“ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง” ทำประกันสุขภาพไม่ได้ มีทางเลือกอะไรบ้าง?

“ถ้าป่วยเป็นโรคเรื้อรัง (กรณีเป็นแล้ว) จะสามารถป้องกันความเสี่ยงด้วยวิธีไหนได้บ้าง เพราะไม่สามารถทำประกันใดๆ ได้แล้ว”

เป็นคอมเมนต์ของลูกเพจท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่พบบ่อยมากไม่ว่าจะเป็นประเทศไหนในโลกนี้ จนฝรั่งถึงกับเอามาตั้งเป็นกฎชื่อว่า “กฎของ Murphy” กันเลย

กฎของ Murphy (Murphy’s Law) มีประโยคง่ายๆ ว่า “If anything can go wrong, it will.” ซึ่งแปลความหมายประมาณว่า “ในภาวะที่เลวร้าย สิ่งที่เลวร้ายกว่ามีโอกาสเกิดขึ้นเสมอ” ตัวอย่างที่เรามักพบในชีวิตประจำวัน เช่น รถเราตอนมีประกันอยู่มักไม่ค่อยเจออุบัติเหตุ แต่พอประกันขาดปุ๊บ อุบัติเหตุมาทันที

ด้านสุขภาพหรือชีวิตก็เช่นกัน มีหลายกรณีที่พบกับตนเอง คือ ไม่ซื้อประกันสุขภาพเพราะยังมีสวัสดิการของบริษัทอยู่ รอเกษียณก่อนค่อยซื้อ ปรากฏว่าเกษียณไม่นาน ป่วยเป็นมะเร็ง ยังไม่ทันได้ซื้อประกันสุขภาพ สวัสดิการก็ไม่มี ต้องเอาเงินที่เก็บไว้ใช้ยามเกษียณมารักษา

ถึงมีคนกล่าวกันเสมอว่า “ประกันเป็นผลิตภัณฑ์การเงินที่ซื้อเร็วไป 3 ปี ยังดีกว่าซื้อช้าไปแค่ 1 วินาที” เหมือนอย่างคอมเมนต์และกรณีตัวอย่างที่ได้กล่าวมา

แต่เมื่อซื้อช้าไปแล้ว กังวลไปก็ไม่มีประโยชน์ เราควรทำอย่างไร Warren Buffett เคยกล่าวไว้ว่า “อย่าวัดความลึกของแม่น้ำด้วยเท้าทั้งสองข้าง” เพราะถ้าน้ำลึกเราก็จะจมได้ ควรวัดแค่เท้าเดียว อีกเท้านึงไว้ดึงตัวเองขึ้นมาถ้าอันตราย แปลว่า “จะทำอะไรก็ตามควรมีแผนสำรองเสมอ”

แผนสำรองสำหรับการแก้ปัญหากรณีไม่สามารถซื้อประกันสุขภาพได้ คืออะไร?

(1) ประกันที่มีอยู่

อย่างเช่น ประกันสังคม หากเรายังทำงานเป็นลูกจ้างอยู่ เราจะเป็นสมาชิกประกันสังคม มาตรา 33 ตามกฎหมาย ซึ่งคุ้มครองการรักษาพยาบาลไว้อยู่แล้ว แต่หากเราเกษียณหรือออกจากสมาชิกประกันสังคม มาตรา 33 แนะนำให้ต่อสมาชิกประกันสังคม มาตรา 39 เพื่อรักษาสิทธิการรักษาพยาบาลไว้ โดยเราต้องจ่ายเงินสมทบเดือนละ 432 บาท ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบ 432 บาท/เดือน คุ้มครอง 6 กรณี

– กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย
– กรณีคลอดบุตร
– กรณีทุพพลภาพ
– กรณีเสียชีวิต
– กรณีสงเคราะห์บุตร
– กรณีชราภาพ

(2) สวัสดิการที่ภาครัฐให้

คือ บัตรทอง สิทธิบัตรทองจะครอบคลุมสิทธิแก่ คนไทยที่มีเลขประจำตัว 13 หลัก ซึ่งยังไม่ได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ หรือรัฐวิสาหกิจใดๆ รวมไปถึงยังไม่ได้รับสิทธิประกันสังคม ผู้ที่ถือสิทธิบัตรทองจะได้รับการคุ้มครองค่าใช้จ่ายด้านบริการสาธารณสุข โดยคุ้มจะครองบริการ ดังนี้

1. บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค
2. การตรวจวินิจฉัยโรค
3. การตรวจและรับฝากครรภ์
4. การบำบัดและการบริการทางการแพทย์
5. ยา เวชภัณฑ์ อวัยวะเทียม และอุปกรณ์ทางการแพทย์
6. การทำคลอด
7. การกินอยู่ในหน่วยบริการ
8. การบริบาลทารกแรกเกิด
9. บริการรถพยาบาล หรือบริการพาหนะรับส่งผู้ป่วย
10. บริการพาหนะรับส่งผู้ทุพพลภาพ
11. การฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายและจิตใจ
12. บริการสาธารณสุขด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ

(3) Package รักษาพยาบาลที่ออกโดยโรงพยาบาล

อย่างโรงพยาบาลจังหวัดแห่งหนึ่งแถวกรุงเทพฯ ให้สิทธิพิเศษไม่ว่าจะเป็นส่วนลดค่ารักษาพยาบาล ค่าห้อง ค่ายาในเปอร์เซ็นต์ที่สูงมาก เพียงบริจาคให้โรงพยาบาล 2 ล้านบาท เท่ากับเราได้ซื้อประกันสุขภาพแบบจ่ายครั้งเดียว คุ้มครองตลอดชีพแถมสิทธินี้สามารถส่งต่อเป็นมรดกให้ลูกได้ด้วย ซึ่งว่าไปแล้วอาจจะคุ้มกว่าการซื้อประกันสุขภาพด้วยซ้ำ ข้อจำกัดที่ด้อยกว่าประกันสุขภาพ มีอยู่เรื่องเดียว ก็คือ เราต้องรักษาในโรงพยาบาลที่เราบริจาคเท่านั้น ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว การเข้าโรงพยาบาล เราเข้าโรงพยาบาลไหน ก็มักจะเข้าโรงพยาบาลนั้นเสมอ จึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ดังนั้น ลองสอบถามโรงพยาบาลที่เราสนใจด้วยนะว่ามี Package แบบนี้หรือไม่ เผื่อเป็นทางเลือกที่ดีอีกทางหนึ่ง

(4) การบริจาคเลือด ได้บุญ ได้สวัสดิการรักษาพยาบาล

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ได้แจงสิทธิการรักษาพยาบาลของผู้บริจาคโลหิต ทั้งในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศและโรงพยาบาลของสภากาชาดไทย ดังนี้

(4.1) กรณีเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข การใช้สิทธิรักษาพยาบาลของผู้บริจาคโลหิต เป็นไปตามระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยการช่วยเหลือในการรักษาพยาบาล (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2558 แบ่งออกเป็น

• ผู้บริจาคโลหิต 1 ครั้ง ขึ้นไป ได้รับการช่วยเหลือค่าห้องและค่าอาหารพิเศษ ตามสิทธิที่สามารถเบิกได้จากหน่วยงานต้นสังกัดก่อน ส่วนที่เกินสิทธิให้เรียกเก็บ 50 %

• ผู้บริจาคโลหิต 18 ครั้ง ขึ้นไป ได้รับการช่วยเหลือค่าห้องและค่าอาหารพิเศษ 50 % ตามอัตราที่กำหนดไว้

(4.2) กรณีเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในสังกัดสภากาชาดไทย ได้แก่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา จังหวัดชลบุรี แบ่งออกเป็น

• ผู้บริจาคโลหิต 7 ครั้งขึ้นไป เสียค่ารักษาพยาบาลประเภทผู้ป่วยสามัญ ไม่รวมค่ายาและเวชภัณฑ์ หากอยู่ห้องพิเศษ ผ่าตัด ผ่าตัดคลอดบุตร เสียค่าใช้จ่าย 50 % กรณีผ่าตัดโดยใช้อุปกรณ์พิเศษ ไม่ได้รับการยกเว้น

• ผู้บริจาคโลหิต 24 ครั้งขึ้นไป ได้รับการยกเว้นค่ารักษาพยาบาลประเภทผู้ป่วยสามัญ ไม่รวมค่ายาและเวชภัณฑ์ หากอยู่ห้องพิเศษ ผ่าตัด ผ่าตัดคลอดบุตร เสียค่าใช้จ่าย 50 % กรณีผ่าตัดโดยใช้อุปกรณ์พิเศษ ไม่ได้รับการยกเว้น ทั้งนี้ การใช้สิทธิดังกล่าว ผู้บริจาคโลหิตที่มีสิทธิพื้นฐาน เช่น บัตรทอง บัตรข้าราชการ และประกันสังคม ต้องใช้สิทธิ์นั้นก่อน โดยให้นำบัตรประจำตัวของผู้บริจาคโลหิต ขอหนังสือรับรอง ได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติสภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์ ส่วนภูมิภาค ขอหนังสือรับรองได้ที่ ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ เหล่ากาชาดจังหวัด โรงพยาบาลประจำจังหวัด โดยหนังสือรับรองใช้ลดหย่อนการรักษาพยาบาลดังกล่าว เป็นครั้งๆ ไป ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ

ที่กล่าวมาเป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น การแก้ปัญหาเรื่องค่ารักษาพยาบาล มีทางออกมากมาย จะเลือกใช้ทางไหน ก็ขึ้นกับความเหมาะสมของแต่ละบุคคล เราจึงควรศึกษาหาข้อมูลให้ละเอียดครบถ้วนก่อนตัดสินใจ แต่ไม่ว่าเลือกทางไหน การดูแลรักษาสุขภาพ ไม่ว่าการกิน การออกกำลังกาย ฯลฯ คือทางที่ถูกต้องสำหรับทุกทางเลือก

จริงมั้ย? คนรุ่นใหม่ รวยยากกว่า รุ่นพ่อแม่ เพราะโตมากับเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย และไม่ชอบทำงานหนักเพื่อแลกกับเงิน

เดี๋ยวนี้ เวลาเลื่อนฟีดดู เห็นแต่ บรรดาคนดัง, เถ้าแก่น้อย, อินฟลูเรนเซอร์, ยูทูบเบอร์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นคนหนุ่มสาว โพสต์โชว์การใช้ชีวิตโก้หรู ดูดี มีบ้านหลายสิบล้าน มีรถสปอร์ตขับ ไปเที่ยวต่างประเทศ เต็มไปหมด!!

