“หุ้นกู้” คืออะไร? ทำไมให้ดอกเบี้ยสูง จะซื้อหุ้นกู้ ต้องดูให้ดี

สังเกตมั้ย? ทุกครั้งที่อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น อย่างเช่น แบงก์ชาติมีทิศทางปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายชัดเจน เราจะเห็นสัญญาณอันหนึ่งที่มาพร้อมกับแนวโน้มดอกเบี้ยขึ้นเสมอ ก็คือ การออกหุ้นกู้ของภาคเอกชน

เหตุผลก็เพราะผู้ออกหุ้นกู้ อยากจะลดภาระต้นทุนดอกเบี้ยที่จะสูงขึ้น จึงมักจะออกหุ้นกู้อายุยาวๆ เพื่อล็อคต้นทุนของตนเองให้ต่ำให้มากที่สุด และเมื่อออกหุ้นกู้มา ก็อยากให้มีคนซื้อเยอะๆ วิธีพื้นฐานเลย คือ ให้ดอกเบี้ยสูงๆ อย่างหุ้นกู้บางตัวให้ดอกเบี้ยสูงถึง 7% กว่าเลยทีเดียว

ปกติแล้วการซื้อ “หุ้นกู้” คนซื้อจะมีสถานะต่อบริษัทที่ออกหุ้นกู้ คือเป็น “เจ้าหนี้” ต่างกับการซื้อ “หุ้นสามัญ” ที่เราจะมีสถานะเป็น “เจ้าของ” บริษัทนั้น ซึ่งโดยปกติแล้วความเสี่ยงจากหุ้นกู้ จะน้อยกว่าหุ้นสามัญ เมื่อหลายคนเห็นดอกเบี้ยจากหุ้นกู้เยอะๆ แบบนี้ก็อยากซื้อ เพราะดอกเบี้ยเงินฝากก็ต่ำ เงินเฟ้อก็สูง เล่นหุ้นก็เสี่ยง เห็นหุ้นกู้แบบถูกกฎหมาย ดอกเบี้ยเยอะๆ ก็ดีใจ นี่แหละ ใช่เลย

แต่ช้าก่อนนะ! การลงทุนในหุ้นกู้เอกชนไม่เหมือนการฝากเงินธนาคารนะ เช่น การฝากเงินกับธนาคารมีสถานบันคุ้มครองเงินฝากคอยดูแลเมื่อธนคารล้มละลาย แต่หุ้นกู้ไม่มีใครคุ้มครองโดยตรง อีกทั้งเงินฝากสามารถถอนเงินได้ตลอดเวลา แต่หุ้นกู้ เราจะขอถอนเงินต้นคืนจากผู้ออกหุ้นกู้ได้ ก็ต่อเมื่อเข้าเงื่อนไขหุ้นกู้หรือต้องครบอายุหุ้นกู้ก่อน ถ้าจำเป็นต้องใช้เงินก่อนหุ้นกู้จะครบอายุ เราก็ต้องไปขายในตลาดรองเอาเอง อาจจะกำไรหรือขาดทุนก็ได้

ดังนั้น เมื่อเราซื้อหุ้นกู้ เราจึงจำเป็นต้องดูให้ดีว่า ดอกเบี้ยที่ได้คุ้มหรือไม่กับความเสี่ยงที่ถอนก่อนก็ไม่ได้ และถ้าหุ้นกู้เบี้ยวหนี้ เราก็ไม่ได้ดอกเบี้ยแถมเงินต้นก็ไม่ได้คืน เหมือนให้เพื่อนยืมเงิน แล้วเพื่อนไม่คืน จะฟ้องร้องก็เหนื่อย และใช้เวลาหลายปี

ที่ผ่านมา จากข้อมูลของ สมาคมตลาดหุ้นกู้ไทย(ThaiBMA) ปี 2566 นับถึงตอนนี้ มีหุ้นกู้ที่เบี้ยว หรือ ผิดนัดชำระหนี้กว่า 24,869 ล้านบาท เทียบกับสิ้นปี 2565 ซึ่งอยู่ที่ 13,539 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 11,329 ล้านบาท

ดังนั้น เมื่อเป็นแบบนี้ เราควรจะเลือกลงทุนในหุ้นกู้อย่างไรให้ปลอดภัยดี?

1. ดูดอกเบี้ยว่าให้เท่าไหร่กันแน่

เราผู้ซื้อหุ้นกู้ได้เป็นเจ้าหนี้ เราก็อยากได้ดอกเบี้ยเยอะๆ แต่ผู้ออกหุ้นกู้เป็นลูกหนี้ ก็อยากเสียดอกเบี้ยน้อยๆ ดังนั้นจึงมีผู้ออกหุ้นกู้บางรายประกาศว่าให้ดอกเบี้ยสูงมาก อย่างเช่น ประกาศว่าให้ดอกเบี้ยสูงถึง 5% แต่พอเข้าไปดู กลับเป็นดอกเบี้ยขั้นบันได คือ จ่ายดอกเบี้ยแบบทยอยเพิ่มขึ้นในแต่ละปี ตัวอย่างเช่น

ปีที่ 1 ให้อัตราดอกเบี้ย 1% ต่อปี
ปีที่ 2 ให้อัตราดอกเบี้ย 2% ต่อปี
ปีที่ 3 ให้อัตราดอกเบี้ย 3% ต่อปี
ปีที่ 4 ให้อัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี
ปีที่ 5 ให้อัตราดอกเบี้ย 5% ต่อปี

จะเห็นได้ว่า จริงๆ แล้วเราจะได้ดอกเบี้ย 5% แค่ปีสุดท้ายปีเดียว และเมื่อเอามาคิดดอกเบี้ยเฉลี่ยโดยเอาดอกเบี้ยในแต่ละปีมาบวกกันแล้วหารจำนวนปี คือ 1+2+3+4+5 แล้วหาร 5 = 3% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่า 5% ที่ประกาศตั้งเยอะ และถ้าคิดให้ละเอียดเราจะเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่แท้จริงที่เราได้อยู่ที่ 2.99% ต่อปีด้วยซ้ำ

2. ความเสี่ยงของหุ้นกู้

ภาษาการเงินเรียกความเสี่ยงประเภทนี้ว่า ความเสี่ยงด้านเครดิต (Default Risk หรือ Credit Risk) คือ ความเสี่ยงที่ผู้ออกหุ้นกู้จะเบี้ยวหนี้ อย่าตัดสินความเสี่ยงที่จะเบี้ยวหนี้จากความคุ้นเคย เพราะเรามักตัดสินว่าผู้ออกหุ้นกู้รายไหนที่เราคุ้นเคยว่าไม่เสี่ยง เราจะเชื่อว่าไม่น่าจะผิดนัดชำระหนี้ได้ แต่ผู้ออกหุ้นกู้รายไหนที่เราไม่คุ้นเคยก็จะคิดว่าเสี่ยงมาก

จริงๆแล้ว ความคุ้นเคยหรือไม่คุ้นเคย ไม่เกี่ยวอะไรกับความเสี่ยงเลย อย่างเช่น เราให้เพื่อนยืมเงิน เพราะคุ้นเคยรู้จักกันมานาน แต่สุดท้ายที่พบบ่อยมาก ก็คือ เพื่อนเบี้ยวหนี้ แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่าหุ้นกู้ที่เราลงทุนมีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน

ถ้าเราวิเคราะห์บริษัทเป็น ดูงบการเงินเป็น เราก็พิจารณาได้ด้วยการดูว่า บริษัทมีความสามารถในการชำระดอกเบี้ยมากน้อยแค่ไหน โดยดูจาก “งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ” ดู “งบกระเเสเงินสด” ว่ามีกำไรไหม? เงินสดสุทธิเหลือจริงๆ เท่าไหร่? มีภาระหนี้เยอะไหม?

เห็นมาเยอะ บริษัทที่กำไรเยอะ แต่สุดท้ายเจ๊ง เพราะไม่มีเงินสดมาจ่ายคืนเจ้าหนี้ ถ้าเราดูงบไม่เป็น

มีเครื่องมือที่จะช่วยในการดูความเสี่ยงของผู้ออกหุ้นกู้ คือ อันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating)

อันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) จะเป็นดัชนีบ่งชี้ถึงความสามารถของผู้ออกหุ้นกู้ในการชำระดอกเบี้ยและเงินต้นคืนเต็มจำนวนตรงตามเวลาที่กำหนด รวมทั้งยังบอกถึงความสามารถในการปฏิบัติตามเงื่อนไขต่างๆ ของผู้ออกหุ้นกู้ได้อย่างครบถ้วน

อันดับเครดิตของหุ้นกู้ ที่ประกาศโดยสถาบันจัดอันดับเครดิตในประเทศ 2 ราย คือ บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด และ บริษัท ฟิทช์ เรทติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด

ซึ่งเรียงตามลำดับจากอันดับเครดิตที่สูงที่สุด อย่างเช่น ของ ทริสเรทติ้ง เรียง AAA ดีสุด C เสี่ยงสุด เป็นต้น ตามมาตรฐานสากลอันดับเครดิตตั้งแต่ BBB ขึ้นไปจนถึง AAA ถือว่าหุ้นกู้ดังกล่าวอยู่ในระดับน่าลงทุน (Investment grade) ส่วนอันดับเครดิตที่ต่ำกว่า BBB ลงไป มักเป็นหุ้นกู้ในระดับที่ลงทุนเพื่อเก็งกำไร (Speculative) หากผู้ออกหุ้นกู้ถูกจัดอันดับความน่าเชื่อถือให้อยู่ในระดับต่ำ แสดงว่าผู้ออกหุ้นกู้นั้นมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ค่อนข้างสูง ก็จำเป็นต้องเสนอดอกเบี้ยที่สูงเพื่อดึงดูดให้ผู้ลงทุนสนใจ แต่หากผู้ออกหุ้นกู้ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในระดับสูง แสดงว่าบริษัทมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ต่ำ ก็ย่อมที่จะเสนออัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ

3. ดูหลักประกันของหุ้นกู้

ถ้าผู้ออกหุ้นกู้นั้น มีหุ้นกู้ทั้ง “แบบมีหลักประกัน” กับ “แบบไม่มีหลักประกัน” ให้เราเลือก ถ้าอยากสบายใจ ก็เลือกหุ้นกู้ที่มีหลักประกัน เพราะถ้าผู้ออกหุ้นกู้มีปัญหา เราก็จะมีหลักประกันสำหรับการชำระหนี้

