ทำยังไงดีเมื่อสามีชอบใช้ ภรรยาชอบเก็บ กฎความสัมพันธ์ 3 ข้อในการใช้ชีวิตคู่และเดินสู่เป้าหมายการเงิน

การแต่งงานหรือการใช้ชีวิตคู่กับใครสักคนนั้นเป็นเรื่องซับซ้อนเสมอ โดยเฉพาะเรื่องเงินและความสัมพันธ์ สองประเด็นที่แค่ตัวมันเองก็ยุ่งยากแล้ว พอเอามารวมกันยิ่งชวนปวดหัวเข้าไปอีก คือมันน่าปวดหัวถึงขั้นว่ามีการเก็บสถิติมาบอกว่า 36.1% ของคู่สมรสที่หย่ากันมีเหตุผลมาจากเรื่องเงินนี่แหละ ซึ่งก็ยิ่งไม่น่าแปลกใจอีกที่ว่าประมาณ 24% ของคู่รัก (หรือประมาณ 1/4) เลือกที่จะแยกบัญชีเงินของใครของมันไปเลย

แต่สำหรับคู่รักส่วนใหญ่แล้วมักจะเลือกทางที่ง่ายกว่าคือแชร์ไปเลย มีปัญหาอะไรก็แบกด้วยกัน เพราะเป็นคู่กันแล้วก็หมายถึงต้องฟันฝ่าไปด้วยกันนั่นแหละ (ซึ่งที่จริงก็มีผลวิจัยออกมาด้วยนะครับว่าคู่รักที่มีบัญชีร่วมกันแล้วส่วนใหญ่จะมีความสัมพันธ์ที่ดี เพราะสบายใจ มีเป้าหมายร่วมกัน และไม่ก้าวก่ายกันมาก)

โอลิเวีย คริสเตนเซ่น (Olivia Christensen) เล่าถึงเรื่องราวของเธอกับสามีไว้บนเว็บไซต์ Insider ว่าหลังจากคบหาจริงจังกันเมื่อ 14 ปีก่อน ทั้งคู่ก็แชร์บัญชีธนาคารและทุกอย่างในความสัมพันธ์ด้วยกันมาโดยตลอด ใช้หลักคิด “ของคุณก็คือของฉัน” มาตั้งแต่ตอนนั้น แต่แล้วปัญหาเรื่องการเงินก็เริ่มเกิดขึ้น

หลักการเกี่ยวกับเงินของคู่รักไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน

เราอาจจะคิดว่าการเลือกคู่ชีวิตที่มีเป้าหมายเดียวกันและให้คุณค่ากับสิ่งต่าง ๆ เหมือนกันนั้นจะทำให้ไม่ทะเลาะกันเรื่องเงินในความสัมพันธ์ คริสเตนเซ่นบอกว่านั่นเป็นความเชื่อที่เธอคิดเช่นกัน แต่สิ่งที่ประสบจริง ๆ นั้นไม่ใช่เลย เธอกับสามีมีเป้าหมายและให้คุณค่ากับสิ่งที่เหมือน ๆ กัน แต่กลยุทธ์ทางการเงินของพวกเขาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

แม้ทั้งคู่จะให้ความสำคัญกับความสะดวกสบาย แต่สำหรับสามีของเธอแล้วความสะดวกสบายหมายถึงความรู้สึกปลอดภัย ซึ่งเขาก็ไปถึงจุดนั้นได้โดยการเก็บเงินเพื่อจะจัดการกับปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต สำหรับคริสเตนเซ่นความสะดวกสบายก็คือการใช้ชีวิตอย่างความสะดวกสบายตรงตัวแบบนั้นเลย

พูดอีกอย่างก็คือว่าสามีของเธอเป็นนักเก็บออม ส่วนเธอเป็นคนชอบใช้จ่ายนั่นแหละ

ไม่ว่าคุณจะอยู่ฝั่งไหนของสมการ หลายคนก็อาจจะกำลังอยู่ในความสัมพันธ์แบบสองขั้ว นักออม/นักจ่าย แบบนี้อยู่ก็ได้

ถ้าคุณเป็นฝั่งนักออม การเข้าไปดูบัญชีแล้วเห็นยอดเงินน้อยกว่าที่คิดก็จะเริ่มอยู่ไม่สุข ไม่สบายใจ

ถ้าคุณเป็นฝั่งนักจ่าย คุณก็รู้สึกว่าเดี๋ยวต้องทะเลาะกันอีกแน่เลย หลังจากตอนบ่ายไปซื้อกาแฟแก้วที่สองราคาร้อยกว่าบาท

การแชร์บัญชีการเงินนั้นมักจะมีปัญหาประมาณนี้ ทุกคนไม่มีความสุขเลย บางทีทะเลาะกันบ้านแตก ความสัมพันธ์จบได้เลยถ้าไม่หาวิธีจัดการกับปัญหาตรงนี้แล้วหาแนวทางที่ทั้งสองฝั่งยอมรับ

หลังจากทะเลาะและเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้มาหลายต่อหลายปี คริสเตนเซ่นแชร์กฎความสัมพันธ์ 3 ข้อในการใช้ชีวิตคู่ที่ทำให้อยู่มาได้อย่างสงบสุขจนถึงตอนนี้และที่สำคัญเดินสู่เป้าหมายการเงินแบบเป็นทีมอีกด้วย

1. ความซื่อสัตย์

เรื่องนี้สำคัญมาก เราทราบกันอยู่แล้วว่าความซื่อสัตย์เป็นรากฐานของความสัมพันธ์ที่ดี แต่เมื่อพูดถึงเรื่องเงินมันต่างจากเรื่องการนอกใจหรือมีคนอื่นเล็กน้อย เพราะเมื่อคนสองคนพยายามที่จะแชร์เกี่ยวกับเรื่องเงิน ปัญหามักจะเกิดจากความตั้งใจที่ดีแต่มองแตกต่างกันคนละแบบ

คริสเตนเซ่นเล่าว่าหลายครั้งเธอพยายามเก็บซ่อนการซื้อของต่าง ๆ จากสามีโดยบอกกับตัวเองว่าไม่อยากทะเลาะกันอีกเรื่องนี้ ส่วนสามีก็อาจจะรู้สึกว่าควรจะแบ่งเงินเก็บไว้บางส่วนเพื่อป้องกันไม่ให้คู่ครองใช้จ่ายมากจนเกินไป
แต่ถ้าเอาความตั้งใจที่ดีต่าง ๆ ที่เคลือบการกระทำตรงนี้ออกไป ส่วนใหญ่แล้วมันก็คือการโกหกซึ่งกันและกัน ไม่ซื่อสัตย์นั่นแหละ

การโกหก แอบทำนู้น ทำนี่ โดยคิดว่าเป็นความตั้งใจดี กลายเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าคือเรื่องความเชื่อใจ นอกจากนั้นแล้วพอเป็นเรื่องเงิน ยิ่งทำให้ทั้งคู่ไม่รู้เลยว่าตอนนี้สถานะทางการเงินของครอบครัวเป็นยังไง เมื่อทะเลาะกัน เป้าหมายการเงินก็ไม่ต้องพูดถึงเลยมันไปไม่ถึงอยู่แล้ว

คำแนะนำของคริสเตนเซ่นคือการเปิดเผยทุกอย่างให้กับคู่ของคุณเลยครับ แม้มันจะนำมาซึ่งการทะเลาะกันและสถานการณ์ที่เราอาจจะควบคุมไม่ได้ ตรงนี้จะช่วยทำให้เห็นว่าหลุมที่ช่วยกันขุดด้วยการโกหก ทำอะไรลับหลังนั้นลึกขนาดไหน เมื่อเข้าใจแล้วนี่แหละถึงจะช่วยกันแก้ปัญหาได้

2. ความเคารพซึ่งกันและกัน

เมื่อสงครามสงบลง ทะเลาะกันเสร็จเรียบร้อย อย่าไปหาว่าใครผิดหรือถูก เพราะนั่นยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงไปกว่าเดิม

สำหรับเธอแล้วชีวิตคู่ของสองขั้วที่แตกต่างกัน นักออม/นักจ่าย นั้นสามารถหาจุดที่ลงตัวได้โดยการจัดหาสมดุลตรงกลาง ใช้ความชอบและความเชี่ยวชาญของแต่ละคนให้เกิดประโยชน์

หลังจากวางแผ่ทุกอย่างบนโต๊ะแล้ว มีเงินเท่าไหร่ ทรัพย์สินอะไรบ้าง หรือ หนี้ก้อนโตที่ซ่อนอยู่ตรงไหน หลังจากนั้นก็เริ่มวางแผนกันได้ครับ

สามีของเธอเป็นนักออมตัวยง เป็นคนที่ทราบดีว่าถ้าอยากไปถึงเป้าหมายอิสรภาพทางการเงินต้องทำยังไงบ้าง ความสามารถและความรู้ตรงนี้จะช่วยทำให้ทั้งคู่เห็นตรงกันว่าต้องมีเงินเก็บเท่าไหร่ ใช้เงินตรงไหนได้บ้างในแต่ละเดือน ตรงนี้ก็ช่วยทำให้เป้าหมายชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งคริสเตนเซ่นเองก็ต้องยอมรับและทำตามกฎกติกาตรงนี้ด้วยความเคารพ

ส่วนคริสเตนเซ่น ด้วยความที่เธอชอบจับจ่ายและกล้าที่จะรับความเสี่ยงได้เยอะกว่า ตรงนี้ก็ช่วยผลักดันให้สามีทำในสิ่งที่มีความเสี่ยงมากหน่อย อย่างเช่นการประกาศขายบ้านในจังหวะที่ตลาดกำลังบูม จนสร้างกำไรได้ 4.2 ล้านบาท หรืออย่างการยอมลงทุนซื้อของที่ดี ๆ มาใช้อย่างฟูกที่นอนหรือการเดินทางท่องเที่ยว ถ้าไม่มีเธอ เขาก็คงไม่ไปไหน อยู่แต่บ้านและนอนฟูกที่นอนมือสองอยู่แบบนั้น ในมุมนี้ฝั่งสามีเองก็ต้องเคารพในตัวคริสเตนเซ่นด้วยเช่นกัน

3. ถ่อมตน

ความเคารพซึ่งกันและกันนั้นเป็นเรื่องที่มากกว่าการแค่มองเห็นว่าอีกฝั่งนั้นมีความสามารถหรือทำอะไรได้บ้าง แต่มันหมายถึงการรับรู้ข้อด้อยของตัวเองที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ด้วยว่าเป็นเพราะอะไร

