“การลงทุนมีความเสี่ยง” ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูล ก่อนตัดสินใจลงทุน

การลงทุน คือ การจ่ายเงินในปัจจุบัน (price) เพื่อผลตอบแทนในอนาคต (return) เมื่อพูดถึงการลงทุนเรามักจะนึกถึงการลงทุนในตลาดการเงิน อย่างเช่น การลงทุนในหุ้น ทองคำ ตราสารหนี้ ฯลฯ ซึ่งหากเราต้องการผลตอบแทนที่สูง เราก็ต้องยอมรับว่าจะมีความเสี่ยงที่สูงตามมาด้วย แต่ไม่ได้หมายความว่า เราต้องยอมรับความเสี่ยงนั้นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จริงๆแล้ว การบริหารความเสี่ยงที่สิ่งที่สามารถทำได้ และเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ สำหรับการลงทุนมากกว่าการแสวงหาผลตอบแทนด้วยซ้ำ เหมือนอย่างที่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett ปรมาจารย์การลงทุนโลก กล่าวไว้ว่า “การลงทุนที่ประสบความสำเร็จเป็นเรื่องของการจัดการความเสี่ยง ไม่ใช่การหลีกเลี่ยงมัน”

“ความเสี่ยงจากการลงทุน” หลักๆ แล้วแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่

1. Pervasive Risk

เป็นความเสี่ยงระดับมหภาค ความเสี่ยงประเภทนี้จะที่กระทบทุกคน เช่น ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ ความเสี่ยงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ การเมือง หรือแม้กระทั่ง ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ลงทุนหรือไม่

2. Systematic Risk

เป็นความเสี่ยงที่เป็นระบบ ความเสี่ยงประเภทนี้ไม่สามารถลดลงได้จากการกระจายการลงทุนในหลักทรัพย์ เป็นสิ่งที่ผู้ลงทุนในสินทรัพย์นั้นๆ ต้องเจอ เช่น ความแปรผันของอัตราดอกเบี้ย หรือ การเปลี่ยนแปลงของตลาดโดยรวม เป็นต้น

3. Unsystematic Risk

เป็นความเสี่ยงเฉพาะตัวของหลักทรัพย์ ซึ่งสามารถลดได้ด้วยการการจายการลงทุน เช่น ความเสี่ยงจากฐานะทางการเงินของบริษัทนั้นๆ ความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทนั้นๆ หรือแม้กระทั่งความเสี่ยงจากอุตสาหกรรมที่ลงทุน เป็นต้น

ดังนั้นจึงเกิดวิชาด้านการลงทุนและการเปิดเผยข้อมูลมากมายให้พวกเราใช้วิเคราะห์ก่อนตัดสินใจลงทุน อย่างหลักการ การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานที่จะช่วยในการพิจารณาเลือกสินทรัพย์ในการลงทุนได้ดีหลักการหนึ่ง โดยการวิเคราะห์ก็มีทั้งแบบ Top Down และ Bottom Up

#TopDown คือ การมองจากปัจจัยมหภาคก่อนแล้วค่อยมองมาที่อุตสาหกรรม แล้วค่อยมาเลือกหุ้นว่าตัวไหนจะเป็นตัวที่ให้ผลตอบแทนที่ดีในภาวะปัจจัยมหภาค

#BottomUp คือ เลือกหาหุ้นที่มีลักษณะที่ดีตามที่เราต้องการก่อน อย่างเช่น เป็นผู้นำในธุรกิจ ผู้บริหารเก่ง ผลประกอบการดี การจ่ายปันผลดี มีจรรยาบรรณ ฯลฯ เมื่อได้หุ้นที่สนใจแล้ว ก็จะมองต่อที่ระดับอุตสาหกรรมว่ามันเป็นช่วงขาขึ้น หรือขาลง แล้วก็ตบท้ายด้วยการดูภาพมหภาคว่าเอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมนั้น ๆ หรือไม่

การวิเคราะห์ทั่วไปก็ใช้ทั้ง 2 อย่างทั้ง Top down และ Bottom up แต่จะใช้อันไหนมากกว่ากัน ก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อ กับ ความถนัดของแต่ละคน

หากเรามาดูวิธี Top down เครื่องมือหนึ่งที่เขาใช้กันในการวิเคราะห์ภาพใหญ่ (มหภาค) ก็คือ “PESTEL”

1. P ย่อมาจาก Political

คือ ภาวะการเมือง อย่างเช่น การเลือกตั้งในไทยที่จะมีขึ้นในเดือนหน้าจะเป็นผลบวกหรือลบต่อการลงทุนที่เราสนใจ

2. E ย่อมาจาก Economic

คือ ภาวะเศรษฐกิจว่าอยู่ในวัฏจักรช่วงไหน ดังนี้

– Expansion (คือภาวะเศรษฐกิจขยายตัว): เป็นช่วงที่การผลิต อัตราการจ้างงาน อัตราดอกเบี้ย ความต้องการสินเชื่อ และ ความเชื่อมั่นเริ่มเพิ่มขึ้น รายได้และรายจ่ายของครัวเรือนสูงขึ้น ทิศทางการลงทุนมีแนวโน้มเป็นขาขึ้น

– Boom (คือภาวะเศรษฐกิจรุ่งเรือง): อัตราดอกเบี้ยพุ่งขึ้นสูง การผลิตและความเชื่อมั่นทรงตัว เป็นจุดสูงสุดของวัฏจักรเศรษฐกิจ มีความขาดแคลนทั้งแรงงานและวัตถุดิบ ทำให้ต้นทุนการผลิตและระดับราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น

– Recession (คือภาวะเศรษฐกิจถดถอย): ทิศทางการลงทุนมีแนวโน้มเป็นขาลง เป็นช่วงที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) การจ้างงาน และ ความต้องการสินค้าโดยรวมลดลง ธุรกิจเริ่มขาดแคลนเงินทุนหมุนเวียน

– Depression (คือภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ): เป็นจุดต่ำสุดของภาวะเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ย ความต้องการสินเชื่อ และ ความเชื่อมั่นตกต่ำ นโยบายทางเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มการผลิตเริ่มเข้ามามีบทบาทและวนกลับไปสู่ระยะถัดไปของวัฎจักร

3. S ย่อมาจาก Social

คือ ภาวะสังคม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดๆก็คือ ตอนนี้ไทยเป็นสังคมคนสูงอายุ และจะเป็นอย่างรุนแรงและเร็วด้วย

4. T ย่อมาจาก Technology

คือ ภาวะเทคโนโลยี อย่างเช่น การเกิดขึ้นของ internet และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากๆทำให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ และหลายๆธุรกิจก็ต้องตายลงไป

5. E อีกตัวย่อมาจาก Environment

คือ ภาวะสิ่งแวดล้อม หลายคนคงรู้สึกถึงว่าปัจจุบันภัยธรรมชาติเกิดขึ้น รุนแรงและถี่ขึ้นมาก อย่างตอนนี้ ภาวะโลกร้อน หรือ ฝุ่น PM2.5 ก็เป็นภาวะที่เราต้องสนใจเช่นกัน

6. L ย่อมาจาก Legal

คือ กฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายที่ออกโดยรัฐบาลไทย หรือ ออกโดยรัฐบาลต่างประเทศจะมีผลต่อการลงทุนเราหรือไม่

ปัจจัยเหล่านี้เป็นแนวทางในการช่วยให้เราประเมินภาวะมหภาคได้อย่างครบถ้วน เมื่อเราประเมินได้ครบและถูกต้อง โอกาสที่เราเลือกการลงทุนที่จะได้รับประโยชน์ และหลีกเลี่ยงการลงทุนที่เสี่ยง ก็จะถูกต้องมากยิ่งขึ้น หลังจากนั้นก็คงต้องไปเจาะความเสี่ยงในรายหลักทรัพย์ว่ามีความเสี่ยงเป็นอย่างไร คุ้มค่ากับการนำเงินไปลงทุนหรือไม่ ซึ่งจะช่วยปิดโอกาสในการลงทุนแล้วขาดทุนได้ค่อนข้างมาก

การวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าวจะช่วยให้เรามีข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนมากขึ้น ถ้าตัดสินใจลงทุนโดยไม่มีความรู้หรือข้อมูลย่อมเป็นการลงทุนที่เสี่ยงมากๆ ตามคำเตือนของ ก.ล.ต. ที่ว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน”

2 ความเชื่อเรื่องการเงินผิด ๆ ที่ฉุดให้เราไปไม่ถึงเป้าหมาย จาก “เอ็ม. เจ. ดิมาร์โก” ผู้เขียน “The Millionaire Fastlane”

ในหนังสือ “Unscripted” ของ เอ็ม. เจ. ดิมาร์โก (MJ DeMarco) ผู้เขียนหนังสือการเงินที่โด่งดังที่สุดเล่มหนึ่งชื่อว่า “The Millionaire Fastlane” (เล่มนี้มีแปลไทยนะครับ) บอกว่าหลักคิดของเรานี่แหละที่เป็นตัวกำหนดว่าเราจะมั่งคั่งขนาดไหน

ซึ่งในหนังสือเล่มนี้เข้าได้กล่าวถึงความเชื่อเรื่องการเงินแบบผิด ๆ อยู่ 8 ข้อ ซึ่งแต่ละอันก็เป็นความเชื่อที่ทั้งถูกปลูกฝังกันมาเรื่อย ๆ จากสิ่งแวดล้อม สังคม ครอบครัว เพื่อน หรือคนรอบข้าง แต่วันนี้เราจะมาพูดถึงความเชื่อเรื่องการเงินผิด ๆ 2 อย่าง ที่ฉุดให้เราไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้สักที (สำหรับคนที่สนใจลองหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านเพิ่มได้นะครับ หรือ ถ้ามีคนสนใจมาก ๆ เดี๋ยวเรามาต่อกันในโพสต์หน้ากัน)

ดิมาร์โกบอกว่าการจะได้มาซึ่งความมั่งคั่งนั้นเราต้องรับเอาความเชื่อของการเป็นผู้ประกอบการเข้ามาก่อน โดยต้องตระหนักรู้และปลดปล่อยตัวเองจากความเชื่อเรื่องการเงินแบบผิด ๆ

1. คนโชคดีเท่านั้นแหละที่รวย

ความเชื่อนี้ตอกย้ำว่า “ปัจจัยภายนอกเป็นตัวกำหนดความมั่งคั่งของคุณ” มันทำให้คุณเชื่อว่าสิ่งที่คุณทำไม่มีความหมาย ไม่ต้องรับผิดชอบในเรื่องการเงิน เพราะทุกอย่างคือโชคชะตา สิ่งที่จะทำให้คุณรวยได้มาจากภายนอกทั้งหมด ทำให้คุณรู้สึกหมดหวัง และไร้อำนาจในการกำหนดทิศทางของชีวิต ขัดขวางไม่ให้คุณก้าวไปสู่เป้าหมายทางการเงินด้วยการมองข้ามปัจจัยสำคัญ ๆ 2 อย่างคือ

– ผู้ประกอบการ นักธุรกิจ หรือ คนที่ประสบความสำเร็จนั้นล้มเหลวมาแล้วมากมายก่อนจะมั่งคั่ง

– ความคิด พฤติกรรม และทางเลือก คือตัวกำหนดสถานการณ์ทางการเงินของคุณ

ถ้าอยากจะเอาชนะความเชื่อนี้และปลูกฝังกรอบความคิดในการเป็นผู้ประกอบการก็ให้สร้างโอกาสสู่ความมั่งคั่งของตัวเองขึ้นมา การเลือกแต่ละอย่างจะสร้างชุดของผลลัพธ์ที่ตามมา เพราะฉะนั้นเราจะได้รับประสบการณ์จากทางเลือกที่เราเลือกเท่านั้น เพราะฉะนั้นโชคทางด้านการเงินก็จะมาจากการตัดสินใจเลือกสิ่งที่จะกลายเป็นผลลัพธ์ที่ประสบความสำเร็จนั่นเอง

