ลองใช้เงินเหมือน “วัยเกษียณ” ทั้งที่ยังอยู่ใน “วัยทำงาน” วิถีการเงินที่หนุ่มสาวควรทำ

“ถ้านึกถึงคนวัยเกษียณ ใช้เงินหรือใช้ชีวิตแบบไหน” คำตอบที่ได้คงหนีไม่พ้นการใช้เงินไม่ฟุ่มเฟือย เน้นลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ หรือใช้ชีวิตระมัดระวัง

คำถามต่อมา คือ ถ้าคนที่ยังไม่เกษียณ แต่ต้องการทดลองวางแผนการเงินหรือใช้ชีวิตเหมือนคนเกษียณจะได้หรือไม่ คำตอบ คือ ทำได้และควรทำ เพราะเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนที่ตัวเองจะเกษียณอย่างเต็มตัว เพื่อทำให้การใช้ชีวิตเป็นไปอย่างราบรื่น

ลดค่าใช้จ่าย

ตามทฤษฎีแล้ว คนเกษียณจะมีค่าใช้จ่ายต่อเดือนประมาณ 70% ของค่าใช้จ่ายต่อเดือนก่อนเกษียณ เช่น ก่อนเกษียณมีค่าใช้จ่าย 20,000 บาทต่อเดือน ค่าใช้จ่ายหลังเกษียณก็จะอยู่ราว ๆ 14,000 บาทต่อเดือน

หมายความว่า ควรทดลองใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน 14,000 บาทต่อเดือน ด้วยการสำรวจว่าในแต่ละเดือนมีค่าใช้จ่ายประเภทไหนที่สามารถปรับลดได้ เช่น ช้อปปิ้ง ค่าสันทนาการ ค่ากินอาหารนอกบ้าน ซึ่งเทคนิคที่น่าสนใจที่ทำให้เกิดการประหยัด คือ ค่อย ๆ ปรับลดค่าใช้จ่าย เพื่อทำให้การใช้ชีวิตไม่ติดขัดหรือตึงตัวจนเกินไป

ลดภาระหนี้สิน

โดยปกติแล้วผู้ที่ถึงวัยใกล้เกษียณหรือเกษียณไปแล้ว จะมีภาระหนี้สินลดลงหรือเคลียร์หนี้ได้ทั้งหมด เช่น ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน หรือส่งลูกเรียนจนจบมหาวิทยาลัยเรียบร้อย ดังนั้น ควรทดลองก่อหนี้ให้น้อยที่สุดหรือเท่าที่จำเป็น จากนั้นก็สำรวจตัวเองว่าสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติหรือไม่หรือว่ามีอะไรขาดหายไป เพราะบางคนอาจใช้ชีวิตด้วยการก่อหนี้ไปเรื่อย ๆ ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ควรทดลองหยุดก่อหนี้บางประเภท เช่น หนี้เพื่อการบริโภค ขณะเดียวกันควรทดลองวางแผนพืชิตหนี้ที่ก่อเอาไว้ ด้วยการตั้งเป้าหมายปลดหนี้ให้หมดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

วางแผนประกันสุขภาพ

เมื่ออายุยังไม่มาก ส่วนใหญ่มักมองว่าการซื้อประกัน โดยเฉพาะประกันสุขภาพ ไม่ใช่เรื่องด่วน เพราะมั่นใจว่าสุขภาพแข็งแรง จึงมองว่าเป็นประกันที่ควรซื้อเมื่อใกล้เกษียณ เช่น 50 ปี ดังนั้น อยากให้คิดว่าตัวเองกำลังถึงวัยใกล้เกษียณ ด้วยการแบ่งเงินไปซื้อประกันสุขภาพ เพื่อปิดความเสี่ยงค่ารักษาพยาบาล เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ขณะเดียวกันจะทำให้เกิดความมั่นคงกับชีวิตในระยะยาวและเป็นการเตรียมพร้อมเมื่อเกษียณด้วยความสบายใจ

จัดพอร์ตลงทุน

เมื่อเกษียณไปแล้ว ก็จะมีเงินก้อนสุดท้ายและส่วนใหญ่ก็จะนำไปลงทุนในสินทรัพน์ต่าง ๆ ตามความเหมาะสมและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ อต่การจัดพอร์ตลงทุนต้องมีความรัดกุม เพราะเป้าหมายหลักอยู่ที่การมีเงินใช้ไปตลอดชีวิต (ไม่ใช่ผลตอบแทนสูง ๆ)

ดังนั้น ควรทดลองจัดพอร์ต ด้วยการแบ่งเงินก้อนหนึ่ง (ให้คิดว่าเป็นเงินก้อนสุดท้ายของชีวิต) ให้เหมือนคนวัยเกษียณ คือ กระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ เน้นความมั่นคง เพื่อรักษาเงินต้น เช่น เงินฝากประจำ กองทุนรวมตลาดเงิน อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะให้ความสำคัญกับผลตอบแทนเป็นเรื่องรองลงมา แต่พอร์ตลงทุนควรเป็นบวก (ไม่ขาดทุน) ดังนั้น เพื่อลดผลขาดทุนจึงควรลงทุนในระยะยาว และสามารถลงทุนในรูปแบบ DCA หรือทยอยลงทุนสม่ำเสมอ

ลดการท่องเที่ยว

การเดินทางท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศ ถือเป็นเรื่องหลัก ๆ ของคนวัยทำงาน หลายคนวางแผนท่องเที่ยวในประเทศเดือนละ 1 ครั้ง ไปต่างประเทศปีละ 1 ครั้ง แน่นอนว่าต้องใช้เงินมากพอสมควร

อย่างไรก็ตาม สำหรับคนวัยเกษียณ หมายถึง ไม่มีรายได้ประจำ ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวแต่ละครั้งก็ต้องดูกำลังเงินด้วยว่าเป็นอย่างไร ดังนั้น คนวัยทำงานควรทดลองด้วยการลดการท่องเที่ยว เช่น ท่องเที่ยวในประเทศไตรมาสละ 1 ครั้ง ส่วนต่างประเทศก็ไปปีเว้นปี ซึ่งการทดลองแบบนี้เพื่อลดความอึดอัดในวันที่ต้องเกษียณจริง ๆ

ออกกำลังกาย

เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น สุขภาพร่างกายก็เสื่อมไปตามวัย โรคภัยไข้เจ็บก็ถามหาบ่อยขึ้น ดังนั้น นอกจากการวางแผนการเงินและประกัน ควรหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ที่สำคัญเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันโรคร้ายแรง เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคกระดูกพรุน โรคอัมพาต โรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งจะทำให้วัยเกษียณมีสุขภาพแข็งแรง สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลได้

ดังนั้น ควรเตรียมพร้อมทุกด้านแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้ชีวิตบั้นปลายมีความสุขกาย สุขใจ และสบายเงินในกระเป๋า

“สูตรหยุดทำงานแบบเร่งด่วน”อยากเกษียณ 10 ปีข้างหน้าต้องวางแผนยังไง?

ถ้าพูดถึงการเตรียมตัวเพื่อเกษียณ หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องไม่ต้องรีบ โดยเฉพาะวัยที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน เพราะมองว่าอีกหลายปีกว่าจะถึงอายุ 60 ปี แต่ในโลกความเป็นจริงแล้วการเกษียณ ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น

คนที่พร้อมจะเกษียณล้วนเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี และยิ่งเหลืออีกไม่กี่ปีข้างหน้าก็ต้องเกษียณ ยิ่งต้องวางแผนให้รัดกุม มาดูกันว่าถ้ามีแผนเกษียณอีก 10 ปีข้างหน้า ต้องเตรียมตัวอย่างไรเพื่อช่วยให้มีสถานะทางการเงินแข็งแรงและเป็นตามเป้าหมายที่วางเอาไว้

1. ออมเพิ่มตามอายุที่เพิ่มขึ้น

ถ้าต้องการสำรวจดูว่าแผนการออมเงินของตัวเองเป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้หรือไม่ วิธีง่ายที่สุดก็ให้ดูอายุตัวเองแล้วเปรียบเทียบจำนวนเงินออมกับเงินเดือนปัจจุบัน โดยสัดส่วนการออมจะสูงขึ้นตามเงินเดือน ดังนั้น ถ้าเชื่อว่าเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น รายได้จะเพิ่มขึ้นตาม แสดงว่ายิ่งอายุมากขึ้นก็ต้องแบ่งเงินไปออมสูงตามไปด้วย

ตัวอย่าง

อายุต่ำกว่า 40 ปี ออมเงินเดือนละ 20% ของเงินเดือน
อายุ 41 – 45 ปี ออมเงินเดือนละ 30% ของเงินเดือน
อายุ 46 – 50 ปี ออมเงินเดือนละ 40% ของเงินเดือน
อายุ 51 – 59 ปี ออมเงินเดือนละ 50% ของเงินเดือน

หรืออาจใช้สูตรคำนวณพื้นฐานอื่น ๆ เพื่อประเมินเงินออมที่ควรมีและนำไปวางแผนการเงินให้เหมาะกับตัวเอง

เช่น ใช้สูตร 2 x (อายุปัจจุบัน – อายุเริ่มงาน) x (เงินเดือนปัจจุบัน + เงินเดือนที่เริ่มงาน) ผลลัพธ์ที่ได้ คือ “จำนวนเงินออมที่ควรมีในปัจจุบัน”

ตัวอย่าง

เริ่มทำงานมาอายุ 23 ปี เงินเดือนเริ่มต้น 15,000 บาท ปัจจุบันอายุ 30 ปี มีเงินเดือน 30,000 บาท
ปัจจุบันเราควรมีเงินออม = 2 x (30 – 23) x (30,000 + 15,000) = 630,000 บาท

การติดตามแผนการเงินอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เห็นถึงจำนวนเงินเป้าหมายที่เตรียมเอาไว้ใช้หลังเกษียณยังเป็นไปตามแผนหรือไม่ ถ้าเริ่มไม่เป็นไปตามแผนก็ต้องปรับ เช่น ปัจจุบันอายุ 49 ปี แต่ออมเงินได้เดือนละ 30% ของเงินเดือน ก็ต้องเพิ่มเงินออมให้ได้ 40% ของเงินเดือน เป็นต้น หรือเมื่อคิดคำนวณดูแล้ว พบว่า ไม่สามารถเพิ่มเงินออมได้ ก็ต้องปรับเป้าหมายอื่น ๆ เช่น เลื่อนแผนการเกษียณออกไป ลดค่าใช้จ่าย หารายได้เพิ่ม เป็นต้น

2. เลือกสินทรัพย์ลงทุนให้เหมาะสม

นอกจากการวางแผนการออมเงินให้เป็นไปตามแผนแล้ว สิ่งสำคัญ คือ การติดตามพอร์ตลงทุนให้เหมาะสม ตรวจสอบให้แน่ใจว่ากลยุทธ์ลงทุนเป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้หรือไม่

โดยให้พิจารณาจาก 2 ประเด็นนี้

(1) การจัดสรรสินทรัพย์

เป็นการวางแผนกระจายเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ลงทุนหลายประเภทที่แตกต่างกันไปเพื่อบรรลุเป้าหมายการลงทุน โดยพิจารณาจากอัตราผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ จากสินทรัพย์ลงทุนแต่ละประเภทเพื่อกำหนดสัดส่วนการลงทุนให้สอดคล้องกับความสามารถในการรับความเสี่ยงของผู้ลงทุนและระยะเวลาที่ต้องการลงทุน เช่น ผู้ที่มีอายุน้อย ควรมีสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูงมาก เช่น หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ และเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นก็ค่อยๆ เพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์ลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำให้มากขึ้น เช่น ตราสารหนี้ เป็นต้น

การจัดสรรสินทรัพย์แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ การกำหนดสัดส่วนการลงทุนในระดับยุทธศาสตร์ เพื่อบรรลุเป้าหมายการลงทุนระยะยาว และการปรับสัดส่วนการลงทุนไปตามสภาวะตลาดในแต่ละช่วงเวลา เพื่อรักษาระดับความเสี่ยงและผลตอบแทนให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดและสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ

(2) การกระจายความเสี่ยง

นอกเหนือจากการแสวงหาผลตอบแทนที่สูงแล้ว ควรคำนึงสินทรัพย์ลงทุนแต่ละประเภทว่ามีระดับความเสี่ยงหรือโอกาสในการขาดทุนที่สามารถยอมรับได้หรือไม่ เพราะผลตอบแทนที่สูงมักมาพร้อมความเสี่ยงหรือโอกาสในการขาดทุนที่สูงด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้น ควรกระจายความเสี่ยงในการลงทุนหรือแบ่งเงินลงทุนในสินทรัพย์มากกว่า 1 ประเภท ที่มีลักษณะของความเสี่ยงและผลตอบแทนแตกต่างกัน จะช่วยลดความเสี่ยงหรือโอกาสขาดทุนได้ เพราะหากขาดทุนในสินทรัพย์หนึ่ง ก็ยังมีเงินเหลือในสินทรัพย์ลงทุนอื่นๆ

ตัวอย่าง การกระจายความเสี่ยงในการลงทุน

– เพื่อรักษาสภาพคล่อง เน้นความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนต่ำ (เช่น บัญชีเงินฝาก กองทุนรวมตลาดเงิน)

– เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนสม่ำเสมอ (เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ กองทุนรวมตราสารหนี้ ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง ผลตอบแทนต่ำถึงปานกลาง)

– เพื่อสร้างโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้น (เช่น หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ กองทุนรวมหุ้นทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งมีความเสี่ยงปานกลางถึงสูง ผลตอบแทนปานกลางถึงสูง)

3. เลือกทำเลที่อยู่อาศัย

หากวางแผนอีก 10 ปีจะเกษียณ สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ควรคำนึง คือ ที่อยู่อาศัย โดยเบื้องต้นก็ต้องถามตัวเองว่าต้องการใช้ชีวิตหลังเกษียณที่ไหน เช่น กรุงเทพฯ หัวเมืองใหญ่ หัวเมืองรอง หรือบ้านเกิดตัวเอง ขณะที่บางคนมีความตั้งใจเกษียณในทำเลที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ อยู่ใกล้สถานพยาบาล ใกล้ระบบขนส่งมวลชนเพื่อความสะดวกในการเดินทาง ขณะที่บางคนอาจตัดสินใจลักษณะที่อยู่อาศัย เช่น บ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม ซึ่งแต่ละทำเลและการวางแผนต่าง ๆ จะมีค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกัน ซึ่งจะมีผลต่อการวางแผนการเงิน ดังนั้น หากเริ่มต้นวางแผนเป็นขั้นตอนจะช่วยให้การวางแผนที่อยู่อาศัยเป็นไปอย่างราบรื่น

4. อย่าลืมสร้างหลักประกันให้ชีวิต

ในช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ก็ยังต้องการความมั่นคงหรือหลักประกันให้กับตัวเอง จึงต้องเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้าโดยการแบ่งเงินส่วนหนึ่งไว้เป็นเงินออม และลดการใช้จ่ายเงินที่มีความเสี่ยงสูงเมื่อใกล้เกษียณ โดยทางเลือกที่น่าสนใจเพื่อทำให้วัยเกษียณสามารถพึ่งพิงได้ คือ การทำประกัน ด้วยการเลือกซื้อประกันที่มีความเสี่ยงต่ำและสามารถสร้างผลตอบแทนสม่ำเสมอเพื่อใช้ในช่วงเกษียณอายุ ได้แก่ ประกันชีวิตแบบบำนาญ ประกันสุขภาพ ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ ประกันชีวิตแบบผู้สูงอายุ

2 เหตุผลที่คนส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จด้านการเงิน

ในหนังสือ “The Psychology of Money” (แปลไทยโดยสำนักพิมพ์ Live Rich ชื่อ “จิตวิทยาว่าด้วยเงิน”) เขียนโดย มอร์แกน เฮาเซิล (Morgan Housel) ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินอธิบายเอาไว้ว่ามีสองเหตุผลที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จทางด้านการเงิน

1. “โชคชะตา” หรือ “เรื่องบังเอิญ” นั้นมีความสำคัญกับเรื่องการเงินในชีวิตของเรามากกว่าที่เราคิด

เฮาเซิลอธิบายว่าเหตุผลที่เราไม่ประสบความสำเร็จทางด้านการเงินเพราะประเมินค่าความสำคัญของ ‘โชคชะตา’ (เรื่องบังเอิญ, โอกาส หรือ Chance) ในชีวิตของเราต่ำเกินไป

เขายกตัวอย่าง บิล เกตส์ (Bill Gates) ซึ่งในสายตาของคนส่วนใหญ่เกตส์เป็นบุคคลที่มีความสามารถและถือเป็นหนึ่งในผู้สร้างนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของคนทั้งโลก แต่แน่นอนว่าความฉลาดของเกตส์จะไม่มีประโยชน์เลยถ้าเขาไม่ใช่กลุ่มคนแรก ๆ ที่เข้าถึงคอมพิวเตอร์ในช่วงปี 1968 (ในหนังสือ Fooled By Randomness ของ Nassim Nicholas Taleb ก็เสริมตรงนี้ด้วยว่าคนที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่ยังเด็ก จะมีโอกาสในการประสบความสำเร็จครั้งต่อ ๆ ไปด้วย)

เกตส์เป็นเด็กหนึ่งในล้านที่เข้าถึงคอมพิวเตอร์ได้ในยุคนั้น เป็นทั้งโชคชะตาและโอกาส เป็นเหมือนข้อได้เปรียบที่เขาได้รับมากกว่าเด็กคนอื่น (แน่นอนโอกาสก็ต้องมาคู่กับความพร้อมที่จะเรียนรู้และลงมือให้สำเร็จด้วยซึ่งนั่นคือสิ่งที่เกตส์มี)

การที่เรามองข้ามความสำคัญของโอกาสหรือโชคชะตานี้เป็นเรื่องใหญ่ เฮาเซิลบอกว่าคนส่วนใหญ่พยายามจะ ‘เดินตามรอย’ ความสำเร็จของคนที่สำเร็จไปแล้ว แต่ด้วยความที่โอกาสและบริบทของชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกันส่วนใหญ่แล้วจึงล้มเหลวและไปไม่ถึงฝั่งฝัน

เฮาเซิลจึงแนะนำว่าควรมองไปที่แพทเทิร์นของพฤติกรรมมากกว่า อย่างเช่นคนกลุ่ม A ทำแบบนี้แล้วประสบความสำเร็จทางด้านการเงิน และนาย B ทำแบบนี้แล้วประสบความสำเร็จด้านการเงิน เราควรมองไปที่แพทเทิร์นและคนในกลุ่ม A ทำมากกว่าการไปโฟกัสที่นาย B คนเดียว แต่ไม่ว่ายังไงโอกาสและโชคชะตาก็ยังมีบทบาทมากอยู่ดี

2. เราสับสนระหว่างคำว่า ‘มั่งคั่ง’ (Wealthy) กับคำว่า ‘ร่ำรวย’ (Rich)

เฮาเซิลอธิบายว่าอีกเหตุผลที่คนส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จทางด้านการเงินก็เพราะสับสนระหว่างคำว่า ‘มั่งคั่ง’ กับ ‘ร่ำรวย’

