“สูตรออมเงินให้ได้ดั่งใจ” ด้วยทฤษฎี Nudge Theory จากศาสตราจารย์ ดร.ริชาร์ด เธอเลอร์ เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์

การออมเงินหรือการเก็บเงิน เป็นเรื่องที่ไม่ว่าใครๆ ก็พูดกัน แต่เมื่อถึงเวลาต้องทำจริงๆ สำหรับบางคนการเก็บเงิน ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะตลอดเวลาก็มักมีค่าใช้จ่ายโน่นนี่นั่น ทำให้ต้องควักเงินออกจากกระเป๋ามาใช้ได้ตลอด

แต่จะดีแค่ไหนล่ะ ถ้าเราสามารถหาวิธีฝึกตัวเองให้ “ออมเงินแบบมีวินัยได้?”

โดยหนึ่งในวิธีที่ aomMONEY กำลังจะแนะนำ เป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีผลักดัน หรือ Nudge Theory ของ ศาสตราจารย์ ดร.ริชาร์ด เธอเลอร์ (Richard H.Thaler) เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยชิคาโกของสหรัฐฯ เพื่อผลักดันให้เราทำสิ่งที่ตัวเองต้องการ โดยไม่มีการบังคับ

???? เคล็ดลับของทฤษฎี Nudge Theory จึงมีไอเดียง่ายๆ ครับว่า “ใช้วิธีไหนก็ได้ ผลักดัน กระตุ้น ให้คนคิดจะเปลี่ยนพฤติกรรมนั้นๆ เอง โดยปราศจากการบังคับ” (แม้มันก็คือการบังคับทางอ้อมแบบนุ่มนวลก็ตาม)

ยกตัวอย่างเคสของ ประเทศอังกฤษ เขาเคยเกิดเหตุคนไม่ยอมจ่ายภาษีรถยนต์กันเท่าไหร่ รัฐบาลจึงแก้ปัญหาโดยใช้หลักทฤษฎี Nudge Theory เข้ามาช่วย โดยแทนที่บังคับตรงๆ ว่า “เฮ้ย! ประชาชนทุกคนที่มีรถยนต์ต้องเสียภาษีรถนะ”

รัฐบาลเขากลับใช้วิธีพาดหัวตัวโตๆ บนจดหมายแจ้งเตือนถึงบุคคลนั้นๆ ว่า “จ่ายภาษีซะ หรือ ยอมเสียรถคันนี้ พร้อมกับลงรูปประกอบเป็นภาพถ่ายรถยนต์ของคนๆ นั้นไว้ด้วย”

ผมว่าเขาฉลาดดีนะครับ แถมผลลัพธ์ก็ออกมาดีด้วย เนื่องจากมาตรการนี้ช่วยให้คนจ่ายภาษีรถยนต์กันมากขึ้น ก็แหม…ใครได้อ่านประโยคนี้ ก็คงต้องรีบวิ่งไปจ่ายภาษีแล้ว นี่แหละครับ การประยุกต์ทฤษฎี Nudge Theory มาใช้ในชีวิตประจำวัน

???? แล้วเราจะนำมาประยุกต์ใช้กับ “การออมเงิน” ได้อย่างไร?

ผมว่าเคสนี้ง่ายๆ เลยครับ สำหรับใครที่มีรายได้เข้าทุกๆ เดือน เช่น เงินเดือนเข้าทุกสิ้นเดือน ผมว่าเพื่อนๆ ลองตั้งข้อความไว้เตือนตัวเองในโทรศัพท์วันที่เงินเดือนเข้าดูสิครับว่า

???? “ออมเงินเลยวันนี้ หรือ จะรอแก่แบบไม่มีเงินใช้”

ผมว่าเจอข้อความแบบนี้ก็สะดุ้งโหยงอยู่เหมือนกันนะครับ และน่าจะเป็นแรงผลักดันชั้นดี ให้เราเลือกออมเงินก่อนเลยในวันที่เงินเดือนออก

ก็หวังว่า “ทฤษฎี Nudge Theory” จะมีประโยชน์กับเพื่อนๆ นะครับ ผมว่าจะลองหยิบทฤษฎีนี้ไปประยุกต์ใช้เวลาที่จะกดสั่งซื้อของออนไลน์เวลามีโปรโมชั่น แล้วหันไปอ่านข้อความปู่วอร์เรน บัฟเฟตต์ในโทรศัพท์

“ถ้าคุณซื้อแต่ของที่ไม่จำเป็น ในไม่ช้าคุณจะต้องขายของที่จำเป็น”

เจอะประโยคนี้ ผมเชื่อว่าหลายคนแตะเบรกแทบไม่ทันเลยครับ ????

หวังว่าจะมีประโยชน์ครับ

‘ร้านนี้ห่วยแตก’ แต่คนกลับไปรอแ*กเพียบเลย : เข้าใจเหตุผลทางจิตวิทยาว่าทำไมรีวิวแย่ ๆ กลับช่วยส่งเสริมยอดขายให้ดีขึ้นได้

เมื่อหลายเดือนก่อนมีดราม่าร้านข้าวแกงกะหรี่ร้านหนึ่งในเชียงใหม่เกิดขึ้น เจ้าของโพสต์บอกว่า “รสชาติ 10 บริการ 0” แล้วหลังจากนั้นก็อธิบายเหตุการณ์ต่าง ๆ ให้ฟัง ปิดท้ายบอกว่านี่มันไม่ใช่อินดี้แล้วแต่ร้านไม่มี Service Mind มากกว่า ลูกค้าไม่ใช่พระเจ้า แต่ก็ไม่ใช่แม่พระ จ่ายเงินนะไม่ได้ไปขอทานฟรี

อ่าาา…อ่านปุ๊บรู้เลยว่าร้านไหน เพราะเคยได้ยินเสียงลือมานาน ส่วนตัวเคยไปทานแล้วก็อร่อยดีครับ ส่วนประสบการณ์อื่น ๆ ก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษเพราะแค่ไปกินข้าวเลยกินแล้วก็กลับ ก็เลยไม่ได้อะไร แต่บทความนี้ไม่ได้มาปกป้องหรือเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนั้น ผมสนใจเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นต่างหาก

คือร้านนี้มีชื่อเสียง (พร้อมชื่อเสีย) มาได้สักพักแล้ว มีทั้งคนชอบคนเกลียด เหมือนร้านดังหลาย ๆ ร้าน พอเริ่มกลายเป็นกระแสมนุษย์ชาวเน็ตก็ปกติครับ ถกเถียงกันไปเป็นเรื่องเป็นราว วันต่อมาและอีกหลายวันต่อจากนั้น ปรากฎว่าแถวคนมารอทานที่ร้านก็ยาวเหยียดเลย จากปกติที่คิวก็แน่นเป็นปกติอยู่แล้วนะ ทีนี้แน่นนานกว่าเดิม รอนานหลายชั่วโมงเลย เลยรู้สึกว่ามันเป็นปรากฎการณ์ที่น่าสนใจ การที่ร้าน (ไม่ว่าจะร้านไหน) ได้รับรีวิวที่ไม่ดีบางทีกลับทำให้ขายดีกว่าเดิม ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นและไม่ได้เกิดแค่กับในธุรกิจร้านอาหารด้วย เป็นเพราะอะไรกันหล่ะ?

เนลย่า ออร์ดาบาเยวา (Nailya Ordabayava) รองศาสตราจารย์บริหารธุรกิจที่มหาวิทยาลัย Dartmouth University กับเพื่อนร่วมงานได้ทำการทดลองที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้และอยากเอามาแชร์ให้ฟังครับ

พวกเขาเอาแฟนกีฬาอเมริกันฟุตบอลมา 300 คน (ผู้เข้าร่วมการวิจัย) และโชว์รีวิวแบบ 1 ดาว กับ 5 ดาวของเสื้อกันหนาวแบบมีฮู้ดของลีค (NFL Brand – ไม่ใช่ทีมใดทีมหนึ่ง) ที่เขียนขึ้นโดยแฟนคลับของทีม Cleveland Browns (ทีมอเมริกันฟุตบอลทีมหนึ่ง) เป็นรีวิวที่เขียนละเอียดเลยว่าทำไมไม่ชอบ ทำไมถึงชอบ ตัวเองเป็นใคร ฯลฯ หลังจากนั้นก็เริ่มการทดลองครับ

ให้ทั้ง 300 คนเริ่มให้คะแนน ‘ความคล้ายคลึง’ ของตัวเองกับ ‘คนที่รีวิว’ และหลังจากนั้นก็ตอบว่า ‘คิดว่าอยากจะซื้อเสื้อกันหนาวแบบมีฮู้ดตัวนี้รึเปล่า?’

สิ่งที่ได้ออกมาน่าสนใจครับ

คนที่ตอบว่าตัวเองมีความ ‘คล้ายคลึง’ กับ ‘คนที่รีวิว’ ความอยากซื้อของพวกเขาจะลดลงเมื่อเห็นรีวิวแบบ 1 ดาว

คนที่ตอบว่าตัวเอง ‘ไม่คล้ายคลึง’ กับ ‘คนที่รีวิว’ ความอยากซื้อของพวกเขาจะเพิ่มขึ้นเมื่อเห็นรีวิวแบบ 1 ดาว มากกว่ารีวิวแบบ 5 ดาวซะอีก

กลายเป็นว่า ‘รีวิวที่ไม่ดี’ สร้างยอดขายที่ดีกว่า ‘รีวิวที่ดี’ ด้วยซ้ำ

ทำไมถึงเป็นแบบนั้นหล่ะ?

ออร์ดาบาเยวาอธิบายว่า “เมื่อแบรนด์ [สินค้า/ธุรกิจ/ทีมกีฬา/ดารา ฯลฯ] กลายเป็นสิ่งที่ระบุตัวตนของใครสักคน เหมือนอย่างที่แฟนอเมริกันฟุตบอลคิดว่า NFL นั้นระบุความเป็นตัวตนของตนเอง รีวิวที่ไม่ดี ก็เหมือนเป็นภัยคุกคามในตัวของบุคคลคนนั้นด้วย” โดยเฉพาะเมื่อรีวิวนั้นมาจาก ‘คนที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกันทางสังคม’ หรือคนที่ดูว่าเป็นคนอื่นที่เราไม่รู้จัก แตกต่างในแง่ของที่ตั้งทางภูมิศาสตร์, อายุ, เพศ, สังกัดทีมกีฬา, และอื่นๆ

จึงกลายเป็นว่าในเหตุการณ์แบบนี้ ‘รีวิวที่แย่จากคนที่แตกต่างจากเรา’ เป็นสิ่งที่ไม่โอเคสำหรับเรา ต้อง ‘ปกป้อง’ สิ่งที่ระบุตัวตนของตัวเองโดยอยากจะเข้าไปช่วยเหลือมากขึ้น ในทางธุรกิจก็คือเข้าไปช่วยซื้อนั่นเองครับ

ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ทุกแบรนด์ (ร้านอาหาร/เสื้อผ้า/ธุรกิจ) จะทำให้เรารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ระบุตัวตนของเราได้ ออร์ดาบาเยวาบอกว่าแบรนด์พวกผงซักผ้า น้ำยาล้างจานอะไรพวกนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดปรากฎการณ์แบบนี้ แต่ถ้าเป็นพวกร้านอาหารในท้องถิ่นหรือทีมกีฬาต่าง ๆ ซึ่งเป็นเหมือนตัวตนของแฟน ๆ ก็จะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้บ่อยเลย

