“เงินเดือนน้อย แต่อยากมีเงินเก็บ” ปัญหาทุกข์ใจของวัยทำงาน

มนุษย์เงินเดือนหลายคน อาจจะเคยเจอกับปัญหาค่าใช้จ่ายที่แสนแพงกันใช่ไหมครับ เมื่อเทียบกับค่าจ้างที่เราได้รับในทุกๆ เดือน เลยทำให้คนส่วนใหญ่มีเงินไม่เพียงพอต่อภาระค่าใช้จ่าย เนื่องจากค่าใช้จ่ายในแต่ละวันก็เยอะพอสมควร อย่างค่าเดินทาง ค่ากิน ค่าที่พักอาศัย หรือค่าใช้จ่ายจิปาถะต่างๆ ที่เลี่ยงไม่ได้ จนทำให้เงินเดือนที่ได้มาแต่ละเดือนไม่พอใช้ จึงส่งผลให้เรานั้นไม่มีเงินเก็บเหลือเลย

aomMONEY อยากทราบว่า ใครกำลังเจอกับปัญหาเหล่านี้อยู่รึเปล่าครับ? พอดีได้มีโอกาสพูดคุยกับเพื่อนวัยเด็ก เขาเล่าให้ฟังว่า.. เริ่มทำงานมาได้ครึ่งปี เงินเดือนหลักหมื่นต้น ๆ ที่ทำงานไม่ได้อยู่ไกลจากบ้านเท่าไหร่ จึงไม่ได้เสียค่าเดินทางเยอะมากนัก อาหารกลางวันก็ทำไปทานเอง แต่ประเด็นคือ ในแต่ละเดือนแทบจะไม่มีเงินเหลือเก็บเลย ตอนนี้ทุกข์ใจมาก เพราะไม่รู้ว่าควรเริ่มจากตรงไหน กลัวว่าในอนาคตเกิดตกงานหรือมีปัญหาจะไม่มีเงินสำหรับค่าใช้จ่าย และอาจจะทำให้ปัญหาแย่ไปกว่าเดิม บ.ก.จึงอยากหยิบประเด็นนี้มาเล่าให้ฟังว่า “ถึงแม้เราจะมีเงินเดือนน้อย แต่เราก็สามารถมีเงินเก็บได้”

เงินเดือนน้อยแต่อยากมีเงินเก็บ.. ควรเริ่มยังไงดี?

1. อุดรอยรั่วทางการเงิน

ไม่ว่าเราจะทำงานหาเงินได้เยอะแค่ไหน แต่ถ้าสถานะทางการเงินหรือจำนวนเงินออมไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย นั่นแปลว่า เราอาจจะกำลังมีรอยรั่วทางการเงิน ที่ทำให้เงินรั่วไหลไปโดยไม่รู้ตัว เช่น การซื้อของฟุ่มเฟือย ค่าใช้จ่ายที่เกินความจำเป็น ค่ารักษาสุขภาพที่ต้องออกเงินเอง เป็นต้น ปัญหาจะหมดไปถ้าเราสังเกตการใช้จ่ายของตัวเองให้ดี และควบคุมมันให้อยู่ในวงเงินที่เรากำหนด

2. นำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ดี

เปลี่ยนให้เงินออมกลายเป็นเงินก้อนโต ด้วยวิธีการหันมาศึกษา “การลงทุนในกองทุนรวม” โดยปัจจุบันกองทุนรวมบางกอง สามารถลงทุนได้ตั้งแต่ 1 บาท อาจจะ DCA ตามกำลังของตัวเองเท่าที่ทำไหว ไม่จำเป็นต้องลงทุนหลักพันหรือหมื่นก็ได้ อีกทั้งยังเป็นการลงทุนที่เราสามารถเลือกความเสี่ยงได้เอง

3. นำเงินไปลงทุนกับการเสี่ยงโชค

สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ชื่นชอบการเสี่ยงโชค ขอแนะนำให้รู้จักกับสิ่งที่น่าสนใจอย่าง “สลากออมทรัพย์” ที่นอกจากจะได้ลุ้นโชคในแต่ละเดือน เงินต้นที่เสียไปก็ยังอยู่ครบ แถมได้ดอกเบี้ยจากการฝาก โดยเริ่มต้นแค่ 20 บาท ถึงแม้จะต้องฝากเงินไว้กับธนาคารตามระยะเวลาที่กำหนด แต่การเสี่ยงโชคในแต่ละครั้งก็ไม่ได้ทำให้เงินที่ลงทุนหายไปไหน

4. หารายได้เสริมเพื่อสร้างรายได้เพิ่ม

ถ้าเรารู้ตัวว่า ภาระค่าใช้จ่ายเยอะจนไม่สามารถแบ่งเงินมาลงทุนหรือออมได้เลย การหารายได้เสริมถือเป็นอีกทางออกหนึ่ง ที่จะช่วยให้มีเงินพอสำหรับค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน โดยการนำความสามารถที่มีมาต่อยอดในงานนั้น ๆ เช่น ถ้าใครมีความสามารถในการทำอาหาร อาจจะนำมาต่อยอดในการสร้างรายได้เพิ่มเติม เพราะนอกจากจะได้ใช้เวลาทำในสิ่งที่ชอบแล้ว ยังสามารถสร้างรายได้ให้กับตัวเองอีกด้วย

คำแนะนำจาก aomMONEY : การเปิดบัญชีหรือมีกระปุกเพื่อแบ่งเงินให้เป็นสัดส่วน อาจเป็นอีกหนึ่งทางออกที่ดี แต่ถ้ามีการแบ่งเงินอย่างชัดเจนแล้ว ก็ต้องไม่นำเงินจากส่วนอื่นมาใช้ด้วยนะครับ เช่น แบ่งส่วนที่ 1 ไว้สำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ส่วนที่ 2 ไว้สำหรับการเก็บเงินโดยเฉพาะ ส่วนที่ 3 ไว้สำหรับการลงทุนเพื่อนำไปต่อยอด ส่วนที่ 4 ไว้สำหรับใช้จ่ายตามใจตัวเอง กิน เที่ยว ซื้อของ เป็นต้น เท่านี้เราก็จะควบคุมค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนได้มากขึ้นแล้วครับ

เห็นกันแล้วใช่ไหมครับว่า ถ้าเราตั้งใจที่จะออมเงินอย่างจริงจัง ไม่ว่าเงินเดือนเท่าไหร่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคกับเราเลย เพียงแค่เรามีวินัยในการใช้เงิน ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เก็บเล็กผสมน้อยไปเรื่อย ๆ ถ้าทุกคนมีเป้าหมายและความตั้งใจ aomMONEY เชื่อว่าเราสามารถทำให้สำเร็จได้อย่างแน่นอนครับ และสำหรับใครที่มีเทคนิคเจ๋ง ๆ ในการออมเงิน มาเล่าให้ฟังกันได้นะครับ ครั้งหน้าจะหยิบเรื่องอะไรมาเล่าให้ฟัง ฝากติดตามกันด้วยนะครับ

วางแผนการเงิน “ตามพฤติกรรม” ด้วยการแบ่งคนเป็น 9 ประเภท ตามศาสตร์นพลักษณ์ (Enneagram)

Enneagram หรือ นพลักษณ์ คือ ศาสตร์เพื่อเข้าใจตนเองและผู้อื่น ซึ่งจะแบ่งคนออกเป็น 9 ประเภท โดยที่แต่ละประเภทจะมีพฤติกรรม แรงจูงใจในการใช้ชีวิตหรือมุมมองที่มีต่อโลกแตกต่างกันออกไป เป็นเครื่องมือที่ดีมากในการทำให้รู้จุดแข็ง จุดอ่อน เพื่อนำมาหาวิธีการจัดการเงินเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินที่เหมาะกับตนเอง

โดยสามารถรู้นพลักษณ์ได้จากการศึกษาลักษณะของคนแต่ละประเภทด้วยตนเอง หรือทำแบบทดสอบเพื่อเป็นแนวทางเพิ่มเติม หลังจากสำรวจพฤติกรรมทางการเงินกว่า 58,000 ราย จะพบความเชื่อมโยงที่น่าสนใจระหว่างนพลักษณ์แต่ละประเภทกับพฤติกรรมทางการเงิน

ลักษณ์ 1 ผู้แสวงหาความสมบูรณ์แบบ

เป็นลักษณ์ที่ต้องการความสมบูรณ์แบบ มักจะมีกฎระเบียบ มาตรฐาน ให้กับสิ่งต่าง ๆ อยู่เสมอ มักคิดว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ ชอบวิจารณ์สิ่งต่าง ๆ อย่างตรงไปตรงมา แรงจูงใจหลักคือการทำสิ่งที่ถูกต้อง

– คนประเภทนี้ส่วนใหญ่เครียดเรื่องเงินมาก กลัวว่าตนเองจะใช้มากไป จึงมักทำงบประมาณที่ช่วยควบคุมการใช้จ่ายเงิน

– มีแนวโน้มที่จะประหยัดมากกว่าการใช้จ่าย และต้องการให้แน่ใจว่ามีเงินเพียงพอสำหรับอนาคต มีถึง 33% ที่เน้นย้ำเรื่องเงินเพียงพอเพื่อเป้าหมายอนาคต เช่น การเกษียณอายุและการศึกษาบุตรในระดับมหาวิทยาลัย

– มีโอกาสใช้จ่ายไปกับการเดินทาง เสื้อผ้า และสุขภาพ บ่งชี้ถึงความปราถนาที่จะรักษาทั้งร่างกายและจิตใจให้อยู่ในสภาพที่ดี สมบูรณ์แบบทุกด้านอย่างสมดุล

– ควรกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน และวางแผนการเงินอย่างครอบคลุมทุกด้าน เพราะการมีแผนทางการเงินที่ดีจะทำให้ลักษณ์ 1 มีความสุขมากขึ้น

ลักษณ์ 2 ผู้ให้

เป็นลักษณ์ที่ชอบช่วยเหลือคนอื่น ต้องการเป็นคนสำคัญของคนอื่น ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ มักจะให้ความสำคัญกับความต้องการของคนพิเศษมากกว่าความต้องการของตนเอง แรงจูงใจหลักคือการได้รับความรัก

– มีแนวโน้มที่จะไม่สนใจการเงินมากนัก เพราะเขาละเลยตนเอง เน้นคิดถึงเรื่องการดูแลคนรักและการหาโอกาสในการเชื่อมสัมพันธ์กับผู้คนมากกว่า หามาได้เท่าไรจึงมักจ่ายจนแทบไม่เหลือเก็บ เพื่อครอบครัวและเพื่อนฝูง

– รายได้ของคนลักษณ์นี้จึงมีแนวโน้มอยู่ในระดับล่างสุด โดย 52% ของลักษณ์ 2 ที่อายุระหว่าง 30 – 50 ปี มีรายได้ต่ำกว่า 50,000 ดอลลาร์ และมีเพียง 24% เท่านั้นที่มีเงินเป็นตัวกระตุ้นที่สำคัญมาก

– ควรเริ่มจากการใส่ใจตนเองให้มากขึ้น โดยปรับพฤติกรรมออมเงินก่อน เหลือเท่าไรค่อยใช้จ่าย และหาเพื่อนที่สนใจด้านการวางแผนการเงิน จะได้ทำไปร่วมกัน ลักษณ์ 2 จะได้สนุกและให้ความสำคัญในด้านนี้มากขึ้น

ลักษณ์ 3 นักแสดง

เป็นลักษณ์ที่ต้องการประสบความสำเร็จ จริงจังกับการไปให้ถึงเป้าหมาย ชอบการแข่งขัน ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ของตนเอง สามารถปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อทำให้ตัวเองไปสู่เป้าหมายได้ แรงจูงใจหลักคือความรู้สึกว่าตนนั้นมีค่า

– ติดท็อปผู้มีรายได้สูง โดยกว่า 7% ของลักษณ์ 3 ทำเงินได้มากกว่า 150,000 ดอลล่าร์ต่อปี และอีก 8% ทำเงินได้มากกว่า100,000 ดอลล่าร์ต่อปี

– 41% ของคนลักษณ์ 3 อ้างว่า เงินเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญมาก เพราะเงินเดือนและเงินออม คือ สิ่งที่ใช้กำหนดความสำเร็จ

– ให้ความสำคัญกับสถานะและรูปลักษณ์ภายนอก จึงมักใช้จ่ายไปกับเสื้อผ้ามากที่สุด รองลงมา คือ ท่องเที่ยว และแนวโน้มซื้อของฟุ่มเฟือยเพื่อมีความสุขกว่าลักษณ์อื่น ๆ

