3 เหตุผลที่ควรให้ค่าขนมลูก จากหนังสือ “เลี้ยงลูกให้ใช้เงินเป็น”

ทักษะและความรู้เกี่ยวกับเรื่องการเงินนั้นถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นมากในโลกปัจจุบัน ปัญหาคือเรื่องบริหารจัดการเงินมักไม่ได้ถูกสอนในโลกเรียน หรือแม้แต่ที่บ้านเองพ่อแม่บางครั้งก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้และหวังเอาว่าพอเด็กโตขึ้นจะเรียนรู้ด้วยตัวเอง ซึ่งบางทีอาจจะสายเกินไปก็ได้

รายงานของเว็บไซต์ CNBC บอกว่าพ่อแม่กว่า 31% หรือเกือบ 1/3 นั้นไม่เคยคุยหรือสอนลูกเกี่ยวกับเรื่องเงินเลย และมีเพียง 15% เท่านั้นที่คุยกับลูกเรื่องความรับผิดชอบเรื่องการเงินทั้งในบ้านและชีวิตประจำวันมากกว่าหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งในรายงานนี้ก็ยังบอกอีกว่าเด็กที่มีความรู้เรื่องการบริหารจัดการเงินนั้นมีโอกาสที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องค่าเทอมและการใช้เงินช่วงมหาวิทยาลัยได้ดีกว่าเด็กคนอื่น ๆ ด้วย

เพราะฉะนั้นในชีวิตประจำวันหน้าที่ของพ่อแม่นอกจากจะดูแลลูกให้ปลอดภัยและเติบโตอย่างดีที่สุดแล้ว ยังต้องคอยสอนความรู้เรื่องการเงินเป็นประจำให้ลูกได้เตรียมพร้อมรับมือกับการใช้ชีวิตเมื่อโตขึ้นด้วย

วิธีเริ่มต้นที่ง่ายที่สุดก็มาจากเงินก้อนแรกที่เด็กส่วนใหญ่จะได้รับในชีวิตก็คือเงินค่าขนมนั่นเอง เงินตรงนี้มากน้อยแตกต่างกันไปตามสถานะของครอบครัวและความจำเป็น มันเป็นจำนวนเงินที่เด็กจะได้แน่นอน นำไปใช้จ่ายในเรื่องที่เราตกลงกันไว้แล้ว เราสามารถใช้มันเพื่อสร้างนิสัยทางการเงินที่ดีให้กับเด็ก ๆ ได้ด้วย และในหนังสือ “เลี้ยงลูกให้ใช้เงินเป็น” ก็บอกเหตุผล 3 ข้อที่เราควรให้ค่าขนมกับเด็ก ๆ อย่างสม่ำเสมอ

  1. เปิดโอกาสให้ทำผิดพลาดในขณะที่ผลเสียนั้นยังไม่ร้ายแรงมาก – ก็เหมือนการหัดขับรถในลานจอดรถโล่ง ๆ นั่นแหละครับ การให้เด็กใช้เงินซื้อของเล่นราคา 100 บาทแล้วเรียนรู้ว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดนั้นดีกว่าเขาควักเงินแสนเงินล้านเพื่อซื้อของที่ไม่จำเป็นเมื่อโตขึ้นมานั่นเอง
  2. สอนให้เด็กประเมินราคาของสิ่งของต่าง ๆ วางแผนว่าจะใช้เงินไปกับอะไรเมื่อมีของอย่างได้มากกว่าอย่างเดียว – สมมุติว่าถ้าลูกอยากไปดูหนังกับเพื่อนตั๋วใบละ 100 บาท แต่ดันใช้เงินค่าขนมของอาทิตย์นี้ไปหมดแล้วเพราะเอาไปซื้อของที่ไม่จำเป็น ครั้งต่อไปก็จะใช้เงินให้รอบคอบมากยิ่งขึ้น
  3. ทำให้เห็นคุณค่าของสิ่งที่ตัวเองซื้อ – สิ่งที่เราได้มาฟรี ๆ กับสิ่งที่เราต้องพยายามเก็บเงินหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือนเป็นปีเพื่อไปซื้อนั้นมีค่ามากกว่าของที่ได้มาฟรี ๆ อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อลูกเก็บเงินเพื่อไปซื้อของด้วยตัวเอง เขาก็จะเห็นคุณค่าของสิ่งที่ซื้อด้วยความอดออมของตัวเองด้วย

การให้ค่าขนมควรเริ่มให้เมื่อเขาพอจะเข้าใจว่าเงินสามารถนำไปซื้อของต่าง ๆ ได้ ปกติแล้วก็จะสัก 6-7 ขวบที่พอจะเริ่มให้ได้ บางโรงเรียนเด็ก ๆ ก็สามารถเอาเงินไปซื้อขนมได้ แต่ถ้าเป็นโรงเรียนที่ทุกอย่างรวมในนั้นหมดแล้ว เงินค่าขนมเหล่านี้เด็ก ๆ ก็สามารถเก็บออมสำหรับเอาไว้ใช้ซื้อของที่ตัวเองอยากได้

สิ่งจำเป็นอีกอย่างหนึ่งคือการบอกความคาดหวังของคุณว่าลูกจะใช้เงินนี้ยังไงด้วย ไม่ได้หมายความว่าต้องบอกเขาว่าซื้ออะไร แต่เพียงแนะนำว่า ‘ควร’ ใช้มันยังไง อาจจะบอกวิธีการจัดสรรเงินเบื้องต้นเช่น 10 บาท ควรแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ใช้สูตร 7-2-1 ก็ได้

7 บาท เอาไป “ใช้” ซื้อของทั่วไป อาหาร เครื่องดื่ม ขนมทั่วไปที่อยากกินในชีวิตประจำวัน
2 บาท เก็บไว้ซื้อของที่ตัวเองอยากได้ “ออม” เรื่อย ๆ เพื่อให้มันเป็นก้อนก่อนจะเอาไปซื้อรองเท้าคู่ใหม่ กล่องดินสอ หรืออะไรก็ตาม
1 บาท “ปัน” เอาไว้เพื่อเป็นเงินสำหรับฉุกเฉิน อาจจะซื้อของขวัญวันเกิดให้เพื่อนหรือบางทีจำเป็นต้องใช้เงินสำหรับบริจาคในงานของโรงเรียน

เทคนิคหนึ่งที่ในหนังสือแนะนำคือแบ่งกระปุกหมูออกเป็นสามใบแล้วก็เขียนติดหน้ากระปุกว่า “ใช้” “ออม” และ “ปัน” ก็ได้ เพื่อให้เด็ก ๆ เข้าใจว่าเงินแต่ละส่วนนั้นใช้กับอะไรบ้าง หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ลองนำไปปรับใช้กันดูครับ

https://www.cnbc.com/2022/04/06/americans-think-parents-should-teach-kids-about-money-yet-many-dont.html

15 นิสัยทางการเงินสุดประหยัดของ ‘วอร์เรน บัฟเฟตต์’ ที่เราก็นำมาปรับใช้ในชีวิตได้เช่นกัน

วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) ได้ชื่อว่าเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งแห่งยุค หลักการลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investing) ที่เขาใช้เลือกธุรกิจนั้นสร้างมูลค่าทางทรัพย์สินให้เขาเป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกถึง 110,000 ล้านเหรียญ (ประมาณ 3.7 ล้านล้านบาท)

แต่นอกจากความสามารถในการเลือกลงทุนในธุรกิจและมองการณ์ไกลของเขาแล้ว นิสัยทางการเงินแบบสุดแสนประหยัด ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นคือตัวอย่างที่ดีของบัฟเฟตต์เช่นเดียวกัน แม้จะร่ำรวยมากขนาดไหน วิถีการใช้ชีวิตอย่างประหยัดของเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย ซึ่งเราก็สามารถนำมาปรับใช้เป็นแนวทางในชีวิตของเราได้เช่นเดียวกัน

1. เลือกอาชีพที่คุณรัก

บัฟเฟตต์เน้นย้ำเสมอถึงความสำคัญของการเลือกอาชีพที่คุณหลงใหล หลักการก็คือว่ามันมีแนวโน้มที่คุณจะทำงานได้ดีและมีรายได้ที่ดีเมื่อคุณรักในงานนั้น และมันจะช่วยให้คุณใช้จ่ายอย่างประหยัดมากขึ้น เพราะไม่ถูกล่อลวงให้ซื้อของตามแรงกระตุ้นเพื่อชดเชยการต้องไปทำงานที่ไม่มีความสุขแทน บัฟเฟตต์เคยบอกว่า

“ไม่มีซีอีโอคนไหนที่ดีกว่านี้แล้ว ผมเหมือนเต้นรำไปทำงานทุกวันเลย”

2. แต่งงานกับคนที่เห็นคุณค่าเรื่องการเงินเหมือนกับคุณ

บัฟเฟตต์แต่งงานกับภรรยาคนแรกของเขามานานกว่า 50 ปีจนกระทั่งเธอเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในปี 2004 บัฟเฟตต์แต่งงานใหม่กับ แอสทริด เม็งส์ (Astrid Menks) ตั้งแต่ปี 2006 การแต่งงานที่มั่นคงบนรากฐานของค่านิยมที่มีร่วมกัน ซึ่งก็รวมถึงค่านิยมทางการเงินด้วยเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ การแต่งงานกับใครสักคนที่มีความคิดประหยัดเหมือนคุณจะช่วยให้ไปถึงเป้าหมายทางการเงินได้ไม่ยากนัก

ลูกสาวของบัฟเฟตต์กล่าวถึง เม็งส์ หลังจากงานแต่งงานของพ่อและแม่เลี้ยงใหม่ว่า

“ฉันรู้สึกขอบคุณมาก เธอรักและดูแลเขา ถ้าวอร์เรนไม่มีเงินสักบาท เธอก็จะอยู่กับเขาอยู่”

3. อย่าลงทุนด้วยเงินที่หยิบยืมมา

บัฟเฟตต์เตือนเสมอว่าอย่ายืมเงินมาลงทุน เรื่องนี้สำคัญมาก ๆ เพราะการกู้ยืมเงินทำให้คุณมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินมากกว่าที่ลงทุนไปในตอนแรก หากตลาดได้เป็นไปในทางที่คาดหวัง เพราะฉะนั้นการออมและการลงทุนด้วยเงินของตัวเองคือสิ่งที่ควรจะทำ บัฟเฟตต์กล่าวในการปราศรัยที่มหาวิทยาลัยนอเทรอดามในปี 1991 ว่า

“ผมเคยเห็นคนจำนวนมากล้มเหลวเพราะเหล้าและเลเวอเรจ — เลเวอเรจก็คือการยืมเงินนั่นแหละ คุณไม่จำเป็นต้องมีเลเวอเรจในโลกนี้มากนัก ถ้าฉลาดคุณจะทำเงินได้มากมายโดยไม่ต้องยืมเลย”

4. ซื้อบ้านเท่าที่จำเป็น

แม้ว่าจะร่ำรวยจนจะซื้อบ้านกี่หลังก็ได้บนโลกใบนี้ บัฟเฟตต์ก็ยังคงอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิมที่เรียบง่ายที่ซื้อตั้งแต่ในปี 1958 ด้วยราคา 31,500 เหรียญ โดยแนะนำให้ซื้อบ้านตามความจำเป็นใช้สอย ไม่ใช่ว่ายิ่งมีมากต้องยิ่งซื้อบ้านหลังใหญ่ ๆ นอกจากจะช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายแล้วยังเงินที่เหลือก็เอาไปลงทุนที่อื่นได้อีกด้วย

5. รถยนต์คือยานพาหนะ

หลายคนคงทราบดีว่าบัฟเฟตต์ยังคงขับรถรุ่นเก่าที่ไม่ได้มีอะไรหรูหรา เพราะเขาเชื่อว่ารถยนต์เป็นเพียงยานพาหนะ ไม่ใช่สัญลักษณ์แสดงสถานะอะไร ซื้อรถยนต์ที่เชื่อมั่นได้และประหยัดน้ำมัน ตามความจำเป็นในการใช้งานก็เพียงพอแล้ว ซึ่งปัจจุบันบัฟเฟตต์ก็ยังใช้รถยนต์ Cadillac XTS ปี 2014 อยู่เลย

6. อัปเกรดเมื่อจำเป็นต้องอัปเกรด

ในโลกปัจจุบันที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราพยายามวิ่งตามเทรนด์และสินค้าผลิตภัณฑ์ที่ออกมาใหม่อย่างต่อเนื่อง (อาจจะไม่ใช่ความผิดของเราซะทั้งหมด แต่กระแสโลกเองที่ผลักดันให้เป็นแบบนั้น) แต่เราก็ต้องคอยถามตัวเองว่าเราต้องการโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่จริง ๆ เหรอ? หรือแค่อยากตามคนอื่นเท่านั้น?