ทำเอาต้องกลับมาตั้งคำถามว่า เอ๊ะ!!…ฉันพลาดอะไรไปรึเปล่า? ทำไม “คนรุ่นใหม่” ถึงสามารถอัพเลเวลชีวิตง่ายจัง แต่นั่นไม่ใช่กับทุกคน!

เพราะพอไปหาอ่านวิจัยและผลสำรวจจากหลายสำนัก กลับพบความจริงที่สวนทาง พูดง่ายๆ ว่า คนหนุ่มสาวมีโอกาสรวย หรือ สร้างเนื้อสร้างตัวได้ยากกว่าคนรุ่นก่อนๆ

ข้อมูลจาก The Economist สื่อชื่อดังของอังกฤษ บอกว่า แม้แต่ในประเทศที่เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ก็มีโอกาสน้อยมากที่ ผู้ที่มาจากครอบครัวชนชั้นล่าง จะเลื่อนสถานะทางสังคมเป็นชนชั้นสูง เฉพาะแค่ คนในอังกฤษเองก็มีโอกาสเพียงแค่ 9%, อีกทั้ง สหรัฐอเมริกา ยิ่งน้อยไปใหญ่ เพราะมีโอกาสแค่ 7.5% เท่านั้น

สอดคล้องกับ งานวิจัยจาก Pew Research หน่วยงานที่เชี่ยวชาญเรื่องการทำวิจัยเกี่ยวทัศนคติและเทรนด์ระดับนานาชาติ ที่ระบุชัด ผู้ที่เกิดตั้งแต่ต้นปี 1981 – 1996 หรือ เรียกง่ายๆ ว่า กลุ่ม Millennials ต้องเผชิญกับมรสุมรอบด้านและความท้าทายที่เกิดขึ้นจากผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทำให้ไม่มีอิสระทางการเงิน หรือ ก้าวไปสู่ความร่ำรวยได้เร็วเท่ากับคนในรุ่นพ่อแม่

พร้อมหยิบยกเอาเหตุผล ของ ศ. Michael Hout นักวิชาการด้านสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก มาอธิบายว่า คนกลุ่ม Millennials เติบโตในยุคที่เศรษฐกิจโลกถดถอย ผิดกลับพ่อแม่ของพวกเขาที่เกิดมาในช่วงเศรษฐกิจโลกกำลังขยายตัว จึงเลื่อนสถานะทางสังคมได้ง่ายกว่า

โดยเฉพาะ ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ชนชั้นแรงงานทั้งในอังกฤษ และสหรัฐฯ เลื่อนสถานะทางสังคมง่ายและเร็วขึ้นมาก เนื่องภาคอุตสาหกรรมที่เติบโต ณ ขณะนั้น ต้องการผู้เชี่ยวชาญระดับมือโปรมากขึ้น จึงไม่แปลกที่แรงงานที่มีความสามารถจะขยับฐานะทางสังคมให้ดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

ปัจจัยเหล่านี้ จึงทำให้ ชาวอเมริกัน ที่เกิดขึ้นช่วงปี 1940 ประมาณ 91.5% สามารถตั้งตัวและร่ำรวยกว่าคนรุ่นพ่อแม่ได้ แต่ตัวเลขนี้กลับค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ โดยปี 1950 ลดลงมาเป็น 70% , ปี 1970 เป็น 60% และ ปี 1980 เหลือแค่ 50% เท่านั้น

อีกปัจจัย 1 คือเรื่องของ “ทัศนคติ” ที่เปลี่ยนแปลงไป ที่ผ่านมา เรามักจะเห็น คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ ทุ่มเททำงานหนัก มุ่งหน้าสร้างเนื้อสร้างตัว จะได้มีบ้าน มีรถ ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ เพื่อสร้างการยอมรับจากผู้คนในสังคม

แต่มุมมอง ของ “คนรุ่นใหม่” กลับแตกต่างไปเกือบสิ้นเชิง โดยเฉพาะกลุ่ม Millennials พวกเขา ชอบยึดหลัก Work-Live Balance คือ ต้องทำงานและใช้ชีวิตแบบมีความสุขควบคู่ไป และมีหลายคนชอบวิธี “รวยลัด” (ทางสุจริต) มากกว่า

มีงานวิจัย ของ ศ. Jean Twenge อาจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยซานดิเอโก สเตท พูดถึงกลุ่ม Millennials ว่า คนพวกนี้จะยอมทำทุกอย่าง เพื่อให้รวยอย่างรวดเร็ว เว้นแต่ยอมทำงานหนัก พวกเขาจะไม่ยอมทำงานหนักเพื่อแลกเงินเด็ดขาด แต่จะให้เงินมาทำงานแทน เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น

เอาเข้าจริงๆ ไม่ใช่ว่า การรวยเร็ว เป็นไปไม่ได้ แต่ในโลกแห่งความเป็น ไม่ใช่ว่าทุกคนจะใช้ทางลัด เพื่อปรับเปลี่ยนสถานะทางสังคม อย่าลืมว่า “เก้าอี้แห่งความสำเร็จ ไม่ได้มีเพียงพอสำหรับทุกคน” และโอกาสที่จะสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยการเริ่มจากศูนย์ ท่ามกลางยุคที่เศรษฐกิจฝืดเคืองก็แทบเป็นไปไม่ได้

ต้องบอกว่า ในโลกแห่งความเป็นจริง คนที่ทุ่มเท อดทน ทำงานหนัก ตื่นตัว และรู้จักวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบด้าน และพร้อมจะปรับตัวอยู่ตลอดเวลาเท่านั้น จึงจะก้าวเข้าสู่หนทางแห่งความสำเร็จได้

ไม่ได้บอกว่า คนรุ่นใหม่ จะรวยเร็ว หรือ สร้างเนื้อสร้างตัว ได้เร็วกว่า คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ไม่ได้ แต่โอกาสจะทำให้ตัวเอง เป็นอิสระทางการเงิน หรือ เลื่อนสถานะทางสังคม จากชนชั้นล่าง หรือ ชนชั้นกลาง ให้กลายเป็นชนชั้นสูง ท่าทางจะไม่ง่ายเหมือนแต่ก่อนเท่านั้นเอง

ตลาดหุ้นสหรัฐฯฟองสบู่ใกล้แตกแล้วจริงหรือและเราจะมองเป็นโอกาสหรือความเสี่ยง??

สินทรัพย์ที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้โดดเด่นในครึ่งแรกของปี 2023 นี้ก็คือตลาดหุ้นสหรัฐฯทั้งดัชนี Nasdaq และ S&P500 ซึ่งทำได้เหนือกว่าตลาดหุ้นอื่นๆจนนำมาซึ่งความกังวลว่ากำลังเกิดภาวะฟองสบู่ขึ้น แล้วจะเป็นจริงดั่งว่าหรือแค่คิดมากไปเอง??

เรามาดูข้อมูลกันก่อนดัชนี NASDAQ ปรับตัวขึ้นกว่า 31% ภายในครึ่งปี 2023 ซึ่งเป็นผลงานเฉพาะครึ่งปีแรกที่ดีที่สุดในรอบกว่า 40 ปีตั้งแต่ก่อตั้งดัชนี NASDAQ หรือตั้งแต่ปี 1983 เลยทีเดียว โดยแรงผลักดันสำคัญมาจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ 7 ตัว

ขณะที่ดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้น 15.91% ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้โดยได้เกิดสัญญาณ Technical Bull Market จากการที่ปรับตัวขึ้นมา 20% จากจุดต่ำสุดที่เกิดขึ้นในเดือนตุลาคมปีที่แล้ว โดยหุ้นที่ลผักดันดัชนีก็คือหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Apple, Nvidia, Amazon, Meta, Alphabet, Microsoft และ Tesla

หุ้นที่สร้างผลตอบแทนดีที่สุดในดัชนี S&P500 คือ NVidia ที่ราคาปรับตัวขึ้น 190% หุ้น Meta ปรับตัวขึ้น 138% หุ้น Tesla ปรับตัวขึ้น 112.5% สิ่งที่น่าสนใจคือหุ้นทั้ง 7 ตัวนี้มีน้ำหนักการลงทุนในดัชนี S&P500 ถึง 30% จะเรียกได้ว่าเป็นตัวแบกอย่างชัดเจนก็ว่าได้

เรามาดูกันว่าปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้หุ้นทั้ง 7 ซึ่งเป็นตัวนำของตลาดหุ้นสหรัฐฯสามารถปรับตัวขึ้นได้อย่างร้อนแรง เริ่มที่ Apple ที่มีปัจจัยหนุนจากการเปิดตัวโปรดักต์ใหม่อย่างแว่น Vision Pro และยอดขายไอโฟนที่ยังทำได้ดี ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น 49% ในปีนี้และมาร์เกตแคปแตะระดับ 3 ล้านล้านดอลลาร์ได้สำเร็จ

