การลงทุนในสิ่งที่รักมักทำกำไรให้ดีเสมอ รู้จัก “Passion Investment” การลงทุนในสิ่งที่เราหลงใหล

เรามักจะคุ้นเคยกับการลงทุนในรูปแบบของสินทรัพย์ในโลกการเงิน เช่น หุ้น กองทุน คริปโต อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ โดยจัดพอร์ตแบบ “Asset Allocation” คือกระจายการลงทุนในหลายๆ สินทรัพย์ เพื่อลดความเสี่ยงจากการใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว ซึ่งเราก็ต้องลงมือศึกษาในสินทรัพย์ใหม่ๆ ให้เข้าใจมากขึ้นด้วย เพื่อจะได้ติดตามตลาดได้ทัน

แต่จะดีกว่าไหมครับ? ถ้าเราได้ลงทุนในสิ่งที่รู้จักมันดีอยู่แล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่เรารัก ดีต่อใจ ได้กระจายความเสี่ยงจากสินทรัพย์หลัก แถมยังมีโอกาสได้กำไรด้วย!

เทรนด์นี้เรียกว่า “Passion Investment” คือการลงทุนในสิ่งที่เราหลงใหล รู้ลึก รู้จริง โดยเป็นสิ่งที่มีมูลค่า มีกลุ่มคนที่ต้องการ และสร้างผลตอบแทนได้

ซึ่ง aomMONEY เชื่อว่าแต่ละคนน่าจะมีสิ่งที่ชื่นชอบ คลั่งไคล้ หรือเป็นแฟนพันธุ์แท้ เช่น ชอบสะสมรองเท้า กระเป๋าแบรนด์เนม นาฬิกา หุ่นยนต์โมเดลต่างๆ ฯลฯ ซึ่งคนที่ไม่เข้าใจก็อาจจะมองว่ามันไร้สาระ แต่จริงๆ แล้วมันก็สามารถเป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนให้เราได้ เฉกเช่นเดียวกับหุ้น กองทุน คริปโตฯ (หรือเผลอๆ อาจทำกำไรได้ดีกว่าด้วยซ้ำ)

วิธีเข้าวงการ Passion Investment เราอาจเริ่มต้นจากการเป็นนักสะสมก่อน แล้วค่อยๆ อัปเกรดตัวเองเป็นคนที่ซื้อมา-ขายไป จนกระทั่งผันตัวมาทำเป็นธุรกิจจริงจัง ถ้าเราแม่นยำใน 2 สิ่งนี้ก็ลุยได้เลยครับ

หาสิ่งที่สร้างผลตอบแทนดีให้เจอ

เวลาซื้อหุ้น ซื้อกองทุน ยังต้องซื้อให้ถูกตัว กับวงการของสะสมก็เช่นกันครับ ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะขายทำกำไรได้ ดังนั้นเราต้องสำรวจความต้องการของตลาดนั้นๆ เสียก่อน หากเป็นของสะสมระดับสากล ส่วนใหญ่มักจะนิยมไวน์/วิสกี้เก่าหรือหายาก หรือจำพวกนาฬิกาข้อมือ/กระเป๋าแบรนด์หรู ส่วนในประเทศไทยก็มี Passion Investment ที่ค่อนข้างเฉพาะตัว เช่น พระเครื่อง เหรียญกษาปณ์ แสตมป์ ของวินเทจต่างๆ

ต้องรู้จริงในของสิ่งนั้น

มิจฉาชีพมีอยู่ทุกวงการ ซึ่งก็มีหลายคนที่เข้ามาหาผลประโยชน์ (แบบผิดๆ) จากวงการ Passion Investment ดังนั้นถ้าเราจะลงทุนจริงจัง ก็ต้องศึกษาข้อมูลให้ละเอียด มีความรู้ลึก รู้จริง ถ้าจะให้ดีก็ควรดูออกทันทีว่าอันไหนของแท้ อันไหนของปลอม เพื่อป้องกันการย้อมแมวขาย นอกจากนี้ก็ควรอัปเดตราคาตลาดอยู่เสมอ เพื่อให้เราตั้งราคาได้เหมาะสม ซึ่งแต่ละวงการของสะสม ก็มักจะมีเว็บไซต์ที่ใช้อ้างอิงราคากลางได้อยู่

20 ปีก่อนคนถาม ‘วอร์เรน บัฟเฟตต์’ ต้องทำยังไงถึงจะมั่งคั่งแบบเขาได้? คำตอบวันนั้นก็ยังคงใช้ได้จนถึงวันนี้

ถ้าเราอยากจะรวยเหมือนวอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) ก็อย่ารอที่จะเริ่มลงทุนตั้งแต่ตอนนี้

นั่นคือคำแนะนำที่บัฟเฟตต์บอกในการประชุมผู้ถือหุ้นปี 1999 หลังจากถูกถามว่าทำยังไงถือจะมีทรัพย์สินหลัก 30,000 ล้านเหรียญ (ในตอนนั้น) เหมือนอย่างเขาบ้าง

บัฟเฟตต์ (ซึ่งตอนนี้มีทรัพย์สินประมาณ 120,000 ล้าน)​ อธิบายว่าเพื่อนที่ดีที่สุดของนักลงทุนคือดอกเบี้ยทบต้นซึ่งเหมือนกับการสร้างความมั่งคั่งจากการกลิ้งลูกบอลหิมะ (Snowball) ลงเนินแล้วก้อนมันก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

“เริ่มให้เร็ว” บัฟเฟตต์บอก “ผมเริ่มสร้างก้อนหิมะบนยอดเขาที่เนินเขาทอดยาวมาก ๆ เคล็ดลับของการมีเนินเขาที่ยาวคือถ้าไม่เริ่มให้เร็วก็ต้องมีชีวิตอยู่จนแก่มาก ๆ นั่นแหละ”

เข้าใจว่าต้องเริ่มให้เร็วแต่แล้วเราจะไปลงทุนที่ไหนดี? หุ้นแบบไหนกันที่บัฟเฟตต์จะเลือกถ้าอยู่ในวัยนี้?

บัฟเฟตต์ก็แนะนำต่อว่าถ้าเขากำลังจบจากมหาวิทยาลัยในปี 1999 และมีเงินประมาณ 10,000 เหรียญ​เพื่อลงทุน เขาจะวางกลยุทธ์การลงทุนไว้แบบนี้ครับ

1. เลือกโฟกัสที่หุ้นบริษัทขนาดเล็กเพราะมีโอกาสที่คนอื่น ๆ จะมองข้าม
2. ไล่ดูหุ้นทุกตัวเรียงตามรายชื่อเลยเพื่อให้รู้ว่าบริษัทไหนทำอะไรบ้าง
3. เรียนรู้ว่ามีอะไรบ้างที่คุณรู้และไม่รู้ ใช้ความรู้และความเชี่ยวชาญของตัวเองเพื่อมองธุรกิจที่ดี

“คุณจะมัวแต่ไปมองหาคนที่เห็นด้วยกับคุณไม่ได้” บัฟเฟตต์กล่าวว่านักลงทุนทุกคนจำเป็นต้องดูแลตัวเองและพึ่งพาความรู้และสัญชาตญาณของตนเองในการค้นหาธุรกิจที่มีแนวโน้มสดใสและน่าลงทุน

แล้วถ้าเราไม่มีความรู้จริง ๆ ทำยังไง?

ถ้าย้อนไปดูในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นเบิร์กเชียร์ปี 1996 บัฟเฟตต์เขียนแนะนำไว้ว่า นักลงทุนส่วนใหญ่จะพบว่าวิธีที่ดีที่สุดในการลงทุนในหุ้นสามัญคือลงทุนผ่านกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ

คนที่ลงทุนโดยใช้วิธีนี้จะมั่นใจได้ว่าผลตอบแทนสุทธิจะสูงกว่านักลงทุนมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ด้วย ต่อมาในปี 2004 เขาพูดอีกครั้งว่า “ถ้าคุณลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีต้นทุนต่ำโดยที่ไม่ลงทุนหนัก ๆ ในครั้งเดียวแต่ลงทุนถัวเฉลี่ยอย่างน้อยเป็นเวลา 10 ปี คุณจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า 90% ของนักลงทุนที่ลงทุนในเวลาเดียวกัน”

(ในมุมนี้สิ่งที่บัฟเฟตต์แนะนำก็คือให้ซื้อกองทุนดัชนีที่อ้างอิงไปกับตลาดหุ้น เพียงแต่ถ้าเป็นกองทุนที่อ้างอิงดัชนีตลาดหุ้นบ้านเราก็อาจจะไม่ได้ผลตอบแทนที่มากนัก อาจจะเลือกกองทุนที่อ้างอิงดัชนีอื่นอย่าง S&P500 ของอเมริกา ฯลฯ)
“ให้ซื้อเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะดีหรือแย่ และโดยเฉพาะตอนที่มันแย่”

แต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม บัฟเฟตต์เองก็บอกนะครับว่าการมีเป้าหมาย 30,000 ล้านเหรียญนั้นไม่ได้จำเป็นอะไรขนาดนั้น เพราะ “เมื่อถึงระดับหนึ่งที่เพียงพอแล้วเงินก็ไม่ได้สร้างความแตกต่างมากนัก”

เพราะฉะนั้นสำหรับคนทั่วไป ถ้าอยากมีความมั่งคั่ง (แม้ไม่ต้องเท่าบัฟเฟตต์) สิ่งที่สำคัญคือเริ่มให้เร็วและมีชีวิตอยู่ให้นานที่สุด เลือกลงทุนในหุ้นที่เรารู้จักและเข้าใจ แต่ถ้าไม่มีความรู้ก็ลงทุนอย่างสม่ำเสมอในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าตลาดช่วงนั้นจะเป็นยังไงก็ตามนั่นเอง

“ประกันก็อยากได้ ลงทุนก็อยากทำ”10 ข้อดี “Unit-Link” ประกันฉบับแรกที่เหมาะกับวัยเริ่มต้นทำงาน

ปัจจุบันการซื้อประกันควบการลงทุน หรือ Unit-Link เป็นที่แพร่หลายในเมืองไทยมากขึ้น เรามาสำรวจและทำความรู้จักในส่วนของแบบประกันนี้เพื่อให้มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ก่อนการตัดสินใจซื้อ

