การลงทุนที่ดีที่สุดสำหรับปี 2023 คือการลงทุนในตัวคุณเอง

ปี 2022 กำลังจะผ่านเราไปแล้ว สำหรับใครหลายคนถือว่าเป็นปีที่ไม่ง่ายนัก เศรษฐกิจค่อนข้างแย่ เจอเงินเฟ้อเข้าไปอีกยิ่งทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลงไปอีก โชคยังดีที่ประเทศไทยเปิดประเทศมีนักท่องเที่ยวกลับเข้ามาช่วยพยุงช่วงปลายปีไม่ให้มันชีช้ำลงไปกว่าเดิม

เชื่อว่าสำหรับปี 2023 ที่กำลังจะมาถึงนั้นหลายคนน่าจะเตรียมรับมือกับภาวะความผันผวนที่จะเกิดขึ้นกันไว้บ้างพอสมควรแล้ว บางคนก็ปรับพอร์ตหุ้น กองทุน เตรียมรับมือกับผลกระทบของภาวะตลาดถดถอย (Recession) ที่กำลังจะเกิดขึ้นทางฝั่งอเมริกาและยุโรป และเก็บเงินสดเอาไว้พร้อมเตรียมรับโอกาสที่จะเกิดขึ้นของการเปิดประเทศของจีนในช่วงต้นปีหน้าด้วย

แน่นอนว่าเราลงทุนก็อยากให้มันสินทรัพย์เติบโต แต่นั่นเป็นเพียงด้านหนึ่งของชีวิตเท่านั้น เพราะอย่าลืมว่าแม้สินทรัพย์เติบโตแต่ตัวคุณเองกลับไม่มีความสุข ทำงานโดยไม่มีเวลาพักผ่อน ให้ครอบครัว ให้ตัวเอง หรือ สุขภาพย่ำแย่ มันก็เป็นเรื่องที่ไม่ดีนัก โชคดีอย่างหนึ่งสำหรับคนที่เป็นนักลงทุนคือหลักการเดียวกันเราใช้เพื่อสร้างความมั่งคั่งสามารถนำไปใช้เพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับตัวเองในรูปแบบอื่นๆ ได้ด้วย

เรียกว่าเป็นการสร้างพอร์ตสำหรับการใช้ชีวิต เงิน และเวลาเพื่อให้มันสร้างผลตอบแทนในระยะยาวหลายเดือนหลายปีต่อจากนี้ก็ว่าได้

การลงทุนในตัวเอง หรือคำศัพท์ในภาษาของนักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “Human Capital” หรือ “ทุนมนุษย์” คือการสร้างแนวทางให้ชีวิตของเราดีขึ้น ไดแอน ริง (Diane Ring) คณบดีชั่วคราวและศาสตราจารย์ด้านกฎหมายของวิทยาลัยบอสตัน ก่อนหน้านี้ได้วิจัยพัฒนาการใหม่ๆ ในการลงทุนในทุนมนุษย์และเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน เธอชี้ให้เห็นถึงการเติบโตหลักสามประเภทที่ได้รับจากการลงทุนในตัวเราเอง ได้แก่ อาชีพการงาน เรื่องส่วนตัว และสุขภาพ ริงกล่าวว่า

“ทั้งสามอย่างนี้เชื่อมต่อกัน คิดซะว่ามันเป็นผลตอบแทนที่อยากได้สำหรับตัวเราเอง มันแตกต่างกันเล็กน้อย แต่ก็ขับเคลื่อนไปสู่ความมั่นคงเป็นหลัก โดยมีเป้าหมายปลายทางเป็นสิ่งที่มีความหมายกับเราและแผนของเราเท่านั้น”


ลองนำหลักการการลงทุนเรื่องการเงินมาปรับใช้กับการลงทุนในตัวเองในปี 2023 ดูบ้าง

1. วางแผนสำหรับการลงมือในระยะยาว

การลงทุนความสำเร็จระยะยาวของตัวเองนั้นเป็นอะไรที่มากกว่าแค่การไปสมัครเป็นสมาชิกของยิมหรือซื้อเสื้อวิ่ง รองเท้าวิ่งมาเตรียมออกกำลังกาย การตั้งเป้าหมายระยะยาวสำหรับการลงทุนในหุ้นหรือกองทุน เราต้องดูแลและคอยจัดการอยู่เสมอ ไม่ใช่การทำครั้งเดียวแล้วจบ การลงทุนในตัวเองก็เหมือนกันครับ เราจะทำครั้งเดียวแล้วคิดว่ามันจะได้ผลในระยะยาวมันเป็นไปไม่ได้

เมแกน แมคคอย (Megan McCoy) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านการวางแผนการเงินส่วนบุคคลที่มหาวิทยาลัยรัฐแคนซัส กล่าวว่า “การลงทุนหมายถึงการปลูกเมล็ดพันธุ์และรับผลตอบแทนในอนาคต มันต้องมีเส้นทางเพื่อเดินไปข้างหน้าด้วย”

แมคคอยอธิบายว่าวิธีที่ดีที่สุดคือการจินตนาการถึงการลงทุนของเราคือถนนยาว ๆ และระหว่างทางก็มีหมุดหมายกำกับเอาไว้ เหมือนก้อนหินสำหรับเหยียบเพื่อให้เดินไปข้างหน้าได้เรื่อย ๆ หมุดหมายแต่ละอันนอกจากจะช่วยให้คุณเห็นภาพตัวเองเดินไปยังเป้าหมายปลายทางอีกก้าวแล้ว มันยังเป็นจุดที่จะทำให้คุณได้ตรวจสอบและถามตัวเองด้วยว่าการลงทุนของคุณเป็นยังไงบ้างแล้ว เขากล่าวต่อว่า

“ทุกคนยุ่งมาก ๆ และผมก็รู้สึกว่าทุกคนแค่พยายามรอดชีวิตแทนที่จะบอกว่า ‘อะไรที่กระตุ้นความคิดของฉันบ้าง? เป้าหมายของฉันคืออะไร? ความหลงใหลของฉันคืออะไร? ฉันทำทั้งหมดนี้ไปเพื่ออะไร?’ เราต้องหาเวลาเพื่อจะพัฒนาแผนที่ภายในแบบนี้ด้วยเสมอ”

มนุษย์ทุกคนที่ความต้องการที่แตกต่างกัน ความหลงใหล ความชอบ และเป้าหมายของชีวิต ในโลกที่เต็มไปด้วยสิ่งกระตุ้นให้มีมากขึ้น มีเยอะขึ้น แต่นั่นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการเสมอไปก็ได้

เราอาจลืมถามตัวเองไปว่าเรากำลังทำทุกอย่างไปเพื่ออะไร? คอยถามตัวเองอยู่เสมอ โดยเฉพาะในปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง เพื่อให้เราเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ตามแผนระยะยาวที่วางเอาไว้


2. กระจายความเสี่ยง

เชื่อว่านักลงทุนทุกคนคงเคยได้ยินคำว่า ‘อย่าเอาไข่ไปใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียว’ มาแล้วนับเป็นล้าน ๆ ครั้ง การกระจายความเสี่ยงถือเป็นทักษะและแนวคิดพื้นฐานสำหรับการลงทุน เราไม่ควรเอาเงินทั้งหมดไปวางไว้ในหุ้นของบริษัทเดียว เพราะถ้าเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา เงินต้นของเราก็จะกระทบไปด้วย ซึ่งริงก็บอกว่าเรื่องนี้สามารถใช้ได้กับพอร์ตของชีวิตเช่นเดียวกัน อย่าทุ่มพลังทุกอย่างไปกับเป้าหมายอย่างเดียวโดยทิ้งความสนใจอื่น ๆ ไปทั้งหมดเลย

แบ่งเวลาและความสนใจให้กับชีวิตการทำงานและการเงิน เรื่องส่วนตัว และสุขภาพเท่า ๆ กัน เพราะการทุ่มให้อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นทำงานหนักและหาเงินอย่างเดียว อาจจะทำให้การลงทุนในส่วนอื่น ๆ อย่างสุขภาพและความสัมพันธ์ของครอบครัวแย่ลงได้ (เหมือนกับการเอาเงินไปวางไว้ในตะกร้าใบเดียวนั่นแหละครับ)

ริงแนะนำให้ถามตัวเองแบบนี้เวลาจะพยายามทำงานเพื่อหาเงินเพิ่ม บอกว่า “สิ่งนี้จะกระทบกับเวลาส่วนตัวและสุขภาพของเรารึเปล่า? มันจะกระทบกับหน้าที่รับผิดชอบหลักของเราไหม?” ถ้าใช่ก็แสดงว่ามันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เราควรทำ


3. จ่ายปันผลให้กับตัวเองด้วย

เคที มิลค์แมน (Katy Milkman) ศาสตราจารย์ด้านการดำเนินงาน ข้อมูล และการตัดสินใจที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียกล่าวว่ามีงานวิจัยหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นว่าเมื่อเราสร้างระบบที่ให้รางวัลตัวเองเมื่อทำถึงเป้าหมายบางอย่างได้จะยิ่งทำให้เราประสบความสำเร็จมากขึ้นไปด้วย

ศาสตราจารย์มิลค์แมนและ แองเจลา ดักเวิร์ธ (Angela Duckworth ผู้เขียนหนังสือ Grit) เพื่อนร่วมงานของเธอได้ร่วมกันทำงานวิจัยชิ้นหนึ่งเพื่อดูว่าการสร้างแรงจูงใจส่งผลต่อการเข้ายิมยังไงบ้าง สิ่งหนึ่งที่พบก็คือว่าคนที่ไปพลาดการออกกำลังกายเมื่อได้รับสิ่งจูงใจเพิ่มเติม (ในรูปแบบของคะแนนที่สามารถแปลงเป็นเงินสดได้) หากกลับมาออกกำลังกายอีกครั้ง มีโอกาสกลับมายิมเพิ่มขึ้นถึง 27% เลย

รางวัลช่วยทำให้เป้าหมายระยะยาว อย่างเช่นการสร้างนิสัยใหม่ ๆ หรือการตัดสินใจว่าจะใช้เวลาในแต่ละวันให้มีประโยชน์ที่สุดได้ยังไงกลายเป็นภารกิจระยะสั้น ศาสตราจารย์มิลค์แมนเรียกสิ่งนี้ว่า “Temptation Bundling” หรือการผูกพฤติกรรมที่ไม่อยากทำเข้ากับสิ่งที่อยากทำเพื่อสร้างพฤติกรรมเชิงบวกนั่นเอง เธออธิบายว่า