4. ดูสิทธิของหุ้นกู้

ในตลาดตอนนี้มีหุ้นกู้หลายประเภท แบบหนึ่งที่ออกกันมาก คือ หุ้นกู้ด้อยสิทธิ คือ หุ้นกู้ที่คนซื้อมีสิทธิในทรัพย์สินของบริษัทหลังคนที่ถือหุ้นกู้หรือหุ้นกู้ทั่วไปในกรณีที่บริษัทที่ออกหุ้นกู้ประสบปัญหา แปลว่าถ้าผู้ออกหุ้นกู้เจ๊ง จะต้องชำระบัญชีเพื่อคืนเงินให้เจ้าหนี้ คนที่เป็นเจ้าหนี้ทั่วไป (คนที่ถือหุ้นกู้ทั่วไป) จะได้เงินคืนก่อน คนที่เป็นเจ้าหนี้ด้อยสิทธิจะได้เงินคืนหลังคนที่ถือหุ้นกู้ทั่วไปได้เงินคืนเรียบร้อยแล้วเท่านั้น ดังนั้น อาจจะต้องดูให้ดีว่าหุ้นกู้ที่ถืออยู่ เป็นหุ้นกู้ด้อยสิทธิ หรือ ไม่ด้อยสิทธิ กันแน่

5. ดูเงื่อนไขสัญญา

สัญญา(Covenant) เป็นส่วนหนึ่งของข้อกำหนดสิทธิของผู้ถือหุ้นกู้และหน้าที่ของผู้ออกหุ้นกู้ เพื่อให้ความมั่นใจแก่เราว่าผู้ออกหุ้นกู้จะกระทำหรืองดเว้นกระทำการใดๆ ที่จะส่งผลลบต่อความสามารถในการชำระหนี้ อย่างเช่น เงื่อนไขทางการเงินโดยการกำหนดระดับหนี้สินต่อทุน หรือเงื่อนไขที่ไม่ใช่การเงิน เช่น การห้ามจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สิน เป็นต้น

6. ดูอายุของหุ้นกู้

ถ้าแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น ควรเลือกลงทุนในหุ้นกู้ที่มีอายุสั้น เพราะธรรมชาติราสารหนี้ ดอกเบี้ยขึ้น ราคาหุ้นกู้จะลง ดอกเบี้ยลง ราคาหุ้นกู้จะขึ้น วิ่งสวนทางกันเสมอ ดังนั้น ถ้าเราไม่อยากจะเสี่ยงกับราคาหุ้นกู้ที่จะลง เราก็ควรลงทุนในหุ้นกู้ที่มีอายุสั้นๆ จะปลอดภัยกว่า และเพิ่มโอกาสให้กับเราที่จะสามารถเลือกลงทุนในหุ้นกู้ที่ดอกเบี้ยสูงกว่าปัจจุบันได้

ปัจจุบันหุ้นกู้มีความซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้น เช่น หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ (Perpetual Bond) คือ หุ้นกู้ที่ไม่มีกำหนดอายุไถ่ถอนคืน หรือ หุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Bond) คือ หุ้นกู้ที่สามารถแปลงสิทธิจากตราสารหนี้เป็นตราสารทุนหรือหุ้นได้ เป็นต้น

หุ้นกู้แม้ว่าจะน่าสนใจ ก็เหมือนการลงทุนอย่างอื่นๆ ที่ก่อนจะลงทุน เงินยังอยู่ในมือเรา เราควรศึกษาข้อมูลให้ดี อย่างมากก็เสียแค่เวลา แต่ถ้าไม่ศึกษาให้ดีก่อนลงทุน เราอาจเสียทั้งเวลาและเงินเลยนะ

หนีไม่ได้! “ทุกคนต้องเกษียณ” ข้าราชการ-พนักงานบริษัทเอกชน-อาชีพอิสระ ภาครัฐช่วยเหลือการเงินอะไรบ้าง?

ถ้าเอ่ยถึงการออมเงินเพื่อวัยเกษียณของคนไทย หลายคนอาจกังวลว่าจะมีเงินพอใช้เมื่อเกษียณเพียงพอหรือไม่ เพราะเงินที่เก็บในแต่ละเดือนก็ไม่มากนัก ยิ่งนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดเชื้อไวรัส COVID-19 จนถึงวันนี้ ผลตอบแทนที่ได้รับก็ปรับลดลง หรือเงินที่นำไปลงทุนในสินทรัพย์บางประเภทก็ขาดทุน

นอกจากนี้ หลายคนอาจมองว่าช่องทางการออมเงินเพื่อเกษียณ มีเพียงการออมส่วนตัว เช่น หุ้น ตราสารหนี้ ประกันชีวิต

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือการออมเงินโดยสมัครใจเพื่อเตรียมไว้ใช้หลังเกษียณแล้ว ยังมีสิ่งที่เรียกว่า “สวัสดิการ” บางประเภทที่ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือในการช่วยให้เงินออมงอกเงยให้เร็วขึ้น ดังนั้น หากใช้ประโยชน์จากสวัสดิการเต็มสิทธิ ก็สามารถลดความกังวลด้านการเงินหลังเกษียณ

“สวัสดิการ” หมายถึง ผลประโยชน์ที่ภาครัฐจัดให้ข้าราชการ พนักงานในฐานะที่เป็นสมาชิก (รวมถึงอาชีพฟรีแลนซ์และคนไทยทุกคน) เพื่อช่วยให้มีความมั่นคงในชีวิต และเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างแรงจูงใจในการเก็บออม และจะได้รับเพิ่มเติมเมื่อเกษียณไปแล้ว ซึ่งจะช่วยลดรายจ่ายในชีวิตประจำวัน ค่ารักษาพยาบาล ดังนั้น ควรใช้ประโยชน์จากสวัสดิการเป็นช่องทางออมเงินอย่างเต็มที่

ข้าราชการ

1. กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)

นอกจากจะต้องแบ่งเงินเดือนที่ได้รับในแต่ละเดือนไปเก็บออมและลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เรียกว่า DCA แล้ว ข้าราชการก็มีช่องทางการออมเงินที่สำคัญ คือ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ซึ่งหากข้าราชการต้องการออมเงินเพื่อเกษียณผ่าน กบข. ก็ต้องสมัครเป็นสมาชิกก่อน

เมื่อเป็นสมาชิกแล้วก็ต้องจ่าย “เงินสะสม” เข้ากองทุน (จะถูกหักจากเงินเดือน) 3% ของเงินเดือน และรัฐจะส่ง “เงินสมทบ” 3% ของเงินเดือน แล้วรัฐก็ให้ “เงินชดเชย” อีก 2% ที่จ่ายให้สมาชิกที่รับบำนาญ นอกจากนี้ยังมี “เงินประเดิม” ที่จ่ายให้สำหรับผู้ที่เป็นข้าราชการอยู่ก่อนวันที่ 27 มีนาคมปี 2540

เงินจาก กบข. สมาชิกจะได้รับเงินคืนเมื่อเกษียณอายุ (หรือลาออกจากราชการ) ดังนั้น เงินออมจาก กบข. ไม่เกี่ยวข้องกับเงินบำเหน็จหรือบำนาญที่ข้าราชการจะได้รับตามสิทธิ์จากภาครัฐ หมายความว่า เมื่อข้าราชการเกษียณและเป็นสมาชิก กบข. ก็จะได้รับเงินเกษียณสองทาง

ตัวอย่าง เมื่อเกษียณอายุข้าราชการและเป็นสมาชิก กบข.

1. กรณีเลือกบำเหน็จ

…สูตรคำนวณบำเหน็จ = เงินเดือนเดือนสุดท้าย X เวลาราชการ (รวมวันทวีคูณ)

…สูตรคำนวณ กบข. = เงินสะสม + เงินออมเพิ่ม + เงินสมทบ + ดอกผล

2. กรณีเลือกบำนาญ

…สูตรคำนวณบำเหน็จ = เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย X เวลาราชการ (รวมวันทวีคูณ) หารด้วย 50 (ไม่เกิน 70% ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย)

…สูตรคำนวณ กบข. = เงินสะสม + เงินออมเพิ่ม + เงินสมทบ + เงินประเดิม* + เงินชดเชย** + ดอกผล

*เงินประเดิม: จ่ายให้ผู้เลือกเป็นสมาชิกก่อน 27 มีนาคม 2540,
**เงินชดเชย: จ่ายให้สมาชิกที่เลือกรับบำนาญเท่านั้น

2. เงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหรือบำนาญ (ช.ค.บ.)

คือ เงินที่รัฐจ่ายให้กับข้าราชการเกษียณที่เลือกรับแบบบำนาญ เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพ โดยมีเงื่อนไขว่าข้าราชบำนาญต้องได้รับเงินบำนาญปกติต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น เช่น ได้รับบำนาญปกติ 8,000 บาทต่อเดือน รัฐก็จะโอนเงิน ช.ค.บ. อีก 2,000 บาทต่อเดือน

3. เงินบำเหน็จดำรงชีพ

เป็นเงินส่วนหนึ่งของบำเหน็จตกทอด ซึ่งเป็นเงินที่ทายาทจะได้รับหลังจากที่ผู้รับบำนาญเสียชีวิต โดยรัฐให้สิทธิในการขอรับเงินส่วนหนึ่งก่อน เรียกว่า เงินบำเหน็จดำรงชีพ เป็นเงิน 15 เท่าของเงินบำนาญ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท

วิธีคำนวณ = เงินบำนาญ (ไม่รวม ช.ค.บ.) คูณ 15 เท่า โดยแบ่งจ่าย เป็น 3 ครั้ง

ครั้งที่ 1 เมื่อเกษียณอายุราชการ รับไม่เกิน 200,000 บาท
ครั้งที่ 2 เมื่ออายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ ที่เหลือไม่เกิน 200,000 บาท
ครั้งที่ 3 เมื่ออายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ ที่เหลือไม่เกิน 100,000 บาท

4. เงินช่วยพิเศษ (ค่าทำศพ)

เมื่อข้าราชการบำนาญเสียชีวิต รัฐจะจ่ายเงินช่วยเหลือเพื่อใช้ในการจัดการงานศพ
วิธีคำนวณ = (เงินบำนาญ + ช.ค.บ. (ถ้ามี)) คูณ 3 เท่า

5. สวัสดิการอื่นๆ

นอกจากนี้ ข้าราชการบำนาญยังมีสวัสดิการจากภาครัฐอื่น ๆ อีก เช่น บำเหน็จตกทอด โดยจะจ่ายให้กับทายาท (เมื่อข้าราชการบำนาญเสียชีวิต), สิทธิกู้เงินบำเหน็จค้ำประกัน, สวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลและการศึกษาบุตร

พนักงานบริษัทเอกชน

1. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD)