ถ้าคุณเป็นนักจ่ายก็อาจจะรู้สึกว่าคนที่เก็บเงินทุกบาทนั้นเป็นเรื่องที่ไร้สาระมาก ไม่มีความสุขในชีวิตเลย มัวแต่คิดถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึง คริสเตนเซ่นก็เป็นเช่นนั้น แต่เธอบอกว่าความคิดแบบนั้นไม่ใช่เรื่องถูกต้อง เราต้องตระหนักตรงนี้ก่อน เพราะคนที่เก็บเงินก็เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ซึ่งเราไม่รู้หรอกว่ามันจะเกิดเมื่อไหร่ แต่เตรียมตัวเอาไว้ก่อนเป็นเรื่องที่สมควรทำ เพราะฉะนั้นเราต้องถ่อมตนแล้วสะท้อนดูความคิดของตัวเองเสมอ

ส่วนคนที่เป็นนักออม ก็ต้องยอมรับครับว่าเราจะไปรอใช้ชีวิตในอนาคตโดยทำให้ชีวิตตอนนี้เหี่ยวแห้งจนไม่มีความสุขก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นการเก็บอย่างเดียวก็ไม่ถูกต้องเสมอไป

ความรู้สึกที่ว่าตัวเองเหนือกว่า ความคิดตัวเองคือสิ่งที่ถูกต้องนั้นเป็นการมองข้ามความรู้สึกหรือสิ่งที่คู่ครองของเราเป็น ซึ่งจะกลายเป็นการสร้างสถานการณ์ที่ต้องกลับไปโกหก ทำอะไรหลบๆซ่อนๆ นั่นเอง

คู่ของคริสเตนเซ่นนั้นมีเป้าหมายทางการเงินเหมือนกัน ทั้งคู่อยากเกษียณและมีความมั่งคั่งมากพอ เพราะฉะนั้นสิ่งแรกที่พวกเขาต้องทำคือยอมรับว่าวิถีของตนเองนั้นไม่ใช่ทางเดียวที่ถูกต้อง สามีของเธอต้องเรียนรู้ที่จะเสี่ยงบ้าง ส่วนคริสเตนเซ่นก็เรียนรู้ที่จะหยุดใช้จ่ายพร่ำเพรื่อ และเก็บเงินเข้ากองกลางเพื่อเกษียณก่อนทุกครั้งเมื่อมีเงินเข้ามา

กฎ 3 ข้อที่ฟังดูไม่ยาก และเชื่อว่าหลาย ๆ คนน่าจะนำไปปรับใช้ในความสัมพันธ์ของตัวเองได้ พอเป็นเรื่องการเงินในความสัมพันธ์ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่สะสมมากขึ้น กัดกร่อนความรู้สึกของทั้งสองฝ่าย ที่แม้จะรักกัน หวังดีต่อกัน แต่กลับไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน สิ่งสำคัญคืออย่าเอาแต่ความต้องการของตัวเองเป็นที่ตั้ง แต่เป็นการทำให้ดีที่สุดเพื่อกันและกัน พอเราซื่อสัตย์ เคารพอีกฝ่าย และไม่ถือเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้นและเงินในบัญชีก็จะเพิ่มขึ้นด้วย

หลุมพรางแนวคิดสุขนิยม ที่ทำให้การใช้ ‘บัตรเครดิต’ มีความสุขกว่าการใช้ ‘เงินสด’

สุขนิยม คือ ทฤษฎีทางจริยศาสตร์ที่มีแนวคิดว่า ความสุขเป็นสิ่งที่มนุษย์ควรแสวงหา เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าคือเรื่องจริง แต่ขณะเดียวกันถ้าเราลุ่มหลงและสำราญทางวัตถุมากไปอาจทำให้เกิดความทุกข์ได้

ความสุข (บางส่วน) เกิดจากการจับจ่ายใช้สอย ยิ่งยุคนี้เป็นสังคมไร้เงินสด เพราะนอกจากรูดบัตรเครดิตแล้ว เพียงแค่การสแกนมือถือผ่านแอพพลิเคชั่นก็สามารถใช้จ่ายสะดวกและง่ายขึ้น

รวมถึงหลายคนอาจติดกับดักทางการเงินด้วยการใช้บัตรเครดิต อีกทั้งยังมีโปรโมชั่นผ่อน 0% มีส่วนลด มีเงินคืน มีคะแนนสะสม เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจผู้บริโภค ทำให้การใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิตมีความสุขมากกว่าจ่ายด้วยเงินสด

ประการแรก

เป็นการสร้างความสุขเพราะได้สินค้ามาใช้โดยไม่ต้องรอให้มีเงินเพียงพอที่จะจ่ายด้วยเงินสด เช่น โทรศัพท์มือถือ แท๊บเล็ต กระเป๋าแบรนด์เนม เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น

ประการที่สอง

การจ่ายเงินสดจะรู้สึกว่าเสียดายเงินมากกว่าจ่ายด้วยบัตรเครดิต เช่น ถ้าต้องถอนเงินสดซื้อแท๊บเล็ตมูลค่า 30,000 บาท ก็คงจะรู้สึกเสียดายเงิน แต่ถ้าจ่ายบัตรเครดิตแบบผ่อน 0% 10 เดือน จะทำให้ตัดสินใจซื้อได้ง่ายกว่า

บัตรเครดิต คือ สินเชื่อบุคคลประเภทหนึ่งที่สถาบันการเงินออกให้ลูกค้า เพื่อใช้แทนเงินสด ซึ่งจะมีระยะเวลาที่ปลอดดอกเบี้ยประมาณ 45 – 55 วัน ขึ้นอยู่กับสถาบันการเงินผู้ออกบัตร หากชำระคืนไม่ตรงเวลาหรือไม่เต็มจำนวนจะต้องเสียดอกเบี้ย 16% ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 0.25% ถ้าใช้บัตรและสามารถชำระได้ตรงเวลาจะเกิดประโยชน์ทางอ้อมอีกด้วย เช่น ได้ส่วนลด, นำคะแนนสะสมไปแลกสินค้าต่าง ๆ เช่น แลกตั๋วเครื่องบิน เครื่องใช้ไฟฟ้า บัตรกำนัลร้านค้า เป็นต้น แต่ถ้าชำระไม่ตรงเวลาหรือชำระแค่บางส่วน ยอดค้างชำระจะกลายเป็นเงินกู้ที่ต้องนำมาคิดดอกเบี้ยทันที โดยธนาคารคิดดอกเบี้ยบัตรเครดิต ดังนี้

????ตัวอย่าง วันที่ 1 มกราคม ซื้อแท๊บเล็ตด้วยบัตรเครดิต มูลค่า 30,000 บาท ธนาคารสรุปยอดใช้จ่ายทุกวันที่ 25 ของเดือน กำหนดชำระทุกวันที่ 10 ของทุกเดือน อัตราดอกเบี้ย 16%

????กรณีที่จ่ายขั้นต่ำ 3,000 ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์

✅ดอกเบี้ยส่วนที่ 1 คิดจากค่าใช้จ่ายทั้งหมด (ตั้งแต่วันที่บันทึกรายการถึงวันที่สรุปยอด)
= ค่าใช้จ่าย*อัตราดอกเบี้ยต่อปี*จำนวนวันที่ทำรายการถึงวันที่สรุปยอดบัญชี/จำนวนวันใน1ปี
= (30,000*16%*25)/365 = 328.77

✅ดอกเบี้ยส่วนที่ 2 คิดคงค้าง ตั้งแต่วันที่ชำระขั้นต่ำถึงวันที่สรุปยอดเดือนถัดไป
= ค่าคงค้าง*อัตราดอกเบี้ยต่อปี*จำนวนวันที่ทำรายการถึงวันที่สรุปยอดบัญชี/จำนวนวันใน1ปี
= (27,000*16%*16)365 = 189.40

ดังนั้นในรอบบิลถัดไปจะถูกเรียกเก็บ = เงินคงค้าง + ดอกเบี้ยทั้ง 2 ส่วน
= 27,000 + 328.77 + 189.40 = 27,518.17

????กับดักที่หน้ากลัวที่สุด คือ โปรโมชั่นใช้เครดิตกรณีผ่อน 0% ซึ่งมีข้อแนะนำ คือ

1.ซื้อของที่จำเป็นเท่านั้น
2.มีบัญชีธนาคารไว้สำหรับชำระคืนบัตร ทุกครั้งที่ใช้บัตรให้โอนเงินมาไว้ที่บัญชีนี้เลย
3.ยอดผ่อน 0% ต่อเดือนไม่ควรเกิน 15-20% ของรายได้

ดังนั้น ทุกครั้งที่ใช้บัตรเครดิตควรประเมินก่อนว่าสามารถชำระคืนได้ตรงเวลาและเต็มจำนวน มิฉะนั้นจะทำให้ผู้ใช้บัตรเข้าไปสู่วงจรดอกเบี้ยบัตรเครดิตซึ่งเข้าง่ายแต่ออกยากเหลือเกินเพราะดอกเบี้ยมหาโหด

เขียนโดย: ณิชาภา เลี้ยงบุตร นักวางแผนการเงิน CFP®, IP

“7 วันเปลี่ยนชีวิต” สูตรจัดการเรื่องเงินทีละวัน ทำตามง่ายๆ ใช้เวลาเพียง 7 วัน

ใกล้ถึงช่วงวันหยุดยาว ใครที่ยังไม่แพลนทำอะไร aomMONEY อยากชวนทุกคนมาใช้เวลาวันหยุดให้เกิดประโยชน์กันดีกว่า กับการจัดการเรื่องเงินง่ายๆ ภายในไม่กี่วัน

ด้วยการตรวจสอบการเงิน 7 รายการที่ทำได้ในหนึ่งสัปดาห์ พูดง่ายๆ คือ 1 รายการต่อวัน ซึ่งเมื่อตรวจสอบรายการทางการเงินของตัวเอง จะทำให้เห็นคุณค่าของเงินมากขึ้น มาเริ่มกันเลย

วันที่ 1 : ทำบัญชีการเงิน

เรื่องแรกๆ สำหรับรายการตรวจสอบเส้นทางการเงินของตัวเอง เพื่อทำให้สุขภาพการเงินในระยะยาวมีความแข็งแกร่ง คือ ประเมินสถานการณ์ทางการเงินด้วยการตั้งคำถามและทบทวนสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อให้รู้ว่า ”เงินมาจากไหน” และ “กำลังจะไปไหน” เช่น