ออร์ดาบาเยวายกตัวอย่างอีกอันที่เห็นภาพได้ชัดขึ้นอย่างในครอบครัว เราอาจจะด่า ดุ ตักเตือน คนในครอบครัวเราได้ ทะเลาะกัน จบไป แต่ถ้าเป็นคนนอกมาแตะคนในครอบครัว มาด่าคนในครอบครัวเรา มีเรื่องครับ

‘รีวิวที่แย่จากคนที่แตกต่างจากเรา’ สามารถสร้างความต้องการซื้อเพิ่มได้มากถึง 20% เลยทีเดียว และออร์ดาบาเยวาก็ยังอธิบายเพิ่มเติมอีกว่าถ้าแบรนด์ไหนที่รู้ว่ามีแฟนคลับที่แข็งแรง เป็น ‘Target Population’ หรือเป้าหมายทางการค้ารู้สึกว่าแบรนด์นำเสนอตัวตนของพวกเขาอยู่ การมีรีวิวแย่ ๆ ก็ไม่ได้เสียหายด้วย อาจจะปล่อยมันไว้อย่างนั้นแล้วก็ขายดีต่อไปครับ

ส่วนเรื่องร้านแกงกะหรี่วันหนึ่งถ้าเกิดคิวไม่ยาวแล้วก็คงแวะไปกิน รีบกินรีบไป เพราะมันอร่อยจริง เรื่องจะโดนด่าหรืออะไรไหมก็ผมก็อาจจะต้องลองเสี่ยงดวงดูครับ

[ต้องบอกว่าผมไม่รู้จักทั้งเจ้าของร้านหรือคนที่เขียนรีวิว เพราะฉะนั้นอย่างที่บอกครับไม่ได้เข้าข้างฝ่ายไหน แค่รู้สึกว่าเรื่องนี้น่าสนใจเลยหยิบมาเล่าให้ฟังครับ]

งานวิจัยฉบับเต็ม : http://resources.magappzine.com/feeds/production/comboapp/1126/media/239361/3a8172ec-135e-496f-91d3-d093587f98e3.html

เช่าเขาอยู่ ไม่ซื้อบ้าน ไม่ใช่เรื่องผิดหรือความล้มเหลวในชีวิต : ความเชื่อเรื่องเงินที่ขัดกระแสหลัก แต่มีโอกาสอาจจะทำให้คุณร่ำรวยมากกว่าที่คิด

วันนี้อยากจะชวนมาคุยประเด็นเรื่อง ‘บ้าน’ กันครับ และ ความเชื่อที่ว่าเราทุกคนควรจะมีบ้านเป็นของตัวเอง

(คำว่า ‘บ้าน’ ในที่นี้ รวมไปถึงพวกคอนโดฯ หรือ ทาวน์โฮม ต่าง ๆ ด้วยนะครับ ไม่ใช่แค่บ้านเป็นหลังเท่านั้น)

เชื่อว่าเราทุกคนคงเคยได้ยินมาโดยตลอดว่าเมื่อเริ่มทำงานเก็บเงินได้ในระดับหนึ่งแล้วก็ควรเอาไปซื้อ ‘บ้าน’ เป็นของตัวเอง เพราะการเป็นเจ้าของบ้านถือเป็นก้าวสำคัญของชีวิตและที่สำคัญมันคือสิ่งที่บ่งบอกกับคนอื่น ๆ ว่าชีวิตเรานั้นประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว

การซื้อบ้านคือการลงทุน คือสิ่งที่ต้องทำ เป็นการลงทุนที่ ‘ดีเสมอ’

คนมักจะบอกว่า คุณจ่ายค่าเช่าบ้าน ก็เหมือนทำให้เจ้าของบ้าน (คอนโดฯ หอพัก ทาวน์โฮม) พวกนั้นรวยขึ้น คุณกำลังผ่อนหนี้ให้พวกเขาอยู่ ทำไมไม่เอาเงินมาซื้อบ้าน ผ่อนบ้านเป็นของตัวเองดีกว่า อีก 20-30 ปี มันก็กลายเป็นของเราแล้ว

นี่คือสิ่งที่เราได้ยินคนอื่นพูดมาโดยตลอด ซึ่งจะต้องบอกว่า การมีบ้านไม่ใช่เรื่องที่ไม่ดีนะครับ แต่ว่าเราจะหลับหูหลับตาเชื่อว่ามัน ‘ดีเสมอ’ หรือ ‘เหมาะกับทุกคน’ ไม่ได้ครับ

เพราะการซื้อบ้านเป็นการลงทุนครั้งใหญ่มาก ๆ สำหรับบางคนอาจจะใหญ่ที่สุดในชีวิตเลยด้วยซ้ำ จึงต้องคิดให้เยอะ ๆ ไม่ควรจะแค่เอาคำพูดหรือบรรทัดฐานความเชื่อของสังคมมากดดันตัวเองให้ทำตามสิ่งที่คนอื่นเชื่อด้วย

โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ราคาแพงมาก ๆ มันไม่มีเหตุผลเลยที่จะต้องซื้อหรือเป็นเจ้าของบ้านที่ตัวเองอยู่ ถ้าคุณเพิ่งเริ่มทำงาน หรือทำงานไปได้สักพักแล้ว หรือแม้แต่วัยกลางคน วัยเกษียณ ที่อาจจะไม่พร้อม ไม่มีเงิน หรือแม้แต่เลือกที่จะเช่าอยู่เพราะมันตอบโจทย์ชีวิตมากกว่า

การไม่ซื้อบ้าน เช่าเขาอยู่ ไม่ใช่เรื่องน่าอาย ไม่ใช่เรื่องผิด และไม่ใช่ความล้มเหลวของชีวิต

รามิตร เศรษฐี (Ramit Sethi) เจ้าของหนังสือขายดี “ผมจะสอนให้คุณรวย” (ติดหนังสือขายดีของ The New York Times ด้วย) และผู้จัดรายการ “How to Get Rich” มินิซีรีส์การเงินที่เพิ่งเข้าฉายบน Netflix ตั้งคำถามว่า

บอกว่า “ผมเหนื่อยมากกับความเชื่อแบบไม่ลืมหูลืมตาของการเป็นเจ้าของบ้าน […] คุณไม่ได้ล้มเหลวนะถ้าเช่าเขาอยู่”

เศรษฐีอธิบายต่อครับว่าที่จริงแล้วคนมักจะบอกว่าการเช่าก็เหมือนเอาเงินทิ้งไปทุก ๆ เดือน แทนที่จะเอาเงินมาซื้อบ้านของตัวเองเป็นการลงทุนไปด้วยในตัว เพราะไหน ๆ ก็จะจ่ายค่าเช่าบ้านอยู่แล้วก็เอาเงินมาใช้ตรงนี้ดีกว่า

แต่คนอื่นไม่รู้หรอกว่าสถานการณ์หรือความต้องการของเราคืออะไรกันแน่ พวกเขาพูดจากสิ่งที่ตัวเองเชื่อ มุมมองของตัวเอง ซึ่งไม่ได้หมายความว่ามุมมองนั้นผิด เพียงแต่อาจจะไม่ได้ตรงกับสิ่งที่คุณสามารถทำได้ หรืออยากทำ หรือเหมาะกับคุณมากเท่าไหร่นัก

สิ่งที่เศรษฐีแนะนำคือคุณต้องรู้รายละเอียดทุกอย่างก่อน รู้ตัวเลขค่าใช้จ่ายของการเป็นเจ้าของบ้าน การเลือกอยู่ ข้อดีข้อเสียของมัน และความต้องการของคุณจริง ๆ ก่อนจะตัดสินใจ ไม่ได้หมายความว่าซื้อบ้านเป็นเรื่องที่ไม่ดี หรือทำไม่ได้ แต่ให้ตัดสินใจจากชุดข้อมูลที่มี มากกว่าความเชื่อของสังคมที่บอกว่าต้องให้ทำแบบนี้

เพราะอย่าลืมว่าการมีบ้านมีค่าใช้จ่ายที่ตามมาอีกเยอะมาก ๆ กระบวนการซื้อก็ส่วนหนึ่ง แต่หลังจากนั้นก็จะมีค่าบำรุงรักษา ค่าส่วนกลาง ค่าตบแต่งบ้าน ฯลฯ

และนอกจากนั้นแล้วการเลือกที่จะเช่าอยู่ก็อาจจะเหมาะกับสถานการณ์ของหลาย ๆ คนที่เอาเงินส่วนต่างของการเช่าและผ่อนบ้านของตัวเองไปทำอย่างอื่นที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าในระยะยาว

สมมติว่าค่าเช่าบ้านเดือนละ 5,000 บาท แต่ถ้าผ่อนบ้านของตัวเองอาจจะเดือนละ 12,000 บาท

ซึ่งส่วนต่าง 7,000 บาทนี้เราสามารถเอาไปลงทุนได้ สมมุติเก็บเงินส่วนนี้ไว้หนึ่งปีคือ 84,000 บาท เอาไปลงทุนได้ 6% ต่อปี ปีต่อไปเงินก้อนนี้ก็จะกลายเป็น 89,040 บาท ทีนี้ถ้าปีต่อมาเราเอาเงินที่เก็บทุกเดือนเติมเข้าไปอีก 84,000 บาท (เพราะเราก็ยังเก็บทุกเดือนอยู่) ได้ผลตอบแทนเท่าเดิม 6% … ทำแบบนี้ต่อไป 10 ปี เงินตรงนี้จะกลายเป็น 1.17 ล้านบาท เลยทีเดียว

แน่นอนครับหลายคนก็อาจจะมองว่าซื้อบ้านแล้วอีก 10 ปีขายก็ได้ อาจจะได้ราคาดีหรือกำไรมากกว่านี้ด้วย

ใช่ครับ…มันก็อาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้ หรือไม่เป็นก็ได้ นั่นคือเหตุผลที่เศรษฐีบอกว่าคุณต้องรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ถ้าคุณคิดว่าการซื้อบ้านแล้วอีก 10 ปีจะขายเพื่อทำกำไร นั่นก็เป็นเป้าหมายที่แตกต่างกันออกไปสำหรับแต่ละคนด้วย (แล้วอย่าลืมว่า 10 ปีที่ผ่านมาต้องเสียเงินค่าดูแลบ้านเหล่านี้ไปเท่าไหร่ด้วยนะครับ)�

สำหรับบางคนอาจจะมีเป้าหมายชีวิตที่แตกต่างออกไป อาจจะมีการย้ายงานบ่อย ย้ายบ้าน เดินทางไปยังที่ต่าง ๆ ไม่ได้คิดว่าจะแต่งงานหรือลงหลักปักฐาน การเช่าอยู่ก็อาจจะเป็นทางเลือกที่มีอิสรภาพมากกว่าด้วย

เพราะฉะนั้นเมื่อเอาเหตุผลหลาย ๆ อย่างมารวมกันแล้ว เศรษฐีเลยรู้สึกว่าการเชื่อแบบไม่ลืมหูลืมตาว่าต้องซื้อบ้านถึงจะเรียกว่าประสบความสำเร็จนั้นไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องสักเท่าไหร่นัก

