“ใครก็สำเร็จและรวยได้” ความเชื่อผิดๆ จากอคติจากการเห็นผู้อยู่รอด ที่ทำให้เราประเมินโอกาสความสำเร็จของตัวเองสูงเกินจริง

ทุกครั้งที่เห็นเราเห็นคนประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานหรือชีวิต เชื่อว่าตามธรรมชาติของมนุษย์แล้วเรามักจะพยายาม ‘ถอดรหัสความสำเร็จ’ และเรียนรู้บทเรียนจากบุคคลเหล่านั้น

แต่นั่นอาจนำมาซึ่งปัญหา เพราะสิ่งที่เรามองเห็นคือคนที่ประสบความสำเร็จและรอดชีวิตมาจนถึงจุดที่ทุกคนเรียกเขาว่าผู้ชนะเท่านั้น ถ้าเปรียบก็คงเหมือนกลาดิเอเตอร์ที่ฟันฝ่าจนสามารถกลายเป็นแชมเปียนได้

เราเห็นถ้วยรางวัล เหรียญทอง ชื่อเสียง เพราะมันสวยงาม

สิ่งที่เราไม่เห็นคือคนที่พ่ายแพ้ระหว่างทางและคนที่พยายามแล้วแต่กลับไปไม่ถึงฝั่งฝัน และถ้าให้เทียบสถิติกันแล้ว คนที่ไปถึงดวงดาวนั้นมีเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น

เอาอย่างธุรกิจสตาร์ตอัปหรือการเป็นศิลปินนักร้องก็ได้ อัตราการล้มเหลวเมื่อเลือกเดินอาชีพนี้สูงถึง 90% พูดง่าย ๆ ทำไปสิบครั้งจะล้มไป 9 เหลือรอดมาเจิดจรัสฉายแสงและบอกเล่าเรื่องราวความสำเร็จแค่ 1 คนเท่านั้น ส่วนอาชีพหรือเส้นทางอื่นก็โหดร้ายไม่แพ้กันหรอกครับ มีคนสำเร็จก็มีคนร่วงหล่นไปตามทางเช่นกัน

ในแต่ละวันเราได้รับข่าวสารเกี่ยวกับความสำเร็จตลอด เคล็ดลับความสำเร็จจากเศรษฐีคนนั้น นักรับเทรดหุ้นยูทูบเบอร์มือทองเทรดได้วันละแสนสองแสน ซื้อรถเงินสดสามสี่ล้าน นักร้อง ศิลปิน หรือแม้แต่นักเขียน ชัยชนะถูกนำเสนออย่างเด่นชัด จึงไม่แปลกใจเลยที่เราจะรู้สึกว่า “ฉันก็น่าจะทำได้เช่นเดียวกัน” เริ่มประเมินตนเองสูง เข้าข้างตนเองไปโดยอัตโนมัติ เหมือนคนนอกมองแล้วหลงกับภาพมายาของความสำเร็จและไม่รู้เลยว่าโอกาสมันน้อยมากขนาดไหน

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “Survivorship Bias” หรือ “อคติจากการเห็นผู้อยู่รอด” ซึ่งเป็นความเอนเอียงจากการให้น้ำหนักการตัดสินใจโดยมองแค่ด้านเดียวหรือในที่นี้คือบุคคลที่ประสบความสำเร็จ แต่ไม่ได้มองว่าคนที่ไม่ประสบความสำเร็จนั้นมีมากขนาดไหน

สื่อในปัจจุบันเชิดชูผู้ประสบความสำเร็จเพราะมันขายง่าย แต่มันก็เป็นอันตรายทำให้คุณมีอคติจากการเห็นผู้อยู่รอดแล้วพยายามเลียนแบบหรือทำตาม มักทำให้คุณประเมินว่าตัวเองนั้นน่าจะประสบความสำเร็จสูงเกินไปอย่างไม่รู้ตัว

และสำหรับคนที่ประสบความสำเร็จแล้วอคตินี้ยิ่งอันตรายมากกว่าอีก เพราะคุณจะประเมินความสามารถของตัวเองสูงเกินไป คิดว่าตัวเองมาถึงจุดนี้ได้เพราะความสามารถ ทั้ง ๆ ที่บางทีอาจมีปัจจัยอื่นที่เข้ามามีส่วนด้วย

มีตัวอย่างหนึ่งในหนังสือ “Psychology of Money” ที่ เจสซี่ ลิเวอร์มอร์ (Jesse Livermore) นักเทรดหุ้นสร้างรายได้ภายในวันเดียวถึง 3000 ล้านเหรียญจากการช็อตตลาดหุ้นช่วง Great Depression ในปี 1929 เขารู้สึกฮึกเหิมมากเพราะคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือความสามารถของตัวเองล้วน ๆ

เขาประเมินตัวเองสูงเกินไป ต่อมาแค่ 3 ปี เขาก็สูญเงินตรงนั้นไปทั้งหมด สุดท้ายก็เลือกจบชีวิตตัวเองเพราะรับความจริงไม่ได้

อคติจากการเห็นผู้อยู่รอดสามารถนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดได้เพราะ

1. ผลักดันให้เรามองโลกในแง่ดีมากเกินไป

เมื่อเรามองแค่คนที่ประสบความสำเร็จในสถานการณ์ใดก็ตาม มันจะทำให้ความเชื่อของเราบิดเบี้ยวไปจากความจริงว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็น ‘เรื่องง่าย’ และน่าจะเกิดขึ้นได้มากกว่าที่มันจะเกิดขึ้นจริง ๆ จะทำให้เราเสี่ยงมากเกินไปโดยไม่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเงินหรือเรื่องของชีวิตส่วนตัวก็ตาม

2. เสียงที่สำคัญจะถูกกรองออกไป

เมื่อเรามองแค่ผลลัพธ์ทางด้านดี เสียงเตือนจากคนรอบข้างที่ผ่านมาแล้วหรือล้มเหลวนั้นจะถูกกรองออกไปโดยไม่ได้รับการเหลียวแล

3. เข้าใจผิดเรื่องความเกี่ยวพันกับสาเหตุ

บางครั้งเมื่อเราอ่านเรื่องราวของความสำเร็จเยอะ ๆ อาจจะเริ่มความเกี่ยวพันกันบางอย่าง (Correlation) แต่ดันไปเข้าใจผิดว่ามันคือสาเหตุ​ (Causation) ของความสำเร็จ

ยกตัวอย่างเช่นเมื่ออ่านเรื่องราวความสำเร็จของสตาร์ตอัปที่ประสบความสำเร็จเป็นร้อยล้านพันล้านอาจจะเห็นว่าซีอีโอของบริษัทเรียนไม่จบมหาวิทยาลัยกันซะส่วนใหญ่ ซึ่งอย่าลืมนะครับว่า…คนที่เรียนไม่จบแล้วไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตมีมากขนาดไหน ต้องดูสถิติตรงนี้ด้วยอย่ามองแค่ด้านเดียว

นักสถิติ อับราฮัม วาล์ด (Abraham Wald) แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ทำการวิจัยเกี่ยวกับเครื่องบินทิ้งระเบิดในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อดูว่าควรที่จะเสริมความแข็งแกร่งให้กับเครื่องบินตรงส่วนไหนบ้าง ทีมงานของเขาตรวจสอบข้อมูลจากเครื่องบินทิ้งระเบิดที่ไปสู้รบแล้วรอดกลับมา ระบุตำแหน่งบนเครื่องบินที่พวกเขาถูกยิงมากที่สุด ซึ่งหลายคนอาจจะคิดว่านอาจจะเป็นเป้าใหญ่เพราะฉะนั้นต้องเสริมความแข็งแกร่งตรงจุดนี้เพื่อให้สามารถรองรับการโดนยิงให้ได้เยอะขึ้น แต่มันเป็นความคิดที่ผิด

วาล์ดตระหนักดีว่าสิ่งที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่คืออคติจากการเห็นผู้อยู่รอด เขามองว่านี่เป็นจุดที่เครื่องบินสามารถรองรับการถูกยิงได้ในระดับหนึ่งและยังรอดกลับมาได้ ส่วนเครื่องบินที่ถูกยิงตกไปก็ต้องถูกยิงที่จุดอื่น เขาเลยแนะนำให้ทีมงานเสริมความแข็งแกร่งให้กับส่วนที่ไม่ถูกยิงของเครื่องบินที่รอดกลับมา ส่งผลให้เครื่องบินรบรุ่นต่อไปมีประสิทธิภาพมากขึ้นและช่วยชีวิตคนอีกหลายคนเลยทีเดียว

วิธีรับมือกับอคติจากการเห็นผู้อยู่รอดที่ง่ายและมีประสิทธิภาพมากที่สุดคือถามตัวเองว่า “มีข้อมูลอะไรบ้างที่ขาดไป” เมื่อมองข้อมูลที่ได้รับ ลองคิดว่ามีอะไรอีกบ้างที่ยังไม่รู้ ข้อมูลของคนที่ผิดพลาด คนที่ล้มเหลว คนที่เริ่มต้นพร้อม ๆ กับคนที่ประสบความสำเร็จแต่ไปไม่ถึงดวงดาวแล้วเอามาประกอบการตัดสินใจ

เอาล่ะ…พูดมาถึงตรงนี้ก็ไม่ได้อยากให้ท้อใจอะไรหรอกนะครับ ไม่ได้อยากให้คุณเลิกวิ่งตามความฝันหรือหยุดทำในสิ่งที่ต้องการทำหรอกนะครับ เพียงแต่อยากบอกว่าเวลาจะทำอะไร ลงทุนในตลาดหุ้น ในธุรกิจ เลือกสายงาน หรืออะไรก็ตามในชีวิต ขอให้ลองดูหลาย ๆ ด้านเข้าไว้ ลองดูคนที่ล้มเหลว คนที่พลาด ว่าเกิดอะไรขึ้น ลองหาเหตุผลเบื้องหลังดู แม้มันจะดูหดหู่ แต่เชื่อว่าจะช่วยทำให้อคติตรงนี้ลดลงได้ไม่น้อยเลยหล่ะครับ

อ้างอิง :

https://matt-rickard.com/survivorship-bias

https://mcdreeamiemusings.com/…/survivorship-bias-how…

https://www.masterclass.com/articles/survivorship-bias

คนรุ่นใหม่มอง “การแต่งงานไม่ใช่สิ่งสำคัญ แต่ก็ไม่ปฏิเสธการมีคนรัก ถ้าจะมีลูก…ก็ต้องมีเงิน”

ในสมัยก่อนการแต่งงานเป็นเรื่องที่แทบจะทุกครอบครัวให้ความสำคัญมาก ถ้าจะไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันฉันท์สามีภรรยา ก็ต้องมีการแต่งงานก่อน เพื่อให้เป็นเกียรติแก่ครอบครัวและตัวฝ่ายหญิง รวมไปถึงเป็นการประกาศอย่างเป็นทางการต่อผู้อื่นว่า “เรากับคนรัก” ได้ตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกันแล้ว

แต่ในปัจจุบัน คนรุ่นใหม่ไม่ได้มีความคิดเหมือนเช่นกับคนสมัยก่อน จะด้วยสภาวะทางสังคมหรือเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป คนรุ่นใหม่โอเคที่จะมีแฟน แต่ก็ไม่ได้มองการแต่งงานเป็นเรื่องสำคัญอีกต่อไปแล้ว และถ้าพวกเขาคิดจะมีลูก ก็จะต้องมีเงินและฐานะที่พร้อมก่อน

พูดมาแบบนี้ เพื่อนๆ หลายคนก็คิดเหมือนกันใช่ไหมครับ

โดยประเด็นนี้ aomMONEY ก็ไม่ได้หยิบมาพูดลอยๆ นะครับ เพราะมันเป็นข้อมูลจากส่วนหนึ่งของบทวิจัย จาก สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ที่เค้าต้องการศึกษาหาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจมีลูกของคนรุ่นใหม่เลย โดยผมก็ขอสรุปประเด็นที่น่าสนใจเป็น 7 ข้อ

ลองมาอ่านกันดูว่าเพื่อนๆ ก็คิดเห็นตรงกับข้อมูลจากบทวิจัยฉบับนี้หรือเปล่า?

1. คนรุ่นใหม่มองว่า “การแต่งงานไม่ใช่สิ่งสำคัญในชีวิต แต่ไม่ได้ปฏิเสธการมีแฟนหรือมีคนรัก”

คนรุ่นใหม่กลุ่ม Gen X และ Gen Y มองว่า การแต่งงานหรือการมีลูก ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ครอบครัวสมบูรณ์ และการแต่งงานก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญในชีวิต แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธการมีคนรักนะครับ ง่ายๆ ว่า มีแฟนก็โอเค เพียงแต่ถ้าจะมีลูกสักคน ก็ต้องมีเมื่อพร้อมแล้วเท่านั้น โดยเฉพาะ “เรื่องการเงิน”

2. คนรุ่นใหม่ “ไม่ได้คาดหวัง” ให้ลูกเป็นคนเลี้ยงดูยามแก่เฒ่าแล้ว

ในอดีตพ่อแม่ส่วนใหญ่เมื่อมีลูกมีหลานก็มักจะคาดหวังให้ลูกเลี้ยงดูต่อในยามแก่เฒ่า แต่จากการศึกษาพบว่า คนรุ่นใหม่มีความคิดที่เปลี่ยนไปแล้วครับ เพราะเค้าไม่ได้คาดหวังให้ลูกต้องมานั่งเลี้ยงดู โดยเฉพาะ “ผู้หญิงที่มีอาชีพมั่นคง” ส่วนใหญ่จะบอกว่า ถ้ามีลูก ก็ไม่ได้หวังให้ลูกมาเลี้ยงดู แต่สำหรับผู้ชายบางส่วนก็ยังอาจจะคาดหวังอยู่บ้าง เพียงแต่คิดว่าไม่สามารถกำหนดหรือบังคับลูกได้ เนื่องจากค่านิยมในสังคมได้เปลี่ยนไปแล้ว

3. การมีลูกสำหรับคนรุ่นใหม่ “ผู้หญิงจะกังวลเรื่องเวลา ส่วนผู้ชายจะกังวลเรื่องเงิน”