– มีเงินเดือน (รายได้) ในแต่ละเดือนเท่าไหร่
– เงินเดือน (รายได้) ในแต่ละเดือน มีความสม่ำเสมอหรือไม่
– ได้รับเงินเดือน (รายได้) แต่ละเดือนบ่อยแค่ไหน เช่น 1 ครั้งต่อสัปดาห์, 1 ครั้งต่อครึ่งเดือน หรือเดือนละครั้ง และแบ่งเพื่อจ่ายหนี้ในแต่ละเดือนอย่างไร
– ค่าใช้จ่ายอะไรที่เกิดขึ้นเป็นประจำในแต่ละเดือน
– ค่าใช้จ่ายเกินตัวในหมวดไหนบ้าง
– มีงบประมาณเท่าไหร่ในแต่ละเดือนเพื่อจ่ายหนี้

คำถามเหล่านี้ ทำให้เกิดความคุ้นเคยกับจำนวนเงิน (รายได้) ที่ได้รับเมื่อเทียบกับเงินที่ต้องจ่ายออกไป พูดง่ายๆ การรู้รายรับและรายจ่าย เป็นจุดเริ่มต้นของแผนดูแลเส้นทางการเงิน เช่น ถ้ามีหนี้ก็ควรรู้ว่าเป็นหนี้ใคร จำนวนหนี้เท่าไหร่ ดอกเบี้ยเท่าไหร่ สัดส่วนหนี้สินแต่ละเดือนเมื่อเทียบกับรายได้เป็นยังไง

วันที่ 2 : ใช้เงินตามงบประมาณ

คำถามในวันที่ 1 จะทำให้รู้ว่าแต่ละเดือนมีค่าใช้จ่ายมากน้อยแค่ไหน และเมื่อเห็นรูปแบบการใช้จ่ายของตัวเองอย่างชัดเจนก็วิเคราะห์ได้ว่ามีโอกาสเสียเงินไปกับอะไรได้บ้าง ขณะเดียวกันก็พบว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่สามารถประหยัดได้ เช่น

– ค่าสมาชิกสตรีมมิ่งออนไลน์ที่แทบไม่ได้ใช้บริการ
– สมาชิกรายเดือนที่ไม่จำเป็นต้องใช้บริการ (เช่น ฟิตเนส)
– ค่าใช้จ่ายเพื่อสังสรรค์นอกบ้าน
– ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ไม่จำเป็น เช่น ช้อปปิ้ง ดินเนอร์นอกบ้านทุกสุดสัปดาห์

นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายดังกล่าว ควรหาทางหั่นรายจ่าย โดยเฉพาะรายจ่ายที่ไม่จำเป็นต่างๆ เช่น ซื้อของฟุ่มเฟือย ลดการเที่ยวเตร่ ดูหนังฟังเพลง หรือกินอาหารนอกบ้านให้น้อยลง ส่วนค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์มักจะตัดออกไม่ค่อยได้ ก็ลองลดปริมาณการใช้ลง

วันที่ 3 : ตรวจสอบภาระหนี้

ชีวิตที่ไม่มีหนี้ เป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา แต่เมื่อค่าครองชีพสูงขึ้นหรือเพื่อสร้างชีวิตตัวเองและครอบครัวอาจจำเป็นต้องก่อหนี้ ดังนั้น การเป็นหนี้จึงไม่ใช่เรื่องเสียหายถ้ารู้จักการเป็นหนี้ให้ถูกวิธี ดังนั้น เมื่อเป็นหนี้แล้วก็ต้องสำรวจตัวเองสม่ำเสมอเพื่อไม่ให้หนี้ที่ก่อนั้นสร้างผลกระทบต่อสถานะการเงินของตัวเอง

ตัวอย่างการสำรวจหนี้ เช่น การจ่ายหนี้ตรงเวลา ไม่ก่อหนี้เพิ่มโดยไม่จำเป็น เคลียร์หนี้เก่าให้หมดเร็วที่สุด ใช้บัตรเครดิตอย่างรัดกุมและจ่ายหนี้เต็มจำนวน เป็นต้น

วันที่ 4 : วางแผนชำระหนี้

เมื่อเรารู้แล้วว่าเรามีหนี้อะไรบ้าง เช่น หนี้บัตรเครดิต หนี้สินเชื่อส่วนบุคคล หนี้บ้าน หนี้รถ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ามือถือ หรือหนี้ที่ยืมมาจากคนรอบข้าง เราต้องวางแผนใช้หนี้ด้วย หมายความว่า ต้องมีเงินเพียงพอที่จะนำมาจ่ายหนี้ และยิ่งมีการใช้เงินตามงบประมาณหรือควบคุมค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นได้ดี (ตามวันที่ 2) สิ่งที่ตามมา คือ เงินเหลือมากขึ้น

พอเราเห็นภาพรวมของหนี้สินแล้ว ถัดไปต้องจัดลำดับหนี้ที่ต้องจ่าย หลักๆ มี 2 วิธี คือ

(1) จ่ายหนี้ที่มียอดคงเหลือน้อยที่สุด ซึ่งจะทำให้มีเงินเหลือเพื่อนำไปชำระหนี้ก้อนอื่นได้ และช่วยสร้างกำลังใจในการบริหารจัดการหนี้ก้อนต่อๆ ไป

(2) จ่ายหนี้ที่ดอกเบี้ยสูงที่สุด จะช่วยประหยัดเงินค่าดอกเบี้ย ส่วนจะเลือกวิธีไหนก็เลือกให้เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด

สำหรับหนี้บ้าน ถ้าสามารถรีไฟแนนซ์ได้ก็ควรทำ เพราะจะทำให้ผู้กู้กลับมาเริ่มต้นที่ดอกเบี้ยในอัตราถูกลง เงินในแต่ละงวดที่ผ่อนชำระหักเงินต้นมากขึ้น ย่อมทำให้เงินต้นลดลงเร็วกว่า

วันที่ 5 : เก็บออมเผื่อฉุกเฉิน

เมื่อวางแผนจ่ายหนี้อย่างรัดกุมแล้ว ถัดมาควรทำให้มีเงินใช้อย่างพอเพียง ถึงแม้จะเกิดวิกฤติก็มีใช้แบบสบายๆ วิธีการ คือ การมีเงินออมเผื่อฉุกเฉินซึ่งเงินก้อนนี้จะช่วยให้มีความปลอดภัยทางการเงินหากประสบปัญหาค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้วางแผนไว้ หรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดและจำเป็นต้องใช้เงินทันที เช่น ตกงาน ค่าซ่อมรถ หรือเจ็บป่วยต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล เป็นต้น

สำหรับเงินออมเผื่อฉุกเฉินควรมีอย่างน้อย 3 เท่าของค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน เช่น มีค่าใช้จ่ายเดือนละ 10,000 บาท เงินฉุกเฉินก็ควรมี 30,000 บาท หรือถ้าต้องการอุ่นใจอาจมีถึง 6 เท่า คือ 60,000 บาท

วันที่ 6 : ออมเงินเพื่อวัยเกษียณ

การออมเงินเพื่อวัยเกษียณอาจเป็นเรื่องที่หลายคนมองข้าม โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน เพราะมองว่าเป็นเรื่องของคนวัย 40 ปี แต่ความจริงควรเริ่มต้นวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะยิ่งทำเร็วเท่าไหร่ ยิ่งมีอิสรภาพทางการเงินเร็วขึ้นเท่านั้น ที่สำคัญมั่นใจได้ว่าเมื่อเกษียณไปแล้วจะมีใช้อย่างเพียงพอ

วิธีการเริ่มต้นในการออมเงินเพื่อวัยเกษียณ คือ ถ้าเป็นพนักงานบริษัทเอกชนก็สมัครเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ถ้าเป็นข้าราชการก็ออมเงินผ่าน กบข. จากนั้นก็แบ่งเงินไปลงทุนผ่านกองทุนรวม SSF และ RMF และอย่าลืมซื้อประกันบำนาญ หลังจากนั้นก็ติดตามข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ เช่น

– ผลตอบแทนและความเสี่ยงเหมาะสมกับตัวเองหรือไม่
– สินทรัพย์ที่กำลังลงทุนมีสัดส่วนเหมาะสมกับสไตล์การลงทุนของเราหรือไม่
– ผลตอบแทนแต่ละสินทรัพย์ ยังทำงานได้ดีหรือไม่

การออมเงินเพื่อเกษียณตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาเมื่อแก่ตัว เพราะถ้าทำงานเก็บเงินเพียงอย่างเดียวอาจต้องลงแรงเหนื่อยกว่าจะมีจำนวนเงินออมเพียงพอไว้ใช้ตลอดอายุขัยหลังเกษียณ แปลว่าควรให้เงินทำงานช่วยอีกแรงอาจทำให้เหนื่อยน้อยลง และบรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้นอีกด้วย

วันที่ 7 : ทำให้เป้าหมายการเงินให้เป็นจริง

มาถึงตรงนี้แล้วจะพบว่าตลอด 6 วันที่ผ่านมาเป็นการสร้างฐานการเงินตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้น เริ่มจากการบริหารรายรับ รายจ่าย จากนั้นก็บริหารความเสี่ยงทั้งเรื่องหนี้และการออมเงินเผื่อฉุกเฉิน ตามด้วยสร้างความมั่นคงให้ชีวิตทั้งการเก็บออม ลงทุน รวมถึงแผนการเกษียณ

เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง คำถามถัดมาที่ควรถามตัวเอง คือ เป้าหมายการเงินคืออะไร ซึ่งเป้าหมายอาจเป็นเรื่องง่ายๆ ก็ได้ เช่น ไปเที่ยวญี่ปุ่น หรือเป็นเรื่องท้าทาย เช่น ซื้อรถคันใหม่ และเมื่อมีเป้าหมายก็ต้องสร้างแผนการเงินเพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้วย

สำหรับวิธีการเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย อาจเริ่มต้นง่ายๆ เช่น ถ้าอยากไปเที่ยวญี่ปุ่นก็ต้องแบ่งเงินไปเก็บออมให้มากขึ้น หรืองดการกินข้าวนอกบ้าน ยกเลิกการเป็นสมาชิกฟิตเนส เป็นต้น เช่นเดียวกันถ้าอยากได้รถคันใหม่ อาจต้องหารายได้พิเศษ รวมถึงลดค่าใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น

กุญแจสำคัญที่ทำให้สามารถควบคุมการเงินหรือตรวจสอบเส้นทางการเงินของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ การตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ ทั้งตรวจสอบเป็นรายสัปดาห์ รายเดือน และรายปี ถ้าตรงไหนทำได้ดีก็ทำต่อไป แต่ตรงไหนยังต้องปรับปรุงก็ต้องพยายามหาทางปรับแผน ถ้าทำได้ก็จะมีสถานะการเงินแข็งแกร่ง

กองทุนไหนดี ? …..ถ้าอยากลงทุนในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น

