เปิดพอร์ต DCA สำหรับลูก 7 ปี กำไร 23% : ข้อดีข้อเสียจากประสบการณ์จริง

สำหรับคนที่เป็นพ่อแม่ หน้าที่ที่สำคัญเป็นอันดับแรก ๆ คือการวางแผนการเงินสำหรับอนาคตของลูก โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายสำหรับเรื่องการศึกษา อย่างที่หลาย ๆ คนทราบดีว่าการเลี้ยงลูกสมัยนี้ต้องใช้เงินค่อนข้างเยอะ ข้อมูลจากเว็บไซต์ amarinbabyandkids บอกว่าโดยเฉลี่ยแล้วค่าใช้จ่ายตั้งแต่ลูกเกิดจนถึงเรียนมหาวิทยาลัยในระบบโรงเรียนเอกชนอยู่ที่ราว ๆ 1,200,000 – 1,800,000 บาท ซึ่งเป็นค่ากลาง ๆ ถ้าเป็นโรงเรียนรัฐบาลก็ถูกกว่านี้ และถ้าเป็นนานาชาติหรือไปเรียนเมืองนอกก็จะแพงระดับ 15 ล้านไปเลย

(ซึ่งตรงนี้ยังไม่ได้รวมค่าเรียนพิเศษอื่น ๆ นะครับ)

เพราะฉะนั้นสำหรับผมซึ่งเป็นคุณพ่อเลยต้องวางแผนเก็บเงินเพื่อเป็นทุนการศึกษาตั้งแต่ลูกเกิดในปี 2016 เลย วันนี้เลยอยากมาแชร์ประสบการณ์ส่วนตัวว่าที่ผ่านมาใช้วิธีไหนและมันมีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง เผื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจสำหรับคนอื่น ๆ ครับ

(ต้องบอกก่อนว่านี่เป็นเพียงการแชร์ประสบการณ์ส่วนตัว ไม่ใช่การแนะนำหรือชักชวน เพราะฉะนั้นสำหรับใครที่จะลงทุนยังไงก็ขอให้ศึกษารายละเอียดในตัวหุ้นหรือขั้นตอนอย่างละเอียดก่อนนะครับ)

ว่าแล้วก็มาเริ่มกันเลย

ส่วนตัวผมเป็นนักลงทุนแนว VI ซื้อหุ้นไม่บ่อย ซื้อตามจังหวะที่ตลาดร่วง ถ้าหุ้นที่เลือกไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงแบบมีนัยสำคัญ เช่นบริษัททำผลงานได้ย่ำแย่อย่างต่อเนื่อง ผู้บริหารทำตัวไม่โปร่งใสและมีพฤติกรรมที่น่าสงสัย หรือ บริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมดาวร่วงและบริษัทยังไม่มีหนทางแก้ไข แบบนี้ก็จะขายและไปซื้อตัวใหม่ ผมถือว่าซื้อหุ้นเพราะอยากเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทนั้นยาว ๆ 

ว่าไปแล้วส่วนตัวผ่านตลาดหมีมาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ น้ำท่วมใหญ่ รัฐประหารปี 57 และโควิด-19  ทุกครั้งที่หุ้นร่วงแรง ผมก็จะเอาเงินสดไปซื้อหุ้นที่ตัวเองเลือกเอาไว้แล้ว โดยที่ผลประกอบการส่วนตัวก็ถือว่าไม่เลวร้าย เอาตัวรอดได้ในตลาดหุ้นได้ 

เพราะฉะนั้นผมจึงไม่เคยคิดจะออมเงินของลูกไว้ในธนาคารเพราะดอกเบี้ยมันน้อย ไม่ได้ซื้อกองทุนเพราะรู้สึกว่าอยากเลือกหุ้นในพอร์ตเองมากกว่า แต่ก็ไม่อยากเสี่ยงมากเหมือนพอร์ตตัวเองและต้องการความสม่ำเสมอตลอดด้วย

สุดท้ายเลยไปลงตัวที่การลงทุนแบบ DCA (Dollar Cost Averaging) ที่เลือกหุ้นที่เห็นว่าจะอยู่ไปอีกหลายสิบปี แล้วลงเท่า ๆ กันทุกเดือน โดยตั้งเป้าว่าทุกปีจะเพิ่มขึ้นเดือนละ 1,000 บาท สมมุติว่าปีแรกที่ลูกเกิด (2016) ผมลงทุนเดือนละ 5,000 บาท ปีต่อมา (2017) ก็จะลงทุนเดือนละ 6,000 บาท … ไปอย่างนี้เรื่อย ๆ ตามเงินของเราที่หาเพิ่มขึ้นได้ด้วย

ถึงตอนนี้ครับ 7 ปีผ่านมา ผลตอบแทนเฉลี่ยของหุ้นในพอร์ตของลูกอยู่ที่ราว ๆ (+) 23% ผ่านมรสุมมาหนึ่งครั้งตอนโควิด-19 ตอนนั้นติดลบไปราว ๆ (-) 35% ได้ แต่ก็ซื้อมาโดยตลอดครับ (มีทั้งหมด 6 ตัว, EA, BDMS, COM7, AOT, HMPRO, KTC จะเห็นว่าเป็นพอร์ตที่กระจายความเสี่ยงในหลาย ๆ อุตสาหกรรมเลย แม้จะเลือกเองก็ยังเป็นพอร์ตที่เน้นความปลอดภัยมาก ๆ)

ถามว่าดีไหม…ก็โอเคครับ เพราะถ้าเลือกซื้อตามจังหวะอาจจะได้มากกว่านี้ แต่ถามว่าแย่ไหม…ก็ไม่ได้แย่ครับ พอใช้ได้ เลยอยากจะมาชวนคุยเรื่องข้อดีข้อเสียของมันสักหน่อย

ข้อดีของการใช้ DCA

– ไม่ต้องคิดมาก หักบัญชีทุกเดือน ตอนนี้มีโบรกฯ ให้เลือกเยอะด้วย

– เลือกหุ้นได้เอง แต่ก็มีข้อจำกัด (ต่อในข้อเสีย)

– สามารถเพิ่มลดการลงทุนแบบรายตัวได้

– ความสม่ำเสมอช่วยให้เบาใจ

– ปันผลก็เอากลับไปซื้อหุ้นต่อ

– ซื้อขายได้เหมือนหุ้นปกติ (แต่ก็มีข้อเสีย)

ข้อเสียของการใช้ DCA

– ต้องเลือกหุ้นเอง (แตกต่างจากกองทุน) จึงมีความเสี่ยงสูง

– โบรกฯแต่ละเจ้ามีข้อแม้ในการเลือกหุ้นได้ต่างกัน

– ส่วนใหญ่เลือกได้แต่เฉพาะ SET100, SET50, SETHD เลือกหุ้นที่ Grwoth เยอะ ๆ ไม่ได้

– มันจะมีเศษหุ้นเหลืออยู่ถ้าจะขาย

– โบรกฯที่ใช้อยู่ตั้งคำสั่งซื้อไม่ได้ เช่นช่วงนี้ตลาดหุ้นตกอยากเก็บหุ้นเพิ่ม ทำไม่ได้ เป็นข้อจำกัดของบัญชีโบรกฯที่ผมใช้ ซึ่งโบรกฯอื่น ๆ อาจจะไม่เป็น


สำหรับคำแนะนำส่วนตัวคิดว่าคนที่มีความเชี่ยวชาญในการเลือกหุ้นอาจจะหันไปใช้วิธีที่เรียกว่า VA (Value Averaging) ที่เป็นการเลือกซื้อหุ้นเองแบบสม่ำเสมอเหมือนกัน (รายเดือน รายไตรมาส หรือรายปี) ต่างกันที่การลงทุนแบบ VA จะใส่เงินลงทุนในแต่ละงวดไม่เท่ากัน และจะให้ความสำคัญกับการควบคุมปริมาณการซื้อและขายสินทรัพย์เพื่อให้มูลค่าของพอร์ตลงทุนเพิ่มขึ้นเป็นมูลค่าที่เท่า ๆ กันตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแต่ละงวด 

เช่น กำหนดเป้าหมายการลงทุนว่า มูลค่าพอร์ตลงทุนจะต้องเพิ่มขึ้น 1,000 บาททุกงวด เดือนแรกซื้อ 1,000 บาท เดือนต่อมาไม่ว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง ก็ต้องทำให้มูลค่าหุ้นในพอร์ตเท่ากับ 2,000 บาท ดังนั้น ถ้าราคาหุ้นในเดือนที่ 2 ปรับลดลง (มูลค่าหุ้นในพอร์ตน้อยกว่า 1,000 บาท) ก็ต้องเงินลงทุนมากกว่า 1,000 บาท เพื่อให้มูลค่าของพอร์ตลงทุนเป็น 2,000 บาท 

ในทางกลับกัน ถ้าราคาหุ้นในเดือนที่ 2 ปรับขึ้น (มูลค่าหุ้นสูงกว่า 1,000 บาท) ก็ลดเงินลงทุนลงมาน้อยกว่า 1,000 บาท หรือจะขายเอาเงินสดออกมาก็ได้ ซึ่งการลงทุนแบบ VA สามารถทำได้ทั้งซื้อและขายเพื่อที่จะปรับมูลค่าของพอร์ตลงทุนให้เป็นไปตามเป้าหมาย ในขณะที่การลงทุนแบบ DCA จะเป็นการซื้อเพื่อถัวเฉลี่ยเพียงอย่างเดียวเลย

ข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ต้องเลือกเอาว่าเราสะดวกและที่สำคัญทำแบบไหนแล้วเราจะทำได้อย่างสม่ำเสมอมากที่สุดด้วย เพราะการวางแผนการเงินสำหรับลูกเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ ความเสี่ยงควรอยู่ในระดับที่รับได้และต้องมั่นใจว่าเราจะต้องมีเงินตรงนี้แบ่งสำรองไว้ให้เพียงพอเมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้มันด้วย

https://www.amarinbabyandkids.com/family/cost-raise-children/

https://www.setinvestnow.com/th/knowledge/article/262-dca-or-va

ส่องพอร์ตมูลค่าเกือบ 3 พันล้านของ ดร.ไพบูลย์ เซียนหุ้น VI ในปี 2023

ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา ถือเป็นหนึ่งในนักลงทุนเน้นคุณค่า (VI – Value Investor) ที่นักลงทุนส่วนใหญ่จะรู้จักดีในประเทศไทย ที่ผ่านมาสร้างผลงานด้านการลงทุนมาได้ดีโดยตลอด และ “กรุงเทพธุรกิจ” บอกว่าตามข้อมูลตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ณ วันที่ 5 มกราคม 2023 พอร์ตหุ้นของ ดร.ไพบูลย์ ตอนนี้ถือหุ้นอยู่ 7 หลักทรัพย์ รวมมูลค่ากว่า 2,825.31 ล้านบาทเลย

สำหรับนักลงทุนทุกคนแล้ว สิ่งที่สำคัญคือการเรียนรู้จากนักลงทุนที่มีประสบการณ์ ซึ่งจะช่วยทำให้เรากลับมาปรับใช้กับการลงทุนของตัวเอง เดี๋ยววันนี้จะมาดูกันว่าหุ้นทั้ง 7 หลักทรัพย์ที่ ดร.ไพบูลย์ถืออยู่ตอนนี้มีอะไรบ้าง เผื่อช่วยต่อยอดความคิดและการลงทุนของเราด้วย

1. JMT (บมจ. เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส)

  • ถือหุ้นใหญ่ลำดับ 4 จำนวน 27,989,014 หุ้น (1.92%)
  • มูลค่าประมาณ 1,854.27 ล้านบาท

ประกอบธุรกิจ 3 ประเภทหลัก ได้แก่

1) ธุรกิจให้บริการติดตามเร่งรัดหนี้

บริษัทให้บริการแก่ผู้ว่าจ้างที่เป็นสถาบันการเงิน และผู้ประกอบการต่างๆ ซึ่งประสงค์จะให้บริษัทฯ ติดตามและดำเนินการให้ลูกหนี้ของผู้ว่าจ้างชำระคืนหนี้ ขอบเขตการให้บริการ ครอบคลุมถึงการรับจ้างติดตามและจัดเก็บหนี้ รวมถึงงานด้านกฎหมาย ได้แก่ ฟ้องและสืบทรัพย์คดี

2) ธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ

โดยซื้อหนี้ด้อยคุณภาพจากสถาบันการเงิน หรือบริษัทต่างๆ และนำมาบริหารจัดเก็บหนี้

3) ธุรกิจให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์

โดยเน้นให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใช้แล้วทั้งรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถกระบะ และเน้นปล่อยสินเชื่อให้แก่บุคคลธรรมดา โดยเป็นการ spin off มาจาก JMART

2. CHAYO (บมจ.ชโย กรุ๊ป)

  • ถือหุ้นใหญ่ลำดับ 2 จำนวน 67,915,939 หุ้น (6.37%)
  • มูลค่าประมาณ 601.05 ล้านบาท

ประกอบกิจการเจรจาติดตามและเร่งรัดหนี้สิน และบริหารสินทรัพย์จากการรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพทั้งที่มีหลักประกันและไม่มีหลักประกันจากสถาบันการเงิน และกิจการศูนย์บริการข้อมูลลูกค้า

3. KLINIQ (บมจ.เดอะคลีนิกค์ คลินิกเวชกรรม)

  • ถือหุ้นใหญ่ลำดับ 6 จำนวน 5,818,182 หุ้น (2.64%)
  • มูลค่าประมาณ 212.36 ล้านบาท

เป็นธุรกิจเกี่ยวกับคลินิกเวชกรรมด้านผิวหนังความงาม ศัลยกรรมตกแต่งและการดูแลป้องกันฟื้นฟูสุขภาพ

4. BRR (บมจ.น้ำตาลบุรีรัมย์)

  • ถือหุ้นใหญ่ลำดับ 10 จำนวน 9,000,000 หุ้น (1.11%)
  • มูลค่าประมาณ 67.95 ล้านบาท