ถ้าจะถามว่าใครเหมาะกับแบบประกันควบการลงทุนนี้ ต้องดูถึงเป้าหมายและสถานะว่าคนๆนั้น มีภาระมากเพียงใด แต่จริงๆ แล้วความโดดเด่นของแบบประกันควบการลงทุนนี้ มันคือการเก็บออม ประกัน และ ลงทุน ในหนึ่งเดียว เปรียบเสมือนเป็นกาแฟ 3 in 1 ที่กลมกล่อม เพราะข้อดีก็มีหลายด้าน แต่ก็มีข้อพึงระวังก่อนตัดสินใจซื้อเช่นเดียวกัน

จุดเด่นประกันควบการลงทุน (Unit-Link)

(1) ได้ทุนประกันสูงตั้งแต่เริ่มออม

เหมาะสำหรับหัวหน้าครอบครัว หรือคนที่มีภาระต่างๆ เพราะเป็นแบบเดียวที่ได้ทุนประกันสูงมากถึง 280 เท่า หรือ 300 เท่า ในบางบริษัทและบางอายุ เมื่อเทียบกับเบี้ยประกันที่ส่งเป็นรายปี

(2) มีความยืดหยุ่นในกรมธรรม์สูง

หมายความว่า ในอนาคตหากเกิดเหตุฉุกเฉินไม่สามารถจ่ายเบี้ยประกันในบางช่วงได้ สามารถใช้สิทธิ์หยุดพักชำระหรือ Premium Holiday โดยที่ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยเหมือนกับกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบรายสามัญทั่วไป

(3) ออมเป็นรายเดือนได้ด้วยเบี้ยประกันที่เท่ากับรายปี

มนุษย์เงินเดือนทุกคนสามารถเริ่มต้นเก็บออม ลงทุน และยังได้ทุนประกันชีวิตด้วย

(4) เงินก้อนสามารถแปลงร่างเป็นเงินฉุกเฉินในอนาคตได้

ในส่วนของมูลค่า Account Value ที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปีจากทั้งผลตอบแทนจากการลงทุน หากเกิดเป็นโรคร้ายแรง หรือต้องการใช้เงินก้อนฉุกเฉิน สามารถถอนในส่วน Account Value นี้ออกไปได้ และยังคงได้รับความคุ้มครองชีวิตตามเดิมหากมูลค่า Account Value ที่เหลือยังคงเพียงพอจ่ายค่าใช้จ่ายรายเดือนต่อไป

(5) ยามเกษียณก็สามารถทยอยถอนเงินออกมาใช้ได้

โดยถอนออกจากมูลค่าบัญชีกรมธรรม์ที่สะสมมา ตามเป้าประสงค์ที่ต้องการในอนาคต เช่น ต้องการได้เงินก้อนบำเหน็จ หรือต้องการถอนเงินเป็นแบบรายได้ประจำทุกเดือน หรือต้องการถอนมาเพื่อจ่ายค่าเบี้ยประกันสุขภาพหลังเกษียณ ก็สามารถเลือกได้เอง

(6) สามารถแนบสัญญาเพิ่มเติมได้

แนบสัญญาเพิ่มเติม สุขภาพ โรคร้ายแรง หรือทุพพลภาพ ที่เป็นการจ่ายเบี้ยคงที่ไปในแบบประกันควบการลงทุนได้ ซึ่งข้อดีคือเลือกจำนวนปีที่ต้องการจ่ายเบี้ยได้ และเลือกจำนวนปีที่ต้องการให้คุ้มครองได้ เช่น ออมเงิน 15 ปี แต่สามารถคุ้มครองชีวิต สุขภาพ โรคร้ายแรงและทุพพลภาพไปได้จนอายุ 70 ปี เป็นต้น

(7) ในหลายๆ ที่มีโบนัสให้หากออมอย่างต่อเนื่องทุกเดือนไม่ขาด

ทำให้ได้รับโบนัสอีกก้อนจากการลงทุนในแบบประกันควบการลงทุน ซึ่งขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละบริษัท ทั้งนี้ถือเป็นการเพิ่มวินัยการออมให้เราลงทุนแบบต่อเนื่อง

(8) เป็นหนึ่งในการจัดการความเสี่ยงตามแผนการเงินได้

ในส่วนของความคุ้มครองด้านต่างๆ เงินที่สะสมในส่วนของการลงทุนหลังหักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว สามารถแปรเปลี่ยนเป็นเงินก้อนในรูปแบบต่างๆ ในเวลาที่ต้องการมากที่สุด เช่น เราอาจจะใช้สิทธิ์เลือกถอนเงินจาก Account Value เป็นเงินก้อน หากเราเป็นโรคร้ายแรงเพื่อนำมารักษาตัว และเก็บเงินอีกส่วนหนึ่งเอาไว้ให้เพียงพอจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ รายเดือนต่อไป ซึ่งหากต่อมาเกิดเสียชีวิตก็ยังได้ทุนประกันชีวิตตามเดิมส่งต่อให้ผู้รับประโยชน์ตามเจตนาของผู้เอาประกัน

(9) สามารถนำเอาค่าใช้จ่ายในส่วนต่างๆ ไปลดภาษีได้

เช่น ค่า Premium Charge ค่าการประกันภัย ค่าบริหารและจัดสรรกรมธรรม์แบบรายเดือน ได้ในทุกๆ ปี ตลอดการถือสัญญาประกันชีวิตควบการลงทุน ซึ่งหากเราหยุดชำระเบี้ยแล้ว แต่ยังคงมีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราสามารถนำเอารายจ่ายส่วนนี้ไปลดหย่อนภาษีในอนาคต โดยที่ไม่ต้องชำระเบี้ยอีกต่อไป

(10) เลือกจำนวนปีที่ต้องการชำระเบี้ย และเลือกจำนวนปีที่ต้องการให้คุ้มครองได้

ตามความเหมาะสมและจำเป็นในแต่ละช่วงชีวิตในอนาคต หากมีการปรับเปลี่ยนเป้าหมายทางการเงิน สามารถเลือกได้ตามความเหมาะสม เช่น เลือกจำนวนปีที่ต้องการคุ้มครองยาวไปจนถึงอายุ 60 ปี หากไม่เกิดอะไรขึ้น ก็สามารถเลือกรับเป็นเงินก้อนบำเหน็จในวัย 60 ปี สามารถเพิ่มหรือลดทุนประกันชีวิตได้ในอนาคต เช่นในช่วงวัยเริ่มต้นทำงาน ช่วงการเป็นหัวหน้าครอบครัว จะมีภาระเยอะ ไม่ว่าจะเป็นหนี้สินต่างๆ หนี้บ้าน หนี้รถ หรือทุนการศึกษาบุตรหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปอีกสัก 20 ปี ภาระเหล่านี้ก็ลดลง ลูกเรียนจบทำงานแล้ว หัวหน้าครอบครัวก็สามารถลดทุนประกันชีวิตตามภาระที่ลดลงได้

แบบประกันควบการลงทุน…เหมาะกับใคร?

คือคนวัยเริ่มต้นทำงาน ที่ต้องการทั้งเก็บออม ประกัน ลงทุน ไปพร้อมๆ กัน และด้วยข้อดีที่สามารถทยอยออมเป็นรายเดือนได้ โดยที่ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยเหมือนประกันชีวิตแบบรายสามัญธรรมดาทั่วไป การจ่ายเบี้ยรายเดือนหรืออาจจะมองในอีกมุมเป็นการลงทุนแบบ DCA (Dollar Cost Average) หรือแบบกระจายเงินลงทุนแบบสม่ำเสมอ เพื่อให้กระจายความเสี่ยงไปในการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง ในทุกๆ เดือน สร้างวินัยในการเก็บออมได้

ซึ่งจากข้อดีที่ควรเป็นประกันชีวิตเริ่มต้นของคนวัยทำงานที่ตอบสนองได้ครบ ทั้ง ประกันชีวิต เก็บออม และลงทุน ในบางปีที่เกิดขัดสนเรื่องการเงิน ไม่สามารถชำระเบี้ยในช่วงนั้นได้ เราก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกขอใช้สิทธิ์การหยุดพักชำระเบี้ย (Premium Holiday) โดยยังคงได้รับความคุ้มครองตามเดิม แต่ต้องศึกษาให้ดีในส่วนของเงื่อนไขในแต่ละบริษัทว่าจะกำหนดว่าขั้นต่ำของการจ่ายชำระเบี้ยในช่วงแรกนั้นกี่ปี จึงจะสามารถใช้สิทธิ์หยุดพักชำระเบี้ยนี้ได้ ความยืดหยุ่นของกรมธรรม์ประกันชีวิตควบการลงทุนเป็นทางเลือกที่ทุกคนควรศึกษาเอาไว้อย่างถ่องแท้ เพื่อจะได้ทราบถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ตนพึงมี

อย่างไรก็ดี ก็มีข้อพึงทราบและข้อควรที่พึงรู้อีกหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นตามอายุ เรื่องอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนที่มีความไม่แน่นอน หากตลาดผันผวนและผลตอบแทนไม่ได้เป็นไปตามที่คาดการณ์ ต้องมีการปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนอย่างไร ให้ทันกับสถานการณ์ของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป และหัวข้อด้านอื่นๆ ดังนี้

1) ค่าใช้จ่ายต่างๆ มีผลต่อแบบประกันชีวิตควบการลงทุน

2) ผลตอบแทนไม่แน่นอนตามความผันผวนของตลาด

3) แผนต้องมีการปรับตามภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป

4) จำนวนปีที่ต้องการให้คุ้มครองอาจไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้

5) หากมีการแนบซื้อสัญญาเพิ่มเติมเข้าไป ต้องคำนวณถึงอัตราค่าใช้จ่ายในแต่ละปี ว่าจะคุ้มครองอยู่ได้จนถึงกี่ปี อาจมีความเสี่ยงที่คุ้มครองไปจนชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้วมูลค่าบัญชีกรมธรรม์หมดในช่วงอายุ 70 กว่าๆ ก็จะทำให้หาซื้อประกันสุขภาพอื่นๆ เพิ่มเติมได้ลำบาก โดยเฉพาะหากเป็นโรคร้ายหรือโรคเรื้อรังใดๆ มาก่อนหน้า

6) การซื้อประกันควบการลงทุนอาจจะไม่ได้เหมาะเป็นแผนการถอนเงินเกษียณได้ทั้งหมด เพราะในส่วนของค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้น จึงต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ด้วย เพราะหลังจากอายุ 60 ปีขึ้นไป จะมีค่าใช้จ่ายในส่วนของการประกันภัยเพิ่มขึ้น (Cost of Insurance) ประกันควบการลงทุนจึงเหมาะกับแต่ละ Lifestyle ในแต่ละช่วง Life Stage ของชีวิต ที่จะสร้างความคุ้มครองได้มากกว่าแบบประกันทั่วไป หากต้องการวางแผนการถอนเงินเกษียณ อาจจะต้องมีการปรับทุนประกันชีวิตให้ลดลงต่ำสุด เมื่ออายุเรามากขึ้น

สรุปควรซื้อประกันควบการลงทุนหรือไม่?