ยกตัวอย่างง่าย ๆ ก็ได้ครับ คุณเป็นพนักงานประจำในบริษัทแห่งหนึ่ง รายได้หลักของคุณก็คือเงินเดือน ส่วนเวลาว่างที่เหลือก็เอาไปใช้ทำอะไรก็ได้ สมมุติเอาไปเล่นเกม ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าคนเล่นเกมจะไม่ร่ำรวยหรือมั่งคั่ง แต่โอกาสที่จะเป็นแบบนั้นได้ เล่นเกมจนไปถึงความมั่งคั่งและประสบความสำเร็จในชีวิตได้นั้นมีน้อยมาก

เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราควรทำคือสร้างโอกาสในการหารายได้ให้มากขึ้น ทำในสิ่งที่มีความเป็นไปได้มากหน่อยเพื่อจะไปให้ถึงอิสรภาพทางการเงิน

2. ความสามารถที่มีมาแต่กำเนิดกำหนดความมั่งคั่งของคุณ

ความเชื่อนี้บอกเป็นนัยว่า คุณมีทักษะที่เกิดมาพร้อมกับมัน ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ (​Fixed) ซึ่งมีอิทธิพลต่อความมั่งคั่งในชีวิต ทำให้เราไม่อยากที่จะหาโอกาสให้ตัวเองประสบความสำเร็จเพิ่ม เพราะ…

– เราเชื่อว่าคนที่ประสบความสำเร็จหรือร่ำรวยนั้นทำได้ “ง่าย” เนื่องจากมีทักษะความสามารถบางอย่างและการได้มาซึ่งความมั่งคั่งไม่ใช่เรื่องยากสำหรับพวกเขา

– เราเชื่อว่าคนที่ไม่ประสบความสำเร็จนั้น “ไม่ประสบความสำเร็จ​“ และ “ไม่มีทางประสบความสำเร็จ” เพราะไม่มีความสามารถมากเพียงพอ

วิธีเอาชนะความเชื่อผิด ๆ อันนี้และสร้างกรอบความคิดที่จะพาเราไปสู่เป้าหมายให้เราตั้งเป้าหมายในการพัฒนาทักษะตนเองขึ้นไปทีละนิดทุก ๆ วัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กแค่ไหนก็ตาม การขยับไปข้างหน้าทีละนิดจะทำลายความเชื่อเรื่องความสามารถเป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ช่วยทำให้คุณรู้สึกมีพลังที่จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อไปสู่เป้าหมายการเงินที่วางเอาไว้

ในหนังสือ “Grit” (GRIT : The Power of Passion and Perseverance // สิ่งที่ต้องมี…เมื่อคุณไม่มีแต้มต่อในชีวิต) แอนเจล่า ดักเวิร์ธ (Angela Duckworth) เขียนเอาไว้ว่าเรามีโอกาสที่จะก้าวหน้าเมื่อแตกทักษะที่เราอยากจะพัฒนาออกเป็นส่วน ๆ แล้วก็ฝึกฝนให้เชี่ยวชาญทีละส่วน โดยการ

– มุ่งเน้นไปที่ส่วนของทักษะที่อยากจะพัฒนา

– หมั่นให้คนอื่น ๆ ฟีดแบ็กอยู่เสมอ

– นำฟีดแบ็กนี้กลับมาพัฒนาต่อจนเชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ

– ทำซ้ำกับส่วนอื่น ๆ ทั้งหมด จนเชี่ยวชาญทักษะนั้น

การสร้างชุดความเชื่อเรื่องการเงินใหม่นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นถ้าเราจะผลักตัวเองให้หลุดออกจากกรอบความคิดแบบเดิม ๆ ที่คอยฉุดเราไว้จนรู้สึกไร้สิ้นความหวัง ลองเอาแนวทางของดิมาร์โกไปใช้ดูนะครับ หวังว่ามันจะช่วยให้ทุกคนขยับเข้าใกล้เป้าหมายที่วางเอาไว้อีกสักเล็กน้อยก็ยังดี

“ค้ำประกัน” คือ “ว่าที่คนใช้หนี้แทน” คิดทบทวนให้ดีก่อนตัดสินใจ “ค้ำประกัน” ให้คนสนิท

ปัญหาเรื่องหนี้สิน เป็นปัญหาที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะ “หนี้สิน” ที่เกิดจากการค้ำประกันให้ผู้อื่น แต่เราต้องมาแบกรับภาระชำระหนี้นั้นแทน

สำหรับเพื่อนๆ ที่ไม่เข้าใจว่าการค้ำประกัน คือ อะไร?

aomMONEY ขออธิบายง่ายๆ ครับ เวลาคนๆ นึงจะซื้อบ้านหรือรถยนต์ หรือทำสัญญาการกู้เงินต่างๆ แต่คุณสมบัติของผู้กู้ยังไม่ผ่านเกณฑ์ที่จะได้รับอนุมัติ ตรงนี้การมี “ผู้ค้ำประกัน” เข้ามา ก็จะช่วยทำให้ผู้ปล่อยสินเชื่อมั่นใจไดัว่า หากผู้กู้ผิดชำระ ผู้ค้ำประกันนี่แหละครับ ที่จะต้องชำระหนี้แทน

และด้วยเหตุนี้แหละครับ aomMONEY อยากจะชวนเพื่อนๆ คิดทบทวนให้ดีกันก่อนที่จะตัดสินในค้ำประกันให้ใคร

ทำไมล่ะ? เหตุผลง่ายๆ ตามนี้ครับ

1. เพราะถ้าเขากู้ไม่ผ่าน จนต้องวิ่งหาคนค้ำ นั่นสะท้อนว่า “เขาเองยังไม่มีความพร้อมพอที่จะกู้เงินก้อนนี้หรือเปล่า?”

ดังนั้น เราควรเช็กให้ดี ถึงวินัยและความสามารถในการชำระหนี้ของคนที่เราจะค้ำประกันให้ และควรเช็กตัวเองด้วยว่า รับความเสี่ยงจากการค้ำประกันครั้งนี้ได้ไหม เพราะถ้าผู้กู้ผิดชำระหนี้ ทางธนาคารเค้าก็จะมาตามหนี้กับเรานี่แหละครับ

2. มีความเห็นใจอย่างมีขอบเขต

ความเห็นอกเห็นใจและการมีน้ำใจ เป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ควรมีขอบเขตด้วย ถ้าพิจารณาแล้วว่าการค้ำประกันครั้งนี้จะสร้างปัญหาให้ตัวเองในอนาคต การเลือกปฏิเสธ อาจจะเป็นวิธีที่เซฟตัวเองที่สุดครับ

3. เรื่องเงินเป็นเรื่องที่ทำให้คนเสียมิตรภาพกันมากที่สุด

น่าจะเห็นตัวอย่างเรื่องนี้กันจากหน้าข่าวในทุกๆ ปีนะครับ อย่างที่เคยเป็นข่าวดัง ก็เช่น ลูกศิษย์ที่กู้เงิน กยศ. ไปเรียนหนังสือ ขอให้อาจารย์เป็นผู้ค้ำประกันหนี้ให้ อาจารย์เห็นว่าเป็นศิษย์ก็ช่วยเหลือ พอถึงเวลา ตัวเองกลับปล่อยให้ผู้มีพระคุณต้องมาชดใช้หนี้ที่เขาไม่ได้ก่อ ส่วนตัวเองก็หายไปเลย

ใดๆ ก็ตาม “การค้ำประกัน” ในสถานการณ์บางอย่าง ก็มีความจำเป็น ดังนั้น สำหรับที่เป็นลูกหนี้ จึงควรรักษาสัจจะ มีวินัยด้านการเงิน อย่าให้ผู้ที่ช่วยเหลือตัวเองในวันนี้ ต้องมาเดือดร้อนเพราะตัวเองในวันข้างหน้า

โดยปัจจุบัน แม้จะมีกฎหมายรองรับให้ผู้ค้ำประกัน สามารถจำกัดวงเงินและระยะเวลาได้ โดยกำหนดให้รับผิดชอบในส่วนของตัวเองเท่านั้น ไม่ต้องรับผิดชอบดอกเบี้ย รวมถึงยื่นฟ้องผู้กู้ตามจำนวนและดอกเบี้ยที่ชำระไปแทนได้ด้วย

ทว่าการค้ำประกันให้ใครสักคน ก็ยังเป็นสิ่งที่ควรคิดให้ดีก่อน

เพราะหนี้ก้อนใหญ่ เกิดขึ้นได้แค่เพียงปลายปากกาที่เซ็นลงไปเท่านั้นเองครับ

ของฟรีทำให้เราเห็นแก่ตัวน้อยลงได้ยังไง? และ ‘ชิ้นเกรงใจ’ บนโต๊ะอาหารทำไมถึงไม่มีคนทาน?

อยากให้ลองจินตนาการถึงสถานการณ์นี้ด้วยกันหน่อยนะครับ สมมติว่าเย็นวันหนึ่งที่เราถูกเชิญไปทานอาหารที่บ้านของแฟน โดยมื้อนี้แม่ของแฟนทำอาหารเลี้ยงอย่างสุดฝีมือ อร่อยไม่ต่างจากไปภัตตาคารอาหารหรู ทุกคนก็ทานกันอย่างมีความสุข

จนกระทั่งเมื่อทุกคนอิ่มแปล้และกำลังพูดคุยสารทุกข์สุขดิบกัน คุณก็มองไปยังแม่ของแฟนด้วยความรัก แล้วก็ลุกขึ้นยืนพร้อมควักกระเป๋าตังค์ออกมาพร้อมบอกว่า “ขอบคุณสำหรับอาหารมื้อพิเศษที่คุณแม่พยายามทำมากเลยนะครับ มันอร่อยมาก ๆ ผมต้องจ่ายเท่าไหร่ดีครับ? 3,000 พอไหมครับ? ไม่สิ…ดีขนาดนี้ มีทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา แบบนี้ 5,000 บาทถึงจะพอ”

คิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้นครับ? แม่แฟนคงหน้าแดงก่ำไปด้วยความโกรธ แฟนของคุณถลึงตาใส่ด้วยความไม่พอใจ และนั่นอาจจะเป็นมื้ออาหารครั้งสุดท้ายที่จะได้ร่วมโต๊ะกับครอบครัวแฟนก็เป็นได้

โลกสองใบที่เราอาศัยอยู่

เกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมการเสนอเงินค่าตอบแทนสำหรับมื้ออาหารที่เอร็ดอร่อยตรงนี้ถึงเป็นเรื่องที่ไม่เพียงแต่ไม่เหมาะสม แต่เหมือนเป็นการดูถูกอีกฝ่ายหนึ่งไปได้

จากคำอธิบายของ มาร์การ์เร็ต คลาร์ก, จู๊ดสัน มิลส์ และ อลัน ฟิสเก้ นักจิตวิทยาที่ทำการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้บอกว่าเราอาศัยอยู่ในโลกสองใบในเวลาเดียวกัน ใบหนึ่งคือบรรทัดฐานทางสังคม (Social Norms) นั้นเป็นใหญ่ ส่วนอีกใบหนึ่งบรรทัดฐานทางตลาด (Market Norms) เป็นผู้กุมอำนาจ

