แค่เปลี่ยนสีก็ทำให้ขายดีขึ้น? เรื่องราวของมาร์การีน เนยเทียมที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสีขาวแต่ไม่มีใครชอบ

เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมมาร์การีนถึงเป็นสีเหลือง?

บางทีเราอาจจะคิดว่ามันมาจากกระบวนการผลิตเลยทำให้มันเป็นอย่างนั้น ซึ่งความจริงไม่ใช่อย่างนั้นเลย

ในตอนแรกที่มันออกสู่ตลาด ด้วยความที่มันเป็นเนยเทียมที่ทำมากจากไขมันพืช มันมีสีออกขาว ๆ หรือบางคนอาจจะมองว่าเป็นสีเทา ๆ ด้วยซ้ำ ขายไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะคนรู้สึกชอบเนยสดที่ทำมาจากไขมันที่แยกชั้นแยกตัวออกมาจากน้ำนมสัตว์ที่เป็นสีเหลืองนวลมากกว่า

หลายคนอาจจะบอกว่าแน่นอนสิ เพราะมาร์การีนรสชาติไม่อร่อยเท่าเนยสด ขายไม่ดีก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เหรอ?

เหตุการณ์ที่ทำให้มันกลายเป็นสีเหลืองเกิดขึ้นภายหลังจากการทดลองของ หลุยส์ เชสกิน (Louis Cheskin) นักจิตวิทยาชาวยูเครนที่ถูกว่าจ้างโดยบริษัท Good Luck Margarine ผู้ผลิตมาร์การีนในปี 1940’s ให้มาช่วยหาทำให้ยอดขายมาร์การีนของบริษัทกระเตื้องขึ้นสักหน่อย

เชสกินก็เริ่มลงมือทำการทดลองเพื่อหาคำตอบว่าทำไมผู้บริโภคถึงเลือกเนยสดมากกว่ามาร์การีน?​

การทดลองครั้งนี้เขาชวนแม่บ้านหลายต่อหลายคนให้มาฟังการบรรยายทั้งหมด 6 วัน โดยแต่ละวันก็จะมีของว่างให้ทานก่อนจะเข้าฟังการบรรยาย ซึ่งก็ไม่ได้มีอะไรมาก แค่ขนมปังกับเนยวางเอาไว้ให้ทาแค่นั้น

ทีนี้หลังจากการบรรยายจบเขาก็จะถามแม่บ้านแต่ละคนว่า

“การบรรยายสนุกไหม?”
“ยาวเกินไปรึเปล่า?”
“ผู้บรรยายแต่งตัวโอเคไหม?”
“อ๋อ…แล้วสุดท้าย ของว่างเป็นยังไงบ้าง?”

ซึ่งข้อสุดท้ายนั่นแหละคือสิ่งที่เขาสนใจ

เขาถามเหมือนกันเลยทั้ง 6 วัน แต่ละวันก็จะสลับวาง เนยสด กับ มาร์การีน

ผลที่ได้ออกมาก็ตามที่คาดสำหรับเนยทั้งสองชนิด วันที่แม่บ้านกินมาร์การีนก็จะคอมเมนต์ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่

แต่เรื่องนี้มีจุดหักมุมครับ

ในการทดลองนี้เขาย้อมสีมาร์การีนให้เป็นสีเหลืองและเขียนป้ายว่า ‘เนยสด’ และย้อมสีเนยสดเป็นสีขาว ๆ และเขียนป้ายว่า ‘มาร์การีน’

พูดอีกอย่างคือเมื่อแม่บ้านที่มางานบรรยายบอกว่า ‘มาร์การีน’ นั้น ‘มันเลี่ยนเกินไป’ ที่จริงแล้วกำลังทานเนยสดอยู่ ส่วนคนที่บอกว่า ‘เนยสด’ นั้น ‘อร่อย’ ความจริงแล้วกำลังทานมาร์การีนต่างหาก

เป้าหมายของการทดลองของเชสกินนั้นคือการพิสูจน์ให้เห็นว่าความรู้สึกพอใจหรือมีความสุขกับมาร์การีนนั้นมาจากความคาดหวังของเรามากกว่า ส่วนประกอบของประสบการณ์ต่าง ๆ สี กลิ่น หรือแม้แต่แพ็กเกจภายนอกล้วนส่งผลต่อความคาดหวังของเราและรวมไปถึงรสชาติที่เรารับรู้ด้วย

เชสกินเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “Sensation Transference” หรือ “การถ่ายโอนความรู้สึก” จากสิ่งที่เราคุ้นเคยไปยังสิ่งอื่นในตอนนั้นนั่นเอง

ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นกับหลาย ๆ แบรนด์อย่างตอนที่โค้กเปลี่ยนกระป๋องเป็นสีขาวเพื่อโปรโมตการรณรงค์ช่วยเหลือหมีขั้วโลก ผู้บริโภคบ่นครับว่ารสชาติมันเปลี่ยนไป ทั้ง ๆ ที่เปลี่ยนแค่สีกระป๋องเท่านั้น

ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นได้บ่อยกว่าที่เราคิด ไม่ใช่แค่กับผลิตภัณฑ์ที่เราหยิบจับเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่เราเห็น บริการที่เราได้รับ หรือบุคคลที่เราเจอโดยไม่รู้ตัวเลย

พูดอีกอย่างคือมันคือการที่เราตัดสินใจไปแล้วว่าสิ่งนี้จะเป็นยังไงโดยสิ่งที่เราเห็นและคุ้นเคยนั่นเอง

ตัวอย่างเช่น สมมติว่าคุณไปประชุมทางธุรกิจและมีคนหนึ่งแต่งตัวในชุดกางเกงขาสั้นและรองเท้าแตะ คุณ​จะ​ตัดสิน​คน​นั้น​อย่าง​ไร? ไม่เป็นมืออาชีพ? ไม่ได้เตรียมตัว? เรามีโอกาสที่จะสงสัยคนคนนั้นไปเลยจากการแต่งกาย (ซึ่งแน่นอนว่าความจริงแล้วอาจจะฉลาดหลักแหลม แต่รูปร่างหน้าตาของพวกเขาสื่อถึงสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความเป็นจริงนั้นก็ได้)

การถ่ายโอนความรู้สึกเกิดขึ้นทุกวันในจิตใต้สำนึก มันเกิดขึ้นเมื่อคุณซื้อสินค้า ไปร้านอาหาร ไปเที่ยว หรือแม้แต่ดูโทรทัศน์ เราทุกคนตัดสินอย่างรวดเร็วโดยพิจารณาจากข้อมูลที่เราเพียงอย่างเดียวโดยไม่เกี่ยงว่าข้อมูลเหล่านั้นจะแม่นยำรึเปล่า

สุดท้ายครับเชสกินก็แนะนำให้ Good Luck Margarine ว่าตามข้อมูลที่เขาได้รับมาจากการทดลอง ถ้าอยากเพิ่มยอดขายและความพึงพอใจของลูกค้า สิ่งที่บริษัทควรทำคือย้อมสีมาร์การีนจากสีขาวเทา ๆ เป็นสีเหลือง เพื่อจะทำให้ผู้บริโภครู้สึกเหมือนได้ทานเนยสดไปด้วย

ไม่ใช่แค่ Good Luck Margarine เท่านั้นที่ทำ หลังจากนั้นแบรนด์อื่น ๆ ก็ทำตามกันหมด และยอดขายของทั้งอุตสาหกรรมก็พุ่งสูงขึ้นมากจนในช่วงปี 1950’s นั้นมาร์การีนได้รับความนิยมมากกว่าเนยสด และเป็นอย่างนั้นตลอด 50 ปีหลังจากนั้นเลยทีเดียว


อ้างอิง

https://www.thescienceofpersuasion.com/single-post/sensation-transference-the-power-behind-visual-cues

https://blog.unincorporated.com/sensation-transference

https://www.today.com/food/end-margarine-t114149

https://www.washingtonpost.com/news/wonk/wp/2014/06/17/the-generational-battle-of-butter-vs-margarine/

มารู้จักกองทุนตราสารหนี้ อีกหนึ่งทางเลือกเพื่อสร้างรายได้สม่ำเสมอ

สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน กลับมาพบกันอีกครั้งในคลินิกกองทุนแห่งนี้นะครับ แน่นอนว่าวันนี้มีเรื่องราวมาแบ่งปันให้กับทุกท่านแน่ๆ และรับรองว่าเข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันอีกด้วย สามารถเอาไปปรับพอร์ตเพื่อให้ทุกคนได้ประโยชน์แบบเต็มๆ ครับ

ในครั้งนี้ผมจะพาทุกท่านไปรู้จักตัวเลือกการลงทุนผ่านกองทุนอีกประเภทที่ใครหลายๆ คนมองข้ามไป เนื่องจากเป็นกองทุนที่อาจจะไม่ได้มีผลตอบแทนที่ดูแล้วน่าดึงดูดเท่ากับกองทุนหุ้น แต่ก็ถือว่าเป็นอีกกองทุนที่น่าสนใจ เพราะว่าเป็นกองทุนที่ให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอได้อย่างดี และมีชีวิตแบบที่ไม่ต้องลุ้นตัวโก่งเหมือนลงทุนในกองทุนหุ้นครับ

โดยวันนี้ผมจะพาทุกท่านไปรู้จักกับกองทุนตราสารหนี้กันครับ

พอพูดถึงกองทุนตราสารหนี้แล้ว หลายคนอาจจะสงสัยว่า กองทุนประเภทนี้คือกองทุนอะไรกันแน่ ดังนั้นเรามารู้จักกับความหมายของกองทุนประเภทนี้กันก่อนเลย

กองทุนตราสารหนี้ คือ กองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารหนี้เป็นหลัก ทั้งตราสารหนี้ภาครัฐที่เรียกว่า ตั๋วเงินคลัง หรือ พันธบัตรรัฐบาล และตราสารหนี้ภาคเอกชนที่เรารู้จักกันดี หรือคุ้นหูในชื่อหุ้นกู้ครับ 

ซึ่งตราสารหนี้เหล่านี้มักจะให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ เนื่องจากตราสารหนี้จะจ่ายผลตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ยที่ถือว่าเป็นภาระผูกพันตามกฏหมาย ซึ่งผู้ที่ออกตราสารหนี้ หากไม่จ่ายดอกเบี้ยให้กับเราตามสัญญาก็จะถือว่ามีความผิดครับ ดังนั้นโดยปกติแล้วตราสารหนี้นั้นถือว่าเป็นสินทรัพย์ลงทุนที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอให้กับนักลงทุนนั่นเองครับ

ยิ่งพอเป็นกองทุนตราสารหนี้ที่มีผู้จัดการกองทุนมาดูแลให้ คัดเลือกตราสารหนี้ที่ดีๆ มารวมไว้ให้กับเรา ก็มีโอกาสที่จะถูกเบี้ยวไม่จ่ายผลตอบแทนน้อยลงไปอีกครับ ดังนั้นกองทุนตราสารหนี้นั้นมีประโยชน์มากๆ เนื่องจากเราสามารถคาดการณ์ผลตอบแทนได้ในระดับนึง วางแผนการเงินได้ง่ายขึ้นเหมาะกับคนที่มีเป้าหมายดังนี้ครับ

  1. คนที่ต้องการผลตอบแทนที่สม่ำเสมอเพื่อสร้างรายได้ประจำ
  2. คนที่ต้องการลงทุนเพื่อวางแผนตามเป้าหมายที่สำคัญๆ เช่น วางแผนทุนการศึกษาให้ลูก หรือ ซื้อบ้าน หรือ เป้าหมายอื่นๆ 
  3. คนที่ต้องการวางแผนการเกษียณ

ซึ่งถ้าหากเราต้องการกองทุนตราสารหนี้ที่ดี เพื่อมาตอบโจทย์ในชีวิตของเราแล้วละก็ คงหนีไม่พ้นที่ต้องคัดเลือกกองทุนตราสารหนี้ที่มีคุณภาพเข้ามาอยู่ในพอร์ตการลงทุนของเราครับ โดยกองทุนตราสารหนี้ที่ดีนั้น ควรจะมีลักษณะดังนี้ครับ

  1. สร้างผลตอบแทนแบบสม่ำเสมอในระยะยาวได้ดี
  2. มีการบริหารจัดการแบบ Active เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยง
  3. เลือกคุณภาพตราสารหนี้ที่ดี ลดโอกาสที่จะโดนเบี้ยวหนี้
  4. ค่าธรรมเนียมไม่แพงจนเกินไป

ผมเชื่อว่าถ้าหากใครได้กองทุนตราสารหนี้ที่ดีไปอยู่ในพอร์ตแล้ว ความเสี่ยงในการลงทุนต่างๆ ส่วนใหญ่ก็จะลดลงไปด้วย แถมได้โอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีโดยเฉพาะช่วงเวลาแบบนี้ ที่อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกพร้อมกันปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วหลังเหตุการณ์โควิด-19 และ สงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ทำให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น มีผลทำให้ทุกประเทศทั่วโลกพยายามที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้สูงขึ้น เพื่อทำให้เงินเฟ้อนั้นปรับตัวลดลง

ในประเทศไทยเองก็ไม่แตกต่าง ดังที่เราได้เห็นแบงค์ชาติมีมติให้ปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นอีก 0.25% เป็น 1.75% มีวันที่ 29 มีนาคม 2566 ที่ผ่านมา

ซึ่งการขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนั้น น่าจะขึ้นไปได้อีกไม่เยอะ เนื่องจากแนวโน้มของเงินเฟ้อปัจจุบันนั้น เริ่มที่จะทรงตัวไม่ปรับตัวสูงขึ้นเท่าไหร่แล้ว ดังนั้นถ้าหากเราเลือกลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ที่ดี ก็มีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่อยู่ในรูปของอัตราดอกเบี้ยที่ค่อนข้างสูงขึ้นไปด้วย ตามภาวะของอัตราดอกเบี้ยนั่นเองครับ

นอกจากนี้การขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ต่างกันในแต่ละประเทศก็มีโอกาสในการลงทุนอยู่ด้วยเนื่องจากผู้จัดการกองทุนจะมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้จากกลยุทธ์ต่างๆ ได้อีกด้วย และในทางกลับกันก็มีช่วยลดความเสี่ยงด้วยกระจายการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศด้วย

เมื่อรู้แบบนี้แล้ว เรามาดูกองทุนที่น่าสนใจกันครับ ว่ากองทุนตราสารหนี้ตัวไหนที่น่าจะหยิบมาไว้ในพอร์ตของเรากันครับ

กองทุนพระเอกของเราที่จะมาคุยกันในวันนี้ก็คือ 

กองทุน United Quality Income Fund (UQI) จาก UOBAM ครับ

โดยกองทุนนี้มีจุดที่น่าสนใจอยู่หลายจุดเลย เราค่อยๆ มาดูไปพร้อมๆ กันนะครับ

กองทุน UQI กองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ ที่ลงทุนในกองทุน United SGD Fund – Class T USD Acc (กองทุนหลัก) ที่สิงคโปร์ หรือพูดง่ายๆ ว่าเป็นกองทุน Feeder Fund (เอาเงินไปลงทุนในกองทุนเดียวในต่างประเทศ)