“หากคุณผูก [งาน/สิ่งที่ไม่อยากทำ] ไว้กับสิ่งที่สนุกสุด ๆ สำหรับคุณ เช่นว่า ‘ฉันจะเปิดไวน์สุดโปรดได้ก็ต่อเมื่อทำอาหารให้ครอบครัวเท่านั้น’ หรือ ‘ฉันดูรายการทีวีที่ชื่นชอบแบบยาว ๆ ได้ก็ตอนที่อยู่ที่ยิมเท่านั้น’ คุณจะเห็นความสำเร็จมากขึ้นเลย”

เพราะฉะนั้นเมื่อคุณอยากจะลงทุนกับตัวเองก็อย่าลืมจ่ายปันผลเป็นรางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างทางด้วย

อีกอย่างหนึ่งที่ศาสตราจารย์มิลค์แมนพบก็คือว่าเมื่อเราพัฒนาไปถึงจุดหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุดหรือเชี่ยวชาญที่สุด แต่การเข้าร่วมกลุ่มหรือแชร์เรื่องราวที่เราได้ทำกับคนอื่น สร้างแรงส่งเชิงบวกให้คนอื่น การมอบคำแนะนำนอกจากจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นแล้วยังช่วยทำให้เรามีความมุ่งมั่นกับเป้าหมายของตัวเองมากขึ้นด้วย

การลงทุนในตัวเองคือการสร้างสมดุลระหว่างการทำงาน การเงิน ความสุข ความสัมพันธ์ และสุขภาพให้อยู่ในจุดที่ไม่ถ่วงหนักไปด้านใดด้านหนึ่งเกินไป มีเวลาให้กับตัวเองได้พัฒนาทักษะ ความรู้ และดูแลสุขภาพ มีความสัมพันธ์กับเพื่อน คนรักและครอบครัวอย่างเพียงพอ ในขณะเดียวกันก็ยังไม่เบี่ยงเบนออกจากเป้าหมายทางการเงินที่วางเอาไว้ด้วย

วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) เคยกล่าวเอาไว้ว่า

“ท้ายที่สุดแล้ว มีการลงทุนอย่างหนึ่งที่เหนือกว่าสิ่งอื่นๆ ทั้งหมดนั่นคือ การลงทุนในตัวคุณเอง ไม่มีใครสามารถพรากสิ่งที่คุณมีในตัวคุณได้ และทุกคนมีศักยภาพที่ยังไม่ได้ใช้”

ขอให้ปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนอกจากจะเป็นปีที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนด้านการงานและการเงินแล้ว ยังเป็นปีที่เราได้กลับมาลงทุนกับตัวเองอีกครั้งหนึ่งอย่างเต็มที่ด้วยครับ


Nature

WSJ

Fool.com

เปิดโผ “หุ้นไทย” ผลตอบแทนสูงสุด ปี 2565 

ปัจจุบัน มีหุ้นทั้งหมด 879 ตัวที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(SET) รวมทั้งตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ(MAI) ที่รอให้เหล่าบรรดานักลงทุน เข้าไปแสวงหาโอกาสในการลงทุนให้เงินเติบโตขึ้น

และคงไม่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของการลงทุน คือ “กำไร” หมายความว่า นักลงทุนต้องการเห็นราคาหุ้นที่ตัวเองซื้อปรับขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครสามารถคาดเดาตลาดหุ้นได้แม่นยำตลอดเวลา ดังนั้น การลงทุนจึงมีโอกาส ทั้ง กำไรและขาดทุน ได้เสมอ

วันนี้ aomMONEY อยากจะชวนทุกคนมารู้จักหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยให้เห็นว่า การซื้อหุ้นแต่ละครั้ง “คุ้มค่า” มากน้อยแค่ไหน ด้วยการวัดผลตอบแทนจากการลงทุน (Return on Investment) หรือ ROI กันหน่อยดีกว่า

ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) คืออะไร?

ROI คือ อัตราส่วนที่ใช้วัดจำนวนผลตอบแทน (หรือกำไร) ของการลงทุนที่เกิดขึ้นเมื่อเทียบกับต้นทุนการลงทุน โดยคำนวณจากผลประโยชน์ (หรือผลตอบแทน) ของการลงทุนหารด้วยต้นทุนของการลงทุน

โดยมีสูตรคำนวณ คือ ROI = (ราคาปิดของหุ้น + มูลค่าเงินปันผลต่อหุ้น + มูลค่าเงินคืนทุนต่อหุ้น) ÷ ราคาปิดวันก่อนหน้าของหุ้น

เมื่อ ROI เป็นการวัดผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนเมื่อเทียบกับเงินต้นที่ลงทุน ดังนั้น หุ้นที่ดีต้องมีค่า ROI เป็นบวก เพราะหมายถึงผลกำไรที่ได้รับหลังหักต้นทุนออกแล้ว ความหมายคือ

– ROI มากกว่าศูนย์ (0) คือ ลงทุนได้กำไร ยิ่ง ROI สูง หมายความว่า การลงทุนมีกำไรสูง

– ROI เท่ากับศูนย์ (0) คือ ลงทุนแล้วเท่าทุน

– ROI น้อยกว่าศูนย์ (0) คือ ลงทุนที่ขาดทุน ยิ่ง ROI ติดลบมากเท่าไหร่ หมายความว่า การลงทุนยิ่งขาดทุนมาก

แล้ว ROI ที่ดีควรอยู่ระดับไหน?

จากที่กล่าวเอาไว้เมื่อซื้อหุ้นไปแล้วก็ต้องการกำไร ยิ่งกำไรมากเท่าไหร่ยิ่งดี แต่ในความเป็นจริงนักลงทุนจะกำหนด ROI แตกต่างกันให้เหมาะสมกับกลยุทธ์การลงทุนของตัวเอง ซึ่งสิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงเสมอ คือ ความเสี่ยง

โดยเมื่อต้องเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นก็ย่อมคาดหวังผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงนั้น ตามคำกล่าว High Risk, High (Expected) Return หรืออาจถตีความได้ว่าถ้าต้องการได้ผลตอบแทนสูงๆ ก็ต้องทําใจเอาไว้ด้วยว่าการลงทุนจะมีโอกาสขาดทุนสูงด้วยเช่นกัน

ทำไมกองทุน Healthcare กับกองทุนเวียดนามถึงน่าสนใจ และเหมาะสำหรับการวางแผนลดหย่อนภาษีในช่วงเวลานี้?

ในช่วงปลายปีแบบนี้ หลายคนคงอยากได้มุมมองทางด้านเศรษฐกิจสำหรับช่วยตัดสินใจเลือกกองทุนเพื่อลงทุน บทความนี้จึงรวบรวมมุมมองที่น่าสนใจและกองทุนที่น่าลงทุนมาเล่าสู่กันฟังครับ โดยสรุปมาจากรายการกองทุนไหนดี ? ที่ได้แขกรับเชิญคนพิเศษอย่างคุณเกียรติศักดิ์ ปรีชาอนุสรณ์, CFA ผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุนทางเลือก บลจ.กรุงศรี มาพูดคุยกันในประเด็นนี้ครับ

ก่อนอื่นต้องบอกว่ามีประเด็นทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจ 3 ประเด็นที่เราต้องติดตามกันต่อไป และคาดว่าจะมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนในช่วงเวลานี้ ซึ่งได้แก่

  1. ปัจจัยเรื่องเงินเฟ้อพื้นฐานยังมีระดับที่ค่อนข้างสูง เนื่องจากภาพตลาดแรงงานของอเมริกาในตอนนี้ แต่อย่างไรก็ตามมีแนวโน้มที่จะปรับตัวลดลงแบบช้า ๆ
  2. นโยบายของ FED ที่มีแนวโน้มจะขึ้นดอกเบี้ยอยู่ เพียงแต่จะขึ้นในอัตราและระยะเวลาที่ช้าลง
  3. ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ที่มีโอกาสเกิดขึ้นมากกว่าเดิม แต่ในครั้งนี้อาจจะเป็นระดับอ่อน ๆ เนื่องจากระดับหนี้ของอเมริกาค่อนข้างน้อยกว่าที่ผ่านมา

ซึ่งเราอาจจะเรียกรวม ๆ ทั้งหมดนี้ว่ามันเป็นสถานการณ์ Stagflation ซึ่งในมุมการลงทุนที่ผ่านมา จะเห็นว่ากลุ่มอุตสาหกรรม (Sector) อันดับ 1 ที่ทาง Fund Manager ทั่วโลกยังคงให้ความสนใจ คือ กลุ่ม Healthcare และไม่ใช่แค่ทาง Fund Manager เท่านั้นที่สนใจ ตัวนักลงทุนส่วนใหญ่ก็สนใจเช่นเดียวกัน เนื่องจากสาเหตุดังนี้

  1. ความสามารถในการสร้างกำไร (EPS) เนื่องจากกลุ่มนี้เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังมีกำไรเป็นบวกอยู่ ถึงแม้ว่าจะเกิดสถานการณ์ถดถอย (Recession) มาถึง 6 ครั้ง และแม้จะเกิดการเทขายทำให้ราคาหุ้นในกลุ่มนี้ลดลง แต่ก็ยังคงมีความสามารถในการสร้างกำไรอยู่ ซึ่งหนึ่งจุดสำคัญ คือ ความสามารถในการขึ้นราคาของบริการทางด้าน Healthcare ที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้กำไรเติบโตไม่ว่าจะมีสภาวะเศรษฐกิจอย่างไรก็ตาม โดยจะเห็นได้จากช่วงโควิดที่ผ่านมา
  2. ปัจจัยที่น่าสนใจอย่าง Aging Society หรือ สังคมผู้สูงวัย ซึ่งในจุดนี้นวัตกรรมต่าง ๆ ของ Healthcare ค่อนข้างมีโอกาสเกิดขึ้นมาก ไม่ว่าจะเป็นยาประเภทใหม่ ๆ หรือ การอนุมัติการใช้ยาที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับนโยบายการควบคุมราคายาที่เกิดขึ้นเสมอในช่วงการเลือกตั้งของอเมริกา ที่ดูเหมือนจะเบาบางลงไปเช่นเดียวกัน ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มอุตสาหกรรมนี้