– ควรปรับในเรื่องของการใช้จ่ายโดยการถามตัวเองก่อนว่า “ถ้าไม่มีใครเห็นว่าเรามีสิ่งนี้ จะยังต้องการซื้ออยู่หรือไม่”

ลักษณ์ 4 ผู้โศกซึ้ง

เป็นลักษณ์ที่มีอารมณ์ลุ่มลึกหลากหลายโดยเฉพาะอารมณ์เศร้า โหยหาสิ่งที่ตนเองไม่มี ไม่ค่อยพอใจในสิ่งที่มีอยู่แล้ว อารมณ์แปรปรวน เปลี่ยนแปลงง่าย แรงจูงใจหลักคือการได้เป็นคนที่ไม่เหมือนใคร

– เงินไม่ใช่ทุกสิ่งสำหรับพวกเขา จึงไม่ได้ให้ความสำคัญในการวางแผนการเงินมากนัก

– ไม่ใช่พวกวัตถุนิยม และอาจสบายใจกว่าที่จะนิยามตนเองด้วยเอกลักษณ์ที่ตนมี ไม่ใช่เงินที่ตนมี

– มีแนวโน้มมากที่สุดที่จะใช้จ่ายเท่าที่หาได้ และไม่มีเงินเก็บมากนัก และ 24% ของลักษณ์ 4 มักใช้จ่ายไปกับเสื้อผ้า สื่อ และงานอดิเรก

– ลักษณ์ 4 อาจเห็นว่าทุกคนเอาแต่ทำงานเพื่อเงิน ตนจึงไม่ใส่ใจเพราะไม่อยากเหมือนผู้อื่น เราจึงอยากให้มองมุมใหม่ว่า แม้ทุกคนจะพยายามหาเงินกันมาก แต่คนที่มีเงินเพียงพอสำหรับเกษียณอย่างแท้จริงโดยไม่ต้องพึ่งผู้อื่นมีเพียง 2% เท่านั้น และคนที่มีเงินมากกว่า 1 ล้านบาทขึ้นไปมีเพียง 11% เท่านั้น ซึ่งการจะทำแบบนั้นได้ต้องเกิดจากการวางแผนการเงินที่มีระเบียบ แบบที่คนส่วนมากไม่ค่อยทำกัน นี่แหละคือความแตกต่างในทางที่เหนือชั้นอย่างแท้จริง

ลักษณ์ 5 นักสังเกตการณ์

เป็นลักษณ์ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวสูง ต้องการมีระยะห่างระหว่างตัวเองกับคนอื่น มักจะแยกตัวเองออกจากอารมณ์ รู้สึกหมดพลังได้ง่ายเมื่ออยู่กับคนอื่น ต้องการเวลาส่วนตัวสูง

– มักให้รางวัลตนเองด้วยการใช้จ่ายไปกับเพลง หนังสือ สตรีมมิ่ง และเกม

– 30% มีความกังวลว่าจะมีเงินไม่เพียงพอสำหรับเป้าหมายในอนาคต เพราะเป็นคนที่ชอบพึ่งพาตัวเอง ดังนั้น การเตรียมเงินให้พอสำหรับวัยเกษียณจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับพวกเขา

– ชอบชีวิตที่เรียบง่าย ไม่ฟุ่มเฟือย

– ควรสำรวจงบการเงินว่า ที่อดออมมีความเหมาะสมหรือไม่ และศึกษาเพิ่มเติมในรายละเอียดของสินทรัพย์ที่ลงทุน การวางแผนการเงินและทำตามแผนย่อมไม่ยากเกินไปสำหรับคนลักษณ์นี้ เพราะเก่งด้านการวิเคราะห์อย่างรอบด้าน การแสวงหาข้อมูล การจัดการอย่างเป็นระบบ และอย่าลืมลงมือทำด้วย ก็จะสมบูรณ์แบบ

ลักษณ์ 6 นักปุจฉา

เป็นลักษณ์ที่มีคำถามกับสิ่งรอบตัว คาดการณ์เหตุการณ์เลวร้ายที่อาจเกิดขึ้น มีความสงสัยตลอดเวลาหรืออาจเป็นคนกล้าได้กล้าเสีย เตรียมพร้อมที่จะรับมือหรือปะทะกับสิ่งที่อาจมาคุกคามได้ตลอดเวลา

– เพราะว่าเป็นคนระมัดระวังและมองในแง่ลบก่อน จึงเครียดว่าตนเองจะมีเงินไม่พอในอนาคต

– 38% ของคนลักษณ์ 6 บอกว่าเงิน คือ แรงจูงใจสำคัญ เพราะคือตัวชี้วัดความสำเร็จ

– เงินสำรองฉุกเฉิน คือ สิ่งสำคัญ

– คนกลุ่มนี้เป็นคนที่เหมาะสมที่จะมีประกันไว้เพื่อความอุ่นใจ เพราะหากเกิดเหตุไม่คาดฝันก็มีเงินไว้ใช้จ่ายได้ทันท่วงที

– มุ่งเน้นความปลอดภัย จึงนิยมลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ แต่ควรศึกษาให้ละเอียดว่า การฝากเงินในธนาคารที่เสี่ยงต่ำมาก ได้ดอกเบี้ยประมาณ 1% แม้จะรักษาเงินต้นได้ แต่เมื่อเทียบกับเงินเฟ้อที่พุ่งสูงกว่าความจริงแล้วมันเสี่ยงเกินไป หรือแทนที่จะเก็บไว้ในธนาคารที่เดียว ควรเพิ่มช่องทางอื่นเพื่อเพิ่มอัตราผลตอบแทนให้มากขึ้น โดยอาจจะลงทุนแบบ DCA เพื่อถัวเฉลี่ยความเสี่ยงก็ได้

ลักษณ์ 7 ผู้เสพสุข

เป็นลักษณ์ที่มองโลกในแง่ดี ร่าเริง สนุกสนาน ชอบประสบการณ์ใหม่ ๆ ไม่ชอบการผูกมัด มักมีวิธีที่จะทำให้ตนเองมีความสุขอารมณ์ดีได้อยู่เสมอ ชอบทำสิ่งที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใครตลอดเวลา แรงจูงใจหลัก คือ ความพึงพอใจ

– ใช้จ่ายอย่างหุนหันพลันแล่น ตกเป็นเหยื่อการตลาดได้ง่าย
– เป็นนักผจญภัย จึงพอใจกับการซื้อประสบการณ์ ไม่ว่าท่องเที่ยว และทำกิจกรรมซื้อความสุข
– เพราะชอบประสบการณ์ใหม่ ๆ จึงนำเงินไปลงทุน ทั้งนี้ ควรศึกษาให้แน่ใจก่อนการลงทุนและมีเป้าหมายที่แน่ชัด จะได้ไม่ลงทุนตามอารมณ์

ลักษณ์ 8 เจ้านาย

เป็นลักษณ์ที่ให้ความสำคัญกับการควบคุมและอำนาจ ใช้ชีวิตเกินพอดี โกรธง่ายหายเร็ว แสดงออกความโกรธอย่างตรงไปตรงมา ต้องการปกป้องผู้อ่อนแอ ผู้ที่ถูกรังแก เพื่อปกป้องความยุติธรรม

– มีแนวโน้มเป็นผู้มีรายได้สูง เพราะสถานะทางการเงินคือสัญลักษณ์แห่งอำนาจ

– ติดท็อป 1 ใน 2 ผู้มีรายได้สูง โดย 7% ทำเงินได้มากกว่า 150,000 ดอลล่าร์ต่อปี และรายงานอีก 7% ทำเงินได้มากกว่า 100,000 ดอลล่าร์ต่อปี

– คำขวัญของลักษณ์ 8 คือ “Go big or Go home” หมายความว่า “ถ้าจะทำอะไรก็ทำให้เต็มที่หรือไม่ก็กลับบ้าน”

– แม้จะระวังการใช้จ่าย แต่ก็เป็นคนใจกว้างคนนึง

– มีอำนาจในการต่อรองด้านการเงิน อาจหมายถึงการได้มาซึ่งเงินเดือนที่สูงขึ้นและข้อเสนอที่ดีกว่า

– ชอบที่ตนมีอำนาจในการควบคุมสถานการณ์ การวางแผนการเงินอย่างครอบคลุมทุกเป้าหมายจำเป็น จึงเหมาะกับลักษณ์ 8 มาก เพราะไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น ลักษณ์ 8 ก็เอาอยู่

ลักษณ์ 9 ผู้ประสานไมตรี

เป็นลักษณ์ที่ชอบความสงบ สามัคคี บรรยากาศที่เป็นมิตรสบาย ๆ ชอบช่วยเหลือคนอื่น รู้สึกลำบากใจมากเมื่อต้องเผชิญกับความขัดแย้ง มักมองเห็นและเข้าใจผู้คนในมุมมองต่าง ๆ ชอบทำตามคนอื่นและหลงลืมความต้องการของตนเอง

– ไม่ค่อยโอ้อวดหรือเปิดเผยตนเอง เพื่อให้ได้รับการชื่นชม ทัศนคติทางด้านการเงินจึงเป็นไปตามนิสัยนั้น

– มีโอกาสน้อยที่สุดในบรรดาทุกลักษณ์ที่มองว่าเงินคือแรงกระตุ้นที่สำคัญของพวกเขา

– 56% ของลักษณ์ 9 ให้คำจำกัดความของการเป็น “ผู้มั่งคั่ง” เป็นเพียงการมีสิ่งที่ต้องการ

– การได้วางแผนการเงินจะทำให้ลักษณ์ 9 รู้สึกสงบขึ้น

– ไม่ค่อยชอบการตัดสินใจด้วยตัวเอง จึงควรมีผู้ให้คำปรึกษาช่วยแนะนำแนวทางในการวางแผนการเงิน

เมื่อทุกคนได้รู้จักตนเอง รู้จักพฤติกรรมการใช้เงิน ผู้เขียนก็หวังว่าแนวทางจัดการเงินที่เหมาะสมกับแต่ละลักษณ์ จะช่วยพัฒนาให้ทุกคนหลุดพ้นจากปัญหาทางการเงิน สร้างความมั่งคั่ง และสร้างชีวิตที่เรารัก

เขียนโดย: ศุภิสรา อโณทยานนท์ ที่ปรึกษาการเงิน AFPT™

ค่าจ้างขั้นต่ำของไทย ต่ำเกินไปจริงหรือไม่ : วิธีการกำหนด “ค่าจ้างขั้นต่ำ” อย่างไรให้เหมาะสม?

วันนี้จะมาชวนวิเคราะห์ว่าค่าจ้างขั้นต่ำของไทยนั้นต่ำเกินไปจริงหรือไม่ และวิธีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร

ค่าจ้างขั้นต่ำ ณ ปัจจุบัน อยู่ระหว่าง 328-354 บาทต่อวัน (แตกต่างกันไปตามพื้นที่) เป็นการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำเมื่อเดือนตุลาคม 2565 โดยเพิ่มขึ้นจาก 313-336 บาทต่อวัน แต่หากย้อนกลับไปดูค่าจ้างปี 2561 จะพบว่ามีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ที่ 308-330 บาทต่อวัน

นั่นหมายถึงระหว่างปี 2561-2565 (ก่อนการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ ในเดือนตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา) ค่าจ้างเพิ่มขึ้นเพียง 5-6 บาทต่อวัน (เพิ่มขึ้น 1.82%) จะเห็นว่าค่าจ้างขั้นต่ำแทบจะไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยในช่วงเวลา 5 ปี ในขณะที่ดัชนีราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นประมาณ 8%

แสดงว่า ก่อนเดือนตุลาคม 2565 การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำน้อยกว่าการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและบริการอยู่ประมาณ 6.18%

อย่างไรก็ดี การปรับขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2565 ค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้น 5.36% ช่วยทำให้ส่วนต่างระหว่างการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำและการขึ้นของราคาสินค้าและบริการในประเทศ

ประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลก รวมถึงไทย การพิจารณาว่าจะปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำหรือไม่ ปรับเท่าไหร่ ในแต่ละปี เป็นการตกลงกันของคณะกรรมการค่าจ้าง ซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนนายจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง และผู้แทนรัฐบาล

การปรับเปลี่ยนค่าจ้างที่ช้ากว่าราคาสินค้า ในทางเศรษฐศาสตร์ เราเรียกว่า Wage rigidity ค่ะ สภาพแบบนี้มักเจอในประเทศ ที่มีคณะกรรมการกำหนดค่าจ้างมีสัดส่วนลูกจ้างน้อยกว่านายจ้างและรัฐบาล และเป็นประเทศที่พึ่งพาแรงงานในการผลิตและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ (Labour-intensive production)

การปรับเปลี่ยนค่าจ้างขั้นต่ำ ควรเกิดขึ้นเป็นประจำ ด้วยความถี่ที่เหมาะสม มีระดับการเพิ่มขึ้นที่ไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป ค่ะ

ทำไมการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในแต่ละปีจึงเป็นเรื่องจำเป็น?

สำหรับประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อเป็นบวก โดยเฉพาะเมื่อมีอัตราการว่างงานต่ำ การขึ้นค่าจ้างจะทำให้ประชาชนมีรายได้ที่แท้จริงไม่ลดลงมากนัก มีรายได้เพียงพอต่อค่าครองชีพและมีเงินเหลือพอสำหรับการพัฒนาตนเองและดูแลครอบครัว และยังเป็นแรงจูงใจในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน

ส่วนการจะปรับขึ้นเท่าไหร่นั้นต้องดูหลายๆ ปัจจัยประกอบกัน เพราะค่าจ้างแรงงานที่สูงขึ้น ย่อมหมายถึง ต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการทั้งภาคเอกชนและภาครัฐจะต้องสูงขึ้น และหากภาคเอกชนเลือกที่จะคงต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการ ก็อาจต้องเลือกที่จะปลดลูกจ้าง ซึ่งจะทำให้มีจำนวนผู้ตกงานหรือว่างงานเพิ่มขึ้น ส่วนการปรับค่าจ้างขั้นต่ำให้สูงขึ้นจะมีผลต่อระบบเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่สัดส่วนการใช้แรงงานในการผลิต การใช้จ่ายของประชาชนผู้มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง

BUILK ทำการสำรวจจากโครงการก่อสร้างทั้งสิ้นกว่า 5,000 โครงการในปี 2563 พบว่ามีต้นทุนค่าแรงประมาณ 30% ของต้นทุนโครงการกลุ่มธุรกิจที่ใช้แรงงานจำนวนมาก ได้แก่ ธุรกิจภาคบริการ และเกษตรกรรม โดยแรงงานประมาณ 45% อยู่ในธุรกิจภาคบริการ และประมาณ 31% อยู่ในภาคเกษตรกรรม โดยกลุ่ม SME มีการใช้แรงงานในกระบวนการผลิตมากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่

งบประมาณภาครัฐของไทยส่วนใหญ่เป็นงบในส่วนการดำเนินงาน ซึ่งรวมถึงเงินเดือนข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว พนักงานมหาวิทยาลัย พนักงานกระทรวงสาธารณสุข การปรับค่าจ้างขั้นต่ำให้สูงขึ้นก็หมายถึงงบในส่วนการดำเนินงานนี้จะต้องสูงขึ้นด้วย รายจ่ายรัฐบาลก็จะสูงขึ้น

เมื่อมีการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำที่มากเกินไปในการปรับค่าจ้างหนึ่งครั้ง เรามักจะพบว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือ ราคาสินค้าในท้องตลาด หรือก็คือ อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น และเพื่อจัดการกับภาวะเงินเฟ้อที่มากเกินไป อัตราดอกเบี้ยนโยบายก็จะสูงขึ้นตามมา

ด้วยภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงในประเทศไทย และยังมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่จำนวนมาก รวมถึงโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ยังอยู่ระหว่างก่อสร้าง อัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจะส่งผลต่อระบบการผลิตและระบบการเงินของประเทศ

การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและบริการทำให้การบริโภคลดลง นักท่องเที่ยวอาจหนีไปเที่ยวประเทศที่มีราคาสินค้าและบริการต่ำกว่า อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะทำให้มีการลงทุนลดลง และเสี่ยงสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออก

แม้ว่าการปรับค่าจ้างขึ้นนั้น อาจจะเกิดขึ้นเพียงปีเดียว แต่ผลกระทบของการขึ้นค่าจ้างต่ออัตราเงินเฟ้อนั้น มักเป็นแบบต่อเนื่อง เนื่องจากต้นทุนที่ขึ้นในเดือนนี้จะมีผลต่อราคาของสินค้าและบริการในเดือนหน้าหรือเดือนถัดๆ ไป และผลผลิตหรือสินค้าที่มีราคาสูงขึ้นนี้ก็คือวัตถุดิบของการผลิตสินค้าในรอบถัดไป ราคาสินค้าในรอบถัดๆ ไป ก็จะได้รับผลต่อเนื่องนี้ไปด้วย นั่นหมายถึงผลโดยรวมของการขึ้นค่าจ้างไม่ได้จำกัดอยู่เพียง 1 ปี และถ้าเศรษฐกิจของไทยไม่สามารถโตได้มากกว่าอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ก็จะเริ่มเข้าสู่ภาวะอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากการขยายตัวของผลผลิตต่ำกว่าการขยายตัวของกำลังซื้อ

ทางเศรษฐศาสตร์ เราเรียกปรากฎการณ์แบบนี้ว่า inertial inflation การอัดฉีดเม็ดเงินเช้าระบบทางตรง (เช่น การให้เงินได้เปล่า) ที่มาพร้อมกับการเพิ่มรายได้ที่มากและรวดเร็วเกินไป (เช่น การยกระดับค่าจ้างขั้นต่ำมากกว่าอัตราเงินเฟ้อ พร้อมกับการลดภาษีรายได้) >> อาจจะทำให้ระบบมีเม็ดเงินมากเกินไป ทำให้อุปสงค์เพิ่มขึ้นเกินกว่าปริมาณการผลิตที่ผลิตได้ ประเทศก็จะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจที่คล้ายกับประเทศในกลุ่มละตินอเมริกา ที่เกิดวิกฤตเงินเฟ้อ ตามด้วยวิกฤตค่าเงิน และวิกฤตเศรษฐกิจ

การดำเนินนโยบายการเงินการคลังจึงต้องมีคำว่า “สมดุล” ไม่ให้มีปริมาณเงินและการใช้จ่ายในระบบเพิ่มขึ้นมากเกินไป

ทั้งนี้ ประเทศไทยอาจเลียนแบบการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มยุโรป ด้วยการปรับอัตราค่าจ้างตามอัตราเงินเฟ้อทุกปี เพื่อให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นในอัตราที่เท่ากับต้นทุนค่าครองชีพที่สูงขึ้น และยังช่วยลดผลกระทบของการขึ้นค่าจ้างต่อระบบเศรษฐกิจ แต่ก็ต้องทำอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาภาวะเงินเฟ้อรุนแรงและกระทบต่อการเติบโตของประเทศ

ดร. นงนุช ตันติสันติวงศ์ (เพจ : https://www.facebook.com/Dr.Nuch)
Visiting Academic
School of Electronics and Computer Science
University of Southampton, UK

“ใช้หนี้มาทั้งชีวิต ไม่หมดสักที” แชร์เทคนิคผ่อนหนี้บ้าน ให้หมดก่อนวันเกษียณ

การไม่มีหนี้ เป็นลาภอันประเสริฐ เป็นประโยคที่แสนจะคุ้นเคย แต่สำหรับหลายๆ คนก็จะพูดว่า มีเงินเดือนหลักหมื่น แต่อยากมีบ้านหลักล้าน ไม่ผ่อนแล้วจะมีบ้านได้อย่างไร

“หนี้บ้าน” สามัญชนคนธรรมดาอย่างเราหลังจากที่เริ่มมีงานการเป็นหลักแหล่ง ก็จะเริ่มตัดสินใจซื้อบ้าน เริ่มจากดาวน์บ้าน แล้วก็ยังต้องมีภาระผ่อนไปอีกหลายสิบปี โดยหวังว่า ซักวัน ภาระนี้ก็จะหมดไป แต่หลายครั้งที่ผู้เขียนได้มีโอกาสให้คำปรึกษากับคนวัยใกล้เกษียณ หรือเพิ่งเกษียณ ปัญหาใหญ่ที่ยังคงหนักอกปกคลุมหัวใจชาวเกษียณหลายๆ ท่านคือ ยังมีภาระผ่อนบ้านไม่จบ ทั้ง ๆ ที่โอกาสในการหารายได้ในอนาคตน้อยลงเรื่อย ๆ ตามวัย หลายท่านไปต่อไม่ไหวต้องผลักภาระกลายมาเป็นภาระของลูกหลาน หรือ สถานการณ์บังคับอาจต้องตัดสินใจขายบ้านที่เรารักไป

วันนี้ผู้เขียนเลยมีแรงบันดาลใจไม่อยากให้เรื่องเศร้านี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงอยากมาแชร์เทคนิคให้แก่ทุกท่านที่ยังมีเวลา เพิ่งเริ่มผ่อน หรือ กำลังจะตัดสินใจผ่อนบ้าน ทำอย่างไรให้หมดหนี้ก่อนเกษียณ จะได้ไม่มีปัญหารุมเร้าในช่วงวัยที่ควรจะเป็นเวลาพักผ่อน และสนุกกับชีวิต

สตาร์ทดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ก่อนเซ็นต์สัญญาผ่อนบ้าน คำนวณยอดผ่อนบ้านต่อเดือนให้ดีว่าเกินกำลังรายได้หรือไม่ โดยคำนวณจากรายได้รวม หักด้วยรายจ่ายรายเดือนที่จำเป็นออก โดยปกติ ธนาคารจะกำหนดอัตราผ่อนผ่อนบ้านไม่ควรเกิน 40% ของรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจำเป็น ที่สำคัญต้องคำนวณให้ดีว่า ด้วยกำลังการผ่อนต่อเดือนที่วางแผนเอาไว้จะทำให้เราสามารถผ่อนบ้านหมดภายในกี่ปี แล้วจำนวนปีนั้นเหมาะสมกับอายุที่เราตั้งใจจะเกษียณหรือไม่

หลายคนมองโลกในแง่ดีอาจคิดว่าพออายุมากขึ้น รายได้ก็ต้องมากขึ้นตามความสามารถน่าจะผ่อนได้สบายขึ้น อย่างไรก็ตาม ตามสถิติเมื่อรายได้มากขึ้น ภาระค่าใช้จ่ายก็เพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัวเช่นกัน ผู้เขียนแนะนำให้ประเมินตามความสามารถจริงก่อน อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน ถ้ารายได้รวม หักด้วยรายจ่ายรายเดือนที่จำเป็นออก ดีกว่าเดิมก็ถือว่าภาระก็มีโอกาสจบได้ไวขึ้นผ่อนเพิ่มขึ้นในแต่ละเดือน

สมมติเราผ่อนชำระเพิ่มเป็นสองเท่าของค่าผ่อนชำระในแต่ละเดือน เช่น เป็นหนี้อยู่ 1,800,000 บาท ดอกเบี้ย 5% ธนาคารให้ผ่อนเดือนละ 12,600 บาท หากเราผ่อนเพิ่มเป็น 25,200 บาท ต่อเดือน เราจะสามารถผ่อนบ้านหมดเร็วขึ้นจาก เดิม 16.2 ปี เหลือเพียง 6.8 ปี แถมดอกเบี้ยจ่ายรวมจะลดจากเดิม 648,645 บาท เหลือแค่ 258,864 บาท สามารถประหยัดดอกเบี้ยได้ เกือบ 400,000 บาท (389,781)

บางท่านอาจบอกว่าแค่จะผ่อนชำระหนี้ตามสัญญาก็แสนจะลำบาก อันนี้ผู้เขียนเข้าใจอย่างดี แต่ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ทุกเดือนก็ได้ มีมากผ่อนมาก มีน้อยผ่อนเพิ่มน้อย ท่านจะภูมิใจ เมื่อเห็นยอดเงินต้นลดลงได้เร็วขึ้น คำแนะนำนี้เหมาะกับท่านที่มีโอกาสเพิ่มรายได้ต่อเดือนจากรายได้พิเศษ เช่นขายของออนไลน์ ขายตรง ฯลฯ