เป็นกองทุนที่ภาครัฐได้กำหนดขึ้น สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ โดยที่การจัดตั้งขึ้นอยู่กับความสมัครใจระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ซึ่งเปรียบเสมือนบริษัทจะมีสวัสดิการที่เป็นกระปุกออมเงิน โดยลูกจ้างจะเก็บออมเงิน เรียกว่า “เงินสะสม” (ในอัตรา 2 – 15% ขึ้นอยู่กับข้อบังคับกองทุนของแต่ละบริษัท) หลังจากลูกจ้างเลือกเก็บออมเงินแล้ว นายจ้างจะช่วยเก็บออมเงินอีกแรง เรียกว่า “เงินสมทบ” (ในอัตรา 2 – 15% ขึ้นอยู่กับข้อบังคับกองทุนของแต่ละบริษัท) ซึ่งนายจ้างจะช่วยเก็บออมเงินแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ทุกเดือน จนถึงวันที่ลูกจ้างออกจากงานหรือเกษียณอายุ

โดยความพิเศษของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คือ ได้เงินสมทบของนายจ้าง หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นการได้เงินเพิ่มพิเศษจากการทำงานก็ได้ เพราะในการลงทุนประเภทอื่นจะไม่มีทางได้เงินส่วนนี้

เช่น เริ่มต้นทำงานได้เงินเดือน 15,000 บาท เลือกออมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเดือนละ 5% (750 บาท) และบริษัทจ่ายเงินสมทบให้อีก 5% (750 บาท) หมายความว่าทำงาน 1 ปี จะได้เงินเพิ่มจากนายจ้างอีก 9,000 บาท

นอกจากนี้เงินในกองทุนก็จะถูกนำไปบริหารให้เกิดดอกผลงอกเงยโดยผู้บริหารมืออาชีพ ก็มีโอกาสได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้น

2. กองทุนประกันสังคม (มาตรา 33)

หากทำงานพนักงานบริษัทเอกชน นายจ้างก็จะทำการสมัครให้พนักงานทุกคนเป็นสมาชิกประกันสังคมมาตรา 33 จากนั้นนายจ้างก็จะส่งเงินสมทบประกันสังคมแต่ละเดือนในอัตรา 5% ของค่าจ้าง (สูงสุดไม่เกิน 750 บาท) และนายจ้างจะสมทบเพิ่ม 5% รัฐบาลสมทบเพิ่ม 2.75%

ประกันสังคมก็ถือเป็นแหล่งเงินออมเพื่อเกษียณที่สำคัญ โดยเงื่อนไขการรับสิทธิก็ต่อเมื่อมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ หรือความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง ซึ่งกรณีเกษียณ หรือเรียกว่า กรณีชราภาพ สามารถเลือกรับเงินได้ 2 วิธี

1. เงินบำนาญชราภาพ (จ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือน)

จะได้รับเงินบำนาญชราภาพเป็นรายเดือนในอัตรา 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบก่อนความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง หากจ่ายเงินสมทบมากกว่า 180 เดือน ประบเพิ่มอัตราเงินบำนาญชราภาพขึ้นอีก 1.5% ต่อระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบครบทุก 12 เดือน

2. เงินบำเหน็จชราภาพ (จ่ายเงินสมทบไม่ถึง 180 เดือน)

จ่ายเงินสมทบต่ำกว่า 12 เดือน ได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินสมทบเฉพาะส่วนของผู้ประกันตน, จ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป ได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินสมทบที่ผู้ประกันตนและนายจ้างจ่ายสมทบ พร้อมผลประโยชน์ตอบแทน, กรณีผู้รับเงินบำนาญชราภาพถึงแก่ความตายภายใน 60 เดือน นับตั้งแต่เดือนที่มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพ ให้จ่ายเงินบำเหน็จชราภาพจำนวน 10 เท่าของบำนาญชราภาพรายเดือน ที่ได้รับคราวสุดท้ายก่อนถึงแก่ความตาย

สูตรคำนวณ เงินบำนาญชราภาพ

1. กรณีจ่ายครบ 180 เดือน = 20 x 15,000 ÷ 100 = 3,000

2. กรณีจ่ายเกิน 180 เดือน = [20+(1.5 x จำนวนปี)] x 15,000 ÷ 100

เช็คเงินสมทบเงินบำนาญ

ระยะเวลาที่ส่งเงินสมทบ (ปี) กับ เงินบำนาญที่จะได้รับ

15 – 20 ปี ได้รับ 3,000 – 4,125 บาทต่อเดือน
21 – 25 ปี ได้รับ 4,350 – 5,250 บาทต่อเดือน
26 – 30 ปี ได้รับ 5,475 – 6,375 บาทต่อเดือน
31 – 35 ปี ได้รับ 6,600 – 7,500 บาทต่อเดือน

หมายเหตุ: ตัวอย่างการคำนวณจากเงินเดือนเฉลี่ยสูงสุด 15,000 บาท

*เงื่อนไขการนับบำนาญ*

1. จ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 180 เดือน หรือ 15 ปีขึ้นไป
2. อายุครบ 55 ปีบริบูรณ์
3. สิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตน

อาชีพอื่น ๆ

1. กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)

สำหรับผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ ไม่อยู่ในระบบสวัสดิการบำเหน็จบำนาญของรัฐ หรือเป็นพนักงานบริษัทเอกชน ก็สามารถเก็บออมเงินเพื่อวัยเกษียณได้ ด้วยการแบ่งเงินมาออมกับกองทุนการออมเงินแห่งชาติ (กอช.) เพราะเป็นรูปแบบการออมที่ให้สิทธิ์ผู้ประกอบอาชีพอิสระได้ออมเงินเพื่อรับเงินสมทบจากรัฐบาลสูงสุด 100% และเมื่อออมเงินจนถึงอายุ 60 ปีบริบูรณ์ ก็จะได้เงินกลับคืนมาในรูปแบบเงินบำนาญไว้ใช้ยามเกษียณ สูงสุดถึง 7,200 บาทต่อเดือน

การออมเงินกับ กอช. เหมาะกับผู้ที่มีรายได้ไม่แน่นอน ไม่จำเป็นต้องออมทุกเดือน เดือนไหนมีน้อย ออมน้อย เดือนไหนมีมากค่อยออมมาก เริ่มต้นออมเงินเพียง 50 บาท สูงสุดปีละไม่เกิน 13,200 บาท ดังนั้น หากมีอายุ 15 – 60 ปี เป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ แรงงานนอกระบบ เกษตรกร แม่บ้าน นักเรียน นักศึกษา ต้องการสร้างความมั่นใจว่ามีเงินบำนาญใช้ในยามเกษียณแน่นอน ควรออมเงินผ่าน กอช. โดยก็จะให้เงินสมทบตามสัดส่วนเงินสะสมและตามช่วงอายุด้วย

อายุสมาชิก 15 -30 ปี = รัฐสมทบให้ 50% ของเงินสะสม ไม่เกินปีละ 1,800 บาท

อายุสมาชิก มากกว่า 30 – 50 ปี = รัฐสมทบให้ 80% ของเงินสะสม ไม่เกินปีละ 1,800 บาท

อายุสมาชิก 50 ปีขึ้นไป = รัฐสมทบให้ 100% ของเงินสะสม ไม่เกินปีละ 1,800 บาท

เมื่อเกษียณก็รับเงินบำนาญเท่ากับเงินที่เก็บออมเอาไว้กับ กอช. พร้อมกับเงินที่รัฐสมทบให้ และดอกผลที่งอกเงยขึ้น

2. กองทุนประกันสังคม (มาตรา 40)

ออกแบบขึ้นมาสำหรับผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระหรือแรงงานนอกระบบ (ไม่เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 หรือผู้ประกันตนมาตรา 39) โดยนอกจากจะได้รับสิทธิต่าง ๆ เช่น รักษาตัวที่โรงพยาบาลก็สามารถเบิกเงินทดแทนการขาดรายได้ หรือเสียชีวิตก็ได้รับเงินค่าทำศพ ประกันสังคมมาตรา 40 ก็เป็นอีกช่องทางสำหรับการออมเงินเพื่อเกษียณ

หากเป็นสมาชิกและต้องการการออมเงินผ่านประกันสังคมมาตรา 40 เพื่อเกษียณ สำหรับผู้ประกันตนที่เลือกส่งประกันสังคมแบบทางเลือก ส่ง 100 บาทต่อเดือนหรือส่ง 300 บาทต่อเดือน เมื่ออายุ 60 ปี และสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนจะได้รับเงินชราภาพตามจำนวนงวดที่จ่ายเงินสมทบ พร้อมผลประโยชน์ตอบแทน และสิทธิประโยชน์ตามที่กองทุนประกันสังคมแจ้งเอาไว้

3. เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

นอกจากสวัสดิการที่กล่าวมาแล้ว ก็ยังมีสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่ภาครัฐให้กับผู้สูงอายุคนไทยทุกคนที่มีอายุ 60 ปีขึ้น เรียกว่า เบี้ยยังชีพ โดยรัฐจะโอนเข้าบัญชีทุกเดือน หากอายุ 60 – 69 ปี ได้รับ 600 บาทต่อเดือน, อายุ 70 – 79 ปี ได้รับ 700 บาทต่อเดือน, อายุ 80 – 89 ปี ได้รับ 800 บาทต่อเดือน และอายุ 90 ปีขึ้นไป ได้รับ 1,000 บาทต่อเดือน

5 กลยุทธ์วางแผนแต่งงานและการเงินสำหรับคู่รัก

เมื่อความรักของคู่รักสองคนเริ่มสุกงอมและยินยอมพร้อมใจทั้งชายและหญิงเข้าสู่ประตูวิวาห์ สิ่งสำคัญนอกจากความรักที่สุขงอมและลิสต์เพลงงานแต่งงานที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวต้องเตรียมให้พร้อม นั่นคือ “ความพร้อมทางด้านการเงิน”

เชื่อว่าเรื่องของความพร้อมทางด้านจิตใจไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าฝ่ายชายตอบตกลงหรือขอแต่งงานเมื่อไร นั่นคือการตอบรับกลายๆว่าเขาพร้อมแล้วที่จะดูแลฝ่ายหญิงไปตลอดชีวิต หรือไม่พร้อมก็ต้องพร้อมแล้วแหละ!!! เหมือนกับเพลงที่ร้องว่า “เธอทำให้ฉันรู้ และ เข้าใจคำว่าสองเรา ไม่ว่าจะร้อน หรือ ว่าจะหนาวก็ไม่กลัว มีเธอที่รักข้างในจิตใจ . . . ให้ฉันก้าวเดินต่อไป ต่อจากนี้”

เอาล่ะครับ เมื่อตรวจสอบความพร้อมเรียบร้อยแล้ว ทีนี้ก็ ถึงวิธีการวางแผนแต่งงานแล้วบ้างว่า จะทำอย่างไรให้ประหยัดกันแบบสุดๆ เรียกได้ว่าได้ทั้งใจของผู้ใหญ่ และใจของคู่รักกันไปพร้อมๆกัน วันนี้เลยมีเคล็ดลับ 5 ข้อมาเล่าสู่กันฟังครับ