ขณะที่หุ้น Tesla ปรับตัวขึ้นมาได้อย่างแข็งแกร่งจากการที่ไปจับมือกับผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของสหรัฐฯอย่าง GM และ Ford ในการเข้าไปวางโครงสร้างของการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า โดยคาดว่า Tesla จะสามารถสร้างรายได้จากการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่ใช่แบรนด์ตัวเองกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2030 และจะแตะ 5,400 ล้านดอลลาร์ในปี 2032

ส่วนหุ้น Meta กำลังอยู่ในช่วงการฟื้นตัวหลังจากปีที่แล้วบริษัทฯมีปัญหาหลายด้านจนต้องปรับลดพนักงานครั้งใหญ่และชะลอการลงทุนในธุรกิจที่ใช้เงินเยอะอย่าง Metaverse รวมถึงล่าสุดกับการเปิดตัวโซเชียลมีเดียใหม่อย่าง Threads

ทางด้าน Microsoft และ Alphabet มีแรงหนุนสำคัญจากการที่มีการทุ่มงบลงทุนและเปิดตัวโปรดักต์ที่เกี่ยวข้องกับเอไอ ส่วน Amazon แม้จะยังไม่โดดเด่นในเรื่องของเอไอ โดยมีเพียงแค่การออกมาบอกเล่าถึงแผนการลงทุนในเอไอแต่ก็ยังไม่มีโปรดักต์ที่ชัดเจนในตอนนี้

ขณะที่ปัจจัยหลักที่ผลักดันราคาหุ้น Nvidia คือกระแสของเอไอจากการที่บริษัทฯเป็นผู้ผลิตชิป GPU ที่ใช้ในการประมวลผลเอไอรายใหญ่ที่สุด ปัจจุบัน Nvidia ครองตลาด GPU สำหรับการขับเคลื่อนเอไอไปแล้วกว่า 80% และราคาหุ้นตอนนี้ทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาลไปแล้ว อย่างไรก็ตามค่า P/E ของหุ้นทะลุไปกว่า 200 เท่าแล้ว

เมื่อวิเคราะห์ไปที่สาเหตุที่ทำให้หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ทั้ง 7 ปรับตัวขึ้นมาได้จนดันดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯปรับตัวขึ้นได้ร้อนแรง ต่างมาจาก “ความคาดหวังล่วงหน้า” ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการเกาะกระแสเอไอ ความคาดหวังถึงโปรดักต์ใหม่ตลอดจนความคาดหวังว่าธุรกิจจะเทิร์นอะราวด์

อย่างไรก็ตามความคาดหวังนั้นไม่ใช้เรื่องที่เกินเลยพื้นฐานของกิจการไปมากนัก โดยเอไอถือเป็นเทคโนโลยีที่จะเข้าสู่ Mass Adoption และมีการใช้งานเพื่อสร้างรายได้จริง ขณะที่ Apple เองก็แทบไม่พลาดกับการเปิดตัวไลน์สินค้าใหม่ ส่วน Tesla ก็มีการขยายไลน์ธุรกิจใหม่จริง ทางด้าน Meta แค่ชะลอลงทุนธุรกิจใหม่ที่ขาดทุนและมุ่งมั่นกับธุรกิจเดิมที่มีความชำนาญอย่างโซเชียลมีเดียก็อาจเพียงพอต่อการฟื้นตัวได้จริง

ถ้าถามว่าเซกเตอร์ไหนที่อาจจะเข้าข่ายเป็นฟองสบู่อย่างแท้จริง ส่วนตัวยังมองว่ากลุ่มบล็อกเชนอาจจะเข้าข่ายดังกล่าวมากที่สุด โดยราคา Bitcoin สร้างผลตอบแทน 85% ตั้งแต่ต้นปีแตะระดับ 31,000 ดอลลาร์ ทำให้ ETF ที่ลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับคริปโตสร้างผลตอบแทนได้สูงไปด้วย โดยกองทุนที่สร้างผลตอบแทนสูงสุดคือ Valky Miners ETF พุ่งกว่า 191% และ VanEck digital Transformation ETF พุ่งกว่า 155% และครองสิบอันดับแรกของ ETF ที่ผลตอบแทนสูงสุดทั้งหมด ขณะที่หุ้นในกลุ่ม Bitcoin Mining ปรับตัวขึ้นระดับ 200-300% ทั้งแผง

ถึงตอนนี้ยังไม่สามารถมั่นใจได้ว่าราคา Bitcoin และคริปโตจะฟื้นกลับเป็นขาขึ้นได้เต็มตัวแต่ราคาหุ้นที่ปรับตัววิ่งล่วงหน้าไปแล้วเรื่องนี้น่ากังวลว่าจะเป็นฟองสบู่เล็กๆได้เหมือนกัน แต่การที่มาร์เกตแคปของกลุ่มนี้ไม่ได้ใหญ่มากอาจจะสร้างผลกระทบเชิงลบในวงจำกัด

สรุปคือตลาดหุ้นสหรัฐฯมีโอกาสที่จะเป็นฟองสบู่เล็กๆ จากราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมาจากความคาดหวังเป็นส่วนใหญ่ยังไม่ได้มาจากงบการเงินที่แท้จริง แต่ไม่น่าจะทำให้ตลาดร่วงแรงมากนักถ้ารายได้ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้เติบโตได้ตามที่คาดหวังไว้ล่วงหน้า การปรับฐานอาจจะอยู่ในระดับไม่เกิน 10% ซึ่งมองเป็นโอกาสในการเข้าลงทุนได้ในระยะกลางขึ้นไป

===============
ผู้เขียน : นเรศ เหล่าพรรณราย
ซีอีโอ Ricco Wealth เจ้าของเพจ Editor Gap Investment Talk

5 เช็คลิสต์การเงินที่บ่งบอกว่าคุณกำลัง ‘ทำได้ดี’ โดยไม่ใช้ยอดในบัญชีเป็นตัวกำหนด

เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นเป้าหมาย ทุกคนต้องใช้ความพยายามและฟันฝ่าเพื่อจะไปให้ถึงปลายทาง แต่สิ่งที่เรามักลืมคือการไปถึงเป้าหมายนั้นเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของการเดินทางเท่านั้น เพราะคุณต้อง ‘รู้สึก’ ว่าตัวเองไปถึงเป้าหมายตรงนั้นด้วย ซึ่งช่องว่างระหว่างการไปถึงเป้าหมายกับความรู้สึกข้างในของเรานั้นบางที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ในความสัมพันธ์เรามักโฟกัสไปที่ข้อเสีย โดยไม่ได้ให้คุณค่ากับสิ่งที่เรามีกับคนรักอย่างเพียงพอ ในอาชีพการทำงาน คนที่ประสบความสำเร็จกลับรู้สึกไม่พอใจเพราะวิ่งตามเป้าหมายอย่างไม่สิ้นสุด (Productivity Dysphoria) หรืออย่างการที่เรามองกระจกแล้วไม่ชอบบางส่วนของร่างกาย (เช่นหูดูใหญ่ จมูกไม่โด่ง ฯลฯ) จนรู้สึกขาดความมั่นใจ ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วไม่ได้มีอะไรที่ผิดปกติไปจากคนทั่วไปเลย (Body Dysmorphia)

พูดอีกอย่างหนึ่งคือว่าสิ่งที่เราทำได้กับสิ่งที่เรารู้สึกนั้นหลายครั้งไม่ตรงกันซะทีเดียว

ที่สำคัญคือเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในเรื่องความสัมพันธ์ หน้าที่การงาน หรือ รูปร่างหน้าตาเท่านั้น เป้าหมายทางการเงินของเราก็ถูกกระทบโดยช่องว่างระหว่างความรู้สึกและสิ่งที่เราทำได้จริง ๆ ด้วยเช่นเดียวกัน

เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าเรื่องการเงินของคุณกำลังอยู่บนเส้นทางที่ดีไหม? ยอดเงินในบัญชีของคุณอาจจะไม่ได้บอกภาพทั้งหมดซะทีเดียวและคุณอาจจะทำได้ดีกว่าที่คิดก็ได้

ยอดเงินในบัญชีไม่ได้บ่งบอกทุกอย่าง

แน่นอนว่าเมื่อเราพูดถึงเรื่องการเงิน จำนวนหลักตัวเลขในบัญชีนั้นมักถูกใช้เพื่อวัดความสำเร็จแบบเป็นรูปธรรมได้ไม่ยาก แต่ความจริงถ้าพูดแค่นั้นมันค่อนข้างตื้นเขินไปสักหน่อย เพราะเมื่อพูดถึงเงินและตัวเลขในบัญชีแต่ละคนนั้นเริ่มต้นแตกต่างกัน และเป้าหมายของแต่ละคนก็แตกต่างกันอย่างมากด้วย

บางคนเกิดมาพร้อมเงินในบัญชีจำนวนหลักเกินนับนิ้วได้ บางคนเกิดมาติดลบแบบหาเงินทั้งชีวิตยังไม่รู้จะพอใช้คืนรึเปล่า เพราะฉะนั้นบางทีตัวเลขในบัญชีของแต่ละคนอาจจะเป็นเพียงกระจกสะท้อนของโชคและสถานการณ์ที่คุณอยู่มากกว่าความรู้และความสำเร็จเรื่องการเงินของคุณก็ได้