‘มั่งคั่ง’ = คนที่มีเงินเก็บในธนาคารเยอะ
‘ร่ำรวย’ = คนที่รายได้เยอะในเวลานี้

เราสามารถบอกได้ว่าใครร่ำรวยเพราะเห็นวิถีการใช้ชีวิตของเขา รถหรู ของแบรนด์ บ้านใหญ่ ฯลฯ​ โดยไม่รู้หรอกว่าเงินที่เอามาซื้อไปกู้ยืมมารึเปล่า แต่เราบอกไม่ได้เลยว่าใครบ้างที่มั่งคั่ง เพราะคนกลุ่มนี้จะไม่ได้แสดงออกว่าตัวเองมีฐานะและเราไม่สามารถเห็นยอดเงินในบัญชีของคนที่มั่งคั่งได้

การเข้าใจความแตกต่างตรงนี้จะช่วยทำให้เราตัดสินใจกับเงินของเราได้มากขึ้น คนที่มั่งคั่งนั้นมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จทางด้านการเงินในระยะยาว มีอิสรภาพทางการเงินเหมือนที่เราทุกคนใฝ่ฝันเพราะเขารู้จักเก็บออมและรู้ว่าความมั่งคั่งไม่ใช่ความร่ำรวยและไม่จำเป็นต้องแสดงให้คนอื่นเห็น ส่วนถ้าเราไปทำตามคนที่ร่ำรวย สุดท้ายเงินในบัญชีของเราอาจไม่เหลือเลยก็ได้

ทำไม? คนโสด “หญิง” มักรวยกว่า “ชาย”วิจัยชี้ สาวโสด ชอบบ้าพลังทำงานหนักต่างกับ ชายโสด กินเที่ยวตามสบาย

มีเพื่อนหลายคน “ครองตัวเป็นโสด” ด้วยเหตุผลง่ายว่าๆ “เป็นโสดรวยง่ายกว่า!!”

พวกเขาบอกตรงกันว่า ถ้ามีแฟนแค่ออกไปกินข้าว ดูหนัง ฟังเพลง ท่องเที่ยว เงินที่จ่ายก็ต้องคูณสอง ลองคิดตามดูนะ เฉพาะค่าข้าวของ 2 คน ก็หลักร้อยเข้าไปแล้ว ถ้าไปกินตามห้าง ก็ปาไปหลักพัน ยังไม่นับรวมวันสำคัญ หรือ เทศกาลต่างๆ ทั้ง วันวาเลนไทน์ วันเกิด พูดง่ายๆ มีแต่เรื่องต้องใช้เงิน

ถ้าเอาค่าใช้จ่ายที่ไร้สาระพวกนี้ แปลงไปเป็นเงินเก็บ หรือ นำไปใช้ลงทุน ก็อาจได้ผลตอบแทนเป็นกอบเป็นกำกลับคืนมาด้วย

การเลือกเงิน มากกว่า ความรัก นักจิตวิทยา มองว่า ไม่ใช่เรื่องแปลก ขึ้นอยู่กับว่าเป้าหมายของชีวิตของเขาคืออะไร คนที่เลือกเงิน อาจมีเป้าหมายอยากมีเงินเก็บมีเงินใช้แบบสบายๆ ไม่ต้องกระเบียดกระเสียนให้วุ่นวาย แถมการครองตัวเป็นโสด อาจจะสานฝันการเป็นคนรวยได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังกับคนที่อยู่ข้างๆ ก็ได้

เคยได้ยินหลายคนบอก ถ้ามีเงิน ก็มีความรักได้เอง แค่นำเงินที่มีไปปรนเปรอ เอาอกเอาใจคนที่ถูกใจ กระทั่งเขาใจอ่อนยอมคบหาด้วย ก็มีความเป็นไปได้

คราวนี้เริ่มอยากรู้แล้วล่ะว่า สาวโสด กับ หนุ่มโสด ใครรวยกว่ากัน??

มีงานวิจัยจาก Pew Research Center ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เชี่ยวชาญเรื่องการทำวิจัยเกี่ยวทัศนคติและเทรนด์ระดับนานาชาติ ระบุว่า ในสหรัฐอเมริกา บรรดาสาวโสดที่ไม่ได้เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว มักจะมีฐานะทางการเงินที่ดีกว่าบรรดาหนุ่มโสด

และในทางกลับกัน ผู้หญิงที่แต่งงานมีลูกแล้ว พวกเธอจะมีฐานะทางการเงินที่แย่ลงหลายเท่าตัว เพราะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับครอบครัวและลูกๆ

ข้อมูลดังกล่าว สอดคล้องกับ ผลการศึกษาจาก Federal Reserve Bank of St. Louis ของธนาคากลางแห่งชาติสหรัฐ ที่ชี้ว่า สาวโสดที่ไม่มีลูก มีรายได้เฉลี่ยราว 65,000 ดอลลาร์สหรัฐ/ปี หรือ 2.2 ล้านบาท/ปี ซึ่งสูงกว่า รายได้ของผู้ที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว เกือบ 10 เท่าเลยทีเดียว เพราะคนกลุ่มหลังนี้ มีรายได้เฉลี่ยเพียง 7,000 ดอลลาร์สหรัฐ/ปี หรือราว 240,000 บาท/ปี เท่านั้น

ส่วนหนุ่มโสด มีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 57,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 1.98 ล้านบาท แถมรายได้ของคนกลุ่มนี้ ยังน้อยกว่า พวกที่เป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยว ซึ่งมีรายได้เฉลี่ย 59,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2 ล้านบาท/ต่อปี

แล้วเหตุผลคืออะไร ทำไมถึงเป็นแบบนั้นล่ะ??

มีข้อมูลจาก LearnVest บริษัทวางแผนทางการเงินชื่อดังของสหรัฐฯ ระบุว่า หนุ่มโสด มักทำงานนอกบ้านน้อยกว่าชายที่แต่งงานแล้วถึง 400 ชั่วโมง เหตุผลเป็นเพราะพวกเขาไม่มีภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับครอบครัว และการเลี้ยงลูก จึงไม่ซีเรียสกับการสร้างตัว หาเลี้ยงชีพ เวลาว่างของพวกเขาจึงหมดไปกับการทำกิจกรรมที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็นท่องเที่ยว ทำงานอดิเรก หรือ สังสรรค์ แฮงเอาท์ได้ตามใจชอบ

แต่ถ้าเป็นสาวโสด ผลสำรวจ บอกว่า พวกเธอมักจะบ้าพลัง จึงโหมทำงานมากกว่าผู้หญิงที่มีครอบครัวแล้ว เพื่อหาเงิน สร้างเนื้อสร้างตัว รองรับอนาคตที่อาจต้องอยู่เพียงลำพัง โดยเฉพาะสาวโสดวัยกลางคน มักทำงานมากกว่าคนวัยเดียวกันที่แต่งงานแล้วถึง 130 ชั่วโมงเลยทีเดียว

ไม่ได้บอกว่า เงิน กับ ความรัก ไปด้วยกันไม่ได้ เพราะมีหลายคนที่สามารถจัดการความรักให้เติบโตไปกับการสร้างความมั่นคงทางการเงินได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าคุณเลือกที่จะครองตัวเป็นคนโสดแล้วล่ะก็ อย่ามองข้าม การวางแผนทางการเงิน เพื่อให้เป้าหมาย โสดเกษียณ และมีบั่นปลายชีวิตที่อยู่ดีมีสุข มีกินมีใช้ เป็นจริงได้ในที่สุด

บทสรุปแนวโน้มเศรษฐกิจ และโอกาสการลงทุน จากเวทีเสวนาเกียรตินาคินภัทร 2H2023 Investment Outlook and Opportunities

อัปเดตมุมมองภาพรวมเศรษฐกิจ

โดย คุณพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ รองหัวหน้าสายงานวิจัย ฝ่าย KKP Research และ ดร.ณชา อนันต์โชติกุล ผู้อำนวยการอาวุโส KKP Research

Recession ถูกเลื่อน และอาจไม่รุนแรง

เศรษฐกิจโดยรวมของโลกยังมีแนวโน้มชะลอตัวลง ปัจจุบันเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า Revenge of the consumer หรือการแก้แค้นของผู้บริโภคจากการเปิดประเทศหลัง COVID-19 โดยพบว่าตัวเลขในเศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ และยุโรป ยังมีความแข็งแกร่งกว่าที่คาด

ช่วงปลายปีที่ผ่านมา หลายคนคาดการณ์ไว้ว่าภาวะเศรษฐกิจถอย (Recession) จะเกิดขึ้นในช่วงกลางปี 2023 นี้ แต่จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ KKP ประเมินว่า Recession จะถูกเลื่อนออกไปเป็นช่วงต้นปี 2024 และน่าจะส่งผลกระทบไม่รุนแรง เนื่องจากภาคบริการยังคงแข็งแกร่ง ตลาดแรงงานยังดีอยู่ รวมทั้งเงินเฟ้อยังค่อนข้างสูง

ทั้งนี้ ยังมีโอกาสค่อนข้างน้อยที่วิกฤติรุนแรงเหมือนปี 2008 แต่ยังมีโอกาสเห็น “อุบัติเหตุทางการเงิน” ได้ เช่น การเกิด Bank Run (แห่ถอนเงินออกจากธนาคาร) ในสหรัฐฯ

Local Divergence – วัฏจักรที่แตกต่างกันของภาคเศรษฐกิจสหรัฐฯ

สถานการณ์ของการเปิดเมืองจาก COVID-19 ทำให้เกิดการเร่งตัวของการภาคบริโภค แต่หากดูตัวเลขของวงจรของการผลิต อาจเรียกได้ว่าเกิด Recession ไปแล้ว เนื่องจากมีการหดตัวติดกันหลายเดือน รวมทั้งวงจรของภาคบริการก็มีการขายตัวต่อเนื่อง และภาคอสังหาริมทรัพย์ก็เริ่มฟื้นตัว

ในส่วนของตลาดแรงงานของสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง อัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 3.6-3.7 ต่ำที่สุดในรอบหลายปี ทำให้คนยังมีกำลังที่จะออกมาจับจ่ายใช้สอยได้ และสินทรัพย์จากการออมภาคครัวเรือนก็ยังดีอยู่ ส่งผลให้เศรษฐกิจยังคงวิ่งไปได้

Global Divergence – นโยบายการเงินที่สวนทางกันของ DM และ EM

จากสถานการณ์เงินเฟ้อของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (Developed Markets: DM) ที่ยังคงค้างอยู่ในระดับสูง สวนทางกับกลุ่มประเทศตลาดเเกิดใหม่ (Emerging Markets: EM) ที่เริ่มเปลี่ยนทิศกลับเข้าสู่ระดับปกติ ส่งผลให้ประเทศในกลุ่ม DM ยังคงต้องขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย แต่กลุ่มประเทศ EM เริ่มทยอยลดดอกเบี้ยนโยบายแล้ว

ในส่วนของเงินเฟ้อสหรัฐฯ ลดลงช้ากว่าที่คาด อัตราดอกเบี้ยนโยบายใกล้จุดสูงสุดแล้ว แต่จะยังค้างอยู่ในระดับสูงจนถึงกลางปี 2024 ซึ่งประเมินว่าธนาคารกลางของสหรัฐฯ (Federal Reserve: Fed) จะขึ้นดอกเบี้ยฯ อีกสัก 2 ครั้งเพื่อจัดการกับเงินเฟ้อที่เกิดขึ้น

ภาวะการเงินจะตึงตัวขึ้นในระยะข้างหน้า

ที่ผ่านมาภาวะการเงินยังไม่ตึงตัวมากนัก เนื่องจากการส่งผ่านนโยบายที่ล่าช้า และจากเหตุการณ์ธนาคารล้ม และส่วนของนโยบายดึงสภาพคล่องออกจากระบบ หรือ Quantitative Tightening (QT) นั้นยังคงอยู่ มองว่าในระยะข้างข้างหน้าภาวะการเงินโลกจะตึงตัวขึ้น และส่งผลกระทบถึงประเทศไทยด้วย

ภาพรวมเศรษฐกิจไทย

การเติบโตของเศรษฐกิจไทยถือว่ายังต่ำกว่าแนวโน้มเดิมค่อนข้างมาก ภาคการท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ภาคการส่งออกและภาคการผลิตหดตัวต่อเนื่อง มีภาวะการเงินที่ตึงตัวขึ้นจากสินเชื่อธนาคารมีการชะลอต่อเนื่องและการผิดนัดชำระหนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป ซึ่งจะกลายเป็นตัวฉุดรั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

ในส่วนของเงินเฟ้อมีการชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว อัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยใกล้ถึงจุดสูงสุดแล้ว ประเมินว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) น่าจะขึ้นดอกเบี้ยฯ อีกหนึ่งครั้ง และหยุดที่ 2.25% ทั้งนี้ สถานการณ์ของค่าเงินบาทยังคงมีความผันผวนสูงจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ

เศรษฐกิจ กับ นัยต่อการลงทุน

1.เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัว แต่แข็งแกร่งกว่าที่คาดไว้
????นัยต่อการลงทุน: การลงทุนในหุ้นมีความเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก แต่ยังให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดในระยะยาว

2.เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติอย่างช้าๆ อัตราดอกเบี้ยใกล้จุดสูงสุด และจะค้างอยู่ต่อเนื่อง
????นัยต่อการลงทุน: ตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนสูงในช่วงที่มีความเสี่ยงชะลอตัว โดยเฉพาะสกุลดอลลาร์สหรัฐ

3. ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากปัญหาสภาพคล่องและปัญหาในภาคการเงิน แต่โอกาสเกิดวิกฤติการเงินต่ำ
????นัยต่อการลงทุน: เน้นกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ต่างประเทศเพื่อเพิ่มผลตอบแทนและกระจายความเสี่ยง

4.เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจากภาคการท่องเที่ยวเป็นหลัก มีโอกาสชะลอตัว และยังขาดแรงขับเคลื่อนอื่น
????นัยต่อการลงทุน: สินทรัพย์ในรูปสกุลเงินเงินดอลลาร์ยังมีความน่าสนใจจากปัจจัยพื้นฐานระยะยาวที่ดีของเศรษฐกิจสหรัฐฯ

บนความไม่แน่นอนหุ้นไทยยังไหวไหม?

โดย คุณธีระพงษ์ วชิรพงศ์ กรรมการผู้จัดการ ประธานสายงานวิจัย บล.เกียรตินาคินภัทร และ คุณพรทิพย์ ทันตสุวรรณ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน บล.เกียรตินาคินภัทร

ในภาพรวมของตลาดหุ้นไทยในครึ่งปีแรก ถือว่าทำผลงานได้ไม่ดี สู้ตลาดโลกไม่ได้ ซึ่งในครึ่งแรกของปี 2023 มีเพียงหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ กับกลุ่มธนาคารที่ให้ผลตอบแทนรวมเงินปันผลเป็นบวก นอกนั้นในกลุ่มอื่นๆ ติดลบทั้งหมด

3 เรื่องที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนไม่ดี

1.ผลการเลือกตั้งผิดความคาดหมาย – เนื่องจากพรรคก้าวไกล ได้คะแนนเสียงจากการเลือกตั้งมากที่สุด ผิดจากที่ตลาดคาด ซึ่งนโยบายหาเสียงของพรรคทำให้เกิดความกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียน อย่างเช่น เรื่องของการขึ้นภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นต้น

2.การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยกระจุกตัว – เศรษฐกิจไทยมีการฟื้นตัวที่กระจุกอยู่แต่ในภาคของการท่องเที่ยว ในขณะที่ภาคการส่งออกและภาคการผลิตหดตัว

3.ส่วนต่างดอกเบี้ยนโยบาย – อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยมีส่วนต่างที่ค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ส่งผลให้เงินมีการไหลออกไปในทีที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

มองว่าหุ้นไทยไม่ดี เพราะมีปัญหา

ย้อนกลับไปในอตีดตอนที่เศรษฐกิจยังดีอยู่ แค่ดอกเบี้ยเงินฝากก็ให้ผลตอบแทนราวๆ 5-8% ต่อปีแล้ว ซึ่งสูงมาก ในขณะที่ดอกเบี้ยของสหรัฐฯ อยู่แค่เพียง 2 % จะเห็นได้ว่าดอกเบี้ยของไทยสูงกว่าดอกเบี้ยของต่างประเทศมาโดยตลอด รวมทั้งผลตอบแทนและเศรษฐกิจไทยก็โตกว่าต่างประเทศมาโดยตลอดเช่นกัน แต่ 10 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดขึ้นคือมันกลายเป็นตรงกันข้าม อัตราดอกเบี้ยต่างประเทศสูงกว่าไทยมาก ซึ่งเราต้องยอมรับว่าตอนนี้เศรษฐกิจไทยสู้ต่างประเทศไม่ได้

รัฐบาลใหม่จะช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวเศรษฐกิจไหม?

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าเศรษฐกิจจะโตได้มาจาก 3 เรื่อง ดังนี้

????1.ประชากร – ประชากรเพิ่ม การบริโภคภาคเอกชนโต ส่งผลให้เศรษฐกิจโต แต่ปัจจุบันประชากรไทยมีแนวโน้มลดลง

????2.การลงทุน – การลงทุนเพิ่ม เศรษฐกิจโต ตอนนี้การลงทุนเราไม่มีเลย ความท้าทายคือ ปัจจุบันนักลงทุนไม่ได้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแล้ว แต่จะเน้นด้านเทคโนโลยีเป็นหลัก คำถามคือเราทำได้หรือไม่

????3.ศักยภาพในการผลิต – ศักยภาพในการผลิตเพิ่ม ผลผลิตเพิ่ม เศรษฐกิจโต ปัจจุบันศักยภาพในการผลิตทางการเกษตรของไทยแย่กว่าเวียดนามเสียอีก

คำถามคือ รัฐบาลใหม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้หรือไม่ ถ้าแก้ได้เศรษฐกิจก็โต จริงอยู่ที่ว่าการใช้นโยบายการแจกเงิน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ แต่ก็เป็นเพียงระยะสั้นเท่านั้น ต้องคิดต่อว่าเมื่อเลิกแจกแล้วจะไปอย่างไรกันต่อ

กลยุทธ์การลงทุนเอาชนะความผันผวน

โดย คุณทวีศักดิ์ เผ่าพัลลภ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน สายงานที่ปรึกษาและบริหารการลงทุนลูกค้าบุคคล บล.เกียรตินาคินภัทร และ คุณพงศธร ลีลาประชากุล นักวิเคราะห์การลงทุนตราสารทุนต่างประเทศ บล.เกียรตินาคินภัทร

เศรษฐกิจสหรัฐฯ ทนทาน = เงินเฟ้อลงช้า + ดอกเบี้ยสูง + เติบโต

ประเมินความน่าจะเป็นของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ใน 12 เดือนข้างหน้า

โอกาสเกิด “เศรษฐกิจถดถอย” = 35%
โอกาสเกิด “เติบโตต่ำกว่าเทรนด์” = 55%
โอกาสเกิด “เงินเฟ้อ/ดอกเบี้ยลงเร็ว” = 5%
โอกาสเกิด “เศรษฐกิจไม่ชะลอ เงินเฟ้อไม่ลง” = 10%

คำแนะนำปรับพอร์ตระยะสั้นในกรอบ 6-12 เดือน

????ตราสาร

Moderate Underweight = หุ้นทั่วโลกและตราสารหนี้ High Yield
Moderate Overweight = ตราสารหนี้คุณภาพสูงและทองคำ