1. ตรวจสอบความต้องการของทั้งสองฝ่าย

ความพร้อมคือจุดเริ่มต้น แต่ความต้องการคือจุดจบ นั่นคือ เมื่อเรารู้ตัวว่าพร้อมแต่ง หลังจากนั้นเราต้องวางแผนแต่งงานต่อว่า แล้วเราต้องการอะไรบ้างในงานแต่งงานของทั้งคู่ จะวางแผนงานใหญ่ งานเล็ก งานน้อย หรูหราไฮโซ โก้เก๋โชว์พาวเวอร์ หรือแค่มีฉันกับเธอก็พอแล้ว อันนี้เลือกได้เลยครับ แต่สิ่งที่สำคัญอยู่สิ่งเดียวที่ต้องระวัง นั่นคือ ขอให้แน่ใจว่า สิ่งที่เราต้องการนั้นมันคือความต้องการของทั้งสองฝ่าย

2. รายจ่ายในการจัดงานต้องวางแผนให้ชัด

หลังจากจัดการความต้องการเสร็จ สิ่งทีต้องทำคือการจดรายละเอียดสิ่งที่ต้องใช้ ต้องทำออกมาตามลำดับ และส่วนนี้แหละครับที่สำคัญ เพราะมันจะเป็นการกำหนดถึงเรื่องของการใช้จ่าย เพราะการวางแผนการเงินสำหรับงานแต่งงานนั้น มันคือการวางแผน “ใช้เงิน” เป็นหลัก ไม่ใช่การบริหารจัดการรายรับรายจ่ายเหมือนการออมเงินหรือวางแผนทางการเงินปกติทั่วไป

ดังนั้นเมื่อเป็นเรื่องของรายจ่าย สิ่งที่เราทำได้นั้นคือ “การประหยัด” ให้มากที่สุดสำหรับคนที่ต้องการแต่งงานแบบประหยัด อาจจะต้องตรวจสอบขั้นตอนนี้กันละเอียดว่าตกหล่นอะไรบ้างไหม และแต่ละเรื่องนั้นมีงบประมาณเท่าไร ไม่ใช่จดๆมาแล้วก็จ่าย แบบนั้นได้ใช้กันแบบสบายกระเป๋าชนิดที่เรียกว่าไม่เหลือเงินแน่นอนครับ

3. อย่าคิดเดินทางลัดด้วยการสร้างหนี้ (ที่ไม่จำเป็น)

เมื่อ “ความต้องการ” ไม่สอดคล้องกับ “งบประมาณ” สิ่งที่ตามมาคือสองทางเลือก ระหว่างเลือกที่จะ “ขอยืม” เพื่อให้งานเป็นไปตามที่ต้องการ หรือเลือกที่จะ “ขอลด” เพื่อให้เงินไม่หมดก่อนเวลา อันนี้ก็อยู่ที่ว่าใครจะตัดสินใจยังไง

ถ้าเราต้องการแต่งงานแบบประหยัด สิ่งที่เราต้องคิดก็คือ “เราต้องไม่สร้างรายจ่ายเพิ่มหลังจากจบงานแต่ง” เพราะสิ่งไม่มีชีวิตที่เรียกว่า “ดอกเบี้ย” นั้นอาจจะทำให้ชีวิตหลังแต่งงานของเรากลายเป็นสมรภูมิขนาดย่อมได้เหมือนกันครับ

4. ตกลงให้ดีเรื่องการเงินในอนาคต

สิ่งหนึ่งที่หลายๆคนลืมตกลงก่อนจะแต่งงาน นั่นคือเรื่องของการเงินในอนาคตว่าจะแบ่งความรับผิดชอบกันอย่างไรบ้าง อย่าลืมนะครับว่าการแต่งงานคือ “การที่คนสองคนมาร่วมกันเติมเต็มความสุขของกันและกันให้มากขึ้น”

ดังนั้นเรื่องการเงินในอนาคต มันไม่ได้หยุดแค่วันแต่งงานเท่านั้น แต่มันยังส่งผลต่อชีวิตที่เหลืออยู่ของคู่รักได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น อย่าลืมตกลงกันให้แน่ใจว่า หลังแต่งงานแล้ว การจัดการด้านการเงินจะเป็นอย่างไร จะแยกกันจัดการ หรือจะให้สามีจัดการ แต่สุดท้ายภรรยาจัดการทุกทีครับ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แฮร่

5. อดทนหารายได้เพิ่มเพื่อเติมเต็มความฝันชีวิตคู่

เมื่อแต่งงานกันแล้ว แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายก็ต้องเพิ่มขึ้น บางคู่อาจจะซื้อบ้านใหม่ ตกแต่งบ้านใหม่ หรือลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆมากขึ้น ทำให้เงินออมลดน้อยหรืออาจจะต้องกู้หนี้ยืมสิน ดังนั้นในช่วงนี้แหละครับ คือช่วงที่ทั้งคู่ต้องลำบากไปด้วยกัน อาจจะกัดก้อนเกลือกินบางครั้ง อาจจะเจ็บบางที แต่เราต้องยิ้มสู้ครับ อดทนต่อไป หาหนทางสร้างรายได้เพิ่ม เพื่อให้ชีวิตคู่ของเราสมบูรณ์ แต่ที่สำคัญคืออย่าให้สิ่งที่เราอยากได้อยากมีนั้นเกินตัวจนลืมความสุขในครอบครัวนะครับ

สุดท้ายนี้… การวางแผนการเงินแต่งงานนั้นถือเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับทุกคู่รัก อย่าละเลยจนไม่เห็นความสำคัญ เพราะหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ความรักสมบูรณ์นั้น ความพร้อมทางการเงินก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามนะคร้าบบบ

ยังโชคดี…ที่ผมยังมีเวลา ได้ซื้อประกันชีวิต บทเรียนจากคน(คิดว่า)สุขภาพดี

วางแผนการซื้อประกันชีวิตไม่รอบคอบ = ภาระทั้งตัวเองและลูกหลานในอนาคต

“คุณลูกค้า…สนใจทำประกันชีวิตสักเล่มไหมครับ?”

หลายๆ คนคงเคยได้ยินคำถามแบบนี้มาบ้างแล้ว และส่วนใหญ่ก็รีบบอกปฏิเสธในทันทีเช่นเดียวกัน

เอาจริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอกครับ เพราะผู้เขียนเองก็เคยปฏิเสธมาแล้วเหมือนกัน ด้วยเหตุผลที่ว่า …

“ผมแข็งแรงดี และคงไม่รีบตายในเร็ววันนี้แน่นอน!!!”

ยอมรับและกล้าพูดแบบเต็มปากเลยครับ ว่าพูดออกไปแบบนั้นจริงๆ เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว สมัยที่ผมเพิ่งเริ่มทำงานใหม่ๆ

ซึ่งแน่นอนว่าปัจจุบัน ผมเองก็ยังคงมีชีวิตอยู่ เหมือนกับที่เคยพูดเอาไว้ (ต้องขอบคุณตัวเองและโชคชะตา ที่วันนี้เรายังมีโอกาสได้เลือกทำในสิ่งต่างๆ ในชีวิตอยู่)

เพียงแต่ว่าความมั่นใจที่เคยพูดออกไปในวันนั้น กลับลดลงในทุกๆ วัน

ทำไมนะหรอครับ?

เพราะช่วงเวลาที่ผ่านมา ก็มีบางครั้งที่ตัวผมเองต้องเจ็บป่วยเหมือนกัน ทั้งที่เป็นคนดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พร้อมกับบทเรียนจากเหตุการณ์บางช่วงที่เกิดขึ้นกับคนรอบตัวเรา ทั้งการเจ็บป่วยหนัก บาดเจ็บรุนแรงจากอุบัติเหตุ หรือแม้แต่การสูญเสียชีวิตของคนอันเป็นที่รักรอบๆ ตัว

สิ่งนี้เลยเริ่มกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความคิด “หรือว่า เราควรต้องมีประกันชีวิตเอาไว้สักเล่มนึง?” เพราะเรื่องแบบนี้มันอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิดจริงๆ ผมลองทบทวนเรื่องเกี่ยวกับการทำประกันชีวิตอีกครั้ง เปลี่ยนจากการหาเหตุผลว่า จะทำประกันชีวิตไปทำไม กลายเป็น ถ้าไม่ทำแล้วจะส่งผลเสียอะไรกับตัวผมเองบ้าง?

คำตอบที่ผมได้ คือ …..

ที่ผ่านมาผมตั้งใจทำงาน หนักเบาได้หมด ขอแค่ให้หาเงินเข้าบ้านให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ได้มีเงินดูแลพ่อแม่ในยามที่ท่านแก่ชรา ดูแลครอบครัว ส่วนนึงก็เพื่อให้ตัวเองได้ทำตามความฝันสร้างทรัพย์สินต่างๆ ทั้งบ้าน รถ ที่ดิน เงินเก็บ เพื่อให้ชีวิตในช่วงเกษียณแบบสบายๆ และก็มั่นใจว่าตราบใดที่ผมยังมีชีวิตอยู่ ผมจะทำมันได้

หลายคนสังเกตอะไรบางอย่างในข้อความนี้บ้างไหมครับ?

“ใช่ครับ ทุกอย่างนี้จะเกิดขึ้นถ้าผมยังมีชีวิตอยู่ … แล้วถ้าผมไม่อยู่หล่ะ?”

ประโยคคำถามสั้นๆ แค่นี้เลย ทุกอย่างในหัวผมเปลี่ยนไปทันที ที่ผ่านมาเคยแต่คิดวิธีว่าจะหาเงินยังไง แต่ลืมไปเลยว่าแล้วเราจะปกป้องเงินที่จะเกิดในอนาคตจากค่าตัวของเรานี้ได้อย่างไร เพื่อให้เรื่องที่ตั้งใจไว้ยังคงอยู่?พอคิดเรื่องนี้แล้ว ผมรีบโทรหาคนอยู่ 2 คนเลยครับ

คนแรก คือ พ่อกับแม่ บอกรัก และความคิดถึง (ผมเป็นเด็กต่างจังหวัด เข้ามาทำงานในกรุงเทพตั้งแต่เรียนจบ)

คนที่สอง คือ พี่ที่ทำงานที่เป็นตัวแทน ผมจะทำประกันแบบไหนได้บ้าง ใช้เงินเท่าไหร่ และเร็วที่สุดได้เมื่อไหร่?