สวัสดีครับ นักลงทุนทุกท่าน กลับมาพบกันกับผมอีกครั้งในคลินิกกองทุนแห่งนี้ครับ วันนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังว่าจะมีกองทุนไหนบ้างน้าาา ที่ลงทุนในช่วงที่ดอกเบี้ยกำลังปรับตัวสูงขึ้นแบบนี้ และเราจะรับมือหรือว่าตัดสินใจปรับพอร์ตของเราอย่างไรในช่วงเวลาแบบนี้กันครับ

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา (31 พ.ค. 2566) เราจะได้ยินข่าวจากทางธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงค์ชาติว่ามีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% จาก 1.75% กลายเป็น 2.0% และมีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยแบบนี้ไปอีกสักระยะจนกว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ระดับที่ปกติ*

โดยทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้ให้เหตุผลว่า เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากภาคการท่องเที่ยว และการบริโภคภาคเอกชนที่ดีมากขึ้น นั่นก็หมายถึงการค่อย ๆ กลับมาเติบโตตามปกติหลังจากที่ประเทศไทยเราสามารถควบคุมโควิดได้ และแน่นอนว่าเมื่อทุกอย่างเริ่มกลับมาเติบโต เงินเฟ้อก็ต้องปรับตัวสูงขึ้นตามมาด้วย เราจึงเห็นเหตุการณ์ในเรื่องเศรษฐกิจแบบนี้คล้ายกันทั่วโลก คือทุกคนกำลังขึ้นดอกเบี้ยเพื่อชะลอเงินเฟ้อครับ

ด้วยลักษณะทางเศรษฐกิจที่ดอกเบี้ยเป็นขาขึ้นแบบนี้ก็จะมีโอกาสในการเก็บออมอย่างแน่นอนครับ นั่นก็คือ ใครก็ตามที่มีเงินเก็บ เงินฝาก หรือเงินเย็น ๆ ที่ไม่ได้ใช้ ถือว่าช่วงนี้เป็นโอกาสทองอย่างแน่นอน เนื่องจากจะมีโอกาสได้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยที่สูงขึ้นตามไปด้วยครับ เราจะเริ่มเห็นว่าแต่ละธนาคารเริ่มออกผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเงินฝากที่ให้ดอกเบี้ยสูงขึ้น และจูงใจให้เราฝากเงินมากขึ้น

แต่สำหรับใครที่เป็นหนี้อยู่นะครับ อันนี้น่าจะหนักหนาเลย เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เองก็ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ภาระหนี้นั้นมากขึ้นตามไปด้วย ดูเผิน ๆ อาจจะไม่มีอะไร เนื่องจากยอดผ่อนจะเป็นไปตามเดิม แต่เงินต้นที่จ่ายไปจะน้อยลง สัดส่วนของดอกเบี้ยจะสูงขึ้นแทนครับ ดังนั้นคนไหนที่ผ่อนบ้าน หรือมีสินเชื่อต่าง ๆ อยู่ ก็อาจจะต้องระมัดระวังในการกู้เพิ่ม หรือใช้จ่ายเยอะ ๆ ในช่วงนี้นะครับ

คราวนี้กลับมาที่การลงทุนกันต่อ ช่วงนี้ที่ตลาดการลงทุนมีความผันผวนสูง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเป็นขาขึ้นเราควรจะต้องมีจัดพอร์ตการลงทุนในกองทุนให้ดี เน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายเพื่อกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน นั้นจะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นครับ 

เพราะถ้าหากการขึ้นดอกเบี้ยกินระยะเวลานาน อาจจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ในอนาคต ซึ่งจะทำให้การลงทุนในกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงอย่างกองทุนหุ้นผันผวนไปด้วย ผลตอบแทนเองก็มีความเสี่ยงตามมาด้วยเช่นกัน แต่ก็จะมีบางกองทุนอยู่ครับ ที่ยังได้ประโยชน์จากการขึ้นอัตราดอกเบี้ย เช่น กองทุนตลาดเงิน และ กองทุนตราสารหนี้ นั่นเองครับ เพราะกองทุนตราสารหนี้เอง เป็นกองทุนที่ลงทุนในกลุ่มของตั๋วเงิน พันธบัตร หรือ หุ้นกู้ ที่ได้รับผลกระทบในด้านบวก คือ การลงทุนกับหุ้นกู้ หรือตั๋วเงินช่วงนี้จะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่สูงไปด้วย

นอกจากนี้ ไม่ว่าเราจะเป็นบุคคลธรรมดาทั่วไป องค์กร หรือ บริษัท ฯ ที่ทำกิจการอยู่การลงทุนในกองทุนตลาดเงินติดไว้ในพอร์ตก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจครับ นอกจากจะได้โอกาสรับผลตอบแทนแล้ว การมีกองทุนตลาดเงินติดไว้จะทำให้เรามีโอกาสในการลงทุนเพิ่ม เช่น บางช่วงเวลาสินทรัพย์บางประเภทอาจจะเริ่มกลับมามีโอกาสเติบโตได้ดีอย่างกองทุนหุ้นที่มีโอกาสเติบโต หลังภาวะเศรษฐกิจถดถอย นักลงทุนหรือเจ้าของกิจการก็สามารถที่จะปรับเปลี่ยนการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่เสี่ยงขึ้นได้ เรียกได้ว่ากองทุนตลาดเงินเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกเพื่อกระจายความเสี่ยงการลงทุน ได้เป็นอย่างดี ซึ่งผมคิดว่าคุ้มค่ากับการอคอยอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่มีการขึ้นดอกเบี้ย และมีปรับฐานของตลาดหุ้นอย่างในช่วงเวลานี้ครับ

คราวนี้เรามาดูรายละเอียดของกองทุน TCMF/TCMF-I ที่เป็นพระเอกของเรากันครับ

โดยมีกองทุนสองคลาสคือ กองทุน TCMF สำหรับผู้ลงทุนทั่วไป และกองทุน TCMF-I สำหรับผู้ลงทุนนิติบุคคล ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นนิติบุคคล หรือผู้ลงทุนทั่วไปก็สามารถที่จะลงทุนในกองทุนดังกล่าวได้

กองทุนเปิด ไทย แคช แมเนจเม้นท์ ชนิดเพื่อผู้ลงทุนทั่วไป (TCMF) และ กองทุนเปิด ไทย แคช แมเนจเม้นท์ ชนิดเพื่อผู้ลงทุนนิติบุคคล (TCMF-I) ถือว่าจัดเป็นกองทุนน่าสนใจสำหรับกองทุนรวมตลาดเงิน ที่มุ่งลงทุนตราสารหนี้ในประเทศทั้งภาครัฐบาล และภาครัฐวิสาหกิจ ที่มีความมั่นคงและมีสภาพคล่องสูงเป็นหลัก

ด้วยคุณภาพตราสาร กองทุนลงทุนในเครดิตเรตติ้ง A ขึ้นไป ด้านผลตอบแทนย้อนหลังต่อปี ต้องบอกเลยว่าน่าสนใจมากๆ

Source : https://www.uobam.co.th/srcm/fund_mapping/mmg7v1jrx/v1/jr/o0x0/TCMF.pdf
ข้อมูล ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2566

อัตราผลตอบแทนของกองทุน TCMF ชนิดเพื่อผู้ลงทุนทั่วไป

ดัชนีชี้วัด/อ้างอิง (Benchmark)

  1. ผลตอบแทนรวมของดัชนีพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย สัดส่วน (%):50.00
  2. ดัชนีตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะสั้น (ThaiBMA Commercial Paper Index) ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือของผู้ออกตราสารอยู่ในระดับ A- ขึ้นไป ของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย สัดส่วน (%):50.00

Source :  https://www.uobam.co.th/srcm/fund_mapping/mmg7v1jrx/v1/jr/o0x0/TCMF.pdf
ข้อมูล ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2566

ความเสี่ยงของกองทุน TCMF

คำเตือน

ผลการดำเนินงานในอดีต/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดเงินมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ด้วยข้อมูล ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2566 ในปีนี้เองนะครับ ผลตอบแทนย้อนหลัง 1  ปี จะอยู่ที่ 0.82% ต่อปี ผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปีจะอยู่ที่ 0.57% ต่อปี และผลตอบแทนย้อนหลัง 5  ปีจะอยู่ที่ 0.79% และมี Maximum Drawdown เพียง -0.01% เท่านั้น ผมว่าน่าสนใจมาก ๆ ที่จะนำมาไว้ในพอร์ตของเราใช่ไหมครับ 

สำหรับกองทุน TCMF-I ก็มีผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกันครับคือ

ดัชนีชี้วัด/อ้างอิง (Benchmark)

  1. ผลตอบแทนรวมของดัชนีพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย สัดส่วน (%):50.00
  2. ดัชนีตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะสั้น (ThaiBMA Commercial Paper Index) ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือของผู้ออกตราสารอยู่ในระดับ A- ขึ้นไป ของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย สัดส่วน (%):50.00

Source :   https://www.uobam.co.th/srcm/fund_mapping/mmg7v1kj8/v1/kj/o0x0/TCMFI.pdf
ข้อมูล ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2566

คำเตือน

ผลการดำเนินงานในอดีต/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดเงินมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ด้วยข้อมูล ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2566 เหมือนกัน จะเห็นว่าผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี จะอยู่ที่ 0.87% ต่อปี ผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปีจะอยู่ที่ 0.62% ต่อปี และผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปีจะอยู่ที่ 0.95% ครับ และมี Maximum Drawdown เพียง -0.01% เหมือนกับกองทุน TCMF สำหรับผู้ลงทุนทั่วไป

ความเสี่ยงของกองทุน TCMF-I

โดยทั้งสองกองทุนนี้ถือว่ามีสภาพคล่องสูง ซื้อ ขาย สับเปลี่ยน ได้ทุกวันทำการ เเละนอกจากนี้ยังขายคืนรับเงิน T+1 อีกด้วยนะครับ

ถ้าจะให้ผมสรุปข้อดีของการหยิบกองทุน TCMF และกองทุน TCMF-I มาติดไว้ในพอร์ตการลงทุนของนักลงทุน จะมีถึง 4 ข้อด้วยกันครับ