เป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในการลงทุนในบริษัทอื่น (Holding Company) โดยลงทุนในบริษัทย่อยที่ถือหุ้นร้อยละ 99.99 โดยมีธุรกิจหลักเป็นธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทราย และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

1) บริษัท โรงงานน้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด ธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทราย
2) บริษัท บุรีรัมย์พลังงาน จำกัด, บริษัท บุรีรัมย์เพาเวอร์ จำกัด และ บริษัท บุรีรัมย์เพาเวอร์พลัส จำกัด เป็นธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานชีวมวล
3) บริษัท ปุ๋ยตรากุญแจ จำกัด ธุรกิจผลิตและจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์
4) บริษัท ชูการ์เคน อีโคแวร์ จำกัด ธุรกิจผลิตบรรจุภัณฑ์ เครื่องใช้ และอุปกรณ์ต่าง ๆ จากชานอ้อย และเยื่อพืชธรรมชาติชนิดอื่น
5) บริษัท บีอาร์อาร์ โลจิสติกส์ แมเนจเมนท์ จำกัด ธุรกิจการบริหารจัดการโลจิสติกส์และบริการขนส่ง

5. THREL (บมจ.ไทยรีประกันชีวิต)

  • ถือหุ้นใหญ่ลำดับ 9 จำนวน 10,938,400 หุ้น (1.82%)
  • มูลค่าประมาณ 46.37 ล้านบาท

ประกอบธุรกิจประกันภัยต่อด้านการประกันชีวิตทุกประเภท โดยเบี้ยประกันภัยรับส่วนหนึ่งจะถูกกันไว้เป็นเงินสำรองประกันชีวิต และดำเนินการบริหารเงินสำรองประกันชีวิตส่วนนี้โดยนำไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนให้ครอบคลุมภาระที่จะเกิดขึ้น

6. ASN (บมจ.เอเอสเอ็น โบรกเกอร์)

  • ถือหุ้นใหญ่ลำดับ 4 จำนวน 7,200,000 หุ้น (3.85%)
  • มูลค่าประมาณ 23.76 ล้านบาท

ดำเนินธุรกิจเป็นนายหน้าประกันวินาศภัยซึ่งมุ่งเน้นการขายประกันภัยรถยนต์เป็นหลัก และธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ โดยได้ถือหุ้นร้อยละ 99.99 ในบริษัท เอเอสเอ็น ไลฟ์ โบรกเกอร์ จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจเป็นนายหน้าประกันชีวิต และถือหุ้นร้อยละ 99.99 ในบริษัท ได้เงิน ดอทคอม จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจให้บริการจับคู่ผู้ให้กู้ยืมเงินและผู้กู้ยืมเงิน

7. MANRIN (บมจ.แมนดารินโฮเต็ล)

  • ถือหุ้นใหญ่ลำดับ 9 จำนวน 758,600 หุ้น (2.82%)
  • มูลค่าประมาณ 19.53 ล้านบาท

ธุรกิจโรงแรมเพื่อให้บริการที่พักอาศัย จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม การประชุมสัมมนา การจัดเลี้ยงและการให้บริการอื่นๆอันเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจโรงแรม

ถ้าลองจัดกลุ่มหุ้นที่ ดร.ไพบูลย์ ถืออยู่จะเห็นว่ามันมีตีมบางอย่างอยู่ ตั้งแต่เรื่องประกันและเร่งรัดหนี้สินที่โดดเด่นออกมาสองกลุ่ม และที่เหลือเป็นเหมือนการกระจายความเสี่ยงไปยังอุตสาหกรรมอื่น ๆ เพราะฉะนั้นน่าจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าทำไม ดร.ไพบูลย์ ถึงเก็บหุ้นเหล่านี้ไว้ในพอร์ต และเราควรจะจัดพอร์ตของตัวเองแบบไหน

“กลัวความรวย” แบบนี้ก็มีด้วย? รู้จัก “Plutophobia” โรคสุดแปลก

“กลัวความจน” เชื่อว่าใครๆ ก็น่าจะเป็นเหมือนๆ กัน แต่ในโลกที่เต็มไปด้วยความแตกต่าง กลับมีคนกลุ่มหนึ่งที่ ไม่ชอบความร่ำรวย ไม่ชอบการสะสมเงินทองเอามากๆ

บางคนถึงขั้นเข็ดขยาด ไม่อยากอยู่ใกล้คนมีตังค์ บางครั้งถึงขั้นแอบผวา หน้าซีดปากสั่นก็มี อาการแบบนี้ทางจิตวิทยา เรียกกันว่า “Plutophobia” แปลเป็นไทยแบบง่ายๆ คือ “โรคกลัวความมั่งคั่งร่ำรวย” นั่นเอง

ถามจริง…โรคแบบนี้มีจริงๆ เหรอ?? มันผิดวิสัยความเป็นมนุษย์ที่อยากได้อยากมีเลยนะ คำตอบ คือ มีจริงๆ โรคแปลกๆ แบบนี้ และก็ไม่ได้มีน้อยด้วย งั้นถามต่อ Plutophobia เกิดจากอะไร?

ว่ากันว่า Plutophobia เกิดจากคำว่า “Pluto” หมายถึง เทพเจ้าแห่งความร่ำรวยของชาวกรีก ส่วน “Phobia” หมายถึง อาการกลัวแบบขั้นสุด เมื่อนำมารวมกันจึงแปลว่า “โรคกลัวความมั่งคั่งร่ำรวย” นั่นเอง

เอาเข้าจริง จนถึงขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่า Plutophobia เกิดจากอะไรกันแน่ แต่ทางจิตวิทยา สันนิษฐานกันว่า อาจเกิดจากประสบการณ์ที่เลวร้ายในอดีต สร้างความทรงจำที่ไม่ดี โดยเฉพาะเรื่องเงินๆ ทองๆ ทำให้พวกเขาเข้าใจว่า ความรวยมันซับซ้อน และไม่ได้ทำให้ชีวิตมีความสุข

แล้วอาการ Plutophobia เป็นยังไงล่ะ

พูดง่ายๆ แค่คิดถึงความรวย คนกลุ่มนี้จะเครียด แบบกังวลไปสารพัดว่า จะมีคนแอบเข้ามาหาผลประโยชน์ แล้วพอเผลอไผลก็ถูกโกงจนหมดตัว

บางคน ไม่อยากอยู่ใกล้คนมีตังค์ เพราะมองว่าไม่น่ามีมิตรแท้ มีแต่มิตรเทียมเข้ามาปอกลอก แบบพอมีเงินก็จะมาอยู่ใกล้ พอไม่มีเงินก็จะห่างหาย ไม่เห็นหน้าเห็นตา ถ้าต้องฝืนให้คนกลุ่มนี้เข้าใกล้คนรวย พวกเขาจะออกอาการหน้าซีด ปากสั่น บางครั้งเป็นมากถึงกับคลื่นไส้ อาเจียนเลยทีเดียว

บางคนเป็นมากถึงขั้นรู้สึกผิดที่มีฐานะร่ำรวย จึงพยายามบรรเทาความรู้สึกผิดด้วยการบริจาคเงิน หรือ ยกทรัพย์สินที่มีให้กับคนอื่น เพราะไม่อยากสะสมทรัพย์สินเงินทองไว้กับตัว

ขณะที่บางคนคิดว่า พอรวยแล้วเหมือน ขึ้นขี่หลังเสือ ต้องดิ้นรนพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาความรวยให้คงอยู่ เหนื่อยทั้งกาย เหนื่อยทั้งใจ แถมยังต้องเสียภาษีแพงกว่าคนทั่วไปอีก

มาถึงตรงนี้ เชื่อว่าหลายคนคงเกิดคำถาม ( อีกแล้ว ) ว่า Plutophobia น่ากลัวตรงไหน?

คนเราพอไม่อยากรวย ก็มักไม่มีแรงจูงใจในการเก็บสะสมเงินทอง สินทรัพย์ จากนั้นจะเริ่มใช้ชีวิตไปวันๆ หาเงินแค่พอใช้ พอประทังชีพ พอรู้สึกว่าไม่ต้องดิ้นรนหาเงิน ก็จะไม่สนใจแบ่งเงินไปลงทุน จนบางครั้งละเลยว่าต้องมีเงินสำรองติดตัวไว้ เพื่อรับมือกับเหตุฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต คราวนี้พอเกิดเหตุไม่คาดฝันจะไปหยิบยืมใครก็ไม่ทันเวลาแล้ว

คนกลุ่มนี้ มักมีนิสัยเอื่อยเฉื่อย ไม่อยากมีความก้าวหน้า จึงทำงานแบบซังกะตาย ส่งผลให้งานที่ทำออกมาไม่มีประสิทธิภาพ กลายเป็นภาระเพื่อนร่วมงานและองค์กร ที่สำคัญ คนกลุ่มนี้ จะไม่อยากอยู่ใกล้คนรวย จึงไม่คิดมีปฏิสัมพันธ์ด้วย ไม่คบหา ไม่ไขว่คว้าหาความรู้ จึงพลาดโอกาสที่ดีในการพัฒนาตัวเอง

มาถึงคำถามสุดท้ายแล้วล่ะ…Plutophobia รักษาได้มั้ย?

เอาเข้าจริงๆ การรักษาอาการภาวะ Phobia มีด้วยกันหลายวิธี และการรักษาก็มักขึ้นอยู่กับอาการของบุคคลนั้นๆ โดยทั่วไป หากมีอาการในระยะเริ่มแรก จะใช้การรักษาด้วยยา เป็นยาในกลุ่มแก้วิตกกังวล ยาคลายเครียด หรือ ยาช่วยให้นอนหลับ เพื่อลดทอนความกลัว ตามดุลยพินิจของแพทย์

หากมีอาการรุนแรงขึ้น หรือรักษาด้วยยาแล้วไม่ได้ผลที่ดีพอ แพทย์อาจให้แนะนำให้ไปทำจิตบำบัดกับนักจิตวิทยา สุดท้าย การรักษาอาการนี้จะได้ผลดี คือ การเผชิญหน้า และค่อยๆ ปรับตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ว่า ความเครียด ความกังวล จากสิ่งที่กลัว ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด

Plutophobia แม้จะไม่ได้ทำให้คนรอบข้างเดือดร้อนมากนัก แต่ถือเป็นอคติ และความคิดเชิงลบที่ควรขจัดทิ้ง เพราะนอกจากจะทำให้ ผู้ที่มีอาการดังกล่าว ไม่ได้เตรียมความพร้อมด้านการเงิน เพื่อรับมือกับเหตุฉุกเฉินที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และอาจทำให้สูญเสียโอกาสในการสร้างความมั่นคงทางการเงินของตัวเองและครอบครัวด้วย

12 เดือน 12 เล่ม หนังสือดีการเงินและธุรกิจที่ควรอ่านรับปี 2023

เชื่อว่า New Year’s Resolution ของเพื่อน ๆ หลายคนน่าจะมีเรื่องการอ่านหนังสือไว้ในเป้าหมายปีนี้ด้วย ในวันที่เศรษฐกิจอืดเอื่อยแบบนี้ คงเป็นเรื่องดีไม่น้อยหากเจอหนังสือเกี่ยวกับการเงินที่น่าสนใจ เพิ่มสกิลทำธุรกิจและเข้าใจการลงทุนมากขึ้น

aomMONEY จึงไม่รอช้า รีบคัดหนังสือดีมาแนะนำ จัดให้แบบ 12 เดือน 12 เล่ม #เต็มคาราเบล เสริมแกร่ง เพิ่มความรู้การเงินไว้ต่อสู้กับภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนสูง ทั้งหนังสือพื้นฐานการเงิน การพัฒนาธุรกิจและการลงทุน จะมีเล่มไหนบ้างไปดูกัน

1. Money 101: เริ่มต้นนับหนึ่งสู่ชีวิตการเงินอุดมสุข – จักรพงษ์ เมษพันธุ์

เชื่อว่าหลาย ๆ คนรู้จักโค้ชหนุ่ม หรือ ‘Money Coach’ กูรูการเงินสายฮาร์ดคอร์ที่มีทั้งหนังสือ บทความ คลิปวิดีโอ ให้ความรู้ทางการเงินกับคนไทยมานาน

โดยหนังสือ ‘Money 101: เริ่มต้นนับหนึ่งสู่ชีวิตการเงินอุดมสุข’ ถือว่าเป็นหนังสือปูพื้นฐานการเงินที่เข้าใจง่าย รวบรวมประเด็นสำคัญที่ควรรู้มาบอกเล่าตามสไตล์โค้ชหนุ่ม อธิบายให้เข้าใจถึงเป้าหมายที่แท้จริงทางการเงินของตนเอง เขียนและงบการเงินส่วนบุคคลเป็น ตั้งเป้าหมายการออม รวมไปถึงวิธีบริหารการเงินให้ประสบความสำเร็จจากเคล็ดลับที่สั่งสมมาตลอด 10 ปี บนเส้นทางการเงินของโค้ชหนุ่มด้วย

2. The Richest Man in Babylon – George S. Clason

หนังสือการเงินสุดคลาสสิกของ George S. Clason ตีพิมพ์ครั้งแรกเป็นฉบับภาษาอังกฤษในปี ค.ศ.1926 เขียนออกมาแนว Fiction โดยเป็นเรื่องราวของ พ่อหนุ่มอาร์กาด ที่เผอิญได้มาพบกับเพื่อนและถูกตั้งคำถามว่า “ทำไมเจ้าถึงรวยแบบนี้” จากนั้นตัวเอกก็จะเล่าวิธีการที่จะนำไปสู่ความร่ำรวย ทั้งการเก็บออม ควบคุมค่าใช้จ่าย ป้องกันความเสี่ยง เป็นอีกเล่มที่ให้ทั้งความสนุกควบคู่กับความรู้เหมาะกับทุกเพศทุกวัย เด็กอ่านได้ ผู้ใหญ่อ่านแล้วรวยกันเลยทีเดียว