เหตุผลเพียงแค่ถ้าผมจะลุยไปข้างหน้า ผมต้องสร้างความมั่นคงไว้ข้างหลังให้ดีเสียก่อน

ผมได้เรียนรู้ว่า …

ประกันชีวิต คือ สินค้าพื้นฐานที่เราทุกคนควรมี แต่จะมีมากแค่ไหน อาจขึ้นอยู่กับขนาดของความฝัน เป้าหมาย และภาระของการรับผิดชอบของตนเองและคนรอบตัว

เพียงแค่คุณลองอยู่กับตัวเองสัก 1 นาที เพื่อหาว่าตัวคุณเองห่วงใครมากที่สุด รักใครมากที่สุด และในวันที่คุณอาจไม่ได้มีโอกาสดูแลพวกเขาเหล่านั้น คุณจะทำอย่างไรดี? ถ้าคุณมีคำตอบให้ตัวเองแล้ว

ลองย้อนกลับขึ้นไปอ่าน “ข้อความแรก” ของบทความนี้อีกครั้งนะครับ

เขียนโดย: บวรวิทย์ คชรินทร์ ที่ปรึกษาการเงิน AFPT™

วางแผนการเงินดีแค่ไหนก็พังได้ ถ้ายังขาดสิ่งนี้!

“แผนการเงิน ไม่มีไม่ได้” เพราะรายรับของเราไม่ได้เข้ามาตลอด ต่างกับรายจ่ายที่ต้องมีทุกวัน ดังนั้นชีวิตของเราจึงจำเป็นต้องวางแผนการเงิน เพื่อบริหารรายได้ให้เพียงพอกับรายจ่าย จะได้มีเงินเหลือไว้ใช้ยามฉุกเฉิน รวมไปถึงการใช้ชีวิตสบายๆ หลังเกษียณนั่นเอง

แต่คนทั่วไปมักจะคิดว่าการวางแผนการเงิน คือเรื่องของการเก็บออมเงินและลงทุนเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วสิ่งสำคัญที่ต้องทำอันดับแรกก็คือ “การกระจายความเสี่ยง” เพราะถ้าเราขาดสิ่งนี้ ต่อให้วางแผนการเงินมาดีแค่ไหนก็พังแน่นอน วันนี้ aomMONEY อยากชี้ให้ทุกคนเห็นความสำคัญของกระจายความเสี่ยง เพื่อแผนการเงินที่มั่นคงครับ

การกระจายความเสี่ยงคืออะไร?

การกระจายความเสี่ยง ก็คือการแบ่งความเสี่ยงไปให้คนอื่น แทนที่เราจะรับไว้เองทั้งหมด อย่างในโลกของการลงทุน เราก็ควรกระจายพอร์ตสู่การลงทุนหลายประเภท เช่น เงินฝาก/พันธบัตร ที่มีความเสี่ยงต่ำ หรือหุ้น ที่มีความเสี่ยงสูง ถ้าอย่างใดอย่างหนึ่งขาดทุน อย่างน้อยก็ยังมีสิ่งที่มาถัวเฉลี่ยกำไรบ้าง ในชีวิตของเราก็มีคนอาสาเป็นตัวแทนรับความเสี่ยงเช่นกัน โดยมาในรูปแบบของ “ประกัน” ต่างๆ

ทำไมการกระจายความเสี่ยง ถึงเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกของการวางแผนการเงิน?

ลองนึกถึงเวลาที่เราสร้างบ้าน อุตส่าห์ก่ออิฐฉาบปูนอย่างดี แต่ถ้าเสาเข็มไม่แข็งแรงพอ บ้านก็ต้องทรุดแน่นอน การวางแผนการเงินก็เช่นกัน หลายคนวางแผนรัดกุม มีเงินออมสำรองฉุกเฉิน เงินออมเพื่อเกษียณ เงินออมเพื่อการลงทุน ฯลฯ แต่ลืมกระจายความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตหรือทรัพย์สิน วันนึงถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝัน เช่น เจ็บป่วยร้ายแรง บ้านไฟไหม้ รถยนต์ประสบอุบัติเหตุ เราก็ต้องไป “รบกวน” เงินออมก้อนอื่นๆ ที่มี ทำให้แผนการเงินที่อุตส่าห์วางแผนมาอย่างดิบดี ต้องพังไม่เป็นท่า

อยากกระจายความเสี่ยงต้องทำอย่างไร?

1. ลิสต์ความเสี่ยงที่คาดว่าจะเจอ ทั้งในแง่ของสุขภาพ ชีวิต และทรัพย์สิน เช่น

– นาง A มีความเสี่ยงที่จะป่วยเป็นมะเร็ง เพราะมีประวัติคนในครอบครัวเคยเป็นมะเร็งมาก่อน

– นางสาว B มีความเสี่ยงที่อยู่อาศัยจะเกิดอัคคีภัย เพราะบ้านอยู่ติดกับร้านส่งแก๊ส

– นาย C มีความเสี่ยงที่รถยนต์จะเสื่อมสภาพเร็ว เพราะทำอาชีพขับรถส่งของ

2. มองหาผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยลดความเสี่ยงที่เรามี เช่น ถ้ามีความเสี่ยงเจ็บป่วย ก็ควรซื้อประกันชีวิต ประกันสุขภาพ, ถ้ามีความเสี่ยงเกี่ยวกับทรัพย์สิน ก็ควรซื้อประกันที่อยู่อาศัย ประกันอัคคีภัย ประกันรถยนต์ ฯลฯ

3. คำนวณเบี้ยประกันที่คิดว่าเราจะจ่ายไหว เพื่อวางแผนประกันที่เหมาะสม

การซื้อประกันต่างๆ อาจดูเหมือนไม่จำเป็น แต่จริงๆ แล้วมันคือสิ่งสำคัญอันดับแรกที่เราควรทำเพื่อกระจายความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เพราะมีแล้วไม่ได้ใช้ ยังดีกว่าต้องใช้แล้วไม่มี วันนี้ลองถามตัวเองดูครับว่า “เรามีความเสี่ยงอะไรบ้าง แล้วลงมือกระจายความเสี่ยงนั้นหรือยัง?”

Microsoft vs Alphabet ลงทุนตัวไหนให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากกระแสเอไอ

ถ้าพูดถึงเทคโนโลยีที่มาแรงสุดๆในตอนนี้คงต้องยกให้กับ Generative AI โดยเฉพาะการมาของ ChatGPT ที่ทำให้เราสามารถลดระยะเวลาการทำงานต่างๆลงไปได้อย่างมาก และยักษ์ใหญ่ไอทีของโลกต่างพุ่งเป้ามาที่เทคโนโลยี้นี้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสองยักษ์อย่าง Microsoft และ Alphabet

โดยฝั่ง Microsoft ถือว่าออกตัวก่อนจากการเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท OpenAI เจ้าของ ChatGPT ที่ได้นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใส่ในโปรดักต์อย่าง Bing ซึ่งเป็น Search Engine และ Edge ซึ่งเป็น Web Browser และกำลังจะนำมาใส่ในโปรดักต์อื่นๆอย่าง Microsoft Team ต่อไป

ทางฝั่ง Alphabet ก็ไม่ยอมแพ้เช่นกัน ประกาศเปิดตัว Bard ซึ่งเป็น AI ChatBot แบบเดียวกับ ChatGPT รวมถึงนำเอไอมาใส่ในโปรดักต์ของตัวเองไม่ว่าจะเป็น Google Search ตลอดจนชุดการทำงาน Google Workspace เพื่อหวังที่จะดึงฐานผู้ใช้งานให้ยังอยู่ต่อไปไม่หนีไปใช้งานทางฝั่ง Microsoft

ในเชิง Business Model ในฝั่งของ B2C หรือกลุ่ม Consumer ต้องยอมรับว่า Alphabet หรือ Google มีมาร์เกตแชร์ที่สูงกว่า Microsoft อย่างไม่เห็นฝุ่นไม่ว่าจะเป็น Search Engine หรือ Web Browser ส่วน Microsoft มีตลาดหลักคือลูกค้าบริษัทหรือ B2B มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ Cloud หรือระบบปฎิบัติการ Office

การที่ Microsoft หันมารุกที่จะนำเอไอมาใส่ในโปรดักต์ของ Consumer ชัดเจนว่าต้องการที่จะดึงมาร์เกตแชร์ของ Google ลงมาเพื่อที่จะเพิ่มรายได้ในส่วนของ B2C ให้มากขึ้น ในช่วงแรกต้องยอมรับว่า Microsoft เปิดตัวได้น่าสนใจกว่า แต่ช่วงหลังมานี้ Alphabet ได้โต้คืนอย่างรวดเร็วเพื่อที่จะรักษาฐานลูกค้าของตัวเองไว้

ทางด้านราคาหุ้นของสองบริษัทนี้ต่างปรับตัวขึ้นทั้งคู่นับตั้งแต่ประกาศชัดเจนที่จะพัฒนาด้านเอไอและเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ดัชนี NASDAQ ปรับตัวขึ้นกว่า 20% ตั้งแต่ต้นปี จึงค่อนข้างชัดเจนว่าเอไอคือ Growth Engine ใหม่ของทั้ง Microsoft และ Alphabet ที่ดึงความสนใจของนักลงทุน

คำถามจากนักลงทุนคือถ้าต้องเลือกลงทุนเพียงบริษัทเดียวที่ได้รับประโยชน์จากเอไอจะเลือกลงทุนใน Microsoft หรือ Alphabet ?? ถ้าหากมองว่าเกมส์นี้ Microsoft มีแต่ได้กับได้จากแนวโน้มที่จะสามารถเพิ่มฐานลูกค้ารายย่อยให้มาใช้งาน Bing กับ Edge มากขึ้นซึ่งจะกินมาร์เกตแชร์ของ Google ลง ในขณะที่ฐานรายได้หลักจากลูกค้าองค์กรยังทำได้ในระดับปกติก็ต้องมองว่า Microsoft มีความน่าสนใจไม่น้อย

เพราะ Alphabet อยู่ในฐานะที่ต้องรักษามารเกตแชร์เอาไว้ให้ได้ เนื่องจากรายได้หลักของบริษัทเกือบทั้งหมดมาจากโปรดักต์ของ Google ถ้ามาร์เกตแชร์ในโปรดักต์อย่าง Search Engine,Web Browser หรือแม้แต่ Workspace และ Gmail ถูกดึงไปทางฝั่ง Microsoft มากขึ้นก็มีโอกาสที่รายได้จะลดลงเช่นกัน

อย่างไรก็ตามยังต้องจับตาว่า Alphabet จะสามารถแก้เกมส์นี้ได้ดีแค่ไหนเพราะถึงอย่างไรก็ยังครองความได้เปรียบในฐานะผู้ที่เป็นเจ้าของฐานข้อมูลบนโลกออนไลน์ที่มากกว่า Microsoft ถ้าหากเทคโนโลยีถูกพัฒนาขึ้นมาในระดับเดียวกันก็ยากที่ Microsoft จะสามารถแย่งตลาดได้