นำเงินก้อนใหญ่โปะเพิ่ม หากเรามีเงินก้อนที่ได้เพิ่มมาจากรายได้ปกติ เช่น โบนัส คอมมิชชั่น ขายบ้านเก่าได้ ฯลฯ เราควรนำเงินนั้นแบ่งไปโปะบ้านทุกครั้งที่มีโอกาส จากตัวอย่างเดิม ถ้าโปะเพิ่มปีละ 100,000 บาท และยังคงผ่อนเท่าเดิมเดือนละ 12,600 บาท และทำทุกสิ้นปี เราจะสามารถผ่อนบ้านได้เร็วขึ้นจากเดิม 16.2 ปี เหลือเพียง 8 ปี และดอกเบี้ยจะลดลงเหลือ 363,333 บาท

ซึ่งประหยัดดอกเบี้ยไป 285,812 บาท แน่นอนว่าวิธีนี้ปลดหนี้ได้ช้ากว่าวิธีแรก เพราะการโป๊ปีละ 100,000 บาท ตกประมาณเดือนละ 8,333.33บาท แต่ถ้าท่านสามารถโป๊ได้ปีละ 151,200 บาท หรือประมาณเดือนละ 12,600 บาท ยอดหนี้ก็จะลดได้เร็วกว่าเพราะเงินต้นลดลงมากทันทีที่ท่านโป๊ะ อาจมีคำถามว่าแล้วโปะเมื่อไหร่ดี…วันไหนของเดือนดี…แนะนำว่ามีเมื่อไหร่จ่ายไปเลย เพราะดอกเบี้ยคิดทุกวันอยู่แล้ว บางท่านบอกให้จ่าย ณ วันแรกของเดือน เงินที่จ่ายจะได้ไม่โดนคิดดอกเบี้ย แต่จริงๆแล้ว เราก็โดนคิดดอกเบี้ยบนยอดจ่ายปกติอยู่ดี

โปะตอนช่วงปีแรกๆดอกเบี้ยต่ำ เวลาที่เรากู้ธนาคารซื้อบ้าน ช่วงปีแรกๆ ของสัญญากู้มักจะมีโปรโมชั่นให้ดอกเบี้ยที่ค่อนข้างต่ำ หลังจากนั้นดอกเบี้ยก็จะพุ่งสูงตาม MRR ฉะนั้นช่วงที่เราควรโปะให้ได้มากที่สุดคือช่วงปีแรกๆ เพื่อจะได้ประหยัดดอกเบี้ย เงินที่โปะลงไปส่วนใหญ่จะไปลดเงินต้นมากกว่าไปจ่ายดอกเบี้ย ถ้าเทียบกับช่วงที่ดอกเบี้ยสูงเงินที่เราโปะไปจะทำให้เงินต้นลดได้น้อยกว่า เพราะต้องแบ่งบางส่วนไปจ่ายดอกเบี้ยที่เพิ่มด้วย

รีไฟแนนซ์บ้าน การทำรีไฟแนนซ์คือ การย้ายสินเชื่อบ้านที่เรากู้อยู่กับธนาคารเดิม ไปธนาคารใหม่ เพื่ออัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ลดต่ำลง ซึ่งโดยปกติสามารถทำได้ทุกๆ 3 ปี แต่ทั้งนี้ต้องดูรายละเอียดในสัญญาของแต่ละธนาคารซึ่งอาจแตกต่างกัน หากเรารีไฟแนนซ์ก่อนกำหนดในสัญญาเงินกู้ เราก็จะต้องเสียค่าปรับ ในการขอรีไฟแนนซ์แต่ละครั้งเราก็ต้องดูคำนวณค่าธรรมเนียมที่จะเกิดขึ้น เช่นค่าจดจำนอง ค่าประเมินทรัพย์ใหม่ ซึ่งอาจจะไม่คุ้มกับดอกเบี้ยที่จะประหยัดได้ ทั้งนี้ หากเรามีประวัติการผ่อนจ่ายชำระดี ไม่เคยเบี้ยวหนี้ย้อนหลัง 3 ปี เราก็อาจจะสามารถยื่นขอกับทางธนาคารเจ้าหนี้เดิมให้ลดดอกเบี้ย บางครั้งอาจจะต่ำกว่าธนาคารที่ยื่นข้อเสนอให้รีไฟแนนซ์ก็ได้

จะเห็นได้ว่าทุกวิธีที่เล่ามา เป็นแนวทางที่ช่วยให้ท่านผ่อนหนี้บ้านให้หมดได้เร็วยิ่งขึ้น แต่จะเลือกวิธีไหนก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละคนซึ่งอาจทำแบบผสมผสานหลายๆ วิธีก็ได้ แต่ต้องไม่ลืมว่าสิ่งสำคัญที่สุดก็คือไม่ว่าจะเลือกวิธีใด เราต้องไม่ลืมรีไฟแนนซ์ทุกๆ 3 ปี เพราะจะทำให้ดอกเบี้ยเงินกู้ไม่สูงจนเกินไป โดยเฉพาะในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น

เขียนโดย: ศิริรัตน์ ตานะเศรษฐ นักวางแผนการเงิน CFP®

“คุณภาพชีวิตที่ดีกว่า ซื้อได้ด้วยเงิน?” เรื่องจริงที่เราไม่อยากยอมรับ

คำว่า “คุณภาพชีวิต” ในความหมายของแต่ละคนอาจจะแตกต่างกัน บางคนมองว่าการมีคุณภาพชีวิตที่ดี คือ การใช้ชีวิตอยู่แบบหรูหรา บ้านหลังใหญ่ ทานของแพงใช้ของแพง

บางคนมองว่าคุณภาพชีวิตที่ดี ขอแค่มีเงินใช้ไม่เดือดร้อน ถึงเวลาเจ็บป่วยก็เข้ารักษาในโรงพยาบาลที่ต้องการได้ สามารถดูแลครอบครัวและตัวเองให้สุขตามฐานะ ทานอาหารมื้อแพงบ้างเป็นครั้งคราว

ทว่าในความเป็นจริง แม้เราจะบอกว่าคุณภาพชีวิตที่ดีที่เราต้องการนั้นแสนธรรมดาแค่ไหน แต่ความจริงหนึ่งที่เลี่ยงไม่ได้ก็คือ “ไม่ว่าคุณภาพชีวิตแบบไหน คุณก็จำเป็นต้องใช้เงินทั้งนั้น”

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเราถึงควรรีบวางแผนการเงินและการลงทุน และถ้าเหตุผลเหล่านั้นยังไม่เพียงพอ aomMONEY ขอหยิบยกเหตุผลอื่นๆ มาประกอบด้วยดังนี้ครับ

1. เพราะคนไทยจะมีอายุขัยที่เพิ่มมากขึ้น

ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์แล้ว จากเดิมที่อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 65-70 ปี สศช. เผยว่า ผู้ชายและผู้หญิงอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 73-80 ปี หมายความว่าหลังหยุดทำงานเราจะมีอายุเพิ่มขึ้น 13 – 20 ปี ดังนั้น ถ้าอยากมีชีวิตบั้นปลายที่มีกินมีใช้อยู่อย่างสบาย ควรรีบวางแผนการเงินได้แล้วนะครับ

2. เพราะในอนาคตมูลค่าของเงินจะลดลงเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับค่าครองชีพที่แพงขึ้น

สาเหตุนี้เป็นเพราะอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นทุกปีครับ ลองย้อนกลับไป 30 ปีที่แล้ว รายได้ขั้นต่ำปริญญาตรีอยู่ที่ 7,000 – 8,000 บาท ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 15,000 บาท หรือเพิ่มขึ้นมาประมาณ 1 เท่า แต่นทางกลับกันค่าครองชีพกลับเพิ่มขึ้นมาสูงมากถึง 5 – 7 เท่า ส่งผลให้มูลค่าเงินที่เรามีลดน้อยลง เรียกง่ายๆ ว่า เงินเยอะขึ้น แต่กลับซื้อของได้น้อยลง นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราควรวางแผนการลงทุนให้ชนะเงินเฟ้อครับ

3. เพราะเงินทำให้สถานะทางการเงินของเรามั่นคงมากขึ้น

จากสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้สถานะทางการเงินสาหัสไม่น้อยกันเลยทีเดียว เพราะคงไม่มีใครคิดว่าจะกินเวลาถึง 2 ปี ซึ่งน่าจะทำให้หลายคนตระหนักถึงเรื่องเงินมากขึ้น เพราะถ้าทุกคนมีการวางแผนการเงินเอาไว้ตั้งแต่แรก หรือมีการสำรองเงินฉุกเฉินเอาไว้ ก็อาจจะทำให้เราไม่ต้องเจ็บตัวเท่าที่เจออยู่ตอนนี้

4. เพราะเงินใช้ซื้อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าได้!!

การมีเงิน ทำให้เรามีโอกาสมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา สภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย อาหารที่มีคุณภาพดีเพื่อสุขภาพ ความปลอดภัย การลงทุนต่อยอด ทุกอย่างล้วนต้องใช้เงิน หรือแม้กระทั่งการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ลองจินตนาการการมีเพื่อนบ้านเป็นแก๊งวงเหล้าหรือมั่วสุม เทียบกับ บ้านที่เงียบสงบอยู่อย่างปลอดภัยดูสิครับ ทุกคนย่อมรู้อยู่แล้วครับว่าตัวเองต้องการชีวิตแบบไหน

ถ้ารู้แล้วล่ะก็ อย่าลืมเริ่มต้นวางแผนการเงินตั้งแต่วันนี้ครับ

ประกันชีวิตแบบไหน “ใช้ลดหย่อนภาษีได้บ้าง” เหมาะกับใคร? ทำแบบไหนคุ้มที่สุด?

“ประกันชีวิต” และ “ประกันสุขภาพ” คือเครื่องมือที่ช่วยวางแผนการเงินได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะนอกจากจะปิดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันแล้ว ยังสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย เรามาดูกันว่าประกันแบบไหนใช้ลดหย่อนภาษีได้บ้าง? เหมาะกับใคร? แล้วทำแบบไหนคุ้มที่สุด?

1. ประกันชีวิตทั่วไป

ประกันประเภทนี้จะเน้นความคุ้มครองชีวิตของผู้ทำประกัน หากเสียชีวิตจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน บริษัทก็จะจ่ายเงินก้อนให้กับผู้รับผลประโยชน์ตามที่เราระบุไว้ โดยประกันชีวิตทั่วไปแบ่งออกเป็น 4 ประเภทคือ

– แบบตลอดชีพ : เหมาะกับคนที่ต้องการความคุ้มครองตลอดชีวิต คนที่ต้องการส่งต่อมรดกให้ลูกหลาน

– แบบชั่วระยะเวลา : เหมาะกับคนที่ต้องการความคุ้มครองช่วงสั้นๆ คนที่มีภาระทางการเงินในช่วงเวลาหนึ่ง หากจากโลกนี้ไปแล้ว ก็จะไม่ทิ้งภาระหนี้ให้ครอบครัว

– แบบสะสมทรัพย์ : เหมาะกับคนที่ต้องการออมเงิน แบบการันตีผลตอบแทนระยะยาว และได้รับความคุ้มครองชีวิตด้วย

– แบบควบการลงทุน (ยูนิต ลิงค์) : เหมาะกับคนที่ต้องการความคุ้มครองชีวิต และได้ผลตอบแทนจากการลงทุน

สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับ

– ประกันชีวิตทั่วไปของตนเอง

สามารถนำเบี้ยประกันชีวิตจากทุกกรมธรรม์ ไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท

– ประกันชีวิตทั่วไปของคู่สมรส

ถ้าเราทำประกันชีวิตให้คู่สมรสที่ไม่มีรายได้ สามารถนำเบี้ยประกันชีวิตไปลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท โดยจะต้องเป็นคู่สมรสกันตลอดทั้งปี (ไม่ใช่พึ่งแต่งงานกันในปีภาษีที่ลดหย่อน)

แต่ถ้าทั้งเรากับคู่สมรสมีรายได้ คู่สมรสสามารถนำเบี้ยประกันชีวิตของตัวเองไปลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท

เงื่อนไขการรับสิทธิ์

สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ เมื่อตรงตามเงื่อนไขทุกข้อ ดังนี้

– กรมธรรม์มีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป

– ถ้ามีการจ่ายเงินคืน เงินปันผล หรือผลตอบแทนระหว่างสัญญา จะต้องได้รับเงินคืนไม่เกิน 20% ของเบี้ยประกันชีวิตรายปี (หรือถ้าได้รับเงินคืนตามช่วงระยะเวลา เช่น จ่ายคืนทุก 3 ปี หรือ 5 ปี ยอดเงินคืนจะต้องไม่เกิน 20% ของเบี้ยประกันชีวิตสะสมของแต่ละช่วงระยะเวลา)