3. Rich Dad Poor Dad – Robert T. Kiyosaki

‘Rich Dad Poor Dad’ หรือ ‘พ่อรวยสอนลูก’ โดย Robert T. Kiyosaki หนังสือเล่มดังที่เล่าเรื่องราวของเขาเองที่มีพ่อ 2 คน โดยพ่อที่ถูกเรียกว่า ‘พ่อจน’ จะมีแนวคิดล้าหลังเช่น “ตั้งใจเรียนเพื่อให้ได้เงินเดือนสูง ๆ” ต่างจากพ่ออีกคนที่มีแนวคิดการเงินแบบใหม่ ที่สอนให้เป็นเจ้าของธุรกิจ หารายได้หลายทาง จนถูกเรียกว่า ‘พ่อรวย’

โดยหนังสือจะค่อย ๆ ปรับแนวคิดผู้อ่านให้เข้าใจสภาพการเงินของตนเอง เรียนรู้ที่จะเข้าใจความเสี่ยง หาวิธีการออกจาก ‘สนามแข่งหนู’ สู่หนทางสู่ความมั่งคั่ง

4. Psychology of Money – Morgan Housel

หนังสือ ‘The Psychology of Money’ ของ Morgan Housel จะช่วยเปิดมุมมองเกี่ยวกับการจัดการการเงินมากกว่าเรื่องของศาสตร์แต่มีความเชื่อมโยงทางด้านศิลปะการจัดการในมุมของจิตวิทยาด้วย 

เปิดด้วยแนวคิดที่ว่า เมื่อเราเห็นคนออกกำลังกาย ก็จะรู้ได้ว่าแข็งแรง มีมัดกล้าม หุ่นดี แต่เมื่อมองไปที่คนรวย เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเขามีเงินเก็บเท่าไหร่หรือพอร์ตการลงทุนใหญ่แค่ไหน ดังนั้น Wealth หรือความมั่งคั่งไม่สามารถมองเห็นได้จากภายนอก

หนังสือเล่าเรื่องราวต่าง ๆ พยายามทำให้ผู้อ่านเข้าใจและยอมรับตัวตน ให้รู้ว่ามีทางเลือกในการใช้เงินมากน้อยแค่ไหน รวมถึงนำเสนอแนวคิดจิตวิทยาด้านการออมและลงทุนที่ผู้คนส่วนใหญ่มักทำผิดพลาด

5. คิดแบบยิว ทำแบบญี่ปุ่น – ฮอนดะ เคน

‘คิดแบบยิว ทำแบบญี่ปุ่น’ โดย ฮอนดะ เคน เป็นหนังสือที่เล่าเรื่องสไตล์นิยาย ง่ายต่อการอ่าน เนื้อหาสนุก เน้นการถ่ายทอดหลักคิดในการพัฒนาตนเองเกี่ยวกับการวางแผนการเงิน รวบรวมหลักคิดที่ฉลาดหลักแหลมแบบชาวยิว รวมเข้ากับความมุมานะ ละเอียดรอบคอบของชาวญี่ปุ่น พร้อมวิธีประยุกต์ให้เหมาะสมกับธุรกิจหรือสถานการณ์ต่าง ๆ และด้วยเนื้อเรื่องที่เข้าถึงง่าย นำไปใช้ได้จริง จึงเป็นอีกเล่มที่อยากให้ลองอ่านกัน

6. คัมภีร์เจ้าของธุรกิจ – HBR Entrepreneur’s Handbook

หนังสือชุดของ Harvard Business Review มีหลายเล่ม ที่หยิบมาแนะนำเป็น ‘คัมภีร์เจ้าของธุรกิจ’ มีเนื้อหาว่าด้วยคุณสมบัติที่ดีของผู้ที่จะเป็นผู้ประกอบการ รวมถึงความรู้ต่าง ๆ ที่ผู้ประกอบการควรมี ทั้งรูปแบบการสร้างบริษัท การระดมทุน ลักษณะของธุรกิจที่ดี และระบบอื่น ๆ ที่ช่วยให้เข้าใจการเป็นผู้ประกอบการได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนั้ยังมีการนำเอาผลงานวิจัยและแนวคิดในการพัฒนาธุรกิจ จากผู้นำทางความคิดของ Harvard Business Review อย่างเช่น Marc Andreessen และ Reid Hoffman วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศอยู่เสมอในการสร้างธุรกิจ เรื่องราวจริงที่เกิดขึ้นกับองค์กรธุรกิจชั้นนำอย่าง eBay และ Airbnb มาแชร์ด้วย

7. START WITH WHY – Simon Sinek

Simon Sinek นักโฆษณาที่เชื่อว่าทุกคนสามารถค้นพบคำตอบของคำถามที่ว่า สิ่งที่เราทำอยู่นั้น “เราทำไปเพื่ออะไร” จึงรวบรวมข้อมูล เรื่องราว บทเรียน จากบริษัทชั้นนำ บุคคลยิ่งใหญ่ จนกลายมาเป็นหนังสือ ‘START WITH WHY’ (ชื่อไทย ทำไมต้องเริ่มต้นด้วย “ทำไม”)

หนังสืออธิบายถึงทฤษฎี #วงแหวนทองคำ (Golden Circle) ที่รอบนอกคือ ‘What’ ถัดมาคือ ‘How’ และตรงกลางวงกลมคือ ‘Why’ (ให้นึกถึงเป้ายิงปืน) จากนั้นก็ค่อย ๆ เล่าถึงความสำเร็จของบริษัทที่ยิ่งใหญ่อย่าง Apple ของ Steve Jobs, Microsoft ของ Bill Gates หรือ Haley-Davidson ที่สร้างองค์กรจากคำถามที่ว่า ‘เราสร้างบริษัทขึ้นมาทำไม?’ (Why) ต่างจากบริษัททั่วไปที่มักเริ่มต้นจาก ‘จะทำอะไร’ หรือ ‘ขายอะไร’ (What) ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ต้องการสร้างธุรกิจหรือพัฒนาธุรกิจที่มีอยู่ให้ประสบความสำเร็จ

8. วิชาสร้างธุรกิจ ฉบับ MIT – Bill Aulet

หนังสือ ‘วิชาสร้างธุรกิจฉบับ MIT’ หรือ ‘Disciplined Entrepreneurship’ ของ Bill Aulet เป็นเหมือนแผนที่ของการทำธุรกิจ ที่มีเนื้อหาถอดมาจากการเรียนการสอนของ MIT มหาลัยที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุดแห่งหนึ่ง โดยเนื้อหากล่าวถึง ‘6 ด้าน’ ในการทำธุรกิจที่ผู้ประกอบการควรคำนึงถึง ได้แก่

  • ลูกค้า
  • ทำอะไรให้ลูกค้า
  • ลูกค้าจะซื้อได้อย่างไร
  • จะหาเงินจากสินค้าหรือบริการอย่างไร
  • ออกแบบ สร้างสินค้าหรือบริการแบบไหน
  • ขยายกิจการได้อย่างไร 

โดยทั้งหมดจะแบ่งแยกย่อยเป็นขั้นตอนทั้งหมด 24 ขั้นตอน ซึ่งสามารถนำไปใช้หรือดัดแปลงให้เข้ากับธุรกิจของเราได้

9. The Millionaire Fastlane เปลี่ยนเลนเป็นเศรษฐี – MJ Demarco

รู้หลักการสร้างธุรกิจแล้วก็มาดูวิธีสร้างแรงกระตุ้นเพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จกับ ‘The Millionaire Fastlane เปลี่ยนเลนเป็นเศรษฐี’ หนังสือที่จะมาบอกเล่าวิธีการประสบความสำเร็จแบบ ‘Fast Lane’ ด้วยสำนวนแบบ “ดุดัน ไม่เกรงใจใคร” โดยผู้เขียนแบ่งคนออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

คนเดินเท้า

ซึ่งกลุ่มนี้จะไม่ค่อยประสบความสำเร็จในชีวิต เป็นหนี้ ใช้เงินไม่เหลือ พยายามยกตัวเองขึ้นโดยไม่สนเงินที่มีในกระเป๋า

คนเลนช้า

กลุ่มนี้จะดีกว่ากลุ่มแรกตรงมีความรับผิดชอบทางการเงินมากกว่า มีการออม ประหยัด ลงทุนบ้าง ส่วนใหญ่จะสบายช่วงท้ายของชีวิต

คนเลนด่วน

กลุ่มสุดท้ายจะประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย ให้คุณค่ากับเวลามากกว่าเงิน สร้างธุรกิจที่ไม่ต้องดูแลมาก แต่มีระบบที่แข็งแกร่งจนสามารถอยู่ได้

หนังสือจะพาเราไปพบกับวิธีการมากมายในการเปลี่ยนเลนไปสู่ถนนแห่งความสำเร็จ พร้อมคำถามสะกิดใจแบบช็อตฟีล เช่น คุณอยู่ตรงนี้เพราะคุณพาตัวเองมาหรือเปล่า? คุณขี้เกียจหรือเปล่า?

10. GONE FISHING WITH BUFFETT นั่งตกปลากับบัฟเฟตต์ – Sean Seah

เล่มนี้เป็นหนังสือการลงทุนในหุ้นสำหรับมือใหม่ โดยผู้เขียนนำหลักการลงทุนของเจ้าพ่อนักลงทุนอย่าง ‘Warren Buffett’ มาอธิบายให้ผู้อ่านเข้าใจอย่างง่าย ๆ โดยเน้นไปที่วิธีลงทุนแบบเน้นคุณค่า แบ่งเป็นขั้นตอนที่อ่านแล้วเห็นภาพ น่าจะถูกใจมือใหม่ที่สนใจเรื่องการลงทุน สร้างความเข้าใจเรื่องการใช้เงินทำงานแทนตัวเอง

11. BUFFETTOLOGY: ศาสตร์แห่งบัฟเฟตต์ – Mary Buffett & David Clark

สองนักเขียนที่เขียนนำหลักการลงทุนของ Warren Buffett มาสังเคราะห์ โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ คือ ‘หลักศาสตร์ขั้นต้นของบัฟเฟตต์’ เล่าถึงหลักการในการเลือกลงทุนของปู่บัฟเฟตต์ที่เน้นไปที่บริษัทที่มีความ ‘ผูกขาด’ รวมไปถึงข้อดีของการถือหุ้นในมือนาน ๆ ว่ามีข้อดีอย่างไร และ ‘ศาสตร์ขั้นสูงของบัฟเฟตต์’ ที่กล่าวถึงการคำนวณผลตอบแทนซึ่งแม้จะเป็นเรื่องที่ดูยาก แต่หนังสือก็อธิบายให้ผู้อ่านเข้าใจได้อย่างง่ายดาย

12. The Intelligent Investor คัมภีร์การลงทุนแบบเน้นคุณค่า – Benjamin Graham

หนังสือเล่มนี้ถูกยกย่องว่าเป็นหนังสือการเงินการลงทุนที่ดีที่สุดในโลก แม้จะถูกเขียนขึ้นมา 50 ปีแล้ว และหนึ่งในคนยึดแนวทางจากหนังสือเล่มนี้คือนักลงหมายเลข 1 ของโลกอย่าง Warren Buffett  (อีกนั่นแหละ)

โดยก่อนหน้าที่หนังสือเล่มนี้จะถูกตีพิมพ์ ‘หุ้น’ ถูกมองว่าเป็นแหล่งเก็งกำไรมากกว่าการลงทุน แต่เมื่อ Benjamin Graham ออกหนังสือเล่มนี้ ก็พลิกโฉมการลงทุนไปโดยสิ้นเชิง ซึ่งแก่นสำคัญที่หนังสือเล่มที่บอกไว้คือ

  • ความแตกต่างระหว่างนักลงทุนกับนักเก็งกำไร
  • นักลงทุนเชิงรุกและเชิงรับ
  • ความผันผวนของตลาดหุ้น
  • การประเมินมูลค่า
  • ส่วนเผื่อความปลอดภัยหรือ Margin of Safety

แม้หนังสือจะอ่านยากหน่อยแต่หากทำความเข้าใจได้จะเป็นการติดปีกความรู้ด้านการลงทุนอย่างมหาศาล

ผ่านไปแล้วกับหนังสือการเงิน 12 เล่ม 12 เดือน ที่น่าสนใจ แต่ไหน ๆ ก็พูดเรื่องพื้นฐานการบริหารการเงิน การทำธุรกิจ จนไปถึงการลงทุนแล้ว ขอแถมอีกเล่มที่น่าสนใจไม่น้อยกับ 

‘ภาษี “บุก” คนธรรมดา’ ของ กูรูภาษีอันดับต้น ๆ ของประเทศไทยอย่าง ‘ถนอม เกตุเอม’ ที่จะมาเล่าเรื่องถาษีที่ ‘บุคคลธรรมดา’ อย่างเราควรรู้ มีการอธิบายภาษีที่เกี่ยวข้องกับคนทั่วไป วิธีการคำนวณภาษี และกฎหมายอื่น ๆ ที่น่าสนใจในภาษาที่สนุกสนาน ช่วยให้เราทำงานหรือธุรกิจได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกลัวเรื่องภาษีอีกต่อไป

ทั้งหมดเป็นหนังสือที่ทาง aomMONEY อยากแนะนำให้ลองอ่าน หากเพื่อน ๆ มีเล่มอื่นที่น่าสนใจอยากแนะนำ ก็คอมเม้นต์ไว้ได้เลย เดี๋ยวแอดมินจะไปหามาอ่าน หากเล่มไหนสนุก ถูกใจ ให้ความรู้ ก็ไม่พลาดที่จะรวบรวมมาเล่าให้ทุกคนฟังเช่นเคย

หวังว่าปีใหม่ปีนี้ เพื่อน ๆ จะมีสุขการเงินที่แข็งแรง มีความมั่นคง มั่งคั่งตลอดปีและตลอดไปเลยครับผม