โดยกองทุนที่ไปลงทุนด้วย (United SGD Fund) เป็นกองทุนหลักที่เป็นกองทุนตราสารหนี้ที่โดดเด่นที่สุดของ UOB Asset Management (UOBAM) เลยก็ว่าได้ หรือที่เรียกว่า Flagship fund ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า 1.73 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ (ที่มา UOBAM SG , ณ วันที่ 31 มกราคม 2566) กองทุนนี้มีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งมากว่า 24 ปี และเป็นกองทุนตราสารหนี้ที่เป็นที่นิยมที่สุดกองทุนหนึ่งของสิงคโปร์ โดยเป็นกองทุนท่ีเน้นความเสี่ยงต่ำ ที่นำเสนอผลตอบแทนที่มั่นคงให้กับนักลงทุน 

นโยบายการลงทุนของกองทุนหลักก็คือ เน้นหาตราสารหนี้ที่มีคุณภาพ BBB+ ขึ้นไป เพื่อให้พอร์ตการลงทุนปลอดภัยมากขึ้น และยังมีการควบคุมความเสี่ยงได้อย่างดี โดยมีโอกาสที่จะขาดทุนสูงสุดเพียงแค่ -3.85% (Maximum Draw Down) โดยมีความผันผวน (SD) อยู่เพียงแค่ 1.77%

แต่ที่ผมทึ่งก็คือ Yield ของตราสารหนี้ที่อยู่ในกองทุนนั้นค่อนข้างจะสูงคือ 5.46% in SGD term (ที่มา UOBAM SG , ณ วันที่ 31 มกราคม 2566) แต่มีอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ที่อยู่ในกองทุนเพียง 1.1 ปี (ที่มา UOBAM SG , ณ วันที่ 31 มกราคม 2566) เท่านั้น นั่นก็หมายถึงความผันผวนไม่สูง แต่มีโอกาสที่ถือกองทุนนี้ในระยะยาวแล้วจะได้ผลตอบแทนที่น่าสนใจครับ

นอกจากนี้ กองทุนหลักยังมีการลงทุนที่หลากหลายประเทศ โดยเน้นการลงทุนในตราสารหนี้ภูมิภาคเอเชียในกลุ่มอุตสาหกรรมที่แตกต่างกันยิ่งทำให้ความเสี่ยงนั้นถูกกระจายไปด้วย พร้อมๆ กับกลยุทธ์ที่ดี ที่มีการบริหารจัดการแบบ Active เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยง ที่ไม่ว่าดอกเบี้ยจะเป็นขาขึ้น หรือว่าขาลง ก็ยังสามารถสร้างผลตอบแทนแบบสม่ำเสมอให้กับนักลงทุนได้ตั้งแต่ที่กองทุนจัดตั้งขึ้นมาครับ จึงไม่แปลกที่กองทุนนี้จะได้ Rating 5 ดาวที่เป็นระดับสูงสุดของ Morningstar มาครอง

ผมขอสรุปจุดเด่นของกองทุน UQI ดังนี้ครับ

  1. UQI เป็นกองทุน Flagship fund ที่โดดเด่นที่สุดกองทุนหนึ่งของ UOBAM และได้รับความนิยมที่สุดกองทุนหนึ่งในสิงคโปร์
  1. คุณภาพและความมั่นคง ดูได้จาก Track Record ที่ทำผลงานได้ดีติดต่อกันกว่า 24 ปี โดยที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีและสม่ำเสมอ มีเพียงแค่ 2 ปี จาก 24 ปีที่ติดลบ ส่วนปีอื่นๆ เป็นบวกทั้งหมด แม้แต่ในช่วงที่เกิดวิกฤตก็ตาม
  2. เน้นการลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดี สร้างผลตอบแทนได้อย่างมั่นคงและสม่ำเสมอ มีการกระจายการลงทุนในหลายๆ ประเทศและกลุ่มอุตสาหกรรม ดอกเบี้ยที่ต่างกันในแต่ละประเทศ ยังช่วยเพิ่มโอกาสในการลงทุน และกระจายความเสี่ยงอีกทาง 
  1. ทีมผู้จัดการกองทุนที่นำโดย คุณ Joyce Tan มีประสบการณ์ในการลงทุนมากว่า 26 ปี มีความชํานาญในการบริหารกองทุนมากว่า 14 ปี และได้รับรางวัลมามากมาย เป็นอันดับ 1 ด้านการสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุน และมีกลยุทธ์การบริหารจัดการที่ดี ทั้งตอนที่ดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น หรือขาลง ทำให้ป้องกันความเสี่ยงขาลงท่ามกลางภาวะตลาดที่ผันผวนได้ค่อนข้างดีมาก

สรุปการลงทุนกับ UQI

UQI ถือว่าเป็นกองทุนที่ออกมาได้ถูกจังหวะ และ เวลามากๆ เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงที่อัตราดอกเบี้ยเป็นขาขึ้นอย่างที่ผมได้อธิบายไปก่อนหน้านี้ ทำให้เป็นโอกาสที่นักลงทุนจะลงทุนกับกองทุนตราสารหนี้แล้วจะได้ผลตอบแทนในรูปของอัตราดอกเบี้ยที่สูง ถือครองระยะยาวแล้วน่าจะได้ผลตอบแทนที่ดี 

นอกจากนี้ แนวโน้มในอนาคต ถ้าหากอัตราดอกเบี้ยมีการปรับตัวลดลง (เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้ง) นั่นก็หมายความว่า การลงทุนในกองทุนตราสารหนี้จะได้รับผลตอบแทนที่ดีมาก เพราะว่าการลดอัตราดอกเบี้ยจะทำให้เราได้ Capital Gain จากกองทุนตราสารหนี้ที่เราลงทุนอยู่ พูดง่ายๆ ก็คือ ได้กำไรอีกต่อหนึ่งหลังจากได้ Yield ที่สูงไปก่อนหน้านี้

อีกประเด็นคือ UQI  เป็นกองทุน Active ที่มีอิสระในการลงทุนค่อนข้างมาก ผู้จัดการกองทุนเองสามารถโยกย้าย หรือ ซื้อ-ขายตราสารหนี้ที่อยู่ข้างในกองทุนได้ เรียกได้ว่าลงทุนไปแล้วเผลอๆ จะมีโอกาสได้กำไรเพิ่มเติมเข้ามาอีกด้วยครับ

UQI  เป็นกองทุนที่มีความปลอดภัยพอสมควร สังเกตได้จากคุณภาพตราสารหนี้ในกองทุนที่อยู่ในระดับ BBB+ ขึ้นไป มีการกระจายการลงทุนที่ดีด้วยตราสารรูปแบบต่างๆ เช่น พันธบัตรรัฐบาล เงินฝากในต่างประเทศ และหุ้นกู้ชั้นดีต่างๆ จึงมีโอกาสทำผลตอบแทนได้ค่อนข้างดีกว่ากองทุนตราสารหนี้ตัวอื่นๆ นอกจากนั้นกองทุนนี้บริหารงานด้วยผู้จัดการกองทุนและทีมงานที่มีประสบการณ์มานาน 

สำหรับใครที่ต้องการจัดพอร์ตการลงทุนเพื่อเพิ่มความผลตอบแทนในระยะยาวนั้น กองทุนนี้ก็เป็นตัวเลือกที่ดีในการกระจายความเสี่ยงกับการลงทุนในหุ้น หรือ กองทุนหุ้น ในช่วงเศรษฐกิจที่อาจจะเกิดการถดถอยได้จากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยสูงๆ รวมถึงได้รับประโยชน์ในช่วงอัตราดอกเบี้ยขาลงอีกด้วย และยังสามารถช่วยให้นักลงทุนนั้นบริหารสภาพคล่องได้ดีอีกด้วยครับ เรียกได้ว่าตอบโจทย์ทุกอย่างในเรื่องการลงทุนได้ดีทีเดียว

สุดท้ายนักลงทุนเองก็ควรที่จะต้องมีการกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสมด้วยนะครับ เช่น ลงทุนในกองทุนหุ้น กองทุนทองคำ หรือ กองทุนอสังหาฯ (REITs) หรือ สินทรัพย์อื่นๆ เพื่อให้พอร์ตของเรามีการกระจายอย่างเหมาะสม แต่ถ้าหากจะเลือกกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศแล้วละก็ อย่าพลาดกองทุน UQI นี้เป็นหนึ่งในตัวเลือกด้วยนะครับ รับรองว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอนครับ

เสนอขายหลัง IPO 2 พฤษภาคม 2566 

รายละเอียดกองทุน คลิก https://www.uobam.co.th/th/mutual-fund/00778/UQI-N

– นักลงทุนที่สนใจสามารถปรึกษาการลงทุนและขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธนาคาร ยูโอบี จำกัด (มหาชน) หรือ บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด โทร. 0-2786-2222

– หรือเลือกทำรายการผ่านบริการออนไลน์ Premier Online หรือ UOBAM Invest (mobile application)

– และสำหรับผู้ลงทุนใหม่สามารถเปิดบัญชีกองทุนออนไลน์และลงทุนได้ทันที ผ่าน UOBAM Invest หรือคลิกที่ https://www.uobam.co.th/th/Channel/OpenAccountnew

คำเตือน 

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ มีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจทำให้ได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรก กองทุนนี้ลงทุนในต่างประเทศ จึงมีความเสี่ยงที่ทางการของต่างประเทศอาจออกมาตรการในภาวะที่เกิดวิกฤตการณ์ที่ไม่ปกติ ทำให้กองทุนไม่สามารถนำเงินกลับเข้ามาในประเทศ ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ลงทุนไม่ได้รับคืนเงินตามระยะเวลาที่กำหนด

บทความนี้เป็น Advertorial

G-Able หุ้น IPO ที่เติบโตไปกับเทคโนโลยี

ปฏิเสธไม่ได้ว่า เทคโนโลยีได้ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อทุกอุตสาหกรรมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ สิ่งที่ใกล้ตัวเราที่สุดก็อย่างเช่น ร้านอาหารใช้โปรแกรม POS เข้ามาจัดการร้าน, พฤติกรรมการซื้อสินค้าของเราที่หันมาซื้อผ่านออนไลน์มากขึ้น, การเก็บรูปภาพต่าง ๆ ก็อยู่ในระบบคลาวด์มากขึ้น, การทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) หรือการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ เป็นต้น

จากข้อมูลของ Google ระบุว่า เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยในปี 2565 มีมูลค่าทะลุ 1.29 ล้านล้านบาทเข้าไปแล้ว เศรษฐกิจดิจิทัลในที่นี้ไม่ได้นับเฉพาะอีคอมเมิร์ซเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกลุ่มสื่อออนไลน์ บริการทางการเงินดิจิทัล และอื่น ๆ แค่เพียงเท่านี้ก็เห็นได้แล้วว่า เทคโนโลยีมีบทบาทต่อเศรษฐกิจภาพรวมของไทยขนาดไหน นอกจากนั้น จากข้อมูลของหนังสือพิมพ์ Bangkok Post พบว่าค่าใช้จ่ายด้านอุปกรณ์หรือระบบดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีของไทยในปี 2565 ก็มีมูลค่ารวมกว่า 897,000 ล้านบาทเลยทีเดียว เพราะยิ่งอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเติบโตมากเท่าไหร่ ธุรกิจ ทางด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศก็ยิ่งเติบโตขึ้นตามเท่านั้น

ดังนั้น หากบริษัทใดก็ตามที่เห็นการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ และเห็นช่องว่างบางอย่างที่จะสามารถเข้ามาเติมเต็ม จนต่อยอดเป็นโอกาสทางธุรกิจได้ เช่น ธุรกิจความปลอดภัยทางไซเบอร์ ธุรกิจให้บริการวางระบบและพัฒนาระบบแก่โรงงานต่าง ๆ ก็จะสามารถทำเงินได้อีกมหาศาล รวมถึงมีส่วนช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้ดีขึ้น

และหนึ่งในบริษัทที่เห็นโอกาสดังกล่าว และกำลังจะจดทะเบียนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ก็คือ G-Able ผู้นำด้านโซลูชั่นเทคโนโลยีแบบครบวงจร

G-Able หรือ บริษัท จีเอเบิล จำกัด (มหาชน) เป็นผู้นำด้าน Tech Enabler ที่ช่วยยกระดับธุรกิจสู่ยุคดิจิทัล ที่มีประสบการณ์ในสายงานเทคโนโลยีกว่า 33 ปี ทำงานร่วมกับแบรนด์ชั้นนำของโลกกว่า 100 แห่ง และมีโปรเจกต์ที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ากว่า 30,000 โปรเจกต์เลยทีเดียว

ธุรกิจของ G-Able อาจดูเป็นธุรกิจที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยคุ้นเคยในชีวิตประจำวันเท่าไหร่ นั่นก็เพราะบริการของ G-Able ให้บริการแก่ลูกค้ากลุ่มธุรกิจเป็นหลัก แต่บริการเหล่านี้เป็นเหมือน “ผู้ผลักดันและสนับสนุน” ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้บริการดิจิทัลเหล่านั้นได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และเปลี่ยนธุรกิจให้เข้าสู่โลกดิจิทัลได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้น การนำบริษัทจดทะเบียนเข้าตลาดหุ้นจึงเป็นหนึ่งในแผนของ G-Able เพื่อขยายการเติบโตในอนาคตด้วย

ปัจจุบัน G-Able สามารถแบ่งกลุ่มธุรกิจหลักออกได้เป็น 3 กลุ่ม ด้วยกัน ได้แก่ กลุ่มธุรกิจให้บริการโซลูชั่นระดับองค์กร, กลุ่มธุรกิจโซลูชั่นที่เป็นตัวแทนจำหน่ายและสร้างมูลค่าเพิ่ม และ กลุ่มธุรกิจบริการซอฟต์แวร์แพลตฟอร์ม

กลุ่มธุรกิจแรก คือการให้บริการโซลูชั่นระดับองค์กร (Enterprise Solution and Services) เป็นกลุ่มธุรกิจหลักที่สร้างรายได้ให้กับบริษัทกว่า 76% เป็นธุรกิจที่ให้บริการโซลูชั่นทางเทคโนโลยี รวมถึงวางโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาระบบต่าง ๆ ให้กับธุรกิจอื่น ซึ่งโซลูชั่นเหล่านี้ประกอบด้วย โซลูชั่นด้านระบบคลาวด์และดาต้าเซ็นเตอร์, โซลูชั่นด้านระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์, โซลูชั่นด้านระบบจัดการข้อมูลและการวิเคราะห์, โซลูชั่นด้านธุรกิจดิจิทัล และ โซลูชั่นด้านการบริหารจัดการระบบสารสนเทศ

กลุ่มธุรกิจที่สอง คือโซลูชั่นที่เป็นตัวแทนจำหน่ายและสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value-added Distribution) เป็นธุรกิจตัวแทนจำหน่ายระบบเทคโนโลยีสารสนเทศหรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง G-Able เป็นตัวแทนหลักในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชั้นนำต่าง ๆ จาก “Oracle” และ “Veritas” โดย “Oracle” เป็นผู้เชี่ยวชาญในการบริหารจัดการระบบที่ช่วยในการวางแผนธุรกิจ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อของ ERP Enterprise Resource Planning ส่วน “Veritas” เป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Data Protection ที่ช่วยดูแลข้อมูลสำคัญขององค์กร และมีระบบสำรองข้อมูลเพื่อความต่อเนื่องทางธุรกิจ