  1. กองทุน TCMF และกองทุน TCMF-I มีระดับความเสี่ยงกองทุนอยู่ที่ระดับ 1 ความเสี่ยงต่ำ ช่วยกระจายความเสี่ยง หรือช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตได้
  2. เป็นกองทุนที่เหมาะกับการลงทุนแบบความเสี่ยงต่ำในระยะยาว โอกาสให้ผลตอบแทนที่มากกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก มีโอกาสเติบโตในช่วงภาวะตลาดผันผวนและอัตราดอกเบี้ยต่ำ
  3. ปัจจุบันไม่มีเรียกเก็บค่าธรรมเนียม การขาย การรับซื้อคืน การสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนเข้า-ออก จากผู้ถือหน่วยลงทุน ถือว่าเป็นจุดที่ดี ของกองทุนรวมตลาดเงินทั้งสองกองทุน
  4. ซื้อง่าย ขายคล่อง ผ่านช่องทาง https://www.uobam.co.th/ หรือ สอบถามขอข้อมูลขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ 02-786-2222 

เเละในส่วนของความคุ้มค่าถ้าเรามีกองทุน TCMF และกองทุน TCMF-I ติดไว้ในพอร์ตนั่นคือ

เป็นกองทุนที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทน และความเสี่ยงต่ำทั้งกองทุน TCMF และ กองทุน TCMF-I  และช่วงนี้ยังเป็นช่วงที่ดอกเบี้ยขึ้นมา ถือว่าเป็นโอกาสที่ดี พร้อมกับช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตได้ในช่วงนี้ ที่กองทุนหุ้นอาจจะมีความเสี่ยง ความผันผวนสูง และสุดท้ายก็เป็นการเตรียมเงินให้พร้อมในการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้นในช่วงถัดไปหลังเศรษฐกิจถดถอยอีกด้วยครับ ดังนั้นกองทุน TCMF และ กองทุน TCMF-I ถือว่าเป็นกองทุนที่ไม่ควรพลาดในการลงทุนช่วงนี้ครับ

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนในกองทุนรวมตลาดเงินไม่ใช่การฝากเงินและมีความเสี่ยงของการลงทุนโดยผู้ลงทุนอาจไม่ได้รับเงินลงทุนคืนจากกองทุนรวมตลาดเงินครบเต็มจำนวนได้ แม้ว่ากองทุนรวมตลาดเงินลงทุนได้เฉพาะทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่ก็มีโอกาสขาดทุนได้

ผลการดำเนินงานในอดีต/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดเงินมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

*ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย https://www.bot.or.th/content/dam/bot/documents/th/our-roles/monetary-policy/mpc-publication/press-statement/PressMPC_2566_3.pdf?fbclid=IwAR0kk7YLHck6e-9Zu_0gKT0NH6KN-VYHARVAXY-_utnkYxOjgsEF4Ls3ZF4)

บทความนี้เป็น Advertorial

เส้นทางสู่เป้าหมายการเงินทั้งยาวและขรุขระ การซื้อ ‘ความสุข’ ระหว่างทางจึงเป็นสิ่งจำเป็น

พอกล่าวถึง ‘การวางแผนการเงิน’ ส่วนใหญ่แล้วเป็นการมองไปยังอนาคตที่ไกลออกไป 5 ปี 10 ปี หรือ 30-40 ปีข้างหน้า

เป้าหมายเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญก็จริง แต่ในขณะเดียวกันหลายต่อหลายคนโฟกัสเพียงแต่เป้าหมายที่ไกลออกไปมากเกินไป ช่วงเวลาในอนาคตว่าจะต้องมีเงินเท่านั้นเท่านี้ ความสำเร็จมากมายตามที่หวังเอาไว้ จนลืมและเพิกเฉยตัวเองและความสุขของตัวเองในเวลานี้ไปเลย

เพรสตัน เชอร์รี่ (Preston Cherry) นักวางแผนการเงิน ผู้ก่อตั้งและประธารบริษัทวางแผนการเงิน “Concurrent Finanancial Planning” ที่รัฐวิสคอนซิน ประเทศอเมริกากล่าวว่า

“การทำให้ตัวเองในปัจุจบันอดอยากสามารถบั่นทอนกำลังใจได้”

ซึ่งอาจจะนำไปสู่การล้มเลิกเป้าหมายทางการเงินที่วางเอาไว้ด้วย เชอร์รี่แนะนำว่าในช่วงวัยหนุ่มสาวก็มีหลาย ๆ อย่างที่ทำได้ “และบางประสบการณ์อาจจะเหมาะกับตอนนี้มากกว่าภายหลัง ทำให้มีความสุขใจมากขึ้นและทำให้รู้สึกเสียดายน้อยลงเมื่อเวลาผ่านไป”

เราอาจจะรู้สึกว่าต้องอดเปรี้ยวไว้กินหวาน มีชีวิตที่ลำบากตอนนี้แล้วค่อยมีความสุขภายหลังก็ได้ แต่เชอร์รี่บอกว่าที่จริงแล้วเราไม่ควรต้องเลือกว่าจะมีความสุขในตอนนี้หรือแค่อนาคตเท่านั้น เราสามารถที่จะมีความสุขได้ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตาม ซึ่งคำแนะนำสองข้อของเขาเพื่อให้ชีวิตของเรามีสมดุลมากขึ้นคือ

1. ‘ความต้องการคือความจำเป็น เช่นเดียวกัน’

เรามักได้ยินว่าให้แยกให้ออกระหว่าง ‘ความต้องการ’ (wants) และ ‘ความจำเป็น’ (needs) แต่บางครั้งเส้นแบ่งระหว่างสองอย่างนี้ก็ไม่จำเป็นต้องชัดเจนเป็นขาว-ดำ ขนาดนั้น เชอร์รี่แนะนำว่า

“ในบริบทนี้ ความต้องการคือความจำเป็น เช่นเดียวกัน”

มันจะช่วยได้มากถ้าลองคิดว่าสองอย่างนี้เกี่ยวข้องกันยังไง เขายกตัวอย่างว่า มันเป็นเรื่องที่ดีในการเก็บเงินเพื่ออนาคต เมื่อเราแก่ตัวไป มันเป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนอยากทำอยู่แล้ว เพราะทุกคนทราบดีว่าถ้าไม่เก็บเลยก็จะรู้สึกเครียดเกินไป (เครียดว่าอนาคตจะไม่มีเงิน) แต่ในทางกลับกัน การจ่ายเงินก็เป็นวิธีที่ทำให้เรารู้สึกดีในเวลานี้ ทำให้การเก็บเงินเพื่ออนาคตไม่ได้เป็นสิ่งที่โหดร้ายเกินไปนัก

“อย่าใจร้ายกับตัวเองเกินไป ให้ตัวเองใช้เงินบ้าง”

ซื้อความสุขให้ตัวเองบ้าง เพราะเส้นทางสู่เป้าหมายการเงินทั้งยาวและขรุขระ

2. ‘เลือกเฟ้นความสุขให้ดี’

แม้เชอร์รี่จะบอกว่าให้ใช้เงินเพื่อซื้อความสุขให้กับตัวเอง แต่เขาก็เน้นย้ำว่า ‘เลือกเฟ้นความสุข’ นั้นให้ดี

อย่างแรกเลยเป้าหมายการเงินเป็นสิ่งสำคัญ เราไม่อยากจะมือเติบ เอาเงินที่ควรจะเก็บเพื่ออนาคตมาใช้ถลุงในวันนี้จนหมด อย่าใช้เงินจนกระทบกับเป้าหมายที่สำคัญในชีวิต อย่าไปใช้เงินกับสินค้าหรือบริการที่ไม่ได้นำความสุขหรือความหมายมาให้กับชีวิตของคุณจริง ๆ

เชอร์รี่แนะนำว่าคุณควรจะย้อนดูด้วยว่าเงินที่จ่ายไปนั้นเหมาะสมในระยะยาวไหม

“ทุกคนสามารถมีความสุขได้ในหลาย ๆ แบบ ตั้งแต่ของขวัญต่างๆไปจนถึงประสบการณ์ และหนึ่งในของเหล่านี้อาจจะนำความสุขมาให้กับช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตมากกว่าอย่างอื่น ผมเห็นด้วยกับสิ่งที่สร้างความสุขให้กับผู้คน สนับสนุนให้ทำสิ่งเหล่านี้ตราบใดที่มันเป็นสิ่งที่ดีและอยู่ในขอบเขตที่พวกเขาทำได้”

เชอร์รี่ไม่ได้บอกว่าให้ใช้เงินทุกบาทเพื่อซื้อความสุขในเวลานี้ หรือเก็บทุกบาทเพื่ออนาคต แต่เป็นการหาสมดุลให้เจอ

ซื้อความสุขให้กับตัวเองในเวลานี้บ้าง อย่าให้ชีวิตมันแห้งเหี่ยวจนเกินไป อยากเที่ยว อยากกิน อยากได้อะไร ตอนนี้ ถ้าซื้อได้แบบไม่กระทบกับแผนการเงินสำหรับอนาคต (เกษียณ, ซื้อบ้าน, ส่งลูกเรียนมหาวิทยาลัย ฯลฯ) ‘ก็ซื้อที่มันเหมาะสมและมอบความสุขที่ยั่งยืน’ กับเราจริง ๆ ส่วนแผนการเงินสำหรับอนาคตก็อย่าลืม ทำต่อไป เพราะถึงเวลาต้องใช้ เราก็ย้อนเวลากลับมาเก็บใหม่ ก็ทำไม่ได้แล้ว

หนี้ที่ดี = หนี้ที่สร้างรายได้ เป็นหนี้ให้มีประโยชน์ เขาทำกันยังไง?