ดร. โบมิคาซิ เซกา (Bomikazi Zeka) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านการเงินและการวางแผนทางการเงินที่มหาวิทยาลัย Canberra ประเทศออสเตรเลียบอกว่ายุคสมัยนี้เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามมากเป็นพิเศษในการสร้างความมั่นคงทางด้านการเงิน

“ทุกวันเราต้องตัดสินใจเรื่องการเงินที่ซับซ้อน (บางอย่างก็ส่งผลในระยะยาวด้วย) และมีสินค้าและบริการทางการเงินมากมายกว่าที่เคยเป็นมาก่อน การฝ่าฟันสิ่งเหล่านี้ใช้พลังงานเยอะมาก”

แล้วเราจะรู้ได้ยังไงล่ะว่าตัวเอง ‘ทำได้ดี’ ในเรื่องการเงิน? เซกาได้สร้างเช็คลิสต์มาให้เราลองสำรวจตัวเองเพื่อการนี้เลย

1. คุณติดตามและตรวจสอบการเคลื่อนไหวของกระแสเงินสด

รายได้ของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน ไม่ว่าจะมากจะน้อย ทุกคนก็ต้องตั้งเป้าหมายว่าท้ายที่สุดของเดือนแล้ว เงินจะเหลือในบัญชีเพิ่มขึ้นไม่ใช่ลดลง พูดอีกอย่างหนึ่งคือเราทุกคนอยากได้ “Cash Flow Positive” กระแสเงินสดเป็นบวก เงินเข้ามากกว่าเงินออกนั่นเอง

เซกาบอกว่า

“การติดตามกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอนั้นจะช่วยทำให้มั่นใจว่ารายจ่ายของคุณไม่มากเกินกว่ารายได้ พูดอีกอย่างหนึ่งคือคุณหาได้มากกว่าใช้ออกไป”

เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่บอกว่าคุณอยู่บนเส้นทางการเงินที่โอเคคือติดตามกระแสเงินสดแล้ว “มีเงินเหลือหรือมีกันชนสำหรับวันที่แย่ ๆ”

2. คุณแยกออกระหว่าง ‘หนี้ดี’ กับ ‘หนี้เสีย’

พอเอ่ยคำว่า ‘หนี้’ หลายคนวิ่งหนีทันที บางคนกลับใช้จ่ายเงินโดยใช้เครดิตเงินอนาคตแบบไม่สนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าจะทางไหนก็ล้วนสุดโต่งด้วยกันทั้งสิ้น คนที่เข้าใจว่าหนี้ดีกับหนี้เสียแตกต่างกันต่างหากคือคนที่เข้าใจเรื่องการเงินได้เป็นอย่างดี เซกากล่าวว่า

“การรู้ว่าใช้หนี้ยังไงให้เกิดประโยชน์คือทักษะและสัญญาณบ่งบอกว่าคุณมีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการเงินที่ดี หนี้ดีคือหนี้ที่ใช้เพื่อสร้างฐานะการเงินระยะยาวหรือมูลค่าสุทธิของคุณ เช่น สินเชื่อบ้าน หนี้เสียมีแนวโน้มที่จะเกิดจากการบริโภคและไม่มีมูลค่าที่ยั่งยืน ตัวอย่าง ได้แก่ สินเชื่อเงินด่วน”

3. คุณกระจายความเสี่ยง

เราเห็นข่าวสารมากมายเกี่ยวกับธนาคารหรือสินทรัพย์ที่เกิดวิกฤติทางการเงิน (Silicon Valley Bank, FTX หรือ Credit Suisse) สิ่งที่เกิดขึ้นชี้ให้เห็นว่ามันเป็นเรื่องที่อันตรายในการไว้วางใจสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง ใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียวแล้วหวังว่ามันจะปลอดภัย คนที่มีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการเงินนั้นจะทราบถึงความเสี่ยงเหล่านี้และจะไม่ทุ่มสุดตัวโดยไม่กระจายความเสี่ยงอย่างแน่นอน เซกากล่าวว่า

“หนึ่งในแนวคิดหลักของความรู้ทางการเงินคือการเข้าใจถึงความสำคัญของการกระจายความเสี่ยง การกระจายเงินของคุณไปยังที่ต่างๆ (เช่น บัญชีออมทรัพย์ ทรัพย์สิน ตลาดหุ้น เงินบำนาญ และอื่นๆ) คุณได้ลดความเสี่ยงที่กระจุกตัว สิ่งนี้จะช่วยปกป้องความมั่งคั่งของคุณในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจฝืดเคือง”

4. รู้ถึงจุดอ่อนของตัวเอง

ไม่ว่าคุณจะฉลาดและรู้เกี่ยวกับเรื่องการเงินมากขนาดแค่ไหน ทุกคนก็ยังมีจุดอ่อนเหมือนกัน ทัศนคติเกี่ยวกับเงินของเรามีรากฐานมาจากอดีต และอารมณ์ก็เข้ามามีส่วนในการตัดสินใจทางการเงินอยู่เสมอ ถ้าคุณรู้ว่าจุดบอดของตัวเองคืออะไรมันจะช่วยทำให้คุณหาวิธีป้องกันได้ดีขึ้นด้วย

“บางทีคุณอาจซื้อของที่ไม่จำเป็นตอนรู้สึกเศร้า หรือบางทีคุณอาจตื่นตระหนกเมื่อเผชิญกับทางเลือกทางการเงินที่ยากลำบาก และรีบตัดสินใจเพื่อให้ปัญหาหมดไป การเพิกเฉยต่อรูปแบบพฤติกรรมอาจนำไปสู่ความผิดพลาดทางการเงินที่ร้ายแรงและอาจแก้ไขไม่ได้” เซกาเตือน

5. คุณมีเป้าหมายทางการเงิน

บางคนอาจจะอยากเกษียณภายในอายุ 45 ปี บางคนอาจจะบอกว่าตอนอายุ 45 ปีอยากจะมีบ้านสักหลัง บางคนอาจจะบอกว่าถึงตอนนั้นขอแค่จ่ายหนี้การศึกษาหมดก็พอใจแล้ว ทุกคนไม่จำเป็นต้องมีเป้าหมายเหมือนกัน แต่สิ่งที่ทุกคนจำเป็นต้องมีเหมือนกันคือเป็นคนกำหนดว่าเป้าหมายของตัวเองคืออะไรในเรื่องการเงิน

“คนที่มีความรู้ทางการเงินจะวางแผนการเงินของตัวเอง ทั้งการตั้งเป้าหมายสำหรับการหารายได้ การออม การลงทุน และการจัดการหนี้สิน หรือวางแผนเพื่อปกป้องความมั่งคั่ง (เช่น การทำประกันเพื่อปกป้องความมั่งคั่งจากความเสียหาย)” เซกาบอกพร้อมเตือนว่าเป้าหมายอย่างเดียวไม่เพียงพอ สิ่งที่จำเป็นคือ “ระบบและนิสัยทางการเงินที่จะทำให้เป้าหมายที่วางเอาไว้เป็นจริงขึ้นมาได้ด้วย”

ประเด็นสำคัญที่สุดคือสิ่งที่ตัดสินว่าคุณมีความสามารถและความรู้เกี่ยวกับเรื่องการเงินรึเปล่านั้นไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขในบัญชี แต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณอยู่ในโลกของความเป็นจริงมากแค่ไหน คิดรอบคอบเรื่องเงินรึเปล่า เข้าใจการวางแผนการเงินและมีเป้าหมายที่ชัดเจนสำหรับอนาคตทางการเงินของตัวเองเป็นยังไง และทำยังไงเพื่อจะให้ไปถึงจุดนั้นได้

ไม่ใช่การเพ้อฝันที่เป็นการอยู่กับปัจจุบันและสร้างอนาคตที่ตัวเองต้องการขึ้นมามากกว่า

ถูกลอตเตอรี่ 42 ล้าน! แต่หมดเกลี้ยงใน 2 ปี “อุทาหรณ์เรื่องเงินที่ทุกคนต้องรู้”

การถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 อาจเป็นฝันของใครหลายคน แต่ลองคิดดูว่า ถ้าเราเป็นผู้โชคดีคนนั้นที่ได้เงินมาจำนวนหลักสิบล้าน เราจะนำเงินก้อนนี้ไปทำอะไรบ้าง?

หลายคนก็คงจะนำไปใช้หนี้ ซื้อบ้าน ซื้อรถ หรือซื้อของที่อยากได้ แต่เพื่อน ๆ เคยได้ยินกันรึเปล่าครับว่า “เงินจากการถูกหวย มักจะเป็นเงินร้อน” อะไรที่ได้มาด้วยความบังเอิญ หรือเพราะโชคลาภ เรามักจะไม่เห็นคุณค่า กว่าจะรู้ตัวอีกทีเงินก็ไม่อยู่กับเราแล้ว

“คุณเอก” คือ ผู้โชคดีคนนั้น เขาถูกรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2554, รางวัลแจ็คพอต และรางวัลพิเศษสลากการกุศล รวมเป็นเงินทั้งหมด 42 ล้านบาท!!! แค่ฟังก็น่าอิจฉาแล้ว

แต่ด้วยการใช้เงินอย่างประมาท ทำให้เขากลายเป็น “เศรษฐีชั่วคราว” เท่านั้น เงินรางวัลก้อนโตแทบหมดเกลี้ยงภายใน 2 ปี แถมยังต้องเป็นหนี้อีก.. เพราะอะไรไปดูกันครับ

ใช้เงิน 42 ล้านอย่างไร ถึงหมดเกลี้ยงภายใน 2 ปี?