ไม่เพียงเท่านั้น ธุรกิจกลุ่มนี้ยังสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านทาง Application และ Service ของ G-Able เพื่อให้ลูกค้าใช้งาน System ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดอีกด้วย

และกลุ่มธุรกิจที่สาม คือบริการซอฟต์แวร์แพลตฟอร์ม หรือ Software Platform โดย G-Able เป็นผู้พัฒนาซอฟต์แวร์แพลตฟอร์มของตัวเอง และ Spin-off ออกมาเป็นบริษัทในเครือ เพื่อให้บริการในด้านต่าง ๆ

เช่น แพลตฟอร์มด้านการตลาดดิจิทัล (Marketing Technology) แบบครบวงจร โดย บริษัท อินไซท์เอรา จำกัด (InsightEra), แพลตฟอร์มจัดการข้อมูล Big Data โดย บริษัท เบลนเดต้า จำกัด (Blendata), แพลตฟอร์มบริหารจัดการพื้นที่เช่า โดย บริษัท เอ็มเวิร์จ จำกัด (MVerge) นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญด้านการวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง จนถึงตอนนี้ G-Able กลายเป็นเจ้าของที่พร้อมให้บริการ 3 แพลตฟอร์ม รวมถึงการพัฒนาซอฟต์แวร์แพลตฟอร์มใหม่เพิ่มเติมในอนาคต

ทั้งสามกลุ่มธุรกิจนี้อาจมีรายละเอียดที่ต่างกัน แต่ถ้าดูดี ๆ จะเห็นว่า แต่ละกลุ่มธุรกิจนั้นช่วยเสริมความแข่งแกร่งของกันและกันได้เป็นอย่างดี 

ด้วยปัจจัยทั้งหมดนี้เอง จึงทำให้ G-Able สามารถรักษาระดับรายได้ไว้ได้อย่างดีแม้จะเจอกับวิกฤตโรคระบาดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ด้วยการรักษาระดับรายได้ต่อปีประมาณ 5,000 ล้านบาท นับว่าเป็นผลงานที่ดีไม่น้อยเมื่อเทียบกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่บริษัทอื่น ๆ ต้องพบเจอ

สำหรับผลประกอบการในปีล่าสุด บริษัทมีรายได้จากการขายและให้บริการ 4,731.34 ล้านบาท และกำไรสุทธิอยู่ที่ 268.16 ล้านบาทนอกจากนี้บริษัทกำลังอยู่ในช่วงของการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการเติบโตในอนาคต ซึ่งจะมีโอกาสสร้างกำไรอีกมากและหากพิจารณาจากกำไรขั้นต้นที่ 1,003 ล้านบาท จะพบว่าอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 21.20% ซึ่งก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยเลย

แน่นอนว่า อุตสาหกรรมใดก็ตามที่มีการเติบโตสูง หรือมีอัตรากำไรที่น่าดึงดูดใจ ย่อมมีผู้เล่นเข้ามาร่วมวงในอุตสาหกรรมนั้นมากขึ้นเป็นเงาตามตัว กลุ่มอุตสาหกรรมโซลูชั่นทางเทคโนโลยีก็เช่นเดียวกัน ยิ่งมีคู่แข่งเข้ามามากเท่าไหร่ การสร้างความโดดเด่นให้บริษัทมีความได้เปรียบเหนือคนอื่น ก็นับเป็นเรื่องยากมากขึ้นเท่านั้น

แต่สำหรับ G-Able สิ่งที่ทำให้บริษัทมีข้อได้เปรียบที่ยากจะหาใครเทียบได้ก็คือ ความเป็นผู้นำในธุรกิจให้บริการโซลูชั่นระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัลแบบครบวงจร ตั้งแต่การเป็นตัวแทนจำหน่าย ไปจนถึงการให้บริการต่าง ๆ แบบครบถ้วน ที่สำคัญคือ บริษัทมีแพลตฟอร์มเป็นของตัวเองเพื่อให้บริการกับลูกค้า ซึ่งใน G-Able จะไม่ได้หยุดแค่ 3 แพลตฟอร์มนี้เท่านั้น เพราะด้วยประสบการณ์ของ G-Able ที่อยู่ในตลาดมานานกว่า 33 ปี ให้บริการแก่ลูกค้ามานับพันราย บริษัทจึงสามารถพัฒนาและต่อยอดธุรกิจแพลตฟอร์มอื่น ๆ ได้อีกในอนาคต

ด้วยเหตุนี้เอง G-Able จึงตัดสินใจนำบริษัทเข้าจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ ด้วยจุดประสงค์หลักก็คือ เพื่อนำเงินทุนที่ได้ไปใช้พัฒนาต่อยอดธุรกิจเดิมของบริษัทให้มีศักยภาพยิ่งขึ้น รวมถึงชำระเงินกู้ยืมบางส่วน และนำมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท โดยคาดว่าจะเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ ในวันที่ 9 พฤษภาคม 2566 ชื่อย่อหลักทรัพย์ว่า “GABLE”   ที่ราคาหุ้นละ 6.39 บาท

ติดตามอ่านได้ที่ https://market.sec.or.th/public/ipos/IPOSEQ01.aspx?TransID=490336&lang=th

บทความนี้เป็น Advertorial

ตอบรับดอกเบี้ยขาขึ้น รวมบัญชีเงินฝากดอกเบี้ยสูง บัญชีไหนที่คุณควรเลือก

ด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่เกิดขึ้น ทำให้ตลาดลงทุนในปัจจุบันมีความผันผวนหนักกว่าในอดีต นักลงทุนไม่น้อยจึงเลือกที่จะหาช่องทางในการพักเงินของตัวเองไว้ก่อน เพื่อรอจังหวะการลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ 

วันนี้ aomMONEY จึงขอพาไปรู้จักกับแหล่งพักเงินที่เรียกได้ว่า เงินต้นอยู่ครบไม่พอ ยัง ‘เพิ่มขึ้น’ ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงอีกด้วย โดยแหล่งพักเงินที่ว่านั้น คือ ‘บัญชีฝากประจำ จาก ttb’ ที่วันนี้นำมาฝากทุกคนกันถึง 3 รูปแบบ แล้วแต่ละแบบจะมีรายละเอียดแตกต่างกันอย่างไรบ้าง มาดูกัน

รวม บัญชีเงินฝากประจำ จาก ttb รับดอกเบี้ยสูง

1. บัญชี ทีทีบี ดอกเบี้ยด่วน

บัญชีฝากประจำตัวแรกที่นำมากฝากกัน คือ ‘บัญชี ทีทีบี ดอกเบี้ยด่วน’ มีความพิเศษตรงที่เราจะได้รับดอกเบี้ยใน 7 วันเท่านั้น เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ยังไม่มั่นใจว่าจะฝากระยะสั้น หรือระยะยาวดี เพราะบัญชีตัวนี้ให้เราสามารถเลือกระยะฝากได้สองแบบ คือ

  • ฝากระยะเวลา 3 เดือน: มีอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 1.10% ต่อปี
  • ฝากระยะเวลา 12 เดือน: ดอกเบี้ยสูง 1.30% ต่อปี

โดย ‘บัญชี ทีทีบี ดอกเบี้ยด่วน’ จะกำหนดเงินฝากเริ่มต้นที่ 10,000 บาท และฝากเพิ่มครั้งละ 10,000 บาท จนครบระยะเวลาฝาก 

และในตอนนี้ ทาง ttb ได้จัดโปรโมชันมอบของขวัญสุดพิเศษมูลค่าสูงสุด 37,900 บาท สำหรับ บัญชี ทีทีบี ดอกเบี้ยด่วน ระยะเวลา 12 เดือน เพียงแค่ฝากเงินครบตามที่เงื่อนไขกำหนด ซึ่งจะหมดเขตในวันที่ 30 เมษายน 2566 นี้

2. บัญชี ทีทีบี เอ็กซ์คลูซีฟ

สำหรับ ‘บัญชี ทีทีบี เอ็กซ์คลูซีฟ’ น่าจะเหมาะกับนักลงทุนที่มองหาที่พักเงินระยะสั้น เพราะบัญชีตัวนี้จะมีระยะเวลาฝากที่แน่นอน คือ 9 เดือน โดยมีอัตราดอกเบี้ยถึง 1.2% ต่อปี รับดอกเบี้ย ณ วันที่ครบกำหนด โดยกำหนดเงินฝากเริ่มต้นที่ 500,000 บาท และฝากครั้งต่อไปที่ 500,000 บาทเช่นกัน รวมสูงสุดไม่เกิน 200 ล้านบาท 

3. บัญชีทีทีบี อัพ แอนด์ อัพ 24 เดือน

มาถึงบัญชีเงินฝากประจำตัวสุดท้าย กับ ‘บัญชีทีทีบี อัพ แอนด์ อัพ 24 เดือน’ ที่แม้จะมีระยะเวลาฝากนานกว่าบัญชีตัวอื่น ๆ ที่กล่าวไป แต่ความพิเศษของบัญชีตัวนี้คือเราจะได้รับดอกเบี้ยทุก 3 เดือน ซึ่งอัตราดอกเบี้ยจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ แบบขั้นบันไดตามระยะเวลาการฝากเงิน เหมาะกับนักลงทุนที่มองหาแหล่งพักเงินระยะยาว และคาดหวังอัตราดอกเบี้ยที่สูงไปพร้อมกัน โดย aomMONEY ได้รวบรวมรายละเอียดอัตราดอกเบี้ยมา ดังนี้

  • ฝากเดือนที่ 1 – 6 รับดอกเบี้ย 0.7%
  • ฝากเดือนที่ 7 – 12 รับดอกเบี้ย 1.4%
  • ฝากเดือนที่ 13 – 18 รับดอกเบี้ย 1.6%
  • ฝากเดือนที่ 19 – 24 รับดอกเบี้ย 3%

*  อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 24 เดือน 1.675%

‘บัญชีทีทีบี อัพ แอนด์ อัพ 24 เดือน’ ให้เราสามารถถอนเงินช่วงไหนก็ได้ แต่ต้องถอนเต็มจำนวน ไม่สามารถถอนบางส่วนได้ และรับอัตราดอกเบี้ยตามระยะวลาที่ฝาก โดยกำหนดเงินฝากเริ่มต้นไว้ที่ 5,000 บาท และฝากครั้งต่อไปไม่น้อยกว่า 5,000 บาท (ยอดเงินฝากรวมกันต่อรายไม่เกิน 200 ล้านบาท) 

การเปิดบัญชีฝากประจำดอกเบี้ยด่วน และบัญชี อัพแอนด์อัพ ก็สามารถทำได้ง่าย ๆ เพราะเราสามารถเปิดบัญชีได้ผ่านแอปพลิเคชัน ttb touch บนสมาร์ตโฟนของเราได้ง่าย ๆ

สำหรับบัญชีเงินฝากประจำทั้ง 3 ตัวที่ จาก ttb ที่ aomMONEY ได้นำมายกตัวอย่างกันในวันนี้ จะเห็นได้ว่าบัญชีแต่ละแบบจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระยะเวลาการฝาก หรือเรื่องอัตราดอกเบี้ย โดยเราสามารถเลือกให้เหมาะกับความต้องการของตัวเองได้อย่างอิสระ

และไม่ต้องกังวลเรื่องการดูดเงินหายออกจากบัญชีฝากประจำทุกประเภท เพราะทางทีทีบี คำนึง และเข้าใจถึงความสบายใจ และปลอดภัยทางการเงินของลูกค้าบัญชีเงินฝากประจำ จึงมีการล็อกธุรกรรมการโอนเงินออกจาก mobile banking  หากมีความประสงค์ที่จะถอนก่อนกำหนดสามารถไปทำการถอนได้ที่ ทีทีบี สาขาใกล้บ้าน

ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะสำหรับผู้ที่ฝากเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป จะได้รับสิทธิสมัครบัตรเครดิต ttb reserve ที่ต้องบอกเลยว่ามีสิทธิพิเศษ และสิทธิประโยชน์รออยู่อีกเพียบ

สำหรับเพื่อน ๆ ที่สนใจอยากศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมของบัญชีเงินฝากประจำทั้ง 3 ตัว สามารถเข้าไปที่ลิงก์ด้านล่างนี้ได้เลย :

บทความนี้เป็น Advertorial

ชวนรู้จักบัญชีเงินฝาก ‘ttb all free’ ครบจบทุกความต้องการคนยุคใหม่ พร้อมคุ้มครองชีวิตด้วย ‘ประกันอุบัติเหตุ’

ด้วยสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลกอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน หลายคนจึงต้องเจอกับความท้าทายในชีวิตที่หนักหน่วงมากยิ่งขึ้น การดูแลเอาใจใส่ตัวเอง โดยเฉพาะเรื่อง ‘ความปลอดภัย’ ทั้งในชีวิต และทรัพย์สิน ที่ผ่านมาเราจะเห็นได้ว่าในช่วงหลังมานี้ ธุรกิจประกันภัยต่างเติบโตขึ้นไม่น้อยเลย

แต่การทำแบบประกันให้ครอบคลุมทั้งชีวิต สุขภาพ และความปลอดภัย อาจทำให้เราต้องถือกรมธรรม์หลายฉบับ ซึ่งมีค่าเบี้ยประกันตามมาไม่น้อยในแต่ละเดือน จะดีกว่าไหม? หากเราสามารถเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่มี ‘ประกันอุบัติเหตุ’ ติดมาให้โดยที่เราไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่มเลย แถมยังเป็นการฝากเงินของเราไว้ในที่ปลอดภัยอีกด้วย

วันนี้ aomMONEY อยากแนะนำให้รู้จักกับ บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ttb all free ที่พ่วงประกันอุบัติเหตุแบบไม่ต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันเพิ่ม เวลาเข้ารักษาก็ไม่ต้องสำรองจ่ายก่อน โดยเราเพียงแค่ฝากเงินเข้าบัญชีขั้นต่ำ 5,000 บาท ทั้งยังสามารถเปิดบัญชีธนาคารออนไลน์ได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องไปธนาคาร จะมีรายละเอียดอย่างไรบ้างมาดูกัน

แค่ฝากเงินเข้าบัญชี ก็ใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ

นอกจากเรื่องความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินที่ผู้คนกำลังให้ความสำคัญแล้ว ด้วยเศรษฐกิจในยุคปัจจุบันยังทำให้ผู้คนใส่ใจใน ‘ความคุ้มค่า’ มากขึ้นด้วย ttb จึงตั้งใจให้บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ttb all free เป็นมากกว่าบัญชีออมทรัพย์ธรรมดา โดยต้องช่วยให้ชีวิตของลูกค้าดีขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประกันอุบัติเหตุที่เป็นเหมือนเกราะป้องกันในชีวิต และความสะดวกสบายจากการทำธุรกรรม เช่น การเปิดบัญชีธนาคารออนไลน์ โดยไม่ต้องไปธนาคาร

โดย aomMONEY ได้สรุปสิทธิประโยชน์ของบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ‘ttb all free’ เอาไว้แบบนี้ครับ