????ประเทศ

Moderate Underweight = หุ้นสหรัฐฯ
Moderate Overweight = หุ้นยุโรป

ปรับเพิ่ม REIT ทั่วโลกเป็น Moderate Overweight แะนำทยอยซื้อ

ผลตอบแทนคาดหวังที่เพิ่มขึ้น = ช่วยลดความเสี่ยง + เพิ่มผลตอบแทน

แนะนำสัดส่วนการลงทุน ระยะยาว (3-5 ปี)
????หุ้น = 50% (หุ้นต่างประเทศ 43% + หุ้นไทย 7%)
????ตราสารหนี้ = 30%
????สินทรัพย์ทางเลือก = 20%

มุมมองต่อตลาดการลงทุนต่างประเทศ

????หุ้นสหรัฐฯ = Underweight

ผลตอบแทนต่อความเสี่ยงดูไม่ดีเนื่องจาก Valuation ที่แพง ตลาดถูกผลักดันจากหุ้นขนาดใหญ่ไม่กี่บริษัท คาดการณ์กำไรที่ดูดีอาจไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง ปัจจัยที่ต้องติดตามคือ สถานะเครดิตตึงตัว การบริโภค เงินเฟ้อ และนโยบาย Fed

????หุ้นยุโรป = Overweight

การคาดการณ์กำไรถูกปรับเพิ่มขึ้นเป็นวงกว้างและดูดีกว่าตลาดหุ้นโลก และมูลค่าพื้นฐานน่าสนใจ ปัจจัยที่ต้องติดตามคือเรื่องเงินเฟ้อ นโยบายการเงิน และความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์

????หุ้นญี่ปุ่น = Neutral

การเปิดเมืองดำเนินต่อ มีการปฏิรูปธรรมาภิบาล การเปลี่ยนแปลงนโยบายของ BOJ และ Valuation กับมาในระดับที่ Fair

????กลุ่มตลาดเกิดใหม่ (EM) = Neutral

คาดจีนกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วงปลายเดือน ก.ค. มีความคาดหวังของนักลงทุนที่ลดลง สถานการณ์มีความแตกต่างของแต่ละประเทศ และ Valuation ยังค่อนข้างถูก

????หุ้นจีน = ในระยะสั้นมีโอกาสขึ้นมากกว่าลง

เหตุผลคือเรื่องของราคาที่น่าสนใจ แต่ก็มีความเสี่ยงเรื่องของนโยบายภาครัฐ และปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ แนะนำว่าต้องระมัดระวังเรื่องสัดส่วนการลงทุนในหุ้นจีน หากใครที่ลงทุนระยะยาวอย่ารีบซื้อเพิ่ม

สร้างผลตอบแทนจากความผันผวน

หุ้นกลุ่มที่ชอบ: หุ้นที่เติบโตได้ในภาวะที่การเติบโตของเศณาฐกิจชะลอตัวและสามารถรักษาอัตรากำไรไว้ได้ในภาวะที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง

ทางเลือก ทางรอด ปรับพอร์ตลงทุน

โดย คุณสุภจักร งามลักษณ์, CFA หัวหน้าทีมผลิตภัณฑ์การลงทุน บล.เกียรตินาคินภัทร และ คุณณัฐชยา สุขุม, CFA นักกลยุทธ์การลงทุน บล.เกียรตินาคินภัทร

ทางรอด = กระจายความเสี่ยง

????1. กระจายประเทศ

เหตุผลที่ควรจะกระจายการลงทุนในหลายภูมิภาค คือ หากตลาดใดตลาดหนึ่งไม่เติบโต แสดงว่าเงินของเราก็จะไม่โตตามไปด้วย ปัจจุบันลูกค้าของ KKP 70% ที่พอร์ตมีหุ้นไทยเกิน 80% แบบนี้ถือว่ายังไม่กระจายความเสี่ยง จึงแนะนำว่าควรกระจายไปลงทุนในประเทศอื่นๆ ด้วย

????2. กระจายสกุลเงิน

เพราะในความเป็นจริงแล้ว ค่าใช้จ่ายเราไม่ได้มีแต่เงินบาท เรายังมีการใช้จ่ายที่เป็นเงินดอลลาร์ด้วย เคยมีผลสำรวจว่าในชีวิตประจำวัน เราใช้เงินเป็นสกุลดอลลาร์ประมาณ 20% ของการใช้จ่ายเลย ดังนั้น หากเป็นไปได้ควรกระจายความเสี่ยงด้วยการลงทุนตรงในต่างประเทศร่วมด้วย

????3. ติดตามพอร์ต

ในโลกการลงทุนไม่มีใครถูกและผิดตลอดเวลา เนื่องจากสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงตลอด ดังนั้นควรติดตามเหตุการ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น และนำมาพิจารณาเพื่อปรับพอร์ตลงทุนด้วย

คำแนะนำสำหรับสินทรัพย์*

????หุ้นไทย (FOOD = Sell / BANK = Hold / ENERGY & CHEMICAL = Hold)
????อสังหาฯ (REIT & Infrastructure = Hold)

*หมายเหตุ: การลงทุนมีความเสี่ยงผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน

“ตั้งคำถามก่อนจ่ายเงิน” วิธีง่ายๆ ให้เหลือเงินเพิ่มขึ้น เพื่อสร้างมั่นคั่งทางการเงิน

เพื่อนๆ คนไหนแพ้คำว่า “ของมันต้องมี” รึเปล่าครับ? หรือเวลาที่เจอป้าย Sale ก็วิ่งเข้าหาทันที หลายคนอยากเลิกพฤติกรรมเหล่านี้ แต่พอถึงเวลาจริงๆ มันยากเหลือเกิน เพราะของที่เราอยากได้มันช่างเย้ายวนใจ aomMONEY เลยนำ 5 วิธีหยุดนิสัยเสียเพื่อสู่ความมั่งคั่งทางการเงินมาฝากครับ!

ถ้าใครทำตามได้รับรองว่าช่วยให้มีเงินเพิ่มขึ้นแน่นอน!

1. ตัดค่าใช้จ่ายที่เราไม่ค่อยได้ใช้

ลองสำรวจตัวเองดูก่อนว่า มีสินค้าหรือบริการอะไรบ้างที่เราไม่ค่อยได้ใช้ นั่นแปลว่าไม่คุ้มค่ากับเงินที่เสียไป สมมติเดือนนึงเราดูหนัง-ฟังเพลงแค่นิดหน่อย ก็ลองตัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ออกไป หรือถ้าจ่ายคนเดียวก็อาจจะหาเพื่อนหารเพื่อได้ราคาที่ถูกลง

2. ลองมองหาของฟรีใกล้ตัว

จากข้อแรกที่เราได้ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลามองหา “ของฟรี” เช่น การเล่นฟิตเนส/ออกกำลังกาย สามารถทำได้ทุกที่แม้กระทั่งในบ้านหรือลองเปิดคลิปยูทูบแล้วทำตาม แค่นี้เราก็หุ่นดีได้ไม่ต้องเสียตังค์แล้วครับ

3. ตั้งคำถามก่อนจ่ายเงินทุกครั้ง!

จริงอยู่ที่ว่าของราคาแพง แบรนด์เนมต่างๆ มักมาพร้อมคุณภาพที่ดี แต่ถ้าซื้อมาแล้วเราแทบไม่ได้ใช้เพราะเสียดาย กลัวของพัง หรือซื้อของราคาถูกมาแต่พังเร็วเวอร์ นั่นก็แปลว่าเรากำลังเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์อยู่ดี ลองเปลี่ยนมาซื้อของที่ทั้งถูกใจเราและคุ้มราคา คุ้มค่ากับการใช้งานดีกว่าครับ

4. เลิกจ่ายบัตรเครดิตขั้นต่ำ

เราต้องหยุดเอาเงินในอนาคตของตัวเองมาใช้ แล้วคิดว่าเดี๋ยวค่อยทยอยๆ จ่ายขั้นต่ำไปก็ได้ เพราะการทำแบบนั้นจะทำให้เราถูกคิดดอกเบี้ย แถมยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เผลอๆ อาจจะมากกว่าเงินต้นด้วยซ้ำครับ ดังนั้นต้องคิดก่อนซื้อว่า เราจะจ่ายไหวไหม? เพราะถ้าใช้จ่ายเกินตัวเมื่อไหร่นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเป็นหนี้

5. ตั้งเป้าหมายทางการเงินของตัวเองอย่างจริงจัง!

เราควรตั้งเป้าหมายเรื่องการเงินตั้งแต่ปัจจุบัน-อนาคต อย่างชัดเจนและจริงจัง! ไม่ว่าเราจะเก็บเงินเพื่อซื้อบ้านหลักแรก รถยนต์คันแรก หรือออมไว้ใช้ตอนเกษียณ ก็ต้องหลีกเลี่ยงการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เพราะตอนนี้เรามีเป้าหมายทางการเงินแล้ว ดังนั้นก็ต้องไปถึงเป้าหมายให้ได้ครับ!