คำแนะนำของบัฟเฟตต์คือให้ยับยั้งความรู้สึกว่าต้องอัปเกรดโดยไม่มีความจำเป็น ไม่เพียงแต่จะประหยัดเงินเท่านั้น แต่อย่าลืมว่าสินค้าเหล่านี้ล้วนกลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ยากต่อการทำลายทั้งสิ้น ยกตัวอย่างง่าย ๆ บัฟเฟตต์ใช้โทรศัพท์รุ่นฝาพับของตัวเองที่ซื้อมาตั้งแต่ปี 2008 แล้วเพิ่งมาเปลี่ยนเป็น iPhone 11 ในปี 2020 นี้เอง

7. ให้ระมัดระวังเรื่องการกู้เงิน

บัฟเฟตต์เตือนเรื่องการไม่ให้เป็นหนี้โดยไม่จำเป็น หากคุณต้องกู้เงิน ให้ทำเพื่อวัตถุประสงค์ที่จำเป็นเท่านั้น เช่น ซื้อบ้านหรือจ่ายค่าเล่าเรียน ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณสามารถชำระเงินรายเดือนและตั้งเป้าที่จะชำระคืนเงินกู้อย่างรวดเร็ว

“ถ้าคุณซื้อของที่ไม่จำเป็น ในไม่ช้า คุณจะต้องขายของที่จำเป็น” – วอร์เรน บัฟเฟตต์

8. โฟกัสไปที่คุณภาพมากกว่าแบรนด์

ถ้าต้องซื้อของบัฟเฟตต์จะแนะนำว่าให้โฟกัสไปที่คุณภาพมากกว่าแบรนด์ เลือกสินค้าที่ให้คุณค่ามากที่สุดสำหรับเงินที่จ่ายไป ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ใดก็ตาม แนวคิดนี้จะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าในระยะยาวได้อย่างแน่นอน

9. หลีกเลี่ยงการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

วอร์เรน บัฟเฟตต์เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องนิสัยการใช้จ่ายที่ไม่สุรุ่ยสุร่ายกับสิ่งของราคาแพงเพียงเพราะสามารถจ่ายได้ เขามุ่งเน้นไปยังที่สิ่งที่สร้างคุณค่าให้กับชีวิตของเขาและหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น บัฟเฟตต์จะคอยคิดในแง่ของความจำเป็นและคุณค่าในการใช้จ่ายของเขาอยู่ตลอด ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องความมั่งคั่งและไม่ชอบการเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ไม่ว่าจะรวยขนาดไหนก็ตาม

10. ซื้ออาหารในราคาที่คุ้มค่า

ระหว่างขับรถจากบ้านไปที่ทำงานที่ห่างออกไปเพียง 5 นาที บัฟเฟตต์จะแวะแมคโดนัลด์เพื่อซื้ออาหารเช้าเกือบทุกวันตลอด 54 ปีที่ผ่านมา แม้จะมีเงินเพื่อซื้ออาหารเช้าราคาหรูหราได้ไม่ยาก แต่อาหารเช้าของเขาราคาต่ำกว่า 5 เหรียญซะอีก แม้ว่าเราไม่จำเป็นต้องกินแมคโดนัลด์ทุกวันเหมือนบัฟเฟตต์ เพราะที่จริงแล้วเมื่อเทียบกับราคาบ้านเราก็ไม่ได้ถูกเท่าไหร่ แต่แนวคิดก็คือว่าเราสามารถมองหาสิ่งที่คุ้มค่าเมื่อซื้ออาหาร ยึดตามงบประมาณและจัดลำดับความสำคัญของอาหารที่มีสารอาหารเพียงพอและราคาไม่แพง

11. อย่ามองข้ามคูปองส่วนลด

ในจดหมายประจำปี 2017 ของบิลและเมลินดา เกตส์ ซึ่งส่งถึงบัฟเฟตต์เพื่อนสนิทที่รู้จักกันมายาวนาน บิลเล่าถึงมื้อกลางวันราคาประหยัดที่บัฟเฟตต์พาเขาไปเมื่อหลายปีก่อนว่า

“จำเสียงหัวเราะที่เรามีตอนที่ไปเที่ยวด้วยกันที่ฮ่องกงและไปทานมื้อเที่ยงที่ร้านแมคโดนัลด์ได้ไหม? คุณเสนอที่จะจ่าย ล้วงกระเป๋า และดึง… คูปองออกมา!”

บัฟเฟตต์เข้าใจถึงคุณค่าของการออมเงินแม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม ไม่เคยมองข้ามการใช้คูปองและมองดีลต่าง ๆ ลดค่าใช้จ่ายเมื่อทำได้

12. ใช้เงินสด

หนึ่งในนิสัยบัฟเฟตต์ที่ทำมาโดยตลอดคือการใช้เงินสดในการจับจ่ายซื้อของ เมื่อใช้เงินสดทำให้ติดตามการใช้จ่ายง่ายขึ้น รู้ว่าเงินออกไปตรงไหนบ้าง ช่วยให้ตัดสินใจเรื่องเงินได้ดีขึ้น เมื่อยื่นเงินสด เราจะรู้สึกถึงน้ำหนักของเงินที่จ่ายออกไป กระตุ้นให้คิดทบทวนอีกครั้งก่อนที่จะซื้อของที่ไม่จำเป็น นอกจากนี้ยังเป็นวิธีไม่สร้างหนี้บัตรเครดิตอีกด้วย

13. ซื้อของเมื่อได้ส่วนลด

จากนิสัยการลงทุนของบัฟเฟตต์ทำให้คาดเดาได้ไม่ยากว่าเขามักจะมองหาดีลที่ดีที่สุดเสมอ อย่างการซื้อของเมื่อมันลดราคา แต่ตรงนี้ต้องระวังให้ดี ของลดราคาไม่ได้หมายความว่าเป็นของที่มีคุณค่าที่จะซื้อได้ ต้องทำการบ้านและเปรียบเทียบราคาก่อนซื้อ อดทนรอราคาที่ต้องการ เงินที่หามาอย่างยากลำบากก็ควรใช้มันอย่างมีคุณค่าเช่นกัน

14. แต่งงานแบบง่าย ๆ

ตอนที่บัฟเฟตต์แต่งงานกับแอสทริด ภรรยาคนที่สอง เขาจัดพิธีแต่งงานที่บ้านลูกสาวของเขาแบบเรียบง่ายมาก ๆ แม้ว่างานแต่งงานเป็นเหตุการณ์สำคัญในชีวิต แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องฟุ่มเฟือย การเฉลิมฉลองที่เรียบง่ายก็มีความหมายและน่าจดจำได้พอๆ กัน ด้วยการเลือกจัดงานแต่งงานที่เรียบง่าย คุณสามารถประหยัดเงินได้มากและเริ่มต้นชีวิตแต่งงานด้วยฐานทางการเงินที่มั่นคงด้วย

15. ลงทุนในสิ่งที่สร้างกระแสเงินสด

หนึ่งในเคล็ดลับการลงทุนของบัฟเฟตต์คือการลงทุนในสิ่งต่าง ๆ ที่สร้างกระแสเงินสด หุ้นที่จ่ายเงินปันผล อสังหาริมทรัพย์ให้เช่า และหุ้นในธุรกิจที่ทำกำไรล้วนเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของการลงทุนที่มีกระแสเงินสด การลงทุนเหล่านี้สามารถทำให้คุณมีรายได้ที่สม่ำเสมอและมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งจะส่งผลต่อความมั่งคั่งโดยรวม การประหยัดในการลงทุนคือการไม่ซื้อสิ่งที่ไม่มีมูลค่าที่แท้จริงหรือกระแสเงินสด ทุกอย่างต้องมีความคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายออกไป

สรุป

นี่คือนิสัยการเงินสุดประหยัดของบัฟเฟตต์ที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตและสถานะการเงินของคุณได้หากนำไปใช้ นอกจากจะประหยัดเงินในกระเป๋า ลดการก่อหนี้เสีย ได้ของที่มีคุณค่าเหมาะสมกับเงินที่จ่ายไปแล้ว ยังสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวได้อีกด้วย จำเอาไว้ว่ามันไม่เกี่ยวว่าจะหาเงินได้มากขนาดไหน แต่มันขึ้นอยู่กับว่าคุณเก็บเงินและทำให้มันงอกเงยได้มากขนาดไหนต่างหาก

======

https://www.newtraderu.com/2023/03/28/warren-buffetts-15-smartest-frugal-living-habits-you-need-to-start-asap/

https://www.bloomberg.com/billionaires/profiles/warren-e-buffett/

https://www.nytimes.com/2006/09/01/business/01buffett.html

https://www.newtraderu.com/2023/02/13/a-look-at-the-the-warren-buffett-house-2023-his-humble-home/

https://www.cnbc.com/2020/02/24/apple-investor-warren-buffett-traded-in-his-flip-phone-for-an-iphone.html

https://www.newtraderu.com/2023/03/02/what-frugal-billionaire-eats-almost-every-breakfast-at-mcdonalds/

5 เช็คลิสต์การเงินที่บ่งบอกว่าคุณกำลัง ‘ทำได้ดี’ โดยไม่ใช้ยอดในบัญชีเป็นตัวกำหนด

เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นเป้าหมาย ทุกคนต้องใช้ความพยายามและฟันฝ่าเพื่อจะไปให้ถึงปลายทาง แต่สิ่งที่เรามักลืมคือการไปถึงเป้าหมายนั้นเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของการเดินทางเท่านั้น เพราะคุณต้อง ‘รู้สึก’ ว่าตัวเองไปถึงเป้าหมายตรงนั้นด้วย ซึ่งช่องว่างระหว่างการไปถึงเป้าหมายกับความร้สึกข้างในของเรานั้นบางที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ในความสัมพันธ์เรามักโฟกัสไปที่ข้อเสีย โดยไม่ได้ให้คุณค่ากับสิ่งที่เรามีกับคนรักอย่างเพียงพอ ในอาชีพการทำงาน คนที่ประสบความสำเร็จกลับรู้สึกไม่พอใจเพราะวิ่งตามเป้าหมายอย่างไม่สิ้นสุด (Productivity Dysphoria) หรืออย่างการที่เรามองกระจกแล้วไม่ชอบบางส่วนของร่างกาย (เช่นหูดูใหญ่ จมูกไม่โด่ง ฯลฯ) จนรู้สึกขาดความมั่นใจ ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วไม่ได้มีอะไรที่ผิดปกติไปจากคนทั่วไปเลย (Body Dysmorphia)

พูดอีกอย่างหนึ่งคือว่าสิ่งที่เราทำได้กับสิ่งที่เรารู้สึกนั้นหลายครั้งไม่ตรงกันซะทีเดียว

ที่สำคัญคือเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในเรื่องความสัมพันธ์ หน้าที่การงาน หรือ รูปร่างหน้าตาเท่านั้น เป้าหมายทางการเงินของเราก็ถูกกระทบโดยช่องว่างระหว่างความรู้สึกและสิ่งที่เราทำได้จริง ๆ ด้วยเช่นเดียวกัน

เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าเรื่องการเงินของคุณกำลังอยู่บนเส้นทางที่ดีไหม? ยอดเงินในบัญชีของคุณอาจจะไม่ได้บอกภาพทั้งหมดซะทีเดียวและคุณอาจจะทำได้ดีกว่าที่คิดก็ได้

ยอดเงินในบัญชีไม่ได้บ่งบอกทุกอย่าง

แน่นอนว่าเมื่อเราพูดถึงเรื่องการเงิน จำนวนหลักตัวเลขในบัญชีนั้นมักถูกใช้เพื่อวัดความสำเร็จแบบเป็นรูปธรรมได้ไม่ยาก แต่ความจริงถ้าพูดแค่นั้นมันค่อนข้างตื้นเขินไปสักหน่อย เพราะเมื่อพูดถึงเงินและตัวเลขในบัญชีแต่ละคนนั้นเริ่มต้นแตกต่างกัน และเป้าหมายของแต่ละคนก็แตกต่างกันอย่างมากด้วย

บางคนเกิดมาพร้อมเงินในบัญชีจำนวนหลักเกินนับนิ้วได้ บางคนเกิดมาติดลบแบบหาเงินทั้งชีวิตยังไม่รู้จะพอใช้คืนรึเปล่า เพราะฉะนั้นบางทีตัวเลขในบัญชีของแต่ละคนอาจจะเป็นเพียงกระจกสะท้อนของโชคและสถานการณ์ที่คุณอยู่มากกว่าความรู้และความสำเร็จเรื่องการเงินของคุณก็ได้

ดร. โบมิคาซิ เซกา (Bomikazi Zeka) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านการเงินและการวางแผนทางการเงินที่มหาวิทยาลัย Canberra ประเทศออสเตรเลียบอกว่ายุคสมัยนี้เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามมากเป็นพิเศษในการสร้างความมั่นคงทางด้านการเงิน

“ทุกวันเราต้องตัดสินใจเรื่องการเงินที่ซับซ้อน (บางอย่างก็ส่งผลในระยะยาวด้วย) และมีสินค้าและบริการทางการเงินมากมายกว่าที่เคยเป็นมาก่อน การฝ่าฟันสิ่งเหล่านี้ใช้พลังงานเยอะมาก”

แล้วเราจะรู้ได้ยังไงล่ะว่าตัวเอง ‘ทำได้ดี’ ในเรื่องการเงิน? เซกาได้สร้างเช็คลิสต์มาให้เราลองสำรวจตัวเองเพื่อการนี้เลย


1. คุณติดตามและตรวจสอบการเคลื่อนไหวของกระแสเงินสด

รายได้ของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน ไม่ว่าจะมากจะน้อย ทุกคนก็ต้องตั้งเป้าหมายว่าท้ายที่สุดของเดือนแล้ว เงินจะเหลือในบัญชีเพิ่มขึ้นไม่ใช่ลดลง พูดอีกอย่างหนึ่งคือเราทุกคนอยากได้ “Cash Flow Positive” กระแสเงินสดเป็นบวก เงินเข้ามากกว่าเงินออกนั่นเอง

เซกาบอกว่า

“การติดตามกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอนั้นจะช่วยทำให้มั่นใจว่ารายจ่ายของคุณไม่มากเกินกว่ารายได้ พูดอีกอย่างหนึ่งคือคุณหาได้มากกว่าใช้ออกไป”

เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่บอกว่าคุณอยู่บนเส้นทางการเงินที่โอเคคือติดตามกระแสเงินสดแล้ว “มีเงินเหลือหรือมีกันชนสำหรับวันที่แย่ ๆ”

2. คุณแยกออกระหว่าง ‘หนี้ดี’ กับ ‘หนี้เสีย’

พอเอ่ยคำว่า ‘หนี้’ หลายคนวิ่งหนีทันที บางคนกลับใช้จ่ายเงินโดยใช้เครดิตเงินอนาคตแบบไม่สนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าจะทางไหนก็ล้วนสุดโต่งด้วยกันทั้งสิ้น คนที่เข้าใจว่าหนี้ดีกับหนี้เสียแตกต่างกันต่างหากคือคนที่เข้าใจเรื่องการเงินได้เป็นอย่างดี เซกากล่าวว่า

“การรู้ว่าใช้หนี้ยังไงให้เกิดประโยชน์คือทักษะและสัญญาณบ่งบอกว่าคุณมีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการเงินที่ดี หนี้ดีคือหนี้ที่ใช้เพื่อสร้างฐานะการเงินระยะยาวหรือมูลค่าสุทธิของคุณ เช่น สินเชื่อบ้าน หนี้เสียมีแนวโน้มที่จะเกิดจากการบริโภคและไม่มีมูลค่าที่ยั่งยืน ตัวอย่าง ได้แก่ สินเชื่อเงินด่วน”

3. คุณกระจายความเสี่ยง

เราเห็นข่าวสารมากมายเกี่ยวกับธนาคารหรือสินทรัพย์ที่เกิดวิกฤติทางการเงิน (Silicon Valley Bank, FTX หรือ Credit Suisse) สิ่งที่เกิดขึ้นชี้ให้เห็นว่ามันเป็นเรื่องที่อันตรายในการไว้วางใจสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง ใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียวแล้วหวังว่ามันจะปลอดภัย คนที่มีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการเงินนั้นจะทราบถึงความเสี่ยงเหล่านี้และจะไม่ทุ่มสุดตัวโดยไม่กระจายความเสี่ยงอย่างแน่นอน เซกากล่าวว่า

“หนึ่งในแนวคิดหลักของความรู้ทางการเงินคือการเข้าใจถึงความสำคัญของการกระจายความเสี่ยง การกระจายเงินของคุณไปยังที่ต่างๆ (เช่น บัญชีออมทรัพย์ ทรัพย์สิน ตลาดหุ้น เงินบำนาญ และอื่นๆ) คุณได้ลดความเสี่ยงที่กระจุกตัว สิ่งนี้จะช่วยปกป้องความมั่งคั่งของคุณในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจฝืดเคือง”

4. รู้ถึงจุดอ่อนของตัวเอง

ไม่ว่าคุณจะฉลาดและรู้เกี่ยวกับเรื่องการเงินมากขนาดแค่ไหน ทุกคนก็ยังมีจุดอ่อนเหมือนกัน ทัศนคติเกี่ยวกับเงินของเรามีรากฐานมาจากอดีต และอารมณ์ก็เข้ามามีส่วนในการตัดสินใจทางการเงินอยู่เสมอ ถ้าคุณรู้ว่าจุดบอดของตัวเองคืออะไรมันจะช่วยทำให้คุณหาวิธีป้องกันได้ดีขึ้นด้วย เซกาเตือนว่า

“บางทีคุณอาจซื้อของที่ไม่จำเป็นตอนรู้สึกเศร้า หรือบางทีคุณอาจตื่นตระหนกเมื่อเผชิญกับทางเลือกทางการเงินที่ยากลำบาก และรีบตัดสินใจเพื่อให้ปัญหาหมดไป การเพิกเฉยต่อรูปแบบพฤติกรรมอาจนำไปสู่ความผิดพลาดทางการเงินที่ร้ายแรงและอาจแก้ไขไม่ได้”

5. คุณมีเป้าหมายทางการเงิน

บางคนอาจจะอยากเกษียณภายในอายุ 45 ปี บางคนอาจจะบอกว่าตอนอายุ 45 ปีอยากจะมีบ้านสักหลัง บางคนอาจจะบอกว่าถึงตอนนั้นขอแค่จ่ายหนี้การศึกษาหมดก็พอใจแล้ว ทุกคนไม่จำเป็นต้องมีเป้าหมายเหมือนกัน แต่สิ่งที่ทุกคนจำเป็นต้องมีเหมือนกันคือเป็นคนกำหนดว่าเป้าหมายของตัวเองคืออะไรในเรื่องการเงิน

“คนที่มีความรู้ทางการเงินจะวางแผนการเงินของตัวเอง ทั้งการตั้งเป้าหมายสำหรับการหารายได้ การออม การลงทุน และการจัดการหนี้สิน หรือวางแผนเพื่อปกป้องความมั่งคั่ง (เช่น การทำประกันเพื่อปกป้องความมั่งคั่งจากความเสียหาย)” เซกาบอกพร้อมเตือนว่าเป้าหมายอย่างเดียวไม่เพียงพอ สิ่งที่จำเป็นคือ “ระบบและนิสัยทางการเงินที่จะทำให้เป้าหมายที่วางเอาไว้เป็นจริงขึ้นมาได้ด้วย”

ประเด็นสำคัญที่สุดคือสิ่งที่ตัดสินว่าคุณมีความสามารถและความรู้เกี่ยวกับเรื่องการเงินรึเปล่านั้นไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขในบัญชี แต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณอยู่ในโลกของความเป็นจริงมากแค่ไหน คิดรอบคอบเรื่องเงินรึเปล่า เข้าใจการวางแผนการเงินและมีเป้าหมายที่ชัดเจนสำหรับอนาคตทางการเงินของตัวเองเป็นยังไง และทำยังไงเพื่อจะให้ไปถึงจุดนั้นได้

ไม่ใช่การเพ้อฝันที่เป็นการอยู่กับปัจจุบันและสร้างอนาคตที่ตัวเองต้องการขึ้นมามากกว่า


Inc.com

The Conversation

Inc.com

NestiFly เชื่อมต่อทุกโอกาสทางการเงิน รูปแบบ P2P Lending

ปัจจุบันมีอาชีพใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Influencer, Youtuber, TikToker, พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ต่าง ๆ รวมไปถึงธุรกิจส่วนตัวขนาดเล็กถึงกลาง ยังมีอีกหลายอาชีพที่เราสามารถเป็นนายของตัวเองได้ โดยที่ไม่ต้องทำงานประจำ คนที่ประกอบอาชีพในลักษณะนี้มีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามยุคสมัย และไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป

แน่นอนว่าการสร้างความมั่งคั่งของคนรุ่นใหม่นั้นมีทางเลือกหลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการนำเงินไปต่อยอดด้วยการลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวม หรือการนำเงินไปต่อยอดธุรกิจของตัวเอง อย่างไรก็ตามการทำอาชีพอิสระก็ยังมีข้อจำกัดในการขอเงินกู้กับทางธนาคาร พบปัญหามีเงินเยอะแต่กู้ไม่ได้ มีรายได้เข้าทุกเดือนแต่สมัครบัตรเครดิตไม่ผ่านเพราะไม่มีสลิปเงินเดือนหรือขาดรายได้ประจํา ทำให้เวลาที่จะลงทุนอะไรใหม่ ๆ ก็หาเงินต่อยอดในธุรกิจค่อนข้างลำบาก

บริษัท เนสท์ติฟลาย จำกัด เป็น Fintech ที่เห็นการเปลี่ยนแปลงและการปรับตัวของโลกใบนี้ จึงนำ Model Peer-to-Peer Lending (P2P) เข้ามาใช้ในประเทศไทย เพื่อแก้ปัญหาให้กับคนที่ไม่สามารถขอกู้เงินกับทางธนาคารได้  P2P เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกหรือช่องทางการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ตอบโจทย์อย่างมากสำหรับผู้ประกอบธุรกิจ หรือแม้แต่ผู้ประกอบอาชีพอิสระ โดยบริษัทได้ผ่านการทดสอบใน Regulatory Sandbox ของธนาคารแห่งประเทศไทยก่อนเปิดให้บริการในเชิงพาณิชย์

กระบวนการของ P2P Lending คือ การทำธุรกรรมการกู้ยืมเงินระหว่างบุคคลและบุคคล ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยมีแพลตฟอร์มเป็นตัวกลางในการจับคู่ระหว่างผู้กู้และผู้ให้กู้ โดยไม่ต้องมีธนาคารหรือสถาบันการเงินเป็นตัวกลาง ปัจจุบันมีธุรกิจ P2P Lending ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงในต่างประเทศ เช่น Prosper, Upstart, Funding Circle จากข้อมูลของ Acumen research and consulting การเติบโตในอุตสาหกรรมนี้มีแนวโน้มที่ดี คาดการมูลค่าตลาดจะสูงถึง 804,200 ล้านดอลลาห์สหรัฐในปี 2023 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยเกือบ 30% ต่อปี 