1. ฝากเงินไว้ ได้ฟรีประกันอุบัติเหตุ

เพียงแค่เพื่อน ๆ เปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ‘ttb all free’ และฝากเงินไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท คงไว้ในบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันสิ้นเดือน เท่านี้เราจะได้รับความคุ้มครองจากประกันอุบัติเหตุในเดือนถัดไปทันที โดยเราสามารถเบิกค่ารักษาแบบไม่ต้องสำรองจ่ายได้สูงสุด 3,000 บาทต่ออุบัติเหตุ โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง พร้อมความคุ้มครองชีวิต 20 เท่าของเงินฝากสูงสุด 3 ล้านบาท

2. ไม่ต้องสำรองจ่ายก่อน แค่มีบัตร E-Care Card

หลังจากเพื่อน ๆ เปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ttb all free ให้ลืมเรื่องการพกเอกสารมากมายเพื่อเคลมประกันไปได้เลย เพราะทาง ttb all free จะมี E-Care Card ให้เรา สามารถกดเข้าไปดูได้ในแอป ttb touch เมื่อเข้ารับการรักษาที่สถานพยาบาลในเครือเราแค่แสดงบัตรผ่านหน้าจอสมาร์ตโฟนของเรา ในแอป ttb touch ให้กับสถานพยาบาลที่ร่วมรายการได้ทันที

3. มีโรงพยาบาลครอบคลุมทั่วประเทศ

สำหรับความคุ้มครองของประกันอุบัติเหตุจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ttb all free นั้นอยู่ในความดูแลของสถานพยาบาลในเครือธนชาตประกันภัยกว่า 300 แห่งทั่วประเทศ ที่ให้เพื่อน ๆ เข้ารักษาได้โดยไม่ต้องสำรองจ่าย

4. แจ้งเคลมประกันอุบัติเหตุผ่านออนไลน์ได้

กรณีที่เพื่อน ๆ เข้ารักษากับสถานพยาบาลที่ไม่ได้ร่วมรายการ ก็ไม่ต้องเป็นกังวลว่าจะไม่ได้รับความคุ้มครอง เพราะเพื่อน ๆ สามารถสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลก่อน และนำหลักฐานไปเคลมตัวประกันย้อนหลังได้ โดยเพื่อน ๆ สามารถทำรายการเคลมเงินค่ารักษาผ่านเว็บไซต์ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

‘ประกันอุบัติเหตุ’ จำเป็นไหม ?

อย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่าอุบัติเหตุนั้นเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา แม้บางคนจะใช้เวลาอยู่บ้านเป็นส่วนใหญ่ แต่รู้หรือไม่ว่า อุบัติเหตุในบ้านนั้นเกิดขึ้นได้ง่าย และบ่อยไม่แพ้นอกบ้านเลย แม้เราจะระวังตัวดีแค่ไหน แต่ความเสี่ยงตรงนี้ยังเกิดขึ้นได้อยู่เสมอ การมีเกราะคุ้มครองให้เราได้ใช้ชีวิตอย่างสบายใจ โดยไม่ต้องมีเรื่องกังวลจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะมองข้ามไปไม่ได้ ดังนั้น การเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ttb all free จึงเหมือน ‘ยิงปืนนัดเดียว ได้นกสองตัว’ เลยทีเดียว เพราะได้ทั้งความคุ้มครอง ความปลอดภัยทั้งในชีวิตของเรา

ง่าย และรวดเร็ว ผ่านระบบออนไลน์ ไม่ต้องไปธนาคาร พร้อมสิทธิประโยชน์มากมาย

เพื่อตอบรับการเดินหน้าสู่ยุคดิจิทัล เราจึงสามารถทำธุรกรรมเกี่ยวกับบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ttb all free ได้ง่าย ๆ ผ่านแอปพลิเคชัน ttb touch ไม่ว่าจะเปิดบัญชีธนาคารออนไลน์ หรืออื่น ๆ โดยที่เราไม่ต้องไปธนาคาร เพียงแค่ยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชันธนาคารอื่น หรือนำบัตรประชาชนไปยืนยันตัวตนที่ 7-Eleven ก็สามารถเริ่มใช้งานได้ทันที

สำหรับ ตัวบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ttb all free ยังมีสิทธิประโยชน์ และกิจกรรมมากมายให้เพื่อน ๆ ได้ร่วมสนุกตลอดทั้งปี และสิ่งที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือตัว ‘บัตรเดบิต’ ที่เชื่อมกับตัวบัญชี ttb all free ซึ่งเราสามารถเลือกเป็นแบบบัตรแข็งแบบปกติทั่วไป หรือจะเป็นบัตรเดบิต ออลล์ฟรี ดิจิทัลบนแอปฯ ttb touch ที่ไม่มีค่าธรรมเนียมการออกบัตร หรือค่าธรรมรายปีใด ๆ ให้เราต้องกังวล

นอกจากนี้ เรายังสามารถใช้บัตรเดบิต all free ที่ผูกกับบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ttb all free ในการทำธุรกรรมต่าง ๆ  เช่น การถอนเงิน โอนเงิน หรือจ่ายบิล ผ่านตู้เอทีเอ็ม ทุกธนาคารทั่วประเทศโดยไม่เสียค่าธรรมเนียมใด ๆ รวมถึงการกดเงินไม่ใช้บัตรผ่านแอปฯ ttb touch หรือการกดเงินในต่างจังหวัด หรือเพื่อน ๆ หลายคนที่ชอบเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ สามารถใช้บัตรรูดซื้อของได้โดยไม่มีค่าธรรมเนียมด้วยเช่นกัน รูดฟรี ไม่มีชาร์จ 2.5% เรทถูกทุกสกุลเงินอีกด้วย เรียกได้ว่า ‘all free’ สมชื่อจริง ๆ แถมยังได้คะแนนสะสมเมื่อช็อปออนไลน์ด้วย

ด้วยความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกยุคปัจจุบัน ผู้คนมากมายต่างต้องปรับตัวกันมากขึ้น ttb ได้ตระหนักถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดี และปรับเปลี่ยนรูปแบบของบัญชีเงินฝากให้มีประโยชน์มากกว่าเป็นช่องทางเก็บเงินเพียงอย่างเดียว แต่สามารถคุ้มครอง และยกระดับชีวิตได้ด้วย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการคนยุคนี้ได้อย่างแท้จริง

สำหรับผู้ที่สนใจเปิดบัญชีเงินฝาก ttb all free สามารถติดต่อได้ที่ ttb ทุกสาขา หรือหากเป็นลูกค้าเดิม สามารถเปิดบัญชีออนไลน์ ไม่ต้องไปธนาคารผ่านแอปพลิเคชัน ttb touch ได้ทันที พร้อมเลือกรับเดบิต ttb all free ได้ทั้งแบบบัตรจริง หรือ บัตรดิจิทัล (ฟรีค่าธรรมเนียมทั้งแรกเข้า และรายปี)

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.ttbbank.com/deposit-allfree/aomm

บทความนี้เป็น Advertorial

มรดกอาจไม่ได้มีไว้เพื่อลูกหลาน และการเก็บภาษีทรัพย์สินคนตายเพื่อลดช่องว่างทางสังคม

ทรัพย์สินที่คนเราทิ้งไว้หลังความตายสะท้อนถึงความสามารถในการหารายได้ พฤติกรรมการใช้จ่าย ตลอดจนการวางแผนการออมและการลงทุนในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ แน่นอนว่าคนรายได้สูงย่อมมีโอกาสในการออมและลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งมากกว่าคนรายได้น้อย แต่มูลค่าทรัพย์สินที่ตกทอดสู่ทายาทนั้นขึ้นอยู่กับความพอใจที่เจ้าของทรัพย์สินได้รับจากการใช้จ่ายในแต่ละช่วงเวลาด้วยเช่นกัน โดยเจ้าของทรัพย์สินพึงพอใจกับการเก็บเงินไว้ใช้จ่ายในอนาคตมากกว่าปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะส่งต่อความมั่งคั่งให้ทายาทได้มาก

นอกจากนี้ ความมั่งคั่งที่ตกทอดมาจากคนรุ่นก่อนถือเป็นทรัพยากรเริ่มต้นสำหรับการดำเนินชีวิตที่มีส่วนช่วยในการเลื่อนสถานะทางสังคมของคนรุ่นถัดไป ตัวอย่างเช่น ชาวจีนที่อพยพมายังประเทศไทยเมื่อร้อยกว่าปีก่อนเริ่มต้นจากการทำงานใช้แรงงาน เมื่อเก็บเงินได้ก็เปิดกิจการเป็นของตัวเอง ส่งต่อให้ลูกหลานดูแลและต่อยอดจนกลายเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้มหาศาล ท้ายที่สุดลูกหลานก็สามารถเลื่อนสถานะจากชนชั้นแรงงานขึ้นมาเป็นนายทุนที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน

อะไรคือแรงจูงใจให้คนเราทิ้งทรัพย์สินไว้หลังความตาย?

ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่ใช้คำนวณหาระดับการใช้จ่ายและการออมที่เหมาะสมมักสมมติให้คนเราใช้ทรัพย์สินทั้งหมดที่หามาได้ก่อนตาย หรือพูดง่าย ๆ คือเงินหมดปุ๊บก็ตายทันที แต่ในความเป็นจริงคนเราอาจมีแรงจูงใจดังต่อไปนี้อย่างน้อยหนึ่งประการ ซึ่งทำให้ทรัพย์สินบางส่วนยังหลงเหลืออยู่ แม้ตัวจะตายไปแล้วก็ตาม

  1. ความไม่แน่นอน (uncertainty) : คนเราไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่าตัวเองจะตายตอนไหน ยกเว้นบางกรณี เช่น เจ็บป่วยด้วยโรคร้าย ซึ่งแพทย์อาจแจ้งให้ผู้ป่วยทราบว่าตัวเองเหลือเวลาในชีวิตอีกนานแค่ไหน ขณะเดียวกันเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าช่วยให้คนอายุยืนขึ้น ดังนั้น หนทางในการลดความเสี่ยงที่เงินจะไม่พอใช้ตอนแก่ก็คือการทำงานหนักเพื่อเพิ่มพูนความมั่งคั่งให้ตัวเอง หากเจ้าของทรัพย์สินตายเร็ว ทรัพย์สินส่วนที่ใช้ไม่หมดค่อยมอบเป็นมรดกให้ทายาท ทำให้ทายาทประเมินได้ยากว่าทรัพย์สินส่วนไหนที่เจ้าของตั้งใจเก็บไว้เป็นเงินออมเผื่อฉุกเฉินและส่วนไหนที่ตนจะได้รับเป็นมรดก
  2. ความเห็นอกเห็นใจ (altruism) : แรงจูงใจนี้มักเกิดขึ้นกับคนในครอบครัว เช่น พ่อแม่ที่กังวลว่าลูกจะใช้ชีวิตลำบากหลังจากที่ตัวเองตาย จึงวางแผนที่จะยกทรัพย์สินบางส่วนให้ลูก ความเห็นอกเห็นใจส่งผลให้เจ้าของทรัพย์สินต้องทำงานหนัก เช่นเดียวกับแรงจูงใจที่เกิดจากความไม่แน่นอน แต่ต่างกันตรงที่เจตนาของการสร้างความมั่งคั่งถูกระบุไว้ตั้งแต่ก่อนตายว่าเพื่อมอบให้แก่ทายาท โดยอาจบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรที่มีผลทางกฎหมาย เช่น พินัยกรรมที่ระบุมูลค่าของทรัพย์สินที่แบ่งให้ทายาทแต่ละคน เพื่อให้มั่นใจว่าทายาทจะได้รับมรดกตามที่เจ้าของทรัพย์สินตั้งใจไว้ และช่วยป้องกันการทะเลาะวิวาทกันในกลุ่มทายาท
  3. การแลกเปลี่ยน (exchange) : เจ้าของทรัพย์สินบางคนคาดหวังว่าตัวเองจะมีคนมาดูแลในยามแก่ แลกกับการมอบทรัพย์สินบางส่วนให้เป็นการตอบแทน ซึ่งฟังดูสอดคล้องกับวัฒนธรรมแบบเอเชียที่นิยมอยู่กันแบบครอบครัวใหญ่ที่ประกอบด้วยสมาชิกหลายช่วงอายุ โดยเด็ก ๆ มีหน้าที่ดูแลผู้ใหญ่ในครอบครัว ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับบางครอบครัว การพาผู้สูงอายุไปฝากไว้ที่บ้านพักคนชราอาจสร้างความรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้ง โดยผลสำรวจความต้องการของผู้สูงอายุไทยในปี 2566 ที่จัดทำโดยนิด้าโพลพบว่าผู้สูงอายุราว 53% ระบุว่าสถาบันครอบครัวคือผู้ที่เหมาะสมในการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าเจ้าของทรัพย์สินที่มีแรงจูงใจเช่นนี้อาจเลือกที่จะเกษียณอายุก่อนกำหนด (early retirement) เพื่อมารับการดูแลจากลูกหลาน

อย่างไรก็ตาม หากมองเป็นภาพรวมในระดับประเทศ การคำนวณสัดส่วนของทรัพย์สินที่คนรุ่นหนึ่งจะส่งต่อให้คนรุ่นถัดไปสามารถทำได้ยาก โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ข้อมูลจากแบบสำรวจต่าง ๆ ที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอ อีกทั้งยังมี
ข้อถกเถียงกันในเรื่องของวิธีการคำนวณที่เหมาะสม แต่ก็มีนักวิจัยหลายท่านในต่างประเทศพยายามคำนวณตัวเลขดังกล่าว เพื่อใช้ประกอบการทำนโยบายการจัดเก็บภาษีมรดก ซึ่งเป็นเครื่องมือหนึ่งในการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมให้แก่สังคม 

เมื่อการรับมรดกมีต้นทุนที่ต้องจ่าย : ย้อนดูผลการจัดเก็บภาษีมรดกของไทยตลอด 7 ปีที่ผ่านมา

ประเทศไทยมีแนวคิดให้ผู้รับมรดกต้องชำระภาษีให้รัฐมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 7 โดยมีการตราพระราชบัญญัติอากรมรดกและการรับมรดก พุทธศักราช 2476 แต่บังคับใช้ได้เพียง 11 ปีก็ถูกยกเลิก เนื่องจากมีเสียงคัดค้านจากกลุ่มคนที่มีฐานะร่ำรวยที่เห็นว่าการชำระภาษีเป็นภาระที่หนักเกินไป อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ปี 2559 เป็นต้นมา รัฐบาลไทยกลับมาเรียกเก็บภาษีจากผู้รับมรดกอีกครั้ง โดยเรียกเก็บจากเฉพาะส่วนที่มีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาทในอัตรา 10% หรืออัตรา 5% ในกรณีที่ผู้ได้รับมรดกเป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดาน

หลายท่านอาจกำลังสงสัยว่าเกณฑ์การเรียกเก็บภาษีมรดกของไทยในปัจจุบันนั้นถือว่าสูงหรือต่ำ ซึ่งคงต้องตอบด้วยการเปรียบเทียบกับประเทศอื่นที่มีการจัดเก็บภาษีมรดกเช่นกัน โดยพบว่าเกณฑ์ของประเทศไทยผ่อนผันมากกว่าเกณฑ์ของประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศ เช่น สหราชอาณาจักรที่เรียกเก็บภาษีมรดกจากส่วนที่มีมูลค่าเกิน 325,000 ปอนด์ หรือประมาณ 14 ล้านบาท ยกเว้นการให้มรดกที่เป็นบ้านแก่ลูกหลาน ซึ่งอนุญาตให้ชำระภาษีเฉพาะส่วนที่มีมูลค่าเกิน 500,000 ปอนด์ หรือประมาณ 21 ล้านบาท โดยเรียกเก็บอัตราภาษีในอัตราเดียวที่ 40% 

เกณฑ์การเรียกเก็บภาษีมรดกของไทยที่ผ่อนผันมากกว่าหลายประเทศส่งผลให้ในปีงบประมาณ 2565 รัฐบาลไทยมีรายได้จากภาษีมรดกเพียง 474 ล้านบาท คิดเป็น 0.02% ของรายได้จัดเก็บทั้งหมด ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่ม OECD ซึ่งอยู่ที่ 0.5% ค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม เมื่อย้อนดูพัฒนาการตั้งแต่ปีงบประมาณ 2559 พบว่ารายได้จากภาษีมรดกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ยกเว้นในปี 2563 ที่มีการระบาดของ COVID-19 อย่างรุนแรง โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2566 รัฐบาลจัดเก็บภาษีมรดกไปแล้วถึง 455 ล้านบาท นับเป็นสัญญาณที่ดีของการนำนโยบายการจัดเก็บภาษีมรดกมาใช้ลดความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย

สิ่งที่ผู้เขียนอยากฝากไว้เป็นประเด็นให้ผู้อ่านทุกท่านนำไปขบคิดคือแม้ว่าแนวคิดการจัดเก็บภาษีมรดกจะได้รับการยอมรับจากหลายประเทศในฐานะเครื่องมือที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ แต่ก็เป็นเพียงหนทางที่ทำให้ภาครัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น การลดความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืนยังต้องคำนึงถึงแนวทางการใช้จ่ายของภาครัฐ ซึ่งควรมุ่งเน้นที่การลงทุนในโครงการที่คนจนจะได้ประโยชน์ มิใช่ลงทุนเฉพาะโครงการที่เอื้อประโยชน์แก่กลุ่มคนรวยด้วยกันเอง

———————————–

บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย

ผู้เขียน : พิรญาณ์ รณภาพ

เศรษฐกรอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย

อ้างอิง

  • งานศึกษาเรื่อง Bequest Motives: A Comparison of Sweden and the United States โดย John Laitner และ Henry Ohlsson [Link]
  • งานศึกษาเรื่อง Inheritance Taxation in OECD Countries โดย OECD [Link]
  • บทความเรื่อง ภาษีมรดกกับการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย โดย อริยพร โพธิใส [Link]
  • ผลสำรวจความคิดเห็นเรื่อง ใคร? ควรดูแลผู้สูงอายุไทยให้อยู่ดีมีสุข ปี 2566 โดย นิด้าโพล [Link]
  • รายละเอียดเกี่ยวกับภาษีมรดกของไทย จาก website ของกรมสรรพากร [Link]
  • รายละเอียดเกี่ยวกับภาษีมรดกของสหราชอาณาจักร จาก website ของรัฐบาลสหราชอาณาจักร [Link]
  • ข้อมูลผลการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลไทย จาก website ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง [Link]

ภาพสะท้อนซีรีส์ Beef จาก Netflix ความเกรี้ยวกราด ชนชั้นและความไม่เท่าเทียมที่กัดกินสังคมในปัจจุบัน

[Spolier Alert : บทความนี้จะมีการพูดถึงเนื้อหาของซีรีส์ Beef จาก ​Netflix]

อากาศว่าร้อนแล้ว แต่ตอนนี้ Beef บน Netflix อาจจะเป็นซีรีส์ที่ร้อนแรงและเกรี้ยวกราดยิ่งกว่า รีวิวจากหลาย ๆ แห่งล้วนชมเป็นเสียงเดียวกันว่ามันทำออกมาได้อย่างน่าติดตามและดาร์คแบบดำดิ่ง (Rotten Tomatoes 98%, IMDB 8.3/10) จนทำให้ตอนท้าย ๆ ของซีรีส์ผู้ชมจะอดถามตัวเองไม่ได้เลยว่า “เฮ้ยยย…มันมาถึงจุดนี้ยังไงวะ จากแค่ชูนิ้วกลางให้กันในที่จอดรถ ชีวิตมันสามารถหลุดศูนย์และฉิบหายวายป่วงได้ขนาดนี้เลยเหรอ?”

จริงอยู่แม้ว่ามันว่าเรื่องราวและตัวละครจะเป็นสิ่งที่แต่งตั้งสมมุติขึ้นเท่านั้น แต่ด้วยอารมณ์และการตอบสนองกับ ‘สถานการณ์’ ที่เกิดขึ้นในเรื่องก็ทำให้เชื่อได้ไม่ยากว่าหายนะที่เกิดขึ้นนั้นมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้จริง ๆ

สำหรับคนดูตัวอย่างแต่ยังไม่ได้ดูซีรีส์เต็ม ๆ อาจจะคาดเดาว่าเนื้อเรื่องอาจจะเป็นการพูดถึงวัฒนธรรมหรือเชื้อชาติเป็นส่วนใหญ่เพราะในเรื่องตัวละครหลัก ๆ ส่วนใหญ่เป็นเอเชียแทบทั้งหมด ตรงนี้ก็มีความจริงอยู่บ้างและมีการพูดถึงเรื่องนี้ประปรายตลอดทั้งเรื่อง แต่ประเด็นที่สำคัญของเรื่องนี้สำหรับคนที่ได้ดูแล้วจะพบว่ามันกว้างกว่านั้นมาก มากกว่าแค่เชื้อชาติหรือสีผิว หรือต้นตระกูลแห่งความเป็นเอเชียนอเมริกันซะอีก

Beef เป็นซีรีส์ที่สะท้อนถึงความไม่เท่าเทียม ความสุดโต่งสุดขั้ว และแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ซึ่งนี่เป็นประเด็นที่ไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียในเรื่องเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทุก ๆ คนบนโลกใบในยุคสมัยนี้ ไม่ว่าจะเป็นอเมริกัน ยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไทย หรือใครก็ตาม แก่นสารสำคัญของเรื่องราวที่เกิดขึ้นคือด้านมืดอันเลวร้ายที่ปะทุขึ้นทั่วโลกที่เกิดขึ้นจากความเกรี้ยวกราด การแบ่งชนชั้นและความไม่เท่าเทียมที่กัดกินสังคมในปัจจุบัน (ซึ่งสำหรับคนที่ชอบหนังเรื่อง Parasite ก็น่าจะพอเห็นภาพที่คล้ายคลึงกัน)

เรื่องเกิดเพราะนิ้วกลาง

ซีรีส์แนวตลก-ดราม่า เสียดสีสังคม เรื่องนี้มีทั้งหมด 10 ตอน (เชื่อว่าดูแล้วจะหยุดยาก) ถูกสร้างโดย ลีซองจิน (Lee Sung Jin) และแสดงโดย สตีเว่น เหยิน (Steven Yeun – ที่โด่งดังจาก The Walking Dead) ในบทแดนนี่ โช (Danny Cho) และ นักแสดงมากความสามารถ อาลี หว่อง (Ali Wong) ในบทบาทดราม่าเรื่องแรกของเธอในฐานะ เอมี เลา (Amy Lau) และมีนักแสดงฝีมือดี ๆ สมทบอีกมากมาย

การปะทะกันระหว่างแดนนี้และเอมี่เกิดขึ้นที่ร้านขายอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ซ่อมแซมบ้าน เมื่อความโกรธของทั้งสองฝ่ายที่อัดอั้นอยู่ในตัวอยู่แล้วเกิดปะทุขึ้นมาพร้อม ๆ กัน เมื่อแดนนี่กำลังจะถอยรถ แล้วเอมี่ขับออกมาพอดีจนเกือบชน เอมี่ไม่พอใจกดแตรลากยาวชูนิ้วกลางใส่ แดนนี่ก็เดือดขับรถไล่บี้บนท้องถนน ซึ่งกลายเป็นต้นตอของความบาดหมางที่ยาวนานยืดเยื้อและสร้างความเสียหายให้กับหลายชีวิตที่อยู่รอบ ๆ ตัว

หลังจากเหตุการณ์นั้นเนื้อเรื่องก็ค่อย ๆ เปิดเผยปมของทั้งคู่ออกมาให้เราเข้าใจความโกรธที่ถูกกดเอาไว้มานานของทั้งคู่ให้เราได้เห็น แดนนี่เป็นผู้รับเหมาที่ได้รับแรงกดดันมากมายจากทั้งต้องดูแลน้องชาย หาเงินเพื่อพาพ่อแม่ที่อยู่ที่เกาหลีใต้กลับมาอเมริกา เงินไม่ค่อยมี ธุรกิจก็ไม่ดี ถึงขั้นพยายามปลิดชีวิตตัวเองแต่ก็ไม่สำเร็จ ส่วนเอมี่ก็พยายามปิดดีลการขายธุรกิจให้กับนายทุน ธุรกิจที่เธอปลุกปั้นมาหลายปีประความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่เธอต้องการขายเพื่อจะได้มีเวลาให้กับลูกสาวมากขึ้น นอกจากนั้นก็ดิ้นรนเพื่อจะเอาใจแม่สามีที่พยายามผลักดันสามีของเอมี่ให้เป็นศิลปินตามรอยเท้าพ่อของเขา (แม้จะไม่มีความสามารถอะไรนัก)

เรื่องราวก็ใหญ่โตขึ้นเรื่อย ๆ แม้ทั้งคู่จะมีความคล้ายคลึงกัน เป็นคนเอเชียเหมือนกัน เกิดมาในครอบครัวที่ไม่ได้มีเงินทองมากมาย ไม่มีความสุขในชีวิต กดดัน โกรธเกรี้ยว แต่เอมี่ปากกัดตีนถีบและทำได้ดีในหน้าที่การเงินและชีวิตจนได้แต่งงานกับสามีที่มาจากครอบครัวศิลปินชาวญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงและมีหน้ามีตาในสังคม ส่วนครอบครัวแดนนี่ต้องสูญเสียธุรกิจโรงแรมเล็ก ๆ ของพวกเขาไปเพราะไปเกี่ยวข้องกับของผิดกฎหมายที่เป็นของลูกพี่ลูกน้องแดนนี่ เส้นทางชีวิตของทั้งคู่เลยเริ่มแตกต่างกันออกไป

ความแตกต่างและความไม่เท่าเทียม

ด้วยช่องว่างระหว่างชนชั้นและสถานะทางสังคม เอมี่ต้องคอยเข้าสังคมชนชั้นสูง ทำตัว ‘สมบูรณ์แบบ’ ในทุก ๆ ด้าน ไม่สามารถแสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งนั่นยิ่งทำให้เธอรู้สึกโกรธมากขึ้นไปอีก ในขณะที่แดนนี้ก็พยายามหาเหตุผลว่าทำไมตัวเองถึงโกรธและไม่พอใจอยู่ตลอดเวลา

แม้ระหว่างทางจะมีเรื่องตัวตนและภูมิหลังของตัวละครเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เรื่อย ๆ แต่ประเด็นที่สะท้อนได้โดดเด่นมากที่สุดกลับเป็นเรื่องของความเป็นจริงทางด้านเศรษฐกิจ คนที่มีเงินกับคนที่ไม่มี กลายเป็นคำถามว่าคนอย่างเอมี่ซึ่งเป็นเหมือนคนที่หลุดพ้นออกไปจากความยากจนแล้วจะอยู่ตรงไหน ซีรีส์นี้นำเสนอความตึงเครียดและความขัดแย้งทางสังคมที่เกิดขึ้น ตัวละครจากชนชั้นทางสังคมและชาติพันธุ์ที่แตกต่างกันต้องใช้ชีวิตผ่านโลกที่เต็มไปด้วยความไม่เท่าเทียมที่ห่างกันขึ้นทุกที การแบ่งขั้วทางการเมือง และสงครามทางวัฒนธรรม

เรื่องราวของตัวละครแดนนี่กับเอมี่ชี้ให้เห็นว่าความสิ้นหวังกำลังผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายยอมรับความโดดเดี่ยวและสุดโต่ง การยอมรับว่ามีความคล้ายคลึงกับศัตรูที่อยู่ขั้วตรงข้ามเป็นเรื่องต้องห้าม ความเกลียดชังกลายเป็นเรื่องที่เราเห็นและรู้สึกได้ทั่วไปจนกลายเป็นความไม่พอใจที่ฝังอยู่ในคำพูดการกระทำและการตัดสินใจ การเลือกที่จะเห็นอกเห็นใจอีกฝ่ายถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในทุกวันนี้

เหยินให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร TIME ว่า

“เราโกรธจนถูกเหวี่ยงหลุดออกไปอีกฝั่ง แล้วคุณก็จะรู้ว่า ‘โอ้ว…ฉันก็เหมือนเธอเลย เรานั้นบุบสลายเช่นเดียวกัน”

ในช่วงท้าย ๆ ของซีรีส์เราจะเห็นว่าทั้งคู่เติบโตมาในครอบครัวเอเชียนที่บิดเบี้ยวกันคนละแบบ เอมี่ได้ยินพ่อกับแม่ของเธอทะเลาะกันและบอกว่าไม่ได้ตั้งใจจะมีเธอด้วยซ้ำ นอกจากนั้นแล้วยังแอบไปเห็นพ่อของเธอนอกใจแม่อีกด้วยแต่ก็เก็บเป็นความลับตลอดมา ส่วนแดนนี่ก็ถูกแกล้งที่โรงเรียน ได้ยินพ่อแม่เถียงกันเรื่องเงินและค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงลูกและปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น เอมี่เกลียดที่เธอกับพ่อแม่ไม่เคยคุยถึงความรู้สึกที่อยู่ข้างใน ส่วนแดนนี่ก็รู้สึกว่าตัวเองต้องรับผิดชอบแบกปัญหาของครอบครัวเอาไว้บนบ่า

เรื่องราวตอนจบของเรื่องนี้พาเราดำดิ่งไปสู่การตั้งคำถามว่าแล้วที่ผ่านมาทั้งหมดนี้ “เพื่ออะไรกัน” เราวิ่งตามสิ่งที่ดีกว่า สิ่งที่คิดว่าเป็นความฝัน ความต้องการ ไม่ว่าอะไรก็ตามเมื่อได้มาแล้วมันก็จะหายไป ทุกอย่างจะเลือนหายไปแล้วก็ต้องคอยเติมเข้าไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีวันจบสิ้น

ในกระบวนการทั้งหมดนี้เราพยายามปิดบังส่วนที่แย่ที่สุด ด้านมืดของสิ่งต่างๆเอาไว้ไม่ให้คนอื่นเห็น ทั้งที่ความจริงแล้วการยอมรับความไม่สมบูรณ์ของตัวเองและคนอื่น ๆ การได้เห็นว่าทุกคนก็ไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะชนชั้นไหน ไม่ว่าจะเป็นใคร ล้วนต่างมีเงาดำของอดีต มีความไม่สวยงามอยู่ในตัวของเราทุกคนนั่นแหละ

ไม่ว่าจะแดนนี่หรือเอมี่ การตัดสินใจที่แย่ ๆ จนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมมากมายตลอดทั้งเรื่อง เราก็จะได้เห็นว่า ทั้งคู่นั้นไม่ได้ดี…หรือแย่…ไม่ได้เป็นพ่อพระแม่พระ…และก็ไม่ได้เป็นผู้ร้ายไปซะทั้งหมด มีทั้งด้านดีและไม่ดี เหมือนอย่างเราทุกคน ในการสัมภาษณ์กับนิตยสาร TIME หว่องกล่าวว่า

“พวกเขาก็แค่มนุษย์ จังหวะและสถานการณ์ทำให้พวกเขาไปอยู่ตรงนั้น พวกเขาตัดสินใจและฉันก็ไม่สามารถตำหนิใครได้เลยทั้งหมด”

Time

Art’s Fuse

Rotten Tomatoes

Rolling Stone

คุณมีชีวิตที่ ’ร่ำรวย’ ได้และไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน : 5 บทเรียนจากซีรีส์การเงิน ‘How to Get Rich’ บน Netflix จาก รามิตร เศรษฐี

ใครบ้างไม่อยากรวย? ใคร ๆ ก็อยากรวยกันทั้งนั้นตราบใดที่เรายังต้องใช้ชีวิตที่หมุนรอบสังคมแห่งทุนนิยมไปที่ไหน/ทำอะไรล้วนต้องมีเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง

จริงอยู่ที่เราทุกคนคงอยากรวย แต่ รามิตร เศรษฐี (Ramit Sethi) เจ้าของหนังสือขายดี “ผมจะสอนให้คุณรวย” (ติดหนังสือขายดีของ The New York Times ด้วย) และผู้จัดรายการ “How to Get Rich” มินิซีรีส์การเงินที่เพิ่งเข้าฉายบน Netflix ตั้งคำถามว่า

“เมื่อได้ยินคำว่า ‘ร่ำรวย’ คุณคิดถึงอะไร?”