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่น่าสนใจ ที่ผู้หญิงหลายๆ คนเริ่มไม่อยากมีลูก โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงที่มีการศึกษาสูง เป็นเพราะเมื่อผู้หญิงเรียนสูงขึ้น เมื่อเข้าสู่ตลาดแรงงาน ก็สร้างรายได้ได้สูง ถ้าจะมีลูกสักคน ผู้หญิงจึงไม่ได้มองแค่เรื่องเงิน แต่มองถึงเรื่องเวลาด้วย ไม่ว่าจะเป็นต้องเสียโอกาสไปกับการเลี้ยงลูกหรือตั้งท้อง อันเนื่องมาจากค่านิยมในสังคม มองว่าผู้หญิงมีหน้าที่เลี้ยงลูก ในขณะที่ผู้ชายจะกังวลเรื่องเงินมากกว่า เพราะมองว่าตัวเองเป็นหัวหน้าครอบครัวและมีหน้าที่ในการหาเงิน

4. “เงินเป็นปัจจัยสำคัญ” ในการสร้างครอบครัวที่มีคุณภาพ

ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ทั้ง 2 ฝ่ายต่างมองเงินเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างครอบครัว ทำให้คนที่ยังไม่แต่งงานหรือยังไม่มีคนรัก เลือกที่จะสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตตัวเองก่อน อย่างในมุมผู้หญิงเองก็ไม่ได้คาดหวังจะพึ่งผู้ชาย เพราะถ้าตัวเองมีความมั่นคง ถ้าแต่ไปแล้วไม่เวิร์คก็สามารถยืนหยัดด้วยตัวเองได้ ในขณะเดียวกันผู้ชายก็มองว่าตัวเองต้องสร้างความมั่นคงทางการเงิน เพราะค่านิยมในสังคมไทย ผู้ชายคือ หัวหน้าครอบครัว

5. “สังคมไทยไม่มีคุณภาพ และ มีการแข่งขันสูง” ทำให้คนรุ่นใหม่คิดหนักที่จะมีลูก

การจะมีลูกนอกจากจะมองเรื่องเงิน ผู้เข้าร่วมวิจัยยังมองไปถึง คุณภาพของสังคม ความปลอดภัย การศึกษา รวมไปถึงเด็กที่เกิดมาจะต้องเจอการแข่งขันในระดับที่สูงมาก ดังนั้น ถ้าอยากให้ลูกมีอนาคตที่ดีก็ต้องมีเงิน คนรุ่นใหม่ก็เลยมองว่า ถ้าเรายังไม่พร้อมพอที่จะสร้างคุณภาพชีวิตให้ดีแก่ลูกที่จะเกิดมาได้ อาจจะทำให้เขาลำบากในอนาคต

6. “เศรษฐกิจ” ก็ส่งผลต่อการตัดสินใจมีลูกเหมือนกันนะ

ปัจจัยด้านเศรษฐกิจส่งผลต่อการมีลูกสำหรับคนรุ่นใหม่ ถ้าเศรษฐกิจตกต่ำ คนก็จะอยากมีลูกน้อยลง เพราะแค่รายได้ก็หายากแล้ว แต่ถ้าเศรษฐกิจดีขึ้นมาหน่อย ก็จะรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในสถานะที่จ่ายให้ลูกไหว ดังนั้น ในสภาวะเศรษฐกิจแย่ ก็เป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ทำให้คนไม่อยากมีลูกครับ

7. “ผู้หญิงรุ่นใหม่” คาดหวังให้ผู้ชายมีหน้าที่ในบ้านด้วย

จากการศึกษาพบว่า ผู้หญิงรุ่นใหม่คาดหวังให้ผู้ชายมีหน้าที่ในบ้าน เพราะรู้สึกเสียเปรียบที่ต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบความเรียบร้อยภายในบ้านอยู่ฝ่ายเดียว โดยจะต้องแบกรับภาระทั้งงานนอก งานใน รวมไปถึงงานเลี้ยงลูกอีก จึงคาดหวังให้ผู้ชายมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลเรื่องภายในบ้านเช่นกัน

จากที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ถ้าผมบอกว่า การที่คนรุ่นใหม่อยากมีลูกน้อยลง มันกระทบกับเศรษฐกิจประเทศมากเลยนะ เพื่อนๆ จะเชื่อไหมครับ

เพราะอะไรน่ะเหรอ… เพื่อนๆ คิดภาพตาม ดังนี้ครับ “คนวัยทำงาน” เป็นกลุ่มสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจถูกมั้ย เพราะเป็นช่วงวัยที่สร้างงานสร้างเงินได้มากที่สุด แล้วถ้าคนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก ประเทศของเราก็จะมีแต่คนที่แก่ชราลงเรื่อยๆ ในขณะที่ไม่มีวัยทำงานใหม่ๆ เข้ามาทดแทนเลย ดังนั้น ความสามารถในการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศจึงได้รับผลกระทบเต็มๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยครับ

อย่างไรก็ตาม การมีลูกสักคนนอกจากจะเป็นเรื่องความรัก “เรื่องของการเงินและความพร้อม” ก็เป็นเรื่องสำคัญ ผมเชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกเกิดในสภาพสังคมที่ดี เติบโตและไปได้ไกลว่ากว่าชีวิตที่เราเป็นอยู่ ดังนั้น ถ้าผมจะมีลูกสักคน ผมคงเลือกวางแผนให้พร้อมในด้านสำคัญ ก่อนคิดมีลูกครับ

4 ไลฟ์สไตล์การใช้บัตรเครดิต แบบไหนที่คุณเป็น

บัตรเครดิตเป็นหนึ่งในเครื่องมือการเงินที่มีประโยชน์กับพวกเราหลายอย่างเลยนะ ไม่ว่าจะช่วยให้เราซื้อของได้โดยไม่ต้องมีเงินสด หรือนำไปผ่อนสินค้าเวลาซื้อของก็ได้ แถมเวลาที่เราต้องการใช้เงินด่วนก็สามารถกดเงินที่ตู้ ATM ออกมาใช้ก่อนก็ได้ และที่สำคัญ ยังมีสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการสะสมแต้มรับรางวัล ได้รับโปรโมชันและส่วนลดต่าง ๆ การได้ซื้อของแล้วได้เงินคืน รวมถึงได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ อย่างที่จอดรถเวลาไปห้าง การใช้เลาจน์สนามบิน

แต่เพื่อน ๆ รู้หรือไม่ว่าตอนนี้ธนาคารมีการออกแบบบัตรเครดิตที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้งานแต่ละกลุ่มมากขึ้น ถ้าหากตอนนี้เรากำลังมองหาบัตรเครดิตอยู่ นอกจากวงเงินที่ธนาคารให้มา ก็ต้องดูว่าบัตรแบบไหนเหมาะกับการใช้ชีวิตของเราในทุก ๆ วัน ใช้แล้วชีวิตดี ได้ประโยชน์คุ้มค่า และดูเป็นตัวเรามากที่สุด มาลองดูไลฟ์สไตล์ทั้ง 4 แบบในการใช้บัตรเครดิตกันดู ว่าเราเป็นแบบไหนกันบ้าง

1. คนชอบท่องเที่ยว

หากเราเป็นคนหนึ่งที่ชอบเดินทาง ว่างเมื่อไหร่ก็ชวนเพื่อนตีตั๋วเครื่องบินและจองโรงแรมไปเที่ยวกันตลอด โดยเฉพาะการไปเที่ยวต่างประเทศ ถ้าเรามีไลฟ์สไตล์อย่างนี้ก็ย่อมต้องการบัตรเครดิตที่ตอบโจทย์เรื่องการชอปปิ้งในหลาย ๆ สกุลเงิน มีอัตราแลกเปลี่ยนที่ถูกกว่าคนอื่น และสามารถใช้บริการห้องรับรองพิเศษของสนามบินเพื่อพักผ่อนระหว่างเดินทางได้ บัตรเครดิตที่ตอบโจทย์ในไลฟ์สไตล์แบบนี้คือ บัตรเครดิต ttb absolute ( ทีทีบี แอปโซลูท )

  • ทุกการใช้จ่าย 20 บาท รับ 1 คะแนน
  • รับคะแนนพิเศษ X2 เมื่อใช้จ่ายออนไลน์
  • ค่าธรรมเนียมจากการแปลงสกุลเงิน (FX Rate) เพียง 1% จากปกติ 2.5%
  • ฟรี บริการห้องรับรองพิเศษ Airport Lounge (Lounge Key) 2 ครั้ง/ปีปฏิทิน
  • ฟรี ความคุ้มครองประกันอุบัติเหตุจากการเดินทาง วงเงินคุ้มครอง 16 ล้านบาท
  • เลือกผ่อนได้ 0% 3 เดือน ทุกรายการใช้จ่ายที่มียอดใช้จ่ายตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป/เซลล์สลิป กับบริการ ttb so goood สามารถทำรายการได้ด้วยตัวเองบนแอปฯ ttb touch
  • สมัครบัตรเครดิต ttb absolute คลิก
    https://www.ttbbank.com/credit-cards/aomm/absolute

2. คนชอบออมเงิน

มีใครเป็นนักออมเงินหรือชอบออมเงินบ้างไหม มันมีความสุขเนอะเวลาที่เห็นเงินในบัญชีเยอะ ๆ  และเมื่อเราต้องจ่ายเงินซื้ออะไร ก็ต้องมีส่วนลดหรือมีเงินคืน มีความสุขที่ได้เห็นเงินที่จ่ายออกไปได้คืนกลับเข้ามาในกระเป๋าเรา บัตรที่เหมาะสมกับเราคือ บัตรเครดิต ttb so smart ( ทีทีบี โซ สมาร์ท )

  • ช้อปเท่าไหร่ก็รับเครดิตเงินคืน 1% เข้าบัญชี ทีทีบี โน ฟิกซ์ ทุกการใช้จ่าย ไม่ต้องรอโปร
  • ฟรี ความคุ้มครองประกันอุบัติเหตุจากการเดินทาง วงเงินคุ้มครองสูงสุด 6 ล้านบาท
  • เลือกแบ่งจ่าย 0% 3 เดือน ได้เอง ทุกรายการใช้จ่ายที่มียอดใช้จ่ายตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป/เซลล์สลิป กับบริการ ttb so goood สามารถทำรายการได้ด้วยตัวเองบนแอปฯ ttb touch
  • ฟรีค่าธรรมเนียมทั้งแรกเข้าและรายปี
  • สมัครบัตรเครดิต ttb so smart คลิก
    https://www.ttbbank.com/credit-cards/aomm/so-smart

3. นักสะสมแต้มหรือชื่นชอบการแลกของรางวัล

อย่างที่ทุกคนทราบดีว่า การรูดบัตรเครดิตในแต่ละครั้งเขาจะมีแต้มให้เราด้วย ยิ่งเราสะสมแต้มได้เยอะ เราก็เอาไปแลกสิทธิ์ต่าง ๆ ได้มากมาย เช่น แลกซื้อของ แลกส่วนลด ได้สิทธิโปรโมชันพิเศษ แถมยังเอาไปบริจาคเพื่อการกุศลก็ได้ หากเราเป็นคนที่มีความสุขในการรูดบัตรเครดิตแล้วได้แต้มเยอะ ๆ ต้องไม่พลาด บัตรเครดิต ttb so fast ( ทีทีบี โซ ฟาสต์ )

  • รับคะแนนเร็วทุก การใช้จ่าย 10 บาท รับ 1 คะแนน
  • ฟรี ความคุ้มครองประกันอุบัติเหตุจากการเดินทาง
  • เลือกแบ่งจ่าย 0% 3 เดือน ได้เอง ทุกรายการใช้จ่ายที่มียอดใช้จ่ายตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป/เซลล์สลิป กับบริการ ttb so goood สามารถทำรายการได้ด้วยตัวเองบนแอปฯ ttb touch
  • ฟรีค่าธรรมเนียม ทั้งแรกเข้าและรายปี
  • สมัครบัตรเครดิต ttb so fast คลิก
    https://www.ttbbank.com/credit-cards/aomm/so-fast

4. คนหมุนเงินเก่ง

ในส่วนของคนที่หมุนเงินเก่ง มีธุรกิจล้านแปดและมีกิจกรรมที่ต้องการใช้เงินสดอยู่ตลอดเวลา จนต้องการบัตรเครดิตมาเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้อุ่นใจ ก็คงอยากหาบัตรเครดิตที่กดเงินได้ง่าย ๆ สบาย ๆ ไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมแพง ๆ และดอกเบี้ยเยอะ ๆ ยังไม่หมดแค่นั้นถ้าเราจ่ายตรงเวลาก็ได้สิทธิประโยชน์เพิ่มอีก ต้องถือบัตรเครดิต ttb so chill ( ทีทีบี โซ ชิลล์ )

  • เปลี่ยนเรื่องเงินให้ชิลล์ได้ ฟรีค่าธรรมเนียมทุกการกดเงินสด 3% รับดอกเบี้ยพิเศษ 3 รอบบัญชีแรก รับเงินคืน 5% จากดอกเบี้ยที่เรียกเก็บเมื่อจ่ายตรงเวลา
  • ฟรี ความคุ้มครองประกันอุบัติเหตุ วงเงินคุ้มครองสูงสุด 6 ล้านบาท
  • เลือกผ่อนได้ 0% 3 เดือน ทุกรายการใช้จ่ายที่มียอดใช้จ่ายตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป/เซลล์สลิป กับบริการ ttb so goood สามารถทำรายการได้ด้วยตัวเองบนแอปฯ ttb touch
  • ฟรีค่าธรรมเนียม ทั้งแรกเข้าและรายปี
  • สมัครบัตรเครดิต ttb so chill คลิก
    https://www.ttbbank.com/credit-cards/aomm/so-chill

มาถึงตรงนี้แล้วก็คงตอบตัวเองก็ได้แล้วว่าเรามีไลฟ์สไตล์ในการใช้บัตรเครดิตแบบไหน เป็นคนท่องเที่ยว คนออมเงิน นักสะสมแต้ม หรือเป็นคนหมุนเงิน ได้คำตอบแล้ว อย่าลืมสมัครบัตรเครดิต ttb และเลือกที่เหมาะกับตัวเราที่สุด เพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์ที่ดีที่สุดต่อตัวเราเอง ท้ายสุดก็ต้องอย่าลืมว่าการใช้บัตรเครดิตควรมีการวางแผนให้ดี อย่าจ่ายขั้นต่ำและอย่าเป็นหนี้บัตรเครดิตด้วยนะ