การลงทุนมีความเสี่ยง การซื้อบ้านก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นถ้าจะซื้อก็ต้องแน่ใจก่อนว่าซื้อเพราะอะไร รู้แล้วใช่ไหมว่าจะมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างและเรารับไหวแค่ไหน มีเงินสำรองฉุกเฉินรึยัง เป้าหมายในชีวิตของเราคืออะไร สิ่งที่เราต้องการจากการซื้อบ้านคืออะไร

และถ้าคิดว่าการซื้อบ้านไม่ตอบโจทย์ ก็อย่าเพิ่งไปตัดสินใจซื้อเพียงเพราะสังคมบอกว่าต้องทำอย่างนั้น

เช่าเขาอยู่ ไม่ซื้อบ้าน ไม่ใช่เรื่องผิดหรือความล้มเหลวในชีวิต แต่ถ้าตัดสินใจซื้อบ้านโดยไม่เข้าใจว่าโจทย์ชีวิตคืออะไร แบบนั้นค่อนข้างอันตรายเลยทีเดียว

ซื้อรถมือสองต้องระวังเพราะอาจได้ ‘รถติดไฟแนนซ์’ มีความผิดทั้งผู้ชื้อ และผู้ขาย

เห็นข่าว “นักร้องหนุ่ม ช็อก! หลังซื้อรถหรูลัมโบร์กีนีมาขับได้ไม่นาน ล่าสุดถูกตำรวจบุกบ้านยึดรถคันดังกล่าว ซึ่งพอทราบรายละเอียดเจ้าของเก่าไม่ได้ส่งค่างวด เป็นเหตุทำให้รถโดนไฟแนนซ์ตามมายึด โดยทางเต็นท์รถไม่ได้แจ้งก่อนจะตกลงซื้อขายกัน ว่ารถคันนี้ติดไฟแนซ์อยู่”

เรื่องกลโกงจำนำรถ มีเกิดขึ้นบ่อยครั้งมาก ยิ่งในยุคที่เศรษฐกิจฝืดเคือง การทำมาหากินลำบาก แต่เมื่อค่าใช้จ่ายสูงกว่ารายได้ ก็ต้องหารายได้จากทางอื่น อย่างเช่น ขายทรัพย์สิน เป็นต้น แต่การขายทรัพย์สินมักจะได้ราคาต่ำกว่ามูลค่าทางตลาดเยอะ และหลายทรัพย์สินเราก็ยังจำเป็นต้องใช้ อย่างบ้านก็ต้องอาศัยอยู่ รถก็ต้องใช้ในการทำงาน ทางออกหนึ่งคือ เอาทรัพย์สินไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในการขอสินเชื่อ ถ้าเอาอสังหาริมทรัพย์ไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ก็เรียก “จำนอง” ถ้าเอาสังหาริมทรัพย์อย่างเช่น รถ เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ก็เรียก “จำนำ”

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นการจำนอง หรือ จำนำ ทรัพย์สินที่เราเอาไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันต้องเป็นทรัพย์สินของเราเท่านั้น

แล้วรถติดไฟแนนซ์ที่นักร้องหนุ่มไปซื้อมา จริงๆ แล้ว ใครเป็นเจ้าของรถ ตามกฎหมาย รถที่ติดไฟแนนซ์มาจากการซื้อรถผ่านบริษัทที่รับจัดไฟแนนซ์รถยนต์ให้กับเรา ซึ่งการจัดไฟแนนซ์รถยนต์ คือ การที่เราซื้อรถกับบริษัทที่ขายรถยนต์โดยตรง หรือซื้อผ่านบริษัทที่รับจัดไฟแนนซ์รถยนต์ โดยที่เราจะได้รถมาใช้เลยหลังตกลงเสร็จสิ้น และชำระเงินด้วยวิธีการทยอยจ่ายเป็นรายเดือนไป ตามแต่ตกลงว่าจะผ่อนชำระเดือนละกี่บาท เป็นระยะเวลาเท่าไหร่ อัตราดอกเบี้ยเท่าไหร่

ในกรณีนี้ ขณะที่เรายังผ่อนชำระรถยนต์ที่ติดไฟแนนซ์อยู่นั้น ชื่อของเจ้าของรถจะเป็นของบริษัทรถยนต์ หรือบริษัทรับจัดไฟแนนซ์นั้น ๆ จนกว่าเราจะผ่อนชำระเงินต้นรวมถึงดอกเบี้ยครบถ้วน กรรมสิทธิ์เจ้าของรถก็จะได้รับโอนมาเป็นชื่อของเรา

แปลง่ายๆ ว่า รถที่ยังติดไฟแนนซ์อยู่โดยผ่อนส่งค่าเช่าซื้อยังไม่ครบนั้น กรรมสิทธิ์ในรถเป็นของไฟแนนซ์ ผู้เช่าซื้อมีสิทธิครอบครองเพื่อใช้สอยเท่านั้น ไม่มีสิทธิที่จะนำไปขาย หรือ จำนำได้

รถติดไฟแนนซ์ที่มักจะเอามาขายหรือจำนำตามเต้นท์รถ ส่วนใหญ่จะเป็นรถหนีไฟแนนซ์ คือ รถที่ผู้เช่าซื้อรถได้ค้างชำระค่างวด 3 งวดติดต่อกัน แล้วทางไฟแนนซ์หรือสถาบันการเงินที่เป็นผู้ให้เช่าซื้อได้ออกหนังสือมาให้ชำระค่างวดที่ค้างอยู่ภายใน 30 วัน โดยผู้เช่าซื้อนิ่งเฉยไม่ยอมชำระ แต่กลับนำรถไปขายต่อโดยการโอนลอยให้กับผู้อื่นหรือเต็นต์ หรือนำรถไปจำนำแล้วปล่อยขาดซึ่งรถจะถูกนำไปขายทอดตลาดหรือประมูลอีกที

ถ้าคนเอารถติดไฟแนนซ์ไปขายหรือจำนำหล่ะ คนขาย หรือ คนซื้อ จะผิดกฎหมายอะไร?

การเอารถที่ไม่ใช่ของตัวเองไปขาย หรือ จำนำ ผิดกฎหมายแน่นอน ดังนี้

ผู้ขาย

ประมวลกฎหมายอาญา ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ มาตรา 352 ได้กล่าวเอาไว้ว่า
“ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ได้ เบียดบังเอาทรัพย์นั้นมาเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

ความตามกฎหมายฉบับนี้อธิบายให้เข้าใจได้ง่าย ๆ ก็คือ รถที่ยังติดไฟแนนซ์อยู่โดยผ่อนส่งค่าเช่าซื้อยังไม่ครบนั้น กรรมสิทธิ์ในการครอบครองเป็นของไฟแนนซ์ ผู้เช่าซื้อมีสิทธิครอบครองใช้สอยเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์ที่จะนำไปขายให้แก่บุคคลอื่น นั่นเอง

ผู้ซื้อ

หากรถที่นำมาขายหรือจำนำ ยังเป็นกรรมสิทธิ์ของไฟแนนซ์ คนที่ซื้อหรือรับจำนำรถคันดังกล่าว ก็จะอาจมีความผิดฐานรับของโจรเช่นเดียวกัน!!! ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

แล้วคนที่ซื้อรถจากผู้รับจำนำโดยบริสุทธิ์ ไม่ทราบว่ารถติดไฟแนนซ์ จะมีความผิดหรือไม่

การซื้อรถติดไฟแนนซ์โดยไม่ทราบที่มา ไม่ว่าซื้อจากเต็นต์รถหรือประกาศขายโดยที่มีการโอนลอยไว้ ทำให้ผู้ซื้อรถถูกดำเนินคดีเนื่องจากอยู่ในขบวนการขโมยรถของไฟแนนซ์ด้วย โดยสิ่งที่ตามมานอกจากจะเสียรถแล้วยังต้องเสียเวลาไปกับคดีรวมทั้งมีประวัติคดีความติดตัวด้วย

เรื่องนี้พันตำรวจเอก บุญลือ ผดุงถิ่น ผู้กำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม แนะนำว่า

“ให้เลือกซื้อจากสถานที่รับจำนำที่มีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย เพราะการซื้อรถที่ราคาถูกผิดปกติและไม่มีเอกสารสิทธิรับรองนั้น ไม่สามารถอ้างได้ว่า ไม่ทราบว่าทรัพย์นั้นมาจากการกระทำผิด ซึ่งอาจมีความผิดฐานรับของโจรได้”

“สำหรับคนที่ซื้อต่อ เห็นอยู่แล้วว่าไม่ใช่การซื้อที่ถูกต้อง ไม่ได้ซื้อมาร้านหรือจากบุคคลที่ขายต่อมือสอง ซื้อจากเพจรถหรือจำนำในราคาขายต่อที่ถูกมาก รถสี่ห้าแสน ซื้อไปแสนกว่า จะมาอ้างว่าไม่รู้ว่าได้มาจากการกระทำความผิดนั้นฟังไม่ขึ้น ขอเตือนว่า คนที่จะซื้อรถต่อจากกลุ่มเหล่านี้มีความผิดแน่นอน จะพิสูจน์ว่าตัวเองทำถูกยาก ไม่มีเอกสารสิทธิ มีแต่รถ ขอเตือนว่าอย่าซื้อ”

แล้วถ้าจะซื้อรถมือสองอย่างไรถึงจะปลอดภัย

ในการเลือกซื้อรถมือสอง นอกจากเราต้องดูสภาพรถ ดูรูปทรงรถโดยรวม ดูสี ดูตะเข็บ ดูตัวถัง ฯลฯ แล้ว เราควรตรวจสอบเอกสารรถยนต์ หรือเล่มรถ ดังนี้

  • เลขตัวถังและเลขเครื่องยนต์ ตรงกับในเล่มหรือไม่

  • ผู้ถือกรรมสิทธิ์ ซึ่งจะบอกชื่อผู้ครอบครองที่ถูกต้องตามกฎหมายทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือบริษัทที่เคยรับจำนอง ถ้าจะให้แน่ต้องไปตรวจสอบที่กรมขนส่งทางบก แผนกทะเบียนรถ ถึงจะทราบได้ว่าข้อมูลที่ได้รับมาเป็นข้อมูลที่ถูกต้องหรือยัง

  • รายการภาษี เสียภาษีทุกปีหรือไม่ ทริกเล็กๆ คือให้ดูสีหมึกกับระยะบรรทัด เล่มจริงจะไม่เท่ากัน ถ้าเท่าเมื่อไร มีโอกาสที่จะเป็นเล่มปลอม

  • รายการบันทึกของเจ้าหน้าที่ เช็กประวัติรถว่ามีความเป็นมาอย่างไร ปรับเปลี่ยนหรือซ่อมอะไรไปบ้าง และถ้ามีการประทับตราว่า “ออกแทนเล่มสูญหาย” ให้เอะใจไว้ก่อนว่าอาจปลอมแปลงเล่มมา

จริงมั้ย? คนไทยชอบใช้ “เงินในอนาคต”ก่อหนี้ยืมสินจนติดกับดัก

เชื่อว่าทุกคนล้วนมีเป้าหมายทางการเงินของตัวเอง และทุกเป้าหมาย ล้วนต้องใช้เงินทั้งสิ้น