เปิดโผ “กองทุนรวม” ผลตอบแทนสูงสุดปี 2565

ปี 2565 ถือเป็นปีที่มีความผันผวนและมีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุน ทำให้ราคาสินทรัพย์ลงทุนต่างๆ เช่น หุ้น ตราสารหนี้ ทองคำ และอื่นๆ ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งปัจจัยหลักๆ เช่น ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความกังวลเศรษฐกิจโลกถดถอย

และถึงแม้ในช่วงปลายปีจะมีปัจจัยเชิงบวกช่วยให้บรรยากาศการลงทุนผ่อนคลายยิ่งขึ้น เช่น เงินเฟ้อผ่านจุดสูงสุด จีนผ่อนคลายมาตรการ ZERO-Covid แต่โดยรวมแล้วยังมีปัจจัยเสี่ยงที่กดดันบรรยากาศการลงทุนต่อไป

สถานการณ์ดังกล่าว ทำให้การลงทุนกองทุนรวมปี 2565 มีบรรยากาศไม่แตกต่างจากการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ โดยสังเกตว่าผลตอบแทนปรับลดลงหรือขาดทุน ทำให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวัง ชะลอการลงทุน หรือขายเพื่อลดความเสี่ยง

ในโลกการลงทุนไม่มีใครสามารถคาดเดาได้แม่นยำว่าจะเกิดอะไรขึ้น ดังนั้น การวางแผนลงทุนแบบกระจายความเสี่ยง คือ กลยุทธ์กระจายการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เพื่อไม่ทำให้ขาดทุนอย่างหนักจากการลงทุนอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไป

ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการลงทุนกองทุนได้ ด้วยการกระจายลงทุนกองทุนรวมที่มีนโยบายแตกต่างกัน เช่น กองทุนหุ้น กองทุนตราสารหนี้ กองทุนตลาดเงิน กองทุนผสม เป็นต้น

ที่สำคัญ สิ่งที่ขาดไม่ได้ในการลงทุน คือ การปรับพอร์ตลงทุน เพราะเมื่อเวลาผ่านไปสัดส่วนการลงทุนอาจผิดเพี้ยนไปจากสัดส่วนตั้งต้น เนื่องจากผลตอบแทนของสินทรัพย์แต่ละตัวเติบโตไม่เท่ากัน โดยการปรับพอร์ตลงทุนจะทำให้มั่นใจได้ว่าพอร์ตลงทุนจะยังตอบโจทย์เป้าหมาย และยังอยู่ในระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ยิ่งในภาวะที่สถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา นักลงทุนยิ่งจำเป็นต้องหันกลับมาดูพอร์ตที่ลงทุนไปว่ามีการปรับเปลี่ยนมากน้อยเพียงใด

และนี่คือ สุดยอดกองทุนรวม ผลตอบแทนสูงสุดปี 2565

อายุไม่ใช่อุปสรรคของความฝัน : Bruce Campbell ชายวัย 70 สานฝันในวัยเด็ก ซื้อที่ปลูกบ้านที่เป็นเครื่องบิน!

ความฝันในวัยเด็กของคุณคืออะไร?

ถ้ามีคนถามคำถามนี้เราอาจจะตอบว่าอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ อยากเป็นหมอหรือวิศวกร ฯลฯ ถ้าเปลี่ยนมายุคสมัยนี้หน่อยเด็ก ๆ ส่วนใหญ่อาจจะมีคำตอบที่แตกต่างออกไปอย่างเป็นโปรแกรมเมอร์ ยูทูบเบอร์ หรือคอนเทนต์ครีเอเตอร์ เข้ามาร่วมด้วย

แต่ถ้าลองไปถาม บรูซ แคมป์เบล (Bruce Campbell) ตอนที่เขาในวัย 15 ปี ในยุค 60’s เขาจะบอกว่า “ผมอยากจะมีบ้านที่เป็นเครื่องบิน”

สำหรับคนทั่วไปอาจจะดูเป็นความฝันที่ดูเพ้อเจ้อสักหน่อย แต่ใครจะไปรู้ว่าเมื่อเวลาผ่านไป แคมป์เบลวัย 73 ปีได้ทำตามความฝันที่ตัวเองตั้งเอาในตอนนั้นแล้ว

ซื้อที่เพื่อปลูกบ้านที่สร้างจากเครื่องบิน

แคมป์เบลเล่าให้กับสื่อ CNBC ฟังว่าเขาเป็นเด็กเนิร์ด ๆ คนหนึ่ง ชอบพวกเทคโนโลยีต่าง ๆ มาตั้งแต่เด็ก ความฝันที่จะมีบ้านในเครื่องบินเริ่มขึ้นตอนที่เขาอายุ 15 ปี ตอนนั้นเขากับครอบครัวกำลังนั่งดูทีวี จู่ ๆ ก็มีรายการหนึ่งที่พูดถึงเรื่องลานจอดเครื่องบินเก่าที่ปลดระวางแล้ว มันเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนและปลุกความสนใจในตัวขึ้นมาทันทีเลย

“ผมไม่นึกเลยว่ามันจะมีสถานที่แบบนี้บนโลกด้วย เครื่องบินจอดเรียงกันเต็มไปหมด หลายพัน ๆ ลำ จอดอยู่เฉย ๆ สุดลูกหูลูกตา มันสุดยอดมาก ๆ ผมนี่อ้าปากค้างแล้วคิดในหัวว่า ‘ทำไมผมจะมีสักลำไม่ได้’ ”

และความคิดนั้นก็ติดอยู่ในหัวของเขามาโดยตลอด

ในช่วงปี 70’s หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย เขาก็เริ่มทำงานเป็นวิศวกรไฟฟ้า ภายในเวลาไม่กี่ปีก็ตัดสินใจซื้อที่ดินเปล่าแปลงหนึ่งขนาดประมาณ 25 ไร่ที่เมืองฮิลส์โบโร รัฐออริกอน ประเทศอเมริกา ด้วยเงินราว ๆ 25,800 เหรียญ (ราว ๆ 9 แสนบาท) โดยหวังว่าวันหนึ่งจะใช้มันเพื่อปลูกบ้านที่มีปีกที่ตัวเองใฝ่ฝัน

หลังจากเก็บเงินจนได้ระดับหนึ่ง เขาก็พร้อมที่จะมองหาบ้านของตัวเองสักลำแล้ว

ช่วงประมาณปี 1999 ด้วยความที่ไม่มีความรู้เลยว่าจะเริ่มหาเครื่องบินได้จากที่ไหน เขาจึงติดต่อไปยังบริษัทรับกำจัดซากเครื่องบินเก่าให้หาเครื่องบินให้หน่อย ซึ่งก็มารู้ภายหลังว่าถูกโก่งราคาค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว มันเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดและเขาก็แนะนำว่าสำหรับใครก็ตามที่อยากนำเครื่องบินมาทำเป็นบ้านให้หาเครื่องบินที่ยังใช้งานอยู่ตอนนี้ก็ถอดเครื่องยนต์และใบพัดออกจะได้ของที่ดีกว่า

ไม่ว่ายังไงก็ตามหลังจากหลายเดือนผ่านไป บริษัทก็เจอเครื่องบินลำหนึ่งเป็น Boeing 727 ขนาด 200 ที่นั่ง มีพื้นที่ภายในราว ๆ 100 ตร.ม. หนักร่วม ๆ 31 ตัน จากประเทศกรีซ แถมยังมีเรื่องเล่าติดมากับเครื่องบินด้วย

มันเป็นเครื่องบินที่ถูกใช้ขนศพของ อริสโตเติล โอนาสซิส (Aristotle Onassis) เจ้าของสายการบินลำนี้ในปี 1975 เขาเป็นเจ้าสัวเดินเรือชาวกรีก-อาร์เจนติน่าผู้ล่วงลับที่แต่งงานกับอดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง แจ็กเกอลีน เคนเนดี โอนาสซิส (Jacqueline Kennedy Onassis) อดีตภรรยาของจอห์น เอฟ. เคนเนดี (John Fitzgerald Kennedy – ประธานาธิบดีคนที่ 35 ของอเมริกา) ที่แต่งงานกับโอนาสซิสห้าปีหลังจากเหตุการณ์ลอบสังหาร) ก่อนที่จะเสียชีวิต


ลงมือสร้างบ้านในฝัน

เขาตกลงซื้อและจ่ายค่าเครื่องบินประมาณ​ 100,000 เหรียญ (3.4 ล้านบาท) เครื่องบินลำนั้นถูกบินมาส่งจากกรีซสู่รัฐออริกอน หลังจากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการถอดเครื่องยนต์และอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าเครื่องบินลำนี้จะไม่ถูกใช้ในการบินอีกต่อไปอย่างแน่นอน พอทุกอย่างพร้อม เครื่องบินเปล่า ๆ ที่ไม่มีเครื่องยนต์ก็ถูกลากไปตามท้องถนนใจกลางเมืองฮิลส์โบโรเพราะนั่นคือถนนเส้นที่ใหญ่ที่สุดแล้ว มันกลายเป็นข่าวใหญ่ลงหน้าหนังสือพิมพ์ในขณะนั้น เขาบอกว่าความกว้างของถนนพอดีเกือบจะเป๊ะ ๆ กับปีกเครื่องบินเลย เหลือเพียงแค่ไม่กี่เซนติเมตรเท่านั้น

แต่ขนส่งทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี และกระบวนการนี้ก็จ่ายเงินเพิ่มอีก 120,000 เหรียญ (4.1 ล้านบาท)

ในที่สุดเขาก็ได้บ้านที่ตัวเองต้องการ แต่งานยังไม่จบแค่นั้น เพราะยังมีขั้นตอนตบแต่งปรับเปลี่ยนเครื่องบินให้กลายเป็นบ้านที่สามารถอยู่ได้จริง ๆ ถอดเบาะนั่งออก แบ่งพื้นที่เป็นโซนสำหรับทำงาน ห้องครัว ห้องนอน (จะเรียกว่าฟูกที่นอนซะมากกว่า) สร้างห้องอาบน้ำ ติดอ่างล้างจาน เดินระบบไฟฟ้าและระบบน้ำ มีไมโครเวฟ ตู้เย็น และเตาอบพร้อมเรียบร้อย แถมยังมีแยกห้องน้ำสำหรับตัวเองและแขกที่มาเยี่ยมอีกด้วย

ด้วยความรักและความรู้เกี่ยวกับเรื่องของอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีการบิน เขาค่อย ๆ ปรับแต่งเครื่องบินลำนี้ให้กลายเป็นบ้านของตัวเองด้วยตัวเอง วันนี้ทำปีก วันนี้ทำห้องนักบิน วันนี้ทำห้องน้ำ ฯลฯ จนกระทั่งเวลาผ่านไป 2 ปีและใช้เงินอีก 15,000 เหรียญ​ (5 แสนบาท) ในที่สุดเขาก็ได้บ้านที่ตัวเองฝันเอาไว้ตั้งแต่อายุ 15 ปี

บ้านเครื่องบินสักหลัง ทำไมเขาจะมีไม่ได้?

“เมื่อคุณอาศัยอยู่ในโครงสร้างแบบนี้ คุณรู้สึกเติมเต็มมากขึ้นในชีวิต และถ้าคุณเป็นวิศวกร นักวิทยาศาสตร์ หรือใครก็ตามที่ชื่นชอบความงดงามและความสวยของเทคโนโลยีการบิน มันจะที่ที่อยู่แล้วมีความสุขเลย”


เป้าหมายในการสร้างบ้านเครื่องบินหลังต่อไป

แคมป์เบลอธิบายว่าตอนนี้ค่าใช้จ่ายในการดูแลบ้านตกอยู่ราว ๆ เดือนละ 370 เหรียญ (12,500 บาท) ซึ่งเป็นค่าภาษีที่ดินประมาณ 200 เหรียญ และค่าไฟฟ้าประมาณ 100-250 เหรียญ

เขาแต่งงานกับภรรยาชาวญี่ปุ่น และใช้เวลาครึ่งปีที่บ้านเครื่องบินที่รัฐออริกอนประเทศอเมริกา ส่วนอีกครึ่งปีที่ประเทศญี่ปุ่นกับภรรยา ซึ่งครึ่งปีที่ไม่ได้อยู่กับภรรยาเขาบอกว่าทั้งคู่ตกลงและเข้าใจกันดีในเรื่องนี้ ภรรยาของเขาก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันมีปัญหาอะไร เขาได้ทำในสิ่งที่รักและได้อยู่บ้านที่ตัวเองสร้างมากับมือด้วย

ด้วยวัย 73 ปี เขาไม่ได้ทำงานประจำที่ไหนแล้ว แต่ก็ยังแอคทีฟมาก ๆ นอกจากจะต้องคอยตรวจสอบความแข็งแรงของโครงสร้างที่รับน้ำหนักบ้านอยู่เสมอ ก็ต้องทำความสะอาด เช็ดถูและกวาดบ้านขนาด 200 ที่นั่ง แถมยังต้องกวาดใบไม้ เช็ดถูข้างนอกเครื่องบินด้วย ซึ่งก็ถือว่าเป็นงานหนักเอาเรื่อง

นอกจากนั้นเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ซ่อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เก่า ๆ ซึ่งเป็นโปรเจ็กต์ส่วนตัว บริเวณบ้านของเขายังไม่มีไวไฟฟรีจากรัฐบาลต้องใช้สัญญาณจากโทรศัพท์อยู่ แต่ละวันก็ยังคงปรับแต่งนู่นนี้กับบ้านเครื่องบินของตัวเองอยู่ตลอด บางทีก็มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวที่บ้าน ซึ่งเขาก็จะพาทัวร์และอธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ให้ฟังว่ามันเครื่องบินลำนี้มาตั้งอยู่กลางป่าตรงนี้ได้ยังไง โดยเขาบอกว่าการที่มีแขกมาเยี่ยมที่บ้านหลังนี้เป็นสิ่งเติมเต็มชีวิตและเขาก็รักแขกทุกคนมาก ๆ