หลายคนอาจจะบอกว่าการได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน บางคนอาจจะบอกว่าไม่อยากรู้สึกผิดเวลาใช้เงินเพื่อซื้อของให้ตัวเอง บางคนอาจจะบอกว่ามันเป็นเรื่องง่าย ๆ อย่างการได้ใช้เวลากับลูก ได้ไปรับลูกที่โรงเรียน หรืออย่างการได้ไปเที่ยวปีละ 2-3 ครั้ง

เพราะฉะนั้น คำว่า ’รวย’ ของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน มันอยู่ที่ว่าเป้าหมายในชีวิตของคุณและสิ่งที่คุณให้ความสำคัญคืออะไร และสิ่งที่สำคัญที่สุดในการจะไปถึงจุดนั้นได้ ไม่ใช่เรื่องรายได้ ไม่ใช่เรื่องงานเสริม แต่เป็นการควบคุมเรื่องการเงินของคุณให้อยู่หมัด

เศรษฐีบอกว่าปรัชญาเรื่องการเงินของเขาคือ “ใช้เงินกับสิ่งที่คุณรัก และตัดค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อย่างไร้ความปรานี”

เรื่องการเงินเป็นสิ่งที่พูดง่ายแต่ทำยาก เป็นฉนวนปัญหาของบุคคลที่ทำให้ชีวิตเสียศูนย์และคนที่มีคู่มีครอบครัวก็ทราบดีว่ามันเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนในการพูดคุยกันเสมอ คู่รักหลายคู่แตกหักกันเพราะเรื่องเงิน ไม่ใช่แค่ความเห็นเรื่องเป้าหมายในชีวิตไม่ตรงกัน หรือการใช้จ่ายที่เกินตัวจนเรื้อรังเท่านั้น แต่ในหลายสถานการณ์ ครอบครัวที่สามีหรือภรรยาเป็นฝ่ายหาเงินเข้าบ้านเป็นหลัก คนรักอีกฝ่ายกลับรู้สึกว่าตัวเองถูกด้อยค่า ไม่มีความหมายในความสัมพันธ์และตัดสินใจอะไรไม่ได้เลย

มีงานวิจัยหลายชิ้นที่บอกว่าประเด็นที่ทำให้คู่รักเถียงกันมากที่สุดอย่างหนึ่งคือเรื่องเงินนี่แหละ ประมาณ 19% บอกว่ารู้สึกกังวลกับเรื่องนี้ในความสัมพันธ์ ส่วนอีก 13% บอกว่ามันคือประเด็นที่ทำให้ทะเลาะกันเป็นประจำเลยทีเดียว

สำหรับคนที่คุ้นเคยกับงานเขียนของเศรษฐีพอจะทราบดีว่านอกจากเรื่องวางแผนการใช้เงินอย่างเป็นระบบ จัดการหนี้ และมีเป้าหมายด้านการเงินในชีวิตแล้ว เขาเชื่อว่าการจะสร้างนิสัยใหม่ ๆ เรื่องการเงินเราต้องเข้าใจเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจต่าง ๆในชีวิต เป็นศาสตร์ของจิตวิทยาด้านการเงินที่ปรับแนวคิดเราสามารถควบคุมเรื่องนี้ได้จริง ๆ

ในซีรีส์นี้จะเป็นเรื่องราวของการที่เศรษฐีไปช่วยให้คำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องการเงินตลอด 6 สัปดาห์ วางแผนการใช้เงิน จ่ายหนี้ ออมเงิน และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการทำธุรกิจด้วย ให้กับทั้งคนโสด แม่ม่าย และคู่รัก ซึ่งแต่ละคนก็จะมีปัญหา เป้าหมาย และความท้าทายที่จะนำไปสู่ความ ‘รวย’ ของแต่ละคนแตกต่างกันออกไป

วิธีของเศรษฐีอาจจะแตกต่างจากคำแนะนำแบบดั้งเดิมสักหน่อย เขาจะไม่บอกให้งดกาแฟหรือสิ่งที่คุณรักออกจากชีวิต อย่างถ้าคุณรักกระเป๋าถือแบรนด์เนมคุณก็ซื้อได้ แต่สิ่งที่สิ่งที่เขาบอกคือ “ให้รู้ว่าเมื่อไหร่ที่คุณ ‘พร้อม’ จะซื้อ” มากกว่า เป็นการใช้หลักจิตวิทยา ไม่ใช่สร้างความกลัวในการใช้เงิน แต่ให้จัดเป้าหมายในชีวิตก่อนต่างหาก เขาบอกว่า

“คำแนะนำเรื่องเงินแบบดั้งเดิมเป็นเรื่องของการบอกว่า ‘ไม่’ : ไม่กินกาแฟ ไม่ไปเที่ยว ไม่ต้องสนุก ผมเชื่อว่าเรื่องเงินนั้นคือการบอกว่า “เยส” กับ ‘ชีวิตที่ร่ำรวย’ มากกว่า…เป็นการออมให้มากขึ้น ลงทุนให้มากขึ้น และใช้ให้มากขึ้นกับสิ่งที่คุณรัก”

ใครคือ ‘รามิตร เศรษฐี’

รามิตร เศรษฐี เติบโตในครอบครัวชนชั้นกลางในรัฐแคลิฟอร์เนีย เส้นทางด้านการเงินของเขาเริ่มต้นขึ้นตอนที่พยายามสมัครทุนการศึกษากว่า 60 แห่งเพื่อจะเข้าไปเรียนมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด แต่หลังจากที่ได้ทุนมาแล้วเขานำเงินตรงนั้นไปลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งต่อมาไม่นานเงินก็หายไปกว่าครึ่ง ความเสียหายครั้งนั้นกระตุ้นให้เขาเรียนรู้เกี่ยวกับเงินมากขึ้น แม้เขาจะเรียนด้านเทคโนโลยีและจิตวิทยาก็ตาม

หลังจากนั้นก็เริ่มแชร์ความรู้เกี่ยวกับเรื่องการเงินบนเว็บไซต์ของตัวเองชื่อว่า ‘iwillteachyoutoberich.com’ ขณะที่ยังเป็นเด็กมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดอยู่เลย และตอนนี้เขาก็เป็นโค้ชการเงิน ช่วยเหลือคนที่เข้ามาปรึกษาหลายหมื่นคนตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสิ่งที่เขาสอนก็ถูกสร้างออกมาเป็นหนังสือ คู่มือ และล่าสุดก็เป็นซีรีส์การเงินบน Netflix แล้ว

ส่วนตัวเขาเองตอนนี้ก็ประสบความสำเร็จด้านการเงินไม่น้อย มีมูลค่าทางทรัพย์สินราว ๆ 20-25 ล้านเหรียญ (690 – 860 ล้านบาท) ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่สร้างขึ้นมาด้วยตัวเองไม่ได้เป็นมรดกจากครอบครัว และถึงแม้เขาจะไม่ใช่ “ผู้จัดการด้านการเงิน” (Financial Planner) ที่เป็นอาชีพ แต่ความรู้เกี่ยวกับการเงินที่เขานำมาแชร์กับทุกคนนั้นมาจากการเรียนรู้อย่างหนักกับสถานการณ์จริง ๆ เป็นเหมือนจุดตรงกลางของจิตวิทยาและการเงิน ไม่ใช่แค่การวางแผนการเงินอย่างเดียว

ในซีรีส์เขาจะเริ่มจากการดูตัวเลขการเงินของแต่ละคน​​ (หนี้, รายได้, เงินเก็บ และ การจับจ่ายใช้สอย) แล้วหลังจากนั้นก็เริ่มคุยถึงที่มาที่ไป ครอบครัวเป็นยังไง ทำงานอะไร ฯลฯ เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับคนคนนั้นก่อนที่จะค่อย ๆ ปรับแนวคิดเรื่องการเงิน วางแผนการใช้จ่าย ให้ความรู้ จนช่วยทำให้ทุกคนก้าวผ่านปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการเงินในชีวิตไปได้ (ซึ่งหลังจากผ่านมาแล้วเป็นปีเศรษฐีก็ยังคอยติดตามข่าวสารของคนเหล่านี้ ส่งข้อความไปหาอยู่เรื่อย ๆ ด้วย)

สำหรับใครที่สนใจเกี่ยวกับเรื่องการเงิน อยากรู้วิธีจัดการหนี้สิน การตัดสินใจ หลักแนวคิดเกี่ยวกับการเงินให้ได้อย่างถูกต้อง ซีรีส์นี้ถือว่าทั้งสนุกและมีความรู้อัดแน่นมาก นอกจากนั้นแล้วยังมีด้านของความเป็นมนุษย์ มีดราม่า ทะเลาะ หัวเราะ ร้องไห้ ความเห็นอกเห็นใจ ที่ทำให้เรารู้สึกเกี่ยวโยงได้อยู่ตลอด

5 บทเรียนจากซีรีส์การเงิน ‘How to Get Rich’

1. เอาตัวเลขมาวางดูให้ชัดเจน

การ ‘คาดเดา’ หรือ ‘คิดว่า’ นั้นไม่ได้ช่วยอะไรเลยเมื่อคุณอยากรู้ว่าเงินไปอยู่ตรงไหนหมด ไปใช้จ่ายกับอะไรบ้าง ในซีรีส์จะเห็นตลอดว่าเศรษฐีจะเอาตัวเลขจริง ๆ มาคุย แม้บางครั้งมันอาจจะไม่ค่อยสวยงามก็ตาม เขาบอกว่า

“ผมเรียนรู้ว่าถ้าคุณน่าเชื่อถือ พวกเขาก็บอกคุณทุกอย่าง ลืมไปเลยว่ามีกล้องอยู่ตรงนั้น มันเป็นเรื่องน่าตกใจที่น่ายินดีที่เห็นทุกคนเปิดอกพูดความจริง”

ซึ่งเราก็จะเห็นว่าในซีรีส์นี้จะมีเรื่องราวของแม่ม่ายที่ใช้เงินปีละ 500,000 เหรียญ (ราว 17 ล้านบาท) ในการช้อปปิ้งซื้อของ โดยที่สิ้นเดือนเงินในบัญชีออมเหลืออยู่ไม่ถึง 5 เหรียญ (170 บาท) บางคนทานข้าวเที่ยงเดือนละ 2,000 เหรียญ (เกือบ 70,000 บาท) บางคนซื้อเกมออนไลน์เดือนละ 500-600 เหรียญ (ประมาณ 17,000 – 20,000 บาท) ทั้ง ๆ ที่มีหนี้ก้อนโตและอยากซื้อบ้าน

สิ่งเหล่านี้ถูกหยิบขึ้นมาคุย เรื่องเงินแม้มันจะเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน และหลายต่อหลายครั้งเรารู้ว่าสิ่งที่เราทำนั้นไม่ดี (อย่างการกดเงินบัตรเครดิตมาใช้) แต่เราก็ยังทำ เพราะฉะนั้นเริ่มต้นคือเอาตัวเลขมากางแล้วหาให้เจอว่าเงินเข้าออกไปอยู่ตรงไหนบ้าง

2. ระวังกับดักเรื่องการเงินที่สร้างโดยอุตสาหกรรมการเงิน

หลายครั้งในซีรีส์นี้เศรษฐีพยายามบอกว่าเรื่องการเงินนั้นเราสามารถจัดการเองได้ หลายคนกลัวหรือกังวลเพราะได้ยินมาตลอดว่ามันเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญดูแล ต้องมีผู้แนะนำทางการเงินที่คอยมาให้คำแนะนำและเก็บเงินคุณตลอด แม้ตัวเขาเองจะไม่ได้ต่อต้านผู้จัดการด้านการเงิน แต่เขาแนะนำว่าสิ่งที่เราควรทำคือการจ่ายเป็นรายชั่วโมงที่ทำงาน มากกว่าจะแบ่งเป็น เปอร์เซ็นต์การดูแลจัดการเงิน

ยกตัวอย่างเช่นคนหนึ่งในรายการมีเงินจากการขายบ้านหลัก 60-70 ล้านบาท ก็จะจ้างผู้จัดการด้านการเงินมาดูแลเงินก้อนนี้ซึ่งจะเก็บเงินปีละ 1% ของเงินที่ดูแล/ปี นั่นหมายความว่าปีหนึ่งต้องจ่ายให้ผู้จัดการคนนี้ดูแลเรื่องเงินกว่า 6-7 แสนบาท ซึ่งเศรษฐีบอกว่าไม่คุ้มเลย จ้างเป็นรายชั่วโมง ให้งานไปทำแล้วก็จ่ายตามจริงดีกว่า

3. ดูว่าเกิดอะไรขึ้นจริง ๆ

เมื่อเศรษฐีต้องการปรับนิสัยเรื่องการเงินของใครก็ตาม เขาไม่ได้เอากราฟหรือตัวเลขต่าง ๆ มาโชว์ สิ่งที่เขาทำคือการตั้งคำถามและค่อย ๆ แกะดูว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมาจากอะไร มีอะไรอยู่ข้างหลังบ้าง

เขาบอกว่า “ถ้าอีกฝ่ายบอกว่าใช้เงิน 5,000 เหรียญเพื่อซื้อเสื้อผ้า ผมก็จะถามและบอกพวกเขาว่าผมชอบซื้อของช้อปปิ้งเหมือนกัน แล้วก็จะถามต่อว่าคุณคิดว่ามันเกิดจากอะไรล่ะ?”