สนใจข้อมูลบัตรเครดิตกับทาง ttb สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่…
https://www.ttbbank.com/credit-cards/aomm/apply

และโปรโมชันเพิ่มเติม คลิก…
https://www.ttbbank.com/credit-cards/aomm/promotion

บทความนี้เป็น Advertorial

นโยบายประกันรายได้พื้นฐานในประเทศไทยเป็นไปได้ไหม? ทางเลือก ความท้าทาย และต้นทุนมหาศาลที่รัฐบาลต้องแบกรับ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าความต้องการขั้นพื้นฐานในชีวิตของเราทุกคนล้วนจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อให้ได้มาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น อาหาร น้ำดื่ม หรือยารักษาโรค เพื่อให้มีชีวิตดำเนินต่อไปได้

ในโลกทุนนิยมที่การแข่งขันสูงและมักทิ้งคนที่ปรับตัวไม่ได้ แก่ชรา เจ็บป่วย ภาระชีวิตหนักอึ้ง หรือประสบเหตุการณ์เลวร้ายในชีวิตไว้ข้างหลัง บางครั้งการได้รับการช่วยเหลือจากรัฐในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดีหรือตกงานก็ช่วยทำให้คนเหล่านั้นผ่านพ้นช่วงวิกฤติของชีวิตไปได้ มีความมั่นใจในการใช้ชีวิตในสังคม ไม่รู้สึกไร้ค่า และเมื่อเริ่มกลับมามีรายได้อีกครั้ง ก็แบ่งเงินบางส่วนในรูปแบบของภาษีเพื่อสนับสนุนให้รัฐช่วยคนอื่น ๆ ที่กำลังลำบากต่อไป

ในช่วงที่ผ่านมา นโยบายหลักประกันรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (Universal Basic Income) ที่รับรองว่าประชาชนทุกคนจะได้รับเงินจำนวนหนึ่งที่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายขั้นต่ำในการดำรงชีวิตนั้นถูกพูดถึงและถกเถียงกันว่าจะเป็นไปได้แค่ไหนที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย

นโยบายประกันรายได้พื้นฐานนั้นแตกต่างจากนโยบายรัฐสวัสดิการอื่น ๆ ของประเทศไทยในปัจจุบัน เพราะเป็นการให้เงินช่วยเหลือแบบ

(1) จ่ายทุกคน 

(2) จ่ายเป็นรายบุคคล 

(3) จ่ายเป็นเงินสด 

(4) จ่ายเป็นประจำ

(5) จ่ายโดยไม่ระบุเงื่อนไขการนำไปใช้ 

อย่างไรก็ตาม คุณสมบัติ 5 ประการนี้ส่งผลให้การออกแบบนโยบายหลักประกันรายได้พื้นฐานถ้วนหน้าที่เหมาะสมต่อบริบทของสังคมไทยทำได้ยาก อีกทั้งมีข้อถกเถียงมากมายเกี่ยวกับประสิทธิผลของนโยบายเมื่อเทียบกับ ต้นทุนมหาศาลที่รัฐบาลต้องแบกรับ

บทความนี้ขอยกตัวอย่าง 2 ประเด็นที่มีส่วนทำให้นโยบายดังกล่าวยังไม่เคยเกิดขึ้นจริงในประเทศไทย

ประเด็นที่ 1 : จำนวนเงินช่วยเหลือที่เหมาะสมควรอยู่ที่เท่าใด

กว่า 4 ทศวรรษที่ผ่านมามีนักวิจัยหลายท่านพยายามศึกษาถึงผลกระทบจากการทำนโยบายหลักประกันรายได้พื้นฐานถ้วนหน้าในมิติต่าง ๆ เช่น เศรษฐกิจ สภาพความเป็นอยู่ของคน การทำงาน และสุขภาพ โดยโครงการวิจัยส่วนมากเป็นการทดลองระยะสั้นที่จำกัดอยู่เฉพาะในบางพื้นที่ มีเพียงโครงการ GiveDirectly ที่ทดลองให้เงินสมาชิกทุกคนจาก 44 หมู่บ้านในประเทศ Kenya ทุกเดือนเป็นระยะเวลา 12 ปี ซึ่งถือว่าเป็นโครงการวิจัยขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าสูงถึง 30 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และกินเวลานานที่สุดเท่าที่เคยมีมา

แต่โครงการ GiveDirectly เพิ่งเริ่มขึ้นในปี 2017 ทำให้กลุ่มนักวิจัยประเมินผลได้เพียงในระยะสั้น เช่น การให้เงินช่วยเหลือในช่วงที่เกิดการระบาดของ COVID-19 ช่วยบรรเทาความหิวโหย การเจ็บป่วย และความหดหู่ได้ แต่ไม่มากนัก ขณะที่ผลการศึกษาในระยะยาวยังต้องติดตามกันต่อไป

ข้อสังเกตประการหนึ่งของโครงการ GiveDirectly คือกลุ่มนักวิจัยเลือกประเทศ Kenya ที่มีค่าครองชีพต่ำในการทดลอง โดยมอบเงินเพียง 0.75 เหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 25 บาทต่อวันให้กับผู้เข้าร่วมการทดลองแต่ละคน

ซึ่งเงินจำนวนนี้ต่ำกว่าค่าครองชีพขั้นต่ำของคนไทยที่วัดจากเส้นความยากจน (poverty line) ของสำนักงานสถิติแห่งชาติอยู่พอสมควร โดยเส้นความยากจนระดับประเทศของไทยในปี 2021 อยู่ที่ 2,803 บาท/คน/เดือน หรือประมาณ 93 บาท/คน/วัน

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในระดับรายจังหวัดจะพบว่าแตกต่างกัน สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ในประเทศไทย โดยกรุงเทพฯ คือจังหวัดที่มีเส้นความยากจนสูงที่สุด (3,308 บาท/คน/เดือน หรือประมาณ 110 บาท/คน/วัน) ขณะที่เพชรบูรณ์คือจังหวัดที่มีเส้นความยากจนต่ำที่สุด (2,376 บาท/คน/เดือน หรือประมาณ 79 บาท/คน/วัน)

แม้ตัวเลข 79 กับ 110 บาท/คน/วัน จะฟังดูต่างกันไม่มาก แต่ต้องไม่ลืมว่าแนวคิดของนโยบายหลักประกันรายได้พื้นฐานถ้วนหน้าคือการจ่ายให้ทุกคนเพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้ตกหล่นจากสิทธิ (exclusion error) ส่งผลให้รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณราว 5,200-7,200 ล้านบาทสำหรับการจ่ายเงินช่วยเหลือให้ประชากรไทยจำนวน 66 ล้านคนทุกเดือน

หากนำความต่างของเงินจำนวน 2,000 ล้านบาทในแต่ละเดือนมาคูณเป็นตัวเลขทั้งปีจะเท่ากับ 24,000 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าเม็ดเงินเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานบางโครงการ เช่น โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคตะวันออก (โครงการ TIPE) ซะอีก

การคำนวณหาจำนวนเงินช่วยเหลือที่เหมาะสมจึงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องคิดทบทวนอย่างรอบคอบ เพราะถือเป็นรายจ่ายประจำก้อนใหญ่ของรัฐบาล ซึ่งถ้ามากไปก็จะเบียดเบียนงบลงทุนของประเทศ แต่ถ้าน้อยไปก็ไม่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนเช่นกัน

ประเด็นที่ 2 : การจ่ายเงินช่วยเหลือเป็นรายบุคคลดีกว่าหรือไม่

แนวคิดของนโยบายหลักประกันรายได้พื้นฐานถ้วนหน้าตั้งอยู่บนรากฐานความเชื่อที่ว่ามนุษย์เป็นปัจเจกบุคคลที่สามารถตัดสินใจเองได้โดยไม่ต้องมีรัฐบาลมาคอยกำกับ การจ่ายเงินช่วยเหลือจึงควรทำในระดับรายบุคคล และคนที่ได้รับเงินจะนำไปใช้ทำอะไรก็ได้ ซึ่งแนวคิดนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสียจึงตอบยากว่าดีกว่าการจ่ายเป็นรายครัวเรือนหรือไม่ โดยจะขอยกตัวอย่าง 2 กรณี ดังนี้

1. สามีภรรยาที่อาศัยในบ้านหลังเดียวกัน

ครัวเรือนไทยในปัจจุบันไม่มากก็น้อยยังนิยมให้ผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้าและผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง ส่งผลให้ผู้ชายมีโอกาสในการเข้าสู่ตลาดแรงงานมากกว่าผู้หญิง สะท้อนจากอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน (labour force participation) ในปี 2021 ซึ่งอยู่ที่ 74.3% สำหรับผู้ชาย และอยู่ที่ 58.3% สำหรับผู้หญิง นอกจากนี้ สัดส่วนผู้หญิงที่แต่งงานแล้วมีเพียง 40% ของผู้หญิงที่มีงานทำทั้งหมด เนื่องจากผู้ที่เป็นภรรยามักได้รับมอบหมายให้ดูแลเด็กหรือผู้สูงอายุในบ้าน ทำให้ไม่สามารถออกไปทำงานนอกบ้านได้ และต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากสามี

การจ่ายเงินช่วยเหลือเป็นรายบุคคลจึงมีข้อดีตรงที่เงินจะตกถึงมือภรรยาที่ไม่มีรายได้โดยตรง ขณะที่สามีที่อยู่บ้านเดียวกันก็ได้รับเงินช่วยเหลือจำนวนเท่า ๆ กัน เปรียบเสมือนการส่งเสริมให้สังคมมีความเท่าเทียมทางเพศมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากคนในครอบครัวพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน สามีแบ่งปันทรัพยากรในบ้านด้วยกันกับภรรยา และสมาชิกในครัวเรือนทุกคนมีความสุขดีอยู่แล้ว การจ่ายเงินช่วยเหลือรายบุคคลก็อาจไม่ใช่สิ่งจำเป็น

2. เด็กวัยรุ่นที่อาศัยอยู่กับพ่อแม่

การให้เงินช่วยเหลือแก่เด็กวัยรุ่นโดยไม่ผ่านพ่อแม่ถือเป็นการให้อิสระในการตัดสินใจและฝึกให้เด็กรู้จักการวางแผนการใช้จ่ายตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งเด็กบางกลุ่มอาจนำเงินช่วยเหลือไปใช้ในทางที่ดี เช่น สมัครเรียนคอร์สออนไลน์ที่ช่วยเพิ่มทักษะสำหรับการทำงานในอนาคต ขณะที่เด็กบางกลุ่มก็มีโอกาสนำเงินไปใช้ในทางที่ผิด เช่น เล่นการพนัน หรือเล่นเกมออนไลน์จนไม่สนใจการเรียน

โดยผลการศึกษาเรื่องการเล่นเกมของเด็กไทยของสมาคมวิทยุและสื่อเพื่อเด็กเยาวชน (สสดย.) พบว่าเด็กจำนวน 1 ใน 3 ของกลุ่มตัวอย่างเล่นเกมทุกวัน เฉลี่ยวันละ 5 ชั่วโมง ซึ่งสร้างผลกระทบต่ออารมณ์ พฤติกรรม และผลการเรียนของเด็ก ซึ่งเด็กบางส่วนมีค่าใช้จ่ายในการเล่นเกมสูงถึงเดือนละ 5,000 บาท หลายฝ่ายจึงกังวลว่าการจ่ายเงินช่วยเหลือไปยังกลุ่มเด็กวัยรุ่นที่ขาดวุฒิภาวะในการตัดสินใจจะยิ่งซ้ำเติมให้ปัญหาทางสังคมทวีความรุนแรงขึ้นหรือไม่

โดยสรุป ผู้เขียนเห็นว่าการทำนโยบายให้เงินช่วยเหลือที่ตรงจุดและระบุกลุ่มเป้าหมายยังเหมาะสมกว่าการทำนโยบายแบบเหวี่ยงแหที่พยายามจะช่วยทุกคน โดยเฉพาะในสภาวะที่รัฐบาลไทยกำลังเผชิญกับข้อจำกัดด้านงบประมาณเช่นในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การทำนโยบายหลักประกันรายได้พื้นฐานถ้วนหน้าในประเทศไทยก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย แต่ควรเริ่มจากทดลองกับกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก เพื่อประเมินผลกระทบจากนโยบายให้รอบด้านก่อนนำไปใช้จริง

———————————–

บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย

ผู้เขียน : พิรญาณ์ รณภาพ

เศรษฐกรอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย

อ้างอิง

  • งานศึกษาเรื่อง The Political Theory of Universal Basic Income โดย Juliana Uhuru Bidadanure [Link]
  • รายละเอียดเกี่ยวกับ Universal Basic Income จาก Stanford Basic Income Lab [Link]
  • รายละเอียดของโครงการ GiveDirectly [Link]
  • ข้อมูลเส้นความยากจนของไทย จาก website ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ [Link]
  • ข้อมูลเม็ดเงินลงทุนในโครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคตะวันออกเพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า (โครงการ TIPE) จาก website ของกรมประชาสัมพันธ์ [Link]
  • ข้อมูลอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน จาก website ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ [Link]
  • ผลการศึกษาเรื่องการเล่นเกมของเด็กไทย : สถานการณ์ความรับผิดชอบทางสังคมและข้อเสนอนโยบาย จาก website ของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ [Link]

NUE HYBE SUKSAWAT ลบภาพตึกแถวเดิมที่เคยรู้จักกับการลงทุนรูปแบบใหม่บนทำเลศักยภาพเพื่ออนาคต

ในปัจจุบัน วิถีชีวิตประจำวันหลายอย่างของผู้คนเปลี่ยนไปมากเมื่อเทียบกับเพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะเรื่องของการทำงาน ที่ตอนนี้กระแสของการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น เพราะหลายสาขาอาชีพสามารถทำงานได้ตลอดเวลาขอแค่มีอินเทอร์เน็ต รวมถึงกระแสของอาชีพที่ 2 หรือกระทั่งอาชีพที่ 3 ก็เป็นที่นิยมไม่แพ้กัน เนื่องจากโรคระบาดที่เกิดขึ้น ทำให้การทำงานอาชีพเดียวอาจจะไม่มั่นคงเหมือนเก่า การมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่าการมีรายได้เพียงทางเดียว