แต่ไม่ว่าจะเป็น Microsoft หรือ Alphabet ก็ถือว่าน่าสนใจทั้งคู่กับการเป็นผู้นำในเทคโนโลยีเอไอที่ยากจะมีคู่แข่งตามทันแม้แต่ Meta ที่มีฐานข้อมูลจำนวนมหาศาลแต่ถือว่าออกตัวได้ช้ากว่า ในแง่การลงทุนถือว่าทั้งสองตัวมีความน่าสนใจทั้งคู่แล้วแต่แฟนคลับจะเลือกฝั่งไหน

เพราะค่อนข้างเป็นที่แน่นอนแล้วว่าเอไอจะเป็น Growth Engine ใหม่ของสองบริษัทนี้อย่างน้อยก็อีก 2-3 ปีแน่นอนเราจึงยังคาดหวังการเติบโตจากหุ้น Microsoft และ Alphabet ได้อยู่

===============
ผู้เขียน : นเรศ เหล่าพรรณราย
ซีอีโอ Ricco Wealth เจ้าของเพจ Editor Gap Investment Talk
(เพจ : https://www.facebook.com/editorgap)
(youtube : https://www.youtube.com/@RiccoWealth)
===============

ย้อนรอย “แก๊ง 4 โมงเย็น” แพะรับบาปช่วงหุ้นร่วง เรื่องจริง หรือ อุปทานหมู่

ดูเหมือนว่า ช่วงนี้ ปัจจัยทางการเมืองจะกดดันตลาดหุ้นไทยค่อนข้างหนัก บางวันดัชนีหลุดระดับแนวรับ 1,500 จุด แต่พอ 8 พรรคการเมืองแถลง MOU จัดตั้งรัฐบาล ตลาดหุ้นก็พลิกเป็นบวก ฝ่าแนวต้านขึ้นมาที่ 1,510 จุดได้

สมัยก่อนพอ “หุ้นร่วง” ใกล้ช่วงปิดตลาดภาคบ่ายทีไร หลายคนมักพุ่งเป้าไปที่ “แก๊ง 4 โมงเย็น” เป็นตัวการ!! เอาละซิ งานนี้ บางคนงง ยิ่งเป็นนักลงทุนรุ่นใหม่ด้วยแล้ว อาจไม่รู้จัก “แก๊งสี่โมงเย็น”

แล้วทำไม “แก๊ง 4 โมงเย็น” กลายเป็นจำเลยในเรื่องนี้ aomMONEY ไปหาคำตอบมาให้แล้ว

“แก๊ง 4 โมงเย็น” คืออะไร?

เป็นปรากฏการณ์ที่ ดัชนีตลาดหุ้นไทย ปรับตัวเพิ่มขึ้น หรือ ลดลง ผิดปกติ สร้างความปั่นป่วนให้นักลงทุน มักเกิดขึ้นในช่วง 4 โมงเย็น หรือ ก่อนตลาดปิดทำการ 1 ชั่วโมง ส่งผลให้ตลาดหุ้นผันผวนอย่างหนัก

ที่มาของ “แก๊ง 4 โมงเย็น”

ย้อนไปช่วงเดือนสิงหาคม ปี 2556 เวลานั้น ตลาดหุ้นไทยผันผวนรุนแรง โดยจุดเริ่มต้นมาจากนักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทยอย่างหนัก จนนักลงทุนในประเทศเกิดความกังวล และพากันเทขายตาม ส่งผลให้หุ้นไทยร่วงอย่างหนัก โดยเฉพาะในช่วงเวลา 4 โมงเย็น ก่อนปิดตลาดภาคบ่าย 1 ชั่วโมง

จากนั้น พอหุ้นร่วงหลัง 4 โมงเย็นที่ไร คนก็มักโพ้ยว่า “แก๊ง 4 โมงเย็น” เป็นตัวการ

แล้วทำไมต้องเป็น 4 โมงเย็นล่ะ?

แก็ง 4 โมงเย็น ถูกขนานนามขึ้นมาตามภาวะตลาดหุ้น เพราะช่วงก่อนปิดตลาด ดัชนีหุ้นผันผวนกว่าปกติ มีการปรับขึ้นหรือปรับลดลง มากกว่าก่อน 4 โมงเย็น เหตุผลหลัก ๆ มาจากนักลงทุนที่ไม่ต้องการถือสถานะข้ามวัน ต้องการจบการซื้อขายภายในวันเดียว เพื่อสรุปผลกำไร หรือขาดทุนในวันเดียว หรือเร่งทำคำสั่งซื้อขายให้สมบูรณ์

นักลงทุนที่ไม่ต้องการถือสถานะข้ามวัน มีหลายกลุ่ม เช่น

(1) พอร์ตลงทุนโบรกเกอร์ : บางโบรกเกอร์จะมีนโยบายว่าจะต้องซื้อขายหุ้นในปริมาณเงินที่ตัวเองกำหนดไว้ ให้หมดภายในวันเดียวเท่านั้น

(2) นักลงทุน Day Trade ซึ่งเมื่อเข้ามาซื้อขายในช่วงก่อนปิดตลาดพร้อม ๆ กัน ทำให้ปริมาณซื้อขายมีจำนวนมากกว่าปกติ

เมื่อเป็นแบบนี้ ทำให้ แก็ง 4 โมงเย็น กลายเป็นปัจจัยที่เรียกว่า Market Sentiment หรืออารมณ์ของตลาด คือ ความรู้สึกหรือมุมมองโดยรวมที่นักลงทุนมีต่อตลาดหุ้นในช่วงนั้น ๆ

พอนักลงทุนหลายรายมีพฤติกรรมลักษณะนี้ จึงเกิดเป็น ปรากฎการณ์ “แก๊ง 4 โมงเย็น” โดยที่บางทีเจ้าตัวก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ตนเองกลายเป็นสมาชิกแก๊งนี้ไปแเล้ว

“แก๊ง 4 โมงเย็น” กับ ผลกระทบตลาดหุ้น

นักวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ ต่างเห็นตรงกันว่า พฤติกรรมของ “แก๊ง 4 โมงเย็น” ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับตลาดหุ้นมากนัก แน่นอนอาจมีเรื่องของภาพลักษณ์ที่กระทบบ้าง แต่ผลกระทบส่วนใหญ่อาจเกิดกับนักลงทุนรายย่อย ยิ่งถ้ากระโจนเข้าไปร่วมวงหวังทำกำไร ในช่วงที่ตลาดหุ้นสวิงรุนแรง ถ้าไม่เร็วจริง วิเคราะห์สถานการณ์ไม่ได้ ไม่กล้าตัดสินใจ หรือ ตัดขาดทุนไม่เป็น สุดท้ายอาจต้องเจ็บตัว เก็บหุ้นขึ้นดอยไปนอนกอดแทน

แล้วทุกวันนี้ยังมีแก๊ง 4 โมงเย็นอยู่มั้ย?

เรื่องนี้มีความเห็นที่ค่อนข้างแตกต่างกันออกไป บางคนมองว่า “แก๊ง 4 โมงเย็น” ไม่มีจริง เป็นผลจากจิตวิทยาการลงทุน หรือที่บางคนเรียกอุปทานหมู่ แต่บางคนก็มองว่า ถ้าถือนิยามของแก๊ง 4 โมงเย็นเป็น Market Sentiment เราก็ยังสามารถพบเจอการที่ตลาดผันผวนในช่วงเวลาเย็นได้อยู่เรื่อยๆ นั่นเอง

“พินัยกรรม” ทำแบบไหน? ให้มีผลทางกฏหมาย ตายไปจะได้ไม่เกิดปัญหา

ความคิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคนรวยเท่านั้นถึงทำพินัยกรรม ทรัพย์สินน้อยนิดแค่หยิบมือเดียวทำไปก็เสียเวลา หรือแม้กระทั่งการทำพินัยกรรมเท่ากับการแช่งตัวเอง แต่ถ้าคุณไม่อยากให้ทรัพย์สินเงินทองที่เก็บสะสมมาทั้งชีวิต เป็นต้นเหตุที่สร้างภาระให้กับคนที่คุณรักและคนที่รักคุณ ถึงเวลาวางแผนมรดกด้วยพินัยกรรม 1 ฉบับ

พินัยกรรมถือเป็นคำสั่งเสียครั้งสุดท้ายของผู้เสียชีวิต โดยพินัยกรรมจะมีผลบังคับได้ตามกฎหมายก็ต่อเมื่อทำตามแบบและวิธีที่กำหนดไว้ทั้งหมด 5 แบบ เท่านั้น ได้แก่…

1. พินัยกรรมแบบธรรมดา

เป็นแบบที่นิยมทำ จะพิมพ์ เขียนด้วยตัวเอง หรือให้ผู้อื่นทำให้ก็ได้ ผู้ทำพินัยกรรมลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คน พร้อมให้พยานลงลายมือชื่อพร้อมกันต่อหน้าผู้ทำพินัยกรรมเท่านั้นจะพิมพ์ลายนิ้วมือไม่ได้

2. พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ

ผู้ทำพินัยกรรมต้องเขียนเองทั้งหมดทั้งฉบับและลงลายมือชื่อ แต่ไม่จำเป็นต้องมีพยาน

3. พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง

เป็นพินัยกรรมที่ให้นายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตเป็นผู้จัดทำให้ โดยผู้ทำพินัยกรรมและพยานอย่างน้อย 2 คนลงลายมือชื่อ หลังจากนั้นนายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตจะเขียนรับรองพินัยกรรมพร้อมประทับตราประจำตำแหน่ง

4. พินัยกรรมแบบเอกสารลับ

ผู้ทำพินัยกรรมเขียนหรือพิมพ์เอง หรือให้ผู้อื่นทำให้ก็ได้ เมื่อลงลายมือชื่อในพินัยกรรมแล้วให้ใส่ซองปิดผนึกพร้อมทั้งลงลายมือชื่อตรงรอยผนึกที่ซอง จากนั้นนำพยาน 2 คนไปให้ถ้อยคำต่อนายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขต เพื่อบันทึกไว้บนซองเอกสารโดยให้ผู้ทำพินัยกรรมและพยานลงลายมือชื่อไว้บนซอง และให้นายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตเก็บรักษาไว้

5. พินัยกรรมแบบวาจา

ใช้ในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น เช่น มีอุบัติเหตุร้ายแรงและใกล้ตาย ให้ผู้ทำพินัยกรรมทำพินัยกรรมด้วยวาจา โดยแสดงเจตนาว่าจะยกทรัพย์สินให้ใครต่อหน้าพยาน 2 คน จากนั้นให้พยานรีบไปแจ้งวันเดือนปีและข้อความที่ผู้ทำพินัยกรรมสั่งไว้ต่อนายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขต ซึ่งนายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตจดข้อความแล้วจะให้พยานลงลายมือชื่อ