หรือควรซื้อแยกเป็นประกันชีวิตกับกองทุนไปเลย จริงๆ ก็ต้องตามถึงวัตถุประสงค์ในการซื้อว่ามีเป้าหมายทางการเงินด้านไหน ห่วงหรือกังวลในด้านอะไรมากที่สุด หากเป็นหัวหน้าครอบครัวต้องการทุนประกันชีวิตสูง ประกันควบการลงทุนก็เหมาะสม หากเป็นนักธุรกิจ ที่มีภาระหนี้สินสูง ต้องการทำทุนประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองภาระหนี้สินหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน ก็เป็นอีกทางเลือกที่สามารถสร้างกระแสเงินสดจากทุนประกันชีวิตที่สูงได้ หรือเป็นคนโสดที่มีภาระต้องดูแลพ่อแม่ที่แก่ชราแล้ว หากเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง พ่อแม่ก็อาจจะลำบาก ประกันควบการลงทุนก็ถือว่าเหมาะสม

ในส่วนของวัยเริ่มต้นทำงานก็สามารถเลือกประกันควบการลงทุนเป็นประกันชีวิตเล่มแรก ที่ได้ทั้ง ประกัน เก็บออม และลงทุน ดังนั้นสามารถเลือกประกันควบการลงทุนเป็นทางเลือกในเริ่มต้นซื้อประกันชีวิต เพื่อให้ได้ความคุ้มครองคือค่าความสามารถในการหารายได้ที่มากพอ (Earning Ability) ด้วยการออมรายเดือนที่ไม่มากนัก

ดังนั้นก่อนจะตัดสินใจซื้อประกันชีวิตควบการลงทุน ควรศึกษาให้ดีอย่างถ่องแท้ถึงลักษณะ ข้อดี ข้อเสีย จุดที่ต้องพึงระวัง เพื่อทราบถึงสิทธิประโยชน์ทั้งหมดที่พึงมี ไว้เป็นทางเลือกก็น่าจะทำให้ตอบโจทย์ได้หลากหลายมิติจากเงินก้อนเดียวที่ทยอยเก็บออมเป็นรายเดือน และก็ต้องซื้อกับตัวแทนประกันชีวิตที่มีใบอนุญาตในการขายถูกต้อง

เขียนโดย: สกา เวชมงคลกร นักวางแผนการเงิน CFP®

“ความกลัว-ความโลภ-ความไม่รู้” 3 เครื่องมือทางจิตวิทยาที่ ‘มิจฉาชีพ’ ใช้หลอกเอาเงิน

ทุกวันนี้ตามหน้าโซเชียลจะมีโฆษณาของพวกมิจฉาชีพออกมาถี่มาก มากกว่าเพจที่เรากดไลค์ กดติดตาม เสียอีก แม้ว่าจะมีการเตือนจากหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน มิจฉาชีพก็ไม่กลัว กลับหลอกลวงหนักขึ้นไปอีก

ข้อมูลจากเว็บไซต์รับแจ้งความออนไลน์ www.ThaiPoliceOnline.com เผยสถิติผู้ร้องเรียนปัญหาภัยออนไลน์ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2565 – 21 มีนาคม 2566 มีคดีความออนไลน์กว่า 247,753 เรื่อง โดยแบ่งเป็นคดีออนไลน์ 224,001 เรื่อง คดีอาญาอื่นๆ 7,684 เรื่อง จำหน่ายออกจากระบบ 16,068 เรื่อง ขณะที่ผลการอายัดบัญชีที่มีคำร้องทั้งหมด 74,129 บัญชี มีการขออายัด 54,017 บัญชี ยอดเงิน 6,941 ล้านบาท และอายัดได้ทัน 449 ล้านบาท รวมมูลค่าความเสียหาย 32,083 ล้านบาท

อันดับ Top5 ประเภทความเสียหายที่ประชาชนถูกมิจฉาชีพหลอกลวงมากที่สุด ได้แก่

➡️หลอกลวงซื้อขายสินค้า จำนวน 75,307 ครั้ง คิดเป็น 33.62% ความเสียหาย 1,003 ล้านบาท
➡️หลอกให้โอนเงินเพื่อหารายได้จากการทำกิจกรรม จำนวน 30,753 ครั้ง คิดเป็น 13.73% ความเสียหาย 3,415 ล้านบาท
➡️หลอกให้กู้เงินแต่ไม่ได้เงิน จำนวน 25,412 ครั้ง คิดเป็น 11.34% ความเสียหาย 1,058 ล้านบาท
➡️หลอกลวงทางโทรศัพท์เป็นขบวนการ (คอลเซ็นเตอร์) จำนวน 20,682 ครั้ง คิดเป็น 9.23% ความเสียหาย 3,601 ล้านบาท
➡️หลอกให้ลงทุน (ที่ไม่เข้าลักษณะฉ้อโกงประชาชน) จำนวน 16,742 ครั้ง คิดเป็น 7.47% ความเสียหาย 7,771 ล้านบาท

เหตุผลที่มิจฉาชีพเหิมเกริม ไม่กลัวกฎหมาย ก็คงเพราะประเมินผลตอบแทนกับความเสี่ยงแล้วคุ้ม โอกาสถูกจับเป็นไปได้ยาก หลายรายอยู่ต่างประเทศ เมื่อหลอกเงินได้ก็โอนไปต่างประเทศทันที แม้ว่าเราจะรีบอายัดบัญชีอย่างไรก็ไม่ทัน และแม้สามารถตรวจจับเจ้าของบัญชีได้ส่วนใหญ่ก็เป็นชาวบ้านที่รับเปิดบัญชีม้า อย่างข้อมูลที่ยกมา ยอดเงินขออายัด 6,941 ล้านบาท แต่อายัดได้ทันแค่ 449 ล้านบาทเท่านั้น

เมื่อถ้าพลาด ถูกหลอก โอกาสได้เงินคืนมีน้อย งั้นเรามาป้องกันตัวเองให้รู้ทัน ไม่ถูกหลอกดีกว่า จุดสังเกตุว่าน่าจะเป็นการหลอกลวง มีดังนี้

1. มิจฉาชีพจะหลอกลวงบน 3 เรื่องใหญ่ๆ

คือ ความกลัว ความโลภ และความไม่รู้ ตัวอย่างเช่น

????a. การหลอกบนความกลัว

เช่น หลอกว่าบัญชีเงินฝากของเราเกี่ยวพันกับการค้ายาเสพติดและการฟอกเงิน อย่างเช่น กรณีคุณต๋อง ศิษย์ฉ่อย โดนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกเงินไป 3.2 ล้านบาท

????b. การหลอกบนความไม่รู้

โดยส่วนใหญ่มิจฉาชีพจะเล่นเรื่องที่อยู่ในกระแส อย่างเช่น หากเป็นช่วงที่ข่าวค่าไฟแพง มุขในการหลอกก็จะเป็น “การไฟฟ้าคืนค่าไฟ” หรือ ช่วงเสียภาษีเงินได้ มุขก็จะเป็น “สรรพากรคืนภาษี” ทำให้เราเข้าใจว่าเป็นเรื่องจริง ก็จะตกเป็นเหยื่อได้ง่าย

????c. การหลอกบนความโลภ

มีจุดที่พอสังเกตได้ดังนี้

i. มิจฉาชีพจะเล่นเรื่องที่อยู่ในกระแส ซับซ้อน เข้าใจยาก อย่างเช่น อัตราแลกเปลี่ยน คริปโตเคอร์เรนซี่ หุ้นกู้แปลงสภาพ ฯลฯ คนที่ไม่รู้ หรือไม่เข้าใจการลงทุนก็จะถูกหลอกได้ง่าย

ii. เสนอผลตอบแทนสูงๆ แบบการันตีประมาณว่า 6% – 9%/เดือน หรือเท่ากับ 72% – 108%/ปี ส่วนใหญ่จะมีกราฟราคาหุ้น กราฟอัตราแลกเปลี่ยน หรือ กราฟราคาคริปโตเคอร์เรนซี่ และบอกว่าได้กำไรมากี่เปอร์เซนต์แล้ว การพูดข้อมูลในอดีตว่า ซื้อตอนไหน ขายตอนไหน ได้กำไรเท่าไหร่ ใครๆก็พูดได้ เพราะเป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้ว เจออย่างนี้ท่องไว้เลยนะ “อะไรก็ตามที่เหลือเชื่อ คือ เหลือเชื่อ” จุดสังเกต คือ เราลองคิดถึงความเป็นไปได้

???? กลไกในการลงทุนที่การันตีผลตอบแทน ไม่ชัดเจน มักจะอ้างว่าในระบบ AI ในการลงทุน เราอาจทดสอบด้วยการให้เขาลงทุนโดยไม่ต้องใช้เงินจริงก่อนซัก 1 เดือนก่อนก็ได้ ว่าได้ผลตอบแทนตามที่พูดจริงหรือไม่

???? ถ้าการลงทุนนี้ดีจริงขนาดนั้น คงไม่เงียบๆอย่างนี้ พวกเศรษฐีคงลงทุนกันไปหมดแล้ว ตลาดหุ้นทั่วโลกคงจะเจ๊งกันหมด ไม่มีใครเล่น ก็ขนาดกูรูการลงทุนของโลกอย่าง Warren Buffette ยังทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้เพียง 20%/ปีเท่านั้น แถมยังเสี่ยงบางปีขาดทุนอีก จะเสี่ยงขาดทุน