เช่น หากคุณอยากลดน้ำหนัก อยากมีสุขภาพแข็งแรง อยากมีหุ่นดี คุณต้องออกกำลังกาย ควบคุมโภชนาการ คุณต้องซื้อรองเท้า ชุดออกกำลังกายใหม่ แม้กระทั่งเลือกการรับประทานอาหารเสริม โปรตีน วิตามินต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งซื้อคอร์สออกกำลังกาย จ้างเทรนเนอร์มาดูแลการออกกำลังกาย และ นักโภชนาการมาวางแผนการรับประทานอาหาร

แต่ถ้าเป็นเป้าหมายที่เป็นสินทรัพย์ ตั้งแต่ขนาดเล็ก จนถึงขนาดใหญ่ เช่น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ ท่องเที่ยวในและต่างประเทศ รถยนต์ คอนโด ที่ดิน และบ้านที่อยู่อาศัย คุณยิ่งต้องใช้เงินจำนวนมากในการซื้อสิ่งที่คุณต้องการ

หากคุณไม่ได้วางแผนการเงิน และเก็บเงิน เพื่อให้ได้บรรลุเป้าหมายต่าง ๆ ที่ตั้งไว้ ตั้งแต่แรก แต่คุณต้องการสิ่งเหล่านั้นเร็วขึ้น โดยไม่ต้องการเสียเวลาเก็บสะสมเงิน มีทางเลือกที่หลายๆคนเลือกใช้ คือ การใช้เงินในอนาคต การกู้ยืมเงิน หรือการขอสินเชื่อ กับ สถาบันการเงินต่างๆ หรือการกู้ยืมเงินนอกระบบ

ส่งผลทำให้ภาวะหนี้สินภาคครัวเรือนของไทยสูงขึ้นเป็นอย่างมาก ส่งผลกระทบกับกำลังการบริโภคของประชาชนในประเทศ และจะกลายเป็นระเบิดลูกหนึ่งที่เข้ามาทำลายระบบเศรษฐกิจ

หนี้ครัวเรือนคือหนี้ที่ประชาชนกู้ยืมจากผู้ให้กู้ สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการนอกระบบ หรือแม้แต่คนรู้จัก เพื่อนำเงินดังกล่าวไปใช้จ่ายตามความต้องการที่แตกต่างกันไป โดยการก่อหนี้หรือการกู้ยืมเงินนั้นช่วยให้เราสามารถใช้จ่ายได้ทั้งในชีวิตประจำวัน และยามจำเป็นเกินกว่ารายได้และเงินออมที่มีอยู่ เช่น จ่ายค่าอาหารมื้อหรูแม้เงินเดือนยังไม่ออก ซื้อรถในฝันแม้ยังไม่มีเงินออมก้อนใหญ่ หรือจ่ายค่ารักษาพยาบาลในยามฉุกเฉิน

อย่างไรก็ดี การก่อหนี้เปรียบเสมือนการนำรายได้ในอนาคตมาใช้ แม้จะทำให้เกิดการใช้จ่าย ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวในวันนี้ แต่ในอนาคตเราจำเป็นต้องทยอยชำระหนี้คืนทำให้รายได้ที่หามาเหลือใช้น้อยลง และหากครัวเรือนส่วนใหญ่ในระบบเศรษฐกิจก่อหนี้มากเกินไปก็จะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจผ่านทาง

(1) การบริโภคของครัวเรือนในอนาคตจะลดลง
(2) ความสามารถในการรองรับเหตุการณ์ไม่คาดคิดน้อยลง
เช่น หากถูกเลิกจ้างหรือถูกลดค่าจ้างลง ก็อาจจะผิดนัดชำระหนี้ที่มีอยู่เดิม ซึ่งสร้างความเสี่ยงให้กับระบบสถาบันการเงินหรือผู้ให้กู้ยืม ในกรณีที่การผิดนัดชำระหนี้มีจำนวนมาก ระบบการเงินจะได้รับความเสียหายจนไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติและกระทบเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

ถ้าดูสัดส่วนหนี้สินภาคครัวเรือน ปี 2563 – ปี 2564 จะเห็นได้ว่าสินเชื่อที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อย่างเห็นได้ชัด นั่นก็คือ สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้กำกับ หมายถึง สินเชื่อบุคคลทั้งที่ไม่มีหลักประกัน (สินเชื่ออเนกประสงค์) และมีหลักประกัน เช่น เช่าซื้อ สินเชื่อทะเบียนรถ (รถแลกเงิน) ซึ่งเป็นสินเชื่อที่ผู้ขอสินเชื่อนำเงินไปอุปโภคบริโภคส่วนบุคคล เช่น ซื้อสินค้าที่อยากได้ รับประทานอาหารมื้อหรู ท่องเที่ยวในและต่างประเทศ หรือกระทั่งนำเงินไปชำระหนี้ทั้งในและนอกระบบ

จากการใช้จ่ายเงินที่เกินตัว อีกทั้งหลาย ๆ ธุรกิจ เอื้อให้คนใช้เงินจนเกินตัวแบบง่ายและสะดวกเพิ่มมากขึ้น เช่น ในอดีต จะซื้อรถยนต์สักคันต้องมีคนค้ำประกัน มีเงินดาวน์ 25-50% ของราคารถ แต่ปัจจุบันการซื้อรถจักรยานยนต์ หรือรถยนต์สักคัน บางแห่งไม่ต้องใช้คนค้ำไม่ต้องใช้เงินดาวน์ ทำให้เกิดก่อหนี้เป็นไปได้ง่าย

แต่หลายคนอาจไม่ได้คำนึงถึงค่าใช้จ่ายแฝงที่ตามมา เช่น ค่าน้ำมัน ค่าบำรุงรักษา ประกัน พรบ. ภาษี อะไหล่สิ้นเปลือง เช่น ยางรถยนต์ เป็นต้น

ท้ายที่สุดแล้วเมื่อติดกับดักการก่อหนี้ ทำให้ลืมคิดว่าภาระค่าใช้จ่ายต่อเดือนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ รู้ตัวอีกที คือ เมื่อบิลชำระค่าบัตรเครดิตมา เมื่อผ่อนชำระต่อเดือนไม่ไหวก็กลายเป็นชำระหนี้ขั้นต่ำ และทำให้ดอกเบี้ยเพิ่มพูนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆทุกเดือน จนท้ายสุดแล้วไม่ไหวกลายเป็นหนี้เสีย (NPL) คือ หนี้ที่ค้างชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ยนานติดต่อกันตั้งแต่ 91 วัน ขึ้นไป เข้าสู่การปรับโครงสร้างหนี้ต่อไป

คำถามตามมา คือ ผู้ที่กำลังก่อหนี้ ควรจะทำอย่างไร? เช่น

– สินเชื่อบ้าน ควรเลือกบ้านราคาตามกำลังทรัพย์ของตนเอง ควรผ่อนชำระไม่เกิน 40% ของรายได้

– สินเชื่อรถ ควรคิดรอบด้าน ไม่ใช่แค่ค่างวดต่อเดือน ควรรวมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ จำแนกเป็นรายเดือนเข้าไปด้วย เช่น ค่าน้ำมัน ค่าบำรุงรักษา ประกัน พรบ. ภาษี เป็นต้น

– สินเชื่ออุปโภค บริโภคส่วนบุคคล ให้คิดก่อนว่า เป็น “ความจำเป็น” หรือ “ความต้องการ”
เช่น อยากได้โทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ให้ถามตนเองว่า ใช้งานคุ้มค่ากับฟังก์ชั่นที่ได้มาหรือไม่

โดยสรุป การเป็นหนี้ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ถ้าก่อหนี้แล้วควรมีวินัย มีการจัดการที่ถูกวิธี เพราะการหนี้ที่ดี จะทำให้กลายเป็นเครื่องมือทำให้เกิดความมั่งคั่งในอนาคตได้

เขียนโดย: อภิสิทธิ์ สืบไวย ที่ปรึกษาการเงิน AFPT™

ชีวิตที่ดีคืออะไร? บทเรียนจากโครงการศึกษาชีวิตมนุษย์นานกว่า 85 ปีจากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดพบว่าไม่ใช่ทั้งเงิน งาน ชื่อเสียง หรือแม้แต่ ความร่ำรวย

มีการสำรวจคนยุค Millennials ถามว่าเป้าหมายสูงสุดในชีวิตของพวกเขาคืออะไร?

มากกว่า 80% ตอบว่า เป้าหมายสูงสุดคือความร่ำรวย และอีก 50% คือการมีชื่อเสียงโด่งดัง

เรามักจะถูกสอนให้มุ่งไปที่งาน ทุ่มเทให้กับงานมากๆ และประสบความสำเร็จให้มากขึ้น เราถูกฝังหัวว่านี่คือสิ่งที่เราต้องไขว่คว้า เพื่อที่จะมีชีวิตที่ดี

โครงการ Harvard Study of Adult Development เป็นโครงการศึกษาชีวิตมนุษย์ ที่นานที่สุดเท่าที่เคยมีมาตลอด 85 ปี ศึกษาชีวิตของคนกว่า 724 คน ถามพวกเขาเกี่ยวกับงาน ความเป็นอยู่ และสุขภาพ ปีแล้วปีเล่า โดยไม่รู้เลยว่าสุดท้ายแล้วชีวิตของพวกเขาจะเป็นอย่างไร

การศึกษาวิจัยแบบนี้หายาก เพราะเกือบทุกโครงการลักษณะแบบเดียวกันนี้มักล้มเลิกไปภายใน 10 ปี บางทีกลุ่มตัวอย่างขอออกจากโครงการหรือไม่ก็ ไม่มีเงินสนับสนุนโครงการต่อ หรือบางทีนักวิจัยดันเกิดหมดความสนใจขึ้นมา หรือบางทีนักวิจัยเสียชีวิตและไม่มีใครสานต่อโครงการ

โครงการศึกษานี้รอดมาได้กลุ่มตัวอย่างของราวๆ 60 คน จาก 724 คน ยังมีชีวิตอยู่ และยังร่วมอยู่ในโครงการนี้ ส่วนใหญ่ก็อายุราวๆ 90 ปีแล้ว

ตั้งแต่ปี 1938 การศึกษานี้ศึกษาชายอยู่สองกลุ่ม กลุ่มแรกเริ่มเข้าโครงการขณะเรียนอยู่ปีสองที่วิทยาลัยฮาร์วาร์ด พวกเขาทุกคนจบวิทยาลัย ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และเกือบทุกคนก็ออกมาเข้าร่วมสงคราม กลุ่มที่สองเป็นกลุ่มเด็กชายจากชุมชนที่จนที่สุดในบอสตัน เด็กๆถูกคัดเลือกเข้าโครงการเพราะพวกเขามาจากครอบครัวที่มีปัญหาและด้อยโอกาสมากที่สุด ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในห้องเช่าที่ไม่มีน้ำใช้ด้วยซ้ำ

เมื่อพวกเขาเข้าร่วมโครงการ เด็กทุกคนถูกสัมภาษณ์และได้รับการตรวจร่างกาย สัมภาษณ์พ่อแม่ จากนั้นพวกเขาก็เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ มีชีวิตที่แตกต่างกัน บางคนเป็นพนักงานโรงงาน ทนายความ ช่างปูน และหมอ หนึ่งคนเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาด้วย บางคนติดสุราเรื้อรัง บางส่วนเป็นโรคจิตเภท บางคนไต่บันไดของสังคมจากชนชั้นล่างสุดไปเป็นชนชั้นสูงสุด บางคนดำเนินชีวิตไปในทางตรงกันข้าม