**หากทำผิดเงื่อนไข ยกเลิกสัญญา หรือเวนคืนกรมธรรม์ก่อนจะถือครบ 10 ปี ไม่ว่าจะตั้งใจหรือมีเหตุสุดวิสัยอื่นก็ตาม จะไม่สามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนจากเบี้ยประกันชีวิตสำหรับกรมธรรม์ฉบับนั้นได้อีก และมีผลย้อนหลังไปถึงการใช้สิทธิ์ลดหย่อนในอดีตด้วย

2. ประกันชีวิตแบบบำนาญ

เป็นประกันชีวิตที่การันตีรายได้หลังเกษียณ ซึ่งจะได้รับเงินบำนาญรายปี โดยเร็วที่สุดคืออายุ 55 ปีเป็นต้นไป เหมาะกับคนที่ต้องการวางแผนเกษียณแบบไร้ความเสี่ยง

สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับ

สามารถนำเบี้ยประกันไปลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่กฎหมายกำหนดเพดานให้หักลดหย่อนได้ไม่เกินจำนวนที่น้อยกว่าระหว่าง 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษีตลอดทั้งปี หรือ 200,000 บาทต่อปี (ขึ้นอยู่กับว่าจำนวนใดน้อยกว่า ก็ให้หักลดหย่อนตามนั้น)

แต่ถ้าเรายังใช้สิทธิ์หักลดหย่อนจากเบี้ยประกันชีวิตทั่วไป ไม่ครบ 100,000 บาท ก็สามารถนำเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญบางส่วน ไปหักลดหย่อนในฐานะเบี้ยประกันชีวิตแบบทั่วไปก่อน ดังนี้

ส่วนแรก : เอาไปหักลดหย่อนแทนเบี้ยประกันชีวิตแบบทั่วไปจนครบ 100,000 บาทก่อน

ส่วนที่เหลือ : เอาไปหักลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญจนครบ 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษีแต่ไม่เกิน 200,000 บาท

ทั้งนี้ ค่าลดหย่อนจากประกันชีวิตแบบบำนาญ เมื่อรวมกับเงินที่จ่ายเข้ากองทุน RMF, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กบข. หรือกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน แล้วจะต้องไม่เกิน 500,000 บาทด้วย

เงื่อนไขการรับสิทธิ์

สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ เมื่อตรงตามเงื่อนไขทุกข้อ ดังนี้

– กรมธรรม์มีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป

– จ่ายผลประโยชน์เป็นรายงวดสม่ำเสมอ โดยจะจ่ายเป็นจำนวนเงินเท่ากันทุกงวด หรือจ่ายในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นตามระยะเวลาการเอาประกันก็ได้

– กำหนดช่วงอายุของการจ่ายผลประโยชน์ตั้งแต่ 55-85 ปี หรือมากกว่านั้น

– ต้องจ่ายเบี้ยประกันครบก่อนได้รับผลประโยชน์

3. ประกันสุขภาพตัวเอง

ประกันสุขภาพจะคุ้มครองความเจ็บป่วยด้านสุขภาพ ไม่ว่าจะจากโรคภัยไข้เจ็บ หรืออุบัติเหตุ เหมาะกับคนที่ต้องการบริหารความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอด แล้วไม่อยากช็อกกับค่ารักษาพยาบาล

สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับ

เบี้ยประกันสุขภาพตนเองที่จ่ายไปตั้งแต่ 1 ม.ค. 2563 สามารถลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกินปีละ 25,000 บาท และเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตทั่วไป และเงินฝากแบบมีประกันชีวิต จะต้องไม่เกิน 100,000 บาท

เงื่อนไขการรับสิทธิ์

เบี้ยประกันสุขภาพที่จะนำมาหักลดหย่อนได้ ต้องทำกับบริษัทประกันชีวิต หรือบริษัทประกันวินาศภัย ที่ประกอบกิจการในไทย ซึ่งให้ความคุ้มครองอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้

– ประกันให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล อันเกิดจากการเจ็บปวดและการบาดเจ็บ การชดเชยการทุพพลภาพและการสูญเสียอวัยวะเนื่องจากการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บ

– ประกันอุบัติเหตุ เฉพาะที่ให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล การทุพพลภาพ การสูญเสียอวัยวะและการแตกหักของกระดูก

– ประกันภัยโรคร้ายแรง

– ประกันภัยการดูแลระยะยาว

4. ประกันสุขภาพของพ่อแม่

หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า ประกันสุขภาพที่เราซื้อให้พ่อแม่ (ทั้งของเรา และของคู่สมรส) ก็สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน หากตรงตามเงื่อนไขที่ aomMONEY จะกล่าวถึงต่อไปครับ

สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับ

สามารถนำเบี้ยประกันสุขภาพที่จ่ายให้ทั้งพ่อและแม่นั้น ไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง เมื่อรวมที่จ่ายให้ทุกคนแล้ว สูงสุดไม่เกินปีละ 15,000 บาท

หากคู่สมรสของเราไม่มีเงินได้ เบี้ยประกันสุขภาพพ่อแม่ของคู่สมรส ก็นำไปลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง รวมสูงสุดปีละไม่เกิน 15,000 บาท

หากเราจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพพ่อแม่ ร่วมกับพี่น้องคนอื่น สิทธิประโยชน์ที่ได้รับก็จะเฉลี่ยไปตามจำนวนพี่น้องที่จ่ายร่วมกัน เช่น จ่ายค่าเบี้ยไป 15,000 บาท โดยมีพี่น้อง 3 คนช่วยกันจ่าย ดังนั้นแต่ละคนก็จะมีสิทธิ์หักลดหย่อนส่วนนี้ไม่เกิน 5,000 บาท

เงื่อนไขการรับสิทธิ์

พ่อแม่ของเรา/พ่อแม่คู่สมรส

– ต้องเป็นลูกแท้ๆ ที่ถูกต้องตามกฎหมายของพ่อแม่ (ไม่ใช่ลูกบุญธรรม) / คู่สมรสก็ต้องเป็นลูกแท้ๆ ที่ถูกต้องตามกฎหมายของพ่อแม่ (ไม่ใช่ลูกบุญธรรม) เช่นกัน และต้องไม่มีรายได้เลยตลอดปีภาษีนั้น

– พ่อแม่จะอายุเท่าไหร่ก็ได้

– พ่อแม่มีรายได้ทั้งปีภาษีไม่เกิน 30,000 บาท

– เราหรือพ่อแม่ คนใดคนหนึ่งต้องอยู่ในประเทศไทยครบ 180 วันในปีภาษีนั้น

– ให้ความคุ้มครองอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นเดียวกับเงื่อนไขประกันสุขภาพตัวเอง

และนี่ก็คือสรุปโดยละเอียดของการลดหย่อนภาษีด้วยประกันแบบต่างๆ นอกจากที่กล่าวไปแล้ว ไม่ว่าจะยื่นลดหย่อนด้วยประกันแบบใด ก็มีเงื่อนไขพื้นฐานอยู่ 2 อย่างคือ จะต้องทำประกันกับบริษัทในประเทศไทย และต้องแจ้งกับบริษัทประกันด้วย เพื่อให้ทางบริษัทส่งข้อมูลการใช้สิทธิ์ของเราไปยังกรมสรรพากรนั่นเอง หรือหากเพื่อนๆ มีข้อสงสัยเพิ่มเติม ก็สามารถสอบถามกับบริษัทประกันได้เลยครับ

แกะงบไตรมาส 1 WHA และ AMATA หุ้นนิคม 2 ค่ายยักษ์ใหญ่ดีหรือไม่? เทรนด์ EV หรือ Trade War จะเป็นประโยชน์จริง ๆ รึเปล่า?

หุ้นกลุ่มนิคม ถือเป็นหุ้นที่อยู่ในสปอร์ตไลท์ของหลายๆ คนในตอนนี้ เพราะมีปัจจัยสนับสนุนการเติบโตหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น เทรนด์การเติบโตของรถยนต์ EV ในไทยที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์หันมาตั้งโรงงานในไทยมากขึ้น

การย้ายฐานการผลิตจากประเทศจีนมายังไทย จากความกังวลในเรื่องสงครามการค้าสหรัฐ-จีน (Trade War) ที่อาจส่งผลกระทบต่อการผลิตและการค้า โดยเฉพาะเรื่องกำแพงภาษี

นโยบายสนับสนุนของรัฐบาล เช่น โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(EEC) ที่มีการให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ อาทิ สิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Incentive)

หรือนโยบายของพรรคก้าวไกลแกนนำจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ปี 2566 ที่มีนโยบายสนับสนุนให้ประเทศเป็นศูนย์กลางของการผลิตสินค้าเทคโนโลยี ทั้งหมดนี้ทำให้กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมเป็นกลุ่มที่หลายคนสนใจ

ซึ่งในบ้านเราเมื่อกล่าวถึงนิคมอุตสาหกรรม หุ้นสองตัวที่คนส่วนใหญ่นึกถึงคือ WHA และ AMATA นิคม 2 ค่ายยักษ์ใหญ่ บทความนี้จะพาไปเจาะผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2566 ดูกันว่าดีหรือไม่? สาเหตุเป็นเพราะอะไร? และแผนปี 2566 เป็นอย่างไรบ้าง? เผื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนกันนะคะ

1. WHA – บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

กำไรไตรมาส 1 ปี 2566 522.7 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสเดียวกันเมื่อปีก่อน 20.33% (656. 7 ล้านบาท) แต่สาเหตุหลัก ไม่ได้มาจากรายได้ที่ลดลง เพราะที่จริงแล้วรายได้เพิ่มขึ้น 481.98 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 31 % เลย

แล้วกำไรลดลงได้ยังไง? ลองมาแกะรายได้ของ WHA กันต่อก็พบว่า

WHA มีรายได้จากการดำเนินงาน 3 ส่วนหลัก ได้แก่
1. รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ 51%
2. รายได้จากการให้เช่าและบริการ คิดเป็นสัดส่วน 25%
3. รายได้จากการขายสินค้า 24%

โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นในไตรมาส 1 มาจาก รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นรายได้ที่มีสัดส่วนมากที่สุด เพิ่มขึ้น 398 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 51.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า สาเหตุมาจากการโอนที่ดินที่เพิ่มขึ้นทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม

เราจะเห็นว่ากำไรที่ลดลง ไม่ได้มาจากรายได้จากการดำเนินงานปกติที่ลดลง แต่มาจากรายได้อื่นลดลง 459 ล้านบาท หรือลดลงประมาณ 80 % เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากในช่วงนั้นมีกำไรพิเศษจากการจำหน่ายทรัพย์สินของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ 2 ที่ รวม 344.6 ล้านบาท ในขณะที่ปี 2566 ไม่มีการรับรู้รายได้ในส่วนนี้

โดยสรุปแล้ว ในความเห็นส่วนตัว มองว่า การที่กำไรของ WHA ลดลง จากสาเหตุหลักคือกำไรพิเศษที่เกิดครั้งคราวลดลง ไม่ได้มาจากรายได้จากการดำเนินงานปกติลดลงนั้น สะท้อนว่า ‘สุขภาพการเงินของ WHA ยังดีอยู่นั่นเอง’

มาดูแผนในปี 2566 ของ WHA กันบ้าง..

