตราดอกเบี้ยจ่ายที่ได้มีการชดเชยตามอัตราเงินเฟ้อแล้ว ในส่วนของเงินต้น ILB ก็มีการชดเชยตามอัตราเงินเฟ้อให้กับผู้ลงทุน ดังนั้น เมื่อครบอายุไถ่ถอน ILB ผู้ลงทุนจะได้รับทั้งเงินต้นแต่เริ่มออกพันธบัตรพร้อมกับเงินต้นส่วนที่ได้ทำการปรับเพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ ทั้งนี้ ในกรณีที่เงินเฟ้อปรับลดลง ผู้ลงทุนก็ยังได้รับเงินต้นคืนตามมูลค่าหน้าตั๋ว โดยไม่มีการหักลดอัตราเงินเฟ้อที่ติดลบ

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่า ILB มีความน่าสนใจ แต่ควรประเมินความเหมาะสมก่อนลงทุน โดยเฉพาะคำว่า Break-even inflation

ค่า Break-even Inflation คือ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว (Coupon) ของพันธบัตรรัฐบาล และอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Yield) ของพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อในรุ่นอายุเดียวกัน โดยส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยทั้งสองจะสะท้อนถึงการคาดการณ์เงินเฟ้อเฉลี่ยของนักลงทุนในช่วงอายุคงเหลือของพันธบัตร เช่น Break-even inflation ของพันธบัตรรุ่นอายุ 10 ปี อยู่ที่ 2% หมายความว่านักลงทุนมีมุมมองว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย ในช่วง 10 ปีข้างหน้าจะอยู่ที่ประมาณ 2%

ดังนั้น หากคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อ (Expected Inflation) สูงกว่า Break-even Inflation ก็ควรเลือกลงทุนใน ILB ในทางกลับกันหากคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อ (Expected Inflation) ต่ำกว่า Break-even Inflation ควรเลือกลงทุนพันธบัตรทั่วไป

โดยสรุป การลงทุนในพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อจะสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อได้ แต่การเลือกลงทุนในพันธบัตรชนิดใดก็ควรพิจารณาเปรียบเทียบระหว่างอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์กับค่า Break-even inflation นอกจากนี้ควรพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ ประกอบ เช่น ความต้องการใช้เงินในอนาคต เพื่อให้แผนการลงทุนไม่สะดุดและสามารถไปถึงเป้าหมายทางการเงินที่วางเอา

เขียนโดย : อภิเชษฐ เอกวัฒนพันธ์ ที่ปรึกษาการเงิน AFPTTM

ถ้ามีประกันสังคมอยู่แล้ว “ประกันสุขภาพ” จำเป็นต้องซื้อหรือไม่?

หลายคนอาจจะมองว่า การทำประกันสุขภาพนั้นเป็นค่าใช้จ่ายที่สิ้นเปลืองและไม่จำเป็น เพราะมีประกันสังคมที่รักษาได้แทบจะครอบคลุมแล้ว จริงๆ การคิดแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดแต่อย่างใดครับ เพราะประกันสังคมก็คุ้มครองทั้งกรณีเป็นผู้ป่วยใน (แอดมิด) และ ผู้ป่วยนอก (รักษาแบบไม่นอนพัก)

และประกันสุขภาพก็มีค่าใช้จ่ายเบี้ยต่อปีที่ค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับรายได้ขั้นต่ำวันละ 300 บาท ของคนไทย

แต่หลายคนที่ใช้สิทธิประกันสังคม น่าจะเคยเจอปัญหาการรอคิวนาน เสียเวลารอหลายชั่วโมง แต่พบหมอจริงๆ ไม่ถึง 10 นาทีเท่านั้น ซึ่งถ้าใครพอมีกำลังจะจ่ายไหว การทำ “ประกันสุขภาพ” ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย

ด้วยเหตุผลเพราะ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการใช้สิทธิรักษานอกจากประกันสังคม สามารถช่วยคัฟเวอร์ค่าใช้จ่ายกรณีเจ็บป่วย/อุบัติเหตุ หรือถ้าวันไหนมีเวลาน้อย ก็เดินเข้าโรงพยาบาลเอกชนที่สะดวกรวดเร็วกว่าได้เลย เพราะยังไงประกันสุขภาพ OPD ก็จ่ายค่ารักษาพยาบาลให้อยู่แล้ว

แต่การเลือกซื้อ ต้องแน่ใจว่าดูเงื่อนไขความคุ้มครองที่ครอบคลุม คุ้มค่า มีหลายกรณีที่เราจะเจอว่า ความคุ้มครองที่ได้มีข้อจำกัด เช่น ครั้งละไม่เกิน 1,000 บาท หรือปีละไม่เกิน 12 ครั้ง ถ้าเงื่อนไขเหล่านี้ ซึ่งจะทำให้เวลาที่ต้องใช้ เราต้องออกส่วนต่างเองเพิ่มเติม ทำให้อาจจะไม่คุ้มค่าเท่าที่ควรจะเป็น ที่สำคัญยังสามารถเอาไปใช้ลดหย่อนภาษีได้

แล้วประกันสุขภาพแบบ OPD และ IPD แตกต่างกันอย่างไรล่ะ?

คำตอบง่ายๆ ครับ “OPD” มาจากคำว่า Out Patient Department หมายถึง ผู้ป่วยที่รับการรักษาที่คลินิกหรือโรงพยาบาล โดยไม่ต้องนอนพักรักษาตัว หรือที่เรียกว่า “ผู้ป่วยนอก” ส่วน “IPD” มาจากคำว่า In Patient Department หมายถึง ผู้ป่วยที่ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลตั้งแต่ 6 ชั่วโมงขึ้นไป หรือที่เรียกว่า “ผู้ป่วยใน” นั่นเอง

ประกันสุขภาพที่คุ้มครองกรณี OPD คืออะไร?

“ประกันสุขภาพที่คุ้มครองกรณี OPD” คือประกันสำหรับผู้ป่วยนอก โดยให้ความคุ้มครองเมื่อเราไปรักษาที่โรงพยาบาลหรือคลินิก แล้วไม่ต้องนอนพัก ไม่ว่าจะป่วยเล็กๆ น้อยๆ หรือหมอนัดดูอาการ พูดง่ายๆ ก็คือไปหาหมอ ตรวจเสร็จ รับยา แล้วกลับบ้านเลย โดยไม่ต้องสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง แต่ต้องจ่ายส่วนต่างกรณีที่ค่าใช้จ่ายเกินวงเงินความคุ้มครองตามกรมธรรม์

ถ้ามีประกันสุขภาพ OPD ต้องเจ็บแค่ไหนถึงจะจ่าย?

ปกติแล้วประกันสุขภาพ OPD จะให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล รวมถึงค่าธรรมเนียมปรึกษาแพทย์ ค่าวินิจฉัยอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเจ็บมากหรือเจ็บน้อยก็ตาม (ขอแค่ไม่ต้องนอนพัก)

อย่างไรก็ตาม การทำประกันให้พิจารณาจากวัตถุประสงค์ของการทำประกัน ที่สำคัญ อย่าลืมประเมินกำลังทรัพย์ด้วยว่า สามารถจ่ายค่าประกันต่อปีไหวหรือไม่

ลงทุนเรื่องอื่นๆ แล้ว อย่าลืมลงทุนเพื่อสุขภาพครับ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save