และนี่ก็คือ 5 วิธีที่จะช่วยให้เพื่อนๆ มีความมั่งคั่งทางการเงิน เพียงแค่อาศัยวินัย รู้วิธีการบริหารเงิน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำให้เราเสียเงินโดยใช่เหตุ เพราะถ้าเราสามารถทำได้ การเป็นคนมั่งคั่งและมีเงินออมก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปครับ

8 สัญญาณอันตรายที่บอกได้ว่าคุณกำลัง“เหลวไหลด้านการเงิน”

หลายคนเคยสงสัยว่าเงินเดือนที่ได้หายไปไหนหมด? หรือหาคำตอบไม่ได้เลยว่าเงินในบัญชีไม่เหลือเลยตอนสิ้นเดือนเพราะอะไร? ยิ่งกว่านั้นคือคุณเริ่มคิดบ่อยขึ้นทุกทีว่า ‘เงินหายไปไหน?’ ถ้าคุณเป็นแบบที่เรากล่าวถึงในข้างต้นล่ะก็บอกได้เลยว่าสถานะทางการเงินของคุณมาถึงจุดอันตรายซะแล้ว แต่ถ้าคุณยังไม่แน่ใจ เพราะใครๆก็คงคิดแบบนี้ก็ลองมาดูกันว่าคุณมีสัญญาณอันตรายด้านการเงินรึเปล่า

(1) ยิ่งรายได้เพิ่มขึ้น รายจ่ายก็เพิ่มขึ้นตาม

หลายๆคนคงอยากยินว่าตัวเองมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ในขณะที่รายได้เพิ่มขึ้นทุกคนก็อยากใช้เงินเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตของตัวเองให้ดีขึ้นด้วย แต่หากคุณสนใจแต่เฉพาะรายจ่ายเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตล่ะก็ รายได้จำนวนมากเท่าไหร่ก็ไม่เพียงพอกับรายจ่ายและยังไม่สามารถเก็บออมเงินได้แน่นอน สิ่งที่คุณควรระวังคือพยายามรักษาระดับรายจ่ายของคุณให้คงที่อยู่เสมอในขณะที่อีกทางคือการเพิ่มรายได้จากทางอื่นๆถึงจะเป็นเส้นทางสู่ความสำเร็จ!

(2) ปล่อยไว้เดี๋ยวก็ดีเอง

หลายคนที่มีแก้ไขปัญหาทางการเงินไม่ได้มักเชื่อว่า ‘ปล่อยไว้เดี๋ยวก็ดีเอง’ ซึ่งบอกได้เลยว่านั่นเป็นหนึ่งในเส้นทางสู่ความล้มเหลวทางด้านการเงิน เพราะโดยทั่วไปพวกเขามักคิดถึงเฉพาะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นในวันนี้เช่น วันนี้อะไรคือเรื่องจำเป็น แต่ไม่ได้มีการวางแผนสำหรับอนาคตเพื่อเตรียมรับมือแต่อย่างใดเพราะเชื่อว่าในอนาคตก็จะหาทางออกได้เอง หากคุณคิดแบบนี้ขอให้ลองเปลี่ยนความคิดที่เกี่ยวกับการเงินทั้งหมด เช่นหากเราตัดสินใจใช้เงินตอนนี้แล้วในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพื่อให้เราตัดสินใจอย่างดีที่สุดในปัจจุบันเพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคง

(3) ไม่เริ่มเก็บออมเงินตั้งแต่ยังตอนนี้

ในวัยทำงานหลายคนใช้เงินหมดไปกับการซื้อสิ่งของที่ตนเองต้องการ และคิดว่ายังไม่ถึงเวลาที่ต้องเริ่มออมเงิน แต่เดี๋ยวก่อน! ไม่มีคำว่าเร็วเกินไปสำหรับการออมเงิน ไม่ว่าคุณจะมีรายได้มากหรือน้อยขนาดไหนก็ตาม! เราขอแนะนำให้คุณเริ่มออมเงินตั้งแต่วันนี้ คนรวยหลายๆคนแนะนำว่าคุณควร ‘เก็บออม’ ก่อนนำเงินที่เหลือมาใช้ ใช้วิธีการนี้รับรองว่าคุณจะมีเงินเก็บจำนวนมากจนคุณคาดไม่ถึงเลย

ทริป คือ ลองใช้ Internet Banking เพื่อโอนเงินอัตโนมัติจากบัญชีเงินเดือนไปยังบัญชีเงินเก็บที่เราแยกไว้อีกบัญชี แล้วคุณจะได้ไม่ต้องยุ่งยากกับการเก็บเงินอีกต่อไป

(4) ไม่รู้ว่าใช้เงินซื้อจ่ายอะไรบ้าง

หลายคนคิดว่าตัวเองรู้ดีว่ารายได้มาจากที่ไหนแล้วใช้ซื้ออะไรไปบ้าง ทว่าในความเป็นจริงแล้วมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เป็นแบบนั้น เพราะเกือบทุกคนจำได้เฉพาะรายจ่ายก้อนใหญ่ๆเท่านั้น แต่รายจ่ายเล็กๆต่างหากที่ทำให้รายได้ของเราหายไปแบบไม่รู้ตัวเลย

ทริป คือ ไอเดียง่ายๆที่จะช่วยให้คุณรู้ว่ารายจ่ายของคุณไปไหนก็คือ การเขียนบันทึกว่าคุณมีรายได้เท่าไหร่และใช้จ่ายอะไรไปบ้าง ไม่ว่าจะซื้อของชิ้นเล็กหรือชิ้นใหญ่ก็ตาม รับรองว่าแค่นี้คุณก็สามารถควบคุมรายจ่ายได้แล้ว

(5) ไม่เคยตั้งงบรายจ่าย

คุณทำทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว แต่! อย่าลืมจุดสำคัญอีกจุดเริ่มต้นของการเก็บออม นั่นก็คือการตั้งงบรายจ่าย การตั้งงบรายจ่ายให้ตรงกับความเป็นจริงและมีหลักฐานเพื่อตรวจเช็คได้นั้นเป็นจุดเริ่มต้นของหนทางที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จทางการเงิน ตั้งงบรายจ่ายและทำให้ได้ตามแผนที่วางไว้ บอกได้เลยว่าแค่นี้ก็เห็นความแตกต่างของเงินในบัญชีของคุณ แต่หากคุณตั้งงบประมาณไม่ดี ก็จะทำให้การใช้จ่ายของคุณเกิดรอยรั่วได้ง่าย

(6) แยกไม่ออกระหว่าง ‘จำเป็น’ กับ ‘อยากได้’

การเก็บออมเงินเพื่อสร้างความมั่งคั่งนั้น สิ่งสำคัญที่สุดนั้นคือ การจัดลำดับความสำคัญ คุณต้องแบ่งได้อะไรคือสิ่งที่คุณ ‘ต้องมี’, ‘มีก็ดี’ หรือ ‘ไม่มีก็ได้’ ในการจ่ายของคุณแต่ละครั้ง หากคุณตั้งเป้าหมายไว้ว่าต้องร่ำรวยขึ้น คุณต้องยอมแลกกับความต้องการบางอย่างในตอนนี้ ถึงคุณจะไม่ชอบก็ตาม

ทริป คือ เขียนเป้าหมายทางการเงินของคุณให้ชัดเจน แล้วติดเป้าหมายไว้ในที่ๆคุณมองเห็นได้ชัด เพื่อที่จะอ่านเตือนใจให้ยึดมั่นกับแผนนี้อย่างสม่ำเสมอ

(7) หนี้วันนี้ใช้วันหน้า

หลายคนในปัจจุบันเรียกได้ว่าเป็นหนี้กันทั่วหน้า ทำให้ดอกเบี้ยที่เป็นของแถมจากการเป็นหนี้นั้นพอกพูนจนกระทั่งไม่รู้จะชำระหนี้ยังไงดี และหลายคนที่ไม่รู้ว่าจะชดใช้หนี้เหล่านี้ยังไงก็เลือกที่จะปิดตาหนึ่งข้างโดยหวังว่าจะนำรายได้ที่มีมาใช้หนี้ทั้งหมดโดยไม่มีการออม ก่อนอื่นต้องแก้ไขโดยการใส่รายการชำระหนี้ที่ด้านบนสุดของเป้าหมายทางการเงินของคุณ และเมื่อมีรายได้เข้ามาต้องแบ่งเงินสำหรับการชำระหนี้ทุกครั้ง แค่นี้คุณก็สามารถปลดหนี้ได้เร็วขึ้นแล้ว

(8) ไม่พลาดทุกเทรนด์

การซื้อสินค้าหากทำอย่างพอดี หรือซื้อเพราะความจำเป็นต่องานของคุณนั้นเป็นสิ่งที่คุณสมควรทำ แต่การซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่และเปลี่ยนรุ่นตลอดเวลาเพราะคิดว่าตัวเองต้อง ‘ตามเทรนด์’ ตลอดเวลานั้นสร้างความเสียหายทางทางการเงินได้ ดังนั้นก่อนซื้อทุกครั้งอย่าลืมคิดว่า ‘จำเป็น’ หรือแค่ ‘อยากได้’

การออมเงินไม่จำเป็นต้องรอให้มีเงินออมก่อน แต่เราต้องสร้างเงินออมขึ้นมาเอง เริ่มจากการเปลี่ยนสัญญาณอันตรายทั้ง 8 ข้อให้เป็นแนวคิดที่จะช่วยให้คุณมีเงินออมโดยที่คุณไม่ต้องอดหรือกดดันตัวเองจนเกินไป แล้วการออมเงินจะกลายเป็นหนทางสู่ความร่ำรวยในอนาคตโดยคุณเองไม่รู้ตัว!!!