คนส่วนใหญ่จะไม่เคยถูกถามแบบนี้เกี่ยวกับเรื่องเงินและมันก็เหมือนปลดล็อกบางอย่างที่อยู่ข้างในว่าคุณค่าของแต่ละคนเกี่ยวกับเรื่องเงินนั้นมาจากไหน พวกเขาเริ่มเห็นจุดเชื่อมต่อว่าเพราะแบบนี้ เราจึงตัดสินใจทำแบบนั้น ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญมาก ๆ

4. แม้จะต่างกัน แต่ทุกคนมีปัญหาการเงินเหมือนกัน

ในซีรีส์นี้เราจะเห็นคนที่ขับรถหรู ซื้อของช้อปปิ้งรายวัน เราจะเห็นคนที่เป็นคู่รักผิวสี เราจะเห็นคนโสดที่ใช้เงินมากมายเพื่อเลี้ยงดูน้องหมา ฯลฯ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามทุกคนล้วนมีปัญหาเรื่องเงินด้านใดด้านหนึ่งด้วยกันทั้งสิ้น ใช้เงินเยอะไป หาได้น้อยเกิน ไม่เข้าใจเป้าหมายใหญ่ในชีวิต ฯลฯ

ข้อดีของซีรีส์นี้คือการที่มีกลุ่มคนที่หลากหลายนี่แหละ ทำให้เราเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นใคร ชาติไหน ผิวสีไหน อายุเท่าไหร่ อยู่ในเมืองไหน ทุกคนเจอปัญหาเช่นกัน และทุกคนก็แก้ปัญหาได้และร่ำรวยได้ในแบบของตัวเอง

“การมีตัวแทนที่หลากหลายแบบนี้เป็นเรื่องที่ความสำคัญมาก ๆ คนร่ำรวยไม่จำเป็นต้องเป็นชายแก่ ๆ ใส่หมวกท็อปแฮ็ท คนร่ำรวยอาจจะอยู่ข้าง ๆ บ้าน คนร่ำรวยอาจจะเป็นคุณครูก็ได้”

5. ค้นหาชีวิตที่ ‘ร่ำรวย’ ของตัวเอง

เศรษฐีบอกว่า “เป้าหมายของผมไม่ใช่การทำให้คนอื่นดูโง่” ไม่ได้เป็นการบอกว่าการดื่มกาแฟหรือการไปกินข้าวข้างนอกหรือการไปเที่ยวเป็นสิ่งที่งี่เง่า แต่เป็นการขุดเข้าไปข้างในลึก ๆ เพื่อเข้าใจเหตุผลทางจิตวิทยาว่าความรู้สึกของคุณส่งผลต่อการตัดสินใจด้านการเงินยังไงบ้าง

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเศรษฐีจะถามทุกคนให้นิยาม ‘ชีวิตที่ร่ำรวย’ ของตัวเองขึ้นมาก่อน ซึ่งก็แต่ละคนก็ต่างกันออกไป บางคนบอกว่าอยากมีบ้าน บางคนบอกอยากไปทานอาหารที่ร้านโดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องราคาบนเมนูอาหาร บางคนบอกคือเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือแม้แต่ช่วยให้พ่อแม่เกษียณอายุ ไม่ต้องทำงานแล้ว สำหรับส่วนตัวของเศรษฐีเองเขาเคยทวีตเอาไว้ติดตลกว่า ชีวิตที่ร่ำรวยของเขาคือการไม่ต้องซ่อมแซมบ้านด้วยตัวเองอีกต่อไป

เหตุผลที่เขาให้ทุกคนนิยามคำว่า ‘ร่ำรวย’ ของตัวเองก็เพราะเขารู้ดีไม่ว่าคุณจะพร้อมเปลี่ยนนิสัยทางการเงินหรือไม่ก็ตาม คุณต้องมีภาพที่ชัดเจนก่อนว่าคำว่า ‘ร่ำรวย’ หรือความสำเร็จของคุณนั้นเป็นยังไง ไม่ได้หมายความว่าคนที่มาออกรายการแล้วจะมีเงินเดือนเพิ่มขึ้นสองเท่าหรือร่ำรวยภายในเวลาเพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์ ความคาดหวังของเขาเกี่ยวกับซีรีส์นี้คือการได้เล่าเรื่องราวของแต่ละคนออกมา ให้คนที่ดูทราบว่าพวกเขาไม่ได้โดดเดี่ยวและไม่ว่าจะมีปัญหาอะไร ความหวังยังคงมีเสมอที่จะแก้ไขได้

“ผมได้เรียนรู้ว่าบางคนอยากจะเดินไปข้างหน้าสักก้าวหนึ่ง บางคนอาจจะไม่พร้อมจะเปลี่ยนเลยด้วยซ้ำ เราทุกคนเข้าใจดีถึงความรู้สึกอยากที่จะเปลี่ยนแต่มันยากกว่าที่คิด ถ้าเราสามารถบอกเล่าเรื่องราวนั้นได้ มันเป็นเรื่องที่สวยงามมาก”

ทุกคนมีชีวิตที่ร่ำรวยได้และไม่จำเป็นต้องเหมือนกันด้วย

=======

Market Watch

Entrepreneur

CNBC

Twitter

ดีกว่า แพงกว่า แต่ได้มาก็ไม่ได้มีความสุขมากกว่า เข้าใจ Distinction Bias อคติความคิดที่ทำให้เราตัดสินใจแย่ ๆ ในชีวิต

ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะพนักงานที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ Macbook Pro ทำได้ดี หรือว่าหน้าจอที่สว่างและสดใสของมันทำให้ผมเริ่มลังเลและหวั่นไหวกับทางเลือกที่คิดมาตั้งแต่บ้านว่าจะซื้อ Macbook Air ซึ่งราคาอยู่ในงบ 30,000 บาท ที่ตั้งไว้และเหมาะสมกับการใช้งานมากกว่า

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อปีก่อนระหว่างที่ผมยืนอยู่ในร้านขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อตัดสินใจซื้อแล็ปท็อปเครื่องใหม่ หลังจากเก็บเงินมาหลายเดือนจนสามารถซื้อได้ เดินเข้าไปในร้านพร้อมความมั่นใจ จนกระทั่งเห็นตัว Pro วางอยู่ข้าง ๆ ราคาแพงกว่าไม่น้อย แต่หน้าจอมันใหญ่กว่า สว่างกว่า สีก็ดูเหมือนสดสวยกว่าด้วย

พนักงานของร้านให้ข้อมูลเปรียบเทียบระหว่างว่างสองรุ่นได้เป็นอย่างดี จนเริ่มตั้งคำถามกับการตัดสินใจของตัวเอง จะซื้อรุ่น Air ราคา 30,000 บาท ตามงบตามเงินที่เก็บมา ใช้ทำงานพิมพ์งาน ดูยูทูบ เล่นเน็ตทั่วไป หรือจะเพิ่มเงินซื้อเครื่องที่แพงกว่า ยอมเป็นหนี้จะเป็นตัวจบไปเลยดีนะ ทำได้ทุกอย่างตั้งแต่ตัดต่อวิดีโอ ทำภาพกราฟิกต่าง ๆ นานาแบบลื่นไหลไม่ต้องกังวล ใช้ไปเลยยาว ๆ อีก 10 ปี?

บัตรเครดิตในมือสั่น ตามองภาพหน้าจอของเครื่องรุ่นที่แพงว่ามันสวยเหลือเกิน แต่ขณะเดียวกันสมองฝั่งเหตุผลตบความจริงกลับเข้ามาในหัว “เฮ้ยยย…มึงมีงบ 30,000 นะ? จำไม่ได้เหรอ?”

สุดท้ายผมก็ตัดสินใจซื้อเครื่องที่ถูกกว่าด้วยเงินสดที่เก็บมา คิดไว้ในหัวเตรียมตัวพร้อมรับความรู้สึกหดหู่เมื่อไปถึงบ้านแกะกล่องออกมาใช้งานละกัน

สิ่งที่น่าสนใจ (และแปลกใจ) ก็คือว่าตอนที่ผมแกะกล่องแล้วหยิบแล็ปท็อปเครื่องใหม่ออกมาใช้ ก็รู้สึกว่ามันก็ดีนะ มันดีมากด้วย หน้าจอก็สว่าง สีก็สด เร็วด้วย พอมาถึงตอนนี้ก็เริ่มจำเหตุผลไม่ได้แล้วว่าทำไมถึงอยากได้รุ่นโปรที่ราคาแพงกว่ากันแน่ในตอนนั้น

เกิดอะไรขึ้นกับบ้านกับร้าน?

เนียร์ อียาล (Nir Eyal) นักเขียนหนังสือชื่อดังอย่าง Hooked และ Indistracable อธิบายว่านี่คือตัวอย่างของอคติทางความคิดที่ชื่อว่า “Distinction Bias” หรือ “ความเอนเอียงโดยทำให้ต่าง” ซึ่งมีแนวโน้มที่จะให้คุณค่ามากเกินไปกับผลกระทบของความแตกต่างเชิงปริมาณเพียงเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบตัวเลือกที่อยู่ด้วยกัน

พูดอีกอย่างหนึ่งคือสภาพแวดล้อมที่ร้านและบ้านทำให้เราอยู่คนละโหมดของความคิด ที่ร้านเราจะอยู่ในโหมดเปรียบเทียบ เทียบระหว่างรุ่นเล็กกับรุ่นใหญ่ รุ่นเก่ากับรุ่นใหม่ อันนี้มากกว่า อันนั้นน้อยกว่า แต่พออยู่ที่บ้านผมก็เหลือแล็ปท็อปเพียงแค่เครื่องเดียว ไม่มีตัวเปรียบเทียบ เราก็ตกอยู่ในโหมดประสบการณ์ที่ใช้งานจริง ๆ เท่านั้น

มีการทดลองเกี่ยวกับเรื่องนี้ครับ

ทางเลือกที่ 1 : คุณจะได้รับช็อกโกแลต 1 ชิ้น ถ้าคุณคิดถึงช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จในชีวิต

ทางเลือกที่ 2 : คุณจะได้รับช็อกโกแลต 3 ชิ้น ถ้าคุณคิดถึงช่วงเวลาที่ล้มเหลวในชีวิต

คุณจะเลือกทางไหน?

การทดลองครั้งนี้บอกว่า 2/3 จะเลือกทางเลือกที่ 2 เพื่อให้ได้ช็อกโกแลตมากขึ้น เพราะได้มากกว่าต้องดีกว่าถูกไหม?​ ไม่ถูกซะทีเดียวครับ

แม้คนจะเลือกอย่างอิสระและมีความต้องการได้รับความสุขสูงสุดจากทางเลือกของตนเอง แต่ผู้ที่เลือกนึกถึงความทรงจำเชิงลบเพื่อให้ได้ช็อกโกแลตมากขึ้นกลับมีความสุขน้อยกว่าผู้ที่เลือกความทรงจำเชิงบวกแต่รับช็อกโกแลตน้อยกว่า

คุณอาจจะคิดว่าผลกระทบอาจเกิดจากการรู้สึกผิดที่กินช็อกโกแลตมากชิ้นกว่าแล้วทำให้อ้วนรึเปล่า นักวิจัยกลับพบว่าไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างสองกลุ่มเมื่อพูดถึงความรู้สึกเกี่ยวกับการกินช็อกโกแลตนี้เลย แล้วมันเกิดจากอะไรล่ะ?

สมองคนละโหมด

อียาลอธิบายว่ามนุษย์อยู่ในสองโหมดที่แตกต่างกัน โหมดแรกคือการเปรียบเทียบ ส่วนอีกโหมดหนึ่งคือประสบการณ์ที่ได้รับจริง ๆ เมื่อตัดสินใจอะไรสักอย่าง เราอยู่ในโหมดแรกที่เทียบนู่นนี่นั้นทุกอย่าง (เหมือนอย่างที่ผมอยู่ที่ร้านขายแล็ปท็อป) แต่เมื่อเราเลือกแล้วและได้รับประสบการณ์จากทางเลือกนั้นจริง ๆ เราก็อยู่ในโหมดที่สองนั่นเอง

ในโหมดการเปรียบเทียบ เราทำได้ดีในการตัดสินใจระหว่างความแตกต่างเชิงคุณภาพ ตัวอย่างเช่น เรารู้ว่างานที่น่าสนใจดีกว่างานน่าเบื่อ หรือถ้าทำงานที่เดินไปทำงานได้นั้นดีกว่าการต้องขับรถฝ่าการจราจรในชั่วโมงเร่งด่วนอย่างแน่นอน

ตอนที่ขอให้เลือกระหว่างทางเลือกที่ 1 และ 2 ในการทดลองช็อกโกแลต เชื่อว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ยากในการที่จะบอกว่าการนึกถึงเรื่องความสำเร็จนั้นจะทำให้รู้สึกดีกว่าความล้มเหลว แต่แล้วทำไมคนยังเลือกทางเลือกที่ 2 ล่ะ?​ แน่นอนครับ ก็เพราะมันได้ช็อกโกแลตเยอะกว่าและนั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้เราตัดสินใจผิดพลาดในชีวิต

มนุษย์ไม่ค่อยเก่งในการคาดว่าความแตกต่างเชิงปริมาณซึ่งเกี่ยวข้องกับตัวเลขส่งผลต่อความสุขมากแค่ไหน พูดอีกอย่างคือเราคิดว่าช็อกโกแลต 3 ชิ้นจะนำความสุขมาให้พวกเขา 3 เท่า แต่มันไม่ใช่แบบนั้นเลย

เราพลาดเหมือนกันในชีวิตจริง เราคิดว่าบ้านหลัง 120 ตารางเมตร จะทำให้เรามีความสุขมากกว่าบ้านหลัง 100 ตารางเมตร เราคิดว่างานที่ได้เงินเดือน 70,000 บาท จะทำให้เรามีความสุขมากกว่า 60,000 บาท ผมคิดว่าแล็ปท็อปที่หน้าจอใหญ่กว่านิดหน่อย เร็วและแรงกว่าจะทำให้มีความสุขมากกว่าแล็ปท็อปตามงบที่เตรียมมาและเพียงพอกับการใช้งานนั่นเอง

เรามักจะให้ความสำคัญกับความแตกต่างเชิงปริมาณเพียงเล็กน้อยและเลือกตัวเลือกที่จะไม่เพิ่มความสุขของเราอย่างแท้จริงในท้ายที่สุด

แล้วเราจะเอาชนะอคติตรงนี้ยังไงดี?