บรรทัดฐานทางสังคมคือการร้องขอความช่วยเหลือฉันมิตร อย่างเช่น ระหว่างที่กำลังเดินอยู่ข้างถนนแล้วมีคุณยายร้องขอให้ช่วยพาข้ามถนน หรือขอร้องให้คนที่อยู่ในคอนโดเดียวกันช่วยยกทีวีหนัก ๆ ขึ้นไปที่ห้อง เปิดประตูให้คนอื่นที่เดินตามมา หรือแม่แฟนทำอาหารเย็นเลี้ยงสุดฝีมือนั่นแหละ บรรทัดฐานทางสังคมจะมีความเป็นมนุษย์อยู่ เป็นการอยู่ร่วมกัน อบอุ่นและคลุมเครือ และที่สำคัญคือไม่จำเป็นต้องตอบแทนในทันทีทันใด

ส่วนบรรทัดฐานทางตลาดนั้นก็เข้าใจง่ายหน่อย แตกต่างกับอันแรกโดยสิ้นเชิง ทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องของผลประโยชน์ มีการแลกเปลี่ยนที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นค่าแรง ค่าอาหาร ค่าเช่า ดอกเบี้ย มีการเปรียบเทียบต้นทุนกับสิ่งที่จะได้รับ ให้และรับในทันที เมื่ออยู่ในโลกนี้คุณก็ได้รับในสิ่งที่จ่ายเงินไปนั่นแหละ

ถ้าจะยกตัวอย่างอีกเรื่องให้มีความชัดเจนมากขึ้นก็อย่างเรื่องเพศสัมพันธ์ก็ได้ ในแง่ของบรรทัดฐานทางสังคม เราก็ได้มาฟรี ๆ เมื่อเราอยู่ในความสัมพันธ์ของสามีภรรยา ก็เป็นความรู้สึกอบอุ่นดี ๆ ที่มอบให้กันและกัน ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องมีสิ่งใดตอบแทน รู้สึกดีทั้งสองฝ่าย แต่มันก็มีตลาดสำหรับการค้าทางเพศเช่นเดียวกัน นั่นคือบรรทัดฐานทางตลาด จ่ายเงินเพื่อเพศสัมพันธ์​ ทำกิจแล้วก็จบต่างคนต่างแยกย้ายกันไป ไม่มีสามีหรือภรรยาที่มีอะไรกันแล้วจ่ายเงิน และไม่มีผู้ที่ให้บริการทางเพศคนไหนที่คาดว่าจะได้รับความอบอุ่นหรือความสัมพันธ์ที่ยาวนานจากลูกค้า

เงินลดบรรทัดฐานทางสังคมได้ยังไง?

เมื่อไหร่ก็ตามที่เส้นแบ่งระหว่างบรรทัดฐานทางสังคมและบรรทัดฐานทางตลาดมาชนกัน ปัญหาก็จะเกิดขึ้น (อย่างที่เราเห็นไปแล้วว่าตอนที่เราเสนอจะจ่ายเงินค่าอาหารเย็นให้กับแม่แฟนนั่นแหละครับ) เมื่อเงินเข้ามาเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่มีความเป็นบรรทัดฐานทางสังคม มันจะเริ่มย้ายข้างไปอยู่ในพื้นที่ของบรรทัดฐานทางตลาด แล้วความคิดในหัว พฤติกรรม ความรู้สึกของเราก็เริ่มเปลี่ยนไป

อย่างสมมติว่าผมขอให้คุณช่วยขนของย้ายบ้านในวันเสาร์ที่กำลังจะมาถึงด้วยกันได้ไหมเพราะผมขนเองคนเดียวไม่น่าหมด คุณอาจจะคิดว่า “โสภณก็เป็นคนดีคนหนึ่งนะ วันเสาร์นี้ก็ไม่ได้มีอะไร ก็ไปช่วยก็ได้ ยินดีอยู่แล้ว” นี่คือบรรทัดฐานทางสังคม

แต่ถ้าผมถามว่า “วันเสาร์นี้มาช่วยขนของย้ายบ้านหน่อยได้ไหม เดี๋ยวให้เงิน 100 บาท” คุณอาจจะคิดแล้วว่า “อี้…100 บาท ไม่เอาหรอก นอนอยู่บ้านสบาย ๆ ดีกว่า” แปลกไหมครับ? เพราะที่จริงในสองสถานการณ์นี้ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปเลยนอกจากเงินที่ผมเสนอให้นั่นแหละ

คุณจะไม่คิดในหัวเลยว่า “โสภณก็เป็นคนดีคนหนึ่งนะ วันเสาร์นี้ก็ไม่ได้มีอะไร ก็ไปช่วยก็ได้ ยินดีอยู่แล้ว แถมยังได้เงิน 100 บาทด้วย” แต่เมื่อมีเงินเข้ามาเกี่ยวข้องคุณจะมองว่ามันเป็นการจ้างงานทันที และจะเทียบผลตอบแทนที่ได้รับกับแรงที่ต้องใช้เพื่อทำงานให้สำเร็จทันที (แต่ถ้าผมเสนอให้ 10,000 บาท คุณอาจจะยอมรับก็ได้ถูกไหมในกรณีแบบนี้)

เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่เราเสนอเงินในสถานการณ์ที่บรรทัดฐานทางสังคมกำลังทำงานอยู่ มันจะลดทอนแรงจูงใจในการทำและการขอความช่วยเหลือในครั้งนั้นก็ได้

ของฟรีทำให้เราเห็นแก่ตัวน้อยลงได้ยังไง?

ทีนี้ลองสลับข้างกันดูบ้าง จะเกิดอะไรขึ้นกับฝั่ง ‘อุปสงค์’ เมื่อบรรทัดฐานทางสังคมกับบรรทัดฐานทางตลาดมาเจอกันล่ะ?

ยกตัวอย่างแบบนี้ก็ได้ครับ เพื่อนที่ทำงานของเราคนหนึ่งที่ออฟฟิศชื่อ ‘แอน’ ทำบราวนี่ได้อร่อยมาก วันหนึ่งเธออบบราวนี่มา 50 ชิ้น สำหรับพนักงานที่ออฟฟิศที่มีอยู่ 50 คนพอดี ทีนี้แอนก็เดินมาที่โต๊ะคุณคนแรกเลยเพราะนั่งติดกันแล้วก็ยื่นถาดบราวนี่ให้คุณหยิบ ในหัวคุณก็จะเริ่มคำนวณแล้วว่าตอนนี้หิวไหมนะ คุณชอบบราวนี่รึเปล่า เมื่อเช้ากางเกงคับไหม และสุดท้ายก็คิดถึงคนอื่น ๆ ที่ยังไม่ได้ทานบราวนี่ และก็ตัดสินใจหยิบ 1-2 ชิ้น โดยประมาณ

ทีนี้เป็นสถานการณ์เดียวกันครับ แอนทำบราวนี่มา 50 ชิ้นเหมือนกัน เดินมาที่โต๊ะคุณคนแรกเช่นเดิม แต่ครั้งนี้แอนติดป้ายราคาชิ้นละ 5 บาท ในหัวก็จะเริ่มคิดเหมือนเดิมครับ หิวไหม ชอบรึเปล่า อ้วนไหมช่วงนี้ แต่คราวนี้คุณจะไม่รู้สึกผิดเลยที่จะซื้อเยอะ ๆ เท่าที่ต้องการ บางทีซื้อ 20 ชิ้น เอากลับไปแบ่งลูก ๆ ที่บ้านด้วย หรือบางทีเหมาหมดเลยก็ได้ถ้าคิดว่ามันอร่อยและคุ้มค่า คุณจะไม่คิดถึงคนอื่นเลย ถูกไหมครับ?

สิ่งที่เปลี่ยนไปคือแอนได้เพิ่มบรรทัดฐานทางตลาดเข้ามา ซึ่งทำให้บรรทัดฐานทางสังคมหายไปเลย แม้ว่าในทั้งสองกรณีถ้าคุณหยิบไปหลายชิ้น มันก็จะเหลือให้คนอื่นน้อยลง แต่เมื่อ “แจกฟรี” คุณจะคิดถึงคนอื่น คิดเรื่องความยุติธรรมทางสังคม คิดว่าเราต้องเห็นแก่คนอื่น คิดถึงความรู้สึกของคนในออฟฟิศและผลกระทบที่จะตามมาด้วยว่าถ้าเอาไปเยอะ ๆ คนอื่นจะมองไม่ดี แต่เมื่อมีเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ความคิดเหล่านี้หายไปหมดเลย เพราะเมื่อติดป้ายขาย เราจะใช้เงินเท่าไหร่ซื้อ ไม่ใช่ธุระกงการของใครอีกต่อไป

‘ชิ้นเกรงใจ’ บนโต๊ะอาหารทำไมถึงไม่มีคนทาน?

แดน อารีลีย์ (Dan Ariely) ศาสตราจารย์สาขาเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรมได้ทำการทดลองเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตั้งซุ้มขายลูกอมแบบชั่วคราวที่มหาวิทยาลัยเอ็มไอที (MIT) เป็นสองสถานการณ์แล้วดูว่าผลลัพธ์ในแต่ละสถานการณ์เป็นยังไงบ้าง

สถานการณ์แรก

ตั้งซุ้มขายลูกอมเคี้ยวหนึบสตาร์เบิสต์ (อารมณ์เหมือนซูกัสบ้านเรา) เม็ดละ 1 เซนต์ (ประมาณ 35 สตางค์) ซึ่งคนที่เดินผ่านไปมาก็แวะเข้ามาหยิบจ่ายเงินแล้วก็เดินจากไป

สถานการณ์ที่สอง

ตั้งซุ้มลูกอมเช่นกัน ครั้งนี้ติดป้าย “แจกฟรีลูกอมเคี้ยวหนึบสตาร์เบิสต์” ที่นี้ว่ากันด้วยกฏของอุปสงค์แล้ว เมื่อราคาเป็นศูนย์ ก็ย่อมมีคนแวะมาเยอะขึ้นและก็หยิบเยอะที่สุดเท่าที่จะเยอะได้ด้วย

หลังจากการทดลอง อารีลีย์พบว่าโดยเฉลี่ยแล้วในสถานการณ์แรกจะมีนักศึกษาแวะประมาณ 58 คน/ชั่วโมง และสถานการณ์ที่สองที่ประมาณ 207 คน/ชั่วโมง หมายความว่าเมื่อแจกฟรีมีคนมาแวะมากกว่าถึงสามเท่า ซึ่งก็เป็นไปตามกฏของอุปสงค์ครับ เมื่อราคาลดลง จะมีคนจำนวนเยอะขึ้นที่ต้องการสินค้าเหล่านี้

แต่สิ่งที่น่าสนใจเกิดขึ้นเมื่อบรรทัดฐานทางสังคมเข้ามาเกี่ยวข้อง เมื่อราคาลดลงจาก 1 เซนต์ ไปเป็น 0 เซนต์ (แจกฟรี) แทนที่นักศึกษาแต่ละคนจะหยิบกันเยอะ ๆ กลับไม่เป็นอย่างนั้นเลย ตอนที่ราคา 1 เซนต์ นักเรียนจะหยิบโดยเฉลี่ย 3.5 เม็ด และเมื่อลดเหลือ 0 เซนต์ กลับหยิบแค่คนละ 1.1 เม็ดเท่านั้น