ผ่านมา 85 ปีโครงการนี้ยังดำเนินต่อ ทุกๆ สองปีนักวิจัยจะโทรหากลุ่มตัวอย่างเพื่อถามเกี่ยวกับชีวิตของพวกเขาอีกครั้งหนึ่ง

ชายในกลุ่มเด็กยากจนจากบอสตันหลายคนถามว่า “ทำไมพวกคุณถึงยังอยากศึกษาชีวิตผม? ชีวิตผมไม่ได้น่าสนใจขนาดนั้น” แต่ชายจากฮาร์วาร์ดไม่เคยถามคำถามนั้นเลย

หลังจากสัมภาษณ์ ก็เก็บตัวอย่างเลือดและสแกนสมอง คุยกับลูกๆ อัดวิดีโอขณะที่พวกเขาเล่าความกังวลใจให้ภรรยาฟัง สิ่งที่การศึกษาชิ้นนี้ค้นพบจากข้อมูลจำนวนหลายหมื่นหน้า บทเรียนไม่ได้เกี่ยวกับความร่ำรวย ความโด่งดัง หรือการทำงานหนัก สิ่งที่ชัดเจนที่สุด ที่งานวิจัย 75 ปีบ่งบอกคือ ‘ความสัมพันธ์ที่ดี’ จะช่วยให้เรามีความสุขและแข็งแรงมากขึ้นแค่นั้นเลยจริง ๆ

ข้อคิด 3 ข้อหลักๆ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่พวกเขาสรุปมาคือ

1. ความสัมพันธ์ทางสังคม มีประโยชน์กับเรามาก และความโดดเดี่ยวโหดร้ายมาก กลายเป็นว่า คนที่มีความสัมพันธ์อันดี กับครอบครัว เพื่อน และสังคมของเขา มีความสุข สุขภาพดี และอายุยืน กว่าคนที่มีความสัมพันธ์กับผู้อื่นน้อยกว่า คนที่ถูกทิ้งอย่างโดดเดี่ยวจากคนอื่นจะกลายเป็นคนไม่มีความสุข สุขภาพเสื่อมโทรมตั้งแต่ช่วงกลางของชีวิต การทำงานของสมองเสื่อมลงเร็วกว่า และอายุสั้นกว่าคนที่ไม่โดดเดี่ยว

ท่ามกลางผู้คนมากมาย คุณอาจรู้สึกโดดเดี่ยวได้เช่นกัน

2. คุณภาพของความสัมพันธ์ใกล้ชิดนั้นสำคัญ การมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง ส่งผลเสียต่อสุขภาพ เช่น ชีวิตแต่งงานที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง เป็นสิ่งที่ทำร้ายสุขภาพ อาจจะมากกว่าการหย่าร้างด้วยซ้ำไป และการมีชีวิตอยู่ท่ามกลาง ความสัมพันธ์ที่อบอุ่นช่วยทำให้เราแข็งแรงและมีความสุขมากขึ้น

สิ่งที่ทำนายว่าคนจะมีความสุขในวัย 80 คือระดับความพึงพอใจของความสัมพันธ์ที่พวกเขามี คนที่พอใจกับความสัมพันธ์ที่มีตอนอายุ 50 จะมีสุขภาพแข็งแรงกว่าตอนอายุ 80

3. ความสัมพันธ์ทำให้สมองของเราแข็งแรงด้วย คนที่มีความสัมพันธ์ที่ดีจะรู้สึกว่าพึ่งพาอีกคนได้ มีความจำที่เฉียบคม ส่วนคนที่มีความสัมพันธ์ที่รู้สึกว่าไม่สามารถพึ่งพาอีกคนได้ ความจำจะเสื่อมถอยเร็วกว่า

ความสัมพันธ์ที่ดีที่ว่าไม่จำเป็นต้องราบรื่นตลอดเวลา คู่รักวัย 80 บางคู่อาจจะทะเลาะ ไม่หยุดไม่หย่อน แต่ตราบเท่าที่พวกเขารู้สึกว่าสามารถพึ่งพากันได้ แค่นั้นก็ถือว่าโอเค

เมื่อครั้งที่พวกเขายังเป็นหนุ่มวัยรุ่นคนเหล่านี้ก็เชื่อเหมือนกันว่าชื่อเสียง ความร่ำรวย และการประสบความสำเร็จสูงสุดคือสิ่งที่พวกเขาต้องได้มาถ้าอยากมีชีวิตที่ดี แต่ตลอด 75 ปีที่ผ่านมา งานวิจัยชี้ให้เห็นแล้วว่าคนที่ประสบความสำเร็จที่สุดคือคนที่ทุ่มเทเวลาให้กับ ครอบครัว เพื่อน และสังคม

แล้วคุณล่ะครับ ตอนนี้ คุณอาจจะอายุ 25 หรือ 40 หรือ 60 คุณกำลังทุ่มเทให้กับอะไรอยู่?

Mark Twain เขียนเอาไว้ว่า

“ชีวิตสั้นนัก จนไม่มีเวลา สำหรับการทะเลาะ การขอโทษ การอิจฉาริษยา และการต่อว่า มีเพียงเวลาเพื่อรัก และจะว่าไปแล้ว แค่นั้นก็แสนสั้นเช่นกัน”

แม้ตลาดร่วง ผลตอบแทนก็รุ่งได้รู้จักตัวช่วยปรับพอร์ตช่วงผันผวนกับกองทุน Absolute Return

ระยะเวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมา นับแต่สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 นักลงทุนคงได้รับรู้ข่าวสารการลงทุน หรือก็อาจเป็นหนึ่งใน “ผู้ประสบภัย” ในสถานการณ์นี้ด้วย นั่นคือ พอร์ตลงทุนไม่เป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้ ถึงแม้ว่าจะได้มีการวางแผนการจัดสรรเม็ดเงินให้กระจายไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงตามหลักทฤษฎีแล้วก็ตาม

ย้อนกลับไปในช่วงที่ธนาคารกลางประเทศต่างๆ ใช้มาตรการ QE สินทรัพย์ลงทุนยังสร้างผลตอบแทนอย่างน่าประทับใจ หรือถึงแม้โลกจะเผชิญกับการแพร่ระบาดโควิด สินทรัพย์ลงทุนหรือธุรกิจบางกลุ่มก็ได้รับประโยชน์เต็มที่ บางธุรกิจก็แจ้งเกิดท่ามกลางวิกฤติโควิด ขณะเดียวกันก็มีหลายธุรกิจที่ไปไม่รอด

ต่อมาเมื่อมีปัจจัยแทรก อย่างสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ราคาของกลุ่มสินทรัพย์โภคภัณฑ์ (Commodities) อย่าง น้ำมัน พลังงาน อาหาร สินค้าเกษตรต่างๆเกิดภาวะขาดแคลน อุปทานไม่เพียงพอกับอุปสงค์ ต้นทุนค่าขนส่ง ต้นทุนการดำเนินการ ต่างก็ดันให้ราคาสินทรัพย์กลุ่มนี้ปรับตัวพุ่งขึ้นเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง หลังจากที่ราคาน้ำมันเคยขึ้นไปสูงสุดเมื่อสิบปีก่อน ก็ได้กลายเป็นตัวเร่งภาวะเงินเฟ้อให้ทวีความรุนแรงลามไปทั่วโลก

จากวิกฤตที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ต้องค่อยๆ คลายไปทีละปม แก้ปัญหาไปทีละเปลาะ ธนาคารกลางหลายประเทศมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย รวมทั้งการทำ QT ลดสภาพคล่อง ดูดเม็ดเงินออกจากตลาด เพื่อสยบเงินเฟ้อ

เมื่อยาแรงขนานใหม่เริ่มออกฤทธิ์และกระตุ้นเป็นระลอกๆ เป็นผลให้ตลาดปรับฐานลงมา (Market Correction) สลับกับการที่ตลาดดีดกลับแรง (Technical Rebound) ในช่วงสั้นๆ ตามเหตุการณ์สำคัญของตลาด เช่น

– การประชุมธนาคารกลางของประเทศผู้นำเศรษฐกิจโลก (FOMC, ECB, BoE, BoJ)
– การประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ (Core CPI, PPI, GDP, Jobless Claim) จนเหล่านักเศรษฐศาสตร์หลายสำนัก กังวลและคาดการณ์ถึงเรื่องเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession)

สภาพการณ์ที่เกิดนี้ อาการหนักได้ระบาดไปแทบทุกสินทรัพย์ จากที่บวกแรงๆ อาการดีขึ้นเหมือนจะทุเลาลง แต่เมื่อมีอาการแทรกซ้อนกลับทำให้ทรุดหรือติดลบ ผลที่ตามมา คือ มูลค่าพอร์ตลงทุนหดหายไป และยิ่งหากมีการลงทุนในบรรดาสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrencies) มูลค่าพอร์ตลงทุนอาจหายไปมากขึ้น

อาการความเหวี่ยง ไม่ว่า จะติดลบหนักๆ หรือบวกแรงๆ ที่เกิดขึ้น เรียกว่า ความผันผวน (Volatility) ซึ่งเกิดจากความเสี่ยงตลาด (Market Risk) หรือ Beta เนื่องจากภาวะสงคราม/การเมือง จากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ หรือจากปัจจัยหลายประการร่วมกัน

สถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้บลจ. หลายแห่งออกกองทุนประเภท Absolute Return เพื่อเป็นทางเลือกในการเลือกลงทุน โดยกองทุนประเภทนี้ มักลงทุนในสินทรัพย์ค่อนข้างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นทั้งตราสารหนี้ ตราสารทุน หรือตราสารอนุพันธ์ เพื่อมุ่งเน้นการพยายามที่จะสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวกในทุกสภาวะตลาด รวมทั้งจำกัดการขาดทุน และมีความผันผวนในระดับต่ำกว่าเมื่อเทียบกับความผันผวนของตลาดโดยรวม ช่วยลดความเสี่ยงพอร์ตลงได้ แม้ในสภาวะตลาดขาลง (Down Trend) หรือสภาวะตลาดทรงตัว (Sideway)

โดยจะเน้นใช้กลยุทธ์แบบ Long-Short โดยมีสถานะซื้อ (Long Position) สินทรัพย์ที่คาดการณ์ว่าราคาจะสูงขึ้นในอนาคต พร้อมๆ กับการมีสถานะขาย (Short Position) สินทรัพย์ที่คาดการณ์ว่าราคาจะร่วงลงในอนาคต รวมไปถึงการใช้ตราสารอนุพันธ์ (Derivatives) เพื่อลดความเสี่ยงที่เกิดจากความผันผวนของตลาด

ดังนั้น ผลตอบแทนส่วนใหญ่ของกองทุน Absolute Return นั้น จะมาจากฝีมือการเลือกสินทรัพย์ของผู้จัดการกองทุน (Alpha) มากกว่าจากอิทธิพลจากสภาพตลาด (Beta) โดยรวม และนี่เองคือเหตุผลที่ทำให้กองทุนประเภทนี้ ไม่มี เกณฑ์อ้างอิง (Benchmark) มาใช้ในการเปรียบเทียบ