แอปพลิเคชัน StockLend by NestiFly

เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้กู้และผู้ให้กู้ที่สามารถทำธุรกรรมกู้ยืมเงินผ่านออนไลน์ โดยมีสัญญาเงินกู้ในรูปแบบ Smart Contract ผ่านระบบ Blockchain เพื่อความปลอดภัยของผู้กู้และสามารถทราบผลอนุมัติภายใน 1 วันทำการ ซึ่งเมื่อระบบ Auto-invest ในแอปพลิเคชัน StockLend by NestiFly สามารถจับคู่ระหว่างผู้กู้กับผู้ให้กู้ได้สำเร็จ ผู้ให้กู้จะได้รับผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเงินกู้และผู้กู้ยังคงมีสิทธิประโยชน์จากหุ้นเหมือนเดิม

StockLend by NestiFly เป็นตัวช่วยเปิดโอกาสสำหรับผู้ที่มีหุ้นในตลาดหลักทรัพย์

สามารถนำหุ้นมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในการขอสินเชื่อ อย่างไรก็ดี เพื่อความรัดกุมในการปล่อยกู้และการบริหารจัดการความเสี่ยง ทางบริษัทฯ จะไม่ได้ให้ปล่อยกู้เต็มวงเงิน โดยจะให้วงเงินสูงสุดเต็มที่ไม่เกิน 60% ของมูลค่าหุ้น ที่นำมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ขณะเดียวกันจะมีการพิจารณาแบ่งกลุ่มหุ้นด้วยว่า หุ้นแต่ละตัวเป็นกลุ่มหุ้นที่มีศักยภาพความสามารถระดับใด สูง ปานกลาง หรือต่ำ ซึ่งผู้กู้อาจจะได้รับการพิจารณาวงเงินลดหลั่นไปตามศักยภาพของหุ้น เช่น 50%, 40% เป็นต้น ทั้งนี้  หากผู้กู้ไม่ปฏิบัติตามสัญญา เช่น ไม่สามารถชำระคืนสินเชื่อภายในระยะเวลาที่กำหนด ก็จะถูกบังคับขายหุ้นที่เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน (Forced Sell) ในตลาดหลักทรัพย์เพื่อนำเงินมาคืนผู้ให้กู้

ด้วยกระบวนการของ P2P Lending ทำให้ผู้กู้เข้าถึงเงินกู้ได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาการกู้เงินนอกระบบที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงเกินความเป็นจริง และทำให้คนยุคใหม่ ที่อยู่ในอาชีพและไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่นั้นเข้าถึงแหล่งเงินทุนรูปแบบใหม่ได้สะดวกมากขึ้น ในขณะเดียวกันผู้ที่ให้กู้หรือคนที่ต้องการลงทุนก็สามารถทำด้วยตัวเองได้ซึ่งตรงกับหลักการของแอปพลิเคชันที่ให้หุ้นเชื่อมทุกโอกาสในการลงทุน

StockLend by NestiFly จึงเป็นแอปฯที่ช่วยสร้างสมดุลทางการเงินให้ทั้งผู้กู้และผู้ให้กู้ โดยมีประโยชน์ต่อทั้ง 2 ฝ่าย ดังนี้

1) ผู้กู้ได้แหล่งเงินกู้จากการนำหุ้น SET  เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งจะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่สมเหตุสมผลและยังคงได้สิทธิประโยชน์จากหุ้นเหมือนเดิม แน่นอนว่าการกู้เงินรูปแบบใหม่นี้จะช่วยให้วางแผนการเงินได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับผู้ที่ไม่มีรายได้ประจำ สามารถนำเงินไปต่อยอดธุรกิจของตัวเองได้ โดยทราบผลการอนุมัติภายใน 1 วันทำการเมื่อผู้กู้กับผู้ให้กู้จับคู่สำเร็จ โดยมีดอกเบี้ยเริ่มต้น 5.75%* ต่อปี

2) ผู้ให้กู้ หรือนักลงทุนในสินเชื่อระยะสั้นที่มีหุ้น SETเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่เราสามารถนำเงินไปต่อเงิน ได้ผลตอบแทนจากการให้กู้ที่สมเหตุสมผล การลงทุนนี้เป็นการลงทุนระยะสั้น​ (3,6,9,12 เดือน) ที่ได้ผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยตั้งแต่วันแรก เมื่อจับคู่สำเร็จ กำหนดเงื่อนไขการลงทุนของตัวเองได้ ไม่มีค่าธรรมเนียมในการลงทุน ผลตอบแทนสูงสุด 7.60%* ต่อปี เริ่มลงทุนขั้นต่ำได้ที่ 10,000 บาท ต่อสัญญา

StockLend by NestiFly ผลิตภัณฑ์สินเชื่อระยะสั้นที่ใช้หุ้น SET เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน และได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงการคลังและอยู่ภายใต้การกำกับโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการให้หุ้นเชื่อมทุกโอกาสการลงทุนได้อย่างดีทีเดียว

หากท่านใดสนใจ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/42FG6iz

และ Download แอปพลิเคชัน StockLend by NestiFly ได้ทาง Play Store และ iOS

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

*บริษัทอาจมีการปรับอัตราดอกเบี้ยเเละค่าธรรมเนียม เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะตลาด

*การลงทุนในสินเชื่อ StockLend by NestiFly มิใช่การฝากเงิน และมีความเสี่ยงจากการลงทุน ผู้ให้กู้อาจได้รับเงิน และ/หรือ ผลตอบแทนไม่เป็นไปตามสัญญา หรือไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง หรือน้อยกว่าที่คาดไว้ หากเกิดเหตุการณ์ เช่น ผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาวะอัตราดอกเบี้ยในตลาด การเปลี่ยนแปลงสภาวะตลาดหุ้น เป็นต้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนของผู้ให้กู้ รวมทั้งสินเชื่อ StockLend by NestiFly ไม่มีตลาดรองรับการซื้อขายสินเชื่อก่อนครบกำหนด ดังนั้น ผู้ให้กู้ควรศึกษารายละเอียดและพิจารณาตัดสินใจลงทุนในสินเชื่อ StockLend by NestiFly ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้จากการลงทุนของผู้ให้กู้

Source : http://bit.ly/3l8wZGd

บทความนี้เป็น Advertorial

“ถ้ารู้ตั้งแต่ตอนนั้น วันนี้สบายไปแล้ว” (Work-Live-Balance ) หนังสือการเงิน-การใช้ชีวิตสำหรับคนรุ่นใหม่จาก TaxBugnoms 

GURU aomMONEY อย่าง ‘ถนอม เกตุเอม’ หรือ ‘พรี่หนอม’ (#TaxBugnoms) ได้ออกหนังสือเล่มใหม่ ที่มีชื่อเก๋ไก๋ว่า “ถ้ารู้ตั้งแต่ตอนนั้น วันนี้สบายไปแล้ว” ซึ่งเปิดตัวไปในงานหนังสือเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2565 ที่ผ่านมา

พรี่หนอมเริ่มเล่าที่มาของหนังสือเล่มนี้ว่า วันหนึ่งพี่กอล์ฟ ‘อนุรักษ์ ซาเสียง’ นักเขียนและบรรณาธิการสำนักพิมพ์ DOT สนใจเรื่องราวประสบการณ์การทำงานอันโลดโผนของพรี่หนอม เลยอยากให้เขียนหนังสือในคอนเซปต์ที่ว่า “หากต้องแนะนำคนรุ่นใหม่อยากบอกอะไร?”

ซึ่งพรี่หนอมคิดว่า สิ่งที่ควรแนะนำคนรุ่นใหม่ คือ “วิธีการใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยข้อจำกัดและการเพิ่มความรู้การเงิน” หากคนรุ่นใหม่เหล่านี้ได้เคล็ดลับบางอย่างจากประสบการณ์ของพรี่หนอม (ซึ่งก็ย้ำว่าอาจใช้ไม่ได้สำหรับทุกคน) แต่ก็น่าจะย่นเวลาในการเรียนรู้ได้มากหากทำความเข้าใจ ทั้งเรื่องการเริ่มออมให้ไว, การไม่เป็นหนี้, ทัศนคติในการทำงาน, อยากลาออกต้องทำอย่างไร ไปจนถึงการเตรียมพร้อมในวันที่ต้องผจญความเสี่ยงกับการเป็นฟรีแลนซ์

“เราเริ่มคุยกับพี่กอล์ฟตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2565 กว่าจะลงตัว หนังสือก็ได้มาออกต้นปี 2566 รวมเวลาก็เกือบปี… แต่เริ่มเขียนจริงจังก็เมื่อมกราคมปี 2566 นี่เอง”

พรี่หนอมเล่าแบบกวน ๆ ตามสไตล์ของตัวเอง

เกี่ยวกับหนังสือ ‘ถ้ารู้ตั้งแต่ตอนนั้น วันนี้สบายไปแล้ว’

หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า “ถ้ารู้ตั้งแต่ตอนนั้น วันนี้สบายไปแล้ว” เพราะเนื้อหาจะเป็นเรื่องที่คิดว่า ถ้า (พรี่หนอม) รู้ก่อนคงไม่ต้องวนหาทางเดินในบางช่วง ตัดสินใจผิดพลาดในบางหน และรู้สึกอับจนหนทางในบางเวลา จึงกลั่นประสบการณ์ออกมาเพื่อบอกเล่า แนะนำ และเชื่อว่าเรื่องราวเหล่านี้อาจช่วยคนรุ่นใหม่ที่ยังขาดประสบการณ์และยังไม่ได้เริ่มเรียนรู้เรื่องการเงิน

“เราว่าคนไม่สนใจเรื่องการเงินเพราะเขาคิดว่าแค่ทำอย่างไรให้มีเงินเยอะก็พอ ปัญหาอะไรเข้ามา ถ้ามีรายได้มากพอเมื่อไหร่เดี๋ยวปัญหาก็จบเอง แต่จริง ๆ แล้วความรู้เรื่องการเงินคือการจัดการภาพรวมทั้งหมดของการใช้ชีวิต ทุกเป้าหมายที่สำคัญล้วนแล้วแต่มีเงินเป็นองค์ประกอบเสมอ ปัญหาการเงินไม่ใช่แค่การบวกลบเลข แต่มันมีส่วนที่เรียกว่าชีวิต บางคนมีข้อจำกัดที่คนอื่นไม่เข้าใจ ดังนั้นการมีความรู้เรื่องการเงินก็จะช่วยให้เราสามารถบริหารชีวิต และพิชิตเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ได้ด้วย” 

นอกจากเรื่องการเงินแล้ว หนังสือเล่มนี้ก็ให้น้ำหนักเรื่องการใช้ชีวิต และการทำงานของมนุษย์เงินเดือนด้วย ทั้งการทำความเข้าใจว่า งานไม่ใช่คุณค่าเดียวของชีวิต สุขภาพจิตของคนทำงานก็ต้องดูแล การเพิ่มทักษะด้านต่าง ๆ แนะนำวิธีหารายได้เสริม โดยหนังสือเล่มนี้แบ่งออกเป็น 4 ส่วนคือ

1. การจัดการการเงินของมนุษย์เงินเดือน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่พึ่งเริ่มทำงาน 

2. การสร้างรายได้ การออม วางแผนการใช้เงินจนถึงการเกษียณ 

3. การป้องกันความเสี่ยง รูปแบบของประกัน และการตัดสินใจลาออกต้องวางแผนอย่างไรบ้าง

4. การจัดการเรื่องภาษี และบทสรุปชีวิตการทำงานตลอด 15 ปี ของพรี่หนอม

เมื่อถามว่า ใน 4 ส่วนนี้  ส่วนไหนสำคัญที่สุด พรี่หนอมยิ้มปากกว้างแล้วบอกว่า “จริง ๆ ตอนเขียนไม่ได้แบ่งพาร์ตอะไรหรอก แต่เขาบอกให้แบ่งเราก็แบ่ง เราว่าสำคัญหมดแหละ เพราะถ้าไม่สำคัญพี่เขาก็ตัดออก”

คำแนะนำของพรี่หนอมเกี่ยวกับเรื่องการทำงาน

แม้ว่าหนังสือเล่มนี้เน้นหนักไปที่มนุษย์เงินเดือน แต่เมื่อถามพรี่หนอมว่า พอจะมีคำแนะนำอะไรให้ฟรีแลนซ์บ้างไหม TaxBugnoms ก็บอกว่า “ตอนนี้เราก็เป็นฟรีแลนซ์นะ เป็นมา 5 ปีแล้ว ยังไม่มีทางรักษา (ไม่ใช่สิ!!)”