ซึ่งก็หมายความว่าเมื่อไม่มีเงินเข้ามาเกี่ยวข้องในการแลกเปลี่ยน เมื่อลูกอมเป็นทรัพยากรของส่วนรวม ดูเหมือนมนุษย์เห็นแก่ตัวน้อยลงและคิดถึงคนอื่นมากขึ้น เมื่อการแจกฟรีกลับทำให้นักศึกษาคิดถึงคนอื่น ๆ ยับยั้งชั่งใจไม่เห็นแก่ตัว หยิบไปน้อยกว่าตอนที่จ่ายเงิน ซึ่งก็แสดงให้เห็นถึงความเป็นสัตว์สังคมของมนุษย์ที่แคร์คนอื่น ๆ อยู่ แต่เมื่อไหร่ก็ตามเมื่อมีเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง…ความรู้สึกนี้ก็จะหายไปทันที

ถึงตรงนี้เราอาจจะพอเข้าใจแล้วใช่ไหมครับว่าทำไมเวลาเราไปทานอาหารกับเพื่อนในกลุ่มแล้วสั่งอาหารมาแชร์กัน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนไม่ได้สนิทกันมากเท่าไหร่) ยกตัวอย่างเกี๊ยวซ่าที่ร้านอาหารญี่ปุ่นก็ได้ สมมุติคุณไปกับเพื่อนรวมทั้งหมด 4 คน แล้วเกี๊ยวซ่าบังเอิญมา 5 ชิ้น หลังจากที่ทุกคนหยิบไปคนละชิ้นมันจะเหลือ ‘ชิ้นเกรงใจ’ ที่กระอักกระอ่วนนอนเล่นตากแอร์เย็นอยู่ตรงนั้น แม้จะยังไม่ได้อิ่ม แต่ก็ไม่มีใครอยากตัก เพราะถ้าหยิบมาอีกก็เหมือนจะเสียมารยาท กลายเป็นว่าเกี๊ยวซ่านี้เมื่อมันเป็นทรัพยากรกลางของทุกคน (จานกลางที่ทุกคนจ่ายเท่า ๆ กัน) บรรทัดฐานของสังคมจะถูกหยิบมาใช้ทันที

เพราะฉะนั้นคำแนะนำที่ได้จากตรงนี้คือเวลาไปทานอาหารท่ีบ้านแฟนก็อย่าไปเสนอจ่ายเงินให้แม่แฟน และวันไหนถ้าอยากจะกินเกี๊ยวซ่าและไปกับเพื่อนก็สั่งของตัวเองมาเลยจานหนึ่งจะได้ไม่รู้สึกผิด หรือถ้าเป็นเพื่อนสนิทมาก ๆ ก็ถามเลย “มึงเอาไหม?” แล้วถ้ามีจานกลางจานอื่นก็แบ่งให้คนอื่น ๆ หยิบชิ้นสุดท้ายไปบ้างก็ถือว่าไม่ได้น่าเกลียดอะไรครับ

แสนกว่าบาทแพงไหม? แพง! หลักการตั้งราคา Vision Pro ของ Apple ที่ครั้งหนึ่ง Tesla ก็เคยใช้ได้ผลมาแล้ว

เปิดตัวกันไปแล้วหลังจากคาดหวังกันมาหลายปีกับแว่น AR/VR ของ ​Apple ที่ชื่อ Apple Vision Pro ในสัปดาห์ที่ผ่านมา

คนที่ดูพรีเซนเทชันในวันนั้นนอกจากจะตื่นเต้นกับฟีเจอร์ที่อัดแน่นในตัวแว่น Vision Pro แล้ว (ซึ่งประเด็นนี้มีคนพูดกันไปเยอะแล้ว) อีกอย่างหนึ่งที่ตื่นเต้นไม่แพ้กันคือ ‘ราคา’ เปิดตัวที่เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่แพ้กัน

ก่อนอื่นต้องชี้แจงก่อนว่าจากการบอกเล่าของนักข่าวสำนักต่าง ๆ ที่ได้ไปลองใช้กันมานิดหน่อยต่างก็บอกเป็นเสียงเดียวกันครับว่ามันทำงานได้อย่างที่ในพรีเซนเทชันจริง ๆ ใส่แล้วก็เหมือนหลุดไปอีกโลกหนึ่ง สามารถทำงานได้จริง ดูหนังก็เหมือนมีจอทีวี 100 นิ้วมาตั้งวางข้างหน้า ฯลฯ

เรียกว่า Apple กำลังเปิดประตูสู่น่านน้ำใหม่ของธุรกิจที่ไม่เคยมีมาก่อนซึ่งต่อจากนี้เราคงเห็นบริษัทต่าง ๆ เริ่มขยับตามมาในไม่ช้า

ปัญหามีอยู่สองอย่างครับ

1. การสวมใส่

นอกจากมันจะดูแปลก ๆ ถ้ามีคนใส่เดินไปเดินมาบนท้องถนนแล้ว (อนาคตเราอาจจะไม่คิดแบบนั้น แต่ในเวลานี้ก็ต้องบอกว่าค่อนข้างเตะตา) ยังมีเรื่องของความเมื่อยล้าจากการใช้ไปนาน ๆ อีกด้วย โจแอนนา สเติร์น (Joanna Stern) นักข่าวจาก Wall Street Journal บอกว่า “น้ำหนักที่กดลงบนหน้าผากหรือจมูกจะเริ่มชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ” แม้จะใส่สบายกว่าของคู่แข่ง แต่การใส่ใช้งานนาน ๆ อาจจะทำไม่ได้ขนาดนั้น

2. ราคาที่ค่อนข้างแพง

สำหรับคนที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ นักรีวิว คนที่มีเงิน หรือ คนที่ชื่นชอบลองเทคโนโลยีใหม่ ๆ ราคาตรงนี้อาจจะไม่ได้แพงสักเท่าไหร่ เพราะแต่ละคนมีเหตุผลในการใช้เงินที่แตกต่างกันออกไป เพียงแต่ว่าสำหรับคนทั่วไป มนุษย์เงินเดือน คนทำงาน อย่างเรา ๆ การจะเอาเงิน 3,499 เหรียญ หรือประมาณ 120,000 บาท เพื่อซื้อแว่นตาไฮเทคอันนี้มาใช้ เราอาจจะไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของเขาตั้งแต่แรก

ในประเด็นแรกคาดว่าต่อไปมันอาจจะไม่แปลก?​ หรือมันอาจจะเบาลงบางลง?​ ต้องรอดูกันต่อไป

แต่ในประเด็นเรื่องของราคา แมทธิว บอล (Matthew Ball) นักลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีให้สัมภาษณ์กับสื่อ Business Insider ว่าการตั้งราคาแบบนี้คือ “แนวทางของเทสลา” (Tesla Approach) เลย โดยบอกว่า

“มันมีเหตุผลว่าทำไมก่อนที่ Apple จะเปิดราคาของ Vision Pro พวกเขาก็พูดถึงสถานการณ์ที่คุณจะซื้อหน้าจอแบบ Ultra-HD, ซูเปอร์คอมพิวเตอร์สำหรับเล่นเกม, ระบบเสียงรอบทิศทาง, iPhone และอื่น ๆ ในขณะที่วางตำแหน่งเฮดเซตอันนี้ว่าเป็นอุปกรณ์ที่ซับซ้อนที่สุดที่บริษัทเคยสร้างมา”

“Apple จำเป็นต้องอธิบายว่าทำไม ในระดับหนึ่งก็เตรียมเราให้พร้อมสำหรับราคา 3,500 เหรียญของ Vision Pro รวมภาษีแล้วก็ 4,000 ดอลลาร์ซึ่งที่น่าทึ่งมาก ราคาแพงกว่า Quest 3 ถึง 7 เท่า ซึ่ง Vision Pro ควรมีประสิทธิภาพและความสามารถมากกว่ามาก และมันก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ นอกจากนี้ Apple Silicon ในคอมพิวเตอร์ก็มีประสิทธิภาพมากกว่าเมื่อเทียบกับราคา แต่ราคาแบบนี้ก็จะทำให้เกือบทุกคนเข้าไม่ถึงในตอนนี้”

“บริษัทกำลังใช้แนวทางของเทสลา – เริ่มต้นด้วยรุ่น Model S สุดท้ายไปจบที่รุ่น Model 3 จากนั้นลดราคาลงเรื่อยๆ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพขึ้นเรื่อย ๆ”

ซึ่งจากการสัมภาษณ์ก็เหมือนว่าเหตุผลที่บอลพูดก็พอจะมีน้ำหนักอยู่ไม่น้อย

เราต้องเข้าใจด้วยว่าจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา Apple การตั้งราคาที่สูงกว่าคู่แข่งสำหรับผลิตภัณฑ์ของตัวเองนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามปกติ

เอาง่าย ๆ อย่างตอน iPhone เปิดตัวในปี 2007 ราคาขายอยู่ที่ 599 เหรียญ (21,000 บาท) ซึ่งเปรียบเทียบกับตัวท๊อปของตลาดในตอนนั้นคือ Blackberry ราว ๆ 350 เหรียญ (12,000 บาท) แพงกว่าเกือบเท่าตัว

นักวิเคราะห์เรียกเทคนิคการตั้งราคาแบบนี้ว่า “Price Skimming” หรือกลยุทธ์การตั้งราคาสูงกว่าตลาด ก่อนที่จะค่อย ๆ ลดลงมา เหตุผลก็คือเพื่อเก็บกินผลกำไรในอัตราที่สูงจากลูกค้ากลุ่มบนที่มีกำลังและพร้อมจะจ่ายของตลาด ก่อนที่จะขยับลงมาในตลาดที่เป็นลูกค้าที่กว้างมากขึ้นด้วยราคาที่ถูกลง

เหตุผลที่ Apple เลือกใช้กลยุทธ์นี้ก็เพราะว่า

1. กลุ่มผู้นำกระแส (Early adopter) จะยอมจ่าย

เราเห็นเสมอเวลา Apple เปิดตัวสินค้าใหม่ ราคานั้นมักจะสูงเสมอ กลุ่มลูกค้าเป้าหมายคือคนที่นำกระแสที่มองว่าการเป็นผู้นำกลุ่ม ผู้นำฝูง คนที่ไปพร้อมไปต่อคิวเพื่อให้ได้จับ ใช้ รีวิว สินค้าใหม่ พร้อมกดจ่ายซื้อออนไลน์ตอนเปิดพรีออเดอร์เพื่อให้ได้มาครอบครองก่อนคนอื่นๆ การได้เป็นผู้นำสำหรับพวกเขาถือว่าเป็นสิ่งมีค่า

2. กำไรจะสูงตลอดอายุของสินค้า

การตั้งราคาให้สูงตอนเปิดตัว พวกเขาก็จะได้กำไรแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยจากการขายในวันแรก ๆ หลังจากนั้นพอเริ่มมีคู่แข่งเข้ามาในตลาด สินค้าเริ่มเติบโตถึงจุดอิ่มตัว ราคาก็จะค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่กว้างขึ้น ซึ่งตลอดอายุของสินค้าพวกเขาก็จะกินส่วนแบ่งกำไรอย่างเต็มที่

3. ดีต่อแบรนด์

การตั้งราคาแบบนี้ทำให้เห็นเลยว่าสินค้าเป็นของพรีเมียม เป็นภาพลักษณ์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อยกระดับและทำให้แบรนด์เป็นสินค้า Luxury ที่มีสถานะเหนือกว่าคู่แข่งในหมวดหมู่เดียวกันของตลาด เป็นสัญญาณบ่งบอกชัดเจนว่าไม่ได้มาแข่งราคา แต่จะเน้นเรื่องคุณภาพ ดีไซน์ และประสบการณ์ของลูกค้า