ถ้าเอ่ยถึง “หนี้” หลายคนมองว่าถ้าไม่จำเป็นจะไม่ก่อหนี้เด็ดขาด เพราะกังวลว่าจะไม่มีเงินจ่ายหนี้ ถ้าเกิดเหตุที่ไม่คาดคิดในวันข้างหน้า เช่น ถูกลดเงินเดือน ตกงาน แต่ในอีกมุม ถ้ารู้จักก่อหนี้ให้เป็นประโยชน์ สามารถนำมาสร้างผลตอบแทนตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ ซึ่งหนี้ประเภทนี้เรียกว่า “หนี้ที่ดี”

การก่อหนี้ที่ดีเพื่อนำมาสร้างผลตอบแทน (หรือสร้างรายได้) ถือเป็นกลยุทธ์ทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะคำว่า หนี้ดี หมายถึง การกู้ยืมเงินเพื่อนำมาลงทุนในสินทรัพย์สินที่มีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทน หรือทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น แต่ก่อนจะใช้หนี้ดีนำมาต่อเงินให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด ต้องมีขั้นตอนที่ดีเช่นเดียวกัน

กำหนดเป้าหมายทางการเงิน

ก่อนจะก่อหนี้ดีเพื่อมาสร้างให้เป็นรายได้ ต้องระบุวัตถุประสงค์ทางการเงินของตัวเองอย่างชัดเจน และเข้าใจว่าการก่อหนี้ก้อนดังกล่าวสามารถช่วยให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างไร เช่น ลงทุนหุ้น ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เริ่มต้นประกอบอาชีพที่ตัวเองถนัด หรือก่อหนี้เพื่อการศึกษา หมายความว่า ก่อนตัดสินใจกู้ยืมเงินควรให้สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาว

จัดการหนี้อย่างมีวินัย

ก่อนก่อหนี้เพื่อนำมาต่อเงิน ต้องเลือกก่อหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขที่ดีที่สุดเพื่อลดต้นทุนการกู้ยืม และเมื่อตัดสินใจก่อหนี้ก็ต้องจ่ายหนี้อย่างรอบคอบและมีความรับผิดชอบ จ่ายหนี้ตรงเวลาเพื่อรักษาการเป็นลูกหนี้ที่ดี ขณะเดียวกันควรติดตามข้อมูลอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เพราะเมื่ออัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ถือเป็นจังหวะที่เหมาะสมในการกู้ยืมและลงทุน เพราะสามารถลดต้นทุนการกู้ยืม ทำให้ง่ายต่อการสร้างผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุน

สร้างแผนการเงินที่มั่นคง

ก่อนตัดสินใจก่อหนี้มาลงทุน ควรสร้างแผนการเงินให้รัดกุม เช่น ตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการลงทุนแล้วได้กำไรในระดับเพียงพอ (หรือมากกว่า) กับหนี้ (หรือดอกเบี้ย) ที่ต้องจ่ายคืน รวมถึงประเมินสถานการณ์ต่าง ๆ จัดทำแผนฉุกเฉินเพื่อลดความเสี่ยง เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด เช่น วิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งอาจส่งผลต่อผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่ลงทุน

ประเมินผลตอบแทนจากการลงทุน

ก่อนก่อหนี้เพื่อนำมาสร้างผลตอบแทน ควรประเมินอัตราส่วนผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่จะได้รับของสินทรัพย์ที่วางแผนจะลงทุน เช่น ถ้านำไปลงทุนหุ้นปันผลก็ควรประเมินว่าจะได้รับเงินปันผลต่องวดเท่าไหร่ หรือลงทุนในคอนโดมิเนียมเพื่อเช่า ก็ต้องประเมินว่าจะได้รับรายได้ค่าเช่าต่อปีเท่าไหร่

อัตราส่วนผลตอบแทนจากการลงทุน เป็นการเปรียบเทียบเงินลงทุนกับผลตอบแทนที่จะได้จากการลงทุน จึงถือเป็นเครื่องมือเพื่อวางแผนว่าสินทรัพย์ที่ลงทุน สามารถสร้างผลตอบแทนให้คุ้มค่าหรือไม่

สูตร: อัตราส่วนผลตอบแทนจากการลงทุน = (รายรับ – เงินลงทุน) x 100 ÷ เงินลงทุน

ผลลัพธ์จะได้เป็นเปอร์เซ็นต์
– ถ้าผลลัพธ์ออกมากกว่า 0 แสดงว่า การลงทุนมีกำไร ค่ายิ่งสูงยิ่งดี แสดงว่ากำไรสูง
– ถ้าผลลัพธ์ออกมาน้อยกว่า 0 แสดงว่า การลงทุนขาดทุน ค่ายิ่งต่ำ ยิ่งขาดทุนสูง

ติดตามข้อมูลข่าวสาร

ควรวางแผนลงทุนในสินทรัพย์นั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วนและทำความเข้าใจกับการเปลี่ยนแปลงของตลาด ติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับแนวโน้ม ความเสี่ยง และประเมินสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น พร้อมกับเรียนรู้แนวคิดทางการเงิน กลยุทธ์การลงทุน และเทคนิคการบริหารความเสี่ยงเพื่อประกอบการตัดสินใจ

กระจายการลงทุนให้เหมาะสม

ควรนำเงินที่กู้มานำไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ เพื่อลดความเสี่ยง พูดง่าย ๆ หลีกเลี่ยงการใส่ไข่ทั้งหมดในตะกร้าใบเดียว เพราะการกระจายความเสี่ยงจะสามารถช่วยลดผลกระทบการขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นขณะเดียวกันจะช่วยสร้างพอร์ตลงทุนโดยรวมที่มั่นคงยิ่งขึ้น

ตรวจสอบและปรับกลยุทธ์

เมื่อลงทุนไปแล้วควรตรวจสอบประสิทธิภาพการลงทุนเป็นประจำ และปรับเปลี่ยนพอร์ตลงทุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อทำให้พอร์ตลงทุนโดยรวมสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหนี้ที่ดีจะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ในการสร้างผลตอบแทน (หรือรายได้) แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยง ดังนั้น ควรประเมินสถานการณ์ทางการเงิน การวางแผนที่รัดกุม และจัดการหนี้อย่างระมัดระวัง เพื่อให้แน่ใจว่าการลงทุนในสินทรัพย์จะสร้างผลตอบแทนได้ตามต้องการ

“เรื่องเงินต้องมาก่อน” คนรุ่นใหม่ไม่สนแต่งงาน แต่มีความรักได้

ในสมัยก่อนการแต่งงานเป็นเรื่องที่แทบจะทุกครอบครัวให้ความสำคัญมาก ถ้าจะไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันฉันท์สามีภรรยา ก็ต้องมีการแต่งงานก่อน เพื่อให้เป็นเกียรติแก่ครอบครัวและตัวฝ่ายหญิง รวมไปถึงเป็นการประกาศอย่างเป็นทางการต่อผู้อื่นว่า “เรากับคนรัก” ได้ตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกันแล้ว

แต่ในปัจจุบัน คนรุ่นใหม่ไม่ได้มีความคิดเหมือนเช่นกับคนสมัยก่อน จะด้วยสภาวะทางสังคมหรือเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป คนรุ่นใหม่โอเคที่จะมีแฟน แต่ก็ไม่ได้มองการแต่งงานเป็นเรื่องสำคัญอีกต่อไปแล้ว และถ้าพวกเขาคิดจะมีลูก ก็จะต้องมีเงินและฐานะที่พร้อมก่อน

พูดมาแบบนี้ เพื่อนๆ หลายคนก็คิดเหมือนกันใช่ไหมครับ

โดยประเด็นนี้ aomMONEY ก็ไม่ได้หยิบมาพูดลอยๆ นะครับ เพราะมันเป็นข้อมูลจากส่วนหนึ่งของบทวิจัย จาก สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ที่เค้าต้องการศึกษาหาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจมีลูกของคนรุ่นใหม่เลย โดยผมก็ขอสรุปประเด็นที่น่าสนใจเป็น 7 ข้อ

ลองมาอ่านกันดูว่าเพื่อนๆ ก็คิดเห็นตรงกับข้อมูลจากบทวิจัยฉบับนี้หรือเปล่า?

1. คนรุ่นใหม่มองว่า “การแต่งงานไม่ใช่สิ่งสำคัญในชีวิต แต่ไม่ได้ปฏิเสธการมีแฟนหรือมีคนรัก”

คนรุ่นใหม่กลุ่ม Gen X และ Gen Y มองว่า การแต่งงานหรือการมีลูก ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ครอบครัวสมบูรณ์ และการแต่งงานก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญในชีวิต แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธการมีคนรักนะครับ ง่ายๆ ว่า มีแฟนก็โอเค เพียงแต่ถ้าจะมีลูกสักคน ก็ต้องมีเมื่อพร้อมแล้วเท่านั้น โดยเฉพาะ “เรื่องการเงิน”

2. คนรุ่นใหม่ “ไม่ได้คาดหวัง” ให้ลูกเป็นคนเลี้ยงดูยามแก่เฒ่าแล้ว

ในอดีตพ่อแม่ส่วนใหญ่เมื่อมีลูกมีหลานก็มักจะคาดหวังให้ลูกเลี้ยงดูต่อในยามแก่เฒ่า แต่จากการศึกษาพบว่า คนรุ่นใหม่มีความคิดที่เปลี่ยนไปแล้วครับ เพราะเค้าไม่ได้คาดหวังให้ลูกต้องมานั่งเลี้ยงดู โดยเฉพาะ “ผู้หญิงที่มีอาชีพมั่นคง” ส่วนใหญ่จะบอกว่า ถ้ามีลูก ก็ไม่ได้หวังให้ลูกมาเลี้ยงดู แต่สำหรับผู้ชายบางส่วนก็ยังอาจจะคาดหวังอยู่บ้าง เพียงแต่คิดว่าไม่สามารถกำหนดหรือบังคับลูกได้ เนื่องจากค่านิยมในสังคมได้เปลี่ยนไปแล้ว

3. การมีลูกสำหรับคนรุ่นใหม่ “ผู้หญิงจะกังวลเรื่องเวลา ส่วนผู้ชายจะกังวลเรื่องเงิน”

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่น่าสนใจ ที่ผู้หญิงหลายๆ คนเริ่มไม่อยากมีลูก โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงที่มีการศึกษาสูง เป็นเพราะเมื่อผู้หญิงเรียนสูงขึ้น เมื่อเข้าสู่ตลาดแรงงาน ก็สร้างรายได้ได้สูง ถ้าจะมีลูกสักคน ผู้หญิงจึงไม่ได้มองแค่เรื่องเงิน แต่มองถึงเรื่องเวลาด้วย ไม่ว่าจะเป็นต้องเสียโอกาสไปกับการเลี้ยงลูกหรือตั้งท้อง อันเนื่องมาจากค่านิยมในสังคม มองว่าผู้หญิงมีหน้าที่เลี้ยงลูก ในขณะที่ผู้ชายจะกังวลเรื่องเงินมากกว่า เพราะมองว่าตัวเองเป็นหัวหน้าครอบครัวและมีหน้าที่ในการหาเงิน

4. “เงินเป็นปัจจัยสำคัญ” ในการสร้างครอบครัวที่มีคุณภาพ

ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ทั้ง 2 ฝ่ายต่างมองเงินเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างครอบครัว ทำให้คนที่ยังไม่แต่งงานหรือยังไม่มีคนรัก เลือกที่จะสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตตัวเองก่อน อย่างในมุมผู้หญิงเองก็ไม่ได้คาดหวังจะพึ่งผู้ชาย เพราะถ้าตัวเองมีความมั่นคง ถ้าแต่ไปแล้วไม่เวิร์คก็สามารถยืนหยัดด้วยตัวเองได้ ในขณะเดียวกันผู้ชายก็มองว่าตัวเองต้องสร้างความมั่นคงทางการเงิน เพราะค่านิยมในสังคมไทย ผู้ชายคือ หัวหน้าครอบครัว