???? ถ้ากำไรดีขนาดนั้น เสียเวลามาชวนเราทำไม ลงทุนเอง รวยเร็วกว่าตั้งเยอะ

???? แต่ปัจจุบัน เมื่อรู้ว่าเสนอผลตอบแทนสูงๆ คนรู้ทัน มิจฉาชีพก็เริ่มเสนอผลตอบแทนสูงในระดับที่เป็นไปได้ อย่างเช่น 10% – 15%/ปี ทำให้การ์ดเราตก เราจึงต้องใช้เครื่องมืออย่างอื่นในการตรวจสอบต่อไป ดังนี้

iii. ตอนมาเสนอให้เราลงทุน มิจฉาชีพจะมีเอกสารอ้างอิงที่มีความน่าเชื่อถือ อย่างเช่น ใบจดทะเบี่ยนพาณิชย์ หรือองค์กรการลงทุนต่างประเทศ แต่เวลาให้เราโอนเงินจะให้เราโอนเงินเข้าบัญชีบุคคล เจอให้เราโอนเข้าบัญชีบุคคลเมื่อไหร่ ให้นึกไว้ก่อนเลยว่า “โกง” เพราะส่วนใหญ่จะเป็น “บัญชีม้า”

2. กระบวนการในการหลอกลงทุน

????a. จะสร้างความน่าเชื่อถือ (Social Proof)

อย่างเช่น

i. อ้างอิงผู้เชี่ยวชาญ ถ้าเป็นเรื่องการลงทุน ก็จะอ้างอิงผู้มีชื่อเสียงด้านการลงทุน อย่างเช่น เซียนหุ้น ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน

ii. อ้างอิงสถาบันที่น่าเชื่อถือ อย่างเช่น ตลาดหลักทรัพย์ฯ, คปภ.

iii. อ้างอิงตำแหน่งทางสังคม อย่างเช่น ถ้าหลอกว่าบัญชีเราเกี่ยวพันกับยาเสพติด มิจฉาชีพก็จะอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือ ถ้าเกี่ยวกับเรื่องภาษี ก็จะอ้างเป็นเจ้าหน้าที่สรรพากร ถ้าเป็นการลงทุน ก็จะอ้างเป็นผู้จัดการกองทุน เป็นต้น

iv. หลอกว่าการลงทุนนี้ได้รับความสนใจมาก โดยการสร้างยอดไลค์จำนวนมากๆ ให้หน้าม้าคอมเม้นต์ทำนองว่า “สนใจ” มากๆ หรือ อาจชวนเราเข้ากลุ่มไลน์ที่มีหน้าม้าปลอมเป็นสมาชิกลงทุนเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ

v. อ้างอิงบุคคลน่าเชื่อถือในสังคมว่าสนใจลงทุน อย่างเช่น อ้างอิงว่ามี หมอ ดารา นักร้อง ทนาย ฯลฯ ร่วมลงทุนด้วย

????b. มักจะให้เราเริ่มลงทุนน้อยๆก่อน

เพราะมิจฉาชีพรู้ว่า หากเป็นเงินน้อยๆ เรามักจะยอมเสี่ยงที่จะลงทุน เพราะคิดว่าหากเป็นการหลอกลวง ก็เจ็บตัวไม่มาก โดยช่วงแรกจะให้ผลตอบแทนตามที่พูดไว้ เพื่อให้เราเชื่อว่าเป็นการลงทุนจริง และชักชวนให้เราเพิ่มเงินลงทุนมากขึ้น แต่เมื่อเราเพิ่มเงินลงทุน ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้ ก็เริ่มไม่ได้ล่ะ จะอ้างว่า ยังทำกิจกรรมไม่ครบบ้าง หรือ ลงทุนยังไม่ครบตามเงื่อนไข ฯลฯ เมื่อเราอยากถอนเงินคืน ก็ถอนไม่ได้ ต้องเพิ่มเงินถึงเกณฑ์ก่อน ตอนนี้คนที่ถูกหลอกหลายคน ก็มักจะลังเล จะไม่ลงทุนเพิ่ม ก็เสียดายเงินที่ลงทุน (เพราะลงทุนเพิ่มจนเป็นเงินก้อนใหญ่แล้ว) แต่ถ้าจะลงทุนเพิ่ม ก็กลัวจะเสียงเงินเพิ่ม

????c. มิจฉาชีพจะเร่งรัดการตัดสินใจ

อย่างเช่น หากไม่โอนเงินภายใน 1 ทุ่ม ถือว่าปฏิบัติภารกิจไม่สำเร็จ เงินที่ลงทุนไปแล้วจะไม่ได้คืน ยิ่งถูกเร่งรัดมากเท่าไหร่ การหาข้อมูล การไตร่ตรองจะยิ่งน้อยลงมากเท่านั้น การถูกหลอกก็จะยิ่งง่ายขึ้น แต่หากถูกหลอกไปแล้วล่ะ จะต้องทำอย่างไรบ้าง

????ธนาคารแห่งประเทศไทยให้คำแนะนำ ดังนี้

➡️• ตั้งสติ และหยุดการติดต่อกับมิจฉาชีพทันที
➡️• ให้รีบติดต่อสถาบันการเงินที่ใช้บริการทันที ผ่านช่องทาง call center hotline ตลอด 24 ชั่วโมง หรือสาขาภายในเวลาทำการ เพื่อระงับธุรกรรมหรือบัญชีชั่วคราวของผู้เสียหายและบัญชีปลายทาง
➡️• แจ้งความอย่างรวดเร็วภายใน 72 ชั่วโมงผ่านเว็บไซต์ Thaipoliceonline.com ตลอด 24 ชั่วโมง หรือสถานีตำรวจ เพื่อให้ตำรวจแจ้งสถาบันการเงินขยายระยะเวลาการระงับธุรกรรมหรือบัญชีต่ออีก 7 วัน เพื่อสืบสวน สอบสวนและออกหมายอายัดบัญชีต่อไป

แต่อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่กฎหมายยังไม่สามารถจัดการกับมิจฉาชีพได้อย่างเด็ดขาด เราก็ต้องป้องกันตัวเอง ติดตามข้อมูล ข่าวสาร เพื่อให้ทันวิวัฒนาการของมิจฉาชีพอย่างสม่ำเสมอ และหากมีข้อสงสัย ไม่แน่ใจว่า เป็นการหลอกลวงหรือไม่ ลองติดต่อ ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย โทร 1213 หรือที่ https://www.bot.or.th/th/helps-complaints/about-fcc.html

ใช้เงินเป็นเครื่องมือสร้างความสุขและความรู้สึกเติมเต็มในชีวิต

ขณะที่เขียนบทความนี้ ผมกับครอบครัวกำลังเตรียมตัวเดินทางไปฮ่องกงในช่วงสิ้นเดือนมีนาคมหลังจากที่ไม่ได้ไปมานานหลายปีเพราะการระบาดของโควิด-19

ต้องบอกก่อนว่าเราเป็นครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวย แต่เราเป็นครอบครัวที่รักการเดินทาง

ปกติแล้วผมกับภรรยาจะตั้งเป้าว่าปีหนึ่งอยากเดินทางไปไหนบ้าง ค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่ หลังจากนั้นก็ช่วยกันเก็บเงินที่เหลือจากลงทุนและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในแต่ละเดือนเอาไว้ พอได้เงินจำนวนหนึ่งก็หาดีลตั๋วเครื่องบินราคาดี ๆ แล้วก็เดินทางไปด้วยกันสามคนพ่อแม่ลูก

เงินที่ไปเที่ยวในแต่ละครั้งนั้นแม้อาจจะไม่ได้มาก แต่แน่นอนถ้ามองย้อนกลับไปหลาย ๆ ปีรวมกันแล้วก็ไม่น้อยเหมือนกัน ซึ่งสำหรับคนที่เป็นนักวิเคราะห์ตัวเลขก็อาจจะมองว่าผมเอาเงินไปใช้โดยไม่ได้ทำให้มันก่อให้เกิดประโยชน์เลย นี่ถ้าเอาไปลงทุนป่านนี้รวยกว่านี้แล้ว

ดูในเชิงหลักการก็น่าจะเป็นอย่างนั้น บางทีผมก็คิดแบบนั้น

แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ความคิดนั้นโผล่เข้ามา ผมหยุดแล้วกลับมาถามและเตือนตัวเองว่า ‘การเก็บเงินเพียงเพื่อจะได้มีเงินนั้นไม่ใช่เป้าหมายของตัวเอง’ ผมไม่ใช่คนสุรุ่ยสุร่าย ไม่ดื่มเหล้า ไม่เล่นการพนัน ไม่สูบบุหรี่ ไม่ชอบเที่ยวกลางคืน จะซื้ออะไรผมคิดอย่างน้อย ๆ อย่างน้อย 5-6 ตลบ ไม่ได้ใช้ชีวิตหรูหรา ไม่มีหนี้สิน ของสองอย่างในชีวิตที่ใช้เงินมากที่สุดในแต่ละเดือนคือกินอาหารอร่อยและหนังสือดี ๆ แค่นั้น นอกนั้นชีวิตก็มีความสุขง่าย ๆ การดูหนัง ซีรีส์สนุก ๆ วิ่งออกกำลัง และใช้เวลากับครอบครัว

โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าตัวเองมีความรับผิดชอบทางการเงินในระดับหนึ่ง ลงทุนมาตั้งแต่อายุยี่สิบกลาง ๆ ลองผิดลองถูก แต่ก็ลงทุนมาเรื่อย ๆ มีเงินเก็บเป็นก้อน และที่เหลือก็จะเก็บเงินไว้เดินทางอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นในมุมมองของผมแล้วเงินถือเป็นเครื่องมือเพื่อใช้สร้างความสุขและการเติมเต็มในชีวิตมากกว่าเป้าหมายในตัวของมันเอง

แต่ยังไงก็ตามอย่างที่เราทุกคนทราบดี ‘ความสุข’ ของแต่ละคนแตกต่างกัน ซึ่งสำหรับตัวผมโชคดีที่มันไม่ได้ยุ่งยากอะไรมากนัก สุขตอนที่ได้เดินทางกับครอบครัว สุขที่เวลาเงียบ ๆ อย่างหนังสือ สุขที่ได้ออกไปรดน้ำต้นไม้ ไปวิ่งที่สวน สุขเมื่อรู้สึกสงบและได้ทำงานที่ตัวเองรัก

แล้วผมจะใช้เงินเพื่อสร้างความสุขและความรู้สึกเติมเต็มแบบนี้ให้มากที่สุดได้ยังไงล่ะ?