1. อย่าเปรียบเทียบออปชันข้าง ๆ กัน

เมื่อเราอยู่ในโหมดการเปรียบเทียบเรามักจะเสียเวลาไปกับการมองหา “ข้อแตกต่าง” ของสิ่งต่าง ๆ ปัญหามันเกิดตรงนี้แหละ เมื่อเราไปโฟกัสให้ความสำคัญกับความแตกต่างเชิงปริมาณที่ไม่สำคัญมากเกินไป ถ้าให้ดีพยายามหลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบสองตัวเลือกเแบบข้าง ๆ กันไปเลย

สิ่งที่เราทำได้คืออะไร? ใช้เวลากับตัวเลือกแต่ละอันแบบแยกกันเพื่อความยุติธรรมและการตัดสินใจที่ดีที่สุด ถ้าจะซื้อแล็ปท็อปอย่าเอาสองอันมาเทียบกัน ถ้าจะซื้อรถอย่าเอาสองคันมาเทียบกัน ถ้าจะซื้อมือถืออย่าเอาสองเครื่องมาเทียบกัน ฯลฯ ลองใช้เวลากับแต่ละทางเลือกให้มากที่สุด สิ่งที่คุณชอบและไม่ชอบ สร้างภาพจินตนาการเอาไว้ในหัวก่อนแล้วค่อย ๆ ดูไปทีละอย่าง

อย่างสมมุติแล็ปท็อปก็ได้ ดูว่าเราใช้ทำอะไรจริง ๆ พกพารึเปล่า ราคาเท่าไหร่ หน้าจอต้องใหญ่แค่ไหน ต้องแรงขนาดไหน ช่องเสียบอุปกรณ์ ไปจนถึงเรื่องอื่น ๆ อย่าง การบริการหลังการขาย ค่าซ่อม ค่าอะไหล่ ฯลฯ อีกด้วย

เลือกแล็ปท็อปที่ตรงกับภาพในจินตนาการนั้นมากที่สุด พอแยกมองแบบนี้จะช่วยทำให้เราตัดสินใจได้ตรงกับความต้องการของเรามากขึ้น

2. รู้ก่อนเลยว่าอะไรที่ขาดไม่ได้ก่อนจะมองหาทางเลือก

ธุรกิจมากมายในท้องตลาดใช้อคติทางความคิดนี้เพื่อหลอกล่อให้เราจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อซื้อในสิ่งที่ไม่จำเป็นหรือก็ไม่ได้ทำให้เรามีความสุขมากยิ่งขึ้นเลย

ครั้งต่อไปปกป้องตัวเองโดยการเขียนเอาไว้เลยก็ได้ว่าสิ่งที่สำคัญจริง ๆ คืออะไรก่อนที่จะไปที่ร้าน สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ขาดไม่ได้เลยและทำไมต้องซื้อ เมื่อได้สิ่งที่ต้องการแล้วก็เลือกออปชันที่ราคาอยู่ในงบโดยไม่ต้องไปจ่ายเงินเพื่อเอาฟีเจอร์ที่เราไม่จำเป็นต้องมีหรือไม่มีก็ไม่เป็นไร

3. ปรับให้เหมาะสมสำหรับสิ่งที่คุณไม่คุ้นเคย

นักวิจัยเชื่อว่าเราตกเป็นเหยื่อของอคตินี้เพราะประเมินแนวโน้มของการกลับไปสู่ระดับความสุขพื้นฐานที่คุ้นเคยของเราเมื่อเวลาผ่านไปต่ำเกินไป — เรียกว่า “Hedonic Adaptation”

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่าแม้รายได้ที่สูงขึ้นหรือบ้านหลังใหญ่จะทำให้เราคิดว่าเราจะมีความสุขตลอดไป สุดท้ายก็ไม่ได้ทำให้เรามีความสุขได้นานนัก

ตามหลักการแล้ว ความสุขจะปรับกลับไปสู่สิ่งที่มั่นคงและแน่นอน เช่น รายได้ ขนาดบ้าน หรือคุณภาพของแล็ปท็อป สิ่งเหล่านี้ไม่เปลี่ยนแปลง ทุกวันก็เหมือนเดิม ดังนั้นคุณสามารถคาดหวังได้ว่าระดับความสุขของคุณจะลดลงไปเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป

ในทางกลับกัน เหตุการณ์เชิงบวกที่เกิดขึ้นไม่บ่อยหรือไม่แน่นอน เช่น เวลาที่มีคุณภาพกับเพื่อนๆ หรือการเดินทางบนท้องถนนที่น่าตื่นเต้น เกิดขึ้นเป็นระยะๆ เกินกว่าจะคุ้นเคยได้ การเพิ่มประสบการณ์ที่ยากต่อการปรับตัวให้คุ้นเคยในชีวิตของคุณจะสร้างความสุขที่ยืนยาวขึ้น

เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงต้นตอของเรื่องนี้ตั้งแต่สมัยมนุษย์ยุคแรกๆ เราอาศัยอยู่ในถ้ำหากินด้วยการหาของป่าล่าสัตว์ การเลือกผลไม้ที่สุกที่สุดบนต้นหรือสัตว์ที่นำมาเป็นอาหารก็ทำให้เราอยู่รอดชีวิตมาได้ แต่วันนี้เราอยู่ในสังคมที่ต่างออกไป วางแอปเปิล 2 ลูกไว้บนโต๊ะ สายพันธ์ุเดียวกัน แต่อีกลูกหนึ่งดูจะสดใหม่กว่า เราก็คิดว่าลูกนั้นจะทำให้เรามีความสุขมากกว่า แต่อันที่จริงแล้วถ้ามีลูกเดียว เราก็กินอย่างมีความสุขเช่นเดียวกัน

ให้เลือกสิ่งที่จะทำให้เรามีความสุขในระยะยาว เลือกงานที่จะทำให้เรามีเวลาอยู่กับครอบครัว ใช้เวลาไปเที่ยว และไม่ต้องเครียดเพราะการเดินทาง ดีกว่างานที่จะได้เงินเพิ่มเล็กน้อย แม้จะมีความสุขเล็กน้อยตอนได้เงิน แต่แป๊บเดียวมันก็จะหายไป ของหลายอย่าง ดีกว่า แพงกว่า แต่พอได้มาจริง ๆ ก็ไม่ได้มีความสุขมากกว่าเลย

Pocket

The Decision Lab

วอร์เรน บัฟเฟตต์เยือนญี่ปุ่นในรอบทศวรรษ ตอกย้ำความมั่นใจการถือครองหุ้น 6% ของ 5 บริษัทใหญ่ญี่ปุ่นมูลค่ากว่า 375,000 ล้านบาท

ช่วงนี้ใครก็ไปญี่ปุ่น ไม่เว้นแม้แต่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) มหาเศรษฐีนักลงทุนผู้ร่ำรวยอันดับ 5 ของโลกและผู้บริหารบริษัทลงทุนชื่อดังอย่างเบิร์กไชร์ แฮธาเวย์ (Berkshire Hathaway) ถึงแม้ว่าการไปเยือนของเขาไม่ใช่การท่องเที่ยวแต่เป็นการไปเยี่ยมชมและพูดคุยกับบริษัท 5 แห่งที่เบิร์กไชร์เข้าไปซื้อหุ้นตั้งแต่ช่วงปี 2020 ซะมากกว่า

การไปเยือนครั้งนี้เน้นย้ำให้เห็นว่าบัฟเฟตต์เริ่มมีการเทน้ำหนักในการลงทุนในตลาดต่างประเทศมากยิ่งขึ้น และญี่ปุ่นก็เป็นประเทศหนึ่งที่เขารู้สึกมั่นใจสำหรับอนาคตที่จะมาถึงด้วย โดยเขาให้สัมภาษณ์กับสื่อ Nikkei ว่า “แค่มาคุยเรื่องธุรกิจและเน้นย้ำเรื่องการสนับสนุนของเรา” ซึ่งคำพูดของบัฟเฟตต์ “อาจกระตุ้นให้นักลงทุนต่างชาติลงทุนในหุ้นญี่ปุ่น โดยเฉพาะหุ้นที่มีมูลค่า” ฮิโรชิ นามิโอกะ (Hiroshi Namioka) หัวหน้านักยุทธศาสตร์ของ T&D Asset Management กล่าวกับ Bloomberg

ในเดือนสิงหาคม 2020 เบิร์กไชร์ แฮธาเวย์เปิดเผยว่าได้เข้าซื้อหุ้นราว ๆ 5% ของแต่ละบริษัทการค้าชั้นนำ 5 อันดับแรกของญี่ปุ่นคือ : Itochu, Mitsubishi Corp., Mitsui& Co., Sumitomo Corp. และ Marubeni

ผ่านมาประมาณ 2 ปี ในเดือน 2022 เบิร์กไชร์ แฮธาเวย์ ได้เข้าไปลงทุนเพิ่มขึ้นอีก โดยประมาณ 1% ในแต่ละบริษัท ตามข้อมูลของ Reuters บอกว่าตอนนี้ถือ 6.59% ใน Mitsubishi Corp, 6.62% ใน Mitsui & Co. Ltd., 6.21% ใน Itochu Corp., 6.75% ใน Marubeni Corp. และ 6.57% ใน Sumitomo Corp และดูเหมือนว่าการมาเยือนญี่ปุ่นครั้งนี้บัฟเฟตต์อาจจะมองว่าเป็นโอกาสที่จะเรียนรู้และลงทุนในที่อื่น ๆ มากขึ้นด้วย โดยบัฟเฟตต์บอกกับ Nikkei ว่า เขา “ภูมิใจมากๆ” กับการลงทุนซึ่งมีมูลค่าประมาณ 11,000 ล้านเหรียญหรือประมาณ 375,000 ล้านบาท

บัฟเฟตต์กล่าวเสริมว่า “ขณะนี้ เราเป็นเจ้าของบริษัทลงทุนเพียงห้าแห่งเท่านั้น มีบางแห่งที่ผมยังคิดถึงอยู่” บอกเป็นนัยว่าการลงทุนอื่น ๆ ในบริษัทญี่ปุ่นไม่ใช่ปัญหา และกล่าวว่าการลงทุนในภูมิภาคนี้ “เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอยู่เสมอ”

ซึ่งหลังจากข่าวนี้ออกไปหุ้นของทั้ง 5 บริษัทก็พุ่งขึ้นเลยทันที

ทำไมบัฟเฟตต์ถึงสนใจหุ้นของ 5 บริษัทนี้ในญี่ปุ่น?

บัฟเฟตต์ซึ่งตอนนี้มีมูลค่าทางทรัพย์สินราว ๆ 3.7 ล้านล้านบาทตามรายงานของ ​Bloomberg บอกว่ามันต่อไปในอนาคตเขากับบริษัทต่าง ๆ ในญี่ปุ่นนั้นอาจจะพาร์ตเนอร์กันก็ได้ ลงทุนด้วยกันหรือทำงานร่วมกันบางอย่าง

“เราคิดว่ามันเป็นไปได้ที่จะเป็นพันธมิตรกับพวกเขาในบางจุดในอนาคตในข้อตกลงบางอย่าง เรายินดีมากหากใครก็ตามในห้าบริษัทนี้มาหาเราและบอกว่า ‘เรากำลังคิดที่จะทำบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก หรือเรากำลังจะซื้ออะไรบางอย่างและเราต้องการหุ้นส่วนหรืออะไรก็ตาม’”

ทั้ง 5 บริษัทที่บัฟเฟตต์ลงทุนนั้นล้วนเป็นบริษัทลงทุนเช่นเดียวกับ เบิร์กไชร์ แฮธาเวย์ (ในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า ‘sogo shosha’) โดยในพอร์ตก็จะมีตั้งแต่บริษัทด้านการแพทย์ สุขภาพ ทรัพยากรแร่ธาตุ ไปจนถึงอาหารเลยทีเดียว ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุผลหลักว่าทำไมบัฟเฟตต์ถึงให้ความสนใจบริษัทเหล่านี้อย่างมาก

“เรารู้สึกว่าบริษัททั้ง 5 แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงส่วนผสมของประเทศญี่ปุ่นเท่านั้นแต่รวมถึงทั่วโลกด้วย พวกเขามีความคล้ายคลึงกับเบิร์กไชร์มาก เพราะเป็นเจ้าของในส่วนต่าง ๆ มากมาย”

แม้ว่าบริษัทต่างๆ ทั่วโลกที่เรียกว่า ‘sogo shosha’ มักถูกมองว่าซับซ้อนเกินกว่าจะลงทุน ตัวอย่างเช่น Itoshu ลงทุนและค้าขายในอาหาร เครื่องแต่งกาย และการค้าปลีก Marubeni ในอาหาร อุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษ และพลังงาน; Mitsui ในด้านพลังงาน โลหะ และการดูแลสุขภาพ ซึ่งส่วนนี้แหละที่มีความคล้ายกับเบิร์กไชร์ที่ลงทุนในหุ้นอย่าง Apple, Bank of America, Chevron, Coca-Cola และ American Express

นอกจากเรื่องความคล้ายคลึงกันของรูปแบบบริษัทของบัฟเฟตต์และบริษัททั้ง 5 ในประเทศญี่ปุ่นแล้ว อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้บัฟเฟตต์มีแนวโน้มที่จะลงทุนเพิ่มคือบริษัทเหล่านี้เปิดรับแนวคิดการซื้อหุ้นคืนอีกด้วย

ลงทุนในตลาดต่างประเทศ

แม้ว่าเราจะเห็นว่าเบิร์กไชร์ แฮธาเวย์นั้นมีการลงทุนในตลาดต่างประเทศอยู่บ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นจีนหรือไต้หวัน แต่บัฟเฟตต์ก็เปิดเผยว่าตอนนี้ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์นั้นทำให้การลงทุนในตลาดต่างประเทศมีความยุ่งยากมากยิ่งขึ้น

เขากล่าวว่าความตึงเครียดแบบนี้คือปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เบิร์กไชร์ แฮธาเวย์ต้องถอนตัวขายหุ้นบริษัทผลิตชิปเจ้าใหญ่ของไต้หวันอย่าง TSMC ไปกว่า 85% ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะเพิ่งซื้อหุ้นไปราว ๆ 4 พันล้านเหรียญในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน ในปีเดียวกันก็ตาม

บัฟเฟตต์อธิบายว่าธุรกิจเหล่านี้มีการจัดการที่ดี แต่เสริมว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เป็น “ข้อพิจารณา” ในการถอนการลงทุน แต่กล่าวว่าท้ายที่สุดแล้วกองทุนของเขาสามารถหาที่ที่ดีกว่าที่จะนำเงินไปลงได้

ซึ่งการมาเยือนญี่ปุ่นครั้งนี้ทำให้เห็นว่าการลงทุนในต่างประเทศของบัฟเฟตต์และเบิร์กไชร์ แฮธาเวย์ยังเป็นสิ่งที่พวกเขาทำอยู่เป็นประจำ อย่างที่เคยกล่าวไปในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นในปี 2019 ที่บอกว่า

“มันเป็นความเย่อหยิ่งจองหองเกินไปสำหรับธุรกิจหรือคนอเมริกันใดก็ตามที่จะโอ้อวดว่าพวกเขา ‘ทำทุกอย่างเองทั้งหมด’ ชาวอเมริกันจะมั่งคั่งและปลอดภัยมากขึ้นหากทุกประเทศเจริญรุ่งเรือง ที่เบิร์กไชร์ แฮธาเวย์เราหวังที่จะลงทุนจำนวนมากในต่างประเทศด้วย”

======

อ้างอิง

Reuters

The Guardian

Nikkei

Business Insider

Reuters

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save