เมื่อถูกถามถึงความรู้สึกของบ้านเครื่องบินหลังนี้ เขาบอกว่า

“ผมไม่รู้สึกเสียดายเลยที่ทำตามสิ่งที่ฝันเอาไว้ […] มีอยู่อย่างเดียวก็คือบ้านหลังนี้อยู่ผิดประเทศไปหน่อย เพราะเพื่อนและคนรักของผมอยู่ที่ญี่ปุ่น ซึ่งโปรเจ็กต์ต่อไป บ้านเครื่องบินหลังต่อไปก็หวังว่าอยู่ที่นั่น”

และเขาก็ยังบอกอีกว่าอยากจะสร้างหลังที่สาม สี่ ห้า…ไปเรื่อย ๆ

ดูแล้วเหมือนว่า ไฟแห่งความฝันของเด็กชายวัย 15 ปีนั้นยังลุกโชนอยู่ แม้เวลาจะผ่านมานานหลายสิบปีแล้วก็ตาม

==========

CNBC

Awesome Invention

Hannah Williams วัย 26 ปี ลาออกจากงานประจำ เดินถามคนแปลกหน้าว่า “คุณได้เงินเดือนเท่าไหร่?” จนได้ดีลคอนเทนต์มูลค่ากว่า 20 ล้านบาท

เรื่องเงินเดือนเป็นสิ่งที่ทุกคนอยากรู้ แต่ไม่มีใครกล้าถาม และหลายคนก็ไม่ได้อยากบอก

แต่สำหรับ แฮนนาห์ วิลเลียมส์ (Hannah Williams) มันคือ “อาชีพ” ของเธอก็ว่าได้

เดือนมิถุนายน 2022 วิลเลียมส์ในวัย 26 ปี ตัดสินใจลาออกจากงานประจำในตำแหน่งนักวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อมาเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์แบบเต็มเวลา แน่นอนมันเป็นอาชีพหลาย ๆ คนใฝ่ฝันอยากจะเป็น แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนจะทำแล้วประสบความสำเร็จ

สิ่งที่ทำให้วิลเลียมส์ตัดสินใจแบบนั้นก็เพราะก่อนหน้านั้นประมาณสองสามเดือน เธอได้เริ่มสร้างคอนเทนต์ของตัวเองบน TikTok เกี่ยวกับประสบการณ์การทำงาน การย้ายงานไปที่ต่าง ๆ เทคนิคการต่อรองเงินเดือน และเรื่องการทำงานอื่น ๆ ที่หยิบเอาประสบการณ์ของตัวเองมาเล่าแล้วได้รับเสียงตอบรับที่ค่อนข้างดีมาก ๆ

หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยและเริ่มทำงาน ภายในเวลาสามปีเธอเปลี่ยนงานมาแล้ว 5 ครั้ง และระหว่างที่เปลี่ยนงานก็จะเกิดคำถามในหัวว่าแต่ละอาชีพได้รายได้เท่าไหร่ พอไปถามคนรู้จักก็ไม่ค่อยมีคนอยากบอกเรื่องนี้สักเท่าไหร่

นั่นคือจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจในการสร้างซีรีส์ของวิดีโอสั้นบน TikTok ที่ชื่อว่า “Salary Transparent Street” หรือ “ถนนแห่งความโปร่งใสของเงินเดือน” โดยเธอจะเดินไปถามคนแปลกหน้าบนถนนว่า “คุณได้เงินเดือนเท่าไหร่?” ซึ่งอย่างที่บอกมันเป็นสิ่งที่ทุกคนอยากรู้ แต่ไม่มีใครกล้าถาม แต่วิลเลียมส์กล้าที่จะทำ

มันเป็นจังหวะที่ประจวบเหมาะกับเทรนด์ “The Great Resignation” ที่กำลังเกิดขึ้นพอดีด้วย คนลาออก เปลี่ยนงาน ย้ายตำแหน่งกันเยอะ คอนเทนต์ที่สร้างจึงกลายเป็นซีรีส์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก กลายเป็นไวรัลบน TikTok และกลายเป็นจังหวะที่เธอต้องชั่งใจแล้วว่าจะคว้าโอกาสครั้งนี้เอาไว้ไหม จะจับปลาสองมือ ทำงานเต็มเวลาต่อไปพร้อมกับทำคอนเทนต์ หรือทุ่มสุดตัวไปกับโอกาสครั้งนี้เลย เธอเล่าว่า

“ฉันพอจะรู้แหละว่าบัญชีที่มีความสำเร็จเยอะขนาดนี้อย่างรวดเร็วน่าจะพอหาเงินได้ และก็พร้อมจะลองดูเหมือนกัน”

ภายในเวลาไม่กี่เดือนหลังจากนั้น เธอและคู่หมั้นตัดสินใจลาออกจากงานแล้วมาเริ่มสร้างคอนเทนต์ตรงนี้อย่างเต็มตัว เปลี่ยนซีรีส์ Salary Transparent Street ของวิดีโอสั้น ๆ ที่ไปถามคนแปลกหน้าบนถนน ให้กลายเป็นธุรกิจอย่างจริงจัง เดินทางไปกว่า 10 รัฐในอเมริกา สัมภาษณ์คนแปลกหน้าหลายร้อยคน จนสามารถได้ดีลกับแบรนด์ใหญ่ ๆ ทำรายได้กว่า 600,000 เหรียญ หรือราว ๆ 20 ล้านบาทแล้ว


“ความล้มเหลวไม่ใช่สิ่งที่แย่ที่สุด”

หลังจากที่ยื่นซองขาวในเดือนมิถุนายน วิลเลียมส์บอกว่าที่จริงพร้อมที่จะออกไปผจญภัยครั้งใหม่หลายเดือนแล้ว สิ่งที่เธอรออยู่ไม่ใช่การพยายามชั่งใจหรือหาเหตุผลให้ตัวเองทำงานต่อไป แต่เธอรอแดเนียลส์ (Daniels) ซึ่งเป็นคู่หมั้นให้ลาออกมาช่วยในการถ่ายวิดีโอ เธอทำตรงนี้เองทั้งหมดไม่ได้

“ฉันพอจะเห็นแหละว่าสิ่งที่เราทำน่าจะเหมาะกับแบรนด์ดีลในตลาดเฉพาะกลุ่ม อาจจะต้องใช้เวลาสักสองสามเดือนที่จะทำตรงนี้ แต่ก็เป็นความเป็นไปได้เลย”

มันเป็นความเสี่ยงอย่างมากในการทิ้งรายได้แบบสม่ำเสมอและทุ่มไปกับบางอย่างที่ใหม่แบบนี้ รายได้ต่อเดือนของทั้งคู่ก็ถือว่าไม่น้อยรวม ๆ กันแล้วปีหนึ่งก็อยู่ราว ๆ 200,000 เหรียญ/ปี (6.7 ล้านบาท) แต่ทั้งคู่ก็เห็นตรงกันว่านี่เป็นโอกาสและถ้ามันสำเร็จก็จะสร้างรายได้ที่ดีกว่าเดิม แถมตอนนี้ทั้งคู่ก็ไม่ต้องผ่อนบ้าน ไม่มีลูก จังหวะชีวิตถือว่าค่อนข้างเหมาะ วิลเลียมส์บอกว่า

“ความล้มเหลวไม่ใช่สิ่งที่แย่ที่สุด” เพราะถ้ามันไม่เวิร์กเธอก็ยังกลับไปทำงานเดิมได้หรือหาอะไรที่ใกล้เคียงกับของเดิม แต่ [สำหรับเธอแล้ว] สิ่งที่แย่ที่สุดที่จริงแล้วคือการไม่ได้ลองทำเลยต่างหาก”

ด้วยเงินเก็บ 10,000 เหรียญของทั้งคู่ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของ Salary Transparent Street โดยมีเป้าหมายว่าอยากจะทำให้มันเป็นพื้นที่ที่แสดงให้เห็นถึงความเท่าเทียมทางสังคมผ่านการพูดคุยเรื่องรายได้อย่างโปร่งใส (“equal pay through transparent conversations.”) เพราะทั้งคู่เชื่อว่า “แพชชั่นสำคัญกว่าก็จริง แต่เงินก็สำคัญไม่แพ้กัน และทุกคนก็ควรได้รับรายได้ที่เพียงพอไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม”

การออกมาพูดถึงเรื่องนี้อย่างโปร่งใสในความเห็นของทั้งคู่จะช่วยปิดช่องว่างของรายได้ที่หลาย ๆ บริษัทพยายามซ่อนเอาไว้เป็นความลับ ไม่อยากให้บอกใคร เพราะเรื่องเงินถือเป็นประเด็นละเอียดอ่อน เป็นเครื่องมือสำหรับการแข่งขันในตลาดกับบริษัทอื่น ๆ

พนักงานในตำแหน่งเดียวกันเห็นเพื่อนได้เงินเยอะกว่าก็อาจรู้สึกไม่พอใจ ลาออกหรือเปลี่ยนงาน บางคนอาจจะใช้มันเป็นเครื่องมือต่อรองกับบริษัทในการขอขึ้นเงินเดือนก็ได้ หรืออย่างในมุมส่วนตัว หลายคนไม่อยากแชร์เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้มีรายได้เยอะขนาดนั้น

แต่ความไม่โปร่งใสนี้ก็นำมาซึ่งปัญหา เพราะความไม่เท่าเทียมกันของรายได้พนักงานนั้น มาจากแค่ฐานที่ตั้ง ขนาดของบริษัท อายุและประสบการณ์ของพนักงาน ยังมีเรื่องของสีผิว ชาติพันธุ์และเพศด้วย รายงานจากเว็บไซต์ CNBC บอกว่าโดยเฉลี่ยแล้วผู้หญิงผิวสีนั้นได้เงินน้อยกว่าผู้ชายผิวขาวประมาณ 17% และการปกปิดเรื่องรายได้ยิ่งทำให้ช่องว่างของรายได้นี้กว้างขึ้นเรื่อย ๆ

วิลเลียมส์เล่าว่าเธอไปเจอบริษัทหนึ่งที่จ่ายเงินเดือนพนักงานปีละ 85,000 เหรียญ ในตำแหน่งที่บริษัทมีงบให้ 130,000 เหรียญ เพราะพนักงานคนนั้นเรียกมาแค่นั้น

นั่นคือสิ่งที่ทำให้วิลเลียมส์และแดเนียลส์รู้สึกไม่พอใจอย่างมาก “มันทำให้ฉันโกรธมาก” เธอกล่าว “คุณมีงบอยู่แล้ว นั่นหมายความว่าคุณสามารถจ่ายได้ มันบอกหลายอย่างเกี่ยวกับบริษัทเลย เพราะหลายคนไม่รู้ว่าต้องเรียกเงินเท่าไหร่ และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมความโปร่งใสเรื่องเงินเดือนจึงจำเป็น เพื่อจะช่วยให้พนักงานสามารถหาข้อมูลทางตลาดก่อนที่จะเรียกเงินเดือน เพื่อไม่ให้ถูกเอาเปรียบ”

หลังจากทั้งคู่เริ่มทำอย่างจริงจังเพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์ก็เริ่มมีสปอนเซอร์เล็ก ๆ เข้ามา หลังจากนั้นวิดีโอก็มีคนดูหลักล้าน บริษัทอย่าง Fiverr, The Knot และ Cleo ก็เริ่มมาสปอนเซอร์ จนกระทั่งล่าสุดในเดือนกันยายน 2022 ก็มีสปอนเซอร์เจ้าใหญ่เข้ามา ทั้งคู่ตกลงเซ็นสัญญาระยะ 6 เดือนกับบริษัท Indeed แพลตฟอร์มสำหรับการหางาน ด้วยเงินประมาณ 500,000 เหรียญ


บทเรียนจากการออกมาเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์เต็มเวลา

1. ต้องทำตลอดเวลา

การออกมาเป็นเจ้านานตัวเองเหมือนเป็นความฝันของทุกคน แต่มันก็มีด้านไม่ดีเหมือนกัน โดยเฉพาะบนโลกอินเทอร์เน็ตที่ไม่หยุดนิ่ง เธอต้องทำงานตลอดเวลา ไม่มีวันหยุดราชการ ไม่มีวันหยุดสุดสัปดาห์ เพราะงานคือชีวิตของคุณไปแล้ว ความสมดุลระหว่างงานกับชีวิตหายไปอย่างสิ้นเชิง แต่อย่างน้อย ๆ เธอก็บอกว่าอยากใช้เวลากับสิ่งที่ตัวเองสร้างขึ้นมากกว่า ไปทำงานเสาร์อาทิตย์ให้กับบริษัทที่เธอไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรด้วยเลย

2. เบิร์นเอาท์ (Burnout)

การทำงานตลอดเวลานั้นไม่ได้หมายความว่างานจะเสร็จทุกอย่าง สุดท้ายสมองก็หยุดทำงานไปดื้อ ๆ เลย เธอกับคู่หมั้นต้องสร้างปฏิทินทำงานขึ้นมาเพื่อสร้างกรอบที่ชัดเจน ต้องหาเวลาหยุด ไปเดิน อ่านหนังสือ เพราะทำงานตลอดเวลาไม่ได้

3. คอมเมนต์ที่บั่นทอน

ไม่เพียงแต่การนั่งตอบคอมเมนต์เป็นเรื่องที่ใช้เวลาและพลังงานมหาศาลแล้ว บางทีไปเจอคอมเมนต์ที่บั่นทอน ด่าทอ พูดไม่ดี ใช้ภาษาที่ไม่สุภาพ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้บั่นทอนจิตใจและพลังงานมาก ๆ จนสุดท้ายเธอก็ต้องรับพนักงานมาเพิ่มเพื่อดูแลในส่วนนี้โดยเฉพาะ


คำแนะนำสำหรับคนที่กำลังจะเปลี่ยนงานหรือหางานในปี 2023

เธอบอกว่าแน่นอนการจะออกมาทำคอนเทนต์ของตัวเองอย่างที่เธอทำนั้นไม่ได้เหมาะกับทุกคน ไม่ได้หมายความว่าเธอเสี่ยงแล้วคนอื่นต้องเสี่ยงมาทำตามด้วย โดยเฉพาะในปีนี้ที่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยมีโอกาสที่จะเกิดขึ้น วิลเลียมส์แนะนำว่า