ทุกอย่างไม่ได้มาฟรี ๆ และต้องมีการแลกเปลี่ยนเสมอ

เมื่อความสุขของผมคือความรู้สึกสงบ ได้ท่องเที่ยวเดินทาง อยู่กับครอบครัว เพราะฉะนั้นสิ่งที่จำเป็นมาก ๆ ที่สุดคือการเก็บเงินให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ สร้างรายได้หลาย ๆ ทางและแน่นอนครับไม่สร้างหนี้ (หากไม่จำเป็น) ไม่ได้หมายความว่าต้องอยู่อย่างอด ๆ อยาก ๆ นะครับ เพียงแต่รู้ว่าความสุขของตัวเองคืออะไร ก็เก็บเงินเพื่อใช้มันกับความสุขตรงนั้นให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ความรู้สึกเติมเต็มจากการได้ทำงานที่ตัวเองรัก ไม่ว่าเราจะเป็นใคร ผมเชื่อว่าทุกคนมีอยากทำงานที่มีความหมายต่อตัวเอง ต่อสังคมและคนรอบข้าง งานสามารถนำความรู้สึกเติมเต็มมาให้ได้ ถ้าเราเข้าใจว่าเราทำงาน ‘ทำไม’

โชคดีอีกเช่นกันที่ผมได้ทำงานที่ตัวเองรัก เขียนหนังสือ เขียนบทความ และทำงานด้านสื่อต่าง ๆ และก็โชคดีอีกนั่นแหละที่มันก็สร้างรายได้เพียงพอสำหรับความสุขและความเติมเต็มในชีวิตเล็ก ๆ ที่ดำเนินอยู่

ฟังแล้วอาจจะดูปลงกับชีวิต ไม่อยากได้ไม่อยากมี ที่จริงแล้วไม่ใช่นะครับ แน่นอนว่าความอยากได้อยากมี เห็นคนอื่นมีนั่นมีนี่แล้วก็อยากมีเหมือนเขา แต่ผมยอมแลกความหรูหราในชีวิต แลกเงินที่จะซื้อของดี ๆ รถดี ๆ เสื้อผ้าดี ๆ ฯลฯ เพื่อนำไปซื้อความสุขที่เติมเต็มชีวิต เพราะสำหรับผมความสุขระยะยาวอย่างประสบการณ์เดินทางกับครอบครัว ความทรงจำดี ๆ หรือ ความรู้สึกที่ไม่เครียดกังวล เงินขาดเงินช็อตนั้นมีค่ามากกว่าความสุขระยะสั้นมากนัก

เราเก็บเงินให้เพียงพอต่อความจำเป็น การวางแผนการเงินเป็นเรื่องที่สำคัญ เราไม่มีทางสุขภาพแข็งแรงไปตลอดชีวิต และไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะฉะนั้นเงินสำรองต้องมาเป็นอันดับแรก ต่อจากนั้นก็เป็นการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ หมั่นตรวจสอบและเติมเงินเข้าไป สุดท้ายที่เหลือค่อยเก็บเงินไปซื้อสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข

เงินเป็นเครื่องมือ มันซื้อความสุขได้ แต่คุณต้องเข้าใจความสุขที่แท้จริงของตัวเองก่อนด้วย

ประหยัดอะไรไม่สู้ “ประหยัดภาษี”3 เรื่องคู่รักต้องรู้ ก่อนยื่นภาษีเงินได้

หลายคู่รักที่จดทะเบียนสมรสกันแล้ว นอกจากเรื่อง ชีวิตความเป็นอยู่ การหารายได้ การสร้างอนาคตครอบครัวที่ต้องคิดและทำร่วมกันแล้ว ยังมีเรื่องที่สำคัญมากๆ อีกหนึ่งเรื่องที่ต้องจัดการให้ดี นั่นก็คือ “การวางแผนภาษี” เพื่อให้คู่เราเสียภาษีได้น้อยที่สุดนั่นเอง

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับการจดทะเบียนสมรสกันก่อนดีกว่า… “ทะเบียนสมรส” ก็คือ เอกสารทางกฎหมายที่ยืนยันความสัมพันธ์ของคู่แต่งงาน ที่ใช้เป็นหลักฐานในการยืนยันสิทธิ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นระหว่างสามี-ภรรยา เช่น

-สิทธิ์ของบุตรที่จะเกิดขึ้น
-สิทธิ์ในการจัดการทรัพย์สินร่วมกัน
-สิทธิ์ในการรับเงินจากทางราชการหรือนายจ้างตามกฎหมายแรงงาน
-สิทธิ์ในการฟ้องร้องกรณีละเมิดแทนคู่สมรสของตัวเอง
-สิทธิ์ในการเรียกร้องค่าเสียหายหากพบว่าคู่สมรสมีชู้

นอกจากที่กล่าวมาแล้ว การจดทะเบียนสมรส ยังให้สิทธิประโยชน์ในเรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแก่คู่สมรสอีกด้วย โดยสิทธิ์ที่เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไป ก็คือ สิทธิประโยชน์เรื่องการลดหย่อนภาษี กรณีที่คู่สมรสไม่มีเงินได้ สามารถหักค่าลดหย่อนคู่สมรส ลดหย่อนบิดามารดาของคู่สมรส รวมถึงนำเบี้ยประกันชีวิตของคู่สมรส และเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดาของคู่สมรส มาหักได้หากยื่นร่วม ส่วนกรณีที่คู่สมรสมีเงินได้ด้วยกันทั้งคู่ ในหลายกรณีการแยกยื่นแบบมักส่งผลดีมากกว่า

แต่จริงๆ แล้วการวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับคนที่มีคู่สมรสนั้น สามารถวางแผนการยื่นแบบได้หลายวิธี ซึ่งเราสามารถวางแผนคำนวณเปรียบเทียบทางเลือกเพื่อให้ประหยัดภาษีได้มากที่สุดได้ โดยมีสิ่งที่ต้องพิจารณา 3 ประเด็น คือ ประเภทเงินได้ จำนวนเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว และค่าลดหย่อนของทั้งคู่

ประเด็นที่ 1 : ประเภทเงินได้

ตามมาตรา 57 ฉ แห่งประมวลรัษฎากร ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการเก็บภาษีเงินได้จากสามีภรรยาไว้ สรุปความได้ว่า เรามีสิทธิที่จะยื่นเงินได้รวมกันทั้งหมด แยกยื่นทั้งหมด หรือ แยกยื่นเฉพาะเงินได้ 40(1) ส่วนเงินได้ประเภทอื่นๆ ยื่นรวมกันในชื่อใครคนหนึ่งก็ได้ และยังสามารถแบ่งรายได้ที่ไม่อาจแยกได้ว่าเป็นของใครออกเป็นอย่างละครึ่ง หรือกำหนดสัดส่วนสำหรับ เงินได้ประเภท 40(???? ได้เองอีกด้วย ซึ่งประเด็นนี้เป็นประโยชน์มากในการวางแผนภาษีโดยเฉพาะกรณีที่คู่สมรสมีเงินได้ที่ไม่ใช่ 40(1) เพราะเราสามารถจัดสรรเงินได้ไปให้คู่สมรสเพื่อกระจายฐานภาษีได้

โดยทางเลือกในการยื่นภาษีสำหรับคู่สมรส มีให้เลือก 3 แบบ ดังนี้

1. ต่างคนต่างยื่น

เหมาะกับกรณีที่ต่างฝ่ายต่างมีรายได้ทั้งคู่

2. ยื่นรวมกัน (ยื่นรวมกันในชื่อคนหนึ่ง อีกคนหนึ่งไม่ต้องยื่น)

เหมาะกับกรณีที่ฝ่ายหนึ่งไม่มีรายได้

3. ยื่นรวมเฉพาะ รายได้ 40(2)-40(???? คือ การเอารายได้ 40(2)-40(???? ของคู่สมรสมายื่นรวมกับของตน และอีกคนยื่นเฉพาะ รายได้ 40(1) ของตนเอง

เหมาะกับกรณีที่ฝ่ายหนึ่งมีเงินเดือนมาก และมีรายได้จากทางอื่นด้วย การนำรายได้ 40(2)-40(???? ไปยื่นกับฝ่ายที่มีเงินเดือนต่ำกว่าจะช่วยให้ประหยัดภาษีได้มากขึ้น

ประเด็นที่ 2 : จำนวนเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว

เนื่องจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีอัตราภาษีแบบอัตราก้าวหน้า โดยทั่วไปหากต่างฝ่ายต่างมีรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย หรือมีเงินได้สุทธิ มากกว่า 150,000 บาท การยื่นรวมกันจะทำให้ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ต้องพิจารณาประเด็นเรื่องประเภทเงินได้ และค่าลดหย่อนของทั้งคู่ประกอบด้วย

ประเด็นที่ 3 : ค่าลดหย่อนของทั้งคู่

ค่าลดหย่อนมีอยู่มากมาย เราควรเลือกใช้ให้ถูกต้อง และใช้ให้ครบตามสิทธิด้วย ตัวอย่างเช่น ค่าดูแลบุพการี เบี้ยประกันสุขภาพของบิดามารดา ของแต่ละฝ่าย

ซึ่งทั้ง 3 ประเด็นนี้ ต้องพิจารณาร่วมกัน และทางที่ง่ายที่สุดก็คือ การลองคำนวณยอดภาษีเงินได้ที่ต้องเสียดู ว่าการยื่นแบบใดจะทำให้สามารถประหยัดภาษีได้มากที่สุด ส่วนใครที่ยังลังเลว่าจะจดทะเบียนสมรสดีหรือไม่ ก็ลองยกข้อดีในเรื่องประโยชน์ทางภาษีนี้ไปให้คู่ของท่านพิจารณาได้ เผื่อท่านจะได้ชวนคู่ของท่านมาแต่งงาน จดทะเบียนสมรสกัน

เขียนโดย: มาลียา จูฑะเตมีย์ นักวางแผนการเงิน CFP®

นับเวลาถอยหลังวางแผนภาษี 5 เดือน ทำยังไงให้เสียภาษีน้อยลง

แป๊บๆ ผ่านไป 7 เดือนแล้ว เหลือเวลาอีก 5 เดือนสำหรับการหารายได้สำหรับปีนี้ และก็เหลือ 5 เดือนสำหรับการวางแผนภาษีเงินได้เช่นกัน