5. “สังคมไทยไม่มีคุณภาพ และ มีการแข่งขันสูง” ทำให้คนรุ่นใหม่คิดหนักที่จะมีลูก

การจะมีลูกนอกจากจะมองเรื่องเงิน ผู้เข้าร่วมวิจัยยังมองไปถึง คุณภาพของสังคม ความปลอดภัย การศึกษา รวมไปถึงเด็กที่เกิดมาจะต้องเจอการแข่งขันในระดับที่สูงมาก ดังนั้น ถ้าอยากให้ลูกมีอนาคตที่ดีก็ต้องมีเงิน คนรุ่นใหม่ก็เลยมองว่า ถ้าเรายังไม่พร้อมพอที่จะสร้างคุณภาพชีวิตให้ดีแก่ลูกที่จะเกิดมาได้ อาจจะทำให้เขาลำบากในอนาคต

6. “เศรษฐกิจ” ก็ส่งผลต่อการตัดสินใจมีลูกเหมือนกันนะ

ปัจจัยด้านเศรษฐกิจส่งผลต่อการมีลูกสำหรับคนรุ่นใหม่ ถ้าเศรษฐกิจตกต่ำ คนก็จะอยากมีลูกน้อยลง เพราะแค่รายได้ก็หายากแล้ว แต่ถ้าเศรษฐกิจดีขึ้นมาหน่อย ก็จะรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในสถานะที่จ่ายให้ลูกไหว ดังนั้น ในสภาวะเศรษฐกิจแย่ ก็เป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ทำให้คนไม่อยากมีลูกครับ

7. “ผู้หญิงรุ่นใหม่” คาดหวังให้ผู้ชายมีหน้าที่ในบ้านด้วย

จากการศึกษาพบว่า ผู้หญิงรุ่นใหม่คาดหวังให้ผู้ชายมีหน้าที่ในบ้าน เพราะรู้สึกเสียเปรียบที่ต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบความเรียบร้อยภายในบ้านอยู่ฝ่ายเดียว โดยจะต้องแบกรับภาระทั้งงานนอก งานใน รวมไปถึงงานเลี้ยงลูกอีก จึงคาดหวังให้ผู้ชายมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลเรื่องภายในบ้านเช่นกัน

จากที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ถ้าผมบอกว่า การที่คนรุ่นใหม่อยากมีลูกน้อยลง มันกระทบกับเศรษฐกิจประเทศมากเลยนะ เพื่อนๆ จะเชื่อไหมครับ

เพราะอะไรน่ะเหรอ… เพื่อนๆ คิดภาพตาม ดังนี้ครับ “คนวัยทำงาน” เป็นกลุ่มสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจถูกมั้ย เพราะเป็นช่วงวัยที่สร้างงานสร้างเงินได้มากที่สุด แล้วถ้าคนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก ประเทศของเราก็จะมีแต่คนที่แก่ชราลงเรื่อยๆ ในขณะที่ไม่มีวัยทำงานใหม่ๆ เข้ามาทดแทนเลย ดังนั้น ความสามารถในการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศจึงได้รับผลกระทบเต็มๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยครับ

อย่างไรก็ตาม การมีลูกสักคนนอกจากจะเป็นเรื่องความรัก “เรื่องของการเงินและความพร้อม” ก็เป็นเรื่องสำคัญ ผมเชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกเกิดในสภาพสังคมที่ดี เติบโตและไปได้ไกลว่ากว่าชีวิตที่เราเป็นอยู่ ดังนั้น ถ้าผมจะมีลูกสักคน ผมคงเลือกวางแผนให้พร้อมในด้านสำคัญ ก่อนคิดมีลูกครับ

หมดไปเท่าไรกับ “ค่ากิน” อยากมีเงินเก็บ หยุดตามใจปาก ลองใช้สูตรแบ่ง “ค่าอาหาร 20%” ดู

สำนักวิจัยตลาด Euromonitor เปิดเผยว่า คนไทยสนุกกับการกินมากๆ แต่ละคนกินเฉลี่ย 7 มื้อต่อวัน ทั้งมื้อหลัก-มื้อรอง-มื้อว่าง โดยหมดเงินไปกับค่าอาหารเป็นอันดับ 1 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งบางคนสั่งเพลินไปหน่อย รู้ตัวอีกทีก็กระเป๋าฉีก เงินเดือนหายเกลี้ยงเพราะหมดไปกับค่ากิน

วันนี้ aomMONEY มีทริคบริหารเงินง่ายๆ และเทคนิคประหยัดค่าใช้จ่าย ให้เราได้กินของอร่อยแบบคุ้มค่า มาฝากกันครับ

ทริคแบ่งเงิน 20% คุมงบค่าอาหารได้อยู่หมัด

สำหรับคนที่มีปัญหากระเป๋าตังค์รั่วเพราะของกิน ให้ลองแบ่งเงิน 20% ของรายได้ไว้เป็นงบประมาณสำหรับค่าอาหาร ซึ่งเงินส่วนนี้จะใช้ในการซื้ออาหาร ขนม เครื่องดื่มต่างๆ จากร้านค้า, การสั่งเดลิเวอรี่ต่างๆ, การซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารเอง รวมถึงค่าใช้จ่ายมื้อพิเศษนอกบ้านในแต่ละเดือนด้วย

ตัวอย่าง

เงินเดือน 20,000 = 20% x 20,000 = 4,000
งบประมาณค่าอาหารต่อเดือน คือ 4,000 บาท
(เฉลี่ยวันละ 133 บาท)

เงินเดือน 30,000 = 20% x 30,000 = 6,000
งบประมาณค่าอาหารต่อเดือน คือ 6,000 บาท
(เฉลี่ยวันละ 200 บาท)

เงินเดือน 40,000 = 20% x 40,000 = 8,000
งบประมาณค่าอาหารต่อเดือน คือ 8,000 บาท
(เฉลี่ยวันละ 266 บาท)

ถ้าเงินใช้ไม่พอทำยังไงดี?

จริงๆ แล้วตัวเลข 20% นี้ คือค่าเฉลี่ยโดยทั่วไปครับ แต่เราก็สามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับรายได้ แต่ถ้าสุดท้ายแล้วทำยังไงเงินส่วนนี้ก็ไม่พอ ให้ลองใช้ “เทคนิคประหยัดค่าอาหารตามสไตล์สายกิน” ดูครับ

(1) เน้นทำอาหารกินเอง

การทำอาหารกินเองที่บ้าน ทำให้เราควบคุมและวางแผนค่าใช้จ่ายได้มากกว่าการกินอาหารนอกบ้าน สิ่งที่ควรทำคือจดลิสต์รายการวัตถุดิบที่จะซื้อ และเลือกแต่สิ่งที่ต้องการเท่านั้น อย่าวอกแวก

(2) ตั้งตารอโปรโมชั่น

ธุรกิจอาหารและเดลิเวอรี่ต่างก็มีการแข่งขันสูง ดังนั้นแต่ละเจ้าจึงมักจะมีโปรโมชั่นออกมารัวๆ เพื่อดึงดูดลูกค้า ทั้งซื้อ 1 แถม 1, ลด 50%, ได้คูปองส่วนลดในการซื้อครั้งถัดไป, ใช้แต้มสมาชิกแลกเมนูในร้าน, โปรโมชั่นร่วมกับบัตรเครดิต, โปรโมชั่นร่วมกับค่ายโทรศัพท์มือถือ ฯลฯ ถูกใจสายกินที่ต้องการประหยัดงบยิ่งนัก

(3) งานวอยเชอร์ต้องมา

หลายครั้งที่แพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ มักจะมีการจำหน่ายวอยเชอร์ร้านอาหารที่ถูกกว่าราคาตั้งต้น เช่น เว็บไซต์ดังเปิดจำหน่ายวอยเชอร์ 1 บาท แล้วสามารถนำไปเป็นส่วนลด 50 บาท, หรือซื้อดีลพิเศษราคา 99 บาท แต่สามารถเลือกซื้อเมนูที่ราคา 300 บาทได้ ก็จะดีต่อใจเพราะได้กินของอร่อยในราคาที่คุ้มค่า

(4) เลือกร้านใกล้ๆ ประหยัดกว่าร้านที่อยู่ไกล

ในการสั่งอาหารเดลิเวอรี่ ปกติแล้วร้านที่อยู่ใกล้ก็มักจะมีค่าส่งถูกกว่าร้านที่อยู่ไกล หรือถ้าจะขับรถออกไปซื้อเอง ร้านที่อยู่ใกล้ก็ย่อมประหยัดค่าน้ำมัน/ค่าแก๊สได้มากกว่า และยังมีทริคเล็กๆ ในการเข้าปั๊มน้ำมันด้วยคือ ควรสมัครสมาชิกหากได้รับส่วนลด และอย่าแวะเติมน้ำมันบ่อยๆ แต่ควรเติมทีเดียวให้ “เต็มถัง” เพราะจะประหยัดได้มากกว่า และยังได้ของแถมอย่างน้ำดื่ม หรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอีกด้วย

(5) ซื้อยกโหล ถูกกว่าซื้อทีละชิ้น

เวลาไปซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อซื้อวัตถุดิบหรือสิ่งของที่จำเป็น ให้ลองสังเกตว่าของสิ่งนั้นมีจำหน่ายแบบเป็นแพ็กใหญ่ หรือยกโหลมั้ย เพราะโดยทั่วไปแล้ว การซื้อของในปริมาณมากมักจะได้ราคาถูกกว่าซื้อปลีกอยู่แล้ว เช่น ซื้อข้าวสารกระสอบใหญ่ มักจะถูกกว่าซื้อทีละกระสอบเล็กๆ, ซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยกลัง ราคาถูกกว่าซื้อทีละซอง ฯลฯ แต่ไม่ว่าจะซื้ออะไรก็อย่าลืมดูวันหมดอายุด้วยนะครับ

ทั้งหมดนี้ก็คือทริคบริหารเงิน และเทคนิคประหยัดค่าอาหารในแต่ละเดือน ซึ่งทำได้ง่ายๆ เพียงแค่แบ่งเงิน 20% เป็นงบสำหรับค่าอาหาร จากนั้นก็หมั่นติดตามโปรโมชั่น ดีลพิเศษต่างๆ จะได้ไม่พลาดของอร่อยแบบไม่ต้องจ่ายแพง สายกินทั้งหลายลองเอาไปปรับใช้กันได้นะครับ

สรุป 8 หลักการสำคัญในการสร้างพอร์ตที่มีกำไร จากหนังสือ ‘คิดแบบผู้หญิงรวยแบบบัฟเฟตต์’