4. ใช้กำไรเพื่อต่อยอดนวัตกรรม

กำไรที่ได้จากการขายในช่วงแรก ๆ แม้จะยังไม่เยอะมากเพราะคนส่วนใหญ่ยังเข้าไม่ถึง แต่ก็มีส่วนต่างของกำไรที่มากเพียงพอจะนำเงินตรงนี้เพื่อไปพัฒนาและวิจัยสำหรับรุ่นต่อ ๆ ไปได้ สำหรับบริษัทเทคฯแล้วถือว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมากในการเป็นผู้นำของตลาด

คำถามคือเมื่อไหร่ที่คนส่วนใหญ่จะเข้าถึงแว่นตาของ Apple ได้? ถ้าดูจากประวัติศาสตร์แล้ว iPhone เปิดตัวด้วยราคาที่แพง หลังจากนั้นรุ่นต่อมาราคาก็ลดลงไปกว่าครึ่ง แล้วในแต่ละรุ่นก็จะเริ่มมีหลายเวอร์ชันให้เลือก (รุ่นมาตรฐาน รุ่น Pro) ซึ่งต่อไปเราน่าจะได้เห็นแพตเทิร์นที่คล้ายกันแบบนี้ เพราะฉะนั้นสำหรับคนที่อยากลอง อาจจะรอสัก 2-3 ปี รุ่นต่อไปราคาอาจจะพอเข้าถึงง่ายขึ้นแล้ว

แต่แม้จะเข้าถึงหลายคนก็คงอาจจะตั้งคำถามต่อว่า จะใส่ออกเดินไปเดินมาข้างนอกไหม? หรือสุดท้ายแว่น AR/VR ก็อาจจะเหมาะกับการเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในพื้นที่ส่วนตัวมากกว่าอยู่ดี ถ้าอีก 5 ปีต่อจากนี้แล้วคุณกำลังอ่านบทความนี้ด้วย Vision Pro ระหว่างที่นั่งในร้านกาแฟ ที่มีคนอื่น ๆ อยู่เต็มร้าน ฝากคอมเมนต์บอกกันหน่อยนะครับ

อ้างอิง :

– https://youtu.be/bwUZUG8x2MI

– https://www.ooma.com/blog/home-phone/cell-phone-cost-comparison/

– https://standrewseconomist.com/2021/11/17/slicing-the-apple-an-analysis-of-apples-pricing-strategy/

– https://www.businessinsider.com/why-apples-high-price-for-vision-pro-is-smart-move-2023-6

ทำ “ประกัน” ได้ “บำนาญ” 5 เหตุผลที่ควรวางแผนเกษียณ ด้วย “ประกันชีวิตแบบบำนาญ”

จากกระแสสภาวะเศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงและมีความผันผวนสูง ทำให้การลงทุนในรูปแบบต่างๆ อาจได้รับผลกระทบไปด้วยไม่มากก็น้อย หลายๆ ท่านอาจหวั่นใจว่าการเงินช่วงเกษียณในอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ควรมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินแบบไหนที่จะช่วยในการวางแผนการเงินที่สามารถลดความกังวลใจนี้ลงได้

ในบรรดาผลิตภัณฑ์ทางการเงินทั้งหมด ประกันบำนาญเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ช่วยตอบโจทย์การมีรายรับหลังเกษียณที่ดีมากและมั่นคง ซึ่งผู้ทำประกันบำนาญจะได้รับผลประโยชน์ที่ทำให้มีความสุขหลังเกษียณหลายอย่าง ดังนี้

1. มีรายได้หลังเกษียณที่แน่นอน

โดยไม่ต้องกังวลกับสภาวะเศรษฐกิจว่าจะดีหรือไม่ดี การวางแผนการเงินทั้งในปัจจุบันและอนาคตมีหลักสำคัญ คือต้องมีกระแสเงินสดที่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายพื้นฐาน และมีการลงทุนเพิ่มเติมที่สามารถตอบโจทย์ชีวิตในด้านอื่นๆ ด้วย

2. สิทธิลดหย่อนภาษี

นอกจากผลประโยชน์ที่ผู้ทำประกันบำนาญได้รับจากการได้รายได้ที่แน่นอนหลังเกษียณแล้ว ผู้มีเงินได้ยังสามารถนำค่าเบี้ยประกันไปลดหย่อนภาษีภายใต้เงื่อนไขของเบี้ยที่นำไปลดหย่อนภาษีต้องไม่เกิน 15% ของรายได้ทั้งปี หรือไม่เกิน 200,000 บาทต่อปีและเมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ/ กบข./ กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) และ/หรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี การเลือกบริษัทที่รับประกันบำนาญจะต้องมีความมั่นคงสูง และมีความสามารถในการจ่ายคืนผลประโยชน์ตามสัญญาได้

3. สร้างวินัยในการออมระหว่างวัยทำงาน

หนึ่งในความเข้าใจผิดสำหรับผู้เริ่มต้นการวางแผนการเงิน คือ คิดว่าจะเริ่มทำประกันเมื่อมีเงินมากหรือเหลือใช้ หรือเริ่มทำเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ตัวแปรที่สำคัญ คือ เวลา วินัย และความสม่ำเสมอในการออม ดังนั้นจึงต้องมีการเริ่มออมเพื่อการเกษียณ ซึ่งประกันบำนาญเป็นตัวเลือกหนึ่งที่จะช่วยสร้างวินัยการออมได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้การออมเมื่ออายุที่เริ่มต้นต่างกัน เงินตอบแทนที่จะได้รับก็ย่อมแตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้ ยิ่งเริ่มทำประกันบำนาญเร็วเท่าไหร่ ผลประโยชน์และความมั่นคงที่ได้รับก็จะมากขึ้นเท่านั้น

4. ลดความเสี่ยงลดความเครียด

เมื่อรวมประกันบำนาญกับพอร์ตการลงทุนเพื่อการเกษียณ ในมุมมองของบางท่าน เมื่อเทียบกับผลประโยชน์ของประกันบำนาญเพียงอย่างเดียวกับการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนสูง ในช่วงสภาวะเศรษฐกิจดี อาจจะคิดว่าได้ ผลตอบแทนต่ำ แต่จุดสำคัญคือ ผู้ทำประกันที่มองหาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่จะมาตอบโจทย์เรื่องการันตีรายได้สำหรับค่าใช้จ่ายพื้นฐานหลังเกษียณเป็นหลัก ได้รับเงินทุกปีตามเงื่อนไขกรมธรรม์ ไม่ว่าเศรษฐกิจจะไปทิศทางไหน และหากผู้ทำประกันมีการวางแผนประกันบำนาญร่วมกับการลงทุนเพื่อการเกษียณด้วย ก็จะทำให้ความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนเพื่อการเกษียณลดลง และมีความมั่นใจในแผนการเกษียณมากขึ้น

5. มีทุนประกันชีวิตระหว่างการชำระเบี้ย

หากผู้ทำประกันเสียชีวิตระหว่างการชำระเบี้ย ผู้รับผลประโยชน์จะได้รับเงินตอบแทนมากกว่าเบี้ยที่ผู้ทำประกันชำระ คือ ได้รับเงินต้นที่ชำระไปบวกกับรับเงินทุนประกันชีวิตที่ผู้รับผลประโยชน์จะต้องได้ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการจัดตั้งผู้จัดการมรดก ซึ่งใช้เวลาในการรับเงินที่นานกว่าและอาจมีค่าใช้จ่ายด้วย

ดังนั้น จากผลประโยชน์ที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าการวางแผนเกษียณที่รวมกับประกันบำนาญมีประโยชน์อย่างมาก จึงนับว่าเป็นสินค้าทางเงินหลักที่ตอบโจทย์ทั้งตัวผู้วางแผนเกษียณและครอบครัวให้ได้รับความสุขหลังเกษียณได้เป็นอย่างดี

เขียนโดย: บุณยนุช ยุทธ์ประทุม นักวางแผนการเงิน CFP®

“ปลดหนี้บัตรเครดิต” 2 ล้าน ภายใน 2 ปี ทำได้อย่างไร?

aomMONEY เจอกระทู้ที่น่าสนใจในพันทิปครับ มีสมาชิกที่ชื่อ Richeest มาแชร์ประสบการณ์ว่า เขาสามารถปลดหนี้ 2 ล้านบาท จากบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด 20 ใบ ได้ภายใน 2 ปี จนตอนนี้มีเงินเก็บหลักล้าน!

อ่านแล้วน่าสนใจมากๆ อยากรู้มั้ยครับว่าเขาเป็นหนี้ได้อย่างไร? ใช้วิธีอะไรถึงปลดหนี้ได้สำเร็จ? แล้วเขาตัดสินใจได้เหมาะสมหรือไม่? aomMONEY จะเล่าให้ฟังครับ

จุดเริ่มต้นของการเป็นหนี้

เจ้าของกระทู้เล่าว่า เขาลงทุนทำธุรกิจอพาร์ตเมนต์ แล้วต้องการเงินก้อนมาลงทุน ซึ่งเขายื่นขอสินเชื่อสำหรับทำธุรกิจไปแล้ว ทางธนาคารจะอนุมัติเงินกู้ที่ 70% ของราคาประเมินการก่อสร้าง เขาจึงตัดสินใจใช้เงินสดที่มีอยู่ ประกอบกับการใช้ “บัตรเครดิต” เพื่อสร้างอพาร์ตเมนต์ดังกล่าว

โดยเขามองว่า อยากรีบลงทุนสร้างอพาร์ตเมนต์ให้เสร็จเร็วที่สุด แล้วปล่อยเช่า หากผลตอบรับเป็นไปด้วยดี มีอัตราการเข้าพักสูง ก็จะสามารถเก็บกินผลกำไรได้มาก จึงตัดสินใจใช้บัตรเครดิตเป็นส่วนหนึ่งของเงินลงทุน ซึ่งนั่นเป็นที่มาของหนี้ก้อนโต 2 ล้านบาท จากบัตรเครดิตและบัตรเงินสด 20 ใบ

วิธีปลดหนี้ 2 ล้าน ภายใน 2 ปี

1. สำรวจยอดหนี้ที่ค้างอยู่ทั้งหมด

การเป็นหนี้บัตรหลายใบ สิ่งที่ต้องทำอันดับแรกคือตั้งสติ หยุดก่อหนี้ แล้วทำตารางแจกแจงรายละเอียด เพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งหมด และง่ายต่อการจัดการ ได้แก่

– เรามีหนี้บัตรอะไรบ้าง ทั้งหมดกี่ใบ วงเงินเท่าไร
– แต่ละใบมียอดหนี้เท่าไร
– แต่ละใบต้องชำระหนี้วันไหน
– แต่ละใบต้องจ่ายเต็มจำนวนเท่าไหร่ / จ่ายขั้นต่ำเท่าไหร่
– แต่ละใบมีอัตราดอกเบี้ยต่อปีเท่าไหร่

หรือถ้าใครไม่อยากมานั่งแจกแจง หรือกลัวข้อมูลตกหล่น ก็สามารถเช็กข้อมูลได้จากเครดิตบูโร โดยเสียค่าใช้จ่าย 150 บาท แล้วรอเอกสารประมาณ 1-2 สัปดาห์ครับ

2. ทำบัญชีรายรับรายจ่าย

เมื่อรู้รายการที่ต้องจ่ายหนี้ทั้งหมดแล้ว ทีนี้ก็ถึงเวลาที่จะต้องหาเงินมาจ่าย ซึ่งเราก็ต้องทำลิสต์รายได้และรายจ่ายทั้งหมดเช่นกัน เพื่อให้เห็นภาพรวม และทำให้รู้ว่าแต่ละเดือน เราจะมีเงินเหลือเท่าไหร่สำหรับจ่ายหนี้บัตร

3. ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น

เมื่อทำบันทึกรายรับ-รายจ่ายแล้ว เราจะเห็นรายการบางอย่างที่ไม่จำเป็น ซึ่งนี่คือ “รอยรั่วทางการเงิน” ที่เราสามารถอุดมันได้ อย่างเจ้าของกระทู้นี้ก็ลดการออกไปปาร์ตี้ กินดื่มเที่ยว ที่แต่ละครั้งต้องใช้เงินราว 500-1,000 บาท

4. หารายได้เพิ่ม

ถ้าเป็นหนี้มากๆ หรืออยากปลดหนี้ได้เร็วขึ้น การหารายได้เสริมคือทางออกที่ดี ซึ่งเราสามารถเปลี่ยนความถนัดให้เป็นเงินได้ เช่น รับจ้างแปลบทความ เป็นติวเตอร์สอนพิเศษ วาดภาพขาย ฯลฯ

แต่การหารายได้เสริมที่เจ้าของกระทู้ท่านนี้เลือก คือการ “ทำธุรกิจ” ทั้งที่ยังไม่มีความพร้อมใดๆ จึงตัดสินใจใช้บัตรเงินสด กดเงินราว 500,000 บาทมาตั้งต้นธุรกิจ ซึ่งช่วงแรกๆ ก็ไปได้ไม่สวยนัก แต่พอ 1 ปีผ่านไปก็เริ่มประสบความสำเร็จ จนสร้างกำไรได้ดี ทำให้เขามีเงินมาจ่ายหนี้บัตรได้มากขึ้น

ข้อนี้ aomMONEY มองว่าเป็นการตัดสินใจที่เสี่ยงพอสมควร ประการแรกเลยคือการใช้บัตรกดเงินสด กดเงินออกมาเพื่อทำธุรกิจนั้น ไม่ใช่วัตถุประสงค์หลักของมัน เพราะสิ่งนี้มีไว้เพื่อ “การหมุนเงินสั้นๆ” เช่น เกิดเรื่องฉุกเฉิน ป่วยเข้าโรงพยาบาลต้องใช้เงินด่วน แต่ถ้าต้องการเงินก้อนมาทำธุรกิจ แนะนำว่าการขอสินเชื่อส่วนบุคคลจะตอบโจทย์มากกว่าครับ

ประการต่อมาคือ เป็นเรื่องดีที่เจ้าของกระทู้ประสบความสำเร็จกับธุรกิจนี้ จนมีกำไรไปจ่ายหนี้บัตรได้ แต่ถ้าทุกอย่างไม่เป็นไปตามคาดล่ะครับ…จะเกิดอะไรขึ้น? นั่นเท่ากับว่าเขาต้องมีหนี้เพิ่มขึ้นแน่นอน ทีนี้อาจจะปวดหัวกว่าเดิมอีกครับ

5. ค่อยๆปิดหนี้บัตรทีละใบ

หลังจากที่หักค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวันแล้ว เจ้าของกระทู้นี้ก็นำเงินที่เหลือไปจ่ายหนี้บัตรทุกใบ เพื่อไม่ให้ตัวเองเสียประวัติในเครดิตบูโร และค่อยๆ ทยอยปิดบัตรทีละใบ โดยใช้วิธีต่อไปนี้

– ปิดบัตรที่ดอกเบี้ยสูงสุดก่อน ที่เหลือให้ทยอยจ่ายขั้นต่ำ เพื่อลดภาระดอกเบี้ย

– ปิดบัตรที่ยอดหนี้เหลือน้อยสุดก่อน เพื่อลดจำนวนธนาคารที่เป็นหนี้อยู่

ปัจจุบันเจ้าของกระทู้สามารถปลดหนี้ 2 ล้านบาท จากบัตร 20 ใบ ได้แล้วภายในเวลา 2 ปี และมีรายได้จากธุรกิจที่ลงทุนไว้ ซึ่งมากกว่าเงินเดือนจากงานประจำ จนสามารถมีเงินเก็บถึงหลักล้านแล้ว ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีครับ แต่ทั้งนี้ aomMONEY อยากฝากไว้ว่า ถ้ามีความจำเป็นต้องใช้เงิน ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหน ก็ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้ถูกประเภท ตรงตามวัตถุประสงค์ดีกว่าครับ

และอีกข้อหนึ่งคือ การไม่มีหนี้ย่อมเป็นลาภอันประเสริฐ โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด ยิ่งถ้าเราทยอยจ่ายขั้นต่ำไปเรื่อยๆ ไม่สามารถหารายได้เพิ่มเติมได้ บอกเลยว่าโอกาสหลุดพ้นจากหนี้นั้นยากมากๆ ครับ

ด้วยรักและปรารถนาดี จาก aomMONEY ที่อยากเห็นคนไทยมีสุขภาพทางการเงินที่ดี

อ้างอิง: https://bit.ly/3jDQq5u

“อยากมีเงินเพิ่มเป็น 2 เท่า” ใช้ศาสตร์มหัศจรรย์ตัวเลข “72” ของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

กฎของตัวเลข 72 คือ สูตรคำนวณเบื้องต้นที่ใช้หาค่าประมาณ “ระยะเวลาในการลงทุน” และ “อัตราผลตอบแทน” ที่จะทำให้เงินต้นของเราเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากการลงทุน ค้นพบโดยนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังระดับโลกอย่างอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ จากการศึกษาเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยทบต้น เหมาะสำหรับนักลงทุนมือใหม่ เพราะมีวิธีคิดที่ง่ายและไม่ซับซ้อน

โดยวิธีการคำนวณนั้น จะมี 2 สูตรให้เราเลือกใช้

สูตรที่ 1

ใช้คำนวณหาระยะเวลาในการลงทุนเพื่อให้ได้เงินเพิ่ม 2 เท่า

➤ ระยะเวลาการลงทุน = 72 / อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน

สูตรที่ 2

ใช้คำนวณหา อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนเพื่อให้ได้เงินเพิ่ม 2 เท่า

➤ อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน = 72 / ระยะเวลาการลงทุน

ตัวอย่างแรก

นาย A มีเงินต้น 500,000 บาท ลงทุนด้วยกองทุนที่อัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 6% ต่อปี ถ้านาย A อยากให้เงินเติบโตเป็น 1,000,000 บาท จะต้องใช้ระยะเวลาการลงทุนเท่าไหร่?

อยากทราบระยะเวลาการลงทุน
สูตรที่ใช้ในการคำนวณ คือ สูตรที่ 1
ระยะเวลาการลงทุน คือ 72 / 6 = 12

เพราะฉะนั้นนาย A ต้องลงทุนกองทุนเป็นระยะเวลา 12 ปี
ในการพลิกเงิน 500,000 ให้กลายเป็นเงิน 1,000,000 บาท

จากตัวอย่างข้างบน จะเห็นได้ว่าถ้านาย A อยากได้เงินล้านเร็วกว่านี้ นาย A ก็ต้องมองหาการลงทุนที่ได้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยมากกว่า 6% ต่อปี เพื่อร่นระยะเวลาการลงทุนให้สั้นลง

ตัวอย่างที่สอง

นาย B มีเงินต้น 500,000 บาท อยากลงทุนภายใน 10 ปี ให้ได้เงิน 1,000,000 บาท นาย B จะต้องลงทุนในสินทรัพย์ที่อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยเท่าไหร่?

อยากทราบอัตราผลตอบแทน
สูตรที่ใช้ในการคำนวณ คือ สูตรที่ 2
อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน คือ 72 / 10 = 7.2

เพราะฉะนั้นนาย B ต้องลงทุนให้ได้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 7.2% ต่อปี
เพื่อพลิกเงิน 500,000 ให้กลายเป็นเงิน 1,000,000 บาท ใน 10 ปี

แต่ถ้าใครกำลังคิดว่า “ต้องคำนวณไม่ถูกแน่ๆ” ทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้ทำโปรแกรมคำนวณมาให้ทุกคนได้ใช้ฟรีที่ : https://bit.ly/3fiaNlS

จากกฎของตัวเลข 72 ของ ไอน์สไตน์ aomMONEY จะขอสรุปง่ายๆ ดังนี้

1. ถ้าเราทำอัตราผลตอบแทนต่อปีได้สูงเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งได้เงินทบต้นเร็วและไปถึงเป้าหมายเร็วเท่านั้น

2. ถึงแม้เราจะทำอัตราผลตอบแทนได้ไม่สูงมาก แต่ถ้าเราให้เวลา สามารถรอคอยได้นาน เงินลงทุนของเราก็สามารถเติบโตได้เช่นกัน

ทั้งนี้อย่าลืมว่า กฎของตัวเลข 72 เป็นเพียงการหาค่าประมาณ และในความเป็นจริง เราไม่สามารถทำอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยให้เท่ากันได้ทุกปี สิ่งสำคัญที่สุด จึงเป็นการปรับพอร์ตระหว่างการลงทุน เพื่อพาเงินในกระเป๋าของคุณเติบโตไปให้ถึงเงินล้านตามที่หวังครับ

แก้จุดด้อย “กองทุนรวม” ดึงจุดเด่น “หุ้นรายตัว” รู้จัก “ETF” กองทุนเทรดดัชนี

หลายครั้งเวลาเช้าๆ เห็นหุ้นตกหนักๆ เราก็ชอบเข้าไปซื้อกองทุนตามบริษัทหลักทรัพย์ หรือไม่ก็ธนาคารต่างๆ ดีใจได้ของถูก สะใจคนที่ซื้อไปวันก่อน เพราะเราได้ของถูกกว่า แต่ปรากฏว่า ตอนปิดตลาด หุ้นกลับขึ้นปิดสูงกว่าเมื่อวานอีก

อ้าว! แทนที่จะได้ของถูกกลับได้ของแพงเสียอีก ในทางกลับกัน เวลาเห็นหุ้นขึ้นเยอะๆ เราก็รีบขายล็อคกำไร หรือ บางทีก็ดีใจที่ได้คืนทุนซะที ติดดอยมานาน แต่ปรากฏว่าตอนใกล้ปิดตลาด หุ้นที่ขึ้นอยู่ดีๆ กลับปักหัวลง ปิดลบจากเมื่อวาน จากกำไรกลายเป็นขาดทุน ทำให้นึกถึงแก๊งค์สี่โมงเย็นในสมัยก่อน สงสัยกลับมาอาละวาดอีก

อารมณ์อย่างนี้คิดว่าหลายคนที่ชอบซื้อกองทุนรวมคงเคยเจอ ถือได้ว่าเป็นหนึ่งใน Pain Point ของกองทุนเปิดทั่วไปเลยก็ว่าได้

หากเรามาสรุป Pain Point ของกองทุนรวมกันคร่าวๆ ก็มี ดังนี้

1. ตอนซื้อ ตอนขาย ไม่รู้ว่าซื้อขายได้ที่ราคาเท่าไหร่

เพราะกองทุนเปิดทั่วไปจะจำกัดเวลาซื้อขายก่อนตลาดปิด อย่างเช่น ถ้าเป็นกองทุนหุ้น ก็จะจำกัดเวลาซื้อขายที่ 15.30 น. (ตลาดปิด 16.30 น.) และราคาที่ใช้ในการคำนวณ NAV คือ ราคาตอนตลาดปิด ทำให้ ณ เวลาที่เราซื้อขาย เราจึงไม่สามารถรู้เลยว่าเราซื้อขายได้ที่ราคาเท่าไหร่