หากต้องการเปลี่ยนแปลงข้อความในพินัยกรรม ต้องลงวัน เดือนปีที่มีการเปลี่ยนแปลง ผู้ทำพินัยกรรมลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คนและพยาน 2 คนต้องลงลายมือชื่อด้วย อีกทั้งควรปรับปรุงแก้ไขข้อมูลในพินัยกรรมให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ และควรบอกให้บุคคลใกล้ชิดที่ไว้ใจได้รู้ว่าพินัยกรรมฉบับล่าสุดทำไว้เมื่อไร เก็บไว้ที่ไหน

แต่ถ้าไม่ได้ทำพินัยกรรมหรือพินัยกรรมที่ทำไว้ไร้ผลบังคับ

มรดกจะตกแก่ทายาทโดยธรรมประเภทคู่สมรสและทายาทโดยธรรมประเภทญาติ 6 ลำดับ ได้แก่

(1) ผู้สืบสันดาน (ลูก หลาน เหลน ลื้อ)
(2) บิดามารดา
(3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
(4) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน
(5) ปู่ ย่า ตา ยาย
(6) ลุง ป้า น้า อา

ซึ่งการแบ่งมรดกจะใช้หลักการ “ญาติสนิทตัดสิทธิญาติห่าง” ทายาทลำดับต้นมีสิทธิรับมรดกก่อนทายาทลำดับหลัง แต่มีข้อยกเว้นสำหรับทายาทลำดับที่ 1 และที่ 2 จะไม่ตัดสิทธิกันเอง

บิดามารดาและคู่สมรสมีสิทธิรับมรดกเสมือนเป็นผู้สืบสันดานคนหนึ่ง และทายาทลำดับที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 เท่านั้นที่มีผู้รับมรดกแทนที่ ถ้าเจ้ามรดกไม่ได้ทำพินัยกรรม ไม่มีคู่สมรส ไม่มีทายาททั้ง 6 ลำดับ และไม่มีผู้รับมรดกแทนที่เหลือเลย มรดกของผู้ตายจะตกเป็นของแผ่นดิน

เพราะไม่มีใครรู้ว่าลมหายใจ ณ วินาทีนี้จะเป็นลมหายใจสุดท้ายหรือไม่ การทำพินัยกรรมไม่เพียงสร้างความสบายใจ แต่ยังสร้างความมั่นใจว่าทรัพย์สินเงินทองของเราจะตกอยู่กับคนที่เราอยากให้เท่านั้น และไม่เกิดฉากละครน้ำเน่ากลางครอบครัวที่แสนอบอุ่นอย่างแน่นอน

เขียนโดย: ผุสดี พรเกษมศาสตร์ นักวางแผนการเงิน CFP®

ประวัติศาสตร์เบื้องหลังนาฬิกา Patek Philippe 215 ล้านบาท ที่จักรพรรดิจีนองค์สุดท้าย “ผู่อี๋” ใส่ระหว่างอยู่ในคุกโซเวียต

ในปี 1996 เมื่อแบรนด์นาฬิกาปาเต็ก ฟิลิปป์ (Patek Philippe) เปิดตัวแคมเปญโฆษณาชื่อ “Generations” นอกจากความคาดหวังในการสร้างยอดขายให้เพิ่มขึ้นแล้ว พวกเขาต้องการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับปาเต็ก ฟิลิปป์ ว่ามันไม่ใช่แค่นาฬิกาที่ราคาสูงและมีแต่คนที่มีชื่อเสียงหรือคนรวย ๆ เท่านั้นที่ใส่ได้ แต่มันคือการ ‘สมบัติ’ อย่างหนึ่งที่คู่ควรกับการครอบครองและส่งต่อไปจากรุ่นสู่รุ่น

“คุณไม่เคยได้เป็นเจ้าของ ปาเต็ก ฟิลิปป์ จริง ๆ หรอกนะ คุณเพียงแค่ดูแลมันสำหรับรุ่นต่อไปเท่านั้น” (“You never really own a Patek Philippe. You simply look after it for the next generation”)

นี่เป็นสโลแกนของแคมเปญที่พลิกภาพ ปาเต็ก ฟิลิปป์ จากแค่นาฬิกาหรูแสนแพง สินค้าที่ไม่ได้มีอะไรมากไปว่าแค่สิ่งของนอกกายที่เอาไว้บ่งบอกความร่ำรวยให้กลายเป็นทรัพย์สินที่มีคุณค่าเหนือกาลเวลา ไม่ใช่แค่นาฬิกาแต่เป็นมรดกตกทอด มีประวัติศาสตร์เรื่องราวให้ส่งต่อให้คนรุ่นต่อ ๆ ไปได้เชยชม และยิ่งเป็นรุ่นที่หายากหรือมีเรื่องราวที่น่าสนใจ มันก็จะยิ่งมีมูลค่ามากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย

ล่าสุด Phillips ผู้นำด้านการประมูลงานศิลปะ การออกแบบ นาฬิกา ฯลฯ (ไม่ใช่ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า) นำนาฬิกาที่มีชื่อเล่นว่า ‘ปาเต็ก ฟิลิปป์ของจักรพรรดิ’ (Imperial Patek Philippe) ที่ จักรพรรดิ “ผู่อี๋” จักรพรรดิจีนองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ชิงใส่ระหว่างอยู่ในคุกโซเวียตในช่วงปี 1945 – 1950 พร้อมกับของใช้ส่วนตัว 11 ชิ้นของมาเปิดประมูล ซึ่งนาฬิกาปาเต็ก ฟิลิปป์ถูกเรือนนี้ประมูลไปด้วยเงินราว 6.2 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 215 ล้านบาท ซึ่งกลายเป็นนาฬิกาที่มีราคาประมูลสูงที่สุดในโลกในปี 2023 และสูงที่สุดในประวัติศาสตร์เป็นอันดับ 8 ไปเลยทันที

นอกจากราคาประมูลที่สร้างเสียงฮือฮาแล้ว เรื่องราวเบื้องหลังที่มาที่ไปของ ‘ปาเต็ก ฟิลิปป์ของจักรพรรดิ’ รุ่น Patek Philippe Reference 96 Quantieme Lune เรือนนี้ก็น่าสนใจไม่น้อยเลย

จากรายงานของสำนักข่าว Chicago Sun-Times บอกว่าการค้นพบนาฬิกาเรือนนี้ต้องขอบคุณนักข่าวที่ชื่อว่า รัสเซลล์ เวิร์กกิง (Russell Working) ที่ได้พบกับนักแปลชาวรัสเซียวัย 83 ปีชื่อ จอร์จี เปอร์มียาคอฟ (Georgy Permyakov) ในปี 2001 ซึ่งตอนนั้นเวิร์กกิงกำลังทำข่าวเรื่องอื่นอยู่และเปอร์มียาคอฟก็เล่าว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นล่ามให้กับจักรพรรดิผู่อี๋จักรพรรดิองค์สุดท้ายของจีนด้วย

ในช่วงวัยเด็กจักรพรรดิผู่อี๋ได้รับการเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดี ในปี 1908 ได้รับตำแหน่งเป็นจักรพรรดิเมื่ออายุได้ 2 ขวบกับ 10 เดือนเท่านั้น ถูกรายล้อมไปด้วยบริวารที่พร้อมจะตอบสนองทุกความต้องการแต่ในที่สุดก็ถูกปลดออกจากตำแหน่งและเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง จักรพรรดิผู่อี๋ก็ถูกจับเป็นเชลยโดยกองทัพแดงของโซเวียตและถูกส่งไปยังเรือนจำโซเวียตตั้งแต่ปี 1945 ถึง 1950 ซึ่งเขาก็ได้พบกับเปอร์มียาคอฟซึ่งทำหน้าที่เป็นนักแปลของเขานั่นเอง

เพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์กับจักรพรรดิผู่อี๋กับนักข่าว เปอร์มียาคอฟ ของเขาได้นำสิ่งของบางอย่างของจักรพรรดิผู่อี๋มาให้นักข่าวดู – พัด สมุดบันทึก และ นาฬิกาที่เขียนว่า “Patek Philippe & Co.” บนหน้าปัดด้วย

ตามรายงานของเวิร์กกิงบอกว่าเปอร์มียาคอฟและจักรพรรดิผู่อี๋ได้กลายเป็นเพื่อนที่สนิทกันระหว่างช่วงเวลาในคุกที่โซเวียต แม้ว่าจักรพรรดิผู่อี๋จะได้รับสิทธิพิเศษมากกว่านักโทษคนอื่น ๆ แต่ก็แทบไม่ได้ติดต่อกับโลกภายนอกเลย ยกเว้นแต่กับเปอร์มียาคอฟที่เป็นล่ามเท่านั้น เปอร์มียาคอฟก็แนะนำให้จักรพรรดิผู่อี๋เขียนเกี่ยวกับชีวิตในจีนเพื่อช่วยให้เขาผ่านช่วงเวลานั้นไปได้ (ซึ่งบันทึกนี้ขายด้วยราคาราว ๆ 121,500 เหรียญ หรือประมาณ 4.2 ล้านบาท)

จักรพรรดิผู่อี๋เป็นนักสะสมนาฬิกาคนหนึ่ง แต่ที่โดดเด่นที่สุดคือ Patek Philippe Calatrava 96 Quantieme Lune แพลทินัมของเขาที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ซึ่งระหว่างที่ถูกคุมขังในสหภาพโซเวียตมันก็อยู่ข้าง ๆ กายเขาตลอดด้วย

ถ้าเราดูจากในรูปจะเห็นว่าหน้าปัดครึ่งหนึ่งด้านล่างของนาฬิกาเหมือนมีการถูกขูด ซึ่งเรื่องมีอยู่ว่าช่วงตอนที่เขายังเป็นจักรพรรดิของจีน วันหนึ่งก็เบื่อมากเลยอยากรู้ว่าหน้าปัดของนาฬิกาที่ตัวเรือนเป็นแพลทินัม หน้าปัดจะเป็นโลหะมีค่าด้วยรึเปล่า ดังนั้นเขาจึงสั่งให้คนรับใช้เริ่มขูดเพื่อพิสูจน์ พอเห็นได้ชัดว่าหน้าปัดทำด้วยทองเหลืองเขาก็เลยหยุด จึงทำให้มันหน้าปัดเป็นรอยแบบนี้นั่นเอง

ตามบันทึกของยวี่เหยียน (Yuyan) หลานชายของจักรพรรดิผู่อี๋กล่าวว่าเขาใส่นาฬิกาทุกวันในช่วงที่เขาอยู่ในคุกโซเวียตก่อนจะมอบมันให้ยวี่เหยียนเป็นของขวัญในช่วงสั้นๆ แต่เมื่อเจ้าหน้าที่บอกจักรพรรดิผู่อี๋ในปี 1950 ว่าเขากำลังจะถูกส่งตัวกลับประเทศจีน เขาก็ขอนาฬิกาคืนจากยวี่เหยียนทันที