ทั้งกระแสการทำงานจากที่บ้าน และกระแสของอาชีพที่ 2 บ้านจึงเปลี่ยนสถานะจากเดิมที่เป็น “ที่อยู่อาศัย” กลายเป็น “สถานที่ทำงาน” อีกด้วย บางคนอาจใช้บ้านเพื่อเป็นสถานที่ทำงานหลัก แต่ขณะเดียวกัน ก็ใช้บ้านเพื่อเป็นสถานที่สำหรับทำอาชีพที่ 2 ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม บ้านที่ถูกออกแบบมาในลักษณะดั้งเดิมอาจสามารถตอบโจทย์ของความเป็นที่อยู่อาศัยได้ดี แต่ในอีกแง่มุม หากบ้านไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับทั้งการอยู่อาศัยและการทำงาน การใช้พื้นที่ก็อาจไม่มีประสิทธิภาพนัก หรือใช้พื้นที่สลับไปมาระหว่างการพักผ่อนและการทำงานจนขาดความเป็นสัดส่วนที่ชัดเจน 

นี่อาจดูไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ลองนึกถึงบ้านที่ตอนเช้าเราต้องตื่นมาทำงานตรงโต๊ะ พอตกเย็นหันหลังไปก็เจอเตียงนอนซึ่งอยู่ในพื้นที่ทำงานเช่นเดียวกัน งานจึงกลายเป็นอะไรบางอย่างที่อยู่รอบตัวผู้อยู่อาศัยตลอดเวลาแม้ในยามพักผ่อน หรือบ้านที่ออกแบบมาไม่ดีนักจนไม่เอื้อต่อการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ในการทำงาน นี่ยังไม่นับคนรุ่นใหม่ที่ทำธุรกิจส่วนตัวที่อาจต้องใช้พื้นที่ของบ้านเพื่อทำมาค้าขาย ทาวน์โฮมแบบดั้งเดิมอาจติดถนน แต่ไม่มีที่จอดรถ รวมถึงหน้าร้านที่แคบ ก็อาจไม่สะดวกต่อการประกอบธุรกิจส่วนตัวนัก

ที่ผ่านมา โครงการบ้านและทาวน์โฮมยุคใหม่จึงคิดถึงโจทย์ข้อนี้มากขึ้น บ้านและทาวน์โฮมที่ตอบสนองได้ทั้งสร้างความสบายใจในการพักผ่อน และสร้างความมีประสิทธิภาพแก่การทำงานสูงสุด เหมือนดั่งเช่นโครงการทาวน์โฮม NUE HYBE SUKSAWAT ทาวน์โฮมที่ออกแบบมาเพื่อชีวิตแบบ HYBRID LIVING

NUE HYBE SUKSAWAT คือโครงการอาคารพาณิชย์และทาวน์โฮมที่ตั้งอยู่ติดกับถนนสุขสวัสดิ์โดยตรง ใกล้กับสุขสวัสดิ์ 35 โดยตำแหน่งของโครงการจะตั้งอยู่ระหว่างทางพิเศษเฉลิมมหานคร และถนนวงแหวนกาญจนาภิเษก นับเป็นอสังหาริมทรัพย์เปิดตัวใหม่ไม่กี่โครงการที่มีทำเลติดถนนใหญ่ ใกล้ทางด่วนมากๆ ซึ่งนับว่าหาได้ยากเมื่อเทียบกับความคึกคักของทำเลในย่านนั้น ซึ่งพื้นที่ติดถนนใหญ่แบบนี้มักจะถูกพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมมากกว่า แต่โครงการเลือกที่จะพัฒนาโครงการจัดสรรติดถนนใหญ่ ไม่ต้องเข้าซอยย่อย ที่เล็กแคบเหมือนโครงการบ้านในย่านเดียวกัน ให้ผู้อยู่อาศัยสามารถเดินทางเข้าและออกเมืองได้อย่างสะดวกสบายที่สุด ไม่ว่าจะไปพระราม 2, ประชาอุทิศ, พระประแดง หรือไปโซนสุขุมวิทก็สามารถเดินทางไปอย่างสบาย และยังอยู่ใกล้กับโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงสถานีราษฎร์บูรณะที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ในระยะที่เดินได้ ซึ่งเมื่อเสร็จแล้วจะทำให้ศักยภาพในย่านนี้สูงขึ้นอย่างแน่นอน 

โครงการ NUE HYBE SUKSAWAT พัฒนาโดย บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทยซึ่งเป็นเจ้าของโครงการต่างๆ มากมาย ที่ผ่านมาโนเบิลเน้นเจาะกลุ่มไปที่อสังหาริมทรัพย์แนวสูงอย่างคอนโดมิเนียมมากกว่า แต่เพราะความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย ทำให้บริษัทตัดสินใจเดินหน้าโครงการ NUE HYBE โดยใช้ประสบการณ์ตลอดหลายสิบปีในแวดวงอสังหาริมทรัพย์แนวสูง ที่มีข้อจำกัดของพื้นที่ใช้สอยแต่ต้องออกแบบให้ใช้งานได้อย่างเต็มที่และแบ่งสัดส่วนชัดเจน มาประยุกต์และพัฒนาจนเกิดเป็นโครงการแนวราบอย่าง NUE HYBE SUKSAWAT นั่นเอง

จุดเด่นของโครงการนี้ไม่ใช่เพียงการติดถนนใหญ่อย่างเดียวเท่านั้น แต่ด้วยจำนวนยูนิตรวมทั้งหมด 156 ยูนิต ทำให้โครงการนี้ไม่อัดแน่นเกินไปนักและผู้อยู่อาศัยแต่ละคนได้ความเป็นส่วนตัวสูง นอกจากนั้น พื้นที่โครงการยังแบ่งสัดส่วนชัดเจนออกเป็น 3 โซน ได้แก่ โซนค้าขาย, โซนโฮมออฟฟิศ, และโซนอยู่อาศัย นี่คือจุดเด่นข้อแรกของโครงการ NUE HYBE SUKSAWAT

แต่ไม่ใช่แค่เพียงการแบ่งโซนเท่านั้นที่ทำให้ผู้อยู่อาศัยได้รับความเป็นส่วนตัวสูงสุด จุดเด่นลำดับถัดมาคือเรื่องของพื้นที่ใช้สอย โดยพื้นที่ของทาวน์โฮมแต่ละยูนิตยังมีการแบ่งสัดส่วนชัดเจนระหว่างโซนทำงานและโซนอยู่อาศัย ปัจจุบันทาวน์โฮมในโครงการจะแบ่งออกได้ใหญ่ ๆ เป็นสามแบบ คือ Urban Shop House โซนหน้าติดถนนใหญ่ ที่เน้นสำหรับการซื้อเพื่อทำธุรกิจ และยังออกแบบให้เหมาะกับลงทุนปล่อยเช่า เป็นอาคารพาณิชย์หน้ากว้าง ปล่อยเช่าได้ แสดงหน้าร้านได้มากกว่า เห็นจากถนนใหญ่ ตอบโจทย์ทุกธุรกิจ เพราะถูกออกแบบให้แยกชั้นได้แบ่งผู้เช่าได้ชัดเจน ไม่ปะปนกัน มีที่จอดรถส่วนกลางเตรียมไว้ให้ รองรับคนมาติดต่อ, Urban Hybrid Home ที่ปรับฟังก์ชั่นเป็น Home Office ได้ เน้นสำหรับการซื้อเพื่ออยู่อาศัยหรือเป็นสำนักงานควบคู่ไปด้วย สามารถแยกพื้นที่ส่วนอยู่อาศัยและทำงานออกจากกัน และ Urban Home ที่เน้นสำหรับการซื้อเพื่ออยู่อาศัยเป็นหลัก แต่ก็เหมาะสำหรับการทำงานจากที่บ้านด้วย และแน่นอน แต่ละยูนิตจะมีการแบ่งพื้นที่แยกชัดเจนระหว่างโซนของการทำงานและการพักผ่อน เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยมีความเป็นส่วนตัว

และจุดเด่นที่ขาดไม่ได้คือเรื่องของการดีไซน์ แม้จะเป็นทาวน์โฮม แต่ด้วยประสบการณ์ในการออกแบบและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของโนเบิล ทำให้โครงการ NUE HYBE SUKSAWAT ลบภาพจำของทาวน์โฮมแบบเดิม ๆ ให้กลายเป็นทาวน์โฮมยุคใหม่ที่ตอบสนองชีวิตแบบ HYBRID LIVING ได้อย่างลงตัว ทั้งดีไซน์ของทาวน์โฮมแต่ละยูนิตที่ไม่เหมือนใคร พื้นที่โครงการที่ประกอบด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย มีที่ให้พักผ่อนหย่อนใจ ทำให้โครงการนี้เป็นได้ทั้งสถานที่แห่งความสงบสำหรับการพักผ่อน และแรงบันดาลใจชั้นเยี่ยมสำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่และรุ่นใหญ่ที่ต้องการไฟในการทำงาน

ทั้งหมดที่กล่าวมา ทำให้โครงการ NUE HYBE SUKSAWAT ตอบโจทย์ทั้งผู้ที่สนใจซื้ออยู่อาศัย เพราะด้วยทำเลที่ตั้งที่ดีมาก เดินทางเข้าหรือออกเมืองสะดวก หรือเดินทางด้วยรถสาธารณะก็สะดวก รวมถึงมีพื้นที่ใช้สอยครบครัน แบ่งพื้นที่ชัดเจนระหว่างการทำงานและพักผ่อน และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ แต่ในขณะเดียวกัน NUE HYBE SUKSAWAT ก็ยังตอบโจทย์ทั้งผู้ที่สนใจซื้อเพื่อการลงทุนอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเพื่อลงทุนทำธุรกิจ ออกแบบมาให้สามารถเป็นร้านค้าได้ ปล่อยเช่าได้รายชั้น หรือแปลงให้เป็นสำนักงานขนาดย่อม หรือซื้อเพื่อลงทุนอสังหาริมทรัพย์โดยตรงก็ย่อมได้เช่นกัน เพราะนี่คือโครงการที่อยู่ในทำเลมีศักยภาพ สะดวกทั้งการเดินทางเข้าหรือออกเมือง รวมถึงเป็นโครงการบ้านที่ใกล้รถไฟฟ้า ทำให้ราคาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์บริเวณนี้มีโอกาสเพิ่มสูงขึ้นได้

ในฐานะนักลงทุน ไม่บ่อยนักที่อสังหาริมทรัพย์ที่สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งการลงทุนและการอยู่อาศัย จะอยู่ในทำเลที่ดีมีศักยภาพ เพราะขึ้นชื่อว่าอสังหาริมทรัพย์ ทำเลคือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อราคาของทรัพย์สินนั้น ๆ พอสมควร NUE HYBE SUKSAWAT จึงเป็นโครงการที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนคุ้มค่าแก่นักลงทุนที่สนใจได้ ทั้งลงทุนในรูปแบบของการซื้อเก็บไว้ หรือปล่อยเช่ารายชั้น หรือใช้เพื่อทำธุรกิจห้างร้าน หรือการซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองก็เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าไม่น้อย ด้วยข้อดีทั้งทำเลที่เดินทางสะดวก ติดถนนใหญ่ ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ นับได้ว่า NUE HYBE SUKSAWAT เป็นอีกหนึ่งโครงการที่จะช่วยสร้างสมดุลแห่งการใช้ชีวิตได้เป็นอย่างดี

หากใครสนใจโครงการ ตอนนี้โครงการเปิดขายเฟสแรก โซนหน้า ติดถนนใหญ่ พร้อมอยู่-ทำธุรกิจ เริ่ม 12 ล้านบาท*

ใครสนใจลงทะเบียนเพื่อรับส่วนลดสูงสุด 800,000 บาท* LINK : https://nobleurl.com/3m2CDcK

บทความนี้เป็น Advertorial

‘งบประมาณฐานศูนย์’ หนึ่งใน MOU ของ “รัฐบาลก้าวไกล” คืออะไร? Jimmy Carter อดีตประธานาธิบดีสหรัฐก็เคยใช้ แต่ก็ไม่ได้มีแต่ข้อดี

ลองจินตนาการว่าคุณกำลังวางแผนงบประมาณค่าใช้จ่ายสำหรับครอบครัวในปีถัดไป

คุณก็คงเริ่มจากลิสต์รายการของค่าใช้จ่ายต่าง ๆ คาดเดาว่าส่วนไหนต้องใช้เงินเท่าไหร่ หลังจากนั้นก็จัดลำดับความสำคัญว่าอันไหนควรมาก่อนมาหลัง อย่างเช่นจ่ายค่าเช่าบ้าน ค่างวดรถ ค่าอาหาร น้ำมัน และค่าน้ำค่าไฟ ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็น หลังจากนั้นก็จะมีพวกค่าใช้จ่ายอย่างไปทานอาหารข้างนอก ของที่อยากได้ หรือเก็บเอาไว้สำหรับใช้ในกรณีฉุกเฉินหรือไปเที่ยววันหยุด ประมาณนั้น

เราสามารถใช้หลักการเดียวกันนี้เพื่อจัดเตรียมงบสำหรับการทำงานในทีม แผนก หรือองค์กร เพื่อควบคุมและเพิ่มประสิทธิภาพของเงินที่จะใช้จ่ายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หลักการนี้เรียกว่า ‘งบประมาณฐานศูนย์’ (zero-based budgeting หรือ ZBB) เป็นกระบวนการตรวจสอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดใหม่ของคุณจาก ‘จุดเริ่มต้น’ (ฐานศูนย์) แทนที่จะย้อนกลับไปดูงบประมาณจากปีก่อนแล้วก็เพิ่มเติมเล็กน้อยจากปีที่ผ่านมา (Incremental Budgeting)

ที่จริงแล้วหลักการเรื่องงบฯฐานศูนย์ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร จิมมี คาร์เตอร์ (Jimmy Carter) อดีตประธานาธิบดีสหรัฐในปี 1976 เคยกล่าวเอาไว้ระหว่างหาเสียงว่า

“ถ้าผมได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี… จะจัดทำงบประมาณฐานศูนย์ซึ่งจะประเมินทุกโปรแกรมทุกปี และกำจัดโปรแกรมที่ล้าสมัยออกไป”

สมัยที่เป็นผู้ว่าการรัฐจอร์เจีย คาร์เตอร์พอใจกับวิธีจัดทำงบประมาณฐานศูนย์อย่างมาก จึงอยากจะนำเข้ามาใช้ขณะที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีด้วย แม้ว่าโดยหลักการแล้วมันจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในส่วนที่ไม่จำเป็นได้ แต่ก็มีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมายที่กลายเป็นจุดอ่อน สุดท้ายหลักการนี้จะถูกทิ้งไปในปี 1981

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าแนวคิดนี้จะเป็นไปไม่ได้ เพราะช่วงที่ผ่านมาเราเริ่มเห็นทั้งบริษัทเอกชนใหญ่หลายแห่งอย่าง Coca-Cola, Honeywell, Coty, Uniliver, Hershey, GM, Kraft Heinz, Kellogg หรือ Mondelez เริ่มกลับมาให้ความสนใจวิธีจัดการงบประมาณแบบนี้อีกครั้ง หรือภาครัฐก็เริ่มมีเช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องรัดเข็มขัดเรื่องการเงินหรือสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมไม่ค่อยดี อาจจะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ ยืดหยุ่นให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้นและลดจุดอ่อนลง แต่โดยพื้นฐานแล้วก็ยังเป็นการทำงบประมาณฐานศูนย์อยู่

สำหรับบ้านเราเรื่องนี้กลายเป็นที่สนใจของหลาย ๆ คนเพราะมันเป็นหนึ่งในข้อตกลง MOU ของ “รัฐบาลก้าวไกล” ตามที่ตกลงเซ็นสัญญาร่วมกันเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2023 และถึงแม้มันจะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ในประเทศไทยก็ยังไม่เคยมีการจัดทำงบประมาณแบบนี้มาก่อน เพราะฉะนั้นลองมาดูกันครับว่าข้อดีข้อเสียมีอะไรบ้าง และมันจะเข้ามาแก้ปัญหาได้จริง ๆ ไหม

งบประมาณฐานศูนย์ (Zero-based budgeting) คืออะไร?

การจัดทำงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็นในครัวเรือน ทีม องค์กร หรือแม้แต่รัฐบาล เป้าหมายหลักก็คือการควบคุมการใช้จ่ายเงินให้เป็นไปตามเป้าหมายและมีประสิทธิภาพสูงสุดทุกบาท

ซึ่งวิธีที่เราหลายคนอาจจะเคยทำสำหรับส่วนตัวก็คือการมองย้อนกลับไปในปีก่อนว่าใช้จ่ายอะไรบ้าง แล้วหลังจากนั้นก็เพิ่มหรือลดเงินตามสิ่งที่คิดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต

ยกตัวอย่างเช่นเราอาจจะคิดว่าค่าน้ำมันรถที่จะต้องใช้ในอนาคตจะเหมือนเดิม แต่ด้วยราคาน้ำมันที่ลดลงเราจะลดงบประมาณจากปีก่อนลงเพื่อให้ตรงกับราคาที่ลดลงไปด้วย โดยมีสมมติฐานพื้นฐานคือเราจะใช้รถยนต์ในระดับเดียวกับที่ใช้เมื่อปีที่แล้วโดยมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

นี่คือสิ่งที่เรียกว่าการจัดทำงบประมาณแบบเพิ่มเติมเล็กน้อยจากปีที่ผ่านมา (Incremental Budgeting) ซึ่งก็ถูกใช้กันกว้างขวางทั้งในธุรกิจและรัฐบาลต่าง ๆ เพราะมันเป็นระบบที่ตรงไปตรงมา ง่ายที่จะเข้าใจได้ แต่มันก็มีปัญหาด้วยเช่นกัน

อย่างแรกเลยคืองบประมาณแบบนี้จะมาจากบนลงล่าง (Top-Down) ระดับบนจะเป็นคนกำหนดโครงการ แต่ระดับล่างที่ดูแลโครงการไม่สามารถทำตามเป้าหมายได้เนื่องจากไม่สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริง เกิดเป็นช่องว่างที่ใช้งบไม่หมด ต้องเร่งระบายงบ (บางคนเรียกว่า ‘งบล้างท่อ’) นำไปสู่การใช้งบประมาณแบบผิด ๆ เพราะงบกับความต้องการไม่สมดุลกันอย่างแท้จริง

เพราะฉะนั้นงบประมาณแบบนี้จะมาพร้อมกับหลักคิด “ไม่ใช้ก็ศูนย์” คือถ้าใช้ไม่หมด ปีหน้าอาจจะถูกตัดงบได้ กลายเป็นการใช้งบไปกับงานที่ไม่ได้สำคัญ โปรเจกต์ที่ไม่มีคุณภาพ ก่อให้เกิดโอกาสทุจริตคอร์รัปชัน และที่สำคัญคือเป็นรายจ่ายของรัฐที่ไม่จำเป็นเลย

สำหรับงบประมาณฐานศูนย์ ซึ่งต้นกำเนิดของวิธีจัดทำงบประมาณเช่นว่านี้มาจากแนวคิดของ พีท ไฟร์ (Pete Pyhrr) พนักงานบริษัทเท็กซัส อินสตรูเม้นท์ (Texas Instrument) ในรัฐเท็กซัสในช่วงปี 60’s เขาเสนอว่า การทำงบประมาณฐานศูนย์คือไม่มีข้อสันนิษฐานอะไรเลย ทุกอย่างเหมือนล้างกระดานใหม่ทั้งหมด ถูกออกแบบมาเพื่อควบคุมการใช้จ่ายโดยการตั้งคำถามถึงคุณค่าของสิ่งที่จะทำทั้งหมด วัดประสิทธิภาพและประสิทธิผลของแต่ละโปรเจกต์ และกำจัดอันไหนก็ตามไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีความจำเป็นเพียงพอ

เพราะฉะนั้นสำหรับงบฯฐานศูนย์แล้ว เมื่อเริ่มตั้งงบประมาณ ทุกอย่างจะเริ่มใหม่ทั้งหมด เป็นการตั้งงบแบบล่างขึ้นบน (Bottom-Up) หรือข้าราชการระดับล่างเป็นผู้ทำและเสนอโครงการขึ้นไป ให้ระดับบนพิจารณาเพื่อตั้งงบประมาณสำหรับปีถัดไป และผ่านการตรวจสอบทุกปีเพื่อพิจารณาว่าวัตถุประสงค์และจำนวนค่าใช้จ่ายเหมาะสมหรือไม่

ถ้าเอามาใช้กับงบของครอบครัวเรื่องค่าน้ำมัน แทนที่จะปรับงบลดลงนิดหน่อยตามราคาน้ำมันที่ลดลง เราจะเริ่มโดยการตั้งคำถามว่าต้องขับรถไปทำงานรึเปล่า? แล้วเริ่มตั้งงบจากตรงนั้นเลยนั่นเองครับ

เมื่อรัฐอนุมัติแล้ว เงินงบประมาณจะถูกนำไปใช้ตามความต้องการอย่างแท้จริง ไม่เกิดปัญหางบเหลือแล้วเอาไปใช้ในโครงการที่ไม่อยู่ในแผน ไม่มีปัญหาเรื่องงบค้างท่อเมื่อเงินไม่เหลือ ลดการทุจริตและทราบที่มาที่ไป โปร่งใส ลดต้นทุน เป็นประโยชน์กับทั้งรัฐบาลและประชาชนด้วย

มันเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์สำหรับการลดงบประมาณหรือจำกัดการเพิ่มงบประมาณ และสามารถเปลี่ยนทรัพยากร ให้ข้อมูลและเหตุผลเพิ่มเติมที่เชื่อถือได้เพื่อสนับสนุนคำของบประมาณในแต่ละส่วน แต่ก็ต้องเข้าใจว่ามันไม่ใช่ยาครอบจักรวาลถ้าเกิดปัญหาอยู่ที่การจัดการ แต่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการจัดทำงบประมาณเมื่อมีการนำไปใช้และดำเนินการอย่างเหมาะสม

ซึ่งในปัจจุบันที่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย แนวคิดงบฯฐานศูนย์จึงเริ่มมีการพูดถึงและถูกนำกลับมาใช้อีกครั้งหนึ่งในหลาย ๆ ภาคส่วน และสามารถช่วยแก้ปัญหาการใช้จ่ายเกินตัวในโครงการต่าง ๆ มากมาย ซึ่งผลประโยชน์ต่อประชาชนผู้เสียภาษีด้วย

เมื่อใช้ในรัฐบาล การจัดทำงบประมาณฐานศูนย์แบบนี้จะมีการกำหนดให้ทุกโปรเจกต์ หน่วยงาน และแผนกต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าทุกงานและทุกค่าใช้จ่ายทุกปีนั้นมีความจำเป็น โดยไม่มีหลักคิด “ไม่ใช้ก็ศูนย์” และไม่มีแรงจูงใจที่จะใช้งบประมาณของปีที่แล้วเพื่อหาวิธีที่จะได้รับงบมากขึ้นในปีหน้า

มันไม่ใช่เรื่องใหม่ และก็ไม่ได้ดีไปทั้งหมด

อย่างที่บอกไปครับว่าวิธีการนี้มีมานานแล้วตั้งแต่ 70’s และอดีตประธานาธิบดีคาร์เตอร์ก็เคยใช้มาแล้ว

สมัยที่เป็นผู้ว่าการรัฐจอร์เจีย คาร์เตอร์ใช้วิธีนี้แล้วได้ผลเป็นอย่างดี แต่พอมาระดับรัฐบาลกลางด้วยขนาดและจำนวนคนที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ขั้นตอนจึงซับซ้อนและเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีข้อมูลและเอกสารจำนวนมหาศาล แต่ละหน่วยงานภายในรัฐบาลจำเป็นต้องระบุ “หน่วยการตัดสินใจ” ตามตรรกะภายในงบประมาณของตน จากนั้นแต่ละหน่วยจะสร้าง “แพ็กเกจการตัดสินใจ” ซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายที่เสนอพร้อมกับวิธีการวัดประสิทธิภาพและประสิทธิผล

แพ็กเกจนี้ก็จะมีคำของบประมาณของหน่วยงาน ซึ่งต้องทำในระดับเงินทุนที่แตกต่างกันสี่ระดับ ตั้งแต่ขั้นต่ำที่จำเป็นเพื่อให้โปรแกรมไปต่อ ไปจนถึงระดับที่สูงพอที่จะพัฒนาให้ดีมากขึ้น จากนั้นแพ็คเกจการตัดสินใจทั้งหมดที่อยู่ในการควบคุมของผู้จัดการจะได้รับการจัดอันดับและส่งต่อขึ้นไปในระดับบริหารเพื่อการตรวจสอบ การแก้ไข และการจัดลำดับความสำคัญเพิ่มเติม

ด้วยความยุ่งยากและใช้เวลามหาศาลกว่าจะจัดงบกันได้สุดท้ายเมื่อประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน (Ronald Reagan) เข้ารับตำแหน่งวิธีการนี้ก็ถูกยกเลิกไป

นอกเหนือจากปัญหาเรื่องเวลาและความซับซ้อนแล้ว เนื่องจากการจัดงบฯฐานศูนย์จำเป็นต้องเริ่มใหม่ทุกปี มันจึงกลายเป็นการโฟกัสไปยังโครงการระยะสั้นและยากต่อการนำไปใช้กับการตัดสินใจระยะยาวที่ต่อเนื่องของรัฐบาล เช่น โครงการการศึกษาและสิทธิต่างๆ อีกทั้งยังก่อให้เกิดการแข่งขันและความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ในเรื่องการจัดสรรทรัพยากรอีกด้วย

สิ่งที่สำคัญที่สุด แม้ว่าจะมีหน่วยการตัดสินใจ แพ็กเกจ และเหตุผลประกอบทั้งหมดแล้ว สุดท้ายคนที่เคาะก็คือระดับบนอยู่ดีว่าจะเก็บหรือตัดส่วนไหนบ้าง ไม่ว่าจะใช้กระบวนการจัดทำงบประมาณแบบใด การตัดสินใจตรงนี้ก็อาจจะมีแรงกดดันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้สนับสนุน ประชาชน และส่วนอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

แต่ถึงยังไงก็ตาม แนวคิดเรื่องการทำงบประมาณฐานศูนย์ก็ยังมีคนนำมาปรับใช้อยู่เรื่อย ๆ บางที่ใช้การจัดงบฯฐานศูนย์ในส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งใช้ระบบงบประมาณแบบเพิ่มเติม ยกตัวอย่างเช่นหน่วยงานหนึ่งอาจจะได้งบ 80% ของปีก่อน ส่วนที่เหลือก็ใช้หลักการงบประมาณฐานศูนย์เพื่อชี้แจงว่าทำไมถึงต้องการเงินเพิ่ม หรืออีกแนวคิดหนึ่งคือการใช้งบประมาณฐานศูนย์เป็นช่วงปี แต่ไม่ต้องทุกปีแทน

งบประมาณฐานศูนย์จะเป็นยังไงต่อไป?