“ถ้าเราเกิดมีภาวะเศรษฐกิจถดถอย มันก็หมายความว่าเราจะเสียเปรียบนิดหน่อยในตลาดแรงงาน เพราะฉะนั้นก็พยายามหาข้อมูลเยอะ ๆ และตัดสินใจโดยการชั่งน้ำหนักให้ดีที่สุด”

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องทนอยู่ในสถานการณ์ที่แย่ ๆ ตำแหน่งงานที่ไม่อยากทำ หรือไม่กล้าที่ขอขึ้นเงินเดือน แต่ขอให้ใช้ข้อมูลที่มีอยู่ตอนนี้ในมือ หาเพิ่มเติมบนโลกอินเทอร์เน็ตแล้วก็ค่อยต่อรอง

นอกจากนั้นแล้ววิลเลียมส์ยังแนะนำว่าควรมีแผนสำรองไว้เสมอเวลาจะทำอะไร อย่างตอนที่เธอลาออก เธอก็รู้ดีว่าถ้า Salary Transparent Street ไม่เวิร์กก็กลับไปทำงานเดิมได้อยู่ มันมีงานและโอกาสเยอะอยู่ที่จะช่วยส่งเสริมให้คุณเปลี่ยนถ้าต้องการ เธอปิดท้ายว่า

“อย่ากลัวที่จะเสี่ยง แต่ขอให้มั่นใจว่าเป็นการตัดสินใจที่หาข้อมูลมาเพียงพอแล้ว”


อ้างอิง

CNBC

CNBC

#HannahWilliams #แฮนนาห์วิลเลียมส์ #TikTok #คอนเทนต์ครีเอเตอร์ #ContentCreator #อาชีพคนทำคอนเทนต์ #เต็มเวลา #fulltime #ลาออกมาเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ #สร้างคอนเทนต์บนTikTok #อาชีพ #ทำงาน #SalaryTransparentStreet #ทำไมบริษัทไม่ยอมบอกเรื่องเงินเดือน #เงินเดือนเท่าไหร่ #งานนี้เงินเดือนเท่าไหร่ #คุณได้เงินเดือนเท่าไหร่

กำแพง Zero-Covid กำลังทลาย : เศรษฐกิจจีนและโลกจะรุ่งจริงไหมในปี 2023 หลังจากจีนกลับมาเปิดประเทศอีกครั้ง

หลังจาก 1,016 วันที่ปิดกั้นตัวเองจากโลกภายนอก วันที่ 8 มกราคม 2023 ก็ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ประเทศจีนจะเริ่มลดกำแพงมาตรการโควิดเป็นศูนย์ (Zero-Covid) แคมเปญควบคุมการแพร่ระบาดขนาดใหญ่ของประเทศลงสักที หลังจากนี้จะอนุญาตให้คนเดินทางเข้า-ออกประเทศได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น ประหนึ่งการตื่นจากฝันร้ายอันยาวนานของชาวจีนกว่า 1,400 ล้านคน

มาตรการอันเข้มงวดที่ยาวนานจนเกินไป

มาตรการอันเข้มงวดเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ของการระบาดที่เมืองอู่ฮั่น สี จิ้นผิง (Xi Jinping) ประธานาธิบดีจีนประกาศใช้การจัดการอย่างเข้มงวด สั่งล็อกดาวน์อาคารและชุมชนที่พบผู้ติดเชื้อ แม้ว่าผู้ติดเชื้อจะไม่มาก ตรวจคัดกรองผู้ติดเชื้อ หากมีการรายงานพบผู้ติดเชื้อต้องแยกไปกักตัวในพื้นที่ที่จัดไว้ของรัฐบาล ถ้าเกิดมีการล็อกดาวน์ในพื้นที่ ธุรกิจและโรงเรียนจะต้องปิดชั่วคราว ร้านค้าต้องปิด ยกเว้นจำหน่ายอาหาร และล็อกดาวน์ต่อไปจนกว่าจะไม่มีรายงานพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในพื้นที่นั้น ๆ

ช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาเราเห็นข่าวของการเดินประท้วงแสดงความไม่พึงพอใจของประชาชนต่อมาตรการนี้ ถึงขั้นมีการตะโกนไล่ผู้นำอย่าง สี จิ้นผิง ให้ลงจากตำแหน่งด้วย เพราะประชาชนไม่อยากถูกล็อกดาวน์ ไม่อยากแยกไปกักตัวในสถานที่ที่รัฐจัดให้ ประชาชนเริ่มขัดขืนและหลบหนีการควบคุมตัวจากเจ้าหน้าที่รัฐ โรงงานหลายแห่งต้องปิดตัวหลายครั้ง กระทบกับรายได้ของพนักงานและบริษัท ใช้ชีวิตประจำวันโดยรู้สึกเกร็งและกลัวอยู่ตลอดเวลา เราเห็นวิดีโอคลิปที่ประชาชนที่เครียดจนกระโดดตึกฆ่าตัวตายอยู่หลายครั้ง

ตามรายงานของ The Wall Street Journal บอกว่าช่วงที่ผ่านมาชาวจีนมีฐานะย้ายไปอยู่ประเทศอื่น ๆ อย่างญี่ปุ่นมากขึ้นเพราะไม่พอใจกับมาตรการโควิดเป็นศูนย์ของรัฐบาล อเมนด้า วู (Amanda Wu) นักธุรกิจชาวจีนวัย 62 ปี ที่ย้ายมาอาศัยอยู่ที่ญี่ปุ่นให้สัมภาษณ์ว่า

“ล็อกดาวน์นั้นโหดร้ายมาก ฉันบอกได้เลยว่ามันจะมีคนเดินทางมาญี่ปุ่นเยอะมาก ๆ เมื่อจีนเริ่มเปิดประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการอยู่แค่ชั่วคราวหรือการย้ายมาอยู่ที่นี่เลย”

คนอื่น ๆ ก็ให้สัมภาษณ์ในเชิงเดียวกันว่าการล็อกดาวน์ที่เข้มงวดนั้นทำให้พวกเขารู้สึกว่าสิทธิ์ของตัวเองถูกลิดรอนไป เจ้าหน้าที่บุกเข้ามาจับตัวในบ้าน บังคับให้ธุรกิจต้องปิดตัว มาพ่นยาฆ่าเชื้อโดยไม่สนใจว่าข้าวของประชาชนจะเสียหายรึเปล่า

จริงอยู่ที่ว่าช่วงแรก ๆ ที่ยังไม่มีวัคซีน มาตรการนี้อาจจะช่วยลดอัตราผู้เสียชีวิตและการระบาดของไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่การล็อกดาวน์แบบเข้มงวดที่ยาวนานเกินไปสร้างผลกระทบต่อประชาชน ทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ แถมยังส่งผลต่อไปถึงเศรษฐกิจของประเทศที่ GDP น่าจะโตได้แค่ 2-3% (จากที่คิดว่า 5.5%) การท่องเที่ยวก็ล้ม อุตสาหกรรมการผลิตก็แย่

สุดท้ายแม้ว่ารัฐบาลจีนจะพยายามตรึงมาตรการนี้ไว้แค่ไหน (ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องการเมืองหรืออะไรก็ตาม) มันก็ทำไม่ได้ มีการประกาศออกมาว่าเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2023 ประเทศจีนจะเริ่มลดระดับความเข้มข้นลง เปิดประเทศให้คนเดินทางเข้าออกได้ง่ายมากขึ้น ซึ่งสถิติจากเว็บไซต์ Trip.com ก็บอกว่าอัตราการค้นหาตั๋วเดินทางออกนอกประเทศนั้นเพิ่มสูงขึ้น 1000% โดยประเทศ 5 อันดับแรกคือ สิงคโปร์, เกาหลีใต้, ฮ่องกง, ญี่ปุ่น และ ไทย


ความท้าทายของการเปิดประเทศ

มาตรการ Zero-Covid นั้นยาวนานเกินกว่าที่จะมีใครคาดคิดและตอนมันจบก็จบลงเร็วกว่าที่ใครคาดเอาไว้ (ที่จริงหลายคนคิดว่าจะเป็นช่วงไตรมาสแรกของ 2023 ด้วยซ้ำ) จากประเทศที่เคยเข้มงวดมาก ๆ ปิดทุกอย่าง ล็อกดาวน์มาตลอด แถมยังไม่มีวัคซีนแบบ mRNA จะกลับมาเปิดประเทศภายในเวลาเพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์เป็นเรื่องที่ค่อนข้างท้าทายอย่างมาก สำหรับประชาชนจีนส่วนใหญ่แล้วนี่ถือเป็นข่าวดี เศรษฐกิจภายในประเทศน่าจะมีการฟื้นตัวอย่างมาก ความต้องการใช้พลังงานและทรัพยากรจะเพิ่มขึ้น เหล่านักลงทุน นักธุรกิจ และผู้บริหารทั้งหลายสามารถเดินทางเข้าออกเพื่อทำธุรกิจได้ง่ายยิ่งขึ้นหลังจากหยุดมานาน

สื่อ The Economist เรียกว่านี่เป็น “The Great Reopening” หรือ “The Great Reconnecting” ของจีนเลยทีเดียว และน่าจะเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าช่วงเวลาของการระบาดครั้งใหญ่ของโควิด-19 กำลังจะจบลงไปแล้วจริง ๆ

แน่นอนว่าทุกอย่างในช่วงเริ่มต้น (เหมือนกับทุกประเทศ) จะต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด ชีวิตประจำวันจะยังไม่กลับมาเป็นเหมือนเดิมในทันที จำนวนผู้ติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นสูงในช่วงแรก ๆ (ตอนนี้มีการคาดการณ์ว่าราว ๆ 37 ล้านคนติดโควิดเพิ่มทุกวัน) โรงพยาบาลจะเต็มไปด้วยผู้ป่วย และจำนวนผู้เสียชีวิตก็จะพุ่งสูงขึ้นไปด้วยพร้อม ๆ กัน นี่จะเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของรัฐบาลจีนในการจัดสมดุลระหว่างเศรษฐกิจของประเทศและสุขภาพของประชากร

เศรษฐกิจยังต้องดำเนินต่อไปให้ได้ดีที่สุด ในขณะที่ประชากรก็ต้องมีความปลอดภัยด้วย

เราอาจจะเห็นการชะลอตัวของสายการผลิต เมื่อโรงงานมีพนักงานที่ติดเชื้อจำนวนมาก แต่การล็อกดาวน์ปิดไปเลยเป็นเวลานาน ๆ อย่างเมื่อก่อนน่าจะไม่มีอีกต่อไป ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2023 เศรษฐกิจอาจจะยังไม่ฟื้นตัวมากเท่าไหร่ ทอมมี วู (Tommy Wu) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของจีนจาก Commerzbank ธนาคารที่ใหญ่เป็นอันดับสองของเยอรมนีบอกว่า

“เศรษฐกิจในช่วงสามเดือนแรกนั้นอาจจะหดตัวหลังจากจีนเปิดประเทศ”

หลังจากผันผวนสุด ๆ จนถึงเดือนมีนาคม การเติบโตอย่างแข็งแกร่งของเศรษฐกิจจีนก็จะเริ่มเกิดขึ้น


การฟื้นตัวในภาคแรงงานและอสังหาฯ

เราอาจจะเห็นเทรนด์ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาเกี่ยวกับเรื่องแรงงานในส่วนต่าง ๆ ของโลกอย่างการ Quiet Quitting หรือ The Great Resignation ที่พนักงานไม่สนใจอยากทำงานหรือลาออกไปทำอย่างอื่นกันเป็นจำนวนมาก แต่สำหรับประเทศจีนแล้วเรื่องนี้อาจจะไม่ได้เป็นปัญหาสักเท่าไหร่ เพราะช่วงที่ผ่านมานั้นรัฐบาลก็ไม่ได้มีการช่วยเหลือพนักงานที่ตกงานสักเท่าไหร่นัก เพราะฉะนั้นถ้ามีงาน พนักงานก็จะกลับไปทำงานเหมือนเดิม

แจ็กเกอลีน รง (Jacqueline Rong) รองหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จีนจากธนาคาร BNP Paribas ของฝรั่งเศสกล่าวไว้ในบทความของ The Economists ว่าการบริโภคจะสูงขึ้นด้วยเช่นกันแม้ว่าจะยังมีการใช้เงินกันอย่างจำกัดอยู่ก็ตาม โดยที่ผ่านมารายได้ของประชากรส่วนใหญ่ลดลง คนก็ไม่ใช้จ่าย ไม่เดินทาง ไม่กินข้าวนอกบ้านกัน ประชาชนส่วนใหญ่แล้วหาเงินมาได้ก็จะเก็บประมาณ 1/3 เลยในปีที่แล้ว

ในปีนี้เมื่อเริ่มได้กลับไปทำงานอย่างจริงจัง รายได้ก็จะมีมากขึ้น อัตราการว่างงานก็จะลดลง แม้อัตราค่าแรงอาจจะหยุดนิ่งและตลาดอสังหาฯก็มูลค่าลดลง การใช้จ่ายเงินก็จะยังคงอยู่ในปริมาณที่จำกัด โดยรงบอกว่าการบริโภคของครัวเรือนน่าจะเติบโตราว ๆ 9% ในปี 2023 ที่ดีกว่าปีก่อนหน้านั้นอย่างมาก

การกลับมาเปิดประเทศครั้งนี้ของจีนยังส่งผลดีต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีปัญหามาโดยตลอดในช่วงที่ผ่านมา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลต่อจากนี้ด้วย ในเดือนพฤศจิกายน 2022 มีการผ่อนคลายข้อจำกัดทำให้นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น ซึ่งตรงนี้ก็จะช่วยให้บริษัทที่แข็งแกร่งสามารถหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระและสร้างอาคารซึ่งขายให้กับผู้ซื้อบ้านไปแล้วจนเสร็จได้ ในการประชุม Central Economic Work Conference ของจีนในเดือนธันวาคม มีการระบุว่าจะสนับสนุน “อุปสงค์พื้นฐาน” แทนการซื้อเพื่อเก็งกำไร ด้วยเหตุนี้อาจจะมีการลดอัตราการดอกเบี้ยซื้อบ้านและข้อกำหนดการชำระเงินดาวน์ด้วย