หลังหยอดมุกไปหนึ่งฮา พรี่หนอมก็เล่าวิธีการเป็นฟรีแลนซ์มืออาชีพของตนเองว่า ก่อนอื่นต้องรู้ว่าเป้าหมายจริง ๆ ของเราคืออะไร กำหนดอนาคตให้ชัด พิจารณาว่างานที่ทำอยู่ผลักดันให้ไปถึงตรงนั้นได้ไหม ถ้าไม่ได้ต้องทำอย่างไร กำหนดแผนการทำงาน ทบทวนไปเรื่อย ๆ ปรับเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน เตรียมพร้อมรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอด

ที่สำคัญต้องมีเงินสำรองฉุกเฉิน ออมเพื่อได้สิทธิทางภาษีให้เต็ม จากนั้นจึงค่อยออมตามเป้าหมาย ที่สำคัญ อย่าลืมยื่นภาษี ไม่ว่าจะทำงานฟรีแลนซ์หรืองานแบบไหนก็ต้องยื่น อย่ากังวล อย่ากลัว ยิ่งช้า ยิ่งไม่ได้ทำ ต่อให้ยื่นแล้วมีปัญหา ก็ยังดีกว่าไม่ได้ยื่นแล้วเจอย้อนหลัง #อันนั้นหนักกว่า พรี่หนอมย้ำด้วยความเป็นห่วงว่า

“ภาษีเป็นเรื่องกฎหมาย ทำผิดถูกตรวจเจอก็แก้ไขกันไป แต่ถ้าไม่ทำอะไร มีแต่จะโดนเยอะขึ้นถ้าโดนเจ้าหน้าที่ตรวจย้อนหลัง”

อยากแนะนำอะไรเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้อีกไหม คำถามสุดท้ายที่ส่งให้พรี่หนอม กูรูภาษีทำท่าคิดอยู่สักพักแล้วตอบสั้น ๆ ว่า “ฝากด้วยครับ ซื้อเถอะครับ ขอบคุณมากครับผม” พรี่หนอมย้ำอีกครั้งว่าอยากให้อ่านจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นไหน ก็น่าจะได้ความรู้ไปปรับใช้ไม่มากก็น้อย 

จากนั้นเราก็ลาแยกย้ายกันไป

พอมีเวลาว่าก็หยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่านจนจบ พบว่าบางส่วนในหนังสือเป็นประสบการณ์ชีวิต ที่ทั้งจริง ทั้งเจ็บ ทั้งจุก บางส่วนก็ซึ้งเศร้าน้ำตาซึม ซึ่งบอกได้ว่าเลยว่าครบรส และที่สำคัญลีลาการเล่าเรื่องนั้นช่างกวนประสาทตามประสา ใช้สำนวนเฮาฮา จิกกัดแสบคันเอาเรื่องเลยทีเดียว เป็นหนังสือที่ถอดบทเรียนสำคัญในชีวิตที่พลาดไป อยากเล่าให้คนรุ่นใหม่ได้รับรู้ ตามสไตล์ที่แฟนคลับคุ้นเคยในแบบ

“ถนอม เกตุเอม”


เขียนและเรียบเรียงโดย อติพงษ์  ศรนารา

สนใจสอบถามหนังสือได้ที่ Facebook สนพ. DOT

ความรู้การเงินคือเครื่องมือสู่อิสรภาพในการใช้ชีวิต – กิตติศักดิ์ คงคา เจ้าของเพจลงทุนศาสตร์ กับหนังสือเล่มใหม่ ‘ยอดมนุษย์เงินเหลือ’

‘เงิน’ เป็นสิ่งที่เราทุกคนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะไม่ว่าจะดีหรือร้าย ชอบหรือไม่ โลกก็ยังคงขับเคลื่อนและหมุนไปด้วยระบบทุนนิยมที่มีเงินเป็นเชื้อเพลิง

แต่เมื่อมีโอกาสได้คุยกับ ‘เบส – กิตติศักดิ์ คงคา’ เจ้าของเพจลงทุนศาสตร์ นักลงทุนและนักเขียนเกี่ยวกับเรื่องการเงินการลงทุนที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการมานานกว่าสิบปีกลับมองว่าเงินไม่ใช่ทุกอย่าง เงินไม่ใช่เป้าหมายของชีวิต แต่มันคือเครื่องมือที่จะนำเราไปสู่อิสรภาพในการใช้ชีวิตแบบที่เราฝันเอาไว้ต่างหาก

หลังจากเรียนจบคณะเภสัชศาสตร์ เบสเข้ามาเป็นกรรมการผู้จัดการอยู่ที่บริษัท สมุนไพรคงคา จำกัด ซึ่งเป็นธุรกิจผลิตและจำหน่ายยาสมุนไพรของครอบครัว ตอนนั้นพ่อแม่อยากให้ของขวัญเรียนจบเป็นรถคันหนึ่ง ตอนที่พี่ชายจบแม่ก็ซื้อรถยนต์ให้ แต่ปฏิเสธเพราะไม่ได้ชื่นชอบรถยนต์ขนาดนั้น แม่เลยให้เงินก้อนไว้ 1 ล้านบาทเพื่อความเท่าเทียม

เขาเลยเริ่มหาวิธีสร้างผลตอบแทนจากเงินก้อนนี้ ตั้งแต่ฝากธนาคาร ซื้อสลากออมสิน ซื้อกองทุนรวม เก็งกำไรทองคำ เก็งกำไรค่าเงิน แต่สุดท้ายมาจบที่ตลาดหุ้น ใช้เวลาเป็นปีเดินเข้าร้านหนังสือ หาความรู้ออนไลน์ ซึ่งในตอนที่เขาเริ่มในปี 2014 ความรู้เกี่ยวกับเรื่องการลงทุนยังไม่ได้แพร่หลายขนาดนี้

เริ่มต้นลงทุน

หนังสือเล่มที่เปลี่ยนชีวิตและแนวคิดการลงทุนคือ “เพาะหุ้นเป็นเห็นผลยั่งยืน’ ของ คุณกวี ชูกิจเกษม เพราะก่อนหน้านั้นคือลงทุนแบบมวยวัด เรียนรู้เอง อ่านหนังสือบางเล่มก็ยากไป บางเล่มก็พื้นฐานเกินไป จนกระทั่งเล่มนี้ทำให้ว่าการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ไม่ซื้อ ๆ ขาย ๆ เพื่อเก็งกำไร ก็สามารถทำให้ปลายทางมีอิสรภาพทางการเงินและใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองต้องการได้

นั่นคือจุดเริ่มต้นของการลงทุนในแบบที่เบสทำอยู่มาจนถึงตอนนี้ โดยเขาเน้นว่า “ลงทุนง่าย ๆ ถือนาน ๆ ผลตอบแทนที่พอใจก็เพียงพอแล้ว”

นอกจากเริ่มลงทุนแล้ว เบสก็เปิดเพจแชร์ความรู้เกี่ยวกับการลงทุนชื่อ ‘ลงทุนศาสตร์’ ในวันที่ 20 ตุลาคม 2015 เขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องการเงินการลงทุนที่อ่านง่าย ๆ ให้ความรู้กับคนที่สนใจ ซึ่งตอนนี้แตะหลักล้านไปเรียบร้อยแล้ว แม้ว่าเบสจะมีอิสรภาพทางการเงินและมีรายได้แบบ passive income ที่เพียงพอแล้ว แต่เขาก็จะไม่เคยบอกหรือบังคับให้ใครต้องลงทุนเลย เพราะเชื่อว่าแต่ละคนมีเป้าหมายที่แตกต่างกัน

“การลงทุนก็เหมือนการทำอาหาร คุณไม่ต้องทำก็ได้ ทุกคนมีทางเลือกที่หลากหลาย เพราะสุดท้ายถ้าคุณอยากลงทุน คุณก็จะหาทางลงทุนเอง จะไม่มีข้ออ้างในชีวิตเลย”

และเสริมต่อว่า

“ไม่ใช่ว่าคนไม่รู้ว่าจะต้องลงทุนยังไง แต่ไม่มีแพสชั่นที่จะลงทุนซะมากกว่า เพราะฉะนั้นต้องหาตรงนี้ให้เจอก่อน”

แต่แน่นอนว่าเส้นทางการลงทุนของเบสก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป เขาเล่าย้อนไปถึงช่วงที่เริ่มลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนามว่าเป็นประสบการณ์ที่ ‘ลืมไม่ลง’ ครั้งหนึ่งในชีวิต ตอนนั้นไปซื้อหุ้นของบริษัทหนึ่งที่ถือครองหุ้นส่วนของบริษัทร้านค้าปลีก (คล้าย 7-11 บ้านเรา) ที่ยังไม่ได้เข้าตลาดหุ้น ซึ่งบริษัทนี้ถือครองหุ้นส่วนของบริษัทค้าปลีกในปริมาณที่สูงมาก แต่สุดท้ายกลายเป็นว่าบริษัทนี้ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อรอการเปลี่ยนมือของหุ้นบริษัทนี้เท่านั้น ซึ่งพอเปลี่ยนมือปุ๊บหุ้นร่วงทันทีและทำให้ขาดทุนไปกว่า 50% ซึ่งก็เป็น “คำเตือนให้ชีวิตดีว่าถึงแม้ว่าเราจะคิดว่ามันแน่นอน มันก็ยังมีความไม่แน่นอนอยู่เสมอ”

ประสบการณ์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาว เรื่องราวการเรียนรู้ลงทุนเองเจ็บเองกลายมาเป็นหนังสือ “Stock Lecture : ลงทุนหุ้นได้ในเล่มเดียว” ที่ติดท็อปหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนที่ขายดีมาก ๆ และพิมพ์ซ้ำมาแล้วหลายครั้ง ซึ่งเบสก็บอกว่าหนังสือเล่มนี้เหมือนเป็นการตกตะกอนสิ่งที่เราเรียนรู้มาให้ออกมาเป็นสิ่งที่จับต้องได้ แตกต่างจากโพสต์บนโซเชียลมีเดียที่เป็นเหมือนการเติมความรู้ทีละหน่อย แต่พอหนังสือเป็นเล่มจะช่วยทำให้ประเด็นชัดเจนและรวมกันเป็นก้อนความรู้ที่สมบูรณ์มากขึ้น (นอกจากหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนแล้วเบสเองก็ยังมีเขียนนวนิยายและนิยายวัยรุ่น (นามปากกา นายพินต้า) อีกด้วย)

ยอดมนุษย์เงินเหลือ

บทความของเบสนอกจากจะถูกเขียนลงบนเว็บไซต์และเพจลงทุนศาสตร์แล้ว ยังมีเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องการเงินให้กับเพจ ‘CONT.” ที่อยู่ในเครือของ สนพ.แซลมอน จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มใหม่ชื่อว่า “ยอดมนุษย์เงินเหลือ” อีกด้วย โดยเบสเล่าถึงการทำหนังสือเล่มนี้ว่าเป็นการนำเรื่องการเงินที่ปกติแล้วจะเขียน ‘ข้อมูลหนัก ๆ’ มาย่อยให้คนอ่านง่ายขึ้น เพราะต้องหาจุดสมดุลย์ระหว่างนักอ่านของแซลมอนที่ชอบเรื่องสนุก ๆ และเรื่องการเงินที่เขาจะเล่าด้วย จะอัดข้อมูลให้หนักไปก็ไม่ได้ จะให้น้อยเกินไปก็ไม่ดี แต่สุดท้ายก็มาเจอจุดสมดุลย์จนกลายเป็นหนังสือ “ยอดมนุษย์เงินเหลือ” ที่เพิ่งวางแผงไปสด ๆ ร้อน ๆ

หนังสือเล่มนี้จะเป็นความรู้เกี่ยวกับเรื่องการเงินที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ อารมณ์ประมาณ ‘Check-List’ การเงิน 12 ข้อที่ทำแล้วรับรองว่าเงินเหลือในกระเป๋าเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เหมือนได้กลับมาเตือนตัวเองอีกครั้งว่ามีข้อไหนตกหล่นไปบ้าง ยกตัวอย่างเนื้อหาบางส่วนในหนังสือเช่น ‘กลโกงทางการเงิน’ ที่จะเล่าถึงวิธีที่คนอื่นจะมาหลอกเอาเงินในกระเป๋าไปได้ยังไงบ้าง สิ่งที่เราต้องระวังถ้ามีคนชวนไปลงทุน จุดไหนที่ต้องสังเกตและวิธีป้องกันตัวเองต้องทำแบบไหน เนื้อหาส่วนนี้อาจจะไม่ได้ทำให้คุณรวยขึ้น แต่อย่างน้อย ๆ จะไม่จนลงอย่างแน่นอน

ทำไมความรู้เกี่ยวกับเรื่องการเงินการลงทุนถึงสำคัญ?