ในการทำแบบสำรวจในบริษัทเอกชนอย่าง Coca-Cola, Kellogg, Campbell Soup, ConAgra, Boston Scientific และ Tribune Publishing ที่บอกว่าหลังจากลองใช้งบประมาณฐานศูนย์แล้วค่าใช้จ่ายในการดำเนินการลดลงไป 1.6% – 3.5% ซึ่งสำหรับบริษัทขนาดใหญ่ก็ถือว่าเป็นเงินไม่น้อย

แม้ว่าสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีตและข้อเสียของแนวคิดนี้ก็มีไม่น้อย แต่มันก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับความต้องการที่จะปลดล็อกกระบวนการจัดทำงบประมาณของรัฐบาลจากสมมติฐานเดิม ๆ และไม่ให้การใช้จ่ายในอดีตควบคุมสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

แต่ก็อย่างที่กล่าวไปทั้งหมดแล้วแนวคิดนี้ก็ยังถือว่าซับซ้อนและใช้เวลาค่อนข้างเยอะ ข้อเสนอใน MOU ของ “รัฐบาลก้าวไกล” จะยังต้องมีการจัดเตรียมเรื่องนี้ให้ดี พยายามปิดข้อด้อยที่เคยเกิดขึ้นในอดีต วิเคราะห์อย่างรอบคอบว่าผลประโยชน์ที่ได้จะคุ้มค่ากับต้นทุนหรือไม่

อย่างล่าสุด นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ก็ออกมาบอกเหมือนกันว่ามันมีทั้งข้อดีข้อเสีย ข้อดีก็คือสะท้อนงบในอนาคต แต่ข้อเสียคือต้องใช้ข้อมูลมหาศาล ต้องมีการเตรียมพร้อมกับทุกหน่วย ระบบค่อนข้างใหญ่ หน่วยงานราชการกลาง สถานศึกษา พยาบาล ฯลฯ ซึ่งปี 2024 อาจจะยังทำไม่ได้ แต่ปี 2025-2026 อาจจะเป็นไปได้ และอาจจะเหมาะสมกว่าถ้าเป็นรอบทุก ๆ 5 ปี แทนที่จะเป็นทุกปีแทน และทุกฝ่ายต้องพร้อมกันด้วย

นายสมชัย ศรีสุทธิยา ประธานยุทธศาสตร์และนโยบาย พรรคเสรีรวมไทย ฐานะนักวิชาการศูนย์วิจัยการเมืองและการพัฒนา มหาวิทยาลัยรังสิต ก็เน้นย้ำเรื่องนี้ว่าเขาเองก็สนับสนุนเรื่องงบประมาณฐานศูนย์ โดยกล่าวว่า

“ZBB. เป็นการพิจารณางบประมาณแบบฐานศูนย์ พิจารณาตั้งแต่บาทแรกของการตั้งงบประมาณของหน่วยงานรัฐทุกหน่วยงาน คือ การรื้อระบบงบประมาณใหม่ โดยหน่วยราชการต้องชี้แจงความมีเหตุผลของงบประมาณที่เคยได้รับในอดีต ว่า มีความจำเป็นอย่างไร จึงจะได้งบในอนาคต ไม่ใช่ว่า เคยได้ ก็ต้องได้ต่อไป”

“อย่างไรก็ตาม ในเชิงประสบการณ์ของต่างประเทศ ZBB. ควรเป็นนโยบายที่มาใช้ทุก 5 ปี หรือ 10 ปี เพื่อทบทวนใหญ่ มากกว่าที่จะใช้ต่อเนื่องทุกปี มิเช่นนั้น เวลาที่ใช้ในการทำงบประมาณอาจจะยาวกว่าเวลาที่ใช้งบประมาณ”

สรุป

โดยสรุปแล้ว แม้งบประมาณฐานศูนย์จะส่งเสริมความโปร่งใสและความรับผิดชอบในการใช้จ่ายของภาครัฐ แต่ก็มีข้อเสียที่อาจเกิดขึ้น เช่น งานเอกสารและข้อมูลที่ต้องจัดเตรียม ใช้ทั้งทรัพยากรคนและเวลามหาศาล การมองข้ามบริการที่จำเป็น ความผิดพลาดในการตั้งงบประมาณ หรือความยากลำบากในการประเมินผลประโยชน์ที่ไม่เป็นตัวเงิน แต่อย่างไรก็ตามในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ปัญหาเรื่องงบล้างท่อ การใช้งบประมาณที่ผิด ทุจริตคอร์รัปชัน จนประเด็นเรื่องโปร่งใสของการใช้งบถือเป็นเรื่องสำคัญ งบประมาณฐานศูนย์อาจจะเป็นคำตอบก็ได้

การจัดการทางการเงินที่มีประสิทธิภาพผ่านกระบวนการจัดทำงบประมาณที่ดีนั้นมีความสำคัญต่อความสำเร็จขององค์กร การใช้เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกันการมีส่วนร่วมของคนที่ตั้งงบประมาณจากข้างล่างก็จะช่วยสนับสนุนเหตุผลที่น่าเชื่อถือในคำของบประมาณด้วย แต่ปัจจัยทางการเมืองยังมีบทบาทในกระบวนการตัดสินใจที่ส่งผลกระทบต่อการจัดสรรทรัพยากรและกระบวนการทบทวนนโยบายอยู่เสมอ

ในขณะที่เรากำลังก้าวไปสู่อนาคตที่ไม่แน่นอนซึ่งเต็มไปด้วยความท้าทายทางเศรษฐกิจและประสิทธิภาพของบริการสาธารณะกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ การจัดทำงบประมาณฐานศูนย์อาจเป็นเครื่องมือที่สำคัญมากขึ้นในการบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมความโปร่งใสและความรับผิดชอบในการใช้จ่ายสาธารณะในทุกระดับของทุกส่วนในรัฐบาล

ประการสุดท้ายและที่สำคัญที่สุด รัฐบาลเองก็ต้องมั่นคง อดทนต่อแรงกดดันทางการเมืองและเคารพผลลัพธ์ของกระบวนการจัดทำงบประมาณด้วย เพราะหากท้ายที่สุดแล้วเจอกดดันแล้วทำได้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ มันก็ไม่สำคัญหรอกว่ารัฐบาลจะใช้วิธีจัดงบประมาณฐานศูนย์หรืออะไร ผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจจะเป็นศูนย์ด้วยเช่นกัน


อ้างอิง

https://www.thaipbs.or.th/news/content/328072

https://www.chadchart.com/policy/6217314a4e43cd8b4760bc72/

https://www.ontheissues.org/Archive/Carter-Ford_Budget_+_Economy.htm

https://www.wsj.com/articles/zero-based-budgeting-currency-hedges-among-the-tools-cfos-can-use-to-weather-headwinds-11669414871

https://www.jstor.org/stable/974503

https://www.wsj.com/articles/zero-based-budgeting-gains-clout-as-a-way-for-companies-to-find-savings-11662463800

https://studycorgi.com/zero-based-budgeting-in-municipalities/

https://www.mckinsey.com/capabilities/strategy-and-corporate-finance/our-insights/five-myths-and-realities-about-zero-based-budgeting

https://www.facebook.com/100050478820109/posts/796671725358781/?mibextid=rS40aB7S9Ucbxw6v

ยิ่งเครียดยิ่งใช้ ยิ่งจ่ายยิ่งจน รับมือกับ Emotional Spending ยังไงเมื่ออารมณ์พาไปชอปปิง?

เชื่อว่าทุกคนต่างก็เคยมีวันที่แย่ ๆ ด้วยกันทั้งสิ้น อาจจะทะเลาะกับภรรยา ไม่พอใจสามี ลูกไม่ได้ดั่งใจ หัวหน้าจิกเหมือนชาติก่อนเป็นไก่ รถติดอยู่บนถนนเป็นชั่วโมง เห็นออฟฟิศข้างหน้าแต่ก็ไปไม่ถึงสักที หรือบางทีก็เป็นเรื่องชวนหงุดหงิดใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่สะสมความเครียดเพิ่มขึ้นระหว่างวัน

แล้วจู่ ๆ ระหว่างที่กำลังไถฟีดโซเชียลมีเดียก็มีโฆษณาสินค้าที่กำลังอยากได้อยู่พอดี มีส่วนลดด้วย 20% ถ้าซื้อตอนนี้ (คือที่จริงมันก็ลดตลอดแหละนะ) ส่งฟรีต่างหาก เฮ้ย…กดใส่ตะกร้า คลิกจ่าย….อ้าาา….ฟิ-นา-เล่!

แม้ว่านี่อาจจะเป็นภาพจำลองที่ดูสุดโต่งไปสักนิด แต่ในความเป็นจริงแล้วเราหลายคน (รวมทั้งผมด้วย) ก็อาจจะเคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่ชอปปิงเพราะอารมณ์เครียดหรือหงุดหงิดพาไปอยู่บ่อยครั้ง มีคำศัพท์ที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า “Emotional Spending” หรือ “Stress Spending” หรือการจ่ายเงินเมื่อมีอารมณ์นั่นแหละครับ

อารมณ์ที่ว่าก็มีตั้งแต่ เศร้า, อิจฉา, ไม่สามารถควบคุมชีวิตตัวเองได้, ขาดความมั่นใจในตัวเอง, กังวล, ซึมเศร้า, เครียด (รวมถึงเครียดเรื่องเงินด้วย), ตัดขาดจากสังคม หรือบางทีก็แค่เบื่อหน่ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต

ทำไมเวลาเครียดแล้วใช้เงินถึงรู้สึกดี?

แล้วทำไมเราถึงเป็นแบบนั้น? เวลาเครียดทำไมต้องรูดปื้ด ๆ กด ‘Buy Now’ เหมือนเงินในบัญชีมีเหลือใช้เหลือจ่าย (ทั้ง ๆ ที่สิ้นเดือนนี้ก็คงต้องพึ่งมาม่าอีกแล้ว)

1. มีงานวิจัยหลายชิ้นที่บอกว่าการชอปปิงกระตุ้นสมองส่วนที่ทำให้คุณรู้สึกตื่นเต้นคล้ายกับความสุข โดพามีนซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่มีบทบาทสำคัญในเรื่องอารมณ์ความสุข (มีชื่อเล่นว่าสาร “รู้สึกดี” ) จะถูกปล่อยออกมาเพื่อตอบสนองต่อประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจนั่นเอง (ระหว่างมีเซ็กส์ เสพยา หรือกินอาหารอร่อย ๆ ก็มีโดพามีนหลั่งออกมาเช่นเดียวกัน)

2. ตอนเราเครียด ๆ หรือรู้สึกเศร้า เหงา ท้อแท้ สิ้นหวัง ความรู้สึกเหล่านี้จะกดให้เรารู้สึกอึดอัด ทำอะไรไม่ได้ เหมือนตัวเองไม่ดีพอ การใช้เงินหรือซื้อของเป็นสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกว่าตัวเองกลับมาควบคุมสถานการณ์ได้อีกครั้ง เหมือนได้บางอย่างคืนมาและทำให้ความเครียดลดลง

3. การใช้เงินเพื่อซื้อของหรือทำกิจกรรมอื่น ๆ เป็นการเทคนิคในการเบี่ยงเบนความสนใจของเราจากปัญหาที่อยู่ตรงหน้า บางอย่างที่ก่อความเครียดแต่เรายังไม่อยากไปเผชิญ

เมื่อความสุขเล็ก ๆ กลายเป็นเสพติดการชอปปิง

ซึ่งพอแจกแจงเหตุผลแบบนี้ออกมา ก็พอเข้าใจได้ว่าการใช้เงินเพื่อลดความเครียด หรือซื้อความสุขให้ตัวเอง อย่างที่บางคนเรียกว่า “Retail Therapy” นั้นก็มีประโยชน์บ้างในบางสถานการณ์ เป็นวิธีการยกระดับอารมณ์และผ่อนคลายโดยที่ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร และที่สำคัญสนุกมาก ๆ ด้วย

จนกระทั่ง…เราเริ่มควบคุมไม่อยู่ เศร้าเมื่อไหร่ก็ซื้อ เครียดเมื่อไหร่ก็ชอปปิง เหงาเมื่อไหร่ก็ต้องจ่ายเงิน จนสุดท้ายกลายเป็นเสพติดการชอปปิง (Compulsive Buying) ไปโดยไม่รู้ตัว และนั่นก็นำไปสู่ความเสียหายทางด้านการเงินที่เลวร้าย ถ้ามีครอบครัวก็อาจจะกลายเป็นหนี้ก้อนใหญ่ที่คนอื่นต้องมารับผิดชอบ ลักษณะโดยทั่วไปคือความอยากที่จะซื้อของแบบที่ไม่สามารถควบคุมได้ แม้ว่าจะไม่มีความจำเป็น ไม่มีเงิน หรือแม้แต่ความต้องการที่แท้จะซื้อจริง ๆ ก็ตาม

จากสถิติแล้วทั่วโลกมีคนประมาณ 5%-8% ที่เสพติดการชอปปิง ตีเป็นตัวเลขประชากรในบ้านเราก็ประมาณ 3.6 ล้านคน – 5.7 ล้านคนที่กำลังเผชิญหน้ากับปัญหานี้อยู่

คนที่เสพติดการช้อปปิ้งมักหมกมุ่นอยู่กับการซื้อของชิ้นต่อไป และอาจใช้เงินจำนวนมากไปกับสิ่งของที่ไม่จำเป็น บางอย่างไม่เคยใช้หรือเสื้อผ้าที่ไม่เคยใส่เลยด้วยซ้ำ จะควบคุมตัวเองให้หยุดซื้อไม่ได้ แม้จะไม่มีเงินและเป็นหนี้บัตรเครดิตใบแล้วใบเล่าก็ตาม ยิ่งเครียดยิ่งใช้ ยิ่งจ่ายยิ่งจนลงไปเรื่อย ๆ

สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณเสพติดการชอปปิง

สัญญาณบางอย่างที่บ่งบอกว่าบางคนอาจมีอาการเสพติดการช้อปปิ้ง ได้แก่ :

  • ซื้อของเพื่อตอบสนองต่อความเศร้า ความเครียด ความกังวล หรือความเบื่อหน่าย
  • รู้สึกอิ่มอกอิ่มใจเมื่อช้อปปิ้ง
  • รู้สึกผิดหรือละอายใจหลังจากซื้อของ
  • ซ่อนการซื้อจากเพื่อนและคนที่คุณรัก
  • ไม่ใช้ของที่ซื้อมาหรือแม้กระทั่งลืมไปเลยว่าซื้อมา
  • ไม่สามารถต้านทานของลดราคาได้
  • ใช้จ่ายเกินตัว

กล่าวโดยสรุป การเสพติดการชอปปิงแตกต่างจากการช้อปปิ้งทั่วไปตรงที่การเสพติดการชอปปิงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยควบคุมไม่ได้และอาจส่งผลเสียตามมาในภายหลัง แม้ว่าการชอปปิงเพื่อเพิ่มความสุขจะเป็นวิธีที่สนุกในการผ่อนคลายและทำให้อารมณ์ดีขึ้น แต่การเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างสมองและเงินในกระเป๋าจะช่วยระบุอาการเสพติดการชอปปิงได้ (อย่างการอ่านบทความนี้) และนั่นเป็นขั้นตอนแรกในการควบคุมการใช้จ่ายแบบฟุ่มเฟือยและซ่อมแซมความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับเงินให้กลับมาดีอีกครั้งได้

แล้วจะแก้ยังไงดี?