ดังนั้นภาพรวมของกลุ่มอุตสาหกรรม Healthcare จึงน่าสนใจและมีโอกาสเติบโตได้อยู่ ซึ่งกองทุนที่ทาง บลจ. กรุงศรี แนะนำก็คือกลุ่ม KFHEALTH ที่ลงทุนในกองทุนหลัก คือ JPMorgan Funds – Global Healthcare Fund ที่มีนโยบายเน้นการลงทุนใน กลุ่มธุรกิจ Healthcare ที่มี Innovation และสร้างโอกาสเปิดตลาดใหม่ ๆ ได้ โดยทีมผู้จัดการกองทุนที่แข็งแกร่งถึง 4 คน และหนึ่งในนั้นเป็นแพทย์ที่มีความรู้เรื่องอุตสาหกรรมเป็นอย่างดี ซึ่งถือว่ามีความเชี่ยวชาญและชำนาญในการลงทุนกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าว

พอร์ตการลงทุนของกองทุนนี้จะเน้นในส่วนที่มีโอกาสมากกว่า ในอุตสาหกรรมย่อย ๆ (Sub Sector)  ดังนั้นสัดส่วนการลงทุนในแต่ละหมวดอาจจะไม่ได้แตกต่างกันมากนัก แต่เน้นการปรับพอร์ตในช่วงเวลาที่เหมาะสม ทำให้ผลการดำเนินงานของกองทุนเมื่อเปรียบเทียบกับทางตลาดโดยรวมค่อนข้างดี ถึงแม้ว่าตอนนี้สถานการณ์อาจจะดูเหมือนติดลบอยู่ แต่ถ้าหากมองในระยะยาว 5 ปี ก็จะเห็นว่าผลตอบแทนนั้นยังเป็นบวกอยู่

สำหรับคำถามที่หลายคนอยากรู้ว่า กองทุนนี้เหมาะกับใคร ต้องบอกว่าเหมาะกับคนที่สนใจกลุ่มธุรกิจนี้ โดยมีให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น กองทุน KFHEALTH (ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน) หรือ KFHHCARE (ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน) ส่วนใครที่สนใจกองทุนประหยัดภาษี ก็จะมี KFHCARERMF ให้เลือกลงทุนได้เช่นเดียวกัน (ซึ่งกองทุน RMF ไม่มีการเรียกเก็บ ค่าธรรมเนียม Front end 1.5%) และสามารถเริ่มลงทุนได้ตั้งแต่ 500 บาท

นอกจากกลุ่ม HEALTHCARE แล้ว อีกกลุ่มที่น่าสนใจ คือ เวียดนาม ซึ่งในตอนนี้ดูเหมือนว่าจะมีปัจจัยลบอยู่ แต่ถ้าพิจารณาเรื่องของปัจจัยลบ เกิดขึ้นจากอะไรบ้าง พบว่ามี 3 ประเด็น คือ

  1. ค่าเงิน DONG (VND) ที่อ่อนค่าลง แต่เป็นผลมาจากดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น
  2. การปรับขึ้นดอกเบี้ย 2% ในช่วงที่ผ่านมา เพื่อจัดการเรื่องค่าเงินที่อ่อนค่า
  3. ทางเวียดนามมีนโยบายการปราบปรามคอร์รัปชัน การปั่นหุ้น หรือออกอสังหาแบบผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งในระยะกลางดูเหมือนจะเป็นปัจจัยลบที่เกิดขึ้น แต่ส่งผลดีต่อระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ในฝั่งของปัจจัยบวกก็มีเช่นเดียวกัน ถ้ามองในมุมของการเติบโตเศรษฐกิจที่ค่อนข้างเร็ว และมีโอกาสเติบโตระยะยาวจากชนชั้นกลาง รวมถึงการใช้จ่ายที่เกิดขึ้นของประชากรที่เป็นหนุ่มสาว รวมถึงโอกาสทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการที่ย้ายฐานการผลิตมาเวียดนาม ทั้งยังมี FTA (การยกเว้นภาษี) ที่เป็นจุดแข็งของเวียดนามในตอนนี้

นอกจากนั้น ถ้าหากเรามองไปที่กำไรที่เกิดขึ้น ทางตลาดเวียดนามยังมีการเติบโตของกำไร (Earning Growth) ประมาณ 20% ในปีที่ผ่านมา แม้ว่าตลาดจะปรับตัวลงมาก็ตาม ซึ่งส่งผลให้ P/E ของตลาดอยู่ที่ 9 กว่า ๆ เท่านั้น

  • โดยกองทุนของทาง บลจ.กรุงศรี ที่แนะนำนั้น มีทั้ง กองทุนเปิดอย่าง KFVIET มีนโยบายลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ ดังนี้ JPMorgan Vietnam Opportunities Fund สัดส่วนการลงทุนไม่เกิน 79% ของ NAV
  • Lumen Vietnam Fund ประมาณ 0% – 30% ของ NAV
  • Xtrackers FTSE Vietnam Swap UCITS ETF ประมาณ 0% – 30% ของ NAV

โดยในปัจจุบัน กองทุนมีสัดส่วนการลงทุนใน JPMorgan Vietnam Opportunities Fund ประมาณ 70% ซึ่งเป็นหุ้นขนาดใหญ่ กองทุน Lumen Vietnam (หุ้นขนาดกลางและเล็ก) ประมาณ 15% และ Xtrackers ETF อีกประมาณ 15% โดยกองทุนนี้มีการป้องกันความเสี่ยงของค่าเงินด้วยเช่นกัน

สำหรับกองทุน KFVIETSSF / KFVIETRMF มีนโยบายลงทุนในกองทุน KFVIET-I  โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV

อย่างไรก็ตามนอกจากกองทุนที่กล่าวมา สำหรับกองทุนกลุ่ม SSF/RMF ที่หลายคนกำลังมองหาเพื่อสิทธิลดภาษี บลจ.กรุงศรี ยังมีกองทุนอื่น ๆ ที่น่าสนใจ ดังนี้

  • KFAFIXSSF/ KFAFIXRMF เป็นกองทุนตราสารหนี้ เหมาะสำหรับคนที่ยังไม่กล้าลงทุนในหุ้น สามารถเลือกลงทุนในกลุ่มนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าได้
  • KFGBRANSSF/ KFGBRANRMF เน้นลงทุนหุ้นสินค้าอุปโภคบริโภคต่าง ๆ ที่มีแบรนด์แข็งแกร่ง มีลูกค้าซื้อใช้ประจำ ถือเป็นหุ้นกลุ่ม Defensive Quality ที่ไม่ผันผวนไปตามตลาด และมีความสามารถทำกำไรสูง
  • KFESGSSF/ KFESGRMF ลงทุนในธีม ESG เป็นธีมใหญ่ของโลก เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตแบบยั่งยืน Sustainable Growth ที่สม่ำเสมอ และมีโอกาสเติบโตในระยะยาว

สรุปสุดท้ายแล้ว ภาพรวมของการลงทุนที่ดีในช่วงนี้ คือ มองไปที่สินทรัพย์ที่มีความสามารถชนะเงินเฟ้อกับอัตราดอกเบี้ยได้ เน้นไปที่หุ้นที่ค่อนข้างมีความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม Defensive หรือ Healthcare และมองไปยังหุ้นมีโอกาสเติบโตได้ในอนาคตอย่างเวียดนาม และถ้าหากใครไม่ชอบความเสี่ยง ก็อย่าลืมการกระจายการลงทุนไปยังตราสารหนี้บ้าง ซึ่งทั้งหมดนี้ควรเลือกให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่เรารับได้และผลตอบแทนที่เราคาดหวังนั่นเองครับ

และที่สำคัญใครสนใจวางแผนลดหย่อนภาษีในช่วงนี้ ก็อาจจะเลือกกองทุนลดหย่อนภาษีมาเป็นตัวช่วยในการลงทุนระยะยาวตามเป้าหมายของเรา ไม่ว่าจะเป็น SSF หรือ RMF  ได้เช่นเดียวกัน

สอบถามเพิ่มเติมพร้อมขอข้อมูลหนังสือชี้ชวนได้ที่บลจ.กรุงศรี โทร. 02-657-5757 หรือ www.krungsriasset.com  หรือ ติดต่อธนาคารกรุงศรีอยุธยาทุกสาขา

SSF เป็นกองทุนเพื่อส่งเสริมการออม | RMF ลงทุนเพื่อเกษียณอายุ

ผู้ถือหน่วยลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี หากไม่ปฎิบัติตามเงื่อนไขการลงทุน

ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีในคู่มือการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน

ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

KFHEALTH / KFHHCARE / KFHCARERMF

ลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ JPM Global Healthcare Fund (กองทุนหลัก) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV

ระดับความเสี่ยง 7 – เสี่ยงสูง

KFHHCARE

ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน

KFHEALTH / KFHCARERMF

ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน จึงมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ I กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมก่อนทำการลงทุน

KFVIET

ลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ JPMorgan Vietnam Opportunities Fund สัดส่วนการลงทุนไม่เกิน 79% ของ NAV, Lumen Vietnam Fund ประมาณ 0% – 30% ของ NAV และ Xtrackers FTSE Vietnam Swap UCITS ETF ประมาณ 0% – 30% ของ NAV

ระดับความเสี่ยงกองทุน 6 : เสี่ยงสูง – กองทุนป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน จึงมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

กองทุนมีการลงทุนกระจุกตัวในประเทศเวียดนาม จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก

KFVIETSSF/ KFVIETRMF

ลงทุนในหน่วย CIS ชื่อกองทุน KFVIET-I (กองทุนหลัก) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ซึ่งมีการจัดสรรน้ำหนักการลงทุนทั้งในกองทุนแบบ Active และ Passive เพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีที่สุด

ระดับความเสี่ยงกองทุน 6 : เสี่ยงสูง – กองทุนป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน จึงมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

กองทุนมีการลงทุนกระจุกตัวในประเทศเวียดนาม จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก

KFAFIX / KFAFIXSSF / KFAFIXRMF

ลงทุนในตราสารหนี้หลากหลายประเภทโดยไม่กำหนดสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้แต่ละประเภท ความเสี่ยงระดับ 4 : เสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำ

KFGBRAND / KFGBRANSSF / KFGBRANRMF

ลงทุนใน Morgan Stanley Investment Fund – Global Brands Fund โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ความเสี่ยงระดับ 6: เสี่ยงสูง กองทุนป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจผู้จัดการกองทุน จึงมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

KFESG / KFESGSSF / KFESGRMF

ลงทุนใน AB Sustainable Global Thematic Portfolio, Class S1 USD (กองทุนหลัก)โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ความเสี่ยงระดับ 6: เสี่ยงสูง และกองทุนป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน

บทความนี้เป็น Advertorial

รวมที่สุดกองทุน SSF ผลตอบแทนสูงสุดปี 2565 

ถ้าใครที่ต้องการลงทุนระยะยาวเพื่อสร้างโอกาสเพิ่มผลตอบแทนในอนาคต ขณะเดียวกันก็ต้องการวางแผนประหยัดภาษีในแต่ละปี การลงทุนในกองทุนรวม SSF ก็ดูจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ 

SSF ย่อมาจาก Super Savings Fund หรือกองทุนรวมเพื่อการออม ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อมาทดแทนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (กองทุนรวม LTF) ที่สิ้นสุดลงในปี 2562 เพื่อส่งเสริมให้คนไทยหรือผู้ที่เริ่มเข้าสู่วัยทำงานมีการออมระยะยาวมากขึ้น และได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างเต็มที่

แต่ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่า เนื่องจากปีนี้ตลาดการลงทุนมีความผันผวน ราคาสินทรัพย์แทบทุกประเภทปรับลดลง และเศรษฐกิจโลกปี 2566 มีแนวโน้มซบเซา อาจไม่ใช่จังหวะที่ดีในการซื้อกองทุน SSF หรือบางคนซื้อเอาไว้แล้วแต่เมื่อเห็นผลตอบแทนปรับลดลงก็ชะลอการลงทุน รอให้บรรยากาศการลงทุนกลับมาสดใสค่อยกลับเข้ามาตัดสินใจอีกครั้ง หรือมองว่าด้วยกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด โดยเฉพาะเรื่องระยะเวลาการลงทุนที่ยาวนาน คือ ต้องถือครอง 10 ปีนับจากวันซื้อ และถ้าทำผิดเงื่อนไขก็จะมีบทลงโทษด้วย จึงตัดสินใจมองหาสินทรัพย์ลงทุนอื่น ๆ เพื่อลงทุนแทน

แต่อย่างไรก็ตาม ข้อดีของกองทุน SSF ที่สามารถลดความกังวลได้ คือ มีนโยบายการลงทุนให้นักลงทุนเลือกหลากหลายตั้งแต่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำไปจนถึงความเสี่ยงสูง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขณะเดียวกันก็สับเปลี่ยนกองทุน SSF ในระหว่างทางโดยไม่ผิดเงื่อนไขการลงทุนได้อีกด้วย

สำหรับนักลงทุนที่กังวลเกี่ยวกับระยะเวลาการลงทุนที่ยาวนานก็เบาใจได้ เพราะงานวิจัยเรื่องการลงทุนระยะยาวจาก JP Morgan กับตลาดทุนของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเสมือนเป็นตัวแทนของตลาดทุนทั่วโลก ในช่วงปี 1950 ถึง 2021 พบว่า ยิ่งลงทุนระยะยาว โอกาสที่ผลตอบแทนจะขาดทุนมีน้อยมากถ้าลงทุนต่อเนื่อง 10 ปี 

ดังนั้น การเข้าซื้อกองทุน SSF ที่มีเงื่อนไขต้องถือลงทุนระยะยาว นอกจากจะได้กำไรจากการลดหย่อนภาษีตั้งแต่ซื้อแล้ว การได้เข้าซื้อในช่วงเศรษฐกิจขาลงก็ถือว่าเป็นจังหวะที่ดี เพราะจะได้หน่วยลงทุนที่ราคาถูก หรือถ้าซื้อกองทุนมอยู่แล้วก็เป็นโอกาสดีในการซื้อลงทุนเพื่อถัวเฉลี่ยต้นทุน

จากที่ได้กล่าวข้างต้น ปัจจุบันที่กองทุน SSF มีนโยบายการลงทุนในสินทรัพย์ได้หลากหลายประเภท จึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับทางเลือกของนักลงทุน ขอยกตัวอย่าง 5 นโยบายการลงทุนที่น่าสนใจ ดังนี้

หมายเหตุ :

  • ข้อมูลที่นำเสนอเป็นเพียงข้อมูลเพื่อใช้ในการประกอบการตัดสินใจลงทุน มิได้มีเจตนาในการชี้นำให้ซื้อหรือขายกองทุนดังกล่าว
  • ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน
  • ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทนในอนาคต

รวมที่สุดกองทุน RMF ผลตอบแทนสูงสุดปี 2565 

โค้งสุดท้ายแล้ว!! ใครที่กำลังมองหากองทุนลดหย่อนภาษี และยังไม่รู้ว่าจะเลือกกองทุนไหนดี วันนี้ aomMONEY มีกองทุนเด็ดจากทั้ง 4 ประเภทกองทุน RMF มาให้เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการลงทุน

ในช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะซบเซา มักทำให้บรรยากาศการลงทุนผันผวนตามไปด้วย หลายคนประสบปัญหาการเงินฝืดเคือง และไม่รู้ว่าควรจะเน้น เก็บเงินสำรองฉุกเฉินไว้ก่อน หรือเอาไปลงทุนเพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษีก่อนดี 

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแล้ว “เงินลงทุน” กับ “เงินฉุกเฉิน” ควรต้องแยกออกจากกัน แน่นอนว่าเงินสำหรับยามฉุกเฉินเป็นเรื่องที่จำเป็น ขณะเดียวกันเราก็ควรต้องกันเงินเอาไว้เพื่อลงทุนด้วย แต่เงินทั้งสองกองนี้ก็เป็นสิ่งที่ปรับเปลี่ยนและยืดหยุ่นได้ตามสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ด้วย

ตัวอย่างเช่น ก่อนเกิดวิกฤติ COVID-19 เคยซื้อกองทุน RMF 1 แสนบาท แต่ปีนี้รายได้เท่าเดิมหรือลดลง แต่รายจ่ายเพิ่มสูงขึ้น ดูแล้วเงินอาจจะติดขัด ดังนั้น ความจำเป็นในระยะสั้นก็ต้องมาก่อน ก็อาจจะซื้อกองทุน RMF ด้วยจำนวนเงินที่ลดลง เพราะไม่จำเป็นต้องลงทุนด้วยจำนวนเงินเท่ากันทุกปีก็ได้ ทั้งนี้ ก่อนที่เราจะตัดสินใจลงทุนในกองทุน RMF ควรพิจารณาข้อมูลทั้ง 4 ข้อนี้ให้ดีเสียก่อน  

1. บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) นั้นๆ มีความมั่นคงมากน้อยแค่ไหน? 

ซึ่งสามารถดูข้อมูลได้จากเว็บไซต์แต่ละ บลจ. หรือติดตามข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.)

2. กองทุนนั้นใครเป็น ‘ผู้จัดการกองทุน’?

กองทุนที่มีผู้จัดการกองทุนที่ดี มีประสิทธิภาพ ถ้าเทียบกับ กองทุนที่มีผู้จัดการกองทุนที่แย่ ผลตอบแทนต่อปีอาจจะแตกต่างกันอย่างลิบลับ โดยเราสามารถดูข้อมูลได้จากหนังสือชี้ชวนของกองทุน (Fund Fact Sheet) เช่น ดูผลการดำเนินงานย้อนหลัง ซึ่งจะสะท้อนถึงความสามารถในการบริหารของผู้จัดการกองทุนนั้นๆ ด้วย 

3. นโยบายและสไตล์การบริหารกองทุนเป็นอย่างไร? 

กองทุนบางกองอาจจะมีนโยบายบริหารกองทุนที่เน้นการซื้อขายบ่อยๆ คือ มีอัตรา Turnover Ratio สูง บางกองอาจจะมีนโยบายบริหารกองทุนให้มี Turnover Ratio ต่ำๆ คือไม่เน้นซื้อขายบ่อย ๆ เป็นต้น โดยอัตรา Turnover Ratio บอกถึงการบริหารพอร์ตลงทุนของกองทุนนั้นเป็นอย่างไร ซึ่ง บลจ.จะประกาศข้อมูลในรายงานประจำปีของแต่ละกองทุน 

อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยยังไม่มีการจัดค่าความเหมาะสมของอัตรา Turnover Ratio แต่ในสหรัฐอเมริกาได้จัดค่ามาตรฐานไว้ที่ 100% ดังนั้น ถ้าอัตรา Turnover Ratio สูงๆ แสดงว่าผู้จัดการกองทุนปรับเปลี่ยนพอร์ตลงทุนบ่อย แต่ถ้ามีอัตราต่ำๆ แสดงว่าไม่ค่อยปรับเปลี่ยนพอร์ตลงทุน

4. ผลการดำเนินงานในอดีตทำได้ดีแค่ไหน?  

ต้องศึกษาผลตอบแทนในอดีตว่าเป็นอย่างไร ทำผลตอบแทนได้เพราะอะไร ทำไมถึงทำได้ ถึงแม้ว่าสำนักงาน ก.ล.ต. จะบอกว่าผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้บอกอนาคต แต่อย่างน้อยก็บอกได้ว่าหากผลงานในอดีตทำได้ดี ในอนาคตก็น่าจะทำได้ดี หรือหากอดีตทำได้แย่ นักลงทุนต้องคิดแล้วว่าในอนาคตจะเป็นอย่างไรบ้าง โดยดูผลดำเนินงานย้อนหลัง (เช่น 1 ปี, 3 ปี, 5 ปี, 10 ปี) เพราะถึงแม้จะเป็นกองทุน RMF เหมือนกัน แต่กองทุนแต่ละกองนั้นจะให้ผลตอบแทนต่างกัน บางกองทุนสร้างผลตอบแทนเป็นบวก บางกองทุนติดลบ

จากความหลากหลายของกองทุน RMF ดังนั้น ก่อนตัดสินใจซื้อต้องสำรวจตัวเองก่อนว่าชอบการลงทุนแบบไหน โดยสามารถเลือกลงทุนได้ตั้งแต่ความเสี่ยงต่ำๆ ไปจนถึงความเสี่ยงสูง ซึ่งมีความหลากหลายในการเลือกลงทุน 

อีกทั้ง ในระหว่างทางที่ลงทุน สามารถสับเปลี่ยน (Switch) กองทุนได้ เพื่อให้เหมาะสมกับรูปแบบการลงทุนของตัวเอง และสภาวะการลงทุนในช่วงเวลานั้นๆ ด้วย สำหรับใครที่ต้องการสับเปลี่ยนกองทุน RMF สามารถสับเปลี่ยนกี่ครั้งก็ได้ไม่จำกัดจำนวน กรณีสับเปลี่ยน บลจ.เดียวกันจะไม่มีค่าใช้จ่าย แต่สับเปลี่ยนต่าง บลจ. อาจมีเอกสารและค่าใช้จ่าย ซึ่งต้องศึกษาข้อมูลตามที่ระบุไว้ในแต่ละ บลจ. ด้วย