ปัจจุบัน WHA Group ทีพื้นที่นิคม 71,000 ไร่ โดยมีนิคมอุตสาหกรรมทั้งหมด 12 แห่ง ที่อยู่ระหว่างดําเนินการในประเทศไทย จํานวน 11 แห่ง และเวียดนาม 1 แห่ง

ผู้บริหารได้ตั้งเป้าในการขายที่ดินใน 2566 จำนวน 1,750 ไร่ แบ่งเป็นในไทยจำนวน 1,200 ไร่ และในเวียดนาม จำนวน 550 ไร่ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่พอๆกับปีก่อน ที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ประมาณ 1,700 ไร่-1,800 ไร่

โดยในไตรมาส 1 ปี 2566 นี้ WHA มียอดขายที่ดินทั้งหมด 490 ไร่ คิดเป็นสัดส่วน 28% ของยอดขายที่ได้ตั้งเป้าไว้ (ที่ดินในไทย 380 ไร่ และ เวียดนาม 110 ไร่ คิดเป็นสัดส่วน 32% และ 20% ของยอดขายที่ได้ตั้งเป้าไว้ตามลำดับ)

ปัจจัยสนับสนุนหลักที่จะทำให้ WHA มียอดขายที่เติบโตขึ้นได้ มาจากการย้ายฐานการผลิตของอุตสาหกรรมต่างๆ จากจีน มายังไทย หรือ เวียดนาม ตั้งแต่ปี 2019 จนถึงปัจจุบัน จากความกังวลเรื่อง Trade War โดยจากข้อมูลปี 2565จะพบว่า WHA มีลูกค้าใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่

กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค คิดเป็นสัดส่วน 26%
ยานยนต์ คิดเป็นสัดส่วน 21%
สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ คิดเป็นสัดส่วน 17%

อย่างก็ตาม WHA อาจทะลุเป้าที่ได้ตั้งไว้ ถ้าได้ดีลลูกค้ารายใหญ่ ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ (รถยนต์ EV) ซึ่งตรงนี้ก็ยังคงต้องรอความชัดเจนของรัฐบาลใหม่เซ็นต์สัญญาซื้อขายภายในปลายปีนี้อีก 500-600 ไร่

2. AMATA – บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน)

กำไรไตรมาส 1 ปี 2566 491.98 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 11.11% (533.47 ล้านบาท)

สาเหตุหลักไม่ได้มากจากรายได้ลดลงเช่นกัน เพราะรายได้จากการดำเนินงานรวมสุทธิเพิ่มขึ้น 1,096 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 105 % จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า

เมื่อมาดูโครงสร้างรายได้จากการดำเนินงานของ AMATA พบว่า ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ

1. รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ 55%
2. รายได้จากค่าสาธารณูปโภค 35%
3. รายได้จากจากการให้เช่า 10%

โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นในไตรมาส 1 มาจาก รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นรายได้ที่มีสัดส่วนมากที่สุด เพิ่มขึ้น 913 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 336% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า

เพราะฉะนั้นกำไรที่ลดลง ไม่ได้มาจากรายได้จากการดำเนินงานที่ลดลงเช่นกัน แต่มาจากกำไรพิเศษจากการขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนลดลง 627.9 ล้านบาท ในขณะที่ปี 2566 ไม่มีกำไรในส่วนนี้ (ลดลง 100% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า)

โดยสรุปแล้ว กรณีของ AMATA ก็จะคล้ายกับ WHA ที่มีกำไรลดลง จากสาเหตุหลักคือกำไรพิเศษที่เกิดครั้งคราวลดลง ไม่ได้มาจากรายได้จากการดำเนินงานปกติลดลง นั่นสะท้อนว่า ‘สุขภาพการเงินของ AMATA ยังดีอยู่เช่นกันนั่นเอง’

มาดูแผนการขายที่ดินปี 2566 ของ AMATA กันต่อ …

ปัจจุบัน AMATA มีพื้นที่นิคมทั้งสิ้นประมาณ 90,727 ไร่ โดยมีนิคมอุตสาหกรรมทั้งหมด 5 แห่ง อยู่ในไทย 2 แห่ง (อมตะซิตี้ระยอง และอมตะซิตี้ชลบุรี) และ เวียดนาม 3 แห่ง (อยู่ระหว่างดำเนินการ 1 แห่ง)

ผู้บริหารได้ตั้งเป้าในการขายที่ดินใน 2566 นี้ จำนวน 2,250 ไร่ (แบ่งเป็นที่ไทย 1,500 ไร่ และ เวียดนาม 750 ไร่ เติบโต 131% และ224% เทียบกับปีก่อนตามลำดับ)

ในไตรมาส 1 ปี 66 AMATA ขายที่ดินได้ 310 ไร่ คิดเป็นสัดส่วน 14 % ของเป้ายอดขายรายได้รวม (อยู่ในประเทศไทยทั้งหมด) หลักๆมาจากกลุ่มลูกค้าจีน ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

ปัจจัยสนับสนุนหลักที่จะทำให้ AMATA มียอดขายที่เติบโตขึ้นได้ คือเรื่อง การเปิดประเทศของจีน และการย้ายฐานการผลิตจากจีนมายังไทยจากความกังวลเรื่อง Trade War เพราะลูกค้าจีน ถือเป็นลูกค้าหลักของ AMATA (ในนิคมระยอง ลูกค้าหลัก คือประเทศจีน คิดเป็นสัดส่วน 36% ในนิคมชลบุรี ลูกค้าหลัก คือ ประเทศญี่ปุ่น คิดเป็นสัดส่วน 56%)

อย่างไรก็ตาม AMATA คาดว่าในปี 2566 จะเริ่มมียอดขายที่ดินจากนิคมฯ ใหม่ในประเทศ สปป.ลาว เข้ามา 200-300 ไร่ อีกด้วย

แม้กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมจะเป็นกลุ่มหุ้นที่น่าจับตามอง เพราะมีปัจจัยสนับสนุนการเติบโตในหลายๆปัจจัยแต่ก็ยังมีปัจจัยความไม่แน่นอนต่างๆ ที่นักลงทุนคงต้องเฝ้าระวังอยู่ เช่น ปัจจัยเศรษฐกิจโลก ที่อาจมีความเสี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) เม็ดเงินที่จะเข้ามาลงทุนในไทยก็อาจน้อยลง ความไม่แน่นอนในเรื่องของการเมือง ที่อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนภาคอุตสาหกรรม และความเสี่ยงของธุรกิจเอง ที่ยังมีความเสี่ยงเรื่องการแข่งขันภายในอุตสาหกรรม ทำให้ดีลลูกค้าที่คิดว่าจะได้ อาจจะไม่ได้ ส่งผลให้ยอดขายไม่เป็นไปตามเป้าได้นั่นเอง

ทั้งหมดนี้ทำให้นักลงทุนยังคงต้องศึกษาข้อมูลและติดตามข้อมูลต่างๆ เช่น ปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจหรืออุตสาหกรรมที่เราสนใจอย่างใกล้ชิด ก่อนตัดสินใจลงทุนนะคะ

เขียนและเรียบเรียงโดย : พัทธนันท์ เตชะเสน (Investment Frappe)

อ้างอิง :

https://investor.amata.com/th/downloa..

https://wha-th.listedcompany.com/mdna...

6 หลักคิดของ ‘Steve Adcock’ พนักงานประจำที่เก็บเงิน 70% จนเกษียณในวัย 35 ปี ด้วยเงินกว่า 30 ล้านบาท

ในวัย 35 ปี สตีฟ แอดค็อก (Steve Adcock) ได้เดินทางมาถึงเป้าหมายอิสรภาพทางการเงินที่ตั้งใจเอาไว้ด้วยเงินเก็บราว ๆ 35 ล้านบาท บ้านไม่ได้รวย และที่สำคัญคือเป็นพนักงานประจำเหมือนกับคนปกติทั่วไปนั่นแหละ

อาชีพนักพัฒนาซอฟต์แวร์แม้จะได้เงินเดือนไม่น้อย แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาตามหาในชีวิต เขาลาออกจากงานและเกษียณ ต่อจากนั้นไม่กี่เดือนภรรยาของเขาก็ลาออกแล้วเกษียณด้วยเช่นเดียวกัน

แอดค็อกช่วงวัยเด็กก็ไม่ได้เรียนเก่งกว่าเด็กคนอื่น ๆ ในชั้น ต้องเรียนหนักกว่าคนอื่นด้วยซ้ำเพราะเขามีภาวะบกพร่องเรื่องการเรียนรู้ ครอบครัวก็ธรรมดาไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่เขาก็บอกว่าแม้ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถเกษียณในช่วงวัย 30 ได้เหมือนอย่างเขากับภรรยา เพราะภาระความรับผิดชอบและเป้าหมายในชีวิตของทุกคนก็ต่างกันออกไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการมีอิสรภาพทางการเงินในวัยนี้ก็ทำไม่ได้ซะทีเดียว

แม้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เขาก็เชื่อว่าคุณไม่ต้องเป็นอัจฉริยะทางด้านการเงินก็มีอิสรภาพทางการเงินแบบเขาได้ และที่จริงแล้วถึงแม้ว่าอิสรภาพทางการเงินอาจจะไม่ใช่เป้าหมายของทุกคน แต่ทุกคนก็ต้องการเพิ่มความมั่งคั่งและมั่นคงทางด้านการเงินให้ตัวเองอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเขาเลยแชร์ 6 หลักคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการเงินที่ทำให้เขาสามารถเกษียณด้วยวัยเพียง 35 ปีได้

1. ให้อิสรภาพทางการเงินเป็นเป้าหมายแรกของชีวิต

กฎข้อนี้สำคัญมาก ไม่เกี่ยวกับเงิน แต่เป็นเรื่องของความต้องการที่ไปให้ถึงเป้าหมายนี้ต่างหาก

ก่อนหน้าที่จะเกษียณเขาก็ทำงานประจำปกติ เป็นพนักงานที่ทำงานได้ดีตามมาตรฐาน แต่ก็ไม่ชอบไปทำงาน ไม่ชอบการที่มีหัวหน้าและต้องมานั่งรีวิวรายงานประจำปี ประชุมต่าง ๆ เรื่องดราม่าทะเลาะกันในออฟฟิศ และที่สำคัญคือการเดินทางไปทำงานถือว่าเป็นสิ่งที่สิ้นเปลืองพลังงานชีวิตเป็นอย่างมาก เป้าหมายของเขาคือการเกษียณแล้วก็ออกเดินทางทั่วโลก เพราะฉะนั้นในช่วงวัยประมาณ 20 ปลาย ๆ เขาก็ตั้งเป้าหมายชีวิตใหม่ว่าอยากจะเกษียณให้เร็วที่สุด

สิ่งที่เขาทำคือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเรื่องการเงินของตัวเอง แทนที่จะปล่อยให้เงินของตัวเองอยู่เฉย ๆ ก็ไปลงทุนมากขึ้น เก็บเงินเดือนละประมาณ 70% ของรายได้ ตอนแรก ๆ ก็ยากเพราะก็ยังอยากได้เหมือนคนอื่น ๆ แต่พอทำไปเรื่อย ๆ และลองดูว่าสิ่งที่กำลังจะซื้อนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่จำเป็นหรือต้องการในชีวิตเลย

สิ่งที่เขาเสียไป การไม่ได้ซื้อของที่อยากได้ ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าตัวเองเสียสละหรือพลาดโอกาสอะไร เพราะเป้าหมายใหญ่ของเขาคือการที่จะเกษียณ เขาบอกว่ามันเหมือนเป็นการลดน้ำหนักหรือฟิตหุ่น นั่นแหละ

“คุณจะลดหรือเพิ่มน้ำหนักถ้าเปลี่ยนวิถีการกินและการออกกำลังกาย และคุณก็ต้องอยากได้มาก ๆ เพื่อจะไปให้ถึงตรงนั้น”

2. หาวิธีสร้างรายได้เพิ่มขึ้นเสมอ

แม้ว่ารายได้ของการเป็นพนักงานประจำตำแหน่งนักพัฒนาซอฟต์แวร์ถือว่าไม่เลวนัก เขาก็จะคอยหาวิธีสร้างรายได้ของตัวเองให้มากขึ้นอยู่เรื่อย ๆ แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในออฟฟิศก็ตาม

เขาเริ่มเขียนเกี่ยวกับเรื่องการเงินบนเว็บไซต์ของตัวเอง ซึ่งก็ได้เงินค่าโฆษณามาบ้างเล็กน้อย และหลังจากนั้นภรรยาของเขาก็เริ่มช่องยูทูบที่นำเงินเข้ามาเพิ่ม นอกจากนั้นก็เป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ต่าง ๆ ด้วย

ในส่วนของงานหลัก เขาก็ยังคงทุ่มเทให้เสมอเพราะนั่นถือเป็นแหล่งรายได้ที่จะนำเขาไปสู่เป้าหมายที่วางเอาไว้ เขาจะทำงานหนักเพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองเหมาะสมกับการขึ้นเงินเดือน 10-15% (ที่เขาขอขึ้นถึงสองครั้งแล้วหัวหน้าก็ตกลง) แล้วพอมีโอกาสตำแหน่งที่ว่างในบริษัท ที่รายได้เยอะกว่าก็สมัครไป ภรรยาของเขาก็ทำเหมือนกันและเมื่อทั้งคู่ช่วยกันเก็บเงินที่ได้รับมากขึ้นเพราะรายได้มากขึ้น แต่ก็ยังใช้จ่ายเท่าเดิม เป้าหมายการเกษียณก็ไม่ได้ดูไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป

3. ลงทุนในทรัพย์สินที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น

การเก็บเงินเยอะ เงินเดือนเพิ่ม หรือการทำอาชีพเสริมเล็ก ๆ น้อย ๆ จะไม่ได้ทำให้คุณเกษียณเร็วขึ้นเท่าไหร่นัก แอดค็อกกับภรรยาจะเอาเงินที่เก็บได้ไปลงทุนในหุ้น อสังหาฯ หรือของสะสมต่าง ๆ

โดยไอเดียก็คือว่าเป็นสินทรัพย์ที่เมื่อเวลาผ่านไป มันจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ง่าย ๆ แค่นั้น

แต่สิ่งที่เขาเน้นคือเรื่องของดอกเบี้ยทบต้น ลงทุนบางอย่าง 100 บาท มูลค่าเพิ่มขึ้น 10% ปีหน้าก็มี 110 บาท ซึ่งถ้าปีต่อไปเพิ่มขึ้นอีก 10% นั่น หมายความว่าปีถัดไปจะมี 121 บาท เพราะฐานของคุณคือ 110 บาท นั่นเอง เขาเชื่อว่าการลงทุนช้า ยังดีกว่าไม่ลงทุนเลย สุดท้ายตอนที่จะเกษียณก็มีเงินเก็บหลัก 1 ล้านเหรียญ หรือเกือบ 35 ล้านบาทเลยทีเดียว

4. อัตโนมัติทุกอย่างที่ทำได้

เมื่อเป็นไปได้ทิ้งทุกอย่างให้ทำงานโดยไม่ต้องไปยุ่งกับมันเมื่อเป็นเรื่องเกี่ยวกับเงิน ในบริษัทของเขาจะมีโครงการหักเงินเพื่อไปลงทุนในกองทุนเพื่อการเกษียณให้โดยอัตโนมัติ (ในไทยก็มีเช่นกันอย่างกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ) เพราะฉะนั้นถ้ามีตรงนี้ก็ใช้ประโยชน์ให้เต็มที่

ถ้าจะซื้อหุ้นหรือลงทุนทุกเดือนก็ให้ทำเป็นระบบอัตโนมัติ ค่าใช้จ่ายอันไหนที่เป็นอัตโนมัติก็ให้ตั้งเอาไว้ให้ตัดบัญชี อย่าพึ่งพาตัวเองเพราะเดี๋ยวพลาดต้องมาเสียดอกเบี้ย แถมยังทำให้เครดิตเสียอีกด้วย

5. รู้ว่าเงินเราไปอยู่ตรงไหน

วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการล้างหนี้คือรู้ว่าเงินของเราไปอยู่ที่ไหน ทุกบาทมีค่ามาก ๆ คนส่วนใหญ่ขี้เกียจมานั่งดูว่าแต่ละเดือนจ่ายอะไรไปบ้าง หรือใช้เงินไปตรงไหนบ้าง ซึ่งอันนี้อันตรายมาก ๆ

– ลองไล่ดูใบเสร็จบัตรเครดิตว่าจ่ายอะไรไปบ้าง ต้องเข้าใจว่าเงินแต่ละบาทไปอยู่ตรงไหน หนี้ยังเหลืออะไรอีกบ้างและเท่าไหร่

– เงินที่จะไปซื้อของหรือสิ่งที่อยากได้ ต้องมาหลังจากจ่ายบิลที่จำเป็น และเงินที่จะเก็บเพื่อเป้าหมายการเกษียณแล้วเท่านั้น

– อย่ามองข้ามค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเช่นการซื้อของออนไลน์ 100-200 บาท บ่อย ๆ เดือนเป็นสิบ ๆ ครั้งก็หลายพันแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการสร้างนิสัยที่ไม่ดีให้กับตัวเองด้วย เข้าสะดวกซื้อ ว่าจะซื้อกาแฟ กลายเป็นได้ขนมติดไม้ติดมือมากินระหว่างวัน แทนที่จะเสีย 30-40 บาท กลายเป็น 100 บาท ไม่รู้ตัว พวกนี้รวม ๆ กันแล้วก็เยอะเช่นกัน

– สมาชิกรายเดือนสำหรับบริการต่าง ๆ พวกนี้อันตรายมาก ไม่ว่าจะเป็นยิม หรือสตรีมมิ่ง หรือบริการอะไรก็ตาม ถ้าใช้ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าไม่ใช้ ให้ยกเลิกให้หมด

6. แยกตัวออกจากสิ่งที่คุณไม่ต้องการ

แอดค็อกบอกว่าเขาเป็นคนที่ชอบขับรถมาก มีรถยนต์สองคัน มอเตอร์ไซค์หนึ่งคันที่ขับไปทั่ว ๆ เลยในแต่ละเดือน เสียค่าประกันรถเยอะมาก ๆ เมื่อมานั่งดูค่าใช้จ่าย สุดท้ายหลังจากที่ตั้งเป้าหมายว่าจะเกษียณก็ขายทิ้งหมดเลย เขากับภรรยาตอนนี้ใช้ชีวิตอย่างมัธยัสถ์ ไม่ได้อดอยาก แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไร แต่ที่สำคัญคือมีความสุขมาก ๆ ใช้บริการสตรีมมิ่ง ไม่มีเคเบิลทีวี ออกไปกินข้าวข้างนอกเดือนละไม่กี่ครั้ง ซื้อเสื้อผ้าใหม่ ๆ ปีละ 2 ครั้ง โทรศัพท์ถ้าไม่พังก็ไม่รู้จะเปลี่ยนทำไม

แต่แอดค็อกก็บอกนะครับว่าคุณไม่จำเป็นต้องตัดทุกอย่างออกจากชีวิต แต่มันเป็นการจัดเรียงความสำคัญของชีวิตใหม่ต่างหาก อย่างที่บอกตั้งแต่แรกว่าอิสรภาพทางการเงินอาจจะไม่ใช่เป้าหมายของทุกคน แต่หลักการ 6 ข้อนี้จะช่วยทำให้ความมั่งคั่งในชีวิตของคุณเพิ่มขึ้นได้อย่างแน่นอน

สิ่งสำคัญคือการใช้เงินเพื่อซื้อสิ่งที่จะทำให้คุณมีความสุขอย่างยั่งยืน และตัดในส่วนที่ไม่จำเป็นออกไป แต่คุณต้องรู้ด้วยว่าความสุขของคุณที่แท้จริงแล้วคืออะไรกันแน่

อ้างอิง : 

https://www.cnbc.com/…/early-retirement-millionaire…

https://www.cnbc.com/…/early-retiree-shares-books-that…

https://www.cnbc.com/…/stop-wasting-money-on-these-7…

เราจะไม่จนลง เพราะ “เบี้ยประกัน” แต่จะจนลง เพราะ “ค่ารักษาพยาบาล” ถ้าไม่รู้จักการทำประกัน

ปัจจุบันยังมีคำถามว่า “จำเป็นแค่ไหนที่จะต้องมีประกันชีวิตและประกันสุขภาพ”

ในความคิดเห็นของผู้เขียนให้ความสำคัญกับการทำทุนประกันชีวิตและประกันสุขภาพเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะเจ้าของธุรกิจซึ่งไม่มีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล และประกันสังคม ดังนั้น สิ่งที่ต้องเตรียมคือแผนประกันชีวิต ที่ครอบคลุมภาระ ที่ตนเองรับผิดชอบ และประกันสุขภาพ ที่ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาล แบบระยะยาวถึงอายุ 85 ปี หรือ 99 ปี (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแบบประกัน)

ประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณา คือ ถ้ามีเงินแต่สุขภาพไม่ดี หากสมัครทำประกัน บริษัทประกันจะคุ้มครองแบบมีเงื่อนไข คือ “ไม่คุ้มครองโรคที่เป็นมาก่อนทำประกัน” หรืออาจ “เพิ่มเบี้ยประกันเนื่องจากสุขภาพที่มีประวัติการเป็นโรคถือว่าต่ำกว่ามาตรฐานของคนทั่วไป ดังนั้น เบี้ยประกันจะถูกปรับเพิ่ม ดังนั้น การวางแผนการทำประกันชีวิตและประกันสุขภาพ ควรทำตอนที่มีเงินและมีสุขภาพดี

หลายคนมองว่าถ้าไม่ป่วยก็ไม่คุ้มค่า เสียดายเบี้ยประกันที่จ่ายทิ้งไป แต่ในหลักการวางแผนโอนย้าย ความเสี่ยง การจัดการความเสี่ยงเป็นเรื่องสำคัญ ของการวางแผนชีวิต อย่าลืมว่า “เบี้ยประกันส่วนน้อยไม่ได้ทำให้จนลง แต่ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลมีโอกาสทำให้เราจนลง และอนาคตคนในครอบครัวจบลงได้”

โลกใบนี้มีความผันผวนและจำเป็นต้องปรับตัวและเตรียมความพร้อมรับมือหากเกิดความผันผวนรุนแรงและไม่สามารถควบคุมได้ก็ต้องโอนความเสี่ยง เช่น มีประกันชีวิตและประกันสุขภาพในช่วงการแพร่ระบาด COVID-19

ถึงแม้ว่านวัตกรรมทางการแพทย์เจริญก้าวหน้า แพทย์ดีมีความสามารถ สามารถรักษาโรค โรคร้ายรักษาหายได้ แต่ก็แลกมาด้วยค่าใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลที่สูง ทางออกที่น่าสนใจเพื่อลดค่าใช้จ่าย คือ การทำประกันสุขภาพ ที่สำคัญควรทำประกันตั้งแต่สุขภาพแข็งแรง เพราะหากทำเมื่อเจ็บป่วยก็จะมีเงื่อนไขจากบริษัทประกันเยอะมากขึ้น และเบี้ยประกันจะสูงตามไปด้วย

โดยทั่วไป ช่วงชีวิตที่พบกับความท้าทายมากที่สุด มักจะอยู่ในช่วงอายุ 35 – 45 ปี เพราะเป็นช่วงที่กำลังสร้างฐานะ และเป็นช่วงสะสมทรัพย์สินและความมั่งคั่ง แต่ในขณะเดียวกันก็มีภาระทางการเงินที่ต้องรับผิดชอบรอบด้าน ซึ่งความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดสำหรับวัยนี้ คือ ปรากฏการณ์ “แก่ก่อนรวย” “ป่วยก่อนใช้” เนื่องจากอาจเจอภาระค่าใช้จ่ายรอบด้าน ทั้งค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูครอบครัว อีกทั้งภาระหนี้สินที่ยังต้องผ่อน รวมถึงความจำเป็นที่ต้องเก็บเงินตามเป้าหมายส่วนตัว

ในขณะที่การงานและรายได้เพิ่งเริ่มมั่นคงและเติบโต ทำให้มีความเสี่ยงสูงที่อาจจะมีเงิน ไม่พอใช้จ่าย หรือมีเงินเก็บไม่พอกับเรื่องที่จำเป็นต้องใช้ หากไม่ได้วางแผนเตรียมตัวไว้ล่วงหน้า และหากต้องเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงเรื้อรัง หรือเกิดอุบัติเหตุรุนแรง ต้องใช้เงินจำนวนมาก ในการรักษาพยาบาล ช่วงเจ็บป่วยก็ไม่สามารถทำงานได้เหมือนเดิม

ดังนั้น เพื่อความมั่นคงของชีวิต เราจึงควรเตรียมตัวรับมือและมองหาวิธีการจัดการกับภาระทางการเงินที่พร้อมจะให้แบกภาระเพิ่มมากขึ้น ด้วย 4 แนวทางแนะนำ ดังนี้

1. บริหารและควบคุมค่าใช้จ่ายให้สอดคล้องกับรายได้และฐานะ

ต้องมีวินัยในการใช้จ่าย โดยใช้วิธีทำงบการเงิน หรือทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย เพื่อควบคุมการใช้จ่ายของตัวเองให้อยู่ในงบประมาณที่เหมาะสม เพื่อที่จะสามารถรับผิดชอบภาระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ได้อย่างไม่มีปัญหา

2. วางแผนเก็บออมเงินสำหรับเป็นเงินเกษียณของตัวเอง

ใช้เครื่องมือการออมหรือการลงทุนที่ช่วยสร้างวินัยการออม เช่น ประกันชีวิตแบบบำนาญ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และ RMF ที่มีเงื่อนไขบังคับให้เราต้องออมเงินหรือลงทุนในระยะยาว โดยต้องออมหรือลงทุนอย่างสม่ำเสมอทุกปี และไม่สามารถถอนเงินออกมาใช้ได้ระหว่างทาง ต้องรอจนกว่าจะเกษียณจึงจะได้รับเงินที่ออมหรือลงทุนไว้ ควรมีแบบประกันที่มีความคุ้มครองชีวิตสูง เพื่อเพียงพอกับภาระต่าง ๆ