ความเข้าใจผิดอย่างหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องความรู้ทางการเงินคือคนมักคิดว่าเรียนรู้เพื่อจะรวย เพื่อจะหาเงินได้เยอะ ๆ แต่นั่นไม่ใช่ปลายทางเสมอไป ที่จริงอย่างที่เราทุกคนทราบดีว่าชีวิตมีอะไรมากกว่านั้น ยังมีครอบครัว มีงานที่เราอยากทำ ความฝัน ความต้องการในชีวิต ความรู้เกี่ยวกับเรื่องการเงินนั้นสำคัญมากเพราะมันคือเครื่องมือที่จะทำให้เราสามารถมีอิสระในการใช้ชีวิตได้อย่างที่เราต้องการ เบสบอกว่า

“เราเรียนรู้เรื่องการเงินเพื่อที่จะดูว่าทางสายกลางของการเงินคืออะไร ใช้เท่าไหร่ เก็บเท่าไหร่ ผมพูดเสมอว่าเราวางแผนการเงินเพื่อคือการที่ได้รู้ว่าจะสุรุ่ยสุร่ายยังไงไม่ให้จนลง ต้องเหลือเดือนเท่าไหร่ที่จะไปกินชาบู จะไปดูหนัง จะไปเที่ยวต่างประเทศ โดยที่อนาคตไม่ต้องกังวลว่าจะมีเงินเหลือเก็บรึเปล่า นี่คือสิ่งที่ถูกต้องสำหรับการวางแผนการเงิน มันคือความรู้พื้นฐานที่จะช่วยทำให้ชีวิตของทุกคนดีขึ้น”

สิ่งหนึ่งที่เบสอยากแนะนำและฝากถึงทุกคนที่สนใจเกี่ยวกับเรื่องการวางแผนการเงินและการลงทุนคือพยายามถอยออกมาให้ไกล หาจุดสมดุลให้การเงินการลงทุนไปอยู่ในชีวิต มองภาพให้กว้างเข้าไว้ อย่าไปจดจ่ออยู่กับตรงนี้ ตรงหน้าเท่านั้น วันนี้ตลาดหุ้นอาจจะร่วงหรือพุ่งกระฉูด เกมการลงทุนและการเงินในชีวิตของเรานั้นเป็นเรื่องระยะยาว สิ่งที่คุณทำวันนี้จะออกดอกออกผลในอีก 30-40 ปีข้างหน้า เพราะฉะนั้นสิ่งที่จำเป็นสำหรับเราทุกคนคือความรู้เกี่ยวกับเรื่องการเงิน มีเป้าหมายและวางแผนให้ชัดเจน

“บางทีเราเอาตาไปจ้องวันนี้พรุ่งนี้เกินไป บางทีเราโฟกัสแคบมาก ๆ ทำให้หมดแรง ไม่อยากไปต่อ หมดแพสชัน เราทิ้งมันไปดีกว่าเพราะมันง่ายกว่า การลงทุนคือเกมที่ต้องเล่นทั้งชีวิต ไม่ใช่การโหยหาความสำเร็จระยะสั้น แต่เป็นการมองภาพระยะยาวมากกว่า วันที่แย่ที่สุดก็จะผ่านไป วันที่ดีที่สุดก็จะผ่านไปเช่นเดียวกัน”

สรุปประเด็น ! เงินเฟ้อชะลอลง เศรษฐกิจโลกยังเสี่ยงไหม ลงทุนอย่างไรดี?

ช่วงนี้หลายคนคงมีคำถามนี้อยู่ในใจ มาลองดูแนวทางที่น่าสนใจกันครับ 

ก่อนอื่น ขออธิบายก่อนว่าเนื้อหาส่วนนี้สรุปจากคลิปของ KRUNGSRI EXCLUSIVE ทางช่อง Krungsri simple ในหัวข้อ “เศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจโลก ว่าควรลงทุนอย่างไรดี” จากคุณวิน พรหมแพทย์, CFA ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานลูกค้า ไฮเน็ตเวิร์ธ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และคุณเผดิมภพ สงเคราะห์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด

จากที่ได้นั่งดูไปเมื่อวันก่อน ต้องบอกว่าเนื้อหาเข้มข้นมาก ๆ ซึ่งทาง KRUNGSRI EXCLUSIVE เองถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาการลงทุนเลย ซึ่งประเด็นที่น่าสนใจทั้งหมดมีตามนี้ครับ

ภาพรวมคาดการณ์เศรษฐกิจไทย ซึ่งทาง KRUNGSRI EXCLUSIVE มองว่ามีโอกาสเติบโต 3.3% จากการท่องเที่ยว และการลงทุนในประเทศ โดยการท่องเที่ยวจะเน้นพึ่งพานักท่องเที่ยวจีนค่อนข้างมาก จากข้อมูลของ Krungsri Research พบว่านักท่องเที่ยวจีนมีการใช้จ่ายสูงสุด 6,118 ต่อคนต่อวัน และอยู่เมืองไทยนานถึงประมาณ 8 วันโดยเฉลี่ย ซึ่งสูงสุดในกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ ดังนั้นการเข้ามาของนักท่องเที่ยวจีนก็ถือเป็นหนึ่งโอกาสดีที่จะช่วยให้เกิดการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศได้ 

ภาพรวมคาดการณ์หุ้นไทยน่าจะไปถึง 1,800 จุดได้ คาดว่าจากอานิสงส์ของการท่องเที่ยว  สำหรับคนที่สนใจหุ้นไทยลองหาจังหวะลงทุนในหุ้นไทยที่มีพื้นฐานดี และ แนวโน้มกำไรเติบโตเร็วและปันผลสูง แต่อย่างไรก็ตามต้องดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยว่า GDP หรืออัตราดอกเบี้ยของทางสหรัฐต่าง ๆ จะเป็นไปตามคาดการณ์หรือเปล่า

ปัจจัยเสริมในช่วงนี้คือการบริโภคภาคเอกชนต่าง ๆ มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นมา ตลาดอาหาร เครื่องดื่ม รถยนต์ต่างๆ มีการปรับตัวขึ้นมา  ส่วนการลงทุนของภาครัฐจะมีการปรับตัวลงบางส่วน แต่แนวโน้มโดยรวมคาดว่าจะเริ่มมีการฟื้นตัวขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของปี 66 

จังหวะนี้หุ้นกลุ่มที่น่าสนใจเป็นกลุ่มธนาคาร ค้าปลีก นิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ และท่องเที่ยวที่ได้รับจากอานิสงส์จากการฟื้นตัว ส่วนกองทุนรวมที่น่าสนใจ ลองมองกองทุนที่เน้นลงทุนไปที่กลุ่มธนาคาร พาณิชย์ ค้าปลีก และ ขนส่ง เป็นหลักที่จะได้รับประโยชน์เช่นเดี่ยวกัน 

ส่วนทางฝั่งของตราสารหนี้ ไม่ใช่แค่สหรัฐฯที่ปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นแต่ของพันธบัตรรัฐบาลไทย (อายุ 2 ปี) มีการฟื้นตัวสูงสุดในรอบ 5 ปี เช่นกัน (ขึ้นมาประมาณ 2%) ดังนั้นถ้าใครต้องการพักเงิน ตราสารหนี้ถือว่าเป็นคำตอบที่ดีในช่วงนี้ โดยเฉพาะในช่วงการที่อัตราดอกเบี้ยเริ่มชะลอการขึ้น ถ้าใครอยากพักเงินแนะนำลงทุนกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น (6-12 เดือน) เพื่อรอดูสถานการณ์ก่อน

รายละเอียดที่น่าสนใจยังมีอีกมาก ใครสนใจดูคลิปเต็มๆ ได้ที่นี่ครับ : bit.ly/3Gf7g5X

ส่วนใครสนใจจะเป็นลูกค้า KRUNGSRI EXCLUSIVE  และต้องการที่จะได้ข้อมูลดี ๆ แบบนี้ ดูรายละเอียดได้ที่นี่เลยครับผม

บทความนี้เป็น Advertorial

Credit Suisse – Deutsche Bank วิกฤตธนาคารที่แตกต่าง

ในหลายวันที่ผ่านมา เราอาจได้ยินข่าวเกี่ยวกับปัญหาของธนาคาร Credit Suisse ที่หลายคนมองว่าลามไป Deutsche Bank หรือแม้แต่มองว่าจะลามไปทั่วโลก

ต้องเข้าใจกันก่อนนะคะว่าทั้งสองธนาคารมีอาการนึงคล้ายกัน นั่น คือ CDS premium แตะ 200 bps ในช่วงเดียวกันราคาหุ้นก็ไหลลงเพราะความกังวลของนักลงทุน … แต่ต้นตอปัญหาต่างกัน อันนึงเป็นเรื่อง fundamental และค่อนข้างมีความเป็นเหตุเป็นผล (rational) ส่วนอีกอันเป็นเรื่อง perception จากการโยงนู่นนี่นั่นมา ที่ดูเหมือนไม่มีความเป็นเหตุเป็นผล (irrational)

=====

Credit Suisse เกิดอะไรขึ้น

จริงๆ ปัญหาของแบงค์นี้ยาวนานมาร่วม 15 ปี (ขอไม่เล่านะคะ คนอื่นน่าจะเล่ากันมาเยอะแล้ว)

จากราคาหลักสิบเหลือราคาหลักหน่วยในช่วงปีหลังๆ ที่ผ่านมา

ราคาหุ้นตกลงจาก 3.25 ฟรังก์สวิส เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2566 เหลือเพียง 1.86 ฟรังก์สวิส เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2566 (ราคาลดลง 42.77% ภายใน 6 สัปดาห์)

ถ้าเราไปดูราคา CDS ของ Credit Suisse ซึ่งเป็นค่า premium ที่จะสูงขึ้น หากตลาดเชื่อว่าความเสี่ยงที่ผู้ออกตราสารหนี้จะไม่สามาระชำระคืนหนี้ได้นั้นมีมากขึ้น …ก็จะเห็นว่าราคา CDS พุ่งขึ้นเรื่อยๆ มาตลอดปี 2022 แม้จะย่อตัวลงช่วงปลายปี แต่กลับมาสูงขี้นอีกครั้งมาตั้งแต่ต้นปี 2023 จนมันทะลุไปแตะ 500 bps