ข้อจำกัดของการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวจีน

หลังจากที่อัดอั้นมานาน นักท่องเที่ยวจีนจะเริ่มเดินทางกันมากขึ้นในปี 2023 แม้จะยังไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน แต่อย่างน้อย ๆ น่าจะขับเคลื่อนธุรกิจการท่องเที่ยวทั้งภายในประเทศและประเทศโดยรอบได้ค่อนข้างมาก (ไทยเองก็จะได้อานิสงส์ตรงนี้ไปด้วย) สิ่งที่ต้องจับตาดูตอนนี้คือมาตรการตรวจสอบนักเดินทางที่มาจากประเทศจีนของแต่ละประเทศว่าจะเข้มงวดขนาดไหน

บางประเทศอย่างอเมริกา, อิตาลี, อังกฤษ, แคนาดา และ ออสเตรเลียก็มีการตรวจที่เข้มงวด ผู้เดินทางต้องแสดงผลตรวจเชื้อโควิด-19 เป็นลบก่อนขึ้นเครื่องบิน บางประเทศอย่างญี่ปุ่นก็มีการจำกัดเที่ยวบินจากจีนให้ลงจอดได้ที่สนามบินเพียง 4 แห่ง (โตเกียว 2 แห่ง, โอซากา และ นาโกยา) หรืออย่างเกาหลีใต้ก็จะมีการตรวจโควิดนักเดินทางทุกคนที่มาจากจีนเลย แต่บางประเทศอย่างโมร็อกโกก็แบนไม่รับนักท่องเที่ยวชาวจีนเลย

สำหรับประเทศไทยเองยังไม่มีมาตรการอะไรที่ชัดเจนออกมา พยายามแสดงความเป็นกลางมากที่สุด โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. สาธารณสุข กล่าวว่า “เราไม่ได้คำนึงด้านสาธารณสุขเพียงอย่างเดียว แต่คิดเรื่องของเศรษฐกิจด้วย เพื่อให้เศรษฐกิจไทยพลิกฟื้น อีกทั้งระบบเศรษฐกิจไทยก็ได้รับการพึ่งพาจากท่องเที่ยวจีน มาตรการต่างๆ จึงเน้นเรื่องความสมดุล”

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.ว่า “ในส่วนของประเทศไทยเองไม่อยากให้มีการตั้งข้อรังเกียจหรือสงสัยเพราะการปฏิบัติในส่วนของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาจะเหมือนกันทั้งหมดไม่ว่าจะมาจากฝั่งตะวันตกหรือฝั่งเอเชียก็ตาม”

สิ่งที่ประเทศต่าง ๆ กังวลไม่ใช่เรื่องของการระบาดของไวรัสเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการกลายพันธุ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ ซึ่งตรงนี้ถ้ามีการกลายพันธุ์และเป็นสายพันธุ์ที่รุนแรงและแพร่กระจายได้เร็วกว่าเดิมก็จะส่งผลกระทบต่อประเทศนั้น ๆ ด้วย


ความปั่นป่วนในระยะสั้นและเติบโตในช่วงครึ่งหลัง

ในช่วงสามเดือนต่อจากนี้เราจะเห็นความปั่นป่วนเกิดขึ้นทั้งภายในและนอกของประเทศจีน ความท้าทายทางสาธารณะสุขจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน โรงพยาบาลจะเต็มไปด้วยผู้ป่วยและอัตราการเสียชีวิตจะพุ่งสูงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ส่วนของประเทศอื่น ๆ ที่เป็นคู่ค้าของจีนจะต้องเตรียมรับมือกับสิ่งนี้ไปพร้อมกันด้วย

แต่ในช่วงครึ่งหลังของปีน่าจะสดใสมากขึ้น โดยนักเศรษฐศาสตร์ของธนาคาร HSBC คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของจีนทั้งปี 2023 น่าจะเติบโตอยู่ที่ราว ๆ 5% ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมด้วย


The Economist

The Economist

The Economist

The Wall Street Journal

Bloomberg

Bangkok Post

5 มหาเศรษฐีคริปโตฯที่สูญเสียมูลค่ามากที่สุดแห่งปี 2022

บางคนเรียกปีที่ผ่านมาว่า “Crypto Winter” บางคนเรียกว่า “Crypto Bubble” หรือบางคนเรียกว่า “Crypto Crash” ไม่ว่าจะชื่อไหนสิ่งที่ต้องการจะสื่อคือปี 2022 เป็นปีที่ค่อนข้างแย่เลยทีเดียวสำหรับคริปโตเคอร์เรนซี่ (Cryptocurreny) และคนที่ลงทุนในตลาดสกุลเงินดิจิทัลโดยรวม

จากปลายปี 2021 ตลาดคริปโตเคอร์เรนซี่มีมูลค่าราว ๆ 2.25 ล้านล้านเหรียญ มาถึงสิ้นปี 2022 มูลค่าลดลงมาเหลือเพียง 792,000 ล้านเหรียญ คิดเป็นการติดลบลงมากว่า 65% เลยทีเดียว มูลค่าที่หายไปแน่นอนว่ามีผู้ที่เสียหายจำนวนมากทั่วโลก มีการฟ้องร้อง ขึ้นโรงขึ้นศาลกันหลายคดี

สื่อ South China Morning Post รายงานว่าท็อป 5 มหาเศรษฐีคริปโตฯที่สูญเสียมูลค่าทรัพย์สินมากที่สุดในปี 2022 รวมกันแล้วมากถึง 112,700 ล้านเหรียญ (ประมาณ 3.9 ล้านล้านบาท)​ มีใครบ้าง ลองมาดูกันครับ

1. **Changpeng Zhao – มูลค่าทรัพย์สินลดลง 82,000 ล้านเหรียญ**

ฉางเผิง จ้าว (Changpen Zhao) ชายชาวจีน-แคนาดา หรือที่หลายคนรู้จักกันในนาม CZ เจ้าพ่อแห่งวงการคริปโตฯที่ตอนนี้น่าจะมีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของโลก ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Binance แพลตฟอร์มเทรดคริปโตที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ปีที่ผ่านมานั้นถือว่าไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่สำหรับเขาเลย มูลค่าทางทรัพย์สินหายไปแล้วกว่า 82,000 ล้านเหรียญจากการที่มูลค่าของตลาดโดยรวมนั้นลดลงเป็นอย่างมาก

แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม CZ ก็ยังถือว่าเป็นบุคคลที่รวยที่สุดในโลกคริปโตฯอยู่ มีมูลค่าทรัพย์สินอยู่ที่ราว ๆ 14,600 ล้านเหรียญ แม้จะลดลงอย่างมากจาก 96,500 ล้านเหรียญจากปี 2021 ก็ตาม

2. **Sam Bankman-Fried – มูลค่าทรัพย์สินลดลง 23,000 ล้านเหรียญ**

การล่มสลายของ FTX ทำให้ผู้ก่อตั้งและอดีตซีอีโออย่าง แซม แบงก์แมน-ฟรีด (Sam Bankman-Fried) หลุดออกจากลิสต์ของมหาเศรษฐีพันล้านของนิตยสาร Forbes ไปด้วยเช่นเดียวกัน ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์อันวุ่นวายที่ทำให้ FTX ล้มละลายนั้น มูลค่าทางทรัพย์สินของเขามีการคาดการณ์อยู่ที่ราว ๆ 26,000 ล้านเหรียญ พอ FTX และ Alameda Research (บริษัทในเครือของ FTX) ล้มละลาย ก็ทำให้มูลค่าทางทรัพย์สินของเขาหายไปกว่า 23,000 ล้านเหรียญภายในเวลาเพียงแค่ไม่กี่อาทิตย์ ตอนนี้เขาถูกจับกุมตัวพร้อมกำลังเตรียมตัวขึ้นศาลในข้อหาคดีอาญาฉ้อโกงนักลงทุนและยักยอกเงินหลายพันล้านเหรียญจาก FTX

3. **Brian Armstrong – มูลค่าทรัพย์สินลดลง 4,700 ล้านเหรียญ**

ไบรอัน อาร์มสตรอง (Brian Armstrong) อดีตวิศวกรซอฟต์แวร์ที่ Airbnb ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Coinbase แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตฯที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา โดยมีเป้าหมายว่าอยากจะให้โลกมี “ระบบการเงินที่เปิดกว้าง เข้าถึงทั่วโลก ที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมและอิสรภาพ”

ในปีนี้มีมูลค่าทางทรัพย์สินลดลงไป 4,700 ล้านเหรียญ ลดลงจาก 6,600 ล้านเหรียญ มาอยู่ที่ 1,900 ล้านเหรียญ

4. **Gary Wang – มูลค่าทรัพย์สินลดลง 1,700 ล้านเหรียญ**

แกรี่ หวัง (Gary Wang) ผู้ร่วมก่อตั้ง FTX กับ แซม แบงก์แมน-ฟรีด ในปีนี้ก็เป็นปีที่ไม่ดีเท่าไหร่นักสำหรับเขา หลังจากที่ FTX ยื่นล้มละลาย มูลค่าทรัพย์สินของเขาก็หายไปเลย 1,700 ล้านเหรียญ เคยเป็นคนที่อายุน้อยที่สุดในลิสต์บุคคลที่ร่ำรวยที่สุด 400 คนในโลกของปี 2022 ด้วย

แม้เขาจะไม่ได้ทำออกสื่อเท่ากับ แซม แบงก์แมน-ฟรีด แต่ก็มีส่วนในการปฏิบัติงานและร่วมสร้าง FTX มาด้วยกัน ทั้งคู่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็กและตอนเข้ามหาวิทยาลัยก็เป็นรูมเมตกันด้วยที่ MIT แกรี่เคยทำงานเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ให้กับ Google มาก่อน ในส่วนของการสร้างระบบที่รวบรวมราคาจากข้อมูลเที่ยวบินสาธารณะ

5. **Chris Larsen – US$1.3 billion**

คริส ลาร์เซน (Chris Larsen) ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารของ Ripple แพลตฟอร์มสำหรับรับและส่งเงินในรูปแบบของ Digital Asset และมีเหรียญ XRP ที่เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลก ในปีที่ผ่านมามูลค่าทางทรัพย์สินของเขาลดลงไป 1,300 ล้านเหรียญ จาก 4,300 ล้านเหรียญในปี 2021

สำหรับทิศทางการลงทุนคริปโตฯในปีนี้ยังต้องบอกว่ามีความผันผวนอยู่เหมือนเดิม ใครก็ตามที่คิดจะลงทุนก็ควรศึกษาข้อมูลให้ดีและต้องรับความเสี่ยงของการเหวี่ยงของราคาให้ได้ด้วยเช่นกัน


อ้างอิง

SCMP

aa.com

finbold


#ตลาดคริปโต #มูลค่าตลาดคริปโต #cryptowinter #cryptobubble #ChangpengZhao #CZ #Binance #FTX #Alameda #BrianArmstrong #coinbase #GaryWang #ChrisLarsen #SBF #SamBankmanFried

เทรนด์การลงทุนปี 2023 แม้ความผันผวนยังคงอยู่ แต่ก็มีโอกาสที่ดีซ่อนอยู่ด้วยเช่นเดียวกัน

ปี 2022 ถือเป็นปีที่ท้าทายอย่างมากสำหรับนักลงทุน ไม่ใช่แค่ในบ้านเราและเอเชียเท่านั้น แต่ทั้งโลกเลยก็ว่าได้ ความผันผวนที่เกิดขึ้นในตลาด ความกดดันของสงครามรัสเซียยูเครน ตลาดคริปโตที่เต็มไปด้วยข่าวร้าย การขึ้นดอกเบี้ยเพื่อกดภาวะเงินเฟ้อ ประเทศจีนตอนนี้ผ่อนคลายมาตรการ zero-covid ลงไปแล้วและกำลังเริ่มเปิดประเทศในช่วงต้นปี ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีนกับอเมริกาที่สร้างความกังวลให้กับตลาดโดยรวม สินทรัพย์ทุกอย่างไม่ว่าจะหุ้น พันธบัตร คริปโทเคอร์เรนซี ทองคำ ค่าเงิน ต่างล้วนเจอกระทบด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งข่าวที่ไม่สู้ดีนักสำหรับนักลงทุนทุกคนคือความผันผวนเหล่านี้จะยังคงมีอยู่ต่อไปในปี 2023 แต่ท่ามกลางพายุที่พัดกระหน่ำนี้ก็มีโอกาสที่น่าสนใจซ่อนอยู่เช่นกัน และจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ ในการเข้าใจและวางแผนเพื่อรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นด้วย

ในปี 2023 ที่กำลังจะมาถึงประเทศในการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศทางฝั่งเอเชียแปซิฟิกจะเริ่มต้นแบบช้า ๆ หลังจากแรงหนุนของการเปิดประเทศค่อย ๆ ชะลอตัว อุตสาหกรรมการผลิตยังไม่เต็มที่ และการเงินที่เข้มงวดในช่วงที่ผ่านมา แต่หลังจากที่ประเทศจีนเริ่มผ่อนคลาย การเติบโตโดยรวมจะค่อย ๆ ดีขึ้น สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Goldman Sachs เปิดเผยตัวเลขการคาดการณ์ของ GDP โดยรวมนั้นจะไม่ค่อยดีนัก แต่ก็ยังมองบวกในช่วงครึ่งหลังของปี 2023 โดยเฉพาะในประเทศจีนที่คาดว่าในไตรมาสสามจะทำได้ถึง 10% และไตรมาสสี่ที่ 6% ซึ่งค่อนข้างดีเลยทีเดียวเมื่อเทียบกับสองไตรมาสแรกของปี 2023 ที่คาดเอาไว้ที่ 4% และ 2%