ถ้าเริ่มรู้สึกว่าตอนนี้ใช้เงินเยอะ ควบคุมไม่ได้ อย่างแรกต้องสำรวจตัวเองว่ากำลังใช้เงินด้วยอารมณ์อยู่รึเปล่า ถ้าเป็นอย่างนั้นต้องยอมรับก่อนว่าตอนนี้กำลังมีปัญหาและหาทางแก้ไขโดยด่วนก่อนที่จะสายเกินไป ดึงสติตัวเองกลับมาโฟกัสที่เรื่องการใช้เงินอีกครั้ง แล้วเริ่มสังเกตครับว่าอารมณ์แบบไหนคือ “Trigger” หรือตัวกระตุ้นให้เราซื้อของ

เช่นว่าวันนี้เจอหัวหน้าไลน์จิกงานตั้งแต่เช้ายันหัวจะถึงหมอน แล้วตอนนั้นที่คุณกำลังจะกดซื้อรองเท้าวิ่งคู่ใหม่ที่ไม่รู้จะได้ใช้เมื่อไหร่เพราะไม่เคยวิ่งหรือออกกำลังกายเลย ให้สังเกตอารมณ์ตัวเองว่ากำลังรู้สึกแบบไหนอยู่กันแน่? เครียดเหรอ? เศร้าเหรอ? โกรธ?​ กังวล? ไม่สามารถควบคุมชีวิตตัวเองได้? ฯลฯ แล้วก็ถามตัวเองว่าการซื้อของนี้จะช่วยอะไรคุณได้? เรากำลังวิ่งหนีความรู้สึกแย่ ๆ อยู่รึเปล่า?

เมื่อเริ่มมีสติ ก็จะเริ่มมีสตางค์ครับ ค่อย ๆ หาวิธีรับมือกับอารมณ์เชิงลบตรงนี้ให้ได้ด้วยวิธีอื่น ๆ (ถ้าใครเคยดูการ์ตูนชินจังอาจจะยังจำแม่ของน้องเนเน่ที่หยิบตุ๊กตาหมีมาต่อยท้องตุ๊บๆๆ) อาจจะเอาน้องหมาไปเดิน ปิดมือถือแล้วไปเปิดทีวีดูซีรีส์เรื่องโปรด นั่งสมาธิ อาบน้ำอุ่น ๆ ให้สบายตัว หรือบางทีก็แค่หลับตาแล้วก็นอน

กลยุทธ์ส่วนตัวที่ผมใช้แล้วสามารถลดโอกาสในการใช้เงินแบบไม่ตั้งใจได้อย่างน่าเหลือเชื่อ ลองเอาไปใช้กันดูได้นะครับ

  • ทำบัญชีรายรับรายจ่าย รายเดือน รายหกเดือน และ รายปี สิ่งนี้จะทำให้เห็นเลยว่าทำไมสิ้นเดือนมาเราถึงได้กินแต่มาม่า เงินมันหายไปไหนหมด สำคัญมาก
  • แบ่งเงินไว้สำหรับใช้ซื้อของตามอารมณ์​ (“Emotional Spending Budget”) เช่นเดือนละ 2,000 จะซื้ออะไรก็ซื้อ อารมณ์เสียก็ซื้อจากกองนี้แหละ หมดแล้วห้ามเติมจนกว่าจะถึงเดือนใหม่ (แต่ต้องเป็นเงินที่เหลือจริง ๆ นะครับ ไม่ใช่ว่าขาดค่าเช่าบ้านหรือเอาเงินจ่ายหนี้มาใส่กองนี้ไม่ได้)
  • จ่ายด้วยเงินสด ใช้บัตรเดบิต งดบัตรเครดิตให้มากที่สุด ทิ้งบัตรไว้ที่บ้านเลยยิ่งดี
  • กดยกเลิกติดตามข่าวสารจากเพจโปรโมชัน หรือ email ข่าวสาร ถ้าให้ดี…กดลบแอปชอปปิงในมือถือไปเลยครับ
  • ทำลิสต์ชอปปิงเวลาไปซื้อของ
  • รอ 72 ชั่วโมงก่อนจะกดซื้อ ถ้ายังอยากได้ในอีกสามวันข้างหน้า…ค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจำเป็นจริงไหมและมีเงินพอรึเปล่า (กลับไปดูบัญชีรายรับรายจ่ายครับ)
  • หากิจกรรมอย่างอื่นทำเช่นทำความสะอาดบ้าน ซักผ้า ล้างจาน (เชื่อสิครับมันช่วยได้จริง ๆ นะ) ไปวิ่ง เล่นกับแมว ต่อจิ๊กซอว์ อ่านหนังสือ หรือไปวิ่งให้เหงื่อออก


สิ่งที่สำคัญคือมีสติอยู่กับตัวตลอด โดยเฉพาะเมื่อกำลังจะควักเงินที่หามาด้วยหยาดเหงื่อเพื่อซื้อของ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะถ้าง่ายก็คงไม่มีคนเป็นล้าน ๆ คนที่กำลังต่อสู้กับปัญหานี้อยู่

การใช้เงินเพื่อซื้อความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ มันไม่ใช่เรื่องผิดครับ เราทุกคนอยากมีความสุขอยู่แล้วมันเป็นเรื่องธรรมชาติ เพียงแต่เมื่อไหร่ก็ตามที่กิจกรรมที่ดูไร้พิษภัยนี้เริ่มบานปลายกลายเป็นการเสพติด ก็จะส่งผลเสียต่อเงินในบัญชีและบางทีทำลายความสัมพันธ์ะหว่างคุณกับคนใกล้ตัวได้เช่นกัน (เรื่องเงินคือปัญหาใหญ่ของครอบครัวเลยล่ะครับ)

ถ้าอ่านตรงนี้แล้ว ลองพยายามทำตามที่แนะนำแล้วยังไม่ได้ผล การพบผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินเพื่อรับคำปรึกษาก็ถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ควรทำเช่นเดียวกัน

อ่อ…แล้วทริคอีกอย่างหนึ่งถ้าเครียดมาก ๆ เมื่อเจอหัวหน้าจิกตลอดเวลาก็ปิดเครื่องไปครับ ถ้าจะจิกก็ค่อยให้เขาไปจิกต่อพรุ่งนี้ละกันครับ

======

https://www.myhubble.money/blog/why-spending-money-relieves-stress

https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/22641966/

https://tidymalism.com/why-does-spending-money-feel-good/

https://www.verywellmind.com/how-to-stop-emotional-spending-retail-therapy-5218151

https://blog.gitnux.com/shopping-addictions-statistics/

หุ้นปันผล 5 ตัวที่จะสร้างรายได้ 200,000 ล้านให้ ‘วอร์เรน บัฟเฟตต์’ ปี 2023

สำหรับนักลงทุนแล้วการลงทุนในหุ้นหรือสินทรัพย์ที่แตกต่างกันนั้นเป็นการช่วยกระจายความเสี่ยงในสถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป คุณปู่วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) เองแม้จะลงทุนในธุรกิจที่หลากหลายและเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ในพอร์ตของบัฟเฟตต์เองก็จะมีหุ้นกลุ่มหนึ่งที่ทุกปีจะคอยจ่ายปันผลให้เขาอย่างสม่ำเสมอ

หุ้นปันผล (Dividended Stocks) คือการลงทุนในหุ้นที่จะปันผลส่วนของกำไรคืนให้กับผู้ถือหุ้นอยู่เป็นประจำ (ของไทยก็มีนะครับซึ่งทาง aomMONEY ก็มักจะแชร์อยู่เรื่อย ๆ ครับ) อารมณ์มันคล้าย ๆ กับไปฝากเงินแล้วได้ดอกเบี้ยนั่นแหละครับ เพียงแต่ว่ามันจะมีความหวือหวา ขึ้นลงอยู่บ้างตามผลงานของธุรกิจในแต่ละช่วงเวลา

สำหรับนักลงทุนทั่วไปแล้วการถือหุ้นของบริษัทที่ปันผลสูงอยู่เป็นประจำ ก็ถือว่าเป็นการลดความเสี่ยงในช่วงที่เศรษฐกิจผันผวนได้เช่นเดียวกัน เพราะมันจะเป็นหุ้นที่ค่อนข้างนิ่ง รายได้เติบโตแบบที่ไม่กระโดดมาก ต่างจากหุ้นเติบโต (Growth Stocks) ที่ขึ้นลงเหวี่ยงตามเศรษฐกิจในช่วงนั้น ๆ (แต่ตรงนี้ก็ยังต้องไปดูเรื่องงบการเงินต่าง ๆ ของบริษัทด้วยนะครับ เพราะต้องดูการจ่ายปันผลย้อนหลังและวิเคราะห์ถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย)

ในปี 2023 มีการคาดการณ์โดยนิตยสาร Fortune ว่าคุณปู่บัฟเฟตต์จะได้รับปันผลราว ๆ 5,700 ล้านเหรียญ หรือราว ๆ 200,000 ล้านบาท จากหุ้นที่บริษัท เบิร์กเชียร์ ฮาธาเวย์ (Berkshire Hathaway) ของเขาถืออยู่

ซึ่ง 5 อันดับแรกของบริษัทที่จะปันผลให้กับเขามากที่สุดในปี 2023 คือ

1. Chevron (NYSE: CVX)

บริษัทผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลกได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่พุ่งกระฉูดในปี 2022 จากภาวะสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ทำให้รายได้โตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลตอบแทนรวมในปีที่แล้วเพิ่มขึ้น 58% และบริษัทจ่ายเงินปันผล 5.68 เหรียญต่อหุ้นให้กับผู้ถือหุ้นในปีที่แล้ว จนถึงปัจจุบัน หุ้นของบริษัทลดลงประมาณ 10% ในปีนี้จนถึงตอนนี้เนื่องจากความผันผวนของตลาด อัตราเงินปันผลตอบแทนประจำปีของ Chevron อยู่ที่ 3.86% เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2023 Chevron ได้เพิ่มเงินปันผลประจำไตรมาสจาก 1.42 เหรียญเป็น 1.51 เหรียญ ดังนั้นคาดว่าทั้งปีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลจะสูงกว่าปีที่แล้ว

2. Bank of America (NYSE: BAC)

ปีที่แล้ว Bank of America จ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น 0.86 เหรียญ เพิ่มขึ้นจาก 0.78 เหรียญ ในปี 2021 แม้ว่าหุ้นจะร่วงลง 24% ท่ามกลางสภาพแวดล้อมตลาดหุ้นที่วุ่นวายก็ตาม อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลประจำปีอยู่ที่ 3.21% และในเดือนกันยายน 2022 บริษัทได้เพิ่มการจ่ายเงินปันผลประจำไตรมาสจาก 0.21 ดอลลาร์เป็น 0.22 ดอลลาร์ แม้ว่านับจากต้นปี หุ้นของลดลง 10% ท่ามกลางวิกฤตการธนาคารที่วุ่นวายก็ตาม

3. Apple (NASDAQ: AAPL)

หุ้นลูกรักของบัฟเฟตต์ในยุคหลัง ๆ ในปี 2022 Apple จ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น 0.91 เหรียญต่อหุ้น นับตั้งแต่ต้นปี 2023 มาหุ้นบริษัทขึ้นไปแล้วกว่า 30% ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2023 บริษัทเพิ่มการจ่ายเงินปันผลรายไตรมาสเป็น 0.24 เหรียญจาก 0.23 เหรียญ แม้ว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งที่โควิดระบาดหนัก เดือนพฤศจิกายน 2020 บริษัทลดการจ่ายเงินปันผลประจำไตรมาสจาก 0.82 ดอลลาร์เป็น 0.205 เหรียญ แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี

4. Coca-Cola (NYSE: KO)

เป็นหุ้นอีกตัวหนึ่งบัฟเฟตต์ชื่นชอบและถือมานานหลายปี ยักษ์ใหญ่แห่งวงการโซดาจ่ายเงินปันผล 1.76 เหรียญต่อหุ้นในปีที่แล้ว และในปีนี้น่าจะเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมด้วย ในวันที่ 16 มีนาคม 2023 บริษัทได้เพิ่มการจ่ายเงินปันผลรายไตรมาสจาก 0.44 เหรียญเป็น 0.46 เหรียญ

5. Kraft Heinz (NASDAQ: KHC)

Kraft Heinz บริษัทอาหารที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ในอเมริกา ผู้ผลิตซอสมะเขือเทศไฮนซ์ที่เราทุกคนน่าจะรู้จักกันดี เมื่อปีที่แล้วจ่ายเงินปันผลต่อหุ้นให้กับผู้ถือหุ้น 1.60 เหรียญต่อหุ้น อัตราเงินปันผลตอบแทนอยู่ที่ 3.94% และบริษัทได้จ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น $0.40 ต่อหุ้นอย่างสม่ำเสมอทุกไตรมาสตั้งแต่เดือนมีนาคม 2019

แต่อย่างไรก็ตาม การลงทุนก็ยังมีความเสี่ยง แม้หุ้นปันผลจะมีความนิ่งและแน่นอนว่าหุ้นแบบอื่น ๆ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่บริษัทเติบโตไม่ได้ตามเป้า ช้าไป เจอสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน อาจจะตัดสินใจชะลอการจ่ายปันผล ราคาหุ้นก็อาจจะร่วงลงมาได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นอย่างที่บอกไปเบื้องต้นว่าถ้าจะลงทุนในหุ้นปันผลแบบเดียวกับบัฟเฟตต์ก็ต้องดูให้ดีว่าที่ผ่านมาทำได้ยังไง เจอวิกฤติอะไรบ้าง ผ่านมาได้ยังไง และต่อไปในอนาคตจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่พอจะคาดเดาได้รึเปล่าด้วย

https://fortune.com/2023/05/15/warren-buffet-dividend/

อยากได้แต่ซื้อไม่ไหว เหตุผลที่ทำไมตอนนี้ Gen Z และ Millennials ถึงไม่ได้เป็นเจ้าของบ้านเหมือนสมัยก่อน

สำหรับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ทำงานมาได้สักพัก คำถามหนึ่งที่เรามักได้ยินกันบ่อย ๆ ในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมาคือ “ซื้อบ้านรึยัง? ทำไมยังไม่ซื้อบ้านเหรอ?” โดยเฉพาะในกลุ่ม Millennials (อายุ 25 – 40 ปี) ที่กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเต็มกำลังอยู่ในตอนนี้ และบางส่วนของ Gen Z ที่กำลังทยอยเริ่มเข้าสู่วัยของการทำงานอย่างเต็มตัว

มันฟังดูเป็นคำถามที่ไร้พิษภัยที่คนรุ่นก่อน คุณป้า น้า อา มักถามกันเมื่อเจอในวันรวมญาติ แล้วก็จบท้ายด้วยคำถามเชิงไม่ต้องการคำตอบว่า “ทำไมคนรุ่นใหม่ถึงไม่ค่อยซื้อบ้านกันแล้วนะ?” แล้วก็พยักหน้าหงึก ๆ ใส่กัน

ส่วนคนที่ถูกถามก็ยิ้มแห้ง ๆ อย่างกระอักกระอ่วน แล้วได้แต่คิดในใจว่า “ก็เอาเงินมาสิ!”