การไหลลงของราคาหุ้นอย่างรวดเร็ว + ราคา CDS พุ่งทะยานเช่นนี้ ส่งสัญญาณว่าธนาคารอาจเจอปัญหาที่รุนแรง ซึ่งธนาคารอาจเกิดความเสี่ยงที่จะประสบภาวะวิกฤต ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่า หากปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ ราคาหุ้นจะไหลลงเรื่อยๆ กระทบต่อความเชื่อมั่นจากผู้ฝากเงินและนักลงทุน

หากมีการแห่กันขายหุ้นทิ้งและถอนเงินออกจากธนาคาร จะเกิดปัญหาขาดสภาพคล่อง

ธนาคารกลางของสวิตเซอร์แลนด์เลือกเข้าแทรกแซงในช่วงวันหยุด 18-19 มีนาคม 2566 จัดการการควบรวมกิจการโดยให้ UBS ซึ่งเป็นธนาคารขนาดใหญ่อีกแห่งของสวิตเซอร์แลนด์ทำการซื้อกิจการของธนาคาร Credit Suisse เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ฝากเงินและนักลงทุน หวังที่จะหยุดยั้งก่อนเกิดวิกฤตจริง

การรับซื้อในราคาที่ต่ำพร้อมเงื่อนไขต่างๆ เช่น การปล่อยให้หุ้นกู้ประเภท CoCos ที่ออกโดยธนาคาร Credit Suisse เป็นหนี้สูญ เนื่องจากเป็นหุ้นกู้คล้ายทุนที่ถือเป็นส่วนทุนสำรองขั้นที่ 1 หรือที่วงการธนาคารเรียกกันว่า AT1 และมีมูลค่าหนี้หุ้นกู้ดังกล่าวสูงถึง 1.6 หมื่นล้านฟรังก์สวิส …. ส่งผลให้ราคาหุ้นหล่นลงในช่วงสุดสัปดาห์นั้น เหลือเพียง 0.68 ฟรังก์สวิส ในวันจันทร์ที่ 20 มีนาคม 2566

(เมื่อเทียบกับราคาหุ้น ณ ต้นปี 2566 ราคาหุ้นของธนาคาร Credit Suisse ลดลง 76.55%)

แต่หลังตลาดปรับตัวกับการควบรวมนี้ สถานการณ์ก็เริ่มผ่อนคลาย ช่วยทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 0.76 ฟรังก์สวิส

=====

Deutsche Bank เกิดอะไรขึ้น

ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2566 ที่มีกรณีของธนาคารในสหรัฐฯ ปิดกิจการ ส่งผลให้นักลงทุนกังวลว่าจะมีอีกหลายธนาคารทั่วโลกประสบปัญหาคล้ายกัน และการขายตราสารหนี้ออกมาจำนวนมากของธนาคารสหรัฐเพื่อเสริมสภาพคล่อง ทำให้ราคาตราสารหนี้ในตลาดลดลง

ประจวบกับกรณีหุ้นกู้ด้อยสิทธิของธนาคาร Credit Suisse ที่เป็นส่วนทุนสำรองขั้นที่ 1 ถูกปรับให้เป็นหนี้สูญ ทำให้ผู้ถือหุ้นกู้ด้อยสิทธิต่างมีความกังวลว่าอาจไม่ได้เงินคืนหากผู้ออกหุ้นกู้ล้มละลายหรือประสบปัญหาคล้ายธนาคาร Credit Suisse ราคาตราสารหนี้ในตลาดจึงยิ่งปรับตัวลดลง

ทำให้มูลค่าตลาดของหุ้นกู้ส่วนทุนสำรองของหลายๆ ธนาคารอาจได้รับผลกระทบ

ราคาหุ้นของธนาคาร Deutsche Bank ซึ่งเป็นธนาคารขนาดใหญ่ในเยอรมนี ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง จากราคา 11.51 ยูโร ในวันที่ 9 มีนาคม 2566 เหลือ 9.34 ยูโร เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2566 (ลดลง 18.85% ภายในเวลาเพียง 2 สัปดาห์)

พร้อมกับมีสัญญาณความเสี่ยงสูงขึ้น โดยมีการเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวของราคา CDS (ตราสารที่ออกเพื่อประกันเงินไถ่ถอนตราสารหนี้หากผู้ออกตราสารหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ และสามารถซื้อขายกันเปลี่ยนมือได้) จาก 114 bps มานาน เพิ่มสูงขึ้นเป็น 202 bps

ในวันที่ 24 มีนาคม ธนาคาร ประกาศรับซื้อคืนตราสารหนี้ด้อยสิทธิที่ออกโดยธนาคารมูลค่า 1.5 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นหุ้นกู้ที่เป็นทุนสำรองขั้นที่ 2 เนื่องจากราคาหุ้นกู้ดังกล่าวตกไปต่ำกว่ามูลค่าไถ่ถอน

ตลาดเกิดความกังวลถึงเหตุผลของการซื้อคืน จึงทำการเทขายหุ้น จนราคาตกลงไปเหลือ 8.54 ยูโร ภายในวันเดียวกัน (ลดลง 8.56% ภายใน 1 วัน)

ในกรณีการซื้อคืนนี้ โดยปกติแล้วไม่ได้แสดงถึงฐานะการเงินที่เปราะบางนะคะ แต่มันกลับแสดงถึงธนาคารมีฐานะทางการเงินที่มีสภาพคล่องสูง เพราะการรับซื้อคืนนั้นหมายถึงธนาคารต้องมีเงินทุนจ่ายคืนให้กับผู้ถือหุ้นกู้ก่อนระยะเวลาไถ่ถอน และอาจเป็นการปรับโครงสร้างทางการเงินของธนาคาร หรืออาจเป็นแค่การรับซื้อเพื่อรักษาราคาหุ้นกู้ของตนไว้ก็เป็นได้

แต่การที่นักลงทุนในตลาดขาดความเข้าใจเกี่ยวกับตราสารทางการเงินและกลไกการทำงานของระบบธนาคารและตราสารหนี้ เมื่อมีข่าวเกี่ยวกับหุ้นกู้ด้อยสิทธิอีกในช่วง panicking ก็นึกไปถึงเหตุการณ์ของธนาคารในสหรัฐอเมริกาและสวิตเซอร์แลนด์ จนคิดกังวลและตีความผิดพลาด ส่งผลให้ธนาคารได้รับผลกระทบในทางตรงข้ามกับที่ควรจะเป็นในทันที

ถ้าถามตอนนี้ว่าเครดิตของ DBS มีปัญหาจริงมั้ย ก็คงบอกได้แค่ว่าดูจากที่ราคา CDS มันกระโดดขึ้นเร็ว 60 bps ภายในวันเดียว (24 Mar) มันน่าจะเป็นการ speculate บน misperception (อาจจะใช้คำยาก แต่ถ้านึกไม่ออก ให้นึกถึงตอนที่ทุกคนเชื่อว่ามีรางวัลใหญ่ในกล่องสุ่ม แต่จริงๆ แล้วมันไม่มีอยู่จริง แค่คิดว่าซื้อไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันต้องได้… ประมาณนั้นค่ะ)

======

การลงทุนในช่วงนี้จึงมีความผันผวนมาก และควรระมัดระวังในการลงทุน แต่ไม่ควรกังวลจนเกินไป อาจทำให้สร้างปัญหาที่แต่เดิมไม่มีให้มีขึ้นมา และ misperception & speculation ก็เป็นสาเหตุหนึ่งของวิกฤตการเงินหรือทำให้บริษัทล้มได้เช่นกัน

source of figure: https://www.cnbc.com/quotes/DBCD5

ไทยติดอันดับ 9 ประเทศเสี่ยงได้รับผลกระทบสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาเสียหายไปแล้วกว่า 260,000 ล้านบาท

มนุษย์เราต้องเผชิญกับสภาพภูมิอากาศที่หลากหลายบนโลก ไม่ว่าจะเป็นไอร้อน ฝนตก หรือลมหนาว หมุนเวียนเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ซึ่งร่างกายของมนุษย์วิวัฒนาการมาอย่างยาวนานจนสามารถปรับตัวและอยู่รอดกันมาหลายชั่วอายุคน

แต่ทว่า…สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน เช่น เกิดอากาศหนาวเพียงไม่กี่วันในช่วงฤดูร้อน หรือสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว (extreme weather event) เช่น คลื่นความร้อน ภัยแล้ง และน้ำท่วมหนัก รวมถึงฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ที่ปกคลุมเต็มท้องฟ้าจนแทบไม่มีอากาศบริสุทธิ์ให้หายใจ เหตุการณ์เหล่านี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อสภาพร่างกายและความเป็นอยู่ของเราเท่านั้น แต่มันยังส่งผลกระทบแง่ของเศรษฐกิจและสังคมด้วย

ตัวอย่างเช่น น้ำท่วมทำให้บ้านเรือนจำนวนมากได้รับความเสียหาย ถนนหนทางถูกตัดขาด ประชาชนออกไปจับจ่ายใช้สอยได้ยาก และกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางส่วนต้องหยุดชะงักลง ขณะที่ฝุ่นละอองทำให้ผู้คนมากมายล้มป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจ โดยสุขภาพร่างกายที่ย่ำแย่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำงาน หรือที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่าผลิตภาพแรงงาน (labour productivity) ซึ่งผลิตภาพแรงงานที่ลดลงมีผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว

ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบขนาดไหน

สำหรับประเทศไทย ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมาถือว่ารุนแรงอยู่ไม่น้อย เมื่ออ้างอิงจากรายงาน Global Climate Risk Index ฉบับปี 2021 ที่จัดทำโดย Germanwatch พบว่าไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 9 จากกว่า 170 ประเทศทั่วโลก

โดยตั้งแต่ปี 2000-2019 เกิดสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้วในไทยถึง 146 ครั้ง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายต่อเศรษฐกิจราว 7,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 260,000 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าเม็ดเงินลงทุนในโครงการในรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ที่มีมูลค่าราว 220,000 ล้านบาทเสียอีก

นอกเหนือจากรายได้ที่ประเทศสูญเสียไปในช่วงที่เกิดภัยธรรมชาติแล้ว รัฐบาลยังต้องใช้งบประมาณอีกเป็นจำนวนมากในการเยียวยาผู้ประสบภัย ดังนั้น ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจึงทำให้ไทยมีต้นทุนค่าเสียโอกาส (opportunity cost) ในการจัดสรรงบประมาณที่มีจำกัดไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยยกระดับศักยภาพในการแข่งขันให้ทัดเทียมกับนานาประเทศอีกด้วย

ผลกระทบที่ไม่เท่าเทียมกัน

แม้ความเสียหายในภาพรวมต่อเศรษฐกิจไทยจะฟังดูมีมูลค่ามหาศาล แต่ผลกระทบต่อคนแต่ละกลุ่มกลับไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับความสามารถในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้นลองดูสองตัวอย่างนี้

1. ภัยแล้งและน้ำท่วม

ปกติแล้วภัยธรรมชาติเหล่านี้มักเกิดเพียงบางจุด ไม่ได้ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ และบริเวณที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือพื้นที่ทำการเกษตร โดยเฉพาะในเขตชนบทตามต่างจังหวัด ทำให้คนที่อาศัยในเขตเมืองหรือไม่ได้ทำอาชีพเกษตรกรไม่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งและน้ำท่วม

โดยคนกลุ่มดังกล่าวจะเริ่มตระหนักถึงผลกระทบมากขึ้นก็ต่อเมื่อผลผลิตทางการเกษตรลดลงมากจนดันให้ราคาสินค้าเกษตรในตลาดพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ค่าวัตถุดิบในการปรุงอาหารปรับเพิ่มขึ้นตาม ค่าใช้จ่ายในการอุปโภคบริโภคของครัวเรือนจึงเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม แม้ครัวเรือนส่วนใหญ่จะได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น แต่ครัวเรือนกลุ่มรายได้สูงก็สามารถทนทานต่อสภาวะเช่นนี้ได้นานกว่าครัวเรือนกลุ่มรายได้น้อย