หมายเหตุ :

  • ข้อมูลที่นำเสนอเป็นเพียงข้อมูลเพื่อใช้ในการประกอบการตัดสินใจลงทุน มิได้มีเจตนาในการชี้นำให้ซื้อหรือขายกองทุนดังกล่าว
  • ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน
  • ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทนในอนาคต

ผู้ช่วยการเงินคนต่อไปอาจไม่ใช่มนุษย์ : เมื่อ ChatGPT ก้าวเข้ามาสู่อุตสาหกรรมการเงินแห่งอนาคต

ถ้าใครได้เคยเข้าไปคุยกับ ChatGPT น่าจะทึ่งไปกับความฉลาดในการตอบคำถามและทำงานของปัญญาประดิษฐ์ที่พึ่งถูกปล่อยออกมาเมื่อเร็ว ๆ นี้ จนกลายเป็นที่พูดถึงไปทั่วโลก มีผู้ใช้งานมากกว่า 1 ล้านคนภายในไม่ถึงสัปดาห์ ส่วนใครยังไม่ได้ลองใช้งาน AI สุดอัจฉริยะหรือยังไม่รู้จัก ChatGPT ลองมาทำความรู้จักแชตบอทตัวนี้ ที่สามารถตอบคำถามทั่วไป สอนเขียนเว็บไซต์ รวมไปถึงยกระดับการให้บริการในอุตสาหกรรมการเงินด้วย

ChatGPT เป็นแชตบอทที่พัฒนาขึ้นและปล่อยให้ทดลองใช้เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยบริษัทวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ที่ชื่อว่า OpenAI ซึ่งออกแบบ ChatGPT ขึ้นมาเพื่อให้พูดคุยกับมนุษย์ด้วยโมเดลภาษาแบบใหม่ ที่มีรูปแบบการสนทนาโต้ตอบที่ไหลลื่นกว่าแชตบอทที่มีในท้องตลาด และด้วยฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ทำให้ AI ตัวนี้ ดูเหมือนจะตอบได้เกือบทุกคำถาม

จน พอล บัคไฮท์ (Paul Buchheit) อดีตวิศวกรคอมพิวเตอร์ผู้อยู่เบื้องหลัง Gmail กล่าวว่า อาจมาล้มบัลลังก์ Search Engine อย่าง Google เพราะการตอบคำถามของ ChatGPT จะเฉพาะเจาะจง เรียบเรียงมาอย่างสมบูรณ์ มีความต่อเนื่องในการตอบคำถาม ทำให้ผู้ใช้งานเข้าใจได้ทันที ต่างจาก Google ที่จะประมวลคำตอบมาให้ผ่านลิงก์มากมายหลายร้อยลิงก์และผู้ใช้ต้องเข้าไปดูข้อมูลเพื่อประมวลคำตอบที่ต้องการเอาเอง

นอกจากจะตอบคำถามได้แล้ว ChatGPT ยังสามารถเขียนกวี, แต่งนิทาน, เขียนบทความ หรือแม้แต่เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้อย่างน่าอัศจรรย์ โดยทีมผู้สร้างกล่าวว่า ChatGPT เทรนขึ้นมาด้วยวิธี Reinforcement Learning from Human Feedback (RLHF) ที่ให้มนุษย์มีส่วนช่วยป้อนข้อมูลสอน AI จากนั้นก็นำคำตอบมาผ่านการจัดลำดับคุณภาพ เพื่อให้ได้โมเดลคำตอบที่ดีที่สุด แต่ทาง OpenAI ก็ไม่ได้ระบุถึงแหล่งข้อมูลที่นำมาเทรนอย่างชัดเจน เพียงแต่บอกกว้าง ๆ ว่า มาจากเว็บไซต์ทั่วไปอย่าง Wikipedia (ซึ่งกลายเป็นประเด็นต่อไปว่า ข้อมูลที่ ChatGPT นำมาใช้นั้น ถูกต้องมากแค่ไหน)

ปัญญาประดิษฐ์กับอุตสาหกรรมการเงิน

การนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้งานในอุตสาหกรรมการเงินถูกพูดถึงกันมาสักพักแล้ว เพราะการเงินหรือการธนาคารนั้นมีการเก็บข้อมูลมหาศาลเพื่อใช้กำหนดทิศทางหรือคาดเดาเศรษฐกิจ หากได้ AI ที่มีประสิทธิภาพมาวิเคราะห์ เชื่อว่าน่าจะมีความแม่นยำมากขึ้น และการมาถึงของ ChatGPT ที่มีการยกระดับการสื่อสารระหว่างมนุษย์กับเทคโนโลยี และการนำ AI เข้ามาช่วยในเรื่องการเงินนั้น น่าจะมีส่วนช่วยทั้งในภาพใหญ่อย่าง ระบบธนาคาร, สถาบันการเงิน, การลงทุน รวมถึงหน่วยย่อยอย่างการเงินส่วนบุคคลด้วย

AI กับสถาบันการเงิน

ระบบ AI ของธนาคารต่าง ๆ ที่คอยตอบคำถามในแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ของธนาคารในตอนนี้นั้น มักจะไม่ค่อยเข้าใจคำถามลูกค้าใช้ประโยคคำถามที่ไม่มีในฐานข้อมูล หรือไม่ตรงตามแบบที่กำหนดเอาไว้ แต่หากเป็นระบบสนทนาของ ChatGPT จะสามารถช่วยอธิบายหรือโต้ตอบให้ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น นำมาซึ่งความยืดหยุ่นในการใช้งาน เช่นตอบคำถามที่พบบ่อย อธิบายรายละเอียดผลิตภัณฑ์ รวมถึงสามารถออกแบบแผนการออม การลงทุน และการให้บริการอื่น ๆ ตามความต้องการของลูกค้าอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้พนักงานมีเวลาในการให้บริการในเรื่องจำเป็นอื่น ๆ ได้มากยิ่งขึ้น (แต่จะมีปัญหาเรื่องการแย่งงานบางส่วนของมนุษย์ทำ)

ในการทำงานระดับบริหารหรือการวางกลยุทธ์ AI สามารถประมวลข้อมูลที่มีได้อย่างรวดเร็ว ช่วยวิเคราะห์และประเมินความเป็นไปได้ของสถานการณ์ในรูปแบบต่าง ๆ ปรับแต่งและพัฒนาแนวคิด ปรับเปลี่ยนแบบแผนธุรกิจของธนาคารให้มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น รวมถึงช่วยควบคุมต้นทุน ลดจำนวนพนักงานที่ต้องคอยให้บริการลูกค้าเพราะ AI สามารถส่งมอบข้อมูลพื้นฐานและมอบประสบการณ์ในการมาใช้บริการได้ตามความคาดหวังของลูกค้า

AI กับการเงินส่วนบุคคล

คงเป็นเรื่องดีหากมีผู้ช่วย AI มาคอยช่วยเหลือ นึกถึง Javis ในภาพยนตร์ Iron Man ที่คอยตอบคำถาม ให้ข้อมูลและจัดการเรื่องต่าง ๆ ให้ตัวเอก นึกภาพการใช้งาน AI โดยใส่ข้อมูล รายรับ รายจ่าย ปัจจัยอื่น ๆ แล้วทำวิเคราะห์เพื่อวางแผนการให้ได้ตามความต้องการ ทั้งการออม การลงทุน ความเสี่ยงจากปัจจัยแวดล้อม ป้องกันการตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงอย่างกรณี Forex-3D ช่วยกำหนดเป้าหมาย แจ้งเตือนเมื่อผลที่ได้ต่ำกว่าคาดการ หรือชื่นชมเมื่อทำได้ตามเป้าหมาย

ช่วยวางแผนการใช้จ่ายในแต่ละวัน แนะนำแหล่งวัตถุดิบ ทั้งอาหาร ข้าวของเครื่องใช้จากที่ต่าง ๆ ตามงบประมาณที่มี ค้นข้อมูลสถาบันการเงินที่มีผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับแผนการ รวมถึงสามารถตั้งโปรแกรมการซื้อขายทรัพย์สิน หุ้น เมื่อได้ข้อเสนอที่กำหนด เพิ่มความรวดเร็วในการทำธุรกรรมการเงินต่าง ๆ เป็นต้น


แต่กว่าจะมีปัญญาประดิษฐ์ที่ทำงานให้ได้ตามที่กล่าวมา คงต้องใช้เวลาอีกสักระยะ เพราะ AI ยังอยู่ในกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งต้องป้อนข้อมูลและพัฒนาอีกมาก ห่างไกลคำว่าสมบูรณ์ รวมถึงการทำงานที่ทรงประสิทธิภาพนั้น จำเป็นต้องใช้ระบบประมวลผลที่ซับซ้อนและใช้ทรัพยากรจำนวนมากในการคำนวณ ใช้คำสั่งที่ยากต่อการใช้งานและมีราคาสูงเกินกว่าจะใช้งานได้ในระดับทั่วไป

ปัจจุบันระบบการเรียนรู้ของ AI ทำได้เพียงตามข้อมูลที่ใส่เข้าไปในระบบเท่านั้น ยังไม่สามารถเข้าใจภาษาหรือความหมายได้ทั้งหมด บางคำตอบที่ให้ไป เกิดจากการประมวลผลของข้อมูลจากหลายแหล่งซึ่งอาจไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง ทำให้หลายฝ่ายให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ChatGPT มีความ Overconfident หรือมีความมั่นใจมากเกินไปในการตอบคำถาม ทั้ง ๆ ที่คำตอบที่ให้มานั้นมีความผิดพลาดสูง บางเว็บไซต์ถึงกับแบนคำตอบเพราะมีส่วนผสมทั้งส่วนที่จริงและไม่จริง หากผู้ใช้มีความรู้ไม่มากพอก็ยากที่จะแยกแยะ เมื่อนำไปใช้งาน อาจก่อให้เกิดปัญหาตามมาก็ได้

แต่ก็เห็นได้ว่าภาพการใช้ AI ของมนุษย์เริ่มเด่นชัดมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ จากเดิมอยู่ในนิยาย ภาพยนตร์ มังงะ แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาให้กลายเป็นเครื่องมือในการช่วยเหลือมนุษย์ เช่นเดียวกับ ChatGPT ที่ออกมาให้ทดลองใช้นั้น แม้จะมีการปรับลดประสิทธิภาพการประมวลผลหรือใส่ข้อจำกัดบางอย่าง แต่ก็ยังแสดงศักยภาพการทำงานที่ทำให้ผู้ทดลองใช้ถึงกับทึ่งในความสามารถ