ทั้งนี้ จากข้อมูลกราฟรายสัปดาห์ เปรียบเทียบระหว่าง ผลตอบตอบแทนของกองทุน Absolute Return กับ ดัชนี MSCI ACWI และดัชนี S&P500 TRI ตั้งแต่ช่วงที่มีการระบาด COVID-19 ปี 2019 จนถึง ธันวาคม ปี 2022 จะสังเกตเห็นได้ว่า เมื่อเวลาตลาดเกิดความผันผวน กล่าวคือ ถ้าตลาดปรับตัวร่วงลงแรง ผลตอบแทนของกองทุน Absolute Return จะมีทิศทางเป็นบวก และผลตอบแทนเป็นบวกโดยภาพรวมในระยะยาว

การลงทุนในรูปแบบ Absolute Return นี้ ไม่ใช่ว่าจะมีข้อดีแต่เพียงด้านเดียว ทว่าข้อควรระวังในการลงทุนก็ยังคงต้องมีอยู่ แม้กองทุนประเภทนี้จะมีลักษณะที่พยายามสร้างผลตอบแทนให้เป็นบวก โดยที่ความสัมพันธ์กับตลาดในระดับที่ต่ำ (Low Correlation) หรือแทบจะไม่มีความสัมพันธ์กับตลาดเลย (No Correlation) กล่าวคือ ในยามที่ตลาดขึ้น บางช่วงเวลาก็อาจทำให้ผลตอบแทนของกองทุนอาจเป็นไปได้ทั้งบวก และ/หรือติดลบได้

นอกจากนี้ ในบางช่วงเวลาผลตอบแทนอาจเคลื่อนไหวไปในทิศทางตรงข้ามกับตลาดโดยภาพรวมได้ด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฝีมือการคัดสรรและการคาดการณ์ถึงอนาคตในแต่ละสินทรัพย์ของผู้จัดการกองทุนว่าจะสามารถบริหารกองทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนให้เป็นบวกได้มากน้อยในระดับใด โดยสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นจริงนั้น มีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลง ผิดไปจากที่ผู้จัดการกองทุนได้วิเคราะห์คาดการณ์ไว้ได้ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การลงทุนประเภทนี้ก็ยังคงน่าสนใจและเหมาะสมไว้ใช้เป็นทางเลือกในการกระจายพอร์ต หากภาวะแห่งความผันผวนยังคงมีอยู่ต่อไปเช่นนี้

จากที่กล่าวมาข้างต้นนี้ กองทุน Absolute Return จัดเป็นการลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่ซับซ้อน (Complex Product Investment) โอกาสที่นักลงทุนอาจจะสูญเสียเงินต้นได้บางส่วนหรือทั้งหมด อันเนื่องจากการลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่ซับซ้อน และขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นจริงเทียบกับการคาดการณ์ในช่วงระยะเวลานั้นๆ ดังนั้น นักลงทุนต้องได้รับคำแนะนำในการลงทุนจากผู้แนะนำการลงทุนที่ถือใบอนุญาต License ต่างๆ ดังนี้

(1) “IP: Investment Planner” (ใบอนุญาตผู้วางแผนการลงทุน สามารถแนะนำได้ทุกผลิตภัณฑ์)
(2) และ/หรือ “IC Complex 1” (ผู้แนะนำการลงทุน ประเภทตราสารซับซ้อนประเภท 1) ซึ่งแนะนำได้ครอบคลุมทุกผลิตภัณฑ์
(3) หรือ “IC Complex 2” (ผู้แนะนำการลงทุน ประเภทตราสารซับซ้อนประเภท 2) เป็นอย่างน้อย

หลังจากได้รับคำแนะนำแล้ว นักลงทุนจะต้องทำความเข้าใจและรับทราบถึงความเสี่ยงประการต่างๆ ของกองทุนประเภทซับซ้อนเหล่านี้ก่อนการตัดสินใจลงทุนจริงด้วย

โดยสรุป การใช้กองทุนประเภท Absolute Return Fund ถือเป็นทางเลือกหนึ่ง เป็นเครื่องมือเข้ามาช่วยในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เพื่อนำมาใช้ปรับลดความเสี่ยงพอร์ต ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนมากๆ (High Volatility) ที่ตลาดภาพรวมยังคงมีแนวโน้มเป็นขาลง (Down Trend) หรือวิ่งออกข้างไม่ไปไหน (Sideway) เหมาะสำหรับนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้สูง และถือลงทุนส่วนนี้ไม่ควรมีสัดส่วนที่มากเกินไปนัก โดยอาจจะกำหนดสัดส่วนลงทุนในกองทุน Absolute Return Fund เพียงไม่เกิน 10% ของพอร์ต เพื่อเป็นการบริหารความเสี่ยงของภาพรวมพอร์ตในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่งตามสถานการณ์ตลาดที่เหมาะสมเท่านั้น

และ โปรดระลึกไว้เสมอว่า หากตลาดกระทิงกลับมา การลงทุนในรูปแบบ Absolute Return Fund อาจจะให้ผลตอบแทนในระดับที่น้อยกว่าตลาด นั่นหมายถึงเราอาจจะได้เวลาปรับพอร์ตกันอีกครั้ง

เขียนโดย: กฤษณา เพียรโอภาส ที่ปรึกษาการเงิน AFPT™, IP

ยิ่งเก็บ ยิ่งมีค่า ไม่ต่างจาก “ทองคำสีดำ” เผยความลับที่มา “แท่งหมึกซูมิ” แท่งหมึกขนาด 2 ขีด แต่ราคาสูงถึง 70,000 บาท

นอกจากกระเพาะปลา นาฬิกาโรเล็กซ์ หรือรถโบราณ จะเป็นของสะสมที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา เพราะความหายากและคนถวิลหา หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า แท่งหมึกสำหรับใช้เขียนภาพพู่กันคุณภาพดีก็มีราคาและเป็นของสะสมล้ำค่าเช่นกัน โดยเฉพาะแท่งหมึกจากประเทศญี่ปุ่นที่ชื่อว่า ‘ซูมิ’

ใครไม่รู้จัก หรือนึกภาพแท่งหมึกไม่ออก ให้ลองนึกถึง ‘ทองคำแท่ง’ แต่เป็นสีดำ โดยความพิเศษของ ‘แท่งหมึกซูมิ’ (Sumi ink) คือ เมื่อนำไปบดและละลายน้ำ จะกลายเป็นน้ำหมึกคุณภาพดี ผลิตตามกรรมวิธีโบราณอายุหลายร้อยปี และมีราคาสูง ขนาด 200 กรัม ราคาแท่งละ 1,000 – 2,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 34,000 – 70,000 บาท) และหากเก็บไปนาน ๆ ราคาจะยิ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว

ซูซูมุ ทาเคซุมิ (Susumu Takesumi) หัวหน้าฝ่ายขายของ ‘โคไบเอ็น’ (Kobaien) หนึ่งในบริษัทผู้ผลิตแท่งหมึกซูมิ กล่าวเปรียบเปรยสินค้าชนิดนี้ว่าเหมือนชีวิตของมนุษย์คนเรา “ยิ่งอายุยืนยาวเท่าไรยิ่งดี”

“ผมเคยเห็นแท่งหมึกของจีน และญี่ปุ่นที่เก่าแก่มาก ๆ วางขายในร้านเฉพาะทางบางร้าน มีราคาสูงถึง 1 – 2 ล้านเยน (250,000 – 500,000 บาท) เลยทีเดียว”

สาเหตุที่ทำให้แท่งหมึกชนิดนี้อาจมีราคาแพงได้ถึงครึ่งล้านบาทมาจากหลายปัจจัย เริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิตที่พิถีพิถัน แต่ละแท่งต้องใช้เวลาทำอย่างน้อย 4 ปี นอกจากนี้ยังอาศัยช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพและความวิจิตรงดงามเพิ่มมากขึ้น

สามส่วนประกอบสำคัญของแท่งหมึก

โคไบเอ็น หนึ่งในผู้ผลิตแท่งหมึกซูมิในจังหวัดนาระ ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยเคล็ดลับการผลิตแท่งหมึกคุณภาพสูงนี้ ซึ่งใช้กรรมวิธีดั้งเดิมที่สืบทอดกันมายาวนานกว่า 450 ปี ว่ามีส่วนประกอบสำคัญแค่ 3 อย่าง คือ เขม่าน้ำมัน กาวหนังสัตว์ และเครื่องหอม แต่สิ่งที่ทำให้มันแพง คือ คุณภาพของวัตถุดิบ รวมถึงเทคนิคการทำที่ต้องใช้ทั้งเวลาและความประณีตทุกขั้นตอน

วิธีการผลิตจะเริ่มต้นในห้องสี่เหลี่ยมมืด ๆ ที่มีตะเกียงน้ำมันจุดตั้งเรียงรายรอบห้องเป็นชั้น ๆ รวมกันห้องละ 100 ดวง โคบาเอ็นมีห้องตะเกียงน้ำมันลักษณะนี้ทั้งหมด 4 ห้อง ใช้คนดูแล 2 คน ๆ ละ 2 ห้อง หรือคิดเป็นตะเกียงที่ต้องสอดส่องคนละ 200 ดวง

หน้าที่ของพวกเขา คือ การเฝ้าเติมน้ำมันพืชลงไปในตะเกียงแต่ละดวงไม่ให้แห้ง และค่อย ๆ ทยอยเก็บเขม่าที่เกาะอยู่ตามใต้ฝาของตะเกียง ซึ่งช่างจะนำมาบังไว้ด้านบนเปลวไฟของตะเกียงแต่ละดวง

ฟังแค่นี้อาจดูไม่ใช่เรื่องยาก แต่ความยาก คือ การคอยใส่ใจไม่ปล่อยให้ฝาครอบตะเกียงอยู่ในตำแหน่งเดิมนานเกินไปหลายชั่วโมง เพราะหากปล่อยไว้เช่นนั้น จะทำให้ฝาร้อนเกินไปและไม่มีเขม่าควันมาเกาะ

ดังนั้น ผู้ดูแลจึงต้องหมั่นปรับหมุนตำแหน่งฝาทุก ๆ 20 นาที ตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมง และอย่าให้เปลวไฟมาอยู่ตรงกึ่งกลางฝา เมื่อครบ 2 ชั่วโมงแล้วจึงนำฝามาขูดเอาเขม่า เปลี่ยนน้ำมัน และเริ่มกระบวนการเดียวกันใหม่วนไปเรื่อย ๆ ภายใน 1 วัน จะทำซ้ำอย่างนี้ตะเกียงละ 5 ครั้ง เพื่อให้ได้เขม่าที่เพียงพอ

น้ำมันพืชที่ใช้ผลิตเขม่าส่วนใหญ่มาจากผักกาดก้านขาว (rapeseed) หรือน้ำมันคาโนลา (Canola oil) นอกจากนี้ ยังมีน้ำมันพืชชนิดอื่นที่ทำให้หมึกมีราคาสูงขึ้น เช่น เพาโลเนีย (paulownia) คามิเลีย (camellia) และงา (saseme) หากใช้น้ำมันพืชเหล่านี้อาจทำให้แท่งหมึกมีราคาสูงกว่าเดิมได้ถึง 4 เท่า

อย่างไรก็ตาม ยังมีรายละเอียดอื่น ๆ ให้ต้องคำนึงด้วย เช่น ตัวตะเกียงใส่น้ำมัน และวัสดุที่ใช้ทำไส้ตะเกียง เพื่อให้แน่ใจว่า เขม่าที่ได้มาจะมีคุณภาพ พวกเขาเลือกใช้ตัวตะเกียงที่ทำจากเครื่องปั้นดินเผาไม่มีรูพรุน และถักทอไส้ตะเกียงขึ้นมาเองเพื่อให้ได้ขนาดและความยาวตามต้องการ