ที่ใดภาษีแพง ที่นั่นต้องวางแผนภาษี…เพราะไทยคิดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอัตราสูงสุดสูงถึง 35% (มากกกว่า 1 ใน 3 ของเงินได้สุทธิอีก) จัดว่าแพงมาก เราจึงควรต้องวางแผนภาษี เพื่อจะได้เสียภาษีน้อยๆ แต่ถูกกฎหมาย

วิธีที่แนะนำสำหรับการวางแผนภาษี คือ การใช้ค่าลดหย่อนกลุ่มประกันและการลงทุน เพราะเงินที่จ่ายเพื่อซื้อประกันหรือลงทุน มันไม่ได้หายไปไหน ยังเป็นเงินของเราอยู่ แต่ประโยชน์ที่ได้เพิ่มก็คือ ประโยชน์ทางภาษี ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้

1. [ประเภท 2 เด้ง]

คือ เงินที่ออมลดหย่อนภาษีได้ และผลตอบแทนที่ได้ไม่ต้องเสียภาษี ได้แก่

➡️ เบี้ยประกันชีวิต

ลดหย่อนได้จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท/ปี ส่วนที่เกิน 10,000 แต่ไม่เกิน 90,000 บาท ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้ ดังนั้น หากคู่สมรสไม่มีเงินได้จะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเบี้ยประกันชีวิตได้ตามจ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาทเท่านั้น เหตุผลเพราะไม่มีเงินได้มายกเว้น จึงควรบริหารให้คู่สมรสมีเงินได้ เพื่อจะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเต็มที่

➡️ เบี้ยประกันสุขภาพ

ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้ตามจ่ายจริง แต่ไม่เกิน 25,000 บาท แม้จะเป็นเบี้ยจ่ายทิ้ง ไม่มีผลตอบแทนในรูปตัวเงิน แต่ก็ช่วยบริหารจัดการค่ารักษาพยาบาล กรณีนี้ก็เช่นกัน หากคู่สมรสไม่มีเงินได้จะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากเบี้ยประกันสุขภาพเลย เหตุผลเพราะไม่มีเงินได้มายกเว้น จึงควรบริหารให้คู่สมรสมีเงินได้ เพื่อจะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเต็มที่

➡️ เบี้ยประกันสุขภาพพ่อแม่

ลดหย่อนได้ตามจ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท ซึ่งพ่อแม่ต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท/ปี แต่ไม่จำเป็นต้องอายุ 60 ปีขึ้นไป

➡️ เบี้ยประกันชีวิตบำนาญ

ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้ตามจ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี และต้องไม่เกิน 200,000 บาท แต่เมื่อรวมกับการออมเงินเพื่อเกษียณอื่นแล้ว จะต้องไม่เกิน 500,000 บาท

➡️ กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)

ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้ตามจ่ายจริง ไม่เกิน 13,200 บาท แต่เมื่อรวมกับการออมเงินเพื่อเกษียณอื่นแล้ว ไม่เกิน 500,000 บาท

➡️ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้ตามยอดเงินลงทุนจริงสูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี แต่เมื่อรวมกับการออมเงินเพื่อเกษียณอื่นแล้วไม่เกิน 500,000 บาท

➡️ กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF)

ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้ตามยอดเงินลงทุนจริงสูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี แต่ไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อรวมกับการออมเงินเพื่อเกษียณอื่นแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท

หมายเหตุ จริงๆแล้ว ยังมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนประกันสังคม กบข. ที่ได้ประโยชน์แบบ 2 เด้ง แต่เนื่องจากกองทุนเหล่านี้จำกัดเฉพาะผู้ลงทุนเฉพาะกลุ่ม จึงไม่ได้เอามากล่าวในที่นี้

2. [ประเภท 1 เด้ง]

คือ เงินที่ออมลดหย่อนภาษีไม่ได้ แต่ผลประโยชน์ที่ได้ก็ไม่ต้องเสียภาษี เช่น

➡️ประกันชีวิต ประกันบำนาญ ส่วนที่เกินสิทธิลดหย่อนและยกเว้นเงินได้

➡️กำไรจากการลงทุนในกองทุนรวม หุ้นในตลาดหลักทรัพย์

➡️เงินฝากออมทรัพย์ (ดอกเบี้ยออมทรัพย์รวมทั้งปีต้องไม่เกิน 20,000 บาท)

➡️เงินฝากออมทรัพย์จากธนาคารของรัฐ ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธกส. ธอส.

➡️สลากออมทรัพย์จากธนาคารของรัฐ ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธกส. ธอส.

➡️เงินฝากประจำปลอดภาษี ซึ่งมีเงื่อนไขในการเปิดบัญชี ดังนี้
• ผู้ฝาก 1 คนสามารถเปิดได้เพียง 1 บัญชีเท่านั้น (รวมทุกธนาคาร)
• มีการกำหนดเงินฝากสูงสุดไม่เกินจำนวนที่กำหนด (เช่น ไม่เกิน 20,000 บาทต่อครั้ง)
• มีการกำหนดยอดรวมในบัญชีสูงสุดต้องไม่เกินจำนวนที่กำหนด (เช่น ยอดรวมเมื่อจบบัญชีไม่เกิน 600,000 บาท)

➡️เงินฝาก หรือ เงินลงทุนในสหกรณ์ ดอกเบี้ยและเงินปันผลจากสหกรณ์ยกเว้นภาษี

3. [ประเภท 0 เด้ง]

คือ เงินที่ออมลดหย่อนภาษีไม่ได้ คือ ไม่ช่วยให้เสียภาษีน้อยลง และผลประโยชน์ที่ได้ต้องเสียภาษี เช่น เงินฝากประจำธนาคาร เงินปันผลหุ้น เป็นต้น

สรุป ก็คือ เพื่อประหยัดภาษี (เสียภาษีน้อยลง) ควรใช้สิทธิการออมเงินแบบ 2 เด้งให้เต็มเพดานที่สรรพากรกำหนด และควรบริหารให้คู่สมรสมีเงินได้จะได้ใช้สิทธิประโยชน์อย่างเต็มที่ แต่การออมเงินแบบ 2 เด้งจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของสรรพากรอย่างเคร่งครัด เราจึงควรศึกษาเงื่อนไขของสรรพากรให้ดีก่อนตัดสินใจออมหรือลงทุน

“กฎ 1% และ 1 วัน” สูตรสร้างวินัยการใช้เงินของคนอยากมีเงินเหลือเก็บ

เคยสงสัยกันมั้ยว่า เงินในแต่ละเดือนของเราหายไปไหนหมด? ลองหันดูของที่กองอยู่รอบตัว ทั้งไอแพดรุ่นล่าสุด ลำโพงฟังก์ชันสุดล้ำ เสื้อผ้าคอลเล็กชั่นใหม่ (ทั้งที่ไม่ค่อยได้ออกนอกบ้าน) ฯลฯ ซึ่งถ้ามันได้ใช้ประโยชน์ก็ดีไป แต่ถ้าไม่อยากเสียใจทีหลัง ลองใช้ “กฎ 1% และ 1 วัน” ที่จะช่วยให้เรามีสติก่อนใช้เงินดูครับ

กฎนี้บอกเอาไว้ว่า คนที่มีรายได้น้อยกว่า 500,000 บาทต่อปี (ราวเดือนละ 41,666 บาท) ก่อนจะซื้อของที่ราคาเกิน “1%” ของรายได้ต่อปี ให้หยุดคิดก่อน “1 วัน”

ตัวเลข 1% นี้ใช้ได้กับทุกช่วงรายได้ เช่น

ถ้าคุณมีรายได้ 300,000 บาทต่อปี (เดือนละ 25,000 บาท)
ราคาของที่ต้องระวังก่อนซื้อ = 3,000 บาท

ถ้าคุณมีรายได้ 400,000 บาทต่อปี (เดือนละ 33,000 บาท)
ราคาของที่ต้องระวังก่อนซื้อ = 4,000 บาท

ถ้าคุณมีรายได้ 500,000 บาทต่อปี (เดือนละ 41,666 บาท)
ราคาของที่ต้องระวังก่อนซื้อ = 5,000 บาท

ซึ่งจากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุไว้ว่า คนไทยมีรายได้เฉลี่ย 28,000 บาทต่อเดือน หรือราวปีละ 336,000 บาท ดังนั้นตัวเลขราคาของที่คนไทยส่วนใหญ่ต้องระวังก่อนใช้จ่าย จะอยู่ที่ประมาณ 3,360 บาท

เมื่อเราคิดจะซื้อของที่ราคาเกิน 1% ของรายได้ทั้งปี ให้รออีก 1 วัน เพื่อไตร่ตรองดูว่าควรซื้อของชิ้นนั้นดีหรือไม่? โดยพิจารณาถึงความจำเป็น และประโยชน์ในการใช้สอย จะได้ไม่ต้องเสียใจทีหลัง แม้ว่ามันจะผ่อน 0% 10 เดือนก็ตาม

หรือถ้าเป็นการซื้อของออนไลน์ ก็ให้กดสินค้าใส่ตะกร้าเอาไว้ก่อน แต่อย่าเพิ่งจ่ายเงินทันที ให้หยุดคิดอีก 1 วันเช่นกัน ไม่จำเป็นต้องซื้อให้ทันช่วงโปรโมชั่น 9.9 เพราะอย่าลืมว่าเดือนถัดๆ ไปก็มีโปรโมชั่น 10.10 / 11.11 อีก

แต่ถ้าผ่านมา 1 วัน แล้วยังอยากซื้ออยู่ และเป็นสิ่งที่เราต้องการจริงๆ ก็สามารถซื้อได้เลยด้วยความมั่นใจ ว่านั่นคือสิ่งที่สร้างประโยชน์ให้เราได้

กฎ 1% และ 1 วัน ไม่ได้สอนให้เราเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว แต่จะทำให้เราคิดไตร่ตรองก่อนใช้เงิน ช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เหลือเงินออมและลงทุนมากขึ้น ซึ่งนั่นแปลว่าเราจะสร้างอิสรภาพทางการเงินได้เร็วขึ้นนั่นเอง