1. จ่ายหนี้นอกระบบ

2. จ่ายหนี้บ้าน 2 หลังจนหมด

3. ซื้อทองแจกพนักงานที่เคยช่วยเหลือตอนลำบาก คนละ 1 บาท จำนวน 20 คน

4. แบ่งเงินให้พ่อแม่ คนละ 1 ล้านบาท

5. แบ่งเงินให้ญาติพี่น้องล้านกว่าบาท

6. แบ่งเงินให้คนขายลอตเตอรี่ แต่ให้ผิดคนทำให้ต้องจ่ายซ้ำ รวมเป็นเงิน 550,000 บาท

7. ซื้อประกัน 500,000 บาท

8. ซื้อบ้านรวมตกแต่ง 18 ล้านบาท

9. ให้เพื่อนยืม

มารู้ตัวอีกที ภายใน 2 ปี ก็เหลือเงินเพียง 4 ล้านบาทเท่านั้น!

และเรื่องที่ทำให้คุณเอกเสียใจมากที่สุด คือ “ไม่มีแม้แต่เงินจะจ่ายค่าเทอมลูก” ทำให้ต้องลาออกจากโรงเรียน และดร็อปเรียนที่มหาวิทยาลัย เคยท้อถึงขนาดคิดวางแผนฆ่าตัวตายทั้งครอบครัว เพราะมองไม่เห็นทางออก และที่พีคไปกว่านั้น “ปัจจุบันเขากลับมาติดหนี้นอกระบบอีกครั้ง”

เหตุการณ์ในครั้งนี้กลายเป็นบทเรียนราคาแพง ที่คุณเอกบอกว่า “ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ก็อยากบริหารจัดการเรื่องเงินให้ดีกว่านี้”

โดย พี่เอ้ กูรู aomMONEY เจ้าของเพจ วางแผนการเงินกับ Insuranger ได้ให้คำแนะนำการบริหารจัดการเงินที่ถูกต้อง ดังนี้

1. เงินสำรองฉุกเฉิน

เป็นส่วนที่สำคัญที่สุด และเป็นเงินสำรองก้อนแรกที่ทุกคนต้องมี เพื่อเอาไว้รองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน เช่น เจ็บป่วย ตกงาน ซึ่งควรมี 3 – 6 เท่าของค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน

2. ชำระหนี้สิน

เมื่อมีหนี้ก็ต้องรีบเคลียร์ เพื่อไม่ให้เป็นภาระการเงินระยะยาว ซึ่งเราไม่ควรมีหนี้สินเกิน 40% ของรายได้

3. คุ้มครองความเสี่ยง

อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน การทำประกันไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิต ประกันสุขภาพ จึงเป็นสิ่งจำเป็น เราควรมีเงินก้อนเตรียมไว้สำหรับจ่ายเบี้ยประกันตลอดชีวิต ควรเลือกทำประกันที่เหมาะกับตนเอง หรืออาจจะมองหาประกันที่สามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้ด้วย

4. วางแผนบริหารการเงิน

เมื่อมีเงินก็ควรคิดว่า จะทำอย่างไรให้เงินเติบโตและงอกเงย ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกิจหรือการวางแผนเกษียณอายุ เราอาจจะต้องมีเงินส่วนนี้มากที่สุด สำหรับการใช้จ่ายในระยะยาว ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถวางแผนได้ตั้งแต่เริ่มต้นทำงานเลยนะครับ ยิ่งวางแผนเร็วก็จะยิ่งเป็นผลดี

5. ใช้จ่ายตามใจตนเอง

สำหรับซื้อของที่ตนเองอยากได้ หรือเผื่อแผ่คนรอบข้าง ซึ่งเราได้จัดสรรเงินในส่วนอื่นไว้อย่างดีแล้ว ดังนั้น เงินส่วนนี้จึงใช้ได้ตามใจต้องการครับ

และนี่คือข้อคิดด้านการเงินดี ๆ จากพี่เอ้ กูรู aomMONEY อย่าลืมว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดนอกจากการหาเงินและโชคลาภ คือ “ความรู้และทักษะทางการเงินที่ถูกต้อง” เพราะจะช่วยรักษาให้เงินอยู่กับเราไปนาน ๆ และยังทำให้เงินงอกเงยขึ้นอีกด้วย

เรื่องราวของคุณเอก เศรษฐีลอตเตอรี่ 42 ล้าน คือบทเรียนราคาแพงที่สอนให้เรามีสติ ไม่ควรใช้เงินอย่างประมาท อย่าก่อหนี้สินโดยไม่จำเป็น และต้องรู้จักวางแผนการเงินให้ดี แค่นี้เราก็รวยได้โดยไม่ต้องพึ่งโชคชะตาแล้วครับ

ขาดเพื่อนฉันพออยู่ได้ แต่ขาดเงินฉันจะอยู่ยาก Gen Z/Millennial พร้อมตัดเพื่อนที่รวยกว่า เพราะเกรงว่าจะพาไปสู่การใช้เงินที่เกินตัว

“ไปกินอาหารญี่ปุ่นร้าน xxx กันไหมมึง?”

แชตของเพื่อนคนหนึ่งเด้งเข้ามาเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน

ผมมองชื่อร้านแล้วก็คิดในใจว่า “อื่อหือ…ไปร้านนี้ต่ำ ๆ คือหลักพันขึ้นไปแน่นอน”

สักพักก็พิมพ์ตอบกลับไป “ช่วงนี้งานเยอะมึง ต้องเตรียมโปรเจกต์ใหม่ด้วย เดี๋ยวไว้นัดกันอีกทีนะ”

เพื่อนก็ยกนิ้วโป้งมาให้เชิงรับรู้ว่าเราคงไม่ได้เจอ

เอาตามความจริง งานก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้พอเราโตขึ้น ความสัมพันธ์กับเพื่อนก็เริ่มห่างกันไป จังหวะชีวิตไม่ตรงกัน แต่อีกสาเหตุหนึ่งหลัก ๆ อีกอย่าง พูดได้อย่างไม่อายคือเรื่องเงิน เราใช้ชีวิตวิ่งตามไลฟ์สไตล์ของคนอื่นไม่ได้แล้ว แม้จะรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ไปนั่งทานข้าวคุยกัน แต่ในขณะเดียวกันก็สงสารเงินในกระเป๋าตัวเองเหมือนกัน

ขาดเพื่อนเรายังพออยู่ได้นะ แต่ขาดเงินนี่จะอยู่ยากเอา

ผมไม่เป็นหนึ่งในชาวมิลเลนเนียลที่ (ถ้าจำเป็น) ก็พร้อมที่ตัดความสัมพันธ์ของเพื่อนบางคนที่มีไลฟ์สไตล์ที่ใช้เงินอย่างร่ำรวยกว่าตัวเองมาก ๆ ออกไป เพื่อความปลอดภัยของเงินในกระเป๋าตังค์และบัญชี

ถ้าเพื่อนชวนไปกินหรู อยู่แพง จนทำให้เรารู้สึกอึดอัดไม่สบายใจ ผมรู้สึกว่ามันก็ไม่ได้แปลกอะไรที่จะปฏิเสธไป เพราะแม้มิตรภาพจะเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าทำให้เงินในบัญชีหายไปด้วย ต้องเริ่มชั่งแล้วครับว่าคุ้มกันไหม

ที่จริงประเด็นนี้มีการศึกษาชิ้นหนึ่งที่ทำโดย Credit Karma (บริษัทการเงินส่วนบุคคลสัญชาติอเมริกัน) เมื่อไม่นานมานี้รองรับด้วยเช่นกัน ในรายงานนี้บอกว่า 1/3 (36%) ของคน Gen Z และ Millennial จากกลุ่มตัวอย่างกว่า 1,000 คน บอกว่ามีเพื่อนที่มักจะชวนไปใช้เงินมากเกินไปเสมอ หลายคนต้องก่อหนี้เพื่อให้ตัวเองสามารถใช้ชีวิตไลฟ์สไตล์ตามเพื่อน สุดท้ายตัวเองก็ไม่ไหวต้องเลิกคบเพื่อนกลุ่มนั้นอยู่ดี

ว่าไปแล้วในช่วงที่เศรษฐกิจเป็นแบบนี้ มนุษย์เงินเดือนมากมายใช้เงินแบบเดือนชนเดือน จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าคนส่วนใหญ่จะเริ่มแสดงความกังวลและใช้จ่ายเงินอย่างระมัดระวังมากยิ่งขึ้น

สำหรับคนรุ่นผมแล้วสถานการณ์ดูจะยิ่งเลวร้ายกว่าสักเล็กน้อย เพราะอย่าลืมว่าด้วยอายุที่มากขึ้น นั่นหมายความว่าเพื่อนหลาย ๆ คนนั้นอาจจะอยู่ในตำแหน่งหัวหน้า ผู้บริหาร หรือเป็นเจ้าของธุรกิจใหญ่โตไปแล้ว เพราะฉะนั้นช่องว่างของไลฟ์สไตล์ก็อาจจะแตกต่างกันเยอะมาก ๆ ด้วย จากการศึกษาชิ้นเดียวกันก็บอกว่ามิลเลนเนียลกว่า 88% บอกว่าเพื่อนที่ใช้เงินเก่ง มีไลฟ์สไตล์หรูหรานั้นพาพวกเขาติดหนี้ไปด้วย (สำหรับ Gen Z ตัวเลขนี้จะอยู่ที่ราว ๆ 80%)