“ยื่นภาษีผิด ชีวิตเปลี่ยน”เคลียร์ให้ชัด รายได้-ค่าใช้จ่ายถ้าอยากประหยัดภาษีมีเงืนคืน

ในยุคสมัยที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ก็จะมีอาชีพใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา หลายครั้งผู้มีเงินได้อาจเริ่มสับสนว่าแต่ละอาชีพต้องยื่นภาษีแบบไหน หักค่าใช้จ่ายอย่างไร และวิธีการใดที่ทำให้ประหยัดภาษีได้มากที่สุด ในเบื้องต้นผู้มีเงินได้จำเป็นต้องมีความรู้ในเรื่องการ แบ่งแยกประเภทของเงินได้ก่อน เพื่อที่จะสามารถวางแผนการประหยัดภาษีได้อย่างถูกต้องต่อไป

เงินได้ตามตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร สามารถแบ่งออกได้เป็น 8 ประเภท ซึ่งแต่ละประเภทก็จะมีกฎเกณฑ์การหักค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกัน ดังนี้

เงินได้ประเภท 40(1)

ได้แก่ เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน รวมถึงทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน

เงินได้ประเภท 40(2)

ได้แก่ เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า เบี้ยประชุม บำเหน็จ เงินค่าเช่าบ้าน รวมถึงทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว

จะเห็นว่าเงินได้ประเภทที่ 1 กับประเภทที่ 2 นั้น คล้ายคลึงกันมากและมีประเด็นสำคัญที่เหมือนกัน คือ ใช้แรงกายและความสามารถของตัวเองในการทำงาน ซึ่งแทบไม่มีต้นทุนหรือมีต้นทุนน้อยมาก สรรพากรจึงให้นำเอาเงินได้ทั้ง 2 ประเภทนี้มารวมกันเป็นก้อนเดียว แล้วให้หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 50% สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท

เงินได้ประเภท 40(3)

ได้แก่ ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น รวมถึงเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล ซึ่งเงินได้ประเภทนี้ เฉพาะค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์หรือสิทธิอย่างอื่น สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธี คือ เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจำเป็นและสมควร หรือจะเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 50% สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทก็ได้

เงินได้ประเภท 40(4)

ได้แก่ ดอกเบี้ย เงินปันผล และคริปโทเคอร์เรนซี ถือเป็นเงินได้ที่ไม่มีต้นทุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินการใดๆ เงินได้ประเภทนี้ จึงไม่สามารถหักค่าใช้จ่ายได้

เงินได้ประเภท 40(5)

ได้แก่ การให้เช่าทรัพย์สิน การผิดสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สิน ซึ่งสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธี คือ เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจำเป็นและสมควร หรือจะเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาก็ได้ โดยกรณีเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา จะมีข้อกำหนดตามลักษณะของทรัพย์สิน ดังนี้

– บ้าน, โรงเรือน, สิ่งปลูกสร้าง, แพ, รวมถึงยานพาหนะ = หักตามจริงหรือหักเหมาได้ 30%
– ที่ดินที่ใช้ในการเกษตร = หักตามจริงหรือหักเหมาได้ 20%
– ที่ดินที่มิได้ใช้ในการเกษตร = หักตามจริงหรือหักเหมาได้ 15%
– ทรัพย์สินอื่นๆ = หักตามจริงหรือหักเหมาได้ 10%

เงินได้ประเภท 40(6)

ได้แก่ ค่าวิชาชีพอิสระ คือวิชากฎหมาย การประกอบโรคศิลปะ วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี ประณีตศิลปกรรม ซึ่งสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธี คือ เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจำเป็นและสมควร หรือจะเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาก็ได้ โดยกรณีเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา จะมีข้อกำหนดตามลักษณะของกลุ่มวิชาชีพ ดังนี้

– การประกอบโรคศิลปะ = หักตามจริงหรือหักเหมาได้ 60%
– กฎหมาย, วิศวกรรม, สถาปัตยกรรม, การบัญชี, ประณีตศิลปกรรม = หักตามจริงหรือหักเหมาได้ 30%

เงินได้ประเภท 40(7)

ได้แก่ เงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องลงทุนด้วยการจัดหาสัมภาระในส่วนสำคัญนอกจากเครื่องมือ ซึ่งสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธี คือ เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจำเป็นและสมควร หรือจะเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% ก็ได้

เงินได้ประเภท 40(8)

ได้แก่ เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) – (7) แล้ว ซึ่งสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธี คือ เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจำเป็นและสมควร หรือจะเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 40% และ 60%

เนื่องจากเงินได้ประเภทที่ 8 เป็นเงินได้ที่มีหลากหลายประเภทมาก ซึ่งแต่ละประเภทก็มีต้นทุนธุรกิจแตกต่างกัน จึงไม่ใช่ว่าผู้ที่มีเงินได้ประเภทที่ 8 จะสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 60% ทุกราย ดังนั้น จำเป็นต้องมีการตรวจสอบข้อมูลให้ชัดเจนก่อนว่าตัวเอง เราอยู่ในอาชีพที่สามารถใช้สิทธิหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้หรือไม่ ซึ่งมีกำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 11 พ.ศ.2502 และหากเงินได้ประเภทใดไม่ปรากฏบนตารางดังกล่าว ต้องหักค่าใช้จ่ายจริงตามความจำเป็นและสมควรเท่านั้น

ตัวอย่าง การวิเคราะห์ประเภทเงินได้และการหักค่าใช้จ่าย

นายมานพ ทำอาชีพขายของออนไลน์แบบซื้อมาขายไป รายได้ปีละ 1,000,000 บาท และยังมีการทำช่อง Youtuber ของตัวเองให้ความรู้เกี่ยวกับภาษี มีรายได้จากค่าโฆษณาปีละ 300,000 บาท เมื่อคนเริ่มติดตามช่องเยอะขึ้นจึงมีบริษัทหลักทรัพย์ติดต่อเข้ามาขอให้ช่วยโฆษณากองทุนรวมลดหย่อนภาษี SSF,RMF ให้ด้วย โดยได้รับค่าตอบแทนจำนวน 15,000 บาท

จากข้อมูลเบื้องต้น สามารถวิเคราะห์แหล่งที่มาของรายได้ของนายมานพ ได้ดังนี้

1.เงินได้จากการขายของออนไลน์แบบซื้อมาขายไป จำนวน 1,000,000 บาท : เงินก้อนนี้ถือเป็นเงินจากการธุรกิจ การพาณิชย์ จัดอยู่ในเงินได้ประเภท 40(8) ซึ่งสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายจริงตามความจำเป็นและสมควร หรือเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% ก็ได้ เนื่องจากอยู่ในประเภทที่ระบุไว้ใน พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 11 พ.ศ.2502 มาตรา 8(25)

2.เงินได้จากค่าโฆษณาที่แทรกขึ้นมาในระหว่างดูคลิป จำนวน 300,000 บาท โดยเงินก้อนนี้ไม่เข้าพวก 40(1)-(7) ดังนั้น จึงจัดเป็นเงินได้ประเภท 40(8) และเมื่อพิจารณาการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาดังตารางที่ 1 จึงต้องหักค่าใช้จ่ายจริงตามความจำเป็นและสมควรเท่านั้น

3.เงินได้จากการรับโฆษณากองทุนให้กับบริษัทหลักทรัพย์ จำนวน 15,000 บาท โดยถือเป็นเงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ จัดเป็นเงินได้ประเภท 40(2) สามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 50% ไม่เกิน 100,000 บาท ในกรณีนี้จึงสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 7,500 บาท

ดังนั้น นายมานพ ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 เพื่อเสียภาษี โดยระบุข้อมูลประเภทเงินได้และการหักค่าใช้จ่าย ดังนี้

1.เงินได้ 40(8) จากการขายของออนไลน์จำนวน 1,000,000 บาท หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 600,000 บาท เป็นเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย 400,000 บาท
2.เงินได้ 40(8) จากเงินได้อื่น ๆ (ค่าโฆษณาใน Youtube) จำนวน 300,000 บาท หักค่าใช้จ่ายตามจริง 0 บาท เป็นเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย 300,000 บาท
3.เงินได้ 40(2) จากเงินได้จากการรับทำงานให้ จำนวน 15,000 บาท หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 7,500 บาท เป็นเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย 7,500 บาท

รวมเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด = 400,000 + 300,000 + 7,500 = 707,500 บาท

จะเห็นได้ว่า การแยกประเภทเงินได้ให้ถูกประเภทนั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและสำคัญมาก เพราะมีความสัมพันธ์กับการหักค่าใช้จ่าย ซึ่งหากมีการยื่นผิดประเภทก็จะทำให้การหักค่าใช้จ่ายผิดไปด้วย ส่งผลให้เสียภาษีไม่ตรงตามความเป็นจริงและอาจทำให้ถูกเรียกตรวจสอบภายหลังพร้อมทั้งเบี้ยปรับเงินเพิ่มที่แสนแพงอีก

ดังนั้น ผู้เสียภาษีจึงควรใส่ใจและศึกษาประเภทของเงินได้ให้ถ่องแท้ หรือสามารถติดต่อนักวางแผนการเงินที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการวางแผนภาษี เพื่อช่วยวิเคราะห์และวางแผนภาษีได้อย่างรัดกุมและปลอดภัย

เขียนโดย: มานพ รัตนะ นักวางแผนการเงิน CFP®

หนี้ “เป็นง่าย” แต่ “ปลดยาก”5 ขั้นตอน “ปลดหนี้มีเงินใช้”

(1) หยุดสร้างหนี้เพิ่ม

เป็นสิ่งแรกที่ควรเริ่มต้นทำเมื่อคิดจะปลด “การเป็นหนี้” อย่างจริงจัง ต้องยอมรับว่าช่วงแรกมันเป็นอะไรที่ฝืนใจมากกก เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เดินผ่านร้านค้าที่มีป้าย Summer Sale / Midnight Sale / End of The Year Sale / Final Sale นะคุณเอ้ย! เราก็มักจะเกิดอาการอยากช้อปฯ

ทีแรกก็ไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองเข้าไปในร้านพวกนั้นเลย เพราะกลัวเผลอเรอหยิบติดไม้ติดมือไปจ่ายตังค์ที่เคาน์เตอร์ แต่พักหลังชักทนไม่ไหว เลยปล่อยให้ตัวเองเข้าไปเลือกดูได้บ้าง

แต่จริงๆ มีวิธีการชะงักความอยากของตัวเองนะ เมื่อไหร่ก็ตามที่เจอเสื้อผ้าที่ถูกใจ สิ่งที่ทำนั่นก็คือ หยิบไปลอง ลองให้มันรู้ว่ามันสวยขนาดนั้นไหน แล้วคิดต่อว่าในตู้เสื้อผ้าที่คอนโดฯ มีชุดที่คล้ายกันนี้มั้ย ถ้ามี.. ถอดแล้วเอาไปคืนพนักงานขายเลย