เมื่อ ChatGPT หรือ AI ตัวอื่นถูกพัฒนาไปจนถึงขั้นปล่อยให้ใช้งานเต็มรูปแบบก็น่าจะช่วยมนุษย์ทำงานได้หลากหลายยิ่งขึ้น และทำให้ความกังวลที่คิดว่า AI จะเข้ามาแย่งงานของมนุษย์เพิ่มมากขึ้นไปอีก

เพราะขนาดยังไม่สมบูรณ์ก็ยังสามารถทำงานบางอย่างแทนที่มนุษย์ได้แล้ว เช่นวาดรูปจนได้รางวัล แต่งนิยายเข้ารอบสุดท้าย หรือเขียนบทความที่ถูกต้องทั้งเนื้อหาและรูปแบบประโยคจนคนอ่านไม่รู้ว่า AI เขียน

ถึงตรงนี้ชาว aomMONEY บางส่วนก็คงอดคิดไม่ได้ว่า บทความที่อ่านอยู่ตอนนี้นั้น เขียนโดยมนุษย์หรือ AI


อ้างอิง

https://openai.com/blog/chatgpt/?fbclid=IwAR2s91gA15zH8qjTDC9NNKHqlM_axmJTYOpRVG_XxsiHuL5O-3dtmBv5guI

https://chat.openai.com/chat

https://thefinancialbrand.com/news/data-analytics-banking/artificial-intelligence-banking/interview-with-chatgpt-on-the-future-of-ai-assistants-in-banking-156941/

https://www.iflscience.com/ai-could-put-google-in-serious-trouble-within-a-year-or-two-gmail-creator-says-66527?fbclid=IwAR0rv_bd7wJ6Bj89AMxD92lVvU8GN8Znr-NN1fUziLMYy1ClHrjHCp-It9E

https://www.vice.com/en/article/wxnaem/stack-overflow-bans-chatgpt-for-constantly-giving-wrong-answers

https://twitter.com/andrewyng/status/1602725934565830657

โค้งสุดท้ายลดหย่อนภาษี เช็ก (ตัวเอง) ให้ดีว่าลดหย่อนอะไรได้บ้าง ?

เวลาพูดถึงคำว่า “ลดภาษี” สิ่งที่คนส่วนใหญ่คิดถึงก่อน คือ ค่าลดหย่อน เพราะถือเป็นตัวช่วยที่ดีตัวหนึ่งในการลดหย่อนภาษี ซึ่งจะมีคำถามตามมาทันทีว่า แล้วซื้อตัวไหน อะไร แบบไหน เท่าไรดี ? ถึงจะลดหย่อนภาษีได้สูงสุด

แต่สิ่งหนึ่งที่เราลืมไป คือ ค่าลดหย่อนนั้นเป็นตัวช่วยในการลดภาษีได้ก็จริง แต่ไม่ได้แปลว่าจะลดภาษีได้ทั้งหมดจากเงินที่เราจ่ายไปเพื่อลดหย่อนภาษี เพราะที่จริงแล้ว มันคือการลดเงินได้สุทธิที่ใช้ในการคำนวณภาษีต่างหาก

Graphical user interface

Description automatically generated

ซึ่งเงินได้สุทธิที่ว่านั้น มันมาจากสมการ เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน นั่นแปลว่ายิ่งค่าลดหย่อนมากแค่ไหน เราก็จะยิ่งลดเงินได้สุทธิมากเท่านั้น แต่มันไม่ได้แปลว่าลดภาษีได้กี่บาท เพราะสิ่งที่เราต้องรู้ต่อก็คือ เราต้องรู้ว่าเราเสียภาษีในฐานไหน อัตราเท่าไร ถึงจะลดภาษีได้ตาม % ของเงินได้สุทธิที่อยู่ในฐานนั้น ๆ 

ยกตัวอย่างเช่น นายบักหนอมมีเงินได้สุทธิจำนวน 600,000 บาท และตัดสินใจซื้อกองทุน SSF เพื่อลดหย่อนภาษีจำนวน 100,000 บาท จะประหยัดภาษีได้เท่าไร 

Table

Description automatically generated

คำตอบก็คือ 100,000 บาทที่จ่ายไป จะลดหย่อนภาษีได้ 15% หรือ 15,000 บาทเท่านั้น เพราะเงินได้สุทธิที่หายไปอยู่ในฐานอัตราสูงสุดคือ 15% นั่นเอง (100,000 x 15%) ซึ่งทำให้ภาษีที่นายบักหนอมคำนวณได้ลดลงจากเดิม คือ 42,500 บาท เหลือเพียง 27,500 บาทเท่านั้น 

แต่ถ้าหากเรามีเงินได้สุทธิจำนวนมาก นั่นแปลว่าย่อมต้องเสียภาษีเป็นจำนวนมาก และในอัตราที่สูงกว่า เช่น ถ้าหากในปีนี้นายบักหนอมมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 6,000,000 บาทต่อปี แบบนี้ก็จะเห็นว่ายิ่งนายบักหนอมตัดสินใจซื้อประกันหรือกองทุนลดหย่อนภาษีเต็มสิทธิ์ ก็จะช่วยประหยัดภาษีได้มากกว่าถึง 35% ของเงินที่จ่ายไป ซึ่งเป็นอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่สูงสุดนั่นเอง 

มาถึงตรงนี้ หลายคนน่าจะพอเห็นภาพแล้วว่า หากเราบริหารจัดการการเงินได้ดีเราสามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนได้เต็มที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ เช่น ประกัน กองทุนต่างๆ ฯลฯ เพื่อให้เงินที่เรามีได้ทั้งประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี และตอบโจทย์การเงินที่เราต้องการ รวมถึงอาจจะต่อยอดด้านการลงทุนในมุมอื่นๆ ได้ด้วยเช่นกัน

Graphical user interface, text, application

Description automatically generated

โดยปีนี้สำหรับคนที่ต้องการลงทุนในกองทุนรวม ทาง KRUNGSRI EXCLUSIVE เขามีตัวเลือกดีๆที่น่าสนใจมาฝากกัน ซึ่งต้องบอกว่าไม่ได้มีแค่กองทุนที่ลดหย่อนภาษีเท่านั้น แต่ยังมีกองทุนหลักที่เป็นกองทุนเปิดให้เราซื้อได้ขายคล่องกันอีกด้วย 

โดยแบ่งออกเป็น 3 ธีมการลงทุนเด่นเพื่อจัดพอร์ตระยะยาว คือ

1. Defensive เป็นการลงทุนในกลุ่มสินทรัพย์ที่ผลประกอบการค่อนข้างเสถียร หุ้นกลุ่มนี้จะเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานค่อนข้างแข็งแกร่ง ความเสี่ยงต่ำ และมีการจ่ายเงินปันผลค่อนข้างสม่ำเสมอ ไม่แปรผันตามวัฏจักรเศรษฐกิจ ทนทุกสภาพตลาด เช่น กลุ่ม Healthcare, Consumer Staples, Software & IT Services ทาง Krungsri Exclusive ก็จะมีกองที่น่าสนใจอย่าง KFGBRAND กองหลักและ SSF หรือ RMF

ที่เหมาะอย่างยิ่งที่นักลงทุนจะลงทุนในช่วงที่ตลาดกำลังจะเข้าสู่ช่วงขาลงแบบนี้ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มั่นคง ราคาลดลงน้อยกว่าตลาด

2. Long-Term Transformation กลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภค มีโอกาสในการเติบโตในระยะยาวทั่วโลก เช่น EV อย่างรถไฟฟ้า, ระบบ AI หรือ เทคโนโลยีทางการแพทย์ อย่างกอง KFGG-A หรือจะเป็น KFGGGSSF และ KFGGRMF ซึ่งกองหลักคือ Baillie Gifford Worldwide Long Term Global Growth Fund (LTGG) ที่เหมาะจะถือกันในระยะยาว เนื่องจากเป็นธีมที่กำลังเติบโตและมาแรง

3. ESG เป็นกลุ่มการลงทุนในบริษัทที่มี ปัจจัยส่งเสริมด้าน Environmental Social and Governance เมื่อทั่วโลกให้ความสำคัญกับปัจเหล่านี้มากขึ้น ทำให้สินทรัพย์ในกลุ่มนี้มีการเติบโตและให้ผลตอบแทนที่ดี อย่างกอง KFESG-A หรือจะเป็นกอง SSFและRMFก็ดี ซึ่งมีกองหลักเป็น AB Sustainable Global Thematic Portfolio เน้นลงทุนใน 3 ธีมหลัก คือ สภาวะอากาศ สุขภาพ และความเท่าเทียม

Table

Description automatically generated with medium confidence

จากรูปข้างต้น เชื่อว่าใครหลายคนคงตอบตัวเองได้แล้วว่า ถ้าเราสนใจลงทุนในกองทุนรวมเพื่อประหยัดภาษี เราจำเป็นต้องเลือกสินทรัพย์ที่ดีที่เราเข้าใจ เพื่อสร้างโอกาสในการเติบโต และเหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ เพื่อให้เงินที่เรามีได้ทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ที่สุด ทั้งโอกาสในการรับผลตอบแทน และสิทธิ์ประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับ  

และแน่นอนว่าถ้าหากเราลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีเรียบร้อยแล้วมีเงินเหลือ ก็สามารถนำไปต่อยอดวางแผนในการลงทุนรูปแบบอื่นๆที่ต้องการได้เช่นเดียวกัน 

ซึ่งสำหรับ KRUNGSRI EXCLUSIVE นั้น อยู่ภายใต้การบริหารงานของ วิน พรหมแพทย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานลูกค้าไฮเน็ตเวิร์ธ

โดยเน้นการพัฒนาและยกระดับบริการสำหรับลูกค้า โดยได้วางเป้าหมายสู่การเป็น Investment Wealth Advisory Bank ที่คอยดูแลและให้คำแนะนำการลงทุน นอกเหนือจากการลดหย่อนภาษี ยังช่วยให้นักลงทุนสามารถพิจารณาทางเลือกอื่น ๆ ในการลงทุนของตัวเอง โดยได้รับคำปรึกษาจากทางผู้เชี่ยวชาญได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นเงินฝาก กองทุน หุ้นกู้ ประกันชีวิต ที่สามารถปรับให้เหมาะสมกับความต้องการของชีวิต ผนวกกับไลฟ์สไตล์ที่ตัวเองมีเพื่อให้ได้รับสิทธิ์ประโยชน์ที่มากกว่าเช่นกัน