อย่างที่ทราบกันดีครับว่าหลักแนวคิดการลงทุนของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) ถือเป็นแบบอย่างที่นักลงทุนมากมายนั้นยึดถือ พยายามวิเคราะห์ ศึกษา เพื่อนำไปเป็นแบบอย่างในการลงทุนของตัวเองบ้าง (หรือแม้แต่การดำเนินชีวิตก็ด้วย)

แต่มีอย่างหนึ่งที่หลาย ๆ คนอาจจะมองข้ามไปคือ ‘สภาวะทางอารมณ์และลักษณะนิสัยที่เหมือนผู้หญิง’ ที่เป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจลงทุนที่ประสบความสำเร็จของบัฟเฟตต์เช่นเดียวกัน

หนังสือ ‘คิดแบบผู้หญิง รวยแบบบัฟเฟตต์ (Warren Buffett Invests Like a Girl : And Why You Should, Too) ได้ในเสนอแนวคิดนี้ที่จะบอกว่าคุณลักษณะที่เหมือนผู้หญิงข้อไหนบ้างที่ทำให้บัฟเฟตต์ประสบความสำเร็จมาถึงตรงนี้ได้

หนังสือเล่มนี้เขียนโดย “ลูแอน ลอฟตัน” บรรณาธิการบริหารฝ่ายเนื้อหาทางอินเทอร์เน็ตของเว็บไซต์การเงินการลงทุนชื่อดังระดับโลกอย่างเดอะ ม็อตลีย์ ฟูล ที่ศึกษาและค้นคว้าข้อมูลมาเป็นอย่างดีเพื่อให้นักลงทุนทุกคนได้อ่านกัน
แล้วสภาวะทางอารมณ์ของนักลงทุนสตรีและสิ่งที่สามารถเรียนรู้จาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ มีอะไรบ้าง?

1. ผู้หญิงซื้อขายน้อยกว่าผู้ชาย

– ให้จำเอาไว้ว่าคุณกำลังซื้อส่วนหนึ่งของธุรกิจ
– มองระยะยาว
– มีความอดทน

2. ผู้หญิงแสดงออกถึงความมั่นใจเกินควรน้อยกว่า ผู้ชายมักคิดว่าพวกเขารู้มากกว่าที่พวกเขารู้จริง ขณะที่ผู้หญิงมักจะรู้ตัวว่าตนไม่รู้อะไรบ้าง

– ’ขอบเขตความเข้าใจ’ ของบัฟเฟตต์อาจจะแตกต่างจากคุณ
– คิดและเรียนรู้ว่าขอบเขตความสามารถของตัวคุณเองครอบคลุมอะไรบ้าง
– ใช้ขอบเขตความเข้าใจของตัวเองที่มีอยู่

3. ผู้หญิงชอบความเสี่ยงน้อยกว่าผู้ชาย

– ลงทุนโดยมีส่วนเผื่อความปลอดภัยที่เหมาะสมเสมอ
– หลีกเลี่ยงการกู้ยืมให้มากที่สุด
– ลงทุนภายในขอบเขตความสามารถของคุณ
– ศึกษาหาข้อมูลให้ดีก่อนจะลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศ

4. ผู้หญิงมองโลกในแง่ดีน้อยกว่า ดังนั้นจึงมีมุมมองที่ตั้งอยู่บนความเป็นจริงมากกว่าผู้ชาย

– จงสุขุมรอบคอบกับการลงทุนของคุณและกับตลาดโดยรวม อย่าตื่นเต้นเมื่อตลาดขึ้นหรือตื่นตูมเมื่อตลาดตก
– คุณคือผู้ควบคุมมิสเตอร์ตลาด อย่าปล่อยให้มิสเตอร์ตลาดควบคุมคุณ
– บัฟเฟตต์บอกว่า “ในการลงทุน การมองโลกในแง่ร้ายคือเพื่อน ความลิงโลดคือศัตรู”

5. ผู้หญิงทุ่มเวลากับการศึกษาการลงทุนที่เป็นไปได้ และพิจารณาในทุกมุมและทุกรายละเอียด รวมทั้งมุมมองที่แตกต่างไปมากกว่าผู้ชาย

– อ่าน อ่าน อ่าน และ อ่านให้เยอะ ๆ
– อย่าลืมขอบเขตแห่งความสามารถของคุณ
– ไม่ลำเอียงกับข้อมูลสนับสนุน – จงหาข้อมูลที่ขัดแย้งกับข้อสรุปของคุณ ไม่ใช่หาแต่ข้อมูลที่ยืนยันความถูกต้องของข้อสรุปของคุณ

6. ผู้หญิงยืนหยัดต้านทานแรงกดดันจากเพื่อนฝูงได้มากกว่า และมักจะตัดสินใจตามแนวคิดของตนเอง ไม่ว่าจะมีคนจับตามองอยู่หรือไม่ก็ตาม

– ยอมเป็นคนขวางโลกแม้จะลำบากขนาดไหนก็ตาม
– จำคำของับฟเฟตต์เอาไว้ว่า ‘จงกลัวเมื่อคนอื่นโลภ และจงโลภเมื่อคนอื่นกลัว’
– ทำตาม “สิ่งชี้วัดภายใน (Inner Scorecard)” คือสิ่งที่มาจากความคิดและความต้องการภายในของเราจริงๆ ไม่ใช่จากคำตัดสินจากผู้อื่น

7. เรียนรู้จากความผิดพลาด

– เราจะต้องผิดพลาดไม่วันใดก็วันหนึ่ง เพราะฉะนั้นอย่าตีอกชกหัวตัวเองเมื่อมันเกิดขึ้น
– ประเมินว่าตอนนี้มีอะไรเสียหายบ้าง พลาดอะไรไปบ้าง หรือว่าที่เกิดขึ้นเพราะอะไร สาเหตุมาจากตรงไหน
– คิดว่าคุณสามารถทำอะไรที่แตกต่างจากนี้ในอนาคตได้บ้าง ตัวอย่างเช่น หากซื้อหุ้นที่ไม่เข้าใจอย่างแท้จริง สัญญากับตัวเองว่าต่อไปจะไม่ทำแบบนี้อีก

8. ผู้หญิงมีเทสโทสเตอโรนต่ำกว่าผู้ชาย ทำให้พวกเธอพร้อมใจความเสี่ยงที่น้อยกว่า ซึ่งทำให้วงจรตลาดผันผวนน้อยกว่า

– การป้องกันที่ดี มีค่าเท่ากับการรุกที่ดี
– จงใช้ระบบที่มีเหตุผลและได้ผล

นี่เป็นเพียงสรุปโดยรวมของหนังสือเล่มนี้เท่านั้น สำหรับใครที่สนใจสามารถตามหากันได้ที่ร้านหนังสือนะครับ มันจะช่วยทำให้นักลงทุนทุกคน ไม่ว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชายมีโอกาสที่จะสร้างผลตอบแทนที่ดีได้มากขึ้นอย่างแน่นอน

“นอนกินเงินปันผล รายได้แบบ Passive Income” อยากรู้ไหม เขาทำกันยังไง?

เพื่อนๆ เคยสังเกตไหมครับ ทำไมบางคนดูเหมือนไม่ได้ทำงาน แต่มีเงินใช้สบายๆ ทุกเดือน แต่บางคนกว่าจะได้เงินใช้แต่ละบาทแต่ละสตางค์ กลับทำงานหนักกันแทบตาย

นั่นเพราะโลกนี้มีวิธีการสร้างรายได้ 2 แบบ

1. การสร้างรายได้แบบ Active Income

คือ การสร้างรายได้โดยใช้เรี่ยวแรง เวลา และสุขภาพ ทำงานแลกเงิน ถ้าอยากได้เงินมากขึ้นก็ต้องทำงานมากขึ้น วันไหนหยุดก็ไม่มีรายได้

2. การสร้างรายได้แบบ Passive Income

เป็นการต่อยอดมาจากการสร้างรายได้แบบแรกนี่แหละ เพียงแต่รู้จักวิธีใช้เงินทำงานต่อยอด ลงทุนแรกๆ อาจจะเหนื่อยหน่อย แต่ระยะยาวก็เก็บกินดอกผลได้สบายๆ ในรูปแบบเงินปันผล

3 Step ง่ายๆ กับการสร้าง Passive Income เพื่อกินเงินปันผล

1. ตั้งเป้าหมายก่อนว่า อยากมีเงินปันผลใช้เดือนละเท่าไหร่
2. พิจารณาว่าจะลงทุนกับสินทรัพย์แบบไหน เช่น หุ้น กองทุน
3. คำนวณหาเงินต้นที่ควรมีไปลงทุน

ตัวอย่าง

นาย A ต้องการมีเงินปันผลใช้ชิลๆ เดือนละ 10,000 บาท โดยวางแผนจะลงทุนกับกองทุนอสังหาฯ , Reits , และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อกินเงินปันผล โดยคาดหวังเงินปันผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 6%

แล้วนาย A จะต้องมีเงินต้นเท่าไรล่ะ ?

สูตร คือ [จำนวนเงินปันผลที่อยากได้ต่อปี ÷ อัตราผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุน]
= [10,000 x 12] ÷ 0.06
= 2 ล้านบาท

จะเห็นได้ว่า ถ้าอยากมีเงินปันผลใช้เดือนละ 10,000 บาท จะต้องมีเงินต้นในการลงทุนไว้ประมาณ 2 ล้านบาท แต่ก็อย่าลืมว่า ในความเป็นจริง กองทุนอาจจะไม่ได้มีผลดำเนินงานดีทุกปี บางปีเราอาจขาดทุนก็ได้!

รู้ไว้! หัวใจสำคัญของการสร้าง Passive income มี 2 สิ่ง

ได้แก่ “จำนวนเงินต้น” และ “อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่เรานำเงินไปลงทุน” โดยเงื่อนไขสำคัญ คือ การควานหาสินทรัพย์การลงทุนที่จะได้ผลตอบแทนตามที่เราคาดหวังไว้ และควรเป็นผลตอบแทนที่คิดหลังภาษีด้วยนะ

ก็เรียกได้ว่า เป็นเรื่องที่ต้องทำการบ้านหนัก
โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่แบบนี้

เพราะฉะนั้น aomMONEY ขอแนะนำว่า ถ้า ณ ขณะนี้ยังมีแรงทำงาน ก็อยากให้หารายได้จาก Active Income ควบคู่กันไปกับ Passive Income อย่าหวังพึ่งพารายได้จากทางใดทางหนึ่งปลอดภัยไว้ก่อนครับ

– บทความนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์ชี้นำการลงทุน
– การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาก่อนตัดสินใจลงทุน

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save