ส่วนเรื่องของเงินเฟ้อที่ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ของปีนี้ก็น่าจะค่อย ๆ คลี่คลายลงไปบ้าง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะไม่เพิ่มขึ้นเร็วเหมือนที่ผ่านมาหรืออาจจะหยุดเลยก็ได้ สกุลเงินในแต่ละประเทศก็จะกลับมามีเสถียรภาพมากขึ้น การเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศต่าง ๆ ก็ช่วยลดแรงกดดันด้านราคาสินค้าในประเทศด้วย ตรงนี้จะทำให้ธนาคารกลายของประเทศต่าง ๆ ในพื้นที่รวมถึงของไทยด้วยจะชะลอจนหยุดการขึ้นดอกเบี้ยตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 และ 2 ของปี 2023 และภายในสิ้นปีอาจจะมีโอกาสลดอัตราดอกเบี้ยในบางประเทศด้วย ถือเป็นข่าวดีของตลาดสินทรัพย์ในภูมิภาคในปี 2023 ที่จะมาถึง


ประเทศจีนยังคงต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายอีกหลายอย่างในปี 2023 อย่างแรกคือเรื่องของมาตรการ zero-covid ที่ตอนนี้เริ่มผ่อนคลายลงแล้ว แต่ก็ต้องรับมือกับการแพร่กระจายของสายพันธุ์ Omicron ทำให้ยากต่อการจัดการมากกว่าเดิม เมื่อผ่อนคลายก็ต้องรับมือกับการระบาดที่มากขึ้น อาจจะส่งผลให้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงด้วย เรื่องที่สองคือเศรษฐกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงเปราะบาง สร้างความไม่มั่นใจให้กับนักลงทุน ยอดขายไม่ดีเหมือนแต่ก่อน นอกจากนั้นเรื่องของภาคการส่งออกที่ลดลงและดูจะยังไม่มีท่าทีว่าจะดีขึ้น ทำให้ตอนนี้ GDP ของประเทศคาดการณ์อยู่ที่ราว ๆ 3% เท่านั้น (ซึ่งต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 1976 และไม่นับรวมปี 2020 ที่โควิดเริ่มระบาดที่เป็นความผันผวนของตลาด)

Goldman Sachs คาดการณ์ว่าเราน่าจะเห็นจีนเริ่มดีขึ้นหลังจากเดือนมีนาคมเป็นต้นไป การเปิดประเทศก็ค่อย ๆ เปิดไปเรื่อย ๆ ถ้ามีการระบาดหนักก็อาจจะหยุดเป็นพัก ๆ ส่วนทางด้านอสังหาก็มีการออกแผน 16 จุดเพื่อกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยในแผนนี้ก็ประกอบไปด้วยการจัดการกับวิกฤตสภาพคล่องของบริษัทพัฒนาอสังหาไปจนถึงการผ่อนคลายข้อกำหนดการชำระเงินดาวน์สำหรับผู้ซื้อบ้าน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้มีการพัฒนาที่แข็งแกร่งและมั่นคงในภาคอสังหาริมทรัพย์ต่อไป ซึ่งตรงนี้ก็จะช่วยสนับสนุนแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศจีนด้วย ส่วนการส่งออกก็จะดีขึ้นตามลำดับเมื่อล็อกดาวน์มีการผ่อนคลายมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ GDP ช่วงครึ่งปี 2023 ค่อนข้างสดใสและคาดว่าจะอยู่ที่ราว ๆ 8% เลยทีเดียว

ตรงนี้ก็จะช่วยสนับสนุนแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศจีนด้วย ส่วนการส่งออกก็จะดีขึ้นตามลำดับเมื่อล็อกดาวน์มีการผ่อนคลายมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ GDP ช่วงครึ่งปี 2023 ค่อนข้างสดใสและคาดว่าจะอยู่ที่ราว ๆ 8% เลยทีเดียว

ความตึงเครียดระหว่างมหาอำนาจ

ความตึงเครียดระหว่างสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างอเมริกาและจีนยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองต่อไป สงครามระหว่างรัสเซียยูเครนยิ่งทำให้สถานการณ์ระหว่างจีนกับอเมริกาย่ำแย่ลงไปด้วย หลังจากรัสเซียประกาศเข้ารุกรานยูเครน ประเทศทางฝั่งตะวันตกอย่างอเมริกาและยุโรปต่างออกมาประณามการกระทำของรัสเซียพร้อมคว่ำบาตรทางการค้า ซึ่งจีนแสดงจุดยืนในการปฏิเสธที่จะประณามรัสเซีย นอกจากนั้นยังเพิ่มความช่วยเหลือด้านการค้ากับรัสเซียอีกด้วย

ในมุมของจีนเอง อเมริกาก็ข้ามเส้นเช่นเดียวกันเมื่อ แนนซี เพโลซี (Nancy Pelosi) ประธานสภาผู้แทนราษฎร ตลอดจนคณะ ส.ส. และ ส.ว. รวมถึงผู้ว่าการรัฐอินเดียนาของสหรัฐฯ เดินทางไปเยือนไต้หวันอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 สิงหาคม 2022 นอกจากนั้นแล้วสหรัฐอเมริกายังมีการออกมาตรการกำหนดการควบคุมการส่งออกชิปเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงและอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ที่จำเป็นในการผลิตชิปเหล่านี้ไปยังจีน

ซึ่งจะทำให้การพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศจีนหยุดชะงัก โดยเฉพาะบริษัทจีนที่ใช้เทคโนโลยีของทางอเมริกาเพื่อพัฒนาอัลกอริทึมต่างๆ ทั้งในอุตสาหกรรมยานยนต์ โลจิสติกส์ การแพทย์ และอื่นๆ มันคือสถานการณ์ “Prisoner’s Dilemma” ที่ผู้นำของสองประเทศไม่ไว้ใจกันและจะสุดท้ายมีโอกาสจะติดหล่มทางเศรษฐกิจด้วยกันทั้งคู่ แต่การพบกันที่การประชุม G20 ในวันที่ 14 พฤศจิกายน ระหว่าง โจ ไบเดน และ สี จิ้นผิง ท่าทีของทั้งคู่ก็ดูเหมือนจะพร้อมทำงานร่วมกันอีกครั้งหนึ่งและเน้นย้ำว่าจะพยายาม “แก้ไขอย่างสันติ”


ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยากว่าจะคลี่คลายเมื่อไหร่ แต่เรื่องของภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจของอเมริกาและทั่วโลกนั้นผู้เชี่ยวชาญต่างมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นค่อนข้างสูง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ออกมาประมาณการเศรษฐกิจโลกเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2023 จะเติบโตประมาณ 2.7% เท่านั้น น้อยที่สุดตั้งแต่ปี 2001 โดยเศรษฐกิจอเมริกา ยุโรป และลาตินอเมริกา จะเติบโตประมาณ 1%, 0.5% และ 1.7% ตามลำดับ แต่ที่น่าสนใจคือตลาดเอเชียมีโอกาสเติบโตโดยรวมถึง 4.9% เลยทีเดียว และนี่ก็เป็นโอกาสที่ดีในการลงทุนของบ้านเราด้วย

การเดินทางจะเพิ่มขึ้น

ประเทศไทยจะเริ่มได้รับอานิสงส์ของการเปิดประเทศและนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น โดยสถิติ 9 เดือนตั้งแต่ 1 มกราคม 2022 – 30 กันยายน 2022 พบว่ามีนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทยแล้วกว่า 6,018,943 คน และภายในสิ้นปีน่าจะถึง 10 ล้านคนได้ ซึ่งภายในปีหน้าถ้าการท่องเที่ยวกลับมาฟื้นอย่างเต็มตัวก็จะเป็นปัจจัยเร่งการเติบโตในประเทศไทย (คาดการณ์นักท่องเที่ยวราว ๆ 21 ล้านคน นี่ยังไม่รวมนักท่องเที่ยวจีนที่กำลังเริ่มเปิดประเทศและจะเข้ามาบ้านเราด้วย) และประเทศรอบ ๆ อย่างมาเลเซีย สิงคโปร์ อินเดีย ลาว และกัมพูชาด้วย ซึ่งการท่องเที่ยวเป็นส่วนสำคัญสำหรับเศรษฐกิจบ้านเราเพราะคิดเป็น 15% ของ GDP ประเทศเลย ธุรกิจประเภท โรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง รวมถึงของฝาก ก็จะดีขึ้นไปด้วย

ความบาดหมางระหว่างจีนและอเมริกา หรือสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน มีโอกาสช่วยหนุนการลงทุนในประเทศแถบอาเซียนมากขึ้นเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่าง Apple ที่กำลังพิจารณายกฐานการผลิตบางส่วนออกมาจากประเทศจีนจากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นที่โรงงาน Foxconn จนทำให้เกิดความล่าช้าในการผลิตและจัดส่งผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทอย่าง iPhone 14 Pro และ Pro Max โดยมีการคาดการณ์ว่าจะมีขยับไปที่อินเดียและเวียดนามมากยิ่งขึ้นในอนาคตที่จะมาถึง ซึ่งประเทศในอาเซียนถือว่าเปิดกว้างและต้อนรับการลงทุน เป็นจุดยุทธศาสตร์ใหม่

อย่างในบ้านเราก็มีบริษัท BYD บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของจีน มาตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและส่งออก 150,000 คันต่อปี หรือบริษัท AWS (Amazon Web Services) ผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ในเครือ Amazon ก็มาลงทุนครั้งสำคัญในไทย ตั้ง Cloud Region และเตรียมต่อยอดลงทุนระยะยาวอีกเกือบสองแสนล้านบาท นอกจากนั้นก็มี Google ที่เตรียมดำเนินการสร้าง Cloud Region เป็นครั้งแรกในประเทศไทยด้วยเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นช่วงนี้เราจะเห็นการลงทุนจากต่างประเทศที่กำลังไหลเข้าประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคเยอะขึ้นด้วย


FED เริ่มชะลอการขึ้นดอกเบี้ย

สำหรับดอกเบี้ยที่กำลังเป็นขาขึ้นทั่วโลกที่นำโดยธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด (FED) เพื่อชะลอเงินเฟ้อจะยังคงมีอยู่ต่อไป แต่ก็จะแตกต่างกันระหว่างบ้านเราที่มีอัตราเงินเฟ้อไม่ได้สูงมากเมื่อเทียบกับทางอเมริกาหรือยุโรป โดยเฟดน่าจะขึ้นดอกเบี้ยไปที่ราว ๆ 5-6% เพื่อรับมือกับเงินเฟ้อที่สูงถึง 8-9% แต่ในบ้านเราน่าจะเห็นการขึ้นในช่วงปลายปีนี้ไปอยู่ที่ราว ๆ 1.25% และมีโอกาสขึ้นอีก 1-2 ครั้งในช่วงปี 2023

เมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก (Global Recession) แบงก์ชาติก็ต้องกลับมาทบทวนอัตราดอกเบี้ยใหม่ ซึ่งเมื่อเงินเฟ้อไทยมีทิศทางที่ดีขึ้น นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่าอัตราเงินเฟ้อปีนี้ได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว โดยทั้งปี 2022 คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 6.3% หลังจากนี้จะทยอยลดลงต่อเนื่องจากเดือนกันยายน 2023 ส่วนปีหน้าคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 2.6% เข้าสู่กรอบเป้าหมายที่ ธปท. ตั้งเอาไว้ที่ 1-3% ซึ่งก็จะส่งผลให้บริษัทจดทะเบียนไทยไม่ต้องรับภาระต้นทุนทางการเงินที่เยอะเหมือนประเทศอื่น เพราะได้รับอานิสงส์จากการที่เงินเฟ้อไทยต่ำลงด้วย

สำหรับใครก็ตามที่กำลังคิดจะเริ่มลงทุน ดูภาพใหญ่และเทรนด์ที่กำลังจะเกิดขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญต่อจากนี้คือการหาโอกาสในการลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเอง สำหรับคนที่รับความเสี่ยงได้น้อย รู้สึกว่ายังไม่แน่ใจว่าความผันผวนในตลาดโลกและบ้านเราจะจบเมื่อไหร่ การลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำอย่างเช่นพวกพันธบัตรรัฐบาล หรือ หุ้นกู้ที่มีความน่าเชื่อถือ เครดิตเรตติ้งที่ดี แต่ถ้าใครรับความเสี่ยงได้เยอะหน่อยก็ดูเป็นพวกกองทุนรวมหรือหุ้น ไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศ แต่นั่นก็ต้องเลือกอย่างระมัดระวังเช่นกันในภาวะตลาดที่ผันผวนแบบนี้


สุดท้ายแล้ว ’ในวิกฤติมีโอกาส’ คำกล่าวนี้เป็นจริงเสมอ เพียงแต่เราจะมองเห็นโอกาสในช่วงที่ทุกอย่างกำลังดูย่ำแย่ไปซะหมดรึเปล่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเข้าใจสถานการณ์และสิ่งที่เกิดขึ้นโดยรอบว่าประกอบเข้าด้วยกันยังไง โดยเฉพาะโลกในปัจจุบันที่เชื่อมถึงกันทุกอย่างแบบนี้ เราต้องประคองตัวให้ผ่านพ้นวิกฤติตรงนี้ไปให้ได้และเมื่อโอกาสมาถึงก็ต้องพร้อมที่จะคว้าเอาไว้ด้วย โอกาสที่ดีซ่อนตัวอยู่ในพายุแห่งความไม่แน่นอน ซึ่งครั้งนี้อาจจะเป็นโอกาสที่ดีในรอบหลาย ๆ ปีเลยก็ได้

หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงการนำเสนอข้อมูลเพื่อใช้สำหรับศึกษาเบื้องต้นเท่านั้น มิได้มีเจตนาในการชี้นำการลงทุนแต่อย่างใด นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง

=========

อ้างอิง

economist

wsj

goldman sachs

imf

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save