สำหรับใครที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

https://www.krungsri.com/th/wealth/krungsri-exclusive/homeโดยลูกค้า KRUNGSRI EXCLUSIVE จะต้องมีเงินฝากหรือลงทุนขั้นต่ำ 5 ล้านบาทขึ้นไป

สุดท้าย สิ่งที่อยากฝากไว้ คือ การวางแผนลดหย่อนภาษีที่ดี ต้องตอบโจทย์เป้าหมายการเงินที่เหมาะสมกับชีวิตเป็นหลัก และยังมีการประหยัดภาษีเป็นของแถมอีกต่อหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เราวางแผนภาษีได้ครบทุกมุมที่เราต้องการได้เป็นอย่างดี 

และท้ายที่สุด นอกจากวางแผนภาษีแล้ว เรายังต้องวางแผนการเงินของเราให้ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของชีวิตที่เราต้องการ นั่นจึงจะเรียกได้ว่าเป็นการวางแผนการเงินที่สมบูรณ์ที่สุดนั่นเองครับ

คำเตือน ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีในคู่มือการลงทุน ก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต • SSF เป็นกองทุนที่ส่งเสริมการออม และ RMF ลงทุนเพื่อเกษียณอายุ ทั้งนี้ ผู้ถือหน่วยลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการลงทุน • KFGBRAND/ KFGBRANSSF/ KFGBRANRMF ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน จึงมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนขาดทุน หรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

บทความนี้เป็น Advertorial

เก็บเงินไปซื้อทองเองก็ได้ ทำไมต้องออมทองกันด้วย? 5 เหตุผลที่คนเลือกออมทองและมันเหมาะกับเรารึเปล่า

สืบเนื่องจากประเด็นเรื่องของการ #ออมทอง แล้วก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าสนใจ เพราะเอาต้องเข้าใจก่อนว่าการออมทองไม่ใช่เรื่องที่ผิดกฎหมาย เจ้าใหญ่อย่าง ฮั่วเซ่งเฮง หรือ แม่ทองสุก ต่างก็ทำกันอย่างถูกต้อง โปร่งใสและก็มีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยค่อนข้างเยอะ จึงเป็นทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการสะสมเงินเพื่อซื้อทอง

การออมทอง หรือ การสะสมเงินเพื่อซื้อทองนั้น ขั้นตอนก็คือการทยอยสะสมเงินเพื่อซื้อทองคำแท่งที่บริสุทธิ์ 96.5% โดยการทยอยซื้อแบบถัวเฉลี่ยสะสม อาจจะเดือนละ 500 บาท เดือนละ 1000 บาท ไปเรื่อย ๆ พอได้เงินครบเท่ากับราคาทอง (ตามกำหนดของแต่ละแห่ง บางแห่งก็ 1 กรัม หรือบางแห่งก็ 1 สลึง) ก็ไปถอนเอาทองเป็นแท่งมาเก็บเอาไว้ อันนี้คือพื้นฐานทั่วไป

แต่ประเด็นที้เกิดขึ้นในข่าวคือตอนที่ลูกค้าหลายสิบรายมารวมตัวกันเพื่อเบิกทองกับร้านทองแห่งหนึ่ง แต่ร้านทองนั้นปิดหายไปแล้ว ตามตัวไม่ได้ คาดการณ์กันว่าความเสียหายอยู่ที่ราว ๆ 700 ล้านบาท (คือมีลูกค้าหลักพันคน)

โดยร้านทองแห่งนี้คือโพสต์ชักชวนให้คนมาออมทองด้วยราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด เช่นตอนนี้ทองในตลาดขายบาทละ 30,000 บาท ทางร้านออมทองบาทละ 23,000 บาท นอกจากนั้นยังมีการชักชวนเป็นตัวแทนหาสมาชิก โดยจะมีค่าตอบแทน 300 บาท/ต่อคน เมื่อสมาชิกของตัวเองสะสมทองครบหนึ่งบาท

ถ้ารู้สึกว่าอ่านแล้วเหมือนแชร์ลูกโซ่ ก็คงเป็นอย่างนั้นครับ


ทำไมคนถึงหลงเชื่อได้? ผู้เสียหายก็บอกว่าร้านนี้มีความน่าเชื่อถือ มีการนำเชิญบุคคลที่มีหน้ามีตาในสังคมมาร่วมโปรโมตร้าน แถมยังมีหน้าร้านด้วย จึงคิดว่าไม่น่าโดนหลอก แต่มีคำพูดหนึ่งที่บอกว่า “บางอย่างที่มันดีเกินจริง มันก็ไม่มีทางเป็นจริง” อันนี้ยังใช้ได้เสมอ ยังไงสำหรับคนที่จะลงทุนอะไรก็ตามก็ต้องศึกษากันให้ดีครับ

กลับมาที่เรื่องประเด็นของการออมทอง

ต่อมาก็มีคนไปโพสต์ถามในทวิตเตอร์ว่า “แล้วจะออมทองทำไม ก็หยอดกระปุกเองพอครบ 30,000 ก็เอาไปซื้อทองเองก็ได้” ซึ่งเป็นคำถามที่น่าสนใจและอยากลองมาดูเหตุผลว่าทำไมคนถึงเลือกออมทองกันล่ะ?

1. เริ่มลงทุนไม่มาก

ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูง ตอนนี้อยู่ที่ราว ๆ บาทละ 30,000 บาท แต่กว่าจะเก็บเงินได้ขนาดนั้นก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ แต่ถ้าออมทองก็สามารถเก็บทีละนิดทีละหน่อย เริ่มกันตั้งแต่ 100 บาท ก็ออมได้แล้ว เติมไปเรื่อย ๆ

2. ถัวเฉลี่ยลดความผันผวน

ราคาทองคำนั้นขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา บางวันลด บางวันขึ้น วันหนึ่งขึ้นลงหลายรอบก็มี เพราะฉะนั้นการออมทองทำให้เกิดการถัวเฉลี่ยของราคาเกิดขึ้น

เช่นเราออมเดือนละ 3,000 บาท เดือนนี้ทองบาทละ 30,000 บาทเราก็จะได้ทองแท่ง 1.5244 กรัม (ทองแท่ง 1 บาท น้ำหนักอยู่ที่ 15.244 กรัม) แต่ถ้าเดือนหน้าทองลดเหลือบาทละ 25,000 บาท แต่เราออมเท่าเดิม 3,000 บาท เราก็จะได้ทอง 1.8293 กรัม (15.244/25,000 * 3000) ซึ่งที่จริงก็คล้ายกับการ DCA (Dollar Cost Average) ของการลงทุนหุ้นเช่นกัน

3. สามารถเลือกแบบหักบัญชีอัตโนมัติได้

วินัยในการออมเป็นสิ่งที่สำคัญและบางครั้งเราก็หละหลวมไปบ้างถ้าทำเอง แต่ถ้าเป็นระบบที่หักบัญชีเป็นประจำทุกเดือน ก็จะสร้างการออมอย่างมีวินัยได้โดยอัตโนมัติเลย

4. แลกเป็นทองคำมาเก็บเอาไว้ได้

เมื่อครบกำหนดน้ำหนักก็สามารถไปแลกเป็นทองมาเก็บเอาไว้ได้ ซึ่งก็ต้องดูด้วยว่าแต่ละเจ้านั้นมีข้อกำหนดเรื่องน้ำหนักยังไงบ้าง (บางเจ้า 1 กรัมก็แลกได้แล้ว)

5. ขายง่าย ช่วยกระจายความเสี่ยง

สำหรับคนที่ลงทุนในสินทรัพย์หลาย ๆ อย่าง ทองเป็นสินทรัพย์หนึ่งที่เรียกว่าค่อนข้างปลอดภัย สามารถซื้อขายได้ง่าย เปลี่ยนเป็นเงินสดได้ไว สำหรับช่วงที่สินทรัพย์อื่น ๆ ผันผวนทองก็เป็นทางเลือกในการลงทุนที่ไม่เลว เมื่ออยากขายไปลงทุนที่อื่นก็ทำได้ไม่ยาก


การออมทองเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งสำหรับการลงทุนของยุคสมัยใหม่ เครื่องมือทันสมัย สามารถทำได้ผ่านแอปฯของสมาร์ตโฟนเลย เหมาะสำหรับคนที่ยังทุนไม่มาก เพิ่งเริ่มทำงาน หรืออยากเก็บเงินไว้ในสินทรัพย์ที่จะมีมูลค่าสูงขึ้นในอนาคต แต่ก็ไม่ได้อยากลงทุนในหุ้นหรือคริปโตฯที่มีความเสี่ยง

แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมาชั่งน้ำหนักด้วยว่าเงินที่เราเอาไปฝากไว้นั้นไม่ได้ดอกเบี้ยเงินฝาก มูลค่าของทองก็มีขึ้นมีลงตลอด ถ้าสะสมมาสักพักแล้ววันหนึ่งต้องขายเพื่อเอาเงินออกมาใช้ฉุกเฉินแล้วตอนนั้นทองราคาร่วงพอดี ก็อาจจะรู้สึกเสียดายได้

ไม่ว่าจะตัดสินใจยังไงก็ตาม อย่างที่พูดกันเสมอ การลงทุนมีความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เพราะฉะนั้นควรลงทุนกับสิ่งที่เราเข้าใจ หาข้อมูลให้เยอะที่สุด และที่สำคัญต้องเลือกให้ดีว่าจะลงทุนกับที่ไหน เพราะลงทุนรวยเร็วเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อันไหนที่ดีเกินจริง มันก็คงจะไม่จริงนั่นแหละครับ


#ออมทองสระบุรี #ทำไมควรออมทอง #ข้อดีข้อเสียออมทอง #ควรออมทองรึเปล่า #ออมทองทำยังไง #ออมทองถูกกฎหมาย #ลงทุนในทอง #ออมทองทุกเดือน #ทางเลือกลงทุน

Ammaar Reshi – เปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นหนังสือนิทานเด็กขายบน Amazon ภายใน 2 วันด้วย AI

ChatGPT กลายเป็นประเด็นที่หลายคนพูดถึงมากในตอนนี้ มันเป็น AI (Artificial Intelligence) ที่ตอบโต้กับเราผ่านข้อความ (เราพิมพ์บางอย่างเข้าไปแล้วมันก็จะตอบกลับมา – แชตบอท)