ผู้บริหารโคไบเอ็น กล่าวว่า วิธีเก็บเขม่าจากตะเกียงดวงเล็ก ๆ และการใช้ไส้ตะเกียงที่ละเมียดเป็นธรรมชาติ จะทำให้ได้เขม่ามาทำเป็นหมึกที่มีความละเอียด และแทรกซึมลงไปในเนื้อกระดาษได้ดีขึ้นเมื่อนำไปเขียนด้วยพู่กัน

กระบวนการที่พิถีพิถันนี้จะทำให้หมึก ‘ซูมิ’ (Sumi ภาษาญี่ปุ่นแปลว่า ‘หมึก’ ตรงตัว) มีเนื้อสีละเอียดและคมชัดกว่าหมึกประเภทอื่น และทำให้งานเขียนพู่กันออกมามีความเป็น 3 มิติมากขึ้น

เพิ่มมูลค่าด้วยกาวหนังสัตว์และกลิ่น

นอกจากความแตกต่างของราคาจะอยู่ที่คุณภาพของเขม่าแล้ว กาวที่ใช้เป็นตัวประสานผงเขม่าเข้าด้วยกันก็มีความสำคัญไม่ได้ยิ่งหย่อนลงไป

แท่งหมึกซูมิ แตกต่างจากน้ำหมึกยุคใหม่ที่วางขายส่วนใหญ่ในท้องตลาด ซึ่งมักใช้น้ำยาเคลือบเงาธรรมชาติอย่าง ‘เชลแลค’ (shellac) เป็นตัวประสาน แต่หมึกซูมิทั่วไปจะใช้กาวจากหนังวัว หรือถ้ามีราคาแพงขึ้นไป บางครั้งอาจใช้กาวจากสัตว์ชนิดอื่นมาผสมกัน เช่น หนังลา หนังกวาง และหนังแพะ

กาวหนังสัตว์จะช่วยเพิ่มความมันวาวและความละเอียดให้เนื้อหมึก โดยบริษัทผู้ผลิตจะสั่งซื้อกาวเหล่านี้มาจากแหล่งผลิตที่ทำขึ้นมาป้อนอุตสาหกรรมหมึกแท่งโดยเฉพาะ และจะรับมาในรูปของแผ่นกาวตากแห้ง เมื่อถึงขั้นตอนการผสมเขม่าเข้ากับกาว พวกเขาจะนำแผ่นกาวไปละลายในน้ำร้อนอุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส เป็นเวลานาน 1 ชั่วโมงครึ่ง

การละลายแผ่นกาวอย่างช้า ๆ ในอุณหภูมิไม่สูงเกินไป คือ หัวใจของการผลิตหมึกที่มีคุณภาพ เพราะเมื่อศิลปินนำหมึกอัดแท่งมาบดและละลายน้ำใช้ มันจะเหนียวข้นกำลังดี และให้สีที่สวยงาม

อย่างไรก็ตาม กลิ่นของกาวหนังสัตว์มักไม่ค่อยน่าสูดดม นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ต้องเติมเครื่องหอมลงไปเป็นส่วนประกอบที่สาม เครื่องหอมที่ใช้มักเป็นวัตถุดิบจากธรรมชาติ เช่น พิมเสน และมัสก์ โดยความหอมของมัน จะช่วยให้ศิลปินนักวาดภาพเขียนพู่กันรู้สึกสดชื่นรื่นรมย์ และมีอารมณ์สร้างสรรค์งานศิลปะมากยิ่งขึ้น

นวดและตากใช้เวลารวมกันสี่ปี

หลังนำเขม่า กาวหนังสัตว์ และเครื่องหอมมาผสมกันแล้ว ขั้นตอนต่อไป คือ การทำให้วัตถุดิบทั้งสามจับตัวกันเป็นก้อนคล้ายดินเหนียว หรือดินน้ำมัน จากนั้นจึงนำมานวดให้ส่วนผสมทั้งสามประสานเข้าด้วยกันอย่างทั่วถึง กระบวนการนี้คล้ายการ ‘นวดแป้ง’ ทำขนมปัง ซึ่งช่างจะใช้ทั้งมือและเท้าช่วยกันนวดก้อนเขม่าที่ได้มาทุกเช้าในแต่ละวัน

ขั้นตอนนี้ต้องใช้ความชำนาญเป็นพิเศษ เพราะเมื่อนวดเสร็จ ต้องรีบตัดแบ่งเป็นก้อน ๆ นำไปชั่งน้ำหนักให้ได้ขนาดตามต้องการ และนำไปเข้าแม่พิมพ์เพื่อปั๊มออกมาเป็นแท่ง ๆ และนำไปผึ่งลมให้แห้ง

ที่บอกว่าต้องใช้ทั้งประสบการณ์และความชำนาญ เพราะตั้งแต่การนวดไปจนถึงนำเข้าแม่พิมพ์ ต้องทำอย่างถูกต้องและรวดเร็ว มิเช่นนั้น แท่งหมึกที่ได้มาอาจมีสีผิดเพี้ยนไม่สม่ำเสมอ หรือก้อนหมึกอาจแห้งเกินไป ทำให้เมื่อขึ้นรูปอัดแท่งออกมาแล้วไม่สวยงาม

ช่างฝีมือ 1 คน สามารถผลิตแท่งหมึกคุณภาพสูงที่มีขนาดเล็กที่สุดออกมาได้เดือนละประมาณ 6,000 แท่ง แต่กว่าจะมาเป็นช่างปั้นแท่งหมึกได้นั้น ต้องใช้เวลาฝึกฝน 5 ปี และเก็บเกี่ยวประสบการณ์อีก 10 ปี จึงจะได้รับอนุญาตให้ทำงานผลิตแท่งหมึกคุณภาพสูงนี้

การผลิตแท่งหมึกแต่ละปี จะใช้เวลาแค่ในช่วงเดือนตุลาคม – เมษายน ซึ่งมีอากาศเย็น ทำให้กาวจับตัวได้ดี ดังนั้น ภายใน 1 ปี โคไบเอ็นจะผลิตแท่งหมึกขนาดเล็กที่สุดออกมาได้แค่เกือบ 40,000 แท่งเท่านั้น

แต่การผลิตแท่งหมึกยังไม่จบแค่การนำเข้าแม่พิมพ์ เพราะหลังจากนั้นยังต้องนำไปทำให้แห้ง หากแห้งเร็วเกินไปจะทำให้เกิดรอยแตกร้าว และไม่สามารถนำไปขายได้ ดังนั้น ขั้นตอนนี้จึงต้องพิถีพิถันไม่แพ้กัน และกินเวลานานที่สุด

วิธีทำให้แห้งจะใช้เทคนิคโบราณ เริ่มจากการนำขี้เถ้าต้นโอ๊คมาช่วยดูดซับความชื้น โดยนำแท่งหมึกที่ได้จากแม่พิมพ์ไปใส่ไว้ในลังไม้ คลุมด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ และนำขี้เถ้าต้นโอ๊คที่มีความชื้นเล็กน้อยมาเทกลบไว้ด้านบน

ขี้เถ้าที่ใช้ต้องเปลี่ยนใหม่ทุกวัน และทำติดต่อกัน 40 วัน จนกระทั่งแท่งหมึกมีความแห้งประมาณ 70% จากนั้นจึงนำไปแขวนด้วยเชือกฟางพึ่งลมทิ้งไว้ในร่มอีก 6 เดือน จึงนำมาตกแต่งเพิ่มรายละเอียดและความสวยงาม

ช่างฝีมือของโคไบเอ็น บอกว่า การทำให้แท่งหมึกมีความสมบูรณ์และแห้งในระดับที่เหมาะสมต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4 ปี ยิ่งแท่งหมึกมีความแห้งและเก็บไว้นานเพียงใด คุณภาพของมันจะยิ่งเพิ่มขึ้น และมีราคาแพงขึ้นด้วย

ปัจจุบัน แท่งหมึกซูมิที่ผลิตในญี่ปุ่นมากถึง 95% มาจาก จ.นาระ โดยนอกจากแท่งหมึกที่นี่จะมีคุณภาพสูง และศิลปินนิยมนำไปใช้สร้างสรรค์งานจากปลายพู่กันอันงดงาม หลายคนยังซื้อไปเก็บสะสมประหนึ่งงานศิลปะชั้นดี เพราะกรรมวิธีการผลิตที่เก่าแก่คลาสสิก และละเมียดละไมดังที่กล่าวมา ช่วยเพิ่มคุณค่าให้น่าเก็บรักษาไม่แพ้กระเพาะปลา นาฬิกาโรเล็กซ์ หรือของมีค่าอื่น ๆ เช่นกัน

เขียนโดย ภานุวัตร เอื้ออุดมชัยสกุล

‘โสดตลอดชีวิต’ ต้องคิดวางแผนให้ดี เพราะมีความเสี่ยงมากกว่า

ในช่วงชีวิตของคน คงหนีไม่พ้นสัจธรรม เกิด แก่ เจ็บ ตาย เมื่อครั้งเกิดมามีผู้อุปการะ คือ บิดามารดาเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ ดูแลค่าใช้จ่ายไม่ว่าจะเป็นค่ากิน ค่าเรียน ค่ารักษาพยาบาล พอเรียนจบมีงานทำ มีรายได้เป็นของตนเองก็ถึงเวลาที่บุตรหลานจะเลี้ยงดูท่าน แต่หากท่านได้เตรียมพร้อมเกษียณไว้เป็นอย่างดีก็ไม่ต้องพึ่งพาค่าเลี้ยงดูจากบุตรหลาน

สำหรับวัยเกษียณที่มีบุตรหลานคอยเลี้ยงดูคงไม่มีปัญหา แต่สำหรับผู้ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะครองความโสดไปตลอดชีวิต อาจต้องพิจารณาการบริหารความเสี่ยงมากขึ้นในแต่ละประเด็นดังนี้

⚠️ช่วงชีวิตไม่ยืนยาว

1.1 แบบไม่ยืดเยื้อ

ระยะเวลาไม่ยาวนานก็เสียชีวิต เช่น จากอุบัติเหตุ จากโรคแบบเฉียบพลัน

????เรื่องชวนให้คิด : มีใครได้รับผลกระทบจากการจากไปอย่างฉับพลันหรือไม่ เช่น พ่อแม่ ที่เราต้องดูแล

1.2 ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง

????เรื่องชวนให้คิด : กระทบมากกว่าการจากไป คือ การที่ผู้มีรายได้ที่เคยอุปการะครอบครัวไม่สามารถทำงานหารายได้ ซ้ำยังเป็นภาระให้ครอบครัวดูแล

1.3 โรคร้ายแรง

โรคร้ายแรง คือ โรคที่ใช้เงินรักษาจำนวนมาก เมื่อสิ้นกระบวนการรักษาในโรงพยาบาลกระทบต่อการใช้ชีวิตซึ่งไม่กลับมาเหมือนเดิม หมายถึงรายจ่ายสูงระหว่างการรักษา รายได้ที่หายไประหว่างการรักษาและหลังการรักษา