จากนั้นจักรพรรดิผู่อี๋ก็มอบนาฬิกาให้กับเปอร์มียาคอฟซึ่งเป็นทั้งเพื่อนและนักแปลของเขา และอยู่ในความครอบครองของเปอร์มียาคอฟจนกระทั่งเขาเสียชีวิต ก่อนจะส่งต่อให้กับทายาทคนต่อไป โดยเวิร์กกิงกล่าวว่าเปอร์มียาคอฟน่าจะไม่ทราบว่านาฬิกาเรือนนี้มีคุณค่าขนาดไหน เพราะตอนที่เจอกันครั้งแรกในปี 2001 เปอร์มียาคอฟก็เก็บนาฬิกาเรือนนี้ไว้ในลิ้นชักไม่ใช่ตู้เซฟ และนาฬิกาเรือนนี้ก็ถูกขายออกสู่ตลาดครั้งแรกในปี 2019 ก่อนจะมาอยู่ในมือของ Phillips ในที่สุด

ก่อนการประมูล Phillips ได้ประเมิน Patek 96 Quantieme Lune เรือนนี้ว่ามูลค่า “เกิน 3 ล้านเหรียญ” เพราะนอกเหนือจากประวัติและความเกี่ยวข้องกับจักรพรรดิผู่อี๋แล้ว มันยังเป็นนาฬิกาที่หายากและมีความสำคัญในประวัติศาสตร์ของปาเต็ก ฟิลิปป์ ด้วย เพราะในโลกนี้มีการค้นพบ 1937 Patek Philippe Reference 96 Quantieme Lune ทั้งหมดเพียง 8 เรือน (รวมเรือนนี้) และมีเพียงแค่ 3 เรือนที่ใช้ตัวเรือนแพลทินัมซึ่งอีกสองเรือนอยู่ในพิพิธภัณฑ์ของปาเต็ก ฟิลิปป์ อีกด้วย

การประมูลเริ่มต้นที่ 2.2 ล้านเหรียญ (80 ล้านบาท) ก่อนจะเพิ่มเป็น 3.8 ล้านเหรียญ (132 ล้านบาท) อย่างรวดเร็ว หลังจากหยุดการประมูลชั่วคราวเพราะมีคนเสนอราคามาทางโทรศัพท์ แล้วราคาก็พุ่งขึ้นเรื่อย ๆ จนมาจบกันที่ 6.23 ล้านเหรียญ หรือราว 215 ล้านบาทเลยทีเดียว

นาฬิกาเรือนนี้แม้มันจะใช้บอกเวลาไม่ได้แล้ว แต่มันยังใช้บอกเรื่องราวของเด็กชายอายุ 2 ขวบที่ขึ้นเป็นจักรพรรดิครองประเทศ ภาวะสงครามและชีวิตที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน จนถึงช่วงเวลาอันเดียวดายและมิตรภาพที่สวยงามระหว่างมนุษย์ในช่วงเวลาอันเลวร้ายของการเป็นเชลยสงครามในประเทศที่ไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอน

สุดท้ายแล้วไม่ว่านาฬิกาเรือนนี้จะไปอยู่ที่ไหน ในพิพิธภัณฑ์หรือการครอบครองของใคร เรื่องราวที่จักรพรรดิผูอี๋จะถูกส่งต่อไปสู่รุ่นต่อไปพร้อม ๆ กับมันด้วย

คนที่ประมูลชนะไปแม้จะได้ครอบครองมันในตอนนี้ แต่ก็ไม่เคยได้เป็นเจ้าของจริง ๆ เพียงแค่ดูแลมันสำหรับรุ่นต่อไปเพียงเท่านั้น

อ้างอิง : 

https://www.hodinkee.com/…/imperial-patek-philippe-last…

https://chicago.suntimes.com/…/chinese-last-emperor…

https://www.hodinkee.com/…/untold-story-patek-philippe…

“อยากซื้อของตลอดเวลา” เข้าข่ายภาวะ Shopaholic | 7 วิธีรับมือเสพติดการชอปปิง

Shopaholic คือ โรคที่เสพติดการชอปปิงและมีความต้องการจะซื้อสินค้าตลอดเวลา ซึ่งผู้ที่เป็นโรคชนิดนี้จะรู้สึกดีทุกครั้งที่ตนเองได้ซื้อของหรือใช้จ่ายเงิน และจะไม่สามารถหักห้ามใจตัวเองในการชอปปิงได้

ปัญหาที่ตามมาของการเสพติดการชอปปิงออนไลน์ คือทำให้เกิดพฤติกรรมในการใช้จ่ายค่อยดี และอาจทำให้เกิดหนี้สินในภายหลังได้ ถ้าไม่สามารถห้ามใจตัวเองได้ ซึ่งส่วนมากกลุ่มคนที่มีอาการเสพติดการชอปปิงจะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเป็นส่วนใหญ่ครับ แต่เมื่อเสพติดแล้วส่งผลเสียกับตัวเอง เราก็ต้องหาทางแก้ไขนะครับ มาดูดีกว่า ทำยังไงจะได้เลิกเสพติดสักที!

วิธีที่ 1 ไม่หลงกลกับตัวเลข

ในทางจิตวิทยานั้นกล่าวว่า การตั้งราคาสินค้าที่ลงท้ายด้วยเลข 9 คือ การใช้กลยุทธ์ราคาแบบเลขคี่ที่จะทำให้ผู้บริโภคเกิดความรู้สึกว่าสินค้านั้นราคาถูกกว่าปกติและตัดสินใจซื้อได้ง่าย เคล็ดลับที่จะสามารถพิชิตตัวเลขเหล่านี้ได้ คือ วิธีการปัดเศษส่วน

ยกตัวอย่าง หากคุณต้องการซื้อเสื้อผ้าราคาตัวละ 299 บาท คุณจะต้องทำการปัดเศษส่วนขึ้น เพื่อมองตัวเลขให้เป็นราคา 300 บาท มันจะทำให้คุณเห็นราคาเต็มจำนวนและมีการตัดสินใจอย่างรอบคอบมากขึ้นครับ

วิธีที่ 2 เลือก NEED ไม่ใช่ WANT

การชอปปิงที่ดีควรจะคำนึงถึงความจำเป็น (NEED) ไม่ใช่ความต้องการ (WANT) ซึ่งหลายๆคนส่วนใหญ่มักจะเลือกชอปปิงสินค้าออนไลน์ตามโปรโมชั่นจากส่วนลดต่างๆ โดยไม่ได้คำนึงถึงความจำเป็นในการใช้งาน

คิดว่าสินค้าอันนี้มันลดราคา ฉันอยากได้ ฉันต้องมี เวลาเราตัดสินใจซื้อสินค้า เราต้องพิจารณาถึงความจำเป็นในการใช้งานเป็นอย่างแรกไม่ใช่ดูที่ส่วนลดหรือความต้องการ

วิธีที่ 3 ซื้อเงินสด อย่าใช้บัตรเครดิต

หนึ่งเหตุผลที่ทำให้คุณเสพติดการชอปปิงออนไลน์นั้น มาจากความสะดวกสบายในการทำธุรกรรมทางการเงินครับ ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินที่แค่คลิกเดียวก็สามารถซื้อสินค้าได้ในทันที

หรือการจ่ายเงินด้วยบัตรเครดิตที่แถมส่วนลดดึงดูดผู้ใช้บริการต่างๆ ทำให้เราเกิดการใช้จ่ายโดยไม่รู้ตัว

การแก้ไขพฤติกรรมเหล่านี้สามารถเริ่มต้นได้จากการถือเงินสดแทนบัตรเครดิตครับ แม้ว่าการใช้เงินสดอาจจะมีความสะดวกสบายน้อยกว่าบัตรเครดิตและสร้างความกังวลในการกลัวถูกโจรกรรม

แต่การถือเงินสดในปริมาณที่พอดี โดยมีการประมาณการใช้จ่ายไว้ล่วงหน้าแล้ว จะสามารถช่วยให้คุณมีการใช้จ่ายที่น้อยลงได้ครับ

วิธีที่ 4 ตั้งงบประมาณในการซื้อของแต่ละเดือน

การตั้งงบประมาณในการซื้อสินค้าแต่ละเดือนจะเป็นการจำกัดการใช้จ่ายของคุณ ให้สามารถใช้จ่ายในวงที่จำกัด ซึ่งในเดือนแรกๆ สามารถที่จะตั้งวงเงินตามความเหมาะสมแล้วจึงค่อยๆ ทยอยลดไปทีละเดือนก็ได้ครับ

เช่น เดือนแรกตั้งงบซื้อเสื้อผ้าได้ไม่เกิน 2,000 บาท เดือนถัดมาอาจจะลดลงเป็น 1,500 บาท เพื่อที่จะได้ไม่เป็นการกดดันตัวเองมากเกินไป

วิธีที่ 5 หลีกเลี่ยงแอพชอปปิง

เคยไหมครับ ตั้งใจจะดูสินค้าไปเรื่อยๆ แต่ปรากฏว่า พอรู้ตัวอีกทีก็เผลอโอนเงินซื้อสินค้าไปเสียแล้ว วิธีการที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ คือการหลีกเลี่ยงการเข้าแอพพลิเคชันชอปปิงออนไลน์โดยไม่จำเป็นครับ เพื่อที่คุณจะได้ไม่เกิดความคิดที่อยากจะนำเงินไปใช้จ่ายในสินค้านั้นๆ

วิธีที่ 6 ทบทวนก่อนการซื้อ

หลายๆ คนมักจะคิดว่า สินค้าที่ตนเองซื้อผ่านทางร้านค้าออนไลน์นั้นมีราคาที่ถูกกว่าร้านค้าปกติทั่วไป แต่ความจริงแล้วอาจจะไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป ทางที่ดี ก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า คุณควรเปรียบเทียบราคาทั้งสองรูปแบบก่อน จะได้ใช้จ่ายเงินอย่างคุ้มค่าที่สุด

วิธีที่ 7 อย่าแก้เครียดด้วยการชอปปิง

การชอปปิงไม่ใช่ทางออกสำหรับการคลายเครียดเสมอไปครับ เพราะคุณสามารถที่จะเลือกหนทางอื่นๆในการแก้ปัญหาโดยไม่ต้องเสียเงินได้ เช่น การออกกำลังกาย การทานอาหารที่คุณชอบ การได้ใช้เวลาอยู่กับคนที่คุณรัก การทำสิ่งที่คุณชอบ เหล่านี้ล้วนคลายเครียดได้ทั้งนั้น

ใครมีวิธีอื่นในการแก้อาการเสพติดชอปปิงออนไลน์ ก็แชร์กันมาได้นะ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save