2. ตอนซื้อจ่ายเงินเลย ตอนขายรอเงินนาน

ตอนซื้อ เราต้องจ่ายเงินซื้อทันที (วันที่ T) แต่ตอนขายคืน เราไม่ได้เงินทันทีเหมือนตอนซื้อนะ แต่จะได้หลังจากนั้น จะนานแค่ไหน (มีได้ตั้งแต่ 2 ถึง 6 วันทำการหลังวันทำการขายคืน) ก็แล้วแต่ว่าเป็นกองทุนประเภทไหน ลงทุนในประเทศ หรือ ต่างประเทศ ดูแล้วเหมือนไม่แฟร์เลยนะ

3. เสียค่าธรรมเนียมทั้งขาเข้าและขาออก

ตอนซื้อ เราต้องเสีย “ค่าธรรมเนียมขาย” ตอนขาย เราต้องเสีย “ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน” อย่างงนะ ที่เรียกอย่างนี้ เพราะในระบบเค้าจะมองสถาบันการเงินที่เป็นตัวแทนซื้อขายเป็นหลัก

คือ ตอนเราซื้อกองทุน สถาบันการเงินเป็นคนขายให้เรา เลยเรียกค่าธรรมเนียมขาย แต่ตอนเราขาย คือ สถาบันการเงินรับซื้อคืนจากเรา เลยเรียกค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน

ค่าธรรมเนียมขายและค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืนนี้เป็นค่าธรรมเนียมที่คิดจากผู้ลงทุน ซึ่งจะเป็นตัวที่ทำลายผลตอบแทนที่เราควรจะได้

อย่างเช่น ค่าธรรมเนียมขาย 1% แปลว่า ลงทุน 100 บาท ยังไม่ทันลงทุนเลย โดนหักค่าธรรมเนียมไปก่อนแล้ว 1 บาท เหลือเงินลงทุน 99 บาท ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน 1% แปลว่า ขายคืนไป 100 บาท แทนที่จะได้ 100 บาทเต็มๆ กลับโดนหักค่าธรรมเนียมไปอีกแล้ว 1 บาท เหลือเงินที่ได้จากการลงทุน 99 บาท ค่าธรรมเนียมพวกนี้ยิ่งมากยิ่งทำให้เรามีโอกาสกำไรน้อยลง และมีโอกาสที่จะขาดทุนมากขึ้น

ยิ่งใครที่ซื้อขายกองทุนเปิดบ่อยๆ โอกาสยิ่งขาดทุน ยิ่งมาก ตัวอย่างเช่น ถ้ากองทุนคิดค่าธรรมเนียมขายและรับซื้อคืนรวมกันเท่ากับ 1% ถ้าเราซื้อขายกองทุนเปิดบ่อยๆ สัปดาห์ละครั้ง เท่ากับ 1 ปีเราซื้อขาย 52 ครั้ง แปลว่าเราต้องเสียค่าธรรมเนียมซายและรับซื้อคืนรวม 52% แล้วอย่างนี้ เราจะไม่ขาดทุนยังไงไหว

4. ค่าธรรมเนียมการจัดการสูง

กองทุนเปิดส่วนใหญ่โดยเฉพาะกองทุนแบบ Active Fund คือ กองทุนประเภทที่มีนโยบายการลงทุนที่จะชนะเกณฑ์มาตรฐานหรือดัชนีอ้างอิง กองทุนพวกนี้จำเป็นต้องมีผู้จัดการกองทุนที่มีความรู้ความสามารถ มีระบบข้อมูลและการวิเคราะห์ที่ดี ทำให้กองทุนพวกนี้มักมีค่าธรรมเนียมการจัดการที่ต้องจ่ายให้กับบริษัทจัดการกองทุนสูง

โดยทั่วไปถ้าเป็นกองทุนหุ้น ค่าธรรมเนียมการจัดการจะอยู่ที่ประมาณ 1% – 1.5% ต่อปี แต่ถ้าเป็นกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ ค่าธรรมเนียมการจัดการจะยิ่งแพง และกองทุนไม่ได้มีเฉพาะค่าธรรมเนียมการจัดการยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก เช่น ค่าผู้ดูแลผลประโยชน์ ค่านายทะเบียน ค่ารับฝากทรัพย์สิน เป็นต้น เมื่อรวมแล้ว ค่าใช้จ่ายทั้งหมดอาจจะสูงได้ถึง 5% ต่อปี ค่าใช้จ่ายพวกนี้เป็นค่าใช้จ่ายที่คิดจากกองทุน แปลว่าต่อให้เราไม่ซื้อขายกองทุน ยังไงก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมส่วนนี้อยู่ดี

5. การตัดสินใจลงทุนขึ้นกับผู้จัดการกองทุน

กองทุนแบบ Active Fund แม้จะมีนโยบายกำหนดชัดเจนว่าจะลงทุนในอะไร แต่การตัดสินใจลงทุนก็ขึ้นอยู่กับผู้จัดการกองทุน ตัวอย่างเช่น กองทุนที่มีนโยบายลงทุนในหุ้น เราก็ไม่รู้หรอกว่า ตอนที่เราซื้อหรือขายนั้น กองทุนลงทุนในหุ้นกี่เปอร์เซนต์ และลงทุนในหุ้นตัวไหนมากน้อยแค่ไหน

สิ่งที่เราคิดกับสิ่งที่ผู้จัดการกองทุนคิดอาจไม่เหมือนกันก็ได้ เช่น เราอาจคิดว่าหุ้นตัวนี้ราคาตอนนี้ดี ผู้จัดการกองทุนน่าจะซื้อหุ้นตัวนี้เยอะๆ แต่ผู้จัดการกองทุนอาจกำลังขายหุ้นตัวนี้อยู่ก็เป็นไปได้ แปลว่าตอนที่เราซื้อหรือขายกองทุนแบบ Active Fund เราไม่รู้เลยว่ากองทุนลงทุนในอะไรอยู่ และผู้จัดการกองทุนกำลังทำอะไร

6. บางกองทุนกระจายการลงทุนไม่ดี

กองทุนแบบ Active Fund บางกองจะไม่มีการกระจายการลงทุนที่ดี เพราะผู้จัดการกองทุนจะเลือกลงทุนในกองทุนที่มีผลประกอบการดีเท่านั้น ซึ่งถ้าเลือกได้ถูกต้องและราคาหลักทรัพย์เป็นไปตามคาดการณ์ของผู้จัดการกองทุนก็ดีไป แต่ถ้าเกิดไม่ใช่ ความเสียหายกับกองทุนก็จะมากด้วยเช่นกัน

7. ผลตอบแทนในอดีตไม่ได้ยืนยันอนาคต

ผลการดำเนินงานของกองทุนแบบ Active Fund อาจจะมากกว่าหรือน้อยกว่าดัชนีอ้างอิงได้ ขึ้นอยู่กับฝีมือของผู้จัดการกองทุน และแม้จะเป็นผู้จัดการกองทุนคนเดิม ผลการดำเนินงานในอดีตก็ไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต

เมื่อการลงทุนในกองทุนเปิดมี Pain Point มากมายอย่างนี้ จะทำยังไงดี ก็เลยมีคนคิดกองทุนประเภทหนึ่งขึ้นมา โดยเรียกว่ากองทุน ETF

ETF ย่อมาจาก Exchange Traded Fund แปลตรงตัว ก็คือ กองทุนที่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ETF จึงมีลักษณะเหมือนหุ้นที่มีสภาพคล่องและสามารถซื้อขายแบบ Real-Time ได้ในตลาดหลักทรัพย์ฯ เหมือนหุ้นตัวหนึ่ง

ความแตกต่างหลักๆ ระหว่าง ETF กับหุ้น คือ การลงทุนในหุ้นจะเป็นการลงทุนในบริษัทจดทะเบียนเพียงบริษัทเดียวเท่านั้น แต่การลงทุนใน ETF จะเหมือนนำเงินลงทุนของเราไปกระจายซื้อทุกหลักทรัพย์หรือในสินทรัพย์ที่ ETF อ้างอิงตามน้ำหนักของดัชนี เช่น ETF ที่อ้างอิงดัชนี SET50 ก็จะซื้อหุ้นทั้ง 50 ตัวในสัดส่วนเดียวกับที่อยู่ในดัชนี SET50 เพื่อให้ได้อัตราผลตอบแทนเท่ากับหรือใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิงมากที่สุด

เมื่อ ETF เป็นกองทุนที่มีลักษณะอย่างที่กล่าว จะแก้ Pain Point ของกองทุนเปิดได้ ดังนี้

1. ตอนซื้อ ตอนขาย ETF เราจะซื้อขายได้ที่ราคาตลาด ณ ขณะนั้น (real time) เหมือนหุ้นตัวหนึ่ง รู้ต้นทุน รู้ราคาขาย ไม่ต้องไปรอลุ้นตอนตลาดปิดว่าจะซื้อขายได้ที่ราคาเท่าไร

2. ETF ตอนซื้อขาย จะชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ใน 2 วันทำการ (T+2) แปลว่าตอนซื้อ เราจ่ายเงินซื้อวันที่ T+2 ตอนขายเราก็จะได้เงิน T+2 เช่นกัน แฟร์ดี

3. ETF เป็นกองทุนที่ซื้อขายเหมือนหุ้นตัวหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ ค่าธรรมเนียมการซื้อขาย (Brokerage fee) ก็เหมือนการซื้อขายหุ้น จะต้องเสียเท่าไร ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราเปิดบัญชีโบรกเกอร์แบบไหน เปิดกับบริษัทหลักทรัพย์อะไร ซื้อขายที่ปริมาณเท่าไร ซึ่งเราก็ต้องสอบถามจากโบรกเกอร์ที่เราสนใจ แต่ยังไงก็ตาม ก็ต่ำกว่าค่าธรรมเนียมการขายและรับซื้อคืนของกองทุนแบบ Active Fund

4. ค่าธรรมเนียมการจัดการของ ETF จะต่ำมากเพราะเป็นกองทุนแบบ Passive Fund ที่เน้นลงทุนให้ใกล้เคียงดัชนีอ้างอิงให้มากที่สุด ดังนั้น ETF จึงมีค่าธรรมเนียมการจัดการต่ำ เพราะไม่ต้องอาศัยความรู้ความสามารถของผู้จัดการกองทุน และเพราะต้องจัดการให้กองทุนใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิงให้มากที่สุด จึงคิดค่าธรรมเนียมแพงไม่ได้ ถ้าแพง กองทุนก็จะมีผลประกอบการที่ต่ำกว่าดัชนี เพราะดัชนีไม่มีค่าใช้จ่าย

5. ETF มีนโยบาย และเงื่อนไขการลงทุนชัดเจน คือ ต้องใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง แปลว่า เราจะทราบชัดเจนว่า ณ ขณะนั้นๆ กองทุน ETF ที่เราลงทุนนั้นลงทุนในอะไรอยู่ สัดส่วนเท่าไหร่ ขณะที่กองทุนแบบ Active Fund จะไม่มีความชัดเจนตรงนี้

6. ETF จะมีการกระจายการลงทุนที่ดี เพราะ ETF กระจายซื้อทุกหลักทรัพย์หรือในสินทรัพย์ตามสัดส่วนน้ำหนักในดัชนีอ้างอิง

7. ETF จะให้ผลตอบแทนตามดัชนีอ้างอิง ซึ่งต่างจากกองทุนแบบ Active Fund ที่ผลตอบแทนในช่วงเวลาหนึ่งๆ แม้จะไม่ดีกว่าดัชนีอ้างอิง แต่ก็ไม่น้อยกว่าดัชนีอ้างอิงเช่นกัน

จากที่กล่าวมา เราคงเห็นแล้วว่า ETF เป็นเครื่องมือการลงทุนตัวหนึ่งที่น่าสนใจ ทั้งในแง่ความชัดเจน การกระจายความเสี่ยง และต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ต่ำ ปัจจุบัน มี ETF ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหลายประเภท อาทิ