????เรื่องชวนให้คิด : ลองจินตนาการถ้าเป็นโรคมะเร็ง การรักษามักใช้คีโมบำบัดซึ่งมีการลางาน หลังคีโมร่างกายจะอ่อนแอต้องระวังการติดเชื้อจึงไม่สามารถกลับไปทำงานได้ปกติ กระทบต่อการทำงาน กระทบต่อรายได้ กระทบรายจ่าย หลังเสร็จสิ้นกระบวนการรักษา ต้องปรับเปลี่ยนชีวิตใหม่ รายได้มักลดลงหรือไม่มีเลย

⚠️ช่วงชีวิตที่ยืนยาว

2.1 เกษียณ

เกษียณ คือ การหมดอายุการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นสังขารไม่เอื้ออำนวย ข้อกำหนดบริษัทของอายุพนักงานเกษียณอายุการทำงาน มีคลื่นลูกใหม่ทดแทนคลื่นลูกเก่า

????เรื่องชวนให้คิด : เมื่อรายได้หยุด แต่รายจ่ายไม่หยุด แหล่งเงินใช้ยามเกษียณจะมาจากแหล่งใด

2.2 เจ็บป่วย

ในวัยเกษียณ ร่างกายเสื่อมถอย ไม่ว่าจะเป็นข้อเข่าเสื่อม สายตาพร่ามัว เป็นต้อกระจก สมองเสื่อมชนิดอัลไซเมอร์ ซึ่งการคงคุณภาพชีวิตที่ดีไว้ในยามร่างกายเสื่อมถอยต้องใช้เงินทั้งสิ้น

????เรื่องชวนให้คิด : หลังเกษียณ กรณีเจ็บป่วยโรคทั่วไป เจ็บป่วยเรื้อรัง เจ็บป่วยโรคร้ายแรงจะรักษาที่ไหน ค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะมาจากแหล่งใด

การคิดล่วงหน้าถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นทำให้เราสามารถรับมือได้ดี ไม่ตระหนกกรณีเกิดขึ้นจริง จึงขอเชิญชวนให้คิดเรื่องต่าง ๆ

How To การบริหารความเสี่ยงแบบครอบคลุม

1. ช่วงชีวิตไม่ยืนยาว สามารถจัดการความเสี่ยงได้ด้วย “การทำประกันชีวิต”

กรณีเสียชีวิต

ควรมีการคำนวณความคุ้มครองจากประกันที่ควรทำเพิ่ม โดยเริ่มต้นจากประเมิน “ค่าใช้จ่ายสำหรับครอบครัว ให้บิดามารดา” ซึ่งคิดเป็นเงินก้อนที่ต้องเตรียมเอาไว้โดยคำนึงถึงผลของเงินเฟ้อร่วมด้วย และหักด้วย “ทรัพย์สินที่มีอยู่และเงินชดเชยกรณีเราเสียชีวิต” เราก็จะสามารถรู้จำนวนเงินที่จะช่วยคุ้มครองความเสี่ยงที่มีได้

กรณีทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง

ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงต่างกับกรณีเสียชีวิตตรงที่ว่า เราไม่มีรายได้แต่ยังคงต้องเลี้ยงดูผู้อุปการะและมีค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ค่ารักษาพยาบาลอีกด้วย ดังนั้น ควรคำนึงถึง “ความคุ้มครองที่ควรมีเฉพาะทุพพลภาพ” ร่วมด้วย

กรณีโรคร้ายแรง

การบริหารความเสี่ยงกรณีโรคร้ายแรงจะประเมินตามการคาดการณ์ ความเป็นไปได้ของโรคร้ายแรงที่อาจอุบัติขึ้นเนื่องจากสภาพแวดล้อม กรรมพันธุ์ ซึ่งทั่วไปมักจะเป็นโรคมะเร็ง และไม่สามารถกลับมาทำงานได้อีกแล้ว

การคำนวณความคุ้มครองดังนี้

– ความคุ้มครองเสมือนเสียชีวิต (ไว้ดูแลผู้อยู่ในอุปการะ)
– หนี้สินคงค้างทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น หนี้คงค้างบ้าน หนี้คงค้างรถ ควรปลดให้หมด
– ค่ารักษาพยาบาลที่สูงกว่าค่ารักษาทั่วไป เตรียมไว้ 3,000,000 บาท
– กรณีทำงานไม่ได้แล้วหลังการรักษา ให้คำนวณเช่นเดียวกับในกรณีทุพพลภาพ

2. ช่วงชีวิตที่ยืนยาว

เกษียณอายุ

การบริหารความเสี่ยงกรณีอายุยืนและมีเงินใช้ตลอดหลังเกษียณควรทราบข้อมูลดังนี้

1. เงินที่จะใช้สำหรับกินอยู่ในมูลค่าปัจจุบันเดือนละเท่าไร
2. อายุที่จะเกษียณและอายุขัย

กรณีตัวอย่างคือ อายุปัจจุบัน 41 ปี จะเกษียณอายุ 60 ปี อายุขัย 85 ปี ใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเดือนละ 15,000 บาท ปัจจุบันยังไม่มีการลงทุนสำหรับเกษียณเลย ดังผลตอบแทนคาดหวัง 6% ต้องลงทุนเดือนละ 40,000 บาท

เจ็บป่วย

การบริหารความเสี่ยงกรณีอายุยืนซึ่งคงหลีกเลี่ยงการเจ็บป่วยไม่ได้ ปัจจัยที่ควรคำนวณมีดังนี้

1. เบี้ยประกันสุขภาพหลังเกษียณที่ต้องชำระแต่ละปีเท่าไร ควรตั้งแหล่งเงินเพื่อการชำระเบี้ยประกันสุขภาพดังกล่าว
2. กองทุนสำหรับจ่ายค่ารักษาหลังประกันสุขภาพหมดความคุ้มครองก็เช่นกัน

คนโสดต่างตรงไม่มีบุตรและคู่สมรส แต่ยังมีตนเองและบิดามารดาให้ดูแล กรณีที่ช่วงชีวิตไม่ยืนยาวควรเตรียมความพร้อมใน การจากไป ทุพพลภาพ หรือ เป็นโรคร้ายแรง ซึ่งทำให้ตนเองและบิดามารดาได้รับผลกระทบด้านความเป็นอยู่ หรือในกรณีที่ช่วงชีวิตยืนยาวก็ควรเตรียมความพร้อมเงินใช้ยามเกษียณไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการดำรงชีพ ค่ารักษาพยาบาลโรคทั่วไป โรคเรื้อรังรวมถึง โรคร้ายแรง อยู่แบบโสดๆ ชีวิตก็เกษมได้เมื่อเตรียมความพร้อมครอบคลุมความเสี่ยงทุกด้านไว้เรียบร้อยแล้ว

เขียนโดย: กนกพร อัศวยนต์ชัย นักวางแผนการเงิน CFP®

“แบ่งเงินใส่ซองจดหมาย” เทคนิคบริหารเงินสไตล์แม่โนบิตะ The Cash Envelope System

ในภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้หลายครอบครัวต้องรัดเข็มขัด วางแผนการเงินอย่างรอบคอบขึ้น ถ้าใครยังไม่รู้ว่าจะบริหารค่าใช้จ่ายอย่างไรให้ลงตัว aomMONEY มีเทคนิคที่น่าสนใจมาฝาก

เชื่อว่าตอนเด็กๆ เราคงมี “โดราเอมอน” เป็นการ์ตูนเรื่องโปรด ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่า “โนบิ ทามาโกะ” คุณแม่ของโนบิตะที่เข้มงวดเรื่องการเรียนนั้น เธอเป็นคนบริหารค่าใช้จ่ายในบ้านด้วย หลังจากที่สามีมอบเงินเดือนให้แล้ว แม่ของโนบิตะก็จะแบ่งเงินออกเป็นซองๆ ซองแรกเป็นค่าใช้จ่ายในบ้าน, ซองที่ 2 เป็นค่าใช้จ่ายของสามี, ซองที่ 3 เป็นค่าขนมของโนบิตะ และซองสุดท้ายเป็นค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่นๆ

วิธีนี้เรียกว่า The Cash Envelope System

เทคนิคบริหารค่าใช้จ่ายนี้ เป็นที่นิยมในหมู่แม่บ้านญี่ปุ่น ซึ่งจริงๆ ก็มีมานานหลายทศวรรษแล้ว แต่เริ่มบูมสุดๆ เมื่อ “เดฟ แรมซีย์” ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินส่วนบุคคล หยิบยกวิธีนี้มาให้คำแนะนำ

เมื่อเงินเดือนออก หลังจากหักเงินออมแล้ว ก็ให้นำเงินสดที่เหลือแบ่งใส่ซองจดหมาย ตามจำนวนงบประมาณที่ตั้งไว้ในแต่ละเดือน เสร็จแล้วก็เขียนที่หน้าซองว่าเป็นค่าใช้จ่ายเรื่องอะไร แล้วใช้เงินตามหมวดหมู่นั้น ซึ่งเราต้องบริหารจัดการให้พอดี ห้ามแอบจิ๊กเงินจากซองอื่นมาใช้เด็ดขาด!

ตัวอย่าง

– ค่าอาหาร
– ค่าน้ำ-ไฟ
– ค่าน้ำมัน/ค่าเดินทาง
– ค่าของใช้ส่วนตัว
– ค่าใช้จ่ายเพื่อความบันเทิง
– ค่าของขวัญเพื่อคนอื่น

ข้อดีของ The Cash Envelope System

หลายคนมักจะมีปัญหาใช้จ่ายเกินตัว แต่ถ้าใช้ “ระบบแบ่งเงินใส่ซองจดหมาย” ก็จะช่วยกำหนดขอบเขตงบประมาณได้ชัดเจนขึ้น ฝึกวินัยทางการเงิน และรู้จักบริหารจัดการค่าใช้จ่าย นอกจากนี้แค่เปิดซองดูเงินสดที่เหลืออยู่ ก็จะรู้ทันทีว่าเดือนนี้เราเหลืองบอีกเท่าไหร่

ถ้าซื้อของออนไลน์ต้องทำอย่างไร?

ให้จดบันทึกยอดเงินที่ซื้อไว้หลังซองจดหมาย หากใช้บัตรเครดิตซื้อของออนไลน์ พอสิ้นเดือนก็ให้นำเงินสดในซองมาจ่ายบิล หรือถ้าใช้การโอนเงิน ก็ให้นำเงินสดในซองไปเข้าบัญชีธนาคารแทนครับ สิ่งสำคัญคือต้องบริหารให้ดี อย่าเผลอใช้เกินกว่างบที่ตั้งไว้

แล้วถ้าเงินในแต่ละซองเหลือล่ะ?

เมื่อสิ้นเดือนแล้ว ถ้าซองไหนมีเงินเหลือ เราสามารถนำเงินจำนวนนี้ให้รางวัลตัวเอง เพื่อสร้างแรงจูงใจ อาจฉลองด้วยอาหารมื้อพิเศษ หรือนำไปจ่ายหนี้ หรือเก็บไว้สมทบกับงบประมาณเดือนถัดไปก็ได้ครับ

วิธีง่ายๆ อย่าง The Cash Envelope System แค่แบ่งเงินใส่ซองจดหมาย แล้วบริหารให้อยู่ในงบประมาณ เพียงเท่านี้ก็ช่วยสร้างวินัยทางการเงินได้แล้ว ใครที่มีปัญหาเรื่องวางแผนค่าใช้จ่าย อยากให้ลองดูครับ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save