แถมไม่พอ ชาวมิลเลนเนียลในเวลานี้คือกลุ่มคนที่กำลังเข้าสู่ช่วงวัยแห่งการเปลี่ยนแปลงของชีวิต บางคนอาจจะเปลี่ยนงาน แต่งงานสร้างครอบครัว วางแผนเกษียณ หรือบางคนกำลังจะมีลูก เพราะฉะนั้นเรื่องเงินบอกเลยครับว่าช่วงนี้คือจุดเริ่มต้นที่ทุกคนต้องหันกลับมาจริงจังกับเรื่องเงินมากขึ้น บางทีเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝัน อุบัติเหตุ ล้มป่วย หรือตกงาน สิ่งเหล่านี้ล้วนกระทบกับความสัมพันธ์ของเรากับเพื่อนได้ทั้งสิ้น

เศรษฐกิจแบบนี้ รายได้ก็ไม่ได้มาก ของก็แพง หนี้บ้าน หนี้รถ ความไม่เท่าเทียมกันในสังคมที่ยิ่งถูกถ่างออกมาขึ้นเรื่อย ๆ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกครับที่เราจะรู้สึกกดดันและเหนื่อยเกินไปในการวิ่งไล่ตามไลฟ์สไตล์คนอื่นที่ร่ำรวยกว่าเรา

คนที่ตอบแบบสอบถามส่วนหนึ่งบอกว่าเหตุผลที่ทำให้ไม่สามารถปฏิเสธการชักชวนได้เพราะไม่อยากเสียเพื่อน ไม่อยากทำตัวแปลกแยก อยากรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ไปกินเลี้ยง แฮงเอาต์ ชอปปิงกัน อีกบางส่วนก็บอกปฏิเสธไม่เป็น อาจจะด้วยความอาย ไม่อยากให้เพื่อนรู้ว่าตัวเองไม่มีเงินด้วยเช่นกัน

กลายเป็นว่าสำหรับหลายคนสิ่งที่ง่ายกว่าการบอกปฏิเสธหรือหาข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงการเชิญชวน คือการตัดสายสัมพันธ์กับเพื่อนที่มีไลฟ์สไตล์ที่ร่ำรวยกว่าไปเลย และหันไปใช้เวลากับกลุ่มเพื่อนที่มีฐานะการเงินหรือความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยคล้ายกันดีกว่า

โดยกลุ่ม​ Gen Z กว่า 47% และมิลเลนเนียลกว่า 36% บอกว่า (ถ้าจำเป็น) ก็พร้อมจะตัดความสัมพันธ์ของเพื่อนที่มีพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินที่จะพาไปจน ซึ่ง Gen Z 33% และมิลเลนเนียล 29% รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่สำคัญที่เพื่อนของพวกเขาจะมีรายได้ใกล้เคียงกันด้วย

การใช้เงินเพื่อพยายามตามคนอื่นหรือเข้าสังคมไม่ใช่เรื่องใหม่ เราอาจจะเคยได้ยินสำนวนภาษาอังกฤษที่พูดว่า ‘Keep up with the joneses’ หรือหมายถึงการพยายามทำตัวใช้เงินเพื่อให้เหมือนกับครอบครัวอื่น ๆ นั่นเอง

ที่จริงเรื่องนี้วิธีแก้ก็พอจะมีอยู่ ถ้าเป็นเพื่อนที่สนิทสนมกัน ก็บอกไปเลยตรง ๆ ว่าไม่ใช่ไม่อยากใช้เวลาด้วยกัน แต่ตอนนี้สถานการณ์การเงินไม่เอื้ออำนวยสักเท่าไหร่ แต่เรื่องนี้ก็ค่อนข้างละเอียดอ่อนอีก เพราะส่วนใหญ่แล้วพอเป็นเรื่องเงิน คนส่วนใหญ่ก็จะไม่อยากแชร์สักเท่าไหร่เพราะไม่อยากโดนคนอื่นตัดสิน

การตัดเพื่อนสักคนออกจากชีวิตเพราะนิสัยการเงินหรือไลฟ์สไตล์การใช้เงินไม่เหมือนกันนั้นอาจจะฟังดูดราม่าสักหน่อย บางคนอาจจะคิดว่าต้องถึงขั้นตัดเพื่อนเลยเหรอ แต่อย่าลืมว่าเป้าหมายการเงินของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ถ้าการใช้ชีวิตตามเพื่อน กิน ใช้ มากเกินกว่าที่เราวางแผนเอาไว้ ระยะยาวแล้วความเสียหายจะเกิดขึ้นกับเราเอง เพื่อนไม่ได้มาแบกรับภาระตรงนี้ด้วยสักนิด

เพราะฉะนั้นจำไว้ว่าปฏิเสธให้เป็น ถ้าอันไหนอึดอัดก็อย่าทำ ไม่ต้องไปคิดว่าเดี๋ยวจะเสียเพื่อน เพื่อนจะไม่คบ ปล่อยเขาไปเหอะ เราใช้ชีวิตในแบบของเราที่มีความสุขดีกว่า และที่สำคัญอย่าลืมว่าเราไม่มีทางรู้หรอกว่าเพื่อนที่มาชวนนั้นกระเป๋าลึกจริง ๆ ไหม หรือก็เดือนชนเดือน ใช้บัตรนู้นโป๊ะบัตรนี้อยู่ตลอดเวลาอยู่รึเปล่าเราก็ไม่มีทางรู้ได้

ถ้าโดนชวนทำอะไรแล้วรู้สึกไม่สบายใจ อึดอัด เราอาจจะต้องเรียนรู้ที่จะปฏิเสธคนอื่นให้เป็น

ขาดเพื่อนเราไม่ตายหรอก แต่ถ้าขาดเงินเราเองนี่แหละจะลำบาก

“เปลี่ยนของไม่ได้ใช้ ให้เป็นเงิน” แหล่งสร้างรายได้ใกล้ตัวที่หลายคนมองข้าม

ใกล้วันหยุดยาวแล้ว ถ้าใครยังไม่มีแพลนไปไหน aomMONEY เลยจะชวนเพื่อนๆ ใช้โอกาสนี้ทำความสะอาดและจัดบ้านใหม่ เพื่อนำของที่ไม่ใช้แล้วแต่สภาพยังดีอยู่มาสร้างรายได้ เพราะมันเป็นแหล่งหาเงินใกล้ตัวที่ใครหลายคนมองข้ามเลยล่ะครับ

(1) สร้างมูลค่าจากการแยกขยะ

ทุกคนสามารถทำเงินได้ง่ายๆ จากการแยกขยะภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นขวดน้ำพลาสติก ขวดแก้ว กระป๋อง และกระดาษต่างๆ ด้วยการนำไปขายร้านรับซื้อขยะรีไซเคิล โดยก่อนจะนำไปขายอาจกำหนด “วันเคลียร์ขยะ” เช่น ทุกวันอาทิตย์ หรือทุกวันที่ 15 เพราะนอกจากจะสร้างรายได้เสริมแล้ว ยังทำให้ง่ายต่อการรีไซเคิลซึ่งเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

(2) นำเสื้อผ้า-รองเท้าที่ล้นตู้ไปขายต่อ

สำหรับใครที่เป็นสายแฟ เสื้อผ้า-รองเท้าคงเยอะจนล้นตู้ ชนิดที่ใส่ไม่ทันกันเลยทีเดียว และคงจะไม่หยุดซื้อกันง่ายๆ แน่นอน ดังนั้นลองคัดแยกเสื้อผ้า-รองเท้า ที่คิดว่าไม่ใส่แล้ว นำไปขาย ซึ่งปัจจุบันการขายก็ง่ายมากๆ เพียงแค่โพสต์ลงในกลุ่มหรือโซเชียลส่วนตัวก็มีคนเห็นสินค้าเราแล้ว นอกจากจะได้ลดปริมาณของในบ้าน ยังได้เงินมาซื้อเสื้อผ้าอัพเดตเทรนด์ใหม่ๆ อีกด้วย

(3) ขายของที่เราเคยสะสม

ครั้งหนึ่งในชีวิตหลายคนน่าจะเคยชอบอะไรมากๆ และซื้อมาสะสมเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นโมเดล อัลบั้ม การ์ด การ์ตูน หรือของต่างๆ แต่พอเวลาผ่านไปความชอบของเราก็อาจจะเปลี่ยน ลองนำของสะสมไปขาย อาจโพสต์ในกลุ่มหรือชมรมคนที่สะสมของนั้นๆ เชื่อว่าต้องมีคนที่พร้อมจะซื้อต่ออยู่แล้ว บางชิ้นเป็นลิมิเต็ด อิดิชั่น หรือรุ่นเก่าหายาก เราก็จะขายได้ราคาสูงขึ้น

(4) ส่งต่อ Gadget เทคโนโลยีสุดล้ำ

ใครที่เป็นสาย Gadget เชื่อว่าต้องเสียเงินกันเป็นประจำ เพราะมักจะมีรุ่นใหม่ที่น่าลองใช้ออกมาเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน สมาร์ทวอทช์ หูฟัง หรืออุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ บางทีพอได้ลองใช้แล้วกลับไม่ถูกใจ หรืออยากได้ใหม่เพราะที่มีอยู่มันตกเทรนด์ เราก็อาจจะนำไปขายต่อที่ร้านรับซื้อหรือตามกลุ่มต่างๆ เพื่อเปลี่ยนสิ่งของเป็นเงินสำหรับใช้จ่ายในอนาคตแทน

การสร้างรายได้เสริมจากของภายในบ้านเป็นสิ่งที่ใครหลายคนมองข้าม ถึงแม้จะได้เงินมาจำนวนไม่เยอะ แต่ก็สามารถเก็บออมเพื่อนำไปต่อยอดได้ เพราะนอกจากจะทำเงินให้กับเราแล้ว ยังสร้างประโยชน์ให้กับผู้ที่ต้องการใช้มันอีกด้วย