3. วางแผนค่าใช้จ่ายของลูกให้ครอบคลุมจนสำเร็จการศึกษา

โดยการสำรวจค่าเล่าเรียน และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของสถาบันการศึกษาที่วางแผนจะส่งบุตรไปเรียน ตั้งแต่ปัจจุบัน จนจบระดับชั้นที่ต้องการ ว่ารวมแล้วเป็นจำนวนเงินทั้งหมดเท่าไหร่ โดยสำหรับค่าเล่าเรียนในระดับชั้นสูง ๆ ที่ยังมีเวลาอีกหลายปีกว่าจะถึงเวลาต้องจ่าย อาจจะใช้วิธีการลงทุน หรือออมเงินในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อช่วยเตรียมเงินให้เพียงพอกับค่าเล่าเรียนในอนาคตได้

ในส่วนนี้ เรานำยอดรวมค่าใช้จ่ายทางการศึกษาที่คำนวณได้ นับรวมเป็นส่วนหนึ่งของทุนประกันชีวิต ที่หัวหน้าครอบครัวควรมีหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นกับหัวหน้าครอบครัว ทุนประกันนี้จะใช้ส่งเสียค่าเล่าเรียนบุตรได้อย่างเพียงพอ จนจบการศึกษา

4. วางแผนทำประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันโรคร้ายแรง และประกันอุบัติเหตุ เพื่อโอนย้ายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

ควรทำประกันชีวิตให้มีความคุ้มครองหรือจำนวนเงินเอาประกันภัยเพียงพอกับ “ภาระทางการเงิน” ในชีวิตทั้งหมดที่เรามีอยู่ ได้แก่ “ภาระหนี้สินคงค้าง ค่าเลี้ยงดูผู้อยู่ในอุปการะจนกว่าจะเลี้ยงดูตัวเองได้ (รวมไปถึงค่าเล่าเรียน และค่าประกันชีวิตบุตร ตั้งแต่ปัจจุบันจนเรียนจบ) + เงินที่ต้องการทิ้งไว้ในช่วงปรับตัว มูลค่าเงินเก็บทั้งหมดที่เรามีอยู่ ”ยกเว้นบ้าน หรือรถ (เพราะคนในครอบครัวยังต้องใช้ ) เพื่อให้แน่ใจว่าหากจากไปกะทันหัน ภาระค่าใช้จ่ายที่ดูแลอยู่ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหรือธุรกิจ จะสามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่สะดุดและไม่เดือดร้อนยิ่ง ด้วยสภาวะเงินเฟ้อ ส่งผลให้ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ดังนั้น ควรทำประกันสุขภาพ ดังนี้

*ค่าคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลแบบเหมาจ่าย ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาล ต่อรอบปีกรมธรรม์ แต่เบี้ยประกันก็จะค่อนข้างสูง ที่สุด เมื่อเทียบกับแบบประกันค่ารักษาแบบ package

* ค่ารักษาพยาบาลแบบ package (New Health Standard) คุ้มครองครอบคลุมค่ารักษาพยาบาล ทั้งผู้ป่วยใน (IPD) และผู้ป่วยนอก (OPD) คุ้มค่า แบบนี้เบี้ยประกันก็จะสูงกว่า ค่ารักษาแบบไม่มี OPD

* โรคร้ายแรง ซึ่งเมื่อตรวจพบว่าเป็นโรคร้ายแรงก็จะได้รับเงินก้อนช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัวในด้านอื่นๆด้วย เพราะคนที่ป่วยเป็นโรคร้ายมักจะไม่สามารถทำงานได้เหมือนเดิม และเพิ่มเติมด้วยค่าใช้จ่ายที่มากขึ้นหากต้องรับประทานอาหารเสริม เพื่อช่วยให้อาการเจ็บป่วยทุเลาลง ยิ่งถ้ามีค่าผ่อนต่าง ๆ ยังคงค้างอยู่ไม่ว่าจะผ่อนบ้านผ่อนรถหรือแม้แต่ค่าเล่าเรียนลูกเงินก้อนที่ได้หลักล้านหรือหลายล้านบาท ก็อาจจะช่วยทดแทนแหล่งรายได้เดิมที่ตนเองไม่สามารถจะทำต่อได้

การเตรียมความพร้อม ทั้งประกันชีวิตและประกันสุขภาพจะทำให้การเงินของครอบครัวไม่สะดุด เป้าหมายชีวิตที่วางไว้ยังสามารถไปต่อได้ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันสิ่งที่หนักก็จะกลายเป็นเบาและที่สำคัญในระหว่างที่ได้วางแผนชีวิตเราจะเกิดความสงบสุขทางใจ ว่าตลอดเส้นทางของการดำเนินชีวิตที่ได้เตรียมแผนรองรับไปแล้ว

เขียนโดย: เกศิณี เพ็ชรแสนงาม นักวางแผนการเงิน CFP®

StockLend by NestiFly มีหุ้นในSETก็กู้เงินได้

“การวางแผนการเงิน” คือหนึ่งในเรื่องสำคัญที่ทุกคนจำเป็นต้องทำในทุกช่วงของชีวิตไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ เพื่อบริหารจัดการเงินในมือให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด มีเงินใช้เพียงพอ และมีเงินเหลือเก็บเพียงพอ

แต่ถึงแม้จะวางแผนการเงินมาดีแค่ไหน ก็อาจจะต้องเจอเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น โดนเลิกจ้างกะทันหัน หรือต้องหาเงินมาเป็นทุนหมุนเวียนในธุรกิจ บางคนที่มีทางเลือกอาจสามารถขอสินเชื่อเงินด่วนจากสถาบันการเงิน แต่สำหรับบางคนที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนดังกล่าวได้ ก็อาจจำเป็นต้องกู้ยืมเงินจากคนใกล้ตัว หรือกู้ยืมเงินนอกระบบ ซึ่งมักคิดดอกเบี้ยสูงกว่าปกติมาก

คำถามคือ จะดีกว่าไหม หากคนที่จำเป็นต้องใช้เงินสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้โดยไม่ติดข้อจำกัดแบบเดิม ๆ อีกต่อไป นี่คือสิ่งที่ StockLend by NestiFly พยายามเข้ามาเป็นส่วนช่วยอุตสาหกรรมการปล่อยกู้นี้ ที่ทุกคนสามารถขอกู้เงินโดยใช้หุ้นเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้

บริษัท เนสท์ติฟลาย จำกัด เป็นผู้ให้บริการสินเชื่อออนไลน์รูปแบบ Peer-to-Peer Lending (P2P) แห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองจากธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลัง เพื่อเป็นแพลตฟอร์มระหว่างผู้กู้และผู้ให้กู้ สามารถให้กู้ยืมเงินระหว่างกันได้โดยไม่ต้องผ่านสถาบันการเงินในรูปแบบเดิม หรือเรียกง่าย ๆ ว่า ผู้กู้สามารถยืมเงินจากผู้ให้กู้ได้โดยตรง ผ่านแอปพลิเคชั่น StockLend by NestiFly

จุดเด่นของ StockLend by NestiFly คือ เป็นแอปพลิเคชั่นที่ทำให้ผู้กู้และผู้ให้กู้ได้มาเจอกัน ผู้กู้เพียงใช้หุ้นที่ตนเองถืออยู่ในตลาดหลักทรัพย์ (เฉพาะหุ้นในรายชื่อตามที่บริษัทฯ กำหนด) มาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน และสามารถขอสินเชื่อเงินกู้ได้ตั้งแต่ *50,000-50,000,000 บาท ด้วยอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น *5.75% ต่อปี โดยวงเงินที่อนุมัติจะขึ้นอยู่กับหุ้นที่นำมาค้ำประกันด้วย เช่น หากนำหุ้นของ ADVANC มาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน จะสามารถขอกู้ได้สูงสุด 60% ของมูลค่าหุ้นทั้งหมด เป็นต้น แม้จะนำหุ้นมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่ในระหว่างทาง หากหุ้นที่นำมาค้ำมีการจ่ายเงินปันผล ก็จะยังได้รับเงินปันผลตามปกติ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเงินทุนด่วนและมีหุ้นอยู่ในมือ แต่ก็ไม่อยากขายหุ้นออกไปก่อนจนเสียโอกาสรับผลตอบแทน

สำหรับอัตราดอกเบี้ยจะเริ่มต้นอยู่ที่ 5.75% และสูงสุดที่ 9.70% ต่อปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับหุ้นที่นำมาค้ำ ระยะเวลาการกู้ และเครดิตของผู้กู้ด้วย แต่ความสะดวกก็คือขั้นตอนทั้งหมดสามารถทำได้ผ่านแอปพลิเคชั่นของ StockLend by NestiFly และได้รับเงินภายใน 1 วันทำการเมื่อจับคู่สำเร็จ นี่คือนวัตกรรมทางการเงินใหม่ที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้กู้มากทีเดียว และดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายก็ไม่ได้สูงนักเมื่อเทียบกับสินเชื่อจากสถาบันการเงินตามปกติ

ส่วนผู้ที่มีเงินเย็นและต้องการทำให้เงินก้อนนี้งอกเงย หรือนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนใกล้เคียงกับหุ้นกู้แต่มีความยืดหยุ่นกว่า ก็สามารถปล่อยกู้ในแอปพลิเคชั่น StockLend by NestiFly ได้เช่นกัน ผู้ให้กู้สามารถเลือกสินเชื่อที่จะปล่อยเงินกู้ได้ตามความสามารถในการรับความเสี่ยงของแต่ละคน หากรับความเสี่ยงได้น้อย ก็อาจเลือกปล่อยสินเชื่อให้กับผู้กู้ที่มีเครดิตดี และหุ้นที่นำมาค้ำประกันเป็นหุ้นคุณภาพสูง แต่ถ้ารับความเสี่ยงได้มาก ก็อาจปล่อยสินเชื่อให้กับผู้กู้ที่มีเครดิตลดหลั่นลงมาตามลำดับ หรือถ้าต้องการกระจายความเสี่ยง ก็สามารถปล่อยสินเชื่อให้กับผู้กู้ที่มีเครดิตหลากหลายได้ โดยผู้ให้กู้ที่เป็นนักลงทุนรายย่อย สามารถปล่อยกู้ได้ตั้งแต่ 10,000-50,000 บาทต่อสัญญา แต่ถ้าเป็นนักลงทุนที่มีลักษณะเฉพาะหรือนักลงทุนสถาบัน ก็สามารถปล่อยกู้ได้สูงสุดถึง 50,000,000 บาท

นวัตกรรมทางการเงินแบบ P2P Lending อาจไม่ใช่ของใหม่ในต่างประเทศ แต่สำหรับในประเทศไทย StockLend by NestiFly อาจเป็นเรื่องใหม่ที่ทั้งผู้กู้และผู้ให้กู้ไม่เคยใช้บริการมาก่อน แต่ถึงแม้ StockLend จะเป็นผู้ให้บริการรายแรก ก็ได้รับการรับรองจากทั้งธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังเรียบร้อยแล้ว ผู้ใช้บริการจึงสามารถมั่นใจได้ในเรื่องความน่าเชื่อถือ และที่สำคัญ สัญญาเงินกู้ทั้งหมดที่อยู่ในแพลตฟอร์มนี้จะอยู่ในรูปแบบของ smart contract ผ่านเทคโนโลยี blockchain ที่ไม่มีใครสามารถเข้าไปแก้ไขข้อมูลได้ เพื่อให้ผู้ใช้บริการทุกรายได้รับความปลอดภัยสูงสุด

StockLend by NestiFly จึงไม่ใช่เพียงแพลตฟอร์มสินเชื่อออนไลน์ แต่นี่คือนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่ช่วยบริหารสภาพคล่องให้กับผู้ที่ต้องการเงินทุนในช่วงเวลาที่ยากลำบาก และเป็นช่องทางการลงทุนสำหรับผู้ที่อยากให้เงินเก็บที่มีเติบโตมากขึ้น ด้วยดอกเบี้ยและความเสี่ยงที่เหมาะสมที่สุดสำหรับทุกฝ่าย

 ดาวน์โหลดได้เลย App store และ Play Store! https://onelink.to/downloadstocklend

 ศึกษารายละเอียด หรือ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Website : https://www.nestifly.com/

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save