ความสามารถของมันกว้างมาก ตั้งแต่เขียนบทความ สรุปประเด็นในอดีต สรุปเนื้อหาข่าว เขียนบทกวี แต่งเพลง เขียนโปรแกรม หรือแม้แต่ให้คำแนะนำปัญหาชีวิตก็เห็นมาแล้ว (ลองหาดูบน Google ครับ สนุกทีเดียว)

ประเด็นที่หลาย ๆ คนคงกำลังกังวล (ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้) คือว่าต่อไปมันจะมาแย่งงานมนุษย์หรือทำให้มนุษย์ตกงานรึเปล่า หลาย ๆ คนก็คิดว่าบางส่วนน่าจะเจอกระทบอย่างแน่นอน

ยกตัวอย่างฝ่ายบริการลูกค้าออนไลน์ โดยเฉพาะผ่านทางแชตน่าจะเจอกระทบหนัก เพราะมันสามารถตอบคำถามทั่วไปได้เป็นอย่างดี หรืออย่างโปรแกรมเมอร์ก็กังวลว่างานบางส่วนจะหายไปเมื่อ AI มีความสามารถในการเขียนโปรแกรมมากขึ้นเรื่อย ๆ


แต่ก็มีผู้ชายคนหนึ่งชื่อ Ammaar Reshi ที่มองเห็น ChatGPT ในมุมที่ต่างออกไป แทนที่จะแค่มองว่ามันเป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจหรือน่ากลัว แต่เขากลับมองว่ามันสามารถทำอะไรได้อีกบ้าง แล้วถ้าเกิดว่าจะใช้ให้มันเป็นประโยชน์จะทำยังไงดี

ช่วงสุดสัปดาห์เขาเริ่มโปรเจกต์สร้างหนังสือนิทานภาพของเด็กด้วย AI ขึ้นมา โดยเริ่มจากการคุยกับ ChatGPT ครับว่านิทานเด็กกับ AI ควรเป็นแบบไหน ตัวละคร เรื่องราวต่าง ๆ การผจญภัย ฯลฯ ซึ่งหลังจากตอบโต้กันไปสักพักหนึ่งก็ได้เนื้อหาที่น่าสนใจ ตัวละครเด็กผู้หญิงชื่อว่า อลิซ (Alice) และหุ่นยนต์ที่เป็น AI ชื่อว่า สปาร์คเคิล (Sparkle) ที่อลิซสร้างขึ้นมา

หลังจากนั้นเขาก็เริ่มใช้เครื่องมือที่เป็น AI อีกตัวหนึ่งชื่อว่า MidJourney ที่เป็น AI สร้างรูปภาพจากข้อความที่เราใส่เข้าไป Ammaar ต้องพยายามไกด์ MidJourney ว่าต้องการภาพแบบไหน ตัวละครอลิซและสปาร์คเคิลหน้าตาประมาณไหน เวลาไปผจญภัยหรือในฉากต่าง ๆ ต้องมีหน้าตาแบบไหน ทำอะไรบ้าง เป็นขั้นตอนที่ใช้เวลาค่อนข้างนาน เพราะ MidJourney จะไม่มีความสม่ำเสมอในภาพที่วาดออกมาสักเท่าไหร่

สมมุติว่าเราใส่ “a girl with a red hair” แต่ละครั้งภาพจะออกมาแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นเขาเลยต้องหาคำอธิบายที่สามารถสร้างภาพที่ออกมา ‘พอจะสม่ำเสมอ’ บ้าง (คือถ้าไปดูในหนังสือจะเห็นว่าอลิซและสปาร์คเคิลไม่เหมือนกันแบบเป๊ะ ๆ ทั้งเล่ม) แล้วหลังจากนั้นก็นำภาพเหล่านั้นมาจัดเล่ม ก่อนที่จะนำไปวางขายบน Amazon ผ่านทาง Amazon Kindle Publishing ที่เวลาลูกค้ากดสั่ง Amazon ก็จะพิมพ์แล้วส่งไปยังบ้านลูกค้าโดยตรงเลย

ตอนนี้หนังสือของเขาชื่อ “Alice and Sparkle” วางขายบน Amazon ด้วยราคา $8.99 (ประมาณ 320 บาท) แม้ไม่ได้มีรายงานว่าเขาขายไปได้แล้วกี่เล่ม แต่ในวันที่เขียนบทความ (22/12/2022) หนังสือเล่มนี้ติดอันดับ 1 ในหมวด ‘New Release’ และได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ทั้งคนที่เข้ามาชื่นชม (สร้างสรรค์ดีจังเลย) และก่นด่า (ขโมยงานคนอื่น นายไม่ใช่ศิลปินตัวจริง)

Ammaar บอกว่า “ทั้งหมดนี้คือการทดลองว่าอะไรเป็นไปได้บ้าง” และเขาก็จะรอดูต่อไปเรื่องของลิขสิทธิ์ต่าง ๆ ด้วยว่าจะเป็นปัญหาในภายหลังรึเปล่าก่อนที่จะสร้างคอนเทนต์ใหม่ออกมา

สำหรับประเด็นนี้มันเป็นเรื่องที่น่าสนใจเพราะเทคโนโลยี AI มาถึงจุดที่เรียกว่า “Tipping Point” มันกำลังสร้างความแตกต่าง ความเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้น แนวคิดที่กำลังจะเปลี่ยนไป งานที่กำลังจะเปลี่ยนไป โลกที่กำลังจะเปลี่ยนไป เราไม่สามารถจะบอกให้เทคโนโลยีหยุดก้าวหน้าได้เพราะเรากลัวสิ่งที่จะเกิดขึ้น แต่เราต้องปรับตัวและใช้ประโยชน์จากมันให้ได้มากที่สุด

=======

อ้างอิง

ChatGPT

MidJourney

Twitter

Time

Amazon

#ChatGPT #AI #สร้างรายได้ #หาเงินจากChatGPT #MidJourney #ทำนิทานด้วยAI #เขียนนิทานเด็กด้วยAI #AIแย่งงาน #AIจะทำเราตกงาน #ประโยชน์ของAI #ปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยี #หารายได้จากAI

ออมเงินกับออมสินวันนี้ รับดอกเบี้ยสูงสุด 4.5% ต่อปี ไม่ต้องเสียภาษี* กับเงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 13 เดือน

เรารู้จักบัญชีเงินฝากออมทรัพย์เป็นอย่างดี เพราะเข้าใจง่าย แค่ฝากเงินเข้าไปก็ได้รับดอกเบี้ย มีสภาพคล่องสูงจะถอนเงินออกตอนไหนก็ได้ ล่าสุด!! ธนาคารออมสินออกผลิตภัณฑ์ “เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 13 เดือน” รับดอกเบี้ยแบบขั้นบันไดสูงสุด 4.5% ต่อปี ออมวันนี้ รับดอกเบี้ยเต็มๆ บุคคลธรรมดาไม่เสียภาษี

เหมาะกับใคร?

>> เงินฉุกเฉิน: คนที่ต้องการมีเงินฉุกเฉินเพิ่มความอุ่นใจ เร่งด่วนถอนใช้ได้ตลอดเวลา แถมได้รับดอกเบี้ยมีเงินเพิ่มขึ้นอีกด้วย ควรมีอย่างน้อย 3 – 12 เดือนของค่าใช้จ่าย เช่น เรามีรายจ่ายเดือนละ 15,000 บาท ควรมีเงินฉุกเฉิน 45,000 – 180,000 บาท

>> ซื้อของที่อยากได้: ฝึกออมเงินจำลองการเป็นหนี้ก่อนซื้อของชิ้นใหญ่ เพื่อสร้างความมั่นใจ เช่น ต้องการซื้อรถยนต์ แต่กังวลไม่รู้ว่าจะผ่อนไหวมั้ย เราใช้บัญชีนี้ฝึกออมเงินรายเดือน สมมติว่ารถยนต์ที่เราอยากได้ต้องผ่อนเดือนละ 5,000 บาท เราออมเงินเดือนละ 5,000 บาท ครบ 13 เดือนมีเงินดาวน์รถ 65,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยเงินฝาก

>> ท่องเที่ยว: เราวางแผนล่วงหน้าว่า 1 – 2 ปี จะไปท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ นำเงินก้อนมาเก็บไว้หรือออมเงินกับเงินฝากระยะสั้นที่ให้ดอกเบี้ยสูงก็ได้

>> พักเงิน: สำหรับคนที่ลงทุนหุ้น กองทุนรวม ทองคำ ฯลฯ ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มลงทุนตอนไหน สามารถใช้บัญชีนี้เป็นแหล่งพักเงินเพื่อรอจังหวะการลงทุนได้นะคะ

การฝากเงินและรับดอกเบี้ยอย่างไร?

>> การฝากเงิน

  • เปิดบัญชีได้ตั้งแต่อายุ 7 ปีขึ้นไปใช้หลักฐานบัตรประชาชน
  • เปิดบัญชีขั้นต่ำ 10,000 บาท
  • ฝากเพิ่มครั้งละไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท
  • บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลทุกประเภท ฝากเงินได้แบบไม่จำกัดวงเงิน

>> อัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได สูงสุด 4.5%

  • เดือนที่ 1 – 6 = 0.75%
  • เดือนที่ 7 – 12 = 1.00%
  • เดือนที่ 13 = 4.50%
  • อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 1.15% ต่อปี หรือเทียบเท่าเงินฝากประจำ 1.35% ต่อปี

>> การรับดอกเบี้ย

  • ฝากครบ 13 เดือน ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยจะโอนเข้าบัญชีเผื่อเรียกของผู้ฝากเงิน
  • ถอนหรือปิดบัญชีก่อนครบ 13 เดือน รับดอกเบี้ยตามระยะเวลาที่ฝากจริง คำนวณดอกเบี้ยเป็นรายวันจากยอดเงินฝาก ถอนเงินได้ตลอดเวลาและจะถอนเท่าไหร่ก็ได้
  • บุคคลธรรมดา ดอกเบี้ยไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย

ฝากเงินต้องทำอย่างไร?

  • ฝากเงินได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา
  • ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปหรือจนกว่าธนาคารจะมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขที่กำหนดไว้ภายหลัง

เรามาเริ่มต้นสิ่งดีๆด้วยการออมเงินกันนะคะ ^^

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/3VlnvE1

หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขาหรือ GSB Contact Center 1115 และติตดามข้อมูลข่าวสารอื่นๆ ได้ที่ www.gsb.or.th หรือ Facebook: GSB Society

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save