“หาเงินได้เท่าไหร่ ใช้เท่านั้น” แต่ถ้าหาไม่ได้แล้ว เอาที่ไหนใช้

ปัจจุบันการดำรงชีวิตของคนๆ หนึ่งในสังคม พยายามขับเคลื่อนชีวิตให้ดีขึ้นจากชีวิตความเป็นอยู่ผ่านหน้าที่การงานและรายได้ที่หามาได้ แต่ไม่ว่าจะอยู่ในกลุ่มธุรกิจหรือสายอาชีพใดก็ตาม ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงกับปัญหาสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และส่งผลกระทบกับสภาวะการเงินส่วนบุคคล จนทำให้บางคนเริ่มเหนื่อยกับการหารายได้ เพื่อให้เพียงพอต่อการใช้จ่าย เมื่อเกิดความท้อแท้และเหนื่อยล้ากับการหารายได้ อาจมีคำพูดผุดขึ้นมา เช่น

1) หาเงินได้เท่าไหร่ ใช้เท่านั้น
2) หาเงินให้มาก ใช้ให้น้อย
3) หาเงินได้น้อย ใช้ให้มาก

เชื่อว่าหลายครั้งๆ ที่เกิดความท้อแท้ หาเงินไม่ทันจะบอกตัวเองว่า “มีเท่าไหร่ ก็ใช้เท่านั้น” และเป็นคำพูดติดปากของใครหลายคนไปแล้ว แต่คำกล่าวนี้ จะสามารถเป็นนิยามในการใช้ชีวิตที่ดี หรือเป็นเพียงแค่คำปลอบใจในการใช้ชีวิตกันแน่ และแนวคิดนี้จะเป็นแนวคิดที่เป็นไปได้มากน้อยเพียงใด ในการสร้างชีวิตที่ดี ลองมาหาคำตอบและทำความเข้าใจเพิ่มเติมกันดีกว่า

โดยกำหนดตัวเลขขึ้นมาเพื่อใช้แทนค่าในวิธีคิดดังกล่าว ซึ่งอาจทำให้ได้เห็นวิธีคิดที่แตกต่างไปจากเดิม

บริบทที่ 1 หาเงินได้เท่าไหร่ใช้เท่านั้น

หมายความว่า หาเงินได้ 100 บาท ใช้ 100 บาท
สมการ 100 – 100 = 0

คำตอบที่ได้ คือ 0 หรือเรียกว่า “ความพอดี”

บริบทที่ 2 หาเงินให้มากใช้ให้น้อย

หมายความว่า หาเงินได้ 100 บาท ใช้จ่าย 99 บาท
สมการ 100 – 99 = 1

คำตอบที่ได้ คือ 1 หรือเรียกว่า “ความมั่งมี”

บริบทที่ 3 หาเงินให้น้อยใช้ให้มาก

หมายความว่า หาเงินได้ 99 บาท ใช้จ่าย 100 บาท
สมการ 99 – 100 = -1

คำตอบที่ได้ คือ -1 หรือเรียกว่า “ความลำบาก”

ลองมาวิเคราะห์ผลของแต่ละบริบทกันดีกว่า…

1. หาเงินได้เท่าไหร่ ใช้เท่านั้น

หมายถึง สามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติ ในช่วงเวลานั้นๆ หากมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านสภาพแวดล้อมและเศรษฐกิจ อาจส่งผลเสียในการดำรงชีวิตในระยะยาว เพราะไม่ได้เตรียมการอะไรไว้ล่วงหน้า

2. หาเงินให้มาก ใช้ให้น้อย

หมายถึง สามารถใช้ชีวิตได้แบบปกติและไร้กังวล ในทุกช่วงเวลาของการดำรงชีวิต ถึงแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านสภาพแวดล้อมและเศรษฐกิจ ก็สามารถดำรงชีวิตได้อย่างที่เป็น

3. หาเงินได้น้อย ใช้ให้มาก

หมายถึง จะดำรงชีวิตแบบวันต่อวัน และมีแต่ความกังวลใจในการใช้ชีวิต และหากมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านสภาพแวดล้อมและเศรษฐกิจ ก็จะได้รับผลกระทบเร็วที่สุด

สรุปผลกระทบต่อการดำรงชีพของแต่ละบริบท ในระยะเวลาที่ต่างกัน

ระยะสั้น (น้อยกว่า 1 ปี)

1. หาเงินได้เท่าไหร่ ใช้เท่านั้น = ดำรงชีพ และอยู่ได้ปกติ
2. หาเงินให้มาก ใช้ให้น้อย = ดำรงชีพ และอยู่ได้ปกติ
3. หาเงินได้น้อย ใช้ให้มาก = อยู่ได้แบบวันต่อวัน และเริ่มมีภาระหนี้

ระยะกลาง (1-3 ปี)

1. หาเงินได้เท่าไหร่ ใช้เท่านั้น = ดำรงชีพ และอยู่ได้ปกติ
2. หาเงินให้มาก ใช้ให้น้อย = ดำรงชีพ และอยู่ได้ปกติ
3. หาเงินได้น้อย ใช้ให้มาก = ภาระหนี้เริ่มเยอะขึ้น

ระยะยาว(มากกว่า 3 ปี)

1. หาเงินได้เท่าไหร่ ใช้เท่านั้น = เมื่อสภาวะเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงไป อาจปรับตัวไม่ทัน
2. หาเงินให้มาก ใช้ให้น้อย = ดำรงชีพ และอยู่ได้ปกติ และพร้อมรับมือกับภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง
3. หาเงินได้น้อย ใช้ให้มาก = ใช้ชีวิตบนความลำบาก และชีวิตนี้ อาจทำงานใช้หนี้อย่างเดียว

แนวทางในการจัดการที่ทำได้ง่ายที่สุด สำหรับ บริบทที่ 1 (หาเงินได้เท่าไหร่ ใช้เท่านั้น) กับบริบทที่ 3 (หาเงินให้น้อย ใช้ให้มาก) ก็คือ ต้องลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลงและต้องสร้างรายได้เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับกับอนาคตที่กำลังจะมาถึง อย่าพยายาม “อดมื้อ กินมื้อ” เพื่อให้มีชีวิตแบบวันต่อวัน ถ้ายังทำแบบเดิมต่อไป อาจจะไม่สามารถปรับตัวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้

เขียนโดย: ณัฐศรันย์ ธนกฤตภิรมย์ นักวางแผนการเงิน CFP®

แบ่งมรดกไม่ลงตัวต้องมีผู้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย 4 ข้อควรรู้เลือก ‘ผู้จัดการมรดก’ ให้ทายาทได้ความเป็นธรรม

ก่อนชีวิตเดินทางมาถึงจุดสิ้น ในระหว่างทางก็มีการสร้างความมั่งคั่ง ปกป้องความมั่งคั่ง เพิ่มพูนความมั่งคั่ง และสุดท้ายส่งต่อความมั่งคั่ง นั่นคือ มรดก ที่ประกอบไปด้วย

• ทรัพย์สิน เช่น บ้าน รถ เงินสด กองทุน หุ้น ทองคำ ลิขสิทธิ์ ฯลฯ
• สิทธิ เช่น สิทธิได้เงิน สิทธิที่สามารถเป็นมรดกได้ ฯลฯ
• หน้าที่ เช่น หน้าที่ตามสัญญา หนี้สินที่ต้องชดใช้ ฯลฯ

ผู้ที่จะมาเป็นผู้ดูแลการแบ่งมรดกให้เป็นตามพินัยกรรม หรือตามทายาทโดยธรรม คือ “ผู้จัดการมรดก” ผู้จัดการมรดกเป็นตัวแทนของเหล่าทายาทโดยธรรม ทำหน้าที่ในการแบ่งมรดกตามพินัยกรรมหรือกฎหมาย เป็นผู้เซ็นรับรองทางทะเบียน เป็นผู้ไกล่เกลี่ยหากเกิดความไม่เข้าใจระหว่างทายาทหรือบุคคลอื่นที่มีส่วนในมรดก รวมถึงการจัดทำรายการมรดก ดูแลโดยทั่วไป

ผู้จัดการมรดกสามารถตั้งขึ้นได้โดยพินัยกรรมที่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยศาล ในทางปฏิบัติทรัพย์ที่มีทะเบียนไม่ว่าจะเป็นบ้าน ที่ดิน รถยนต์ บัญชีธนาคาร กองทุน หรือที่ต้องมีการติดต่อราชการ เจ้าหน้าที่ไม่สามารถรู้ได้ว่าพินัยกรรมนั้นเป็นของจริงหรือถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ต้องมีการไปร้องต่อศาลให้แต่งตั้ง เพื่อเป็นการรับรองว่ามีการตรวจสอบผู้จัดการมรดกคนนั้นว่ามีความถูกต้องตามกฎหมาย ไม่มีคุณสมบัติต้องห้าม คือ

(1) ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
(2) บุคคลวิกลจริต หรือบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นบุคคลเสมือนไร้ความสามารถ
(3) บุคคลล้มละลาย

ดังนั้นเมื่อมีทรัพย์ที่มีทะเบียน ต้องไปร้องขอต่อศาลให้แต่งผู้จัดการมรดกซึ่งก็ต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือนตามการรวบรวมเอกสารประกอบคำร้อง รายการทรัพย์สิน และปริมาณงานของศาลแต่ละพื้นที่ หลังจากศาลมีคำสั่งแต่งตั้งผู้จัดการมรดกก็ต้องรอว่ามีผู้มาคัดค้านหรือไม่ อีก 30 วันเมื่อครบแล้วก็ไปขอคำรับรองจากศาลอีกครั้ง คำแนะนำ คือ กรณีที่ไม่มีความขัดแย้ง