(2) จดรายการหนี้

ควรจดรายการหนี้ทุกอย่างที่มี ทั้งหนี้ระยะสั้น และหนี้ระยะยาว แจงรายละเอียดส่วนนี้เพื่อที่จะได้รู้ว่าตัวเองเป็นหนี้บัตรเครดิตแต่ละเจ้าเท่าไหร่ แล้วแต่ละงวดฉันจะกั้นใจจ่ายเต็มจำนวน ไม่จ่ายขั้นต่ำ เพื่อกันไม่ให้เกิดหนี้งอก

(3) วางแผนการเงิน

เมื่อเป็นหนี้ สิ่งที่ต้องบังคับให้ตัวเองทำจนเป็นนิสัยนั่นก็คือ การจดบันทึกรายรับ-รายได้ เพื่อที่จะได้เห็นรายการการเดินบัญชีของตัวเองทั้งหมด ตัดรายจ่ายจุกจิกที่ไม่จำเป็นออก

ตามหลักการแล้ว ยอดหนี้ไม่ควรเกิน 40% ของรายได้ และเอาเข้าจริง 40% เนี่ยก็นับเป็น Maximum สุดๆ ถ้ายอดหนี้ของใครแตะตัวเลขนี้ได้ ก็จะลำบากเหมือนที่ฉันเป็นในตอนนั้น (ร้องไห้) ทางที่ดีถ้าคิดจะมีหนี้ก็ควรมีให้น้อยกว่านี้ หรือไม่.. ก็ไม่ควรมีเลย

(4) หารายได้เสริม

ถ้าอยากปลดหนี้เร็วๆ ก็ต้องหาเงินมาโปะเพิ่มด้วยการหารายได้เสริม ลองดูว่าเรามีทักษะอะไรอยู่บ้าง แล้วลองใช้ทักษะหรือความรู้ที่มี สร้างเป็นเงิน หรือเป็นอาชีพที่ 2 ที่ 3 แบบนี้เราก็จะมีเงินเพิ่มมากขึ้น สามารถนำไปใช้จ่าย หรือใช้หนี้ได้เพิ่มขึ้นด้วย

(5) ลงทุนเพื่ออนาคต

ในระหว่างที่เป็นหนี้อยู่ หลายคนอาจจะคิดว่า ลงทุนไม่ได้ แต่ในความเป็นจริง แม้มีหนี้อยู่ ก็สามารถแบ่งเงินบางส่วนมาลงทุนควบคู่กันไปด้วยได้ โดยหนี้นั้นจะต้องเป็นประเภทที่ถูกคิดคำนวณมาเรียบร้อยแล้วว่า ไม่ว่าจะจ่ายหนี้ช้าหรือเร็ว ก็เสียเท่านี้อยู่ดี เช่น หนี้รถ เป็นต้น ดังนั้น เราจึงสามารถนำเงินบางส่วนไปลงทุนเพื่อหาผลตอบแทนที่มากกว่าดอกเบี้ยหนี้ที่ต้องจ่ายได้

“มีเงินเก็บ 1 ก้อน” ควรนำไปลงทุนอะไรดี?

สำหรับใครที่เริ่มเก็บเงินมาได้สักระยะและเริ่มมองหาช่องการลงทุน วันนี้ aomMONEY ขอหยิบข้อมูล 6 แหล่งลงทุนที่น่าสนใจ! ไม่ว่าจะลงทุนเพื่อให้เงินเติบโตงอกเงยหรือลงทุนไว้ใช้ยามเกษียณ ทีมงานก็รวบรวมไว้ให้ครบที่นี่แล้วครับ

1. กองทุนเปิดทั่วไป

เพื่อนๆ คนไหนที่อยากเริ่มต้นลงทุน กองทุนเปิดทั่วไปก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะเริ่มต้นด้วยเงินจำนวนน้อย เช่น 500 บาท หรือ 1 บาท เท่านั้น โดยแต่ละกองทุนจะมีนโยบายนำเงินไปลงทุนกับสินทรัพย์ที่แตกต่างกัน เช่น บางกองทุนลงทุนกับตราสารหนี้ บางกองทุนลงทุนในหุ้นไทย บางกองทุนลงทุนหุ้นจีน บางกองทุนลงทุนในอสังหาฯ ตรงนี้เพื่อนๆ ก็ต้องลองไปศึกษาดูครับ เพราะบ้านเรามีนโยบายกองทุนให้เลือกหลากหลายมาก

จุดเด่นของกองทุนเปิดทั่วไป คือ การซื้อขายได้ทุกเวลาทำการ ไม่มีระยะเวลาการถือครอง แถมลงทุนด้วยเงินเริ่มต้นแค่หลักร้อย ดังนั้นจึงเหมาะมากกับมือใหม่ที่ไม่มีเวลา แต่ต้องการลงทุนให้คนงอกเงย!

2. หุ้น

เพื่อนๆ ที่มีความฝันอยากเป็นเจ้าของกิจการ แต่ไม่อยากลงมือปั้นธุรกิจเอง ผมบอกเลยครับว่าการลงทุนในหุ้น! นี่แหละ คือ โอกาสของการมีสิทธิเป็นเจ้าของร่วมกับเจ้าของบริษัท โดยเราจะซื้อหุ้นของบริษัทใดได้ บริษัทนั้นต้องเข้า IPO ในตลาดหลักทรัพย์

ทั้งนี้แม้การลงทุนในหุ้นจะมีความเสี่ยงสูงในการขาดทุน เพราะเหมือนเราไปร่วมหัวจมท้ายกับกิจการนั้นๆ แต่เราก็มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่น่าสนใจกว่าเงินฝากหรือตราสารหนี้แน่นอน ทั้งในแง่เงินปันผลหรือกำไรจากการขาย

3. กองทุน ETF

ETF คือ ลูกผสมระหว่างหุ้นและกองทุนครับ ถ้าเพื่อนๆ กำลังมองหาการลงทุนที่ล้อกับดัชนีที่เราสนใจ เช่น ดัชนีหุ้นไทย ดัชนีหุ้นสหรัฐ ดัชนีหุ้นกลุ่ม Healthcare กองทุน ETF ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจครับ เพราะเน้นสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนี หรือราคาของสินทรัพย์ที่กองทุนใช้อ้างอิงครับ

ที่สำคัญ ค่าธรรมเนียมถูกมาก! ทั้งนี้การซื้อขาย ETF จะซื้อขายกันเหมือนหุ้นที่ดูราคากันแบบเรียลไทม์ แถมได้กระจายความเสี่ยงเพราะมีหุ้นหลายตัวอยู่กอง นี่แหละครับความสนใจของกองทุน ETF (แต่ในไทยยังไม่ค่อยฮิต สภาพคล่องอาจจะยากหน่อยนะครับ)

4. กองทุน SSF และ RMF

สำหรับคนที่ต้องการลงทุนระยะยาวและพ่วงด้วยสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี ขอแนะนำให้รู้จักกับกองทุน SSF และ RMF ครับ ทั้ง 2 กองทุนนี้เหมาะกับการลงทุนเพื่อเก็บเงินเกษียณและระยะยาวทั้งคู่ เพียงแต่ต่างกันแค่เงื่อนไขการลงทุนและระยะเวลาในการถือครอง โดย SSF ต้องถือครอง 10 ปีบริบูรณ์ นับจากวันที่ซื้อถึงจะขายทำกำไรได้ ส่วน RMF จะขายได้ก็ต่อเมื่ออายุครบ 55 ปี ก็เรียกได้ว่าเป็นการบังคับตัวเองเก็บเงินยาวๆ อีกช่องทางครับผม

5. ประกันสะสมทรัพย์

สำหรับคนที่อยากออมเงินและได้ความคุ้มครองในกรณีเสียชีวิต ประกันสะสมทรัพย์ก็น่าสนใจครับ เพราะนอกจากจะรู้จำนวนเงินที่แน่นอนในอนาคตว่าเราจะได้เงินก้อนเท่าไหร่ กรณีที่เราเสียชีวิตก็ยังมีเงินก้อนทิ้งไว้ให้คนข้างหลังอีกด้วย เช่น ออม 5 ปี เมื่อถือครบปีที่ 10 จะได้เงินก้อนจำนวนหนึ่งออกมา หรือถ้าเสียชีวิตก็มีวงเงินคุ้มครองด้วย

6. ประกันบำนาญ

สำหรับคนที่อยากได้เงินเบี้ยเลี้ยงหลังเกษียณ ขอแนะนำให้รู้จักกับ “ประกันบำนาญ” โดยเมื่อเราจ่ายเบี้ยจนครบสัญญาและเกษียณแล้ว ประกันบำนาญจะคอยจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้กับเรา แบบรายเดือน หรือรายปี ตามที่สัญญาระบุ

ข้อดีคือ ระหว่างที่เราจ่ายเบี้ยให้กับประกันเราสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ด้วยนะ อีกทั้งประกันบำนาญช่วยให้เราคำนวณได้ว่า หลังเกษียณเราจะมีเงินจำนวนเท่าไหร่ แตกต่างกับการลงทุนที่มีความเสี่ยงเข้ามาเกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม ทุกการลงทุนมีความเสี่ยงจากการขาดทุน การกระจายความเสี่ยงด้านการลงทุนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ การลงทุนในสินทรัพย์ประเภทเดียวอาจจะเป็นความเสี่ยงที่มากจนเกิน แนะนำศึกษาเรื่องการจัดพอร์ตการลงทุนเพื่อลดโอกาสในการขาดทุนและเพิ่มโอกาสในการทำกำไรกันด้วยนะครับ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save