3 ขั้นตอนเลือก “บัตรเครดิต”คิดก่อนใช้ รูดได้ไม่จน

“บัตรเครดิต” นั้นดูเหมือนเป็นภาพสะท้อนความนำสมัยของไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ตั้งแต่ยุค 4C ก่อนเศรษฐกิจฟองสบู่ต้มยำกุ้งปี 2540 ที่เขาว่ากันว่าต้องมี รถ (Car) , อยู่คอนโด (Condominium) , พกถุงยาง (Condom) และใช้บัตรเครดิต (Credit card) ดังนันเป็นความใฝ่ฝันของคนที่เริ่มทำงานที่อยากจะมีติดตัวไว้สักบัตร บางคนก็อาจจะมีหลายๆ ใบ

แต่ขึ้นชื่อว่า “เครดิต” ก็คือ “การยืมเงินจากอนาคต” ดังนั้นเงินที่ได้มานั้นไม่ได้ลอยมาให้ใช้ฟรีๆ แถมมีค่าเสียเวลาที่เราใช้เรียกว่า “ดอกเบี้ย” ตามมาด้วยเช่นกัน ดังนั้นจะใช้จะจ่ายอะไรขอให้ระมัดระวัง รูดเพลินเกินห้ามใจ สิ้นเดือนไปน้ำตาตกในจะหาว่าไม่เตือน

วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการเลือกบัตรเครดิตกัน ก่อนที่จะเริ่มนับหนึ่งเริ่มต้นเป็นหนี้เราต้องควรคำนึงถึงอะไรบ้าง

สิ่งแรกสุด

ที่คนส่วนใหญ่ควรจะทำ (แต่ก็ไม่ทำกัน) ก็คือ การอ่านเงื่อนไขในการสมัครบัตรเครดิตนั้น ๆ อย่างละเอียด และทางที่ดีก่อนที่จะสมัคร หากมีคำถามประการใดอยากให้ลองโทรไปสอบถามที่ call center เพื่อให้ได้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจให้มากที่สุด เรื่องนี้เหมือนเป็นเรื่องเล็กที่จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ หลายคนรีบอยากมีบัตร เจ้าหน้าที่ให้เซ็นเอกสารอะไรก็ก้มหน้าก้มตาเซ็นอย่างเดียว ซึ่งพวกเงื่อนไขตัวเล็ก ๆ หรือเครื่องหมายดอกจัน นี่ล่ะที่อาจจะทำให้เราลำบากในภายภาคหน้าได้หากไม่อ่านดี ๆ เช่น ค่าปรับหากผิดนัดชำระ ดอกเบี้ย หรือเงื่อนไขการยกเลิกบัตรใบนั้น ๆ จำไว้ว่าอำนาจเป็นของคุณๆต้องได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนก่อนจะขอมีบัตรเครดิตสักใบ

ประการที่สอง

เลือกบัตรเครดิตให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ของคุณ บางธนาคารนั้นมีบัตรเครดิตร่วมหรือบริษัทห้างร้านบางแห่งก็ออกบัตรเครดิตของตัวเอง ถ้าหากเราเลือกใช้สินค้าและบริการนั้นๆบ่อยๆการที่เลือกให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ก็อาจจะทำให้คุณได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุด เช่น หากคุณชอบเดินทางคุณก็เลือกบัตรที่มีการสะสมไมล์ได้รวดเร็ว จะได้บินฟรีได้เร็วขึ้น หรือบางคนกำลังตกแต่งบ้านอาจเลือกใช้บัตรเครดิตของบริษัทห้างร้านดังกล่าวเพื่อรับส่วนลดที่มากขึ้นก็เป็นการดีกว่า

ประการที่สาม

ท่องไว้เลยว่า “มีบัตรเครดิต ไม่ได้แปลว่าต้องใช้บัตรเครดิตเสมอไป” เรามีใช้เพื่อยามฉุกเฉินหรือยามจำเป็น นั้นเป็นเรื่องที่ดี เรามีสิ่งที่ต้องซื้ออยู่แล้วแทนที่จะต้องจ่ายเงินสดจ่ายบัตรเครดิตเพื่อรับแต้มแล้วจ่ายเต็มจำนวนย่อมเป็นเรื่องดี บางคนเข้าใจผิด (หรือแกล้งเข้าใจผิด) ว่าวงเงินบัตรเครดิตที่เขาให้มาซึ่งปกติจะเป็น 3-5 เท่าของรายได้ที่เรายื่นขอ จะต้องใช้ให้หมด ใช้ให้เต็ม หรือมีไว้เพื่ออวดความโก้หรู เพราะทุกครั้งที่รูดแปลว่าหนี้ของคุณได้เกิดขึ้นแล้ว เมื่อเป็นหนี้ก็ต้องใช้คืนเสมอๆ

วิธีการคำนวณดอกเบี้ยบัตรเครดิต คือ “ดอกเบี้ย” จะเกิดขึ้นทันทีเมื่อเราจ่ายไม่เต็มจำนวน เรียกได้ว่าขาดไปแค่ 0.50 บาท ก็เกิดดอกเบี้ยแล้ว! วิธีการคำนวณดอกเบี้ยจะแบ่งเป็น 2 ส่วนด้วยกัน การคิดดอกเบี้ยจะคิดเป็นสองขั้นครับ ขั้นแรกคือคิดดอกเบี้ยจากรายการที่เกิดขึ้นทั้งหมด และขั้นต่อมาคือคิดจากเงินคงเหลือหลังจากที่เราจ่ายขั้นต้นไปแล้ว

จะขอตัวอย่างก็จะได้ดังนี้ครับ

สมมุติเรารูดซื้อโทรศัพท์ไป 20,000 บาท ซึ่งบัตรเครดิตนี้มีวันสรุปยอด วันที่ 24 พ.ย. และวันกำหนดชำระบัตรเครดิตคือวันที่ 10 ธ.ค. ซึ่งคุณได้เลือกจ่ายขั้นต่ำ 10% นั่นคือ 2,000 บาท และในเดือนธ.ค. (วันที่ 10-24) คุณก็ไม่ได้ใช้บัตรเครดิตอีก

วิธีการคำนวณดอกเบี้ยขั้นแรก :

20,000 บาท(เงินต้นทั้งหมดที่ค้างจ่าย) x 20% (อัตราภาษี) x 17 วัน (จำนวนวัน วันที่ 24 พ.ย. – 9 ธ.ค.) / 365 วัน = 186.30 บาท

ขั้นที่สอง:

18,000 (เงินต้นค้างจ่าย จาก 20,000-2,000) x 20% x 15 วัน (วันที่ 10 – 24 ธ.ค.) / 365 วัน = 147.95 บาท เพราะฉะนั้นในงวดหลังจากจ่ายขั้นต่ำไป คุณจะไม่ชำระเพียงแค่เงินต้นค้างจ่าย 18,000 บาท แต่จะต้องรวมกับดอกเบี้ยทั้งสองขั้นไปด้วย ซึ่งจะต้องชำระทั้งหมด 18,000 + 186.30 + 147.95 = 18,334.25 บาท

ดังนั้นอยากให้ฝึกคำนวณดอกเบี้ยให้ดีก่อนจะใช้ทุกครั้งเพราะดอกเบี้ยบางครั้งก็สูงเกือบ 20% ทีเดียวถ้าเราผิดนัดชำระ หรือเลือกชำระขั้นต่ำสามข้อนี้ขอให้เป็นเครื่องเตือนใจสำหรับคนอยากมีบัตรเครดิตทุกคนเสมอๆ ว่าดอกเบี้ยของบัตรเครดิตนั้นแพงเสมอ

6 ประเด็นการเงินชนวนปัญหาของคู่รัก ไม่ว่าจนหรือรวย ถ้าไม่รีบแก้ รักแท้ก็อาจจะแพ้เรื่องเงินๆทองๆ

เมื่อมีสถิติในปี 2022 บ่งบอกว่า 41% ของคู่รักมักทะเลาะมีปากเสียงกันเพราะเรื่องเงิน เราจึงไม่แปลกใจว่าปัญหาเรื่องเงินนี่แหละที่เป็นหนึ่งในหลาย ๆ ปัญหาที่ทำให้คู่รักหย่าร้างแยกทางกันได้

เพราะฉะนั้นก่อนที่เราจะตกลงแต่งงานเริ่มครอบครัวกับใคร ถ้าอยากให้ความสัมพันธ์ราบรื่นตลอดรอดฝั่ง อยากจะชวนคุณ (และถ้าให้ดีก็คนรัก) มาอ่าน 6 ประเด็นการเงินชนวนปัญหาแห่งการทะเลาะกันของคู่รักเกี่ยวกับการเงินไว้สักหน่อย เพื่อจะได้ช่วยกันแก้ไขปัญหาหากมีอะไรเกิดขึ้น ก่อนที่รักแท้จะแพ้เรื่องเงินๆทองๆไปซะก่อน

1. ไม่เปิดเผยรายได้ที่แท้จริงและไม่เอาเงินมารวมไว้ด้วยกัน

เว็บไซต์การเงินและการลงทุนอย่าง Investopedia อธิบายว่าเมื่อคู่รักต่างคนต่างทำงานและไม่เคยพูดกันเรื่องเงินหรือไม่สามารถตกลงกันได้เมื่อมีประเด็นเกี่ยวกับเงินเข้ามาในชีวิต พวกเขาก็ตัดสินใจแบ่งรายจ่ายกันคนละครึ่ง หรือก็แบ่งสรรกันในแบบที่คิดว่าแฟร์หรือพอใจในเวลานั้น พอรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่ตัวเองต้องดูแลแล้ว ที่เหลือจะเอาไปทำอะไรก็ได้ตามใจ

มันฟังดูเป็นเรื่องที่ค่อนข้างมีเหตุผล แต่กระบวนการนี้จะทำให้ต่างฝ่ายต่างอึดอัดเมื่อเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ เสียโอกาสในการร่วมกันนำเงินที่หาได้ไปช่วยกันลงทุน ก่อร่างสร้างเป็นเงินสำหรับช่วงเวลาฉุกเฉิน เก็บเงินไว้ซื้อบ้าน หรือบั้นปลายชีวิตอยากทำอะไรด้วยกัน ฯลฯ