– Equity ETF / Index ETF มุ่งสร้างผลตอบแทนอ้างอิงดัชนีราคาหุ้นในประเทศ
– Sector ETF มุ่งสร้างผลตอบแทนอ้างอิงดัชนีราคาหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรม
– Foreign ETFมุ่งสร้างผลตอบแทนอ้างอิงดัชนีราคาหุ้นต่างประเทศ
– Bond ETF มุ่งสร้างผลตอบแทนอ้างอิงดัชนีราคาตราสารหนี้
– Gold ETFมุ่งสร้างผลตอบแทนอ้างอิงดัชนีราคาทองคำ

แต่ทั้งนี้ ถึงแม้ ETF จะแก้ Pain Point ของกองทุนรวมปกติในหลายเรื่องได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่า ETF จะเหมาะกับนักลงทุนทุกคน เพราะต้องอาศัยความรู้ และความชำนาญในตลาดซื้อขายสินทรัพย์นั้นๆ ด้วย และต้องมีเวลาติดตามข่าวสารพอสมควร ซึ่งถ้าใครสนใจศึกษา ETF เพิ่มเติม ก็สามารถดูได้ที่เว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้เลยนะครับ

เอาชนะ ‘อคติแห่งการมองย้อนกลับ’ คิดว่ารู้มาตลอด “ว่าแล้ว เป็นอย่างที่คิดเลย” ตัวการสำคัญที่ทำให้ลงทุนแบบผิด ๆ

เคยได้ยินคนพูดเสมอว่าทุกอย่างชัดเจนเสมอเมื่อมองย้อนกลับไปในอดีต

แม้จะรู้สึกว่ามันเป็นอย่างนั้น แต่ในความเป็นจริงมันทำให้ความจริงบิดเบี้ยวและกระทบต่อการตัดสินใจเรื่องการเงินของเราด้วย

อคติแห่งการมองย้อนกลับ (Hindsight Bias) เกิดขึ้นเมื่อเรามองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเชื่อ ‘แบบผิด ๆ’ ว่าคุณรู้มาโดยตลอด “เป็นอย่างที่คิด” ผลที่ออกมาไม่ต่างจากที่คุณคาดการณ์เอาไว้ตั้งแต่แรก

เอาง่าย ๆ แบบนี้ก็ได้ เมื่อทีมฟุตบอลทีมโปรดของคุณแข่ง แล้วคุณก็พูด ๆ ว่าเกมนี้ก็ชนะแน่นอน แต่พอผลลัพธ์ออกมาไม่เป็นอย่างที่คิด กลับพูดว่า “เป็นอย่างที่คิดเลย คิดไว้อยู่แล้วว่าเกมนี้ต้องแพ้แน่เลย”

นั่นแหละครับอคติแห่งการมองย้อนกลับ

เมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นแล้ว เมื่อเราทราบข้อมูลและความจริงของเหตุการณ์ สมองเรามีแนวโน้มที่จะเขียนอดีตใหม่และทำให้ดูเหมือนว่าเรารู้อยู่แล้วว่าทุกอย่างจะจบลงอย่างไร

ปัญหาของอคติแห่งการมองย้อนกลับ

มีประโยคหนึ่งของ โยดา (Yoda) สุดยอดเจไดในตำนานจากเรื่อง Star Wars ที่กล่าวว่า

“อาจารย์ที่ดีที่สุดคือความล้มเหลว”

แม้คำกล่าวนั้นจะจริง แต่ก็เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น

จริงอยู่ที่เราเรียนรู้จากความล้มเหลวมากกว่าความสำเร็จ แต่ก็เราจะเรียนรู้จากความล้มเหลวได้ เราก็ต้องซื่อสัตย์และระบุได้อย่างชัดเจนว่าสาเหตุของความผิดพลาดนั้นมาจากอะไรกันแน่

ซึ่งตอนนี้แหละที่อคติแห่งการมองย้อนกลับกลายเป็นปัญหา

ลองจินตนาการก็ได้ครับว่าคุณกำลังเริ่มทำธุรกิจบางอย่าง แล้วมีคนถามว่า “ธุรกิจนี้จะอยู่รอดในปีแรกไหม?” คุณก็คงตอบอย่างมั่นใจว่า “แน่นอนสิ”

หลังจากนั้นหนึ่งปี ปรากฏว่าธุรกิจไปไม่รอด (ซึ่งสถิติการทำธุรกิจโดยเฉพาะสตาร์ตอัปนั้นล้มเหลวมากกว่า 90%) ทีนี้พอมีคนมาถามให้คุณนึกถึงคำตอบที่ตัวเองให้ไว้เมื่อปีก่อน คุณก็อาจจะบอกว่า “ที่จริงก็คิดแหละว่าธุรกิจนี้อาจจะไม่รอดก็ได้”

ตอนนี้คุณกำลังเอาผลลัพธ์หรือสิ่งที่เกิดขึ้น (ธุรกิจที่ล้มเหลว) มาเป็นตัวตั้งต้นเขียนประวัติศาสตร์ใหม่อีกครั้งหนึ่ง สร้างเรื่องราวบางอย่างที่บอกว่าคุณก็รู้มาเสมอว่ามันจะเกิดขึ้นอยู่แล้ว

ที่จริงคำถามนี้ถูกใช้จริง ๆ ในการทดลองในปี 2009 ที่มหาวิทยาลัย University of Pennsylvania ซึ่งนักวิจัยก็ถามเหล่าผู้ประกอบการว่าโอกาสที่ธุรกิจของพวกเขาจะประสบความสำเร็จไหมในอีกหนึ่งปี ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะบอกว่าแน่นอน (ก็เข้าใจได้ว่าคนที่กำลังจะเริ่มธุรกิจคงไม่มีใครบอกว่าของตัวเองจะเจ๊ง)

หลังจากนั้นหนึ่งปีก็กลับมาถามเหล่าผู้ประกอบการที่ไปไม่รอด พวกเขาจะตอบว่า ‘ก็คิดไว้แล้วว่ามันอาจจะไม่รอดก็ได้’ ซึ่งกลายเป็นช่องว่างระหว่างคำตอบที่มาจากคติแห่งการมองย้อนกลับทันที

ปัญหาเกิดขึ้นตรงนี้แหละ ความบิดเบี้ยวของความคิดที่คิดว่าตัวเองรู้อยู่แล้วว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการเหล่านี้ไม่วิเคราะห์หรือหาเหตุผลจริง ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับธุรกิจ ทำไมมันถึงล้มเหลว ทำไมถึงไปไม่รอด ซึ่งการมองข้ามตรงนี้และด่วนสรุปไปเลยว่าตัวเองรู้อยู่แล้ว ทำให้เสียโอกาสเรียนรู้จากความผิดพลาดที่เกิดขึ้นนั่นเอง

แล้วเกี่ยวอะไรกับการลงทุน?

ทีนี้ลองคิดดูนะครับว่านักลงทุนที่ไม่เรียนรู้จากความผิดพลาดและคิดว่าตัวเองรู้อยู่แล้วจะเกิดอะไรขึ้น?

ในงานวิจัยชิ้นหนึ่งบ่งบอกว่าแม้แต่นักลงทุนมืออาชีพที่ทำงานในธนาคารใหญ่ ๆ ทั้งหลายนั้นล้วนตกเป็นเหยื่อของอคตินี้เช่นเดียวกัน ทำให้ตอบแทนไม่เป็นไปอย่างที่คาดหวังอยู่บ่อย ๆ ที่น่ากลัวก็คือว่าประสบการณ์หรือจำนวนปีก็ไม่ได้มีผลทำให้อคตินี้ลดลงเลย ไม่ว่านักลงทุนที่อยู่ในตลาดมา 40 ปี หรือคนที่เพิ่งทำงานล้วนมีโอกาสที่จะคิดว่า “นั่นไง คิดไว้แล้วเชียว” อยู่เสมอ

ตลาดหุ้นมีความผันผวนสูงมาก ราคาแกว่งขึ้นลงได้ในพริบตา หลังจากช่วงที่ความผันผวนผ่านไป นักลงทุน มืออาชีพทั้งหลายก็มีแนวโน้มที่จะประเมินสิ่งที่ตัวเองทำได้สูงเกินไปในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งสิ่งนี้เองที่ทำให้เกิดความมั่นใจมากเกินไปและไม่เตรียมพร้อมที่จะรับมือกับความผันผวนที่จะเกิดขึ้นตามมาหลังจากนั้น

เอาง่าย ๆ หลังจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2008 ผ่านไป เหมือนว่านักลงทุนที่มีชื่อเสียงก็จะออกมาพูดไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง

– เราน่าจะรู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น
– รู้มาตลอดเลยว่ามันจะเกิดปัญหา

แต่ตอนนั้นกลับมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ออกมาเตือนเรื่องฟองสบู่อสังหาฯในอเมริกา แต่เมื่อมีอคติแห่งการมองย้อนกลับเข้ามาเกี่ยวข้อง เราจะเห็นเลยว่านักลงทุนมากมายกลับเชื่อ (แบบผิด ๆ) ว่าพวกเขารู้มาตลอดว่าจะเกิดอะไรขึ้น

นี่คือเรื่องที่อันตรายเพราะ พวกเขามองข้ามโอกาสในการเรียนรู้กับวิกฤติที่ผ่านมาและไม่พร้อมที่รับมือกับวิกฤติครั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งนำไปสู่การตัดสินใจทีผิดพลาดได้

จะเอาชนะอคติแห่งการมองย้อนกลับยังไงดี?

สำหรับนักลงทุนแล้วสิ่งที่พอจะช่วยลดอคติแห่งการมองย้อนกลับได้ดีมากที่สุด (ไม่ว่าจะในเรื่องการลงทุนหรือชีวิตส่วนตัวก็ตาม) คือการเขียนบันทึกการตัดสินใจของตัวเองเอาไว้ (จะเป็นสมุดหรือแอปฯมือถือก็ได้ ขอให้เป็นสิ่งที่เราสามารถหยิบมาดูได้ตลอด)

เมื่อไหร่ก็ตามที่ตัดสินใจทำอะไร ไม่ว่าจะเป็นการซื้อหุ้น ลงทุน ทำธุรกิจ ฯลฯ ทุกอย่างที่เป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ ๆ ในชีวิต และสิ่งที่สำคัญคือเขียนเหตุผลกำกับไปด้วยว่า ‘เพราะอะไร’ ถึงตัดสินใจแบบนี้ ทำไมเราถึงเลือกไปทางซ้ายมากกว่าทางขวา ทำไมเราถึงเชื่อว่าหุ้นตัวนี้จะขึ้น ปลายทางผลลัพธ์ที่เราเชื่อว่าจะเกิดขึ้นจริง ๆ คืออะไรกันแน่

เมื่อเวลาผ่านไปแล้วเราก็กลับมาเช็กครับว่าความจริงมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ไหม ตอนนี้แทนที่จะบอกว่า “เห็นไหม ว่าแล้วเชียว” คุณจะรู้ว่าตัวเองไม่ได้รู้หรอก ซึ่งการยอมรับตรงนี้ว่าตัวเองไม่ได้รู้มาก่อน คิดผิดมาตลอดคือก้าวแรกของการเรียนรู้จากความล้มเหลวอย่างแท้จริง ซึ่งจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ดีขึ้นในอนาคตด้วย

เราพลาดโอกาสในอดีตและ “รู้งี้” มานักต่อนักแล้ว

อย่าพลาดโอกาสในอนาคตเพราะ “รู้แล้วว่าจะเป็นอย่างงี้” เพิ่มขึ้นเลยครับ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save