เมื่อจัดการงานเจ้ามรดกตามประเพณี ศาสนา ความเชื่อแล้วนั้น ก็ต้องเร่งดำเนินการเตรียมเอกสารคำร้องศาลด้วยเป็นโอกาสที่ทายาทมารวมตัวกัน แต่ต้องมีการชี้แจงว่าทำไมเร่งรีบเพราะทายาทบางคนอาจเข้าใจเป็นอย่างอื่นได้

เมื่อรู้บทบาทหน้าที่ของผู้จัดการมรดกแล้ว 4 ข้อควรรู้ในการพิจารณาคุณสมบัติเลือกมีดังต่อไปนี้

มีความซื่อสัตย์ โปร่งใส

เนื่องจากต้องมีการจัดการทรัพย์สินเงินทอง จึงมีโอกาสที่ดำเนินการทุจริต ยักยอก ปิดบังทรัพย์สินและผลประโยชน์ที่เป็นของกองมรดกได้

มีความพร้อมในการติดต่อประสานงาน

หน้าที่ของผู้จัดการมรดกนั้น คือ ทำการแบ่งทรัพย์มรดกตามสิทธิของทายาทแต่ละคน จึงต้องมีการติดต่อหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน อีกทั้งต้องติดต่อประสานทายาทโดยธรรมทุกคน อาจต้องหน้าที่ติดตามผลประโยชน์ เช่น ค่าเช่าทรัพย์มรดก ไปสำรวจทรัพย์ในสถานที่จริง ดังนั้นจึงควรเลือกคนที่มีความพร้อมทั้งสุขภาพ ความรู้ความเข้าใจในการติดต่องาน

โดยทั่วไปมักแต่งตั้งคู่สมรสของเจ้ามรดก ที่เป็นบิดามารดาของทายาท ซึ่งก็อายุมากไม่สะดวกในการประสานงานสุขภาพไม่อำนวยให้เดินทาง ก็ต้องมีการมอบอำนาจซึ่งก็เพิ่มเอกสาร เพิ่มขั้นตอนการตรวจสอบ จนทำให้เพิ่มโอกาสการทุจริตปลอมใบมอบอำนาจได้และสุดท้ายก็กลายเป็นหน้าที่ของทายาทคนอื่นอยู่ดี

เป็นที่ยอมรับของทายาท

ผู้จัดการมรดกไม่จำเป็นต้องเป็นทายาทโดยธรรม สามารถแต่งบุคคลที่อื่นที่มีคุณสมบัติตามกฎหมายและทายาทให้การยอมรับได้ ด้วยทรัพย์สินบางรายการอาจมีความยุ่งยากในการแบ่งปันให้ยุติธรรม หรือความเห็นในการจัดการทรัพย์ที่เป็นกรรมสิทธิ์ร่วมของเหล่าทายาทไม่ตรงกัน ทำให้ผู้จัดการมรดกต้องเป็นคนกลางในการเจรจา ไกล่เกลี่ยให้ได้ข้อตกลงในจัดการทรัพย์สินนั้นๆ เมื่อผู้จัดการมรดกเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายก็ดำเนินการได้ราบเรียบ

คนเดียวไม่มั่นใจ ตั้งหลายคนได้

หากไม่สามารถเลือกผู้จัดการมรดกที่ยอมรับของทายาท สามารถแต่งตั้งได้หลายๆ คนเพื่อความสบายใจของทายาท แต่ไม่ควรมากเกินไป เนื่องจากการรวมตัวประชุมหามติของผู้จัดการมรดกทำได้ช้า และควรแต่งตั้งเป็นจำนวนคี่ เพราะต้องมีเสียงข้างมากจึงจะเป็นข้อสรุปของผู้จัดการมรดกได้

จะเห็นได้ว่าการส่งมอบทรัพย์สิน โดยเฉพาะมรดก มักมีปัญหาขัดแย้ง จากระดับเล็กน้อยไปจนถึงต้องมีการทำร้ายทายาทคนอื่นๆ ที่มีให้เห็นในสังคม ดังนั้นทุกคนควรมีการวางแผนการส่งมอบขณะยังมีชีวิต ซึ่งทำได้ราบเรียบตรงตามความต้องการ สามารถวางแผนภาษีมรดก ภาษีการให้ ลดความผิดใจในหมู่ทายาท ทำให้ครอบครัวเกิดความรักใคร่สามัคคี สงบสุข สมดังความตั้งใจของเจ้าของได้

เขียนโดย: อรรถสิทธิ์ แสงทอง นักวางแผนการเงิน CFP, เภสัชกร, ทนายความ

กลัวการเป็น “หนี้” ไม่อยากกู้ ไม่อยากยืม รู้จัก Debt Phobia อาการคนกลัวหนี้

ขึ้นชื่อว่า “หนี้” เชื่อว่าหลายคน ไม่อยากมี!!
ยิ่งคิดก็ยิ่งอยากอยู่ให้ห่าง กลัวจะกระทบกับเงินในกระเป๋า
จนสูญเสียสภาพคล่อง ทำเอาชักหน้าไม่ถึงหลัง

บางคนเป็นหนัก ถึงขั้นไม่ยอมใช้บัตรเครดิต หรือ ผ่อนจ่ายสินค้าแบบ 0% หรือแม้แต่การหยิบยืมเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่ทำเลย เพราะกลัวเสียวินัยทางการเงิน

นักจิตวิทยา เรียกอาการแบบนี้ว่า “ ความกลัวการเป็นหนี้” หรือ “Debt phobia”

ว่ากันว่า Debt phobia มักเกิดขึ้นกับคนวัยทำงานที่ถูกปลูกฝังมาว่า ต้องใช้เงินอย่างประหยัด หรือ อาจเคยความล้มเหลวทางด้านการเงิน ทำให้ต้องใช้ชีวิตแบบยากลำบาก

ถ้านำทฤษฎีทางจิตวิทยา ของ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ จิตแพทย์ชาวออสเตรีย เรื่อง “defense mechanisms” หรือ “กลไกการป้องกันตนเอง” ซึ่งเนื้อหาสำคัญระบุว่า “หากมนุษย์เกิดความกลัว คับข้องใจ หรือ มีความขัดแย้ง กับ บุคคล หรือ สถานการณ์ที่เป็นภัยคุกคาม เป็นอันตรายกับตัวเอง ร่างกายและจิตใจ ก็จะมีปฏิกริยาป้องกันตนเอง เพื่อช่วยให้อยู่รอด คลายความวิตกกังวล”

ซึ่งถ้าเราใช้ทฤษฎีดังกล่าวมาวิเคราะห์ อาการ Debt phobia จะพบว่า ลึกๆ แล้ว คนที่มีอาการแบบนี้ แค่กลัวว่าตัวเองจะไม่มีเงินใช้ในอนาคต เกรงว่ามันจะส่งผลกระทบกับค่าใช้จ่าย จึงสร้างกลไกป้องกันตัวเอง ด้วยการปฏิเสธการสร้างหนี้ ขออยู่ให้ห่าง แต่บางคนเป็นหนักถึงขั้นมองว่า “หนี้” เป็นสิ่งเลวร้าย จึงไม่ยอมเฉียดเข้าไปใกล้แม้แต่นิดเดียว

แน่นอน เหรียญย่อมมี 2 ด้านเสมอ….”หนี้” ก็เช่นกัน

ใช่ว่าการมีหนี้จะเป็นเรื่องแย่เสมอไป หากเราใช้ประโยชน์จากการสร้างหนี้ให้ถูกทาง ก็สร้างความร่ำรวยได้เหมือนกันนะ

หลายคนใช้หนี้เป็นเครื่องมือสร้างความมั่นคั่ง จนประสบความสำเร็จ และมีตัวอย่างให้เห็น aomMONEY จะเล่าให้ฟัง

บางคนมีนิสัยเก็บเงินไม่อยู่ มักหมดเงินไปกับของฟุ่มเฟือย จึงตัดสินใจสร้างหนี้ด้วยการไปผ่อนสินทรัพย์ เช่น บ้าน/คอนโด หรือ ทองคำ ถือเป็นการบังคับสะสมความมั่งคั่งในทางหนึ่ง

บางคนอยากทำธุรกิจ แต่มีเงินทุนไม่พอ ก็ตัดสินใจไปกู้เงินมาลงทุน เพื่อสต็อกสินค้าในจำนวนที่มาก เพื่อลดต้นทุน สร้างโอกาสในการทำกำไร แล้วยิ่งถ้ากำไรนั้นมากกว่าภาระดอกเบี้ยแล้วล่ะก็ บอกเลยคุ้มค่าแน่นอน

บางคนเลือกใช้บัตรเครดิตแทนการถือครองเงินสด ถ้าชำระให้ครบจำนวนและตรงกำหนดตามรอบบิล ก็ไม่มีภาระเรื่องดอกเบี้ย แถมยังได้สะสมแต้ม แลกสิทธิพิเศษในการส่งเสริมการขายได้ด้วย

เห็นไหมว่า หนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย อยู่ที่ว่าเราจะเลือกใช้มันไปกับอะไร ซึ่งก่อนตัดสินใจที่จะเป็นหนี้ ก็ควรประเมินตัวเองก่อนว่า มีความสามารถในการชำระคืนมากน้อยแค่ไหน สามารถบริหารจัดการเงินของตัวเองได้ดีแค่ไหน มีวินัยทางการเงินหรือไม่ จนสุดท้ายอย่าให้เข้าสำนวนที่ว่า “หนี้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด” นะครับ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save