เมื่อต่างฝ่ายต่างหาต่างเก็บ บางทีไม่ยอมบอกว่าได้เงินมากแค่ไหน น้อยแค่ไหน กลายเป็นการซ่อนเงินจากอีกฝ่าย กลายเป็นความไม่ซื่อสัตย์เรื่องการเงินในความสัมพันธ์ ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นประเด็นปัญหาในความสัมพันธ์ได้เลยทีเดียว

เมื่อแบ่งค่าใช้จ่ายกันคนละครึ่ง เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ทีนี้จะเกิดปัญหาอย่างแน่นอน ถ้าอีกฝ่ายจ่ายไม่ได้ จ่ายไม่ไหว ตกงาน เปลี่ยนเส้นทางอาชีพ ถูกลดเงินเดือน หรือต้องออกจากงานเพราะปัญหาเรื่องสุขภาพหรืออะไรก็ตาม เงินจะเริ่มขาดและทำให้กลายเป็นหนี้ตามมาได้

เพราะฉะนั้นคู่รักควร/ต้องคุยกันก่อนที่เรื่องนี้จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่แก้ไขไม่ได้ทีหลัง

2. หนี้สินเก่าที่แบกมาด้วย

มีคนบอกว่าเวลาแต่งงาน เราไม่ได้แต่งงานกับแค่ร่างกายของอีกฝ่าย แต่รวมไปถึงภาระต่าง ๆ ที่แบกบนบ่ามาด้วย ซึ่งรวมไปถึงหนี้สินต่าง ๆ หนี้การศึกษา หนี้บัตรเครดิต หรือแม้แต่นิสัยแย่ ๆ อย่างการติดการพนัน

ถ้าฝ่ายใดก็ตามมีหนี้สินเยอะ ชนวนจะถูกจุดปะทุขึ้นมาทันทีเมื่อมีการพูดถึงเรื่องรายรับรายจ่าย การใช้เงิน หรือหนี้ที่เพิ่มพอกพูนมากขึ้นเรื่อย ๆ จากไหนบ้างก็ไม่รู้

ทางที่ดีที่สุดคือคุยกันก่อนครับ ก่อนจะจดทะเบียนสมรส ก่อนจะลงหลักปักฐานเป็นครอบครัว เอามาแผ่ดูว่ามันมีอะไรตรงไหนบ้าง ก้อนหนี้เท่าไหร่ มีอะไรที่พอจะช่วยเหลือกัน แบกร่วมกันได้ไหม ถ้ารักกันแล้วแน่นอนครับปัญหามันพอจะแก้ไขได้ เพียงแต่ต้องซื่อสัตย์ต่อกัน และช่วยกันเมื่อมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นระหว่างทาง

หรือถ้าเกิดจะแยกทางกันก่อนแต่งงาน นั่นก็ยังเป็นการตัดสินใจที่ดีกว่ามาทำทีหลังอยู่ดี

3. ไม่สนใจนิสัยที่แตกต่างกัน

แต่ละคนมีนิสัยและพฤติกรรมเกี่ยวกับเงินที่แตกต่างกัน แม้แต่ละฝ่ายจะไม่มีหนี้ แต่ถ้าคนหนึ่งเป็นคนชอบออม และอีกคนเป็นคนชอบใช้เงิน ทีนี้มันก็เกิดปัญหาได้เช่นเดียวกันถ้าเราไม่ทำความเข้าใจซึ่งกันและกันก่อนตั้งแต่แรก เปิดอกคุยกันครับว่าคุณชอบอะไร ใช้เงินกับอะไร สิ่งไหนที่ทำให้คุณมีความสุข และก็ต้องรับฟังอีกฝ่ายอย่างเปิดใจด้วย

บางคนรับความเสี่ยงในการลงทุนได้มากกว่า บางคนบอกว่าขอปลอดภัยในการเก็บเงินไว้ในธนาคาร

ไม่ว่าเราจะมีนิสัยทางการเงินยังไง ขอให้รับรู้ไว้ว่าอีกฝั่งไม่จำเป็นต้องเหมือนเรา และเราจะยอมรับกันและกัน หาข้อสรุปตรงกลาง ความสมดุลทางการเงิน และมีเป้าหมายทางการเงินร่วมกันได้ยังไง

4. แสดงว่าตัวเองมีอำนาจในการตัดสินใจที่เหนือกว่า

ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ในลักษณะดังนี้

– คนหนึ่งทำงานหาเงิน ส่วนอีกคนไม่ได้ทำ
– ทั้งสองคนอยากจะทำงาน แต่คนหนึ่งยังว่างงานอยู่
– ฝ่ายหนึ่งหาเงินได้มากกว่าในจำนวนที่เยอะมาก ๆ
– ฝ่ายหนึ่งมาจากครอบครัวที่ร่ำรวยมาก ๆ ส่วนอีกฝ่ายไม่มีอะไรเลย

เมื่อสถานการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น คนที่มีเงินหรือหารายได้ได้มากกว่ามักจะอยากเป็นผู้นำและตัดสินใจว่าการใช้จ่ายเงินต้องไปทางไหน

แม้จะฟังดูมีเหตุผล แต่อยากยกประเด็นหนึ่งที่ต้องคิดก็คือว่าทั้งคู่เป็นคู่รักกัน อยู่ทีมเดียวกัน และจำเอาไว้ว่าความรู้สึกและความคิดของอีกฝ่ายนั้นก็มีค่าไม่ต่างอะไรจากของคุณเอง ต้องเคารพตรงนี้ด้วย

5. ครอบครัวที่เติบโตขึ้น

การตัดสินใจที่จะมีลูกหรือไม่และเมื่อไหร่คือการตัดสินใจเรื่องการเงินเช่นเดียวกัน เราต้องคิดถึงเรื่องค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย โรงเรียน เรียนพิเศษ กิจกรรม ของเล่น หนังสือ ประกันสุขภาพ ป่วยไข้เข้าโรงพยาบาล ไปจนกระทั่งเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเลย

เงินเหล่านี้ไม่ใช่เงินน้อย ๆ

แล้วคิดดูว่า…ถ้าลูกไม่สามารถจะหาเลี้ยงตัวเองได้หลังเรียนจบ ต้องพึ่งพาเงินจากคุณต่อไปอีกไม่รู้กี่ปี คุณในฐานะพ่อแม่ก็ต้องช่วย แต่เราไหวรึเปล่า?

พอเป็นเรื่องการเลี้ยงลูกแต่ละคนก็มีหน้าที่แตกต่างกัน ฝ่ายหนึ่งก็อาจจะลดจำนวนการทำงานลง เพื่อมาดูแลลูกมากขึ้น อาจจะต้องทำงานที่บ้าน หรือบางคนอาจจะตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อมาเป็นพ่อหรือแม่เต็มเวลาไปเลยก็มี

ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ต้องมีการพูดคุยกัน เพราะครอบครัวที่ขยายโตขึ้นก็จะกระทบกับแผนการเงินที่วางเอาไว้ ไลฟ์สไตล์ และความฝันของแต่ละคนด้วย

6. รับมือกับครอบครัวของอีกฝ่าย

อันนี้ปัญหาใหญ่เลยครับ เพราะในสังคมบ้านเราซึ่งอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ บางทีเรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาของคนสองคนหรือครอบครัวของเราเท่านั้น แต่มันดันไปผูกกับครอบครัวของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพิ่มเข้ามาด้วย

ยกตัวอย่างง่าย ๆ พ่อตา แม่ยายแก่แล้ว ย้ายมาอยู่ที่บ้าน ไม่มีเงินเก็บเพราะส่งลูกหลานเรียนหนังสือ เราซึ่งไม่ได้เป็นสายเลือดโดยตรงแต่เป็นลูกเขยลูกสะใภ้ ก็รู้สึกว่าไม่ค่อยแฟร์เท่าไหร่ ที่ต้องหาเงินมาเลี้ยงดูพ่อแม่ของอีกฝ่าย ออกเงินให้ทุกอย่าง บางทีลูกแท้ ๆ อาจจะไม่ได้ส่งเงินมาช่วยดูแลเลยด้วยซ้ำ

บางทีเจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาล ค่าหมอค่ายา หลายแสนหลายล้าน ทีนี้จะเอายังไงดี? ปัญหาเหล่านี้ครับแก้ยากมาก กดดันจนอาจจะทำให้เลิกราแยกทางกันได้เลยจริง ๆ

วิธีการรับมือที่ดีที่สุดคืออย่าเก็บเอาไว้ครับ คุยกับอีกฝ่ายครับว่าคุณรู้สึกยังไง แน่นอนอาจจะนำมาซึ่งการทะเลาะกัน แต่ก็ยังดีกว่าจะกดเอาไว้จนวันหนึ่งมันระเบิดออกมา แล้วเลิกกันไปเลย ถ้ามีพี่น้องหลายคนก็อาจจะขอเงินช่วยกันดูแลพ่อแม่ หรือสลับไปอยู่บ้านนั้นที บ้านโน้นที บางทีอาจจะหาบ้านพักคนชราแล้วช่วยกันส่งเงิน ฯลฯ

แต่นี่เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้นนะครับ ปัญหาอาจจะไม่ได้เป็นที่พ่อตาแม่ยาย อาจจะเป็นเรื่องพี่น้องของอีกฝั่งที่มีปัญหาเรื่องเงินที่เราต้องเข้าไปดูแล เรื่องบุตรที่มาจากการแต่งงานครั้งก่อน หรือแม้แต่ญาติทางฝั่งเราที่อาจจะก่อให้เกิดความไม่สบายใจขึ้นได้เช่นเดียวกัน

ไม่ว่าจะทางออกไหน แต่ก็ขอให้คุยกันและช่วยกันแก้ไขปัญหาครับ จับมือกันไว้แน่น ๆ ไม่ว่าจนหรือรวย ความท้าทายเรื่องเงินก็จะเกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ ตลอดเส้นทางความสัมพันธ์ อาจจะมาในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป แต่สิ่งสำคัญฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะแบกแล้วพยายามแก้ไขเองทั้งหมดไม่ได้ เพราะในเมื่ออยู่ด้วยกันแล้ว รวยก็รวยด้วยกัน เจอปัญหาไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ก็เจอด้วยกัน มันคือปัญหา “ของเรา” แล้วฟันฝ่าไปด้วยกันครับ (ยกเว้นอีกฝ่ายบอกไม่เอาแล้ว ขอบาย…อันนี้ก็เรื่องนะครับ)

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save