ใช่ครับ ถ้าให้ตอบกันตรง ๆ ปัญหามันไม่ใช่ว่าไม่อยากได้บ้านเป็นของตัวเอง และจากแบบสอบถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็บอกชัดเจนว่าปัญหามันคือเรื่องเงินต่างหาก

คนส่วนใหญ่อยากมีบ้านเป็นของตัวเอง

คนส่วนใหญ่ไม่ว่าที่ไหนในโลกล้วนอยากมีบ้านเป็นของตัวเองทั้งสิ้น อาจจะไม่ได้ทั้งหมด แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นไปในทิศทางแบบนั้น อย่างการทำแบบสอบถามของ YouGov ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยตลาดและวิเคราะห์ข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตระดับนานาชาติของอังกฤษพบว่าปัญหาใหญ่ที่สุดที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถซื้อบ้านได้ก็เพราะว่าไม่ราคาบ้านสามารถเอื้อมถึงได้แล้ว

แบบสอบถามนี้ถูกทำขึ้นที่อเมริกาแล้วกว่า 74% ของคนที่มาตอบก็บอกว่าการมีบ้านนั้นยังถือว่าเป็นความฝันของพวกเขาอยู่ มากกว่าการเกษียณ​ (66%), ความสำเร็จในหน้าที่การงาน (60%) หรือการมีลูก (40%) ซะอีก

โดย 65% ของกลุ่ม Millenials บอกว่าการมีบ้านถือเป็นสัญญาณของความสำเร็จ และแม้ว่าจะน้อยลงมาแต่ 59% ของกลุ่ม Gen Z ก็คิดแบบนั้น เหตุผลหลักที่ทำให้พวกเขายังไม่สามารถซื้อบ้านได้ก็เพราะเอื้อมไม่ถึงแล้ว เหล่า Gen Z ก็บอกว่ารายได้ของตัวเองยังไม่มากพอ ส่วน Millenials ก็บอกว่าราคาบ้านสูงเกินไปแล้วในตลาด

ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม สิ่งที่ชัดเจนก็คือว่าคนรุ่นใหม่ยังอยากซื้อบ้าน อยากมีบ้านเป็นของตัวเอง เพียงแต่ซื้อไม่ได้เท่านั้น

ถ้ามาดูทางฝั่งเอเชียปัญหาก็ไม่ต่างกันสักเท่าไหร่ หรืออาจจะแย่กว่าด้วยซ้ำในมุมของการบริหารจัดการเงินส่วนบุคคลของคนรุ่นใหม่ ในรายงานของ Bloomberg เกี่ยวกับยอดขายสินค้าแบรนด์เนมในประเทศเกาหลีใต้ที่พุ่งกระฉูด นอกจากเรื่องภาพลักษณ์ภายนอกแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งที่ชาวเกาหลีใต้ซื้อของแบรนด์เนมกันเยอะมากขึ้นเพราะไม่สามารถซื้อบ้านหรือสินทรัพย์อื่น ๆ ได้เพราะมีราคาที่แพงเกินไป และแนวคิด YOLO (You Only Live Once) ของคนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตให้เต็มที่ได้รับความนิยมมากขึ้น ในเมื่อซื้อบ้านไม่ได้ จะเก็บเงินไว้ทำไม ก็ใช้เงินเลยละกัน

เกร็ก แม็คไบรต์ ​(Greg McBride) หัวหน้านักวิเคราะห์การเงินของเว็บไซต์ Bankrate.com เว็บไซต์เปรียบเทียบบริการและสื่อออนไลน์กล่าวว่า “ผู้ที่ไม่ใช่เจ้าของบ้านจะให้เหตุผลว่ารายได้ไม่เพียงพอ ราคาบ้านที่สูง และไม่สามารถจ่ายเงินดาวน์เป็นอุปสรรคที่พบบ่อยที่สุดในการเป็นเจ้าของบ้าน ราคาบ้านที่สูงและเพิ่มขึ้นอาจส่งผลต่อความรู้สึกว่ามีรายได้หรือเงินเก็บสะสมไม่เพียงพอที่จะซื้อบ้านได้”

แต่บ้านในปัจจุบันราคาแพงจนเกินเอื้อม

ตามรายงานของเว็บไซต์ DDProperty บอกว่าในช่วง 10 ปีหลังรูปแบบการอยู่อาศัยของคนในเมือง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯนั้นเปลี่ยนไป จากบ้านแนวราบ ตอนนี้เป็นแนวสูงหรือคอนโดฯ แทน โดยเฉพาะแนวรถไฟฟ้า และจากข้อมูลก็ยังพบอีกว่าการขยายตัวของโครงข่ายรถไฟฟ้าก็ทำให้ราคาที่ดินและที่อยู่อาศัยสูงขึ้น ผลักดันให้คนที่มีรายได้น้อยออกไปอยู่ในแถบชานเมืองมากขึ้น โดยเฉลี่ยแล้วราคาที่ดินเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 8% ในขณะที่รายได้ต่อปีของผู้บริโภคนั้นเพิ่มขึ้นเพียงปีละ 3%

พูดอีกอย่างหนึ่งคือว่ารายได้ของประชากรในประเทศไทยนั้นเติบโตไม่ทันกับการเพิ่มขึ้นของราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จึงทำให้อัตราการเช่าอยู่ของกลุ่มคนทำงานนั้นเพิ่มขึ้นไปด้วย

สำหรับในประเทศอื่น ๆ อย่างอเมริกาก็ประสบปัญหาเรื่องราคาบ้านที่พุ่งกระฉูดตั้งแต่โควิดระบาดด้วยเช่นเดียวกัน พบว่าราคาบ้านเพิ่มขึ้นกว่า 34% ในช่วง 2 ปีหลัง แม้ตอนนี้จะมีทีท่าว่าความร้อนแรงจะลดลงไปบ้าง แต่การจะซื้อบ้านก็ยังเป็นเป้าหมายที่ไกลเกินเอื้อมสำหรับหลาย ๆ คนอยู่ดี

สิ่งหนึ่งที่อาจจะพอช่วยบรรเทาปัญหาตรงนี้ได้ในยุคต่อไปคือระบบการทำงานแบบรีโมตที่ไม่ต้องเข้าออฟฟิศของหลาย ๆ บริษัท ในผลการสำรวจก็พบเช่นกันว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่กว่า 69% พร้อมที่จะย้ายไปอยู่ในรัฐที่ค่าครองชีพต่ำกว่าเพื่อจะได้เป็นเจ้าของบ้าน หรือบางทีอาจจะซื้อบ้านมือสองที่สภาพไม่ดีมากแล้วค่อย ๆ ซ่อมแซมด้วยตัวเองไปก็ได้

สำหรับบางคนการมีบ้านไม่ได้เป็นความฝันหรือเป้าหมายในชีวิต มันอาจจะไม่ได้บ่งบอกความสำเร็จอะไรที่สำคัญมากมายอะไรนัก แต่สำหรับคนส่วนใหญ่แล้วการมีบ้านก็ยังเป็นหมุดหมายสำคัญ เพียงแต่ในตอนนี้การจะไปถึงจุดนั้น ก็ไม่ได้ง่ายอีกต่อไปแล้ว


CNBC

CNBC

Bankrate

Bloomberg

DDProperty

‘ใต้ผืนดินของคุณคือทองคำ’ คำแนะนำที่ ’ทิม-พิธา’ ได้รับเมื่อครั้งหนึ่งได้นั่งทานข้าวกับมหาเศรษฐี ‘วอร์เรน บัฟเฟตต์’

ด้วยมูลค่าทรัพย์สินกว่า 3.9 ล้านล้านบาท วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) ถือว่าเป็นบุคคลที่ร่ำรวยเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกได้ไม่ยาก แถมน่าจะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับเรื่องการลงทุนมากที่สุดคนหนึ่งในโลกแห่งศตวรรรษที่ 20 เลยก็ว่าได้

ด้วยวัย 92 ปี เขายังคงสุขภาพแข็งแรง ตื่นมาทำงานอยู่ทุกวัน อ่านหนังสือพิมพ์เพื่อติดตามข่าวสารวันละหลายฉบับบ ล่าสุดในงานประชุมผู้ถือหุ้นก็ยังคงพูดจาฉะฉาน พร้อมอารมณ์ขัน ยิ้ม หัวเราะ ตอบคำถามได้อย่างไม่มีติดขัด เขาเป็นนักลงทุนแนว VI (Value Investor) ที่ถูกเรียกว่า “Oracle of Omaha” หรือ “ผู้วิเศษแห่งโอมาฮา” (เมืองเกิดของเขา) เพราะทุกครั้งที่เขาเลือกหุ้นตัวไหนก็ตาม เหมือนเขามีกระจกวิเศษที่มองไปในอนาคตรู้ได้เลยว่าตัวนั้นจะประสบความสำเร็จ

หลาย ๆ อย่างในชีวิตของเขาถือเป็นบทเรียนอันล้ำค่า ตั้งแต่การใช้ชีวิตแบบสมถะ ถ่อมตน และชอบเรียนรู้อยู่เสมอ ไม่ว่าเขาจะร่ำรวยแค่ไหนก็ตาม ก็ยังอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิมที่ซื้อตั้งแต่ปี 1958 หรือประมาณ 65 ปีก่อน ยังขับรถรุ่นเก่าที่ไม่ได้มีอะไรหรูหราอย่าง Cadillac XTS ปี 2014 อยู่เลย นอกจากนั้นแล้วยังบอกว่าเงิน 99% ทั้งหมดของเขาจะถูกบริจาคให้กับองค์กรการกุศลเมื่อเขาเสียชีวิตแล้ว

นิสัยที่รักความเรียบง่ายและถ่อมตนนี้เองที่ทำให้หลายคนชื่นชมในตัวของบัฟเฟตต์ ซึ่ง ‘ทิม-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ ก็เป็นหนึ่งในนั้น และครั้งหนึ่งทิมก็เคยมีโอกาสได้ไปนั่งทานมื้อค่ำกับบัฟเฟตต์ด้วย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นระหว่างที่ทิมเรียนปริญญาโทสาขาการบริหารธุรกิจที่ MIT เขาเล่าถึงช่วงเวลาอันแสนพิเศษว่าทุกปีบัฟเฟตต์จะให้เด็กนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยเขียนจดหมายไปหา เล่าเหตุผลว่าทำไมถึงอยากไปนั่งทานข้าวกับบัฟเฟตต์

แน่นอนว่าไม่ว่าใครก็คงอยากจะมีโอกาสนี้สักครั้งในชีวิต ทิมเองก็เช่นกัน เขาเลยเขียนเล่าว่าตัวเองชื่นชอบวิธีการทำธุรกิจและการใช้ชีวิตของบัฟเฟตต์มากขนาดไหน โดยเฉพาะเรื่องการมีความสุขในการลุกขึ้นมาทำงานทุกวัน โชคดีที่ทิมกลายเป็น 1 ใน 10 ของนักศึกษาที่ถูกเลือกให้ไปนั่งทานข้าวกับบัฟเฟตต์ในวันนั้น

ร้านอาหารที่เหล่านักศึกษาเอ็มไอทีไปทานอาหารร่วมกับบัฟเฟตต์ในวันนั้นก็เป็นร้านสเต๊กเล็ก ๆ ธรรมดาในเมืองโอมาฮา รัฐเนแบรสกา บ้านเกิดของบัฟเฟตต์ ไม่ได้เป็นร้านหรูหรือราคาแพงอะไร เด็กนักศึกษาสิบคนนั่งอยู่ที่โต๊ะและบังเอิญวันนั้นเก้าอี้ที่ตรงข้ามกับทิมว่างอยู่พอดี บัฟเฟตต์ก็เลยมานั่งตรงนั้น

บัฟเฟตต์ก็เริ่มพูดคุยกับนักศึกษาแล้วพอถึงตาของทิมเขาก็ถามว่า

“จบเอ็มไอทีแล้วจะไปทำอะไร?”

ทิมรู้สึกดีใจมากที่มีโอกาสได้คุยกับบัฟเฟตต์ ก็เริ่มอธิบายว่าจะกลับไปทำธุรกิจที่บ้าน นำรำข้าวมาผลิตเป็นน้ำมันรำข้าว เล่าถึงกระบวนการว่าจะทำยังไงเพื่อเพิ่มมูลค่าในการขายให้มากขึ้น

บัฟเฟตต์นอกจากจะเป็นนักลงทุนที่ยอดเยี่ยมแล้ว เขายังเป็นผู้ฟังที่ดีและฟังทิมเล่าจนจบ ก่อนจะบอกว่า

“ดีมาก เพราะหลังจากนี้จะเป็นโอกาสของฝั่งพวกคุณ ฝั่งตะวันออก ไม่ใช่ฝั่งตะวันตก”

ไม่ใช่แค่เพราะฝั่ง อเมริกา ยุโรป ที่จะแย่ หรือจีนและอินเดียเศรษฐกิจจะดีขึ้นเท่านั้น แต่เป็นเพราะราคาน้ำมันและอาหารที่จะขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นโอกาสจึงอยู่ในบ้านเรา ฝั่งตะวันออก

บัฟเฟตต์บอกกับทิมว่า “ต่อจากนี้ใต้ผืนดินของพวกคุณจะเป็นทองคำ จงบริหารมันให้ดี”

มันเป็นทั้งข้อคิดและกำลังใจที่มีค่ามหาศาลกับทิมและตอกย้ำความเชื่อมั่นว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นกำลังเดินมาถูกทางแล้วนั่นเอง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save