2. ฝุ่น PM 2.5

ตรงกันข้ามกับกรณีภัยแล้งและน้ำท่วม ฝุ่น PM 2.5 มักปกคลุมหนาแน่นในเขตเมือง โดยเฉพาะในบริเวณที่มีตึกสูงหรือมีการจราจรติดขัดเป็นเวลานาน ซึ่งแน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคน แต่ระดับของผลกระทบนั้นรุนแรงไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับว่าพิจารณาในมิติใด เช่น

  1. มิติของกลุ่มอาชีพ : คนที่ต้องปฏิบัติงานกลางแจ้ง หรือคนที่ไม่สามารถทำงานจากบ้าน (work from home) และต้องเดินทางด้วยรถสาธารณะมาทำงานทุกวันย่อมมีความเสี่ยงมากกว่าคนที่ทำงานอยู่เฉพาะในออฟฟิศหรือที่บ้าน
  2. มิติของกลุ่มอายุ : เด็กและผู้สูงอายุมีโอกาสป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจได้ง่ายกว่าคนวัยทำงาน และ
  3. มิติของกลุ่มรายได้ : เมื่อเครื่องฟอกอากาศและหน้ากากอนามัยเป็นสิ่งที่ต้องใช้เงินแลกมา คนรายได้สูงจึงมีความสามารถในการปกป้องตัวเองจากฝุ่น PM 2.5 มากกว่าคนรายได้น้อย นอกจากนี้ คนรายได้สูงที่มีเงินออมมากยังเลือกที่จะหลบไปพักผ่อนในบริเวณมีอากาศปลอดโปร่งได้ในยามที่มีเวลาว่าง ขณะที่คนรายได้น้อยที่ใช้เงินเดือนชนเดือนไม่มีทางเลือก จึงต้องอยู่ในพื้นที่แออัดและมีมลพิษตลอดเวลา

ถ้าอย่างนั้นใครควรเป็นคนลงมือแก้ปัญหานี้

คำตอบที่ดูซ้ำซากแต่ก็เป็นเรื่องจริง ก็คือคนไทยทุกคนนั่นแหละ แม้บางส่วนจะยังไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศก็ตาม โดยรัฐบาลต้องเข้ามามีบทบาทหลักในการออกกฎระเบียบและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม การสร้างแรงจูงใจให้คนหันมาใส่ใจดูแลสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ตลอดจนการเพิ่มรายจ่ายลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม

จากข้อมูล Government Finance Statistics ของ IMF ชี้ว่าตั้งแต่ปี 2017-2021 รัฐบาลไทยมีสัดส่วนการใช้จ่ายเพื่อดูแลสิ่งแวดล้อมเฉลี่ยเพียง 0.3% ของรายจ่ายทั้งหมด น้อยกว่าอินโดนีเซียที่เป็นประเทศในกลุ่มอาเซียนและอยู่ในกลุ่มรายได้ปานกลางเช่นเดียวกับไทย ซึ่งมีสัดส่วนการใช้จ่ายเพื่อดูแลสิ่งแวดล้อมเฉลี่ยราว 1.4% ขณะที่ประเทศในกลุ่มรายได้สูง เช่น ญี่ปุ่น และเนเธอร์แลนด์ ที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติอย่างรุนแรงในอดีตมีสัดส่วนการใช้จ่ายเพื่อดูแลสิ่งแวดล้อมเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3% ของรายจ่ายทั้งหมด

โดยแนวทางการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมควรครอบคลุมทั้งการแก้ไขปัญหาที่มีอยู่เดิม เช่น การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้เพียงพอต่อการเพาะปลูกในช่วงหน้าแล้ง และการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตเมือง รวมถึงการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือปัญหาในอนาคต เช่น การวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชที่ทนทานต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงมากขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อความมั่นคงด้านอาหาร (food security) ของประเทศ

สุดท้ายนี้ ผู้เขียนอยากฝากให้ทุกท่านเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่อาจทวีความรุนแรงมากขึ้นในอนาคต ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายแต่คงไม่ยากเกินกว่าความสามารถ และหากคนไทยร่วมกันผลักดันให้เกิดการดูแลด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรมในประเทศเราได้สำเร็จ ก็สามารถขยายความร่วมมือไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในภูมิภาคอาเซียน เหมือนเช่นที่ประเทศสมาชิกในสหภาพยุโรปทำอยู่ในปัจจุบัน

———————————–

ผู้เขียน : พิรญาณ์ รณภาพ

เศรษฐกรอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย

บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย


อ้างอิง

• Global Climate Risk Index 2021 โดย Germanwatch [https://www.germanwatch.org/…/Global%20Climate%20Risk…]

• ข้อมูลโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินจาก website ของ EEC [https://www.eeco.or.th/…/high-speed-rail-connecting-3…]

• ข้อมูล Government Finance Statistics โดย IMF [https://data.imf.org/…]

ใช้เงินเป็นเครื่องมือสร้างความสุขและความรู้สึกเติมเต็มในชีวิต

ขณะที่เขียนบทความนี้ ผมกับครอบครัวกำลังเตรียมตัวเดินทางไปฮ่องกงในช่วงสิ้นเดือนมีนาคมหลังจากที่ไม่ได้ไปมานานหลายปีเพราะการระบาดของโควิด-19

ต้องบอกก่อนว่าเราเป็นครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวย แต่เราเป็นครอบครัวที่รักการเดินทาง

ปกติแล้วผมกับภรรยาจะตั้งเป้าว่าปีหนึ่งอยากเดินทางไปไหนบ้าง ค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่ หลังจากนั้นก็ช่วยกันเก็บเงินที่เหลือจากลงทุนและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในแต่ละเดือนเอาไว้ พอได้เงินจำนวนหนึ่งก็หาดีลตั๋วเครื่องบินราคาดี ๆ แล้วก็เดินทางไปด้วยกันสามคนพ่อแม่ลูก

เงินที่ไปเที่ยวในแต่ละครั้งนั้นแม้อาจจะไม่ได้มาก แต่แน่นอนถ้ามองย้อนกลับไปหลาย ๆ ปีรวมกันแล้วก็ไม่น้อยเหมือนกัน ซึ่งสำหรับคนที่เป็นนักวิเคราะห์ตัวเลขก็อาจจะมองว่าผมเอาเงินไปใช้โดยไม่ได้ทำให้มันก่อให้เกิดประโยชน์เลย นี่ถ้าเอาไปลงทุนป่านนี้รวยกว่านี้แล้ว

ดูในเชิงหลักการก็น่าจะเป็นอย่างนั้น บางทีผมก็คิดแบบนั้น

แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ความคิดนั้นโผล่เข้ามา ผมหยุดแล้วกลับมาถามและเตือนตัวเองว่า ‘การเก็บเงินเพียงเพื่อจะได้มีเงินนั้นไม่ใช่เป้าหมายของตัวเอง’ ผมไม่ใช่คนสุรุ่ยสุร่าย ไม่ดื่มเหล้า ไม่เล่นการพนัน ไม่สูบบุหรี่ ไม่ชอบเที่ยวกลางคืน จะซื้ออะไรผมคิดอย่างน้อย ๆ อย่างน้อย 5-6 ตลบ ไม่ได้ใช้ชีวิตหรูหรา ไม่มีหนี้สิน ของสองอย่างในชีวิตที่ใช้เงินมากที่สุดในแต่ละเดือนคือกินอาหารอร่อยและหนังสือดี ๆ แค่นั้น นอกนั้นชีวิตก็มีความสุขง่าย ๆ การดูหนัง ซีรีส์สนุก ๆ วิ่งออกกำลัง และใช้เวลากับครอบครัว

ใช้เงินเพื่อเติมเต็มความสุขได้ยังไง?

โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าตัวเองมีความรับผิดชอบทางการเงินในระดับหนึ่ง ลงทุนมาตั้งแต่อายุยี่สิบกลาง ๆ ลองผิดลองถูก แต่ก็ลงทุนมาเรื่อย ๆ มีเงินเก็บเป็นก้อน และที่เหลือก็จะเก็บเงินไว้เดินทางอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นในมุมมองของผมแล้วเงินถือเป็นเครื่องมือเพื่อใช้สร้างความสุขและการเติมเต็มในชีวิตมากกว่าเป้าหมายในตัวของมันเอง

แต่ยังไงก็ตามอย่างที่เราทุกคนทราบดี ‘ความสุข’ ของแต่ละคนแตกต่างกัน ซึ่งสำหรับตัวผมโชคดีที่มันไม่ได้ยุ่งยากอะไรมากนัก สุขตอนที่ได้เดินทางกับครอบครัว สุขที่เวลาเงียบ ๆ อย่างหนังสือ สุขที่ได้ออกไปรดน้ำต้นไม้ ไปวิ่งที่สวน สุขเมื่อรู้สึกสงบและได้ทำงานที่ตัวเองรัก

แล้วผมจะใช้เงินเพื่อสร้างความสุขและความรู้สึกเติมเต็มแบบนี้ให้มากที่สุดได้ยังไงล่ะ?

ทุกอย่างไม่ได้มาฟรี ๆ และต้องมีการแลกเปลี่ยนเสมอ

เมื่อความสุขของผมคือความรู้สึกสงบ ได้ท่องเที่ยวเดินทาง อยู่กับครอบครัว เพราะฉะนั้นสิ่งที่จำเป็นมาก ๆ ที่สุดคือการเก็บเงินให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ สร้างรายได้หลาย ๆ ทางและแน่นอนครับไม่สร้างหนี้ (หากไม่จำเป็น) ไม่ได้หมายความว่าต้องอยู่อย่างอด ๆ อยาก ๆ นะครับ เพียงแต่รู้ว่าความสุขของตัวเองคืออะไร ก็เก็บเงินเพื่อใช้มันกับความสุขตรงนั้นให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ความรู้สึกเติมเต็มจากการได้ทำงานที่ตัวเองรัก ไม่ว่าเราจะเป็นใคร ผมเชื่อว่าทุกคนมีอยากทำงานที่มีความหมายต่อตัวเอง ต่อสังคมและคนรอบข้าง งานสามารถนำความรู้สึกเติมเต็มมาให้ได้ ถ้าเราเข้าใจว่าเราทำงาน ‘ทำไม’

โชคดีอีกเช่นกันที่ผมได้ทำงานที่ตัวเองรัก เขียนหนังสือ เขียนบทความ และทำงานด้านสื่อต่าง ๆ และก็โชคดีอีกนั่นแหละที่มันก็สร้างรายได้เพียงพอสำหรับความสุขและความเติมเต็มในชีวิตเล็ก ๆ ที่ดำเนินอยู่

ฟังแล้วอาจจะดูปลงกับชีวิต ไม่อยากได้ไม่อยากมี ที่จริงแล้วไม่ใช่นะครับ แน่นอนว่าความอยากได้อยากมี เห็นคนอื่นมีนั่นมีนี่แล้วก็อยากมีเหมือนเขา แต่ผมยอมแลกความหรูหราในชีวิต แลกเงินที่จะซื้อของดี ๆ รถดี ๆ เสื้อผ้าดี ๆ ฯลฯ เพื่อนำไปซื้อความสุขที่เติมเต็มชีวิต เพราะสำหรับผมความสุขระยะยาวอย่างประสบการณ์เดินทางกับครอบครัว ความทรงจำดี ๆ หรือ ความรู้สึกที่ไม่เครียดกังวล เงินขาดเงินช็อตนั้นมีค่ามากกว่าความสุขระยะสั้นมากนัก

เราเก็บเงินให้เพียงพอต่อความจำเป็น การวางแผนการเงินเป็นเรื่องที่สำคัญ เราไม่มีทางสุขภาพแข็งแรงไปตลอดชีวิต และไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะฉะนั้นเงินสำรองต้องมาเป็นอันดับแรก ต่อจากนั้นก็เป็นการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ หมั่นตรวจสอบและเติมเงินเข้าไป สุดท้ายที่เหลือค่อยเก็บเงินไปซื้อสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข

เงินเป็นเครื่องมือ มันซื้อความสุขได้ แต่คุณต้องเข้าใจความสุขที่แท้จริงของตัวเองก่อนด้วย

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save